แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - buddy

หน้า: [1] 2 3 ... 19
1
“นี่อาอย่าบอกนะ! จะให้พระเอกกับผู้ร้ายได้กัน”
5555 ชอบๆ ชอบมุกนี้ นึกแล้วคงมันส์ดีพิลึก

สู้ๆ ค่ะ อักษร

2
3. ลุงทอม / noneko / Re: สาปเคหาสน์ บทที่ 4
« เมื่อ: กันยายน 17, 2017, 10:22:29 PM »
มีพระแล้ว อีกไม่นานก็ต้องมี... บรื๊อววว  :o

กลั้นหัวเรา


3
3. ลุงทอม / noneko / Re: สาปเคหาสน์ บทที่ 3
« เมื่อ: กันยายน 17, 2017, 09:51:48 PM »
ท่าทางก๋งนี่ น่ากลัวอ่ะ  :(

เหวียวไป
ของเริ่มจาก
งานสภาปัตย์

4
4. ฟีลิปดา / buddy / จอมขวัญปฐวี บทนำ
« เมื่อ: กันยายน 14, 2017, 02:45:45 AM »
หน้าสดยังกล้าโชว์ แต่งสดจะไปกลัวอาร๊ายยยย  ;D ;D ;D

**********************



บทนำ

"พ่อ พ่อ มาดูนี่เร็ว เร็ว!" เด็กชายกวักมือ กระโดดเหยงๆ ร้องเรียกพ่อที่เดินนำหน้าอยู่

มาคาซาหันมาทำท่าทางให้ลูกชายเงียบเสียง เอ็ดเบาๆ "อะไรของเจ้าน่ะ เซรัง ตะโกนเสียงดังลั่นป่าแบบนี้ พอดีไอ้เขี้ยวยาวมันได้ยินก็หลบไปเสียเท่านั้น"

เด็กน้อยย่นคอ รู้สึกผิด แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะตื่นเต้น ในเมื่อสิ่งที่เห็นมันน่าตกใจจริงๆ เขาวิ่งก้าวกระโดดเข้าไปหาพ่ออย่างช่ำชอง พื้นที่ทุกตารางนิ้วในป่าคือสนามเด็กเล่นของเขามาตั้งแต่เกิด นับประสาอะไรกับเส้นทางแคบๆ ริมหน้าผาแบบนี้

"พ่อ ดูนั่นสิ นั่นม้าหรือเปล่าพ่อ" เขาชี้ไปยังชะง่อนผาอีกด้านหนึ่ง

มาคาซามองตามนิ้วมือลูกชาย ที่ปลายชะง่อนผามีก้อนสีขาวเสียบคาอยู่กับกิ่งไม้ มองเผินๆ อาจนึกว่าเป็นก้อนเมฆลอยระเรี่ยยอดผาสูงแห่งสัตบรรพต แต่ก้อนเมฆไม่มีขา แล้วถ้ามองจากระยะนี้ ที่ปากของมันคาบอะไรบางอย่างไว้

"ไปเร็ว เซรัง" คนพ่อวิ่งนำ คนลูกก็วิ่งตามติดด้วยความเร็วและความช่ำชองไม่แพ้กัน ไม่นานก็มาถึงชะง่อนผานั้น

"พ่อ นั่นใช่คนไหม!" เด็กน้อยยิ่งตื่นเต้นเมื่อเห็นว่า ม้าสีขาวประหลาดที่เสียบติดอยู่กับกิ่งไม้ ที่ปากของมันงับเข็มขัดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ โชคดีที่หนูน้อยตัวกระจ้อยเข็มขัดหนังนั่นจึงยังสามารถรับน้ำหนักเธอไว้ได้ และไม่ร่วงหล่นลงสู่ป่าหนาทึบเบื้องล่าง
   
"เซรัง เอาเชือกของเจ้ามาให้พ่อ เร็วเข้าก่อนเจ้าม้าจะหมดแรง" เด็กชายส่งเชือกประจำตัวให้ทันทีตามคำขอ

มาคาซารับมาผูกเข้ากับเชือกของตนเป็นบ่วงบาศ ให้เด็กน้อยถือปมต่อเชือกไว้ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกเข้าที่เอวตนเอง เขาค่อยๆ ไต่หน้าผาลงไปอย่างชำนาญ จนถึงระยะใกล้พอ จึงปักตะขอยึดเข้ากับหน้าผา โหนตัวเองไว้กับขอยึด ขว้างบ่วงบาศไปรัดเข้าพอดีกับลำตัวของหนูน้อยในปากม้า

"เซรัง พร้อมหรือยัง" เขาตะโกนถามลูกชายที่รออยู่ด้านบน พอได้ยินเสียงตอบรับ เขาจึงหันไปพูดกับม้า "ข้าจะดูแลเจ้านายตัวน้อยของเจ้าเอง ปล่อยเถอะ"

เหมือนเจ้าม้าจะแสนรู้ภาษามนุษย์ มันค่อยๆ อ้าปาก ร่างเล็กร่วงลงทันที มาคาซารอท่าอยู่แล้วรีบดึงร่างกระจ้อยร่อยนั่นเขาสู่อ้อมแขน 

"ดึงขึ้นไป" เขาร้องสั่ง เซรังแม้ยังเด็กเพียงห้าขวบ แต่ชนเผ่ามาเซออย่างพวกเขาฝึกฝนร่างกายตั้งแต่เด็กจนแข็งแกร่งราวหินผา กล้ามเนื้อทุกส่วนสามารถใช้งานได้ดังใจ หาไม่แล้วคงไม่อาจใช้ชีวิตในป่าลึกได้รอด

เมื่อปล่อยเด็กหญิงให้ลูกชายดูแลจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว เขาก็หันไปหาม้าสีขาวที่หายใจรวยริน สัตว์แสนวิเศษตัวนี้ช่างจงรักภักดีต่อเจ้านายของมันเหลือเกิน แม้จะต้องทรมานจากกิ่งไม้ที่ตัวเสียบคาอยู่ แต่มันก็ยังไม่ยอมแพ้ อุตส่าห์คาบเจ้านายเอาไว้ไม่ยอมปล่อยให้เป็นอันตราย

"ภาระหน้าที่ของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว" มาคาซาดึงมีดพร้าที่สะพายหลังออกมา ฟันอย่างแรงไปที่กิ่งไม้ จนมันคาดสะบั้น ร่างสีขาวร่วงหล่นไปพร้อมกิ่งไม้ สู่ผืนป่าเบื้องล่าง ดูจากสภาพแล้ว มันอาจจะขาดใจตายก่อนที่จะตกถึงพื้นด้วยซ้ำ

"ไปดีเถอะ เจ้าขาว เราจะส่งเจ้านายของเจ้ากลับบ้านเอง"

เจ้าขาว ม้าที่เขาเพิ่งตั้งชื่อให้นั้นตกร่วงลงสู่ผืนดิน ร่างมันจะสลายกลายเป็นอินทรีย์ ยังประโยชน์ต่อไป ขนาดม้าที่ว่าเป็นเดรัจฉาน ยังทนสู้กับความตาย เพื่อปกป้องรักษาชีวิตของเจ้านายน้อยของมันด้วยความจงรักภักดียิ่ง

แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าหนูน้อยเป็นใคร ทำไมจึงมาตกห้อยอยู่ที่หน้าผาแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ เธอต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน 

******************************

5
3. ลุงทอม / noneko / Re: สาปเคหาสน์ บทที่ 2
« เมื่อ: กันยายน 14, 2017, 01:04:03 AM »
แจ่มเลยค่ะ  ;D

6
3. ลุงทอม / noneko / Re: ปิ่นสื่อรัก บทนำ
« เมื่อ: กันยายน 12, 2017, 10:56:32 PM »
เรื่องนี้ต้องทำทำเนียบตัวละคร ฮาๆๆๆ จำชื่อจีนไม่ใช่ได้   ;D

ติดตามต่อไป ปิ่นจะจับคู่ใครหนอ  ::)


7
3. ลุงทอม / noneko / Re: สาปเคหาสน์ บทที่ 2
« เมื่อ: กันยายน 12, 2017, 10:50:02 PM »
เคหาสน์สี่ทิศ ฟังเพราะกว่า คฤหาสน์สี่ทิศ นะคะ  ;D

