แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - เหมือนพระจันทร์

หน้า: [1] 2 3
1
ทำให้นักข่าวผิดหวัง
ไม่สำเร็จค่ะ แต่ใกล้เคียงทีเดียว ไม่เกิน 5 พ.คนี้น่าจะจบได้

ขอโทษนะคะ

2
กวีณายอมให้ธิปกลากตัวเองออกมาจากห้องโดยดี ไม่ต้องการสักขีพยานใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พยานที่ชื่อภากร หญิงสาวนึกภาพไม่ออกจริงๆ ถ้าบนโต๊ะอาหารปิดปากเด็กชายตัวน้อยไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น การทำอะไรต่อหน้าภากรคงต้องเพิ่มความระมัดระวัง

“งานอะไร...สโนว์”คนถามทิ้งตัวลงบนโซฟายังไม่ปล่อยจากการจับจูง
อีกฝ่ายหนึ่งยืน อีกฝ่ายหนึ่งนั่ง
ดูเหมือนผู้ปกครองกำลังไต่สวนพิจารณาลงโทษเด็กเล็กๆ

“ไม่ใช่งานอะไรหรอกคะ”กวีณาบิดตัว ลืมคิดถึงคู่หู ถ้าภากรยังอยู่ตรงนี้ บรรยากาศตึงเครียดน่าจะบรรเทาเบาบางลง
ยังพอจะหาเหตุให้กลบเกลื่อน

“ก็เป็นแค่อาสาสมัครเหมือนเคย ไม่ได้ทำงานทำอะไรจริงจัง”หญิงสาวขยับแว่น ดึงผ้าผูกผม

“แบ่งรัก ปันไออุ่น”ธิปกเอ่ยชื่อโครงการของบริษัทตัวเอง ไม่ต้องรื้อค้นความทรงจำให้เหนื่อย
โครงการนี้ชลชาติเป็นผู้รับผิดชอบ
หนีไปทำงานกับแฟนเก่า ไม่บอกเขาให้รู้เลยสักนิด

“เจ็บค่ะ คุณปก”กวีณาร้องเตือน แรงบีบที่ส่งมาถึงมือเธอแรงขึ้นเรื่อยๆ

“ขอโทษ...”ชายหนุ่มปล่อยมือ เปลี่ยนมาเป็นจัดแจงให้หญิงสาวนั่งเคียงข้างกัน “หนีไปทำงานกับแฟนเก่า เมื่อไหร่จะบอกผม”


“สโนว์ไม่ได้ทำงานค่ะ”สองมือเล็กๆ นวดไปตามแขนอีกฝ่าย เอาอกเอาใจ “ไปเป็นอาสาสมัครให้เขาเฉยๆ ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับคุณชาตินักหรอกค่ะ”หญิงสาวอุบอิบเรื่องนั่งตรงข้ามกับชลชาติ ตอนประชุมทั้งสองรอบ

“แล้วคิดจะบอกผมเมื่อไหร่...”

“ก็ว่าจะบอกอยู่วันนี้ วันพรุ่งนี้ค่ะ”

“ถอนตัวไม่ได้หรือสโนว์”

“จะถอนตัวทำไมละคะ นานๆ ทีสโนว์จะได้มีโอกาสช่วยงานคุณปก”กวีณาเอ่ยด้วยความสัตย์จริง “เหลือเรื่องที่ต้องทำอีกเพียงสองอย่างเองค่ะ ถักหมวกกับเป็นคุณครูสอนถักหมวกให้คนอื่น น่าจะประมาณเดือนละครั้ง สองครั้ง งานนี้อาจต้องทำวันเสาร์ วันอาทิตย์”

“ไม่มีการเจอกับชลชาติอีก...”

“ถ้าหมายถึงพบกันสองต่อสอง คงไม่เจอกันอีกแล้วค่ะ”

“ดีมาก...”ธิปกมุ่งมั่น ต่อให้งานยุ่งหรือมีภารกิจอื่นใดของชีวิตคงต้องไปเฝ้าดูหญิงสาวถักหมวกด้วยตัวเอง “อย่าทำงานนี้อีกนะสโนว์”ชายหนุ่มตบฝ่ามือเบาๆ ลงกลางกระหม่อมอีกฝ่าย

“อย่าทำอย่างนี้สิค่ะ สโนว์ยิ่งรั่ว เอ๋อๆ อยู่”

“คนเรามันต้องโดนลงโทษซะบ้าง คราวหน้าจะได้เข็ด จะได้หลาบจำไม่ทำอีก”ชายนุ่มยิ้มที่มุมปาก “บทลงโทษลำดับที่สอง...”

“ฮือ...”หญิงสาวอุทานเสียงสูงขึ้นจมูก “มีบทลงโทษลำดับที่หนึ่ง ที่สองด้วยหรือคะ”

“มีไปจนถึงบทที่ร้อย”ธิปกเสียงเข้ม “คืนนี้นอนค้างคืนกับผมที่นี้นะ”

“บทลงโทษเหรอคะนี่...”

“ใช่ ผมขวัญเสียนะโดนปิดบังความจริงอยู่ตั้งนาน”

“คุณปกออกจะตัวโตไม่น่าจะขวัญเสียได้ง่ายๆ นะคะ อย่างนี้ต้องจับเข้าโรงพยาบาล ฉีดยาซะแล้ว”

“สโนว์รู้ได้ไงว่าผมกลัว เอ่อ...ไม่ชอบโรงพยาบาล”ธิปกชะงักรู้สึกว่าเบื้องหลังคำขู่ กวีณารู้จริง

“คุณมาลาตีเล่าให้ฟังค่ะ”

“ไปเจอแม่ผมตอนไหน”

“ไปโรงพยาบาลด้วยกันหลายครั้งแล้วค่ะ คุณมาลาตีไม่ได้เล่าให้คุณปกฟังบ้างหรือคะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว

“ไม่ได้เล่านะ คุณแม่ไม่เคยเล่าให้ฟังเลยไปโรงพยาบาลกันตอนไหนนี่”ธิปกส่ายหัว “นี่สโนว์มีความลับกับผมเพิ่มอีกแล้วนะ ค้างคืนบ้านนี้กับผมอีกเจ็ดวันเลย”

“คุณปกไม่มีเหตุผล...”


“แต่ผมก็มีหัวใจ”ธิปกอมยิ้มจับจูงคนตัวเล็กกว่าลุกขึ้นยืน เตรียมตัวก้าวขึ้นสู่ชั้นสองของตัวบ้าน“เสียใจสองเรื่องซ้อนเลยเห็นไหม”

“ถ้างั้นตามซันนี่เตรียมตัวขึ้นนอนด้วยเลยดีกว่าค่ะ”

“วันนี้ซันนี่ไม่หลับไม่นอนแน่ๆ ตื่นเต้นจะได้เข้าป่าครั้งแรก ปล่อยไปก่อนเถอะ...ถ้าง่วงคงขึ้นไปนอนเอง”คนเป็นพ่อไม่รอ

“แต่...”กวีณาไม่กล้าสบสายตาคมที่ตอนนี้แพรวพราวนัก

“ไม่มีแต่ ไม่มีอะไรทั้งนั้นนะสโนว์ ถ้ายังขืนชักช้าอยู่จะเปลี่ยนจากเจ็ดวันเป็นสิบวัน”

“คุณปก...”กวีณาอ่อนอกอ่อนใจนักกับผู้ชายตัวโต

ไม่ใช่เพียงแค่พ่อ หญิงสาวยังต้องทำสงครามกับลูกชาย
ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับครอบครัวเลยสักนิด

‘ซันนี่เชื่อสโนว์ ฉันฝากเธอให้ไปคุยกับหลายชายฉันที ขืนเข้าป่าเข้าพงตอนนี้ฉันต้องเป็นลมตายแน่’มาลาตีมอบหมายภารกิจให้เธอเป็นทัพหน้าเจรจากับภากร

ดูเหมือนจะมีทัพเดียว

“คุณปู่กับคุณย่าอายุเยอะแล้วนะคะ แข้งขาเดินป่าไม่ไหวแน่ๆ ส่วนแฟ็บกับฟู น้องก็ยังเล็กเกินไป”กวีณาหาเหตุผลมาหว่านล้อม “ไปเที่ยวกับครอบครัวมันต้องสนุกกันทั้งครอบครัวนะคะ”

“หมายความว่าผมต้องไปเที่ยวทะเลอีกแล้วหรือครับ ผมเบื่อคลื่น เบื่อแสงแดด อยากผจญภัยบ้าง”

“ไม่ได้หมายความอย่างนั้นสักหน่อยค่ะ”กวีณาอมยิ้มให้กับท่าทางฮึดฮัดไม่สมตัว “เรายังไปเที่ยวป่ากันเหมือนเดิมนะคะ แต่ไม่ใช่ป่าใหญ่เป็นป่าเล็กแบบมินิๆ เตรียมความพร้อมให้กับทุกคน”

“เตรียมความพร้อม...”เมื่อยังไปเที่ยวป่าเหมือนเดิมได้ ภากรก็มีสีหน้าดีขึ้น

“ใช่ค่ะ เตรียมความพร้อมเหมือนกับตอนที่พี่สโนว์ให้ซันนี่ปลูกถั่วงอกจอมพลังก่อนที่จะปลูกคุณเห็ดในห้องน้ำ ซันนี่เองก็ให้พี่สโนว์ดูสารคดีก่อนที่จะเข้าห้องทดลองวิทยาศาสตร์จริงๆ จังๆ”

“มันจะทำได้อย่างนั้นจริงๆ เหรอคะ”

“ทำได้สิครับ รีสอร์ทที่พักสมัยนี้เขาเน้นเรื่องตกแต่งให้ใกล้เคียงกับบรรยากาศธรรมชาติอยู่แล้ว หรือถ้าซันนี่ยังไม่จุใจจะไปเที่ยวป่าแบบชิลล์ๆ สักวันหนึ่งก็คงจะไม่มีใครว่าอะไร”

“ดีครับ”เด็กชายตบมือ ย้อมพบกันครึ่งทางกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว

“ถ้าอย่างนั้นเรามาวางแผนเที่ยวกันดีกว่าค่ะ”

“เต็มที่...ป่ามินิของผม ยังเป็นที่กาญจนบุรีนะครับ”

กวีณากับภากรปกปิดเรื่องโปรแกรมการเที่ยวไว้เป็นความลับ แจ้งบอกกับใครต่อใครแค่เพียง

“เตรียมตัวลุย เตรียมเสื้อผ้าไว้กันเปียกน้ำเยอะนิดหนึ่งนะคะ ไม่ได้เข้าป่าใหญ่ แต่ป่ามินิก็ต้องผจญภัยนิดหนึ่งเหมือนกัน”

การเดินทางท่องเที่ยวเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าใช้บริการรถตู้สองคันเพื่อขนผู้คนและสัมภาระ ต่างจัดกันมาเต็มที่ไม่มีใครยอมใคร แม่งานภาคบังคับอย่างกวีณาแทบจะลืมความตั้งใจแรกที่ไม่อยากไปไหนมาไหนกับครอบครัวธิปกไปเลย เกือบสี่ชั่วโมงก็เดินทางมาถึงทางรถไฟสายมรณะ เพราะเคยชินกับการเที่ยวทะเลเมื่อมาเห็นรางรถไฟเหล็กที่ใช้งานได้จริง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงดูเหมือนตื่นเต้นเป็นพิเศษ

มหกรรมการถ่ายภาพมีทิพฤทัยกับมนิดาเป็นตากล้องหลัก คู่กัดที่มักจะทะเลาะกันมากกว่าพูดจาดีๆ ลืมทุกเรื่องความบาดหมางไว้ที่บ้าน อาสาวคนสุดท้ายกับหลายชายคนโตหามุมดีๆ ช่วยกันถ่ายภาพ เด็กสามคนตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อรถไฟจริงๆ วิ่งผ่านให้เห็น

เกือบชั่วโมง กวีณาจึงกะเกณฑ์สมาชิกรับประทานอาหารกลางวันในร้านอาหารใกล้ๆ กับทางสายรถไฟ ดื่มดำกับรางเหล็กสีดำและสายน้ำ

“กินกันเยอะๆ นะคะ เดี๋ยวเราต้องไปใช้แรง”

“พี่สโนว์บอกแฟ็บได้หรือยังครับจะพาเราไปไหน”

“ยังบอกไม่ได้ค่ะ แต่พี่สโนว์อยากบอกแฟ็บว่าจะพาไปหาอะไรที่ตัวใหญ่ๆ ใหญ่กว่าแฟ็บกับฟูเยอะเลย”การแยกสองฝาแฝดออกจากกันเป็นไปได้อย่างง่ายดาย

“พี่สโนว์ไม่บอกพี่แฟ็บ ถ้าอย่างนั้นพี่ซันนี่บอกฟูหน่อยสิครับเราจะไปไหนกัน”คู่แฝดทำงานกันเป็นทีม พยายามล้วงความลับ

“เตรียมตัวอาบน้ำกัน”ภากรทิ้งคำใบ้ปริศนาไว้เพียงแค่นั้น เด็กชายภาคกูมิใจนักที่ตัวเองเก็บรักษาความลับได้เป็นอย่างดีจนถึงตอนนี้

“คุณจะไม่บอกใครหน่อยหรือว่าโปรแกรมต่อไปจะยังไง”ธิปกกระซิบข้างหูกวีณาที่นั่งอยู่ข้าง”

“ไม่บอกค่ะ”หญิงสาวส่ายหน้า

“ผมน่าจะได้อภิสิทธิ์พิเศษอะไรบ้างนะ”

กวีณาอมยิ้ม
ธิปกมีอภิสิทธิ์พิเศษเสมอในหัวใจเธอ

รถตู้พาลัดเลาะเข้าป่าเข้าพงเสียจนทุกคนบนรถใจหายใจคว่ำ ตลอดสองข้างทางห่างไกลความเจริญและมีบ้านคนบางตา แต่ละหลังอยู่ห่างกันไกล

“หนูสโนว์ ไหนว่าจะไม่เข้าไปในป่าลึกๆ ไงจ๊ะ”มาลาตีทักท้วงเป็นคนแรก

“เข้าไปไม่ลึกค่ะ มินิป่าจริงๆ”กวีณาแจกจ่ายรอยยิ้มให้กับทุกคนในรถ ส่งต่อหน้าที่ให้เด็กชายเจ้าของทริปตัวจริง“ซันนี่ชี้แจงหน่อยเร็วขั้นตอนต่อไปทำอะไรกันบ้าง”

“ใกล้ถึงแล้วครับ เตรียมหมวก เตรียมร่ม ร้อนนิดหนึ่งแต่รับรองได้ว่าสนุก เตรียมเสื้อผ้าสำรองไปด้วยนะครับ ส่วนสบู่ ยาสระผมเดี๋ยวผมกับพี่สโนว์เตรียมไว้ให้ ใกล้ถึงแล้วหรือยังครับพี่สโนว์”

“ถึงแล้วค่ะ เดินกันนิดหนึ่งนะคะ”ยานพาหนะเริ่มชะลอความเร็ว

“ขอต้อนรับเข้าสู่บ้าน ช.ช้างชราค่ะ/ครับ”กวีณาและภากรประสานเสียง

สิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนโรงเรือนขนาดใหญ่ยกสูงจากพื้นเกือบสองก้าว ล้อมรอบด้านซ้ายและขวาด้วยรั้วไม้เตี้ยๆ โปร่งๆ หลังคาสังกะสีที่มุงไว้ค่อนข้างสูงคุ้มแดดและฝน ครอบครัวของธิปกยืนร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆ ที่มากันเป็นหมู่คณะ เป็นครอบครัวมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

“ผมอยากเห็นช้างตัวโตๆ จังเลยครับคุณพ่อ”มนพลฝาแฝดคนน้องเอ่ยกับผู้เป็นพ่อ

“พ่อก็อยากเห็นเหมือนกัน”

“เดี๋ยวจะยิ่งกว่าได้เห็นอีกค่ะ  วันนี้เราต้องทำกิจกรรมเกี่ยวกับช้างทั้งวันเลย”กวีณาโฆษณาชวนเชื่อ

“พี่สโนว์อย่าเพิ่งเฉลยสิครับ เดี๋ยวจะหมดสนุกไปเสียก่อน”ภากรหันมาดุลูกคู่

“มาถึงนี่แล้วนะนายซันนี่ ไปว่าพี่สโนว์เขามากๆ รอบหน้าไม่มีใครมาช่วยเพิ่มคะแนนเสียง มาช่วยจัดทริปแล้วอาจะสมน้ำหน้าให้”ทิพย์ฤทัยเตือนหลานชาย

“ผมขอโทษครับพี่สโนว์”เด็กชายตัวน้องๆ ลูกชายเดินมาเกาะแขนกวีณา

“ไปเตือนซันนี่ทำไมละปลาดาว”แม่ของเด็กชายฝาแฝดพูดไปยิ้มไป “ถ้าซันนี่ไม่มีคุณสโนว์สักคน รอบหน้าพี่จะได้จับพวกเราทั้งบ้านไปเที่ยวทะเลอีกไง”

ภากรเบ้ปากให้ให้มนิดา แม้จะไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งขัดอกขัดใจเหมือนกับอาสาวคนสุดท้อง แต่เรื่องเที่ยวทะเล เด็กชายเบื่อและเอียนกับเสียงคลื่น ฟ้าคราม

“ผมไม่เอาทะเลแล้วครับ ซันนี่จะดูช้าง”ไม่ทันขาดคำพูดของภากร เจ้าถิ่นตัวจริงก็ปรากฏกายขึ้นต่อสายตาทุกคน    

ช้างสี่เชือกที่มีทั้งตัวเล็ก ตัวใหญ่ล้อมโรงเรือนด้านหน้าเอาไว้ มหกรรมให้อาหารช้างก็เริ่มต้นขึ้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างผลัดกันยื่นหญ้า อ้อย ให้กับช้างแสนรู้ได้สัมผัสกันใกล้ชิด ทั้งกล้องและมือถือที่สามารถถ่ายภาพได้ถูกใช้งานเต็มที่ มาลาตีและฤทธิชัยที่ตั้งใจว่าจะอยู่เฉยๆ มองหนุ่มสาวมีความสุขยังเข้ามาร่วมวงให้อาหารช้าง ผ่านไปเกือบสามสิบนาทีถึงเข้ามาสู่พิธีการเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ของสถานที่เข้ามาอธิบายให้คนรู้จักมูลนิธิและโครงการบ้าน ช.ช้างชรามากขึ้น แม้จะมีเสียงพูดคุยจากเด็กๆ แต่ผู้ใหญ่หลายคนต่างตั้งใจฟัง หยุดการเคลื่อนไหวสนุกสนานเฮฮา ลูกช้างตัวเล็กเหมือนยังไม่อิ่มจากอาหารอร่อยส่งเสียงร้องเรียกทุกคน เมื่อเห็นว่ายังไม่ได้รับความสนใจใดๆ งวงเล็กๆ ก็ดูดฝุ่นทรายขึ้นมาจากพื้นก่อนพ่นใส่ทุกคนที่อยู่ในโรงเรียน เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

ถัดจากนั้น ทุกคนก็ได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ของช้างอาวุโสอย่างเต็มรูปแบบ กิจกรรมถัดมาก็คือการลงมือปลูกข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารให้กับช้าง พื้นดินโล่งๆ สุดลูกหูลูกตาทำการเตรียมดินและยกร่องเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการขุดหลุมกลบฝังเมล็ดข้าวโพด

จอบและเสียมถูกแจกจ่ายให้กับแรงงานผู้ชาย ส่วนเมล็ดข้าวโพดถูกแจกจ่ายให้กับเด็กๆ และผู้หญิง

“คุณฤทธิ์จะร่วมกับเขาด้วยหรือคะ”มาลาตีทักท้วงคู่ชีวิต เมื่อเห็นฤทธิชัยเลือกจอบและเสียมเช่นเดียวกับผู้ชายคนอื่นๆ

“ก็ร่วมด้วยช่วยกันไป คนชราก็ช่วยช้างชราด้วยสิ”

“คุณก็...”มาลาตียิ้มหวานให้สามี กางร่มให้อีกฝ่าย “ผู้หญิงชราอย่างฉันก็ต้องมาช่วยผู้ชายชราอย่างคุณเหมือนกัน”

“คู่นี้หวานกันจริงเชียว ปลาดาวละอิจฉาคุณพ่อกับคุณแม่”ทิพย์ฤทัยฝันไปไกล

ลูกสาวคนสุดท้องจับกลุ่มอยู่กับบุพการี กลุ่มของครอบครัวมนิดา และกลุ่มของธิปกอยู่ถัดๆ กันไป กิจกรรมส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับการดูแลช้างอาวุโสที่มีสภาพร่างกายแตกต่างกันไปซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาด้านใดด้านหนึ่งของร่างกายทั้งที่เกิดมาจากการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม การเสื่อมสภาพไปตามวัย

กิจกรรมสุดท้ายซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษสุดของที่นี้ สร้างความตื่นตาให้กับทุกคน

“คุณปกอาบน้ำช้างไหมคะ”กวีณาเชิญชวน “ผู้ชายตัวโตอย่างคุณปกขึ้นช้างไปควาญคนเดียวได้เลยนะคะ”

“ไม่ดีกว่า...”ธิปกส่ายหน้า ลมเย็นๆ ที่กลมเกลียวไหลวนผ่านแม่น้ำกว้างใหญ่ตรงหน้า
เย็นตัวแต่ไม่เย็นที่ใจ

“ถ้าอย่างนั้นสโนว์กับซันนี่ขอไปอาบน้ำให้ช้างนะคะ”กวีณาบอกเล่า ไม่ต้องรอคำอนุญาต หญิงสาวกับเด็กชายก็ฝากเป้สะพายหลังส่งให้ชายหนุ่ม ตรงดิ่งไปยังห้องน้ำเปลี่ยนชุดให้พร้อมเล่นน้ำกับช้าง

ธิปกสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เดินไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ สิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนระเบียงบ้านเอาไว้นั่งเล่นค่อนข้างใหญ่ สูงระดับเดียวกับช้างตัวโต ไร้รั้วรอบขอบชิด ทิวทัศน์ตรงหน้าคือแม่น้ำกว้าง ชายหนุ่มคาดคะเนจากสายตามองเห็น น้ำน่าจะลึกและเชี่ยว

ใช้เวลาไม่นานนัก กวีณาและภากรก็ตามมาสมทบ

“แน่ใจหรือซะนี่ว่าจะขี่ช้างไปช่วยเขาอาบน้ำ ช้างคอหักพอดีน้ำหนักตัวเรา”ทิพย์ฤทัยขยับปากพร้อมถ่ายภาพไม่ยั้ง

“แน่ใจสิ ช้างตัวออกจะโต ผมอะกลายเป็นนกจิ๊บไปเลย คุณอาปลาดาวอย่ามาขู่ผมซะให้ยาก”
กวีณากับภากรโดนจับใส่เสื้อชูชีพเพื่อป้องกันความปลอดภัย ชี้ชวนกันให้ดูคนที่ขี่ช้างก่อนหน้าตัวเอง

“ผมอยากมีสายวัดอยู่ในมือตอนนี้จังเลยครับ จะจับคุณช้างวัดตั้งแต่หัวจรดเท้า”

“สายวัดต้องใหญ่มากๆ แน่เลยค่ะ”กวีณาส่งแว่นตาให้ธิปกที่ยืนอยู่ข้างๆ กัน “คุณปกเป็นอะไรหรือเปล่าคะ หน้าซีดๆ”

“ไม่เป็นไร อากาศมันคงร้อน”

“อากาศร้อนหรือคุณพ่อกำลังกลัว...”ภากรยักคิ้วหลิ่วตา

“ลูกผู้ชาย เรื่องแค่นี้...”ธิปกยักไหล่

เรื่องแค่นี้ของคนอื่นแต่เหมือนจะหนักหนาสาหัสสำหรับเขา
แล้วก็มาถึงคิวของกวีณากับภากร เด็กชายโบกมือให้ครอบครัว

“เดี๋ยวแฟ้บกับฟูตามพี่มานะ พี่ทำเป็นตัวอย่างให้ดูก่อน”

บนช้างตัวโตที่อายุเกือบหกสิบปีมีควาญช้างนั่งอยู่ด้านท้ายสุด ภากรนั่งหน้า ตามมาด้วยกวีณา

“ขนบนตัวช้างแข็งมากเลยนะครับ ผมนึกว่ามันจะนิ่มกว่านี่สะอีก”เป็นประโยคยาวๆ ประโยคเดียวที่ภากรได้เอ่ยปากพูด ก่อนที่คุณป้าช้างที่เด็กชายต้องอาบน้ำให้จะกระเด้งหน้ากระเด้งหลัง พ่นน้ำ ยอกเย้าให้คนที่อยู่บนหลังใจหายใจคว่ำ

ไม่ช้าไม่นานศุภชัยและลูกชายฝาแฝดคนเล็กก็ตามมา

พี่ชายกับน้องชายส่งเสียงทักทายกันเจี๊ยวจ๊าวข้างหลังช้างราวกับไม่ได้เห็นหน้ากันมานานชาติเศษ

ธิปกทำหน้าที่ถ่ายภาพเคลื่อนไหว ทิพย์ฤทัยทำหน้าที่ถ่ายภาพนิ่งอยู่ไม่ห่างจากพี่ชายนัก ฤทธิชัยและมาลาตีช่วยกันลุ้นหลานชายสองคนที่อยู่ในน้ำ

“แฟ็บคิดไม่ออกเลยครับคุณแม่จะตามน้อยลงไปดีหรือเปล่า”ฝาแฝดผู้พี่ทบทวนไปมา

“คิดเร็วๆ หน่อยสิครับ แม่พร้อมทุกเมื่อ”มนิดากระตือรือร้นอยากลงเล่นน้ำร่วมกันกับช้างเช่นเดียวกับสามี

“พี่ปก...พี่ปกเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”ทิพย์ฤทัยลดกล้องถ่ายภาพในมือลง สังเกตเห็นว่าพี่ชายตัวซีดมือไม้สั่น

“ท่าทางจะอาการเดิมกำเริบ”มนิดาบ่นเบาๆ

“ยังไม่ห่างอีกเหรอคะนี่ น้ำแค่นี้เอง สะพานก็...”

“อย่าเพิ่งพูดมากยัยปลาดาว ขอยาดมจากแม่มาให้พี่หน่อย”ชายหนุ่มหยุดการถ่ายภาพ แผ่นน้ำกว้างใหญ่ตรงหน้าชวนให้นึกถึงวัยเยาว์ วันวานที่เขายังเป็นเพียงเด็กชายตัวกลมหน้าตาท่าทางคล้ายกับภากรตัวนี้ สุนัขที่ดูเหมือนจะตัวไล่เลี่ยกันชนเขาตกจากสะพานไม้ไผ่แคบๆ ที่สูงพ้นจากน้ำไม่ถึงฝ่ามือ

โชคดีที่มือด้านหนึ่งคว้าสะพานเอาไว้ได้ แต่โชคร้ายเมื่อเด็กชายธิปกในตอนนั้นไม่สามารถดึงตัวเองให้ขึ้นมาได้ ร้องเรียกให้คนช่วยอยู่นานนับชั่วโมง

ชายหนุ่มไม่ชอบทั้งแม่น้ำและสะพาน รวมถึงสัตว์ตัวใหญ่โต

ทิพย์ฤทัยรวบรวมยาหม่อง ยาหอมจากคนเป็นแม่ ปรนนิบัติพัดวีให้พี่ชาย

“ผมไม่ลงน้ำแล้วดีกว่าครับแม่ ผมอยู่ดูแลคุณลุงดีกว่า”ศุภโชคหาทางออกให้ตัวเอง

“จริงหรอ”มนิดายิ้มรู้ทันลูกชายคนโต

หน้าที่การถ่ายภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวตกไปอยู่ที่ผู้ชราสองคนที่คุยกันกระหนุงกระหนิง
ลืมวัย!

