แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - รัญชิดา

หน้า: [1] 2 3 ... 14
1
   “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ” พิราอรดึงมือหนี เลื่อนตัวลงจากเก้าอี้ เห็นเขาขยับจะตามไปด้วยจึงห้ามไว้ “คุณไม่ต้อง ฉันไปเองได้”

   “แน่ใจนะ ใช้ห้องน้ำข้างบนไหม” เขาหมายถึงห้องน้ำในห้องส่วนตัวที่เป็นห้องพักของเดชทัต แม้เจ้าของห้องจะไม่ได้มาใช้นานแล้ว แต่ก็ยังมีพัชนันท์แวะเวียนมาเปิดใช้ในวันที่มาตรวจสอบความเรียบร้อยของที่นี่บ้าง ต่อไปก็คงเป็นฐานที่มั่นของพิราอรนั่นแหละ

   ชินดนัยยังคงรอคำตอบ หากแต่พิราอรส่ายหน้าปฏิเสธ เขาจึงยอมตามใจ ได้แต่บอกว่า

   “งั้นผมรอนี่นะ”

   ชายหนุ่มสั่งเบียร์เพิ่ม นั่งกวาดตามองไปรอบๆ คนเริ่มเยอะ โต๊ะถูกจับจองเกือบครบแล้ว แม้ยังไม่ดึกมากแต่ผู้คนกลับหลั่งไหลมาแน่นผับ ลูกค้าของบาบิโลน มีหลายกลุ่ม หลายช่วงวัย แต่ทุกคนล้วนเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักพร้อมจ่ายในราคาสูงเพื่อแลกกับบริการดีๆ และความเป็นส่วนตัว

   สายตาคมมองกวาดไปเรื่อยๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นทักทายกับหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก หนึ่งในกลุ่มนั้นเพียรส่งสายตาเชิญชวนเขามานานแล้ว ชินดนัยยิ้มบาง ไม่ตื่นเต้นกับสาวสวย นุ่งน้อยห่มน้อย กลุ่มนั้น มาเที่ยวกลางคืนอย่างนี้ที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน เป็นธรรมดาของสถานบันเทิง สิ่งหนึ่งต้องได้เจอแน่ๆ ก็คือผู้หญิง

   เสียดายคืนนี้เขามีผู้หญิงมาแล้ว แม้จะแต่งกายมิดชิดพร้อมเข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่พิราอรก็ดูท้าทายกว่าสาวๆ โต๊ะนั้นเยอะ ความสัมพันธ์ฉาบฉวยไม่ยากเลยกับคนอย่างเขา แต่กับลูกสาวของเดชทัตมันมีอะไรพิเศษมากกว่านั้น เขาไม่ได้มองพิราอรเหมือนผู้หญิงทั่วไป อยากได้น่ะอยากอยู่แต่ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา เธอแตกต่างจากคนอื่นเพียงแต่เขายังหาคำจำกัดความมาอธิบายไม่ได้

   ชายหนุ่มเลื่อนสายตามาหยุดที่ตรงทางเดินไปห้องน้ำ รอคอยว่าเมื่อไรแม่ชีจะกลับมา


   พิราอรหงุดหงิดเล็กน้อยกับท่าทางที่พร้อมจะอุ้มเธอขึ้นเตียงตลอดเวลาของชินดนัย เธอรู้ว่าผู้ชายอย่างเขาย่อมมีเรื่องอย่างนี้ แต่เขาน่าจะดูหน้าบ้างไม่ใช่ลุ่มล่ามกับเธอไปเรื่อย

   หญิงสาวปิดน้ำเมื่อล้างมือเสร็จ ห้องน้ำผับกว้างขวาง ยังไม่ดึกมากก็ยังสะอาดอยู่ ตอนดึกๆ คงต้องแวะเข้ามาดูอีกรอบว่าจะสภาพไหน ทางเดินที่ตัดเข้ามาค่อนข้างแคบ เนื่องด้วยความจำกัดของพื้นที่ แถมยังมืดมาก อันตรายทีเดียวสำหรับผู้หญิง เพราะมันเป็นทางเดินที่ต้องใช้ร่วมกับพวกผู้ชาย แถมระหว่างทางก็มีชายหญิงยื่นคลอเคลียกันไม่เกรงใจสายตาผู้คน

   “มันเป็นธรรมดาพีช...มันเป็นธรรมดา”

   หญิงสาวปลอบใจตัวเอง รวบรวมกำลังใจก่อนเดินออกจากห้องน้ำ ด้วยพื้นที่คับแคบบวกกับความไม่ชินเส้นทางและแสงสว่างอันน้อยนิด ขณะที่พิราอรกำลังหันรีหันขวาง ก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินเซๆ สวนเข้ามาชนกับเธอจำทำให้เธอเสียหลักไปยืนขวางผู้ชายคนหนึ่งเข้า

   เขาโอบร่างเธอไว้คล้ายหวังดีจะช่วย แต่สายตาไม่น่าไว้ใจนั้นทำให้พิราอรรีบยืนตั้งหลัก ขอโทษและขอบคุณชายแปลกหน้าไปตามมารยาท แต่เมื่อขอตัวกลับถูกคนติดตามของชายแปลกหน้ากางแขนดักไว้

   “ถ้าไม่รังเกียจ ไปนั่งดื่มกับผมที่โต๊ะไหมครับ”

   “ไม่ดีกว่าค่ะ พอดีเพื่อนฉันรออยู่” พิราอรยังคงถูกกักตัวเอาไว้ หญิงสาวมองหน้าคนติดตาม ก่อนจะหันไปสบตากับชายแปลกหน้าอย่างไม่พอใจ “ช่วยสั่งคนของคุณให้ถอยด้วยค่ะ”

   “คุณมาที่นี่บ่อยไหม ทำไมผมไม่เคยเจอคุณเลย”

   “ไม่บ่อยค่ะ แต่ต่อไปคงจะต้องได้มาทุกคืน สั่งคนของคุณให้หลีกทางฉันด้วยค่ะ”

   ชายแปลกหน้ามองเธอคล้ายต้องการถ่วงเวลาเอาไว้ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ พยักหน้าส่งสัญญาณให้คนของตัวเองหลีกทาง ซ้ำยังทิ้งท้ายกับหญิงสาวอีกด้วยว่า

   “ถ้าคุณจะมาทุกคืน ผมก็จะมารอคุณจนกว่า เราจะได้นั่งดื่มด้วยกัน”

   พิราอรไม่เสียเวลาแม้แต่จะมองหน้าคนพูด รีบเดินหน้างอไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมข้างๆ ชินดนัย ราวกับว่าเขาคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา พอเธอนั่งเรียบร้อย เขาก็พูดขึ้นว่า

   “ไปเจอดีอะไรเข้า หน้าหงิกมาเลย ขันติ สิครับขันติ”

   หญิงสาวถอนใจ ไม่สบอารมณ์อย่างแรง “กับสถานที่แบบนี้หลักธรรมข้อไหนก็คงใช้ไม่ได้”

   “อูยยยย แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีจริงแฮะ ไปเจออะไรมา คนจูบกันนัวเนีย หรือผู้หญิงกับผู้ชายเข้าห้องน้ำเดียวกัน” ชินดนัยถามพร้อมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “แต่นี่ก็ยังไม่ดึกมาก เริ่มกันแล้วเหรอ”

   พิราอรหน้าหงิกกว่าเดิม นึกอยากข่วนหน้าเรียบเฉยราวกับเรื่องที่เขาพูดเป็นเรื่องปกติเหมือนการกินข้าว จิบกาแฟ

   “คุณคงชินกับเรื่องแบบนี้ แต่สำหรับฉันคงอีกนาน”

   “ก็แสดงว่าไปเจอมาจริงๆ งั้นสิ”

   “ไม่ใช่ แค่ผู้ชายหน้าตาหื่นๆ ชวนไปนั่งดื่มที่โต๊ะ”

   ชินดนัยขำลั่นกับคำตอบนั้น พอเห็นว่าเธอมองอย่างเอาเรื่องก็แกล้งหลุบตามองแก้วเบียร์ในมือ ก่อนยกขึ้นดื่มอย่างสบายใจ

   “ผมก็นึกว่าเจออะไรร้ายแรง แค่ชวนไปนั่งดื่มที่โต๊ะนี่ถือว่ายังสุภาพมากนะ”

   “ใช่ ถ้าเทียบกับตอนที่ฉันเจอกับคุณครั้งแรกที่นี่ การชวนไปดื่มมันดูสุภาพมากเลยจริงๆ”

   ชายหนุ่มไม่สะดุ้งกับคำเหน็บแนมนั้น ซ้ำยังมองเธอสารภาพเสียงหวานฉ่ำ “อันที่จริงตอนนี้ก็อยากให้เราเป็นเหมือนครั้งนั้นนะ”

   “คุณ!”

   “จุ๊ๆๆ อย่าโมโหโทโสไป ไอ้หมอนั่นหรือเปล่าที่คุณไปเจอมา ดูเหมือนตอนนี้มันจะหาคุณเจอแล้ว” พิราอรหันไปมองได้เพียงแวบเดียว เขาเอื้อมมือมาจับปลายคางเธอเอาไว้ดึงกลับมา ก่อนจะค่อยๆ ไล้แก้มนุ่ม มีรอยยิ้มยั่วเย้า หากแต่คำพูดกลับไปคนละทิศกับท่าทางที่แสดงอยู่ “จะหันไปให้มันจับได้เหรอ ท่าทางไอ้หมอนั่นจะดวงตาเห็นธรรมติดใจแม่ชีซะแล้ว จ้องมาตาไม่กะพริบเลย”

   “ฉันอยากกลับแล้ว”

   “ใจเย็น” ใบหน้าของชินดนัยยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปช่วยทัดผมให้หญิงสาวด้วยความอ่อนโยนราวกับคู่รัก “นี่คือหนึ่งในปัญหาที่คุณจะต้องเจอในอนาคต ซ้อมรับมือไว้บ้างก็ดี ในผับอย่างนี้ก็มีแต่ไอ้พวกหัวงูจ้องจะหลอกแอ้มสาวทั้งนั้น แต่ถ้าคุณมีเจ้าของก็จะอันตรายน้อยลง”

   “ถ้าฉันต้องเจอกับอะไรแย่ๆ ที่นี่ สาบานได้เลยว่าฉันจะขาย ไม่ให้เหลือแม้แต่ถังน้ำแข็ง”

   “ทูนหัว...คุณทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก สิ่งที่คุณต้องทำคือต่อสู้กับสถานการณ์เลวร้ายให้มันผ่านไป โดยมีผมคอยช่วยเหลือ”

   ชินดนัยโน้มหน้าเข้ามากระซิบประโยคสุดท้าย หากคนที่อยู่ไกลๆ ก็คงเข้าใจว่าทั้งคู่กำลังกอดจูบกันนัวเนีย พิราอรยันอกชายหนุ่มออก

   “กลับกันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่แล้ว เสียงดัง คนเยอะ หายใจไม่ออก” ไม่มีการรั้งรอใดๆ ถ้าเขาไม่กลับพร้อมกัน ก็เตรียมโบกแท็กซี่กลับเองได้เลย

   “เฮ้! เดี๋ยวสิพีช โอเค นั่งก่อนเถอะ”

   “ท่าทางเขาไม่ธรรมดาเลย มีคนติดสอยห้อยตาม”

   “ก็เป็นลูกชายนายตำรวจใหญ่ บารมีพ่อล้นเหลือ พอมีอำนาจพ่อคุ้มหัวก็กร่างได้นิดหน่อย ว่าไปแล้วก็อยู่ห่างๆ ไว้ก็ดีเหมือนกัน”

   “สีหน้าฉันตอนนี้ดูเหมือนอยากอยู่ใกล้เขาไหมล่ะ”

   ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ “ผมต้องเข้าไปขอบคุณเขาสักหน่อย เพราะสายตาคุณที่มองผมตอนนี้ดูดีเหมือนผมเป็นพระเอกยังไงก็ไม่รู้”

   “เรากลับกันเถอะนะคะ” พิราอรออดอ้อนเสียงหวาน

   “ดูเหมือนว่าขากลับเราจะต้องเดินผ่านโต๊ะเขาด้วยนะ ทำไงดี” เขาขอคำปรึกษา และหญิงสาวก็มีสีหน้าระอาใจ

   “ไม่มีทางอื่นเหรอ”

   คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าช้าๆ “ผมมีวิธีที่จะทำให้ไอ้หมอนั่นไม่มาวอแวกับคุณอีก แต่ต้องถามก่อนว่าคุณจะยอมเล่นด้วยไหม”

   “อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ เขายังบอกกับฉันด้วยว่าจะมารอทุกวัน นี่ฉันจะต้องปั้นหน้าต้อนรับลูกค้าแบบนี้เหรอ ไม่ไหวมั้ง ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย”

   ชินดนัยไม่สนคำพูดประโยคหลังของเธอ แค่เธอยอมเขาก็พร้อมประกาศศักดาแล้ว ชายหนุ่มลงจากเก้าอี้ แล้วยื่นมือออกมารอ พิราอรลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมวางมืออย่างไม่เต็มใจนัก ทำไมตัวเลือกของเธอช่างน้อยนิดเพียงนี้ แต่อย่างน้อยชินดนัยก็ดีกว่าคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักละนะ เขาเลื่อนมือมาโอบเอวเธอดึงร่างเข้าไปชิดแล้วดันให้เดินไปด้วยกัน

   “เดินดีๆ ไม่ได้หรือไง”

   “ต้องแบบนี้แหละ ให้มันเห็นไปเลยว่าคุณมีเจ้าของแล้ว”

   “บางทีฉันไม่จำเป็นต้องแลกกับอะไรแบบนี้ก็ได้นะ เห็นได้ชัดว่ามันไม่คุ้ม”

   “ยอมให้ผมกอดนิดหน่อยๆ ก็ดีกว่าต้องหาวิธีอื่นหนีมันนะ น่า...ทำตัวตามสบาย ผมทำอะไรคุณก็แค่...คล้อยตาม”

   ชินดนัยพาเธอเดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ สบายๆ เหมือนเขาว่า พิราอรเสียอีกที่แข็งขืนจนเขาต้องดึงกึ่งลาก เธอเหลือบมองไปยังโต๊ะคู่กรณีก็เห็นอีกฝ่ายมองมาอย่างสนใจ ยิ่งใกล้เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าวงแขนของชินดนัยรัดแน่นขึ้น

   “เลิกงอนผมได้แล้วนะที่รัก สัญญาว่าจะไม่ทำอย่างงั้นอีก” ชินดนัยพาเธอหยุดใกล้ๆ โต๊ะของคู่กรณี แล้วพูดขึ้นเสียงดังเกินกว่าเหตุ ซึ่งนั่นทำให้เธองงหนัก เขาต้องรีบไปเธอไปให้พ้นสิ ไม่ใช่มาหยุดตรงหน้า แล้วพูดเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้

   “รีบพาฉันกลับเถอะ”

   เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตานาน พิราอรตัดบทแล้วเตรียมผละหนี หากแต่เพียงครึ่งก้าว ชินดนัยก็คว้ามือเธอไว้ดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว ร่างเธอปลิวเข้าปะทะอกกว้าง เงยหน้าจะอ้าปากถาม หน้าเขาก็โน้มมาจนชิด ปิดปากเธอด้วยปากเขาอย่างดูดดื่ม

   พิราอรดิ้นรนขัดขืน สองมือทุบไปตามร่างกายของเขา แต่ชินดนัยไม่ได้สะดุ้งสะเทือน ใช้สองมือประคองหน้าเธอปรับองศาให้เหมาะสม ขยี้จูบอย่างเร่าร้อน แกล้งขบเม้มปากเธอบังคับให้ยินยอมพร้อมใจ เกือบจะขาดอากาศหายใจนั่นแหละเขาถึงได้ยอมถอนจูบ

   หญิงสาวหอบแรง เนื่องจากรีบดึงอากาศเข้า จ้องหน้าเขาด้วยดวงตาวาววับ และยังไม่ทันที่ชินดนัยจะแก้ตัวอะไร ฝ่ามือของหญิงสาวก็ฟาดเปรี้ยงไปที่ใบหน้าหล่อเหลา

   “คุณมันก็ไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นเลย” พิราอรวิ่งหนีเขาไปอย่างรวดเร็ว

   ชินดนัยรีบวิ่งตามจนมาทันเธอขึ้นรถ ชายหนุ่มเปิดประตูด้านคนขับ แล้วนั่งเบียดจนพิราอรต้องยอมขยับไปอีกเบาะ ใบหน้าของหญิงสาวตึงเปรี๊ยะ โกรธหนักจนควันออกหู เธอไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ

   “ลองคิดดูถ้าผมไม่ทำแบบนั้น มันก็คงจะเพียรหาเรื่องมายุ่งกับคุณอีก เราต้องเด็ดขาดนะพีช”

   “แต่มันต้องไม่ใช่วิธีเอาเปรียบแบบที่คุณทำเมื่อกี้ คนอื่นเห็นจะคิดยังไง คุณเคยคิดถึงฉันบ้างไหม ฉันจะโดนคนอื่นดูถูกยังไงก็ได้งั้นเหรอ”

   “แค่จูบกันในผับ ไม่มีใครเขาคิดมากกันหรอก อย่างมากก็มองว่าเป็นธรรมดาของคู่รัก”

   “แต่ฉันไม่ได้มาบาบิโลนแค่วันนี้เท่านั้น พนักงานคนอื่นจะคิดยังไง”

   “พนักงานของเราทุกคนถูกอบรมให้เก็บความลับของลูกค้า เรื่องเราจูบกันไม่มีใครสนใจหรอก”

   “พูดเห็นแก่ตัว”

   “แล้วคุณจะให้ผมทำไง จะมีวิธีไหนดีกว่าการทำให้ไอ้กร่างนั่นเข้าใจว่าคุณมีเจ้าของ ต่อไปมันก็คงไม่มาวุ่นวายกับคุณอีกแล้ว เชื่อผมสิ”

   พิราอรจนด้วยคำพูด โกรธที่เขาทำบ้าๆ แบบนั้น ชินดนัยเอาเปรียบเธอซ้ำยังฉวยโอกาสเอากับเธอแบบหน้าด้านๆ ทำเหมือนปกป้องเธอแต่เขาก็ได้ประโยชน์เข้าตัว หญิงสาวกำมือแน่น สะกดแรงอารมณ์ยื่นคำขาดกับเขาเสียงเครียด

   “ต่อไปอย่าฉวยโอกาสกับฉันอย่างนี้อีก”

   “เรากลับบ้านกันได้แล้วยัง” เขาแกล้งไก๋ไม่ตอบ แถมยังชวนกลับดื้อๆ

   พิราอรก็ไม่พูดเหมือนกัน แต่ด่าในใจเป็นชุด ผู้ชายเจ้าเล่ห์ ฉวยโอกาส ไว้ใจไม่ได้!




   เหตุการณ์ในผับยังคงดำเนินต่อไป ชยินยังคงนั่งจิบเครื่องดื่ม ในอ้อมแขนมีสาวสวยขนาบซ้ายขวา ทันทีที่พิราอรกับชินดนัยออกไป เขาก็เรียกลูกน้องเข้ามาถาม

   “ผู้หญิงคนนั้นใครกันวะ ไอ้หน้าหล่อนั่นก็ด้วย”

   “คุณชยินสนใจเหรอครับ”

   “ได้ก็ดี ถ้าเจอกันอีกนะ เปลี่ยนไปลองสาวเรียบร้อยบ้างได้อารมณ์ไปอีกแบบ” ชยินบอกอย่างไม่ใส่ใจ ถึงเขาจะสนใจแต่ก็เห็นอยู่ว่าไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหา ด้วยบารมีของพ่อทำให้เขาไม่ขาดแคลนเงินตราและผู้หญิง อยากได้อะไรก็แค่กระดิกนิ้วทุกอย่างก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว

   ที่ติดใจผู้หญิงคนนั้นก็เพราะไม่ค่อยเห็นแบบเจ้าหล่อนบ่อยนัก แต่ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยที่ดูเหมือนว่าเธอจะมีเจ้าของเสียแล้ว แต่เรื่องแบบนี้เขาไม่ถือหรอก สมบัติผลัดกันชมได้ แค่ให้ได้เจออีกสักครั้ง เธออาจจะเปลี่ยนใจจากไอ้หน้าหล่อนั้นก็ได้

   ลูกชายนายตำรวจยศใหญ่คิดอย่างย่ามใจ ขณะซุกไซ้คลอเคลียสองสาวในอ้อมกอด คืนนี้ยังไม่ได้ แต่คืนต่อๆ ไปมันก็ไม่แน่!




