แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ัีyuiangel21

หน้า: [1] 2
1
4. กลิ่นร่ำ / PEA555 / Re: ห้องกองเชียร์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 07, 2018, 01:43:25 PM »
มาเชียร์ มาเชียร์ เจ้า ไฟท์ติ้งงงงงงง ^_^

2
5. สิริเลขา / ฐานิฏฐ์ / คนเหนือญาณ บทที่ ๔
« เมื่อ: ตุลาคม 26, 2016, 04:26:42 PM »
บทที่ ๔

        พาหนะซีดานร่วมสมัยสีบรอนซ์เงินของหนุ่มร่างสันทัด รูปหน้าและผิวกายบอกชาติพันธุ์หลังม่านไม้ไผ่ ผู้มักจะมีสีหน้าบวกคำพูดคำจาทีเล่นทีจริงเหมือนไม่ค่อยจะจริงจังกับสิ่งใด อันดูสวนทางกับตำแหน่งหน้าที่การงานที่เป็นถึง ‘โปรแกรมเมอร์’    
        “นานๆ ขับรถออกมาต่างจังหวัดแบบนี้ก็รู้สึกสะออนดีเหมือนกันนะ”
        “สะออนอะไรของนาย หือ?” ผู้โดยสารด้านหลังถามเสียงขึ้นจมูกนิดๆ
        “อ้าว สะออนก็แปลว่า ตื่นตาตื่นใจ ยังไงเล่า ข้าแถมให้อีกอย่างนะ ข้ารู้สึกออนซ้อน ออนซอนด้วยล่ะ ที่หนูฟ้าให้เกียรตินั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถ แทนที่จะเป็นสิงโตหินอย่างนาย นายวิน” ก้องพูดพลางแลไปทางด้านข้าง ก่อนจะมองกระจกหลัง ส่งสายตาล้อเลียนเพื่อนซี้ที่นั่งหน้าตูมๆ
        “ก้องอย่าล้อวินเลย ฟ้าอาสานั่งหน้าเอง วินจะได้นั่งสบายๆ ใจก็จะได้สบายๆ ตอนปฏิบัติธรรมไง” สุ้มเสียงใสๆ เอ่ย จนหนุ่มหน้าตูมแย้ง
        “โธ่ ฟ้า พวกเราก็กำลังจะไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน ทำไมจะต้องให้วินนั่งสบายอยู่คนเดียวล่ะ”
        “ก็ในบรรดาเราสามคน วินคือเหตุผลหลักในการปฏิบัติธรรม ฟ้ากับก้องเป็นเพียงผู้ติดตามเท่านั้นล่ะนะ ฉะนั้น วิน สมควรจะได้รับความสบายทั้งกายและใจ”
        “นายวิน อย่ามากเรื่องให้มากนัก ทำตามที่หนูฟ้าว่า ดีแล้ว หัดเชื่อไว้แต่เนิ่นๆ” คำพูดนายก้อง ทำเอาคนฟังสะดุ้งโหยง ตาเขียวปั๊ด แต่คนพูดก็มิได้นำพา หัวเราะขึ้นเสียเฉยๆ จนคนข้างๆ งง
        “หนูฟ้า ไม่ต้องสนใจนายก้องหรอก พูดจาเรื่อยเจื้อยตลอดล่ะ มาคิดกันดีกว่า เที่ยงจะห้านาทีแล้ว จะกินอะไรกันดี พ้นโค้งหน้า ก็จะถึงหมู่บ้านเล็กๆ มีร้านก๋วยเตี๋ยวร้านข้าวอยู่สองสามร้าน กินอิ่มแล้วไปต่ออีกไม่ไกลก็ถึงวัดแล้วล่ะ” ชวินทร์ว่าพลางยกข้อมือดูเวลา..เวลาบนหน้าปัดมันสะกิดความรู้สึกของเขาเล็กๆ แต่พอได้ยินสุ้มเสียงใสๆ เขาก็ไม่ใส่ใจมันอีก
        “ฟ้าว่า กินอะไรง่ายๆ ดีกว่านะ พวกข้าวผัดหรือข้าวราดน่ะ”
        “อือ ก็ดีเหมือนกัน นายล่ะ ก้อง”
        “ฉันอยากจะกินพิซซ่าอะ รู้งี้ ซื้อติดรถมาด้วยก็ดี”
        “นายก้องภพ มาป่ามาเขามาปฏิบัติธรรม นายลดๆ กิเลสหน่อยเหอะ จะอยากอะไรแบบนั้นเล่า” 
        “อ้าว ก็คนมันเกิดอยาก แล้วฉันก็แค่มาปฏิบัติธรรม ไม่ได้มาบวชนี่หว่า ไม่เห็นจะต้องตัดกิเลสทุกสิ่งอย่างเลย” ก้องภพพูดกวนๆ หน้าก็ยียวน ครั้นเห็นคนข้างหลังทำสีหน้าอยากจะเคาะกะบาลตัวเอง เขาก็หัวเราะร่วนจนตาหยี พอลืมตา ก้องภพก็ร้องเสียงหลง
        “เฮ้ย!”
        “ว้าย!” 
        ก้อนเนื้อใต้ทรวงของชวินทร์เต้นตุบๆ ตาเบิกโพลง แต่แล้วก็พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อคนขับสามารถบังคับรถได้ปกติ แล้วหันมาเอ่ยขำๆ พลางแลมองหมาจรตัวสีดำวิ่งหางจุกตูดเข้าไปในโพรงหญ้าข้างทาง
        “พุทโธ่ เจ้าเก้งเอ๋งโผล่ออกมาได้ ตกอกตกใจหมด ดีนะ ที่พ่อไม่เสย ไม่งั้นได้เก็บไปทำเก้งเอ๋งแดดเดียวแน่เชียว”
        “นายก้องยังมีหน้าจะพูดขำๆ อยู่ได้ หัวใจข้าหล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้วนะเว้ย” คนนั่งตอนหลังตอกไปตรงๆ แต่เพื่อนซี้ก็ยังทำหน้าเป็นไม่เลิก กระทั่ง เสียงใสๆ โพล่งร้องเสียดังลั่น
        “ก้อง ระวัง!”

        ชวินทร์ได้ยินเสียงร้องแบบตกใจสุดขีดทั้งจากคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า คราวนี้มันไม่เหมือนเมื่อสักครู่ตอนที่เกือบจะชนเจ้าหมาที่วิ่งตัดหน้ารถ แต่สิ่งที่เห็นอยู่ด้านหน้านั้นทำให้เขาตกใจมากกว่า..รถบรรทุกหกล้อที่คาดว่าน่าจะบรรทุกสัมภาระหนักและเยอะ แหกโค้งพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว เส้นเสียงในลำคอของชวินทร์ราวกับหดหายไป ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอด ดวงตาเบิ่งกว้าง สติของเขาคล้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังประมวลผลคำสั่ง เพื่อหาความปลอดภัยมาไว้กับตน..ครั้นคิดได้..มือค่อนเรียวก็ควานหาเข็มขัดนิรภัยบนเบาะ แล้วถือไว้แน่น ทว่า มันจะทันการหรือไร..โอ้ละหนอ..นี่คือความประมาทของตัวเองโดยแท้ ทุกครั้งทุกคราวที่ต้องนั่งอยู่ตอนหลัง เขาไม่เคยคิดจะรัดเข็มขัดนิรภัยเลย..ไม่ถึงอึดใจ รถยนต์ของก้องภพก็หักหัว แล่นออกนอกเลน ชนเหล็กกั้นไหล่ทางดังโครมใหญ่ จากนั้นก็ไถลลงเนิน ซึ่งเป็นโพรงหญ้าและป่ารก ตัวถังครูดไปกับต้นไม้ขนาดเล็กขนาดน้อยเสียงดังอึงๆ
        แม้พาหนะซีดานจะชนต้นหมากรากไม้ไม่เว้นสักต้นที่อยู่ในรัศมีตกหล่น แต่ความเร็วการเคลื่อนไหวกลับไม่ลดลงเลย รถยังคงแล่นลงเนินเร็วจี๋อันคงจะเป็นไปตามกฎแรงโน้มถ่วงโลก..หล่น..ชน..ชน..หล่น..ไถล..ไถล..กระแทก! เสียงตัวถังกระทบกับวัตถุด้านนอกดังกึกก้องในหูของชวินทร์ ร่างกายของเขากระเด็นไปมาประหนึ่งลูกหินถูกดีดติดผนัง แล้วกระดอนไปกระทบกับผนังอีกด้าน  เป็นแบบนี้หลายต่อหลายตลบ กระทั่ง เสียงปังดังขึ้นจังๆ ก่อนประตูด้านหลังจะเปิดออก วินาทีนั้นเอง ชวินทร์รู้สึกว่าตัวเขากำลังถูกเหวี่ยงออกนอกรถ กระเด็นไปคนละทิศละทางกับเพื่อนทั้งสอง ซึ่งติดอยู่กับตัวรถ แล้วไปติดค้างอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่
        รูปร่างบุรุษผู้มีความสูงราวๆ ร้อยแปดสิบกลิ้งหลุนๆ ลงเนินที่เต็มไปด้วยกิ่งไผ่ สติกับทักษะที่เขาเคยร่ำเรียนลูกเสือกับนักศึกษาวิชาทหาร เกี่ยวกับการป้องตัวเอง เพิ่งจะสำแดงผล เมื่อชายหนุ่มแสดงอาการเก็บคองอเขา ตัวเขาจึงมีรูปทรงค่อนๆ ไปทางกลมรี ทำให้กลิ้งและม้วนตัวไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ผ่านกอไผ่ซึ่งกิ่งเล็กกิ่งน้อยบาดเสื้อผ้าเข้าไปถึงผิวกายจนเลือดซิบๆ แขนคงจะมีรอยแดงยาวๆ เสมือนถูกแมวข่วน แต่ส่วนใบหน้าค่าตาไม่มีริ้วรอยใดๆ เลย ขาก็เช่นกัน กางเกงยีนสีเข้มที่สวมใส่นั้นหนาพอที่กิ่งไผ่น้อยๆ ไม่อาจจะกรีดทะลุได้ อาจจะแค่ทำให้เกิดร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น
        การเคลื่อนตัวของชวินทร์เริ่มผ่อนลง เมื่อรายทางประปรายไปด้วยก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อย กระทั่ง ตัวกระแทกเข้ากับก้อนหินลูกใหญ่ จากนั้นก็เกิดแรงผลักประหลาดๆ รุนแรงจนทำให้เขากระดอนและถลาไปหากอไผ่ขนาดใหญ่ ซึ่งหลายปล้องถูกหักกับตัด เหลือเพียงปลายแหลมๆ และแล้ว ปลายตอแหลมคมเหล่านั้นก็กลายเป็นจุดสกัดให้เขาหยุดการเคลื่อนไหว

        เสียงที่เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ได้ยิน มันดังราวกับเสียงชมวกแทงลงบนตัวปลา ก่อนตัวทั้งตัวจะชาและเกร็งๆ เขาขยับตัวไม่ได้เลย เหมือนมีอะไรบางอย่างเสียบอยู่ที่จุดศูนย์กลางลำตัว เขารู้สึกเพียงของเหลวข้นๆ ค่อยๆ ทะลัก เมื่อเสื้อผ้าไม่อาจจะซึมซับไว้ได้ก็ปล่อยให้ของเหลวข้นๆ ไหลย้อย ส่งกลิ่นคาวจนเริ่มคละคลุ้งติดจมูก
        โอ้..ตอนนี้ชวินทร์รู้แล้วว่า..ปลายไม้ไผ่ปล้องขนาดพอๆ กับท่อพีวีซีเสียบเข้าที่กลางลำตัวของตัวเอง ชายหนุ่มพยายามขยับตัวอย่างหวังว่าปล้องแหลมๆ อาจจะเสียบเข้าไม่ลึก พอค่อยๆ ขยับก็จะสามารถดึงตัวให้หลุดออกได้ แต่ยิ่งเคลื่อนไหวหรือแค่ขยับแขนขยับขา เขาก็เจ็บแปลบหนักขึ้นๆ เลือดก็ยิ่งทะลักเยอะขึ้นๆ ถึงตรงนี้เขาก็รู้แน่ชัดแล้ว เขากำลังกลายเป็นลูกชิ้นปิ้งดีๆ นี่เอง ลูกชิ้นก้อนกลมๆ ที่เขาเคยช่วยแม่กับพี่แน่งน้อยเสียบ ซึ่งแม่บอกวิธีเสียบลูกชิ้นไว้ว่า ‘จับให้มั่น แล้วเสียบลงตรงจุดกึ่งกลาง ลูกชิ้นจะได้ไม่กลิ้งหรือหมุนไปทางไหน เวลาปิ้งก็จะสามารถจับหมุนได้ง่าย’ 
        ชายหนุ่มเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะเขามีสภาพเดียวกับลูกชิ้นปิ้งราดน้ำจิ้มข้นๆ เหมือนที่เขาชอบกินนักหนา ถึงกระนั้น ชวินทร์ก็พยายามนึกถึงคำสอนของพ่อกับแม่
        “สติๆๆๆๆ” เสียงโหยๆ งึมงำเสมือนกระตุ้นความรู้สึกของตัวเอง ไม่ให้วูบดับ
        “พ่อครับ แม่ครับ ผมจะครองสติไว้ให้ดีครับ” ชวินทร์พูดเสียงแผ่วเบา ทว่า มันกลับดังสุดเสียงสั่งในความรู้สึกของตัวเอง เขาจะต้องไม่ยอมแพ้กับความเจ็บปวด วันนี้เขาของลบเลือนคำสอนเสียบลูกชิ้นของแม่ เพราะเขาจะไม่ยอมเป็นลูกชิ้นปิ้งง่ายๆ แน่ เขาจะต้องครองสติไว้ เผื่อใครคนใดจะลงมาช่วย เขาคิดว่าจะต้องมีชาวบ้านมาช่วยแน่ๆ เพราะจุดนี้ไม่ห่างจากหมู่บ้านเท่าไรนัก แถมบนท้องถนนยังมีรถราวิ่งไปมาไม่ขาด
        “พ่อครับ แม่ครับ พี่พล นายนิน ผมจะต้องมีสติๆๆๆๆ”  เจ้าของริมฝีปากได้รูปบังคับตัวเองขยับๆ พูดไม่หยุด แม้จะขยับลำบากยากเย็นและรู้สึกเจ็บบริเวณลำตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

