แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - noneko

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
   “ยายป้าหน้าสี่ขีด”
   “อะไรเหรอคุณสามี?”
   “ถามจริง จะช้อปอะไรนักหนา”
   ข้าวของพะรุงพะรังเต็มไม้เต็มมือคุณชายธนาคิมไปหมดแล้วแต่ฉันก็ยังไม่หยุดเดินเข้าเดินออกร้านเครื่องสำอางอยู่ดี
   “อ้าว มาเกาหลีเค้าก็ต้องมาเหล่ผู้ มาซื้อเครื่องสำอางก็ถูกแล้วนี่นา”
   “แต่ตอนนี้คุณอยู่ในร่างผู้ชาย ถึงจะเป็นโอเมก้าก็เถอะ มั่นใจนะว่าจะปัดแก้ม กรีดอายไลเนอร์จริงๆ น่ะ”
   ชิ!
   แต่ก็เรื่องจริง ฉันเลยวางอายไลเนอร์ลงที่เดิมและหยิบแค่มาร์คชีทกับครีมกันแดดไปจ่ายเงินเท่านั้น ส่วนพวกครีมบำรุงกับแป้งซื้อไปเยอะแล้ว
   เซ็งเลยฉัน อยากสวยก็ทำไม่ได้
   “ไม่ต้องอยากสวยมากหรอก ผมหวง”
   อู๊ย เขินเลยฉัน
   “จะไปไหนต่อดี?” แล้วคุณสามีก็ถามหลังจากส่งถุงให้บอดี้การ์ดไปถือต่อแล้ว
   “แน่นอนว่าต้องกิน”
   “กินกิมจิแล้ว ผมจะกินคุณต่อแล้วกัน แฟร์ๆ ดี”
   เฮ้ย นี่มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา
   “ฉันยังเรียนอยู่นะคุณ ไหนว่าจะรอให้เรียนจบก่อน เออ เอาปริญญาตรีแล้วกันอีกสี่ปีเอง”
   คุณธนาคิมหรี่ตา
   “ไม่ใช่ ที่เราคุยกันไว้คือ ม.ปลายคุณจะยอมมีลูกกับผม พอคลอดค่อยกลับไปเรียนต่อ ไม่ดีหรือไง รักแรกพบจะได้มาเกิดเป็นลูกของเราไง ป่านนี้เด็กคนนั้นคงรอจนฝ่อไปแล้วมั้ง”
   “รออีกหน่อยไม่ได้เหรอ?” ฉันพยายามต่อรอง
   “อะไร อายุป่านนี้แล้วยังกลัวไม่เข้าเรื่อง”
   “ก็ยังจิ้นอยู่นี่นา ไม่เหมือนคุณนี่ ประสบการณ์น่าจะร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้ว”
   “ตกลงยังไม่ยอม?”
   “ขอเวลาทำใจหน่อยได้ไหม?”
   “อะไร ผมหล่อขนาดนี้คุณยังต้องทำใจอีกเหรอ เฮ้อ! หมดอารมณ์เลย”
   ฉันได้ทีรีบอ้อน เราต้องประวิงเวลา อย่างนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ก็แล้วกัน
   “รอหน่อยนะสามีที่รัก”
   แล้วฉันก็จูบแก้มเขาดังฟอดและได้ผลที่หน้างอๆ นั้นยิ้มได้เสียที เขาจูบแก้มตอบกลับมา เออนะ ให้หอมๆ ไปมั่งก็ยังดีกว่าไม่ให้ทำอะไรเลย งอนขึ้นมาจะยุ่ง
   “เพราะรักนะเนี่ยถึงได้รอ”
   เสียงอ่อยไปอีกแต่ฉันก็เข้าใจเขาดี ความรู้สึกของเราสองคนที่มีให้กันมันไม่ใช่แค่เคมีที่ตรงกัน แต่หัวใจของเราสองคนก็ตรงกันด้วย
   “ฉันเองก็รักคุณค่ะ”

2
   “เออ มากันให้หมด เชิญอินเลิฟกันเข้าไป ปล่อยกูเดียวดายให้ตายไปเลย กูจะไปเที่ยวของกูคนเดียว นี่มันทริปฉลองวันเกิดพวกเราหรือทริปฮันนี่มูนของพวกมึงกันแน่วะ!”
   เสียงไอ้สันขวานแผดออกมาอย่างเหลืออด คือให้ตายยังไงมันก็ไม่ยอมรับว่าตัวมันเป็นแฟนกับตะวันเสียที ขนาดจูบกันร้อนแรงอย่างนั้นแล้ว หายไปด้วยกันแล้วมันกลับมามีรอยคิสมาร์คแถวหน้าอกก็แล้วยังจะมาปฏิเสธอีก
   เชื่อตายล่ะ
   “ดูเหมือนมึงมันดื้อเกินเยียวยาแล้ว ไม่รู้ตัวสักที”
   ตะวันมันฟังแล้วขัดหู มันถลาคว้าคอสันตะวาเข้าไปจูบปากต่อหน้าพวกเราพี่น้องเลย กลางเกาะนามิเนี่ยแหละ!
   “ถ้ามึงยังบอกว่าเราไม่ใช่แฟนกันอีก กูก็จะจูบให้มึงจำให้ได้ จะกี่ครั้งก็แล้วแต่มึงนะ”
   ดรัณหัวเราะคิก เหลือบตามองน้องช่อแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ น้องช่อสะดุ้งแล้วเดินหนีไปอีกทาง งานตามก็ต้องมาใช่ไหม เดินหายไปคู่หนึ่งแล้ว ส่วนตะวันที่หาญกล้าประกบจูบน้องวาของฉันกลางสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเกาหลีใต้จนมันพอใจแล้วก็ถูกไอ้สันขวานที่ตั้งสติได้ยกเข่าเสยเข้าให้
   “ปล่อยกูเลย!”
   “ไม่ปล่อย ทำผัวเจ็บได้นะมึง ตามกูมานี่เลย”
   “ไม่ไปเว้ย กูจะเดินกับพี่กู”
   “ใช่” ฉันรีบสนับสนุน น้องรักอย่าทิ้งฉันไปอีก ภาษาก็ไม่ได้ หลงทิศเป็นที่หนึ่ง ดรัณก็ลากแขนน้องช่อไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าตะวันเอาตัวไอ้สันขวานไปอีกคนแล้วฉันจะเดินกับใครล่ะ? “อย่าทิ้งพี่ไปนะ”
   “ผัวพี่ก็มาด้วยนี่” สันตะวาเหล่ตา พอมันรู้ว่าคนในร่างของรักแรกพบแทบจะอายุรุ่นแม่ มันก็เลยให้ความเคารพขึ้นมาอีกนิดหน่อย
   “บ้า ยังไม่มีอะไรกันเว้ย อะไรวะ? คู่ของน้องๆ อายุยังน้อยๆ ทำไมของพี่ถึงเป็นรุ่นพ่อ ยังมีแรงเหลืออยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้” ฉันพูดอย่างคะนองปากเพราะมั่นใจว่าสามีเดินไปซื้อซาลาเปานึ่งเตาถ่านแบบโบราณที่มีขายอยู่บนเกาะ มาถึงแล้วก็ต้องกินสักหน่อย
   “หูย ปาก พูดอย่างนี้เรียกเขาไปต่อยกลางสี่แยกยังเจ็บน้อยกว่าเลยนะ”
   “กลัวอะไร เขาไม่อยู่แถวนี้สักหน่อย”
   “เขาอยู่ข้างหลังป้าตั้งนานแล้ว ได้ยินเต็มสองรูหูแล้วมั้ง”
   เฮ้ย!
   พอหันไปดูก็เห็นยืนถือซาลาเปาอยู่ข้างหลังจริงๆ ด้วย
   “คือว่า...”
   คุณธนาคิมยิ้มกว้าง ออร่าจับจนฉันต้องหยีตา ตาพร่าเลยเรา
   “ถ้าอยากรู้ว่ามีแรงไหมก็ต้องลองดูนะยายป้าหน้าสี่ขีด”
   ชิบลอส! ได้ยินจริงๆ ด้วย เดินหนีสิ อยู่ต่อไปทำไม

   เกาหลีใต้เป็นดินแดนที่โรแมนติกมากแห่งหนึ่ง แต่หน้าอย่างฉันคิดแต่เรื่องของกินกับช้อปปิ้งว่ะ เรื่องหวานๆ ไม่เคยเข้ามาอยู่ในหัวสมอง
   การเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิตเกิดขึ้นได้เพราะมีปาปริก้า! ไม่ใช่ๆ มันคือของขวัญวันเกิดอายุครบสิบเจ็ดที่คุณพ่อสัญญาไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว พอถึงวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ก็เลยได้มาเที่ยวเสียที
   ฝันถึงอากาศศูนย์องศา ขนเสื้อกันหนาว รองเท้าบูท ถุงมือ ที่ปิดหูมาเต็มสตรีมแต่ ณ บัดนาว หิมะก็ยังไม่ตกลงมาให้ฟินเลย แม้น้ำในแม่น้ำฮันจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้วก็ตาม
   อีกอย่างหนึ่ง...
   แต่ทำไมฉันต้องมาเจอตะวันกับดรัณที่จู่ๆ ก็นึกอยากมาเที่ยวเกาหลีใต้ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย แถมยังพักโรงแรมเดียวกันอีกสุดท้ายก็เลยต้องไปเที่ยวด้วยกันเสียเลยโดยมีไกต์กิตติมศักดิ์คือนายดรัณที่พูดภาษาบ้านเขาได้คล่องปากมากและยังรับอาสาพาทัวร์และมีสินจ้างเป็นการแอบเต๊าะน้องของฉันเป็นของแถมอยู่เรื่อยเชียว
   หันมาอีกทีหลังจากที่มัวแต่ถ่ายรูปวิวอยู่ ไอ้สองคู่นั้นมันก็หายไปแล้วเหลือแต่ฉันที่ยืนเบะปากกลัวหลงทาง แต่โชคยังดีที่คุณสามียังยืนให้กำลังใจอยู่ข้างหลัง
   “คุณคิมอย่าทิ้งเมียไปไหนนะ?”
   “เมื่อกี้ใครบอกว่าผมจะมีแรงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เสียใจที่ได้สามีแก่”
   “ฮื่อ อย่าโกรธเมียเลยนะ เมียก็ปากพล่อยไปอย่างนั้นเอง ที่จริงก็รักคุณสามีจะตาย”
   นั่น สกิลแถชั้นยอดของฉัน บวกกับโถมตัวเข้าไปกอดด้วย เจออย่างนี้ตาดุๆ ของคุณธนาคิมก็อ่อนลงจนได้
   “งั้นเราก็ไปเดินเล่นกันสองคนเถอะ”
   “สองคนตรงไหน บอดี้การ์ดก็ตามเรามาเป็นพรวน”
   “ก็เหมือนสองคนนั่นละ พวกเขาสนใจแค่ความปลอดภัยของเราตามหน้าที่ส่วนเรื่องอื่นๆ....”
   เขากุมมือฉันแล้วพาจูงเดินไปด้วยกัน อากาศที่หนาวเย็นดูอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
   “บ้าจริงเชียว”
   “ฮึๆๆ”

   สันตะวาคนแมนหาทางหลบหน้าไอ้ตะวันจัญไรแล้วมาเดินเล่นริมแม่น้ำที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง ยืนมองดูผู้คนที่จับมือกันมาเป็นคู่ๆ แต่ก็มีบ้างที่มากับกลุ่มเพื่อนหนุ่มสาว
   เขาเป็นโอเมก้าซ้ำยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่น ที่สำคัญยังสวมปลอกคออยู่จึงไม่แปลกเลยที่หากมาอยู่แค่คนเดียวจะถูกพวกอัลฟาลวนลามทั้งคำพูดและร่างกายได้อย่างง่ายดาย
   “ไปเที่ยวกับพี่ไหมน้อง?”
   “น่ากดว่ะ หน้าตาโคตรน่ารัก!”
   “ใครกล้าแตะเมียกูสัด!”
   เท่านั้นละวิ่งกันกระเจิงแทบไม่ทัน ไม่ได้กลัวอะไรไอ้คนตะคอกหรอกนะ แต่ไอ้ตะวันจัญไรมันเดินมาคนเดียวเสียที่ไหน มันพาบอดี้การ์ดมาด้วยเป็นสิบ หน้าตาดุๆ หนวดเคราเฟิ้มทั้งนั้น พวกอัลฟาอันธพาลมันคงสู้ได้หรอก
   “มึงนี่ชอบทำให้กูหงุดหงิดอยู่เรื่อย”
   กูเกี่ยวอะไรด้วยวะ?
   “มึงไม่รู้ตัวหรือไงว่ามึงสวย มึงน่ารักแค่ไหน ห่างสายตากูแค่แป๊บเดียวเองแม่งเอ๊ย! ไม่ใช่แค่มึงหรอกที่ไมเกรนขึ้น กูก็ด้วย”
   ไอ้ตะวันทึ้งผม หน้าตาดูโกรธเกรี้ยวแต่กูจำได้ว่าคนที่โดนจีบคือกู คนที่ต้องอารมณ์เสียคือกูไม่ใช่หรือวะ?
   “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมึง มึงไม่ได้โดนจีบสักหน่อย”
   “กูรักมึง กูหึงหวงมึงเว้ย ช่วยเข้าใจอะไรง่ายๆ หน่อยได้ไหมไอ้วา!”
   เงิบ!
   สันตะวาก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันเป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง ก่อนหน้านี้เขาก็ต่อสายหาพ่อแล้ว พวกเขามาเที่ยวกันสามคนพี่น้องพร้อมบอดี้การ์ดชุดใหญ่ ไม่มีอะไรน่าห่วงอยู่แล้ว คุณธนาคิมจะตามเมียอย่างพี่รักมาเขาก็ยอมรับได้ ยังไงก็เป็นญาติกันแล้ว แต่ไอ้ตะวันกับดรัณมันมายังไงกันครับ พ่อเองก็จนปัญญาบอกเสียงอ่อยว่าไม่รู้เหมือนกัน ทางนั้นคงมีสายข่าวอยู่ด้วยละมั้ง
   เพื่อลดทอนความขัดเขินที่จู่ๆ ตะวันก็มาพูดตรงๆ ว่าหึงหวงเขาก็เลยเปลี่ยนเรื่องถามมันสักหน่อย
   “ตามมาทำไม?”
   จากหน้าบูดๆ มันก็เปลี่ยนเป็นคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์เสียนี่
   “กูมาเที่ยวเฉยๆ ไม่ได้ตามมึงมาหรอกนะอย่าเข้าใจผิด”
   “อย่ามาแหล มึงตั้งใจตามกูมาชัดๆ มึงนอนโรงแรมเดียวกับกู ชั้นเดียวกันอีก ห้องก็ติดๆ กัน มึงตั้งใจนี่หว่า”
   “อ้าว หรือมึงอยากให้กูถอยห่างออกจากมึงล่ะ มึงชอบแบบนั้นใช่ไหมกูจะได้ทำให้?”
   ตามติดเป็นสัมภเวสี ที่นี้จะถอยห่าง กูไม่ยอม!
   “มึงลองสิ ถ้าทำมอย่างนั้นมึงก็ไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้าอีก”
   มันหัวเราะ แม่งน่าหมั่นไส้
   “อ้าว ปกติมึงเอาแต่ไล่กู ไม่สิ ไม่เคยพูดดีด้วยเลยด้วย กูเองก็น้อยใจเป็นเหมือนกันนะ”
   “ฮึ แล้วมึงก็ทำเป็นเล่นๆ มาตลอด กูก็เลยไม่แน่ใจหรอกว่าคนอย่างมึงจะจริงจังกับกูแค่ไหน และกูก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่แต่งงานเพราะกูไม่อยากเป็นแค่เมียที่นอนกอดทะเบียนส่วนผัวไปร่าเริงกับเมียน้อย จนถึงตอนนี้กูก็ยังคิดอย่างนั้น รวยๆ อย่างมึงตอนนี้ก็พูดหวานหูกับกูเพราะอยากได้จนตัวสั่น พอได้แล้วเบื่อมึงก็คงทิ้งกูไม่ต่างอะไรกับพวกอัลฟาเลวๆ คนอื่นหรอก” สันตะวาทำเสียงดังฮึ “คนอย่างสันตะวาถ้าจะมีผัวทั้งทีต้องเป็นของกูคนเดียวทั้งตัวทั้งหัวใจเท่านั้น”
   “มึงนี่โลภมาก”
   “กูมันเด็กเลวอยู่แล้วนี่ มึงอยากได้คนหัวอ่อนก็ไปหาเอาที่อื่นสิ”
   “อ้าว งั้นกูกับมึงก็คงเลวพอกัน มิน่าถึงเข้ากันได้ดี”
   พูดถูกใจ งานนี้สันตะวาจะไม่มีน้ำโหแล้วกัน
   “ไม่รู้”
   “เข้ากันได้ดีบนเตียงก็ดีนะ”
   หันขวับเลยกู แม่งเลวกว่าที่กูคิด มึงหวานๆ ดรามาได้แป๊บเดียวจริงๆ ด้วยไอ้ตะวันจัญไร!
   “ไอ้ทะลึ่ง ไอ้เลว ไอ้คนเอาแต่ได้!”
   “คนเอาแต่ได้ที่อยากอยู่ใกล้มึงแค่คนเดียวไง”
   “น้ำเน่า”
   “เน่าแล้วรักกูไหมล่ะ?”
   “ไม่”
   ฟอด!
   มันหอมแก้มกู ไอ้เลว!
   “หอมแก้มโทษฐานที่มึงปากไม่ตรงกับใจ”
   “ไอ้เชี่ย!”
   “ด่าอีกกูจะเปลี่ยนมาจูบที่ปาก”
   “มึงได้ทีรังแกกู”
   “อย่างนี้เรียกว่ารังแกแล้วหรือวะ กูนึกว่าต้องที่เตียงเท่านั้นซะอีก”
   “กูไม่คุยกับมึงแล้ว อะไรก็เตียงๆ มึงง่วงก็ไปนอนสิ ชิ้วๆ”

   ดรัณ...ชายหนุ่มซึ่งเก่งภาษาเกาหลีเดินจูงมือช่อศิลาไปอีกทาง อย่างน้อยก็ต้องให้ไกลจากคู่ของตะวันและสันตะวามากที่สุดล่ะ ก็คู่นี้แม่งเอะอะโวยวายเสียงดังลั่น ไม่มีความโรแมนติกเลย คู่ของเขาต้องการความสงบเลยต้องถอยห่างจากพวกมันให้มากที่สุด
   ช่อศิลาเป็นคนเรียบร้อย นุ่มนวล อาจดูจืดชืดในสายตาของคนอื่นแต่สำหรับเขา คนๆ นี้น่ารัก
   น่ารักจนอยากครอบครองไว้คนเดียว
   “เบื่อแล้ว ไม่อยากจีบช่อแล้วอ่ะ”
   ช่อศิลาหน้าเสีย เขาเห็นแล้วก็แกล้งตีหน้านิ่ง นึกอยากแกล้งให้ร้องไห้เล่นสักหน่อย ได้ผลด้วยเพราะดวงตาสีอ่อนภายใต้แว่นทรงกลมนั้นแดงก่ำ ปากน้อยๆ นั้นเริ่มเบะเหมือนจะร้องไห้
   อยากจะแกล้งมากกว่านี้แต่คงต้องหยุดไว้ก่อน ถ้าปล่อยโฮขึ้นมาเขาเองก็ชักสงสารเสียด้วยสิ
   “เป็นแฟนกันเลยได้ไหม?”
   ช่อศิลาชะงัก ดวงตากลมมองเขานิ่งจนเขาต้องย้ำชัดๆ อีกครั้ง
   “ว่าไง เป็นแฟนกันไหม?”
   “แล้ว...ตอนนี้เราไม่ใช่แฟนกันอยู่แล้วหรอกเหรอ?” ช่อศิลาก้มหน้างุด “ก็รัณเอาดอกไม้กับขนมมาให้เราอยู่บ่อยๆ คอยเดินตาม คุยกับเราอยู่ตลอด อย่างนี้ไม่ได้เรียกว่าเป็นแฟนกันแล้วเหรอ?”
   ดวงตาคู่สวยกะพริบวับวับอย่างสงสัย
   ดรัณตบหน้าผากตัวเอง
   อ้าว! นี่กูโง่หรือวะนี่ นึกว่าตัวเองฉลาดเสียอีก แต่ในเมื่อคนตัวเล็กเปิดโอกาสให้กูขนาดนี้ก็คว้าไว้สิครับ รออะไร
   “งั้นข้ามขั้นเลยได้ป่าว จากแฟนกลายเป็นผัวอ่ะ”
   “บ้า”
   “งั้นจูบมัดจำไว้ก่อนก็ได้”
   “ไม่เอา”
   เห็นหัวอ่อนแต่ก็ดื้อใช่เล่นแฮะ
   “ครั้งเดียวเอง นี่เกาหลีใต้นะ ไม่มีใครรู้หรอก”
   จุ๊บ!
   แล้วริมฝีปากนั้นก็ทาบทับลงมาฉกเอาจูบแรกของช่อศิลามา
   “รัณ ไอ้บ้า!”
   คนอะไรด่าได้น่ารักจัง

3
   “ยายป้าหน้าสี่ขีดใช่ไหมเนี่ย?”
   ฉันแหวใส่แม่ง อะไรนี่ยังไม่เชื่ออีกหรือยังไง
   “ก็ยายป้าหน้าสี่ขีดน่ะสิถามได้”
   “เรื่องนั้นไว้ทีหลัง ที่ผมอยากรู้ก็คือทำไมคุณถึงอยากแต่งงานกับเจ้าคิมมันต่างหาก ทีตอนหมั้นยังอิดออดอยู่เลย” คุณกันต์ผู้มีสติสตังค์ครบถ้วนที่สุดเพราะไอ้สันขวานกับน้องช่ออ้าปากค้างไปแล้ว
   “น้องรักมาหาฉันค่ะ น้องบอกว่าฝากพวกพวกน้องๆ ด้วยแล้วก็ขอให้ฉันรีบแต่งงานไปเสียที น้องอยากมาเกิดใหม่เต็มทีแล้ว”
   “เหอ? นี่ป้าไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเองใช่ไหม ตัวเองอยากแต่งแต่เอาเรื่องพี่ของพวกผมมาอ้างแทนอะไรแบบนี้น่ะ”
   ไอ้สันขวานหันขวับ เร็วมาก คอมันคงเคล็ดแน่วันนี้
   “ไม่ได้โกหกนะยะ”
   คุณกันต์เบ้ปาก ถามย้ำอีกครั้ง
   “แล้วคุณโอเคใช่ไหม?”
   “แน่นอน ได้สามีหล่อๆ รวยๆ ใครล่ะจะไม่อยากได้”
   ฉันหัวเราะแก้เขินขณะที่คุณธนาคิมมองตอบตาพราวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้านู่นเลย อยากแต่งกับเขาละสิ อิๆ เขินจังเลยฉันแต่โคตรมีความสุขเลย

   มีความสุขมากในตอนที่อยู่โรงพยาบาล
   แต่ตอนนี้น่ะเหรอ พ่องสิ!
   ดันไปตกปากรับคำแต่งงานเสียได้ ลืมไปเลยว่ายังใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย อายุก็แค่สิบเจ็ด ถ้าท้องโตตอนเรียนจะทำยังไง ขายขี้หน้าเขาตายชัก ไม่อยากซ้ำชั้นด้วย เรื่องของเรื่องก็คือหัวสมองของฉันเข้าขั้นปานกลางค่อนไปทางโง่เล็กน้อย ยิ่งพวกวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ยิ่งไม่กระดิกเลยสักนิด พละก็ไม่เอาอ่าว
   ไม่ได้! ฉันต้องมีพวกไอ้สันขวานคอยติวหนังสือให้และลากฉันเรียนจบไปพร้อมพวกมัน
   รักแรกพบลูกรัก ว่าที่คุณแม่รักหนูนะลูกแต่ยังไม่ต้องรีบอยากมาเกิดตอนนี้ได้ไหม รอให้แม่เรียนจบมัธยมปลายก่อนแล้วกันแล้วขุ่นแม่สุดสตรองคนนี้จะอุทิศเวลาให้ลูกคนเดียวเลยลูกจ๋า
   ขอแม่เรียนจบก่อนนะลูกนะ
   ปากพล่อยไปแล้วเลยเอาคืนมาไม่ได้ แต่งก็คือแต่งแต่ก็เป็นแค่ในนาม แต่งงานแล้วฉันกับคุณธนาคิมก็ตกลงกันว่าจะแยกกันอยู่คนละบ้านต่อไปจนกว่าจะเรียนจบ ก็อีกไม่กี่เดือนเอง เรื่องบนเตียงสามีก็ไม่คิดบังคับอะไร ดูใจดีกว่าที่คิดแฮะ
   “คุณธนาคิม”
   ฉันเรียกเขาเสียงแผ่ว
   “ผมรู้ว่าคุณหิว กินเถอะ”
   “คุณใจดีมาก” ฉันโคตรซึ้งใจ
   เขายิ้มหวาน
   “ผมจะใจดีกว่านี้มากเลยถ้าคุณเปลี่ยนมาเรียกผมว่าคุณคิมหรือไม่ก็...ที่รัก”
   ฮิ้วววว!
   หวานจนมดจะขึ้นอยู่แล้วแต่ฉันก็ชอบนะ ฮิๆ ก็ตอนนี้เราแต่งงานกันแล้วนี่นาจะหวานกันไม่แคร์สื่อยังไงก็ย่อมได้อยู่แล้ว หันไปมองทางขวาสิ ตะวันเดินจูงมือไอ้สันขวานน้องเลิฟเหมือนกลัวใครจะมาแย่งไปทั้งที่ในงานก็ไม่มีคนนอกเลยแท้ๆ ไอ้สันขวานสะบัดก็แล้ว เดินหนีก็แล้วแต่ตะวันก็เดินตามไม่เลิกจนน้องฉันแทบจะหนีกลับขึ้นห้องแล้ว
   “ถ้ามึงยังตามกูอีก กูไปนอนละ แม่งน่ารำคาญ!”
   “งั้นกูขึ้นไปนอนกับมึงด้วย”
   “เชี่ย! มึงอย่ามาบ้า”
   “งั้นมึงก็แต่งกับกูสิ กูพร้อมสู่ขอ แค่มึงพยักหน้าก็พอแล้ว”
   ไอ้สันขวานทำปากพะงาบๆ
   “มึงจะมาว้อนอะไรกับกูนักหนา ไอ้รักเขามีเหตุให้รีบแต่งเว้ย เขาเป็นคู่โชคชะตากัน ความรักสุกงอมแบบทุเรียนปลาร้าอ่ะ ไม่รีบกินเดี๋ยวก็จะเน่าแล้ว แต่กูกับมึงมันไม่ใช่โว้ย!”
   แม่ง เปรียบได้น่าเกลียดมาก ความรักกับทุเรียนปลาร้า
   “กูก็อยากได้มึงเป็นเมียจริงๆ สักที ว่าไงหรือจะให้กูปล้ำ? มึงชอบแบบนั้นเหรอ?”
   “ไม่เว้ย อย่ามาใกล้กูนะมึง มาทางไหนไปทางนั้นเลย!”
   คู่นี้ก็ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม ต้องโทษความใจแข็งของไอ้สันขวานและการจีบแบบฮาร์ดคอร์ของไอ้คุณตะวันแล้วล่ะ ถึงได้ยังไม่ลงเอยกันเสียที
   ส่วนทางดรัณกับน้องช่อคนดีนั้น
   “เอิ๊ก!”
   “รัณ เรอเสียงดังเชียวนะ”
   น้องช่อแซวดรัณด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
   “เรอทักน่ะ”
   “หา?”
   “รักเธอไงล่ะ”
   ฮิ้วววว!
   มาแนวหวานอีกคนละ น้องฉันก็อายม้วนไปสิ
   “บ้า!”
   คนหนึ่งเดินหนีไปแล้ว ดรัณก็เดินตามไป หันไปมองทางคู่น้องคนกลางก็หายหัวไปแล้วเหมือนกัน งานนี้หนังอินเดียต้องมากันละ ดูเป็นชีวิตที่มีความสุขดีนะ
   ไม่รู้ว่าครอบครัวที่ฉันจากมาจะเป็นยังไงกันบ้างแต่ฉันก็ไม่อาจกลับไปเป็นอรสิริคนเดิมได้อีกแล้ว คงทำได้แค่คิดถึงพวกเขาเท่านั้นแล้วล่ะ