หลังจากการอาบน้ำพร้อมกันทั้งคนและช้าง คนก็ต้องไปอาบน้ำจริงๆ จังๆ ขัดสีฉวีวรรณ กว่ากวีณากับภากรจะกลับมารวมกับคนในครอบครัว อาการของธิปกก็ดีขึ้นมากจนไม่ต้องพึ่งยาดม ยาหม่อง เพียงออกห่างไกลจากแม่น้ำ ระบบการหายใจและความรู้สึกก็กลับมาสู่ปกติ แต่ก็ยังไม่พ้นจากสายตาของกวีณา

“คุณปกดูหน้าซีดๆ นะคะ เป็นอะไรหรือเปล่าเอ่ย”
คนโดนถามทำหน้านิ่งไม่พูด มนิดากับทิพย์ฤทัยมองหน้ากันไปมายิ้มๆ ขบขันนักกับอากัปกิริยาของพี่ชาย

“พี่สโนว์ไม่รู้เหรอคะ...พี่ปกกลัวน้ำ”ทิพย์ฤทัยพูดไปหัวเราะไป

“ยัยปลาดาว”ธิปกหลับตาลง
น่าอายไม่ใช่น้อย ที่ผู้ชายอย่างเขากลัวเรื่องอะไรเล็กน้อย สามัญธรรมดาแบบนี้

“ไม่ใช่แค่น้ำนะคะที่พี่ปกกลัว พี่ปกกลัวสะพานไม้ สะพานข้ามคลองด้วยค่ะ”น้องสาวคนสุดท้องไม่หยุดพูดง่ายๆ

“ตายจริง สโนว์ไม่เคยทราบมาก่อนเลยค่ะ”สองสาวคุยกันเหมือนไม่มีธิปกยืนอยู่ตรงนี้ “ซันนี่ต้องรู้แน่ๆ เลย ทำไมซันนี่ไม่บอกพี่สโนว์ ที่พักพี่จองไว้...”

“พี่สโนว์อย่าเพิ่งเฉลยสิครับ”ภากรร้องห้ามเสียงดังลั่น “ลูกผู้ชายก็ต้องมีผจญภัยกันบ้างจริงไหมครับคุณพ่อ”ลูกชายหันไปยักคิ้วหลิ่วตาหาบิดาบังเกิดเกล้า ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้กับทิพย์ฤทัย

น้อยครั้งนักที่หลานชายจะญาติดีกับอาสาวคนสุดท้อง
มาลาตียกพัดประจำตัวขึ้นสูงปิดบังรอยยิ้มและนัยน์ตาแพรวพราวของตัวเอง
เบื้องหลังย่อมมีเบื้องหลังกว่า...
แม้จะไม่ใช่เป็นผู้เลือกแต่เธอก็ “ดู”คนไม่ผิดจริงๆ
ตอนนี้เพียงแค่รอเวลา รอฟังข่าวดี


ที่พักที่กวีณาและภากรช่วยกันเลือกปรากฏต่อสายตาทุกคน กวีณาได้ยินเสียงโห่หิ้วผิวปากจากคนโน้นคนนี้ ส่วนหนึ่งจะส่งเสียงเพราะความพอใจและกำลังยั่วล้อพี่ชายคนโตของบ้าน

ห้องพักแทบจะทั้งหมดเป็นบ้านพักลอยน้ำหลายขนาด เส้นทางสัญจรไปมาในที่พักเป็นสะพานไม้กว้างและแข็งแรงมากพอให้รถขนส่งขนาดเล็กผ่านไปได้

“คุณปกจะอยู่ได้ไหมคะนี่”กวีณาหน้าเสีย เธอกับภากรถูกใจที่พักแห่งนี้ตั้งแต่แรกเห็นไม่คิดว่าจะมีคนไม่ถูกใจ

“อย่ากังวลไปเลยสโนว์ที่พักสวยมาก ผมไม่ได้กลัวน้ำ กลัวสะพานเท่าไหร่หรอก แค่ไม่ค่อยชอบ”ชายหนุ่มส่งสายตาดุไปทางลูกชาย น้องสาว “อย่าใส่ใจคำพูดเวอร์ๆ ของพวกนั้นให้มาก”

“พวกนั้น”หันไปสุมหัวหัวเราะกันคิกคัก

“ถ้าไม่มีใครกลัว แม่ว่าเรารีบเข้าที่พักกันก่อนเถอะจ๊ะ คุณพ่อเหนื่อยมากแล้ว”มาลาตีควงแขนคู่ชีวิต

“คุณฤทธิ์กับคุณมาลาตีขึ้นรถกอล์ฟดีกว่าค่ะ ที่พักเราอยู่ลึกด้านในสุดเลยค่ะ”กวีณาออกความคิด

“ไม่ดีกว่าหนูสโนว์”ฤทธิชัยส่ายหน้าปฏิเสธ”ฉันเดินเล่นกินลมชมวิวกับคุณมาลาตีดีกว่า”

“พี่สโนว์ลองชวนพี่ปกดีกว่าคะ พี่ชายปลาดาวน่าจะอยากนั่งรถมากกว่าคุณพ่อ”

ธิปกไม่ฟังเสียงยั่วล้อจากน้องสาว เดินลิ่วๆ นำหน้าทุกคนในครอบครัว ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ข่มทุกความกลัวเพื่อให้สามารถประคองตัวเองไปได้ตลอดรอดฝั่ง

เด็กชายสามคนแข่งกันวิ่งเล่นจากท้ายสุดขบวนเปลี่ยนเป็นนำหน้า ในจังหวะที่ลูกชายกำลังแซงหน้า ไขมันบนเนื้อตัวของภากรกระแทกเข้าไปที่เนื้อตัวของผู้เป็นพ่อเต็มแรง ธิปกผวาเฮือกความหวาดกลัวจับจิตจับใจจนเกือบจะหน้ามืด ถ้าไม่ได้มือเล็กๆ มาสอดแขนเกาะกุมเขาเอาไว้ให้ได้สติ

“เดินไปด้วยกันค่ะ”กวีณาส่งยิ้มให้อีกฝ่าย กลั้นใจเกือบตายที่จะไม่ยิ้ม ไม่เยาะเย้ยคนไม่กลัว “เดินไปบนเส้นทางของเรา”

ธิปกมองสะพานไม้สีน้ำตาลเข้มต่อๆ กัน สายน้ำกว้างใหญ่ที่ไม่กล้าหยั่งคะเนความลึก


ทุกสิ่งยังเป็นเหมือนเดิม แต่เมื่อควงแขน จับมือกันเดินไปกับกวีณาแบบนี้ ความน่ากลัวในใจเบาบางจนเหลือเกือบจะเป็นศูนย์

“ถ้ามันเป็นเส้นทางของเราจริงๆ”ธิปกกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ผมขอพื้นดินเยอะกว่านี้หน่อยก็ดีนะครับ”

กวีณาอมยิ้ม

บ้านพักลอยน้ำฝาแฝดมีทางเดินเชื่อมต่อกัน พื้นที่หน้าบ้านเป็นสัดเป็นส่วนแยกห่างจากบ้านหลังอื่นๆ อาหารมื้อแสนอร่อยทานแกล้มกับผืนน้ำ ผืนฟ้าและสายลมเย็น ของหวานที่เป็นผลไม้หลายชนิดที่ทานได้แบบสดๆ หรือจะปรุงแต่งเป็นลอยแก้วเมื่อเติมน้ำเชื่อมกับน้ำแข็ง

ภากรเล่านิทานหลังจากท้องตัวเองอิ่ม
นิยายวันนี้ว่าด้วยเรื่องพี่ชายขี้ขลาดสอดคล้องกับเรื่องจริง คนจริงๆ
ธิปกและศุภโชคซึ่งมีตำแหน่งเป็นพี่ชาย ไม่อาบน้ำกับช้างด้วยกันทั้งคู่

“แฟ็บครับ...เรามาจับมือร่วมกันหน่อยไหมครับ”ธิปกเชิญชวนหลานชายฝาแฝดคนโต

“ทำอะไรหรือครับลุงปก”

“จับพี่ซันนี่ถ่วงน้ำ”

เด็กชายตัวน้อยพยักหน้าก้าวเดินสามขุมไปพร้อมกับธิปกตรงไปหาภากร
หวังจับนักเล่านิทานถ่วงน้ำ
เกือบสี่ทุ่มทั้งหมดถึงแยกย้ายสลายตัว

“ซันนี่ง่วงหรือยัง”มาลาตีดักทางหลานชายคนโต “คุณปู่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แล้วยังอยากฟังนิทาน”

“อยากฟังนิทาน”ฤทธิชัยทวนคำพูดของชีวิต สบสายตากันส่งผ่านความนัยน์ “คืนนี้ปู่อยากฟังนิทานของซันนี่สักสิบเรื่อง”

“จัดไปครับคุณปู่ สิบเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก”หลานชายโอ่

หลานชายอาจจะเป็นนักเล่านิทานแต่คุณย่าเป็นทั้งผู้เขียนบทและกำกับการแสดง
แค่เพียงเท่านี้ธิปกกับกวีณาก็ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง


3
กวีณาตื่นสายกว่าทุกวัน สองวันที่ผ่านมา หญิงสาวผจญภัยอยู่กับการเป็นอาสาสมัครพาผู้อาวุโสและเด็กกำพร้าเที่ยวทะเลร่วมกัน ทุกคนสนุกสนานร่าเริงสมกับที่เธอต้องเลือดตาแทบกระเด็นต่อรองเจรจากับโรงแรมนับสิบแห่ง สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่มักจะมีนักท่องเที่ยวใช้บริการมากมายจนไม่คิดจะง้อใคร หญิงสาวใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมเปียกชื้นไม่สนใจใยดีมันสักเท่าไหร่ ตั้งใจจะใช้ชีวิตช้าๆ ขี้เกียจแบบนี้ไปตลอดทั้งวัน

พักผ่อน
พักเอาแรงเตรียมตัวเอาไว้สำหรับงานต่อไป
การพาคนสองช่วงวัยมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาพร้อมกันได้ผลดีทีเดียวในด้านของการเยียวยาจิตใจ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หมายเลขบนหน้าจอไม่คุ้นตา ไม่มีการบันทึกเอาไว้

“สวัสดีค่ะ”กวีณาคาดเดาว่าน่าจะเป็นอาสาสมัครหรือมูลนิธิใดสักแห่งที่ส่งเบอร์เธอต่อๆ กันมา “คุณมาลาตีปวดท้องนะคะ ได้ๆ ค่ะ ไม่เกินยี่สิบนาทีสโนว์น่าจะไปถึง”

หญิงสาวจัดการกับตัวเองอย่างเร็วๆ ลืมสิ้นตรรกะเหตุผล แม่ของธิปกร้องโอดโอยอยู่ปลายสาย แทนที่มาลาตีจะโทรศัพท์หาลูกๆ หรือโรงพยาบาล แต่ผู้อาวุโสกลับเลือกจะโทรศัพท์หาเธอ

คนนอกครอบครัวที่เพิ่งจะรู้จัก

กวีณาใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีไปถึงบ้านธิปก บ้านฝาแฝดหลังใหญ่สองหลังที่ตั้งอยู่อาณาเขตรั้วเดียวกันเงียบสงบต่างจากวันที่เธอมาค้างแรม คนป่วยแต่งตัวสวยด้วยผ้าไทยๆ นั่งรอเธออยู่ก่อนแล้วคุณมาลาตีสวยงามเพียงเครื่องแต่งกายแต่ใบหน้าซีดเซียวปราศจากสีสัน  หญิงสาวรีบประคองอีกฝ่ายขึ้นรถ ขอโทษขอโพยผู้ใหญ่ในความคับแคบของยานพาหนะ นิสสันเอ็นวีสีขาวค่อนข้างเล็กอยู่แล้ว แถมยังมีอุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์สันทนาการมากกว่ายามปกติ


“อย่าหาว่าฉันสอดรู้สอดเห็นเลยนะ”มาลาตีรับรู้ข้อมูลข่าวสารของหญิงสาวมาครบถ้วน เพียงต้องการทวนซ้ำให้แน่ชัด

ก่อนจะจับตัวตีตราจองต้องมั่นใจว่ากวีณามีดีจริง ไม่ได้เสแสร้งหรือปรุงแต่ง

“ถามมาได้เลยค่ะ”กวีณาหันกลับมามองมาลาตีเพียงแวบเดียว ก่อนมุ่งมั่นกลับถนนหนทางข้างหน้า โชคดีที่โรงพยาบาลประจำตัวมาลาตีอยู่ไม่ไกลนัก ซ้ำเธอยังทราบเส้นทาง

“ธิปกซื้อรถคันนี้ให้เธอ”

“ใช่ค่ะ คุณปกซื้อให้”โบนัสชิ้นแรกในการทำงาน “พิเศษ”

“แล้วทำไมเธอไม่เลือกให้มันใหญ่โต หรูกว่านี้สักหน่อย”มันไม่ใช่เพียงคับแคบ ยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทันสมัยใดๆ

“ไม่ไหวคะ สโนว์อยากให้มันบรรทุกของได้เยอะสักนิด ถ้าตัวใหญ่กว่านี้คงเลือกรถกระบะแล้วค่ะ แต่นั้นก็ใหญ่เกินไปขับไม่ไหว”กวีณาส่ายหน้า ยิ่งบรรจุได้เยอะ หญิงสาวก็ยิ่งมั่นใจว่าตัวเองก็จะขนข้าวของเยอะตามไปด้วยจนท้ายที่สุดไม่มีปัญญายกข้าวของลงมา

“เล่มนี้เอาไว้หลอกเด็กหรือจ๊ะ”มาลาตีหยิบจับสมุดเล่มบางๆ ที่มีการ์ตูนตาหวานตัวโตอยู่เต็มพื้นที่

“หลอกให้เด็กๆ ได้ระบายสีค่ะ...ได้ฝัน”

“เธอไม่ได้ทำงานประจำ”

“อยากทำงานประจำเหมือนกันค่ะ แต่แค่เป็นอาสาสมัครประจำคุณปกยังไม่ยอมให้ทำเลย”

“ลูกชายฉัน...ปกเผด็จการขนาดนี้เลยหรือ”มาลาตีกำหมัด ไม่เคยมีสักวันที่สอนลูกให้กระทำกับเพศเดียวกันไม่ให้เกียรติ “สโนว์อย่าไปยอม หนูรู้ไหมช้างนี่มันขับเคลื่อนด้วยเท้าหลัง ช้างเท้าหลังมีอำนาจยิ่งกว่าช้างเท้าหน้า”

ยิ่งพูดของยิ่งขึ้น...
กวีณาอมยิ้มอยากบอกผู้อาวุโสนัก
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับธิปกไม่ใช่คู่รัก คู่ชีวิตจึงไม่มีใครเป็นช้างเท้าหน้า เท้าหลัง
มีเพียงช้างกับควาญช้าง   

“คุณมาลาตีหายปวดท้องแล้วเหรอคะ”หญิงสาวขมวดคิ้ว

“ยังปวดท้องอยู่เลย แต่ฉันจำเป็นต้องกดข่มความรู้สึกเอาไว้ไม่อยากให้เธอต้องตกใจ”ผู้อาวุโสโบกพัดและหนังสือในมือวุ่นวาย เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่สมบทบาท

“อดทนไว้นะคะ เดี๋ยวสโนว์เหยียบคันเร่ง เร่งความเร็วอีกหน่อยดีกว่า”

“ช้าๆ ก็ได้เธอ โบราณว่าช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม”มาลาตีปราม ใช้สองมือกุมท้องตลอดระยะทาง สายตาแอบมองตุ๊กตาญี่ปุ่นบนหน้ากระดาษ

ไม่ได้เสริมแต่ง ไม่มีสีสันบนใบหน้าใดๆ
เพื่อความสมจริง มาลาตีไม่ทำแม้กระทั่งดัดขนตา

กวีณาโล่งอก โรงพยาบาลประจำครอบครัวอำนวยความสะดวกสบายทุกประการให้มาลาตี และเหมือนจะตรวจละเอียดถี่ถ้วนเพราะฝ่ายนั้นหายไปในห้องตรวจเกือบครึ่งชั่วโมง เธอมีบทบาทหน้าที่สำคัญเพียงนั่งรอรับยา คุยกับแพทย์ที่ทำการรักษานิดหน่อย

หญิงสาวไม่ทันได้สังเกต
มาลาตีออกมาจากห้องตรวจด้วยใบหน้าที่มีสีสันจากเครื่องสำอาง

“ค่อยยังชั่วค่ะ แค่อาหารเป็นพิษไม่กระทบกระเทือนอวัยวะภายใน”กวีณาถือถุงกระดาษเล็กๆ ในมือ

“เฮอ...ฉันยังต้องมาหาหมออีกตั้งสองรอบ”คนแต่งหน้าสวยแสร้งทำสีหน้าเบื่อหน่ายโลก

“เดี๋ยวสโนว์มาเป็นเพื่อนค่ะ”

“เธอสะดวก”

“สะดวกค่ะ มาได้สองครั้งเลย”ชีวิตผู้หญิงของธิปกแสนจะว่างงาน

มาลาตียื่นกระดาษนัดหมายส่งให้ว่าที่ลูกสะใภ้
ดีใจที่ไม่ต้องเกลี่ยกล่อมกันนาน

“วันนี้ ฉันขอเลี้ยงข้าวเธอเป็นการตอบแทน”

“แต่ว่า แต่”กวีณาโบกมือ

“อย่าปฏิเสธเลยจ๊ะ เรื่องแค่นี้เล็กๆ น้อยๆ”

“คือ...สโนว์”หญิงสาวยิ้มเขินๆ “ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องกินค่ะ หิวเหมือนกัน เพียงแต่หมอให้คุณมาลาตีทานอาหารได้แล้วหรือคะ”

ผู้อาวุโสอมยิ้ม รอบตัวกวีณาฉายชัดรังสีแห่งความสุข แม้จะไม่ใช่รุ้งงามเจ็ดสีหรือเป็นทองอร่าม
   
คนป่วยบอกทางซ้ายขวาให้สารถีนำพารถคันน้อยไปตามทาง ร้านอาหารเล็กๆ ที่ขายเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ ปรุงแต่งน้อยๆ ตามรสนิยมของกวีณาก็ปรากฏขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงอาหาร หญิงสาวยังถูกใจกับชิ้นงานโครเชต์ประดับอยู่ตรงส่วนนั้น ส่วนนี้ของร้าน อย่างเช่น ผ้าม่าน ที่รองแก้ว รองแจกัน พื้นที่ใช้สอยที่มีไม่มากนักตกแต่งด้วยบรรยากาศให้ใกล้เคียงกับการทานอาหารอยู่ในบ้าน กินข้าวพร้อมกับครอบครัว

“อร่อยมากเลยค่ะ”กวีณาเงยหน้าจากจานที่เห็นเพียงแต่สีเขียวเข้ม เขียวอ่อนของสารพัดผัก ก่อนต้องแปลกใจกับท่าทีของมาลาตี ฝ่ายนั้นทำเหมือนเขี่ยไปเขี่ยมา หน้าตาเหมือนป่วยเสียยิ่งกว่าตอนอยู่ที่โรงพยาบาล “คุณมาลาตีเหมือนจะไม่ชอบอาหารแบบนี้”

“หนูสโนว์ทำไมพูดแบบนี้ ฉันชอบมาก ร้านนี้เพื่อนๆ ฉันทุกคนเชียร์ให้มาทานให้ได้เลยนะ”ผู้สูงวัยพยายามทำหน้าปลาบปลื้มสุดชีวิต “สมกับคำร่ำลือ”ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มต้นข่าวลือ

หลอกลวงประชาชนมาก
มาลาตีฝืนใจใช้ส้อมจิ้มแครอทหั่นฝอยเข้าปาก เลิกฝากความหวังกับน้ำจิ้ม น้ำสลัด
ร้านนี้ทำอาหารได้รสชาติจืดเท่าเทียมกันหมด

แม้จะไม่ได้กินอาหารรสเผ็ดจัดเหมือนลูกชายคนโต แต่ผู้เป็นแม่ก็คาดหวังรสชาติอร่อยถูกใจจากทุกมื้ออาหาร มาลาตีมุ่งมั่นกลับบ้านเมื่อไหร่เธอจะสั่งพิซซ่าสี่ถาด
ล้างปากจากอาหารมื้อนี้

มาลาตีกล้ำกลืนฝืนเอาความจืดเข้าสู่ปากจนหมดจาน

“คุณมาลาตีรับของหวานอะไรดีคะ”

“อายุเยอะมากแล้วจ๊ะ  ไม่ค่อยอยากทานอะไรหวานๆ”มาลาตีคิดถึงไอติมรสมะม่วงทานกับข้าวเหนียวหวานมัน “หนูสโนว์ทานเถอะจ๊ะ”

“น้ำคะน้าแก้วหนึ่งละกันค่ะ”

มาลาตีกลั้นหายใจ น้ำคะน้ายังไม่ทันมาเสิร์ฟ ผู้อาวุโสก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นเหม็นเขียวลอยมาจากครัว นึกอยากวิ่งหนีไปจากตรงนี้โดยเร็ว

กลั้นใจ!

ดำเนินการต่อตามแผนต่อไป

“ลายคล้ายๆ กับผ้าคลุมไหล่ที่ปกกับซันนี่ให้ฉันเมื่อคืนที่เจอกับสโนว์ครั้งแรกเลย”มาลาตีหลับหูหลับตาจิ้มมั่วๆ ไปที่แผ่นถักโครเชต์สีขาวรองแจกันใส่ดอกไม้   

แม้จะสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวร้านขายผ้าใหญ่ในตลาดพาหุรัดแต่มาลาตีไม่มีฝีมือใดๆ เรื่องแบบนี้ติดตัว

“คล้ายๆ ค่ะ หายากมากแล้วนะคะที่จะถักเอง ตอนนี้เห็นแต่แบบที่ใช้เครื่องจักร”กวีณาเพ่งพินิจ

“สโนว์เก่งนะ ถักผ้าคลุมไหล่ให้ฉัน ถักหมวกให้ปกกับซันนี่”

“ไม่เก่งเท่าไหร่หรอกคะ เพิ่งมาหัดถักไม่นานมานี่เอง พอดีมูลนิธิช่วยเหลือสังคมหนึ่งเขาขาดแคลนคนถักหมวก ถักผ้าพันคอ มีแต่คนบริจาคไหมพรหมก็เลยไปได้วิชามา”

“ฉันก็อยากทำโครงการบริจาคหมวก ผ้าพันคออะไรแบบนี้เหมือนกัน เธอสนใจร่วมงานกับฉันไหม”

“สนค่ะสน ถ้าเป็นเรื่องอาสาสมัครสโนว์สู้ตาย”หญิงสาวตาโต

“ดีเลยจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นเริ่มงานร่วมด้วยช่วยกันตั้งแต่วันนี้เลยนะ”

“ได้ค่ะ ตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้ สโนว์อยู่ว่างๆ อยู่แล้ว”หญิงสาวฉีกยิ้มกว้าง
ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเพิ่งกระโจนลงไปในหลุมขนาดใหญ่ที่มาลาตีดักวางเอาไว้
   

กวีณามือไม้อ่อนหมุนพวงมาลัยเข้าสู่อาณาเขตที่คุ้นเคยแต่ไม่นึกอยากจะกลับมาเยือนมันอีก ตั้งแต่วันที่รับงานพิเศษจากธิปก เธอก็ไม่เคยอยากมาวุ่นวายกับงานปกติที่ตัวเองเคยทำ

ความสัมพันธ์บิดๆ เบี้ยวๆ กับธิปกเป็นเรื่องจริง แต่ความตั้งใจดีๆ ของเธอเป็นเรื่องจริงมากกว่า
มากเสียจนไม่อยากถูกมองด้วยสายตาแปลก คำพูดซุบซิบนินทาให้เหนื่อยให้หนักหัวใจ

“เราต้องมาเริ่มงานกันที่นี้หรือคะ”กวีณาสอบถามเพื่อความแน่ใจ

“ที่นี่แหละจ๊ะ วันนี้นัดประชุมกันรอบแรก สโนว์ไม่ต้องกลัวว่าจะตามคนอื่นเขาไม่ทัน”

“สโนว์ไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลยค่ะ สโนว์แค่”จะบอก “แม่”อย่างไรดีว่าเธอไม่อยากพบหน้าลูกชายของท่าน
ลางสังหรณ์บอกว่าธิปกจะไม่พอใจแน่ๆ

รถคันน้อยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทเมื่อเห็นว่าคนที่นั่งข้างคนขับเป็นใคร

“ถ้าเรื่องนายปก หนูสโนว์ไม่ต้องกังวลใจ ฉันโทรเช็คกับพุดซ้อนแล้ว วันนี้เจ้านายกับลูกน้องคู่นี้จะไม่อยู่ออฟฟิศ ไม่มีใครมาขัดขวางงานของเราได้”

กวีณาอมยิ้ม นึกอยากถอนหายใจยาวๆ โล่งอก

“ส่วนเรื่องคนอื่นๆ”มาลาตีเดาใจว่าท่าลูกสะใภ้ “ฉันคิดว่าสโนว์มั่นคงมากพอที่จะไม่ฟังพวกปากหอยปากปูเม้าท์กันเรื่องไร้สาระ ถอนตัวหนีหายไปจากการช่วยคนอื่น ไปจากงานนี้”

“ไม่ได้มั่นคงขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่เพียงสโนว์มั่นใจว่าไม่ได้ทำผิดคิดร้ายต่อใคร”

“พร้อมลุยไปกับฉัน”

“พร้อมค่ะ”   

หญิงสาวปลอดโปร่งโล่งใจอยู่ได้เพียงครู่เดียว ผู้ชายที่ยืนคอยรอต้อนรับเธอกับมาลาตีสร้างความหนักใจไม่แพ้กับธิปก
กวีณาเกือบจะลืมไปแล้วว่าชลชาติทำงานอยู่ที่นี้
ต่างคนต่างก้าวถอยหลัง อยู่ห่างกันออกไปเพื่อจะมองกันและกันชัดเจนยิ่งขึ้น


เหมือนจะมองเห็นกันชัดเจนมากขึ้นไปอีกเมื่อเริ่มต้นการประชุม กวีณานั่งตรงข้ามกับชลชาติที่รับหน้าที่เป็นผู้จัดการวงประชุมและเจ้าของผู้รับผิดชอบโครงการนี้ ถัดจากชลชาติก็มีหนุ่มๆ สาวๆ อีกสี่คนขนาบข้างชายหนุ่มเอาไว้ กวีณารู้จักแค่เพียงทิพย์ฤทัย มาลาตีนั่งฝั่งเดียวกับตัวเธอ