2
บทที่ 5

   ชินดนัยพาพิราอรมาหยุดยืนกันอยู่หน้าผับ มองแผงไฟหลากสีวิ่งวนวูบวาบน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากทั้งคู่มาถึงยังเป็นช่วงหัวค่ำ คนจึงยังไม่มากนัก ชายหนุ่มพาว่าที่เจ้าของผับเดินเตร็ดเตร่ดูลาดเลาอยู่ด้านนอก ชวนเธอคุยไปด้วย

   “หัวค่ำแบบนี้คนยังน้อย วันนี้ผมแค่พาคุณมาซ้อมดูงาน เพราะงั้นเราก็เริ่มกันตั้งแต่ประตูทางเข้าเลยแล้วกัน”

   “แต่ฉันจำได้ว่าเคยบอกคุณแล้วว่ายังไม่พร้อมเริ่มงาน”

   “ก็ไม่ได้ให้เริ่ม ให้มาดูเล่น” เขาอธิบายพร้อมกับพยักหน้าบอกให้เธอดูตรงประตูทางเข้า “ส่วนใหญ่ลูกค้าของผับเราจะค่อนข้างเป็นลูกค้า V.I.P ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของลูกค้า หากมีภาพไม่น่าดูหลุดออกมา แน่นอนว่าเราจะเสียหายแล้วยังต้องตามมาเก็บกวาดข่าวคาวให้วุ่นวายเสียเวลา”

   พิราอรมองไปยังจุดที่เขาบอก ตรงทางเข้ามีการ์ดคอยตรวจสอบลูกค้าอย่างละเอียด หากไม่ได้เป็นสมาชิกก็จะต้องถูกตรวจค้นอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยผ่านไป ส่วนสมาชิกก็จะมีทางเข้าอีกทางที่สะดวกและสบายกว่า การตรวจตราก็ไม่ได้เข้มงวดมากนัก

   “คุณกำลังจะบอกฉันว่า ไม่ว่าลูกค้าของเราจะเข้าไปเมาเละเทะแค่ไหนก็ตาม ภาพน่ารังเกียจนั้นก็จะอยู่เป็นความลับแค่ในผับของเราเท่านั้น”

   “ถูก!”

   “เคยมีปัญหาบ้างไหม”

   “ทุกรูปแบบ จะเอาแบบไหนล่ะ จะเล่าให้ฟัง” ชินดนัยล้วงเข้าไปด้านในเสื้อคลุมหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบต่อหน้าหญิงสาว

   “คุณติดบุหรี่ด้วยเหรอ” พิราอรทำหน้าแปลกใจ ดวงตากลมโตมองมาอย่างนึกไม่ถึง

   เช่นเดียวกับที่ชินดนัยมองเธอ ชายหนุ่มทำหน้าชอบกล นี่เธอเห็นคนกลางคืนอย่างเขาเป็นดอกบัวขาวบริสุทธิ์บนหิ้งพระหรืออย่างไรกัน

   “แค่สูบ ไม่ได้ติด” เขายักไหล่เหมือนไม่แคร์แต่ในใจรู้สึกบาปหนักยังไงไม่รู้ แม่ชีเล่นมองกันด้วยสายตาตำหนิติเตียนราวกับเขาเลวทรามเสียเต็มประดาจนอดที่จะต้องอธิบายต่อไม่ได้ว่า “นี่คุณ ผมอายุ 33 ทำงานอยู่ในผับตั้งแต่ยังไม่เต็ม 20 ดี คุณจะให้ผมครองศีล เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ มันก็ไม่ใช่นะ”

   “ฉันเข้าใจ คุณก็คงไม่ต่างจากพ่อ” น้ำเสียง แววตาหม่นแสง ก่อนจะเบนหน้าหนีไปทางอื่น

   ชินดนัยอ้าปากค้าง ชะงักนิ้วที่กำลังคีบบุหรี่เตรียมอัดควันเข้าปอด นาทีต่อมามวนบุหรี่ที่เพิ่งถูกใช้งานไปได้เพียงนิดเดียวก็ตกลงบนพื้นก่อนชายหนุ่มจะเอาปลายรองเท้าขยี้ดับเสียไม่เหลือแม้แต่ควัน สองมือจับต้นแขนของหญิงสาวให้หันกลับมาเผชิญหน้ากัน ความอ้างว้าง เคว้งคว้าง ในดวงตาคู่สวยทำให้เขารู้สึกหน่วงในใจอย่างบอกไม่ถูก

   เด็กมีปัญหา!

   เข้มแข็งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว เขารู้ว่าพิราอรเป็นเช่นนั้น แต่ไม่รู้เลยว่าเธอจะเปราะบางได้ถึงเพียงนี้ ราวกับกลัวว่าจะถูกจับได้แค่พริบตาเดียวเธอก็ปรับสีหน้าเศร้าสร้อยให้เรียบเย็นชา ซ้ำยังส่งยิ้มจืดชืดให้กับเขาแล้วว่า

   “ฉันไม่ได้จะว่าอะไร แค่มันไม่ดีต่อสุขภาพ คุณเองก็ทำงานกลางคืนสุขภาพร่างกายเสื่อมถอยไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติ ยังมาสูบบุหรี่ซ้ำเข้าไปอีก ฉันก็แค่...”

   “ห่วงเหรอ”

   พิราอรค้อนขวับ ขณะที่ชินดนัยค่อยๆ คลี่ยิ้ม ยกสองมือขึ้นยอมจำนน

   “โอเค...ถ้าคุณไม่อยากให้สูบ ผมก็จะไม่สูบ ไม่สูบอีกเลย” ชายหนุ่มรีบชิงพูดอย่างเอาใจ เขาไม่อยากเห็นพิราอรซึมเศร้าเจ็บช้ำกับอดีตอันปวดร้าว ให้เธอเปิดโหมดแม่ชีเทศนาสั่งสอนศีลธรรมกับเขายังดีเสียกว่า

   “ชีวิตคุณ สุขภาพของคุณ คิดเองสิคะ”

   นั่นไง โหมดสุขภาพดีชีวีเป็นสุข...มาแบบนี้รับมือยากชะมัด

   “โธ่...ไอ้เราก็นึกว่าเป็นห่วง หลงดีใจ รู้ไหมคุณกับผมต่างกันตรงไหน ถึงพ่อแม่คุณจะเลิกกันแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คุณยังมีโอกาสได้พูดคุย ได้กอด แต่ชีวิตผมกลับไม่มีใครเลย และในขณะที่ทุกคนรุมล้อมเป็นห่วงเป็นใยคุณมากมาย ผมก็ยังมีแค่ตัวคนเดียว”

   “ใครว่า คุณยังมีน้านันท์” พิราอรมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่เคยรู้มาก่อนว่าชินดนัยจะมีความคิดอย่างนี้ ดูเขาไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว เท่าที่สัมผัสได้ในความคิดเขาก็มีแค่งานกับผู้หญิง

   “ใช่ น้านันท์คนเดียวก็เกินพอแล้วสำหรับเด็กกำพร้าอย่างผม เฮ้อ...แล้วเราจะมัวยืนเล่าเรื่องเศร้ากันอยู่ทำไมเนี่ย เข้าไปจิบเบียร์ข้างในกันเถอะ” ชินดนัยชวน ไม่ลืมเตือนให้เธอเตรียมใจ “คุณเคยเข้าไปแล้วนี่ วันนี้ผมจะพาคุณเดินสำรวจให้ทั่ว ไม่ได้เข้าไปนั่งทำการบ้านแบบวันนั้น เราจะเริ่มกันตั้งแต่ทางเข้าเลย ยังไงคุณก็ทนๆ เอาหน่อยแล้วกัน”

   “ฉันไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรหรอกค่ะ ลืมไปแล้วหรือคะว่าฉันน่ะทายาทเจ้าพ่อสถานบันเทิงเชียวนะ อย่าห่วงนักเลย” เพราะเธอเคยเข้าผับมาก่อน การปฏิบัติต่างๆ จึงไม่ลำบากเกินกว่าจะรับไหว ไม่เห็นว่าชินดนัยจะต้องมากังวลอะไรกับเรื่องอย่างนี้เลย ทำเป็นทะนุถนอมเธออย่างกับเขาไว้ใจได้นักนี่ เผลอทีไรก็เข้าถึงตัวทุกที

   “ผมไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องผู้หญิงของผม”

   “เท่าที่ทราบตรงนี้ไม่มีผู้หญิงของคุณนะคะ ลองหาดูดีๆ ฉันจะเข้าไปรอข้างใน” พิราอรแค่นเสียงหยัน ใบหน้าเชิดขึ้นน้อยๆ อย่างถือตัว แล้วเดินตรงไปหน้าทางเข้า ยืนให้การ์ดค้นตัว

   ชินดนัยเดินตามมาไม่ทัน พิราอรพ้นประตูเข้าไปแล้ว เขาล้วงบัตรส่งให้การ์ดหน้าดุ รูปร่างสูงใหญ่ เมื่อเห็นบัตรผ่านนั้นก็พยักหน้าบอกพวกให้หลีกทาง

   ชายหนุ่มรีบเข้าไปกวาดตามองหา ก็เห็นแผ่นหลังบอบบางที่จำได้คุ้นตา พิราอรเดินไปทางบาร์เครื่องดื่ม มีเก้าอี้ทรงสูงถูกจับจองเกือบเต็มทุกที่นั่ง หากเขาช้าก็ไม่แน่ว่าที่ว่างข้างๆ พิราอรนั้นจะถูกคนอื่นช่วงชิงไป

   “บลัดดี แมรี สำหรับคุณผู้หญิง ส่วนของฉันขอเป็นเบียร์”

   ชินดนัยมาทันเวลาพอดีก่อนที่พิราอรจะอ้าปากสั่งอะไรไม่เข้ากับสถานที่อีก เพียงไม่นานเครื่องดื่มที่เขาสั่งให้ก็ถูกเสิร์ฟตรงหน้า ชายหนุ่มจับแก้วเบียร์เอียงหน้าน้อยๆ ไปทางคนที่มาด้วย

   “มาเที่ยวผับอย่างนี้จำไว้ว่าอย่าสั่งน้ำอัดลม เพราะมันเป็นการประกาศตัวว่าอ่อนเหลือเกิน ยิ่งมาคนเดียวก็จะยิ่งอันตราย”

   “คุณก็เลยจัดการสั่งน้ำมะเขือเทศให้ฉัน แหม่ ดูกร้านโลกขึ้นมาเลยแฮะ” หญิงสาวประชดก่อนจะยกแก้วที่บรรจุน้ำสีแดงสดใสขึ้นดื่ม เมื่อผ่านประสาทรับรสไปแล้วจึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่น้ำมะเขือเทศธรรมดาหากแต่มันมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์รวมอยู่ด้วย “นี่มัน...”

   “สุราเมระยะ มัชชะ ประมาทัฏฐานา” เขาท่องทวนศีลข้อห้าเจื้อยแจ้ว แล้วจบด้วยการหัวเราะอย่างชอบใจ ใบหน้าคมเข้มดูหล่อเหลาพราวเสน่ห์น่าลุ่มหลง

   ชินดนัยคนบาปช่างเหมาะสมลงตัวกับแหล่งอโคจร ท่ามกลางเสียงเพลงอึกทึก แสงไฟวูบวาบ เขากลับดูโดดเด่นโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ก็แค่นั่งจับแก้วเบียร์ ยิ้มมุมปากน้อยๆ โปรยเสน่ห์เรี่ยราด ก็มีสายตาสาวๆ ไม่ต่ำกว่าห้าคู่จับจ้องอย่างสนใจ

   “คืนนี้แม่ชีผิดศีลเสียแล้ว” เขาล้อด้วยน้ำเสียงขบขันไม่หาย

   “คุณหลอกฉัน”

   “หลอกตรงไหน คุณเข้าใจไปเองทั้งนั้น เสียทีเกิดเป็นลูกสาวเจ้าพ่อสถานบันเทิง อย่างคุณนี่แค่สอนดูแลผับคงไม่พอ ต้องเพิ่มหลักสูตรของคนบาปเข้าไปด้วย”

   “ให้เหมือนคุณนะเหรอ”

   “โอ๊ยยยย ถ้าจะเทียบชั้นกับผม ต้องเก็บคะแนนอีกนานหลายปี แต่ว่า...มันก็พอจะมีทางลัดอยู่นะ” นิ้วซุกซนของเขาไต่ขึ้นบนหลังมือเธอ สายตาของชินดนัยตกลงมามองนิ่งที่ริมฝีปากอิ่ม ฉ่ำชื้นด้วยบลัดดี แมรี “ผมสอนทางลัดให้เอาไหม”





3
1 กลิ่นร่ำ / รัญชิดา / Re: ขยี้รักจอมบงการ บทที่ 4.1
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2018, 12:09:02 AM »
ลีโอเป็นคนแข็ง55555555555

ไม่ค่อยหื่นเลยพ่อคุณเอ๊ย

4
1 กลิ่นร่ำ / รัญชิดา / Re: ขยี้รักจอมบงการ บทที่ 4
« เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2018, 11:39:59 PM »
หูยยยยยยยยยย คุณแม่

5
   ชินดนัยออกมาจากห้องในสภาพเรียบร้อย เขามองหาพิราอรเป็นอันดับแรก ทว่าความเงียบเป็นคำตอบได้ดีว่าเธอไปแล้ว หากแต่กลิ่นหอมของอาหารเรียกร้องให้เขาเดินไปที่มุมทำครัวเล็กๆ

   “ฉู่ฉี่แซลมอน อือ...แม่ชีเลือกได้ไม่เลวแฮะ” ชายหนุ่มพยักหน้าพอใจกับข้าวที่พิราอรเตรียมไว้ให้ มีกระดาษโน้ตใบน้อยวางอยู่ข้างจาน

   “ในตู้เย็นมีแต่อาหารแช่แข็ง ไม่มีของสด ฉันเลือกเอาฉู่ฉี่แซลมอน เพราะเสียงท้องคุณร้องคำรามขนาดนั้น เบากว่านี้กลัวว่าจะไม่อิ่ม หมดหน้าที่แล้ว ฉันกลับห้องนะคะ”

   ชินดนัยยิ้มกว้างขณะมองดูรูปวาดผลลูกพีชทรงกลมปลายผลเรียวและลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อยของพิราอรผู้ทรงศีล รีบวิ่งกลับห้องไปคงไม่มีเหตุผลอื่นใดหรอกนอกจากไม่อยากอยู่ใกล้เขา

   ชายหนุ่มผิวปากเป็นทำนองเพลงรักพร้อมถือจานข้าววางบนโต๊ะ เดินไปเปิดตู้เย็นเอาขวดน้ำออกมาเทใส่แก้ว แล้วนั่งลงเริ่มลงมือจัดการอาหารที่เธอเตรียมไว้ให้ มีรอยยิ้มผุดพรายขณะตักข้าวใส่ปาก


   อันที่จริงชินดนัยไม่ได้มีธุระสลักสำคัญกับใคร เขาแค่แวะเอาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปมอบให้กับรัฐมนตรีคนหนึ่งตามคำสั่งของเดชทัต เสร็จแล้วก็มานั่งจิบกาแฟกับสาทิต ที่บอกพิราอรไปอย่างนั้นก็เป็นแผนล่อเธอมาให้เขาแกล้งหยอกเล่น เขาตื่นตั้งแต่เธอเปิดประตูห้องนอนเข้ามาแล้ว เล่นเข้ามาถอนหายใจดังเฮือกๆ ใครจะไม่ตื่น เขาเป็นคนหลับง่าย แต่ก็หูไวใช้ได้อยู่

   คลุมโปงรอตั้งนานกว่าจะส่งเสียงหวานเรียกขานปลุก เขาต้องนอนกลั้นหัวเราะเกือบจะแย่ หน้าตาของลูกเลี้ยงน้านันท์ตลกชะมัดตอนเห็นเขานอนตัวเปล่า หวังว่าเธอคงไม่เก็บเอาไปฝันร้ายหรอกนะ เวลาได้แกล้งให้พิราอรสมาธิกระเจิงทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกสนุกจริงๆ

   “ผมว่าวันนี้ดูคุณชินอารมณ์ดีเป็นพิเศษนะครับ มีอะไรที่ผมต้องร่วมยินดีด้วยหรือเปล่า”

   ชินดนัยอมยิ้ม ส่ายหน้า โบกมือปฏิเสธ “จะมีอะไร นอกจากนายจะต้องดูแลผับของฉันที่ภูเก็ตให้ดี”

   “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ แต่ทางนี้สิ ไม่มีผม คุณชินแน่ใจนะครับว่าจัดการได้”

   “น้อยๆ หน่อยทิต ก่อนฉันจะมีนาย ฉันก็จัดการอะไรด้วยตัวเองทั้งนั้น”

   “แต่ผมอยากอยู่ช่วยคุณชินนะครับ” สายตาของสาทิตออดอ้อน

   ชินดนัยหรี่ตามองหน้าคนสนิท ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างรู้ทัน ไอ้หมอนี่ทำท่าจะรู้ดีเกินไปแล้ว

   “พูดมากอยู่ได้ ไหนของที่สั่งให้ซื้อมา” ชายหนุ่มเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น

   “นี่ครับ ไร้สาย ใส่สบาย ไม่เกะกะ รำคาญ ระบบปฏิบัติการดีเยี่ยม”

   ชินดนัยแกะกล่องดูของข้างใน ก่อนใส่มันกลับไปตามเดิม “ขอบใจมาก แล้วนายจะกลับภูเก็ตวันไหน”

   “ตอนแรกผมว่าจะอยู่ช่วยคุณชินสักอาทิตย์ แต่เสียดายคุณลูกพีชยังไม่พร้อมเริ่มงาน ผมคงรอดูคุณชินสอนงานสาวไม่ไหว อีกอย่าง...”

   “กลับวันไหนทิต”

   “พรุ่งนี้ครับ” สาทิตยิ้มจนตาหยี ขืนพูดต่อมีหวังได้โดนเตะ

   “เออ...ก็แค่นั้น พูดอะไรไปเยอะแยะ หนวกหู คืนนี้ก็ไม่ต้องตามฉันไปที่บาบิโลนหรอก นอนพักที่โรงแรมนั่นแหละ เดี๋ยวฉันไปเอง”

   “คร้าบบบบ”

   ชินดนัยปรายตามองราวกับจะค้อน ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้น เป็นสาทิตที่มองเจ้านายอย่างงุนงงตามไม่ทัน

   “จะไปแล้วเหรอครับ”

   “เออสิ ก็เสร็จธุระแล้ว นายก็กลับไปเถอะ นานทีได้พักก็พักซะ ถ้ามีอะไรก็โทรหาฉันได้ตลอด”

   สาทิตมองตามชินดนัยจนออกจากร้านไป ตั้งแต่เจอกับคุณลูกพีชโดยบังเอิญที่บาบิโลนคืนนั้น เจ้านายของเขาก็ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ผู้หญิงน้อยคนนักที่จะมีผลต่อความคิดของเจ้านาย แต่คุณลูกพีชกลับทำให้ชินดนัยทำอะไรที่สาทิตคาดไม่ถึง ก็เห็นทำเป็นบ่นค่อนขอดว่าสาวเจ้างั้นงี้ แต่ของที่สั่งให้เขาไปหามาน่ะ มันแสดงว่าเจ้านายห่วงใยเธอชัดๆ

   แยกกับสาทิตแล้ว ชินดนัยกดโทรศัพท์โทรพิราอรทันที อาทิตย์หน้าเหรอ เฮอะ! เขาไม่ใจดี นอนตีพุงรอเธอได้นานขนาดนั้นหรอก หากเธอมีงานคงค้างเหลืออยู่ เขาจะช่วยจัดการให้เอง ชายหนุ่มรอสายไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานตอบรับนุ่มนวล

   “สวัสดีค่ะ”

   “กราบนมัสการครับแม่ชี”

   “คุณชิน!”