   ชีวิตหลังแต่งงานได้สองสามวัน
   เฮ้อ ตอนนี้ชีวิตดีมาก มีสามีมาส่งที่โรงเรียน เหลือบมองถุงผ้าข้างตัว มีข้าวกล่องติดไม้ติดมือมาให้อีกแน่ะ เห็นบ่นๆ กลัวว่าภรรยาจะไปกินของไม่มีประโยชน์เลยต้องตื่นแต่เช้ามืดมาทำข้าวกล่องให้คุณภรรยาวัยคราวลูก ฮ่าๆๆ
   “ใครนะบอกว่าอยากมีลูกเร็วๆ แต่ไม่ยอมนอนห้องเดียวกับสามี”
   “ขอเรียนจบก่อนสิคุณ” ฉันต่อรอง
   “ว้า! ต้องรออีกแล้วเหรอ?”
   “รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอจ้า แม้ข้างในจะเป็นป้าแต่หน้าตาก็วัยทีนนะจ้ะ หาใหม่อีกกี่คนก็ได้”
   ไม่แคร์อยู่แล้ว ปาดน้ำตาแล้วหาเอาใหม่นี่คือคอนเซ็ปต์
   “ใช่สิ ได้จูบไปแล้วนี่ มีแต้มต่อรอง”
   “บ้า ฝ่ายที่ต้องเสียหายมันคือฉันนะคุณคิม”
   “ครับๆ” คุณชายธนาคิมหัวเราะเหมือนไม่คิดอะไร แล้วหันมาสำรวจตัวฉัน ถามไล่ไปทีละอย่าง “กระเป๋าเงิน?”
   “ไม่ลืม อยู่นี่” ฉันชูกระเป๋าคล้องคอที่มีมือถืออยู่ในนั้นด้วย
   “มือถือ?”
   “อยู่ที่เดียวกัน”
   “หนังสือเรียนล่ะ?”
   “ครบๆ เช็คตารางเรียนแล้ว” เรื่องนี้ปกติน้องช่อช่วยดูให้ ตอนนี้ไปอยู่บ้านสามี สามีเลยช่วยแทน
   “กุญแจบ้าน?”
   “อยู่ในกระเป๋าเรียน”
   “งั้นอย่าลืมข้าวกล่อง”
   “จ้าคุณพ่อ”
   ฉันรับคำแล้วจะลงจากรถละแต่คุณสามีสะกิดก่อนฉันเลยหันไปหาอย่างงุนงง ฉันไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนี่หว่า?
   คุณธนาคิมเอียงแก้ม
   เอ่อ...นี่แปลว่าจะให้หอมใช่ป่ะ
   กรุณาอายคนแถวนี้บ้างก็ได้นะคุณสามีที่รัก แล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีกล่ะนอกจาก...
   ฟอด!
   “ไปเรียนแล้วนะ ตอนเย็นเจอกัน”
   โบกมือบายๆ เสร็จฉันก็รีบออกมาจากรถเลย น้องๆ ยืนรออยู่แล้ว
   “ชีวิตป้าแฮปปี้น่าดูเลยนะ” ไอ้สันขวานยืนแคะขี้มูกมองด้วยสีหน้านิ่งสนิท “แต่กูไม่เอาด้วยคนหนึ่งล่ะ”
   เอ็งจะหนีได้อีกนานแค่ไหนวะ นั่นไง เห็นตะวันแม่งเดินมาละ
   “ผมว่าพี่วาแต่งงานก่อนผมแน่”
   เสียงน้องช่อคนดีมั่นใจมาก ฉันยังเห็นด้วยเลย
   “เชี่ย ไงกูก็ไม่แต่งกับคนอย่างไอ้ตะวันจัญไรหรอก ส่วนไอ้ดรัณกูก็ไม่อยากได้มันเป็นน้องเขยเหมือนกัน”
   น้องวาเอ๊ย เอ็งควรเอาตัวเองให้รอดก่อนนะลูก
   “ไงเมีย เมื่อคืนมึงอ่านไลน์แต่ไม่ยอมตอบกูนะ งอนหรือไงกูแค่ไปอาบน้ำแป๊บเดียวเอง?” เสียงไอ้ตะวันทักทายมา
   อ้อ ตกลงที่หน้าบูดนี่งอนว่าที่สามีหรอกเหรอ?
   เห็นสายตาฉันมองแบบยิ้มๆ ไอ้น้องวาก็คงเขินมันรีบเดินหนีไปเลย
   “กูโดดแม่ง!”
   “งั้นกูโดดด้วย เราจะได้ไปสวีทกันสองคนบนดาดฟ้าไงเมียรัก”
   “กูไม่ใช่เมียมึง! ส่วนมึงก็ควรจะเลิกขี้เกียจเรียนได้แล้ว แม่งรับปากพ่อกูไว้แต่ทำไม่ได้ ชาตินี้ก็อย่าหวังเลยว่ากูจะแลมึง”
   ไอ้สันขวานเถียงหน้าแดงแจ้ด ตะวันเลิกคิ้วยิ้มเจ้าเล่ห์
   “ขอบใจนะเมียที่ห่วงผัว งั้นกูไปเรียนจะได้เป็นผัวที่ดีของมึงไง ไปๆ มึงก็ต้องไปเป็นกำลังใจให้กูด้วยสิ”
   “กูไม่ไป ป้า เอ๊ย พี่รัก ไอ้ช่อ ช่วยกูด้วย!”
   “ผมบอกแล้วว่าพี่วาไม่รอดหรอก” น้องช่อถอนหายใจและหันมองดรัณที่เพิ่งลงมาจากรถ ดรัณเองมองคู่ตะวันกับสันตะวาที่เดินคุยกันไปเถียงกันไปอย่างนี้ทุกวัน
   “เขาเรียกพรหมลิขิตมั้ง” ดรัณพูดลอยๆ แต่ตามองแค่ช่อศิลาที่ก้มหน้ามองพื้นอย่างเคอะเขิน
   ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ยังคงไม่แตกต่างจากโลกที่จากมาเลย
   บางทีฉันเองก็ต้องขอบคุณพรหมลิขิตที่เล่นตลกกับชีวิตฉันเหมือนกัน ขอบคุณที่ทำให้พวกเราได้มาเจอกัน ชีวิตใหม่ในร่างของรักแรกพบก็ไม่แย่นักหรอก

4
   ช่วงนี้ฉันฝันประหลาดกว่าที่เคย
   ปกติมักจะฝันว่าไปเที่ยวแล้วปวดปัสสาวะไม่ก็ฝันว่าได้กินอาหารอร่อยๆ แต่หลายวันมานี้ฉันกลับฝันเห็นคนๆ หนึ่งที่มีหน้าตาเหมือนกับฉันในตอนนี้
   เขาคือรักแรกพบ
   เด็กหนุ่มน่ารักคนนั้นเดินมาหาฉันและอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่ฉันดันตกใจตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกดังเสียก่อน
   หลังจากมีข้ออ้างว่าจะไม่ทันขึ้นรถไปโรงเรียนอยู่หลายวัน เมื่อถึงวันหยุดฉันก็ไม่รอที่จะทำตัวเองให้ตื่นเช้ากว่าเคยและชวนคุณธนาคิมไปวัดด้วย
   “แหน่ ไหนป้าว่าไม่สนใจเพื่อนพ่อผมไง เป็นฝ่ายนัดเขาเองด้วย มีไปวัดสร้างบุญสร้างกุศลด้วยกัน ร้ายนะป้า กะรวบหัวรวบหางเหรอ?”
   “รวบบ้ารวบบออะไร? แค่อยากไปทำบุญเฉยๆ”
   ไอ้สันขวานก็ปากหมาจิกกัดฉันเหมือนเคย เพียงแต่มันเปลี่ยนสรรพนามมาเรียกฉันว่าป้าแทน ส่วนน้องช่อเรียกน่ารักกว่านี้มากคือคุณน้าเพราะฉันอายุน้อยกว่าคุณกันต์นิดหนึ่ง
   จะป้าหรือน้าก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหนเลย ความเคารพยังแทบไม่ได้รับ ไอ้เด็กพวกนี้นี่
   “จริงอ่ะ? ปากไม่ตรงกับใจหรือเปล่า?”
   “คนที่กะรวบหัวรวบหางคือเพื่อนพ่อพวกเธอมากกว่ามั้ง มัดมือชกจับหมั้นไปแล้วเนี่ย”
   พอเด็กพวกนี้รู้ความจริงฉันเองก็ต้องวางตัวให้สมกับเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเหมือนกัน ก็เรียกอย่างเอ็นดูว่าน้องแม้ในใจจะเรียนน้องวาว่าไอ้สันขวานเหมือนเดิมก็เถอะนะ
   “อย่าแซวคุณน้าเขานักเลยพี่วา เขาหมั้นกันแล้วนะ”
   ไอ้สันขวานหัวเราะคิกคัก
   “อุ๊บ! นั่นสิ กูกำลังยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่ใช่ไหมเนี่ย เขาหมั้นกันแล้วจะไปเสริมรักสร้างบุญที่ไหนก็เรื่องของเขานี่เนอะ คิกๆ”
   ฉันเบะปากใส่มัน
   คอยดูเถอะจะโทรหาไอ้ตะวันให้ปล้นจูบมันอีกสักรอบ!

   “ไม่คิดว่าคุณจะอยากไปวัด”
   คุณธนาคิมแซวฉันอีกคนแล้ว เขามารับฉันแต่เช้าด้วยรถฮอนด้าซิตี้ สวมเสื้อผ้าสบายๆ แถมวันนี้ยังคีบรองเท้าแตะหนีบด้วย
   “ทำไม คิดว่าหน้าอย่างฉันเข้าวัดแล้วจะร้อนหรือไง?”
   “ฮ่าๆๆ คุณพูดออกมาเองนะ”
   ฉันค้อนควับ
   ถึงฉันจะเป็นวิญญาณย้ายร่างข้ามมิติมาแต่ก็มีร่างให้สิงสถิตนะ ไม่ใช่ผีไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนสักหน่อยจะได้เข้าวัดเข้าวาไม่ได้
   “อย่างอนน่า ไปๆ อยากไปทำบุญก็ไปกันเถอะเดี๋ยวสายนะ”
   ฉันยังทำปากคว่ำก่อนจะเดินไปขึ้นรถเพื่อไปที่วัดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่นัก
   ไม่น่าเชื่อว่าวัดอยู่ใจกลางเมืองหลวงแท้ๆ แต่กลับสงบเงียบ ทำให้จิตใจที่รุ่มร้อนและเคร่งเครียดเย็นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
   ฉันกับคุณธนาคิมทำสังฆทานด้วยกันหลังจากนั้นฉันก็ขอคำปรึกษากับหลวงพ่อท่าน สารภาพความจริงที่อัดอันตันใจไปทั้งหมด หลวงพ่อยิ้มอย่างมีเมตตาและกล่าวเพียงว่า
   “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนะโยม”
   แปลว่าต้องทำใจอย่างเดียวสินะ
   “งั้นขอทำบุญ กรวดน้ำเพื่อความสบายใจก็แล้วกันครับหลวงพ่อ”
   ฉันทำสังฆทานแล้วกรวดน้ำใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัดกับคุณธนาคิม เขาเห็นฉันทำหน้าคิดมากก็เลยเอ่ยขึ้นลอยๆ
   “คิดมากหน้าจะเหี่ยวเร็วนะคุณ”
   ใช่สิ เขารู้อายุจริงของฉันแล้วนี่หว่า
   “ก็...ขอโทษนะคุณคิม ฉันไม่กล้าปรึกษาเรื่องนี้กับใครเลย คุณกันต์กับน้องๆ ก็คงอยากให้รักแรกพบกลับมา ตัวฉันมันก็แค่คนอื่นสำหรับพวกเขา”
   มือของคุณธนาคิมวางลงบนหัวฉัน
   “อย่างที่ผมเคยบอก ถ้าวิญญาณของเด็กคนนั้นกลับมา ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ในร่างไหนก็ต้องมาหาผม เข้าใจไหม?”
   “คุณกล้าสั่งฉันเหรอ?”
   “ไม่ได้สั่งแต่ขอให้คุณทำตามและอยากให้คุณรู้ไว้ด้วยว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในโลกโอเมก้านี้คุณก็ยังมีผมอยู่”
   “เพ้อเจ้ออ่ะ”
   ฉันหน้าร้อน หลบตาสวยๆ ที่มองมาอย่างเคอะเขิน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหากนี่ไม่ได้อยู่ในวัดในวา บางทีฉันอาจจะเข้าไปกอดเขาแล้วก็ได้

   ฉันสบายใจได้แค่วันเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ยังคิดมากอีกครั้งเพราะฝันเห็นรักแรกพบอีกแล้ว เขามาหาฉัน อ้าปากเหมือนอยากจะคุยด้วยแต่กลับไม่ได้ยินเสียงของเด็กคนนั้นเลยแถมยังสะดุ้งตื่นก่อนทุกครั้ง
   ฉันหมั่นทำบุญใส่บาตรเช้า บางครั้งก็ไปคุยกับหลวงพ่อที่วัดเพื่อความสบายใจแต่ก็ไม่ได้รบกวนคุณธนาคิมอีกแม้ว่าเขาจะมารู้ทีหลังว่าฉันไปกับบอดี้การ์ดแค่สองสามคนก็ตาม ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจเขาแต่เพราะรู้สึกและแม้ว่าไม่อยากจะยอมรับออกมาตรงๆ ว่าฉันแอบเขิน แอบคิดถึงเขาอยู่แล้วต่างหาก
   เพราะรู้สึกถึงคิดจะห้ามใจไว้ไม่ให้เกินเลยไปมากกว่าเพราะหากวันใดเด็กคนนั้นกลับมาฉันก็ไม่มีสิทธิในตัวเขาอีก ไม่มีเลยสักอย่าง
   ในใจของฉันร่ำร้องว่าถ้าน้องอยากกลับมาทวงคืนร่างนี้ก็จะยินดีคืนให้และฉันก็จะขอไปตามทางของตัวเอง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อะไรที่ลักชิงของเขามาแม้จะไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็ต้องคืนเขาไป
   ฉันไม่ควรหมั้น ไม่ควรหมั้นตั้งแต่แรกแล้ว ทำไมฉันต้องทำเรื่องให้มันยุ่งยากอย่างนี้ด้วยนะ
   “รถ! หนูหลบรถเร็ว!”
   “หะ?”
   ฉันละจากภวังค์ขณะเดินอยู่ในโรงเรียนหลังจากเดินเอาแก้วชามะนาวไปทิ้งถังขยะฝั่งตรงข้ามกับตึกเรียน
   โครม!

   ฉันสะลึมสะลือเหมือนจะลืมตาตื่นแต่ก็ลืมไม่ขึ้น ร่างกายนี่เจ็บไปทั้งตัวเลย ได้กลิ่นฉุนของยา รู้ตัวแล้วแหละว่าอยู่ในโรงพยาบาลแน่ๆ
   “ป้า”
   ใครเรียกอย่างนี้วะ? ไอ้สันขวานเหรอเสียงคุ้นๆ ถ้ามันจะมาเยี่ยมก็ควรจะพูดจาน่ารักๆ กับคนเจ็บหน่อยก็ดีนะ
   “ผมไม่ใช่ไอ้วา ผมรักแรกพบ คนที่ป้าคิดถึงแถมยังทำบุญไปให้อยู่บ่อยๆ ต่างหาก”
   “เฮ้ย ผีหลอก”
   แม่ง ตื่นเต็มตาเลยฉัน ผีหลอก แถมยังเป็นผีที่หน้าตาเหมือนฉันแบบเป๊ะๆ เลยด้วย เด็กหนุ่มหน้าสวยยืนอยู่ข้างๆ เตียงนี่เอง เขาส่งยิ้มให้ฉันแต่ฉันกลับตีความหมายไม่ออกว่าตกลงนี่มาเพราะความแค้นหรือมาเพราะมีข้อตกลงอะไรกับฉันหรือเปล่า
   ได้ยินจากปากสองแฝดแล้วว่ามันฉลาดพอตัวแม้จะเรียนโง่ก็ตาม
   “ผมสบายดี ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก แล้วก็ฝากน้องๆ ของผมด้วยนะป้า”
   เด็กมันพูดง่ายๆ เหมือนแค่จะไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยเลย มันใช่ไหมวะ? คิดว่าจะมาบีบคงบีบคอ เป็นวิญญาณอาฆาตเหมือนในหนังซะอีก
   “มันหมดเวลาของผมในร่างนี้แล้วต่างหากละป้า เขา...บอกให้ผมตัดใจน่ะแต่กว่าจะทำได้ก็ยากน่าดูเลย ไม่แปลกหรอกที่ป้าจะระแวง ผมเองก็ใช่ว่าไม่เคยคิดจะจัดการป้าแล้วตัวเองจะได้กลับเข้าร่างให้สิ้นเรื่องไปแต่เขายืนยันว่าถ้าผมทำอย่างนั้นก็ไร้ประโยชน์ ป้าไม่ต้องห่วงนะ ที่ผมมาก็มาลาแล้วก็มีเรื่องจะขอร้องด้วยน่ะ”
   “ถ้าเรื่องของเจ้าวากับน้องช่อ ป้าไม่รับปากแต่จะดูแลน้องๆ ให้ดี ไอ้ตะวันมันก็จริงจังกับเจ้าวาดี มีแต่ไอ้คุณชายดรัณเนี่ยที่ต้องรอดูไปก่อนว่ามันจะมาเล่นๆ กับน้องช่อหรือเปล่า”
   รักแรกพบหัวเราะ
   “ผมดีใจนะที่เป็นป้ามาเข้าร่างผม ป้ารักพวกน้องๆ ของผมจริง ผมก็สบายใจ อ้อ เรื่องที่ผมจะมาบอกก็คือ ผมดีใจด้วยนะที่ป้าจะได้มีผัวเป็นตัวเป็นตนเสียที รีบแต่งงานซะล่ะ ผมอยากมาเกิดใหม่เต็มทีละ ฮ่าๆๆ”
   หมายความว่าเจ้ารักรักแรกพบจะเกิดมาเป็นลูกของฉันในอนาคตเหรอเนี่ย?!
   แล้วร่างของรักแรกพบก็หายไป ฉันตะโกนเรียกจนเจ็บคอ มารู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อดังอยู่ข้างๆ หู
   “คุณๆ ตื่นได้แล้ว ตื่นๆ”
   “หมอๆ”
   เสียงโหวกเหวกโวยวายข้างตัวทำให้ฉันรำคาญและลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างงงๆ และเห็นว่าคนที่ยืนล้อมอยู่รอบเตียงคือคุณกันต์ ไอ้สันขวาน น้องช่อ และชายหนุ่มสวมชุดกาวน์ซึ่งคงจะเป็นหมอกับพยาบาลอีกสองคน
   “ฉันอยู่โรงพยาบาลเหรอ?”
   “เมื่อกี้ป้าเพ้อใหญ่เลย เกิดอะไรขึ้น?”
   ฉันไม่ได้ตอบคำถามเด็กที่เป็นห่วงฉันมากแต่กลับเรียกหาคุณธนาคิม
   “คุณกันต์ คุณธนาคิมเขามาด้วยหรือเปล่า?”
   คุณกันต์ชะงักไปครู่หนึ่ง จากแววตาสวยเหมือนผู้หญิงที่มองมาทำให้ฉันเข้าใจได้ว่าเขามีความหวังเล็กๆ ว่าคนที่ฟื้นขึ้นมาอาจจะเป็นรักแรกพบ ลูกชายของเขาก็ได้และฉันก็ไม่คิดโกรธเคืองเขาเลย เขารักลูกเขา ฉันเข้าใจดี
   น้องช่อออกไปจากห้องและสักพักคุณธนาคิมก็เดินหน้าซีดเข้ามาหาฉันที่เตียงคนไข้
   “คุณคือรักแรกพบหรือคุณอร?”
   เขาถามฉันเป็นคำถามแรก หน้าตาของเขาดูเจ็บปวดเหลือเกินแต่ฉันไม่สนใจเพราะสิ่งแรกที่ฉันต้องทำเพื่อให้ความปรารถนาของรักแรกพบเป็นจริงก็คือ
   “คุณธนาคิมแต่งงานกับฉันเถอะ ถือว่าฉันขอร้อง”
   “หะ? ฟื้นมาก็อยากมีผัวเลยหรือป้า?”
   เสียงไอ้สันขวานแม่งกวนอารมณ์จริงเว้ย คนยิ่งกำลังซีเรียสอยู่!
   มันเป็นปัญหาระดับชาติ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะเอ็ง
   ไม่ได้อยากมีผัวจริงๆ นะเออ แค่อยากให้รักแรกพบของครอบครัวกลับมาเร็วๆ แค่นั้นเอง!

5
   “แกต้องหมั้นกับเจ้ารัก”
   มันคือคำประกาศิตของคุณกันต์ ฉันนี่สะดุ้งโหยงเหมือนใครเอาน้ำร้อนมาราดใส่ผิดกับคนที่ต้องเสียตังค์มาหมั้นอย่างงงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินฉันสักหน่อยอย่างคุณธนาคิมที่ยิ้มรับหน้าบานเป็นจานเชิง
   “ไปอยู่บ้านเขาตั้งนาน ลูกฉันเสียหาย”
   นานตรงไหนวะ ยังไม่ถึงสามชั่วโมงเลยมั้งพ่อคุณ ไหนว่าไม่คิดส่งเสริมไงวะ แล้วมาบังคับขู่เข็ญไม่พอ ไหงรายการของหมั้นในกระดาษที่เหมือนตระเตรียมมาอย่างดีถึงได้ยาวเป็นหางว่าวอย่างนั้นวะ
   “หึมม เงินสดเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท แหวนเพชรอย่างน้อยสามกะรัต โฉนดที่ดินมูลค่าอย่างน้อยสิบล้านบาทขึ้นไป คอนโดย่านติดรถไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ทีหนึ่งห้อง โอ้โฮ!”
   คุณธนาคิมอ่านลิสต์นั้นแล้วหันมายักคิ้วกับฉัน
   นี่ฉันมีค่าอะไรขนาดนั้นเชียว
   “เอ่อ...คุณกันต์ ฉันจำได้ว่าเมื่อคืนพอกลับมาก็เล่าทุกอย่างให้พวกคุณฟังหมดแล้ว ฉันไม่ใช่รักแรกพบนะคะ จะให้หมั้นกับคุณธนาคิมมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำใช่ไหม ตัวฉันเองก็ยังไม่ได้มีอะไรบุบสลายนะ ฉันรับรอง”
   คุณกันต์หันขวับไปมองเพื่อนซี้รุ่นน้องเหมือนคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้
   “ว่าไงเจ้าคิม แกจะไม่หมั้นก็ได้นะแต่นี่คือโอกาสเดียวของแกแล้ว”
   มัดมือชกนี่หว่า หากนิยายเรื่องนี้จะบอกว่าใครร้ายที่สุดฉันก็ขอยกให้คุณกันต์ไปแล้วกัน ลาสบอสของแท้และแน่นอน ฟันกำไรไปเท่าไหร่วะเนี่ย?!
   “หมั้นสิครับ รออะไร”
   คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และไอ้สันขวานกับน้องช่อคนดีที่รอฟังคำตอบอยู่แล้วก็ร้องเฮลั่น ดูมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นเหลือเกิน
   อยากจิครายว่ะ

   งานหมั้นถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่ำรวยมหาศาลเสียอย่าง นึกจะหมั้นวันนี้พรุ่งนี้ยังได้แค่เพียงมีเงินจ่าย แขกเหรื่อมาร่วมงานกันคับคั่งเพราะเป็นการเกี่ยวดองกับสองตระกูลดังอย่างกิตติธรและชีวานนท์ แม้แต่สื่อมวลชนก็ให้ความสนใจมารอทำข่าวหน้าบ้านกันให้เพียบแม้จะถูกกันให้อยู่แต่นอกรั้วบ้านก็เถอะ
   ตะวันกับดรัณมาร่วมงานด้วย สองอัลฟาหนุ่มหล่อเองก็มาจากตระกูลดังเช่นเดียวกัน เมื่อแขกในงานรู้ว่าทั้งสองคนเป็นคู่หมายของแฝดคนน้องที่เหลืออยู่ของบ้านกิตติธรต่างก็พากันแสดงความดีใจ สาวๆ บางส่วนแอบตีอกชกหัวด้วยความอิจฉา พวกมันสองคนทั้งหล่อและรวยมาก ได้ยินว่าทรัพย์สินบ้านมันก็มีไม่แพ้บ้านเราแถมพวกมันก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านเหมือนกัน
   เรือล่มในหนองทองจะไปไหน พวกน้องๆ ของฉันก็สบายไปเลยสิ
   ระหว่างรอฤกษ์งามยามดีพวกน้องๆ ของฉันก็เข้ามาในห้อง แน่นอนว่าไอ้ตะวันกับดรณก็ตามมาด้วย
   “พวกกูอยากหมั้นบ้าง” ตะวันมันพูดลอยๆ หน้าตาบูดบึ้งก่อนจะหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ให้สันตะวา “หรือจะแต่งเลยดีวะเมีย?”
   “เชี่ย กูไม่แต่งกับมึง!”
   ไอ้สันขวานด่าแล้วเขยิบตัวหนี ไอ้ตะวันรีบขยับตามอย่างรวดเร็ว คู่นี้มันทันกันดีจริงๆ
   “แต่กูจะแต่งกับมึงให้ได้”
   “กูไม่เอามึงหรอกไอ้ตะวันจัญไร กูจะขึ้นคาน”
   “อย่ามั่นใจมากนะมึง กูชอบมึงมานานแล้วคงปล่อยให้มึงปีนขึ้นไปหรอก อย่าโง่”
   “กูไม่คุยกับคนอย่างมึงละ หน้าด้าน!”
   พอไอ้สันขวานที่หน้าแดงห่ำเหมือนจะเขินแต่ยังปากแข็งเดินหนีออกไปจากห้องแล้ว ตะวันมันก็ตามไปทันที
   “กูเห็นด้วย กูอยากตีตราจองช่อเหมือนกัน”
   ดรัณที่ไร้บทพูดมานานก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง น้องช่อนี่อายม้วนเลย
   “พูดอะไรน่ะรัณ”
   “ก็พูดเรื่องจริงนี่ ไม่อยากหมั้นกับรัณเหรอ?”
   “คือว่า...ไม่คุยด้วยแล้ว”
   เจ้าน้องคนเล็กนางฟ้าของบ้านรีบเดินหน้างุดออกไปจากห้อง ดรัณทิ้งเสียงหัวเราะไว้ในห้องพักหนึ่งก่อนจะตามไปด้วย
   ฉันอมยิ้มเมื่ออยู่แค่ในห้องกับช่างแต่งหน้าทำผม
   โถ เหล่าเด็กขี้อิจฉา ถามป้าบ้างไหมลูกว่าอยากหมั้นไหม ไม่อยากเว้ย ยังหาอนาคตตัวเองไม่เจอเลย ร่างกายก็เสือกมีเหมือนๆ กัน จะให้ทำใจโดนสอยตูดได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะเว้ย ไหนจะกังวลเรื่องของเจ้าของร่างตัวจริงอีก
   สถานะของฉันมันไม่มั่นคงเอาเสียเลย หรือว่าฉันควรทำตัวเป็นพวกรันอะเวย์ไบรด์ดีถ้าเกิดจู่ๆ คุณธนาคิมเกิดนึกอยากจะแต่งงานจริงๆ ขึ้นมาจริงๆ
   แล้วดูสิ อยากใส่ชุดกระโปรงยาวฟูฟ่องไม่ก็ชุดไทยห่มสไบเฉียงสวยๆ แต่ต้องมาใส่สูทสีขาว นั่งปั้นยิ้มพับเพียบให้เขาสวมแหวนเพชรเม็ดเป้งแสบตา ถ่ายรูปกันพรึ่บพรั่บ ป่านนี้ไม่แชร์กันให้ว่อนเน็ตแล้วเหรอ อายจะตายอยู่แล้ว
   หลังพิธีหมั้นผ่านพ้นไป ฉันก็หาอาหารที่จัดอย่างบุฟเฟต์กินริมสระว่ายน้ำเพื่อดับความเครียด ส่วนไอ้สันขวานมันเดินเลี่ยงไปทางอื่น มันคงทนเห็นสระว่ายน้ำสถานที่แห่งความหลังฝังใจของมันไม่ได้ สงสัยหนีไปต้มมาม่าแหงแซะ
   ฉันกับพวกน้องๆ ยังเคอะเขินกันอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่ยากที่จะคุยกัน ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในร่างของรักแรกพบ พวกเราก็ยังคงกินด้วยกัน นอนห้องเดียวกันเหมือนเดิม แต่อนาคตคงไม่มีใครรู้
   “เป็นยังไงบ้างยายป้าหน้าสี่ขีด?”
   ฉันกำลังจิ้มเค้กชิ้นเล็กเข้าปากพอดีถึงกับชะงัก ฉายานี้ เสียงนี้น่าจะมีคนเดียวที่กล้าเรียก
   อะไรหน้าสี่ขีด มันมาจากไหนวะอยากรู้
   “หมายถึงหน้าแมวเหรอคุณ? น่ารักดีนี่”
   “เปล่าหมายถึงตีนกาคงจะสี่ขีดแล้ว ฮ่าๆๆ”
   แม่ง ปาก...ถอนหมั้นเสียดีไหม อย่างมากก็มีแค่สองขีดเท่านั้นเองเฟ้ย
   กำลังจะอ้าปากด่ากลับแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าจริงจังแล้วถามอะไรก็ไม่รู้ เล่นเอางงเลย
   “รู้ไหมหัวใจคนเราอยู่ข้างไหน?”
   ก็ต้องข้างซ้ายสิถามได้ มีเหมือนกันที่อยู่ข้างขวาแต่ก็หายากแบบโคตรๆ เลยล่ะ
   เขายิ้ม หล่อแบบวัวควายตายล้มเลยเชียวละ
   “แต่ตอนนี้หัวใจของผมอยู่ข้างๆ คุณนะ”
   บรึ๋ม!
   ผู้ชายสายอ้อยคนนี้ได้กระทำการอุกอาจระเบิดหัวใจของฉันไปเสียแล้ว ปราการที่เคยก่อไว้พังทลาย อ้อยจนฉันใจอ่อนจนได้
   ไม่ไหวแล้ว หัวใจทำงานหนักมากเกินไปแล้ว