โครงการเพื่อสังคมของบริษัทครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากสองทาง ทางแรกคือจากตัวมาลาตีที่ในระยะหลังๆ มักจะมีคนมาขอบริจาค เชิญชวนให้ร่วมงานการกุศลในฐานะมารดาของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จลำดับต้นๆ อีกทางก็คือมักจะมีองค์กร บริษัททำโครงการในลักษณะเดียวมาขอส่วนลดพิเศษสินค้า อุปกรณ์กีฬาแลกกับการขึ้นโลโก้ในป้ายประชาสัมพันธ์ สื่อโฆษณา มากเสียจนชลชาติที่กุมบังเหียนด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์อยากทำมันเอง

โครงการที่แรกเริ่มเดิมทีจะบริจาคอุปกรณ์การกีฬาเป็นหลักให้กับโรงเรียนที่ห่างไกล สิ่งอื่นๆ ขยับขยายใหญ่โตในวงประชุม ทุกคนเห็นดีเห็นงามไปกับความคิดของมาลาตี

“ร่างกายต้องแข็งแรงถึงจะเล่นกีฬาได้ ฉันอยากบริจาคพวกเสื้อผ้า หมวกไหมพรมด้วย รู้นะ...ว่ามีคนทำกันเยอะแล้วแต่มันก็ยังไม่น่าจะพอ อากาศวิปริตแปรปรวนขึ้นทุกวัน”

“ดีนะครับ...การขอความร่วมมือกับคู่ค้าอื่นหรือสื่อต่างๆ ก็น่าจะง่ายขึ้น”ชลชาติพยักหน้า

“ปลาดาวเห็นด้วยนะคะแต่น่าจะมีสิ่งอื่นมากระตุ้นให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันถัก...”ทิพย์ฤทัยครุ่นคิด “เช่น ใครบริจาคหมวกไหมพรมห้าใบก็รับเสื้อกีฬา”หญิงสาวที่เป็นน้องใหม่ล่าสุดในทีมแสดงความคิดเห็น “สิบใบรับเป็นเชือกกระโดด”

ผู้ร่วมเข้าประชุมต่างเห็นด้วย
วิธีการของทิพย์ฤทัยได้ประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัท ได้ระบายสินค้าบางอย่างที่ค้างอยู่ในสต็อก

กวีณาเข้ามาพัวพันกับเรื่องราวเพราะเป็นคนเดียวที่พอจะฝีมือเรื่องงานเย็บปักถักร้อยและทำงานอาสาสมัคร หญิงสาวอยากให้โครงการนี้เริ่มตั้งแต่คนในบริษัทเอง ไปจนถึงมีการตั้งบูธตั้งจุดรับบริจาคตามแหล่งชุมชน

หญิงสาวยิ้มแย้มให้มาลาตีที่นั่งอยู่เคียงข้างกัน รู้สึกอารมณ์ดีเป็นพิเศษ

ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวพันกับการที่ชลชาตินั่งอยู่ตรงหน้า แม้จะพูดไม่ได้เต็มปากว่าชายหนุ่มคือคนอื่น แต่ความสุขที่เกิดขึ้นตอนนี้น่าจะเป็นเพราะเธอได้ช่วยธิปกทำงานมากกว่า

กวีณามีความสุขมากขึ้นไปอีก เมื่อประชุมเสร็จแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาของธิปก
      


กวีณาเลือกสวมชุดกระโปรงตัวยาวสีสันสดใส รวบผมเป็นหางม้าง่ายๆด้วยผ้าผืนยาวลวดลายใกล้เคียงกับเสื้อผ้าที่สวมใส่เตรียมตัวส่งสองพ่อลูกกลับบ้าน เป็นธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างกันไปแล้ว ทุกเย็นวันศุกร์สองพ่อลูกธิปกกับภากรจะหอบข้าวของเสื้อผ้ามานอนค้างที่บ้านเธอ ช่วงบ่ายๆ ของวันอาทิตย์เธอก็จะติดตามสองพ่อลูกไปเยือนที่บ้านของชายหนุ่มบ้าง ส่วนใหญ่เป็นการไปดูภาพยนตร์ ทานข้าวเย็นร่วมกัน หญิงสาวระมัดระวังเป็นพิเศษไม่ยอมค้างคืน

ไม่อยากผูกพันกับครอบครัวนี้ไปมากกว่าที่เป็นอยู่

ตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงธิปกกับภากร ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับมาลาตีเป็นไปอย่างก้าวกระโดดทั้งจากงานการกุศลที่โครงการกำลังใกล้เสร็จต้องลงมือทำจริงๆ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การเป็นเพื่อนฝ่ายนั้นไปโรงพยาบาล ล่าสุดกวีณายอมทำตามใจมาลาตีด้วยการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ใช้ยาคุมกำเนิดที่สั่งจ่ายถูกต้องจากมือหมอ

‘ในฐานะที่เราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ฉันเป็นห่วงเธอมากเลยนะ ใช้ยาคุมไปนานๆ ฉันได้ยินเขาพูดกันมานานแล้วว่าจะทำให้มีลูกยาก เวลาอยากมีจริงๆ ก็มีไม่ได้’

คำพูดของมาลาตีสะท้านสะเทือนสิ่งที่เธอเคยกังวล การได้ใกล้ชิดกับภากรยิ่งทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับเด็กๆ จนนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าถ้าตัวเองต้องเป็นหมัน ไม่มีความสามารถในการมีลูก ชีวิตจะเหี่ยวเฉาขนาดไหน กวีณาพบแพทย์เฉพาะทางเรื่องนี้เกือบครึ่งชั่วโมง เปลี่ยนจากยาคุมแผงละสิบบาท เป็นยาคุมไฮโซราคามากกว่ากันเกือบห้าหกเท่า

“เตรียมเสื้อผ้าไปเผื่อด้วย”ธิปกสวมกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง วางคางตัวเองบนบ่าอีกฝ่าย

“ไม่มีทางค่ะ”หญิงสาวอมยิ้มให้กับภาพสะท้อนในกระจก ลูบแขนชายหนุ่มไปมา “ยังไงสโนว์ก็จะไม่ค้างที่บ้านคุณปกเป็นอันขาด”

“สโนว์...เอาเปรียบผมกับซันนี่”

“ไม่ได้เอาเปรียบสักหน่อยค่ะ คุณปกกับซันนี่ใจง่ายกันเองมากกว่า สโนว์ไม่เคยชวนด้วยซ้ำ”

“ผู้หญิงสมัยนี้ใจร้ายแฮะ...”ธิปกกระชับวงแขน “ต้องโดนลงโทษซะให้เข็ด”ชายหนุ่มหอมแก้กวีณาฟอดใหญ่

“คุณปกไม่เล่นแล้วค่ะ เดินทางกันเลยดีกว่า เดี๋ยวจะเย็นจะย่ำไปมากกว่านี้”ผู้หญิงสมัยนี้ใจเต้นเป็นกลองรบ

ในอ้อมกอดของธิปก
เหมือนเธอเป็นเจ้าหญิงของโลกใบนี้

“รีบไปก็ได้ คืนนี้อย่าคิดถึงกัน อย่ามาเข้าฝันผมนะ”ธิปกยิ้มเจ้าเล่ห์

พื้นที่ส่วนหนึ่งในกระเป๋าลูกชายอุทิศให้กับเสื้อผ้าของกวีณามีครบทั้งชั้นนอก ชั้นใน
เจ้าของกระเป๋าให้ความร่วมมือโดยดีพร้อมวาจาแก่แดด


“อายุเยอะกันมากแล้วแต่ยังทำตัวเหมือนเด็กวัยรุ่นใจแตก”

ครอบครัวสิริพงษ์ไพศาลศิลป์อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาบนโต๊ะอาหาร อาหารเวียดนามเจ้าอร่อยเสิร์ฟขึ้นโต๊ะพร้อมกับผัดสารพัดชนิดถาดใหญ่ถูกใจกวีณา หญิงสาวไม่แน่ใจว่าคิดเข้าข้างตัวเองมากไปหรือเปล่า มื้ออาหารทุกเย็นวันอาทิตย์ของครอบครัวนี้เน้นไปทางผักสด หรือถ้าไม่มีผักก็มักจะมีอาหารจานหนึ่งจืดสนิท ปรุงแต่งด้วยขั้นตอนไม่มากนักเหมือนมันเกิดมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ ปล่อยให้คนในครอบครัวนี้เรียกหาพริกป่น น้ำปลามาเติมในจานของตัวเองวุ่นวายไปหมด

ทิพย์ฤทัยตักขนมบัวลอยใส่ถ้วยเล็กๆ แจกจ่ายสมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นการตบท้ายมื้ออาหาร ลูกสาวคนเล็กของบ้านยังแจกกระดาษโน๊ตสีสวยพร้อมกับดินสอให้ทุกคนในครอบครัว

“วันลงคะแนนเลือกที่เที่ยวประจำปีของครอบครัวค่ะพี่สโนว์”ทิพย์ฤทัยไม่ได้แจกอุปกรณ์ลงคะแนนให้กวีณา

“อ๋อค่ะ...”อดีตเลขารับคำ ธิปกกับครอบครัวมักจะพาเที่ยวทั้งคณะหนึ่งหรือสองรอบในวันเวลาเดียวกันของปี แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเบื้องหลังจะประชาธิปไตยแบบนี้

“ผมว่า...”ภากรที่นั่งคั่นใกล้เด็กชายฝาแฝด ลูกพี่ลูกน้องของตัวเองเสนอความคิด “พี่สโนว์เป็นแฟนพ่อปกก็เท่ากับว่าเป็นอีกคนในครอบครัวของเรา ต้องมีสิทธิ์ออกเสียง”

“ชิ...เพิ่มอีกเสียงเพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสเพิ่มขึ้นนะสิ”อาสาวคนสุดท้องเบ้ปาก

“เบื่อมีอารู้ทัน เมื่อไหร่อาปลาดาวจะมีแฟนสักทีจะได้เลิกยุ่งกับผม”ภากรลงจากเก้าอี้ ผละจากถ้วยขนมหวานไปหากวีณา
งานนี้เด็กชายต้องการพรรคพวกทีมเสริม

ตามปกติการลงคะแนนเสียงของบ้าน ปู่ซึ่งเป็นทั้งผู้ตัดสินและผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจะไม่เลือกสถานที่ใดๆ กระดาษของฤทธิชัยมักจะว่างเปล่า มาลาตีผู้เป็นย่ามักจะเลือกเที่ยวจังหวัดใกล้ๆ กรุงเทพเน้นสถานที่ทางธรรมหรือไม่ก็เป็นสถานที่เกี่ยวกับความสวยความงาม ครอบครัวสี่คนของมนิดามักจะเลือกเที่ยวชายทะเล หลายครั้งหลายหนที่มนิดาเข้าข้างบ้านนี้

ปล่อยให้เขากับพ่อเป็นทีมเดียวกัน
สองหัวดีกว่าหัวเดียวแต่เหมือนมันไม่ค่อยพอเพียงกับสถานการณ์นี้
ภากรเอียนทะเลเต็มทน

“พี่สโนว์ลงคะแนนเสียงกับพวกเรานะครับ”

“ไม่ดีกว่าค่ะ”กวีณาส่ายหน้า เมินหน้าหนีสายตาเศร้าสร้อย “กดดัน”ของภากร

ถ้าหลงไปกับสายตาของเด็กชายตัวกลม
เธอคงหลงผูกพันไปกับครอบครัวนี้ไปตลอดชีวิต

“ทำไมละครับ ทำไมจะทำไม่ได้”

“พี่สโนว์ไม่ได้เป็นคนในครอบครัวนี้สักหน่อยคะ...ซันนี่”หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาๆ

เบาเสียยิ่งกว่าความตั้งใจของตัวเอง
ใจหาย เสียงหาย

“ทำไมจะไม่ใช่ละครับ ผมเห็นพ่อปกหอมแก้ม กอด แล้วก็นอน...”
ไม่ทันที่เด็กชายจะพูดจบ กวีณาก็ใช้สองมือตะครุบภากร มือหนึ่งปิดปาก อีกมือหนึ่งล็อกคอ

กลัวนัก...

“เอ่อ...ขอให้สโนว์ลงคะแนนด้วยนะคะ”หญิงสาวหน้าแหย ต่างจากทุกคนที่กำลังมองเธอด้วยดวงตายิ้มแพรวพราว

“พี่สโนว์ได้สิทธิ์นั้นค่ะ”ทิพย์ฤทัยอมยิ้ม ยื่นปากกาและเศษกระดาษให้สมาชิกใหม่ล่าสุดของคนในครอบครัว

“ซันนี่จะให้พี่สโนว์เขียนลงกระดาษว่าอะไรดี”

เด็กชายตัวกลมยักคอ ยักคิ้ว
“ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี”

“อะไรนะคะ”

“ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี”

กวีณาขมวดคิ้ว เขียนตามคำบอกของเด็กชายอย่างงงๆ หญิงสาวหันมองคนโน้นคนนี้ ใบหน้ายิ้มแย้มของทุกคนเปลี่ยนไป แม้กระทั่งคุณฤทธิชัยยังทำสีหน้าพะอืดพะอม เหยเก

หญิงสาวคาดเดาสองสาเหตุ
บางทีบัวลอยในถ้วยอาจจะขม หรือไม่ก็เป็นเพราะทุกคนกลัวจะได้เที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรีของภากร

การจับฉลากย้ายมาทำที่ห้องนั่งเล่น เศษกระดาษของทุกคนหน้าตาเหมือนกันหมดถูกหมุนถูกม้วนเป็นทรงกระบอกยาวใส่อยู่ในขวดโหลใสมีฤทธิชัยเป็นผู้จับสลากเหมือนเช่นทุกครั้ง

“ปีนี้เราจะได้ไปเที่ยวกันที่...”คุณปู่คลายแผ่นกระดาษ ประมุขของบ้านขมวดคิ้วเพียงนิดเดียวก่อนจะประกาศผล “ทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี”

ภากรกระโดดกรี๊ดร้องตัวลอย ดูเหมือนเด็กชายจะเป็นคนเดียวที่ดีใจ

“ในที่สุดผมก็จะได้เที่ยวป่าแล้ว...ผมชนะอาปลาดาวจนได้”

“เชอะ...”ทิพย์ฤทัยสะบัดหน้าจนคอแทบหัก “เที่ยวป่าจะมีน้ำ มีไฟใช้ไหมนี่”

“ไม่มี เราจะได้ใกล้ชิดธรรมชาติกันเต็มที่ มีแต่ช้างกับกวางให้ดู”ภากรหันไปเชิญชวนมนพลกับศุภโชค “ไปดูช้างกับกวางกันนะ แฟ็บกับฟู เราจะได้เห็นสัตว์ป่าตัวเป็นๆ”

เด็กชายสามคนร่วมด้วยกันรื้อกองหนังสือบนชั้นวางหาหนังสือที่เกี่ยวกับป่าเขาขึ้นมาอ่าน ปล่อยความหนักใจให้ผู้ใหญ่แบกรับไว้

คนเป็นอาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนหันมาคุยกับกวีณา

“ดีจังนะคะ...ได้ทำงานกับพี่สโนว์ แล้วยังจะได้เที่ยวกับพี่สโนว์อีก”

“ทำงานกับพี่สโนว์”ธิปกที่นั่งใกล้ๆ ทวนคำ ขมวดคิ้ว

“เอ่อ...ไม่มีอะไรคะ”กวีณาหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“นี่พี่สโนว์ยังไม่ได้บอกพี่ปกอีกเหรอคะ”ทิพย์ฤทัยเบาเสียงราวกระซิบ
จงใจเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก
มั่นใจว่าตัวเองทำไปเพราะความปรารถนาดี

“สโนว์มีความลับกับผม ขึ้นไปคุยกับบนห้องดีกว่า”ธิปกพื้นเสียง ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน นิตยสารธุรกิจในมือถูกทิ้งขว้างอย่างไม่สนใจใยดี คนตัวโตกว่าจับแขนหญิงสาวบีบบังคับกลายๆ ให้ออกจากห้อง

“คุณปก...ไม่มีอะไรจริงๆ นะคะ”กวีณาทำยิ่งกว่ากระซิบ
นึกอยากเที่ยวทุ่งใหญ่นเรศวรเสียตั้งแต่ตอนนี้
ในป่าคงมีพื้นที่มากพอที่จะหลบพายุอารมณ์ของธิปก

ทิพย์ฤทัยมองตามธิปกและกวีณาไปจนสุดสายตา ไม่เคยรู้เลยจริงๆ ว่าการแอบรักผู้ชายคนหนึ่งจะมีพลังรุนแรงเสียจนเธอกลายร่างเป็นนางมารร้าย

ลำพังเธอคนเดียวคงไม่สามารถแยกกวีณาออกจากชลชาติได้สำเร็จ
ต้องอาศัยพี่ชายอีกแรง...


5
กวีณาขยับตัว ร่างกายเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่มโดนรัดรึงทั้งที่เอวและต้นขา หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ รำคาญกับภาพเลือนรางที่เห็นตรงหน้าและสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นชินเอาเสียเลย มือเล็กเอื้อมคว้าโต๊ะตัวเล็กข้างเตียงพบเพียงความว่างเปล่า ห้องนอนของธิปกไม่ใช่ห้องของเธอ

หญิงสาวหลับตาลงเหนื่อยหน่าย อ่อนแรง ไม่ควรเลยจริงๆ ที่จะมาค้างคืนกับชายหนุ่มที่นี้ ในชายคาบ้านเขา ที่ๆ  พ่อแม่พี่น้องเขาอยู่ร่วมกัน กวีณาไม่เคยคาดหวังว่าจะให้ใครมองตัวเองในด้านดีเมื่อเลือกแล้วที่จะใช้ชีวิตกับธิปกแบบนี้ แต่ก็ไม่ควรมาเยือนถึงที่แบบนี้

เธอมีพ่อ มีแม่ เมื่อเลิกรากับธิปกแล้วยังต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง

“เป็นอะไรไปหน้าเครียดแต่เช้าเชียว”ธิปกเอ่ยขึ้นพร้อมหอมแก้มอีกฝ่าย

“คุณปก...ปล่อยสโนว์นะคะ อยากได้แว่นตา”

“เรื่องเมื่อคืนผมขอโทษ”ชายหนุ่มสัมผัสใบหน้าเล็กๆ จิ้มเบาๆ ไปที่กลางหน้าผากหวังคลายหัวคิ้วทั้งสองข้างที่ยังขมวดมุ่น

“ไม่เป็นไรค่ะ สโนว์อยากได้แว่นตา”

“ยังไม่จำเป็นต้องใช้มันตอนนี้”ธิปกเสียงแตกพร่า ลูบผมยุ่งเหยิงเบาๆ

“เช้าแล้วนะคะ”กวีณาปราม

“หกโมง ยี่สิบห้านาที”คนตาดีกว่ามองตรงไปที่นาฬิกาบนเพดาน จรดจมูกโด่งๆ ลงบนผิวเนื้ออ่อนๆ ขาวนวลเนียน

“คุณปกค่ะ...”หญิงสาวขัดขืน “เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่คุณจะตำหนิเอาได้นะคะ”

ธิปกหยุดการกระทำของตัวเอง หัวเราะเสียงดังลั่น ชายหนุ่มนอนหงาย จัดแจงให้อีกฝ่ายนอนอยู่บนท่อนแขนของตัวเอง

“ผมอายุสามสิบห้าแล้วนะสโนว์ ใครจะมาตำหนิผมได้ เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมชาติระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง”

“มันเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริงแต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็คงอยากให้คุณ...”กวีณาตะกุกตะกัก “อยู่กับผู้หญิงที่เหมาะสม เป็นคู่ครองที่ดี ถูกต้อง”

“คุณเหมาะสมที่สุดแล้วสโนว์”ธิปกกระชับหญิงสาวในอ้อมแขน “ผมเลือกคุณเพราะคุณเหมาะสม เป็นคนทีดีเข้ากันได้ดีกับผม กับลูกชายผม ถูกต้องตามสัญญาทุกอย่าง”

กวีณาหลับตาลง
ผู้ชายที่เธอแอบปลื้ม แอบรักเขามาตั้งแต่เด็ก
เลือกเธอมาทำหน้าที่ผู้หญิงของเขาเพราะความเหมาะสม
ไม่มีหัวใจ
ไม่มีความรักมาเกี่ยวข้องเลยสักนิด

“คุณปกอาจจะเห็นว่าเหมาะสม...แต่ครอบครัวคุณอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้นะคะ”กวีณาเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงคุณมาลาตีโดนตรง การสนทนาช่วงสั้นๆ กับหญิงสาวสูงวัยเมื่อวานไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเหมือนที่เคยคาดคิด

“รู้ตัวไหม...คุณพี่เลี้ยงเด็ก”ธิปกยกอีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญให้หญิงสาว “เมื่อคืนเป็นครั้งแรกที่ซันนี่ยอมขึ้นเวที”

“ซันนี่...ไม่เคยแสดงงานโรงเรียนอะไรอย่างนี้เลยหรือคะ”

“ไม่ใช่แค่ไม่เคยแสดง ซันนี่ไม่ยอมไปวันที่มีงานโรงเรียนด้วยซ้ำ”น้ำเสียงของผู้เป็นพ่อกลุ้มใจนัก
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าตัวเองไม่มีแม่เหมือนคนอื่นๆ

“แต่พอได้เจอกับคุณ ซันนี่สดใสขึ้นเยอะเลย ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยเหมือนเดิมแต่ใกล้ชิดกับคนมากขึ้น หัวเราะง่ายขึ้น เมื่อก่อนวุ่นวายอยู่กับสารอะไรก็ไม่รู้ ผมก็ไม่รู้จัก”ธิปกหัวเราะเบาๆ “แต่ตอนนี้มาวิจัยของใกล้ตัวขึ้นเยอะเลย”

ในรายงานของโรงเรียนยิ่งชัดเจน ปัญหาทะเลาะกันระหว่างภากรกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ประเด็นที่เด็กชายไม่มีแม่ลดลงเป็นศูนย์

ไม่มีแม่แต่ภากรก็มี “แฟนพ่อ”คอยดูแลใกล้ชิด

“ซันนี่คงโตขึ้นด้วยละมั่งคะ...”เมื่อคิดถึงเด็กชายตัวกลม กวีณาก็มีรอยยิ้มที่มุมปาก

“มีพี่เลี้ยงดีมากกว่า เมื่อคืนเด็กยกของอย่างผมเห็นนะว่าคุณทั้งเชียร์ ทั้งเป็นกำลังใจอยู่หน้าเวทีให้ซันนี่เปลี่ยนบท ให้เล่นต่อไปได้”

“เรื่องเล็กน้อยนิดเดียวเองคะ ซันนี่ไหวพริบดีมากกว่า”

“ผมอยากแก้สัญญาระหว่างเรา”

“แก้ไขสัญญา”กวีณาขมวดคิ้ว

“คุณควรได้มากกว่ารถ มากกว่าบ้าน”

“ถ้าเป็นเรื่องค่าตอบแทนแค่นี้ก็เยอะมากแล้วค่ะ สโนว์นั่งๆ นอนๆ ตอนนี้จะเป็นอัมพาตอยู่แล้ว”

“ค่อยๆ คิดก็ได้สโนว์ เผื่อมีอะไรที่คุณอยากได้อีก”

“ไม่มีแล้วจริงๆ ค่ะ”เส้นผมสีดำสนิทกระจายยุ่งเหยิงอยู่บนท่อนแขน “ถ้าอยากได้อะไรจริงๆ เงินทองที่คุณปกให้ไว้พอกินพอใช้ได้สบายๆ”

“แต่ผมก็ยังอยากแก้ไขสัญญาอยู่ดี”ธิปกลูบหลังมือหญิงสาวเบาๆ “ตอนที่อยู่กับผม ไม่คบใคร ไม่ไปผูกสัมพันธ์กับใครได้ไหมสโนว์”

ชายหนุ่มที่เคยใจกว้างราวแม่น้ำหายตัวไปแล้วจากโลกใบนี้

“ข้อนี้เองเหรอคะ...สโนว์ก็ไม่ได้คบใครสักหน่อยนี่ค่ะ”

“แต่ผม...ตอนนี้สโนว์มีทั้งนายสืบสวน”ธิปกเท้าความไปถึงเพื่อนบ้าน เจ้าของปิ่นโตดอกไม้ชวนน่าขนลุก “แล้วเมื่อคืนก็ยังมีชลชาติ”ในฐานะเจ้านาย เขาอยากย้อนเวลา ยกเลิกการอนุมัติผ่านงานของชายหนุ่ม

“ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกคะ”

“แล้วทำไมไม่ยอมให้ผมแก้ไขสัญญา”

กวีณาเงียบไปชั่วอึดใจ
ทบทวนอุดมการณ์ของตัวเองซ้ำอีกครั้ง
เธอจะเป็นจริงๆ ใช่ไหม...ผู้หญิงที่ดี คนที่ดี
ไม่เรียกร้อง ไม่เก็บผู้ชายคนนี้ไว้กับตัว
เป็นของหวาน...ของหัวใจที่ไม่ทำร้ายเขาให้เกิดโรคสารพัด น้ำหนักเกิน

“เพราะว่าสโนว์อยากให้คุณปกเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”พูดออกไปแล้วหญิงสาวอยากกัดลิ้นตัวเอง

ธิปกเริ่มต้นใหม่...
ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ ชีวิตและหัวใจเธอจะเป็นอย่างไร

“ความรักคือสิ่งสวยงาม”กวีณาเอ่ยเหมือนเพ้อ
ความรักสวยงามมมากเสียจนยอมหลอกตัวเองเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดผู้ชายคนนี้
มีเพียงความเงียบตอบรับกลับมาจากธิปก

ภากรชอบนอนในเต็นท์ นอนในที่ที่มีอะไรปิดบังกั้นเป็นสัดเป็นส่วน ซ่อนตัวอยู่ในนั้นแต่ดูเหมือนว่าคนเป็นพ่อเหนือชั้นกว่ามากมาย ไม่ต้องมีอะไรมาปิดบัง

ธิปกสร้างถ้ำจากความว่างเปล่าตรงหน้า แล้วก็มุดทั้งตัวอยู่อย่างนั้น
ไม่ยอมออกมาง่ายๆ
ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ห้องเงียบจนอาจได้ยินเสียงหายใจของยุง

“สโนว์ขอโทษค่ะสโนว์ก้าวก่ายเรื่องของคุณปกมากไปหน่อย”สุดท้ายก็เป็นเธอที่จุ้นจ้าน วุ่นวาย

“มัน มันไม่ใช่อย่างนั้นสโนว์”ชายหนุ่มกระชับหญิงสาวในอ้อมกอดแน่น ก้มลงหอมศีรษะอีกฝ่ายแรงๆ

ภาพภรรยาเจ็บท้องโอดโอยเข้าห้องคลอดยังจำฝังแน่นอยู่ในใจ อรนิภาเจ็บท้องอยู่นาน ไม่สามารถแบ่งเบาความเจ็บปวดของคู่ชีวิตได้ ชายหนุ่มเลยตั้งปณิธานว่าจะเป็นสามีที่ดีช่วยภรรยาเลี้ยงลูก แต่สุดท้ายเหลือเพียงเขากับลูกชายสองคน

มันเป็นความเศร้าที่คละเคล้ามากับความสุข
ความขื่นขมที่มาพร้อมกับเรื่องน่ายินดี
ไม่อาจหัวเราะหรือร้องไห้

ธิปกไม่กล้าเสี่ยงใดๆ ที่จะเจอเหตุการณ์แบบนั้นอีกครั้งเป็นหนที่สอง ที่สามของชีวิต
ไม่เสี่ยง
ขี้ขลาด
ยอมแพ้...