        เสียงจานกระเบื้องที่แน่งน้อยทำตกดังเพล้ง กระตุกความรู้สึกคุณอัมราที่กำลังเตรียมทำอาหารกลางวันจนถึงกับใจสั่นมือสั่น
        “อุ้ย ขอโทษค่ะคุณ แน่งน้อยทำจานตกอีกแล้ว แต่ใบนี้เป็นแรกในรอบเดือนเลยนะคะ” แม่บ้านวัยทึนทึกบอก มือก็เก็บกวาดเศษกระเบื้องบนพื้นเหยงๆ
        ครั้นเห็นสีหน้าสีตาของผู้เป็นทั้งญาติผู้พี่และเจ้านาย แน่งน้อยก็คิ้วขมวด
        “คุณคะ จานกระเบื้องใบนี้ ของหวงของคุณเหรอคะ แน่งน้อยขอโทษจริงๆ นะคะ ยังไง คุณหักเงินเดือนของแน่งน้อยได้นะคะ” เสียงกลัวๆ กล่าวลนลานๆ แต่แล้วแน่งน้อยก็ตกใจ เมื่อคุณอัมราหน้าซีดเหมือนจะเป็นลม เธอรีบเข้าประคอง แล้วหายาดมมาให้ทันที
        “นั่งก่อนนะคะๆ นี่คะ ยาดม ดมเลยค่ะคุณ” แน่งน้องส่งยาดมให้พลางนวดเฟ้น
        “คุณดีขึ้นหรือยังคะ”
        คุณอัมราพยักหน้าน้อยๆ สูดลมหายใจที่ปนยาดมหอมอ่อนๆ เข้าไปอย่างเต็มแรง
        “จานใบนั้นของหวงของคุณใช่หรือเปล่าคะ” แน่งน้อยกล่าวทวนคำเดิม พร้อมกับมองตาคู่สนทนาไปด้วย ยิ่งมอง เธอก็ยิ่งงง เพราะนัยน์ตาของเจ้านายมีแต่ความหวาดกลัว ‘คุณอัมกลัวอะไร กลัวจานแตกเหรอ แปลกจัง’
        “แน่งน้อยพาฉันไปนั่งหน้าบ้านที แล้วก็ขึ้นไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาให้ด้วยนะ”
        สุ้มเสียงที่เคยนุ่มนวลของคุณอัมราเปลี่ยนเป็นแหบพล่าจนแน่งน้อยไม่คุ้นหู แต่เธอก็ประคองเจ้านายและรีบไปทำตามที่สั่ง

        คุณอัมราหมุนเลขหมายของสามีทันทีที่แน่งน้อยเอาโทรศัพท์มาให้ ครู่เดียวเสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นทันใด
        “มีอะไรหรือเปล่า คุณ”
        “คุณคะ คุณชนวิท” คุณอัมราเรียกสามีละล่ำละลักปนสะอื้นน้อยๆ
        “คุณเป็นอะไร หรือมีอะไรเกิดขึ้น” 
        “ตะกี้แน่งน้อยทำจานแตกค่ะ”
        “พุทโธ่ แค่นี้เอง แน่งน้อยทำจานแตกไม่รู้กี่ใบต่อกี่ใบแล้วนี่นา คุณยังไม่ชินอีกเหรอ หรือว่าจานใบนั้น เป็นใบของหวงของคุณ” ผู้เป็นสามีว่าปนเดา
        “จานใบนั้น ของหวงของฉันค่ะ ฉันไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไรมากมายหรอกนะคะ แต่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าของรักของหวงที่สุดของฉันกำลังจะแตกสลายมากกว่า”
        “อะไรกันคุณ แค่จานใบเดียว ทำคุณรู้สึกขนาดนี้เลยเหรอ”
        “คุณคะ ฉันไม่ได้หมายถึงจานชามนะคะ แต่หมายถึงของรักของหวงที่สุดในชีวิต”
        คำพูดที่ใส่ทั้งอารมณ์และความรู้สึก คุณอัมรารู้ว่าปลายสายจะต้องสัมผัสได้ว่าเธอหมายถึงสิ่งใด
        “คุณหมายความว่า...” เสียงผู้เป็นสามีถามแผ่วๆ
        “คุณคะ ฉันกลัวค่ะ กลัวมันจะเป็นจริง”   
        “ใจเย็นๆ นะคุณ ตั้งสติไว้ เดี๋ยวผมจะโทร.เข้ามือถือดู คุณทำใจเย็นๆ รอก่อนนะ”
        คุณอัมราวางหูของสามีด้วยใจรอนๆ อย่างแปลกๆ ยิ่งทบทวนถึงสาเหตุที่ลูกชายคนรองต้องไปปฏิบัติธรรมก็ยิ่งทำให้เธอร้อนรุ่มใจ เธอหวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง ‘ขออย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นกับลูกเลยนะ วิน”

        ชนะพลมองใบหน้าของพ่อที่ดูไม่แจ่มใส หลังจากวางสาย แล้วก็หมุนอีกสาย พ่อก็ยิ่งลนๆ
        “พ่อครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ”
        คุณชนวิทกดปุ่มตัดสาย ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายคนโต ซึ่งแสดงสีหน้าและแววตาเป็นห่วง
        “ตะกี้แม่โทร.มา เล่าว่าแน่งน้อยทำจานกระเบื้องแตก”
        “ครับ แล้วมีอะไรมากกว่าเรื่องจานแตกหรือเปล่าครับ” ลูกชายคนโตจับความรู้สึกของพ่อได้ และเลยไปถึงจับความรู้สึกของแม่ได้เช่นกัน เพราะถ้าหากไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แม่จะไม่โทร.มาหาในเวลาทำงานของพ่อเด็ดขาด ถึงแม้จะเป็นเวลาอาหารกลางวันก็ตามที นี่แสดงว่าจะต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน
        “แม่บอกว่า แม่รู้สึกไม่ดี เหมือนของรักของหวงกำลังจะแตกสลาย”
        แค่คุณชนวิทบอกเพียงเท่านั้น ชนะพลก็ใจหายวาบ
        “พ่อครับ หรือว่า นายวิน..”
        “นั่นล่ะ ที่พ่อกำลังกังวล พ่อโทร.ไปหาหลายทีแล้ว ไม่มีคนรับสายเลย พล ทำยังไงกันดีลูก”
        “ผมมีเบอร์นายก้องครับ เดี๋ยวผมโทร.เข้าเครื่องนายก้องดู” ว่าแล้ว ชนะพลก็วิ่งไปหยิบมือถือมากดทันทีทันใด
        เสียงเรียกสายดังติดกันรัวๆ ไม่มีคนรับสาย แต่ชนะพลก็ไม่ยอมละความพยายาม เขากดเลขหมายทั้งของน้องชายและเพื่อนน้องชายถี่ยิบ กว่ายี่สิบนาที โทรศัพท์เคลื่อนที่ของก้องภพก็มีเสียงตอบรับ
        “นายก้อง มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” ชนะพลดีใจมากๆ รีบส่งเสียงกรอกผ่านกระบอก แต่เสียงจากปลายสายกลับทำให้เขาตัวชา จนคุณชนวิทสงสัย
        “พล เป็นอะไรลูก มีใครเป็นอะไร พลๆๆ”
        ชนะพลค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลง แล้วใบหน้าที่ขาวอยู่แล้วก็ขาวซีดกว่าเดิมหันไปหาพ่อและเอ่ย
        “พ่อครับ นายวินเกิดอุบัติเหตุครับ”
        “ทะ ที่ไหน พล น้องอยู่ที่ไหน” สุ้มเสียงคุณชนวิทถามเหมือนแทบจะคาดคั้นลูกชายคนโต
        “ที่เส้นทางไปวัดบ้านป่าครับ อีกไม่ถึงสองโลจะถึงวัดครับ ตอนนี้หน่วยกู้ภัยกำลังช่วยนายก้องกับหนูฟ้า ส่วนนายวิน เขากำลังตามหาครับ เพราะนายวินกระเด็นออกนอกรถครับ” หัวใจของชนะพลวูบวาบๆ ปนหดหู่ เขารู้ว่าพ่อก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน
        “โธ่ วิน ลูกนั่งรถไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยแน่ๆ เลย” ผู้เป็นพ่อพึมพำสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวต่างเคยคะยั้นคะยอให้ชวินทร์ทำ แต่แล้วความประมาทก็ทำให้เกิดเรื่องจนได้
        “พ่อครับ ผมแจ้งหน่วยกู้ภัย ผมจะติดต่อไปหาผ่านมือถือนายก้อง หรือไม่ ถ้ามีอะไรด่วน ให้เขาติดต่อมาได้เลย ตอนนี้ผมว่า เราเตรียมตัวเดินทางกันเถอะครับ เดี๋ยวผมจะโทร.ไปบอกให้แม่เตรียมตัว เราจะไปรับนะครับ” พูดจบ คุณชนวิทก็พยักหน้า แต่ยังไม่ทันที่ชนะพลจะหมุนเลขหมายของแม่ คุณอัมราก็เดินจ้ำเข้ามาหา จนชนะพลกับคุณชนวิทประหลาดใจ
        “แม่ครับ แม่มาได้ยังไงครับ”    
        “คุณมาได้ยังไง เรากำลังจะโทร.ไปบอก แล้วจะไปรับ”
        คุณอัมราหยุดฟังทั้งสามีและลูก ก่อนจะตอบว่า
        “ฉันทนรอไม่ไหวค่ะ ใจมันตงิดๆ เกิดเรื่องกับนายวินใช่ไหมคะคุณ” ผู้เป็นภรรยาถาม ใจก็เต้นตุบๆ กระทั่ง ลูกชายคนโตบอก
        “แม่ครับ นายวินเกิดอุบัติเหตุก่อนจะถึงวัดครับ”
        “โอ้ วิน”
        ชนะพลกับพ่อรีบเข้าประคองคุณอัมรา ซึ่งเข่าอ่อน
        “แม่ครับ ทำใจดีๆ ครับ ตอนนี้หน่วยกู้ภัยกำลังเข้าไปช่วย นายวินจะต้องปลอดภัย”
        “วิน ลูกจะต้องปลอดภัยนะ ลูก”
        “เรากำลังจะไปทางโน้น นายพลจะติดต่อกับหน่วยกู้ภัยผ่านมือถือก้องภพ อีกสักพักคงจะรู้ว่าส่งไปโรงพยาบาลไหน คุณจะไปด้วยกันไหวหรือเปล่า” ชนวิทถามภรรยาด้วยความเป็นห่วง
        “ไหวค่ะ ฉันไหว ยังไงๆ ฉันก็จะไปดูลูก ไปค่ะ ไป พล ไปดูน้องกันลูก ไปดูให้เห็นกับตาว่าน้องไม่เป็นอะไรมากหรือเปล่า” คุณอัมราหยัดตัวเองลุกขึ้นยืน
        “ครับ แม่ ไปดูกัน นายวินจะต้องปลอดภัย เดี๋ยวผมขับนะครับ” ชนะพลบอกและเป็นห่วงน้องชายคนรองมาก
        สามพ่อแม่ลูกขับออกจากอู่ด้วยใจที่ไม่เป็นปกติ แต่ทุกคนก็รู้ว่าจะต้องพยายามตั้งสติไว้..สติ..จะช่วยให้ผ่านทุกๆ เรื่องราวไปได้