6
   ชีวิตช่วงนี้ของฉันถึงจะวุ่นวายไปบ้างแต่ก็มีความสุขดี
   ตะวันคอยมาวุ่นวายกับไอ้สันขวานมากกว่าเดิมเสียอีก เรียกได้ว่าตามประกบแจเชียวละ ถ้ามันตามเข้าห้องน้ำที่เดียวกันได้มันคงตามแน่ โชคดีแล้วที่เขาสร้างห้องน้ำแยกโซนกันอย่างชัดเจนไม่อย่างนั้นไอ้ตะวันอาจจะทำตัวจัญไรของจริงด้วยการแอบเข้าไปทำมิดีมิร้ายไอ้สันขวานในห้องน้ำ
   มั่นๆ อย่างมันอาจจะทำจริงๆ ก็ได้ใครจะรู้
   ไอ้สันขวานเองก็รู้ตัวแล้วว่าตะวันมาจีบมันแน่ๆ เห็นออกปากไล่แต่หน้างี้แดงเชียวส่วนน้องช่อคนดีก็มีชายหนุ่มมอบดอกกุหลาบสีแดงวางไว้ที่โต๊ะพร้อมชอคโกแลตคิทแคททุกวัน น้องคนเล็กของครอบครัวเรานั่งเขินและแอบอมยิ้มได้น่ารักมาจนฉันอยากเชียร์ให้คู่นี้ลงเอยกันแต่ก็ยังอยากจะดูไปอีกหน่อยเพราะน้องคนเล็กมันบอบบางมาก กลัวดรัณมันแค่มาหลอกเต๊าะเจาะไข่แดงแล้วทิ้งทีหลัง
   ไม่อยากให้เรื่องแย่ๆ อย่างนี้เกิดขึ้นเลย ฝ่ายไอ้เจ้าดรัณก็ขยันหยอดมุขเหลือเกิน คารมคมหอกมันธรรมดาเสียที่ไหนล่ะ
   เมื่อน้องช่อรู้สึกเกรงใจที่ได้รับของขวัญทุกเช้าเลยบอกกับดรัณว่าไม่ต้องเอามาให้และไม่ต้องคอยซื้อข้าวมาให้ด้วย เจ้าตัวก็ทำหน้าเหงาหงอยไม่สมกับหน้าตาหล่อๆ แต่แฝงไปด้วยความเถื่อนเต็มพิกัด และเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
   “ที่ต้องตามมาแลดูก็เพราะอยากดูแล”
   ดูมุขของมันสิ น้องช่อนี่ยิ้มเอียงอาย เข้ามาซุกอยู่กับไหล่ฉันเลย
   “แม่ง กูฟังแล้วยังเขินแทน”
   ไอ้สันขวานที่ยังคงเจอตะวันตามประกบหันมาพูดกับฉัน
   “เออ”
   “ถึงกูจะปากร้าย ไม่พูดหวานกับมึงแต่กูก็รักมึงจริงๆ นะไอ้วา”
   มาละ...ดรามาของไอ้ตะวัน นานๆ มาทีแต่จัดเต็ม นี่สงสัยจะงอนด้วยละมั้ง
   “เรื่องของมึงเหอะ”
   ไอ้สันขวานก็ไม่สนเหมือนกัน มันก็รู้สันดาน เอ๊ย นิสัยของไอ้ตะวันดีว่าดรามาได้แค่วันเดียว พอวันพรุ่งนี้มันก็กลับมาตามติดแจเหมือนเดิม ขืนไม่มาสิได้ถูกคนอื่นคาบไปกิน ถึงน้องคนกลางของฉันจะปากร้ายใจทมิฬยังไงแต่มันก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแถมยังมีมุมที่อ่อนโยน ถ้าใครได้สัมผัสด้านนี้ของมันสักหน่อยก็ต้องชอบมันแน่นอน
   ฉันยังชอบมันเลย น่ารักแท้
   ไม่ติดที่ปากมันนะมันคงฮอตน่าดู
   “ไม่ห่วงผัวอย่างกูแล้วมึงจะห่วงใคร?”
   หน้าด้านแท้ อะไรๆ ก็เรียกน้องฉันว่าเมียอย่างนั้นเมียอย่างนี้ อยากยัดเยียดความเป็นผัวให้ไอ้วาเสียจริงนะเอ็ง!
   “กูอาจจะไปห่วงใครก็ได้ที่มันดีกว่าคนเส็งเคร็งอย่างมึง” ไอ้สันขวานยักไหล่ “มึงดรามาให้ตลอดนะมึงและอย่าหวังว่าคนอย่างกูจะตามง้อ”
   สลดแน่...แม่งกล้าพูดต่อหน้าคนตั้งเยอะ
   แต่ถ้ามันเกิดโกรธเกรี้ยวขึ้นมาล่ะ ไอ้สันขวานไม่กลัวโดนมันจับดูดปากโชว์หรือไงวะ มันยิ่งเรียกร้องอยู่ด้วย
   “ถ้ากูหายไปจีบคนอื่นมึงอย่ามางอแงนะไอ้วา” ไอ้ตะวันแม่งยิ้ม
   ยิ้มได้น่ากลัวและเย็นชามาก
   “ตามใจมึง คนอย่างกูไม่ได้คิดอะไรกับมึงอยู่แล้ว”
   “แม้ว่ากูกับมึงจะ...”
   “เชี่ย! มึงอย่าพูด”
   แล้วก็เป็นไอ้น้องคนกลางของฉันที่ลากแขนตะวันออกไปจากห้อง
   “อะไรของเขา?”
    ดรัณมันทำหน้างง น้องช่อเองก็ด้วย คงมีแต่ตัวฉันนี่ละที่เดาได้ว่าพวกมันสองคนมีซัมติ้งอะไรกันอยู่
   หวังว่าไอ้สันขวานกลับมาจะยังมีปลอกคอติดอยู่ที่คอมันนะ ไอ้ตะวันยิ่งขี้หึงหวงอยู่ด้วย

   ฉันกับคุณธนาคิมยังคงนัดเจอกัน
   หลังจากนั้นพวกเราก็ไปกินหอยทอดเจ้าอร่อยแถวบ้านเขา ฉันอยากปฏิเสธเขาเพราะเข้าใจดีว่าคนที่เป็นคู่ของเขาไม่ใช่ตัวฉันสักหน่อยแต่เป็นรักแรกพบตัวจริงต่างหาก
   แต่เขาก็มารอรับหน้าโรงเรียนทั้งที่ปฏิเสธไปแล้วแท้ๆ
   “ว่าที่ผัวมึงมารับอีกแล้วนะ วี้ดวิ้ววว”
   ไอ้สันขวานผิวปากแซว เสียงมันน่าหมั่นไส้มากจนฉันต้องแซวมันกลับเสียบ้าง
   “คนบางคนน่าอิจฉากว่านะ ว่าที่ผัวเรียนอยู่ห้องเดียวกันด้วย เจอกันบ๊อยบ่อยจนเบื่อเลย”
   “เชี่ย!”
   มันสบถและไม่พูดอะไรต่ออีก หน้าตานี่เขียวคล้ำเพราะโกรธแต่ไม่กล้าเถียงกลับ เรื่องจริงล้วนๆ พูดไปก็มีแต่จะแพ้มันเลยไม่พูดเสียดีกว่า
   “พวกผมกลับแล้วนะพี่รัก กินให้อร่อยนะครับ”
   น้องช่อโบกมือบายๆ ก่อนขึ้นรถไปกับไอ้น้องคนกลางทิ้งให้ดรัณกับตะวันยืนมองตาละห้อย ดูอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน นี่ละหนอรักในวัยหนุ่มสาว หวานชื่นรื่นรมย์ยังกับเฮลซ์บลูบอยอย่างนั้น
   “เฮ้ย ให้พี่ขึ้นรถไปด้วยสิ อย่าเพิ่งไป!”
   เหม่อแค่แป๊บเดียวเองพวกขับรถหนีออกไปเฉยฉิบ ทิ้งให้ฉันยืนเอ๋ออยู่ที่เดิม หันหลังไปก็เจอเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของไอ้สองอัลฟาหน้าหล่อร้ายที่เดินไปขึ้นรถกลับบ้านแล้ว หันมาอีกครั้งก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะคุณธนาคิมมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
   แล้วฉันจะปฏิเสธเขาได้ยังไง เล่นยิ้มเจิดจ้าอย่างนั้นให้ด้วย
   “ไปกินหอยทอดกัน พี่สั่งไว้แล้วไปถึงจะได้ทานกันเลย”
   ฉันเบะปากเล็กน้อย คืออยากจะอิดออดเล่นตัวสักหน่อยแต่ก็ทำไม่ได้ หมดที่พึ่งละตอนนี้ พวกน้องๆ ก็กลับไปแล้ว คนรู้จักที่พอจะไปส่งได้ก็เผ่นแน่บกันไปหมดเพราะว่าที่เมียไม่อยู่พวกมันจะมายืนบื้ออยู่ทำไม
   ทิ้งกันได้ลงคอนะไอ้เด็กพวกนี้นี่
   “ทำไม ไม่ชอบเหรอ?”
   คุณธนาคิมเอียงคอถาม แม่งหล่อจนใจสั่นเลย ใครกล้าปฏิเสธคนหล่ออย่างนี้ก็บ้าแล้ว หรือจะเป็นฉันเองที่บ้า
   “คือว่า”
   “ลำบากใจ?”
   “ไปเถอะแค่กินข้าวด้วยกันเองนะ”
   “แต่ว่า”
   “กินข้าวมื้อเดียวไม่ถือว่าให้ความหวังกันหรอกน่า”
   ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาหลังจากพยายามมองแต่พื้นมานาน
   “พี่รู้ว่าน้องรักไม่พร้อมจะเปิดใจให้ น้องพยายามปิดกั้นตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าเพราะคิดว่าพี่เจ้าชู้หลายใจหรือเรื่องอะไรอีกหรอกนะ พี่อยากให้น้องสบายใจ ไหนๆ วันนี้พี่ก็มารับแล้ว หอยทอดก็สั่งไปแล้ว ไปด้วยกันอีกสักครั้งเถอะและครั้งหน้าพี่จะไม่บังคับจิตใจน้องรักอีกแล้ว”
   ฉันพยักหน้า ฟังคำพูดของเขาแล้วรู้สึกผิดจัง
   เขาเก่งนะ เก่งที่ทำให้ฉันใจอ่อนยวบได้ทุกทีสิน่า

   กลับจากกินหอยทอดจนพุงกางฉันก็กลับมาบ้านอย่างอารมณ์ดี
   ดูเหมือนฉันจะเอาชนะปมกลัวหอยทอดได้แล้ว กินไปแค้นไป หนอยเพราะฉันอยากกินแกเนี่ยแหละถึงได้ตายอย่างน่าอนาถแท้ แต่ก็ยังโชคดีนะที่วิญญาณหลุดออกจากร่างมาเข้าร่างใหม่ที่น่ารักและมีครอบครัวอบอุ่นอย่างนี้
   รักแรกพบ
   ป่านนี้วิญญาณของเด็กคนนี้ไปอยู่ที่ไหนกันนะ หวังว่าจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีนะ
   ไม่ใช่ว่าสลับไปอยู่ในร่างของฉันแทน อย่างนั้นเด็กมันคงขอฆ่าตัวตายทันทีแน่นอน ร่างป้าแก่ๆ แถมยังขี้เหร่มันคงไม่อยากได้นักหรอก
   พรุ่งนี้วันหยุด การบ้านไม่ต้องรีบทำนักก็ได้ เมื่อคิดถึงโอเมก้าหนุ่มน้อยเจ้าของร่าง ฉันก็เลยไปหยิบอัลบั้มรูปมาดูทั้งตั้ง เปิดดูตั้งแต่ร่างนี้ยังแบเบาะจนกระทั่งถึงเล่มสุดท้ายคือภาพที่ถ่ายในวันเปิดเทอม
   สามพี่น้องฝาแฝดยืนยิ้มกอดคอกันอย่างมีความสุข
   “เฮ้อ”
   ฉันถอนหายใจ ลูบภาพใบนั้นอย่างเหม่อลอย
   “เอารูปเก่าๆ มาดูหรือมึงนึกอินดี้อะไรขึ้นมา?”
   ไอ้สันขวานถามแล้วหันไปจ้องโทรศัพท์ ไลน์มันเด้งดึ๋งๆ มันทำหน้ารำคาญแต่ก็กดสติกเกอร์ตอบไปทุกทีทำให้ฉันเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นตะวันแน่ๆ
   “ก็ไม่มีอะไร”
   “พี่นึกอะไรออกบ้างไหมล่ะ?”
   เสียงน้องช่อคนดีถามขึ้นมา
   ฉันส่ายหน้า จะนึกออกได้ยังไงกันเล่า ก็ฉันไม่ใช่รักแรกพบตัวจริงนี่นา
   “เมื่อไหร่ความทรงจำของมึงจะกลับมาวะ หรือว่าพวกกูจะต้องอยู่กับมึงที่เอ๋อและติงต๊องต่อไปตลอดชีวิต?”
   ไอ้สันขวานพูดกลั้วหัวเราะแต่ฉันไม่ขำด้วยเลยสักนิด
   พวกนี้นี่มาทำให้เครียดอีกแล้ว
   เวลาอยู่กับคุณธนาคิมเขาก็แซวฉันว่าทำตัวเหมือนแม่บ้านสมองไวไปหนหนึ่งแล้วตอนต่อรองราคาเสื้อผ้าในตลาดนัดอย่างเอาเป็นเอาตาย ตอนนี้ยังเริ่มกังวลกับสายตาของน้องๆ และพ่อที่มองมาอีก ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาเริ่มระแคะระคายกับความผิดปกติของฉันมากขึ้นทุกวันเพียงแต่ยังไม่มีใครพูดออกมา
   ฉันไม่ใช่คนในครอบครัวของพวกเขาแต่เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ซึ่งแตกต่างกับรักแรกพบตัวจริงมากเหลือเกิน
   หรือฉันควรสารภาพออกไปเสียที?

   นานๆ พ่อจะกลับมาบ้านสักที เวลาส่วนใหญ่พ่อจะใช้กับการทำงาน เรียกได้ว่าอยู่บนรถกับเครื่องบินมากกว่าอยู่บ้านเสียอีก
   วันนี้พ่อกลับมาบ้านก็อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดสบายๆ เป็นเสื้อกับกางเกงนอนลายสก็อต แต่คนมันหล่อเท่ ถึงอยู่ในชุดนอนก็ยังดูดีมีคลาสอยู่ดี แล้วคนหล่อในชุดนอนก็ออกมานั่งจิบไวน์ราคาสูงลิบลิ่วในสวนยามค่ำ นั่งดูดาวอย่างโรแมนติก พอกรึ่มๆ หน้าแดงสวยก็ให้คนมาเรียกฉันให้ไปหา
   ไอ้สันขวานและน้องช่อก็นั่งอยู่กับพ่อด้วย
   เมื่อนั่งอยู่กันแค่เพียงพวกเราเท่านั้นซ้ำสายตาของคุณกันต์ที่มองแค่ฉันเพียงคนเดียว ฉันก็ใจเต้นตึกตักอย่างวิตกกังวล
   “เธอไม่ใช่รักแรกพบใช่ไหม?”
   สองแฝดมองหน้ากันแล้วหันมาจ้องฉันเป็นตาเดียว
   ไหล่ของฉันลู่ลง
   มันจบลงแล้วจริงๆ
   ฉันเสียใจและรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มาโดยตลอด ฉันโกหกพวกเขาและคงถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องสารภาพออกไปในเมื่อคุณกันต์รู้แล้ว เขาไม่ได้โง่เลย
   “ผมรู้มาตลอด พ่อที่ไหนจะจำลูกตัวเองไม่ได้กันล่ะ”
   แล้วคุณกันต์ก็ดื่มไวน์พรวดเดียวหมดแก้วก่อนจะวางลงที่โต๊ะ ประสานนิ้วมือสองข้างไว้ด้วยกันและจ้องฉันเขม็ง
   “เอาล่ะ มาคุยกันตรงๆ ดีกว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
   ฉันยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรแต่มือกลับสั่นเทาและน้ำตายังไหลออกมาอีก
   “นี่ผีเข้าพี่กูหรอกเหรอ?!” ไอ้สันขวานตะโกนดังลั่น มันคงกลัวผีมากจนถึงกับลุกจากเก้าอี้และเดินถอยห่างออกไป แววตาที่มันมองฉันทั้งหวาดกลัวและสับสน “มึงไม่ใช่พี่รักของพวกกูเหรอวะ? มึงเป็นใครกันแน่?!”
   ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ น้องช่อก็ร้องไห้น้ำตาไหลปริ่มตา คุณกันต์ก็เอาแต่จ้องเอาๆ
   ฉันผิด ผิดเองทุกอย่างแต่จะให้ฉันทำยังไง ฉันควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี?
   “คือ...”
   ปริ๋นๆ
   เสียงแตรรถ สักพักก็ได้ยินเสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามา ความสนใจของทุกคนจึงถูกดึงไปที่รถคันนั้น จู่ๆ มีรถใครก็ไม่รู้เข้ามาในบ้านแสดงว่าคงเป็นแขกที่มาบ่อยจนพวกคนรับใช้รู้จักและเปิดประตูรั้วให้เข้ามาได้เลย
   “สวัสดีครับรุ่นพี่ อ้าว! นี่ผมมาผิดเวลาหรือเปล่า?”
   คุณธนาคิมลงจากรถมาทักทาย ตอนแรกก็โปรยยิ้มหวานแต่พอเห็นเจ้าของบ้านหน้าเครียด สันตะวาหน้าตาถมึงทึง ส่วนฉันกับช่อศิลาน้ำตาไหลพรากทั้งคู่
   “คุณธนาคิม ฮือๆ”
   ไม่รู้อะไรดลใจ ฉันกลับวิ่งไปกอดเขา
   “น้องรัก?”
   “ไปที่ไหนก็ได้ ช่วยพาฉันไปที ฮือๆ”
   “เดี๋ยวเจ้าคิม!พวกเรายังคุยกันอยู่นะ”
   คุณธนาคิมตัดสินใจรวดเร็วมาก เขาจับมือฉันวิ่งขึ้นรถเขาแล้วขับออกมาจากบ้านเลยท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างโมโหโกรธาของคุณกันต์
   ฉันไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว

   คุณธนาคิมพาฉันไปที่คอนโดของเขา ที่นั่นมีแค่เขากับบอดี้การ์ดของเขา ทั้งชั้นมีแค่คนของเขา ฉันควรกลัวว่าเขาจะทำมิดีมิร้ายกับฉันแต่ในเวลานี้ฉันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ทำได้แค่เพียงปล่อยให้เขาจูงมือไปนั่งที่โซฟาและทอดสายตามองวิวกรุงเทพที่เต็มไปด้วยแสงดาว
   เขาไม่ถามอะไรฉันเลยแต่ยังนั่งข้างๆ เมื่อมองสบตากันก็เห็นสายตาของเขา
   เขาห่วงฉัน
   “คือว่า...ฉันไม่ใช่รักแรกพบหรอก”
   ฉันอัดอั้นตันใจเหลือเกินเลยเล่าทุกอย่างให้คุณธนาคิมฟังทั้งหมด เขาแค่พยักหน้าและหัวเราะเบาๆ พลางลูบผมฉัน
   “มิน่าล่ะ ผมถึงรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยเหมือนเด็ก ในบางเรื่องน่ะนะ”
   “คุณเป็นคู่แห่งโชคชะตาของรักแรกพบส่วนฉันมันก็แค่...ส่วนเกินเท่านั้นเอง”
   ฉันสารภาพเสียงอ่อนล้า
   “ไม่หรอก ผมสนใจคุณ ตามจีบคุณก็เพราะว่าเป็นคุณ ไม่ใช่รักแรกพบที่ผมไม่รู้จักสักหน่อย”
   “แต่ว่า...ถ้าตัวจริงเขากลับมาและวิญญาณของฉันหลุดออกจากร่างนี้ไปล่ะ?”
   “อย่ากังวลเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย เอาเป็นว่าถ้าตอนนั้นคุณไปอยู่ในร่างอื่นก็มาหาผมก็แค่นั้น”
   “แล้วถ้าฉันไปอยู่ในร่างของอัลฟาหรือเบตาล่ะ?”
   เขาหัวเราะ นี่ไม่คิดจะซีเรียสอะไรกับเขาบ้างเลยหรือไงกันนะ?
   “คุณรู้ไหมโลกนี้น่ะอัลฟาแต่งงานกับอัลฟาด้วยกันหรือเบตาก็มีเยอะแยะไป โอเมก้าแต่งกับโอเมก้าก็มี เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะคนเราไม่ได้รักกันแค่เพราะเคมีมันพาไปแต่เพราะตรงนี้” เขาชี้นิ้วที่ตำแหน่งหัวใจ “ตรงนี้ที่เต้นอยู่มันเต้นแรงก็เพราะคนๆ หนึ่งและสำหรับผมก็คือคุณไง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”
   ฉันเช็ดน้ำตาและเผลอยิ้มออกมาได้บ้าง
   “ถึงจะโกหกแต่ฉันก็ดีใจนะ ดีใจมากๆ เลย”
   “พูดเรื่องจริงก็หาว่าโกหก ยายป้าหน้าสี่ขีด”
   ทีนี้มีขึ้นเลย ฉายานี้ไม่เอาเด็ดขาด!
   “อะไร ยายป้าหน้าสี่ขีด ฉันอายุแค่สามสิบ!”
   ถึงแม้ว่าตัวจริงของฉันจะเป็นยายเพิ้งแถมยังขี้เหร่จนเผลอคิดว่าหากคุณธนาคิมได้เห็นก็คงรังเกียจมากกว่าจะหลงรักเหมือนตอนนี้ก็เถอะนะ
   “อย่าคิดมาก ยิ่งคิดยิ่งหน้าแก่ ไปล้างหน้าล้างตานอนได้แล้ว”
   ฉันลุกขึ้น ทำตามอย่างว่าง่าย ฉันผิดเองที่เอาความกังวลไปลงตูมๆ ใส่เขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ดีเท่าไหร่แล้วที่คุณธนาคิมรับฟังฉัน ไม่ไล่ออกจากบ้านไปอีกคน
   ไล่ออกจากบ้าน?
   ฉันยืนจ้องตัวเองในกระจก มองร่างของรักแรกพบที่สะท้อนในกระจกบานนั้น
   ฉันคงถูกเขาเฉดหัวออกมาแล้วจริงๆ
   ดวงตาแดงช้ำคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง
   ความจริงมันเจ็บปวด ฉันรักที่นั่นแต่บ้านกิตติธรกลับไม่ใช่บ้านของฉันอีกต่อไปแล้ว
   “ฮืออ”
   “คุณอร คุณเปิดประตูหน่อย”
   ฉันหันขวับ ไม่มีใครเรียกฉันด้วยชื่อนี้นานแล้ว อรสิริคือชื่อจริงของฉัน ส่วนนามสกุลยังไม่ต้องไปจำหรอก แค่ชื่อก็ไม่มีใครสนใจแล้วตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้ ฉันรีบวักน้ำล้างหน้าอีกรอบแล้วเปิดประตูห้องน้ำออกมาพบคุณธนาคิม
   “ร้องไห้อีกแล้วเหรอ?”
   “ใช่”
   ฉันไม่อยากโกหกเพราะเขาต้องรู้อยู่แล้ว
   “ไปนอนเถอะ นอนไม่หลับก็ต้องนอนนะ”
   ฉันเงยหน้าถามเขา
   “ให้ฉันอยู่กับคุณได้ไหม?”
   “ในฐานะว่าที่ภรรยาเหรอ?”
   แม่ง ไม่ตอบแต่ตั้งคำถามกลับมาจนฉันอยากจะตีให้เนื้อเขียว จากดรามานี่ฉุนเฉียวเลยเชียว
   “นั่นไงๆ ถ้าไม่แหย่คุณก็จะมัวแต่เศร้าอยู่น่ะสิ ไปนอนเถอะ นี่ไงห้องคุณ อยู่ข้างๆ ห้องผมเนี่ยแหละแต่รับรองว่าผมไม่ฉวยโอกาสทำอะไรคุณหรอก เว้นแต่ว่า...คุณจะเป็นฝ่ายมาหาผมเอง”
   “ตาบ้า!”
   ฉันปิดประตูดังโครมใส่เขา จัดการล็อคห้องนอนแล้วโถมตัวลงนอนกับเตียงเลยแต่แล้วก็นึกระแวงขึ้นมาเลยลุกขึ้นสำรวจห้องก่อนและพบว่ามันเป็นห้องนอนเล็ก มีเตียงนอนขนาดหนึ่งจุดห้าฟุต โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้าและมีห้องน้ำในตัว ห้องนี้ทาสีขาวดูเรียบง่าย สะอาด แสดงว่าได้รับการดูแลอย่างดี
   แสดงว่าเคยมีคนมาพักอยู่เหมือนกันหรือเปล่า สาวๆ ละสิท่า คนเจ้าชู้!
   แล้วยังไง เรื่องของเขา ตอนนี้เธอต้องพึ่งพาเขา อย่าเรื่องมากนักเลย นอนเถอะ เผื่อจะได้ตื่นเช้ามาช่วยเขาทำงานก็อกๆ แก็กๆ ไปก่อน
   อยู่บ้านเขาอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น สุภาษิตโบราณว่าไว้

   แกะตัวที่ยี่สิบ
   แกะตัวที่ยี่สิบเอ็ด
   แกะตัวที่ยี่สิบสอง
   โว้ย! นอนไม่หลับ ทำยังไงก็ไม่หลับ ทำยังไงดี คิดมากไม่พอเสือกนึกกลัวผีขึ้นมาอีก มันแปลกที่นี่หว่า
   ไม่อยากจะทำเลยเว้ย แต่คงมีทางเดียวแล้ว ไม่ได้อ่อยนะเว้ยแต่นอนไม่หลับจริงๆ
   ฉันหยิบหมอนกับผ้าห่มออกมาจากห้องแล้วไปเคาะประตูห้องนอนคุณธนาคิม สักพักเขาก็เปิดประตูแล้วถาม
   “นอนไม่หลับเหรอ?”
   เบื่อคนรู้ทัน
   ฉันพยักหน้า
   “เข้ามาสิ”
   นี่มันถ้ำเสือหรือเปล่าวะ เข้าไปแล้วจะได้ลูกเสือกลับมาไหมเนี่ย
   ห้องนอนของเจ้าของคอนโดทั้งชั้นใหญ่มาก ตกแต่งด้วยสีขาวล้วนจนกลัวจะไปทำให้ห้องเขาเปื้อนเลยได้แต่ยืนกอดหมอนกับผ้าห่มอยู่ปลายเตียงแค่นั้นเองแถมเตียงก็มีเตียงเดียวอีก
   “ผมนอนโซฟาเอง”
   เหมือนเขาจะรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ เจ้าของห้องเลยจัดแจงรวบหมอนกับผ้าห่มบนเตียงขึ้นมาและเดินไปที่โซฟาข้างหน้าต่าง
   “อย่าเลยค่ะ คุณเป็นเจ้าของบ้าน ให้ฉันนอนโซฟาเองเถอะ ไม่สิ นอนพื้นก็ได้ค่ะ”
   “คุณเป็นผู้หญิงนะ เป็นแขกของผมด้วย จะให้นอนพื้นได้ยังไง ไปนอนที่เตียงเถอะ ผมมันผู้ชายง่ายๆ ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว”
   “แต่...”
   “งั้นก็คิดเสียว่านอกจากนี้คุณยังเป็นคนที่ผมรักด้วย ยิ่งไม่ควรปฏิเสธนะ”
   ฮืออ
   เท่านั้นเองฉันรีบโถมตัวลงกับเตียง นอนคลุมโปงมันเลย อายแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว วันนี้โดนหยอดไปหลายครั้งจนอายม้วนไปหมดแล้ว
   หัวใจฉันยิ่งสั่นไหวอยู่แล้วด้วย บ้าเอ๊ย
   “นอนๆ พรุ่งนี้ถ้ามีงานอะไรให้ช่วยก็บอกนะคุณ โบราณเขาว่าอยู่บ้านเขาอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”
   “ปั้นวัวปั้นควายผมคงไม่เอาหรอก แต่ถ้าปั้นลูกเราคงต้องช่วยกันแล้วล่ะ”
   “คุณธนาคิม คนทะลึ่ง!”
   แล้วหมอนของฉันก็ปาไปที่โซฟาใส่คนหน้าไม่อายที่หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
   ก็อกๆ
   เสียงเคาะประตูห้องทำให้เราสองคนชะงัก คุณธนาคิมเป็นคนไปเปิดประตู ฉันไม่ได้ยินเสียงพูดคุยที่เบามากนั้นแต่หลังจากคุยจบก็เป็นเจ้าของบ้านที่หันมาบอก
   “พี่กันต์มา”
   ฉันชะงักไป จากที่ทำท่าว่าจะง่วงนอนแล้วกลับหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย
   เขามาตามเอาเรื่องฉันเหรอ?
   พอออกมาจากห้องนอนก็เห็นคุณกันต์ ไอ้สันขวานและน้องช่อ สองพี่น้องยังนั่งตาแดงๆ อยู่ นี่แปลว่าไอ้น้องคนกลางมันก็ร้องไห้ด้วยเหรอเนี่ย?
   “ฉันทำใจไว้นานแล้ว เราคงคาดหวังกับอนาคตไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอคือส่วนหนึ่งของครอบครัวกิตติธรแล้วและเราก็ผูกพันกับเธอเพราะฉะนั้นกลับบ้านเถอะ” คุณกันต์พูดกับฉัน สีหน้าจริงจังไม่ได้ล้อเล่นแล้วเขาก็ตวัดสายตาไปมองคุณธนาคิม “แกทำอะไรลูกฉันหรือเปล่าไอ้เจ้าคิม?”
   “แค่กอดปลอบโยนเฉยๆ”
   คุณกันต์ลุกพรวด ถลึงตาใส่รุ่นน้องอย่างมีน้ำโห
   “กอดก็ไม่ให้โว้ย! รัก เอ่อ...ใครก็ช่างเถอะกลับบ้าน”
   ฉันยืนลังเลอยู่ที่เดิม ทำตัวไม่ถูกจริงๆ คือในใจคิดไว้แล้วว่าจะขออาศัยอยู่กับคุณธนาคิมเพราะไม่มีหน้าจะกลับไปบ้านกิตติธรอีกแล้ว
   ความรู้สึกที่มีมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
   แต่น้องวากับน้องช่อนั่นเองที่เป็นคนตัดสินคำตอบของฉัน สองหนุ่มน้อยวิ่งมากอดฉัน
   “ไอ้รัก มึงกลับไปกับพวกกูเถอะ ไม่สิ ไม่ว่ามึงจะเป็นใครแต่มึงอยู่ในร่างพี่ของพวกกูมึงก็ยังเป็นพี่อยู่วันยังค่ำและมึงก็เป็นคนดี กูชอบนิสัยมึงนะ” นี่คือคำพูดของไอ้สันขวาน
   “ใช่ครับ พวกเราชอบพี่นะ พวกเราขอโทษที่ทำให้พี่ร้องไห้ จะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรพี่ก็คือพี่ของพวกเราคนหนึ่งเหมือนกัน”
   ฉันกอดตอบเด็กๆ และเหลือบตามองคุณชายผู้มีพระคุณของฉัน เขายิ้มและยกหน้าที่ให้ฉันตัดสินใจเรื่องของตัวเองและเพราะความผูกพันที่มีต่อกันก็ทำให้ฉันใจอ่อนจนได้
   “พี่จะกลับไป ขอโทษนะที่ไม่เคยบอกความจริงแล้วก็ขอบคุณที่มา”