“ลุกขึ้นอาบน้ำ ต้อนรับวันใหม่ ลงไปฟังซันนี่โม้เรื่องเมื่อคืนดีกว่าค่ะ”กวีณาแสร้งทำน้ำเสียงร่าเริง

“นายซันนี่พร้อมรีรันเรื่องนี้สามสิบแปดรอบอยู่แล้ว...นอนต่อเถอะ”ชายหนุ่มกระชับหญิงสาวในอ้อมกอดแน่น

“แต่ว่า...สโนว์มานอนค้างบ้านผู้ชายก็แย่อยู่แล้วนะคะ”ใบหน้าที่เล็กอยู่แล้วหดลงอีกสองนิ้ว

“นอนต่อเถอะครับ...”ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ หลับตาลง “ถ้าเราสองคนตื่นเร็วนี่ๆ ผมอาจจะโดนดุได้”

กวีณาขมวดคิ้ว แต่ก็ยอมหลับตาตามใจลูกชายเจ้าของบ้าน ตั้งใจไว้ว่าเมื่อธิปกหลับสนิท ตัวเองจะหนีจากอ้อมแขนเขาไป หญิสาวทำได้เพียงแค่คิด เพราะไม่ช้าไม่นานตัวเองก็หลับไปพร้อมกับธิปก



กว่าทั้งคู่จะออกมาจากห้องนอนเวลาก็ล่วงเลยจวนเกือบเที่ยง มาลาตี ทิพย์ฤทัย และภากรมองตรงมาที่ธิปกและกวีณาใบหน้ามีรอยยิ้ม ก่อนจะแสร้งมองกันไปคนละทางทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้ตั้งใจมอง

“พ่อกับพี่สโนว์กลับขึ้นไปก่อนเลยนะครับ อีกครึ่งชั่วโมงค่อยลงมา”ภากรเสียงดัง ยืนเต้นเป็นลูกหมูโดนน้ำร้อนลวก “โผ้มจากินพิซซ่าสี่ถาด”

“ลงมาแล้วคือลงมาเลยยะ”ทิพย์ฤทัยทำสีหน้าภาคภูมิใจ
คู่กัดประจำบ้านมองกันด้วยสายตาพิฆาต ไม่สนใจธิปกกับกวีณาที่มองกันด้วยสายตางงๆ

“อาปลาดาว...นั่นแหละขี้โกงไปเคาะห้องพ่อกับพี่สโนว์”

“ไม่ได้โกงสักหน่อย ฉันก็แค่หวังดีเอาเสื้อผ้าขึ้นไปให้พี่สโนว์ก็เท่านั้นเอง”อาสาวยักคิ้วลิ่วตา เสื้อผ้าของกวีณาตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นของหญิงสาว

“นั่นแหละประสงค์ร้ายกับผม”

“หลานชายกับอาคู่นี่นี้ เดี๋ยวไล่ให้ไปขัดส้วมทั้งคู่เลย”มาลาตีออกมาห้ามทัพ “พี่สโนว์...เขาตกใจกับพฤติกรรมเราสองคนจนไม่กล้ามาบ้านนี้อีกแน่”ผู้ใหญ่อมยิ้ม

ไม่มีทาง...ยังไงกวีณาก็ต้องกลับมาเยือนที่นี้อีกหลายรอบ
ผู้ใหญ่มุ่งมั่น

“สโนว์ไม่ตกใจหรอกคะ”กวีณานั่งลงเคียงข้างธิปก “แต่แค่งงเฉยๆ ว่าซันนี่กับคุณปลาดาวพูดเรื่องอะไรกันคะ”หญิงสาวยิ้มกว้างเปิดเผย

พิซซ่าสี่ถาด เวลาเที่ยง
ใครโกงใคร

“ผมพนันกับคุณอาปลาดาวเอาไว้ว่า ถ้าพี่สโนว์กับคุณพ่อลงมาจากห้องหลังเที่ยง”เด็กชายกอดอกหน้าตาเสียอกเสียใจหนักหนา “ผมจะได้กินพิซซ่าสี่ถาด”ภากรทำมือประกอบก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ยังเล่าไม่หมดเลยนะนายซันนี่”ทิพย์ฤทัยยิ้มหวานให้หลานชายคู่อริ

“พี่สโนว์ครับ”เด็กชายกัดฟัน “ถ้าผมแพ้พนันผมต้องทำผิดศีลธรรม”ภากรพูดทิ้งท้าไว้เป็นปริศนาตามแบบฉบับของเจ้าตัว

“ถึงขั้นต้องทำผิดศีลธรรมเลยหรือคะ”กวีณามองหน้าคนโน้นที คนนี้ที
ทุกคนต่างกลั้นยิ้ม

“อย่ามาตีสำนวนนายซันนี่ คนแพ้ก็คือคนแพ้”

“หึ...ลูกผู้ชาย”เด็กชายตัวอ้วนลุกจากเก้าอี้ ท่าทางกระฟัดกระเฟียด จับเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง “ผิดศีลธรรมชัดๆ”ภากรส่ายหัวกลมๆ

“คุณอาปลาดาวสวยที่สุดในโลก คุณอาปลาดาวสวยที่สุดในโลก”ภากรตะโกนซ้ำไปซ้ำมา หน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนกำลังพูดถึงนางมารร้ายที่น่ากลัวที่สุดในสามโลก

เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน
กวีณาพลอยหัวเราะไปกับคนอื่นๆ ด้วย

“ไม่หิวหรือยังไง”ธิปกกระซิบถามกวีณา

“หิวนิดหน่อยค่ะ”

“ผมหิวมากน่าจะไม่พอกิน”ธิปกลุกจากเก้าอี้ “ไปลวกไข่มาอีกสักสี่ฟอง”

“ไข่ลวกอีกสี่ฟอง”ภากรทวนคำบิดาตาโต เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กชาย

“ไข่ลวกตั้งสี่ฟองเลยหรือคะพี่ปก”อากัปกิริยาของอาสาวไม่แตกต่างกับหลานชายเท่าไหร่นัก ทิพย์ฤทัยมองพี่ชายสลับกับแฟนสาวของฝ่ายนั้นที่ตอนนี้หน้าตาจวนเจียนอยากร้องไห้

มาลาตีที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ใช้พัดอันโตขึ้นมาบังหน้าตัวเองที่กำลังอมยิ้มเอาไว้
นัยน์ตาแพรวพราว
ผู้อาวุโสแอบกดปลายเล็บลงกับเนื้อท่อนแขน ยังมีความรู้สึกเจ็บปวด
ภาพของธิปกและภากรที่มีความสุขเป็นเรื่องจริง
เธอไม่ได้ฝันไป...



ภากรอาสาพา “แฟนพ่อ”เยี่ยมชมบ้าน สถานที่แรกที่เด็กชายพากวีณามาเยือนแห่งแรกก็คือมุมทดลองวิทยาศาสตร์ของตัวเอง แขกตื่นตาตื่นใจกับอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆ ที่มันน่าจะอยู่ในห้องทดลองของนักวิจัย โรงพยาบาล กวีณาตื่นเต้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องมาเหงื่อตกกับคำถามสารพันที่เธอไม่เคยตอบถูก
เข้าใจสิ่งที่ธิปกพูดเมื่อคืนชัดแจ้ง
สารอะไรก็ไม่รู้...

“มันต้องอันนี้”ภากรชูกระดาษสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ สีแดง “หลักสูตรใหม่ หลักสูตรเก่าต้องเรียนเหมือนกันทั้งหมดนั่นแหละ”

“ใบ้เพิ่มสักนิดได้ไหมคะ...”กวีณาขยับแว่นตาไปมา สมองซีกซ้ายขวาเหมือนจะไม่ได้จดจำใดๆ เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ใดๆ สักนิด

“ใช้ทดสอบครับ...”

“โฮ...ใบ้กว้างจริงพี่สโนว์ก็เห็นทุกอย่างมันใช้ทดสอบ”สีหน้าหญิงสาวหมดหวังทุกสิ่งอันในชีวิต

“แต่อันนี้ง่ายกว่าทุกอัน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันด้วยนะครับ”

“ใช้ได้จริง”กวีณาทวนคำซ้ำๆ “พี่สโนว์รู้แล้วค่ะ นี่มันกระดาษทดสอบตาบอดสี พี่สโนว์ไม่ได้ตาบอดสีนะคะ ยังมองเห็นว่ามันเป็นสีแดง ถูกต้องนะคะ”หญิงสาวชงเอง ตบเองเสร็จสรรพ

“ไม่มีความใกล้เคียงเลยครับ อันนี้เขาใช้ทดสอบความเป็นกรดด่าง”

“อ๋อ...”หญิงสาวลากเสียงยาว “กระดาษลิปมัน...”

“ไม่ใช่กระดาษลิปมันครับพี่สโนว์ เล่นตลกหรือเปล่านี่”เด็กชายเกาหัว “เดี๋ยวก็มีกระดาษที่ดัดขนตา กระดาษแป้งทาหน้าตามมา อันนี้กระดาษลิตมัส”

“เล่นตลกค่ะ พี่สโนว์รู้จักอยู่แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นเล่นต่ออีกนะครับ”

“ไม่ไหวแล้วค่ะ เหมือนพี่สโนว์กำลังเตรียมความรู้ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกรอบเลยค่ะ”

“น่าสงสารผู้ใหญ่สมัยนี้ ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ไม่แข็งแรงเลยจริงๆ”
ผู้ใหญ่สมัยนี้คอตก ก่อนจะมีระฆังมาช่วยชีวิตเอาไว้

“หมาป่า...ตื่นแล้ว”
เจ้าตัวน้อยสี่ขาเดินเข้าห้องช้าๆ ผึ่งผาย

“อย่าไปสนใจไอ้ซนมันเลยครับ ใช้งานจริงๆ ไม่ได้เรื่อง”เด็กชายกอดอก

“ไหนว่าเป็นเพื่อนรักกันไงคะ”กวีณาย่อตัวลง จับจูงมือเด็กชายและลูบขนสุนัขสีดำแต้มจุดน้ำตาลเข้มไปมา “เมื่อคืนซนอาจจะตื่นคน ตื่นเวที ตอนเราซ้อมกันมีแค่เราเองนะคะที่ดู”หญิงสาวหว่านล้อม ไม่ได้เก่งวิทยาศาสตร์เท่ากับเจ้าตัวน้อยแต่วิชาชีวิต เธอมั่นใจว่าน่าจะได้คะแนนเต็มร้อย

“ตื่นเวที”

“ใช่คะ ตื่นเวที เมื่อคืนคุณซันนี่ยังเสียงสั่นๆ ไมค์เกือบตกจากมือตั้งหลายครั้ง”กวีณาพูดตามที่สายตาเห็น “นายซนเป็นน้องหมาก็คงงงๆ กับเสียงเพลง คนก็เยอะ เลยไม่ยอมเห่า ไม่ยอมเดิน”

“นี่เพราะพี่สโนว์ขอไว้หรอกนะ”เด็กชายทรุดตัวลงนั่งกับพื้นลูบเนื้อลูบตัวสุนัขตัวโปรดที่มองเมินกันมาตั้งแต่เช้า “ถ้าขึ้นเวทีอีก ต้องโชว์ มัสท์ โก ออนรู้หรือเปล่า”

กวีณายิ้มน้อยๆ
มิตรภาพของเด็กกับสุนัขชวนหัว

“พี่สโนว์รอแป๊บนะครับ เดี๋ยวต้องเพิ่มพูนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์โดยด่วน”ภากรหมายหมั้นปั่นมือ “ผมขอตัววิจัยซนแป๊บหนึ่งก่อน”

“เพิ่มพูนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์โดยด่วน”กวีณาครางเสียงอ่อนระโหย มองภากรที่กำลังใช้สายวัดวนรอบสุนัขตัวน้อยสลับกับขีดๆ เขียนๆ ลงสมุด

เด็กชายตัวเล็กหน้าตาเหมือนเพชฌฆาตมีกระดาษลิตมัส และอุปกรณ์หน้าตาประหลาดร้อยแปดเป็นอาวุธ

สถานที่เพิ่มพูนความรู้มีธิปกจับจองอยู่ก่อนแล้ว
“พาพี่สโนว์ไปเที่ยวที่ไหนกันมา”ชายหนุ่มเงยหน้าเพียงนิดเดียว ก่อนจะวุ่นวายกับการเลือกแผ่นดีวีดีชมภาพยนตร์

“พ่อจะดูหนังหรือครับ”

“ใช่แล้ว เรื่องนี้เลย”

“ไว้ดูวันหลังได้ไหมครับ พี่สโนว์ต้องฟื้นฟูความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด่วน”

“แต่เรื่องนี้สนุกมากเลยนะมีฮีโร่เกือบยี่สิบตัวรวมกัน”ธิปกยื่นมือเข้ามาช่วยกวีณา ขบขันนักกับใบหน้าสาวๆ

“ไว้เสริมความรู้พี่สโนว์เสร็จแล้วค่อยดูก็ได้ครับ”

“ให้คุณพ่อดูก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวเราค่อยต่อคิว คุณพ่อมาจองห้องก่อนแล้ว”กวีณาพูดพร้อมสอดส่ายสายตาไปที่แผ่นภาพยนตร์ที่ถูกจัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย สายตาปะทะเข้ากับซีรี่ย์เกาหลีเรื่องดัง “พี่สโนว์อยากดูเรื่องนี้จังเลยค่ะ”ลืมสิ้นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

“ทั้งคุณพ่อและคุณพี่หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะครับ...เรื่องการเรียนรู้สำคัญกว่า”

“ไม่ได้...”คุณพ่อและคุณพี่พร้อมใจกันประสานเสียง

การตัดสินด้วยวิธีเก่าแก่ที่สุดของมวลมนุษยชาติก็เริ่มต้นขึ้น หกฝ่ามือสามคนพลิกคว่ำๆ หงายๆ หาผู้ชนะ
แล้วในที่สุดการเรียนรู้ก็สำคัญยิ่งกว่าทุกสิ่ง

ธิปกปิดปากหาวทุกสามนาที คุณพ่อมั่นใจว่าตัวเองนอนอย่างเต็มอิ่มแต่ก็ยังง่วงยังดี กวีณาเผลอหลับตาเป็นบางครั้งคราว หญิงสาวพยายามทำใจว่าเรื่องราวของฝูงนากยักษ์แห่งป่าอะเมซอนมีเรื่องราวไม่แตกต่างอะไรจากละครเกาหลี อยู่กันเป็นครอบครัว มีศัตรูเป็นจระเข้ยักษ์ ต้องต่อสู้ดิ้นรนเลี้ยงลูกน้อย

ใช้จินตนาการสุดความสามารถก็ไม่อาจเทียบเคียงกันได้

ภากรที่นอนอยู่ริมชิดติดผนังดูเหมือนจะร่าเริงกว่าใครๆ เด็กชายชื่นชอบ เคยชินกับการดูสารคดีสัตว์โลกเป็นอย่างยิ่ง

“ทดลอง ทดสอบทางวิทยาศาสตร์อาจจะยากเกินไป เริ่มต้นดูสารคดีก่อนก็ได้ครับ”ภากรพูดจาเป็นทางการ

กวีณาพยักหน้ารับรู้

นากยักษ์เพศเมียในจอโทรทัศน์กำลังต่อสู้ วางเชิงเตรียมพร้อมวางมวยกับเคย์แมน จระเข้สายพันธุ์หนึ่ง สารคดีเล่าเรื่องประดุจดังกำลังนั่งชมซีรี่ย์เกาหลี

“ดีจังนะครับ ลูกนากมีแม่นากคอยปกป้องดูแล”เด็กชายตัวกลมสีหน้าสลด

“ไม่ใช่แค่แม่นากสักหน่อยค่ะที่คอยปกป้องดูแล”กวีณาจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ “ครอบครัวนาก ยังมีคุณตา คุณยาย คุณอา ความสามัคคีคือพลัง”หญิงสาวลูบหลังลูบไหล่เนื้อแน่นของเด็กชายตัวกลม

“เกาตรงนี้กำลังดีเลยครับ...”

กวีณามองค้อนเด็กชาย ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเหมือนกำลังจะสลดเปลี่ยนจากเกามาเป็นหยิกด้วยความหมั่นเขี้ยว การต่อสู้ชุลมุนของครอบครัวนากดำเนินไปอยู่อีกพักใหญ่ แต่เสียงนักวิทยาศาสตร์น้อยที่คอยพากษ์ คอยกำกับสารคดีกลับเบาลงจนกวีณาแปลกใจ

“หลับไปแล้ว...”หญิงสาวยังปฏิบัติหน้าที่ “เกา”ไม่ขาดตกบกพร่อง

“ซันนี่หลับแล้ว”ธิปกที่นั่งหลับตา พิงแผ่นหลังตัวเองอยู่กับโซฟากลับมาเป็นได้เปรียบ “ยี่สิบฮีโร่ของผมเข้าโรงฉายต่อได้”

“เปลี่ยนตอนนี้ ซันนี่ไม่ลุกขึ้นมาอาละวาดหรือคะ”

“ไม่หรอก น่าจะสิ้นเรี่ยวแรงแล้วจริง”ธิปกวางคางไว้บนไหล่เล็กๆ มองลูกชาย “เสร็จพ่อ”

“เดี๋ยวซันนี่ตื่นเมื่อไหร่ สโนว์จะฟ้อง”

“ไม่กลัว”ธิปกหอมแก้มหญิงสาวฟอดใหญ่ ขยับมือขยับไม้เปลี่ยนแผ่นภาพยนตร์เร็วเสียยิ่งกว่าจรวด

กวีณามองธิปกสลับกับภากร ส่ายหน้าและยิ้มน้อยๆ กับพฤติกรรมของพ่อกับลูกชาย

“นอนดีๆ นะคะ”หญิงสาวหันมาสนใจภากร จับหมอนที่ซ้อนกันอยู่ไม่เป็นระเบียบให้เข้าที่ เกรงนักว่าเด็กชายจะตกจากคอนโดหมอนจนคอเคล็ด

“แม่...แม่ครับ”

“ซันนี่ ซันนี่ค่ะ”หญิงสาวก้มลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเด็กชาย
ใจหาย...

ความรู้มากมาย
วิทยาศาสตร์จะก้าวไปไกลขนาดไหน
เด็กก็ยังต้องการแม่

หญิงสาวกอดกระชับร่างกลม เนื้อแน่น ทำหน้าที่แทนหญิงสาวอีกคนที่ยึดครองสี่ห้องหัวใจของธิปก สักเสี้ยวเล็กๆ ของพื้นที่กวีณาก็ไม่มีสิทธิ์จะไปอยู่ในนั้น

“ยี่สิบฮีโร่”ธิปกเชิญชวนอีกครั้ง

“รวมกันแล้วยังไม่น่ารักเท่าฮีโร่ซันนี่หรอกคะ”

“ผมชักอิจฉาลูกซะแล้วสิ”ธิปกตาสว่าง

“อิจฉาจริงๆ เหรอคะ เดี๋ยวจะปลุกซันนี่ให้ตื่นขึ้นมาคุยด้วย”

“ไม่ต้องปลุก ห้ามปลุกเด็ดขาด”

กวีณาที่ยังไม่หยุดเกาหลัง เกาไหล่ให้เด็กชายหัวเราะคิกคัก

“หัวเราะต้องเอามือปิดปากด้วยสโนว์ เดี๋ยวซันนี่ตื่นขึ้นมาต้องดูสารคดีนากกันต่อนะ...”

“คุณพ่อปกนี่...”กวีณาส่ายหัว

ทั้งธิปกและกวีณาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าถูกแอบมองตั้งแต่ต้น
มาลาตีตบพัดอันโปรดเข้ากับอก
ตัดสินใจแล้ว...


6
มาแล้ว มาแล้ว
ดีใจ ดีใจ

7
(อ่านต่อ)
“วันนี้ทุกคนมาบ้านผม ขอทำอีกหน้าที่หนึ่งนะครับพ่อของลูกชาย”ธิปกยังสวมหมวกไหมพรหมรูปหมูอยู่บนหัว “สนุกกันให้เต็มที่ กินกันให้เต็มที่นะครับ เพิ่มแรงไว้ลุยงานหนัก เป้าหมายที่ไม่หมูไปด้วยกัน”

ธิปกเรียกเสียงตบมือได้ไม่แพ้ลูกชาย

หลังจากนั้นก็เป็นความรื่นรมย์ เสียงเพลงจากนักดนตรีมืออาชีพและมือสมัครเล่น  กวีณาปลีกตัวจากครอบครัวของธิปกมาหาพุดซ้อน

“สดใสมากเลยสโนว์”พุดซ้อนเอ่ยปากชม

“พี่พุดก็เหมือนกันนะคะ ยังสวยปิ๊งอยู่เลย”กวีณารู้สึกเหมือนตัวเองโดนแอบมองอยู่ตลอดเวลา

“มองซ้ายมองขวา มองหาเลขาคนใหม่ของคุณปกอยู่หรือจ้ะ”พุดซ้อนถามดักคอ

แม้จะงุนงงกับความสัมพันธ์ระหว่างหญิงสาวคนนี้กับเจ้านายแต่พุดซ้อนก็มั่นใจว่าทั้งคู่ไม่ได้สวมบทบาทสมภารกินไก่วัด เลขาช่างยั่ว ทั้งธิปกและกวีณาวางตัวเหมาะสมตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกันมา

พุดซ้อนสรุปสั้นๆ ให้กับตัวเองว่ามันเป็นความชอบ ความพอใจ และอาจจะลึกล้ำไปกว่านั้น
ทั้งคู่รักกัน

“ค่ะ...”กวีณารับสมอ้าง “คุณปกบอกว่าหาเลขามาช่วยงานพี่พุดได้แล้วแต่ไม่ยอมบอกสโนว์ว่าเป็นเพศไหน”ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอสักนิดแต่หญิงสาวต้องการหาเรื่องคุยกับอีกฝ่ายให้นานที่สุด



“ไม่ต้องห่วงสโนว์น้อยของพี่ เลขาคนใหม่เป็นผู้ชายมาทำให้หัวใจแห้งเหี่ยวของพี่มีน้ำหล่อเลี้ยง”พุดซ้อนทำสีหน้าเคลิ้มฝัน “แต่วันนี้เขาไม่สะดวกมาร่วมงานเห็นว่าตรงกับวันเกิดแม่หรือพ่อนี่แหละ เรื่องผู้หญิงคนอื่นก็ไม่ต้องกังวลใจ พี่จะจับตาดูให้ทุกระยะ”

ยิ่งเวลาผ่านไป ทุกคนก็ยิ่งคึกคัก
ผลัดเปลี่ยนกันจับไมค์บนเวที บ้างก็อวดความสามารถโยกพลิ้วของร่างกาย   

ฤทธิชัยกับมาลาตีอำลางานเลี้ยงตั้งแต่ผ่านไปได้สักสองชั่วโมง ปล่อยให้หนุ่มสาวสนุกเต็มที่ สามหนุ่มน้อยของครอบครัวไม่มีใครยอมหลับยอมนอน แม้ภากรที่ดูท่าที่ชอบเพียงของกินยังออกมาสนุก มาร่าเริงกับคนอื่นๆ

“ไว้เม้าท์กันไหมนะสโนว์”พุดซ้อนก้มดูนาฬิกา เจ้าหน้าที่กับพนักงานหลายคนเริ่มทยอยเดินทางกลับบ้าน “พี่ขอลาคุณปกกลับบ้านก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องพานายสองตัวยุ่งไปเรียนพิเศษด้วย”

“ไว้เม้าท์กันต่อค่ะ”กวีณาลุกออกจากเก้าอี้ เดินไปหาธิปกพร้อมกับพุดซ้อน
เจ้านายกับเลขาเอ่ยคำอำลา พุดซ้อนหันมาโบกมือให้กวีณาส่งท้าย

“หิวน้ำจังเลยค่ะ”กวีณามองหาแก้วน้ำบนโต๊ะ จานชามหลายใบถูกทยอยเก็บจนเกลี้ยง

“ต้องไปเอาเองแล้วแหละ สโนว์”ธิปกชี้ไปที่โต๊ะตัวยาวๆ อีกด้านจากที่นั่งอยู่ “ใกล้งานเลิกแล้วน่าจะต้องบริการตัวเอง

กวีณาพยักหน้ารับรู้ เดินตรงไปหาเครื่องดื่มแก้กระหาย เสียงพิธีกรเรียกร้องให้เจ้าของบ้านมาขึ้นเวทีเป็นนักร้อง ชื่อของธิปกเป็นตัวเลือกที่ดังกว่าใครๆ แต่ท้ายสุดแล้วกลับมาเป็นมนิดาและศุภชัยที่ขึ้นเวทีพร้อมกันอวดเพลงรักหวานที่เสียงไปกันคนละทาง

“สโนว์...”

กวีณาเงยหน้าขึ้นมาจากแก้วน้ำที่กำลังเทน้ำอัดลมใส่ ตื่นตระหนกกับน้ำเสียงคุ้นเคย

“พี่ชาติ”หญิงสาวรินน้ำจนเกือบล้นแก้ว จำอีกฝ่ายได้ทันทีทันใดตั้งแต่แรกเห็นหน้า

“สวัสดีพี่มองเราอยู่ตั้งนาน มองให้แน่ใจว่าเป็นสโนว์จริงๆ”

“พี่ชาติเอ่อ...”กวีณาอึกอัก “พี่ชาติมาอยู่ที่นี้ได้ยังไงคะ”
พยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองตื่นเต้นเกินไปนัก

“พี่เพิ่งมาทำงานเป็นการตลาดให้ที่นี้ แล้วสโนว์ละ”

บทสนทนาชะงักเพราะเสียงพิธีกรบนเวทีบอกว่าเพลงต่อไปคือเพลงสุดท้ายของงาน และยังยืนยันที่จะให้ธิปกขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่มของคนที่อยู่ในงาน ท้ายที่สุดแล้วธิปกก็ยอมขึ้นเวทีร้องเพลงประจำตัว เพลงร็อคที่ปลุกใจให้หึกเฮิม หลายคนร้องเพลงตามเจ้านาย

“สโนว์ก็ทำงานให้เขาเหมือนกันค่ะ”กวีณามองชายหนุ่มที่อยู่บนเวที ดื่มน้ำอึกใหญ่

“ตำแหน่งไหนครับ...พี่ไม่เคยเห็น”

“พี่สโนว์...”ทิพย์ฤทัยขัดจังหวะการสนทนา “ตามหาตัวตั้งนาน ขึ้นเวทีไปช่วยพี่ปกหน่อยสิคะ”น้องสาวคนสุดท้องของบ้านไม่พูดพล่ามทำเพลงจับจูงกวีณาที่ยังยืนงงๆ ขึ้นสู่เวทีพร้อมยื่นไมค์ให้เสร็จสรรพ

สองคนบนเวทีมองหน้ากันอย่างงงๆ หญิงสาวที่ถูกส่งขึ้นไปมาได้เพียงแต่ถือไมค์ ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรสักอย่าง ตลอดระยะเวลาที่เป็นเลขาให้ธิปกชายหนุ่มเลือกร้องเพลงนี่จนมันกลายเป็นเพลงประจำตัว

ธิปก...เอาอยู่

“ทุกคนเดินทางโดยสวัสดิภาพนะครับ”เจ้านายอวยพรหลังเสียงดนตรีจบลง

“เดี๋ยวครับคุณปก”ชลชาติที่ยืนอยู่หน้าเวทียกมือ “ผมขอร้องเพลงสุดท้ายของงาน”

“เอาสิ คุณชาติขึ้นมาบนเวทีเลยครับ”ธิปกเอ่ยอนุญาตลูกน้องที่เพิ่งผ่านการทดลองงานเมื่อไม่กี่วันในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด “ทุกคนอย่าเพิ่งกลับนะครับ ช่วยคุณชาติร้องเพลงกันอีกเพลง”

“ขอบคุณครับ”ชลชาติขึ้นบนเวที รับไมค์จากเจ้านาย “สโนว์...อยู่บนเวที ร้องเพลงกับพี่ก่อนสิ”

“แต่ว่า...”กวีณายังไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ เสียงดนตรีที่อีกฝ่ายเลือกเพลงไว้แล้วก็ดังขึ้น
บนเวทียังเป็นนักร้องคู่เพียงแต่เปลี่ยนจากธิปกเป็นชลชาติ

“นั่งคนเดียวแล้วมองกระจกที่สะท้อนแสงจันทร์วันเพ็ญ โดดเดี่ยวกับความเหงาอยู่กับเงาที่พูดไม่เป็น...”