   “ครับ ผมเอง ชินดนัย คนดี คนเดิมของลูกพีช”

   เสียงถอนหายใจเฮือกที่เขาเริ่มจะคุ้นหูดังมาตามสาย ได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ ลูกเลี้ยงน้านันท์ยั่วง่าย ก็ไหนว่าแอบไปฝึกสมาธิกับแม่บ่อยๆ เจอคนบาปอย่าเขาเข้าไป ขันติที่ฝึกมากลายเป็นขันแตกไปเสียแล้ว

   “ถ้าคุณไม่มีธุระสำคัญอะไร ฉันวางนะคะ”

   “เดี๋ยวสิ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

   “เพิ่งกลับจากมูลนิธิค่ะ กำลังจะไปบ้าน เมื่อวานฉันลืมของไว้ที่นั่น”

   “แสดงว่าคุณก็ต้องผ่านคอนโด โอเคงั้นแวะมารับผมไปบ้านด้วยนะ พอดีมีเรื่องอยากปรึกษากับน้าเดช”

   “ก็แล้วทำไม คุ...”

   ชินดนัยกดวางสายโดยไม่สนใจฟัง พลางส่งจูบ ทิ้งท้ายกับหน้าจอที่ถูกตัดสัญญาณไปแล้ว

   “บายยยยยย”
   


   พิราอรจอดรถอย่างหงุดหงิด ปกติเธอเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี แต่ช่วงนี้ต้องมีเหตุให้หัวเสียไม่หยุด กลับมาถึงคอนโดแล้วโทรหาเขานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ เธอตัดสินใจโทรหาชินดนัยอีกครั้งรอจนกระทั่งเสียงสัญญาณกลายเป็นให้ฝากข้อความ

   พอกันที!

   โทรศัพท์ในมือถูกกำแน่น หญิงสาวมองไปยังช่องจอดรถไม่ไกลกันนักก็เห็นว่ารถเขายังจอดอยู่ แสดงว่าไม่ได้ไปไหนแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับสายเธอ สั่งให้มารับ ก็มาแล้ว นี่คงไม่ต้องให้เธอขึ้นไปอัญเชิญถึงห้องหรอกนะ

   “ทำไมฉันต้องมาเจอะมาเจอกับคนบ้าๆ อย่างคุณด้วยนะ ชินดนัย!”

   ความอดทนของพิราอรสิ้นสุดลง เธอเปิดประตูรถ เดินเร็วๆ ไปขึ้นลิฟต์ สัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เธอจะไม่สนใจเขาอีกและหากเขาคิดจะทำอะไรรุ่มร่ามกับเธอไม่ว่าจะความจริงหรือความฝัน เธอจะจัดการกับเขาขั้นเด็ดขาด

   ทันทีที่ลิฟต์เปิดพิราอรก็เดินไปทางห้องของชินดนัย คีย์การ์ดของเขาอยู่ในกระเป๋า เธอแตะมันเพื่อปลดล็อคประตู และผลักเข้าไปโดยไม่เสียเวลาเคาะ ทั้งห้องว่างเปล่าสภาพไม่ต่างจากเมื่อเช้าที่เธอเข้ามา

   “คุณชิน”

   ไม่มีเสียงขานรับ หญิงสาวตัดสินใจเดินไปที่ห้องนอนและลองเปิดประตูดู มันไม่ได้ล็อคเหมือนเดิม ชินดนัยอยู่บนเตียง นอนหลับตานิ่ง โทรศัพท์วางอยู่ไม่ห่าง ดูจากท่านอนแล้วเจ้าตัวคงเผลอหลับไป เธอหยิบโทรศัพท์เขาขึ้นมาดูแล้วก็ได้คำตอบ

   “เล่นปิดเสียงไว้แบบนี้ จะรู้ได้ไงว่าใครโทรหา”

   เสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอบอกกับเธอว่าไม่ควรปลุกเขา คงจะเพลียมากถึงหลับไป วิถีชีวิตคนทำงานกลางคืน พ่อเธอก็เป็น ยังจำได้ว่าแม่คอยกำชับเสมอว่าห้ามเสียงดังรบกวนพ่อ ให้พ่อได้นอนพักเต็มที่

   พิราอรนั่งลงบนเตียงมองชายหนุ่มกำลังนอนหลับตาพริ้ม นอนนิ่งๆ อย่างนี้ดูไม่มีอันตราย แต่พอลืมตาขึ้นมาเมื่อไร ก็ชอบทำให้เธอโมโห ตอนเด็กชินดนัยออกจะน่ารัก คอยดูแลเป็นเพื่อนเล่นกับเธอราวกับพี่ชาย พอมาเจอกันตอนนี้ เธอไม่นึกอยากให้เขาเติบโตขึ้นมาเลย หญิงสาวช่วยดึงผ้าห่มคลุมให้ ตั้งใจจะกลับห้องแต่ถูกคนหลับคว้ามือเอาไว้

   “คุณมาแล้วเหรอ” เขาถามเสียงอู้อี้ ไม่ยอมขยับ จะมีแต่เพียงมือที่จับหญิงสาวไว้เท่านั้น

   “อือ...คุณง่วงก็นอนต่อเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว”

   ชินดนัยบิดกายอย่างเกียจคร้าน หน้าตายังงัวเงียเพราะนอนไม่เต็มที่ แต่เมื่อพิราอรแวะมารับแล้ว เขาก็ไม่ควรจะป่วนเธอไปมากกว่านี้

   “ออกไปนั่งรอผมข้างนอกนะ เดี๋ยวผมล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วเราจะได้ไปบ้านใหญ่กัน”

   หญิงสาวพยักหน้า ดึงมือออกจากการเกาะกุมแล้วเดินออกไปจากห้อง นั่งรอเพียงไม่นานชินดนัยก็ออกมา คราวนี้เป็นคุณชินดนัยเจ้าสำราญขนานแท้ รอยยิ้มของเขาทำให้พิราอรต้องรีบเปลี่ยนไปมองอย่างอื่นแทน

   “ไปกันเถอะ”

   เธอลุกขึ้นตามคำชวน ชินดนัยดูสดชื่นแต่ก็ยังมีร่องรอยที่บอกว่าพักผ่อนไม่เพียงพออยู่ หนุ่มสาวมุ่งหน้าไปบ้านธุวพร ชายหนุ่มเปิดประตูไปนั่งด้านข้างของคนขับประกาศตัวเป็นผู้โดยสาร พิราอรรู้อยู่แล้วว่าต้องออกมาสภาพนี้ ยังไงเธอก็ไม่ปล่อยให้เขาขับรถหรอก

   “ฉันเป็นขาซิ่งนะจะบอกให้” เธอแกล้งบอกขณะดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด และชินดนัยเองก็ทำเหมือนกัน แต่พอคาดเสร็จเขาก็ส่งยิ้มกว้างให้แล้วบอกว่า

   “เหยียบให้มิดเลยก็ได้ ผมไม่มีปัญหา เพราะว่าจะนอนต่อ ตั้งใจขับรถนะ”

   พิราอรไม่นึกว่าจะเจอไม้นี้ พอปรับเบาะได้ตำแหน่งที่พอใจแล้ว อีกฝ่ายก็หลับตา ทิ้งให้เธอนั่งเหวอ

   “ถ้าจะง่วงขนาดนี้ กลับไปนอนดีกว่าไหม”

   “ถ้ากลับเข้าห้องพร้อมกับคุณอีกครั้ง กลัวว่าจะทำอย่างอื่นจนไม่ได้นอนนะสิ”

   ชินดนัยพูดทั้งที่ยังหลับตา ทว่าพิราอรก็ยังอุตส่าห์เข้าใจความนัยที่เขาต้องการจะบอก นี่เขาชักจะหมกมุ่นเกินไปแล้ว     

   โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท...พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ

   หญิงสาวได้แต่สะกดโทสะที่แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ

   “ถ้าพูดไม่เข้าหู ฉันจะจอดทิ้งคุณไว้กลางทาง”

   ชินดนัยหัวเราะหึๆ กอดอก หลับตา ตะแคงข้างในพื้นที่คับแคบ แต่ก็ยังตอบกลับอย่างมั่นใจ

   “ไม่ได้แอ้มผมหรอก”

    ผู้คนในบ้านธุวพรดูจะตื่นเต้นกันใหญ่ที่เห็นคุณหนูลูกพีชขับรถมากับคุณชิน โดยเฉพาะพัชนันท์ถึงกับยกมือขยี้ตาเพ่งมองให้ชัดว่าลูกเลี้ยงกับหลานชายตัวแสบเดินเข้าบ้านมาพร้อมกัน

   “ทำไมถึง...”

   “คุณชินเขารู้ว่าพีชจะเข้ามาเอาของเลยขอติดรถมาด้วยค่ะ” พิราอรบอกแม่เลี้ยง ก่อนจะหันไปทางคนที่มาด้วย “คุณมีอะไรจะคุยก็คุยเถอะ ฉันขอไปหาป้าแก้วในครัวก่อน”

   “เดี๋ยวสิลูก” เดชทัตเองก็ดีใจที่ลูกสาวมาบ้านสองวันติด “มานั่งคุยก่อนก็ได้”

   “ไม่ดีกว่าค่ะ เขามีเรื่องอยากปรึกษาพ่อกับน้านันท์ บางทีอาจเป็นเรื่องสำคัญ พีชขอไปเอาของที่ลืมไว้ก่อนดีกว่า” พิราอรไม่ฟังเสียงใคร เดินตัวปลิวออกไปจากห้องรับแขก ในนั้นจึงเหลือแค่เดชทัต พัชนันท์และชินดนัย

   “แกมีอะไรงั้นเหรอ”

   “เอ่อ...คือว่า...” ชินดนัยยังไม่ทันได้คิดเรื่องก็ถูกน้าสาวจี้ถาม “อ๋อๆ ผมจะมาบอกน้าเดชครับว่า เรื่องที่ให้ไปจัดการเรียบร้อยแล้ว”

   “แค่นี้”

   “คุณนันท์ก็อย่าไปคาดคั้นหลานนักเลย” เดชทัตปรามภรรยาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

   “คุณดูสิคะว่ามันพิรุธขนาดไหน แค่รายงานเรื่องที่ให้ทำ ไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย แล้วไปทำยังไงถึงได้มากับลูกพีชได้” พัชนันท์สอบสวนหลานชายอย่างเข้มงวด

   “ก็ตามที่ลูกพีชบอก เอ่อ...น้าเดชครับ ท่านโสภณฝากมาบอกว่าเร็วๆ นี้จะมีการตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วกรุงเทพฯ ท่านสั่งให้เราเตรียมตัวครับ”

   “จัดการตามเห็นสมควรได้เลย น้าเชื่อว่าเราทำได้ แล้วก็อธิบายให้ลูกพีชเข้าใจด้วย”

   “วันนี้ผมว่าจะชวนลูกพีชไปบาบิโลนด้วยกันครับ”

   “งั้นฉันขอไปด้วย”

   “ถ้าคุณนันท์ไปแล้วใครจะนวดให้ผม” เดชทัตเลิกคิ้วถามภรรยา ทราบว่าเธอเป็นห่วง แต่ทุกคนต้องเติบโตขึ้น พิราอรก็เช่นกัน จะตามไปฟูมฟักชักนำทุกเรื่องเห็นจะไม่เข้าท่า “ปล่อยให้เด็กๆ เขาจัดการกันเถอะ แค่นี้งานคุณก็เยอะจนไม่มีเวลาพักแล้ว ไหนจะต้องดูแลผมอีก”

   “น้าเดชพูดได้ถูกต้อง 100% เลยครับ”

   “ฉันแค่เป็นห่วง แต่ถ้าคุณเดชวางใจ ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ไปรอที่ห้องนะคะ”

   “อ้าว โกรธจริงหรือนั่น” เดชทัตขำท่าทางกระฟัดกระเฟียดของภรรยา ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้กับคนที่นั่งอยู่ “สั่งคนของเราให้ดี โดยเฉพาะตรงทางเข้าอย่าปล่อยให้มีปัญหาเด็ดขาด”

   “ครับ”

   “จริงๆ อยากชวนกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ถ้าจะไปบาบิโลนก็คงจะไม่ยอมอยู่ต่อกันสินะ”

   ชินดนัยทำเพียงแต่ยิ้มรับ จังหวะเดียวกับพิราอรเดินเข้ามาพอดี ในมือของเธอมีโหลคุกกี้ที่พัชนันท์เตรียมไว้ให้

   “ลืมหรือไง” เดชทัตมองโหลคุกกี้แล้วถามลูกสาว

   “ค่ะพ่อ น้านันท์โทรไปบอก ถึงนึกได้”

   “จะไปดูบาบิโลนก็ไปกันเถอะลูก พีชตั้งใจฟังสิ่งที่พี่เขาสอนนะลูก ไม่มีพ่อ ไม่มีพี่ ลูกก็ต้องดูแลมันต่อไปได้”

   “ทำไมพ่อพูดงั้นล่ะคะ แล้วใครบอกว่าพีชจะไปบาบิโลนคืนนี้”

   “ผมบอกเอง ไปกันเถอะ” ชินดนัยเดินมาแย่งโหลคุกกี้เอาไปถือไว้ซะเองแล้ว กล่าวลาน้าเขย “เราสองคนขอตัวก่อนนะครับ”

   เดชทัตพยักหน้าตอบรับ ขณะนั่งมองหลานชายของภรรยาดึงมือพิราอรให้เดินไปด้วยกัน นับเป็นความสนิทสนมที่คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เขานิยมชมชอบในฝีมือการทำงานของชินดนัยนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เขา...ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น!



ขุ่นพ่อเริ่มไม่ปลื้มแล้วนะฮ้าาาาาาา
คุณชินควรเก็บมือเก็บไม้ให้ดีนะคะ
ด้วยความห่วงใจ จากรัญไงจะใครล่าาาาาา

6
บทที่ 4

   “ไม่!!!”

   พิราอรกรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งกวาดตามองไปรอบห้องและมาหยุดนิ่งอยู่ที่นาฬิกา หญิงสาวเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งอกที่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เธอคิดมากจนเก็บมาฝันเป็นตุเป็นตะ เผลอยกมือแตะริมฝีปากที่ถูกรุกรานในความฝัน จะต้องทำบุญใหญ่แค่ไหนถึงจะหนีจากเขาได้พ้น

   คีย์การ์ดห้องชินดนัยยังวางอยู่ตำแหน่งเดิม จากคิดว่าจะปล่อยไปให้เป็นเรื่องของเขา ทว่าจากภาพความฝันมันทำให้เธอฉุกคิด ชินดนัยบ้าบิ่นไม่เหมือนใครเธอเองก็เคยเจอมาแล้ว การมีปัญหากับเขาจะต้องเตรียมตัวตั้งรับให้รอบคอบ พิราอรจะไม่เสี่ยงกับสถานการณ์ล่อแหลมด้วยความถือดีของตัวเองเด็ดขาด

   ยังเหลือเวลาอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงตอนที่เขาสั่งให้ไปปลุก หญิงสาวลงจากเตียง อาบน้ำ แต่งตัวด้วยชุดรัดกุมที่สุด ปกติหากอยู่ห้องเธอจะไม่ใส่กางเกงยีนกระดุมแน่นเป็นตับแบบนี้หรอก เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วพิราอรก็หยิบคีย์การ์ดเดินออกไปจากห้อง

   ตลอดทางเดินอันแสนสั้นเธอเฝ้าคิดเพียงแต่ว่าจะปลีกตัวออกมายังไงให้เร็วที่สุด การต้องอยู่กับชินดนัยตามลำพังแถมยังเป็นพื้นที่ของเขามีแต่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ประตูหน้าห้องของเขาอยู่ตรงหน้า หมดเวลาคิดแล้วพิราอรเอ๋ย...

   หญิงสาวรวบรวมกำลังใจสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แตะคีย์การ์ดเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้อง สายตาสะดุดเข้ากับรองเท้าที่เจ้าของคงสลัดทิ้งไว้จนกระเด็นไปคนละทางอย่างนั้น พิราอรหยิบไปวางตรงชั้นวางเล็กๆ เดินต่อไปอีกนิดก็เจอเสื้อนอกกองกับพื้น ได้แต่ถอนใจหยิบมาถือไว้ ดูสิกว่าจะถึงห้องนอนเธอจะต้องเจออะไรอีก

   เมื่อคืนชินดนัยคงจะกลับมาในสภาพไม่สู้ดีนัก ถึงได้เรี่ยราดขนาดนี้ พิราอรลองเปิดประตูห้องนอนของเขาก็พบว่ามันไม่ได้ล็อค จึงค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปก่อน มีกางเกงยีนกองอยู่ปลายเตียง ส่วนบนเตียงยับย่นก็มีกองผ้าห่มคลุมร่างเขาเอาไว้

   นาฬิกาปลุกรุ่นพิราอรเบ้ปากใส่คนบนเตียง เธอเข้ามาขนาดนี้ยังหลับอุตุไม่รู้เหนือใต้ หากเป็นโจรผู้ร้ายคงได้โดนฆ่าชิงทรัพย์ไปแล้ว หญิงสาวถอนใจแล้วหยิบกางเกงของเขามาถือรวมกับเสื้อที่เก็บมาจากด้านนอก แล้วก็เจอกับตะกร้าหวายจึงโยนเสื้อและกางเกงลงไป แล้วเดินกลับมาหยุดที่ข้างเตียงขนาดใหญ่

   คราวนี้แหละงานยากสุด จะปลุกเขายังไงดี เล่นคลุมโปงมิดขนาดนี้ เปิดเพลงเสียงดัง หรือว่าเอาน้ำเย็นๆ มาราด ไม่เอาน่ะพีช เรียกธรรมดานี่แหละ ไม่ตื่นค่อยลองวิธีอื่น หญิงสาวนั่งลงบนเตียงนุ่ม คนขี้เซาก็ยังไม่ขยับ

   “คุณ คุณคะ จะสิบโมงแล้วนะ ตื่นเถอะ”

   เงียบมากจนน่าใจหาย หวังว่าคงไม่ได้ไหลตายไปแล้วนะ พิราอรลองอีกครั้ง คราวนี้เธอวางมือลงไปบนผ้าห่ม เขย่าเบาๆ พร้อมเรียก

   “คุณชินคะ ตื่นได้แล้วค่ะ ตื่นค่ะ”

   “ฮื้อ” เสียงคนใต้ผ้าห่มส่งเสียงอย่างรำคาญ แถมยังพลิกกายหนีไปอีกด้าน

   “คุณชินคะ ตื่นค่ะ คุณมีนัดสำคัญนะคะ” พิราอรไม่ละความพยายาม ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มือเธอเปลี่ยนมากำผ้าห่มแน่นแล้วลงจากเตียงกระชากผ้านั้นสุดแรงเกิด

   ผ้าห่มผืนใหญ่ปลิวไปตกข้างเตียง แต่สิ่งที่ตรึงหญิงสาวให้ยื่นนิ่งไม่ต่างจากเสาหินเห็นจะเป็นมัดกล้ามเนื้อตัวเกือบเปลือยของชินดนัยนั่นเอง พิราอรร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะยกสองมือขึ้นปิดตาหันหลังหนีภาพไม่น่ามองนั้น

   “เฮ้ย!” จังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มรู้สึกตัว เนื่องจากร่างกายของเขาสัมผัสความเย็นจัดของอากาศในห้อง พอเห็นด้านหลังของพิราอรก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

   “รีบหาเสื้อคลุมมาใส่เดี๋ยวนี้เลยนะ” หญิงสาวสั่ง ได้ยินเสียงคนบนเตียงเคลื่อนไหวสวบสาบ

   “หันกลับมาเถอะ ผมไม่โป๊แล้ว”

   “แน่นะ”

   “ลองดูเอาสิ”