7
   ดรัณได้ไลน์ของช่อศิลาไปและเพียรส่งข้อความมาถาม
   ‘เราจะจีบได้ยังไงเหรอ?’
   ‘พี่รักเขาตกบันได ความทรงจำก็เลยขาดๆ หายๆ การใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ขนาดเคยนอนนิ่งๆ เรียบร้อยตอนนี้ถีบผ้าห่มไปกองปลายเตียง ขาก่ายหมอนข้างเหมือนกับหวงมันมากมาย วันก่อนก็บ่นอยากกินส้มตำปลาร้าด้วยทั้งที่ไม่เคยกินมาก่อน เราเองก็ไม่แน่ใจหรอกว่าพี่เขาชอบอะไรบ้าง แนะนำไม่ถูกเลย’
   ‘งั้นเราไปคุยกันได้ไหม? พรุ่งนี้เจอกันที่ห้องสมุดนะ’
   ‘โอเค แต่จะทำยังไงไม่ให้พี่รักรู้ตัวก่อนดีล่ะ? เราไม่รู้ว่าพี่เขาจะเข้าใจแค่ไหนยิ่งด่าเจ็บๆ อยู่ด้วย’
   ‘ไม่ต้องกังวล เราจัดการเอง ช่ออยู่เฉยๆ เถอะ’
   ‘อึม’

   “มันมานั่งทำอะไรตรงนี้วะ?” เสียงสันตะวาถามลอยๆ และส่งสายตามองไอ้อัลฟาหน้าหล่อลุคคุณชายที่ไม่รู้จะเสนอหน้ามานั่งอยู่ที่โต๊ะเขาทำไม
   ลำพังแค่ไอ้ตะวันจัญไรคนเดียว สันตะวาก็ไมเกรนขึ้นแล้ว ไอ้หมอนี่มันจะมานั่งแสล๋นอยู่ข้างๆ อีก มันมีเป้าหมายอะไรในใจกันแน่วะ?
   พี่รักหรือว่าไอ้น้องช่อ?
   สันตะวากลอกตาอย่างนึกสงสัยและปัดประเด็นที่จะเป็นตัวเขาเองทิ้งเสีย
   ขออย่าให้มันหลงมาจีบกูอีกคนก็แล้วกัน กูกราบละ กูเหนื่อยใจกับไอ้ตะวันมากพอแล้วแม่งปล้นเฟิร์สคิสกูไปยังมาลอยหน้าลอยตาผิวปากแกล้งกูอยู่ได้ นี่มันห้องสมุดนะโว้ย!
   “มึงหยุดผิวปากเลยนะไอ้ตะวันกูรำคาญ กูจะนอนส่วนมึง” แล้วตาคมเฉี่ยวของสันตะวาก็ตวัดใส่ดรัณอีกคน “มึงด้วย ใครเขาเชิญมึงมานั่งด้วยหะ มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย”
   “กูมาดูแลเมียอย่างมึงถือเป็นเรื่องปกติ” ตะวันยักไหล่มองสันตะวาด้วยนัยน์ตาหวานฉ่ำจนคนถูกมองขนลุก ชีวิตนี้คนอย่างไอ้ตะวันไม่เคยแคร์อะไรอยู่แล้ว มันช่างมั่นหน้ามากถึงมากที่สุด ปูนซีเมนต์ยังอาย กูอยากจะบ้าตาย “มึงเถอะไอ้เด็กใหม่ เสือกมานั่งเด๋ออะไรตรงนี้ ถ้าคิดจะจีบเมียกูก็เตรียมรอบาทากูไว้เลย แม้แต่ปลายก้อยกูก็ไม่ให้มึงแตะ!”
   “กูยังไม่ใช่เมียมึงไอ้เชี่ย!”
   “เดี๋ยวก็ใช่ กูตามหึงตามหวงขนาดนี้ มึงไม่รอดมือกูหรอก ถ้าอยู่กันสองคนจะจับดูดปากแม่ง” แล้วตะวันก็หันไปคาดคั้นดรัณอีกครั้ง “มึงยังไม่ตอบคำถามกู”
   “เราแค่ย้ายมาใหม่ยังไม่มีเพื่อน”
   “มึงก็ไปหาพวกกลุ่มอัลฟาด้วยกันสิ” คราวนี้เป็นสันตะวาที่โพล่งออกมาหลังจากทุบไหล่ตะวันดังอั๊กเพราะโมโหที่มันจะจับดูดปากอีกแล้ว 
   ตะวันมันก็พยักหน้าเห็นด้วยแต่มือไม้ก็ยังเลื้อยมาลูบคลำมือกูอย่างหวงแหนเหลือเกิน กูอยากจะอ้วกแต่ก็ต้องยอมรับว่าตะวันมันชอบกูจริงไม่ใช่เรื่องโม้หรือโกหก
   สันตะวาคนแมนหลงเข้าใจผิดว่ามันชอบน้องช่อมาได้ยังไงตั้งหลายปีวะเนี่ย จนโดนมันจูบปิดปากไปนั่นละถึงได้รู้ตัวเลยสงบเสงี่ยมมากขึ้น ไม่ปากหมา ทำเป็นเก่งโดยไม่จำเป็น ไม่ใช่อะไรกลัวมันจับปล้ำอย่างปากมันพูดจริงๆ
   ตะวันมันคงไม่ชอบใจและอยากจะให้แน่ใจด้วยว่าดรัณจะไม่ใช่คู่แข่งของมันแต่สันตะวาค่อนข้างแน่ใจว่าคนที่ดรัณจะมาตามจีบน่าจะเป็นน้องช่อมากกว่าเมื่อสังเกตสายตาของมันที่เหลือบๆ มองใครบางคนอยู่
   “วางใจเถอะเราไม่ได้สนใจเมียนายหรอก เราแค่อยากเป็นเพื่อนกับพวกนายจริงๆ”
   สันตะวาหรี่ตามองดรัณแล้วหันมาสบตากับรักแรกพบแต่ดันเจอกับหน้าของตะวันเต็มๆ
   “มึงหลีกก่อน กูจะคุยกับพี่กู แม่งบังซะมิดเลยเชี่ยนี่”
   “มึงว่าไอ้ดรัณมันมาจีบไอ้น้องเล็กของมึงหรือเปล่าวะบีหนึ่ง?” แต่ไอ้ตะวันมันไม่ยอมหลีกแต่ดันยื่นหน้ามาใกล้แล้วกระซิบข้างหู ถามความเห็นเขา
   “ทำไมมึงคิดเหมือนกูเลยวะบีสอง”
   “กูผัวมึงไงล่ะ ต้องเดาใจมึงได้สิ”
   เออว่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่สันตะวาจะไม่ด่ามันแถมยังคิดตรงกันอีกต่างหาก
   แล้วนี่ไอ้น้องช่อมันจะรู้ตัวไหมวะว่าไอ้ดรัณมองๆ มันอยู่
   ชักรู้สึกเหมือนกับเห็นภาพของตัวเองในอดีตซ้อนทับขึ้นมานิดๆ
   นี่ตัวกูในสมัยก่อนคงดูโง่ในสายตาของไอ้พี่รักกับไอ้น้องช่อน่าดู หลงคิดว่าไอ้ตะวันจัญไรชอบน้องช่อ คอยกีดกันต่างๆ นานา ที่แท้เป็นตัวกูเองนี่แหละที่มันมาชอบ
   และคนที่จะโง่เป็นรายต่อไปก็คงเป็นน้องกู แม่งยิ้มไร้เดียงสา ไม่รู้ห่าอะไรเลย!

   ร้านกาแฟหน้าโรงเรียน
   ไม่รู้อะไรยังไงแต่สามแฝดแห่งบ้านกิตติธรซึ่งไม่เคยแวะร้านกาแฟหน้าโรงเรียนมาก่อนจู่ๆ วันนี้เจ้าน้องคนเล็กมันดันบอกอยากกินนมปั่นคาราเมลร้านนี้ตอนจะกลับบ้าน
   น้องขอทั้งทีพวกพี่ๆ ก็ต้องยอมตามใจ คือจะมีแค่พวกเราสามคนก็คงไม่เป็นไรหรอกแต่ไอ้ตะวันกับคุณชายดรัณตัวร้ายมันจะมาด้วยทำไมวะ?
   ไอ้ตะวัน ฉันเข้าใจได้ มันประกาศตัวจีบไอ้สันขวาน มีเป้าหมายคือคว้าน้องฉันเป็นเมียให้ได้ ไม่แปลกที่มันต้องเสนอหน้ามา ทางใดที่ทำให้ไอ้สันขวานหวั่นไหวได้  ไอ้ตะวันมันก็ต้องทำทุกทางนั่นละให้น้องฉันยอมรับรักมันซะที
   ไอ้น้องคนกลางนี่ก็ใจแข็งไม่เบาเหมือนกัน เขาเต๊าะมันมาตั้งเกือบสามปีแล้วแม่งยังไม่รู้ตัวไม่พอ ยังเสือกเข้าใจผิดมาตลอดอีกต่างหาก แต่ที่ฉันนับถือใจมากคือไอ้อัลฟาหน้าด้านลูกมาเฟียคนดังนี่
   มันนักเลงตัวจริง ไม่เคยย่อท้อในการตามตื้อ ไม่เคยถอดใจแถมยังสุภาพบุรุษพอที่จะปล่อยให้ไอ้สันขวานยังเวอร์จิ้นได้ถึงตอนนี้ทั้งที่จะบังคับเอาตัวเมื่อไหร่ก็ได้ พอนึกถึงเรื่องนี้ฉันก็เลยพอจะมองข้ามความสถุลของมันไปได้เพราะไอ้สันขวานเองก็สถุลไม่แพ้กันน่าจะเข้ากันได้ดีส่วนคุณชายดรัณ...
   ไอ้หมอนี่หรอกที่ฉันแปลกใจ มันมาทำไม? และจำเป็นไหมที่จะต้องแยกมานั่งกับฉันแค่สองคน!
   เพื่อ?
   น้องช่อไปนั่งกับไอ้สันขวานอีกโต๊ะหนึ่งโดยมีตะวันนั่งอยู่ข้างๆ หน้าตาของเจ้าน้องคนกลางดูเอือมระอามากเพราะถูกตะวันจับมือซ้ายไว้ตลอดเวลา พยายามสะบัดมันก็ไม่ปล่อย มือกาวสุดๆ แล้วฉันก็หันกลับมาจ้องหน้าดรัณ
   เปิดอกคุยกันไปเลยดีกว่า
   “ตกลงที่มานี่ไม่ได้จะมาจีบเราแต่จะจีบน้องช่อใช่ไหม?”
   “ฉลาดนี่”
   “นี่ว่าน้องเราโง่เหรอที่ดูนายไม่ออกน่ะ หน้าอย่างนายมันพวกหมาป่าห่มหนังแกะชัดๆ!”
   “กูชัดเจนแต่แค่บอกไม่หมดว่าจะจีบใคร เขาเข้าใจผิดไปเอง กูก็เลยเนียน”
   “นั่นไง จากเราเปลี่ยนกูเชียวนะ เราสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?”
   ฉันยิ้มตาใสแต่ในใจแม่งอยากตบหัวมันมาก ไอ้เด็กรุ่นหลังนี่!
   “แล้วมึงจะช่วยกูจีบน้องมึงไหม กูจริงจังนะบอกเลย”
   ฉันยักไหล่
   “ก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจ แต่ก็ไม่ควรจะทำให้น้องเราเข้าใจผิดไปนานๆ เดี๋ยวจะเหมือนไอ้วา กว่ามันจะรู้ตัวว่าไอ้ตะวันชอบมันก็เป็นปีๆ เลยนะ อ้อ! น้องช่อชอบนมสดคาราเมลกับชอคโกแลตคิทแคทนะ”
   มันยิ้มเห็นเขี้ยวทรงเสน่ห์ ตาแทบพร่าเลยฉัน รอบตัวเต็มไปด้วยคนหน้าตาดียังกับเทพบุตรลงมาเกิด เฮ้อ!
   “ขอบใจ พี่ๆ”
   แล้วดรัณก็หันไปเรียกพนักงานเสริฟแล้วสั่งนมสดคาราเมลปั่นให้น้องช่อแก้วหนึ่ง พอพนักงานสาวเดินไปเสริฟให้ที่โต๊ะน้องช่อคนดีก็ทำหน้าเหรอหรา จู่ๆ ได้กินนมสดคาราเมลแก้วที่สองเฉยเลย
   ไม่ทันไรไลน์ในมือถือดรัณก็เด้งมา ฉันเหลือบไปเผือกเห็นว่าเป็นไลน์จากน้องช่อคนดีของบ้านกิตติธร ฉันทำตาโตทึ่งในความร้ายกาจของมันจริงๆ
   ไอ้ตะวันควรจะมาเรียนรู้กับมันนะ มันเพิ่งมาเรียนไม่กี่วันเองแม่งได้ไลน์น้องช่อของพวกเราไปแล้ว ส่วนมันไอ้ตะวันจัญไรกว่าจะได้จูบน้องวาต้องใช้เวลาตั้งเกือบสามปี
   มันมัวไปทำอะไรอยู่วะ?
   ‘ทำไมสั่งนมสดคาราเมลให้เราล่ะ? ดูแลพี่เราไปสิ’
   ‘เราไม่จีบคนที่มีแฟนแล้วหรอก’
   ‘อ้าว พี่เราบอกว่าไม่ได้ชอบคุณธนาคิมนะ นายพยายามหน่อยสิ อย่าท้อง่ายๆ’
   ‘เราไม่ท้อง่ายๆ หรอก เราก็พยายามอยู่นี่ไง ^_^’
   ‘สู้ๆ นะ’
   ‘ที่บอกว่าให้สู้ๆ นี่แปลว่าโอเคใช่ไหม?’
   ‘ก็โอเคสิ’
   ‘งั้นเราจีบช่อเลยนะ’
   ‘หะ’
   น้องช่อลุกขึ้นแล้วหันมามองฉันกับดรัณก่อนจะหยิบมือถือตัวเองขึ้นมาอ่านไลน์อีกครั้ง
   ‘คนที่เราตั้งใจจีบคือช่อ ไม่ใช่พี่ชายของนายตั้งแต่แรกแล้ว แต่ถ้าเราพูดออกมาตรงๆ นิสัยอย่างนายก็คงตกใจวิ่งหนีไป เราเห็นนายเข้าใจผิดและคุยกับเราอย่างสบายใจ ยอมลดกำแพงให้เราเข้าไปใกล้เราก็เลยแกล้งเนียนไป แต่เราไม่อยากโกหกนายอีกแล้ว เราอยากซื่อตรงกับคนที่เราชอบ ขอโทษนะที่เราทำให้นายเข้าใจผิด เราขอจีบนายได้ไหม?’

8
   น้อยคนที่จะมีเดทครั้งแรกๆ ในร้านส้มตำแต่ฉันชอบมาก ปลาร้านี่ละของดีของเด็ด ดูสิอิคุณพี่ธนาคิมตะสู้ไหม อ่อนแอก็แพ้ไป ผู้ชายที่ดีต้องกินปลาร้าได้ค่ะ (เอาตรรกะที่ไหนคิดวะเนี่ย)
   ขณะกำลังแต่งตัวสบายๆ แค่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ยาวเลยหัวเข่ากับรองเท้าแตะสบายๆ ก็พอ เมืองไทยมันก็มีแค่สามฤดูกาล ร้อน ร้อนมากและร้อนโว้ย แค่ทาครีมกันแดดโป๊ะๆ ไปแล้วหยิบแว่นกันแดดมาสวมก็พอ
   หล่อแล้ว
   พอจะก้าวขาออกจากห้องนอนเพื่อไปรอแฟนมารับที่ห้องโถงชั้นล่าง น้องช่อผู้น่ารัก นางฟ้าประจำบ้านกิตติธรก็เงยหน้าจากหนังสือแล้วถามฉัน
   “พี่จะไปกินส้มตำกับคุณธนาคิมจริงๆ เหรอ?”
   “เออสิ พี่รับปากเขาแล้วนี่”
   “พี่ชอบเขาเหรอ?”
   พอน้องคนเล็กถามคำถามที่สอง ฉันเหลือบเห็นทางหางตาว่าไอ้สันขวานที่นอนกลิ้งอยู่บนเตียงผงกหัวขึ้นมามองแป๊บหนึ่งก่อนจะพลิกตัวหันหลังให้
   “ใครชอบ ไม่มี๊! แก่รุ่นพ่ออย่างนั้นแค่ให้ความเคารพตามมารยาทเท่านั้นละ นี่ก็กะจะเลี้ยงตอบแทนแบบแฟร์ๆ จากนี้ไปก็ไม่ไปเจอละ ฮ่าๆๆ”
   ฉันรีบปฏิเสธ หัวเราะเฝื่อนๆ รู้สึกเหมือนตัวเองทำความผิดยังไงชอบกล น้องช่อก็ไม่ได้ถามอะไรอีกฉันก็เลยขอตัวออกมาจากห้องเลย
   คุณธนาคิมเป็นคนดี แต่เขาไม่ใช่คู่ของฉัน และครั้งนี้ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะไปกินข้าวกับเขา
   เขาคือคนที่ฉันไม่ควรรัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

   คุณธนาคิมขับรถฮอนด้าซิตี้คันเดิมมา ไร้บอดี้การ์ดตามมาคุ้มครอง เขาสวมเสื้อยืดสีขาวและกางเกงยีนส์ขาสามส่วนคล้ายฉันเลย
   “เหมือนชุดคู่รักเลยนะว่าไหม?”
   เขาถามเหมือนไม่ตั้งใจแต่ตัวฉันเองกลับเขินเสียได้ น่าอายชะมัด เพื่อกลบเกลื่อนความสับสนและเสียงเต้นของหัวใจที่ไม่เคยเป็นของฉันมาก่อนก็เลยแกล้งถามเขา
   “กินปลาร้าได้ไหมลุง?”
   เขาส่ายหน้า
   “แล้วส้มตำไทยล่ะ?”
   “น่าจะพอไหวมั้ง”
   แสดงว่าไม่ใช่สายส้มตำแฮะ
   “ไม่ได้ จะเป็นแฟนของรักก็ต้องกินปลาร้าได้”
   เขายิ้มกว้าง แม่งอย่างหล่อเลย!
   “หึม ตกลงนี่ยอมรับว่าเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหมครับ?”
   เอ่อ...มันแค่เผลอไปเอง บ้าเอ๊ย อย่างนี้เค้าก็หาว่าไปอ่อยเขาสิวะ
   “ไม่ใช่สักหน่อยลุงมโนไปเองต่างหาก หูไม่ดีละสิแก่แล้วก็อย่างนี้แหละ ไปๆ ไปกันเถอะหิวแล้ว”

   แล้วรถฮอนด้าซิตี้ก็ขับไปจอดอยู่หน้าร้านส้มตำมุงหลังคาจากซึ่งอยู่ไม่ไกลจากคฤหาสน์ตระกูลกิตติธรมากนัก
   “ลองสั่งส้มตำปลาร้ามาดูก็ได้”
   คุณธนาคิมเปิดเมนูนั่งดูและพูดขึ้นมาลอยๆ
   “อย่าเลย เดี๋ยวลุงแพ้ขึ้นมาจะทำไง ขี้เกียจพาลุงไปโรงพยาบาล เกิดจู๊ดๆ หรือผื่นขึ้นผมไม่แย่เหรอ”
   “ห่วงเหรอ?”
   “ใช่สิ” พลาดอีกแล้วฉัน ทำไมต้องมานั่งแก้ตัวทีหลังทุกทีเลยก็ไม่รู้ “ก็แค่กลัวว่าจะกลับบ้านยังไงถ้าลุงจู๊ดๆ ขึ้นมาต่างหาก ฮ่าๆๆ งั้นของลุงเอาเป็นส้มตำไทยแล้วกัน แล้วก็ไก่ย่างข้าวเหนียว ลาบหมูไม่เผ็ด เอาตามนี้แหละ”
   ฉันหันไปสั่งอาหารกับคนขาย ของฉันเองก็เป็นส้มตำปูเพราะไม่กล้าสั่งปลาร้าเพราะกลัวคุณผู้ชายที่มาด้วยจะแอบตักไปกินแล้วติดใจ เอ๊ย ไม่ใช่ กลัวว่าจะอยากอวดสถานะแฟนที่ต้องกินปลาร้าให้ได้นั่นต่างหาก
   คนอะไรพูดมาได้ไม่อายปาก
   แต่ที่น่าตีมากที่สุดคือตัวฉันเองเนี่ยแหละ ไปพูดอย่างนั้นได้ยังไงวะว่าถ้าจะเป็นแฟนกันต้องกินปลาร้าได้ พวกเลยอยากลองเลยเห็นไหม
   นี่ฉันจะคิดเข้าข้างตัวเองไปไหมนะว่าคุณธนาคิมดูจะให้ความสำคัญกับฉันมากเกินกว่าเคมีความเป็นคู่แห่งโชคชะตาที่ตรงกันแค่นั้น
   “อิ่มไหมล่ะ ตอนไปกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันครั้งก่อนน้องรักยังเบิ้ลตั้งสามชาม”
   นั่นไง เขาหมายถึงรักแรกพบไม่ใช่ฉัน หยุดเพ้อเจ้อได้แล้ว กินๆ
   ฉันสั่งต้มแซ่บเครื่องในกับน้ำตกหมูแซ่บๆ เพิ่มเพราะชอบกินของเผ็ดเป็นชีวิตจิตใจ เราสองคนลงมือกัน อากาศก็ร้อน กินไปก็ปาดเหงื่อกันไป โชคดีที่ร้านยังติดพัดลมไว้บนเพดาน
   “คราวหลังไปกินร้านที่มีแอร์กันไหม?”  คุณชายไฮโซถาม
   นั่นสิ ลืมไปเลย ฉันก็เห็นว่าดูสะอาดดีมีหลังคาจากด้วย ลมน่าจะโกรกดีอยู่และราคาก็พอจ่ายไหวเลยโอเคกับร้านนี้ไงแถมยังอยู่ใกล้บ้าน นั่งรถผ่านก็มองๆ อยู่เห็นว่ามีคนมานั่งกินเยอะอยู่เหมือนกัน น่าจะอร่อยและอยากกินมานานแล้วแต่ไม่กล้าบอกพวกน้องๆ หน้าอย่างพวกมันต้องไม่กินปลาร้าแน่ๆ เผลอๆ พวกมันจะบ่นว่าไม่สะอาดเสียอีกแน่ะ
   “จะว่าไปไม่น่าเชื่อนะว่าน้องรักจะกินปลาร้าได้”
   พอเขาพูดมาอย่างนั้นฉันก็เลยชะงักแล้วก็แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ก่อน
   “อยากลองน่ะ ถึงกลิ่นมันจะแรงแต่ก็เผ็ดสะใจดี”
   พอเขายื่นหน้ามาใกล้ฉันก็แกล้งเรอกลิ่นปูเค็มใส่เสียเลย นักธุรกิจหนุ่มรูปหล่อเลยผงะขยับหน้าหลบไปแต่ก็หัวเราะ
   “ไม่อายเลยนะเรา เดทแรกๆ เขาก็ทำตัวเฟคใส่กันทั้งนั้น เรานี่อะไรก็ไม่รู้”
   ดีแล้ว เกลียดเลยก็ยิ่งดี ฉันจะได้ตัดใจง่ายขึ้น เอ๊ย! ต้องเป็นนายธนาคิมตัดใจสิวะไม่ใช่ฉัน
   “รู้ไหมว่าพี่ชอบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้มากๆ เลย พี่ดีใจนะที่น้องรักเป็นคู่แห่งโชคชะตาของพี่ อยู่ใกล้แล้วสบายใจ”
   ซวยแล้วไหม เรอใส่ก็นึกว่าลุงมันจะทนความทรามความเสื่อมของฉันไม่ไหวแล้วเผ่นหนีไป นี่มันอะไรกันวะ กลับบอกว่าสบายใจไปเสียฉิบ!
   “ครั้งหน้าเราจะไปกินอะไรกันดีครับ? ร้านหอยทอดแถวบ้านพี่ก็อร่อยนะ คิวยาวมาก”
   อย่าพูดออกมาได้ไหม ตูตายก็เพราะอยากกินหอยทอดเนี่ยแหละ
   ไม่เอาหอยทอดเด็ดขาด!

9
   ฉันคิดว่าตัวเองกำลังตั้งใจจะหนีจากเพื่อนพ่ออยู่นะแต่ทำไมถึงเป็นฝ่ายไปชวนเขากินส้มตำได้ล่ะ ตัวฉันนี่หนอ
   พอกลับมาถึงบ้านแล้วไอ้สันขวานถามฉันก็รู้ว่าไม่ควรบอกให้มันรู้อย่างเด็ดขาด
   “เอ็งควรจะนอนนะน้องรัก” ฉันตอบมัน
   “แต่กูอยากเสือกมึงอ่ะ เห็นทุกทีมึงอยากรู้เรื่องของกูนักหนานี่นา อย่าขี้ตืดนักสิวะ”
   “ไม่บอก พี่จะไปอาบน้ำละ เสร็จแล้วจะได้ให้ช่อสอนการบ้านให้ วาก็นอนพักพ่อนไปเถอะ”
   “แม่ง ทำเป็นมีลับลมคมในนะพี่กู”
   ไอ้สันขวานมันเหล่ตามองแต่ให้ตายยังไงฉันก็จะไม่ปริปากบอกมันสักคำ มันนั่นแหละไม่สมควรจะรู้มากที่สุด มันนี่แหละไอ้ตัวชอบล้อพี่มันเลย
   พอเข้าห้องน้ำ อาบน้ำให้ชื่นใจและออกมาแต่งตัวด้วยชุดนอนแล้วฉันก็เจอไอ้สันขวานยังนั่งหลังพิงหมอนข้างอยู่เลย
   “ทำไมยังไม่นอน ฮีทอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
   “กูรอเผือกเรื่องของมึงอยู่”
   “ทั้งมันทั้งเผือกกูก็ไม่มีจะให้เอ็งทั้งนั้นแหละน้องรัก”
   “กิ๊วๆๆ มึงนี่นะ” มันหัวเราะสะใจ “บอกให้พวกกูกันท่าแต่ตัวเองนี่ระริกระรี้เป็นปลากัดว่ายน้ำไปหาเขาเองเลยนะมึง พี่กูนี่ร้าย มองตากันมากๆ เดี๋ยวก็ท้องหรอกมึง”
   “พูดอะไร?”
   “บอดี้การ์ดบอกกูกับไอ้น้องช่อหมดแล้วว่ามึงกับเพื่อนพ่อมีนัดกินส้มตำกันอีก”
   น้องช่อที่นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือหัวเราะคิกคัก
   “เลี้ยงตอบแทนโว้ย”
   ฉันกัดฟันพูด เมื่อพวกมันรู้แล้วก็ต้องแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไปก่อน ก็เลี้ยงตอบแทนจริงๆ นี่หว่า ฉันไม่ได้โกหกพวกน้องๆ เลยนะเว้ย
   หลังจากนี้ค่อยไปคิดบัญชีกับพวกบอดี้การ์ดที่หลัง แม่ง พอไอ้สันขวานคาดคั้นก็ตอบมันหมดเลยนะแล้วที่ฉันเตี๊ยมไว้
   “เหรอ? อยากเจอเขาก็บอกมาเถอะมึง พวกกูไม่ว่ามึงหรอกถ้าจะซื่อตรงกับหัวใจ วู้!”
   ฉันกัดริมฝีปากแน่น อยากจะบอกว่าตัวเอ็งเองเถอะที่ต้องซื่อตรงกับใจ ปากก็ผลักไสไอ้ตะวันไป คิดเองเออเองว่ามันชอบน้องช่อ แล้วตัวมันเองไม่คิดบ้างเหรอว่าตะวันมันมองใครอยู่ และตัวเองก็อาจจะต้องเสียใจถ้าเกิดตะวันมันเกิดเปลี่ยนใจจริงๆ ก็เป็นตัวเองที่ต้องร้องไห้
   ฉันพอดูออกว่าพวกมันสองคนมีใจให้กันแน่ๆทางนั้นแสดงออกอย่างชัดเจนมีแต่คนของเรานี่ละที่ยังสับสนอยู่ ต้องคอยลุ้นไปอีก
   “เอาเหอะ มึงไม่ต้องเขินอายนะพี่ กูไม่ล้อต่อก็ได้ นอนดีกว่า”

    “ท่าทางไอ้ตะวันจะไม่มา ทางสะดวกกูล่ะ ไปรับลมที่ดาดฟ้าโรงเรียนดีกว่า ฝากจดเล็คเชอร์ด้วยนะครัชพี่น้อง”
   ใช่ครับ พอไอ้สันขวานน้องรักมันหายฮีทมันก็เริงร่ามาโรงเรียนทันที
   ครอบครัวชื่นมื่นสุขสันต์มากครับ สามแฝดแห่งตระกูลกิตติธรมาเรียนพร้อมกันอีกครั้งหลังจากฮีทติดๆ กัน ไม่ได้มาเรียนด้วยกันสักพักละ
   ไอ้สันขวานนี่ซวยสุดเพราะเจอแจ็คพอตฮีทสองคน น้องมันเลยต้องมาเรียนคนเดียวอยู่วันหนึ่งเต็มๆ และหลังจากนั้นมันก็หยุดเรียนไปเลยหนึ่งวัน ไม่รู้พยายามหนีใครอยู่? สงสัยจะเป็นไอ้ตะวันนั่นละ
   แล้วเจ้าน้องตัวดีก็ส่งจูบให้ฉันกับน้องช่อก่อนจะวิ่งออกไปจากห้องก่อนอาจารย์จะเดินเข้ามา
   คือมันขยันมากครับ พี่ชื่นชมมันจนน้ำตาไหลเลยเนี่ย

   วันนี้มีเด็กนักเรียนย้ายมาใหม่คนหนึ่ง หน้าตาดีและเป็นอัลฟาเสียด้วย
   เขาชื่อดรัณ
   หน้าตาออกแนวแบดบอยคล้ายตะวันแต่ดูนิ่งกว่า เขาแค่แนะนำชื่อตัวเองและเดินเข้ามาหาที่นั่งเลยซึ่งบังเอิญว่าที่นั่งที่ยังว่างอยู่มันติดกับตะวันพอดีแต่น้องมันไม่อยู่ พวกเราสามพี่น้องนั่งเรียงกัน พอดรัณชำเลืองมองฉันกับน้องช่อจู่ๆ มันก็เอ่ยขึ้นมาว่า
   “น่ารัก กูอยากได้!”
   เพล้ง!
   หมดกันภาพพจน์คุณชายกลาง ณ บ้านทรายทองที่ฉันพยายามจะยัดเยียดให้มัน
   มันร้ายนี่หว่า
   และที่มันพูดมันหมายถึงใครก็ไม่รู้เพราะคนที่มันมองก็มีแค่ฉันกับน้องช่อ และอีกอย่างตัวมันเป็นอัลฟา มันคงไม่ชมพวกอัลฟาด้วยกันว่าน่ารักหรอกมั้ง
   ฉันเดาว่ามันต้องมาจีบน้องช่อแน่นอน ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นลิสต์ในใจของมัน ไม่เคยคิดว่าตัวเองหน้าตาดี ถึงแม้ว่าตอนนี้จะอยู่ในร่างเด็กหนุ่มหน้าตาโคตรหวานอย่างรักแรกพบก็ตาม
   ฉันต้องปกป้องอธิปไตยของน้องอย่างสุดฤทธิ์ และไม่สามารถทำภารกิจระดับชาติได้ด้วยตัวคนเดียว
   ไอ้สันขวานน้องรัก เอ็งรีบกลับมาที่ห้องเรียนบัดเดี๋ยวนี้ พี่ต้องการผู้ช่วย
   ว่าแล้วก็กดมือถือใต้โต๊ะจะไลน์หามันสักหน่อยแต่ยังไม่ทันได้สไลด์หน้าจอ หน้าไอ้สันขวานมาโผล่หน้าห้องแล้ว หน้าตาตื่นมาเลยด้วย
   “ขอโทษที่มาช้าครับ”
   “เข้าไปนั่งที่เลยสันตะวา อ้าว! ตะวัน ดีเลย ช่วงนี้ขยันมาเรียนนะเรา”
   หลังเสียงชมของอาจารย์ ไอ้ตะวันที่เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีตามน้องฉันมาติดๆ ก็ตอบยิ้มๆ
   “พอดีว่าที่เมียมาก็เลยอยากมาครับ”
   “มึงหุบปากเลย กูไม่ใช่เมียมึง!” ไอ้สันขวานกระแทกก้นนั่งกับโต๊ะแต่ปากยังแว้ดใส่ตะวัน
   “อ้าว มึงก็รู้ตัวมึงดีนี่หว่าว่าอนาคตต้องเป็นเมียกูแน่ๆ”
   “...”
   ดูเหมือนอาจารย์จะจนคำพูด ตะวันมันร้าย มันเป็นทายาทมาเฟีย ใครก็ไม่อยากหือกับมันแม้แต่อาจารย์เองก็เถอะ สุดท้ายอาจารย์ก็หันมาส่งสายตาปรามไอ้สันขวานให้เงียบปากแทน
   น้องคนกลางฉันเบ้ปากใส่ตะวันแล้วเมินมาทางฉัน พอมันเอี้ยวตัวถึงได้รู้ว่าเสื้อเชิ้ตของมันกระดุมหลุดด้วยเม็ดหนึ่งเลยทำให้เห็นตรงแถวๆ หัวนมมันมีรอยจ้ำแดง
   อ่า...เขินเลยฉัน
   ไม่ต้องทายใช่ไหมว่าที่ดาดฟ้าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมันสองคนบ้าง ไอ้น้องวามันยังจะโง่คิดว่าตะวันชอบน้องช่ออยู่ไหม เป็นตัวมันเองชัดๆ ก่อนที่มันจะห่วงน้องมันควรห่วงสวัสดิภาพตูดตัวเองก่อนเถอะนะ
   มานึกดูแล้วฉันก็หน้าซีดเมื่อหันไปสบตากับดรัณ
   มันยังมองมาทางนี้อยู่เลยอ่ะ!
   ส่วนไอ้ตะวันก็ยังสะกิดน้องวายิกๆ พอน้องมันหันไปมองตาเขียวมันก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้อย่างมีความสุขเหลือล้น สักพักไลน์ของฉันก็สว่างวาบในเก๊ะ
   คุณธนาคิมไลน์มาว่า
   ‘เราจะไปกินส้มตำกันกี่โมงดีน้องรัก ^-^’
   สิ้นหวังแล้ว!
   พวกฉันสามคนจะมาฮอตอะไรเอาพร้อมๆ กันตอนนี้วะ!