        “สติๆๆ” ชวินทร์งึมงำคำๆ เดียวไม่ยอมหยุดปาก คำที่คล้ายกับกำลังเลือนๆ สมองของเขาเริ่มลอยๆ นัยน์ตาพร่า เขามองอะไรไม่ชัดเอาเสียเลย ภาพรอบๆ เต้นระยิบระยับ ร่างกายชาไปหมด แม้ปลายนิ้วที่มักจะกระฉับกระเฉงเคลื่อนไหวได้ตามที่เขาสั่งบนแป้นพิมพ์ บัดนี้ก็หนักหน่วงแทบจะยกไม่ขึ้นแล้ว แต่ทว่า ดูเหมือนประสาทหูจะส่วนเดียวยังใช้การได้ดี
        ชายหนุ่มได้ยินเสียงสวบสาบดังใกล้เข้ามาๆ กระทั่ง ใครคนหนึ่งร้องขึ้น
        “เฮ้ พวกเรา มีคนอยู่ทางนี้คนนึง”
        สิ้นคำ ฝีเท้าของคนหลายๆ คนก็กรูมาทางเขา จากนั้นก็พูดกันอึงมี่จนเขาฟังไม่ได้สรรพ และแล้ว ร่างกายของเขาก็ถูกหามขึ้นด้วยวิธีนั่งบนมือทั้งสี่ประสานกันเป็นแคร่ โดยเจ้าปล้องไม้ไผ่ยังเสียบคาอยู่ เลือดเริ่มแห้งกรัง แต่ก็ยังมีซึมๆ ออกมาอยู่บ้างเล็กน้อย
        เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยหามคนป่วยขึ้นเนินด้วยความทุลักทุเล มีเพื่อนๆ หน่วยกู้ภัยคนอื่นๆ คอยถางทางเรื่อยๆ เพื่อความสะดวก เขาได้ยินคนที่หามพูดกันว่า
        “ดีนะ ที่ตกลงไปไม่ลึกมากนัก แล้วก็ถูกเสียบแบบนี้ ไม่งั้น ถ้าตกลงไปลึกกว่านี้ มีหวัง ลำบากกันไปหมดแน่ ข้างล่างโน่น มีแต่ดงหมามุ่ย”
        พูดจบได้อึดใจใหญ่ๆ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของคนหามทั้งสองก็ดังขึ้น พร้อมกับค่อยๆ วางตัวเขาลงกับแคร่ผู้ป่วย
        แล้วก่อนที่แคร่ของเขาจะถูกยกขึ้นรถกู้ภัย ชวินทร์เหลือบเห็นเลื่อมภัสสรนอนอยู่บนแคร่ที่กำลังถูกยกขึ้นรถกู้ภัยคันแรก ตามด้วยก้องภพ เขาพยายามยกหัวมองเพื่อนๆ จนเจ้าหน้าที่ที่หามเปลพูดกับเขาเบาๆ ว่า
        “สองคนนั้นไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่สลบไปเท่านั้นล่ะ”
        ได้ยินเท่านั้น ชายหนุ่มก็โล่งอกโล่งใจ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหามขึ้นรถอีกคัน ซึ่งเขาหวังว่ารถของหน่วยกู้ภัยทั้งสองคันคงจะพาพวกเขาทั้งสามไปส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดโรงเดียวกัน 

3
5. สิริเลขา / ฐานิฏฐ์ / คนเหนือญาณ บทที่ ๓
« เมื่อ: ตุลาคม 26, 2016, 03:42:49 PM »
บทที่ ๓

      ล่วงเข้าอีกหนึ่งเดือน แต่กิจวัตรของนายชวินทร์ก็เหมือนเดิมแถมเพิ่มกิจกรรมพิเศษ ในวันธรรมสวนะ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 วันอาสาฬหบูชา วันที่พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้เป็นครั้งแรก
      ณ วัดแถวบ้าน อารามขนาดกลางที่เหล่าญาติโยมในละแวกนั้นมักจะมาร่วมกันทำบุญ อย่างวันนี้ก็มีผู้คนมากมายบน  วิหารหลวง อันมีลักษณะก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องสีแดงสด ประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ หน้าบันตกแต่งลวดลายไทยสวยงามเคลือบสีทองผสมกระเบื้องหรือกระจกสี ผนังภายในวิหารเต็มไปด้วยรูปภาพพระพุทธประวัติ โถงวิหารด้านในสุดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิขนาดใหญ่ แม้จะเป็นวัดไม่ใหญ่นัก แต่ก็มีความพรั่งพร้อมและวิจิตรงดงาม รวมถึงสร้างความสงบแก่จิตใจได้ไม่น้อยเลย
      ครอบครัวกสิณกุลพร้อมหน้าพร้อมตากันที่กลางวิหาร เพื่อรอทำบุญถวายสังฆทาน ครั้นพระภิกษุสะดวกแล้ว ห้าพ่อแม่ลูกก็เข้าไปถวายสังฆทานชุดใหญ่ กราบบูชาพระรัตนตรัย  จากนั้นจึงกล่าวอาราธนาศีลและรีบศีลจากพระภิกษุ ก่อนจะว่านะโม 3 จบ เพื่อเป็นการเคารพนบน้อมต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ตามด้วยกล่าวคำถวายไทยธรรม ประเคนเครื่องไทยธรรม พระภิกษุถวายอนุโมทนาเป็นภาษาบาลี โดยผู้ถวายก็กรวดน้ำแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลพร้อมกันไปด้วย
เสร็จพิธีกรรมการถวายสังฆทาน สมาชิกบ้านกสิณกุลก็ลงจากวิหาร แล้วไปให้อาหารสัตว์ในวัด ซึ่งคนที่ดีอกดีใจจนออกนอกหน้าเห็นจะเป็นนายชนินทร์ เพราะชอบวิ่งเล่นโลดโผนกับเจ้าตูบทุกครั้งที่มาวัด
      “แม่ดูสิครับ นายนินยิ้มหน้าบานเขียว” ชวินทร์บอกแม่ ซึ่งอมยิ้มและว่า
      “ก็น้องชอบเล่นกับหมานี่ ปล่อยน้องไปเหอะ ลูก”
      “ผมไม่ได้ขวางหูขวางตานะครับ แม่ แค่ผมอยากจะรู้ว่า ทำไมบ้านเราไม่เลี้ยงลูกหมาสักตัว นายนินจะได้มีเพื่อนเล่น”
คุณอัมราถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าว    
     “แม่ก็เคยคิดจะเลี้ยงหมาไว้สักตัว แต่ครอบครัวเราเป็นครอบครัวทำงาน ไม่ค่อยจะมีเวลาว่างนัก หากคิดจะเลี้ยงหมา เราจะต้องแน่ใจว่า เราจะสามารถดูแล ให้ข้าว ให้น้ำ ให้ความสุข เวลาเจ็บป่วยก็ต้องพาไปรักษาพยาบาล ที่สำคัญควรมีเวลาเล่นกับเขา”
ชวินทร์ฟังแม่เงียบๆ อย่างเข้าใจและเห็นมาตลอดว่าครอบครัวกสิณกุลเข้าข่ายทำงานหาเช้ากินค่ำจนเรียกว่าทำหนักทำหลายอย่างมานานแล้ว กว่าจะเบาบางลงไปบ้างเหมือนทุกวันนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถวางมือได้ทั้งหมด ทว่า ตอนนี้ครอบครัวของเขาก็มีผู้ช่วยแล้วคนหนึ่ง เขาจึงพยายามคิดหาทางออก เพราะอยากจะให้ครอบครัวมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม
     “แม่ครับ เรามีพี่แน่งน้อยมาช่วยงานบ้านแล้ว ผมว่า...” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย แต่ แม่กลับเอ่ยสวนสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย
     “วิน รู้ไหม แน่งน้อยมีโรคประจำตัวนะ “
     “โรคประจำตัว อะไรครับ แพ้ขนหมาเหรอครับ”
     “ไม่ได้แพ้ขนหมา แต่ แพ้หมา”
     “แพ้หมา?” ชวินทร์แผดเสียงเบาๆ หน้าเหวอ เพราะไม่คิดว่าแม่บ้านวัยทึนทึกผู้มีศักดิ์เป็นญาติห่างๆ จะมีโรคประจำค่อนข้างแปลกประหลาด
     “ใช่จ้ะ แน่งน้อย แพ้หมาถึงขั้นรุนแรง แล้วก็พลอยแพ้แมวไปด้วย”
     “อะ อะไรนะครับ แพ้หมาแพ้แมว ผมเพิ่งจะเคยได้ยินนี่ล่ะ มันเป็นยังไงเหรอครับ ไอ้โรคนี้”
     “ก็เข้าใกล้หมาแมวไม่ได้ หรือหมาแมวเข้าใกล้ก็ไม่ได้ จะตัวสั่น ใจสั่น หายใจไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก ถ้าเป็นหนักก็ถึงกับช็อกหมดสติเลยล่ะ” คุณอัมราชี้แจงอาการโรคกลัวสุนัข หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า โรคไซโนโฟเบีย
     “โอ้ววว” น้ำเสียงทุ้มครางพลางกลืนน้ำลายช้าๆ เขาเข้าใจเดี๋ยวนี้เอง ทำไมพี่แน่งน้อยถึงไม่ยอมมาทำบุญที่วัดกับครอบครัว คงจะเป็นเพราะ ที่วัดมีหมาแมวหลายตัว แล้วครอบครัวเขาก็ชอบให้อาหารหมาแมวเหล่านั้นด้วย
     “นายนิน รู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ แม่”
     “น้องรู้สิ ตอนอายุสิบสอง น้องเคยขออนุญาตจะเลี้ยงลูกหมา แม่ก็บอกเหตุผลที่เราเลี้ยงหมาไม่ได้ แต่เรื่องนี้ แม่ไม่เคยพูดกับลูก เพราะลูกไม่เคยถามเลยนี่จ้ะ”
     “ครับ ตอนนี้ผมรู้แล้ว ไม่เป็นไรครับ เรามาเลี้ยงหมาแมวที่วัดแบบนี้ก็ดีเหมือนกันครับ นายนินดูมีความสุข หมาแมวพวกนั้นก็ดูมีความสุขดีครับ”
     “ใช่จ้ะ ไปช่วยน้องกันนะ”
ชายหนุ่มเดินเกาะแขนแม่ไปหาน้องชาย ซึ่งใกล้ๆ ตรงนั้น พี่ชายกับพ่อก็กำลังช่วยกันให้อาหารหมาแมว เขาจึงเข้าไปช่วยและหยอกเล่นกับสัตว์เหล่านั้น วันนี้เขารู้สึกดีและมีความสุขมากกว่าทุกๆ ครั้ง เพราะเขารู้เหตุผลต่างๆ นและทำใจมากขึ้น เมื่อแบ่งความรักความสุขโดยการอุปการะตรงๆ ไม่ได้ เราก็สามารถแบ่งปันได้หลายหนทางหลายวิธี อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่านิ่งดูดายไม่ทำอะไร แล้วปล่อยให้มันผ่านเลยไปเปล่าๆ ปลี้ๆ
   
