แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - มะยม

หน้า: [1] 2 3 ... 8
1


นัทวิ่งหนีออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวด้วยหัวใจที่รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่หนีเอาตัวรอดก่อน เขาจะไม่มีโอกาสเข้าไปช่วยกรดาที่ยังติดอยู่ในนั้น หนีจนไม่มีใครติดตามมาแล้ว นัทก็เข้ามาซ่อนตัวในป่ารกร้างซึ่งไม่ไกลจากตรงนั้นนัก ร่างอ่อนแรงทิ้งตัวลงนอนรายไปกับพื้นดิน ยามนี้ทั้งหิวและเหนื่อย สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไป อย่างไม่มีเวลามาสนใจอันตรายที่อาจเกิดจากสัตว์ที่อยู่รอบตัว

หลับไปจนเกือบค่อนรุ่ง ก็รู้สึกตัวตื่นเมื่อท้องไส้เริ่มร้องหาอาหารโชคดีที่ระหว่างหยิบอาหารใส่ห่อเสื้อ เขาจับใส่ปากกินไปหลายคำ ทำให้ไม่รู้สึกหิวจนทรมาน

“พี่ขอโทษ...”

นัทรู้สึกผิด ในใจยังหวังว่าความเป็นเด็กที่ใสซื่อจะทำให้กรดาปลอดภัย คนบ้านนั้นคงยอมปล่อยตัวเธอออกมาหลังจากงานเลี้ยงเลิก ซึ่งเขาต้องไปรอรับเธอ ต่อไปจะไม่บังคับให้ทำเรื่องเสี่ยง ๆ แบบนี้อีก ส่วนตัวเขาเองก็จะไม่ยอมให้เจ้าของร้านข้าวมันไก่จับตัวส่งตำรวจด้วย เพราะหากเป็นแบบนั้น เขาจะไม่ได้ดูแลกรดาอย่างที่สัญญาไว้กับตามิ่ง

นัทเศร้าเมื่อนึกถึงชายชรา ที่ทั้งอบอุ่น และความใจดีมีเมตตาต่อตนเอง ทุกสิ่งที่ตามิ่งทำมันส่งเสริมให้เขากลายเป็นคนเข้มแข็ง...เข้มแข็ง เพื่อจะปกป้องครอบครัว ซึ่งเวลานี้เขาเหลือเพียงกรดา หญิงสาวที่ต้องดูแลอย่างดี เพื่อตอบแทนบุญคุณ

นัทยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอย่างสุดจะกลั้น จัดการกับจิตใจของตัวเองเรียบร้อย ร่างผอมแกร็นก็ลุกยืนปัดเศษหญ้าเศษใบไม้ออกจากเสื้อผ้าขาดที่จนแทบไม่เหลือสภาพ

เขาจะกลับไปรับกรดา ซุ่มรอจนกว่าเธอจะถูกปล่อยตัว



กลิ่นฉุนที่ไม่คุ้นเคยปลุกให้คนนอนสลบไปกว่าสองชั่วโมงรู้สึกตัวตื่น ดวงตาคมพยายามจะเปิดมอง แต่เปลือกตามันหนักจนแทบลืมแทบไม่ขึ้น

“นัท...ช่วย...ช่วยด้วย...”

“อุ้ย คุณท่านคะ เด็กรู้สึกตัวแล้วค่ะ”

‘เธออยู่ที่ไหน นั่นเสียงใคร ทำไมไม่คุ้นเลย’

เด็กน้อยเหลียวมองข้างตัว ภาพเงาที่เลือนลางกำลังขยับไปมาเหมือนทำอะไรบางอย่างกับตัวเธอ แต่บอกไม่ได้ว่าเงานั้นเป็นของใคร และยามนี้เธอรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก บางทีเหมือนถูกประคบด้วยน้ำแข็ง แต่บางครั้ง รู้สึกร้อนเหมือนโดนนาบด้วยแท่งไฟ

เราเป็นอะไร!