ห้องลัเปลี่ยน
คำตอย

ต่อให้สวยแค่ไหนก็สละสิทธิ์ คฤหาส์เก่าๆ นี่ไม่ใช่แนวเลย บรื๋อวววว  :-[

8
3. ลุงทอม / noneko / Re: สาปเคหาสน์ บทที่ 1
« เมื่อ: กันยายน 12, 2017, 10:30:23 PM »
มานั่งลุ้นด้วยคน  ;)

9
R1. มะนอแน่ / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๓
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:40:19 AM »
บทที่ ๓


   สองหนุ่มเดินสง่างามเคียงคู่กันไปข้างหน้า สาวน้อยกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเพื่อให้ทันพวกเขา แม้ใจอยากจะร้องเรียกให้รอ แต่ทิฐิมานะก็ห้ามไว้และสั่งให้ปิดปากเงียบ จากคำสนทนากับราชอาชา นางได้ยินเลาๆ ว่า พวกเขาอาศัยอยู่ชายแดนปาล รอให้ถึงชายแดนก่อนเถอะ เมื่อนั้นพวกเขาก็หมดความสำคัญ
   สองบุรุษหยุดนิ่งปรึกษากันสักครู่ ก่อนเจ้าคนหน้าสวยจะหันมาพูดกับนาง
   “เราจะพักค้างคืนที่นี่” ว่าพลางมองไปรอบๆ บริเวณ
   “ทำไมเราไม่เดินต่อ ฟ้ายังไม่มืดเลย เราอาจจะถึงชายแดนปาลก่อนมืดก็ได้” นางทักท้วง ไม่ปรารถนาจะค้างอ้างแรมกลางป่าร่วมกับบุรุษเถื่อนแปลกหน้า แม้พวกเขาจะช่วยชีวิตนางไว้ก็ตามที
   เจ้าขวัญมองยิ้มๆ มายังคนเสนอความเห็น “นี่ สาวน้อย ถ้าเจ้าหายตัวได้ก็อาจจะสามารถทำได้อย่างที่ว่า ข้าชักสงสัยเสียแล้วสิ เจ้าเป็นชาวเขมรัฐจริงๆ หรือเปล่า ถึงไม่รู้ว่าระยะทางกว่าจะไปถึงชายแดนปาลมันไกลขนาดไหน”
   “เรา...เราเป็นชาวเขมรัฐสิ เพียงแต่...” น้ำเสียงนางอ่อนลงในตอนท้าย ไม่อาจพูดได้ว่านางไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน ชายหนุ่มจ้องมองอย่างสงสัยจนนางต้องเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเราจะพักกันอย่างไร ไม่มีห้อง เตียงก็ไม่มี”
   “เจ้านี่ท่าทางจะอยู่สบายจนเคยตัว เดินป่าก็ต้องนอนกลางป่า กลางดินทรายอย่างนี้ล่ะ”
หญิงสาวรู้สึกพะอืดพะอมกับความคิดที่จะต้องนอนบนดินเปียกชื้น ทำไมนางไม่เคยคิดมาก่อนเลยถึงเรื่องการนอนหลับในป่าเช่นนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้คิดอะไรเลยทั้งสิ้นก่อนตัดสินใจ คิดเพียงแต่...ต้องหนีไปให้พ้น จะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพเชลยเป็นเด็ดขาด
   บุรุษทั้งสองแยกย้ายกันออกหาไม้ฟืนมาสุมตรงกลางลานดิน ไม่นานลูกไฟดวงน้อยก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้น คนหน้าเข้มเดินหายเข้าไปในป่า ในขณะที่คนหน้าสวยคอยสุมขอนไม้เข้าไปเสริมจนกองเพลิงโชติแรงขึ้น นางเห็นเขาเสียบไม้ลงสองข้างของกองไฟเพื่อเป็นหลักสำหรับอะไรสักอย่าง ไม่นานคำตอบก็เฉลยออกมาเมื่อชายคนที่หายเข้าป่ากลับออกมาพร้อมกระต่ายป่าน่ารักสองตัว นางยิ้มและทำท่าจะเข้าไปอุ้มชมความน่ารัก แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่ากระต่ายทั้งสองตัวนั้นนิ่งสนิทไม่ไหวติง มีรอยเลือดแดงชาดเปียกบนขนสีน้ำตาล
   “ว้าย!” นางเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นเขาเริ่มกดปลายมีดลงบนซากกระต่าย คนป่าพวกนี้น่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาสามารถหยิบยื่นความตายให้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตเล็กๆ น่ารักอย่างกระต่ายน้อย โหดร้ายที่สุด
   “จะร้องเรียกพวกทหารม้ามาหรือไร” เจ้าขวัญส่งเสียงปรามมาในขณะที่กำลังจัดการกับซากที่ชำแหละเรียบร้อย ไม้หลักที่ปักข้างกองไฟ กลายเป็นแท่นบูชายัญไปเสียแล้ว
   เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสาวนั่งมองสองหนุ่มฉีกกินเนื้อกระต่ายที่บัดนี้ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเหลือเกิน ตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ มีเพียงน้ำไม่กี่อึกที่ผ่านลงคอไป นางรู้สึกได้ว่าร่างกายเรียกร้องอาหาร แต่ภาพการฆ่าอย่างเลือดเย็นก็ทำให้นางต้องตอบปฏิเสธไป เมื่อเขายื่นเนื้อกระต่ายให้
   “ไม่หิวก็ต้องกิน พรุ่งนี้ยังต้องเดินอีกไกล” เขาไม่รู้ว่านางจะไปไหน แต่การที่นางยอมตามมาด้วย อาจหมายความว่านางกำลังจะไปปาล ความคิดที่อยากจะพานางกลับ ‘บ้าน’ ของเขาเกิดขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ชัดเจนเหลือเกิน
   “เรากินไม่ลง” อ้อมแอ้มปฏิเสธ
   “หลับหูหลับตากินไปเถอะน่า อย่ามากเรื่องเลย”
กลิ่นหอมของเนื้อสุกใหม่ กรุ่นติดจมูกจนในที่สุด มโนธรรมก็พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณความหิวของสัตว์โลก นางส่งชิ้นเนื้อกระต่ายสุกเข้าปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ รสหวานจากเนื้อนุ่มนั้นทำให้ชิ้นต่อไปตามเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว บุรุษหน้าสวยพิศใบหน้าอมยิ้มของสาวน้อยอย่างเอ็นดู ค่อนเบาๆ “เมื่อครู่ทำเป็นรังเกียจ”
นางค้อนใส่เขา กลืนเนื้อลงคออย่างรวดเร็ว “เราหิวต่างหาก เจ้าเองไม่ใช่รึที่สั่งให้กิน”
   เขาหัวเราะเสียงใสก่อนลุกออกไปคุยกับสหายเพชฆาตของตน
   “ท่าทางท่านสนใจนางเป็นพิเศษ” การินส่งยิ้มล้อเลียน แต่คนหน้าสวยกลับตีสีหน้าเคร่งขรึม
   “นางต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
   “เห็นจะจริง คงจะเป็นนางฟ้าจำแลงมากระมัง ท่านถึงได้มองนางเสียหยาดเยิ้มขนาดนั้น” บุรุษผู้พี่เย้า
   เจ้าขวัญแสร้งไม่ใส่ใจ เอ่ยต่อ “น่าสงสัยนัก ทำไมพวกทหารม้าต้องตามล่านาง”
   “นั่นสิ รึนางกระทำความผิดอันใดมา” การินสันนิษฐาน
“ไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ นางต้องเกี่ยวข้องกับราชสำนักเขมรัฐ” ราชอาชาเป็นกองกำลังทหารม้าในพระองค์ ขึ้นตรงต่อราชินีเขมรัฐเท่านั้น “เราจะพานางไปด้วย นางอาจทำให้เราเข้าใกล้ราชสำนักเขมรัฐมากขึ้น”
คำพูดจริงจัง กลับทำให้คนฟังหัวเราะอย่างขันๆ “ท่านพูดราวกับลืมความสัมพันธ์ของตัวเองกับราชสำนักเขมรัฐไปเสียแล้ว”
   “ไม่ลืมแต่ไม่ต้องการ และเพราะไม่ต้องการ เราจำต้องหาหนทางอื่นสำหรับงานใหญ่” เขาเหลือบมองไปยังร่างเล็กที่ยังเอร็ดอร่อยกับรสชาติกระต่ายป่าอย่างเพลิดเพลิน   
“ระวัง ‘หนทางอื่น’ จะกลายเป็นทางลำบาก” เสียงกระเซ้ากลั้วหัวเราะส่งมาจากคนข้างๆ
คำเย้าของการินเหมือนจะย้ำความรู้สึกบางอย่างในใจที่เตือนเจ้าขวัญให้อยู่ห่างนางผู้เป็นปริศนานี้เอาไว้ หากชายหนุ่มสั่นหน้าช้าๆ ราวกับจะปฏิเสธข้อสงสัย ท่าทางไร้พิษสง รูปร่างอ้อนแอ้น เนื้อเนียนนุ่มหอมชื่นใจเมื่อยามสัมผัส จะสามารถสร้างเรื่องวุ่นวายได้มากขนาดไหนกันเชียว