“หากความรักเกิดในความฝัน เราจุมพิตโดยไม่รู้จักกัน...”ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพลงที่ต้องร้องระหว่างชายหญิง เธอเคยร้องเพลงนี้ร่วมกับชลชาติมาแล้วหลายครั้ง กวีณาเปล่งเสียงร้องตามทำนองสอดประสานกับอีกฝ่าย
จมอยู่กับเรื่องราวของตัวเองกับชลชาติ

แขกในงานต่างเปล่งเสียงร้องตาม ไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของทิพย์ฤทัยและธิปกที่ยืนจ้องนักร้องตาเขม็ง ท่าทางเครียดยิ่งกว่าตอนเจรจาผลประโยชน์

งานเลี้ยงเลิกแล้วจริงๆ
ทิพย์ฤทัย ศุภชัยและพี่ชายใหญ่ของบ้านยืนส่งแขก มนิดาพาเด็กชายสามคนเข้านอน

“แล้วสโนว์จะกลับบ้านยังไง...”ชลชาติไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายคลาดสายตา ตั้งแต่ลงจากเวที

“สโนว์เอารถมาค่ะ”กวีณาสะพายกระเป๋าคล้องบ่า

“พี่ขออนุญาตขับตามไปส่งที่บ้านได้ไหม”

“แต่ว่า...”กวีณาพ่ายแพ้สิ้นกับสายตาอ้อนวอน น้ำเสียงนุ่มหูที่ครั้งหนึ่งเธอเคยพึงใจกับมันหนักหนายังมีอิทธิพลมาถึงทุกวันนี้

“เสียงเพราะนี้ชาติ...”ธิปกเดินมา “ชม”ลูกน้องถึงที่

“ขอบคุณครับคุณปก คุณปกก็ขาร็อคใช้ที่”

“ร้องเป็นอยู่เพลงเดียว ไม่เคยหลายใจ”ธิปกข่มใจไม่ให้พาล ไม่ให้ออกนอกเรื่อง “ขับรถกลับบ้านดีๆ ละ”ชายหนุ่มหันไปบอกชลชาติ ก่อนจะโอบบ่าหญิงสาวของตัวเองบังคับอีกฝ่ายที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวมาแนบชิด ยอมก้าวเท้าเดินตามตัวเอง “เราขึ้นไปนอนกันดีกว่าสโนว์ ผมง่วงนอนแย่แล้ว”

“แต่ว่า...”กวีณาเอ่ยปากประท้วงแต่สู้แรงของธิปกไม่ได้จริงๆ หญิงสาวมองเห็นชลชาติยืนเม้มปากแน่น นัยน์ตาคมฉายแววปวดร้าวชัดเจน

“แต่ว่าอะไรอย่างอนผมสิ เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปคาราโอเกะกันร้องคู่กันสิบเพลงรวด”ธิปกกุเรื่องปัจจุบันทันใด

ผู้หญิงของเขาคือผู้หญิงเขา แม้จะไม่เคยมีแผนอยู่ในหัวที่จะให้กวีณามานอนค้างคืนที่นี้ แต่ถ้าปล่อยให้ห่างสายตาจากกันคืนนี้

ผู้ชายกับผู้ชายดูกันออก

ชลชาติแสดงออกชัดเจนว่าจะตื้อไม่เลิก ส่วนกวีณาก็เหมือนจะตอบรับการตอแยนั้น ต่างจากตอนที่อยู่กับเขาลิบลับ หญิงสาวไม่มีท่าทีฉันท์คนรัก เชิงชู้สาว จะเหนี่ยวรั้ง จะตามเขาไปโน้นไปนี้

ไม่ไปหาเท่ากับไม่เจอกัน
แค่นั้นเอง...

“เดินดีสิที่รัก...”ธิปกจับอีกฝ่ายกลับหันหลัง ออกแรงเพียงนิดหญิงสาวที่ทำตัวแข็งๆ ขืนๆ ก็จนใจก้าวเดินมาด้วยกัน
ทิ้งให้ชลชาติยืนเคว้างคว้างอยู่ตรงนั้น...

“คุณปก ทำอะไรของคุณคะนี่”กวีณาประท้วงเบาๆ ไม่อยากรบกวนฤทธิชัย มาลาตี ภากรที่เข้านอนแล้วก่อนหน้านี้ เป็นครั้งแรกที่เดินเข้ามาในบ้านของธิปก

และมันจะเป็นครั้งสุดท้าย
เดาไม่ออกเลยจริงๆ ว่าถ้าผูกพันไปมากกว่านี้ ตอนที่ต้องเลิกรา หมดสัญญากับธิปก สภาพหัวใจตัวเองจะเป็นยังไง

“คืนนี้นอนค้างกับผม”ธิปกเอ่ยเสียงแข็ง ล็อกประตูห้องนอนแน่นหนา

“อย่าดีกว่าคะ สโนว์อยากกลับบ้าน”กวีณานั่งลงบนเตียง เฟอร์นิเจอชิ้นเดียวในห้องใหญ่โต


“ทำไม นัดใครไว้ที่บ้าน”

“ฉันไม่รู้ว่าคุณปกกำลังพูดถึงอะไรแต่คืนนี้ฉันอยากกลับบ้านจริงๆ ค่ะ”หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนาม เสียงแข็งที่สุดเท่าที่คุยกับชายหนุ่ม

“ทำไม นอนค้างคืนกับผมที่นี้สักคืน มันจะเป็นยังไง”ธิปกปลดกระดุมเสื้อ

“กลับบ้านดีกว่าค่ะ ถ้าเราสองคนจะพูดกันไม่รู้เรื่อง”หญิงสาวลุกออกจากเตียง ยืดสายกระเป๋าสะพายไว้กับตัวแน่น
ชายหนุ่มเจ้าของห้องคว้าตัวหญิงสาวมากอดเอาไว้

“ทำตัวแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะสโนว์”ธิปกเอ่ยเสียงเหี้ยม ใช้เรี่ยวแรง “ลาก”หญิงสาวกลับขึ้นสู่เตียงอีกครั้ง

“คุณปก...ต่างหากที่ไม่น่ารัก”กวีณาเสียงอ่อนลง มือข้างหนึ่งวุ่นวายกับการจัดคอเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายให้เข้าที “วันนี้ดูไม่มีเหตุผลเลยนะคะ เราตกลงกันไว้แล้วว่าสโนว์จะมาแค่ร่วมงาน ไม่มีค้างคืนใดๆ”

ไม่มีความผูกพันใดมากกว่านี้

“ใช่สิ...ผมไม่น่ารักเหมือนนายชลชาตินั้น”ธิปกหัวเสีย เมื่อนึกถึงภาพบนเวทีเมื่อครู่
เราสมรสโดยไม่มองหน้ากัน...

ชลชาติกับกวีณาช่วยมองหน้าเขาสักนิดได้ไหม

“สโนว์กับชลชาติรู้จักกันมาก่อนใช่ไหม...”

“ค่ะ...เราสองคนรู้จักกันมาก่อน”คนตอบหัวใจเต้นแรง เมื่อนึกถึงความสัมพันธ์เมื่อครั้งอดีต

“ไม่ใช่แค่รู้จักต้องมีอะไรมากกว่านั้น”ธิปกคาดคั้น กวีณาในอ้อมกอดเขาตรงนี้เหมือนไม่ใช่ผู้หญิงร่าเริงคนเก่าที่เขารู้จักเลือกมาทำงานด้วย

“เราสองคน...”ถ้าธิปกเป็นรักครั้งแรกในความฝัน ในความปลาบปลื้มประทับใจ ชลชาติก็คือรักครั้งแรก รักจริงๆ ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว กวีณาแตะนิ้วลงบนริมฝีปากแผ่วเบา

ถ้าการได้รัก ได้จุมพิตกับธิปกคือภาพความฝัน การได้จูบกับชลชาติก็เป็นเรื่องจริง

“เป็นแฟนกันมาก่อน...”ชายหนุ่มคาดเดาจากท่าทีของอีกฝ่าย

“ใช่ค่ะ”กวีณายอมรับ สถานะระหว่างตัวเองกับชลชาติเกินเพื่อนสนิท และถ้าพูดให้ถูกต้องตรงกับการกระทำ ที่เคยหวังไว้ว่าจะเป็นแฟนกัน เป็นคู่ชีวิต

ทั้งเธอและชลชาติไม่เคยบอกเลิกราจบความสัมพันธ์

“ไม่คิดถึงใครทั้งนั้นนะสโนว์...ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่า แฟนใหม่”

“แต่ในสัญญาเราสองคนสามารถคบใครก็ได้ไม่ใช่หรือคะ”

“สโนว์ทวงสัญญาข้อนี้อีกแล้วนะ”

“สโนว์ไม่ได้ทวงค่ะ”กวีณาทำเพื่อตอกย้ำตัวเอง

“ไม่ได้ทวงแล้วยังไง อยู่กับผมห้ามคิดถึงใครทั้งนั้น”ธิปกย้ำชัด
ชายหนุ่มปิดกั้นทุกความคิดของหญิงสาวในอ้อมกอดด้วยจุมพิตร้อนแรงราวกับจะลงโทษ จะผูกมัด


8



หญิงสาวฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าบ้านจอดรถคันน้อยนอกรั้วอาณาเขตคฤหาสน์หลังงาม เตรียมหาทางหนีทีไล่ให้กับตัวเอง ตลอดระยะเวลาสามปีที่เป็นเลขาของธิปกและฝ่ายนั้นไม่มีทั้งแฟน  คนรัก หญิงสาวมาเกาะแกะให้วุ่นวาย พุดซ้อนกับเธอสนทนาหาข้อสรุปกันบ่อยๆ ถึงเรื่องนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะธิปกมีวาระซ่อนเร้นเป็นเพศที่สาม สี่ ห้าตามสมัยนิยมก็น่าจะเป็นเพราะครอบครัว โดยเฉพาะมารดาของชายหนุ่ม คุณมาลาตีไม่น่าจะเข้าหาได้ง่ายๆ

ตอนนี้กวีณารู้สึกว่าเหตุผลประการหลังน่าจะถูกต้องกว่าประการแรก

หญิงสาวสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีฟ้าตามที่ได้นัดแนะเป็นอย่างดีกับสองหนุ่ม หมวกไหมสำหรับเล่านิทาน ของขวัญสองกล่องสำหรับฤทธิชัยและมาลาตีนอนนิ่งอยู่บนเบาะข้างคนขับ ตัวประกันที่ทำให้เธอต้องมางานนี้แน่ๆ ไม่สามารถบิดพลิ้วเป็นอื่นไปได้

“สองพ่อลูกนี่น่าโดนตีนัก”กวีณาขนของทุกอย่างลงจากรถ

ท่วงทำนองดนตรีจังหวะสนุกๆ แผ่วเบา ไฟดวงเล็กๆ หลายสีประดับอยู่ตามต้นไม้ รั้วบ้าน โต๊ะ เก้าอี้กระจายอยู่ทั่วบริเวณเกือบสามสิบที่นั่ง ล้อมเวทีเอาไว้ ขนาดของงานทำให้หญิงสาวโล่งอก กวีณาก้มหน้าก้มตามั่นใจว่าตัวเองน่าจะรู้จักแขกมาร่วมงานเกือบสามสิบเปอร์เซ็นต์ หญิงสาวรวบของทั้งหมดด้วยมือข้างเดียว กดโทรศัพท์ส่งข้อความสั้นๆ ไปหานักเล่านิทาน กลิ่นหอมๆ ของอาหารที่เหมือนเพิ่งจะทยอยมาบริการแขกร่วมงานปั่นป่วนกะเพราะ

“ทำไมพี่สโนว์ไม่เอารถจอดในบ้าน...”ภากรลัดเลาะมาตามทางเดินด้วยความชำนาญพื้นที่ เด็กชายแต่งตัวเหมือนกับหญิงสาวไม่มีผิดเพี้ยน

“อย่าเพิ่งถามอะไรเลยซันนี่...พี่สโนว์หนัก”ข้าวของกว่าครึ่งถูกเปลี่ยนมือ

“ตามผมมา...”เด็กชายักคิ้วลิ่วตา เดินนำหน้าไปตามซอกทางเดิน ต้นไม้ไม่ต้องปะทะกับคนมากนัก

กวีณาเพลินกับดอกไม้ใบหญ้า
ลืมสิ้น
อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะพบกับครอบครัวของธิปก

ตามธรรมเนียมของเจ้าภาพ โต๊ะตัวยาวของสิริพงษ์ไพศาลศิลป์ตั้งอยู่ด้านหน้าสุด ขาดเพียงทิพย์ฤทัยลูกสาวคนสุดท้องที่ติดงานด่วนกะทันหัน กวีณากลั้นหายใจ ฉีกยิ้ม ยกมือสวัสดีทุกคน คุ้นเคยกับมนิดาและศุภโชคเป็นพิเศษเพราะทั้งคู่ทำงานในบริษัท   

ธิปกและภากรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
รักเขาก็ต้องรักครอบครัวเขา
เข้าถ้ำหมูคงง่ายกว่าเข้าถ้ำเสือเยอะ

นอกจากครอบครัวของธิปก กวีณายังต้องส่งยิ้ม ยกมือไหว้ให้เพื่อนพนักงานอีกหลายคนที่เคยร่วมงานด้วยกันมาโดยเฉพาะพุดซ้อน ยอมรับสภาพการเป็นจุดสนใจ กวีณาถูกขนาบข้างด้วยธิปกและภากร เสียงดนตรีที่เหมือนจะดังกว่าตอนเริ่มงานทำให้พูดคุยไม่สะดวกนัก

ทำได้เพียงส่งยิ้มกันไปมา...

“มันเกะกะผมมากเลยครับ พี่สโนว์”
ข้าวของทั้งหมดกองอยู่บนตัวเด็กชายที่พยายามจะตักอาหารใส่ปาก

“หาเก้าอี้เปล่าๆ สักตัวมาวางมันดีไหมคะ”กวีณาหันรีหันขวาง สบสายตาเข้ากับพุดซ้อน หญิงสาวโบกไม้โบกมือให้เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่แต่ไม่กล้าลุกจากโต๊ะตอนนี้

“พี่สโนว์...ไม่สนใจปัญหาผมจริงจัง”เด็กชายตัวน้อยครวญ

“พ่อว่าเอาไปไว้ในบ้านดีกว่า อันไหนจะใช้เล่านิทานก็ไปวางไว้ตรงเวที”

“พ่อมาช่วยผมหน่อยสิครับ”คนหิวเริ่มงอแง

“นิดเดียวเองนะครับ...ซันนี่”ธิปกเสียงแข็งโต้กลับ

“แต่ผมก็อุตส่าห์ไปรับแฟนพ่อปกมาแล้วนะครับ”ลูกชายทวงบุญคุณ

“เรานี่...”คุณพ่อทำหน้าดุแต่ก็ยังลุกออกจากเก้าอี้มาช่วยลูกชาย

ไม่มีกำแพงใดๆ กั้นกลางระหว่างมาลาตีและกวีณา สองสาวต่างวัยมองกันตาไม่กะพริบ รอยยิ้มบนใบหน้าเกิดขึ้นตามมารยาท กวีณามองเห็นริมฝีปากของอีกฝ่ายขยับแต่ก็ยากเกินกว่าจะได้ยินเสียง ผู้น้อยเป็นฝ่ายขยับเข้าหาผู้ใหญ่ ความกลัว “ข่าวลือ”ยังคงมีอยู่แต่ก็บรรเทาเบาบางเต็มทีเมื่อนึกถึงการเป็นอาสาสมัครดูแลเด็ก คนป่วย ผู้สูงอายุพบเจอผู้คนมาร้อยแปดประเภท

แค่เพียงพูดคุยกับมาลาตี มารดาของธิปก ย่าของภากร
ต้นแบบของความน่ารัก
ย่อมใกล้เคียงกับความน่ารักไม่มากก็น้อย

“ขอบใจนะที่มา...”มาลาตีพินิจหญิงสาวตรงหน้าเร็วๆ ไม่มีเครื่องสำอางฉูดฉาด ไม่มีเครื่องประดับราคาแพง “ซันนี่เล่าถึงเธอให้ฉันฟังอยู่บ่อยๆ”คุณย่าของหลานชายบอกเล่าไปตามความจริง

ไม่เคยได้ยินชื่อหญิงสาวจากธิปกเลยสักครั้ง

“ซันนี่เล่าเรื่องหนูให้คุณมาลาตีฟังในรูปแบบนิทานใช่ไหมคะ”

“เธอรู้...”

“สโนว์เดาค่ะ”หญิงสาวอมยิ้ม

“หรือว่านายซันนี่เล่าเรื่องฉัน  เรื่องบ้านนี้ให้เธอฟังแบบนิทาน”

กวีณายิ้มกว้างแทนคำตอบรับ
บทสนทนาต่อมาระหว่างกัน  วนเวียนอยู่กับ “นักเล่านิทาน”
ภากรโดนนินทาระยะเผาขน

เริ่มต้นที่กวีณาเล่านิทานเรื่องคุณย่ากับถั่วงอกจอมพลัง ลงท้ายด้วยนิทานเรื่องสโนไวท์กับอาหารจืดๆ ของเธอจากปากของมาลาตี

“ดีนะคะ ที่สโนว์ยังเป็นสโนไวท์ ส่วนเรื่องทานอาหารรสจืด”กวีณาอยากหักคอนักเล่านิทาน “สโนว์ไม่ได้กินอะไรจืดๆ ตามหน้าตานะคะ แต่กินจืดไม่ค่อยปรุงเพราะมันดีต่อสุขภาพ”

“ล่าสุดเห็นนายซันนี่บอกว่าจะแบกเครื่องปรุงรสจากบ้านไปหมดครัว”


“คุณมาลาตีอย่ายอมให้ซันนี่ทำอย่างนั้นได้นะคะ”

“ไม่ยอมอยู่แล้ว”คุณย่าฮึดฮึด”เดี๋ยวจะเอาไปซ่อนใส่ตู้เซฟให้หมดเลย เรื่องถั่วงอกนี่นะ ถามคนนี้ได้เลย”มาลาตีแตะต้นแขนที่ฤทธิชัย”ฉันไม่ได้ตามคนทั้งบ้านมาดูสักหน่อย ก็แค่เรียกสามีเพื่อมีระเบิดตูมตาม”

“นักเล่านิทานนี่ กล่าวเกินจริงไปมากเลยนะคะ”

“เฮอ...”มาลาตีถอนหายใจ “ซันนี่เล่านิทานให้ตัวเองฟังตั้งแต่เล็กๆ ยิ่งเล่าก็ยิ่งมีจินตนาการกว้างไกล สมัยก่อนบ้านเราไม่มีเด็ก ฉันก็พยายามจะเล่น จะเลี้ยงนายซันนี่นะ แต่ดูเหมือนๆ แกก็ยังขาดอะไร พอจะมีน้อง มีเพื่อนเล่นบ้าง เขาก็ดันมาเป็นคู่”มาลาตีพยักเพยิดไปทางเด็กชายฝาแฝดที่เล่นกันอยู่ใกล้

กวีณาพลอยเศร้ากับสิ่งที่มาลาตีพูด

“สโนไวท์คนนี้ไปซื้อเครื่องปรุงรสมาเพิ่มไว้ที่บ้านอีกดีกว่าค่ะ ปรุงรสนิดหน่อยๆ ซันนี่น่าจะพอทานได้บ้าง”หญิงสาวมองตรงไปที่ภากรที่ก้มหน้าก้มตากิน “สโนว์เคยคิดอยากหาสูตรอาหารสุขภาพที่ไม่จืดนักมาทำให้คุณปกกับคุณซันนี่ทาน คงต้องทำแบบนั้นจริงๆ”กวีณาส่งยิ้มให้ธิปกที่นั่งอยู่ข้างกันๆ

“รายนี้ก็อย่าไปตามใจ”แม่เบ้ปากกับรสนิยมการกินของลูกชาย

“เผ็ดจัด เปรี้ยวปรี๊ด หวานเป็นน้ำตาลเชื่อม และขมมาก”กวีณาส่ายหน้า ชายหนุ่มที่กำลังโดนนินทานั่งอยู่ข้างตัว

“เด็กไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ใหญ่นี่โตแล้วต้องเล่นงานให้หนัก หนูสโนว์อย่าไปยอมเป็นอันขาด”มาลาตีดีใจที่มีผู้ร่วมอุดมการณ์ “ฝากด้วยนะสโนว์”

มาลาตียังไม่ทันเอ่ยจบก็ถูกขัดจังหวะด้วยลูกสาวคนเล็ก

“โอ๊ย...ปลาดาวหิวข้าว เหนื่อยที่สุดเลย”ทิพย์ฤทัยเอ่ยเสียงดังแข่งกับเสียงเพลง เหนื่อยแต่ใบหน้าสดชื่น นัยน์ตาเป็นประกาย

“งานสำเร็จไหมเรา...”ธิปกเอ่ยถาม

“คุณพ่อดูสิค่ะ”ลูกสาวคนเล็กของบ้านตรงไปคล้องแขนบิดา อ้อนขอความเห็นใจ “พี่ปกเป็นเจ้านายที่ใจร้ายมาก”ทิพย์ฤทัยชะงักไปทันทีเมื่อเห็นบุคคลที่สามนอกครอบครัว

น้องสาวคนสุดท้องเพ่งพิศ พอจะรู้จากบิดา มารดามาบ้างว่าพี่ชายผูกสัมพันธ์รักใคร่หญิงสาวคนหนึ่งลับๆ แต่ไม่นึกว่าเธอจะรูปโฉมแบบนี้

หญิงสาวในตำนานรูปลักษณ์ห่างไกลคำว่าเมียน้อย เมียเก็บอย่างที่เคยเห็นในละคร ในภาพยนตร์ แถมยังใส่แว่นสายตาทรงนักเรียนเคร่งตำรา ยามยิ้มทั้งสองแก้มมีรอยลึกบุ๋ม

“สวัสดีค่ะ...”ทิพย์ฤทัยยกมือไหว้ฝ่ายนั้น ความอยากรู้อยากเห็นเต็มอก “คุณคือ...”