เธออยากลุกนั่งแต่ร่างกายกลับต่อต้าน แขนขาของเธอไม่สามารถขยับได้ตามต้องการ อีกทั้งในหัวก็มึนงง วิงเวียน

“หนู...เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ได้ยินเสียงฉันไหม สงสัยจะละเมอนะแม่บัว ท่าจะยังไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่”

เสียงของอีกคนดังโต้ตอบ ซึ่งไม่คุ้นเคยเช่นกัน

“นั่นสิคะ จะทำยังไงดีคะ”

เด็กน้อยตั้งสติ ฟังเสียงสนทนาที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิดเดียว พยายามจับใจความ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถามใคร หรือคุยอะไร

“ปล่อยให้นอนต่ออีกสักครู่ดีกว่า แม่บัวเฝ้าไว้ก็แล้วกัน นะ ถ้าเขารู้สึกตัวก็อย่าเพิ่งไปซักถามอะไร เดี๋ยวจะตกใจกลัวซะเปล่า ๆ รอให้มีสติดี ๆ กว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน”

“ค่ะท่าน” นางบัว แม่บ้านของคุณหญิงอุไรรับคำ ขณะกำลังสาละวนเช็ดเนื้อเข็ดตัวให้เด็กหญิงที่กำลังมีไข้

“ทำไมต้องเฝ้าคะคุณพี่ เสียเวลาเปล่า ๆ โทรเรียกตำรวจมาจัดการเลยไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระคอยดูแล”

คุณหญิงอุไรกระตุกหัวคิ้วมองอรศรี ลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่คิดว่าคนในวัยนี้จะเอื้อนเอ่ยคำที่ไร้ความเมตตา

“จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือแม่ศรี นั่นน่ะเด็กนะ แถมเป็นเด็กผู้หญิง เธอก็มีลูกสาวน่าจะเห็นใจ เข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าฉัน”

“อุ้ย คุณพี่คะ...น้องแค่แนะเฉย ๆ ป้องกันไว้ก่อนไงคะ เผื่อเด็กนี่เป็นนกต่อมาจากใครอีกคน ที่กำลังวางแผนร้าย ๆ กับบ้านเรา ยิ่งบ้านที่ไม่มีคนอยู่ประจำ ต้องระวังเยอะ ๆ ขืนวางไว้เราอาจเสียหายก็ได้นะคะ”

“นกต่อที่ไหนจะเข้ามาขโมยแค่อาหาร หล่อนก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าเด็กนี่กอดอาหารไว้เต็มเสื้อ ฉันว่าเด็กทำไปก็เพราะความหิว”

“ก็ไม่แน่หรอกนะคะ อาจจะแกล้งทำ แล้วก็เอ่อ...”

“หยุดพูดแบบนี้เสียทีเถอะ!”

“แหมอย่าเพิ่งโมโหสิคะ ก็แค่เตือนเท่านั้นคุณพี่ว่ายังไงน้องก็เห็นด้วยทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”

น้ำเสียงของอรศรีอ่อนลง ยอมสงบปากสงบคำ เมื่อคุณหญิงวัยหกสิบมีอารมณ์ขุ่นเคืองชัดเจน

“เอาอย่างที่ฉันว่านะแม่บัว ดูแลเด็กให้ดี ๆ แล้วอย่าทำตกใจ ฉันจะออกไปดูหน้างานอีกสักประเดี๋ยวแล้วจะเข้ามาใหม่”

“ค่ะคุณท่าน”

คุณหญิงพูดกับนางบัวจบก็หันมาทางอรศรี หัวคิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังนั่งจ้องจับผิดเด็กน้อยไม่วางตา

“หล่อนไม่ออกไปดูแลแขกหรือแม่ศรี วันนี้วันเกิดลูกสาวนี่นะ แขกในงานส่วนใหญ่ก็แขกหล่อนทั้งนั้น”

“อ๋อ ออกไปสิคะไปค่ะ”

“ไปค่ะก็ลุกสิ มัวนั่งเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม”

“แฮะ ๆ ค่ะ”

อรศรียิ้มแหย ก่อนลุกเดินตามคุณหญิงอุไรออกไปรับแขก ในงานเลี้ยงส่งคุณหญิงอุไร โดยมีงานวันเกิดของลูกสาวคนเดียวพ่วงด้วย ซึ่งงานนี้ คุณหญิงอุไรเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานก็บ้านของคุณหญิง