   ท้องฟ้ามืดสนิท แม้แต่ดาวเดือนก็ราวกับดับแสงไปในค่ำคืนนี้ เสียงวิเวกรอบข้างน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ร้าย หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายไปมาไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ใจมัวแต่ระแวงแสงวาวที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืดของเงาไม้ อากาศเริ่มเย็นเยียบจนยะเยือก นางขยับตัวเคลื่อนเข้าใกล้กองไฟมากขึ้น เสียงร้องของนกกลางคืนดังหวีดโหยหวนมาตามลม นางสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นมองไปรอบด้าน
เงียบ...ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว นอกจากเปลวไฟที่สั่นระริกปล่อยลูกไฟออกมาเป็นครั้งคราว ใบหน้างามคมคายหลับอยู่อีกด้านของกองไฟ ส่วนอีกหนึ่งหนุ่ม นอนห่างออกไปเห็นเป็นแค่เงาตะคุ่ม
   หญิงสาวเอนกายลงอีกครั้ง ห่อตัวจนขดเหมือนทารกในครรภ์มารดา พยายามข่มตาหลับ นึกท่องมนต์คาถาที่เคยสวดมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ หวังให้พอผ่อนความกลัวลงได้บ้าง เสียงพรึบพรั่บดังขึ้นใกล้หู ตาลืมโพลงขึ้นทันที มองเห็นยอดไม้ไหวไปมา อะไรบางอย่างกำลังลอยละลิ่วลงมา มันมีกันหลายตัว พุ่งเข้าหาใบหน้าสาว
นางกรีดร้องปัดมือป่ายไปมาอย่างหวาดกลัว สุดท้ายสิ่งที่เห็นก็เป็นเพียงแค่ใบไม้สามสี่ใบเท่านั้น เสียงร้องของนางปลุกอีกร่างข้างกองไฟให้ลุกขึ้นมอง ส่งสายตาดุข้ามมาทันให้นางได้เห็นก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างรำคาญใจ
   ร่างบางสั่นสะท้าน ไม่กล้าล้มตัวนอน ได้แต่นั่งกอดเข่าด้วยความหวาดหวั่น ความหนาวเย็นประสมประสานไปกับความกลัวจับจิต เหลียวมองรอบข้างเห็นเพียงความมืดมิด ได้ยินเพียงความเงียบ อีกนานเท่าไหร่ถึงจะเช้า อีกนานเท่าไหร่ความน่ากลัวนี้จะจบสิ้น เวลาคืบคลานไปอย่างเชื่องช้า พอๆ กับลมหายใจที่เต้นแผ่วเบา
ความหวาดกลัวจุกแน่นขึ้นมาถึงคอ บีบรัดสมองจนปวดหนึบ หากไม่ระบายออกมาบ้างคงระเบิดร่างนางจนกระจายเป็นผุยผง น้ำใสๆ ไหลรินออกจากสองตา คิดถึงพ่อ แม่ พี่ เคยทะนุถนอมกล่อมเกลา จะรู้บ้างไหมหนอว่านางต้องตกระกำลำบาก นอนกลางดิน ท่ามกลางความมืดที่เดียวดายเช่นนี้
   “มานี่สิ” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากอีกฝั่งของกองไฟ หญิงสาวเหลือบตามอง เห็นเขากวักมือเรียก โดยไม่รู้ตัว ขาสองข้างพาตัวเข้าไปหาเขาอย่างเซื่องๆ
   “มานอนตรงนี้มา ไม่ต้องกลัว” เขาฉุดนางลงนั่งข้างกาย หญิงสาวยอมตามอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่วายสะอื้น ร่างบางทอดลงบนพื้นหันหน้าเข้าหากองเพลิง รู้สึกถึงรัศมีอบอุ่นจากร่างกายบุรุษที่นอนประกบอยู่ด้านหลัง เสียงสะอื้นค่อยๆ เงียบลง ป่ายังคงสงบสงัด แต่จิตใจสาวน้อยกลับไม่ยอมนิ่งตาม ความรู้สึกยังคงตื่นแข่งกับความเงียบของราตรี จดจ่ออยู่กับเสียงหายใจเข้าออกของคนข้างๆ จนราวกับว่าเสียงลมหายใจเป่าอยู่ในโสตตลอดเวลา เมื่อผินหน้าไปมองร่างที่เคียงคู่ ก็เห็นเขาหลับตานิ่ง
   นางค่อยๆ พลิกตัวตะแคงแผ่วเบา หันหน้าเข้าหาร่างสงบของบุรุษรูปงามผู้ช่วยชีวิตนางในวันนี้ เขานอนราบเหยียดตรง มือสองข้างประสานกันอยู่ที่ท้อง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าตรงๆ ของเขาที่ว่างาม แต่ด้านข้างกลับงามเสียยิ่งกว่า คิ้วเข้มได้รูปเรียวราวเขียนขึ้นโดยจิตรกรฝีมือดี ขนตายาวงอนเป็นแพบนเปลือกตาที่กำลังหลับพริ้ม จมูกโด่งเป็นสันได้รูปสวย หญิงสาวอมยิ้ม เมื่อจินตนาการสันจมูกเขาเป็น ‘สตบรรพต’ เทือกเขาแห่งเขมรัฐ ปลายจมูกเป็นยอดภูนภดล ช่างน่าขันนัก คนอะไรมีภูเขาอยู่บนใบหน้า
   มุมปากจิกขึ้นเหมือนกำลังแย้มยิ้มตลอดเวลา มีความสุขอันใดหนักหนา ริมฝีปากอิ่มสีเรื่อเรืองนั่นเองที่ส่งจุมพิตหวานปิดวาจาก้าวร้าว อยากรู้เหลือเกินว่ายามนี้มันจะนุ่มลื่นนิ่มนวลเหมือนเมื่อเช้าหรือไม่ เขาคงหลับสนิทไปแล้ว มือน้อยค่อยเอื้อมอย่างแผ่วเบาเชื่องช้า ขอสัมผัสกลีบปากงามให้หายสงสัยสักนิดคงไม่เป็นไร
ฉับพลัน ตาพริ้มก็ลืมโพลงขึ้น หญิงสาวหดมือกลับทันทีด้วยอาการรีบร้อน แสร้งหลับตาแน่น แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาคม ชายหนุ่มขยับตัวเป็นนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาร่างบางที่นอนเกร็งอยู่ เอวอ้อนแอ้นอรชรรับกับสะโพกกลมมน กลิ่นเนื้อนางหอมละมุนชวนให้คิดจะรั้งร่างบางเข้ามาแนบข้าง ใบหน้าสวยก้มงุดอยู่กับท่อนแขนตัวเอง เห็นผิวหน้านวลผ่องในความมืดแล้วยิ่งปรารถนาจะสัมผัสเชยชิด แต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้อย่างหนัก
   “นอนไม่หลับรึ”
หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง แล้วก็รีบก้มหน้างุด ไม่กล้าสบแสงเข้มที่ส่งมา
   “หนาวหรือ ตัวสั่นเชียว” ชายหนุ่มขยับเข้าหาจนหญิงสาวต้องเขยื้อนตัวถอย
   “เปล่า เราสบายดี” เสียงละล่ำละลักตอบด้วยเกรงว่าเขาจะถือวิสาสะดึงนางไปกอดคลายหนาว ขนาดจูบเมื่อเช้าเขายังถือดีเอาโดยง่าย คงคิดว่านางเป็นสาวป่าชาวไพรไร้เกียรติ ไม่เห็นความจำเป็นต้องระวังรักษา ที่น่าเจ็บใจก็คงเป็นตัวเองที่ยอมตามไม่มีขัดขืน แล้วนี่เขาเรียกมานอนข้างก็ตามใจเขาอีก ดูรึ มานอนให้เขามองให้เขาจ้อง แล้วถ้าเขารังแกเอาจะกล้าห้ามเขาไหม ยิ่งคิดก็ให้ยิ่งอัปยศอายใจตนเอง
   “ถ้าไม่อยากนอนก็มาคุยกัน” ชายหนุ่มยันกายขึ้นและค้ำไว้ด้วยศอกข้างหนึ่ง อยู่ห่างขึ้นอีกนิด จะได้มีแก่ใจทำได้อย่างที่พูดชวนให้มา ‘คุยกัน’ หากยังต้องนอนเรียงเคียงข้าง คงอดใจให้ ‘คุย’ อย่างเดียวไม่ได้แน่
   “เอ้า...เจ้าชื่ออะไร ยังไม่บอกข้าเลย”
   “แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร จะให้หญิงเผยนามตนเองก่อนได้อย่างไร” เขาหัวเราะเมื่อเห็นนางเริ่มกล้าพอจะต่อคำกับเขาแล้ว
   “ข้าชื่อขวัญ พี่ชายข้าชื่อการิน ที่นี้บอกชื่อเจ้าได้หรือยัง”
   “เราชื่อ...แก้วฟ้า”
   “แก้วฟ้า...ชื่อเพราะสมตัว เจ้าจะเดินทางไปไหน”
   “ไปทางเดียวกับเจ้านั่นล่ะ”
   “เจ้าจะไปปาลรึ” ความยินดีอย่างประหลาดเข้าจับจิตใจชาย
   “ความจริง เราต้องการข้ามไปสิตา จะไปถึงได้เราต้องผ่านเข้าปาลเสียก่อนไม่ใช่หรือ”
   “ทำไมเจ้าไม่ข้ามเขาไป ง่ายกว่าเดินทางอ้อมลงใต้แล้ววกขึ้นทางตะวันออกเป็นไหนๆ”