   หญิงสาวค่อยหันกลับไป ยังไม่กล้าเอามือออกจากตา กลัวว่าเขาจะแกล้งกันอีก

   “เอามือออกเถอะน่า ไม่โป๊จริงๆ ถ้าอยากดูอีก ผมถอดให้ก็ได้ แต่ช่วยเบาแอร์ลงหน่อยนะ หนาวจนหดไปหมดละ”

   “คุณชิน!” พิราอรลดมือลงอวดใบหน้าบึ้งจัด “ทำไมคุณทำอย่างนี้”

   “อะไร ผมทำอะไรลูกพีช”

   คนถูกกล่าวหาย้อนถาม ทั้งปากทั้งตายิ้มกรุ้มกริ่มไปหมด พอเห็นว่าหญิงสาวไม่ตอบ รอยยิ้มนั้นก็ขยายกว้างมากกว่าเดิม เพราะเริ่มเดาความคิดเธอได้ สงสัยแม่ชีจะกลัวศีลขาด หน้าแดงแจ๋ขนาดนั้น แอบคิดทะลึ่งอะไรอยู่รึไง

   “อ๋อ...เรื่องผมแก้ผ้านอนนะเหรอ ไม่เอาน่า จะมากล่าวหากันด้วยเรื่องไม่จริงได้ไง คุณก็เห็นอยู่ว่าผมยังมีบ็อกเซอร์อีกตั้งหนึ่งตัว”

   “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ ในเมื่อคุณตื่นมากวนประสาทฉันได้ขนาดนี้ ก็ไปเตรียมตัวทำธุระคุณเถอะ ฉันขอตัวกลับห้อง”

   “เดี๋ยวก่อน” ชินดนัยตามมาคว้ามือหญิงสาวไว้ ออกแรงนิดหน่อยเธอก็ถลาเข้ามาปะทะอกกว้าง มือเขาโอบรอบเอวกักเธอไว้ในอ้อมแขน

   พิราอรขืนตัวหนี สบตากับเขาอย่างเอาเรื่อง แต่ยังไม่ทันได้จัดการอะไร เสียงประหลาดก็ดังขึ้นแทรกสถานการณ์ตึงเครียด หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาราวกับจะถาม

   ชินดนัยตอนนี้ดูคล้ายเด็กหนุ่ม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูเด็กลงจริงๆ เขายิ้มแหยก่อนเอ่ยสารภาพ “ที่ได้ยินเมื่อกี้เสียงท้องผมร้องเองแหละ หิวมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ได้นอนก็พอลืมหิวไปได้หน่อย แต่พอตื่นก็หิวเลย”

   “แล้วทำไมไม่หาอะไรกินล่ะคะ” พิราอรตำหนิไม่จริงจังนัก แรงอารมณ์คลายลง ซ้ำยังลืมไปด้วยว่ากำลังยืนแนบชิดอยู่กับเขา

   “กลับมาก็เกือบสว่างแล้ว ผมไม่มีสติสตังทำอะไรกินหรอก แค่ประคองตัวถึงห้องได้นี่ก็นับว่าเยี่ยม”

   “งั้นก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กินกันตาย ว่าแต่ห้องคุณพอมีเสบียงตุนไว้บ้างไหม”

   “ในตู้น่าจะพอมีของกินแช่ไว้อยู่นะ ผมชอบหิวตอนดึกๆ” ชินดนัยตอบ มือซุกซนของเขาเริ่มลูบวนแถวเอวคอด

   พิราอรนิ่วหน้าก่อนตีเข้าที่แผงอกกว้าง ผลักเขาแล้วผละออก “ถ้าคุณทำแบบนี้อีก ฉันจะกลับห้อง”

   “โอ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งกลับเลยนะ ช่วยทำอะไรให้ผมกินประทังชีวิตก่อน หิวจะตายอยู่แล้ว ผมไม่แกล้งก็ได้ จะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้แหละ”

   “ก็รีบไปสิคะ”

   พิราอรส่ายหน้าขณะยืนดูชายหนุ่มวิ่งปรู้ดเข้าห้องน้ำอย่างว่องไว ไม่เหมือนชินดนัยเจ้าสำราญที่รู้จักเลย แต่ละครั้งที่เจอกันดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะมีมุมแปลกใหม่ให้เธอได้เห็นเสมอ มองในแง่ดีก็เป็นคนที่ไม่น่าเบื่อ หากจะมองแง่ร้ายผู้ชายคนนี้ก็คบไม่ได้นั่นเอง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่แน่นอน จับทางยากและเป็นตัวอันตราย

   หญิงสาวเดินออกจากห้องนอน ตรงไปยังมุมทำครัวเล็กๆ ในตู้เย็นไม่มีของสดเลย เจอแต่อาหารแช่แข็งหลายกล่อง ท่าทางคงจะเป็นคนชอบกินตอนดึกจริงๆ ประเภทกินง่ายด้วย ใส่ไมโครเวฟอุ่นแล้วออกมากินได้เลย

   “หนุ่มโสดของแท้” หญิงสาวบ่น หยิบแต่ละอย่างขึ้นมาพิจารณา คงจะทำอะไรมากไม่ได้หรอกนอกจากเลือกเอาสักอย่างอุ่นให้เขากินแก้ขัดไปก่อน

7
   พิราอรจอดรถตรงที่ประจำของตน คอนโดมิเนียมแห่งนี้ราคาสูงมาก แต่เพื่อแลกกับความเป็นส่วนตัวและระบบความปลอดภัยต่างๆ ก็ถือว่าคุ้มค่า ห้องที่พิราอรซื้อไว้เป็นห้องชุดขนาดใหญ่ ทั้งชั้นมีอยู่แค่สองห้อง หญิงสาวอยู่มาตั้งแต่แรกยังไม่เคยเจอเพื่อนบ้านเลย แต่ก็พอทราบว่ามันมีเจ้าของ อาจจะเป็นลูกหลานไฮโซซื้อไว้เก็งกำไรก็เป็นได้

   หญิงสาวเดินหมุนคีย์การ์ดในมือเล่นพร้อมฮัมเพลงเบาๆ แต่แล้วเสียงลิฟต์ก็ทำให้เพลงของเธอหยุดชะงัก ปกติชั้นนี้มีแค่เธอเท่านั้น แล้วใครกันที่โผล่มา หรือว่า...

   เสียงผิวปากของคนที่ก้าวออกจากลิฟต์ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมอง สองสายตาประสานกันในระยะไกล ก่อนที่คนมาใหม่จะค่อยๆ คลี่ยิ้มอย่างยินดี จะมีก็แต่พิราอรเท่านั้นยืนนิ่งอึ้งไปด้วยความคาดไม่ถึง

   “ลูกพีช...” ชินดนัยเดินยิ้มกรุ้มกริ่มเข้ามาหาเธอ “เจอกันอีกแล้วนะครับ ท่าทางเราสองคนจะดวงสมพงศ์กันนะ”

   “คุณพักห้องนั้นหรือคะ”

   ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนชี้ไปยังห้องของเธอ แล้วย้อนถาม “ส่วนนั่นก็ห้องของลูกพีช แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ อยู่ใกล้ๆ กันจะทำอะไรๆ ก็สะดวก”

   ชินดนัยหัวเราะตอนที่หญิงสาวขมวดคิ้วมองหน้าเขาเหมือนสงสัย ว่าทำอะไรๆ นั่นเขาหมายความว่าไง

   “ฉันคิดว่าคุณจะเลยไปดูงานที่บาบิโลนเสียอีก” พิราอรเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น นึกเกลียดลูกตาวิบวับแพรวพราวของชินดนัยจริงๆ ผู้ชายคนนี้เป็นตัวปัญหาสำหรับเธอ นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ต้องทำงานด้วยกันเธอจะใช้บทสวดไหนมาสวดสงบใจดี

   “ก็ว่าจะไป แต่เห็นคุณขับรถกลับมาคนเดียวนึกเป็นห่วง เลยขับตามมา”

   “คุณรู้หรือเปล่าว่าฉันพักอยู่ที่นี่”

   “เปล๊า!”

   “แต่คุณมาจากภูเก็ตตั้งหลายวันแล้วนี่ ทำไมฉันไม่เคยเจอคุณเลย”

   “ผมก็ไปดูลู่ทางที่บาบิโลนนั่นแหละ ไม่แปลกหรอกที่เราไม่เจอกัน แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ อ่ะ” ชินดนัยคว้ามือเธอก่อนจะยัดคีย์การ์ดให้บังคับให้เธอกำมันไว้ “พอดีพรุ่งนี้ผมมีนัดสำคัญ กลัวนอนยาว ตื่นไปคุยไม่ทัน 10.00 น. คุณเอาคีย์การ์ดนี่เปิดห้องเข้าไปปลุกผมทีนะ”

   “เดี๋ยวๆๆ แล้วทำไมไม่ตั้งปลุกเอง”

   “ก็ส่งคุณเข้าห้องเสร็จนี่ ผมจะไปบาบิโลนต่อ กลับมาก็ดึกแล้วคุณคิดว่าผมจะตื่นทันไหมล่ะ”

   “แต่ว่าฉันไม่เข้าห้องคนอื่น”

   “ไม่แต่แล้ว ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยด้วย ให้คีย์การ์ดไปขนาดนี้ผมไม่กลัวคุณขโมยอะไรหรอก เนื้อตัวทั้งหมดนี่ก็ไม่หวงนะ ถ้าคุณอยากได้ก็มาเอาได้ทุกเมื่อ ไปรีบเข้าห้องซะเถอะ” ชินดนัยขยิบตายั่วแล้วจับไหล่ของเธอหมุน ดันให้เดินไปหน้าห้อง “ผมส่งแค่นี้ ฝันดีนะครับแม่ชี”

   “คุณ! คุณ!” พิราอรอยากจะเขวี้ยงคีย์การ์ดใส่หลังเขาแต่ก็ไม่ทันแล้ว ชินดนัยขายาวก้าวไม่กี่ก้าวก็ถึงลิฟต์และกลับลงไป เธอได้แต่ก้มมองสิ่งที่ถืออยู่ อยากให้เธอปลุกเหรอ รอไปเถอะ

   หญิงสาวเข้าห้องและโยนคีย์การ์ดของชินดนัยส่งๆ ไปแถวโต๊ะหัวเตียง ธุระเขาถ้าไม่ใส่ใจก็แล้วแต่เถอะ เธอไม่ใช่เลขาส่วนตัว และไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนทำถึงขนาดนั้น

   ใครจะคิดกันละว่าหนีมาอยู่ขนาดนี้ เขายังตามมาอยู่ใกล้ๆ อีก แล้วสายตา ท่าทางนี่ไม่น่าไว้ใจเลย ไม่รู้ว่าน้านันท์กับพ่อจะรู้ด้วยรึเปล่าว่าชินดนัยพักที่เดียวกับเธอ

   หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยพิราอรเตรียมตัวสวดมนต์ก่อนนอนตามปกติ เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เป็นน้านันท์ที่โทรมา

   “ถึงห้องเรียบร้อยแล้วค่า” หญิงสาวกดรับและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสดใสเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร

   พัชนันท์หัวเราะ ก่อนว่า “ก่อนกลับลืมอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

   “ไม่นี่คะ”

   “แต่โหลคุกกี้ยังตั้งอยู่ที่เดิมเลยนะคะ”

   พิราอรอุทาน เพิ่งนึกได้ว่าพัชนันท์ทำขนมไว้ให้ “น้านันท์...พีชลืมสนิทเลยค่ะ ไว้จะแวะเข้าไปเอานะคะ”

   “ห้ามลืมอีกนะคะ จะได้เอาไว้กินรองท้อง เผื่อวันไหนขี้เกียจตื่นมาทำอาหารเช้าก็พอกลั้วคอกับกาแฟได้ แล้ววันที่หมอนัดตรวจคุณพ่อลูกพีชว่างไหมคะ”

   “ว่างค่ะ แล้วเจอกันที่โรงพยาบาลนะคะ”

   “ได้ค่ะ น้าจะได้บอกคุณเดชให้ รายนั้นไปหาหมอทีไรชะเง้อคอรอลูกสาวทุกที คุณหมอก็ใจดีจะตาย จะดุก็ตอนที่คนไข้ไม่ฟังเท่านั้น”

   “ปกติพี่หมอแกก็ไม่ดุหรอกค่ะ คุณพ่อนั่นแหละดื้อเอง แล้วเจอกันนะคะ”

   หลังจากพัชนันท์วางสาย พิราอรก็นั่งพับเพียบ พนมมือระหว่างอกและเริ่มสวดมนต์ เธอทำเช่นนี้เป็นประจำจนคุ้นชินไปแล้วหากวันไหนไม่ได้สวดมนต์ก่อนนอนก็คล้ายจะนอนไม่หลับเหมือนมันค้างคา นอกจากนี้เธอยังใช้เวลาว่างจากงานฝึกทำสมาธิอีกด้วย แม่สอนว่าการฝึกสมาธิสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อจิตใจไม่ฟุ้งซ่านก็จะเกิดสติปัญญาคิดหาหนทางต่างๆ ได้ลงตัว

   ทว่าวันนี้จิตใจของพิราอรไม่สงบเลย ภาพใบหน้า รอยยิ้มยั่วโทสะและสายตาวาวๆ ของชินดนัยคอยจะปรากฏรบกวนอยู่ร่ำไป เธอคอยแต่จะคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ทำตามที่เขาขอ

   “ไม่! พีช เธอจะไปคล้อยตามเขาไม่ได้” หญิงสาวเตือนตนเอง อยู่มาแต่ไหนแต่ไรยังอยู่ได้ กับแค่ตื่นให้ตรงเวลาไปคุยธุระทำไมต้องมาใช้เธอปลุกด้วย ไม่ไป เธอจะไม่เหยียบห้องเขาเด็ดขาด

   พิราอรถอนใจแรง เอื้อมมือปิดไฟหัวเตียง ล้มตัวนอน แล้วดึงผ้าห่มคลุมถึงคอ จิตใจตั้งมั่น เธอไม่ได้รับปาก เป็นเขาเองรวบรัดตัดบทไม่ฟังใคร หากไปคุยธุระช้าก็เป็นเพราะตัวเขาเองนั่นแหละไม่ใช่ความผิดเธอ





   เสียงเคาะประตูห้องดังแรงรัวตามอารมณ์คนเคาะ ไม่ต้องเดายังรู้ว่าเป็นฝีมือใคร พิราอรเหลือบตามองนาฬิกา ใบหน้าหญิงสาวนิ่วน้อยๆ เลยเวลาที่ชินดนัยบอกให้เธอไปปลุกเขามาเกือบชั่วโมงแล้ว เขายังไม่ไปอีกเหรอ หญิงสาววางจานในมือ และเดินไปหน้าห้อง ถ้าไม่เปิดเขาคงเคาะจนประตูพังเป็นแน่

   และทันทีที่เธอปลดล็อก ชินดนัยก็บุกเข้ามา เขาผลักเธอจนต้องถอยไปด้านหลัง ใบหน้าของเขาโกรธจัด แววตาดุดันมองมาอย่างกับเธอไปทำความผิดร้ายแรงมาอย่างนั้น

   “กี่โมงแล้วลูกพีชทำไมไม่ไปปลุกผม รู้ไหมว่ามันเสียหายแค่ไหน”

   อ๋อ...เรื่องนี้เองเหรอ แล้วมันใช่ความผิดเธอไหมล่ะ งานสำคัญของเขา เขาก็ต้องใส่ใจให้มากกว่านี้สิ ไม่ใช่หวังแต่จะใช้คนอื่น

   “ถ้าจำไม่ผิด ฉันไม่ได้รับปากคุณนะคะ แล้วเราก็ไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่ฉันจะต้องบุกไปปลุกคุณจนถึงเตียง”

   “งั้นเหรอ ดีนี่...ได้เลยคนสวยไหนๆ ผมก็ไปไม่ทันธุระแล้ว ช่างมันเถอะ ถ้าวันนี้คุณยังไม่สนิทใจจะไปปลุกผมก็ไม่เป็นไร เรามาเริ่มทำความสนิทกันตอนนี้เลยก็ได้ เอาให้สนิทแนบแน่น ต่อไปคุณจะได้มีข้ออ้างสำหรับการไปปลุกผมถึงเตียงได้”

   “คุณจะทำอะไร” พิราอรถอยหนี ขณะชินดนัยย่างสามขุมเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางคุกคามเอาเรื่อง

   ชินดนัยไม่ตอบ ทว่ารอยยิ้มของเขาไม่น่าไว้ใจ พิราอรคิดจะวิ่งหนีแต่ทันทีที่เธอหมุนกาย เขาก็กระโจนรวบร่างเธอไว้พากันล้มกลิ้งไปบนพื้น เขาพลิกกายขึ้นตรึงสองมือเธอไว้เหนือศีรษะ กดร่างเธอด้วยร่างกายใหญ่โตของเขา สองสายตาประสานกันในระยะประชิด

   “อย่านะ”

   “คิดว่าผมจะฟังคุณงั้นเรอะ”

   ชินดนัยกระตุกยิ้มร้ายกาจแล้วก้มหน้าลงมาประกบริมฝีปากกับเธออย่างแม่นยำ พิราอรพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ร่างกายเขาหนักอึ้ง ซ้ำยังเรี่ยวแรงมหาศาลไม่มีทางรอดสำหรับเธอเลย และยิ่งเสียเปรียบเมื่อโดนเขาปล้นจูบเหมือนจะสูบวิญญาณอยู่อย่างนี้

   ชั่ววินาทีที่พิราอรกำลังจะขาดใจ ชินดนัยก็ถอนจูบร้อนแรงจ้องเธอตาเป็นมันเหมือนเสือจ้องเหยื่อ เธอไม่ได้ไร้เดียงสาจนนึกภาพต่อไม่ถูกว่าเหตุการณ์นี้จะลงเอยเช่นไร ซึ่งเธอยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

   “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”

   “ไม่บ้าหรอก เดี๋ยวคุณนั่นแหละจะร้องขอให้ผมทำบ้าๆ แบบนี้อีก” เขาค่อยๆ โน้มหน้าลงมาอีกรอบ กระซิบบอกเย้ายวน “อย่ากลัวไปเลยแม่ชี แล้วมันจะดีเอง เชื่อผม”

   “ไม่นะ” พิราอรตัวสั่น เสียงสั่น พลิกหน้าหลบหลีก แต่ชินดนัยคงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

   “ไม่ต้องกลัวที่รัก เชื่อโค้ชชิน ฟินไปสามโลก”

   แล้วชินดนัยก็ฉกวูบลงมาอย่างรวดเร็ว พิราอรหมดทางสู้ได้แต่กรีดร้องสุดเสียง

   “ไม่นะ อย่าทำอะไรฉัน ไม่!!!!"


**************************

เบอร์โทรไม่ต้อง เบอร์ห้องไม่เอา ยื่นคีย์การ์ดให้จ้าาาาา
เปิดหาพี่ได้ 24 ชั่วโมงแล้วแต่น้องพีชต้องการ
อยากฟินตอนไหนก็บอกมา พี่ชินพร้อมทุกเวลาจ้าาาา55555555555555

8
บทที่ 3 เชื่อโค้ชชิน ฟินไปสามโลก


   พิราอรอยากขอตัวกลับห้องเสียเดี๋ยวนั้นเลย หญิงสาวเม้มปากขณะมองหน้าแขก เจอกันจังๆ อย่างนี้ตีหน้าไม่ถูกเหมือนกัน ทำไมแขกของพ่อกับน้านันท์ถึงเป็นผู้ชายไร้มารยาทคนนั้นไปได้

   “ลูกพีชจำพี่เขาได้ด้วยเหรอ”

   “พี่เหรอคะพ่อ” เธอขมวดคิ้ว ย้อนถามพ่อ

   “อ้าว แล้วกัน เห็นเมื่อกี้ท่าทางตกใจ นึกว่าจำกันได้”

   “คุณเดชก็อย่าแกล้งลูกสิค่ะ เขาไม่เจอหน้ากันตั้งหลายปีจะจำได้ยังไง แล้วพ่อตัวดีนี่ก็เคยโผล่มาให้เจอซะที่ไหน วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอะไรก็ไม่รู้” พัชนันท์ค้อนขวับกับแขก ก่อนจะส่งยิ้มให้พิราอรอย่างอ่อนโยน “พีชจำนายชินได้ไหมลูก ที่เมื่อก่อนเคยตามน้ามาบ้านนี้บ่อยๆ”

   พิราอรมองหน้าแขกอีกครั้ง คราวนี้จ้องแบบไม่สนใจมารยาทอันดีงามเลยด้วย “อย่าบอกนะคะว่านี่คือ...”