จริงอยู่ว่าหล่อนก็มีเงิน มีหน้ามีตาในสังคม แต่หล่อนไม่ได้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้เท่าคุณหญิงอุไร เมื่อผู้เป็นใหญ่หยิบยื่นหล่อนก็ต้องรับ และแน่นอน ว่าเงินของคุณหญิงอุไรหอมหวาน... หวานเสียจนอยากยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นสะใภ้ แม้สถานะที่เป็นอยู่ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นญาติ แต่ถ้านับกันจริง ๆ ความเป็นพี่น้องของหล่อนก็ห่างไกลจากตระกูล ‘วริศรมณ์’ ของคุณหญิงอุไรมากนัก

‘ฉันไม่อยากบังคับจิตใจใครรอให้พวกเขาโตก่อนเถอะ ให้เด็ก ๆ ตัดสินใจกันเองว่าต้องการอะไร’

คำกล่าวของคุณหญิงอุไรครั้งที่หล่อนเกริ่นเรื่องการเกี่ยวดอง เสนอให้หมั้นบุตรสาวของหล่อนกับบุตรชายของท่าน ช่างขัดใจ แต่หล่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ...รอให้เด็ก ๆ โตแล้วตัดสินใจเองตามที่คุณหญิงอุไรกล่าว

หล่อนต้องใจเย็นและรอคอย ไม่บุ่มบ่ามยัดเยียด แต่กระนั้น ก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชุบมือเปิบกับสมบัติที่หล่อนเฝ้ารอคอย แม้แค่จะเข้ามาใกล้ชิดก็ตาม หล่อนต้องป้องกันไว้สุดฤทธิ์ เพื่อผลประโยชน์ของบุตรสาว ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในตอนนี้



“นัท...ช่วยด้วย... ช่วยดาด้วย”

กรดายังคงพร่ำเพ้อเพราะพิษไข้ กับความทรงจำครั้งสุดท้ายคือเธอกำลังเผชิญอันตราย

“หนู...สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหม ปวดหัวหรือเปล่า” นางบัวชะโงกหน้าถาม และเงี่ยหูฟังคำตอบ แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงพึมพำที่ไม่อาจจับใจความได้ “เอาล่ะ ๆ ลุกไม่ไหวก็อย่าเพิ่งลุกแล้วไม่คิดอะไรทั้งนั้น หนูนอนพักผ่อนก่อน เดี๋ยวป้าจะไปเอาข้าวเอายามาให้กิน อย่าฝืนเพิ่งลุกไปไหนล่ะ”

นางบัวบอกแล้วเดินออกไปพร้อมกะละมัง และผ้าขนหนูที่นำมาตัวให้เด็กน้อยที่มอมแมมจนดูไม่ได้

‘เสียงนั่น กำลังพูดกับเราหรือเปล่านะ เสียงของใคร...’

กรดาอยากเปิดเปลือกตามอง แต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังเห็นเพียงภาพลาง ๆ ที่มีรูปร่างคล้าย ป้าชื่นแต่เสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงของป้าชื่น

หรือว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น ‘ไม่นะ!’ เด็กน้อยรวบรวมกำลัง ยันกายลุกนั่งมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่เธอคุ้ยเคยเลย แน่แล้วว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังที่กำลังจัดงาน

“นัทช่วยด้วย กลับมารับดาด้วย”

เด็กหญิงร้องให้ช่วยเหลือ แต่ลำคอที่แห้งผาก เสียงที่เปล่งออกมา จึงมีแค่เธอที่ได้ยิน

กรดาลุกเดินสะเปะสะปะออกจากห้องที่ไม่คุ้ยเคย อาศัยเกาะไปตามโต๊ะ ตู้ที่อยู่ไม่ห่างมือ เธอต้องหนีออกจากที่นี่ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจ นัทเคยบอกไว้ ว่าหากเธอถูกจับตัวไป

เราจะไม่ได้เจอกัน

เพล้ง!