   “เรา...ไม่ถนัดเดินทางข้ามเขา”
   “เจ้านี่แปลกจริง ใครๆ ก็รู้ว่าชาวเขมรัฐเชี่ยวชาญการเดินเขาเพียงใด ด้วยภูมิประเทศเป็นเทือกเขารอบด้าน” ชายหนุ่มมองนางอย่างสงสัยในฐานะ
   “ก็เรา...เราไม่ได้เดินทางบ่อยนัก อีกอย่างเทือกเขาฝั่งตะวันออกเต็มไปด้วยเหวลึก ต่อให้เป็นชาวเขมรัฐเองก็เถอะ หากไม่ชำนาญทางก็อาจพลาดตกเหวได้ง่ายๆ”
   “แล้วทำไมทหารม้าติดตามเจ้า”
   นางมองหน้าเขา ปฏิเสธไม่เต็มเสียงนัก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าราชอาชาติดตามเรา”
   “พอเห็นพวกราชอาชานั่น เจ้าก็รีบหลบทันที ถ้าไม่กลัวการติดตามแล้วเจ้ากลัวอะไร” เขาถามลุกไล่ นึกสนุกกับท่าทางอึดอัดของอีกฝ่าย
   “เรา...”
   “เจ้าเป็นใครกันแน่ บอกมาตามตรง อย่าได้โกหก” ส่งเสียงคาดคั้นมาสำทับ
“เรา...เอ๊ะ ทำไมเจ้าอยากรู้เรื่องคนอื่นมากมายนักนะ” เมื่อนึกหาคำตอบไม่ได้จึงต้องแกล้งทำเป็นโกรธที่โดนเซ้าซี้
   “อ้าว ข้าจะพาเจ้าไปส่งสิตา ข้าก็ต้องรู้สิว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน” ชายหนุ่มพยายามหลอกล่อให้ได้ความจริง และได้ผล หญิงสาวร้องอย่างร่าเริงยินดี
   “จริงรึ เจ้าจะไปส่งเราจนถึงสิตาจริงๆ นะ”
   “แน่นอน แต่เจ้าต้องเล่าให้ข้าฟังว่า เจ้าไปสิตาทำไม แล้วทหารม้าตามล่าเจ้าทำไม ทำอะไรผิดมา สารภาพมาเสียดีๆ”
   “เปล่านะ เราไม่ได้ทำอะไรผิด คือว่า...เรา...เราโดนบังคับให้แต่งงาน” ใบหน้าร่าเริงเมื่อครู่สลดลงทันที
   “กับใคร คงเป็นผู้มีอำนาจละสิ ถึงขนาดส่งทหารม้ามาไล่ล่าเจ้า”
   “ใช่ มีอำนาจล้นฟ้าเลยล่ะ ราชอาชาต้องการตามเรากลับไป”
   “เจ้าไม่ได้รักเขารึ”
หญิงสาวระบายลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิด “รักรึ ฮึ ไม่มีทางที่เราจะรักคนพรรค์นั้น เราเกลียด เกลียดเขาที่สุด มีแต่พี่เท่านั้นแหละที่เห็นดีเห็นงามจะให้เราแต่งงานกับเขาให้ได้ ทั้งๆ ที่ใครๆ ต่างร่ำลือกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของเขา คนชั่วร้ายแบบนั้น ใครจะต้องการมาเป็นคู่ครอง”
   “ข้าพอจะเข้าใจความอึดอัดของเจ้า” ในเมื่อเขาเองก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนางเท่าไหร่ “แล้วที่ว่าเขาเหี้ยมโหด เขาเหี้ยมโหดอย่างไรล่ะ”
   “ใครๆ ก็โจษจันกันว่า ใจคอเขาร้ายกาจ ผิดมนุษย์มนา ฆ่าคนได้อย่างอำมหิตเลือดเย็นที่สุด หากไม่ชอบหน้าใครก็จะสั่งฆ่าทันที แถมบางคนยังว่าเขาน่ะมีปีศาจสิงกาย หรือไม่ก็อาจจะเป็นอสุระกลับชาติมาเกิด ที่บ้านเขาจะมีห้องขังที่เอาไว้ขังนักโทษ ทุกวันจะมีนักโทษถูกนำตัวไปให้เขาทรมานเฆี่ยนจนเนื้อแตก แล้วก็สาดด้วยน้ำเกลือ”
   “ฮื่อ ร้ายกาจเพียงนั้นเชียว” ถามเสียงสูงอย่างล้อเลียนปนขันกับน้ำเสียงของคนเล่า ที่ราวกับกำลังเล่านิทานที่น่าตื่นเต้นเสียเหลือเกิน
   “ไม่เท่านั้นนะ มีคำร่ำลือกันหนาหูเลยว่า” นางขยับเข้ามากระซิบใกล้ๆ “ว่าเขาฆ่าพ่อตัวเองเพื่อชิง...เอ่อ...ยึดสมบัติ”
   “ชั่วช้าจริงๆ” แม้จะขันในท่าทางของสาวน้อยที่ทำประหนึ่งกลัวใครจะได้ยินเสียงสนทนาระหว่างกันถึงบุคคลที่สาม แต่ก็พยายามสะกดกลั้นไว้เต็มที่
   “ก็ใช่น่ะสิ แล้วเจ้าคิดว่าเราควรแต่งงานกับคนแบบนั้นรึ” นางทำหน้ามุ่น
   “อืม...นั่นสิ... ขนาดแค่กระต่ายป่าโดนฆ่าเป็นอาหาร เจ้ายังร้องราวกับโดนเชือดเสียเอง แต่สุดท้ายกลับนั่งกินเรียบสบายใจ” น้ำเสียงล้อเลียนกลั้วเสียงหัวเราะขัน เมื่อนึกถึงท่าทางกินกระต่ายย่างอย่างเอร็ดอร่อยของนาง
   “เจ้าล้อเรารึ นี่แน่ะ” หญิงสาวรู้สึกเก้อเขินเมื่อรู้ตัวว่าโดนหยอก ทุบกำปั้นน้อยๆ ลงบนแผงอกแข็งแกร่งตรงหน้า ชายหนุ่มคว้ากำปั้นไปกุมไว้อย่างเบามือ
   “ปล่อยนะ” เสียงร้องสั่งมิได้กราดเกรี้ยว แต่ฟังหวานละมุนหู สองสายตาสบประสานลึกซึ้ง ใบหน้าสาวร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย พยายามชักมือออกจากการเกาะกุม หากชายหนุ่มจะยื้อไว้ นางก็คงไม่อาจต้านแรง แต่เขาก็ยอมปลดปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ ข่มจิตข่มใจตนเองที่พลุ่งพล่านแค่เพียงได้สัมผัสมือนุ่ม รวบรวมกระแสเสียงไม่ให้สั่นไหว
   “แล้วเจ้าจะไปสิตาทำไม”
   “ขอความช่วยเหลือ”
   “ใครจะช่วยเจ้าได้ มีญาติอยู่ที่นั่น?”
   “ใช่”
   “ญาติหรือคนรักกันแน่” เขากระเซ้า แต่แอบภาวนาขออย่าได้เป็นอย่างหลังเลย
   นางทอดถอนใจ “เจ้าคนชั่วร้ายนั่นน่ะ มีอำนาจมากมาย เราต้องหาคนที่สามารถช่วยเรายกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้ได้”   
“บางทีเราอาจช่วยเจ้าได้ ไม่เห็นต้องเดินทางไปถึงสิตา” เขานึกถึงความตั้งใจที่ต้องการพานางกลับบ้าน และมั่นใจว่าเขาสามารถช่วยนางได้อย่างแน่นอน
   “ไม่หรอก เจ้าไม่รู้ว่าเขามีอำนาจมากเพียงไร ไม่มีใครในเขมรัฐจะช่วยเราได้” น้ำเสียงนั้นเศร้าสร้อยน่าสงสาร ถอนหายใจหนัก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นบ้าง “ทำไมเจ้าไม่เล่าเรื่องราวของเจ้าให้เราฟังบ้าง”   
“นอนได้แล้ว ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินอีกไกล” เขาปฏิเสธตัดบท เพราะไม่อยากสร้างเรื่องหลอกนาง
   “ขี้โกงจริง เจ้านี่” นางต่อว่า ก่อนจะถามขึ้น “อีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงชายแดนปาล”
   “ถ้าเราเดินทางได้เร็วพอ พรุ่งนี้จะถึงค่ายพักม้าของเรา วันมะรืนก็น่าจะข้ามเขตแดนได้”
   “วันมะรืนเชียวหรือนี่” นางพึมพำ นึกเสียดายม้าที่ทิ้งไว้ในตลาด หากไม่กลัวผิดสังเกตจนโดนราชอาชาจับได้ คงไม่ต้องตกระกำลำบากเพียงนี้ “เจ้าจะไปส่งเราจนถึงสิตาแน่นะ” สายตานางเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
   “แล้วแต่เจ้าจะบัญชาเลยล่ะ สาวน้อย” เขายิ้มตอบอย่างใจดี
   “ขอบใจนะ ขอบใจเจ้าจริงๆ” ดวงตากลมแวววาวด้วยประกายยินดี รอยยิ้มหวานซึ้งงดงามดุจอัปสราจากภพฟ้า ใบหน้านางเปล่งปลั่งราวจันทร์คืนเพ็ญ ผิวผ่องนวลเนียนชวนหลงใหล ร่างอวบอิ่มของสาวรุ่นยั่วยวนปลุกเร้าแรงปรารถนาของชายหนุ่มราวกับนางพราย เขาต้องหักห้ามใจตัวเองอย่างหนัก พลิกตัวนอนหงาย คงไม่อาจรั้งตัวเองไว้ได้ หากต้องมองนางเนิ่นนานอีกเพียงแค่วินาทีเดียว
   “นอนเสียเถอะ”
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