   “ชินดนัย หลานชายน้าไงจ๊ะ” พัชนันท์เฉลย

   การพบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เกิดจากกรรมเคยกระทำร่วมกันมา พิราอรเชื่อว่าตัวเองคงกำลังประสบกับเจ้ากรรมนายเวรอยู่เป็นแน่ เพราะทุกครั้งที่ได้เจอกับผู้ชายคนนี้ หัวใจของเธอไม่เคยเป็นสุขเลย ตอนอยู่ในผับก็ร้อนรนกระสับกระส่ายอยากหนีไปให้พ้นหน้า พอหลุดพ้นจากกันได้โล่งใจถึงขนาดกลับไปสวดมนต์แผ่เมตตาขออย่าเจอกันอีก ไม่คิดเลยว่าผลบุญที่อุทิศไปนั้นมันไม่พอ

   “สวัสดีจ้ะลูกพีช ไม่เจอกันนานเลยนะ”

   “สะ...สวัสดีค่ะ” พิราอรอึดอัดกับสายตาของเขา หญิงสาวพยายามไม่สบตาเพราะจะพาให้คิดถึงตอนนั่งอยู่บนตักเขาร่ำไป

   “พ่อเรียกเราสองคนมาวันนี้ก็มีเรื่องจะปรึกษานั่นแหละ แต่ไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า ไม่รู้ว่าแก้วตั้งโต๊ะเสร็จหรือยัง”

   “งั้นคุณพ่อก็นั่งคุยไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพีชจะไปดูให้”

   “ไปพร้อมกันนี่ละค่ะ น้าว่าป่านนี้คุณแก้วจัดการเรียบร้อยแล้ว รายนั้นน่ะแค่รู้ว่าลูกพีชจะมาก็ดีใจยกใหญ่ ไปค่ะ ไปกินข้าวกันก่อน เรื่องงานเอาไว้คุยกันทีหลัง”

   พัชนันท์ลุกขึ้นควงแขนเดชทัตนำลูกเลี้ยงและหลานชายไปยังห้องรับประทานอาหาร พิราอรหมดปัญญาจะเลี่ยงจำยอมต้องเดินตามโดยมีชินดนัยรั้งท้าย

   ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าให้ทัน ก่อนจะยิ้มกรุ้มกริ่มพูดขึ้นลอยๆ

   “เรารู้จักกันแล้วนะ คราวนี้ผมเดินหน้าเต็มอัตราศึกได้เลยนะ”

   “กรุณารักษามารยาทด้วยนะคะ นี่มันในบ้านของฉันอย่ามาทำอะไรรุ่มร่าม”

   “ผมก็รุ่มร่ามกับคุณคนเดียวนั่นแหละ ขืนลากคนอื่นมาด้วย น้านันท์คงยิงทิ้งตั้งแต่หน้าบ้าน ว่าแต่คุณเถอะไม่ดีใจเหรอ เราได้เจอกันอีก”

   “ไม่ค่ะ ฉันค่อนข้างจะกังวลใจและคิดมากพอสมควร”

   ชินดนัยหลุดหัวเราะออกมา ส่งผลให้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่เดินนำหน้าหันกลับมามองอย่างสงสัย พัชนันท์พอจับเค้าลางบางอย่างได้ก็รีบปล่อยแขนสามี เดินย้อนไปหาลูกเลี้ยงและจับจูงไปด้วยกัน แต่ก็ไม่วายเอ็ดหลานชาย

   “ชิน อย่าแกล้งน้อง ไปจ้ะลูกพีช อย่าไปฟังมันพูดมาก”

   “ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยนะครับ”

   “ฉันไม่เชื่อ” น้าสาวกล่าวอย่างรู้ทัน

   บ้านธุวพรไม่เคยพร้อมหน้าพร้อมตากันนานแล้ว พ่อดูมีความสุขมากกว่าใคร พัชนันท์ดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ชินดนัยสรรหาเรื่องมาเล่าให้ฟัง พ่อกับเขาดูเข้ากันได้ดี แถมยังพูดคุยกันอยากถูกคอ ชินดนัยตอนอยู่กับผู้ใหญ่ไม่เหมือนตอนอยู่ลำพังกับเธอ เกลียดนักคนชอบตีสองหน้า

   พิราอรถามถึงอาการของพ่อและทราบว่ามีกำหนดการผ่าตัดแล้วในเดือนหน้า หมอสั่งให้เดชทัตวางมือจากงานทั้งหมด โดยให้พัชนันท์นั่งรักษาการแทน แต่ปัญหายังติดอยู่ที่ผับบาบิโลน ในเวลากระชั้นอย่างนี้เดชทัตไม่สามารถสอนงานลูกสาวได้ด้วยตนเอง ครั้นจะฝากพัชนันท์ก็งานล้นมือ ทั้งงานบริหารและยังต้องดูแลสามี

   เหตุนี้จึงทำให้เดชทัตต้องส่งพัชนันท์ไปตามตัวชินดนัยกลับมา ว่ากันตามตรงแล้วชินดนัยเป็นคนหนุ่มไฟแรง เรียนรู้งานได้เร็ว จัดการปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ด้วยความที่ไม่มีลูกชายเดชทัตจึงเอ็นดูชินดนัยเป็นพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์ทุกอย่างให้จนหมดสิ้น และชินดนัยก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

   พิราอรไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานบันเทิงอย่างบาบิโลน ลูกสาวตัวน้อยด้อยเล่ห์เหลี่ยมคงลำบากแน่หากต้องรับงานนี้ เดชทัตจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของพัชนันท์ เขาจะต้องกล่อมลูกสาวให้คล้อยตามและยอมรับวิธีนี้ เหมือนกับที่เคยทำให้เธอยอมรับบาบิโลน

   “ช่วงนี้งานที่มูลนิธิยุ่งไหมลูก” เดชทัตถาม ตอนนี้ทั้งคู่ย้ายกลับมานั่งในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง พัชนันท์กับชินดนัยออกไปคุยกันข้างนอก ปล่อยสองพ่อลูกได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

   “ไม่ยุ่งค่ะ พีชแบ่งงานให้คนที่เกี่ยวข้องดูแลแล้ว ไว้เข้าไปดูสักสัปดาห์ละครั้งก็ได้ค่ะ”

   “งั้นก็ดี แล้วจะเริ่มงานที่บาบิโลนได้เมื่อไร” เดชทัตเห็นลูกสาวอ้ำอึ้งจึงพูดต่อ “พ่ออยากให้พีชรีบเข้าไปจัดการ ไม่ต้องกลัวนะลูกพ่อเตรียมโค้ชไว้ให้แล้ว”

   “มีโค้ชให้ด้วยหรือคะ”

   “พ่อไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวของพ่อลงสนามอย่างเคว้งคว้างหรอกน่า”

   “พีชไม่มั่นใจเลยค่ะพ่อ”

   “นี่ไงลูกถึงต้องมีโค้ช ถ้าพ่อแข็งแรงกว่านี้ก็ดีหรอก แต่หมอสั่งห้ามเด็ดขาดเรื่องนอนดึก ก็เลยต้องใช้คนอื่น แต่เชื่อใจเถอะระดับพ่อเลือกแล้วไม่มีพลาด คนนี้พ่อคายตะขาบให้เองกับมือ”

   “ใครกันคะพ่อ ฟังดูอย่างกับทายาทอสูร”

   “นายชินไง โค้ชของลูก”




   ริมสระว่ายน้ำของบ้านน้าหลานแยกตัวคุยกัน พัชนันท์กังวลใจกับท่าทางของหลานชายที่มีต่อลูกเลี้ยง เธอยังสยองกับข้อความที่ได้รับไม่หาย

   “ฉันขอเตือนแกตรงนี้เลยนะว่าอย่าแม้แต่จะคิดทำมิดีมิร้ายลูกพีช”

   “โธ่ น้านันท์ก็คิดมากเกิน ทำไม ผมหื่นออกนอกหน้าขนาดนั้นเลยเหรอ”

   “ก็ลองกลับไปส่องกระจกประเมินสายตาตัวเองเอาเถอะ ถือว่าฉันขอเถอะนะ ถ้าแกไม่คิดจริงจังก็อย่าไปทำอะไรลูกพีชเลย คุณเดชไว้ใจแกมาก ฉันไม่อยากให้เขาผิดหวัง”

   ชินดนัยแกล้งถอนใจแรงๆ ไม่เข้าใจน้าสาวตัวเอง ไม่อยากสูญเสียผับก็ไปลากเขากลับมา พอถึงเวลาดันกลัวว่าเขาจะจับลูกเลี้ยงกินตับซะอย่างนั้น

   “น้าควรจะรู้แต่แรกแล้วว่าผมมันไว้ใจไม่ได้ ให้ผมสอนงานลูกพีชก็เหมือนส่งเนื้อเข้าปากเสือ และผมก็ไม่ใช่พวกเสือจำศีลซะด้วย”

   “ถ้ากล้าล่วงเกินลูกพีช ฉันนี่แหละจะเป็นคนจับเสือใส่กรงขัง”

   “ฟังดูก็เร้าใจดีนะครับ” ชินดนัยลูบคางยิ้มกริ่ม ดักคอน้าสาว “ถามจริงเลยนะครับ นอกจากเรื่องบาบิโลนแล้ว น้านันท์แอบวางแผนอะไรสำรองไว้ด้วยหรือเปล่า”

   “ฉันไม่ได้เจ้าเล่ห์แพรวพราวอย่างแกนี่ จะได้ซับซ้อนสองแผนสามแผน แค่อยากให้แกสอนงานก็คือแค่สอนงานเท่านั้น แกจะมาทำท่าอยากเคลมลูกเลี้ยงฉันไม่ได้ ฉันไม่ชอบ เคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าลูกพีชเป็นเด็กดี หากต้องมัวหมองเพราะแก ฉันก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยเพราะเป็นคนดึงตัวแกเข้ามาในชีวิตของเขา”

   “แต่ละประโยคของน้านันท์นี่ ผมชั่วช้าเหลือเกิน เอาเถอะครับ ผมจะพยายามหักห้ามใจ”

   พัชนันท์ค้อนขวับ ชินดนัยเห็นแล้วก็หัวเราะชอบใจที่ยั่วโมโหน้าสาวได้

   “แล้วตกลงจะอยู่ด้วยกันที่นี่หรือเปล่า”

   ชินดนัยส่ายหน้าเร็วๆ บ้านธุวพรไม่เหมาะกับเขา ด้วยแนวทางการใช้ชีวิตและหน้าที่การงานในอนาคต ขออยู่คนเดียวดีกว่า น้านันท์คงยังไม่รู้ว่าเขาพักที่ใด เพราะถามเขาก็จะตอบแค่ว่าอยู่คอนโด หากรู้ว่าคอนโดที่ว่านั่นอยู่ไหนมีหวังได้ปรี๊ดแตกอีกรอบ

   “เรื่องที่พักน้านันท์ไม่ต้องเป็นห่วง ผมให้สาทิตจัดการเรียบร้อยแล้ว น้าน่าจะรู้นะครับว่าคนหนุ่มวัยอย่างผมเนี่ยความส่วนตัวสำคัญที่สุด”

   “ย่ะ คนอย่างแกน่ะ ส่วนตัวหรือไม่ส่วนตัวก็เห็นมั่วได้ไม่เลือกที่”

   “ว้า...วกกลับมาเรื่องนี้ เลิกคุยดีกว่า” ชินดนัยลุกขึ้นเดินหนีเข้าไปในบ้าน เพราะในนั้นมีใบหน้าหวานเจริญหูเจริญตามากกว่าหน้าบึ้งๆ เสียงขู่แว้ดๆ ของน้านันท์เป็นไหนๆ

   เดชทัตนั่งคุยกับลูกสาว เมื่อเขาโผล่เข้าไปเจ้าของบ้านก็กวักมือเรียกเหมือนรออยู่พอดี ชายหนุ่มเหลือบตามองไปทางพิราอร เธอก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน สงสัยเดชทัตคงจะคุยกับลูกสาวแล้ว

   “ชินมาพอดีเลย น้าคุยกับลูกพีชแล้วนะ ทางนี้เขาไม่มีปัญหา ทางเราล่ะพร้อมจะเริ่มงานวันไหน”

   “คืนนี้เลยก็ได้ครับ เพิ่งสามทุ่มเอง ถ้าลูกพีชพร้อมไปซ้อมดูงานสักหน่อยก็ได้”

   “พีชไม่พร้อมค่ะ อีกอย่างวันนี้พีชแต่งตัวไม่เหมาะด้วย เดี๋ยวโดนแซะว่าเป็นแม่ชีหนีเที่ยว”

   “งั้นก็ไปนัดกันมาแล้วกันว่าจะเริ่มงานวันไหน น้าฝากดูน้องด้วยนะชิน สอนน้องให้เหมือนที่น้าสอนเรา แล้วนี่เรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

   ชินดนัยมาถึงกรุงเทพฯ ได้สามวันแล้ว แต่เดชทัตไม่เคยเห็นเขากลับเข้าบ้านก็อดเป็นห่วงงเรื่องที่พักไม่ได้

   “เรียบร้อยครับ เป็นคอนโดของเพื่อนมันไปต่างประเทศพอดี”

   “ที่จริงก็ไม่น่าลำบากเลย” เดชทัตส่ายหน้า บ่นพึมพำ “ชวนให้อยู่ด้วยกันก็ไม่เอา ลูกพีชอีกคน พ่อบอกให้ย้ายกลับมาอยู่บ้านก็ไม่ยอม ไหนๆ หนูก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว”

   “อย่าเลยค่ะพ่อ พีชอยู่คนเดียวจนชินแล้ว” พิราอรยิ้มบาง “ดึกแล้วพีชขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ”

   “ผมก็คงต้องกลับเหมือนกันครับ” ชินดนัยบอกกับเดชทัต ก่อนหันไปทางพิราอร “ลูกพีชกลับกับพี่ก็ได้นะ พี่ไปส่งได้ จะได้คุยเรื่องงานกันด้วย”

   “ไม่ค่ะ” พิราอรตอบกลับซะหน้าคนมีน้ำใจเหลือสักสองนิ้วได้ “เรื่องงานฉันจะติดต่อไปแล้วกันนะคะ ขอให้พ้นอาทิตย์นี้ไปก่อน เพราะจะมีประชุมใหญ่ของมูลนิธิ”

   “ไม่มีปัญหาครับ สัปดาห์หน้าเราค่อยเริ่มงานกันก็ได้”

   “พีชกลับก่อนนะคะพ่อ” พิราอรกอดพ่อ หอมแก้มซ้ายขวา ก่อนผละออก ชินดนัยก็ไหว้ลาและเดินออกจากห้องมาพร้อมๆ กัน

   ทั้งคู่มาเจอพัชนันท์เดินเล่นตรงสนามหน้าไปจึงเข้าไปลา พิราอรปฏิบัติต่อแม่เลี้ยงเหมือนที่ทำกับพ่อ ชินดนัยไม่สงสัยเลยว่าทำไมน้าสาวถึงทั้งหวงทั้งห่วงลูกเลี้ยงอย่างนี้ น้านันท์ไม่มีลูกจึงรักและเอ็นดูพิราอรมาก ทั้งคู่ไม่เคยมีปัญหากัน พิราอรดื้อแต่กับน้าเดช แต่พอรู้ว่าพ่อป่วยก็เพลาลงเยอะ ต่อไปก็คงจะเปลี่ยนมาดื้อกับเขานี่แหละ ดูท่าทางแล้วพยศไม่หยอก แต่ไม่เป็นไรเขาชอบปราบเด็กดื้อ

   “ขับรถกลับกันดีๆ นะ”

   “ค่ะ”

   “ครับ”

   “ชิน” พัชนันท์เรียกหลานชายที่กำลังเดินห่างออกไป ชินดนัยเลิกคิ้วถาม น้าสาวจึงย้ำวัตถุประสงค์ของตนเองอีกครั้ง “แกรู้ใช่ไหมว่าฉันดึงตัวแกมาทำอะไร”

   “น้านันท์ก็ตามตัวผมกลับมาเป็นลูกเขยน้าเดชยังไงละครับ” หลานชายขยิบตายั่วก่อนวิ่งหนีไปทันที

   “ไอ้!!!”

   พัชนันท์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกับหลานชายจอมกะล่อน ถ้ามันทำท่าให้จริงจังกว่านี้ เธอก็ยังจะพอหลับหูหลับตาเอาใจช่วยสนับสนุน แต่นี่ดูมันจ้องแต่จะอุ้มลูกพีชขึ้นเตียงอย่างเดียวเลยอย่าง

   แล้วลูกพีชจะรอดเงื้อมมือมันไหมนะ

9
ถ้าไม่ลองกล้อง คงไม่ได้เจอน้องธัญ ชริ

10
ขอ how to ไปเที่ยวผับอย่างไรให้ได้หลัวหน่อยค่ะธัญญ่าาาาาาาาา 555555555

11
บทที่ 2 คนกันเอง

   พิราอรขมวดคิ้วขณะมองชายถือวิสาสะนั่งร่วมโต๊ะกับเธอหน้าตาเฉย ขนาดเธอมองด้วยสายตาตำหนิ เขาก็ยังไม่สะทกสะท้าน อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่าทำไม จู่ๆ มุมสงบสุดในผับถูกบุกรุกด้วยรอยยิ้มของหมาป่าเจ้าเล่ห์ ใช่...แบบนั้นแหละที่เธอนึกคำจำกัดความออก ผู้ชายแปลกหน้าที่มาพร้อมกับรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจ เธอไม่เคยรู้จักกับเขามาก่อน และสถานการณ์ในตอนนี้เธอไม่ต้องการใครทั้งสิ้น

   นี่เป็นปัญหาอีกหนึ่งข้อจะต้องการแก้ไข ความส่วนตัวของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ปากกายังถือในมือ สมุดบันทึกวางอยู่บนโต๊ะแต่คงจดอะไรตอนนี้ไม่ได้ ต้องจัดการตัวป่วนตรงหน้าซะก่อน พิราอรวางปากกา บอกผู้บุกรุกอย่างสุภาพ

   “ขอโทษนะคะ ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว แล้วที่คุณเห็นนี่ก็ไม่ใช่การบ้านหรอกค่ะ ฉันเรียนจบมาหลายปีแล้ว ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มีน้ำใจกับคนแปลกหน้า แต่ฉันคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ”

   ชินดนัยถึงกับเหวอเมื่อเจอคำตอบกลับแสนสุภาพนั้น ลูกพีชของน้านันท์ไม่เหวี่ยง ไม่วีน ตั้งสติเลือกใช้คำพูดง่ายๆ หากใครฟังแล้วไม่เข้าใจคงโง่เขลาเบาปัญญาเต็มทน แต่ไอ้ที่เขายังตีหน้ามึนอยู่นี่ก็เพราะอยากดูปฏิกิริยาของเธอนั่นแหละ ดูกันสิว่าลูกเลี้ยงของน้านันท์จะแข็งแกร่งเพียงพอรับช่วงบริหารผับนี้ต่อไปหรือไม่

   “คุณเป็นผู้หญิงมาเที่ยวผับอย่างนี้คนเดียว ผมว่ามันอันตรายนะ ให้ผมนั่งเป็นเพื่อนดีกว่า การบ้านนั่นไม่ต้องทำแล้ว” ชายหนุ่มยักคิ้ว ยกขานั่งไขว่ห้าง ท่าทางสบายๆ ปรับเปลี่ยนวิธีรุก ลองใช้วิธีหน้าด้านแบบสุภาพบ้างก็ได้

   พิราอรยังคงรักษาอาการได้อย่างดีเยี่ยม หญิงสาวยิ้มบางๆ เสมือนคุณครูอนุบาลใจดี ตอบกลับมาแบบนิ่มๆ

   “เห็นจะไม่รบกวนค่ะ ฉันอยู่ตรงนี้คนเดียวมาได้สักพักหนึ่งแล้ว รู้สึกปลอดภัยดีค่ะ เดี๋ยวอีกสักพักก็จะกลับแล้ว เชิญคุณไปสนุกต่อที่อื่นเถอะค่ะ”

   “ผมอยากรู้จักกับคุณ”

   “แต่คืนนี้ฉันไม่อยากรู้จักกับใครทั้งนั้นค่ะ” พิราอรยืนยัน มือรวบเก็บสมุดปากกาใส่กระเป๋า ยิ้มให้อย่างสุภาพ “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ฉันขอตัว”

   หญิงสาวลุกขึ้นตั้งท่าจะเดินจากไป ชินดนัยจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่นึกว่าพิราอรจะชิ่งหนีกันง่ายๆ อย่างนี้ แต่ยังดีที่เขาหลงเหลือสติคว้าแขนเธอเอาไว้ ออกแรงดึงจนเธอเสียหลักล้มลงบนตักเขาพอดิบพอดี

   พิราอรอุทานออกมาอย่างตกใจ ใช้มือยันอกกว้างของชายแปลกหน้า ไม่คิดว่าเขาจะกล้าแตะต้องเนื้อตัวพอได้โอกาสก็ใช้กระเป๋าฟาดใส่เขาอย่างไม่คิดชีวิต ปากก็สั่งให้เขาปล่อย

   “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

   “เฉยๆ เถอะน่าคนสวย จะรีบกลับไปไหน”

   ชินดนัยหัวเราะขณะพลิกหน้าหลบไปมา ก่อนจะรวบแขนกอดรัดหญิงสาวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ แต่คนบนตักยังไม่ละความพยายาม พิราอรไม่ยอมแพ้ดิ้นขลุกขลักๆ สะโพกเบียดกับต้นขาแกร่งโดยไม่รู้ตัว ชินดนัยลอบกลืนน้ำลายลงคอ ใหม่ๆ มันก็เพลินดีอยู่หรอก มีสาวเนื้อตัวนุ่มนิ่มหอมละมุนมานั่งบนตัก แต่พอนานเข้าร่างกายชายฉกรรจ์มันก็ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา

   ต้องย้ำอีกทีว่านี่คือชินดนัยนะจ๊ะไม่ใช่พระโพธิสัตว์!