      ห้องนอนติดริมระเบียงหน้าบ้าน ตั้งอยู่ในทิศทางที่สามารถสัมผัสความร่มรื่นและความปลอดโปร่ง รวมถึงมองเห็นความเป็นไปกับแขกไปใครมาได้ง่าย อันตรงกับอุปนิสัยของเจ้าของห้องผู้เอ่ยปากขอพ่อกับแม่แยกห้องนอนกับพี่ชายและน้องชาย เมื่อย่างเข้าสู่วัยศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยปีแรก เนื่องจากเขาต้องการห้องนอนเป็นสัดเป็นส่วนโปร่งสบาย เพราะวิชาเอกที่ลงเรียนจะต้องใช้สมาธิบวกกับเวลาส่วนตัวค่อนข้างสูง ซึ่งพ่อกับแม่และพี่น้องทุกคนเข้าใจจึงถือโอกาสดีที่จะแยกห้องนอนส่วนตัวให้สามหนุ่ม โดยห้องพี่พลอยู่ติดกับห้องนอนใหญ่ของพ่อกับแม่ ส่วนห้องนายนินอยู่ถัดจากห้องของเขา เท่านี้ทุกอย่างก็ลงตัว นับแต่นั้น เขาก็นอนหลับ ทำงาน และขลุกได้ทั้งวันในห้องนี้
      คืนวันเพ็ญแบบนี้ บรรยากาศเย็นสบายภายใต้แสงจันทร์นวล ต้นหมากรากไม้ที่ถูกตัดแต่งเป็นระเบียบเรียบร้อย สะบัดไหวไปมาเบาๆ เคล้ากลิ่นใบไม้ใบหญ้าอ่อนๆ โชยมาถึงห้องนอน ซึ่งเจ้าของห้องหลับสนิท เพราะหลังกลับจากวัด เขาก็ช่วยแม่ น้องชายและแน่งน้อยทำงานบ้านหลายสิ่งหลายอย่าง  ทั้งเก็บกวาดบ้านเรือน ห้องนอน ตัดต้นไม้ ย้ายกระถางดอกไม้ ถางหญ้า อันเป็นกิจกรรมที่นานๆ ถ้าหยุดกันพร้อมหน้าก็จะทำร่วมกันสักครั้ง แม้วันนี้ พ่อกับพี่พลจะไม่ได้อยู่ทำร่วมกัน เนื่องจากที่อู่มีงานจะต้องเคลียร์ให้ลูกค้าด่วน แต่สมาชิกเท่าที่มีอยู่ก็สามารถจัดการได้อย่างเสร็จสรรพ แล้วก็ช่วยให้นอนหลับเป็นตายเหมือนตอนนี้
      แต่กระนั้น อาการสนิทนิทราที่ไม่น่าจะมีภาพใดๆ ในหัว ทว่า สมองของชวินทร์กลับว่างเปล่าได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ครั้นเข็มนาฬิกาตีบอกโมงยามอันนั้น..ภาพ กลิ่น และความรู้สึกเหมือนเดิมก็ปรากฏขึ้นในห้วงความฝัน..
      เปลวเพลิงแสงวาวโรจน์ แดงโร่ แผดความร้อนแรงเหลือคณานับ ให้ความรู้สึกประหนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางภูเขาไฟกับลาวาเดือด ทำเอาเหงื่อแตกพลั่กๆ ลมปราณแทบจะดับสูญ   
      พลัน! จมูกสันโด่งได้รูปก็เริ่มมีอาการแสบๆ เพราะได้กลิ่นรุนแรงเตะจมูกเข้าอย่างจัง กลิ่นที่ไม่ใช่แค่เน่าเหม็นเหมือนหนูตาย แต่กลิ่นคล้ายกับเนื้อสดๆ ถูกเผาไหม้หรือกำลังถูกไฟลน มันทั้งตลบอบอวลกับหนักหน่วงทุกครั้งที่หายใจเข้า ช่างชวนสะอิดสะเอียนจนเกือบจะสำรอก
      พร้อมกันนั้น ความรู้สึกส่วนลึกก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลัวชนิดที่ไม่สามารถจะครองสติได้ ขุมขนทั่วร่างลุกชันตลอดเวลา ท้ายทอยเกร็งเหมือนจะขยับไม่ได้ แล้วโสตประสาทก็ค่อยๆ จับกระแสเสียงบางอย่างได้..โอ้ววว..สุ้มเสียงอันเดิม ประโยคแบบเดิม..อีกแล้วหรือ
      “ถึงวาระแล้วสินะ จำไว้ เกิดอะไรขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก” เสียงนั้นเลือนไป เมื่อกล่าวจบ เหลือเพียงความเงียบ เงียบงัน เงียบเชียบ เงียบกริบจนชวินทร์ได้ยินเสียงก้อนเนื้อที่หน้าอกเต้นตุบๆ อย่างแรงและดังเหลือเกิน ราวกับขยับอยู่อย่างไร้ซี่โครงหรือผิวหนังห่อหุ้มอยู่
      ชายหนุ่มทนไม่ไหวอีกแล้วกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความกระเสือกระสนจะหลุดพ้นก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ กระทั่ง..
      “เฮ้อออ” ลมหายใจพ่นออกจากริมฝีปากยาวๆ ก่อนเจ้าตัวจะเอ่ยละล่ำละลักเบาๆ 
      “ฝัน เหมือนเดิมเลย” พอรู้สึกตัวคุมสติได้ เขาก็เหลือบดูนาฬิกาบนฝาผนังพลางตกใจ
      “เฮ้ย เที่ยงคืนห้านาที มันอะไรกันเนี่ย”     
      นัยน์ตาคมไม่ยอมละจากหน้าปัดนาฬิกา สมองเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่คำตอบ ชวินทร์จะต้องหาคำตอบให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็คิดได้ว่าจะต้องปรึกษาคนในครอบครัว เพราะเหตุแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ
      ชายหนุ่มรวบรวมสติ ไหว้พระสวดมนต์ ก่อนจะล้มตัวนอน พร้อมๆ กับเริ่มนับลูกแกะไปเรื่อยๆ ตัวแล้วตัวเล่า กระทั่ง สมองปิด

      ชั้นล่างของบ้าน เวลาเช้าตรู่ แน่งน้อยกำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว จู่ๆ หนุ่มหล่อรายหนึ่งของบ้านก็เข้ามา เอ่ยเสียงเนือยๆ
      “พี่แน่งน้อย ผมขอกาแฟเข้มๆ แค่ผงกาแฟผสมน้ำร้อนเท่านั้นนะครับ”
      “อ้าว เมื่อคืนก็เข้านอนไวนี่นา ทำไมเช้านี้ถึงจะซดดำปี๋แบบนั้นล่ะจ้ะ” สาววัยทึนทึกออกเสียงงงๆ
      “เอ่อ นอนไว แต่พอดึกๆ ผมนอนไม่หลับครับ”
      “อ่อ ได้ๆ แล้ววินจะเอาอาหารเช้าด้วยหรือเปล่า วันนี้พี่ทำโจ๊กหมู สักหน่อยดีไหม จะได้อุ่นท้อง” แม่บ้านใหญ่กึ่งถามกึ่งเชิญชวน ซึ่งคู่สนทนาก็เห็นว่าดี
      “ก็ดีครับ”
      แน่งน้อยยิ้ม แล้วกุลีกุจอชงกาแฟ จากนั้นก็เร่งมือทำอาหารเช้า สักพักก็เรียบร้อย พร้อมเสิร์ฟ
      เจ้าของใบหน้าโรยๆ ดื่มกาแฟอึกใหญ่ๆ หวังจะเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้ร่างกาย แล้วจึงลงมือตักโจ๊กหมูเข้าปาก
      “วิน วันนี้ลงมาก่อนใครเพื่อนเลยนะ ลูก” คุณชนวิททักบุตรชายพลางหันไปพยักหน้าให้แน่งน้อยเสิร์ฟอาหารและมองหน้าคนที่นั่งตรงกันข้าม
      “เป็นอะไรหรือเปล่าวิน ดูไม่สดชื่นเลยนะ”
      “แม่ละครับ” ลูกชายคนรองยังไม่ตอบคำถาม แต่ถามหามารดา ซึ่งพ่อบอกว่า
      “อีกสักกะเดี๋ยว แม่ก็ลงมาแล้วล่ะ กำลังเช็กงานอยู่น่ะ”
      ชวินทร์ชักใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดปากกับพ่อ
      “พ่อครับ คนเรามีโอกาสจะฝันเดิมๆ เรื่องเดิมๆ ได้หรือเปล่าครับ”
      “ได้สิ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา หากเราหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนั้นๆ เราก็จะฝันเห็นแต่เรื่องนั้น พ่อยังเคยฝันเหมือนเดิมออกบ่อย”
      “พ่อฝันเรื่องอะไรครับ”
      “ก็ฝันว่า พ่อถูกลูกค้าทวงถามเรื่องรถที่ซ่อมน่ะสิ ซ่อมไม่เสร็จสักที พ่อฝันซ้ำๆ หลายครั้งเหมือนกันนะ” นายช่างใหญ่พูดไปยิ้มไป
      “หมายความว่า พ่อฝันแบบเดิมทุกครั้งเลยเหรอครับ”
      “เอ ก็ไม่เหมือนเดิมทุกครั้งนะ แต่จะฝันเห็นรถคันเดิม ซ่อมตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง แก้นั่นแก้นี่ แล้วก็เสร็จเรียบร้อย”
      ผู้เป็นลูกชายหน้าสลดจนพ่อแปลกใจจึงถามตรงๆ
      “วินฝันแบบเดิมๆ เหรอ ลูก”
      ชายหนุ่มพยักหน้า
      “ฝันเกี่ยวกับอะไร”
      คุณชนวิทถาม แล้วสังเกตสีหน้าคนตรงกันข้าม ซึ่งดูขาดความมั่นใจ ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่อุปนิสัยเลย
      “วิน มีอะไรก็บอกพ่อมาเลยลูก พ่อจะช่วยวินทุกอย่าง”
      สุ้มเสียงของพ่อทำให้ความมั่นใจของชวินทร์มีเพิ่มขึ้น เขาไม่ใช่ไม่กล้าพูดเรื่องความฝัน แต่เขาแค่ติดใจสงสัย มันเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น
      “ผมฝันเรื่องเดิมๆ ได้ยินเสียงเดิมๆ ข้อความเดิมๆ แล้วก็..ตื่นขึ้นเวลาเดิม ครับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มกล่าวเนิบๆ ทว่าชัดเจน จนผู้เป็นพ่อขนลุกเกรียวอย่างไร้สาเหตุ
      “วินฝันเรื่องอะไรบ้าง”
      “ผมฝันเห็น..ความมืด..เปลวไฟ..กลิ่นเหม็นสาบ..ความกลัว ได้ยินเสียงพูดว่า..ถึงวาระแล้วสิ จำไว้ เกิดอะไรขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก” กล่าวจบ ชายหนุ่มก็เหงื่อแตก ขนลุกชันไปทั้งตัว ทำเอาคุณชนวิทหน้าถอดสี 
      “คุณพ่อกับลูกชาย คุยอะไรกันอยู่คะ” คุณอัมราทักทาย แล้วนั่งลงพลางสงสัย เมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่
      “มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณ”
      ผู้เป็นพ่อถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเล่าเรื่องราว
      “วิน แม่ว่ามันน่าจะเป็นลางบอกเหตุอะไรสักอย่างนะลูก” เจ้าของน้ำเสียงนุ่มนวลกล่าวแบบกลัวๆ
      “ลางบอกเหตุอะไรครับ”
      “แม่ก็ไม่รู้หรอกลูก แต่มันต้องไม่ใช่ความฝันปกติแน่ๆ”
      “คุณ ผมว่าให้นายวินไปวัดบ้านป่าละกันนะ” สามีคุณอัมราบอก
      “ก็ดีเหมือนกัน ไปปฏิบัติธรรมที่วัดบ้านป่า จะได้ผ่อนหนักให้เป็นเบานะลูกนะ”
      “เอิ่ม ครับ ถึงออฟฟิศแล้วผมจะขอลากิจสามวัน งั้นผมออกไปเลยนะครับ”
      ชวินทร์ยกกาแฟหมดแก้ว แล้วออกไปทันที โดยไม่ทันจะได้พูดคุยกับพี่ชายและน้องชายที่ลงมาช้ากว่าปกติ ซึ่งพ่อกับแม่ก็ไม่ทักท้วงใดๆ เพราะเข้าใจความรู้สึกร้อนใจของเขา

      ตั้งแต่ถึงที่ทำงาน ชายหนุ่มก็ยื่นใบลากิจ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ เป็นเพราะช่วงเวลานี้มีจำนวนงานเข้ามาเยอะมาก เขาจึงต้องรอการอนุมัติ ซึ่งก็ทำให้เกิดความกังวลจนเพื่อนสนิทมีความกังวลร่วม ขณะทานอาหารที่ร้านอาหารใต้ตึกของสำนักงาน   
      “วิน ฟ้าขอโทษด้วยนะ ที่ช่วยเสนอใบลาให้ไม่ได้ เจ้านายงานเยอะมากๆ ประชุมติดๆ กันเลย” สุ้มเสียงที่เคยใสออกเศร้าๆ
      “ไม่เป็นไรหรอก วินเข้าใจ ตอนนี้ทุกแผนกก็งานเยอะกันทั้งนั้น วินเองก็มีงานล้นมือเหมือนกัน”
      “แผนกข้าก็ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเลยว่ะ แล้วนายจะรอให้ใบลาอนุมัติได้ไหมวะ เรื่องของนายมันต้องไปโดยด่วนหรือเปล่าอะ” ก้องภพทำสีหน้าเซ็งๆ พูดบ้าง
      “ข้าโทร.ไปบอกพ่อกับแม่แล้วล่ะ เห็นว่ายังไงๆ ก็ต้องรอ แล้วคอยสังเกตเรื่องรอบๆ ตัวดู”
      “ข้าแปลกใจว่ะ ทำไมถึงฝันแบบนั้น ไม่ยักจะฝันเห็นเลขเด็ดๆ บ้าง” นายก้องพูดติดตลกๆ แต่เพื่อนสองคนไม่ยักจะขำด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เคยสดใสร่าเริง วันนี้ดูหงอยไปถนัดตา
      “โธ่ ก้อง พูดอะไรแบบนั้นน่ะ ดูสิ วินไม่ขำด้วยเลย เรื่องแบบนี้ ไม่เชื่ออย่าลบลู่นะ” เลื่อมภัสสรกึ่งว่ากึ่งปราม จนก้องภพรีบขอโทษขอโพย
      “ขอโทษๆ นะ นายวิน เอางี้ ฉันขอไถ่โทษ โดยการยื่นใบลา แล้วระบุขอวันอนุมัติวันเดียวกับนาย ฉันจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดบ้านป่าด้วย”
      “งั้นฟ้าก็จะไปด้วยจ้ะ”
      “เอางั้นเหรอ” ชวินทร์ไม่อยากจะให้เพื่อนวุ่นวาย เลยคิดจะห้าม แต่นายก้องก็สวนขึ้นมาทันทีว่า
      “งั้นสิ พวกเรามันเลือดสุพรรณนี่นา ไปไหนไปกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย”   
      “ตกลง ไปไหนไปกัน” ชายหนุ่มเพิ่งจะยิ้มออกครั้งแรกของวัน ทันทีที่เพื่อนๆ ของเขาแข็งขันจะไปปฏิบัติธรรมด้วยกันพร้อมกัน