10
R1. มะนอแน่ / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:38:54 AM »
บทที่ ๒


   กำแพงปูนสีตะกั่วตั้งตระหง่านเป็นแนวโค้งยาว ล้อมรอบด้วยคูน้ำลึกกว้างห้าวาเศษ สูงขึ้นไปเหนือกำแพง ปืนใหญ่สามกระบอกตั้งเรียงหันปลายปืนไปทางทิศใต้ ราชสีห์ทองคำผงาดอยู่บนผืนผ้าสีแดงเลือดนก ธงสัญลักษณ์แห่ง ‘สิตา’ ปักเด่นสง่าอยู่กลางหลังคาทรงโค้ง โบกสะบัดพัดพลิ้วไปตามแรงลม พื้นที่ถัดจากคูออกมาเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่ต้นไม้ให้ร่มเงา ทหารยามในเครื่องแบบสีแดงสดยืนนิ่งประจำอยู่ไม่ห่างกระบอกปืนใหญ่ สายตามองระแวดระวังไปทั่วบริเวณ
   ป้อมชายแดนสิตา-ปาลแห่งนี้ ไม่ได้ใช้งานในราชการสงครามมานานหลายทศวรรษ หลังสองเมืองทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสำหรับกิจการอื่นของ ‘สิงคาล’ ราชาแห่งสิตา รถม้าคันสุดท้ายในขบวนเสด็จกำลังก้าวย่องเนิบช้าไปบนสะพานที่ทอดข้ามคูล้อมป้อม ไม่นานก็หายผ่านเข้าประตูไปในที่สุด
   ภายในป้อมนอกจากทหารที่รักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน ก็มีเพียงราชองครักษ์คนสนิทของราชาสิงคาลเท่านั้นที่ตามเสด็จ และคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูอาคารสีขาวหลังคาโดมแดง ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง เยื้องไปด้านหลังสักสี่ห้าร้อยเมตร เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐสีเทาใช้สำหรับเป็นโรงครัวและที่พักของเหล่าราชบริพาร
   หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ซอยเท้าถี่พาร่างอวบอิ่มเข้าไปในโรงครัว ไม่ได้สนใจเสียงเอะอะโวยวายของแม่ครัวและลูกมือที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันยกใหญ่ กระทะและหม้อใบใหญ่บนเตาบอกถึงปริมาณอาหารมากมายราวกับจะเลี้ยงคนเป็นกองทัพ นางมุ่งหน้าตรงไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังวุ่นวายออกคำสั่งคนงานให้จัดการสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาดึงความสนใจของหญิงกลางคนให้หันมองผู้มาเยือน “เสด็จถึงแล้วรึ แม่จัน”
   สาวร่างอวบอวดยิ้มฟันขาวพยักหน้า หอบหายใจจนหน้าอกโอฬารกระเพื่อมเกือบล้นออกมานอกเสื้อคอปาด “เจ้าค่ะ คุณท้าว ฉันยกพระสุธารสขึ้นถวายเลยนะเจ้าคะ” เสียงตอบนั้นสดใสร่าเริงราวนกน้อย นานเหลือเกินที่ ‘พระองค์ท่าน’ ไม่ได้เสด็จป้อมชายแดน ข่าวการมาจึงทำให้นางแช่มชื่นเป็นพิเศษ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจหญิงที่ว้าเหว่มานาน แต่คำตอบของผู้ที่นางเรียก ‘คุณท้าว’ กลับเหมือนน้ำร้อนสาดกลับมา
   “ไม่ต้องหรอก วันนี้จะให้แม่วีณาจัดการ” คุณท้าวพูด พลางเดินไปตรวจดูถาดพระสุธารสจัดเครื่องต่างๆ ไว้ครบถ้วนดีหรือยัง โดยมิได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันทีของคนรับสาร
   “แต่วีณามาอยู่ใหม่ เกิดทำอะไรให้ขัดเคืองพระราชหฤทัยจะพลอยลำบากกันไปหมดนะเจ้าคะ” เหลือบมองร่างอรชรที่นั่งทำหน้านิ่ง คอยดูคุณท้าวอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยเย็น แม้จะวางหน้าเรียบเฉย แต่ก็คงจะดึงดูดใจพระองค์ท่านไม่ใช่น้อย รูปร่างบางแต่อกเอวสมส่วนรับกันกลมกลึง ผิวพรรณก็เต่งตึงอิ่มเอิบเหลือเกิน คุณท้าวก็ดูราวจะสนับสนุนนางจนออกนอกหน้า คงกะจะให้ถวายตัวกระมัง ยิ่งมอง ลมเพชรหึงริษยาก็ยิ่งพัดกระหน่ำรุนแรง
   “หล่อนคิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นรึ ที่รู้พระทัยพระองค์ท่าน!” คุณท้าวหันมาขึ้นเสียงใส่อย่างไว้อำนาจ
   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่วีณายังไม่เคย อย่างไรเสียก็ให้ตามฉันขึ้นไปก่อน แล้วคราวหลังค่อยไปเอง ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” แม้จะโกรธแสนโกรธ ทั้งหึงทั้งหวงตัวท่าน แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้นอกจากยอมอ่อนเสียงให้คุณท้าวคนสำคัญคนนี้
   “หุบปากหล่อนไปเลย ถ้ามีอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง” คุณท้าวตัดรำคาญด้วยการหันไปพยักพเยิดหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ๆ “ไป แม่วีณา ไปได้แล้ว จำที่ฉันสั่งสอนไว้ให้ดี”
   เมื่อต่อรองไม่ได้ และไม่เห็นทางจะห้ามความประสงค์ของคุณท้าว นางจันก็ทำได้เพียงกระแทกเสียง“ตามใจ” สะบัดหน้าเดินหนีไป คิดปลอบตัวเองในใจว่า หากในเรื่องลีลาแล้ว สาวน้อยอ้อนแอ้นนั่นคงไม่มีทางเทียบชั้นนางได้หรอก สุดท้ายก็จะทรง ‘เรียกหา’ อยู่ดี
   วีณาเดินยกสำรับขึ้นไปถึงห้องบรรทม เมื่อนายทวารเปิดประตูให้เข้าไป หญิงสาวรีบรุดตรงไปยังพระสุพรรณภาชน์ จัดวางถาดพระสุธารสและเครื่องเสวยต่างๆ อย่างระมัดระวังตามที่ได้รับการสอนสั่งมาจากคุณท้าวรำไพ ใจจดจ่ออยู่แต่กับถาดทองคำในมือ ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะทำพลาดตกหกเลอะ มีหวังคงได้คอขาดเป็นแน่ ยังไม่ทันเรียบร้อยดี ร่างบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
   “ว้าย!!” ถ้วยโถกระทบกันเสียงดังเคร้ง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจ แต่พอเห็นหน้าผู้ลักกอดนางชัดเจนก็รีบทรุดกายหมอบกราบกรานแนบพื้น