   พิราอรเองก็ชะงัก รู้สึกตัวและรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเขาด้วยเหมือนกัน หญิงสาวจ้องเขาตาโต หยุดความคิดดิ้นรนเอาตัวรอด เพราะดูแล้วยิ่งดิ้นนั่นแหละยิ่งจะไม่รอด กลายเป็นว่าต้องตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมไม่น่าไว้วางใจ เธอเหลือบมองเขาอย่างหวาดหวั่น

   “คะ...คุณ”

   “ก็บอกแล้วนะว่าให้อยู่เฉยๆ” ชินดนัยรีบเอานิ้วชี้ทาบปากหญิงสาว แล้วพูดดักอย่างรู้ทัน “อย่าได้คิดโทษผมแม้แต่น้อย ที่เป็นอยู่นี่ก็เพราะคุณทำตัวเองทั้งนั้น คราวนี้แน่จริงก็ลองดิ้นอีกสิ”

   “ไอ้คนทุเรศ ลามก ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” พิราอรตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ

   “ไหนๆ ก็โดนด่าแล้ว ขอกอดต่ออีกหน่อยแล้วกันนะ”

   ชินดนัยเพิ่มแรงกอด ซบหน้าลงกับแผ่นหลังของหญิงสาว สูดดมกลิ่นหอมกระจายออกมาจากตัวเธอ ลูกพีชของน้านันท์ตัวหอมชะมัด ได้กอดแน่นๆ แบบนี้ นุ่มนิ่มเหมือนกอดตุ๊กตาแมวน้ำอุ๋งๆ เลย

   “ปล่อยฉันนะคะ” เสียงเธอเริ่มแข็ง

   “ยังปล่อยไม่ได้หรอก ทำไมคุณใจร้ายจัง ก็รู้อยู่ว่าตัวเองทำอะไรกับผมไว้ ผมกับน้องชายอยู่กันดีๆ แท้ๆ คุณเล่นมาปลุกจนน้องผม...” ชายหนุ่มเกือบหลุดขำเมื่อเห็นดวงตาของเธอเบิกกว้างใหญ่โตเท่าไข่ห่านตอนที่เขาทำปากบุ้ยใบ้ก้มลงไปที่น้องชายจุดเกิดเหตุ “เออ...นั่นแหละ มันตื่นขึ้นมาอย่างนี้ ใจคอคุณจะปล่อยให้น้องผมอาละวาดต่อไปเหรอ ผมก็อายเป็นนะคุณ แล้วมาทรมานกันอย่างนี้ก็บาปอยู่นะ”

   “ฉันยอมตกนรกขุมลึกที่สุดถ้ามันจะทำให้พ้นไปจากคุณได้” พิราอรจะกระทืบเท้าใส่ แต่ชินดนัยชักเท้าหนีทัน หญิงสาวจึงดิ้นด้วยความโมโหอีกครั้ง

   “หยุด! ถ้าคุณไม่เลิกดิ้นผมจะจับคุณกดลงกับโซฟาแล้วจูบโชว์คนทั้งผับเดี๋ยวนี้เลย”

   “คุณมันบ้า”

   ชินดนัยแอบยิ้มกับหลังของหญิงสาว เอาแล้วไงแม่ชีชักจะมีน้ำโหแล้ว

   “บอกมาว่าคุณต้องการอะไรกันแน่” เธอกัดฟันถาม

   “ขืนบอกตรงๆ คุณคงได้ตบผมเลือกกบปาก”

   “ฉันทำแน่ถ้ามีโอกาส แต่ตอนนี้คุณน่าจะปล่อยฉัน แล้วเรามานั่งคุยกันดีๆ แบบสุภาพชนคุยกัน” หญิงสาวยื่นข้อเสนอ แต่ชินดนัยแกล้งนั่งหูทวนลม ตีหน้ามึนซบแผ่นหลังและยังกอดไม่ยอมปล่อย พิราอรเม้มปากพยายามคิดหาวิธีให้หลุดพ้นเงื้อมมือผู้ชายใจโฉดคนนี้ ผ่านไปเกือบนาทีชินดนัยถึงขยับกายเอาหน้าออกจากแผ่นหลังของเธอ แต่อ้อมกอดยังคงรัดแน่นจนหญิงสาวต้องพูดซ้ำ

   “ฉันว่าพูดชัดเจนด้วยถ้อยคำที่ฟังเข้าใจง่ายที่สุดแล้วนะคะ”

   “ไอ้ผมมันก็คนโง่ ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมเสียด้วย” ชินดนัยยิ้มกว้างตอบกลับสายตาเขียวปัดของหญิงสาว “แหม...ล้อเล่นหน่อยเดียว คุณทำอย่างกับจะจกตาผมออกมางั้นแหละ โอเคๆ ปล่อยก็ได้ แต่คุณต้องไม่วิ่งหนีผมนะ”

   “ค่ะ ฉันจะไม่หนี”

   “น่ารัก” เขาลากเสียงต่ำลดหน้าก้มลงจูบแผ่นหลังนุ่มนิ่มหนึ่งครั้งจนหญิงสาวอุทานสะดุ้ง

   เมื่ออ้อมแขนแน่นหนาคลายออก หญิงสาวรีบลนลานขยับลงไปนั่งไกลลิบ ชินดนัยยิ้มหน้าระรื่นนึกขำอยู่ในใจ ระยะแค่นี้คิดว่าหนีพ้นมือเขาเหรอ โธ่...กระโจนตะครุบทีเดียวก็เรียบร้อยแล้ว

   แม่ชีหนอแม่ชีทำเหมือนว่าอยู่ใกล้เขาแล้วศีลจะขาด ไม่ทันแล้วมั้ง ประวัติอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของเธอมันมัวหมองตั้งแต่มีชื่อเขาเข้ามาในชีวิตแล้ว

   “ดูเหมือนเครื่องดื่มของคุณจะไม่ค่อยเข้ากับสถานที่เลยนะ เอางี้ดีกว่า ผมสั่งให้ น้องๆ” ชินดนัยกวักมือเรียกพนักงานแล้วจัดการสั่งเครื่องดื่มให้ใหม่โดยไม่สนใจคำทัดทาน และเมื่อพนักงานจากไปพิราอรก็เปิดฉากใส่เขาทันที

   “ฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ”

   “ก็แค่ม็อกเทลน่ะ ผมว่าดีกว่าน้ำอัดลมของคุณเสียอีก”

   “งั้นเริ่มธุระของคุณมาได้เลยค่ะ ใกล้ได้เวลากลับบ้านของฉันแล้ว” สายตาพิราอรมองอยู่แต่ใบหน้าหล่อเหลา ไม่มองต่ำลงไปแถวต้นขาของชายหนุ่มเลย

   ชินดนัยแสร้งพลิกข้อมือดูเวลาแล้วหัวเราะ “ห้าทุ่มเอง จะรีบกลับไปไหน ถ้าบ้านอยู่ไกลผมไปส่งก็ได้”

   “เห็นจะรับน้ำใจคุณไม่ได้หรอกค่ะ แต่ก็ขอบคุณมาก”

   “ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน เพิ่งมาครั้งแรกเหรอ”

   “ค่ะ คงผิดกับคุณ คุณคงมาที่นี่จนจำชื่อพนักงานได้ครบทุกคนแล้วมั้งคะ” แววตาของพิราอรตำหนิติติงอย่างไม่ปิดบัง

   “ก็ธรรมดา มันเป็นงาน ว่าแต่คุณเถอะ ไม่สบายใจเรื่องอะไรเหรอ ทำไมเลือกหันหน้าเข้าผับ อกหัก รักคุดรึไง ถึงได้นึกอยากเปลี่ยนลุคมนุษย์ป้ามาเป็นผีเสื้อราตรี ก็เกือบจะดีแล้วนะ แต่ขอวิจารณ์ตรงๆ เลยว่าแฟชั่นเข้าผับชุดนี้ยังไม่ผ่าน ไอ้เสื้อคลุมสับปะรังเคนั่นผมหักคะแนนติดลบเลย ใส่มาทำไมให้เกะกะ เสียเวลาถอด ใครไม่รู้จะหาว่าแม่ชีหนีเที่ยว โทรไปแจ้งที่วัดให้มารับตัวกลับเอาได้”

   พิราอรกำมือแน่น สูดหายใจลึก พยายามอดกลั้นให้ถึงที่สุด นี่อาจจะเป็นบททดสอบแรกสำหรับเธอ ต่อไปหากต้องเข้ามาบริหารผับนี้คงมีโอกาสต้องเจอกับลูกค้ากักขฬะหยาบคายอีกหลายคน เธอจะต้องมีสติให้มากเพื่อหาวิธีรับมือกับผู้ชายตรงหน้า

   “ใครจะมองยังไงฉันคงไปบังคับความคิดไม่ได้ แล้วถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด คุณเองก็คงมาเที่ยวเหมือนกัน ทำไมถึงเอาเวลาสำเริงสำราญของคุณมาเสียกับแม่ชีหนีเที่ยวอย่างฉันล่ะคะ ตั้งแต่เข้ามาฉันมั่นใจว่าไม่ได้ไปเกะกะระรานสร้างความไม่พอใจให้กับใครเลย หรือถ้าเผลอสร้างความไม่พอใจให้กับคุณก็ต้องขอโทษด้วย สารภาพว่าในสถานที่อโคจรอย่างนี้ฉันเองก็ไม่เคยนึกอยากเหยียบย่างเข้ามา แต่เพราะว่ามีเหตุจำเป็นเลี่ยงไม่ได้ก็เลยเลือกมุมสงบนั่งเงียบๆ จนคุณเข้ามาทำลายความสงบอันน้อยนิดของฉัน”

   หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวขอบคุณตอนที่พนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เธอเห็นคู่กรณีหยิบแก้วเหล้าขึ้นไปดื่ม ในขณะที่แก้วม็อกเทลสีฟ้าสวยสดใสของเธอยังวางอยู่ที่เดิม

   “คุณชื่ออะไร”

   เรื่องบ้าอะไรกันล่ะนี่ หลังจากเธอด่าเขาอ้อมๆ ไปยืดยาว เขากลับตอบกลับด้วยการถามชื่อเธอ ผู้ชายคนนี้สติไม่ดีหรือเมาจนสมองเบลอไปแล้ว

   “ฉันขอไม่บอกนะคะ”

   “ก็คิดอยู่แล้วว่าคงไม่บอก แต่ไม่เป็นไร ผมสามารถนอนคุยกับคนที่ไม่รู้จักชื่อได้ทั้งคืน”

   “คุณ!!!” หางเสียงหญิงสาวชัดเจนเลยว่าโกรธจัด “คุณจะดูถูกตัวเองฉันไม่ว่า แต่อย่ามาเหมารวมว่าคนอื่นจะสกปรกมั่วไม่เลือกเหมือนตัวเอง อย่างน้อยๆ คุณก็ควรจะเก็บความต้องการของตัวเองเอาไว้พูดกับคนแบบเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะนอนคุยกับใครโดยไม่รู้จักกันได้”

   “งั้นเราเริ่มทำความรู้จักกันเดี๋ยวนี้เลย คุณจะได้ไม่ตะขิดตะขวงใจ”

   “นี่คุณ!!!” คนบ้าเกินเยียวยาแล้วจริงๆ

   “ผมตรงไปตรงมาไม่ดีหรือไง ไม่รู้จักกันก็ถามอยู่นี่ว่าชื่ออะไร ชอบก็บอกแมนๆ ว่าอยากได้”

   “แต่ฉันไม่ชอบ!” พิราอรฉวยกระเป๋าแล้วลุกขึ้น คราวนี้เธอถอยไปไกลกว่าเดิม เนื้อตัวของเธอสั่นเทาไปด้วยโทสะ สติน่ะเหรอเตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว มองเห็นแก้วม็อกเทลก็อยากจะสาดใส่หน้าคนปากเสีย เรื่องคงจะบานปลายใหญ่โตกว่านี้ การเดินหนีคงเป็นหนทางที่ดีสุด “หมดเวลาของเราแล้วค่ะ หวังว่าคนแมนๆ อย่างคุณคงจะไม่ขวางฉันไว้อีกนะคะ ลาก่อน”

   “เวลาของเราเพิ่งเริ่มต่างหากล่ะคนสวย” ชินดนัยขัดขึ้นในจังหวะที่หญิงสาวกำลังจะเดินหนี พิราอรยิ้มรับไม่บอกก็รู้ว่าแกล้งทำ

   “ฉันยืนยันตรงนี้ว่ามันสิ้นสุดลงแล้วค่ะ ขอให้สนุกกับค่ำคืนที่ไม่มีฉัน”

   “แล้วเจอกันนะครับแม่ชี”

   ชินดนัยโบกมือลาโดยที่หญิงสาวไม่สนใจหันกลับมามอง รอยยิ้มยั่วยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าคมสัน ลูกเลี้ยงน้านันท์คนนี้ไม่ใช่แม่ชีสักหน่อย จากการต่อปากต่อคำนั่นมันห่างไกลกับคำว่าเคร่งศาสนา แถมปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อเธอก็รุนแรงกว่าผู้หญิงคนไหนๆ

   พิราอรจะคิดอะไรก็ปล่อยให้คิดไปเถอะ แต่เมื่อเขาได้เจอเธอก็อย่าหวังเลยว่าจะยอมปล่อยไปง่ายๆ เขาติดใจวิธีการโต้ตอบ ชื่นชอบกลิ่นหอมอ่อนจากร่างกายเธอ น้ำเสียงท่าทาง ทุกสิ่งอย่างช่างลงตัวไปหมด จนเขาเกิดความคิดบางอย่าง

   ว่าไปแล้วข้อเสนอของน้านันท์ก็ไม่เลวนัก ไหนๆ เขาก็ต้องเสียเวลามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยสอนเรื่องบริหารผับบาบิโลนให้กับพิราอรแล้ว เขาจะอุทิศกายใจสอนประสบการณ์หวานเจี๊ยบเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แถมให้อีกสักหลักสูตรก็คงจะดีไม่น้อย

   ชายหนุ่มยิ้มกว้างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโปรแกรมแชต กดไปที่ห้องสนทนาส่วนตัวระหว่างเขากับน้าสาว ก่อนจะบรรจงพิมพ์ข้อความแสนสั้นแต่ความหมายล้ำลึก

   เจอลูกพีชแล้ว ชอบมากกกก




   บ่ายวันต่อมาพิราอรเร่งมือสะสางงานในมูลนิธิทิพย์พิมานที่ตนดูแลอยู่ หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยของยอดเงินบริจาค สรุปรายงานเงินจัดสรรรายจ่ายส่วนต่างๆ ของมูลนิธิแล้ว หญิงสาวส่งแฟ้มรายงานคืนให้กับฝ่ายบัญชีและรวบของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างเร่งรีบ

   “วันนี้คุณพีชมีนัดหรือคะ”

   “พอดีพีชนัดกินข้าวกับคุณพ่อที่บ้านค่ะ พ่อสั่งให้ไปไวหน่อย เห็นว่ามีแขกด้วย ยังไงพี่อิ่มเช็คยอดอีกทีก็ดีนะคะ เผื่อพีชมองพลาดไป”

   “ระดับคุณพีชเคยพลาดหรือคะ”

   คนไม่เคยพลาดยิ้มไม่ค่อยสดใสนัก กำลังคิดไม่ตกหากเธอไปยุ่งอยู่กับผับบาบิโลนของพ่อ งานในมูลนิธิของแม่ก็คงจะต้องทิ้งช่วงไป เรื่องนี้ถึงจะวางใจเจ้าหน้าที่ทุกคนในมูลนิธิ ทว่าเธอไม่อยากใช้งานพวกเขาหนักจนเกินไปนัก เพียงค่าตอบแทนอันน้อยนิดก็ไม่สามารถเทียบกับแรงกายแรงใจที่เสียสละมาช่วยเหลือ

   “พี่อิ่มคะ”

   “ค่ะ คุณพีช” อิ่มกมลหันกลับมามองหญิงสาวอย่างสงสัย “มีอะไรให้อิ่มช่วยอีกไหมคะ”

   “คือ...หลังจากนี้พีชคงเข้ามามูลนิธิบ่อยๆ ไม่ได้ ยังไงพีชรบกวนพี่อิ่มดูแลแทนด้วยนะคะ แล้วพีชจะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของเราอีกที”

   “ได้ค่ะ อิ่มจะดูแลให้เรียบร้อยเลย ว่าแต่คุณพีชจะไปไหนหรือคะ”

   พิราอรถอนหายใจแทนคำตอบ อิ่มกมลพอเดาเรื่องราวได้ก็เดินกลับเข้ามาวางแฟ้มบัญชีลง จับมือของพิราอรบีบเบาๆ

    “เรื่องผับของคุณพ่อใช่ไหมคะ” อิ่มกมลยิ้มกว้างให้กำลังใจ “อิ่มไม่ทราบเรื่องราวเบื้องหลัง แต่ก็อยากพูดในฐานะของคนเป็นแม่นะคะ อิ่มไม่ได้เข้าข้างแต่ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกหรอกค่ะ ยิ่งอะไรที่สร้างมากับมือจนมั่นคงอย่างนี้ยิ่งตัดใจยกให้คนอื่นไม่ลง คุณพีชเป็นคนเก่งนะคะ อิ่มเชื่อว่าต่อให้มีอุปสรรคมากมายแค่ไหน คุณพีชก็จะก้าวผ่านมันไปได้”

   พิราอรถอนหายใจดังกว่าเดิม บ่นให้อีกฝ่ายฟังราวกับจะฟ้อง “ถ้าพี่อิ่มไปเจอแบบที่พีชเจอเมื่อคืน พี่อิ่มอาจจะยุให้พีชขายผับนั่นทิ้งก็ได้ค่ะ”