   ช่อศิลามักจะไปไหนมาไหนกับพี่ๆ เสมอ
   พี่ๆ ปากร้ายทั้งสองคนห่วงที่ตัวเขาบอบบางและกลัวน้องที่ไม่ค่อยมีปากมีเสียงจะถูกเขารังแกจนบางทีเขาเองก็อึดอัดและไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยสักคน
   แต่หลังๆ มานี้ทั้งพี่รักและพี่ช่อเริ่มไม่ค่อยมีเวลากันสักเท่าไหร่แล้ว
   วันนี้ตะวันมาตามกวนใจพี่วาถึงในห้องสมุด พยายามจะแย่งมือถือในมือพี่เขาไปเซฟเบอร์ตัวเองแล้วพิมพ์ว่า ‘ผัวกู’ ส่วนพี่รักก็นั่งหลับตามเคย ช่อศิลาเลยเดินไปดูหนังสือมาอ่านเล่นและเจอกับดรัณ เพื่อนใหม่ที่เพิ่งแนะนำตัวไปเมื่อเช้า
   เห็นดรัณถือหนังสือปราสาทเวทมนตร์ของฮาวล์ เล่มที่สร้างเป็นอนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิ เล่มที่เขาสนใจจะอ่านพอดีเลย
   “สนใจเหรอ?”
   “คือว่า ตั้งใจว่าจะอ่านอยู่เหมือนกันแต่นายยืมก่อนก็ได้”
   ช่อศิลารอได้ เขาเลยมองไปที่ชั้นหนังสือ ลองดูเล่มอื่นๆ บนชั้น แต่ดรัณก็ยังยืนอยู่ที่เดิมและถามเขา
   “เราอยู่ห้องเดียวกันใช่ไหม?”
   เขาพยักหน้าตอบรับ อีกฝ่ายเลยพูดต่อ
   “เราเพิ่งย้ายมาใหม่ ยังไม่มีเพื่อนเลย นายช่วยเป็นเพื่อนกับเราหน่อยสิ”
   “แต่ว่า...นายเป็นอัลฟาไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ไปคุยกับอัลฟาด้วยกันล่ะ กับตะวันก็ได้ นั่งอยู่ที่โต๊ะนั่นไง”
   ดรัณยักไหล่
   “ที่จริงคือ...เรารู้สึกถูกใจพี่ชายของนายน่ะ จะเป็นอะไรไหมถ้านายจะช่วยเราจีบพี่ชายนาย”
   “หา?”
   ช่อศิลาตกใจ
   ไม่เคยมีใครตั้งใจจีบพี่รักมาก่อนเพราะพี่ชายคนนี้ปากร้ายพอๆ กับพี่วาและก่อนที่จะความจำเสื่อมพี่เขายังหยิ่งมากถึงมากที่สุด ไม่คุยกับใครทั้งนั้น พวกอัลฟาในโรงเรียนส่วนใหญ่จะชอบโอเมก้าที่เรียบร้อย น่าทะนุถนอมมากกว่าและออกจะเหยียดๆ พวกสายเถื่อนอย่างพี่รักและพี่วา พวกเขาอยากให้เมียอยู่ใต้อาณัติของตัวเองเลยสนใจเขาและพยายามหาทางเข้าใกล้แต่ไม่สำเร็จเพราะพี่ชายทั้งสองช่วยกันกันท่าอย่างแข็งขัน ช่อศิลาเลยรอดจากปากเหยี่ยวปากกา หมาป่าใจทรามพวกนั้นมาได้จนถึงทุกวันนี้
   ดรัณ...
   นอกจากตะวันแล้วคนๆ นี้ดูแตกต่างจากอัลฟาคนอื่นๆ ที่เคยเจอมา เห็นพี่รักร้องปาวๆ ว่าให้ช่วยกันคุณธนาคิมให้หน่อย พี่เกลียดเขา
   ถ้าอย่างนั้นเขาช่วยส่งเสริมคนๆ นี้ให้พี่รักแทนก็แล้วกัน ดูท่าจะเป็นคนดีอยู่เหมือนกันนะ

10
   สันตะวาฮีท!
   ในที่สุดก็ถึงคราวมันเสียทีส่วนฉันกับน้องช่อคนดีไปโรงเรียนด้วยกันสองคน
   ฉันพยายามเกาะติดน้องเล็กไว้ ส่วนหนึ่งก็เพราะคืนวิชาให้อาจารย์ไปนานแล้ว ตอนนี้เรียนไม่ค่อยเข้าใจต้องใช้เวลาฟื้นฟูความจำอีกเยอะ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ที่สมัยเรียนก็ไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว พละก็ไม่เอาอ่าว ต้องอาศัยลอก เอ๊ย ขอให้น้องสอนให้
   อีกอย่างก็คือฉันหวง น้องช่อคนดีคนนี้บอบบางและน่าทะนุถนอมมาก ไม่ควรเจออะไรที่ทำให้ระคายผิวและกระทบกระเทือนจิตใจ แต่ฉันคงลืมไปว่าห้องของเรามีไอ้ตัวร้ายคู่ปรับของสันตะวาน้องรักอยู่
   ตะวันมาเรียนด้วย!
   “เมียกูล่ะ?”
   มาถึงก็ถามหาแต่ไอ้สันขวาน แต่เอ๊ะ รู้สึกว่าน้องฉันยังไม่ได้เป็นเมียมันเลยนะ ก็เจ้าตัวป่าวประกาศให้ฟังไม่รู้กี่รอบ ฉันจำได้
   ถึงในใจอยากจะกวนตีนมันแค่ไหนแต่ปากก็พูดออกไปไม่ได้ มันยิ่งเถื่อนๆ อยู่จะพกปืนมาเรียนหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาแค่เบาๆ ก็พอวะ
   “หมายถึงไอ้น้องวา?”
   มันทำหน้าเซ็งเลย ดีสม
   “เมียกูก็มีแค่ไอ้วาคนเดียว กูจะถามถึงใครล่ะไอ้เชี่ย! ถ้าคิดจะกวนส้นกูมึงไปฝึกมาใหม่เหอะ ชั่วโมงบินต่ำเตี้ยมาก นี่ถ้ากูไม่เห็นว่ามึงเป็นพี่เมียในอนาคตกูจับลากไปกระทืบจริงๆ ด้วย”
   แม่ง หุบปากเลยฉันแล้วก็หันไปสะกิดน้องช่อคนดีให้ตอบคำถามมันแทน
   “พี่วาฮีท”
   พอรู้ว่าไอ้น้องเลิฟของฉันแต่เป็นสุดที่รักของมันฮีทเลยมาเรียนไม่ได้ ไอ้ตะวันก็ทำหน้าเหม็นเบื่อโลกและสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้องเรียน
   หนีเรียนซะงั้น! ถุย ไหนรับปากพ่อว่าจะไม่ลอยชาย ไม่ขี้เกียจเรียนไงวะ
   ฟ้องพ่อแน่ หน้าอย่างเอ็งจะไม่มีวันได้เป็นน้องเขยของคนอย่างรักแรกพบหรอก!
   “ดูท่าตะวันจะรักพี่วาจริงๆ นะครับพี่”
   จู่ๆ น้องช่อก็เปรยขึ้นมาลอยๆ ฉันเองก็มองหน้าน้องที่ยิ้มตาหยีผ่านแว่นสายตาแล้วพยักหน้ารับ
   ไม่ค่อยอยากได้มันเป็นน้องเขยเท่าไหร่
   ก็ไอ้วาน้องรักก็ปากหมาอยู่แล้ว ขืนจับคู่กับไอ้ตะวันไม่ปากหมาคูณสองหรือวะ
   “อยากขวางมันจัง”
   น้องช่อเหล่ตามองฉัน
   “เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะพี่รัก ตอนนี้คุณธนาคิมรุกเข้าหาพี่จนได้เป็นแฟนแล้ว เย็นนี้ก็จะไปเดตกันด้วยนี่นา”
   อย่าพูดถึงได้ไหม ตอนนี้หัวใจมันหกคะเมนตีลังกาไปหมดละ ผู้ชายอะไรทำให้ฟินได้ทุกครั้งที่เจอกัน เฮ้อ!
   แล้วฉันก็อยากจะได้ความมั่นใจว่าน้องช่อจะยังไม่มีใครมาจีบ ลำพังตัวเองก็เอาตัวไม่รอด ไอ้ตะวันก็ดิบเถื่อนเกินไป แล้วฉันจะเอาเวลาที่ไหนมาคอยกันท่าช่วยน้องช่อคนดีล่ะ
   ความประเสริฐแต่แอบกวนเล็กน้อยของน้องช่อควรจะได้กับผู้ชายดีๆ สักคน
   “น้องช่อที่น่ารักของพี่ ยังไม่มีอัลฟาเถื่อนๆ ที่ไหนมาเกาะแกะน้องใช่ไหม?”
   น้องช่อยิ้มอย่างน่ารัก
   “ไม่มีหรอกครับ พี่ๆ ดุ”
   อึม ฉันกับไอ้สันขวานไม่ใช่หมานะยะ ดุอะไรกัน

   ฉันนั่งรอคุณธนาคิมพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคนและรถหนึ่งคันที่จะขับตามเราไปด้วย เขาส่งข้อความมาหาฉันว่าจะมารับที่โรงเรียน
   เรื่องไลน์ของฉันก็ไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไง ถามไปแล้วก็ไม่ตอบเลยขี้เกียจอยากรู้แล้ว เรื่องอย่างนี้มันสืบกันไม่ยากอยู่แล้วนี่
   แล้วรถฮอนด้าซิตี้สีดำคันหนึ่งก็แล่นมาจอดใกล้ๆ
   มันสะดุดตามากเพราะที่จอดรถของโรงเรียนไฮโซมีแต่รถหรูๆ ราคาหลายล้านจอดเต็มพรืดไปหมด หลายคนก็เลยหันไปมองเมื่อคนขับรถเปิดประตูรถลงมา
   คุณธนาคิมนี่หว่า?!
   คนเดียวกับผู้ชายสายเปย์ที่นั่งลีมูซีน มีรถลัมโบกินี่แน่เหรอ? แถมวันนี้ยังสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบ ทำไมวันนี้แต่งตัวลดเกรดลดอายุขนาดนี้ล่ะ?
   “ไปตลาดนัดกันไหม?”
   “หะ?”
   นี่คือเงื่อนไขที่เขาจะขอแทนคำขอโทษของฉันเหรอ? ไปตลาดนัดด้วยกันเนี่ยนะ
   “นี่คือตัวตนที่แท้จริงของพี่ ธรรมดา แต่งตัวง่ายๆ เดินตลาดนัดก็ได้ ก็ไม่รู้ว่าคุณหนูรักแรกพบจะพอเปิดใจรับคนบ้านๆ อย่างพี่ไว้พิจารณาได้หรือเปล่า”
   ฉันหุบยิ้มไม่ได้เลย
   ก็ตลาดนัดคือสถานที่เที่ยวสุดโปรดในใจของฉันเลยนี่นา ของกินอร่อยมีให้เลือกเยอะแยะ ข้าวของก็ราคาไม่แพงเหมาะกับคนรายได้ไม่มากอย่างฉันที่สุดเลย หรือต่อให้เป็นตอนนี้ที่ตัวเองได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวยล้นฟ้า ตัวฉันก็ยังจะขอทำตัวเหมือนเดิม ไม่อยากหลงระเริงไปกับข้าวของราคาแพงและเงินที่มันไม่ใช่ของๆ ฉัน
   ใครเลยจะรู้ว่าสักวันที่พวกเขารู้ความจริงว่าฉันไม่ใช่รักแรกพบ ฉันจะยังมีที่ยืนในบ้านกิตติธรอยู่หรือเปล่า
   “น้องรักคงไม่อยากไปใช่ไหม?”
   เขาเห็นฉันเงียบๆ เลยถามอีกครั้ง
   “เปล่าหรอกครับ ผมอยากไป”

   ตลาดนัดโลกโอเมก้าเวิร์สก็ไม่ต่างกับโลกที่ฉันจากมา
   ของที่ขายในตลาดนัดส่วนใหญ่เป็นของกินกับเสื้อผ้าผู้หญิง!
   ฉันนี่รีบปรี่ไปดูยกทรงคัพซีสีหวานจ๋อยทันทีทั้งที่ปกติมักจะใส่สีดำสุดเซ็กซี่มากกว่า ถึงจะไม่มีใครเห็นแต่ตัวเราก็รู้สึกได้จากอินเนอร์ของตัวเองล้วนๆ ฮิๆ
   “น้องรักเราน่ะเป็นโอเมก้าผู้ชายไม่ใช่เหรอ?”
   “อะไร? อย่าเพิ่งกวนสิจะเลือก” ฉันหันมาทำตาดุใส่คุณธนาคิม
   เขาทำหน้าเหวอแต่พวกบอดี้การ์ดของฉันที่ตามมาด้วยกับสาวๆ ที่โดนฉันเบียดแทบกระเด็นตอนรุมกะบะยกทรงลดราคาทำหน้าตกใจมากกว่า
   “คือว่า...จะซื้อก็ไม่ว่าหรอกนะมันเป็นรสนิยมของแต่ละคนพี่ก็เข้าใจ แต่น้องน่ะมีนมให้ใส่ด้วยเหรอ?”
   ฉันอึ้งไปและนึกขึ้นได้ว่าเออ...ตอนนี้ฉันอยู่ในร่างโอเมก้าผู้ชาย ไม่ใช่โอเมก้าผู้หญิงนี่หว่า!
   ยกทรงไม่จำเป็นสำหรับฉัน!
   “เอ่อ...”
   อายวุ้ย จะแก้ตัวยังไงดีวะเนี่ย?!
   เอางี้แล้วกัน ไปน้ำขุ่นๆ เลย
   “ก็จะซื้อไปฝากพวกเมทสาวๆ ที่บ้าน สวยดีออก”
   คุณธนาคิมพยักหน้ารับ
   “แหม ใจดีจัง”
   “ผมใจดีอยู่แล้วละลุง” ฉันออกตัว แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนเสียงดังแล้วหันไปคุ้ยเลือกไซส์ยกทรงมั่วๆ แล้วส่งให้คนขายไปหลายตัว
   “แล้วทำไมถึงใจร้ายกับพี่จังละครับ?”
   เพื่อนสนิทของพ่อที่วันนี้ดูเด็กกว่าเดิมไปเป็นกองถามยิ้มๆ
   ฉันแทบหน้าหงาย ได้ยินเสียงคนรอบข้างกรี๊ดกร๊าดกันลั่นกับคำพูดหวานเลี่ยนของอัลฟาหนุ่มรูปหล่อ
   โอย...หัวใจฉัน
   ห้ามใจอ่อนกับเขาเด็ดขาดเลยนะ!   
   หลังจากได้ชุดชั้นในครบทุกสีที่ไม่รู้ว่าพวกเมดจะใส่ได้ไหมมาหอบใหญ่ ท้องฉันก็เริ่มหิวแล้ว จะกินอะไรดีนะ?
   “ก๋วยเตี๋ยวไหม?”
   คุณธนาคิมถาม ฉันเองก็คิดว่ามาตลาดนัดทั้งทีก็ต้องลองพวกก๋วยเตี๋ยวน้ำตกสิ
   โดยเฉพาะบะหมี่หมูน้ำตก พิเศษอย่างที่ไม่เคยพิเศษที่ไหนมาก่อน สูตรฉันเอง
   “หมูน้ำตก!”
   “ตกลง”
   พวกเราลงนั่งโต๊ะ ฉันสั่งบะหมี่หมูน้ำตกพิเศษอย่างที่ไม่เคยพิเศษที่ไหนมาก่อนและสาดพริกกระจาย ปรุงให้แซ่บสุดๆ อย่างไม่กลัวแสบท้องกันเลยทีเดียวส่วนคนเลี้ยงกลับกินบะหมี่ลูกชิ้นอย่างเดียว ไม่ปรุงเพิ่มเลย
   “กินอย่างกับเด็ก”
   ฉันได้ทีเลยล้อสักหน่อย ตอนนี้เรานั่งกันอยู่แค่สองคน บอดี้การ์ดของฉันไปนั่งเหงื่อแตกอยู่อีกโต๊ะโน่นเพราะดันใส่สูทเต็มยศมา จะเป็นลมแล้วมั้ง ช่วยไม่ได้ ตัวฉันเองก็เพิ่งรู้พร้อมๆ กันนี่ละว่าจะมาเที่ยวตลาดนัดไม่ใช่ห้างสรรพสินค้าอย่างที่คิดไว้ทีแรก
   “น้องรักเถอะปรุงเยอะอย่างนี้ระวังโรคกระเพาะนะครับ”
   “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะลุง แต่ชอบกินเผ็ดๆ น่ะอร่อยดี”
   ฉันยิ้มแป้นแล้วลูกกะตาก็เหลือบไปเห็นน้ำแข็งไสร้านข้างๆ
   “เอาน้ำแข็งไสด้วยไหม?”
   เขาถามหลังจากเห็นสายตาละห้อยของฉัน
   “เอาๆ ลุงกินด้วยไหมเดี๋ยวไปสั่งให้”
   “เอาสิ”
   “เอาอะไร สองอย่างเลยไหมหรือจะกินซาหริ่ม น่ากินนะ”
   คุณธนาคิมพยักหน้าแล้วส่งเงินให้ ฉันดีใจรีบวิ่งไปสั่งน้ำแข็งไส เมนูเดิมคือมันกับลูกชิดราดน้ำแดงนมข้นหวานและสั่งซาหริ่มให้คุณชายที่มาด้วยกันจากนั้นก็ตะโกนถามบอดี้การ์ดที่ปาดเหงื่อกันอย่างน่าสงสาร ถอดเสื้อสูทวางที่ตักกันแล้ว คราบเหงื่อที่รักแร้นี่เป็นวงเชียว
   สั่งเสร็จก็มานั่งรอ พอของกินมาก็นั่งกินอย่างมีความสุข
   “น้องรักยิ้มตลอด ชอบหรือครับ?”
   “ลุงก็ยิ้ม ดูมีความสุขเหมือนกันนะ”
   คุณธนาคิมพยักหน้า
   “ชีวิตที่ต้องใส่หน้ากากอยู่ในสังคมไฮโซมันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะ คนที่เข้ามาทำดีกับเราบางทีเราก็แยกไม่ออกว่าเป็นเพราะผลประโยชน์หรือจริงใจกับเรากันแน่ มองโลกในแง่ดีเกินไปก็อยู่ยาก มองโลกในแง่ร้ายก็ทำให้กลายเป็นเห็นแก่ตัวไป บางทีก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ”
   “อึม ลุงก็พูดดีนะ จริงใจดี คนอื่นเขาจะมองยังไงก็เรื่องของเขาเถอะ เรารู้ว่าเราเป็นยังไงก็พอแล้วนี่” ฉันยักไหล่ “ครั้งหน้าเราไปกินส้มตำกันไหม?”
   “ป้าจะเลี้ยงลุงเหรอ?”
   “เลี้ยงก็ได้ เลี้ยงมาเลี้ยงกลับไม่โกง เราไม่ควรให้ผู้ชายเลี้ยงฝ่ายเดียวอยู่แล้วนี่นา”
   “ฮ่าๆๆ ไม่ปฏิเสธจะมาเป็นป้าให้ลุงเลยนะ อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันถือว่าคืบหน้า”
   “แหม ก็อายุพอๆ กันเรียกป้าน่ะถูกแล้ว เฮ้ย! พูดเล่นๆ ขอโทษครับ”
   “ไม่เป็นไร เห็นน้องรักสนุก เลิกตั้งกำแพงใส่พี่ก็โอเคแล้ว กินน้ำแข็งไสเสร็จแล้วถ้าไม่เดินดูของต่อก็กลับกันเถอะ มีการบ้านใช่ไหม?”
   “ครับ แล้วก็น้องวาฮีท เป็นห่วงน้องเหมือนกัน ว่าจะหาขนมไปฝากแต่เด็กสองคนนั้นคงไม่เคยกินของแบบนี้ จะไม่กล้ากินกันเปล่าๆ”
   คุณธนาคิมเลิกคิ้ว
   “แต่น้องรักก็กินได้นี่นา”
   ฉันชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบยิ้มๆ
   “ก่อนหน้านี้ผมก็อาจจะกินไม่ได้ก็ได้ ตอนนี้ความจำเสื่อมไง ก็เหมือน...คล้ายกับคนที่เคยรอดตายมาอย่างหวุดหวิดมั้ง อยากทำอะไรถ้าไม่ทำให้ใครเขาเดือดร้อนผมก็อยากลอง ชีวิตคนเรามันสั้นนะ”
   “ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม งั้นวันหยุดเราไปกินส้มตำกัน”
   “ผมเลือกร้านเองนะ”
   “ไม่ได้ ผมต้องเป็นคนเลือก”
   “เอางั้นก็ได้”
   ฉันยิ้ม รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อย
   คุณธนาคิมก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เขาไม่ได้จ้องแต่จะลามกใส่ฉัน ไม่ได้เป็นพวกอวดรวยและดูถูกคนอื่นแถมยังมีข้อดีตรงที่ว่าเขาเป็นคนนอก บางครั้งฉันก็สามารถพูดอย่างที่ใจคิดออกมาได้บ้าง ได้ระบายความในใจออกมาฉันเองก็หายเครียดด้วย
   ฉันไม่สามารถไปเลือกยกทรงต่อหน้าพวกเด็กๆ และคุณกันต์ได้เพราะพวกเขาต้องสงสัย จะขยับตัวทำอะไรก็ต้องระแวดระวังไปหมด มันอึดอัดจริงๆ ยิ่งฉันเคยเป็นผู้หญิงแถมอายุก็เข้าเลขสามแล้วแต่ต้องมาอยู่ในร่างเด็กหนุ่มวัยทีนมันก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ลำบากมากเลยน่ะสิ
   ว่าแต่...
   ฉันหันไปมองใบหน้าหล่อเหลาของคุณธนาคิมที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ
   ฉันเพิ่งชวนเขากินส้มตำ
   ฉันทำอะไรลงไป!
   ไหนว่าจะพยายามหลีกหนีจากเขาแต่กลับชวนเขาไปกินส้มตำ นี่เขาจะคิดว่าฉันกำลังอ่อยเขาอยู่ไหมวะเนี่ย!

11
   งานวันเกิดของสามแฝดแห่งบ้านกิตติธรมีแขกมาร่วมงานแค่สามคน!
   จะต้องการความเป็นส่วนตัวมากไปหน่อยไหมพ่อจ๋า
   ฉันไม่อยากจะเชื่อแต่ไอ้สันขวานกับน้องช่อคนดีต่างก็ช่วยกันยืนยันว่าพ่อไม่ค่อยมีเพื่อนสนิทมากนัก คนที่ติดต่อธุรกิจด้วยถือเป็นเพื่อนร่วมงาน พ่อไม่คิดจะพาใครให้มารู้จักกับคนที่บ้าน
   งั้นก็แปลว่าคุณธนาคิมนี่นับว่าสนิทสุดๆ แล้วน่ะสิ
   ระหว่างพวกเรานั่งกินอาหารอยู่กับพวกบอดี้การ์ดและเมด พ่อก็กวักมือเรียกคุณธนาคิมและตะวันเข้าไปคุยในห้องทำงาน คนชอบเผือกเรื่องชาวบ้านอย่างฉันหันไปเห็นพอดีก็เลยบอกน้องๆ
   “ไปฟังกันไหมว่าเขาคุยอะไรกัน?”
   “มึงนี่ขี้เสือกไม่เบานะพี่ตั้งแต่ความจำเสื่อมมาเนี่ย”
   ปากไอ้น้องคนกลางมันก็ยังเสียไม่เปลี่ยนแต่ฉันชินซะแล้วอ่ะ ก็ทำไมถึงจะอยากรู้ไม่ได้ล่ะ โดนเรียกเข้าห้องทั้งสองคนก็คงไม่พ้นเรียกคุยเรื่องของฉันกับไอ้สันขวานนั่นแหละ
   “ไม่ดีมั้งครับพี่รัก”
   “ไม่อยากรู้ก็ตามใจ” ฉันยักไหล่ “พี่ไปคนเดียวก็ได้”
   แล้วฉันก็ลุกออกมาจากห้องเลยแล้วตรงไปที่ประตูห้องทำงานของพ่อที่เหมือนจะจงใจแง้มไว้นิดๆ เฝ้ารอให้คนอย่างฉันไปเผือกสินะ
   พ่อเรานี่ฉลาดไม่เบา รู้ทันไปหมดอ่ะ
   สักพักฉันก็เห็นเงาจากข้างหลัง หันไปดูก็ยักคิ้วให้สองแฝดที่ตามมาจนได้ แม่งก็อยากรู้เหมือนกันนี่หว่า พอพี่มันออกหน้าให้ก่อนนี่ตามมาเชียวนะ
   “ฉันจะตามพฤติกรรมของแก...เจ้าคิม และเธอ...ตะวัน” ได้ยินเสียงพ่อพูดเสียงเข้มผิดกับนิสัยร่าเริง หัวเราะร่วนที่ฉันเห็นมาก่อนหน้านี้ลิบลับ
   แสดงว่าจริงจังมาก
   “เจ้าคิม ต่อให้แกเป็นรุ่นน้องฉัน เป็นคู่แห่งโชคชะตาของรักแต่ถ้ายังเจ้าชู้ ขี้หลี” แล้วดวงตาเซ็กซี่ก็หันมามองตะวันที่ดูสงบเรียบร้อยอย่างผิดปกติ “ส่วนเธอถ้ายังลอยชาย ขี้เกียจเรียน ฉันก็ไม่รับพิจารณาเป็นลูกเขยหรอกนะ และอย่าให้รู้ว่ามาแตะลูกฉันก่อนแต่ง ถลกหนังหัวเรียงตัวแน่!”
   “ครับ” สองหนุ่มอัลฟารับคำเสียงหนักแน่น
   สรุปว่านี่พ่อกำลังเปิดทางให้คุณธนาคิมและตะวันเปิดตัวจีบลูกๆ ตัวเองได้อย่างเป็นทางการเรอะ
   “แล้วก็ตะวัน...ฉันถามจริงๆ เธอชอบสันตะวาหรือช่อศิลากันแน่?”
   ฉันกับน้องช่อยิ้มให้กันส่วนไอ้สันขวานทำหน้าเบื่อหน่ายแต่ตัวมันดันมายืนฟังอยู่หน้าสุดเลย
   “ทำไมถึงถามอย่างนี้ละครับ?”
   พ่อหัวเราะ
   “ก็เจ้าวาบอกว่าคนที่เธอมาตามจีบคือลูกช่อ ฉันเองก็ไม่ได้ตามไปดูลูกๆ ถึงโรงเรียนก็เลยอยากจะถามให้แน่ใจ”
   “ผมรักสันตะวาครับ รักมาจะสามปีแล้ว”
   นั่นไง!
   ไอ้สันขวานเลือดขึ้นหน้าหรือไงไม่รู้มันเปิดประตูผัวะเข้าไปในห้องเลย คนข้างในก็รู้หมดหรอกว่าพวกเรามาแอบฟัง ไอ้น้องโง่!
   “พ่อมันโกหก มันแหล เชื่อไม่ได้!”
   ไอ้สันขวานมันโวยวายลั่นห้อง
   “ส่วนผมกับน้องรักก็ตกลงเป็นแฟนกันแล้วครับ”
   เฮ้ย พูดออกมาทำไม มันเป็นแค่อาการฮีทพาไป ไม่มีอะไรทั้งนั้น!
   “ไม่ใช่!”
   “พ่อไปเออออกับมันทำไม ไม่รู้เหรอว่าไอ้ตะวันจัญไรมันหวังจะเคลมน้องช่อของพวกเราอยู่ มันไม่ใช่คนดี!”
   “พี่ว่าตะวันชอบน้องนะสันขวานเอ๊ย สันตะวา” ฉันบอก
   “หะ! มันกะควบสองเหรอ ไอ้ชั่ว!”
   ฉันจนคำพูดและทุกคนในห้องต่างก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
   มันฉลาดนะ น่ารักน่าหยิกด้วยแต่แม่งเรื่องความรักมันโง่เกินเยียวยาล่ะ