      เกือบสามอาทิตย์ ที่ ชวินทร์พยายามตั้งใจทำงานและเฝ้ารอคำสั่งอนุมัติใบลากิจสามวัน และแล้ว เขาก็ได้รับใบลากิจพร้อมลายเซ็นผู้บริหารในช่องอนุมัติ
      “ฟ้าๆๆ โอย วินดีใจจริงๆ” สุ้มเสียงดีใจเอ่ยพร้อมใบหน้ายิ้มแป้น
      “ฟ้าดีใจด้วย เจ้านายอนุมัติวันลาให้ต้นเดือนหน้า วันลาของฟ้ากับก้องก็อนุมัติในวันเดียวกัน เราจะได้ไปด้วยกันนะวินนะ” เลื่อมภัสสรพูดด้วยความดีใจล้นพ้น
     “งี้ นายก้องก็คงจะดีใจแย่สินะ”
      “จะเหลือเหรอ ป่าวประกาศบอกคนในแผนกเลยด้วยล่ะ ทำยังกับจะไปเที่ยวชายทะเล” หญิงสาวยิ้มขำๆ นึกถึงท่าทางของก้องภพเมื่อสักครู่
      ชวินทร์เองก็พลอยขำไปด้วย แบบนี้ทำให้เขามีกำลังใจจะสะสางงานและเตรียมเนื้อเตรียมตัว
      “วินจะตั้งหน้าตั้งตาเคลียร์งาน แล้วก็จะเตรียมตัวเดินทาง”
      “ฟ้าก็เหมือนกัน เรื่องข้าวของ เตรียมไปให้พร้อมนะ เย็นนี้ ฟ้าจะไปเดินห้างฯ สักหน่อย ซื้องของใช้ส่วนตัวจุกจิกของผู้หญิงน่ะ”
      “จ้ะ เย็นนี้ วินคงจะกลับช้าอีกตามเคย แต่เดี๋ยว วินจะโทร.ไปบอกแม่ เผื่อแม่จะให้พี่แน่งน้อยช่วยเตรียมข้าวของให้”
      ความกังวลใจเรื่องใบลากิจหายเป็นปลิดทิ้ง ตอนนี้ชวินทร์ตั้งใจจะเคลียร์งานให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินทาง ซึ่งเขาทั้งดีใจและปลื้มใจที่เพื่อนสนิทจะไปด้วยกัน ทว่า เซ้นส์ของเขากลับไม่สะกิดสักนิดเลยว่าเขาจะได้พบได้เจอสิ่งใดบ้างในวันนั้น!

4
 ;D พยายามต่อค่ะ

5
5. สิริเลขา / ฐานิฏฐ์ / คนเหนือญาณ บทที่ ๒
« เมื่อ: กันยายน 23, 2016, 06:40:20 PM »
บทที่ ๒

             ผ่านไปร่วมเดือน ชีวิตของนักพัฒนาเกมหนุ่มก็ไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการทำบุญและการดูแลกับพัฒนาเนื้องาน ซึ่งเจ้าตัวชื่นชอบมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เขาจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ความสนุกหรรษา ทำอย่างเต็มที่เต็มความสามารถทุกชิ้นที่รับผิดชอบ
เจ้าของรูปหน้าคมสัน เพ่งนัยน์ตาคมไปที่จอสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยี่สิบเอ็ดนิ้วครึ่ง นิ้วมือค่อนข้างเรียวเป็นระวิงกับการเคาะแป้นพิมพ์ โดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างรวมถึงเสียงกระแหนะกระแหนเรื่องผลงานต่างๆ ที่แว่วมาจากโต๊ะทำงานฝั่งตรงกันข้าม จนเพื่อนสนิทออกอาการรำคาญ เมื่อเดินมาถึง เพื่อชวนไปทานกลางวัน
             “นายวิน นายไม่รำคาญเสียงแมงหวี่แมงวันแถวนี้บ้างหรือยังไง” ก้องภพทักดังๆ จงใจให้ฝั่งกระโน้นได้ยินถนัดๆ แต่เจ้าของโต๊ะกลับส่ายหัว แล้วพูดว่า
             “ไม่อะ ไม่มีเวลาจะสนใจ”
             “เออ ดีว่ะ สมาธินายแน่วแน่จริงๆ ขอซูฮกเลย เป็นข้า มีหวัง ได้เขวี้ยงของกันมั่งล่ะ”
             “อือ” ชวินทร์ยังสนใจงานตรงหน้าไม่วางมือวางตา
             “อ้าว เฮ้ย รามือได้แล้ว ถึงเวลาหาของอร่อยใส่ปากใส่ท้องแล้วนา” เพื่อนซี้ว่าพลางสะกิดบ่า ทว่า สุ้มเสียงเบาๆ ก็เอ่ยเพียง
             “หนูฟ้าล่ะ”
             “บ๊ะ นายวิน ข้ายืนอยู่นี่โทนโท่ ดอดถามหาหญิง มาก็เห็นแล้วสิวะ หรือนายจะกินข้าวไม่ลง ถ้าไม่เห็นหน้านวลน้อง หือ?” ก้องภพพูดแบสะกิดเป้า เล่นเอาเจ้าตัวเงยหน้า ทำตาเขียวปั๊ดใส่ ตามด้วยถ้อยคำแดกดันจนเพื่อนซี้หัวเราะ
             “ปากนายนี่ มันน่าเอาพระบาทยัดจริงๆ พับผ่าสิ”
             “ต้องแบบนี้สิ มันถึงจะสมกับเป็นเพื่อนซี้ ไปกันเหอะ ข้าให้หนูฟ้าลงไปสั่งอาหารโปรดรอแล้วเว้ย ไม่งั้นจะรอคิวนาน บ่ายนี้ ข้ามีงานด่วน เลยต้องรีบกินว่ะ” คนรูปหน้าตี๋บอกพลางยิ้มเผล่
             “อ่อ ก็ไม่บอกเสียตั้งแต่ทีแรก เล่นสำบัดสำนวนอยู่ได้ ป่ะ ไป” ชวินทร์เหน็บเพื่อนเข้าให้อีกหนึ่งดอก แล้วเก็บอุปกรณ์บนโต๊ะ  พอเรียบร้อยก็รีบแจ้นไปร้านอาหาร
             “เฮ้ย นายวิน ทีงี้รีบแจ้นเชียวนะ

              แสงแดดร้อนฉ่าฟ้าสว่างจ้าของเวลาอาหารกลางวัน แต่ชวินทร์กลับไม่รู้สึกรู้สา ยังคงมีความสุขกับอาหารอันแสนจะธรรมดาพลางเฮฮาล้นๆ จนก้องภพชักจะขัดหูขัดตา
             “นายวิน ตกลงนายกินข้าวหรือกินกัญชา” เสียงขึ้นจมูกถาม
             “ถามอะไรของนาย ก็นั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน ถามมาได้” น้ำเสียงไม่ยักจะฉุนพูดติดตลก
             “เออ ก็เห็นอยู่ล่ะ แต่อาการของนาย มันเหมือนคนเมากัญชานี่หว่า” ก้องภพตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ส่งเสียงอู้อี้ 
             “นั่นสิ ทำไมก้องพูดแบบนั้น ฟ้าไม่เห็นวินจะแปลกตรงไหน ก็ตลกๆ เหมือนเดิมนี่นา” เลื่อมภัสสรว่า
             “แหมๆ หนูฟ้า รู้สึกว่านายวินทำอะไรก็ดีไปหมดเลยน้า” เพื่อนซี้กลืนอาหาร แล้วว่ากึ่งกระเซ้า จนคนต้นเรื่องร้อนตัว รีบเบี่ยงประเด็น ก่อนจะถูกนายก้องแบไต๋ไปมากกว่านี้
             “เฮ้ย นายก้องพูดมากมากเรื่องอยู่ได้ รีบกินๆ  เข้าเหอะ ไหนบอกว่ามีงานเร่งไง” น้ำเสียงฉุนเล็กๆ โพล่งเบาๆ แล้วก็ขำคิกคัก เมื่อเห็นเพื่อนซี้ปึ๊กตักข้าวเข้าปากแบบยัดนุ่น

            ตลอดช่วงบ่ายจนถึงบ่ายแก่ๆ ชายหนุ่มขลุกอยู่กับงานชนิดที่เรียกว่าไม่มีพักยก แม้แต่เครื่องดื่มของโปรดก็ไม่ตกถึงท้อง น้ำเปล่าก็แทบไม่ได้จิบเลย นานๆ ทีถึงจะเงยหน้า แล้วหากไม่ถึงขีดสุดจริงๆ เขาก็จะไม่ลุกจากโต๊ะไปเข้าห้องน้ำเลยด้วย เหตุที่ชวินทร์เป็นแบบนี้ ก็เพราะถ้อยคำกระแหนะกระแหนเหล่านั้นนั่นล่ะ แม้เขาจะบอกก้องภพไปว่าไม่สนใจหรือไม่ใส่ใจ แต่ถ้อยคำต่างๆ มันก็เข้าหูบ่อยเหลือเกิน จนเขาต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นจริงเห็นจังว่าเขาทำงานโดยใช้ความสามารถของตัวเอง มิใช่ เป็นเพราะมีเพื่อนสนิทเป็นถึงโปรแกรมเมอร์มือฉกาจอย่าง ‘นายก้อง’ กับเลขานุการของกรรมการผู้จัดการเช่น ‘หนูฟ้า’ 
             ว่าแล้วเลขาฯ หน้าหวานก็ย่องเข้ามาทางด้านหลังพร้อมถ้วยกาแฟควันฉุย ยืนมองคนที่ทำหน้าดำคร่ำเครียด ราวกับอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นก็ไม่ปาน ก่อนจะวางเครื่องดื่มลงบนโต๊ะและเอ่ยอย่างพอได้ยินแค่สองคน
             “วิน พักบ้างเถอะ ฟ้าเอากาแฟมาให้จ้ะ”
             ชวินทร์ละมือ หันไปยิ้มให้เจ้าของสุ้มเสียงใส ทว่า ช่างบาดหัวใจของเขาเหลือเกิน
             “ขอบใจนะ” เขากล่าวพลางจิบเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมง่ายๆ แค่กาแฟดำใส่น้ำตาลช้อนชาเดียวเท่านั้น
            “เป็นไง รสนี้ อร่อยถูกใจหรือเปล่า”
             “อือ ถูกใจสิ ถูกใจมากเลย” คำพูดเอ่ยอย่างที่เจ้าตัวคิด แถมอยากจะบอกด้วยซ้ำว่าเขาดีใจที่เธอจดจำรสชาติเครื่องดื่มของโปรดของเขาได้
             “ฟ้าจำได้ วินชอบดื่มกาแฟดำใส่น้ำตาลแค่ช้อนเดียว ตะกี้ฟ้าลองชิมดู ยี้! ขมมากเลยอะ วินดื่มเข้าไปได้ยังไง” หญิงสาวเจื้อยแจ้วเบาๆ พลางทำสีหน้าท่าทางประกอบ ซึ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกินในความคิดของคนมอง
             “วินชินเสียแล้วล่ะ ดื่มแบบนี้แล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่าดีนะ”
             “กระปรี้กระเปร่าแบบขนลุกล่ะสิ”
             “พุทโธ่ ฟ้าลองดื่มบ่อยๆ สิ แล้วจะชินไปเอง”
             “โอย ไม่เอาด้วยหรอก ฟ้าติด กาแฟรสนุ่ม แบบหวานมันพอประมาณ มันเหมาะกับฟ้าดีแล้ว”     
             ชายหนุ่มยิ้มร่า พยักหน้าหงึกๆ ยกกาแฟซดอีกอึกใหญ่
              “เฮ้อ แบบนี้ค่อยมีเรี่ยวมีแรงลุยต่อหน่อย ขอบใจฟ้ามากที่แวะเอากาแฟมาให้ ”
              "ยินดีจ้ะ วินรู้ว่าดื่มกาแฟแล้วทำให้กระฉับกระเฉง ทำไมวินถึงไม่เบรกดื่มกาแฟล่ะ” ใบหน้าหวานละมุนเต็มไปด้วยคำถามปนเป็นห่วง
             “วินลืมน่ะ อยากจะให้งานเสร็จเร็วๆ”
             “แล้วใกล้จะเสร็จหรือยัง”
             “ก็ไม่เยอะแล้วล่ะ แต่คงจะเสร็จไม่ทันเวลาเลิกงาน ถ้าไงวินฝากบอกนายก้องด้วยว่าเลิกงานแล้วไม่ต้องรอ กลับไปก่อนได้เลย”
             “โอเคจ้า ฟ้าไปเคลียร์งานก่อนนะ”
             ดวงตาคมมีประกายวิบวับยามมองร่างบางระหงผู้เดินไปทางแผนกโปรแกรมเมอร์ จากนั้นเขาก็หันไปจ้องหน้าจอคอมพ์ ลงมือลุยงานต่อไป