   “คุณพีชไปเจออะไรมาคะ”

   พิราอรหน้าแดงระเรื่อขึ้นมามาทันทีที่นึกถึงภาพตัวเองนั่งตักชายหนุ่มแปลกหน้า นึกถึงสัมผัสใกล้ชิด และความร้อนผ่าวแข็งกระด้างที่เธอนั่งทับ

   “อี๋...” หญิงสาวส่ายหน้ารัวๆ สลัดภาพนั้นออก “อย่าให้พีชเล่าเลยค่ะ กระดากปาก”

   อิ่มกมลหัวเราะขำท่าทางของหญิงสาว “เดี๋ยวนี้มีแอบหนีไปเที่ยวผับคนเดียวด้วยนะคะ”

   “ก็อยากไปลงเซอร์เวย์พื้นที่ดูค่ะ เจอตัวเป้งเข้าเลย โอ๊ย...พีชไม่อยากพูดถึง”

   “งั้นก็ไปทานข้าวกับคุณพ่อเถอะค่ะ อิ่มก็จะกลับบ้านเหมือนกัน ถ้าคุณพีชมีอะไรก็โทรหาอิ่มได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

   “ขอบคุณค่ะพี่อิ่ม”



   
   พิราอรไม่ได้กลับเข้าบ้านมาร่วมเดือน ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในบ้านธุวพรก็เจอเข้ากับป้าแก้ว แม่บ้านคนเก่าคนแก่ตั้งแต่สมัยที่แม่ของเธอยังอยู่ ทุกคนในบ้านหลังนี้ล้วนแล้วแต่ให้ความเคารพนับถือ ป้าแก้วรับช่วงดูแลเธอต่อจากแม่เป็นอย่างดี

   ในวันที่พิราอรบอกกับทุกคนว่าจะย้ายไปอยู่คอนโด ป้าแก้วออกปากค้านก่อนพ่อเธอเสียอีก พอถึงวันย้ายจริงๆ ป้าแก้วก็ร้องห่มร้องไห้ยกใหญ่ กว่าจะทำใจเรื่องเธอย้ายออกจากบ้านได้ก็ใช้เวลาร่วมเดือน ทุกครั้งที่กลับบ้านป้าแก้วเห็นหน้าเธอแล้วก็ต้องดีใจจนน้ำตาไหล ครั้งนี้ก็เช่นกัน

   “กลับมาแล้วหรือคะ”

   พิราอรกอดเอวป้าแก้วหลวมๆ ช่วยเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มล้อ “ยังขี้แยไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”

   “ก็คุณพีชเล่นหายหน้าไปเป็นเดือน ป้าก็ต้องคิดถึงสิคะ ไปค่ะคุณพ่อรออยู่ในห้องนั่งเล่น คงดีใจน่าดูที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน”

   “ปกติเวลาพีชมากินข้าวบ้าน ก็พร้อมหน้าพร้อมตากันตลอดนี่คะ ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย”

   “แต่วันนี้พร้อมเป็นพิเศษค่ะ” ป้าแก้วยิ้มเป็นนัยแล้วไล่หญิงสาวเข้าไปในห้องนั่งเล่น “เข้าไปก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าไปเอาน้ำมาให้”

   “เดี๋ยวค่ะป้า เมื่อกี้พีชเข้ามาเห็นมีรถใหม่จอดอยู่ ของใครคะ”

   “อยู่ข้างในนั่นแหละค่ะ”

   พิราอรส่ายหน้า แค่นี้ก็ต้องทำเป็นมีความลับ เธอเดินตรงไปห้องนั่งเล่น ได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อดังออกมา วันนี้คงอารมณ์ดีมาก เพราะไม่เคยได้ยินพ่อหัวเราะดังแบบนี้มานานแล้ว หญิงสาวก้าวเข้าไปข้างใน พ่อเห็นเธอเป็นคนแรก

   “มาแล้วลูกสาวพ่อ”

   "สวัสดีค่ะพ่อ น้านันท์" เธอไหว้พ่อกับคุณนันท์ และก็เห็นว่าในห้องมีใครอีกคนนั่งหันหลังให้อยู่ หญิงสาวมองพ่อคล้ายจะถาม ทว่าท่านกลับเรียกให้เธอเข้าไปหา

   “มาใกล้ๆ พ่อนี่มา ดูสิว่าจะจำพี่เขาได้ไหม”

   พี่งั้นเหรอ...หญิงสาวขมวดคิ้ว ก้าวยาวขึ้นและนั่งลงใกล้กันกับพ่อ พัชนันท์ยิ้มให้เธอแล้วบุ้ยใบ้ไปยังแขกก่อนถามเธอว่า

   “หนูพีชดูสิคะว่านี่ใคร”

   พิราอรมองหน้าแขก ดวงตาของเธอค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น ริมฝีปากอิ่มเผยอน้อยๆ หากแต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อ ร้อนวูบวาบ ยามประสานสายตากับแขกที่นั่งอยู่

   “คุณ!!!”

12
บทที่ 1 ชินดนัยคนบาป

   แสงไฟหลากหลายสีสันสาดส่องวูบวาบตามจังหวะเสียงเพลงอึกทึก เหล่านักท่องราตรีจำนวนหนึ่งกำลังปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลง ส่วนอีกจำนวนหนึ่งก้มหน้าก้มตาคลอเคลียอยู่กับคู่ของตนในมุมมืด

   ชินดนัยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มหลัง เสียงเพลงไม่เร้าใจเท่าเสียงกระเส่าของคนในอ้อมแขน

   "ไม่เอาค่ะคุณชิน มุกว่าเราไปห้องทำงานคุณดีกว่านะคะ" สาวน้อยเงยหน้าเผยซอกคอระหงให้ชายหนุ่มโลมเลีย เมื่ออารมณ์ปรารถนาครอบงำก็สามารถทำให้เธอลืมอายเอ่ยชวนเขา

   "ตรงนี้ก็ได้ ไม่มีใครเห็นหรอก" ชินดนัยอู้อี้ตอบกลับอย่างไม่สนใจ เลื่อนมือลงไปบีบสะโพกหญิงสาวอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะซุกหายเข้าไปใต้ร่มผ้าสัมผัสกับเนื้อแท้

   "อื้อ...คุณชินอย่าซนสิคะ"

   หญิงสาวอุทธรณ์เมื่อทรวงอกอวบอิ่มถูกครอบครองโดยปากร้อน เรียวลิ้นอ่อนนุ่มของเขากำลังทำให้เธอหลอมละลาย ผู้ชายคนนี้ปลุกความปรารถนาทำให้เธอเจียนคลั่ง ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีโอกาสได้อยู่ในอ้อมกอดอันเร่าร้อนของเขา

   ชินดนัยเงยหน้าขึ้นจูบปิดปากช่างห้ามนั่นเสีย ก็เห็นอยู่ว่าคำห้ามปรามนั้นขัดกับความต้องการของร่างกายที่เบียดกระแซะอยู่กับร่างเขาในขณะนี้ ความมืดบวกกับเสียงดนตรีดังกลบเสียงต่างๆ ทำให้เขาย่ามใจ ตรงนี้เป็นมุมอับ เขารู้ดีว่าจะไม่มีสายตาของพวกสอดรู้สอดเห็นเข้ามาถึงจึงตวัดแขนยกร่างของหญิงสาวให้นั่งคร่อมทับบดเบียดความแข็งแกร่งร้อนผ่าวขยับร่างหยอกเย้า รับรู้ได้ถึงความพรั่งพร้อมฉ่ำชื้นของอีกฝ่าย

   "เรามาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยกันเถอะที่รัก ผมรอไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียว เราต้องทำมันตรงนี้ และเดี๋ยวนี้ เร็ว!  ขยับตัวลงมาทูนหัว"

   หญิงสาวกอดเขาแนบแน่นส่งเสียงครางเร้าใจดังกระเส่าอยู่ข้างหูก่อนที่มันจะกลืนหายไปกับเสียงเพลงจนแทบแยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร กางเกงชั้นในถูกมือซุกซนกระชากออกไปอย่างคนใจร้อน นิ้วของชินดนัยบุกรุก ปลุกเร้ากระตุ้นให้ร่างกายเธอพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม

   มือของหญิงสาวเลื่อนต่ำลูบไล้ความแข็งแกร่งใต้สะโพก เคล้นคลึงจนเขาแหงนหน้าส่งเสียงครางออกมาซ่านสยิว ชายกระโปรงคลุมปิดเบื้องล่างเอาไว้ เธอโน้มหน้าลงจุ๊บยั่วเบาๆ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์สบตาชายหนุ่มเบื้องล่าง ขณะที่มือของเธอยังสร้างความหฤหรรษ์ให้เขาไม่ผ่อนปรน

   ชินดนัยเริ่มรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องจัดการภารกิจนี้ให้ลุล่วงเสียทีก่อนที่ร่างกายจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มล้วงเข้าไปในเสื้อนอกของตัวเอง หยิบถุงยางอนามัยส่งให้หญิงสาว โน้มหน้าสวยลงมากระซิบข้างหูและขบเม้มจนเธอสั่นไปทั้งร่าง

   "รีบใส่มันให้ผมแล้วจัดการซะ ถ้าช้าอีกนิดผมจะกดคุณลงกับพื้นแล้วทำมันท่ามกลางสายตาคนทั้งผับ"

   "คนบ้า" หญิงสาวยิ้มยั่วฉีกซองถุงยางอนามัยแล้วทำตามเขาสั่งอย่างว่าง่ายไร้อาการเขินอาย เมื่อทุกอย่างถูกตระเตรียมพรั่งพร้อม หญิงสาวยกตัวขึ้นจัดตำแหน่งให้เหมาะเจาะก่อนทิ้งตัวลงมาอย่างรวดเร็วจนคนเบื้องล่างถึงกับคราง

   "อา...อย่างนั้นที่รัก"

   “คุณวิเศษที่สุด”

   “ผมเป็นยอดมนุษย์คุณไม่รู้หรอกเหรอ” ชินดนัยหัวเราะพลางขยับท่อนล่างสวนขึ้นแรงๆ

   หญิงสาวเงยหน้าครวญคราง เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลงถี่กระชั้นโดยที่ชินดนัยคอยขยับสะโพกสอดรับอย่างเร่าร้อน สุดท้ายปลายทางของความปรารถนาทั้งคู่เลิกสนแล้วว่ากำลังเริงรักกันอยู่ที่ใด ต่างขยับเข้าหากันอย่างรุนแรงเต็มอารมณ์ บดเบียดร่างกายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

   "อีกนิดที่รัก แรงกว่านี้ เร็วขึ้นอีก...อีก อ่า..." ชินดนัยครางลั่น มือจับเอวหญิงสาวกดแน่นเข้าหาตัวในทุกจังหวะความหฤหรรษ์ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เขารีบถอดถอนตัวตนออกจากแรงบีบรัดเร้าใจของหญิงสาว ใบหน้าเธอซุกซบลงมา กอดรัดเขาแน่น

   “รักคุณจัง”

   ในที่สุดเธอก็ได้ใกล้ชิดกับเขา ชินดนัย จิณณวัตร หลานชายภรรยาใหม่ของเดชทัต เจ้าพ่อสถานบันเทิงชื่อดัง แม้จะไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่ในสังคมก็เป็นอันรับรู้ว่าชินดนัยไม่ต่างอะไรกับมือขวาของเดชทัต เขาได้ดูแลกิจการหลายแห่งจนเป็นที่คาดหมายว่าชินดนัยคนนี้อาจจะได้รับมรดกตกทอดทั้งหมดของเดชทัต

   หากเธอทำให้เขาประทับใจ นั่นก็หมายความว่าอนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ เธอจึงงัดลีลารักออกมาปล่อยของแบบสู้ตายถวายหัวแสดงฝีมือให้เต็มที่ไปเลย หากเขาติดใจคิดสานต่อความสัมพันธ์อันฉาบฉวยนี้ มันก็จะดีไม่น้อย

   “มุกมีความสุขที่สุดเลยค่ะ”

   “ผมก็เหมือนกัน”

   มือของชินดนัยยังลูบไล้อ้อยอิ่งช่วงสะโพก หากแต่ไฟสวาทกลางผับยังไม่ทันดับสนิท เสียงแหลมคุ้นหูที่ได้ยินครั้งใดเป็นต้องสะดุ้งก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

   "ถ้าจัดการตัวเองเสร็จแล้ว เชิญไปคุยกับฉันที่ห้องทำงานด้วยนะคะคุณชินดนัย"

   "น้านันท์!"

   "ว้าย!!! "

   ชินดนัยรีบยกร่างหญิงสาวลงโดยไม่สนใจว่าเธอจะมีสภาพยังไง แต่ถึงจะรีบร้อนปานใดก็ไม่ทันพัชนันท์ที่สั่งเสร็จก็สะบัดหน้าพรืดเดินหนีไปเลย

   ชายหนุ่มรีบจัดการเครื่องแต่งกายเสียใหม่ เขาเริ่มหนักใจที่จู่ๆ น้าสาวก็โผล่มา ซวยแล้ว...น้านันท์เห็นเต็มสองตาอย่างนี้ดีไม่ตีเขาหัวแตก ร้อยวันพันปีไม่เคยมา พอจะมาหาก็เลือกมาตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอีก เวรกรรมแท้ๆ โผล่มากะทันหันแบบนี้ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่

   “ท่าทางผมจะงานเข้าซะแล้วคนสวย” ชายหนุ่มรูดซิปกางเกง จัดผมเผ้าให้เข้าทรงลุกขึ้นอย่างรีบร้อน ทว่าหญิงสาวดึงแขนเขา มองตาปรอย

   "จะหนีมุกไปไหนคะ"

   "ขอโทษทีที่รัก ไว้ค่อยเจอกันใหม่นะ" ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปจุ๊บแก้ม ก่อนกระซิบ "เมื่อกี้สนุกมาก แล้วมาเล่นกันใหม่นะครับ"

   "เดี๋ยวสิคะ คุณชิน...คุณชิน อย่าลืมโทรหามุกนะคะ" หญิงสาวตะโกนแข่งกับเสียงเพลง แต่ชินดนัยไม่สนใจหยุดฟังกันเลย บ้าจริง แบบนี้เธอจะได้ไปต่อไหมล่ะ




   ประตูห้องทำงานถูกผู้เป็นเจ้าของผลักเข้ามาอย่างร้อนรน มองเห็นใบหน้าเรียบเฉยของแขกก็ได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนความผิด ปกติแล้วชินดนัยไม่ค่อยสนใจความคิดใครจะยกเว้นก็แต่คนนั่งหน้าตึงเหมือนพึ่งไปร้อยไหมเสร็จแล้วก็มารอเขาอยู่ในห้องนี่แหละ

   พัชนันท์ ธุวพร น้าสาวที่ยังสวยเฉี่ยวเปรี้ยวเข็ดฟันนั่งไขว่ห้างเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ด้วยมาดของนางพญา ชุดแซ็กสั้นสีแดงเพลิงอวดเรียวขางามยิ่งเสริมพลังความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

   “มาได้แล้วเหรอพ่อตัวดี”

   “ก็ใครจะกล้าทิ้งให้น้านั่งรอนานๆ กันล่ะครับ” ชายหนุ่มเดินกางแขนโผเข้าไปหวังกอดอ้อนแต่น้าสาวกลับชี้หน้าสั่งเสียงเข้ม

   “หยุด! ไม่ต้องมาเข้าใกล้ฉัน อย่าคิดว่าไม่รู้นะเมื่อกี้แกทำอะไรกับเด็กนั่นกลางผับ อย่าได้มากอดฉันเชียว ฉันขยะแขยง”

   “แหม...น้านันท์ก็ ผมแค่เล่นๆ กับน้องเขาเอง”

   “แต่ฉันไม่ได้จะเล่นกับแก”

   “ไม่ขำ แล้วยังดุกันอีก” ชายหนุ่มตัดพ้อ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อีกตัว ไม่ไกลนัก

   พัชนันท์ส่ายหน้าอย่างหนักใจพลางลุกขึ้นเดินไปมองเบื้องล่างผ่านกระจกห้องที่ปิดกั้นเสียงภายนอกได้เป็นอย่างดี กิจการที่นี่ดูคึกคักพอๆ กับบาบิโลนที่เธอดูแลอยู่ แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ สามีที่รักวางแผนจะปลดเกษียณเธอก่อนกำหนดแล้วยกภาระหน้าที่ทั้งหมดให้กับพิราอรลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าของเขา

   เธอไม่ได้รังเกียจลูกเลี้ยง ตรงข้ามพัชนันท์เอ็นดูพิราอรไม่ต่างจากลูกในไส้ น่าเสียดายเธอกับเดชทัตไม่มีทายาทร่วมกัน ไม่เช่นนั้นเรื่องคงไม่บานปลายจนเดือดร้อนกันไปทั่วอย่างเช่นตอนนี้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาแม่เลี้ยงลูกเลี้ยง แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ไม่ได้ราบรื่นนักนับตั้งแต่เธอแต่งงานกับเดชทัต ลูกเลี้ยงของเธอมักจะแผลงฤทธิ์ใส่ผู้เป็นพ่ออยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่กับเธอแล้วพิราอรยังให้ความเคารพและไม่เคยทำให้ต้องลำบากใจ

   จะมีก็แต่ครั้งนี้ที่ทำเอาพัชนันท์ไม่อาจนั่งรอความหวังจึงต้องตีตั๋วมาหาหลานชายถึงภูเก็ต แล้วก็เจอฉากเด็ดกลางผับ ให้มาดูงานหลานรักกลับมาคั่วสาว มันน่าตีให้ตายคามือจริงๆ อย่างนี้จะพึ่งพาอะไรมันได้

   “ดูเหมือนแกอยู่นี่จะมีความสุขดีนะ ท่าทางกินอิ่ม นอนหลับ”

   “แหม...น้านันท์ ผมก็ต้องใช้ช่วงชีวิตโสดให้คุ้มค่าสิครับ ทำงานอย่างเดียวเครียดตาย แล้วที่น้าเห็นเมื่อกี้มันก็ไม่ใช้ตัวบ่งชี้ว่าผมบกพร่องนะ เห็นบัญชีของเดือนนี้หรือยัง นี่คงคิดว่าผมแอบอู้ใช่ไหม ถึงต้องมาตรวจงานที่นี่ด้วยตัวเอง”

   “ไม่ได้มาตรวจงาน ฉันตั้งใจมาหาแก”

   “หาผม”

   “ใช่”

   ชินดนัยขมวดคิ้วมองน้าสาวอย่างสงสัย “มีเรื่องอะไรหรือครับ”

   “คุณเดชให้คุณเตชิตไปตามลูกพีชกลับมาดูแลบาบิโลน”

   “เขาพ่อลูกกันมันก็เป็นสิทธิ์ของเขานี่ครับ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับผมตรงไหน”

   ชินดนัยเคยเจอกับพิราอร 2-3 ครั้ง จำได้ว่าตอนนั้นเธอยังเด็กมาก ไม่ยอมพูดจากับใครเอาแต่หลบอยู่หลังแม่ เป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนประจำกลับบ้านทีก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง ครั้งแรกที่เห็นเขาก็นึกเอ็นดูอยู่บ้าง แต่พอเธอทำตัวเป็นเสือซุ่มก็เลยเลิกสนใจเธอแล้วไปเล่นผจญภัยแบบเด็กผู้ชายแทน

   เวลาผ่านไปก็ต่างแยกย้ายน้านันท์แต่งงานกับน้าเดช เขาไปเรียนต่อต่างประเทศพอเรียนจบก็บินสวนทางกับพิราอรอีก เขากลับมาช่วยงานน้าเดชจนเรียนรู้ทุกอย่าง เสร็จแล้วน้าเดชก็ส่งตัวมาให้ดูแลผับที่ภูเก็ตเก็บประสบการณ์ ไม่ได้กลับไปยุ่งเรื่องราวในบ้านธุวพรอีก แต่ก็ได้ข่าวว่าพิราอรทำท่าจะบวชเป็นชีตามแม่ของเธอไป เขายังอุตส่าห์นึกอนุโมทนาในใจอยู่เลย

   “เกี่ยวตรงที่ฉันไม่ยอมยังไงล่ะ แกก็รู้ว่าฉันทุ่มเททั้งชีวิตสร้างบาบิโลนมากับคุณเดช ไม่ว่าจะอุปสรรคขวากหนามมากมายแค่ไหนฉันก็กัดฟันทนจนผ่านมาได้ ถ้าลูกพีชแสดงออกมาว่าต้องการฉันจะไม่มีปัญหาเลย แต่ทางนั้นก็ปฏิเสธมาตลอดจนฉันคิดว่าคุณเดชคงล้มเลิกความคิด แต่เมื่อเดือนก่อนคุณเดชถึงขั้นส่งคุณเตชิตไปหาคุณทิพย์ให้ช่วยพูดกล่อมลูกพีช”

   “แล้วเขายอมไหมล่ะครับ”

   “ทุกทีไม่ แต่ครั้งนี้ยอม”

   “แบบนี้ค่อยสนุกหน่อย อาเตไปทำท่าไหนถึงสึกแม่ชีพิราอรได้” ชินดนัยกระตุกยิ้ม หากแต่พัชนันท์กลับหน้าตึง

   “แต่ฉันไม่สนุกกับใครทั้งนั้น ที่มาวันนี้ก็เพื่อตามแกกลับไปช่วยลูกพีชดูแลบาบิโลน บอกตามตรงว่าฉันไม่ไว้ใจลูกพีช”

   ชินดนัยลุกขึ้นเดินไปยังบาร์เครื่องดื่มเล็กๆ ในห้อง จัดการเทวิสกี้ใส่แก้ว แล้วเดินกลับมานั่งที่เดิมพร้อมยื่นแก้วให้น้าสาว “น้าลืมไปหรือเปล่าว่าผับนั่นมันเป็นสิทธิ์ของลูกพีชโดยชอบธรรมนะครับ เธอมีสิทธิ์จะทำมันยังไงก็ได้”

   “แต่จะเปลี่ยนบาบิโลนเป็นสถานปฏิบัติธรรมไม่ได้!”