   หลังจากนั้นฉันก็ถูกเรียกไปซักฟอกพร้อมกับคุณธนาคิมต่อ เรื่องราวจึงเลยตามเลย คบก็คบแต่ฉันจะแกล้งเลวใส่ให้เลิกคบแทบไม่ทันเลยต่อจากนี้น่ะ พอออกมาจากห้องทำงานก็เห็นน้องช่อนั่งรออยู่ที่ห้องโถงส่วนตะวันกับไอ้น้องคนกลางซึ่งเป็นมวยถูกคู่ ด่ามาก็ด่ากลับ ยิ่งเห็นยืนเถียงกันยิ่งจิ้นมาก บอกเลยว่าขอพายเรือวันวาอยู่เงียบๆ แอบเชียร์อย่างมีความสุขแต่ให้เจ้าตัวมันรู้ไม่ได้เดี๋ยวมันเบิ้ดกะโหลกเอา ต่อให้ใครไม่จิ้นฉันก็จะต่อแพข้ามไปเอง ก็ไอ้ตะวันเดินตามน้องต้อยๆ ถ้าสิงร่างได้คงสิงแล้วละ ไอ้สันขวานก็ดูน่าสงสารปนน่ารัก มันเดินหนีจนไม่มีที่จะหนีแล้ว หน้าชิดกันจนแทบจะโดนปากกันแล้วมั้ง แต่ฉันควรสงสารตัวเองมากกว่า
   จู่ๆ ก็มีแฟนโดยไม่รู้ตัวซะได้
   เฮ้อ
   หลังจากย้ายจากห้องอาหารมาที่ห้องคาราโอเกะ พ่อก็ประกาศว่าของขวัญวันเกิดของพวกเราปีนี้คือทริปทัวร์เกาหลีใต้สี่วันสามคืนพร้อมพ็อคเกตมันนี่อีกไม่อั้น!
   “เย้! อยากไปๆๆ”
   ฉันกระโดดดีใจจนตัวลอย เกิดมายังไม่เคยได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย แถมยังเป็นเกาหลีใต้ด้วย จะได้ไปเหล่หนุ่ม ซื้อเครื่องสำอาง กินกิมจิถึงถิ่น ฟินลืมโลกแล้วเรา!
   “แต่จะไปตอนนี้ไม่ได้ เพิ่งเปิดเทอม ไว้รอช่วงปีใหม่แล้วกัน” พ่อสรุป
   อาการดีใจแล้วมานั่งเซ็งตอนที่รู้ว่ายังไปตอนนี้ไม่ได้ทำให้ไอ้สันขวานแซว
   “มึงดีใจเวอร์ไปเปล่า ทำยังกับไม่เคยไป นี่รอบที่สามแล้วมั้ง”
   “ก็ไม่เคยไปน่ะสิ อุ๊บ!”
   สายตาพ่อมองมาอย่างแปลกใจ เขายิ่งฉลาดอยู่ด้วย ฉันก็เลยรีบกลบเกลื่อน
   “ก็ความจำเสื่อมนี่นา ใครจะไปจำได้ล่ะว่าเคยไปมาแล้วน่ะ”
   “นั่นสิ” น้องช่อคนดีของพี่ก็ช่วยเสริม
   ขอบคุณน้องรักไม่เหมือนไอ้คนกลาง จะพาฉันลงเหวแล้วไหมล่ะ!
   “แล้วความทรงจำจะกลับมาเมื่อไหร่นะ” พ่อเปรยขึ้นมาลอยๆ แต่เขาคงไม่รู้หรอกว่าฉันรู้สึกยังไง ได้กลับมาฉลองอายุครบสิบเจ็ดอีกครั้งแต่กลับไม่มีความสุขเลย
   ทั้งหวาดกลัวว่าเขาจะรู้ความจริง ทั้งรู้สึกไม่ปลอดภัย ฉันกำลังโกหกพวกเขา รู้สึกผิดบาปในใจ มันเกาะกุมใจฉันตลอดมา
   ฉันควรจะทำยังไงดี?
   นั่งร้องเพลงไปได้อีกหน่อยฉันก็ขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำแต่ที่จริงตั้งใจจะมาเดินเล่นที่สวนใกล้ๆ กับสระว่ายน้ำแต่ก็มีมารผจญจนได้
   คุณธนาคิมเดินตามมาด้วย เขาเห็นฉันหน้าเครียดๆ ก็ถาม
   “กังวลเรื่องความทรงจำเหรอ?”
   เก่งอ่ะ ทายถูกด้วย
   “ก็ใช่”
   เขายิ้มที่ตัวเองทายถูก
   “ที่จริง พี่ไม่อยากให้น้องรักได้ความทรงจำคืนมาเลย ที่น้องเป็นอยู่ตอนนี้ก็ดีอยู่แล้ว”
   มาแปลกแฮะ
   “หมายความว่าคุณชอบแบบที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้เหรอ?”
   “ใช่ น่ารักดี”
   ถูกชมตรงๆ ฉันก็หน้าแดงไปสิ เห็นว่าเขาจริงใจแถมพูดดีหรอกนะฉันก็เลยสารภาพเรื่องที่ทำผิดกับเขาไว้เรื่องหนึ่ง
   “ขอโทษนะครับที่คืนของไป”
   “อึม ที่จริงก็เฟลเหมือนกัน คุกกี้น่ะตั้งใจทำมากเลยนะ”
   “ก็..ตอนแรกไม่อยากให้คิดว่า”
   “มีใจให้?” ดูเหมือนเขาจะรู้แฮะ “ตั้งใจจะปฏิเสธพี่จริงๆ สินะ คิดว่าพี่เจ้าชู้ ขี้หลีจริงๆ ใช่ไหม?”
   “ก็...” ฉันก้มหน้างุด
   จริง...
   และที่สำคัญกว่านั้น เรื่องที่บอกไม่ได้ก็คือตัวฉันไม่ใช่รักแรกพบนี่ละ
   “พี่ไม่สัญญาแต่จะทำให้ดู ถ้ารู้สึกผิดจริงๆ พรุ่งนี้ก็ไปกินข้าวด้วยกันก็พอ”
   นั่นไงเงื่อนไขมาล่ะ ฉันคิดจะปฏิเสธแต่ไม่ทันได้พูดเพราะได้ยินเสียงคนทะเลาะกันพอดีเลยวิ่งไปดูด้วยความเผือกล้วนๆ ไม่มีสิ่งอื่นแอบแฝงเลยจริงๆ
   นั่นไงตะวันกับไอ้น้องวากำลัง..เอ่อจูบกันอยู่ในสระว่ายน้ำ
   ดูดดื่มด้วย!
   เฮ้ย นี่มันอะไรกันวะ?
   คุณธนาคิมรีบเอามือมาปิดตาฉันไว้และคอยห้ามไม่ให้ฉันพุ่งเข้าไป
   “น้องฉัน! ถ้ามันทำอะไรไอ้สันขวานมากกว่านี้ล่ะ”
   “แล้วคุณกล้าเข้าไปห้ามจริงๆ เหรอ? ถ้าน้องคุณกับตะวันรักกันจริงๆ และสมยอมกันล่ะ? รอดูไปก่อน”
   ฉันเริ่มคล้อยตามเพราะไม่อยากโดนไอ้สันขวานด่า เกิดมันอยากให้เขาจูบขึ้นมาล่ะ ฉันก็เสือกเรื่องของมันเต็มๆ ตีนเลยสิ
   ใช่ โดนตีนไอ้ตะวันแน่ หมูเขาจะหามดันเอา(คนขึ้น)คานเข้าไปสอด
   ขณะกำลังลังเลฉันก็ได้ยินเสียงน้องฉันด่า
   “แม่ง ไอ้ชั่ว จูบแรกของกู กูเกลียดมึงไอ้ตะวันจัญไร!”
   คุณธนาคิมเอามือออกจากตาฉัน แล้วฉันก็เห็นไอ้สันขวานรีบปีนขึ้นบันไดสระว่ายน้ำแล้วหนีเข้าบ้านไปเลยส่วนไอ้คนชั่วแม่งก็ยังยืนยิ้มปลื้มปริ่มเสียเหลือเกินอยู่ในสระว่ายน้ำที่เดิมนั่นแหละ
   แม่งมันร้ายว่ะ!

   เรื่องราวก่อนหน้านั้น
   สันตะวาเดินหนีตะวันจนเหนื่อย มันเล่นตามติดเป็นสัมภเวสีไม่มีญาติเลยเชียว คอยดูเถอะจะเรียกหมอผีมาปราบมันสักวัน หรือจะหยิบไบกอนมาฉีดใส่มันดี
   ไอ้ยุงกวนใจ!
   “เชี่ย! วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่มึงจะได้มาเหยียบบ้านกูเพราะกูจะไม่ให้มึงมาอีก”
   ตะวันยักไหล่ ยิ้มทีออร่ากระจายแต่คนอย่างสันตะวาไม่หลงมันหรอก
   “กูไม่มาก็ได้แต่มึงต้องไปบ้านกูแทน แลกกันไหมล่ะ?”
   “ทำไมกูต้องไป กูเกี่ยวอะไรกับมึงวะครับ?”
   “ก็มึงเป็นเมียกู อนาคตก็ต้องแต่งไปอยู่กับกูอยู่แล้วนี่ ไม่ไปสำรวจดูก่อนละ กูให้ดูถึงห้องนอนได้เลยนะ หรือมึงจะลองนอนดูก็ได้นะเมีย”
   “กูไม่ได้เป็นเมียมึง มึงมันชั่วกะจะเคลมทั้งกูทั้งน้อง อย่าอยู่เลยมึงไอ้ตะวันจัญไร!”
   สันตะวากระโจนเข้าใส่ตะวันที่อ้าแขนรอรับอย่างมีความสุข ทั้งสองคนตกลงไปในสระว่ายน้ำ ฝ่ายโอเมก้าหนุ่มน้อยก็ฮึดสู้สุดชีวิต ตะวันก็ทำแค่ปัดป้องพอเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ ต่างคนก็หันมาจ้องหน้ากัน
   ตะวันยิ้มและรวบตัวสันตะวาเข้ามากอดแล้วมอบจูบแรกในชีวิตให้คนในอ้อมแขน สันตะวาคนดื้อดิ้น พยายามจะอ้าปากด่าตอนที่อีกฝ่ายถอนจูบออกไปแต่กลายเป็นว่าตะวันมันดันจูบเขาได้ถนัดมากขึ้นแล้วยังกวาดลิ้นตอดเข้ามาเกี่ยวลิ้นเขาไว้จนแทบเคลิ้มไปเลย
   ทำไมเขาต้องเคลิ้มด้วยวะ?
   “อย่า ตะวัน”
   เสียงห้ามปรามช่างแผ่วเบาเหลือเกิน
   “ทำไมมึงน่ารักอย่างนี้วะ กูทนไม่ไหวแล้วล่ะ ขอจูบมัดจำมึงไว้หลายๆ รอบก่อนแล้วกัน ถือว่ากูถนอมมึงมากแล้วนะเนี่ย”
   ริมฝีปากของตะวันยังดูดดึงอยู่รอบๆ ปากเล็กนุ่มนิ่มของสันตะวาที่หอบหายใจไร้เรี่ยวแรง ปรือตามองตะวันด้วยใบหน้าแดงก่ำ
   “กูรักมึง รักคนเดียว ต่อไปนี้ห้ามสับสนอีกแล้วนะเพราะกูเอาจริง”
   แล้วตะวันมันก็ย้ายไปไซ้ซอกคอต่อ สันตะวาได้ยินเสียงมันพึมพำเสียงสั่นพร่า
   “กูโคตรมีความสุขเลยว่ะเมีย”
   เมีย?!
   โคตรแสลงหู เกลียดจังกูขอซื้อมันไปทิ้งลงทะเลได้ไหมวะ นี่กูยอมให้มันจูบได้ไงวะ สันตะวาเลยรวบรวมแรงที่เหลือแล้วผลักตะวันออกห่างแล้วด่ามันก่อนจะหนีเข้าบ้าน
   “แม่ง ไอ้ชั่ว จูบแรกของกู กูเกลียดมึงไอ้ตะวันจัญไร!”
   แม่งปล้นเฟิร์สคิสกู!

12
   อาการฮีทของช่อศิลาหายแล้ว นายสันตะวาคนแมนแต่ที่จริงกำลังแอบป๊อดเลยมีเพื่อนไปเรียนด้วยกัน อย่างน้อยเจ้าตัวก็สบายใจไปเรื่องหนึ่ง เขาจะได้ไม่ต้องผจญกับเจ้ากรรมนายเวรที่มาในรูปแบบของอัลฟาอย่างไอ้ตะวันด้วย
   สองพี่น้องจำต้องทิ้งให้พี่ชายคนโตนอนอยู่กับบ้านโดยให้พวกเมดคอยดูแลแทนทั้งที่ในใจก็นึกห่วง
   รักแรกพบความจำเสื่อม นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวต้องเจอกับอาการฮีท แถมพี่มันยังฮีทได้เสื่อมมาก หน้าไม่อายที่สุดอ่ะ
   ร้องงี้ดๆ หาแต่คุณชายธนาคิม!
   เรียกร้องให้เขามาจูบอยู่ได้ จะบ้าตาย กลางดึกยังละเมอเสนอตัวให้อีกแน่ะ ดีนะที่มันอยู่กับบ้านและไม่มีคนนอกมาเห็นพฤติกรรมของมัน มันคงไม่อายแต่สันตะวาอายแทนมากครับ
   ขี้เกียจทนฟังพี่มันร้องครวญครางหาผู้ชาย สันตะวาคนขยันเลยยอมไปเรียนอย่างเต็มใจแม้ว่าลึกๆ แล้วจะมีความกลัวว่าจะต้องเจอไอ้ตะวันมาคอยวุ่นวายอีก
   มานึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่ตะวันมันเดินหนีไป มันคงไม่โผล่หน้ามาให้เขาเห็นอีกหรอก ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวมันอีกแล้ว

   “คุณหนูคะ”
   ฉันปรือตามอง รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ถูกปลุกแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้หลับลึกก็ตามแต่ก็ใกล้จะหลับอยู่แล้วเชียว
   หรือจะถึงเวลากินยา? ไม่สิ เพิ่งกินไปหลังมื้อเช้าแหม่บๆ พวกเมดสาวๆ สวมกระโปรงฟูฟ่อง หุ่นดีจนน่าหมั่นไส้จะมาปลุกอะไรตอนนี้เล่า
   “คือว่า ขอโทษด้วยนะคะ คือคุณธนาคิมมาเยี่ยมน่ะค่ะ”
   ธนาคิม?
   เพื่อนพ่อ? คู่แห่งโชคชะตา? คนที่ฉันกำลังคิดถึงใจจะขาดทั้งที่อีกใจก็อยากจะอ้วกกับความคิดของตัวเองเหลือเกิน? เขามาทำไม?
   “คุณธนาคิมฝากของมาให้ค่ะ แต่เราให้เขาเข้ามาเยี่ยมคุณหนูตอนนี้ไม่ได้”
   น้ำเสียงของเมดสาวดูกลัวๆ คงคิดว่าฉันอาจจะตำหนิเธอที่ไม่ยอมให้คู่แห่งโชคชะตาเข้ามาหา แต่ฉันไม่โกรธเธอหรอก ขืนคุณชายธนาคิมเข้ามาในห้องตอนนี้ฉันได้โดดไปจูบเขาสิ ขายขี้หน้าตายชัก ไม่เจอกันน่ะดีแล้ว
   “แต่คุณธนาคิมฝากของไว้ให้คุณหนูด้วยนะคะ” เสียงเมดสาวคนงามยังเจื้อยแจ้วต่อไป
   “ของอะไร? ไหนเอามาดูหน่อย”
   ก็เหมือนกับเด็กนั่นแหละ ถึงเนื้อในฉันจะเป็นคนแก่ที่เอ่อ...แก่กว่าคุณธนาคิมเสียอีกแต่ฉันก็ยังทำตัวเหมือนเด็ก อยากรู้อยากเห็นจนทนไม่ไหวว่าคุณธนาคิมเอาของอะไรมาให้ฉันกันแน่
   ไม่ได้อยากได้หรอกนะแต่อยากเห็นล้วนๆ
   สักพักเมดสาวก็เดินกลับเข้ามาในห้อง ฉันลุกขึ้นนั่งจ้องมองของในอ้อมแขนเมดสาว
   ตุ๊กตาคุณหมีสีน้ำตาลหนึ่งตัวและช่อดอกกุหลาบสีแดงสดหนึ่งช่อใหญ่ นอกจากนั้นเมดอีกคนยังถือคุกกี้อัลมอนด์บรรจุในถุงใสผูกริบบิ้นสวยๆ ถุงใหญ่มาให้ด้วย
   ตกลงว่าให้มาทั้งตุ๊กตา ช่อดอกไม้และคุกกี้ จะเลือกเอาอะไรสักอย่างไม่ได้หรือวะ แม่งหลายใจตั้งแต่เริ่มเลยนี่หว่า
   “มีการ์ดแนบมากับช่อดอกไม้ด้วยค่ะคุณหนู”
   ฉันเลยชูมือออกไปรับช่อดอกกุหลาบสีสวยมาดู ในการ์ดเขียนว่า

   มอบให้แทนความคิดถึง ไม่รู้ว่าน้องรักชอบอะไรแต่เด็กๆ น่ะชอบตุ๊กตากันทุกคนนั่นละ ช่อดอกไม้ก็เป็นของเยี่ยมไข้ที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง และ...คุกกี้ที่มอบให้พี่ทำเองเลยนะ เห็นไหมว่าถ้าอยู่กับพี่ไม่มีวันอดตายแน่นอน แล้วพี่จะโทรหานะครับ
                              พี่คิม

   ยอมรับเลยว่าหัวใจเต้นอยู่เหมือนกัน ถึงจะคิดว่าช่อดอกไม้มันสิ้นเปลืองแต่มันก็สวยมากจริงๆ ตุ๊กตาฉันก็ว่ามันน่ารักดีส่วนคุกกี้นี่ของโปรดเลยแถมยังเป็นของโฮมเมดอีก ลองคิดดูว่าเขาทำเองเลยนะ จะจริงหรือหลอกฉันก็คงหาโอกาสหลอกให้เขาแสดงฝีมือการทำขนมให้ฉันกินได้อยู่หรอกนะ
   ส่งคืนไปดีไหมนะ ขืนรับไว้เขาอาจจะคิดว่าเรามีใจให้น่ะสิ
   “ส่งคืนไป”
   “แต่ว่า...”
   ฉันจ้องหน้าพวกเมดนิ่ง สายตาดุๆ ทำให้พวกหล่อนเงียบและรับช่อดอกไม้กลับไป
   “ฉันจะนอนล่ะ ถ้าไม่ใช่พวกน้องๆ กลับมาหรือโทรศัพท์จากพ่อไม่ต้องเรียกนะ”
   ฉันบอกแล้วก็คว้าผ้าห่มมาคลุมตัวนอนทั้งที่ยังเสียดายคุกกี้อยู่เลย
   มันจะอร่อยไหมนะ?

   สันตะวาได้ยินเขาลือกันว่านายหัวเกรียนที่โดนสันตะวาแทงเข่าไปโดนกระทืบจนเข้าโรงพยาบาล นี่ตกลงเป็นฝีมือไอ้ตะวันจริงๆ หรือวะ มันไปทำร้ายหมอนั่นแค่เพราะมันมาจีบเขาเนี่ยนะ
   หึงโหด!
   ไม่สิ
   สันตะวาส่ายหน้า
   มันไม่ได้มาชอบเขาสักหน่อย มันชอบไอ้วาต่างหากจะมาหึงหวงเขาทำไมกัน?
   “พี่วา”
   สันตะวาสะดุ้ง หันมาหาช่อศิลาที่สะกิดเรียกเขา เอียงคอมองลอดแว่นอย่างน่ารัก
   “อะไร?”
   คนกำลังคิดอะไรเพลินๆ
   “เห็นทำหน้าแปลกๆ เดี๋ยวก็ตาโต สักพักก็คิ้วขมวดเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”
   “เปล่า”
   สันตะวาคนแมนจะกล้าตอบหรือว่ากำลังคิดเรื่องของไอ้ตะวันอยู่อ่ะ น้องมันยิ่งเข้าใจว่าไอ้อัลฟาเฮงซวยนั่นมาจีบเขาอยู่ด้วย ได้โดนล้อตาย
   “พี่วา”
   น้องช่อสะกิดอีกรอบ
   “อะไรของมึงนักหนาเนี่ย?”
   เขาชักเริ่มรำคาญน้องเล็ก มีอะไรก็พูดมาทีเดียวสิวะ อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ได้แม่ง! คนจะกินข้าว
   “ตะวันมาแน่ะ”
   เชี่ย! ทำไมเพิ่งบอกกู มันเดินเข้าโรงอาหารมาแล้ว ทำไมขยันเรียนอย่างนี้วะ มึงขี้เกียจบ้างก็ได้นะ กูว่า หรือแค่จะมาเปลี่ยนที่กินข้าวแล้วก็ไปวะ
   แม่งมันนี่ก็นกรู้จริงๆ คงมั่นใจว่าน้องช่อคนดีของกูต้องมาเรียนสินะถึงได้โผล่หัวมา ชิบลอส! มึงดรามาได้แค่วันเดียวเองหรือวะ กูคิดว่าโลกนี้จะสงบสุขปราศจากเหล่าร้ายแล้วเชียว
   “ได้ยินว่าจะครบสิบเจ็ดแล้วนี่” แล้วมันก็ปากยื่นปากยาวมาชวนคุยเรื่องส่วนตัวของเขาจนได้ ได้ข่าวว่ามึงจีบน้องชายกูนะครับไม่ใช่กู มึงควรชวนน้องกูคุยมากกว่าใช่ไหม?
   “เกี่ยวอะไรกับมึงครับ กูไม่เชิญมึง” สันตะวากัดฟันตอบ
   “แต่พ่อมึงชวนกูนะครับเมีย”
   มันยิ้มเจ้าเล่ห์ ดูมีความสุขในความทุกข์ของชาวบ้านอย่างกูมาก
   กูหน้าหันเลย แถมมือกูก็สั่นมาก สั่นอยากตบคนกลางโรงอาหารอ่ะ กูไม่อยากได้คนอย่างมันเป็นน้องเขย แม่งสถุลมากถึงมากที่สุด กูเองก็ไม่ใช่คนดีก็เลยอยากให้น้องได้คนดีๆ สุภาพๆ เหมือนกับตัวมัน ไม่ไหวแล้วเรื่องนี้ยอมไม่ได้ รีบโทรหาพ่อเลย
   “พ่อ นี่มันอะไรกัน? ทำไมพ่อถึงไปชวนไอ้ตะวันมางานวันเกิดพวกผมอ่ะ?”
   ปลายสายหัวเราะ นี่มันไม่ใช่เรื่องสนุกนะพ่อ!
   “ได้ยินว่าเขามาจีบเราไม่ใช่เหรอ พ่อก็เลยเชิญเขามาด้วย”
   “พ่อครับ พ่อกำลังเข้าใจผิดนะ มันมาจีบไอ้ช่อต่างหากใช่ผมที่ไหน”
   “ฮ่าๆๆ แต่เจ้าช่อบอกว่าเห็นตามลูกต้อยๆ นะ เรานี่ปากไม่ตรงกับใจหรือเปล่า?”
   สันตะวาทำปากเบ้ หันขวับมาถลึงตาใส่น้องคนเล็ก มองอย่างคาดโทษ
   “ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ”
   แน่ะ ยังแก้ตัวเสียงอ่อยอีก เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย
   “พ่อต้องวางสายแล้วมีประชุม แล้วเจอกันงานวันเกิดนะวา”
   ตรู๊ดๆๆ
   วางสายไปแล้ว พ่อนะพ่อ!
   เข้าใจผิดไปอีกคนแล้ว แม่ง ทำไมใครๆ ก็ไม่เข้าใจเขาเลยสักคน
   “มึงไม่อยากให้กูไปงั้นสิ?” เสียงไอ้ตะวันถามเขา
   “แน่นอนใครอยากให้มึงมายุ่งกับน้องกูล่ะ อย่ามามอง กูต้องกันท่ามึงให้ถึงที่สุดอ่ะ”
   ตะวันมันถอนหายใจ
   “กูจีบอยู่ยังไม่รู้ตัวอีก ต้องให้กระโดดกัดคอเลยใช่ไหมถึงจะรู้ตัวเสียที”
   “อะไร มึงจะถอดใจจากน้องกูแล้วเหรอ? ดีสิกูชอบ”
   ได้ยินเสียงไอ้ช่อถอนหายใจ มึงควรจะดีใจกับกูสิถึงจะถูก
   “เรื่องอะไรที่กูจะต้องถอดใจ ในเมื่อกูไม่เคยสนใจน้องช่อคนดีคนประเสริฐอะไรของมึงเลยสักนิด คนที่กูสนใจมาตลอดสามปีคือมึงต่างหาก ชัดหรือยังเมียกู”
   สันตะวาผงะ
   มันไม่ใช่แล้วอ่ะ
   ตกลงที่ผ่านมากูเข้าใจผิดไปเองหรือวะ หรือมันตั้งใจจะแกล้งกูกันแน่
   “แม่งบังคับให้กูต้องสารภาพรักกลางโรงอาหารอีก มึงนี่ร้ายกาจกับผัวจริงๆ นะเมีย”

13
   ไม่ค่อยจะมีเรื่องแจ็คพอตอย่างนี้บ่อยนักหรอก
   สามแฝดแห่งบ้านกิตติธรฮีทพร้อมกันถึงสองคน!
   รักแรกพบกับช่อศิลา
   แล้วคนอย่างสันตะวาจะยอมไปนั่งหงอยง่อยแดกคนเดียวในห้องเหรอ? โอเมก้าคนเดียวท่ามกลางอัลฟากับเบต้าเลยเชียวนะ ไปให้โง่เรอะ!
   “กูไม่ไปเรียน กูจะโดด”
   “แล้วใครจะจดเลคเชอร์ให้พวกเราล่ะพี่วา” น้องช่อถามขึ้นมา น้องคนนี้ค่อยยังชั่วแล้วผิดกับไอ้พี่คนโตที่สะลึมสะลือเพราะยาแก้อาการฮีทมีส่วนผสมที่ทำให้นอนหลับง่ายอยู่ด้วย
   แต่ถึงอย่างนั้นก่อนจะหลับไปจริงๆ รักแรกพบก็ต้องจัดการให้สันตะวายอมไปเรียนให้ได้เสียก่อน
   “ไม่กล้าไปคนเดียว กลัวละสิท่า” ฉันแกล้งพูด มั่นใจว่าคนอย่างไอ้สันขวานไม่ยอมให้ใครดูแคลนมันได้ง่ายๆ แน่
   “ใครกลัว! ไม่มีทาง คนอย่างไอ้วาฆ่าได้หยามไม่ได้เว้ย กูไป!”
   แล้วมันก็รีบลุกจากเตียงไปอาบน้ำแต่งตัวทันที ฉันแอบหัวเราะและยักคิ้วกับน้องช่อคนดี
   “หงอกง่ายวุ้ย ฮิๆ”

   สันตะวารู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรงกว่าปกติ
   คือมั่นใจว่ามีบอดี้การ์ดเพียบแต่เขายังมีโจทก์คนสำคัญคือไอ้ตะวันจัญไร
   ตอนออกจากบ้านยังกับพยัคฆ์ติดปีก ต้องโชว์พาวให้พี่กับน้องมันดู ตอนนี้ตัวกูนี่ยังกับนกปีกหัก ทำไมมันหงอยเหงาอย่างนี้วะแค่นึกถึงหน้ากวนส้นของไอ้ตะวันขึ้นมาแค่นั้นเอง
   ไม่อยากเจอมันเลยว่ะ
   หนีเรียนซะดีไหม? กูฉลาดจะตายไม่เข้าเรียนวันเดียวไม่ตายหรอก
   แล้วจะไปไหน?
   ห้องพยาบาลไม่เอา คราวก่อนหนีไปเจออาจารย์มาตามหนหนึ่งแล้ว น่ารำคาญ ไปห้องสมุดแทนก็แล้วกัน เห็นไหมว่าคนอย่างไอ้วาก็ใฝ่รู้กับเขาอยู่เหมือนกันนะ
   เขายิ้มและรีบตรงดิ่งไปห้องสมุดโรงเรียนโดยไม่สนใจเสียงร้องถามเรื่องหนีเรียนจากพวกบอดี้การ์ดเลย
   หนีได้ก็หนีมันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ? เบื่อจะตายกับสายตานิ่งๆ แต่โคตรจะแฝงไปด้วยความหื่นเลย เขารู้หรอกว่าหากมีโอกาสเมื่อไหร่พวกมันต้องหาทางทำมิดีมิร้ายพวกพี่น้องเขาแน่ โดยเฉพาะไอ้น้องช่อ มันคนดีเกินไปและเป็นสเป็คพวกอัลฟา พวกมันอยากได้น้องเขาจนตัวสั่นมีหรือที่เขาจะไม่รู้ ส่วนตัวเขาเองเพราะพยศถือดีเกินไปพวกนั้นเลยไม่ชอบซึ่งเขาก็ไม่เห็นจะแคร์ในเมื่อตั้งใจไว้ว่าจะไม่แต่งงานอยู่แล้วนี่
   ในบรรดาอัลฟาทั้งหมดที่เขารู้สึกว่าอันตรายที่สุดก็เลยเหลือแต่ไอ้หมอนั่นคนเดียว
   ไอ้ตะวันจัญไร!
   ไอ้นี่มันไม่เหมือนอัลฟาคนอื่นเขา แม่งมาอย่างโจ่งแจ้ง แสดงตัวอย่างองอาจว่าจะเอาน้องช่อทำเมีย กูก็เหนื่อยกันท่าแม่งไปสิ ไปๆ มาๆ กูแทบจะคุยกับมันมากกว่าไอ้พี่น้องของตัวเองเสียอีกเวลาที่มันแสลนโผล่หนังหน้ามาน่ะ
   หวังว่าวันนี้มันจะไม่มานะ