             เจ้าของรูปหน้าคมพกใบหน้าอิดโรยไว้กับตัว นับตั้งแต่จัดการงานชิ้นน้องๆ ยักษ์เสร็จคร่าวๆ ยังไม่ได้ตรวจทานจนขับรถคู่กายฝ่าภาวะวิกฤติรถติดหนักถึงหนักมาก เนื่องจากท้องฟ้าร้องไห้ยกใหญ่ๆ แล้วหยุดสนิท เมื่อเขาถึงบ้านกสิณกุล
                  “วิน วันนี้งานเยอะเหรอ ลูก” คุณอัมราถามบุตรชายผู้เดินเข้าบ้านหัวลอยๆ ตัวเบาโหวงเหวงและทรุดนั่งที่โต๊ะอาหารเหมือนคนหมดเรี่ยวหมดแรง
             “ครับ แม่” ชวินทร์ตอบแผ่วๆ
             “ถ้างั้นกินข้าวกินปลา แล้วก็อาบน้ำนอนเสียนะ คืนนี้อากาศเย็นๆ น่าจะนอนหลับสบาย”
             “ครับ แม่” 
             ผู้เป็นแม่กุลีกุจอสั่งแน่งน้อยให้รีบจัดสำรับ แล้วจึงไปตระเตรียมงานของตนอยู่แถวนั้น ปล่อยเจ้าของสีหน้าโรยๆ ทานอาหารเงียบๆ ครู่หนึ่งก็รวบช้อนรวบส้อม ดื่มน้ำ
             “อ้าว อิ่มแล้วหรือ วิน ทานไม่ลงเหรอ ลูก หรือว่าอาหารไม่ถูกปาก”
             “อาหารอร่อยครับ แต่ผมรู้สึกตื้อๆ ครับ แม่”
             “วิน เครียดกับงานหรือเปล่าลูก” น้ำเสียงนุ่มนวลถามแบบที่รู้จักนิสัยคนที่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออก
             “นิดหน่อยครับ ผมอยากจะให้มันเสร็จเรียบร้อยเร็วๆ น่ะครับ”
             “เจ้านายเร่งมากเหรอ ลูก”
             “เปล่าครับ” ชวินทร์ว่าพลางหลุบสายตามองไปทางอื่น
             “วินกังวลกับเพื่อนร่วมงานมากใช่ไหม” แล้วแม่ก็เอ่ยคำถามอันตรงกับความรู้สึกของลูกชาย
             “วิน การทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็ว นั้นดีแน่นอน แต่วินอย่าลืมนะ ลูก งานของวิน เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งสารที่เรียกว่า ความสุขและความสนุก ถ้าหากคนทำชิ้นงาน ไม่มีความสุข ไม่มีความสนุก วินคิดว่า งานชิ้นนั้นๆ มันสำเร็จอย่างเต็มที่บริบูรณ์แล้วหรือ ลูก”
ถ้อยคำของแม่สะกิดความรู้สึกของชวินทร์เหลือเกิน เขามักจะลืมบ่อยๆ ถึงแก่นของเนื้องาน แก่นที่ว่า..หากงานล้นไปด้วยความสุขและความสนุก..คนเล่นก็จะมีความสุขมีความสนุกสนานไปด้วย
                  พอคุณอัมราเห็นลูกชายนิ่งเหมือนคิดทบทวนสิ่งที่พูด เธอจึงกล่าวเสริมอีก
             “พ่อกับแม่เฝ้าสอนลูกๆ ให้อยู่กับความเป็นจริงของโลก เพื่อให้รู้และสามารถรับมือกับนานาปัญหา รวมถึงทุกๆ ความรู้สึกของมนุษย์ ไม่ว่าจะ รัก โลภ โกรธ หลง หรือแม้แต่ อิจฉาริษยา จงมีสติและมั่นคง อย่าโอนเอนไปกับลมปาก คำพูดของคนไม่สามารถจะทำอะไรเราได้ หากเราไม่เก็บมันใส่ตัวใส่ใจ อีกอย่างที่แม่จะขอย้ำ..เราไม่สามารถทำให้ถูกใจใครได้ทั้งหมด แต่จงทำในสิ่งที่ถูก..ถูกที่ ถูกเวลา และถูกต้อง”
              “ผมเข้าใจแล้วครับ แม่ ผมจะไม่คิดมากและไม่เครียด ผมจะทำงานของผมด้วยความสุขครับ” ชวินทร์เอ่ยน้ำเสียงหนักแน่น
             “ดีจ้ะ ถ้าอิ่มแล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่า เข้านอนซะ พรุ่งนี้จะได้สดชื่น”
             “ขอบคุณครับ แม่” ชายหนุ่มเข้าไปหอมแก้มอิ่มๆ ของแม่ฟอดหนึ่ง ก่อนจะขึ้นห้องนอนส่วนตัว

             ค่ำคืนที่สายลมเย็นพัดพลิ้วจนใบไม้ใบหญ้าปลิวไหวไปมาประสมความเหนื่อยล้า ทำให้เจ้าของห้องนอนริมระเบียงชั้นบนหลับสนิท พักใหญ่ๆ ชวินทร์ก็รู้สึกตัวว่ากำลังเดินดุ่ยๆ อยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งบรรยากาศดำมืด เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอับปนกลิ่นไหม้กับกลิ่นตุๆ อย่างติดจมูกไม่รู้หายและชวนสะอิดสะเอียน  เขาก้าวไปตามเปลวแสงระเรื่อๆ กระทั่ง เดินถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างสว่าง แต่ก็ไม่แจ่มกระจ่างจนเห็นทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายชัดเจน
             ชายหนุ่มยืนนิ่งๆ อยู่ตรงนั้นนานพอที่หูของเขาปรับสภาพและได้ยินเสียงอื้ออึงอันจับไม่ได้ว่าเป็นเสียงคนพูด เสียงคนร้องระงม หรือเสียงโอดครวญ เพราะมันผสมปนเปกันจนฟังไม่ได้สรรพ ครั้นพยายามเพ่งโสตประสาท เขากลับได้ยินสุ้มเสียงกับถ้อยคำคุ้นหู
             “จำไว้ มีอะไรเกิดขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก”
             จบประโยค ชวินทร์ก็สะดุ้งเบาๆ พร้อมๆ กับรู้สึกถึงกระแสเพลิงจากหนไหนไม่รู้พัดมาปะทะผิวกายจนเขาร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ชายหนุ่มสะบัดหัวสะบัดหน้า เพื่อไล่ไอร้อน กว่าชั่วระยะ เขาก็ตกใจตื่น ลุกนั่ง ใจเต้นตุบๆ หายใจหอบถี่ เหงื่อท่วมหน้า
              “อ้าว ฝันหรอกรึ” เส้นเสียงเหนื่อยๆ สบถพลางเหลือบมองบนผนัง
             “เที่ยงคืนห้านาที อีกแล้วเหรอ” ชายหนุ่มพูดกับตัวเอง แม้ในใจออกจะสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามคิดในทางที่ดีว่ามันคงจะเป็นเหตุบังเอิญ จากนั้นเขาก็ลุกบิดตัวไปมา เพราะรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว แล้วก็เดินไปเช็ดหน้าตากับรินน้ำเปล่าและดื่มอึกใหญ่ ก่อนจะเข้านอน โดยตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้น เขาจะต้องตัดเรื่องกังวลต่างๆ ทิ้ง ทำงานด้วยความสุขและสนุกให้จงได้
             “ต้องตัดความกังวลต่างๆ ทิ้งไปให้หมด ไม่ว่าจะเรื่องความฝันหรือเรื่องคน ทำงานอย่างมีความสุขก็พอ”

             หลังจากตื่นนอน แล้วทำกิจวัตรต่างๆ เรียบร้อย ชวินทร์ก็ได้รับมอบหมายให้ไปส่งน้องชายที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากคุณพ่อกับพี่พลมีเคสเรื่องรถของลูกค้าจะต้องไปดูโดยด่วน
             “วิน พี่ฝากนายนิน ไปกับนายด้วยนะ วันนี้” ชนะพลบอก ขณะตักอาหารเข้าปากเป็นคำสุดท้าย
             “สบายมากครับ พี่พล เดี๋ยวผมจะโยนนายนินกองไว้หน้ามหา’ลัยอย่างดีเลยครับ” น้องชายคนรองกล่าวติดตลก ทำเอาน้องชายคนสุดท้องเบ้หน้าใส่ แล้วว่า
            “นานทีปีหน ผมจะได้เกาะรถพี่วินไปเรียน แทนที่พี่จะอุ้มสมอย่างดีเยี่ยม พี่วินกลับจะเขวี้ยงจะทิ้งน้องชายซะนี่ ผมจะฟ้องแม่”
            “น้อยๆ หน่อย นายนิน แม่กับพ่อออกไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้ก็เหลือแค่ฉันกับพี่พลเท่านั้น ยังไงๆ พี่พลก็ไม่เข้าข้างเด็กขี้ฟ้องอย่างนายหรอกน่า จริงไหมครับ พี่” คนที่ชอบแหย่น้องหันไปยิ้มให้พี่ชายคนโต
             “นายสองคนนี่ เย้าแหย่กันไม่เลิกสักที โตกันแล้วนะ ไม่เอาละ พี่ไปดูรถลูกค้าก่อนนะ เดี๋ยวพ่อไปถึงอู่ก่อนที่พี่จะไปถึงพร้อมรถ มันจะไม่ดี” พูดจบ ชนะพลก็ตบบ่าน้องชายทั้งสอง แล้วปรี่ออกไป
             ชวินทร์มองตามหลังพี่ชายคนโตผู้ที่ทั้งเขาและน้องชายรู้ดีว่าไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ แต่ชนะพลเป็นเด็กที่พ่อกับแม่เก็บมาเลี้ยงตั้งแต่อายุราวสามขวบ ซึ่งพ่อกับแม่พบเด็กน้อยยืนตากฝนร้องไห้โยเยอยู่ที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอย ตอนนั้นทั้งสองเพิ่งจะอยู่กินด้วยกัน เมื่อพาเข้าบ้านก็ตั้งชื่อให้ว่า ‘ชนะพล’ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เด็กชาย หลังจากอุปการะเด็กชนะพล ไม่นานเขาก็ถือกำเนิดเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว อีกหกปีต่อมา นายชนินทร์ก็ตามมาติดๆ ในที่สุดบ้านกสิณกุลก็กลายเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยสมาชิกรวมทั้งหมดห้าคนคือ พ่อ แม่ พี่ชายคนโต น้องชายคนรอง แล้วก็น้องชายคนเล็ก
             ความสมบูรณ์ของครอบครัวไม่สามารถจะขาดคนใดคนหนึ่งไปได้เลย พ่อกับแม่อบรมสั่งสอนให้พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวต่อกันและกัน แล้วพี่พลก็สมกับพี่ชายคนโต ช่วยพ่อกับแม่ดูแลน้องทั้งสองตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ช่วยทั้งงานบ้านงานเรือนไปจนถึงกิจการของครอบครัว บางครั้งชวินทร์เองก็เคยคิดว่า หากกลับกันเขาเกิดมาเป็นพี่ชายคนโต เขาจะสามารถทำได้เหมือนกับพี่พลหรือไม่ มันเป็นภาระหน้าที่ที่ไม่เล็กเลยจริงๆ เพราะแบบนี้เขาถึงเคารพและนับถือพี่พลทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้แต่นายนิน เขาก็รู้ว่าน้องชายรักและเคารพพี่คนโตมากเช่นเดียวกัน   
             “ไป นายนิน กินอิ่มหรือยัง จะได้จรลีกันเสียที ประเดี๋ยวรถจะติด” ชายหนุ่มกระแทกเสียงกระทุ้งต่อมกระฉับกระเฉงของน้องชาย เพราะเห็นเคี้ยวเอื้องอยู่นานแล้ว
             “อิ่มแล้วคร้าบ พี่ชาย” ชนินทร์ดื่มน้ำ แล้วตอบเสียงยานคาง
                 จากนั้นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ใบหน้าเข้มก็พากันปร๋อออกจากบ้าน ไปทำภาระหน้าที่ของแต่ละคนให้ดีที่สุดตามที่บุพการีสั่งสอน