“ว้าย ตายแล้ว!” นางบัววิ่งหน้าตาตื่นออกจากห้องครัว วางข้าวของได้ก็รีบเข้ามาพยุงเด็กน้อยกลับมานอนที่เดิม “ป้าบอกแล้วไงว่าให้รออยู่ตรงนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องหรือ”

“ไม่...จะกลับบ้าน หนูจะกลับบ้าน”

เธอบอกเสียงแหบแห้ง และเพราะวิงเวียนจนแทบทรงตัวไม่ได้ เด็กน้อยจึงยอมให้อีกฝ่ายช่วยพยุง

“จะกลับบ้านไปทั้ง ๆ มีสภาพแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าจะไปถึงบ้านรึ” นางบัวถอนหายใจ “มา ๆ กินข้าวกินยาให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเอายังไงก็ว่ากัน”

“หนูไม่อยากโดนตำรวจจับ”

น้ำเสียงสั่นเครือจนนางบัวนึกสงสาร ยิ่งเห็นเด็กน้อยเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ นางก็นึกใจอ่อน ทั้งที่ก่อนหน้ามีอคติกับการกระทำของเด็กน้อยอยู่นิดหน่อย

“ใจเย็น ๆ ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นหรอก”

บอกพลางนึกปลง กับท่าทางหวาดกลัวของคนตัวน้อย มันก็น่าอยู่หรอกที่เด็กจะกลัวจนงอแง ดู ๆ แล้วอายุอานามไม่ได้ห่างไกลจากเด็ก ๆ ที่บ้านนี้สักท่าไหร่ ถ้าจะมากน้อยกว่าก็คงไม่เกินสองสามปี มากกว่าอรอินทุ์ลูกคุณอรศรี และน้อยกว่านภนต์ลูกชายของคุณหญิงอุไร

“ไม่มีใครมาจับหรอก” นางบัวว่า

“ใช่ ไม่มีใครมาจับหรอก”

หญิงวัยกลางคน พลางเหลียวมองต้นตอของเสียง ก็เห็นเด็กสองคนเดินจูงมือเข้ามาหา

“คุณอร คุณนะ” นางเรียกตามความเคยชิน “เข้ามาเล่นรบกวนคนป่วยในนี้ไม่ได้นะคะ”

“เราเข้ามาเยี่ยมต่างหากล่ะป้าบัว” นภนต์ว่าขณะเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ กรดาโดยมีอรอินทร์ เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินตามมานั่งด้วย “ไม่มีตำรวจหรอกไม่ต้องกลัว”

“ไม่ต้องจับหรอก อินทุ์อยากให้พี่มาเล่นกับเรา” อรอินทุ์นึกอยากออกความเห็นบ้าง

“นั่นสิ มีเพื่อนเล่นเพิ่มอีกคนก็ดีเหมือนกันนะน้องอินทุ์ เดี๋ยวพี่จะไปขอคุณแม่เอง” นภนต์กล่าวเออออตามอรอินทุ์

“โอ๊ะ ๆ เดี๋ยวค่ะคุณนะ คุณอิน อย่าเพิ่งไปกวนคุณแม่ค่ะ” นางบัวรีบคว้ามือนภนต์เอาไว้ เมื่อเด็กชายเด้งตัวลุกจากเก้าอี้เตรียมวิ่งออกไปขออนุญาตคุณหญิงตามที่พูด

“แต่ผมจะไปบอกไม่ให้ตำรวจมาจับเอ่อ...เธอชื่ออะไรนะ”

กรดาเงยหน้ามองคนถาม ดวงตากลม ๆ เหลียวไปหานางบัว ผู้ที่เธอคิดว่าน่าจะสนิทที่สุด เห็นนางบัวพยักหน้าจึงกล้าที่จะตอบ “กรดา” แต่เสียงแหบแห้ง ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

“ขอเรียกสั้นๆ ว่ากานนะ” นภนต์พูดเองเออเอง จากนั้นก็หันมาบอกนางบัว “ผมไปบอกคุณแม่แป๊บเดียวเองครับป้าบัว แค่แป๊บเดียว”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่มีใครมาจับใครไปไหนทั้งนั้น ยัยหนูก็รีบกินข้าวกินยาซะ จะได้หายไข้ หายแล้วอยากจะทำอะไรก็ไม่มีใครห้าม”

“หนูจะกลับบ้านก็ได้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ได้สิ อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

กรดายิ้มออกเมื่อมีความหวังว่าจะได้กลับไปหานัท เด็กหญิงหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องรีบคาย

“โอ๊ย!”