   เหล้าในปากของชินดนัยพุ่งพรวด ก่อนที่ชายหนุ่มจะสำลักจนหน้าแดงก่ำ ทว่าแววตาของเขายังเปล่งประกายขบขันไม่เปลี่ยน

   “ถึงผมจะไม่มีความคิดเปลี่ยนผับเป็นสถานปฏิบัติธรรม แต่น้าไว้ใจผมหรือครับ”

   “ไม่!” พัชนันท์ตอบแบบไม่เสียเวลาคิด “กับแกฉันยิ่งไม่ไว้ใจ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมั่นใจว่าจะฝากบาบิโลนไว้กับแกได้คือความสำมะเลเทเมาของแก ลูกพีชเป็นคนดีเกินกว่าจะมานั่งบริหารผับระดับบาบิโลนได้ ถ้าเป็นสถานปฏิบัติธรรมทิพย์พิมานฉันจะไม่สงสัยในความสามารถของลูกเลี้ยงฉันเลย”

   “เดี๋ยวๆๆ ฟังๆ ดูเหมือนผมจะมีประโยชน์ แต่ดูจะเป็นประโยชน์ในทางที่ไม่ดีเอาซะเลย”

   “แล้วสิ่งที่แกเพิ่งทำกับผู้หญิงคนนั้นไปสดๆ ร้อนๆ นี่ แกยังคิดว่าตัวเองดีอยู่อีกเหรอ”

   “หืม...อันนี้ก็ไม่ใช่สักหน่อย” ชินดนัยถึงกับคลึงขมับตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม “พลาดครั้งเดียว เป็นตราบาปไปทั้งชีวิต”

   “อย่ามารำพึงรำพัน ฉันให้เวลาแกเตรียมตัว 3 วัน จัดการธุระทางนี้ให้เรียบร้อย แล้วบินตามฉันกลับกรุงเทพ ฉันคุยกับคุณเดชแล้วว่าจะให้แกช่วยสอนงานลูกพีช อย่างน้อยๆ ก็ยังพอถ่วงดุลกันไว้บ้าง ฉันจะได้พอวางใจว่าบาบิโลนจะยังไม่ปิดกิจการในเร็ววันนี้”

   “น้านันท์ห่วงแต่ผับ ไม่ห่วงลูกเลี้ยงเลยนะครับงานนี้ ถึงขั้นวางใจให้ผมสอนงานด้วย” ดวงตาของชินดนัยไหวระริกด้วยความสนุกสนานขี้เล่น

   พัชนันท์ยิ้มกว้างพลางเดินมาตบบ่าหลานชายแล้วตักเตือนอย่างรู้ซึ้งในสถานการณ์

   “ถ้าแกเจอลูกพีชตอนนี้แกจะเข้าใจเองว่าทำไมฉันถึงไม่ห่วงเขา แถมยังกล้าปล่อยให้อยู่กับแกอีก ชินเอ๊ย...ลูกเลี้ยงฉันน่ะนะอาจทำให้แกเปลี่ยนใจอยากลาบวชสัก 2-3 พรรษาเลยก็ได้”

   “ขนาดนั้นเชียว”

   “ไม่เชื่อก็คอยดูเองก็แล้วกัน หรือว่าฉันควรเตรียมการเรื่องงานบวชแกเสียเลยดีไหม”

   “คนบาปอย่างผมไม่กล้าทำผ้าเหลืองแปดเปื้อนหรอกครับ”

   “ไม่ต้องพูดมาก จัดการทางนี้ให้เรียบร้อยล่ะ ฉันกลับโรงแรมก่อน”

   “อ้าว...เดี๋ยวสิครับ น้านันท์ โธ่ ผมยังไม่ได้รับปากเลยนะ”

   พัชนันท์หยุดอยู่หน้าประตูและเอ่ยอย่างเฉียบขาดโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหน้าหลานชาย

   “ถ้าแกจัดการไม่ได้ ฉันก็จะบอกให้คุณเดชปิดผับนี้ซะจะได้หมดปัญหา”

   ชินดนัยผิวปากหวือเลยทีเดียวกับประโยคสุดท้าย ให้ตายไปเลยทำไมเอาแต่ใจกันขนาดนี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วเดินไปเติมวิสกี้ใส่แก้วแล้วกระดกดื่มรวดเดียวหมด

   ความร้อนของเครื่องดื่มทำให้เขาตื่นตัวมากขึ้น พยายามนึกถึงใบหน้าลูกเลี้ยงของน้าสาว ว่าไปแล้วระยะหลังเขากับพิราอรแทบจะไม่เคยพบหน้ากันเลย

   นี่จึงดูเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นอยู่เหมือนกัน หากต้องร่วมงานก็คงจะต้องผูกมิตรกันใหม่ เขายังพอวางใจได้ว่าพิราอรไม่ใช่เด็กมีปัญหา หรือหากจะมีปัญหาเธอก็เลือกจะมีกับพ่อของเธอเฉพาะคนเดียวเท่านั้น คนอื่นสบายใจได้ เขายังมองไม่เห็นปัญหาที่น้าสาวกังวลเลยสักนิด น้านันท์นี่ชักจะอู้งานเกินไปแล้ว อยู่ๆ จะให้เขาไปเปลืองแรงสอนลูกเลี้ยงทำไมก็ไม่รู้

   “ให้สอนทำอย่างอื่นจะไม่บ่นเลยสักคำ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำยิ้มๆ มือดึงลิ้นชัก หยิบกรอบรูปของสาวน้อยคนหนึ่งที่แอบขโมยมาจากบ้านธุวพร

   เด็กหญิงรูปร่างอวบอ้วนน่ารัก ถักเปียสองข้างฉีกยิ้มกว้างท่าทางทะเล้น แก้มทั้งสองข้างแดงปลั่งน่าหยิกหยอก พิราอรในวัยเด็กน่ารักน่าเอ็นดูนักขนาดเขาเห็นเพียงนิดเดียวยังต้องแอบจิ๊กรูปนี้มาเก็บไว้ดูแก้เครียด ก็ไม่รู้ว่าโตขึ้นมาจะสวยร้ายกาจขนาดไหน

   ชินดนัยจุ๊บเบาๆ เอ่ยเย้าคนในรูปภาพ

   “แล้วเจอกันนะจ๊ะพิราอร”




   พิราอรแตะคีย์การ์ดเข้าห้องพัก ถอดรองเท้าและโยนกระเป๋าไปอย่างไม่สนใจ เธอเพิ่งกลับมาจากสถานปฏิบัติธรรมและถูกแม่สั่งสอนมาชุดใหญ่เรื่องความกตัญญู แม่กำชับนักหนาว่าอย่าทะเลาะกับพ่อ ยิ่งกับคุณนันท์ด้วยแล้วยิ่งห้ามมีเรื่องด้วยเด็ดขาด นอกจากนี้แม่ยังขอร้องให้เธอกลับไปอยู่บ้าน ดูแลพ่อในระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัด

   หญิงสาวไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ตอบรับ เพราะรู้ว่าพ่อก็มีคุณนันท์คอยดูแลใกล้ชิด และเธอก็เชื่อมั่นว่าคุณนันท์จะดูแลพ่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ตรงข้ามถ้าแทรกเข้าไปก็จะอึดอัดใจกันเปล่าๆ แค่เธอมาชุบมือเปิบเข้าควบคุมกิจการในบาบิโลนคุณนันท์ก็คงจะไม่สบายใจนัก

   พิราอรลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอน เวลาสองทุ่มกว่ายังหัวค่ำอยู่มากแต่เธอวางแผนไว้ว่าจะแอบไปสำรวจที่ทำงานใหม่สักหน่อย ดูสิว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็ใช่ว่าชีวิตนี้จะไม่เคยเข้าผับเข้าบาร์ แต่เลือกที่จะไม่เข้ามากกว่าและเมื่อผ่านช่วงวัยรุ่นอารมณ์อยากเที่ยวเตร็ดเตร่ก็หายไปด้วย เก็บแรงไว้ทำงานยังจะดีเสียกว่าไปอดหลับอดนอน เสียงเพลงก็ดังหูจะพังเสียไม่คุ้มกัน

   แล้วก็มาถึงจุดที่พิราอรคิดไม่ตก หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เปิดตู้เสื้อผ้าไม่เห็นว่าจะมีชุดใดเหมาะใส่ไปเที่ยวกลางคืนเลย หญิงสาวหัวเราะขำตัวเอง นี่เธอเพิ่งจะสังเกตว่าเสื้อผ้าในตู้เหมาะจะใส่เข้าวัดมากกว่าไปผับ ดูมันเรียบร้อยและมิดชิดไปซะทุกชุดเลย

   กว่าจะได้ชุดที่ถูกใจพิราอรก็แทบจะยกทั้งตู้เทออกมาดู หญิงสาวเลือกชุดเดรสเข้ารูปสีดำสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย ตัวเสื้อปักเลื่อมวิบวับยามกระทบกับแสงไฟดูแล้วก็เหมาะกับไปสำรวจงานที่บาบิโลนดี จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมอีกตัวมาสวมทับ แค่นี้ก็ไม่โป๊ ไม่น่าเกลียด ไปลุยได้



   บาบิโลนในคืนวันอาทิตย์คึกคักไม่ต่างจากวันศุกร์ ผู้คนยังคงเข้ามานั่งดื่ม เต้นรำกันแน่นผับ พิราอรยืนเม้มปากตรงทางเข้า พยายามมองหาที่ว่างสำหรับตัวเองแต่มันมืดไปหมด มีเพียงแสงไฟสลัวกับแสงสีที่หมุนไปมาน่าเวียนหัว

    “ขอโทษนะคะ ได้จองโต๊ะไว้หรือเปล่า” พนักงานสาวเดินเข้ามาสอบถาม พิราอรส่ายหน้าปฏิเสธ อีกฝ่ายจึงถามต่อ “มากี่ท่านคะ”

   “คนเดียวค่ะ”

   “เชิญด้านนี้เลยค่ะ”

   พิราอรเดินหลบผู้คนตามพนักงานสาวคนนั้นไปจนถึงโต๊ะว่างที่ค่อนข้างจะเป็นมุมอับ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนที่มาแบบฉายเดี่ยว หญิงสาวไม่ดื่มแอลกอฮอล์จึงสั่งน้ำอัดลมไป ทั้งที่ใจจริงอยากสั่งน้ำผลไม้มากกว่าแต่คิดแล้วเธอมาผับ จะมานั่งจิบน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพก็ดูจะชอบกลอยู่

   พนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแล้วมองเธอยิ้มๆ ก่อนโค้งกายแล้วถอยกลับไป พิราอรเริ่มมองสำรวจบรรยากาศรอบตัว เสียงเพลงยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม เธอกลืนน้ำลายเพราะรู้สึกว่าหูอื้อ

   “เสียงดังชะมัด นี่มันเกินค่าปกติหูคนจะรับได้แล้วนะ”

   สมุดโน้ตเล่มน้อยถูกดึงออกมาจากกระเป๋า หญิงสาวก้มจดปัญหาที่จะต้องแก้ไข ข้อแรกเรื่องเสียงดัง เรื่องต่อมาคือแสงสว่าง เวลาผ่านไปเธอยังคงนั่งเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงวัยของกลุ่มลูกค้า เครื่องดื่มและกับแกล้ม สลับกับการก้มๆ เงยๆ เดี๋ยวมองเดี๋ยวจดอย่างไม่สนใจผู้ใด

   ชินดนัยใจตรงกันกับพิราอรเพียงแต่ต่างคนต่างไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมา ในขณะที่ฝ่ายหญิงสาวจดสิ่งที่เธอต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ฝ่ายชายก็กำลังคลอเคลียอยู่กับสาวนักเที่ยวนางหนึ่งที่เพิ่งจะพบหน้ากันเมื่อชั่วโมงก่อน

   เมื่อไฟรักจุดปะทุคุกรุ่นได้ที่ชินดนัยกระซิบชวนคู่เต้นให้ไปหาที่เงียบๆ คุยกัน ทั้งคู่สบตาแล้วก็รู้ซึ้งถึงนัยของคำพูดนั้น ไม่มีคำปฏิเสธหลุดออกมาจากปากสาว ชายหนุ่มจึงโอบประคองคู่เต้นของตนที่ดูเมามายไม่ได้สติแบบปัจจุบันทันด่วนมาทางห้องน้ำ ซึ่งทางนั้นจะต้องผ่านโต๊ะของแม่สาวเรียบร้อยที่เหมือนเอาการบ้านจากโรงเรียนมานั่งทำในผับ

   ชินดนัยสะดุดตาจึงหยุดเดิน เพ่งมองให้ชัดๆ ด้วยความที่ไม่เคยเจอกันมานานเขาไม่มีทางรู้ว่านั่นคือพิราอรในปัจจุบัน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นคนขยันยังคงมุ่งมั่นกับสมุดการบ้านในมือ

   “อื้ม...อย่าซนสิจ๊ะ” เพราะมืออันซุกซนของคนในอ้อมแขนทำให้เขาครางออกมาอย่างซ่านสยิว

   “พี่หยุดเดินทำไมล่ะคะ หรือว่าเราจะ...ตรงนี้”

   “หายมึนแล้วเหรอ” ชายหนุ่มดักคอ กวาดตามองหาคนสนิทแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ก่อนจะบอกกับคนในอ้อมแขน “หายมึนแล้วก็ดีเลย พอดีพี่เพิ่งนึกได้ว่ามีนัดกับคุณแม่น่ะจ้ะ ถ้าน้องไม่รังเกียจไปต่อกับเพื่อนพี่ได้นะ พี่ขอตัวก่อน ทิตฝากดูแลน้องต่อที ฉันมีธุระ”

   “อ้าวแล้วคุณชินจะไปไหนครับ”

   “ไปโทรคุยกับน้านันท์หน่อย”

   สาทิตลูกน้องคู่ใจส่ายหน้ารับคู่เต้นของเจ้านายเอาไว้ ดูเธอจะสะบัดกายไม่ยอมให้เขาจับง่ายๆ ผิดกับเมื่อกี้ที่อ่อนระทวยในอ้อมแขนชินดนัยราวคนละคน สาทิตรู้วิธีรับมือผู้หญิงของเจ้านายดี รายนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นเกินรับ

   ชินดนัยชะโงกหน้าออกมาดูเห็นลูกน้องลากแม่สาวคนนั้นไปส่งกลุ่มเพื่อนของเธอก็เป่าลมออกจากปากอย่างโล่งใจ รีบกดโทรศัพท์หาน้าสาว

   “ว่าไง”

   “น้านันท์ผมถามอะไรหน่อยสิ”

   “ว่ามา”

   “ลูกพีชหน้าตาเป็นไง”

   “น่ารักมาก แกเห็นแล้วจะต้องตะลึงไปสามวันเจ็ดวัน”

   ชายหนุ่มร้องเฮ้อดังๆ ถ้าจะมีตำแหน่งแม่เลี้ยงดีเด่น น้าสาวเขาไม่พลาดแน่นอน “น้าก็พูดเกินจริง อันนั้นมันต้องระดับนางฟ้าแล้วครับ”

   “ฉันไม่เถียง เพราะลูกเลี้ยงฉันน่ะนางฟ้าลงมาจุติชัดๆ เรียบร้อย แสนดี มีเมตตา เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ เข้าวัดธรรมะธัมโม ตรงข้ามกับแกทุกอย่าง”

   “ไม่จริงล่ะมั้ง ไหนส่งรูปปัจจุบันให้ดูหน่อยสิครับ”

   “จะเอาไปทำไมเดี๋ยวก็ได้เจอกัน” น้าสาวพูดแล้วเงียบหายไปครู่หนึ่ง “ส่งไปให้แล้ว นั่นแหละลูกพีชปัจจุบัน”

   “ขอบคุณนะครับ” ชายหนุ่มแสร้งจุ๊บใส่ ได้ยินเหมือนเสียงบ่นแต่ไม่สนใจจะฟัง

   วางสายจากพัชนันท์เสร็จชินดนัยก็เปิดดูรูปของพิราอร ซูมดูชัดๆ เปรียบเทียบให้แน่ใจ ก่อนนัยน์ตาของชายหนุ่มจะพราวระยับขึ้นมา

   ถึงเวลาสนุกของเขาแล้ว อย่าโกรธกันเลยนะลูกพีช หากจะโกรธก็ขอให้ไปโกรธพรหมลิขิตโน่นที่พาให้เธอเข้ามาในวงโคจรชีวิตของเขา

   ชินดนัยขยับเสื้อนอกให้เข้าที่ ดวงตาหรี่มองตรงไปยังโต๊ะของหญิงสาวที่กำลังจดบันทึกอย่างคร่ำเคร่ง สมองคิดหาแผนการขณะก้าวเท้าเข้าไปอย่างมาดมั่น ถึงโต๊ะก็นั่งลงโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของ

   พิราอรเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับรอยยิ้มกว้างขวางของแขกที่ไม่ได้เชิญพร้อมคำทักทายที่ทำให้เธอแทบตบะแตก

   “ต้องการคนช่วยสอนการบ้านมั้ยจ๊ะสาวน้อย”


+++++++++++++++++++++

เขาเจอกันแล้วววววว ความบันเทิงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ก่อนเขาเจอกันนั้น ช่างมันเถอะค่ะ 5555555

รชด ดำดินหนีออก ตปท ผ่านช่องทางธรรมชาติ งืออออออ

13
6 นิล/ ฟีลิปดา / Re: สืบรัก:ตำรับรัก- บทนำ
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 02:36:37 PM »
มีเมืองสอง มีเรือนพิมพ์ เท่ากับ มีคนตาย
55555

14
มาเชียร์พี่ฟี กับ คุณเจิดจีรัง นะคะ

สู้ๆ ;D ;D

15
3. ทอม สิริ / noneko / Re: เราเจอกันอีกแล้ว!!
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 02:31:07 PM »
สายแข็งเจอกันความมันส์บังเกิด สู้ๆ นะคะ

หน้า: [1] 2 3 ... 14