6
5. สิริเลขา / ฐานิฏฐ์ / Re: คนเหนือญาณ บทที่ ๑
« เมื่อ: กันยายน 23, 2016, 04:51:14 PM »
จะลงเพิ่มแล้วค่ะ ค่อยๆ กระดื้บๆ  ;D

7
5. สิริเลขา / ฐานิฏฐ์ / คนเหนือญาณ บทที่ ๑
« เมื่อ: กันยายน 13, 2016, 04:51:14 PM »
บทที่ ๑

   บ้านไม้สองชั้นอายุอานามค่อนเก่า ชั้นบนเป็นวัสดุไม้สีน้ำตาลคร่ำๆ โทนเดียวกับกระเบื้องหลังคา ส่วนชั้นล่างก่ออิฐถือปูนสีเหลืองหมองๆ อย่างผ่านกาลเวลาบวกกับเจอแดดเลีย ถึงแม้ตัวบ้านจะดูลายคราม แต่รอบบริเวณกลับชอุ่มชุ่มชื่นไปด้วยสนามหญ้าเขียวขจีและต้นหมากรากไม้ ประเภทไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งต้นเล็กก็มากต้นใหญ่ก็มี ผลิใบผลิดอกกันสวยงาม โดยเฉพาะ ‘ต้นตะแบก’ ซึ่งหาซื้อมาจากร้านขายต้นไม้ขุดล้อม ยกทั้งต้นทั้งรากมาลงหลุมริมรั้วหน้าบ้านใกล้ๆ กับศาลพระภูมิเรือนไทย นับแต่นั้นก็เกือบจะสิบปีเข้าให้แล้ว ต้นตะแบกเจริญเติบโตอย่างงามสะพรั่ง แถมไม่เคยร้างราช่อดอกสีม่วงอ่อนเลย เรียกได้ว่าออกดอกเต็มต้นตลอดทั้งปี จนสะดุดตาสะดุดใจผู้คนและกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด ทว่า เจ้าของบ้านกลับเห็นเป็นเรื่องดีเรื่องเด่นและถือเป็นสัญลักษณ์ของ ‘บ้านกสิณกุล’ บ้านสุดท้ายตรงท้ายซอย หลังที่ชาวบ้านร้านตลาดมักจะเรียกขานกันติดปากว่า..บ้านดอกตะแบก..
   ท่วงทำนองเพลงแฮ้ปปี้เบิร์ดเดย์จากสุ้มเสียงของผู้ร่วมงานทั้งหกเจ็ดคน ดังกำลังดี ณ ลานสนามหญ้านวลน้อย พอจบเพลงประโยคอวยพรวันเกิดก็สวนขึ้น ก่อนจะถึงคิวของขนมเค้กขนาดสองปอนด์ รูปการ์ตูนมินเนียนสีสันสดใส ซึ่งสองเพื่อนสนิทเลือกสรรมาให้ พร้อมกับจัดแจงจุดเทียนจำนวนเท่ากับอายุ
   “อธิษฐานก่อนสิ ลูก” น้ำเสียงนุ่มนวลของคุณอัมราเตือน เมื่อเห็นเจ้าของวันเกิดตั้งท่าจะเป่าเทียน
   “ครับแม่” ลูกชายรับคำ พนมมือ พึมพำเบาๆ ในลำคอ แล้วจึงเป่าเทียนไขสีสวยแท่งเล็ก
   “พี่วิน ตัดเค้กเลยพี่ ผมขอลูกกะตามินเนียนนะครับ”
   “ได้เลยไอ้น้อง แต่ให้พ่อกับแม่ก่อนนะ นายน่ะ ตำแหน่งรองบ๊วย เข้าใจ๋” พี่ชายบอกผู้เป็นน้อง ซึ่งพยักหน้าหงึกๆ
   “วิน พ่อกับแม่ ขอชิ้นเล็กๆ นะ ลูก อายุเยอะแล้ว กินเค้กกินครีมมากมันไม่ดีนัก ให้หนูฟ้า ตาก้อง พี่พล นายนินชิ้นโตๆ ละกันนะ” คุณชนวิทว่า
   “ครับพ่อ
   ชายหนุ่มซึ่งพ่อเรียกสั้นๆ ว่า ‘วิน’ หรือ ‘นายชวินทร์ กสิณกุล’ วันนี้มีอายุครบยี่สิบห้าปีบริบูรณ์ ค่อยๆ บรรจงตัดเค้กวันเกิด มอบให้ผู้บังเกิดเกล้า จากนั้นยื่นให้ พี่พล ‘ชนะพล กสิณกุล’ ตามด้วยเพื่อนสนิท นายก้อง ‘ก้องภพ เทวา’ กับ หนูฟ้า ‘เลื่อมภัสสร วงศ์โพยม’ และ นายนิน ‘ชนินทร์ กสิณกุล’ แล้วคนสุดท้ายก็ ‘แน่งน้อย’ แม่บ้านสาววัยทึนทึก
   พอแจกเค้กครบ ชวินทร์ก็เอร็ดอร่อยร่วมกับทุกคน เขากินไปพลางยิ้มไปพลาง รู้สึกดีใจที่ได้ฉลองวันเกิดพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวและเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นงานเล็กๆ ไม่หรูหรา แค่ กินข้าว ดื่มน้ำหวาน เป่าเค้ก พูดคุยเฮฮา ทั้งนี้ไม่ว่าจะวันเกิดของสมาชิกคนใดล้วนฉลองกันแบบเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุข สุขอย่างแท้จริง สุขโดยไม่ต้องมีของมึนเมามาเพิ่มดีกรี เพราะดีกรีความสุขของคนบ้านนี้ต่างเปี่ยมล้นกันอยู่แล้ว เนื่องจากพ่อกับแม่อบรมสั่งสอนทั้งลูกบุญธรรม ‘ชนะพล’ และลูกในไส้ทั้งสองให้อยู่อย่างพอเพียง มองเห็นความจริงของโลก ดีหรือเลวไม่อาจจะปิดบังซ่อนเร้นได้ เมื่อถึงเวลา..ความดีก็จะปรากฏ..ความชั่วก็จะแสดงออกมา นอกจากนั้น บุพการียังสอนให้หมั่นทำบุญทำทาน รักและช่วยเหลือกัน สร้างฐานชีวิตที่ดีด้วยพื้นฐานครอบครัว เช่นนี้ สมาชิกของบ้านกสิณกุลจึงชอบตักบาตร ไปวัด และปฏิบัติธรรมตามโอกาส แม้พ่อกับพี่พลจะค่อนข้างตัวเป็นเกลียวกับกิจการอู่ซ่อมรถ อันมักจะมีงานตัดพัน ทว่า พอเคลียร์งานได้ ทั้งสองก็จะไปทำบุญ แม่ก็เช่นกัน ถึงจะมีธุระปะปังเกี่ยวกับธุรกิจการตลาดเกี่ยวกับอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ แต่แม่ก็จะตักบาตรหน้าบ้านและทำบุญทำทานทุกครั้งที่มีเวลา ด้านชนินทร์ เด็กมหาวิทยาลัยวัยสิบเก้าผู้ออกจะยุ่งและวุ่นเรื่องเพื่อนฝูงบวกกิจกรรมกับการเรียนเป็นนิจ แต่นายนินก็จะหาโอกาสทำบุญเสมอ ส่วนตัวเขา ผู้ทำงานตำแหน่งนักพัฒนาเกม หรือ เกมดิเวลลอปเปอร์ มักจะต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์คราวละนานๆ บางทีอาจจะทั้งวันที่สำนักงานและทั้งคืนที่บ้าน  ทว่า เขาก็ไม่เคยจะลืมทำบุญ แถมยังพาเพื่อนสนิททั้งสองไปทำบุญด้วยกัน แบบนี้ ชีวิตของเขาจึงแวดล้อมด้วยความสุขทางใจมากกกว่าทางกาย
   หลังจากอิ่มหนำสำราญได้ครู่ใหญ่ ก้องภพกับเลื่อมภัสสรก็ขอตัวกลับ ครอบครัวกสิณกุลจึงได้เวลาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เก็บจานชามโต๊ะเก้าอี้ ทำความสะอาด แล้วแยกย้ายกันไปพักผ่อน

   อาการนอนกระสับกระส่ายของชวินทร์เป็นอยู่พักใหญ่ๆ พอลืมตา เขาก็เห็นภายในห้องคลุ้งไปด้วยกลุ่มควันสีขาวขุ่นประสมกลิ่นตุๆ คล้ายกลิ่นควันท่อไอเสีย แต่เขาไม่ยักจะมีปฏิกิริยา ซึ่งปกติเขาจะสำลักควันท่อไอเสียทุกครั้งที่สูดเข้าไปตรงๆ แรงๆ เช่นเวลาอยู่ริมถนนหรือตอนไปหาพ่อกับพี่ชายที่อู่ซ่อมรถ ด้วยเกิดอาการแบบนี้บ่อยๆ เขาเลยบอกพ่อไปตรงๆ ว่า เขาคงช่วยดูแลกิจการอู่ซ่อมรถไม่ได้ พ่อก็เข้าใจและไม่บังคับ เพราะพ่อรู้ว่า ‘พี่พล’ ผู้เรียนจบมาทางเครื่องยนต์จะสืบทอดและดูแลกิจการได้ เขาจึงได้ทำงานตามที่ตัวเองชอบ แล้วก็ถนัด
   ชายหนุ่มหันดูทางซ้ายหันดูทางขวา แทบจะมองอะไรไม่เห็น เครื่องเรือนทุกชิ้นจมอยู่ในกลุ่มควัน แล้วจู่ๆ ผู้ชายรูปร่างสันทัด ผิวกายสีชาด นุ่งโจงสีแดงเพลิง มือถือไม้พลองยาว ก็ปรากฏกาย เขาเห็นชายคนนี้อย่างชัดเจน เสมือควันขาวแยกชั้น ไม่อาจจะสัมผัสเจ้าของร่างกำยำ
   ดวงตาคมจ้องคนตรงหน้าเขม้นพลางเกิดคำถามในใจ เช่นทุกครั้งที่สงสัย เขาจะคิด ก่อนจะเอ่ยเป็นคำพูด มันเป็นความเคยชินตามที่บุพการีได้อบรมสั่งสอน โดย..ให้คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ และ คิดก่อนตัดสินใจ ‘ใคร มีอะไร มาทำไม’ เพียงคิดเท่านั้น น้ำเสียงเข้มๆ ปนอ่อนโยนก็สวนกลับอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับผู้พูดกระซิบอยู่ข้างๆ หู แต่ชวินทร์ไม่เห็นเขาขยับตัวและริมฝีปากก็ไม่ได้เผยอเปิดเลยสักนิด
   “มาอวยพร ครบวาระแล้วสินะ จำไว้ เกิดอะไรขึ้น ให้หายใจเข้าสามเฮือก”
   โอ้โฮ..จะเรียกถ้อยที่ได้ยินว่าเป็นคำอวยพรได้อย่างไร ในเมื่อ มันเป็นเหมือนประโยคบอกเล่าเสียมากกว่า แล้วก็ไม่มีคำไหนบ่งบอกหรือแสดงให้เห็นว่าผู้พูดอวยพรผู้ฟัง แถมยังมีวลีแปลกๆ ในตอนท้ายอีก ยิ่งคิดชวินทร์ก็ทั้งมึนและงง แต่เขาก็ทำความเคารพ เพราะในเมื่อผู้ใหญ่ให้พร เขาก็ต้องน้อมรับและแสดงความขอบคุณ ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าคนตรงหน้าอายุเท่าไร แต่ดูจากรูปลักษณะและราศี คนๆ นี้จะต้องเป็นผู้ใหญ่กว่าเขาแน่นอน 
   บุรุษผิวกายแดงก่ำ มีรอยยิ้มที่มุมปาก เมื่อชวินทร์ยกมือไหว้ จากนั้นก็ไม่เอ่ยใดๆ แค่ยืนจ้องเจ้าของใบหน้าคมสันที่ประกอบด้วยนัยน์ตากลมโต ขนตายาวงอนอันเป็นรูปหน้าค่อนข้างงดงาม ก่อนจะพยักหน้าหนึ่งที ซึ่งเขาเดาว่าเป็นอาการรับคำขอบคุณจึงยิ้มให้ ชั่วอึดใจ ฝ้าขาวขุ่นก็เคลื่อนปกคลุมร่างสีชาดจนมิด แล้วชายแปลกหน้าก็หายไปประหนึ่งถูกกลืนและสลายไปเป็นเนื้อเดียวกับควันขาว
   ชวินทร์ควานหาคนในกลุ่มควัน แต่..ว่างเปล่า จากนั้นควันก็ค่อยๆ เลือนไปๆ ห้องนอนกลับสู่สภาวะปกติ เครื่องเรือนทุกชิ้นเด่นชัดอยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มงุนงง กระทั่ง ได้ยินเสียงๆ หนึ่ง ซึ่งเขาจับความได้ว่ามันเป็นเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังที่ปกติเขาจะนอนฟังและจับจังหวะเพลินๆ จนผล็อยหลับไป เขาเคยได้ยินมาว่าเสียงเข็มนาฬิกาเป็นจังหวะเดียวกับการเต้นหัวใจ เช่นนั้นมันจึงทำให้นอนหลับได้ดีและรู้สึกปลอดภัย เหมือนยามทารกอยู่ในครรภ์ก็จะได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของมารดา ทารกถึงรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย แต่ขณะนี้เสียงเข็มสั้นเข็มยาวเคลื่อนที่กลับทำให้เขาสะดุ้งตกใจ หัวใจเต้นแรง ลุกนั่งพรวดพราด
   “อ้าว ฝันหรอกเหรอ” ชายหนุ่มประหลาดใจ เหงื่อแตกพลั่ก สีหน้างงๆ พอตั้งตัวได้ก็เหลือบดูนาฬิกาบนฝาผนัง
   “เที่ยงคืนห้านาที ดึกเต็มทีละ ฝันเป็นตุเป็นตะไปได้ พุทโธ่ นายชวินทร์” เจ้าของห้องกึ่งพูดกึ่งบ่น ปาดเหงื่อ ส่ายหน้า แล้วล้มตัวนอน ไม่ใส่ใจกับความฝันอีก เพราะ..ฝันก็คือฝัน..มันก็เท่านั้น
   