“โธ่เอ๊ย...ก่อนจะเอาเข้าปากก็เป่าเสียหน่อยสิ ป้าให้รีบกินแต่ไม่ได้ต้องเร่งขนาดนี้ก็ได้” นางบัวหัวเราะ อรอินทุ์กับนภนต์จึงหัวเราะตาม

“ข้าวยังร้อนอยู่นะครับป้าบัว” นภนต์บอกหลังเอามือจับก้นชาม

“ป้าเพิ่งทำออกมามันก็ร้อนน่ะสิคะ กินระวัง ๆ ก็แล้วกัน เป่าด้วยนะ”

“เดี๋ยวพี่ช่วยเป่า” นภนต์ขยับเข้าใกล้กรดา ก้มหน้าลงเป่าข้าวต้มในช้อนที่เด็กหญิงตักมาถือค้าง

“อินทุ์ช่วยด้วย”

อรอินทุ์ลุกมาทำแบบนภนต์บ้าง แรงเป่าของสองคนทำเอาข้าวต้มในช้อนกระเด็นกระดอนจนหายเกลี้ยง

“อ้าว...”

กรดาร้องอุทาน พลางมองนภนต์กับอรอินทุ์ที่เงยขึ้นมาสบสายตา และแล้วเด็กทั้งสามก็หัวเราะชอบใจ นางบัวส่ายหน้าแล้วอมยิ้มไปในตัว ขณะลุกหยิบผ้ามาเช็ดทำความสะอาดข้าวที่เด็ก ๆ ทำหกเรี่ยราด

2
3. มะยม / ฟีลิปดา / เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทที่ 1/1
« เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2020, 04:09:22 PM »

นัทวิ่งหนีออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวด้วยหัวใจที่รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่หนีเอาตัวรอดก่อน เขาจะไม่มีโอกาสเข้าไปช่วยกรดาที่ยังติดอยู่ในนั้น หนีจนไม่มีใครติดตามมาแล้วก็เข้าไปซ่อนตัวในป่ารกร้างซึ่งไม่ไกลกันนัก ร่างอ่อนแรงทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นดิน ทั้งหิวและเหนื่อย สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไป อย่างไม่มีเวลามาสนใจอันตรายที่อาจเกิดจากสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า

หลับไปจนเกือบค่อนรุ่ง ก็รู้สึกตัวตื่นเมื่อท้องไส้เริ่มร้องหาอาหารโชคดีที่ระหว่างหยิบอาหารใส่ห่อเสื้อ เขาจับใส่ปากไปหลายคำ ทำให้ไม่รู้สึกหิวจนทรมาน

“พี่ขอโทษ...”

นัทรู้สึกผิด ในใจยังหวังว่าความเป็นเด็กที่ใสซื่อจะทำให้กรดาปลอดภัย คนบ้านนั้นคงยอมปล่อยตัวเธอออกมาหลังจากงานเลี้ยงเลิก ซึ่งเขาต้องไปรอรับเธอ ต่อไปจะไม่บังคับให้ทำเรื่องเสี่ยง ๆ แบบนี้อีก ส่วนตัวเขาเองก็จะไม่ยอมให้เจ้าของร้านข้าวมันไก่จับตัวส่งตำรวจด้วย เพราะหากเป็นแบบนั้น เขาจะไม่ได้ดูแลกรดาอย่างที่สัญญาไว้กับตามิ่ง

นัทเศร้าเมื่อนึกถึงชายชรา ที่ทั้งอบอุ่น และความใจดีมีเมตตาต่อตนเอง ทุกสิ่งที่ตามิ่งทำมันส่งเสริมให้เขากลายเป็นคนเข้มแข็ง...เข้มแข็ง เพื่อจะปกป้องครอบครัว ซึ่งเวลานี้เขาเหลือเพียงกรดา หญิงสาวที่ต้องดูแลอย่างดี เพื่อตอบแทนบุญคุณ

นัทยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอย่างสุดจะกลั้น จัดการกับจิตใจของตัวเองเรียบร้อย ร่างผอมแกร็นก็ลุกยืนปัดเศษหญ้าเศษใบไม้ออกจากเสื้อผ้าขาดที่จนแทบไม่เหลือสภาพ

เขาจะกลับไปรับกรดา ซุ่มรอจนกว่าเธอจะถูกปล่อยตัว



กลิ่นฉุนที่ไม่คุ้นเคยปลุกให้คนนอนสลบไปกว่าสองชั่วโมงรู้สึกตัวตื่น ดวงตาคมพยายามจะเปิดมอง แต่เปลือกตามันหนักจนแทบลืมแทบไม่ขึ้น

“นัท...ช่วย...ช่วยด้วย...”

“อุ้ย คุณท่านคะ เด็กรู้สึกตัวแล้วค่ะ”

‘เธออยู่ที่ไหน นั่นเสียงใคร ทำไมไม่คุ้นเลย’

เด็กน้อยเหลียวมองข้างตัว ภาพเงาที่เลือนลางกำลังขยับไปมาเหมือนทำอะไรบางอย่างกับตัวเธอ แต่บอกไม่ได้ว่าเงานั้นเป็นของใคร และยามนี้เธอรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก บางทีเหมือนถูกประคบด้วยน้ำแข็ง แต่บางครั้ง รู้สึกร้อนเหมือนโดนนาบด้วยแท่งไฟ

เราเป็นอะไร!

เธออยากลุกนั่งแต่ร่างกายกลับต่อต้าน แขนขาของเธอไม่สามารถขยับได้ตามต้องการ อีกทั้งในหัวก็มึนงง วิงเวียน

“หนู...เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ได้ยินเสียงฉันไหม สงสัยจะละเมอนะแม่บัว ท่าจะยังไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่”

เสียงของอีกคนดังโต้ตอบ ซึ่งไม่คุ้นเคยเช่นกัน

“นั่นสิคะ จะทำยังไงดีคะ”

เด็กน้อยตั้งสติ ฟังเสียงสนทนาที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิดเดียว พยายามจับใจความ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถามใคร หรือคุยอะไร

“ปล่อยให้นอนต่ออีกสักครู่ดีกว่า แม่บัวเฝ้าไว้ก็แล้วกัน นะ ถ้าเขารู้สึกตัวก็อย่าเพิ่งไปซักถามอะไร เดี๋ยวจะตกใจกลัวซะเปล่า ๆ รอให้มีสติดี ๆ กว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน”

“ค่ะท่าน” นางบัว แม่บ้านของคุณหญิงอุไรรับคำ ขณะกำลังสาละวนเช็ดเนื้อเข็ดตัวให้เด็กหญิงที่กำลังมีไข้

“ทำไมต้องเฝ้าคะคุณพี่ เสียเวลาเปล่า ๆ โทรเรียกตำรวจมาจัดการเลยไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระคอยดูแล”

คุณหญิงอุไรกระตุกหัวคิ้วมองอรศรี ลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่คิดว่าคนในวัยนี้จะเอื้อนเอ่ยคำที่ไร้ความเมตตา

“จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือแม่ศรี นั่นน่ะเด็กนะ แถมเป็นเด็กผู้หญิง เธอก็มีลูกสาวน่าจะเห็นใจ เข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าฉัน”

“อุ้ย คุณพี่คะ...น้องแค่แนะเฉย ๆ ป้องกันไว้ก่อนไงคะ เผื่อเด็กนี่เป็นนกต่อมาจากใครอีกคน ที่กำลังวางแผนร้าย ๆ กับบ้านเรา ยิ่งบ้านที่ไม่มีคนอยู่ประจำ ต้องระวังเยอะ ๆ ขืนวางไว้เราอาจเสียหายก็ได้นะคะ”

“นกต่อที่ไหนจะเข้ามาขโมยแค่อาหาร หล่อนก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าเด็กนี่กอดอาหารไว้เต็มเสื้อ ฉันว่าเด็กทำไปก็เพราะความหิว”

“ก็ไม่แน่หรอกนะคะ อาจจะแกล้งทำ แล้วก็เอ่อ...”