“ไม่บอกครับ”ภากรละมือจากอาหาร ยืนเสนอหน้าคั่นกลางระหว่างธิปกกับกวีณา หน้าตาแป้นแล้น “บอกไปคุณอาปลาดาวก็ไม่เข้าใจ”

สองคู่แค้นประจำครอบครัวแยกเขี้ยวใส่กัน

“ถามคุณพี่เขาโดยตรงก็ได้”ทิพย์ฤทัยลอยหน้าลอยตา “คุณพี่ชื่ออะไร เป็นใครหรือคะ”

“พี่สโนว์...”หลานชายเนื้อเต้นเสียงดัง “อย่าไปบอกอาปลาดาวนะครับว่าพี่สโนว์เป็นแฟนของพ่อปก”

กวีณาหน้าแดง เสียงของเด็กชายดังลั่นข้ามจังหวัด

“อ๋อ...ชื่อพี่สโนว์”ทิพย์ฤทัยยกมือไหว้สวยงาม “แฟนพี่ปก หนูปลาดาวนะคะ น้องสาวพี่ปก”คุณอาลอยหน้าลอยตาเยาะเย้ยหลานชายที่ยืนหน้าคว่ำ

บรรยากาศมาคุไม่ถึงสามนาที เด็กชายก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง

“รู้แล้วได้อะไร”ภากรเลียนแบบท่าทางของอาสาว ยียวนกวนประสาทเหมือนกันไม่มีเพี้ยน ยิ่งกว่าคัดลอกกันมา“รู้แล้วก็ยังไม่มีแฟน”

“เราสองคนอาหลานนี่...”มาลาตีโบกพัดในมือเป็นการยุติสงคราม “ทะเลาะกันต่อหน้าพี่เขาแบบนี้ เดี๋ยวพี่สโนว์ก็หนีกลับบ้านกันพอดี”

“คุณแม่/คุณย่า”ลูกคนเล็กและหลานชายคนโตต่างพากันพร้อมใจเรียกขานศักดิ์ของมาลาตี ก่อนสะบัดหน้าหนีไปคนละทาง

นานๆ ครั้งจะใจตรงกัน

“พี่อาร์อธิบายคิวบนเวทีให้คุณพ่อกับพี่ปกฟังแล้วใช่ไหมคะ”ทิพย์ฤทัยเอ่ยถึงเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่วันนี้ทำหน้าที่เป็นพิธีร ฤทธิชัยและธิปกต่างพยักหน้า “โชคดีนะคะคุณพ่อ คุณพี่ชาย”หญิงสาวโบกมือให้คนในครอบครัว “ปลาดาวไปหม่ำหม่ำกับเพื่อนร่วมงานก็ได้ค่ะ ทำให้เขารัก เขาหลงเมตตา ปลาดาวจะได้ทดลองงานผ่าน”

คู่อาฆาตปรายตามองกัน
ไม่มีบทสนทนาแสบร้อนใส่กันอีก

“ผมน่าจะเล่าเรื่องปลาดาวงี่เง่าให้พี่สโนว์ฟังก่อนจะมาบ้านนี้”ภากรยังไม่ยอมกลับไปนั่งเก้าอี้

“ปลาดาวน่ารักดีออกค่ะ หน้าตารูปร่างแปลกกว่าปลาทุกชนิดน่าสนใจ น่าศึกษา”กวีณาพยายามผูกเรื่องจริง นิทาน เรื่องที่ภากรสนใจเข้าด้วยกัน

“พี่สโนว์พูดอย่างนี้ อาปลาดาวก็เสร็จสิครับ”เด็กชายทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ “ผมจะจับอาปลาดาวมาคว้านท้องทำวิจัย”ภากรหัวเราะเสียงดัง

“ไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อยค่ะ ซันนี่”กวีณาอดไม่ได้ที่จะหมั่นเขี้ยวจับหัวกลมเล็กๆ โยกไปโยกมาอย่างที่เคยชอบทำ “เรานี่นะ ช่างเป็นศรีธนญชัยภาคน้ำหนักเกินจริงๆ”

“ศรีธนญชัย”ภากรทวนชื่อ “เป็นใครอะครับ ทำกับข้าวอร่อยหรือเปล่า”

กวีณาปฏิบัติต่อภากรเหมือนอยู่ด้วยกันที่บ้านทุกประการไม่ทันได้เห็นสายตาเปล่งประกาย อากัปกิริยายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของฤทธิชัยและมาลาตี

พิธีการบนเวทีเริ่มตอนสองทุ่มตรง ฤทธิชัยกล่าวขอบคุณพนักงานทุกคนที่มาร่วมงาน เจ้าของงานและเจ้าของบริษัทตัวจริงพูดด้วยท่าทีเนิบช้าแต่ว่าชัดเจน แถมยังมีมุขตลกต่อท้าย

“ก็จริงๆ แล้ว ผมก็ไม่ได้จัดงานสักเท่าไหร่แต่ก็อยากให้หลานชายทั้งสามคนมีพื้นที่แสดงความสามารถ”ฤทธิชัยปรายตามองหลานชายแฝดที่ยืนอยู่ข้างเวที ไม่ต้องมีเพลง ทั้งศุภโชคและมนพลก็เริ่มกระโดดโลดเต้น “พยายามดูให้สนุก ใครตบมือ ใครหัวเราะเสียงดัง เดี๋ยวจะให้ปกขึ้นเงินเดือน เพิ่มโบนัสให้”

เรียกเสียงฮือฮา เสียงตบมือได้จากคนทั้งงาน

ศุภโชคและมนพลเกิดมาเพื่อเต้นโดยแท้ สองหนุ่มน้อยวาดลีลาสะบัดลวดลาย ไม่สนใจแม่ยก พ่อยกที่มาเยือนหน้าเวทีพร้อมธนบัตรหลากสี

“ตื่นเต้นจังเลยครับ”ภากรหน้าหดเหลือสองนิ้ว

“สู้ๆ ซันนี่ วันนี้เรามากันเป็นทีม”กวีณาแจกหมวกไหมพรมที่ถักเองกับมือให้สองหนุ่ม
หมวกของธิปกและกวีณาเป็นหน้าหมู ส่วนของภากรเป็นหน้าสุนัข

“ลุย”ธิปกแบมือคว่ำลงเป็นฐานให้มือของภากรและกวีณามาประกบ

สามเสียงประสาน
“สู้โว้ย”

“แล้วนี่ซนพร้อมด้วยหรือเปล่าคะ”กวีณาไม่เคยมั่นใจในสุนัขตัวเล็กจอมหยิ่ง

“เพื่อนซี้ผม...นิสัยเหมือนกันอยู่แล้ว”

กวีณาพยักหน้าด้วยสภาวะจำยอม
ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่สุนัขกับคนจะนิสัยเหมือนกัน

กวีณาทำหน้าที่บันทึกการเล่านิทาน หญิงสาวซักซ้อมอยู่กับอุปกรณ์ไฮเทคของสองพ่อลูกมาแล้วก่อนหน้านี้ ทำเพียงหาพื้นที่เหมาะๆ หน้างาน ได้ภาพชัดเจน ไม่เบียด ไม่บังใคร ธิปกทำหน้าที่เป็นเด็กยกของอยู่หลังเวที พ่อยกบ้านกระดาษสีขาวที่มีภาพใบหน้าของหมูแปะติดอยู่ บ้านทั้งสามหลังแตกต่างกันตรงที่หลังแรกมีฟางทำเป็นหลังคา หลังที่สองทาสีคล้ายลวดลายของไม้ หลังที่สามทาสีเหมือนถูกสร้างมาจากก้อนอิฐ

ภากรรับหน้าที่เป็นนักเล่านิทาน บอกเล่าที่มาของบ้านสามหลัง และความสัมพันธ์ของพี่น้องหมูสามตัว

“พี่น้องทั้งสามตัวแยกกันอยู่ เมื่อหมาป่ารู้แบบนี้ว่าพี่น้องไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้รักสามัคคี มันก็จะไปจับลูกหมูกินทีละตัว”
ตัวร้ายในนิทานขึ้นไปบนเวทีตามกำหนดนัดหมาย ซนใส่หมวกไหมพรหมเล็กๆ รับบทหมาป่า

“มันไปเยือนบ้านลูกหมูพี่คนโตสุดเป็นลำดับแรก”
หมาป่าตัวร้ายไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่สนใจสัญญาณมือจากเพื่อนซี้อย่างภากร

“เดินมาที่บ้านหลังแรกสิ...ซน”เปลี่ยนจากส่งสัญญาณมาเป็นการสั่งงานออกไมค์

สุนัขตัวน้อยยังนิ่งเฉย
ไม่มีสัญญาณตอบรับหรือปฏิกิริยาใดจากสุนัขที่ท่านเรียก...

นักเล่านิทานเริ่มหน้าเสีย ภากรทำหน้าจวนเจียนจะร้องไห้

“สู้ๆ ค่ะ ดัดแปลงเองไปเลย”กวีณายกนิ้วโป้งให้เด็กชาย “ซันนี่ทำได้อยู่แล้ว”

ภากรชะงักไปชั่วอึดใจ ก่อนจะกลับมายิ้มรื่นอีกครั้ง

“หมาป่าสั่งลูกน้องจอมพลังอย่างผมไปพังบ้านหลังแรก”ภากรเล่าเอง เล่นเอง เด็กชายเดินตรงไปเหยียบบ้านหลังแรกที่สร้างจากฟางจมพื้นที่เวที “บ้านจากฟางโดนพังได้ง่ายดาย พี่คนโตย้ายไปอยู่กับน้องคนที่สอง”

คนเล่านิทานเริ่มหอบ ใช้พลังไปเยอะกับการพังบ้านหลังแรกแต่เรียกเสียงหัวเราะได้จากทั่วบริเวณ

“หมาป่าสั่งลูกน้องให้พังบ้านหลังที่สองทันทีทันใด”เล่าเอง ชงเอง
สุนัขตัวน้อยยังยืนนิ่งเป็นก้อนหินต่างจากที่ซักซ้อมกันไว้ดิบดี

“ลูกหมูสามตัวย้ายไปอยู่รวมกันที่บ้านอิฐของหมูตัวสุดท้อง หมาป่าก็สั่งลูกน้องไปพังบ้านนี้อีก แต่เพราะสร้างด้วยอิฐแข็งแรง และมีลูกหมูอยู่ถึงสามตัวบ้านถึงไม่พังลงมาง่ายๆ”ภากรทำเพียงแค่เล่าอย่างเดียวไม่เดินไปแสดงด้วยตัวเอง “ส่วนหมาป่ากับลูกน้องหมาป่ามีเรื่องต้องเคลียร์กันหลังเวที”

ผู้ชมทั้งงานพากันหัวเราะคิกคักทั้งงาน พอจะเดากันได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสุนัขตัวเล็กที่ไม่ยอมเคลื่อนไหวและลูกชายเจ้าของบริษัท

“นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเราควรรักสามัคคีและสร้างบ้านด้วยอิฐ”ภากรทิ้งท้ายไว้แบบนี้เรียกเสียงตบมือกรี๊ดกร๊าดได้จากทุกคน

กวีณาบันทึกภาพเคลื่อนไหว้ไว้โดยตลอด หญิงสาวร่วมกรี๊ดกร๊าดไปกับผู้ชมอดใจไว้ไม่ไหวที่จะเก็บบรรยากาศคนดูเอาไว้ด้วย หมุนกล้องถ่ายวิดีโอไปทั่วงาน มีทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก กวีณาขมวดคิ้วภาพผู้ชายคนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในกล้องทำเอาหญิงสาวเข้ากล้องต้องยึดพนักเก้าอี้ใกล้ๆ ตัวไว้แน่น หญิงสาวลดกล้องในมือโดยเร็วอยากเห็นภาพของจริง มอง “เขา”ด้วยสายตาเปล่าของตัวเอง

ไม่เห็น...
หญิงสาวมองเห็นเพียงแต่เลขารุ่นพี่ พุดซ้อนลุกขึ้นยืนตบมือและกรี๊ดเสียงดังกว่าใคร
กวีณาใช้ฝ่ามือทาบอก หรือภาพที่เห็นเพียงเธอนึกฝันเอาเอง

คิวต่อไปบนเวทีเป็นของธิปก ในฐานะเจ้าของบริษัทคนปัจจุบัน

9

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ
ขอบคุณนักข่าวด้วยค่ะ

พระเอกกับนางเอกยังไม่ทะเลาะกันค่ะ
แต่ตูนเปิดตัวละครชุดใหม่ออกมาแล้ว


 ;)

10



ธิปกหมุนพวงมาลัยสองสามครั้ง ยานพาหนะก็จอดเข้าสู่ที่ทางของมันสงบเรียบร้อย เป็นกิจวัตรประจำชีวิตที่ทุกเช้าวันเสาร์เขากับลูกชายจะพากันไปหากวีณาและกลับบ้านมาอยู่กับครอบครัวทุกเย็นวันอาทิตย์ ภากรยกบ้านเพื่อนสี่ขาลงจากรถเป็นลำดับแรก รีบปล่อยซนออกมาเป็นอิสระ

ลูกผู้ชายสะพายเป้เสื้อผ้าไว้บนหลัง สองมือกอดตะกร้าปลูกผักไว้แน่นกลิ่นหอมๆ ลอยเข้าจมูกส่งอิทธิพลไปถึงฝ่าเท้า ภากรเกือบจะวิ่งอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าเม็ดพืชเล็กๆ ที่เริ่มต้นลงมือปลูกจะกระเด้งกระดอน

“สวัสดีทุกคนนะครับ”ภากรส่งเสียงไปก่อนตัว

สนามหญ้าหน้าบ้านตั้งโต๊ะ เก้าอี้ เตาย่างและอุปกรณ์กินข้าวพร้อมสรรพ สมาชิกครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแม้จะอยู่กันคนละทิศละทางไปสักหน่อย

“ซันนี่มีของมาฝากคุณย่าด้วยครับ”ภากรส่งตะกร้าผักให้มาลาตี ปลดเป้ออกจากตัว เตรียมช้อนเตรียมชามบริการตัวเอง สายตาจับจองบาร์บีคิวไม้โตเป็นเป้าหมายสำคัญ

“อะไรซันนี่ ใช่ถั่วงอกจอมพลังหรือเปล่า”มาลาตีก้มลงเมียงมองของในตะกร้า อยากรู้ไว้ก่อนจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ
เพื่ออะไรจะระเบิดใส่หน้าอีก

“ไม่ใช่ถั่วงอกครับ ต้นนี้กินได้ ดอกสวยด้วย”หลานชายบอกใบ้เป็นปริศนา สบตาอยู่กับเนื้อบาร์บีคิวในจานไม่ยอมเงยหน้ามองย่าเลยสักนิด


“มาครับแม่...ผมเอาไปเก็บไว้ในบ้านให้ก่อน”ธิปกส่ายหัวกับพฤติกรรมของลูกชาย หยิบตะกร้าออกจากตัวมารดาไปวางไว้บนเก้าอี้ว่างที่อยู่ห่างออกไป “ไหนสัญญากับพี่...”ชายหนุ่มเกือบพลั้งปากเรียกชื่อกวีณา”จะดูแลตะกร้าเป็นอย่างดี”

“ก็ผมหิวนี่”ภากรไม่ละสายตาจากอาหาร

“แล้วพี่บ้านโน้น...”มาลาตีมองลูกชายสลับกับหลานชาย “วันนี้พี่เขาไม่ได้ทำอะไรให้กินบ้างเลยหรือไงเรา หิวโซเชียว”

“พี่สโนว์ทำอาหารเยอะแยะเลยครับวันนี้”ภากรยกแก้วน้ำอัดลมขึ้นดื่มอึกใหญ่ หลังพิงพนักเก้าอี้ พักหายใจหายคอ “เห็ดชุบแป้งทอด ผักบุ้งชุบแป้งทอด ฟักทองชุบแป้งทอด สลัดแฮม”

“ก็หลายอย่างอยู่นะ”มาลาตีอมยิ้ม ดีใจที่ได้ยินชื่อผักอยู่ในเมนูอาหารของสองพ่อลูก

“หลายอย่างมากแต่ก็จืดสนิท”ภากรต่อท้ายคำว่าจืดด้วยพยัญชนะด.เด็กเกือบยี่สิบตัว “ทำผักชุบแป้งทอดอยู่ดีๆ แป้งโกกิก็หมด ไม่ได้ซ่อนฟักทองไว้ข้างในเลย”อาหารชุบแป้งทอดที่ดีของเด็กชาย แป้งต้องหนาหุ้มอาหารได้มิดชิด “ทำกับข้าวกินเองทุกวันแต่ก็ปล่อยให้น้ำปลาหมด ซอสไม่มี น้ำสลัดเหลือไม่ถึงสองช้อน ยังเอาแฮมไปต้มอีก”

หลานชายบ่นจริงจังไม่ทันได้สังเกตรอยยิ้มของย่า
มาลาตีถูกใจหนักหนากับการกระทำของพี่บ้านโน้น...

“ไปบ้านพี่สโนว์คราวหน้า ผมคงต้องต้องเอาเครื่องปรุงในครัวเราไปด้วย น้ำตาล ซอสฝาเขียว แป้งโกกิ น้ำจิ้มไก่ พริกป่นของพ่อปก”ภากรวางแผนล่วงหน้าเสร็จสรรพ

“ถ้าต้องยกไปถึงขนาดนั้น เชิญพี่สาวมาบ้านเราไม่ดีกว่าเหรอ”

“คำแนะนำของคุณย่าเจ๋งเป๋ง เห็ดชุบแป้งทอดเยอะๆ”ภากรฝันหวาน “ครั้งหน้าชวนพี่สโนว์มาบ้านเราดีกว่าเนอะพ่อปก”ลูกชายพูดช้ากว่าที่พ่อเดินจากโต๊ะอาหารไปร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆ หน้าเตาย่างเพียงเสี้ยววินาที

“คุณย่าดูคุณพ่อสิครับ”เด็กชายหัวเสีย ความหิวที่บรรเทาเบาบางลงไปแล้วคูณเท่ากับมาอีกเท่าหนึ่ง “โตจนป่านนี้แล้วยังจะอายเรื่องมีแฟน ไม่สมกับเป็นลูกผู้ชาย ผมกินข้าวต่อดีกว่า”

มาลาตีขยับพัดในมือเบาๆ อากาศยามเย็นลมพัดไปมาไม่ได้ร้อนสักนิด แต่ในฐานะแม่ ฐานะย่า มาลาตีร้อนใจ ลูกสามคน ธิปก มนิดา ทิพย์ฤทัย เธอแทบจะไม่ห่วงลูกสาวคนเล็ก ไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัว แม่อย่างเธอเลี้ยงดูแลได้

มาลาตีเป็นห่วงธิปก
ลูกชายจมอยู่กับอดีต จมอยู่กับการสูญเสียนานเกินไปแล้ว

ครั้งแรกที่รู้จากคู่ชีวิตว่าธิปกจะผูกสัมพันธ์กับผู้หญิงคนหนึ่งมั่นคงถึงทำสัญญาระหว่างกัน สัญญาณระวังภัยในความคิดของคนเป็นแม่ดังลั่น แต่มีมุมหนึ่งในหัวใจกลับฉลองชัย

ธิปกยอมออกจากถ้ำ

ความฝันที่อยากเห็นลูกชายมีครอบครัวอีกครั้ง ภากรมีพี่มีน้องพร้อมหน้า แม้มาลาตีจะยังหวาดกลัวนักว่า “สาว”ที่ลูกชายเลือกคบหาจะมีจุดประสงค์เจตนาร้าย

คนดีคนใดยอมอยู่ใต้เงามืดนานๆ
มาลาตีตั้งป้อมพร้อมรบจากเดือนเป็นปี ไม่เห็นแม้เพียงเงาของศัตรู จากไม่อยากรู้จนเป็นกระวนกระวาย
ธิปกเลือกใครมาผูกสัมพันธ์

ลูกชายปราบฝ่ายนั้นได้เบ็ดเสร็จหรือเนื้อแท้ในใจผู้หญิงผ่องแผ้วกว่าที่เธอคาดการณ์ไว้
แล้วภากรก็มาเป็นคนเฉลยคำตอบนั้น

“แฟนพ่อปกชื่อสโนว์”

ผู้หญิงชื่อเล่นแปลกขนาดนี้ แถมยังอยู่ใกล้ตัวธิปก มาลาตีรู้จักอยู่เพียงคนเดียว
อดีตเลขาของลูกชาย

ประวัติของกวีณาถูกส่งมาจากฝ่ายบุคคลของบริษัทถึงมือมาลาตีทันที
ได้อ่านกับได้รู้จัก
อย่างหลังน่าจะประเมินประมาณได้ถี่ถ้วนกว่า

ถ้ากวีณาเป็นคนดีจริง ป้อมรบที่แม่อย่างเธอสร้างไว้จะหันกระบอกปืนใหญ่เปลี่ยนทิศมาทางธิปกทันที

“แล้วอาทิตย์นี้ปลูกต้นไม้อะไรกับพี่เขา”มาลาตีหาข่าวเพิ่มจากทางหลานชาย
ภากรเป็นแรงผลักอีกแรงที่ทำให้เธออยากรู้จักกวีณา

“ไม่ได้ปลูกอะไรเท่าไหร่เลยครับ รอบนี้เป็นเวรของการล้างบ่อปลา ขัดๆ ถูๆ บ่อบัว แล้วก็ปลูกต้นทานตะวันในตะกร้า ผมคัดเลือกเมล็ดเองกับมือเลยนะครับ”

ไม่มีสักครั้งที่หลานชายจะกล่าวถึง “แฟนพ่อ”ในทางที่ไม่ดี แม้จะขัดอกขัดใจกันบ้างเรื่องอาหารการกิน แต่ทุกสิ่งที่กวีณาทำสร้างความสุขทางใจให้กับภากรไม่ใช่น้อย

มาลาตีเคยเป็นห่วงกังวล ภากรอาจโดนฝ่ายนั้นทำร้ายทางการกระทำและคำพูด โทษฐานติดตามธิปกไปแย่งเวลา แย่งความสนใจแต่ผ่านไปหลายสัปดาห์ ย่าไม่เคยเห็นรอยข่วน กิริยาไม่พอใจของภากร หลานชายนั่งนับวันรอไปบ้านกวีณา

ความกระหายใคร่รู้จักทวีคูณ
มาลาตีภาวนาว่าแผนการครั้งนี้ของตัวเองจะสำเร็จ

เมื่อได้อาหารปิ้งย่างจนสมใจ ทุกคนก็กลับมานั่งประจำตำแหน่ง ประมุขของบ้านนั่งหัวโต๊ะ ฤทธิชัยในวัยเกือบเจ็ดสิบปียังแข็งแรงกระฉับกระเฉง ขนาบข้างด้วยภรรยา และทิพย์ฤทัยลูกสาวคนเล็กที่หน้าตาเหมือนพ่อมากกว่าใครๆ ฝั่งที่นั่งเดียวกับทิพย์ฤทัย มีมนิดาลูกสาวคนกลางของบ้าน ศุภโชคและมนพลเด็กชายฝาแฝดที่ไม่มีสิ่งใดเหมือนกัน ลูกของมนิดาและศุภชัย พ่อของเด็กชายแฝดปิดท้ายเก้าอี้ฝั่งนี้

อีกฝั่งของโต๊ะภากรนั่งคั่นกลางมาลาตีและธิปก

“แฟ้บครับ อย่าอมข้าวครับ”มนิดาเรียกศุภโชคลูกชายคนโต เด็กชายอมอาหารจนแก้มตุ่ย

“ฟูครับ เพิ่งกินไปได้นิดเดียวเอง กินอีกหน่อย”ศุภชัยกระตุ้นเตือนลูกชายคนเล็ก

สองสามีภรรยาสลับผลัดกันทำหน้าที เมื่อเห็นว่าคู่แฝดไม่มีท่าทีกระตือรือร้นก็เพิ่มมาตรการจากไม้อ่อนเป็นไม้แข็ง

“นี่ถ้านายแฟ้บกับนายฟูทานข้าวได้สักครึ่งหนึ่งของซันนี่ พี่ฟ้ากับพี่ธงก็สบายแล้วนะคะนี่”ทิพย์ฤทัยที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดอดไม่ได้ที่จะแซวหลานทั้งสามคน

“อาปลาดาวครับ...ผมอุตส่าห์นั่งอยู่เฉยๆ”

“นี่ขนาดนั่งอยู่เฉยๆ นะนี่”ทิพย์ฤทัยกลืนน้ำลาย จานอาหารของภากรยังพูน ข้างๆ มีจานอีกใบไว้สำหรับใส่เศษอาหาร ไม้บาร์บีคิว เปลือกกุ้ง หอย ปู ปลา

ผิดกับศุภโชคและมนพลลิบลับ

“แฟ้บกับฟูทานน้อยๆ อย่างนี้ดีแล้ว พี่ชอบ”หัวกลมๆ ของภากรพยักหงึกหงัก ริมฝีปากมันแผล่บส่งยิ้มหวานให้น้องชายทั้งคู่

“ใช่ๆ ผมไม่ทานแล้วครับ”ศุภโชคกลืนอาหาร แก้มตอบเหยเกราวกับถูกบังคับให้กินยาพิษ “ให้พี่ซันนี่กินแทนแฟ้บกับฟู”

ผู้ใหญ่พากันหัวเราะ

“ใครเขากินข้าวแทนกันได้ ทำแบบนั้นได้จริง ซันนี่อ้วนตายกันพอดี”ทิพย์ฤทัยกระเซ้าเหย้าแหย่

“อ้วนแล้วมันผิดตรงไหน เห็นอ้วนๆ อย่างนี้ผมมีแฟนตั้งห้าคนเลยนะครับ”ภากรยกมือขึ้นมานับนิ้ว“ผอมๆ อย่างอาปลาดาวไม่เห็นจะมีใคร”

“สาวๆ เขามาชอบเพราะจะลอกการบ้านซันนี่มากกว่า”

อากับหลานเบ้ปากให้กัน ก่อนหันหน้าหนีไปคนละทิศละทาง

“คุณรีบบอกเรื่องนั้นกับเด็กๆ ก่อนเถอะ”มาลาตีหันไปคุยกับสามี “เผื่อจะมีใครทะเลาะกันหนีกลับไปนอนก่อน”

ฤทธิชัยยิ้มให้ภรรยา

“จะมีข่าวดีหรือครับ”ภากรตื่นเต้นดีใจกว่าใคร “สัปดาห์หน้าเราจะกินกันแบบนี้อีก”เรื่องดีใจเรื่องเดียวของเด็กชาย

“กินมากกว่านี้อีกซัน...”ปู่ส่งยิ้มให้หลานชายตาหยี”คนจะมาบ้านเราเยอะแยะ ต้องให้ซันและทุกคนช่วยกันรับแขก”

“คุณพ่อกับคุณแม่ตัดสินใจแล้วหรือครับ”ธิปกที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น

“ตัดสินใจแล้วจ๊ะ...ปก”มาลาตีส่งยิ้มให้ลูกชาย”สนุกกันสักรอบ”

สนุกเพราะจะได้รู้ในสิ่งที่อยากรู้ ได้เห็นในสิ่งที่อยากเห็น

“อีกสองสัปดาห์เราจะจัดงานครบรอบสามสิบห้าปีบริษัท ครบรอบที่พ่ออายุเจ็ดสิบปี จัดเป็นภายในเราเอง”ฤทธิชัยแถลงไข “ตอนกลางวันเลี้ยงพระ เลี้ยงข้าวพนักงานทั้งบริษัท มีเงินเล็กๆ น้อยๆ ให้พนักงานระดับปฏิบัติการ ตอนกลางคืนจัดเลี้ยงระดับผู้จัดการแผนกขึ้นไปที่บ้านเรา เป็นขวัญเป็นกำลังใจให้ทุกคน นานมากแล้วที่เราไม่เคยมีงานรื่นเริง”

“ต้อนรับยายดาวยอมมาทำงานที่บริษัทเราสักที น้องเลิกกลัวว่าฟ้าจะใช้งานหนัก”มนิดาอมยิ้ม

สองพี่น้องที่นั่งอยู่ข้างกัน ไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด มนิดาหน้าคมเข้มผิวคล้ำเหมือนคุณมาลาตี ส่วนทิพย์ฤทัยผิวขาวตาชั้นเดียวเหมือนผู้เป็นพ่อ

“ดาวจะโดนแซวเหมือนตอนเด็กๆ อีกหรือเปล่าก็ไม่รู้นะคะนี่ เด็กเก็บจากถังขยะ”

“เรื่องงานเลี้ยงที่บ้าน พ่อฝากดาวดูแลจัดการด้วยแหละกัน อยู่ในมือการตลาด น่าจะดีกว่าอยู่ในมือฝั่งออกแบบของฟ้า หรือผู้บริหารอย่างยุ่งแบบปก”พ่อฝากฝังลูกสาวคนเล็ก

“งานแรกแบบนี้ดาวจะทำงานให้คุ้มกับค่าจ้าง คุ้มกับเงินเดือนค่ะ”ทิพย์ฤทัยมุ่งมั่น “ว่าแต่จะกินเลี้ยงกันเฉยๆ เลยหรือคะ งานแบบนี้น่าจะต้องมีการแสดง มีโชว์อะไรนิดๆ หน่อยๆ”

“ผมกับฟูจะขึ้นเวทีครับ”ฝาแฝดผู้พี่ประกาศ กระตือรือร้นมากกว่าตอนทานอาหารเป็นร้อยเท่า

“พี่แฟ้บทำอะไร ผมทำด้วย”

“ทีเรื่องแบบนี้พร้อมใจกันเชียวนะลูก”ศุภชัยส่ายหน้าให้ลูกชายฝาแฝด “แล้วแฟ้บกับฟูจะขึ้นไปยืนเป็นกุ้งแห้งกลางเวทีเหรอครับ ทานอีกนิด”พ่อวกกลับเข้าสู่เรื่องเดิม

“ผมกับน้องจะขึ้นไปเต้นครับ”ไม่มีเสียงคัดค้านจากน้องชายฝาแฝด
หน้าตาไม่เหมือนกันก็จริง แต่คู่แฝดก็มีจิตสัมผัสสื่อถึงกัน

“ถ้าจะเต้นก็ต้องกินครับ ร่างกายจะได้แข็งแรง”มนิดาช่วยสามีอีกแรง

“ก็ดีนะ...มีการแสดงบนเวที มีอะไรฮาๆ ให้ดู”ทิพย์ฤทัยเห็นด้วยกับความคิดหลานชาย “มีดนตรี แล้วซันนี่ละจะแสดงอะไร...”น้าสาวลอยหน้าลอยตาถาม