เจ้าสิงคาลคุกเข่าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ เชยใบหน้างามขึ้นมอง หญิงสาวยังหลบตาไม่กล้ามองตอบ
   “อ้าว คนใหม่รึนี่ เรานึกว่านังจัน” สายพระเนตรลวนลามไปทั่วผิวหน้าผิวเนื้อที่ดูผุดผาดของสาววัยกำดัด
   “คุณท้าวรำไพ...ให้หม่อมฉันนำพระสุธารสมาจัดถวายแทนพี่จันเพคะ” เสียงสั่นๆ กระตุ้นให้ชายตื่นตัวขึ้นทันที ลูบไล้พระหัตถ์แผ่วเบาไปตามเรียวแขนนวลเนียนราวท่อนเทียน คุณท้าวนี่ช่างรู้ใจ ขยันหาสาวงามมาปรนนิบัติ หัตถ์แข็งแรงประคองนางขึ้นยืน หญิงสาวห่อไหล่ ก้มหน้างุดหลบสายตาคมวาวด้วยแรงปรารถนา สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าเข้มค่อยซุกไซ้ไปตามซอกคอ ดอมดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาว
   “อย่า อย่าเพคะ” เสียงห้ามสั่นรัวด้วยความตกใจ มือน้อยๆ ผลักอกกว้างที่หาได้ขยับเขยื้อนไม่ สัมผัสจากมืออุ่นจัดจนร้อนลูบเลื่อนไปตามเนื้อตัว ยิ่งหวาดหวั่นเมื่อโดนรวบรัดพรมจูบไปทั่วทั้งคอทั้งไหล่รุนแรงขึ้นอย่างหื่นกระหาย หญิงสาวเริ่มดิ้นรนหนัก ด้วยแท้จริงไม่ได้สมัครใจจะ ‘ถวายตัว’
   “จะไม่เสวยเสียก่อนหรือเพคะ” เสียงเย็นเยียบของผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นประจักษ์พยาน สามารถหยุดอาการรุกไล่คึกคะนองของกษัตริย์หนุ่มได้ทันใด ทรงผละออกจากนางกำนัล รี่ไปหาต้นเสียง โอบเอวบางเข้าหาจนแนบชิด
   “ก็ทรงปล่อยให้หม่อมฉันรอนาน หม่อมฉันเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียหน่อย” พลางจุมพิตไซ้ปรางเนียนเป็นการต้อนรับนางผู้มาเยือน ปล่อยให้ ‘ของฆ่าเวลา’ ทรุดหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา
พระนางสร้อยรัศมีเบี่ยงวรกายออกจากอ้อมกรแกร่ง ก้าวเนิบสง่างามเข้าหาร่างที่หมอบแทบพื้น เชยใบหน้าสวยขึ้นมอง แววฉงนฉาบขึ้นบนดวงเนตรหรี่เพ่ง ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะค่อยๆ แย้มบาง
   “เจ้าชื่ออะไร” ตรัสถามเสียงอ่อนหวาน
   “หม่อมฉัน ชะ...ชื่อ...วีณา เพคะ” ใจเต้นรัวด้วยทั้งประหม่าทั้งกลัวโทษทัณฑ์
   สตรีสูงศักดิ์ทวนชื่อที่ได้ยินแผ่วเบา พระกิริยาเหมือนกำลังใช้ความคิด แค่เพียงชั่วขณะเดียวก็ทรงหันกลับไปหากษัตริย์หนุ่ม
   “หม่อมฉันขอพระราชทานนางคนนี้ได้ไหมเพคะ” พระนางตรัสถามเจ้าสิงคาลที่ทรงยืนสง่าอยู่ไม่ห่าง คนถูกถามแสดงท่าทางออกชัดเจนทันทีว่าไม่เต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้เชยชมอย่างที่ตั้งใจ สร้อยรัศมีเยื้องย่างเข้าหาอย่างยั่วยวน เรียวนิ้วลูบไล้ไปตามกล้ามแข็งแกร่งบนแผงพระอุระ
   “เถอะนะ ส่วนเรื่องอื่น...หม่อมฉันจะจัดการให้เอง”
   “พระองค์จะทรงต้องการนางไปทำไม” ถามออกไปอย่างเคืองพระทัย
   “หม่อมฉัน...ก็แค่...” เหลือบสายพระเนตรมองนางกำนัลที่ยังก้มงุดอยู่ที่พื้น “ก็แค่รู้สึกถูกชะตาน่ะเพคะ ทรงยกให้หม่อมฉันเถอะนะ”
จุมพิตแผ่วเบาอ้อยอิ่งเชิญชวน ไม่ว่าชายหน้าไหนก็ต้องโอนอ่อน สร้อยรัศมีทรงรู้วิธีเย้ายวนให้อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่พระนางเสียเหลือเกิน ตามใจ อยากได้อะไรก็เอาไป เสร็จแล้วจะได้ทำอย่างอื่นต่อ “แล้วแต่พระประสงค์ละกัน”
เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางสร้อยรัศมีก็ผละออกไปหานางที่หมอบพื้นอยู่อีกครั้ง ปล่อยให้องค์เจ้าสิงคาลทอดพระเนตรตามอย่างไม่สบพระอารมณ์ จนต้องเลี่ยงไปกระแทกตัวประทับลงบนพระแท่น ขัดอะไรขัดได้ แต่ขัดอารมณ์ชายเช่นนี้ หงุดหงิดเหลือประมาณ
   “เจ้าไปได้แล้ว เตรียมเก็บข้าวของด้วย เราจะเดินทางเช้าตรู่พรุ่งนี้” วีณาหมอบกราบก่อนคลานเลี่ยงออกไปโดยเร็วอย่างโล่งอก พระนางสร้อยรัศมีทอดพระเนตรตามหลัง ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง นอกจากจะกำจัดนางกำนัลหน้าใหม่ให้ห่างจากเจ้าสิงคาลแล้ว ยังน่าจะใช้ประโยชน์จากใบหน้าสวยนั่นได้ ใบหน้าที่...คล้ายใครคนหนึ่งมากเหลือเกิน
   เสียงแก้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บ่งบอกอารมณ์ของคนวางได้ดี ปลุกพระนางจากภวังค์ความคิด สร้อยรัศมีแย้มพระสรวลนิดๆ ที่มุมโอษฐ์ นวยนาดไปประทับตรงพระพักตร์ร่างสง่างามบนแท่นบรรทม ผ้าแพรคลุมไหล่เบาบางค่อยๆ เลื่อนหลุด เปิดเผยเนื้อเนียนเปล่งปลั่งที่เจ้าสิงคาลหลงใหล แม้จะเคยเห็นเคยสัมผัสแต่ก็รู้สึกเหมือนอดพระทัยไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นได้สัมผัสอีกครา คงมีเพียงอารมณ์เร่าร้อนของแม่หม้ายอย่างสร้อยรัศมีเท่านั้นกระมังถึงจะเติมเต็ม ‘ความต้องการ’ ของราชาแห่งสิตาได้อย่างเต็มที่ ไฟสวาทจุดติดขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องการเชื้อเพลิง
   เจ้าสิงคาลทรงระลึกถึงการพบกันครั้งแรก ขณะนั้นพระนางสร้อยรัศมียังทรงอยู่ในฐานะพระขนิษฐาแห่งองค์ราชินีเขมรัฐ ดวงพักตร์งามสง่าตราตรึงใจ ดวงเนตรเรียวหวานวาวงามล้ำกว่าสตรีนางใดที่พระองค์เคยรู้จัก พระโอษฐ์แย้มยิ้มเย็นประดับอยู่บนพระพักตร์ตลอดเวลา จนยากที่ใครจะคาดเดาพระอารมณ์หรือพระดำริภายใต้รอยแย้มพระสรวลนั้นได้ พระนางเหมือนปริศนาที่ไม่มีใครอาจหาญกล้าไขให้กระจ่าง องค์เองเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในยามนั้น ตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมงานฉลองบัลลังก์ ‘ศศิลักขณา’ ราชินีแห่งเขมรัฐ ความรักจู่โจมเข้าเกาะกุมพระทัยตั้งแต่เพียงแรกพบพักตร์ จนแม้พระนางกลายไปเป็นรานีแห่งวชิรหัตถ์ราชาแล้ว ความรักก็ยังคงมั่น พระองค์ทรงรู้ว่าพระนางก็รู้สึกไม่ต่างกัน
   เมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานถวายพระเพลิงองค์ราชินีศศิลักขณา ที่สิ้นพระชนม์ชีพไปก่อนเวลาอันควร แค่เพียงได้พบพักตร์สนทนากันไม่กี่คำ ความรักที่เก็บงำมานานก็ราวกับจะปะทุระเบิดออกมาจากพระอุระให้จงได้ สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันจึงก่อเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน
   สร้อยรัศมีเปรียบดังรสหวานหอมแห่งน้ำทิพย์ติดชิวหามิวางวาย เมื่อได้สมรักแล้วก็มิอาจหักพระทัยได้ กระวนกระวายคลุ้มคลั่งราวคนบ้า ปรารถนาจะประหัตประหารวชิรหัตถ์ให้ดับดิ้นแล้วรับพระนางมากกกอดแนบข้าง ยิ่งทรงคิดว่าวชิรหัตถ์มีสิทธิเต็มที่ที่จะดื่มด่ำรสรักจากพระนาง พระองค์ยิ่งแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว เหล่าสนมนางกำนัลที่ห้อมล้อมมิอาจทำให้พระทัยรุ่มร้อนด้วยกามตัณหาเบาบางลงได้ จะหารสพิศวาสใดเทียมเท่าสร้อยรัศมีมิมีอีกแล้ว เสน่หาที่ตราตรึงไม่เคยคลาคลายกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหนี่ยวนำไปสู่การ ‘ลักลอบ’ พบกันอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง...
   จวบจนบัดนี้ องค์สิงคาลเริ่มรู้สึกชื่นชอบการได้พบกันเยี่ยงนี้ เพราะมันยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ได้มากขึ้นอีก และรักพระนางได้รุนแรงเร่าร้อน พระนางเองก็ตอบสนองได้อย่างสมพระอารมณ์เฉกเช่นกัน วชิรหัตถ์ราชาบัดนี้สวรรคตไปแล้ว แต่ฐานะรานีในอดีตพระราชายังค้ำคอไม่ให้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ จะมีใครในราชสำนักแห่งปาลบ้างไหมที่ล่วงรู้ความลับนี้
   “ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ” สร้อยรัศมีไล้นิ้วไปบนแผงพระอุระอย่างรักใคร่หลังเสร็จสมรสรักที่โหยหา
   “คิดว่าทำไมพระองค์เสด็จมาได้ในครั้งนี้” ราชาหนุ่มแห่งสิตาหันหาร่างเปลือยแนบข้างลูบไล้เอวบางอย่างหลงใหล
   “องค์อัคนิรุทรเสด็จประพาสนอกเมือง หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไปไหน”
   “อ๋อ ลูกเลี้ยงไม่อยู่ แม่เลี้ยงเลยมีอิสระ” น้ำเสียงเยาะหยันทำให้พระนางสร้อยรัศมีตรัสเสียงขุ่นเข้ม
   “ทรงหมายความว่ากระไร” แม้จะเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแสร้งโกรธเกรี้ยว จะยอมรับให้ใครกล่าวหาว่าเป็นนางพระยาเทครัวได้อย่างไร
   “อย่ากริ้วไปเลย ทูนหัวของหม่อมฉัน แค่เย้าเล่นเท่านั้นดอกน่า”
   “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับอัคนิรุทร เป็นเพียงแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี” ใช่สิ แค่แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดา จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ ความเกลียดชังในใจอัคนิรุทรที่มีต่อพระนาง ราวกับจะฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใดจะไถ่ถอนได้
   สร้อยรัศมีแสร้งสะบัดตัวลุกหนี แต่พระกรแกร่งของสิงคาลรั้งวรองค์บอบบางกลับเข้าแนบชิด รวบรัดไว้ด้วยวรกายแข็งแรงขององค์เอง
   “หม่อมฉันขอประทานอภัย คราวหลังจะไม่ปากพล่อยให้เคืองพระทัยอีกแล้ว” เคราสากไล้ไปตามซอกพระศอก่อกระแสซ่านเสียวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง วิธีการง้อสาวงอนเยี่ยงนี้ ไม่มีใครเก่งเกินสิงคาล แต่ยังหรอก จะให้อภัยโดยง่ายนั้นไม่ควร
   “ทรงหมิ่นน้ำใจหม่อมฉันเหลือเกิน อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหา แต่กลับต้องมาโดนเหยียดหยามเช่นนี้ หม่อมฉันคงไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้นสำหรับฝ่าบาท” เสียงกระเง้ากระงอดราวสาวรุ่น ทำให้เจ้าสิงคาลต้องทรงกอดกระชับปลอบประโลม
   “ใครว่า หม่อมฉันหลงใหลพระองค์ออกขนาดนี้ ที่พูดไปก็เพราะรักเพราะหวงเหลือเกิน ไม่อยากให้ใครได้เชยชิดพระองค์ แค่คิดหม่อมฉันก็แทบจะขาดใจตาย” ก้มพระพักตร์เชยชมนวลเนื้อไหล่ไล่ไปตามเนินอกอย่างคลั่งไคล้ อดีตรานีแห่งปาลจำต้องผลักร่างที่รุกไล่ออกห่าง ถามสุรเสียงอ่อนหวาน
   “จริงนะเพคะ”
   “จะกล้าปดพระองค์ได้อย่างไร มามะ หม่อมฉันจะแสดงให้ดูว่าหม่อมฉันรักพระองค์ขนาดไหน” พระนางสร้อยรัศมีสรวลเมื่อใบหน้าสากซุกลงแนบอกอิ่มขบเล็มอย่างสนุกปาก ผลักร่างหนาออกจนหงาย พลิกองค์เองขึ้นอยู่เหนือ สำแดงอำนาจแห่งตน
   “ไม่ได้ ต้องให้หม่อมฉันสำเร็จโทษฝ่าบาทก่อน” ปากบางจู่โจมโรมรันกับอีกปากที่ยื่นขึ้นราวลูกนกร้องขออาหารจากแม่นก แม่นกไล่จุมพิตเร่าร้อนไปตามมัดกล้ามแข็งแรงจนชายร้องครางอย่างชอบใจ เกมสวาทยุทธ์เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องครางกระเส่าของทั้งสองร่าง ต่างคนต่างสนองความปรารถนารุ่มร้อนของตนเอง ในขณะที่สมองก็กำลังวางแผนเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเช่นกัน
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