   กิจกรรมของบ้านกสิณกุลที่เห็นมาตั้งแต่เล็กจวบโต คือการตักบาตร เช้าวันนี้ก็เหมือนปกติ..
   ชวินทร์ลงจากเรือน เข้าครัว ช่วยแน่งน้อยยกชุดสำรับใส่บาตรออกไปหน้าบ้าน ซึ่งแม่รอท่าอยู่ พอสำรับพร้อม แม่กับลูกชายก็ใส่บาตรรพระสงฆ์ห้ารูป พร้อมกับรับพรและกรวดน้ำ
   “ตักบาตรเกือบทุกวันแบบนี้สบายใจดีนะครับ แม่” ลูกชายมีสีหน้าสดใส ขณะเดินกลับเข้าบ้านพร้อมแม่
   “ใช่จ้ะ ทำบุญสุนทานจิตใจจะได้สงบ พอใจสงบ ปัญญาก็จะเกิด” เจ้าของสุ้มเสียงรื่นหูว่า
   “นี่ออกไปกันหมดแล้วเหรอครับ”
   “ไปกันตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ วันนี้พ่อกับพี่พลนัดลูกค้าไว้ที่อู่”
   “อ่อ ครับ”
   “ส่วนน้องชายลูกมีนัดกับเพื่อน” น้ำเสียงนุ่มนวลบอก
   “นายนินนัดเพื่อน หรือนัดสาวครับ ออกไปแต่ไก่โห่แบบนั้นน่ะ” ชวินทร์ถามปนแขวะน้องชาย
   “วินพูดเหมือนมีประสบการณ์เลยนะ ลูก” ผู้เป็นแม่สัพยอกขำๆ
   “โธ่ แม่ครับ แม่ก็รู้ผมไม่เคยมีฟงมีแฟน”
   “จ้า แม่รู้ ลูกไม่เคยมีแฟนหรอก คงจะมีแค่คนในสายตาเท่านั้น” คุณอัมรากล่าวอย่างคนอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่บุตรชายก็ยังไม่คิดว่าแม่จะรู้ความในใจของเขา
   “ใครครับ ไม่มี๊ ไม่มี ในสายตงสายตาที่ไหน ไม่เอาละ กินข้าวต้มกุ้งดีกว่า กลิ่นหอมเชียว” ชายหนุ่มเฉไฉไปเรื่องอาหารเช้า ซึ่งแน่งน้อยเสิร์ฟไว้บนโต๊ะแล้ว
   “พูดแค่นี้ ทำเป็นเฉไฉนะ เอาเถอะ วันไหนแน่ใจมั่นใจก็บอกแม่ละกัน”
   ชวินทร์ยิ้มๆ ก้มหน้าก้มตาทานอาหารเช้า ก่อนจะออกไปทำงาน

   บริษัท ไฟว์สตาร์เกมแอนด์เว็บ จำกัด ตั้งอยู่บน ชั้น 12 ของตึกโฮมออฟฟิศ อันสวยหรู ทันสมัย ในย่านธุรกิจดัง การเดินทางค่อนข้างสะดวก มีทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟฟ้าบีทีเอส แม้ว่าช่วงเวลาเร่งด่วนจะเกิดวิกฤติรถติดเป็นตังเมบ้าง แต่ก็ยังถือว่าสะดวกสบายแก่บรรดาพนักงานอยู่มาก
   เมื่อถึงสำนักงานฯ ชวินทร์ก็แตะบัตรพนักงานที่เครื่องสแกนบัตรหลังประตูทางเข้า ใกล้กับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ จากนั้นก็เดินลึกเข้าไปทางซ้ายมือ จนถึงจุดที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพในมุมสูง อันจัดเป็นมุมกาแฟและที่ทางสำหรับนั่งดื่ม
   ชายหนุ่มชงเครื่องดื่มร้อนกลิ่นหอมฉุย ซึ่งเป็นกิจวัตรส่วนตัว เพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงก่อนเริ่มทำงาน
   “ไง นายวิน วันนี้หน้าตาสดชื่นจังนะ” ก้องภพทักทาย ขณะนั่งจิบกาแฟ
   “อือ ได้ทำบุญก่อนออกจากบ้าน ใจก็สดชื่นน่ะสิ” ชวินทร์ตอบพลางถือถ้วยเครื่องดื่มเดินไปหาและนั่งร่วมโต๊ะ
   “วันนี้ทำบุญอีกเหรอ เมื่อวานนายก็ไปวัดมาแล้วนี่นา” เพื่อนสนิทซัก
   “นายก็รู้ บ้านข้าทำบุญกันบ่อย ไม่ว่าวันอะไร ถ้าว่าง จะทำตลอด เมื่อวานฉลองวันเกิดที่วัด แต่วันนี้ ตักบาตรที่หน้าบ้าน”
   “อ้อ เออ ลืมไป บ้านนายขาบุญ ข้าก็เลยพลอยได้อานิสงส์ร่วมทำบุญไปกับนายด้วย”
   “หนูฟ้ามาถึงที่ทำงานหรือยัง” ชายหนุ่มซดเครื่องดื่มโปรด พร้อมกับถามเปลี่ยนเรื่อง จนนายก้องหมั่นไส้
   “แหม นายวิน พูดอยู่กับข้า แต่ดอดถามถึงผู้หญิง”
   “ถามถึงผู้หญิงที่ไหนกัน ถามถึงเพื่อนต่างหาก” น้ำเสียงเข้มว่าปนเขิน
   “หน็อย เออ ถามถึงเพื่อนก็ถามถึงเพื่อน คันปากจริงโว้ย” เพื่อนซี้แหกปากเบาๆ  แล้วก่อนที่ชวินทร์จะอ้าปากแดกดันก้องภพ เจ้าของเสียงใสก็โพล่งขึ้น
   “หนุ่มๆ อยู่กันตรงนี้เอง ก้องเป็นอะไร ได้ยินว่าคันปาก โดนอะไรกัด หรือ กินอะไรผิดมา หือ?” เสียงใสๆ ออกจะหวานเอ่ยขึ้น
   “เปล่าหรอก ฟ้า นายก้องพูดไปงั้นล่ะ จริงไหม ก้อง” ชวินทร์แกล้งเฉอีก แล้วก็กระทุ้งศอกทีหนึ่งเข้าข้างลำตัวก้องภพ จนเจ้าตัวต้องรีบสำทับตาม
   “เปล่าๆ ไม่ได้เป็นอะไร แค่ดื่มน้ำเยอะไปหน่อย มันเลยท่วมปากน่ะ” นายก้องของเพื่อนยกแก้วน้ำและดื่มกลั้วเสียงหัวเราะ โดยไม่ได้สนใจสีหน้าของเพื่อนซี้เลยว่าอิหลักอิเหลื่อแค่ไหน แถมนายก้องยังตบบ่ากว้างเบาๆ  ตามด้วยถ้อยคำปนขำ ก่อนจะเดินจากไป ซึ่งเขาไม่ยักจะขำด้วย 
   “ไปละ นายวิน ดื่มน้ำเสียนะ จะได้ไม่ฝืดคอ ฮ่าๆ” 
   ชวินทร์ทำหน้าปูเลี่ยนๆ ในใจอยากจะกระโดดเตะก้องภพสักป๊าบ แต่ก็เกรงใจคนตรงหน้า ซึ่งมองงงๆ แล้วก็อดจะถามไม่ได้
   “ก้อง เขาเป็นอะไรน่ะ วิน”
   “วินก็ไม่รู้เหมือนกัน ฟ้าอย่าสนใจเลย นายก้องน่ะ รู้ๆ อยู่ ออกจะบ๊องๆ” ชายหนุ่มเฉไฉและเปลี่ยนเรื่องตามเคย
   “ฟ้าเพิ่งจะมาถึงเหรอ”
   “อือ พอดีวันนี้น้องหนูเกเร เลยโทร.ให้โจ้ไปรับ” เลื่อมภัสสรแจ้งเหตุที่ทำให้มาถึงที่ทำงานเกือบจะสาย เป็นเพราะรถคันเล็กสีขาวหม่นที่เธอเรียกว่า ‘น้องหนู’ เกิดสตาร์ทไม่ติด
   “อ้อ เจ้าสตาร์เล็ทเกอีกแล้วเหรอ วินบอกให้เอาไปซ่อมที่อู่ของพ่อ ฟ้าก็ไม่ยอมเอาไป ไม่รู้จะเกรงใจอะไรนักหนาสิ” ชวินทร์หน้าหมองไปเล็กน้อย แต่เขาก็กลบความรู้สึกไปลงที่เรื่องรถ
   “ฟ้าเกรงใจ อีกอย่าง ฟ้ายังเก็บเงินได้ไม่มากเลย”
   “พุทโธ่ ฟ้า เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่เรื่องความปลอดภัยของฟ้าสำคัญกว่านะ วินห่วง” ชายหนุ่มลากเสียงยาวเหยียดแถมหลุดปากบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คู่สนทนามองเขม็ง เขาจึงกลบเกลื่อนอีก
   “วินห่วงเพื่อน กลัวเพื่อนจะเดือดร้อนน่ะ เข้าใจ๋”
   เลื่อมภัสสรหัวเราะทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดสอดเสียงสูงของชายหนุ่ม เธอจึงสวนกลับไปแบบแนวๆ บ้าง
   “เข้าใจ๋แล้วจ้า” ทั้งคู่หัวเราะร่วน จากนั้นก็ยุติการสนทนาและกลับโต๊ะทำงาน ซึ่งชายหนุ่มพลอยรู้สึกโล่งอกโล่งใจที่ความลับในใจยังไม่แตกดังโพละ

8
เชียร์ๆๆๆ จ้า

9
แนวนี้ กำลังมาแรง อ่านแล้วชอบค่ะ ^_^

10
ชอบชื่อเรือง อีกเสียงค่ะ เชียร์ๆๆๆๆๆ นะคะ ^_^

11
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ สู้ๆ กันไป ให้กำลังใจทุกคนนะคะ ^____^

12
6. buddy / หนึ่งลิปดา / Re: มาๆๆๆ เขียนให้จบ ^--^
« เมื่อ: กันยายน 01, 2016, 03:00:40 PM »
ตามมาเชียร์ค่ะ :D

13
3. noneko / ม่านราตรี / Re: เปิดบ้าน!!
« เมื่อ: กันยายน 01, 2016, 02:57:49 PM »
เชียร์ๆๆๆ ค่ะ

14
สู้ๆ นะคะ รออ่านค่ะ ^_^

15
ท่าทางจะออกลิเกๆ อิอิ พยายามต่อไปค่ะ ...สู้ๆ กันนะคะ ^__^

หน้า: [1] 2