“ผมขอคิดดูก่อนครับ”ภากรกอดอก อาหารตรงหน้าไม่อร่อยเหมือนเคยตั้งแต่ลืมตาดูโลกมาตลอดเก้าปี เด็กชายสู้ตาย อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่างกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ยกเว้นกิจกรรมการแสดงออกทุกประเภท
ถ้าน้องๆ จะไปเต้นแร้งเต้นกา เขาคงต้องไปกลิ้งบนเวที




กวีณานั่งรอสองพ่อลูกอยู่ที่ระเบียงบ้าน วุ่นวายอยู่กับกลุ่มก้อนไหมสีขาวและเข็มถักโครเชต์ ไหมเกี่ยวกระหวัดเป็นลวดลาดอกไม้อ่อนหวาน ดอกเล็กๆ จะต่อเป็นรูปเป็นหลังอีกครั้ง หญิงสาวเตรียมไว้สำหรับให้เป็นของขวัญแม่และผู้ใหญ่ที่รู้จักนับถือ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์
การมาเยือนของธิปกและกวีณากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนเธอต้องรอคอย

“สวัสดีครับพี่สโนว์”ภากรหอบข้าวพะรุงพะรัง

“หวัดดีซันนี่”กวีณาสังเกตได้ถึงความผิดปกติ หญิงสาวละมือจากข้าวของเดินไปรับสองพ่อลูกใกล้ชิด “ซันนี่เป็นอะไรหน้ามุ่ยมาก เม็ดทานตะวันพี่ไปทำอะไรคุณย่าหรือเปล่า”

“ไม่เกี่ยวกับต้นไม้เลยครับ”เด็กชายกองสัมภาระไว้บนขั้นบันไดเตี้ยๆ ปล่อยเพื่อนรักสี่ขาให้เป็นอิสระ “คนเรามันก็ต้องมีเรื่องกลุ้มใจกันบ้าง”ภากรเดินมาที่ระเบียงบ้าน นั่งห้อยขากับรั้วที่นั่ง หัวกลมๆ พิงกับเสา

“จะกลุ้มใจอะไรกันหนักหนา”พ่อเดินไปตบบ่าลูกชาย “ร้องเพลงตามที่พ่อว่าเถอะซันนี่ ไปเรียนบนห้างแป๊บเดียวเอง เลือกเพลงที่อยากร้องมาเลย เดี๋ยวให้ครูเขาเน้นให้เป็นพิเศษ”ธิปกชี้ทางออก

“ผมไม่ใช่พ่อนะครับที่เสียงดีมาตั้งแต่กำเนิด เสียงผมแหลมๆ เหมือนผู้หญิงจะตาย”

“เกิดอะไรกันขึ้นคะ”กวีณามองหน้าสองพ่อลูกสองคนสลับกันไปมา “พี่สโนว์ว่าร้องเพลงก็ดีนะคะ”หญิงสาวประนีประนอม

“แฟนพ่อปกครับ ผมร้องเพลงไม่ได้หรอก”หัวกลมๆ เปลี่ยนที่พิงจากต้นสาวมาบนตัวกวีณา

“ถ้าร้องเพลงไม่ได้ก็ลองเล่าเหตุการณ์มาก่อนเลยค่ะ ทุกปัญหาบนโลกใบนี้มีคนแก้ไว้หมดแล้วนะคะ ขอรับรองด้วยฐานะอดีตเลขา ปัญหาใหญ่เล็กแค่ไหนพี่สโนว์ผ่านมาหมดแล้วค่ะ”หญิงสาวลูบหัวเด็กชายเบาๆ ให้ความมั่นใจ ยกมืออีกข้างเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมายโอเคให้ธิปกสบายใจ

“อีกสองอาทิตย์ บ้านผมจะจัดงานครับ”นั่งทำใจเกือบห้านาที ภากรถึงยอมปริปากเล่าเรื่อง “คุณปู่จะครบเจ็ดสิบปี บริษัทจะครอบสามสิบห้าอะไรประมาณนี้ผมก็ไม่แน่ใจ แต่ลูกหลานอย่างผมโดนบังคับให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยครับ ทุกคนใจร้ายกับผมมาก”

“ลูกหลานที่ว่านี่...”กวีณาย้อนระลึกถึงครอบครัวเจ้านาย “รวมคุณแฟ้บกับคุณฟูด้วยหรือเปล่าคะ”หญิงสาวคุ้นเคยกับเด็กฝาแฝดสองคนนี้มากกว่าภากรเสียอีก มนิดาและศุภชัยพาลูกน้อยทั้งสองคนมาที่ทำงานบ่อยๆ

“ครับ น้องก็ต้องแสดงเหมือนกัน”ภากรเสียงอ่อย

“ซันนี่ก็แสดงกับน้องไปเลยสิครับ”

“ผมเล่นกับน้องไม่ได้หรอกครับ”
เพราะน้องนี่แหละ ยิ่งทำให้พี่ชายอย่างภากรกลุ้มใจหนัก

ภากรหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกง ไม่ต้องรอนาน ภาพเคลื่อนไหวของศุภโชคและมนพลก็ปรากฏขึ้นแก่สายตากวีณา เด็กชายสองคนที่ปั่นรวมกันแล้วยังไม่ได้ครึ่งตัวของภากรเต้นประกอบเพลงเร็วคุ้นหู ถ้าเทียบกับอายุความสามารถแบบนี้ถือว่าดีทีเดียว

กวีณาลูบศีรษะเด็กชาย
เข้าใจทันทีทันใด

“ไม่ต้องแสดงกับน้องก็ได้ค่ะ”พี่เลี้ยงเด็กเปลี่ยนใจกะทันหัน

เต้นกับน้อง...
เกิดผิดพลาดทางเทคนิคใดๆ ภากรอาจจะล้มทับเด็กชายสองคนนี้ขาดอากาศหายใจก็เป็นได้

“น้องเต้นเพลงของดงบังชินกิครับ แต่ผม ผมรู้จักแต่ทาโกะยากิ”

“พี่สโนว์ก็รู้จักแต่ทาโกะยากิเหมือนกันค่ะ”หญิงสาวเอียงคอ คิดหนัก “อย่าเครียดเลยค่ะ เดี๋ยวก็คิดออก จริงไหมคะ...คุณปก”กวีณาหาตัวช่วย

“พ่อคิดออกตั้งนานแล้ว”ธิปกนั่งข้างลูกชาย

“พ่อคิดออกแล้วทำไมไม่บอกผม”เด็กชายตัวกลมขยับแว่น หน้าตาร่าเริงยิ่งกว่าได้กินทาโกะยากิครบโหล

“อยากเห็นลูกชายกลุ้มใจบ้าง”ธิปกหัวเราะ ตั้งแต่พาลูกชายมาที่บ้านหลังนี้ด้วยยิ่งสร้างความใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกชาย

“พ่ออยากให้ผมทำอะไรว่ามาเลยดีกว่า ซันนี่สู้ตาย”

“ซันนี่ แค่ทำในสิ่งที่ชอบเท่านั้นเอง”

“คุณปกจะให้ซันนี่ไปโชว์ทานข้าวบนเวทีหรือคะ”กวีณาเหย้าแหย่

“ผมมีดีกว่านั้นอีก”เด็กชายที่เพิ่งหน้าสลดกลับมายิ้มแย้มแจ่มใส”พ่อปกจะให้ผมขึ้นไปโชว์เล่านิทาน”

ธิปกยักคิ้วแทนคำตอบ

“ว่าแต่เล่านิทาน มันก็ต้องมีตัวแสดงแต่ผมไม่มีใคร”ภากรเริ่มกลุ้มใจอีกครั้ง

“ซันนี่มีทั้งคุณพ่อ”กวีณาส่งยิ้มให้ธิปก ยิ้มที่หวานกว่าทุกครั้ง “มีเจ้าซน...”สุนัขตัวเล็กสีดำสนิทยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง

“และที่สำคัญที่สุดผมมีพี่สโนว์”เด็กชายนัยน์ตาแพรวพราว

“พี่เกี่ยวอะไรด้วย พี่ไม่รู้เรื่อง”กวีณาส่ายหน้าเร็วๆ

งานวันเกิดพ่อของธิปก
ครบรอบวันเกิดของบริษัท
ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้หญิงอย่างเธอจะเปิดเผยตัวได้

“นะครับ...นางฟ้าของผม”

“พี่สโนว์คงเป็นนางฟ้าที่ตัวเตี้ยที่สุดบนสวรรค์เลยค่ะ”กวีณาเริ่มมองเห็นลางหายนะ

“ถ้าพี่สโนว์เป็นคนแคระจริงๆ ก็คงเป็นคนแคระที่งามกว่าสโนไวท์”

“ซันนี่จะเล่านิทานน้ำเน่าหรือเปล่าคะนี่ คุณปกช่วยสโนว์ด้วยค่ะ”

“ปกติสโนว์ก็ต้องช่วยซันนี่อยู่แล้วนี่ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วยังสาบานเป็นเพื่อนกันอยู่เลย”

“แต่ในสัญญา...”กวีณาเอ่ยคำสุดท้ายเบาหวิว ไม่อยากให้เด็กชายจับสังเกตได้
สัญญาระบุชัดต้องปิดบัง ไม่เปิดเผย แต่นี่เธอกำลังไปร่วมงานในบ้านของเขา

“ไม่เห็นจะแปลกอะไร...ผู้หญิงของผม สักวันก็ต้องไปรู้จักกับครอบครัวของผมอยู่แล้ว”นัยน์ตาสีดำสนิทยากจะหยั่งถึง

กวีณางงงวยได้ยินเสียงผิวปากของนักเล่านิทาน เสียงเห่าเบาๆ ของเจ้าหมาตัวน้อยตบท้ายประโยคของธิปก

“เล่านิทาน เล่าเรื่องอะไรดี”ภากรปลดเป้สะพายหลังออกจากตัว หยิบสมุดนิทานประจำตัวขึ้นมาเปิดอ่านเรื่องราวที่ตัวเองเคยเล่าไว้เมื่อวันวาน

ไม่สนใจบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนของผู้ใหญ่
ต่างคนต่างสับสน


11
เดี๋ยวจะรีบทะเลาะกันโดยด่วนเลยค่ะ

12
อยากให้เขียนจบในแรลลี่จัง สู้ๆ

13



ไม่ต้องคิดถึงกันนาน

ธิปกพาลูกชายมาหาเธออีกครั้งวันเสาร์ถัดไป ภากรมาพร้อมกับสุนัขตัวโปรด ผัดถั่วงอกกับเต้าหู้ และอุปกรณ์ปลูกถั่วงอกที่ทำความสะอาดแล้วเป็นอย่างดี

ลูกชายของธิปกมีนิทานมากำนัลแด่เธอตามแบบฉบับของเจ้าตัว
คุณย่ากับถั่วงอกจอมพลัง...

“วันจันทร์...ผมต้องไปโรงเรียนก็เลยเอาตะกร้าถั่วงอกไปฝากคุณย่าให้ช่วยดูแล”ตามปกติที่ต้องไปโรงเรียน คุณย่าของภากรรับฝากซน น้องหมาสี่ขาอยู่แล้ว “คุณย่าบอกว่านั่งอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น ปุ ปุ เขียงกระเด็นออกมาจากตะกร้าถั่วงอกแทบจะทับไอ้ซนคอหัก”คนเล่าทำมือประกอบ

“มีใครเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ พี่สโนว์ก็ลืมเตือน”กวีณาหน้าซีด ร่างกายหดลงอีกสองนิ้ว

“พี่สโนว์ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ทุกคนปกติดีไม่มีอะไร ไอ้ซนก็ยังอยู่”ภากรลูบหัวเพื่อนสี่ขา ฝ่ายนั้นตัวสั่นระริกระรี้ “แต่คุณย่านะสิครับ”

“คุณมาลาตีบาดเจ็บได้รับอันตราย”กวีณาเดาไปในทางร้าย หน้าเสีย เมื่อยังเป็นเลขาของธิปกเธอมีโอกาสได้พบกับคุณมาลาตี มารดาของฝ่ายนั้นอยู่เกือบสิบครั้ง ซ้ำลูกชายยังถอดเค้าโครงใบหน้ามาจากแม่ไม่ผิดเพี้ยน

“ไม่มีใครบาดเจ็บครับ แต่...”ภากรเว้นจังหวะการเล่า รู้ดีว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ ถืออำนาจต่องรองไว้ในมือ “ตอนนี้ผมอยากกินน้ำแดง”   

“ซันนี่...”กวีณาเสียงสูง อดไม่ได้จริงๆ ที่จะตีมือเบาๆ ลงบนเนื้อตัวกลม
   
ภากรน่าหยิกมาก

“พี่สโนว์ไปชงน้ำแดงให้ผมเหยือกหนึ่งนะครับ เหยือกใหญ่กว่าแก้ว”ภากรไม่ได้มาบ้านแฟนพ่อด้วยสองมือเปล่าเหมือนคราวที่แล้ว เด็กชายเตรียมตะกร้าอาหาร ขนมใบใหญ่ กระเป๋าเสื้อผ้า

“ซันนี่แกล้งพี่”กวีณาโอดโอย อยากรู้เรื่องราวตอนต่อไปนัก “คุณปกก็เหมือนกันค่ะ มีอะไรไม่ยอมเล่าให้สโนว์ฟัง”หญิงสาวเอ่ยตัดพ้อธิปกเป็นรายต่อไป ชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ

กวีณาเจอพ่อลูกพร้อมหน้ากันวันนี้ แต่เมื่อวันพุธและวันศุกร์ที่ผ่านมา ธิปกแวะมาหาเธอเหมือนเคยทำอยู่ประจำ

“คุณพ่ออย่าเล่านะครับ ห้ามๆ”นักเล่านิทานกุมอำนาจเบ็ดสรรพ “พี่สโนว์ไปชงน้ำแดงมาก่อนเลย”ภากรหัวเราะหึๆ ตบท้ายประโยค สองมือกอดอก ลอยหน้าลอยตามาดเหมือนตัวกวนในภาพยนตร์    

“พี่สโนว์คร้าบ....”เด็กชายตะโกนเข้าไปในครัว “อย่าชงใส่น้ำเยอะนะครับ จืดเกินไป ผมจะให้ชงอีกรอบ”

แม่ครัวฮึดฮัด
สุภาษิตประหลาดดังอยู่ในหัว
ได้ทีโดนหมูไล่...

ภากรไม่ยอมเล่าอะไรจนดื่มน้ำแดงหวานๆ ไปเกือบครึ่งเหยือก

“คุณย่าไม่ได้บาดเจ็บอะไรหรอกครับ แต่คุณย่าไปเรียกคุณปู่ ตามทุกคนที่อยู่ในบ้านตอนนั้นมารื้อตะกร้าถั่วงอก ตามหาระเบิดที่อาจจะมีผู้ร้ายเอามาซ่อนไว้ แต่รื้อยังไงก็เจอแต่ถั่วงอกต้นขาวอวบ ชุลมุนกันทั้งบ้านเลยครับ”

คุณย่ากับถั่วงอกจอมพลังเป็นนิทานมากจากเรื่องจริงทั้งหมด
เจ้าของถั่วงอกจะเป็นลม

“พี่สโนว์ก็ลืมบอกให้ระวัง”กวีณาสำนึกผิด “ตอนสมัยพี่สโนว์หัดปลูกถั่วงอกใหม่ๆ ที่หอพักมีแต่เขียงพลาสติกอันบางๆ แต่มีครกหินแม่เอามาไว้ให้ตำน้ำพริก เอาครกหินไปทับเอาไว้บนสุด สามวันถัดมา ครกก็โดนถั่วงอกเตะเหมือนกับที่คุณย่าของซันนี่เจอค่ะ”

“ถั่วงอกจอมพลังจริงๆ ช่างเป็นการทดลองที่น่ามหัศจรรย์”ภากรยืดอก แสนภูมิใจ “ว่าแต่ผมอยากปลูกอย่างอื่นแล้วครับ”   

“แต่พี่สโนว์ว่า...”กวีณาแสร้งพูดจายานคาง ลอยหน้าลอยตาไปมา อาศัยจังหวะตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ“พักนี้พี่สโนว์ปวดๆ เมื่อยๆ หลัง ไหล่ บ่าขัดๆ ยอกๆ”หญิงสาวแสร้งทำหน้าเหยเก บิดตัวไปมา

“เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ ปู่ชมผมมาตลอดว่าเป็นมือนวดอันดับหนึ่งของบ้าน”ภากรอ้างอิงฤทธิชัย พ่อของธิปก ปู่ของเจ้าตัว “พี่สโนว์นอนคว่ำหน้ากับพื้นได้เลยครับ”

“คว่ำหน้ากับพื้น”กวีณาทวนคำเด็กชายงงๆ

“ก็ต้องนอนคว่ำสิครับ ผมจะได้เหยียบถนัดๆ”

“ซันนี่จะเหยียบพี่สโนว์”กวีณาตาโตเอ่ยเสียงหลง

ธิปกที่คร่ำเคร่งกับงานตรงหน้ายังหัวเราะดังลั่น

“ซันนี่...”ผู้เป็นพ่อกลั้นหัวเราะ “พี่สโนว์ตัวใหญ่กว่าถั่วงอดนิดเดียวเอง ลมพัดเฉยๆ ก็ปลิวแล้ว ขืนซันนี่ขึ้นไปเหยียบพี่เขา จากนวดคงเป็นการฆาตกรรม”

“ผมก็ลืมตัวไปนิด”ภากรหัวเราะเสียงดังลั่น ตัวงอ “ถั่วงอกโดนเหยียบ...”เด็กชายพูดซ้ำๆ

“โอ๊ย...คุณปก ซันนี่ช่วยเปรียบสโนว์กับดอกไม้บอบบางก็ได้นะคะ นี่อะไรเปรียบเทียบกับถั่วงอก”

เหมือนหญิงสาวโวยวายอยู่เพียงคนเดียว
พ่อกับลูกเอาแต่ช่วยกันหัวเราะ

ผ่านไปเกือบสิบนาที คนเมื่อยถึงได้รับการนวดบำบัด มือของเด็กชายให้น้ำหนักพอดีเลยทีเดียวแต่เนื้อสัมผัสที่นุ่มนิ่มตามประสาคนไขมันเยอะชวนจั๊กจี้

“หายเหมื่อยไปเยอะเลย”กวีณาเสียงอ่อนเสียงหวาน “ซันนี่นวดพี่นานไปหน่อย พี่สโนว์คอแห้ง”หญิงสาวยังไม่เลิกเอาคืน“ขอน้ำครึ่งแก้วเอาแบบครึ่งแก้วพอดีๆ นะ ขอน้ำเปล่าแบบจืดจริงๆ อย่าให้มีรสหวาน รสเค็มปะปนเข้ามาเป็นอันขาด”คนได้เปรียบกว่าออกคำสั่งตบท้ายด้วยการยิ้มกว้างอวดฟันขาวเป็นระเบียบ

กวีณายักคิ้วข้างเดียวให้เด็กชายเลียนแบบสิ่งที่ภากรกระทำกับเธอทุกประการ

เสร็จสิ้นจากการเล่านิทาน เจ้าของบ้านพาตัวเองและภากรมาหลังบ้าน อวดอุปกรณ์ปลูกผักที่มีอยู่ เครื่องมือตักกดินสีขาวทำเองง่ายๆ จากขวดนมขนาดสองลิตร จอบอันเล็กที่หน้าตาคล้ายตะหลิวผัดกับข้าว คราดอันจิ๋วและกรรไกรหลากหลายขนาด

“เหมือนของเด็กเล่น...”เด็กชายหยิบส้อมพรวนดินสีแดงขนาดสั้นกว่าแขนตัวเองเสียอีกยกมันขึ้นมาแพ่งพินิจ

“พี่ไม่ได้ปลูกผักเป็นไร่นะครับ ถึงได้มีเครื่องมืออันใหญ่ๆ”

“ไม่ได้สมศักดิ์ศรีลูกผู้ชายอย่างผมเลย”ภากรจับบัวรดน้ำสีฟ้าจุดขาวหมุนดูโดยรอบสามร้อยหกสิบองศา ค่อนขอดเสียงไม่เบา

ของเด็กผู้หญิง...

“ว่าแต่วันนี้เราจะปลูกอะไรกันครับ”

“อย่าเพิ่งใจร้อนค่ะลูกผู้ชาย เรามาเริ่มกันตั้งแต่ขั้นตอนแรกเลยดีกว่า”กวีณายิ้มกริ่ม ไขว้นิ้วชี้กับนิ้วกลางไว้ด้านหลัง

ชักเริ่มอยากรู้กฎหมาย
กรมแรงงานลงโทษคนใช้แรงงานเด็กยังไง

กวีณากับภากรช่วยกันเทดินออกจากถุงสีขาวสี่ห้าถุง ผึ่งแผ่ให้พวกมันนอนตากแสงแดดรำไร

“ซันนี่เอาครกกับสากไปดีกว่าค่ะ เดี๋ยวพี่สโนว์ใช้มีดกับเขียงเองดีกว่า”

“ไม่ใช้จอบ ส้อมพรวนดินเหรอครับ”คนที่ต้องใช้ครกกับสากงุนงง “เหมือนเรากำลังทำกับข้าว ปรุงอาหารอะไรสักอย่าง”

“ก็เรากำลัง “ปรุง”จริงๆ นะคะ”เจ้าของบ้านรื้อๆ ค้นๆ สิ่งที่อยู่ในตู้เย็น “เรากำลังจะปรุงดิน”

“ปรุงดิน”เด็กชายตัวน้อยทวนคำ คิ้วขมวด ก้มหน้าก้มตาอยู่กับสมุดจดด้วยท่าทีเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง

“พี่ไม่หลอกให้คุณซันนี่เก้อหรอกค่ะ แค่อยากให้คุณซันนี่ค่อยๆ ได้เรียน ได้รู้”หญิงสาวยิ้มกว้าง มือข้างถนัดคว้าตัวเด็กชายมากอดเอาไว้ “ไม่เครียดครับไม่เครียด” มืออีกข้างนวดคลึงหัวคิ้วฝ่ายนั้น “จริงจัง ตั้งใจเรียน ตั้งใจรู้มันก็เป็นเรื่องดีแต่ชีวิตมันมีอะไรมากกว่านั้นนะครับ ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้กันไป บางทีรอยต่อระหว่างนั้น คุณซันนี่อาจพบเจออะไรดีๆ ก็ได้นะคะ”

“ผมดูเครียด”เด็กชายถามย้ำเหมือนไม่แน่ใจ

“เครียดมากค่ะ โดยเฉพาะตอนที่อยากรู้อะไรแล้วต้องรู้ให้ได้”

“พี่สโนว์ไม่ชอบหรือ...”

กวีณาส่ายหน้า

“ลูกผู้ชายต้องดูเครียดๆ ไม่ใช่หรือครับ สาวๆ ถึงได้ชอบกัน”

“ไม่จริงค่ะ ไม่จริง ผู้ชายอารมณ์ดีน่ารักกว่าผู้ชายเครียดๆ ตั้งเยอะ”

“ผมก็หลงผิดอยู่ตั้งนาน”เด็กชายลูบหัวกลมๆ ของตัวเองไปมา “นึกว่าสาวๆ จะชอบผู้ชายเครียด พ่อปกนั่งหน้าเครียดอยู่เป็นนานสองนาน พี่สโนว์ยังยอมเป็นแฟนด้วยเลย”

“โอ๊ย...คุณซันนี่”กวีณานึกอยากจับเด็กผู้ชายตัวโตเขย่า “มันคนละเรื่องกันเลยนะคะ ตำเปลือกไข่ให้ละเอียดเป็นผงแป้งบัดเดี๋ยวนี้”หญิงสาวออกคำสั่งราวกับนายทาสสมัยโบราณ ยื่นถุงพลาสติกที่ใส่เปลือกไข่อยู่เต็มให้ภากร

แก้เขิน...
ตำแหน่งแฟนของธิปก ฟังแล้วเส้นประสาทขนลุก

“เรื่องแค่นี้สบายมาก”เด็กชายทำหน้าทะเล้น เสียงสากกระบือกระทบกับครกดังสม่ำเสมอได้เพียงไม่กี่สิบนาทีแรก ก่อนจังหวะตำจะห่างออกไปแทนที่ด้วยเสียงโอดโอยของเด็กชาย

“อดทนหน่อยสิคะคุณซันนี่ตำให้ละเอียดอีกนิด ยังไม่เป็นผงแป้งเลย”

“อยากให้เป็นผงแป้ง พี่สโนว์ก็ไปซื้อแป้งมาใช้จริงๆ สิครับ มานั่งตำไข่ ตำเปลือกไข่ให้ผมเหมื่อย”

“ยอกย้อนเสียจริงๆ”หญิงสาวแสร้งสับเศษผักเสียงดังกว่าปกติ
วันนี้กวีณาพาเด็กชายจอมอยากรู้อยากเห็นปลูกผักตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย



ห้องนอนที่เคยปิดตายเอาไว้เหมือนราวตากผ้าในร่ม ผ้าผืนเล็กผืนน้อยถูกจับผูกจับขึงอยู่บนเส้นเชือก แบ่งซอยพื้นที่ของห้องเป็นเสี้ยวสลับซับซ้อนคล้ายหุบเขาวงกต เด็กชายหัวกลมนอนคว่ำหน้าอยู่ใจกลาง “เต็นท์”ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง มีกวีณาคอยลูบหลังขึ้นๆ ลงๆ

“ซันนี่ ซันนี่ค่ะ แล้วถั่วงอกทำยังไงต่อ”นักเล่านิทานเล่าเรื่องถั่วงอกภาคสองอยู่ดีๆ ก็เหมือนจะหยุดไป ทิ้งให้ผู้ใหญ่ที่ฟังอยู่อารมณ์ค้าง “ซันนี่ คุณซันนี่”กวีณาลองเรียกชื่อเด็กชายอีกครั้ง ไม่มีเรื่องราวตอนต่อไปของนิทาน มีเพียงเสียงกรนตอบกลับมาเบาๆ

หญิงสาวส่ายหน้าอ่อนอกอ่อนใจแต่สองมือก็ยังลูบหลังเด็กชายไม่หยุด วันนี้ภากรพูดเยอะจนเหนื่อยหลับไปแล้ว
ทั้งวันหมดพลังงานไขมันหลายกิโลกรัมอยู่
ร่างกายใหญ่โตกว่าเด็กวัยเดียวกัน เนื้อตัวนุ่มนิ่มใต้ฝ่ามือน่าตีให้มันเด้งมากกว่าลูบไปลูบมาแบบนี้

“ใครมาสร้างโรงงานตากผ้าไว้ในห้อง”

“เบาหน่อยคะ...คุณปก ซันนี่หลับแล้ว”

“นอนได้น่าถ่ายรูปเก็บไว้แบล็คเมลล์ตอนโตขึ้น เพื่อจะดื้อ”ธิปกมุดๆ รอดๆ ผ้า จนมาถึงตัวลูกชายที่นอนคว่ำ บั้นท้ายกลมๆ อวดเด่นเป็นสง่า “มีบริการเกาหลังด้วย...”ชายหนุ่มมองลูกชายสลับกับกวีณา

อิจฉาตาร้อน...