   ทำไมซวยอย่างนี้วะ!
   ไอ้ตะวันจัญไรมันมาเรียนแต่เสือกไม่เข้าเรียน มันลอกเลียนแบบตามสูตรของเขาเป๊ะเลยคือมานอนเล่นตากแอร์เย็นฉ่ำที่ห้องสมุดเหมือนกัน
   แม่งเอ๊ย เดินหน้าบานมานั่นแล้ว เอาไงดีวะ?
   แต่ก่อนที่ไอ้ตะวันจะเดินมาถึงโต๊ะที่เขาครองอยู่คนเดียวทั้งโต๊ะก็มีเสียงใครสักคนถามเขาขึ้นมา
   “นั่งได้ไหม?”
   สันตะวาเงยหน้ามองเห็นว่าเป็นอัลฟาและเรียนอยู่ห้องอื่นแต่พอจะจำได้ว่าหมอนี่อายุมากกว่าเกือบหนึ่งปีและเป็นคนดังของโรงเรียนคนหนึ่งเหมือนกัน ในโรงเรียนส่วนใหญ่ก็แค่เดินสวนกันแต่ที่อื่นเจอกันอยู่บ้าง เช่นตามงานเลี้ยงเดบูตองเปิดตัวลูกหลานเข้าสู่สังคมไฮโซไม่ก็แฟชั่นโชว์การกุศลส่งเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจของครอบครัว
   “ตามสบายเลยพี่”
   จะได้ช่วยกันท่าให้กูด้วย
   “เรานี่น่ารักนะ”
   อีกฝ่ายทักมา พอสบตาก็เห็นรอยยิ้มเท่ๆ เขาก็รู้ตัวแหละว่าตัวเองน่ารักเลยตอบไปชิวๆ
   “น่ารักแล้วอยากรักผมไหมล่ะ?”
   อันนี้คือเขาอ้อยและที่กล้าพูดอย่างนี้ก็เพราะหมั่นไส้ไอ้ตะวันที่ยืนอยู่แถวๆ นั้นด้วย แม่งฟังหูผึ่งเลย สะใจโว้ย!
   “นี่คือเชิญชวนใช่ไหม?”
   ท่าทางยิ้มดีใจเว้ยแต่เปล่าครับแค่บริหารเสน่ห์เฉยๆ นานทีปีหนจะมีผู้มาสนใจจีบโอเมก้าหัวขบถอย่างเขาสักคน ต้องเล่นกับเขาหน่อย
   “เปล่า ก็แค่บริหารเสน่ห์”
   เขาตอบตามที่ใจคิด คนอย่างสันตะวาเป็นโอเมก้าก็จริงแต่แมนพอที่จะพูดความจริง
   รู้หรอกว่ามันแหล หน้าหม้อกับเขาไปงั้น ได้ก็ดี แต่เสียใจด้วยเขาไม่ใช่ของตายของใครทั้งนั้น และตอนนี้ก็ไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว ชิ่งดีกว่า
   “วามาแกล้งผมแล้วก็จะไปแล้วหรือครับ?”
   ดูเหมือนจะพยายามตื้อว่ะ น่ารำคาญ
   “พี่ก็น่าจะรู้ว่าผมไม่ใช่คนดี”
   สันตะวายิ้มเหยียด ลุกขึ้นแล้วแทงเข่าใส่เพื่อนต่างห้องหน้าหม้อที่เขาดันจำได้แต่หน้าแต่ไม่รู้ชื่อจนอีกฝ่ายตัวงอเป็นกุ้งเลย สมน้ำหน้า!
   “ถ้าเก่งกว่าจนกดผมได้ จะรับพิจารณา”
   พูดแรงไปเลยจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับเขาอีกแต่ต่อให้มันกดเขาได้จริงเขาก็ไม่เอามัน ไม่อยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ! อารมณ์เสียว่ะ ไปดีกว่า
   “โอ๊ะ!”
   แม่ง เดินชนกับใครวะ เกะกะขวางทางจริง
   พอเงยหน้ามอง สันตะวาหน้าถอดสีไปเหมือนกันเพราะอีกฝ่ายคือไอ้ตะวัน คนที่เขาเกลียดขี้หน้าและแพ้ทางมากที่สุดคนหนึ่ง อย่างน้อยก็รองจากพ่อ
   คนนั้นคือบิดาบังเกิดเกล้า แถมเป็นธนาคารเคลื่อนที่ ต้องยกไว้เหนือหัว แซวได้ แหย่ได้แต่ถ้าอยู่ในโหมดดุก็ต้องเชื่อฟัง สันตะวายอมทำตามพ่อเสมอถ้าเขาไม่รู้สึกฝืนใจจนเกินไปละก็เพราะมั่นใจว่าพ่อหวังดีและรักลูกจริงๆ แต่กับไอ้ตะวัน มันเป็นอัลฟาคนแรกที่มาตามตื้อ หน้าด้านจีบน้องชายคนเล็กของเขาอย่างออกนอกหน้า แถมหลังๆ ดูเหมือนมันจะอัพดีกรีความชั่วขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง มันเริ่มเผื่อแผ่มาวุ่นวายกับเขาด้วย
   อันที่จริงพอนึกดูดีๆ มันต่อปากต่อคำกับเขามากกว่าไอ้น้องช่อเสียอีกด้วย
   “ถอยไป”
   แต่มันไม่ถอยแถมหน้ามันยังบูดเป็นตูดหมึกอีก
   เกี่ยวอะไรกับกูวะ จะไฟต์เหรอ ได้เลย ยิ่งโมโหๆ อยู่ด้วย
   “มึงแกล้งให้กูหึง รู้ไหมว่ามึงทำสำเร็จแล้ว กูโคตรหึงมึงเลยไอ้วา!”
   “มึงจะมาหึงกูทำบ้าอะไร กูเกี่ยวอะไรกับมึง?!”
   มันยิ้มว่ะ แต่แม่งชวนขนลุกชิบ
   “มังกรกูก็หลับอยู่ดีๆ อะนะแต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันอยากจะตื่นก็เพราะมึงนี่แหละ”
   เชี่ย! ไอ้ทะลึ่ง
   ถ้ามันตื่นกูตายแน่
   แล้วมันก็ดึงแขนเขาลากไปตรงมุมมืดๆบนชั้นลอยของห้องสมุด แรงแม่งยังกับตัวไบซัน เขาแทบปลิวเลย
   “จะทำอะไรกู?!”
   เขาตะคอกใส่แต่ก็ยังกดเสียงให้เบากว่าที่เคย ที่นี่ห้องสมุดนะเว้ย
   “ห้องสมุดกูก็กล้า!”
   แม่ง มั่นไปอีก!
   “ปล่อยกู มาวุ่นวายอะไรกับกูนัก”
   “เรื่องนั้นมึงก็รู้ดี กูไม่ต้องสาธยาย”
   แล้วมือมันก็รวบเขาไปกอด ไอ้มือปลาหมึก ไอ้เลว
   “กูรู้สิ มึงจะจีบน้องช่อนางฟ้าของบ้านกู มึงอย่าหวังจะแตะน้องกูได้เลยไอ้ตะวัน” พูดไปก็พยายามแกะมือมันออกด้วย ชาติก่อนมันเป็นนายทวารประตูทีมชาติหรือวะ มือเหนียวเหลือเกิน
   ปากมันโฉบเข้ามาข้างแก้มเขา
   อี๋! หยะแหยง
   “มึงนี่มันโง่ กูว่ากูชัดเจนกับมึงมาตลอดแล้วนะ เที่ยงมากินข้าวกับกูนะเมีย”
   “ไม่ว้อย บอดี้การ์ดของกูก็มี กูไม่ไปกับมึง”
   มันยิ้มอีกแล้ว
   “มึงต้องมา ถ้าไม่มากูตามไปอุ้มมึงแน่ แต่ตอนนี้ขอตัวไปจัดการไอ้หัวเกรียนนั่นก่อน เสือกมายุ่งกับของๆ กู กระทืบแม่งให้จมคาตีน ส่วนมึง...”
   ตวัดสายตามองกูตาเขียว กูเกี่ยวอะไรด้วย?
   “อย่างมึงต้องจมคาเตียง ตายคาอกกูเท่านั้น!”
   แล้วมันก็เดินหนีไป
   เชี่ย! นี่มึงจีบน้องกูอยู่ชัดๆ แล้วเสือกมาทำเป็นหึงหวงกู มาพูดอย่างนี้กับกู กูเป็นคนนะโว้ย มีหัวจิตหัวใจ มีความรู้สึกเหมือนกัน มึงควรจะชัดเจนกว่านี้ไหมวะ
   ถ้ามึงไม่ได้ชอบกูจริงๆ ก็อย่ามายุ่งกับหัวใจกูได้ไหมวะ แม่ง!

   อย่าหวังว่าจะแตะกูได้นะครัช!
   พอพักเที่ยงสันตะวาคนเก่ง คนแมนก็จัดทีมบอดี้การ์ดล้อมกรอบรุมล้อมเลย
   แต่...
   ความหน้าด้านหน้าทนของไอ้ตะวันก็สำแดงฤทธิ์ นี่มึงเป็นสัมภเวสีหรือไงครับ ตามจัง! เดี๋ยวทำบุญไปให้ได้ไหม จะได้ไปผุดไปเกิด ไปที่ชอบๆ กับเขาเสียที
   แล้วพวกบอดี้การ์ดของเขาดันไปหลีกทางให้มันมานั่งด้วยอีก เวร! มันน่ากลัวกว่าสันตะวาคนนี้นักหรือไงวะ
   เออ ใช่ บางทีกูก็กลัวมันเหมือนกัน!
   “พี่น้องมึงฮีทกันหมด มึงอยู่คนเดียวกลัวมึงจะเหงา” มันพูดลอยๆ โดยไม่มีใครถาม
   “ไม่ต้องห่วงกูหรอก มึงเป็นคนอื่น กูไม่อยากได้ความหวังดีจากคนอย่างมึง”
   สันตะวาตอบ ตอนนี้ไม่อยากไมเกรนขึ้น อยากกินข้าวมันไก่อย่างอร่อยโดยไม่มีมันมาเป็นมารความสุขมากกว่า
   พอเงยหน้ามองไอ้ตะวันเต็มๆ ตา เห็นมันทำผงะไปเหมือนกัน
   มันแหลแน่ๆ หน้าอย่างมันหรือจะมีสลด ไม่มีทาง!   
   “นั่นสินะ กูมันก็แค่คนอื่นในสายตามึง คงไม่มีความหมายอะไรกับมึงหรอก”
   “รู้แล้วก็ไปสิ รำคาญ”
   เขามั่นใจว่าคนอย่างไอ้ตะวันต้องหน้าด้านนั่งอยู่ต่อแน่แต่มันกลับลุกออกไปเลย คนของมันถือชามก๋วยเตี๋ยวกับน้ำขวดตามมันไปแทบไม่ทัน
   คือมันงงมาก ไม่รู้ว่าวันนี้จู่ๆ จะมาดรามาอะไร
   ที่ผ่านมาก็ไล่มาตลอดแต่ไม่เคยยอมถอยออกไปเสียทีจนเขาด่ามันจนเจ็บคอแต่วันนี้ไอ้ตะวันกลับยอมลุกไปเอง    ข้าวมันไก่ที่เขาก็ชอบพอๆ กับก๋วยเตี๋ยวน้ำตก มื้อนี้กลับกินไม่หมด
   มันไม่อร่อยเหมือนเดิมหรือเพราะเขากินไม่ลงกันแน่นะ

   “กลับมาแล้ว”
   สันตะวากลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
   ถ้าจะมีบ้างก็แค่รอยกอดของใครบางคนและหัวใจที่โหวงๆ พิกล
   กลับมาถึงบ้าน เปิดประตูห้องนอนก็เจอสองแฝดนอนคลุมโปง หลับลึกด้วยฤทธิ์ยาแก้ฮีทกันทั้งคู่ สันตะวาก็ยิ่งเซ็งเพราะไม่รู้จะไปป่วนใครดี
   ถึงเขาจะเฮฮาแต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแค่กับพี่น้องหรือไม่ก็พวกคนในบ้าน เพื่อนในห้องคนอื่นก็ไม่ได้สนิทกันเพราะมีแต่พวกอัลฟาหัวสูงกับเบตานักเรียนทุนที่พยายามขยันเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือเพิ่งจะมีไอ้ตะวันนี่แหละ คนแรกที่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิต และพอมันหายไปดื้อๆ เลยรู้สึกแปลกๆ
   แต่มันมาจีบน้องเขานี่หว่า และมันก็ชั่วมากถึงมากที่สุด มันออกไปจากชีวิตไอ้ช่อได้ก็ดีแล้วนี่
   จะไปคิดถึงคนอย่างมันทำไมล่ะ?

14
   น้องช่อยังฮีทต่อเนื่อง ไอ้สันขวานบอกว่าประมาณสามวันน้องคนเล็กของพวกเราก็จะค่อยยังชั่วและกลับมาเรียนกับเราได้เหมือนเดิม
   ฉันอยากให้ครบสามวันเร็วๆ จังเพราะเวลาอยู่ที่โรงเรียนจะได้มีเพื่อนคุยบ้าง
   อย่าถามว่าแล้วทำไมฉันถึงไม่คุยกับไอ้น้องคนกลางล่ะ
   ตะวันแทบไม่เปิดโอกาสให้ฉันเลย พอพักเที่ยงเราสองคนก็ตรงไปที่โรงอาหารเพราะหิวจนไส้กิ่วแล้ว แถมวันนี้ยังตื่นสาย กินข้าวเช้าแบบฟูลออฟชั่นไม่ทันอีกต่างหาก พอไปถึงฉันก็บอกให้น้องมันจองที่นั่งรอไปก่อนส่วนตัวเองก็รีบวิ่งไปต่อคิวซื้อข้าว
   วันนี้อยากกินก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก เอาเส้นบะหมี่เหลืองของโปรด พิเศษลูกชิ้น พิเศษอย่างที่ไม่เคยพิเศษที่ไหนมาก่อน วันแรกที่มาสั่งคนขายก็ไม่เข้าใจหรอก
   อะไรคือพิเศษอย่างที่ไม่เคยพิเศษที่ไหนมาก่อนวะ?
   ฉันยิ้มหวานแล้วตอบง่ายๆ ว่า
   “ก็พิเศษกว่าของใครที่ป้าเคยทำมาไง”
   ป้าคนขายทำปากจิ๊จ๊ะคล้ายอยากจะบ่นแต่ของซื้อของขายอย่าบ่นนักเลยป้า จากก๋วยเตี๋ยวชามละสี่สิบแต่ของนายรักแรกพบเลยอัพราคาเป็นชามละหกสิบ
   ถามว่ากินหมดไหม
   จะเหลือเหรอ คนได้รับฉายาว่าท้องแบล็คโฮลอย่างฉัน แค่นี้ไม่ครณาท้องหรอก จิ๊บๆ พอกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จแล้วเดี๋ยวจะต่อด้วยน้ำแข็งไสสักถ้วย เอาเป็นมันกับลูกชิดราดน้ำแดงนมข้นหวานแล้วกัน
   ฉันคิดอย่างอารมณ์ดีขณะจ่ายเงินค่าก๋วยเตี๋ยว คนรอบข้างมองชามของฉันกันตาโต ฉันเหลือบตามองคนข้างๆ ที่กำลังปรุงเครื่องปรุงอยู่ หมอนี่เป็นอัลฟาและเรียนอยู่ห้องเดียวกันทำให้ฉันอายอยู่เล็กน้อย ขนาดพวกอัลฟายังกินเยอะไม่เท่าฉันเลยนี่หว่า
   แต่ก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ เรื่องกินต้องมาก่อน จบนะ!
   พอปรุงเสร็จฉันก็ถือชามก๋วยเตี๋ยวของฉันที่มีเส้นกับลูกชิ้นล้นชามกับเส้นหมี่น้ำธรรมดาของไอ้สันขวานไปวางที่โต๊ะ
   “มาแล้วจ้า วา วันนี้กินน้ำแข็งไสไหม พี่จะกินอ่ะ”
   ถามไปอย่างนั้น มันไม่อยากกินก็เรื่องของมันแต่ฉันจะกินเพราะฉะนั้นมันต้องสั่งกินเป็นเพื่อนพี่มัน!
   “ถามอะไรมึงดูหน้ากูด้วย กูไม่มีอารมณ์แดก!”
   “จะฮีทหรือไงอยู่ๆ ก็อารมณ์เสีย?”
   “โน่น ตามึงนี่มองแต่ของกิน หัดสนใจสิ่งรอบตัวเสียบ้าง!”
   ชะอุ๋ย
   นอกจากไอ้สันขวานแล้ว ที่นั่งตรงข้ามกับน้องมันคือไอ้ตะวันนี่หว่า มันมาได้ไงวะ?
   “อย่าถามกูเพราะกูก็ไม่รู้ว่ามันจะตามเรามาทำไม มึงจะเอาอะไรเดี๋ยวกูไปสั่งน้ำแข็งไสให้”
   “หะ? ไม่เอาพี่ไม่อยู่กับตะวันสองคน ไม่เอา!”
   เรื่องอะไรฉันจะนั่งอยู่กับไอ้มาเฟียปากหมานี่
   “กูตอบแทนที่มึงไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้ไง กูเป็นน้องที่ประเสริฐของมึงไงจำไม่ได้เหรอ นี่น้องสันตะวาไงครับคุณพี่ เหมือนเดิมใช่ไหมไปล่ะ”
   อย่ามาพูดเพราะตอนนี้พี่รับไม่ได้ ที่สำคัญฉันไม่อยากนั่งกับตะวัน มันสถุลพอๆ กับน้องฉันเลย แม่ง! เดี๋ยวมันควักปืนขึ้นมายิงกราดกลางโรงอาหารจะทำไง
   กลัวตายนะเว้ย
   “พอดีเลย อยากกินน้ำแข็งไสเหมือนกัน เราเดินไปซื้อด้วยกันเลยนะครับเมีย”
   ไอ้ตะวันลุกขึ้นมันยิ้มร้ายกาจไม่พอยังเดินมาโอบเอวน้องวาด้วย
   นอกจากปากหมาแล้วยังมือไวด้วย แม่งไว้ใจไม่ได้เลย พอฉันตั้งท่าจะโวยมันก็ทำตาเขียวใส่จนฉันต้องหุบปากเพราะยังกลัวลูกปืนไม่หาย
   “เชี่ย! อย่ามาแตะต้องตัวกู ไปไกลๆ เลยกูรังเกียจ”
   น้องวามันก็สะบัดตัวหนีไปตามเรื่อง มันคงอยากจะด่ามากกว่านั้นแต่คนมันหิว มันก็เลยตรงดิ่งไปร้านขายน้ำแข็งไสเลยโดยมีตะวันเดินตามไปติดๆ
   แทบจะสิงร่างอยู่แล้วมั้งน่ะ
   งานนี้ฉันว่าไอ้สันขวานไม่หลอนก็ต้องรักแล้วละว่ะเพราะหลังจากนั้นพวกมันสองตัวก็นั่งกินกันไปทะเลาะกันไปโดยไม่สนใจเลยว่ามีคนนั่งหัวโด่อยู่ใกล้ๆ คนหนึ่ง
   กินต่อไปก็ได้วะ
   เช้าลืมตาขึ้นมาก็เจอแต่เรื่องเดิมๆ  ก็ไม่มีใครมาเติมชีวิตให้เป็นเรื่องใหม่ ออกไปที่อื่นเจอใครมากมาย หันมองไปทางใดก็เจอแต่คนรักกัน
   เสียงเรียกเข้ามือถือของฉันดังขึ้น
   ตะวันที่กำลังกระแซะน้องฉันอยู่หัวเราะเบาๆ
   “เพลงแม่งเข้ากับบรรยากาศเลยเนอะเมีย พี่มึงคงอิจฉาเราที่รักกัน มันเลยตั้งเพลงนี้เป็นเสียงเรียกเข้า”
   “มึงหุบปากบ้างก็ได้นะ ไม่มีใครเขาว่ามึงเป็นใบ้หรอก”
   ไอ้สันขวานเม้มปากอย่างหงุดหงิดแล้วก็ตัดสินใจย้ายมานั่งฝั่งเดียวกับฉันที่รับโทรศัพท์เสียที พอดีชอบเพลงนี้เลยรอฟังนานๆ หน่อย
   พ่อโทรมา
   “ค่ะ เอ๊ย! ครับพ่อ”
   ฉันตื่นเต้นมากเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับคุณกันต์แม้จะเป็นแค่โทรศัพท์แต่ก็เป็นการคุยที่รับรู้กันแค่สองคน หวังว่าเขาจะไม่จับผิดฉันได้ คงไม่โป๊ะแตกนะ
   “เข้าเรื่องเลยนะ เย็นนี้หลังเลิกเรียน เพื่อนพ่อจะไปรับลูกไปดินเนอร์”
   เพื่อนพ่อ?
   “ใครอ่ะ?”
   “กินปลาเยอะๆ หน่อยลูก อย่ากินแต่ของไม่มีประโยชน์ ธนาคิมไง คู่แห่งโชคชะตาของเราน่ะ”
   “หะ!”
   “ถ้าไม่ชอบก็บอกเขาไปตรงๆ ก็แล้วกัน ครั้งนี้ไปกินข้าวกับเจ้าคิมมันหน่อยถือว่าพ่อขอร้อง แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
   “ทำไมพ่อทำอย่างนี้ล่ะ? ไหนว่า...”
   ไหนว่าหวงลูกนักหนา นี่มันไม่ต่างอะไรกับการจับลูกยกใส่พานให้เลยซะงั้นด้วยซ้ำ!
   พ่อคิดอะไรอยู่?
   “พอดีว่าพนันเรื่องหุ้นกับมันแต่ดันแพ้ หุ้นที่ซื้อไว้ราคาดิ่งลงเหวขาดทุนเสียนี่ เจ้าคิมมันบอกว่าถ้ามันชนะมันจะขอเดทกับลูกสักครั้ง ก็ตามนี้แหละ”
   ฉันเงียบแต่ในใจนี่หัวเดือดปุดๆ
   ฟ้าคคคค!
   อีกฝ่ายวางสายไปแล้วเมื่อฉันไม่พูดอะไรต่อ ไอ้สันขวานที่แอบเงี่ยหูฟังอยู่นานแล้วหัวเราะลั่น
   “สมน้ำหน้ามึง กูไม่ไปเป็นเพื่อนมึงแน่” แล้วมันก็ถอนหานใจก่อนจะถลึงตาสวยๆ ใส่ตะวันที่นั่งยิ้มให้อย่างหล่อ “กูชักไม่แน่ใจแล้วว่ากูจะคุ้มครองสวัสดิภาพตูดของพวกมึงไปได้อีกนานแค่ไหน อัลฟาแต่ละคนที่มาวนเวียนรอบๆตัวพวกมึงแม่งพิษสงรอบตัว ทั้งเจ้าเล่ห์ทั้งเถื่อน กูเริ่มไม่ไหวละ”
   ฉันค้อน
   ใช่สิ แค่คนของแกคนเดียวก็แย่แล้ว ไอ้นี่แม่งก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าไอ้ตะวันชอบน้องช่ออยู่ได้ แต่ฉันว่าเป็นตัวมันนั่นแหละ สัญชาตญาณมันบอก
   “แค่กันท่ามันคนเดียวกูก็จะตายห่าอยู่แล้ว ยังเพิ่มเพื่อนพ่อมาอีก วู้! กูเซ็ง มึงอย่าเพิ่งทิ้งกูไปมีผัวนะ เราต้องขึ้นคานไปด้วยกันสิ”
   น้องวาหันมาอ้อน กอดไหล่แล้วซบหน้าลงกับอกฉัน
   ฟินว่ะ พออยู่ในโหมดออดอ้อนอ่อนโยนแล้วมันก็น่ารักน่ากอดจริงๆ ไอ้ตะวันนี่มองฉันตาลุกเหมือนต่อมความอิจฉากำลังเข้าครอบงำแล้วมันก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรออก มันยิ้ม
   “ไอ้รัก อันที่จริงกูว่ามึงควรรีบมีผัวไปนะ พอมึงมีความสุข ไอ้วาก็จะนึกอยากมีบ้างแล้วมันก็จะเปลี่ยนมาอ้อนกูแทน เอาเป็นว่ากูเชียร์มึงกับเพื่อนพ่อมึงแล้วกัน”
   “เชี่ย! กูไม่อ้อนมึงแน่ ไสหัวไปเลย โอย ไมเกรนจะขึ้น”
   “ฮึๆๆ เถียงกับใครไม่สนุกเท่ามึงเลยว่ะเมียจ๋า”
   “ก็บอกแล้วว่ากูไม่ใช่เมียมึง มึงมันชั่ว!”
   “ถึงจะชั่วก็ผัวมึงไหมล่ะ กูรู้ว่ามึงชอบคนชั่วๆอย่างกู หงิมๆ มึงไม่ควรเอาเป็นพ่อพันธุ์หรอกเพราะมันไม่ถึงใจ”
   “ไอ้เชี่ย! กูปวดหัวกับมึงแล้ว รีบออกไปจากชีวิตกูกับไอ้ช่อเสียที กูไม่เอามึงเป็นน้องเขยแน่ไม่มีวัน”
   ตะวันยักคิ้ว
   “กูก็ไม่ได้อยากเป็นน้องเขยมึงนี่ กูอยากเป็นผัวมึงต่างหาก”
   “....”
   ไอ้ตะวันแม่งคนจริงว่ะทำน้องฉันเครียดจนไมเกรนจะขึ้นแถมยังหุบปากเงียบได้ด้วย
   นี่แหละว่าที่ผัวที่แท้ทรู!

   ฉันนั่งมองไอ้สันขวานนั่งรถอีกคันกลับบ้านด้วยจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวเหมือนลูกโป่งที่เป่าทิ้งไว้นานแล้ว มันทิ้งฉันไว้กลางทางอย่างใจร้าย ให้ฉันรอคุณธนาคิมกับบอดี้การ์ดส่วนตัวอีกแค่สามคนกับรถหนึ่งคัน
   ทิ้งพี่ได้ลงคอ!
   แต่คนที่ฉันน่าจะโกรธมากกว่าคือพ่อโน่น
   ทำไมพ่อต้องให้ลูกเลิฟไปกินข้าวกับผู้ชายที่เพิ่งเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียวด้วย?
   โอเค เขาเป็นเพื่อนรุ่นน้องของพ่อ รู้จักกันมานมนานจนยานไปหมดแล้วแต่ลูกพ่อน่ะรู้จักด้วยไหมล่ะ? พ่อไม่ห่วงบ้างเหรอว่าเขาจะทำอะไรลูกบ้างหรือเปล่า? คุณธนาคิมไว้ใจได้ขนาดนั้นเชียว?
   ไม่ได้ รู้เขารู้เรารบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา รีบสไลด์มือถือเสริชหาข้อมูลเป้าหมาย ณ บัดนาว
   “ธนาคิม ชีวานนท์ นักธุรกิจหนุ่มหล่อวัยสามสิบสอง ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำขลับและนัยน์ตาสวยขยี้ใจ เจ้าของธุรกิจเรียลเอสเตทและระบบไอทีระดับหมื่นล้าน ติดอันดับหนึ่งในสิบผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย หนึ่งในสิบหนุ่มโสดในฝันของสาวๆ ทั่วโลก ที่สำคัญคือยังโสด!”
   โสดแต่ไม่สดละสิท่า
   ฉันเบะปากท่ากิ๊ก สุวัจนีที่ฮิตกันนักหนาในพันทิพ มองใบหน้าหล่อเหลาของคุณชายธนาคิมที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอไอโฟนสุดหรู นึกหมั่นไส้ขึ้นมาตงิดๆ
   อยากเปย์นักจะจัดให้ จะกินให้หมดตูดเลยเชียว!