11
R1. มะนอแน่ / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๑
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:35:18 AM »
โพสบทที่ ๑ มากี่ครั้งแล้วไม่รู้ สาธุ คราวนี้ขอให้ได้โพสตอนจบบ้างเฮ้อะ  :'( :'(
**************************


บทที่ ๑


   ณ เขมรัฐนคร
   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้าง วางพื้นบ้าง เรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน
ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน
   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกัน ปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่า ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระวังถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน
   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกรึ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว
   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมรสขนมของตน
   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”
   “ประเดี๋ยวสิพี่ อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”
   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่บ้านไหนมา จึงไม่รู้จักขนมสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้
คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง
ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   “ทหารม้าเขมรัฐ” คนพี่เอ่ยเสียงเคร่งขรึม ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   “จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป
‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนในอ้อมกอดแห่งขุนเขาแห่งนี้ ดุจดินแดนลับแล มิค่อยมีผู้ใดรับรู้เรื่องราวภายในอาณาเขตเทือกเขาสัตบรรพตนี้นัก เนื่องด้วยเขมรัฐไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใดในภูมิภาคมาเป็นเวลานาน นโยบายเปิดเมืองเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้
   ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม
   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่
   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ
   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพรางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป
   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย
   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป
   “สนใจอะไรนางนักหนา”
   “แค่สงสัยน่ะ”
   “สงสัยอะไร”
   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น
พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน
   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธารพลางชะม้ายชายตามายังสองหนุ่มนักเดินทาง
   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” แม้ไม่มีการเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายปิดประเทศของราชินีองค์ก่อน แต่ต่างรู้กันดีว่าทรัพย์ในดินอันอุดมของเขมรัฐนั้นมีทั้งทองและอัญมณีมีราคา ใครก็ปรารถนาครอบครองเขมรัฐทั้งนั้น แต่หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครยอมเสียชิ้นเนื้อโอชะนี้ให้ตกเป็นที่ครอบครองของผู้อื่นเป็นแน่
   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสัตบรรพตอันเป็นแนวเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ
“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง
“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน
   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”
“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”
   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง
   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย
   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐองค์ปัจจุบันเห็นต่างจากพระราชมารดาองค์ราชินีองค์ก่อน นำนโยบายเปิดเมืองมาใช้ และเจรจาขอซื้อเมืองท่าของปาล แต่ฝ่ายปาลยื่นข้อเสนอกลับว่าจะอนุญาตให้ผ่านแดนได้ โดยต้องเจรจาค่าผ่านทางกันทุกปี
   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ
   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น
   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”
เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว
   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้
   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายกระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต
   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิด กรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม
   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ
   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ
   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน
   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว
   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”
   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือด หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น

   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต
   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงชาดสาดไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน
ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน
   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด
สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่
หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา
   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”
นางส่ายหน้า
   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”
นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 
นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว
   “สงสัยจะเป็นนางใบ้”
   คำกล่าวหากลั้วเสียงหัวเราะราวขำขันกับชะตาร้ายของผู้อื่นนักหนา นำทิฐิมานะมาขับไล่ความสับสนในจิตใจ “เราไม่ได้เป็นใบ้!”
นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก
   “นั่นน่ะสินะ เสียงของเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”
   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว
   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”
   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ
   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก
   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า
   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า
   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย
   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”
   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก
   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ
   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน
   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”
   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก
ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”
   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง
   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”
   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ
   “ราชอาชา…”
   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว
การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”
   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม
   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่คำภาวนาไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม
   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า
   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง
   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 
   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าตนน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่
   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด
   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”
บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด
   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”
   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ
   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”
   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่า ใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่
แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจากนายทหารจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”
การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน ถ้าเจอข้าน้อยจะรีบแจ้งทางการเพื่อรับรางวัลเลยขอรับ” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม
นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป
   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่
   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา


โปรดติดตามตอนต่อไป

12
ขยี้กันตั้งแต่บทแรก พอหอมปากหอมคอ  ;D ;D

ธัญญ่าจะไม่ไหวแล้ว แก้วนี้ฉันดื่มแล้วกัน” ลิซ่าเพื่อนสนิทของธัญเรศจะคว้าแก้วในมือเดวิดมา แต่เขาดึงแก้วกลับ
“แก้วสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งทันย่าเอง
น่าจะสะกดให้เหมือนกันดีไหม  :-*

พระเอกไปโรงแรมที่เวสต์วูด นางเอกไปโรงแรมเวสต์เกตต์ หรือจะเป็นโรงแรมเวสต์เกตต์ ที่เวสต์วูด  ::)

เขารู้ว่าคนที่เจอยาปลุกเซ็กซ์เข้าไป
พระเอกรู้ได้ไงว่านางเอกเจอยาปลุกเซ็กส์ ทั้งๆ ที่เข้าใจผิดว่าเป็นคุณตัว หรือเป็นคุณตัวที่เล่นยามา แล้วจะเล่นมาทำไม ???
มีเฉลยไว้ตอนท้าย แต่ตอนรีไรต์ลองปรับหน่อยก็ดีนะคะ จะได้ไม่งงระหว่างทาง หรือเอาที่เฉลยตอนท้ายมาแทรกเป็นความคิดพระเอกไปเลย

มาหลอกให้ติดใจแล้วหายไปไม่บอกกล่าว เจอตัวต้องจัดการซะให้เข็ด!
ทำไมพระเอกถึงคิดว่านางเอกหลอกอ่ะคะ  ???

กล้องวงจรปิดในโรงแรมโดยปกติเขาไม่อนุญาตให้คนนอกดูนะคะ ขนาดพนักงานในโรงแรมที่ดูได้ยังมีแค่ผู้บริหารระดับสูง ต่อให้เป็นลูกค้าคนสำคัญแต่ถ้าไม่มีเหตุสมควรหรือมีหมายจากตำรวจ ก็ยากค่ะ

เรื่องเกิดที่เมืองนอกใช่ไหมคะบทนี้ ยุโรปหลายๆ ประเทศไม่นิยมไลน์นะคะ ไม่เหมือนเมืองไทย

รอขยี้บทต่อไป  ;)

13
R1. มะนอแน่ / buddy / สาวมั่นประจำห้องหนึ่งอาร์
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:09:26 PM »
มะนอมั่นปล่าววววว พี่มั่นมาก สักวันต้องจบมาราธอน ฮาๆๆๆๆ
สู้ๆ ศู้ๆ ษู้ๆ เอามันทุกสอ ดูซิจะจบไหมรอบนี้  ::) ::)



14
4. ฟีลิปดา / buddy / ฮูเล่ ฮูเล่ ฮูลาฮุ้บ
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:06:28 PM »
คริคริ ได้คู่กับพี่ฟีแรลลี่นี้ หนูจะพยายามนะคะ (พล็อตจงมา พล็อตจงมา ฮาๆๆๆ)


15
3. ลุงทอม / noneko / ศึกช้างชนช้าง
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:04:12 PM »
แหม พี่ฟีเข้าใจจับคู่ จับนักเขียนที่กำลังมีผลงานฮอตมาชนกัน รอติดตามใครจะจบก่อนใคร หุหุหุ ^o^


หน้า: [1] 2 3 ... 19