“โดนหลอกให้ทำค่ะ”กวีณายิ้มแห้งๆ แต่ก็ยังไม่หยุดมือ“เธอบอกว่าอยากให้สโนว์รู้สึกถึงความเป็นนางเอกตอนที่ได้ถูตะเกียง”หญิงสาวเลียนแบบน้ำเสียง และท่าทีการพูดของเด็กชายไม่มีผิดเพี้ยน

“ตะเกียงมีน้ำมัน ซันนี่มีไขมัน”พ่อเปรียบเทียบ

“อย่ามาว่านักเล่านิทานอย่างนั้นสิค่ะ”กวีณาก้มลงหอมหัวกลมๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว

“กลับห้องเรากันเถอะ”ธิปกเอ่ยขึ้นลอยๆ เหมือนกำลังช่วยคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

“ถ้าอย่างนั้นปลุกซันนี่ดีกว่า ตื่นแล้วจะงี่เง่าไหมคะ โดนปลุกตอนนอนฝันดี”

“ไม่ต้องปลุกหรอก นอนหลับอยู่ตรงนี้แหละ ลูกผู้ชายอย่างซันนี่ดูแลตัวเองได้”

“จะดีหรือคะ...”กวีณาลังเลใจ

“ถ้าสโนว์ยังกังวลใจ ยังเป็นห่วง”ธิปกกลั้นยิ้ม นัยน์ตาแพรวพราว “แบ่งความรู้สึกนั้น...ให้พ่อซันนี่สักหน่อยก็ยังดี”

“คุณปกก็พูดเล่นอีกแล้ว”กวีณาละมือจากการถูไขมัน อยากตีพ่อของเด็กชายที่นอนหลับสนิทแต่ก็ถูกฉวยข้อมือเอาไว้ก่อน

“กลับห้องของเราดีกว่า”
ประโยคสั้นๆ จากปากธิปกทำให้ภายในหัวใจสั่นไหวไปมา

ผืนผ้าเล็กใหญ่ที่ต้องรอดผ่านเพื่อหาทางออกจากห้องสะบัดไหว เหมือนล้อเลียน เหมือนเหย้าแหย่ กระซิบข้างหูว่าเวลานี้ วินาทีนี้เหลือเพียงตัวเธอกับธิปก

“เหนื่อยไหมต้องดูแลซันนี่...”ธิปกนั่งพิงหัวเตียง ใช้กำลังเพียงนิด คนตัวเล็กกว่าก็มาอยู่บนตัก ในอ้อมกอด

“ไม่เหนื่อยเลยค่ะ”กวีณาพยายามควบคุมน้ำเสียง คนถามไม่อยู่เฉย จมูกโด่งๆ ของฝ่ายนั้นซุกซนไปทั่วร่างกายของเธอ “วันนี้หลอกใช้แรงงานเด็กเถื่อนไปหลายเรื่องอยู่”

“อะไรที่มันเหนื่อย มันหนัก”ชายหนุ่มหยุดการรุกราน สบตากับอีกฝ่าย “ไม่ต้องทำก็ได้นะ สโนว์ ผมเพิ่มเงินหรือจะจ้างคนเพิ่มให้สโนว์ก็ได้”ยกมือเล็กๆ ขึ้นมาพิจารณาใกล้สายตา เล็บสั้นๆ สะอาดสะอ้าน เนื้อตัวหอมกรุ่นไม่มีกลิ่นดิน กลิ่นหญ้าเหลือติดค้าง

แรกเริ่มเดิมทีธิปกคิดว่าการปลูกผัก ทำสวนเป็นเพียงงานอดิเรกของกวีณา เพิ่งจะเห็นวันนี้ว่าหญิงสาวจริงจังนัก ถึงขั้นต้องเอาขี้วัวมาผสมดิน เลี้ยงไส้ดินใส่ลิ้นชักไว้เป็นคอนโด ผักหญ้าเกือบทั้งหมดที่หญิงสาวปรุงอาหารปลูกเองกว่าร้อยละเก้าสิบ

ผู้หญิงที่เขา “เลือก”ประหลาดนัก
อาสาสมัคร ปลูกผัก เลี้ยงปลา
กวีณาอยู่เฉยๆ แต่งตัวสวยๆ อยู่กับบ้าน เดินเล่นห้างไม่เป็นหรือไร

“ถ้าคุณปกหมายถึงเรื่องปลูกผัก ขอสโนว์ทำเถอะค่ะ แค่นี้ก็จะอัมพาตแย่อยู่แล้ว”กวีณาเอาอกเอาใจ สองแขนคล้องคอชายหนุ่มเอาไว้ หอมเบาๆ ลงบนแก้มธิปก “ไม่ลำบากอะไรเลยค่ะ  สโนว์ลูกสาวสวนผักของแท้ดั่งเดิม”

“อยากให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขเยอะๆ...”ธิปกไม่อยู่เฉยอีกต่อไป จมูกโด่งฝังลงที่ซอกคอขาวเนียน ใช้เพียงมือเดียวกระดุมเสื้อนอนของกวีณาก็หลุดออกโดยง่าย ผ้าลูกไม้บางๆ ปราการสุดท้ายที่หอบกุมเนื้อสาวก็ไม่ใช่กำแพงสูงที่ต้องออกแรงปีนป่าย ใช้แรงเพียงนิด ธิปกก็ได้สัมผัสเนื้อแท้ตามใจต้องการ

“ผมอยากให้ผู้หญิงของผมมีความสุข”ชายหนุ่มงับเบาๆ ลงบนผิวอกอ่อนนุ่ม อ้อมกอดรัดรึงร่างกายหญิงสาวแนบแน่นกว่าเดิม

ธิปกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงสาวในอ้อมกอดไม่ได้สะดุ้งไปเพราะกระทำของตัวเองอย่างเดียว กวีณายังตื่นตระหนกกับประโยคสุดท้ายที่ชายหนุ่มเอ่ยออกจากปาก ก่อนที่การกระทำของเขากับเธอจะเหลือเพียงสัมผัสหวามหวานรัญจวนใจ น้ำเสียงแหบต่ำ

ผู้หญิงของเขา
ไม่ใช่คนรักของเขา

กวีณามีเรื่องหนักใจ ลำบากใจเสียยิ่งกว่าการปลูกผัก การทำงานบ้านด้วยตัวเอง ยิ่งเวลาระหว่างกันเคลื่อนผ่าน อุดมการณ์ในใจที่จะเป็นคนดี เป็นผู้หญิงที่ดี ไม่ครอบครอง ไม่ผูกมัดเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ ทุกความรู้สึกร่ำร้องว่าอยากจะ “ผูก”จิตวิญญาณไว้กับผู้ชายคนนี้ตลอดชีวิต และเหมือนมันจะ “พัน”มากขึ้นไปอีก เมื่อเด็กชายภากรก้าวเข้ามา

ความคิดกระเจิดกระเจิง สับสนมากไปกว่าเดิมร้อยเท่าพันเท่าเมื่อใจกลางลำตัวโดยรุกล้ำจากลิ้นอ่อนนุ่มของอีกฝ่าย ยามสนิทเสน่หาธิปกไม่เคยปล่อยให้เธอได้มีสตินานนัก ความสำนึกความคิดวกวนอยู่ในมหาสมุทรเสน่หา กวีณาหวีดร้อง

ร่างกายเป็นของเขา
หัวใจเธอเป็นของเขา...



เสียงเด็กชายที่ยังไม่แตกเนื้อหนุ่มสูงแหลมราวกับเด็กผู้หญิง ปลุกกวีณาให้สะดุ้งตื่นจากที่นอน แม้จะหลับไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง หญิงสาวทะลึ่งพรวดจากการนอนมาเป็นนั่งพิงหัวเตียง คิดถูกที่ใส่เสื้อผ้าครบชุดเรียบร้อยไม่ยอมทำตามใจธิปกต้องการ

“มีอะไรหรือคะ...ซันนี่”มือเล็กๆ ควานหาแว่นตาที่วางไว้บนหัวเตียง “เห็ด หายไปจากห้องน้ำหรือเปล่าคะ”

“พี่สโนว์อย่ามากลบเกลื่อน”ภากรภาคจริงจัง อวตารออกมาจากห้องตากผ้าด้วยใบหน้า “รู้มาก”เกินวัย “เมื่อวานยังให้ความหวังผมอยู่เลย ว่าไม่ชอบผู้ชายเครียดๆ อย่างพ่อปกแต่ก็หนีมานอนกับพ่อผม ไม่เกาหลังผมทั้งคืนตามสัญญา”

ธิปกที่ตื่นไม่เต็มตา ลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ เนื้อตัวเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่มในสภาพหมิ่นเหม่

“พี่สโนว์พูดแบบนั้นจริงๆ หรือซันนี่”

“จริงคับ แฟนพ่อชอบผู้ชายอารมณ์ดี ร่าเริง พี่สโนว์บอกว่าอะไรนะ”ภากรใช้มือเตะขมับ รีดเค้นความทรงจำ   

พ่อกับลูกชายที่รสนิยมความชอบไม่ค่อยตรงกันนัก คุยกันเข้าขาอย่างดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“พี่สโนว์บอกว่าผู้ชายอารมณ์ดีน่ารักกว่าผู้ชายเครียดๆ ตั้งเยอะ”

หญิงสาวบนเตียงคอตก ทั้งง่วงและงงจนต้องใช้มือปิดปากหาว
กรรมเวรตามสนองเร็วเกินคาด
หลอกใช้เด็กเมื่อวาน
เช้านี้กลับโดนเอาคืนซะแล้ว

“อย่ามาแกล้งทำเป็นง่วงนะสโนว์”ธิปกตาขวาง รวบเอวบางมากอดเก็บไว้กับตัวแน่น ภาพผู้ชายข้างบ้าน เจ้าของปิ่นโตลายดอกไม้อัปลักษณ์ที่เห็นกันมาเมื่อสัปดาห์ก่อน วนกลับเข้ามา “พูดอย่างนั้นจริงหรือเปล่า”

“จริงค่ะ...”กวีณารับสารภาพง่วงๆ ตาจะปิด

เสียงเห่าเบาๆ ของซนเรียกความสนใจจากเจ้านาย

“ซนไม่รู้เวล่ำเวลา ผู้ใหญ่เขากำลังเคลียร์คดีกันอยู่”ผู้ใหญ่สุดในวงสนทนาหัวเสีย เดินออกจากห้องพาสัตว์เลี้ยงของตัวเองไปทำธุระส่วนตัว

โยนระเบิดไว้กลางเตียง
ระเบิดจริงๆ ไม่ใช่ถั่วงอกจอมพลัง

“อย่าให้จับได้นะสโนว์...”
เสียงแข็งๆ ของธิปกปลุกให้หญิงสาวต้องตื่นมาพบกับชีวิตจริง ตาสบตา
นัยน์ตาสีดำเข้มของชายหนุ่มที่เธอยอมมอบกายถวายชีวิตลึกล้ำเกินกว่าจะกล้าคาดเดา

“แต่ในสัญญา...”เอกสารเพียงไม่กี่แผ่นเป็นเครื่องรางยึดเหนี่ยวใจสำคัญไม่ให้ความคิดถลำลึก ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับธิปกเป็นแค่เพียงนายจ้างกับลูกจ้าง

จ้างงานแบบ “พิเศษ”ที่สุดในโลก

“ในสัญญา ถ้าเราสองคนเจอใครที่ถูกใจกว่า...”ยังไม่ทันที่กวีณาจะเอ่ยจนจบ จุมพิตเอาแต่ใจ ดื้อรั้นจะเปลี่ยนกลางวันเป็นกลางคืน หมายหมั่นดึงพระจันทร์ลงจากฟ้าของธิปกก็จู่โจมลงมาไม่ทันตั้งตัว

เหมือนจะฉกฉวย ครอบครองแม้กระทั่งจิตวิญญาณ


ในสัญญาระบุชัดในระหว่างที่ปฏิบัติ “หน้าที่” ห้ามทั้งเธอและธิปกมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น แต่ไม่ห้ามเรื่องการคบหา สัญญาใจดียังเปิดกว้างยุติลงได้ทุกเมื่อ

แต่นี่คือ...

กวีณาจมหายไปในจักรวาลแห่งการจุมพิต
ความรู้สึกฮึกเหิมได้เป็นผู้ครอบครอง เป็นเจ้าของวิ่งแข่งกับเข็มวินาที แล้วดูเหมือนมันกำลังจะแซงหน้า

ในห้วงแห่งความคิด ธิปกยืนอยู่ที่เดิม ภากรเพียงแค่ซุกซนอยากรู้ตามประสาวัยเยาว์ เธอนั่นแหละที่เปลี่ยนไปกวีณามองเห็นตัวเองถือเชือกเส้นโตในมือพยายามพันธนาการทุกอณูของชีวิตเข้ากับสองพ่อลูก

ยิ่งนานวัน...ยิ่งผูกพัน
ยิ่งอยากให้ธิปกค้างคืนตลอดชีวิต


14
ไม่มีสต็อกตุนเลยค่ะ
ด้นสด
ขอบคุณนักข่าวนะคะ

15
(อ่านต่อ)
“จะค้างคืนที่นี้จริงๆ เหรอคะ”กวีณากระซิบถามธิปก ข้างตัวหญิงสาวมีตะกร้าสานทรงกลมสีน้ำตาลใส่ไหมพรมและอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย

“จริงสิ”ธิปกเปลือยอก สวมเพียงกางเกงยืดขาสั้นพอดีเข่า “ถ้าสโนว์ไม่เชื่อ เดี๋ยวผมเรียกซันนี่มาอ้อนอีกรอบ”ก่อนโดนจับอาบน้ำ ลูกชายอ้อนกวีณาชุดใหญ่ซุก ซบ บีบนวด

ให้หญิงสาวหอมแก้มฟรีไม่คิดมูลค่า

“ไม่ไหวแล้วค่ะ ซันนี่ทำให้สโนว์นึกว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิง”กวีณาอมยิ้ม

“นอกจากซันนี่”ธิปกคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้มั่น “ผมไม่ยอมให้ผู้ชายที่ไหนทำแบบนี้กับสโนว์อีกแล้วนะ”

กวีณาหัวเราะ
“ผู้ชายที่ไหนจะยอมให้สโนว์หลอกด้วยต้นถั่วงอกละคะ”กวีณาเอียงคอมองเด็กชาย

“ลูกคนกับลูกหมานั่งมองถั่วงอกเหมือนนั่งดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลก”ธิปกเปรียบเปรย “ขอบคุณนะสโนว์”

“ขอบคุณ ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”

“วันนี้ซันนี่มีความสุขมาก”

“เจอกันวันแรกละมั่งค่ะ มาบ่อยๆ ก็เบื่อ”เจ้าของบ้านคาดเดา

“ถ้าอย่างนั้น ผมจะพาแกมาบ่อยๆ”ธิปกมั่นใจว่าจะไม่เกิดความรู้สึกนั้นกับภากร เหมือนที่เขาไม่เคยเบื่อหญิงสาวตรงหน้าเลยสักครั้ง

“ยินดีรับเลี้ยงค่ะ แต่ครั้งหน้าไม่ให้กินพิซซ่าสองถาดแล้วนะคะ”

“ไม่ให้กินพิซซ่า”ชายหนุ่มคิดหนัก ฝีมือทำกับข้าวของกวีณาน่ากลัวจริงๆ อย่างที่ลูกชายว่าเอาไว้ “ถ้าอย่างนั้น ผมกับลูกขอกินข้าวหมูคนละสองกล่อง ของผมพริกลูกโดดๆ เยอะ”

“ข้าวขาหมู...”หญิงสาวทำหน้าสยอง ไม่ได้ทานอาหารชนิดนี้มานานมากแล้ว “กินข้าวขาหมู สโนว์สั่งพิซซ่าหน้าผักรวมมิตรมาให้กินดีกว่าค่ะ”

“งานนี้ซันนี่ผอมแน่...”ธิปกมองลูกชาย หัวกลมๆ พอดีปากตะกร้าไม่สมดุลกับคอเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น

กวีณากับธิปกนั่งอยู่ข้างๆ กัน ต่างฝ่ายต่างทำกิจกรรมที่ชอบ จนเวลาเกือบสามทุ่ม ภากรก็ทำลายความเงียบ

“พี่สโนว์มีเต็นท์หรือเปล่าครับ ผมง่วงนอนแล้ว”ภากรเตรียมตัวจะเป็นป่าไม้ อนุรักษ์สัตว์ป่าและธรรมชาติ ตั้งแต่กรรมวิธีการนอน

“เต็นท์หรือคะ...”เจ้าของบ้านงงงวย

“เต็นท์ที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมทำจากผ้าใบ”ภากรทำมือประกอบ “ผมต้องนอนในเต็นท์ครับ ถึงจะหลับสนิท เมื่อคืนก็ไม่ได้นอน คอยพ่อปกนานไปหน่อย เผลอหลับบนเตียงพ่อปกเลย”

“บ้านพี่สโนว์ไม่มีหรอก...ซันนี่”ธิปกตอบแทนหญิงสาวที่ทำหน้าหนักใจ

“ผมจะนอนหลับไหมนี่...”เด็กชายนักทดลอง ง่วงแล้วงี่เง่าไม่แพ้ใคร
กลับคืนสู่สภาพความเป็นเด็กอีกครั้ง

“ถ้าพี่สโนว์ไม่มีเต็นท์ แต่มีอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กัน ซันนี่จะหลับสนิทเลยใช่มะ”

“แน่นอนครับ พี่สโนว์”

“จัดปาย...”

ห้องนอนที่กวีณาเคยอยู่เพียงลำพัง มีเส้นเชือกฟางระโยงรยางค์ ผูกมัดไว้กับผ้าขนหนูสารพัดสีกั้นเป็นอาณาเขตคล้ายทำห้องเล็กๆ ซ้อนในห้องอีกที

“เต็นท์ในแบบของพี่สโนว์เองค่ะ คุณปกช่วยเอาผ้าผืนนี้คลุมเป็นหลังคาที “กวีณาขอความช่วยเหลือคนตัวสูงกว่า “ตอนเป็นเด็กพี่สโนว์ชอบเล่น “บ้าน”ค่ะ แล้วแม่ก็ทำแบบนี้ให้”

“เป็นเต็นท์ที่สร้างสรรค์มากเลยครับ ถ้าอยู่ในป่าจริงๆ ก็ต้องรู้จักประยุกต์แบบนี้”ภากรตบเข่าตัวเอง “แต่ตอนนี้ผมง่วงมาก”เด็กชายหัวกลมตาปรือ”ขอเข้าป่าไปอยู่ในเต็นท์ก่อนนะครับ”

“ฝันดีนะครับ...คุณพ่อและแฟนคุณพ่อ”



ฝันดีหรือเปล่า...



กวีณาจำได้เพียงตัวเองตื่นนอนเพราะเสียงตะกายประตูของสุนัขตัวน้อยที่นอนอยู่นอกห้องลำพัง ภากรลุกขึ้นก่อนใครแต่เหมือนเด็กชายงัวเงียเหลือเกิน หญิงสาวพยายามลืมตาพาทั้งลูกหมาและลูกคนทำธุระส่วนตัว มาตื่นจริงก็ตอนที่ได้ยินเสียงภากรร้องลั่นห้องน้ำ

“ซันนี่ คุณซันนี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”หญิงสาวทั้งหมุนลูกบิดและทุบประตู ธิปกที่อยู่ในห้องน้ำอีกห้องตามมาเป็นกองสมทบ “เปิดประตูค่ะ หรือจะล้มเปิดประตูไม่ได้”กวีณาละล่ำละลัก

“สโนว์ไปเอากุญแจสำรองมาดีกว่า เพื่อนายซันนี่หกล้มขาแข้งหัก”ธิปกบัญชาการ ลูกชายที่น้ำหนักเกินกว่าวัยไปหลายกิโลกรัมมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

“ได้ค่ะได้”กวีณาเอ่ยคำติดปาก แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวขาประตูห้องน้ำก็เปิดออกมา

“ซันนี่”กวีณาและธิปกพร้อมใจกันเรียกชื่อเด็กชาย คนกรีดร้องลั่นบ้านไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ยกเว้นแววตาใต้กรอบแว่นมันดูจริงจัง มุ่งมั่นซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้

เหมือนสายลับค้นเจอปริศนาสำคัญ

“เพราะความจริงมีเพียงสิ่งเดียว...”ภากรทำท่าทางเลียนแบบนักสืบเด็กของการ์ตูนเรื่องดัง “พี่สโนว์ซ่อนเห็ดไว้ในห้องน้ำ”

“ซ่อนเห็ด”กวีณาหน้าเหวอ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง “พี่สโนว์ปลูกเห็ดไว้ในห้องน้ำค่ะ ไม่ได้แอบไม่ได้ซ่อนอะไร เห็ดเขาตอนปลูกในความมืดชื้นนิดหนึ่ง”

เผื่อเป็นการยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ เห็ดนางฟ้าขาวอวบจากในห้องน้ำกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของมื้อเช้า กวีณาปลดปล่อยเครื่องปรุงรสออกจากที่คุมขัง ตัดสินใจทำอาหารปกติต่างจากมือแรก

เกรงนักว่าจะถูกสองพ่อลูกมองเมินเหมือนเมื่อวาน
เธอยังมีเดิมพันที่แพ้ไม่ได้เป็นพิซซ่าถาดใหญ่อยู่ในตู้เย็น
หลอกหล่อให้สำเร็จในเบื้องต้น แล้วค่อยๆ เบามือในภายหลัง
กวีณาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าความคิดแบบนี้เป็นความคิดของแม่บ้าน
แม่ของลูก...

แม่ครัวพยายามชุบแป้งเห็ดนางฟ้าให้บางที่สุด กินคู่กับน้ำจิ้มไก่ที่กวีณามองเมินมันทุกครั้ง เมนูสลัดที่เมื่อวานพ่อลูกสองคนมองข้าม ไม่รู้ไม่ชี้ หญิงสาวเรียกความสนใจด้วยการวางกระถางผักสลัดบนโต๊ะ เด็ดผักสลัดๆ สวยจากต้นลงจานได้ทันที กวีณาอุ่นพิซซ่าในไมโครเวฟเป็นลำดับสุดท้าย นึกอยากเร่งความร้อนให้พิซซ่าไหม้

“พี่สโนว์ปลูกเห็ด ปลูกผักนี่เองได้ด้วย”ภากรหมุนกระถางสีน้ำตาลกลางโต๊ะ

“ใช่ค่ะ ถั่วงอกนี่เด็กๆ”

“ต้องฝากตัวเป็นศิษย์ซะแล้ว”ภากรหยิบเห็ดชุบแป้งทอดเข้าปาก

“ค่าเล่าเรียนแพงนะคะ”กวีณาแสร้งขู่ แทบจะไม่แตะอาหารอื่นใดนอกจากสลัด

“ไม่มีอะไรแพงไปกว่าค่าตัวของพ่อปกหรอกครับ ผมยกพ่อปกให้พี่สโนว์แล้ว”คนพูดไม่ยอมเงยหน้า วุ่นวายอยู่การกิน

ผู้ใหญ่สองคนมองกันไปมา ส่งยิ้มแห้งๆ ให้กัน
กวีณาเป็นฝ่ายหลบสายตา
เด็กชายพูดถูกต้องทุกประการ สำหรับเธอไม่มีอะไรจะแพง จะมีค่ามากไปกว่าธิปก

“ซันนี่...คุณย่าโทรมา”ชายหนุ่มหยิบมือถือออกจากกระเป๋ากางเกง

“นายแฟ๊บกับนายฟูอยากเล่นน้ำหรือครับ...”ธิปกเอ่ยถึงหลานชายฝาแฝด ลูกชายของน้องสาวคนรอง ก่อนจะหันไปถามลูกชาย “น้องอยากไปเล่นน้ำที่สระ รอซันนี่อยู่ไปไหม”

“ไปก็ได้ครับ”เด็กชายตอบบิดาด้วยสีหน้านิ่ง “ผมมีหน้าที่พี่ชายให้ต้องรับผิดชอบ”
ว่ายน้ำหรือจะสู้ผักหญ้า ถั่วงอกได้
แต่มันจำเป็นต้องทำ

“ครับคุณแม่...อีกสองชั่วโมงผมน่าจะกลับถึงบ้าน”ธิปกก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ รับคำปลายสายอีกสองสามอย่าง ก่อนวางสาย

“ดีมากครับซันนี่ กลับไปทำหน้าที่พี่ชาย”กวีณายกนิ้วโป้งให้เด็กชายแต่ภายในใจโหวงเหวง

ตามปกติวันอาทิตย์ทั้งวันเคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับธิปก หญิงสาวกล่อมเสียงเรียกร้องภายในใจให้สงบโดยเร็ว สัปดาห์นี้เธอเอาเวลาวันเสาร์มาเป็นของตัวเองแล้ว

ต้องยอมรับ....
ตัวเธอเองไม่มีฐานะใดในครอบครัวของเขา

ภากรขนตะกร้าปลูกถั่วงอกขึ้นรถไปวิจัยทดลองต่อที่บ้าน ตามติดมาด้วยกรงสุนัขคู่หู ลูกปลาตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ในอ่างโดนจับใส่ถุง

“เหมือนปลาในแกงจืดมีชีวิต”ภากรเปรียบเปรย


“ขับรถดีๆ นะคะ...คุณปก”กวีณาตามมาส่งถึงหน้าบ้าน

“คุณพ่อขับรถดีอยู่แล้วครับ...พี่สโนว์ วันนี้มีตั้งหลายชีวิต ชีวิตผม ชีวิตถั่วงอก ชีวิตลูกปลา”

“จ้า...”หญิงสาวอดไม่ได้จริงๆ ที่จะหอมแก้มชายหนุ่มตัวน้อยเป็นการเอ่ยล่ำลา
จะได้เจอกันอีกไหม

“ขอผมแบบนี้บ้างสิ”ธิปกชี้ไปที่แก้มของตัวเอง

“ไม่ค่ะ คุณปกน่ารักน้อยกว่าซันนี่เยอะเลย”

ธิปกเขยิบตัวเข้าใกล้หญิงสาว เห็นอะไรแวบๆ ที่หางตาจากบ้านข้างเคียง ชายหนุ่มได้ใกล้ชิดหญิงสาวพร้อมมองคนแอบดูได้เต็มที่

สืบภพ

“ไม่อยากหอมแก้มอำลาเพราะอยากให้ผมจูบมากกว่าใช่ไหม”ธิปกเชยคางอีกฝ่าย ปากพบกับริมฝีปาก ไม่สนใจเสียงโห่ร้องของลูกชาย

ประทับตีตราจองอวดความเป็นเจ้าของกับแมวขโมยข้างบ้าน

“คุณปก...”กวีณาเสียงสูง

“เดี๋ยวเจอเราสองคนอีกเร็วๆ นี้นะครับ”ธิปกกอดคอลูกชาย พ่อลูกช่วยกันโบกมืออำลากวีณา

“แล้วเจอกันค่ะ...”

หญิงสาวมองยานพาหนะของธิปกจนลับสายตา หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน ตั้งใจจะสะสางงานที่ค้างเอาไว้ ความว่างเปล่าทับซ้อนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน กวีณาเห็นภากรนั่งอยู่ตรงโน้นตรงนี้  ได้ยินเสียงหัวเราะและพูดคุยของเด็กชาย

สองพ่อลูกที่เพิ่งเอ่ยคำอำลา
ไม่ได้เอาไปแค่ตะกร้าปลูกถั่วงอกและลูกปลาตัวเล็กตัวน้อย


หน้า: [1] 2 3