   นั่งรอไม่นานคุณธนาคิมก็มารับด้วยรถสุดหรูของเขา ลัมโบกินี่ อเวนทาดอร์สีแดงแปร้ดสะดุดตา คือเพื่อนในโรงเรียนก็รวยกันอู้ฟู่อยู่แล้วเลยไม่มีใครตื่นเต้นยกเว้นแค่ตัวฉันคนเดียวที่โผเข้าไปลูบคลำอย่างอยากรู้อยากเห็น
   ขูดขอเลขได้ก็อยากจะทำเลยนะเนี่ย
   “น้องรักหิวแล้วหรือครับ? ทำหน้าเหมือนอยากจะกินรถพี่เลย”
   เขาถามอย่างขำๆ ฉันเลยชะงัก ดวงตาเป็นประกายเปลี่ยนเป็นหรี่ลงทันที
   “ใครเป็นน้องคุณ คุณอายุสามสิบสองแล้วนะ”
   “หึม? นี่น้องรักสนใจพี่จนถึงกับแอบสืบประวัติส่วนตัวเชียว” เขาลูบคางตัวเอง ทำตาโตแต่แม่งยังหล่อ “ดีใจจัง”
   “ใครบอก ผมไม่ได้สนใจลุงหรอก จะกลับบ้านแล้ว”
   คุณธนาคิมเลิกคิ้ว ใบหน้าหล่อนั้นยังคงยิ้มแย้มไม่เปลี่ยน ช่างใจเย็นเสียจริงโดนว่าเป็นลุงแล้วยังไม่เห็นโกรธเลยสักนิด
   “ตอนนี้ก็จะสี่โมงแล้ว ไปทานข้าวกันดีกว่า พี่ให้คนจองร้านอาหารไว้แล้ว เราจะไปถึงที่นั่นภายในสิบห้านาที”
   “ผมไม่ไป จะกลับบ้าน”
   “ที่ยังไม่ลุกนี่คงไม่ใช่ว่าอยากให้อุ้มหรอกนะ ก็โอเคอยู่นะ รอแป๊บ”
   เห็นอีกฝ่ายทำท่าว่าจะเข้ามาอุ้มจริงๆ ฉันเลยรีบลุกขึ้นปฏิเสธเสียงแข็ง
   “พูดบ้าๆ ผมไม่ไปไหนกับลุงทั้งนั้นแหละ ผมกลับบ้านเองก็ได้ไม่เห็นต้องง้อลุงเลย”
   “ขึ้นรถแล้วค่อยคุยกัน”
   “ก็บอกว่าไม่ไปลุงฟังไม่รู้เรื่องหรือไง เฮ้ย!”
   พูดยังไม่ทันจบ คุณธนาคิมก็อุ้มฉันในท่าเจ้าสาวแล้วจับเข้าไปนั่งในรถเขาทันทีแต่ไม่ใช่รถลัมโบกินี่สุดหรูนะแต่เป็นรถเบนซ์ที่พวกบอดี้การ์ดเขาขับมา แล้วจะเอาลัมโบกินี่มาเพื่อ?
   นอกจากตกใจแล้วยังอายมากด้วย เห็นใครต่อใครต่างพากันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายพวกเรากันให้พรึ่บ ฉันไม่มีหน้าออกไปพบแค่แน่ตอนนี้เลยจำต้องนั่งรถหรูไปกับเขาส่วนพวกบอดี้การ์ดต่างก็ขับรถตามไปเป็นขบวน
   ฝากไว้ก่อนเถอะลุง!
   ฉันนั่งฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์และขยับนั่งเบียดประตูรถอีกฝั่งให้มากที่สุดให้หมอนี่รู้กันไปเลยว่าคนเขาไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่คิดเลยว่าคุณธนาคิมยังจงใจแกล้งขยับตัวเข้ามานั่งใกล้ฉันอีก
   ไหล่ชนกันจนตัวฉันแทบจะซบบนไหล่เขาอยู่แล้ว นี่มันแต๊ะอั๋งชัดๆ เลยนี่หว่า
   “ที่ออกกว้าง จะมาเบียดผมทำไม!”
   “ฮึๆ”
   ดันหัวเราะชอบใจเสียทีทั้งๆ ที่ฉันนั่งหน้าบูดเป็นตูดหมึก นึกรู้แล้วว่าที่อุตส่าห์เอาลัมโบกินี่มาแต่ดันเปลี่ยนใจมานั่งลีมูซีนแทนเพราะอะไร
   อยากจะแกล้งฉันนี่เอง
   ฉันผลักร่างหนาของเขาให้ออกห่างก่อนที่ความอุ่นและผิวกายแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีขาวซึ่งสวมทับด้วยเสื้อสูทแบรนด์หรูราคาแพงระยับนั้นจะทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงไปมากกว่านี้
   ตอนนี้อยู่ในร่างผู้ชาย เพศเดียวกันแท้ๆ
   ไม่อยากให้หมอนี่รู้เลยว่าฉันรู้สึกยังไง ปากก็บอกอย่างดิบดีว่าไม่ชอบๆ แล้วทำไมหัวใจถึงเต้นได้หว่า?
   น่าอายชะมัด
   “เอาล่ะ ถึงแล้ว”
   แล้วบอดี้การ์ดของคุณธนาคิมก็รีบมาเปิดประตูรถให้เจ้านายของเขาก่อนจะเดินวกมาเปิดประตูให้ฉัน ฉันเลยเมินหน้าใส่เขาและเอื้อมมือไปปิดประตูกลับเข้ามาอย่างเดิมแล้วเปิดประตูออกมาเอง
   บอดี้การ์ดของคุณธนาคิมอึ้งไปเลย ส่วนคนของฉันเองอาจจะพอรู้ละว่าฉันไม่อยากรับนัดวันนี้พวกเขาเลยทำสีหน้าเหมือนอยากจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก ลูกน้องก็ต้องเข้าข้างเจ้านายตัวเองอยู่แล้วไงแต่จะทำประเจิดประเจ้อในถิ่นของเสือตัวอื่นไม่ได้ไงเลยทำได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ แค่นั้น

   ความหิวสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ ฉันอยากจะปฏิเสธแต่ว่าตั้งหลังบ่ายโมงเป็นต้นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากน้ำเปล่า
   กินไปสิ รออะไร
   ภัตตาคารจีนสุดหรูมักจะต้องโทรจองล่วงหน้าเสมอแต่มันไม่ใช่ปัญหาหากว่าเป็นความต้องการของธนาคิม ชีวานนท์ แล้วละก็
   ห้องอาหารส่วนตัวในบรรยากาศสุดหรูมองเห็นวิวกรุงเทพและแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเพียงแค่เราสองคนเท่านั้นถูกเนรมิตขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว มันคงจะดีถ้าฉันได้มากับครอบครัว ไม่ใช่คนที่เคยเจอกันแค่ครั้งเดียวอย่างหมอนี่
   นอกจากเข่งติ่มซำที่วางเรียงรายจนเต็มโต๊ะแล้วยังมีเป็ดปักกิ่งกับหมูหัน แว่วๆ ว่าสั่งขนมเป็นรังนกแปะก๊วยด้วย นั่งกันอยู่แค่นี้ยังสั่งมาเยอะแยะยังกับมาเป็นสิบ อยากจะถามว่าทำไมไมเรียกพวกลูกน้องมากินด้วยก็ไม่กล้าถาม
   ก็เขาเป็นพวกที่จัดอยู่ในกลุ่มคนบนจุดสุดยอดของพีระมิด คงไม่เข้าใจความคิดของคนฐานะการเงินระดับรากหญ้าอย่างเธอหรอก
   ให้สวมบทคนรวยยังไงก็คงไม่ขึ้น  ก็เนื้อแท้ของเธอไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองนี่นา
   “ไม่ต้องรีบนะเพราะเรายังมีเวลาคุยกันอีกนาน” คุณธนาคิมยิ้มอย่างอบอุ่นและคีบเกี๊ยวกุ้งส่งให้
   “คุณไม่รีบแต่ผมรีบ ต้องกลับไปทำการบ้าน รีบนอนไม่ใช่คนแก่อย่างคุณนี่”
   คุณธนาคิมหัวเราะร่วน ดูจะไม่แปลกใจกับท่าทีตัดไมตรีของฉันนัก สายตาที่อ่อนโยนนั้นกลับคมกริบขึ้นมาอย่างกะทันหันจนฉันตั้งตัวไม่ติด แต่ฉันรู้ว่าเขาแค่แกล้งขู่เพราะคิดว่าฉันเป็นเด็กน้อย คงอยากให้ตกใจกลัวคิดว่าจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อละสิ ไม่มีทาง
   “หึม? แล้วถ้าคนแก่คนนี้จะบอกว่าชอบอะไรที่มันช้าๆ อ้อยอิ่งสักหน่อยล่ะ จะว่าอะไรหรือเปล่า?”
   “อะไรของคุณ?!”
   ผิดคาดว่ะ หมอนี่ดันพูดสองแง่สองง่ามกลับมาจนฉันไปต่อไม่ถูกเลย และตอนนี้ฉันไม่ควรไปต่อปากต่อคำอะไรกับเขาต่อจะดีที่สุด ไม่งั้นได้เข้าทางตาแก่นี่เต็มๆ เลยสิ
   “ก็เหมือนกับชอคโกแลต ค่อยๆ ทานให้มันละลายในปากช้าๆ อร่อยออกนะ”
   ในปากของเขาไม่มีชอคโกแลตแต่ลิ้นของเขาที่เลียอยู่ที่ริมฝีปากนั้นกลับทำให้ใจเต้นตึกตักซะได้ แย่จริง
   “จะบอกว่าอยากอยู่กับผมนานๆ ใช่ไหม เสียใจด้วยนะเพราะผมไม่อยาก”
   ดูสิจะมาไม้ไหนอีก!
   “ก็นะ รักจังคนรู้ทันเนี่ย” แล้วเขาก็เอนตัวเข้ามาชิดฉันและเป่าลมหายใจรดข้างหู “อยากอยู่ด้วยทั้งคืนเลยล่ะ”
   “โรคจิต! คนฉวยโอกาส ถอยไปเลยนะ”
   ตาลุงนี่ก็ยังมายิ้มเจ้าเล่ห์ เมื่อถูกมือน้อยๆ ของฉันผลักไสยังมาทำหน้าระรื่นได้อีก
   “คนบ้า!”
   “คงจะบ้าจริงๆละมั้งถึงได้...หลงรักเด็กคนหนึ่งตั้งแรกพบเลย รักแรกพบ”
   บ้าไปแล้ว! หัวใจฉันช่วยเต้นเบาๆ หน่อยได้ไหม?!
   สงสัยจะเป็นเพราะไม่เคยมีผู้ชายมาจีบเลย ฉันถึงได้รู้สึกเขินขนาดนี้ มันแปลกๆ ทั้งหน้าร้อน ตาลาย ครั่นเนื้อครั่นตัวพิกล นี่ไม่ใช่อาการของคนเป็นไข้หรอกเหรอ? แต่ทำไมมันถึงเป็นกะทันหันจัง
   “น้องรัก?”
   แล้วฉันก็โผไปกอดลุงธนาคิมเลยเลย
   “จูบได้ไหมลุง?”
   ในใจฉันประท้วงสุดฤทธิ์แต่ทำไมปากถึงถามออกไปอย่างนั้น
   น่าอาย น่าอายของแท้!
   “อยากจูบเหรอครับ?”
   “ใช่ จูบหน่อยนะ”
   อะไรฟะ คนเขาขอขนาดนี้ยังมาเล่นตัว ไหนว่าเป็นคู่แห่งโชคชะตาไง เฮ้ย!ไม่ใช่แล้ว นี่มันไม่ใช่ตัวฉันแล้ว!
   “เรียกพี่ก่อนแล้วจะให้จูบ”
   ฉันกอดเขาแน่นขึ้นแล้วเงยหน้าปรือตามองคุณธนาคิม
   “พี่คิมจูบรักหน่อยได้ไหมครับ?”
   นาทีนี้คือยอมทำทุกทุกอย่างแล้วเพื่อให้เขาจูบฉันให้ได้แต่ทำไมถึงได้เล่นตัวนักวะ รู้ไหมว่าใจร้อนจะตายอยู่แล้วเนี่ย! รู้สึกเหมือนจะลงแดงแน่ๆถ้าหมอนี่ไม่ยอมทำอะไรฉันสักทีนะ ฉันคว้าคอมาจูบเองจริงๆ ด้วย
   แล้วเขาก็ยื่นหน้ามาหาฉันที่รีบหลับตาพริ้มรอรับจูบแรกอย่างใจจดใจจ่อ แต่...
   ดันจูบที่หน้าผากแทนซะนี่ แล้วที่ตูอุตส่าห์ทำปากจู๋เพื่อ!
   หมดอารมณ์เว้ย!
   “จะเอาที่ปากอ่ะ”
   “รอก่อนนะ ถ้าที่ปาก รักต้องตอบรับเป็นแฟนกับพี่ก่อนนะครับ”
   “ครับ รักจะเป็นแฟนกับพี่”
   “โอเค กินยาก่อนนะ”
   ยาอะไร?
   ฉันอ้าปากจะถามแต่คุณธนาคิมก็ส่งอะไรสักอย่างเข้าปากฉันเฉยเลย มันขมจนฉันแทบอยากบ้วนทิ้งแต่ไม่ทันได้ทำหรอกเพราะหลังจากนั้นร่างกายที่รู้สึกไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วยิ่งอ่อนแรงมากขึ้นอีกแถมยังง่วงอีก ฉันปล่อยให้เขาอุ้มขึ้นรถไปโดยมีบอดี้การ์ดส่วนตัวนั่งมาด้วย ตลอดทางฉันพยายามถ่างตาตัวเองไม่ให้เผลอหลับ กลัวจะถูกพาตัวไปไหนต่อไหน คือเกิดความหวาดระแวงอยู่พอสมควรเลยล่ะ ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วควรจะระแวงตัวเองก่อนเพื่อนเลยก็เถอะนะ พอเปิดประตูรถก็เห็นไอ้สันขวานน้องรักถลาเข้ามาหา ท่าทางมันตกใจน่าดู
   “ยังไม่ใช่ช่วงฮีทของมึงนี่หว่า หรือว่าเพราะเจอกับคู่แห่งโชคชะตาเลยฮีทก่อนกำหนด ซวยละกู พรุ่งนี้ต้องไปเรียนคนเดียวหรือวะ โดดแม่ม!”

15
   ดูจากอารมณ์พุ่งขึ้นสูงปรี๊ดของสันตะวาแล้ว ฉันกับน้องช่อเลยไม่กล้าคุยอะไรกับมันอีก ปล่อยให้มันนั่งหน้าบูดไปตลอดทางจนถึงบ้าน
   “หิวข้าว!”
   มันพูดแค่ประโยคเดียวตอนเข้ามาในห้องโถง หลังจากนั้นก็จ้วงข้าวใส่ปากอย่างเอาเป็นเอาตายก่อนจะไปอาบน้ำ ทำการบ้าน ส่วนฉันก็แค่รอลอก ชีวิตช่างสบายเหลือเกิน
   ระหว่างรอฉันก็นึกเป็นห่วงอยู่ไอ้น้องรักอยู่เหมือนกัน กำลังจะอ้าปากถามเรื่องตะวันจากปากมันสักหน่อยแต่น้องช่อจุปากแล้วส่งไลน์มาหาฉันแทน
   ‘อย่าเพิ่งไปยุ่งกับพี่วาเลย อยากโดนด่าหรือ พี่เขายิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย’
   -_-
   ‘ตกลงพี่รักอยากรู้เรื่องอะไร’
   ‘ตะวันเป็นคู่แห่งโชคชะตาของเจ้าวามันเหรอ’
   ‘ไม่ใช่ น้อยคนมากที่จะเจอคู่แห่งโชคชะตาเหมือนอย่างพี่ ส่วนใหญ่แต่งกันเพราะรักกันหรือไม่ก็มีฐานะที่พอๆ กัน ไม่เกี่ยวกับเคมีในร่างกายอะไรพวกนั้นหรอก’
   เรื่องแม่งซับซ้อนกว่าที่คิดแฮะ
   ‘แล้วเรื่องนี้พ่อรู้แล้วหรือยัง’
   ‘พ่ออาจจะรู้ก็ได้นะแต่ไม่พูด’
   นั่นสินะ พ่อก็ดูท่าทางจะหูตากว้างไกลพอสมควร ได้เจอกันแค่ไม่กี่วันฉันก็พอเดาออกว่าคุณพ่อของสามแฝดไม่ใช่คนโง่ เขาต้องรู้แน่ๆ ในเมื่อเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตคู่ของลูกชายที่รักเชียวนะ
   “พวกมึงไลน์หาใคร?!”
   เสียงไอ้สันขวานตะคอกถาม
   “คือว่า...”
   น้องช่ออ้ำๆ อึ้งๆ ไอ้สันขวานเลยคว้ามือถือไอโฟนรุ่นล่าสุดของน้องช่อไปดู กวาดตามองเร็วๆ แล้วมันก็ถลึงตามองฉัน
   “แม่ง นินทากู อยากรู้อะไรทำไมไม่ถามกูเองละวะไอ้รัก?”
   กลัวเอ็งด่าไงน้องรัก
   หลังจากนั้นมันก็ทึ้งศีรษะตัวเอง
   “นี่กูจะอธิบายยังไงให้พวกมึงเข้าใจดีนะว่ามันไม่ได้มาจีบกูเลยสักนิด มันสนใจไอ้ช่อและอยากจะแกล้งกูมากกว่า แถมบ้านมันก็เป็นมาเฟีย ทำธุรกิจพวกผับบาร์ เก็บค่าคุ้มครอง ยันนำเข้าเหล้าบุหรี่ที่พ่อเราไม่ค่อยชอบ ยังไงบ้านเรากับบ้านมันก็ไม่มีทางญาติดีกันได้หรอก”
   ฉันอยากจะแย้งว่าเรื่องรักใคร่มันอยู่ที่คนสองคน พวกเอ็งรักกันแถมฐานะก็รวยพอๆ กัน บ้านไอ้ตะวันก็คงอยากได้ไอ้สันขวานเป็นลูกสะใภ้อยู่หรอก หน้าอย่างไอ้ตะวันดูทรงมันแล้วน่าจะเป็นพวกอยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้ เอ็งจะรอดมือมันไปได้อีกนานเท่าไหร่กันเชียว
   อีกอย่างหนึ่งมันเอาตรรกะอะไรมาใส่หัวมันวะ ฉันก็ว่าน้องคนนี้มันฉลาดแล้วนะแต่เสือกไม่รู้ว่าไอ้ตะวันมาจีบมันนั่นแหละ สายตาตะวันมันมองแค่ใคร มันกอดใคร มันเรียกใครว่าเมียล่ะ
   ก็มีแค่ไอ้วาคนเดียวเท่านั้นส่วนน้องช่อที่มันกำลังเข้าใจผิดมาตลอดอยู่นั้น ฉันเห็นแล้วว่าไอ้ตะวันแทบจะไม่ได้ชายตาแลมองเลยด้วยซ้ำ
   “สรุปเลยนะไอ้รัก กูไม่มีซัมติ้งอะไรกับไอ้ตะวันจัญไรทั้งนั้น และกูไม่ใช่เมียมัน มันขี้ตู่ไปเองเข้าใจ๋!”
   ฉันนิ่ง พยายามทำหน้าตาใสซื่อให้น้องมันเชื่อว่าเออ เข้าใจที่เอ็งพูดแล้ว เอ็งไม่มีอะไรกับไอ้ตะวัน
   พี่เชื่อมาก...
   เชื่อพ่อง
   ฟังคำว่าเมียจากปากไอ้ตะวันไม่รู้กี่ครั้ง เชื่อก็ควายแล้ว!

   น้องช่อฮีทเลยต้องนอนอยู่บ้าน
   ฉันเพิ่งรู้ว่าอาการฮีทเป็นยังไงก็วันนี้เอง
   น้องคนเล็กของฉันทำตาหวานฉ่ำ หน้าแดงก่ำ เหงื่อแตกทั้งที่ลดอุณหภูมิแอร์ให้จนหนาวไปหมดแล้ว นอนบิดตัวทรมานอยู่บนเตียง ตอนแรกฉันก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ตะโกนให้ไอ้สันขวานโทรตามรถพยาบาลแต่น้องมันแค่เปิดลิ้นชักหยิบยาออกมาแล้วไล่ให้ฉันไปเอาน้ำเปล่ามาให้น้องกินยา
   “ยาแก้ฮีท แต่กว่าจะออกฤทธิ์คงอีกประมาณครึ่งชั่วโมง”
   ฉันทำหน้าแหยๆ ได้แต่ยืนมอง ไอ้สันขวานขยับยิ้ม
   “มึงไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอก อีกไม่วันเอง มึงเตรียมใจไว้เลยได้ฮีทตามไอ้ช่อแน่”
   “หะ!”
   ไม่อยากคิดถึงตอนตัวเองร้องงี้ดๆ เลยอ่ะ คงอนาถน่าดู
   ไอ้สันขวานลูบหัวน้องช่อ ปลอบโยนให้น้องมันสงบลงซึ่งก็ได้ผล เห็นท่าทางห่ามๆ อย่างนี้ไอ้สันขวานก็อ่อนโยนเป็นเหมือนกันนี่หว่า มิน่าไอ้ตะวันถึงได้ชอบ
   อุ๊บ! เผลอนินทาจนได้
   เราจะพายเรือวันวาเสียดีไหม ต่อให้ไม่มีเรือพี่ก็จะต่อแพไม่ก็ว่ายข้ามไป รู้สึกจิ้นขึ้นมาซะแล้วสิ
   “พี่รัก พี่วา ไปเรียนเถอะ ไม่ต้องห่วงผม”
   เสียงน้องระโหยโรยแรงมากจนฉันอยากโดดเรียนมาดูน้องจังแต่ไอ้สันขวานมันรู้ทันตลอดอ่ะ
   “กูรู้นะมึงคิดอะไร ไปเรียนกับกูเลย ยิ่งโง่ๆ อยู่ด้วย ทางนี้เดี๋ยวให้พวกเมดดูไป พวกนี้เป็นโอเมก้ากับเบตา ปลอดภัยหายห่วง”
   “แต่ว่า...”
   “ไปแต่งตัวดีๆ หรือจะไปทั้งน้ำตาหะ ไอ้รัก!”
   “ไปก็ได้ แม่งดุตลอด”
   ฉันเม้มปาก
   ไม่เชียร์แม่งแล้ว ไอ้เรือวันวาเนี่ย!

   พอขึ้นนั่งบนรถได้ไอ้สันขวานก็พูดขึ้นมาลอยๆ
    “พวกเราไม่มีแม่ พ่อก็เดินทางอยู่ตลอด นานๆ ถึงจะกลับบ้านสักครั้ง ก็เลยต้องช่วยดูแลกันและกัน เกิดเป็นโอเมก้ามันก็ลำบากอย่างนี้แหละ กูไม่อยากคิดถึงว่าโตขึ้นแล้วอาจจะต้องแต่งงานมีลูกเลยว่ะ”
   ฉันเลิกคิ้ว
   “ก็ไหนพูดอยู่ปาวๆ ว่าจะไม่แต่งงานและพวกเราสามคนจะกอดคอกันอยู่บนคานอย่างเหนียวแน่นไง ลืมไปแล้วเหรอน้องวา”
   “กูไม่ได้ลืมแต่กูชักไม่แน่ใจแล้วน่ะสิ ไอ้ช่อมันใจดี อัลฟาที่ดีแต่กดขี่เมียให้อยู่ในโอวาทที่ไหนก็อยากได้คนนิสัยอย่างมันเป็นเมีย จะได้ไม่หือไม่อือและถ้ามันใช้เล่ห์กลมาหลอกลวงน้องเราได้ ถ้าไอ้ช่อมันรักของมันกูก็คงไปห้ามปรามมันไม่ได้”
   แล้วไอ้สันขวานก็ถอนหายใจแล้วจ้องฉันเขม็ง
   “มึงก็เหมือนกัน เจอคู่แห่งโชคชะตาแล้วด้วย ลุงนั่นทั้งหล่อทั้งคารมดีแถมเคมีแม่งก็ตรงกัน กูไม่อยากไปร้องแรกแหกกระเชิงกันท่าแต่สุดท้ายพวกมึงก็ไปรักกันแล้วก็กลายเป็นกูที่เห่าบ๊อกๆ เหมือนหมาอยู่คนเดียว มึงเข้าใจใช่ไหม?”
   “...”
   ฉันนึกจะแย้งว่าก่อนจะห่วงฉันกับน้องช่อ มันควรห่วงตัวเองก่อนใครเพื่อน ไอ้ตะวันแม่งรุกแรงเหลือเกิน แค่มันเร่งเครื่องอีกนิดมันคงคว้าน้องฉันไปนอนกอดบนเตียงได้แน่ถ้าคนอย่างมันคิดจะทำละก็
   อย่างน้อยเท่าที่เห็น หมอนั่นก็ยังดูแมนๆ พอตัว ไม่ทำคนที่ไม่เต็มใจ ข้อนี้ฉันยังมองว่ามันก็เป็นคนดีอยู่เหมือนกัน ส่วนทางคนของเราก็คงขึ้นอยู่กับเวลาแล้วละ แต่ฉันว่าคงไม่นานเท่าไหร่หรอก เผลอๆ คู่นี้จะไวกว่าใครเพื่อนด้วยซ้ำ
   “มึงยิ้มทำแป๊ะอะไรอีกไอ้รัก?”
   เสียงตะวันดังข้างหู เสียงมันดังแสบแก้วหูไปหมด
   “ที่กูพูดมึงจะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ กูไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวก็เพราะอัลฟาส่วนใหญ่ก็เห็นแก่ตัว หาดียาก เห็นโอเมก้าอย่างเราเป็นแค่เครื่องผลิตทายาท ยิ่งรวยยิ่งมีอำนาจก็มีเมียกันได้หลายคน บอกตามตรงกูไม่ต้องการเป็นแค่เมียหลวงที่เชิดหน้าชูตาแต่ต้องนอนกอดหมอนคนเดียวทุกคืนแต่ผัวกูกลับไปนอนกกโอเมก้าคนอื่น หรือมึงอยากมีชีวิตแบบนั้นวะไอ้รัก?”
   ฉันส่ายหน้า ไอ้สันขวานแม่งพูดซะเห็นภาพ อย่างคุณธนาคิมก็จัดอยู่ในข่ายที่น้องมันพูด
   เขาไม่ใช่คู่ของฉันและเขาอาจไม่ใช่คนที่รักเดียวใจเดียวอย่างคุณกันต์ พ่อของสามแฝด ฉันควรถอยห่างจากเขาตั้งแต่ตอนนี้เลย
   ขึ้นคานเสียยังดีกว่านอนช้ำใจ

   นึกถึงคน คนก็โผล่มา
   ตะวันอุตส่าห์มาเรียนจริงๆ เพราะน้องวาไปตาม พอเจอหน้าคนที่เจ้าตัวพอใจมันก็ยิ้มมุมปากอย่างหล่อเลย
   “น้องมึงไปไหน ไม่สบาย?”
   “กูไม่บอก!” ไอ้สันขวานตอบกวนๆ แล้วยักคิ้วท้าทาย
   “เรื่องของมึง ให้กูทายสงสัยจะฮีทมั้ง บางทีน้องมึงอาจจะคิดถึงกูอยู่ก็ได้นะ”
   มั่นหน้าไปอีก แต่มันก็มีดีให้มั่นละนะ ยอมมัน
   “กูไม่ยอมให้มึงไปหาน้องกูหรอก บ้านกูไม่ต้อนรับคนอย่างมึง”
   น้องวาเดือดดาลขึ้นมาทันตาเห็น ตะวันเลยหัวเราะชอบใจใหญ่เลย
   ไอ้มาโซเอ๊ย!
   “ถ้าน้องมึงอยากให้กูไปหา มึงก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ระวังไว้เถอะถ้ามึงยังปากดีอยู่อย่างนี้ กูหมั่นไส้มากๆ อาจจะทำให้น้องมึงเป็นของกูเร็วขึ้นนะ”
   “สัส!”
   ไอ้สันขวานอารมณ์เดือดพล่านเหมือนหม้อข้าวเดือด ยกเท้าขึ้นตั้งใจจะถีบไอ้ตะวัน ฉันพยายามที่จะดึงแขนมันไว้แล้วแต่แรงมันเยอะกว่า คนมันเลือดขึ้นหน้าเลยดิ้นหลุดเกือบไปตั๊นหน้าหล่อๆ ของไอ้อัลฟาปากดีแล้วโชคดีที่อาจารย์โผล่หน้ามาก่อน
   “มีอะไรกัน? ไปนั่งที่ได้แล้วตะวัน สันตะวา รักแรกพบ”
   “ครับ”
   ตะวันยักไหล่ พอลับหลังอาจารย์มันก็โปรยจูบส่งให้ไอ้สันขวานที่ดูแล้วทั้งน่ารักและน่าหมั่นไส้ในสายตาผู้ใหญ่รุ่นแม่อย่างฉัน
   แต่...ไอ้สันขวานคงของขึ้นอ่ะแต่มันก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอาจารย์เข้าห้องแล้ว สายตาคาดโทษที่มองมาทำให้น้องมันจำใจต้องนั่งลงที่โต๊ะเรียนข้างๆ ฉัน
   “แม่ง ดีนะที่พวกมึงไม่ฮีทพร้อมกัน ไม่งั้นกูโดดแน่”
   มันกระซิบคุยกับฉัน
   ฉันเข้าใจดีเลยล่ะ ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวฉันที่ต้องมาเรียนคนเดียว กลายเป็นโอเมก้าเพียงคนเดียวในห้องเรียน จ้างให้ฉันก็ไม่มาให้โง่หรอก ไอ้ปลอกคอนี่จะคุ้มกันการถูกกัดได้แค่ไหนกันเชียว พวกบอดี้การ์ดที่ตามมาดูแลก็ทำได้แค่ยืนรออยู่นอกห้องเรียนและโรงเรียนก็ออกกว้าง จะโดนแอบลากไปปล้ำเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
   น่ากลัวเป็นบ้า
   อาจารย์สอนอะไรก็ไม่รู้แต่เห็นตัวเลขเต็มพรืดบนกระดานบอร์ดฉันก็แอบหาวแล้วแต่ดันนอนในห้องเรียนไม่ได้นี่สิ
   ตุ้บ!
   อะไรมาโดนหัววะ? กระดาษ?
   ฉันหยิบเอาก้อนกลมๆ นั้นขึ้นมาดูแล้วหันหลังไปมองหาไอ้ตัวต้นเหตุที่ปากกระดาษใส่ฉันแล้วเห็นว่าตะวันมันนั่งข้างหลังฉันพอดี
   เป็นมันสินะ
   “อะไร?”
   ฉันอ้าปากถามมันเบาๆ
   “ไม่ใช่ของมึง ข้างๆ มึงโน่น”
   ฉันทำเสียงดังจิ๊แล้วส่งกระดาษให้ไอ้สันขวาน
   “อะไร?”
   มันถามแต่ฉันไม่ตอบเพราะไม่รู้ว่าคืออะไรเหมือนกัน ไอ้สันขวานเลยคลี่กระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนลูกบอลนั้นออกดูเอง
   “คิดถึงนะเมีย”
   เราสองพี่น้องหันขวับมองไอ้คนช่างกล้าเขียนเป็นตาเดียว
   ไอ้สันขวานคำราม
   “ไอ้เชี่ย กูไม่ใช่เมียมึง!”
   “สันตะวา ออกไปยืนหน้าห้อง!”
   เสียงอาจารย์สั่งทำโทษอยู่หน้าห้องทำให้ไอ้สันขวานหันไปค้อนใส่ตะวันแล้วลุกออกไปจากโต๊ะ ตะวันแอบหัวเราะคิกคัก สีหน้ามันดูมีความสุขเหลือล้นที่กลั่นแกล้งไอ้สันขวานได้
   ไอ้ตะวันนี่ของจริง
   น้องฉันเสร็จมันแน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

หน้า: [1] 2 3 ... 10