“หยุดพูดแบบนี้เสียทีเถอะ!”

“แหมอย่าเพิ่งโมโหสิคะ ก็แค่เตือนเท่านั้นคุณพี่ว่ายังไงน้องก็เห็นด้วยทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”

น้ำเสียงของอรศรีอ่อนลง ยอมสงบปากสงบคำ เมื่อคุณหญิงวัยหกสิบมีอารมณ์ขุ่นเคืองชัดเจน

“เอาอย่างที่ฉันว่านะแม่บัว ดูแลเด็กให้ดี ๆ แล้วอย่าทำตกใจ ฉันจะออกไปดูหน้างานอีกสักประเดี๋ยวแล้วจะเข้ามาใหม่”

“ค่ะคุณท่าน”

คุณหญิงพูดกับนางบัวจบก็หันมาทางอรศรี หัวคิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังนั่งจ้องจับผิดเด็กน้อยไม่วางตา

“หล่อนไม่ออกไปดูแลแขกหรือแม่ศรี วันนี้วันเกิดลูกสาวนี่นะ แขกในงานส่วนใหญ่ก็แขกหล่อนทั้งนั้น”

“อ๋อ ออกไปสิคะไปค่ะ”

“ไปค่ะก็ลุกสิ มัวนั่งเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม”

“แฮะ ๆ ค่ะ”

อรศรียิ้มแหย ก่อนลุกเดินตามคุณหญิงอุไรออกไปรับแขก ในงานเลี้ยงส่งคุณหญิงอุไร โดยมีงานวันเกิดของลูกสาวคนเดียวพ่วงด้วย ซึ่งงานนี้ คุณหญิงอุไรเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานก็บ้านของคุณหญิง

จริงอยู่ว่าหล่อนก็มีเงิน มีหน้ามีตาในสังคม แต่หล่อนไม่ได้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้เท่าคุณหญิงอุไร เมื่อผู้เป็นใหญ่หยิบยื่นหล่อนก็ต้องรับ และแน่นอน ว่าเงินของคุณหญิงอุไรหอมหวาน... หวานเสียจนอยากยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นสะใภ้ แม้สถานะที่เป็นอยู่ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นญาติ แต่ถ้านับกันจริง ๆ ความเป็นพี่น้องของหล่อนก็ห่างไกลจากตระกูล ‘วริศรมณ์’ ของคุณหญิงอุไรมากนัก

‘ฉันไม่อยากบังคับจิตใจใครรอให้พวกเขาโตก่อนเถอะ ให้เด็ก ๆ ตัดสินใจกันเองว่าต้องการอะไร’

คำกล่าวของคุณหญิงอุไรครั้งที่หล่อนเกริ่นเรื่องการเกี่ยวดอง เสนอให้หมั้นบุตรสาวของหล่อนกับบุตรชายของท่าน ช่างขัดใจ แต่หล่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ...รอให้เด็ก ๆ โตแล้วตัดสินใจเองตามที่คุณหญิงอุไรกล่าว

หล่อนต้องใจเย็นและรอคอย ไม่บุ่มบ่ามยัดเยียด แต่กระนั้น ก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชุบมือเปิบกับสมบัติที่หล่อนเฝ้ารอคอย แม้แค่จะเข้ามาใกล้ชิดก็ตาม หล่อนต้องป้องกันไว้สุดฤทธิ์ เพื่อผลประโยชน์ของบุตรสาว ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในตอนนี้



“นัท...ช่วยด้วย... ช่วยดาด้วย”

กรดายังคงพร่ำเพ้อเพราะพิษไข้ กับความทรงจำครั้งสุดท้ายคือเธอกำลังเผชิญอันตราย

“หนู...สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหม ปวดหัวหรือเปล่า” นางบัวชะโงกหน้าถาม และเงี่ยหูฟังคำตอบ แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงพึมพำที่ไม่อาจจับใจความได้ “เอาล่ะ ๆ ลุกไม่ไหวก็อย่าเพิ่งลุกแล้วไม่คิดอะไรทั้งนั้น หนูนอนพักผ่อนก่อน เดี๋ยวป้าจะไปเอาข้าวเอายามาให้กิน อย่าฝืนเพิ่งลุกไปไหนล่ะ”

นางบัวบอกแล้วเดินออกไปพร้อมกะละมัง และผ้าขนหนูที่นำมาตัวให้เด็กน้อยที่มอมแมมจนดูไม่ได้

‘เสียงนั่น กำลังพูดกับเราหรือเปล่านะ เสียงของใคร...’

กรดาอยากเปิดเปลือกตามอง แต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังเห็นเพียงภาพลาง ๆ ที่มีรูปร่างคล้าย ป้าชื่นแต่เสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงของป้าชื่น

หรือว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น ‘ไม่นะ!’ เด็กน้อยรวบรวมกำลัง ยันกายลุกนั่งมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่เธอคุ้ยเคยเลย แน่แล้วว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังที่กำลังจัดงาน

“นัทช่วยด้วย กลับมารับดาด้วย”

เด็กหญิงร้องให้ช่วยเหลือ แต่ลำคอที่แห้งผาก เสียงที่เปล่งออกมา จึงมีแค่เธอที่ได้ยิน

กรดาลุกเดินสะเปะสะปะออกจากห้องที่ไม่คุ้ยเคย อาศัยเกาะไปตามโต๊ะ ตู้ที่อยู่ไม่ห่างมือ เธอต้องหนีออกจากที่นี่ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจ นัทเคยบอกไว้ ว่าหากเธอถูกจับตัวไป

เราจะไม่ได้เจอกัน

เพล้ง!

“ว้าย ตายแล้ว! ” นางบัววิ่งหน้าตาตื่นออกจากห้องครัว วางข้าวของได้ก็รีบเข้ามาพยุงเด็กน้อยกลับมานอนที่เดิม “ป้าบอกแล้วไงว่าให้รออยู่ตรงนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องหรือ”

“ไม่...จะกลับบ้าน หนูจะกลับบ้าน”

เธอบอกเสียงแหบแห้ง และเพราะวิงเวียนจนแทบทรงตัวไม่ได้ เด็กน้อยจึงยอมให้อีกฝ่ายช่วยพยุง

“จะกลับบ้านไปทั้ง ๆ มีสภาพแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าจะไปถึงบ้านรึ” นางบัวถอนหายใจ “มา ๆ กินข้าวกินยาให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเอายังไงก็ว่ากัน”

“หนูไม่อยากโดนตำรวจจับ”

น้ำเสียงสั่นเครือจนนางบัวนึกสงสาร ยิ่งเห็นเด็กน้อยเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ นางก็นึกใจอ่อน ทั้งที่ก่อนหน้ามีอคติกับการกระทำของเด็กน้อยอยู่นิดหน่อย

“ใจเย็น ๆ ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นหรอก”

บอกพลางนึกปลง กับท่าทางหวาดกลัวของคนตัวน้อย มันก็น่าอยู่หรอกที่เด็กจะกลัวจนงอแง ดู ๆ แล้วอายุอานามไม่ได้ห่างไกลจากเด็ก ๆ ที่บ้านนี้สักท่าไหร่ ถ้าจะมากน้อยกว่าก็คงไม่เกินสองสามปี มากกว่าอรอินทุ์ลูกคุณอรศรี และน้อยกว่านภนต์ลูกชายของคุณหญิงอุไร

“ไม่มีใครมาจับหรอก” นางบัวว่า

“ใช่ ไม่มีใครมาจับหรอก”

หญิงวัยกลางคน พลางเหลียวมองต้นตอของเสียง ก็เห็นเด็กสองคนเดินจูงมือเข้ามาหา

“คุณอร คุณนะ” นางเรียกตามความเคยชิน “เข้ามาเล่นรบกวนคนป่วยในนี้ไม่ได้นะคะ”

“เราเข้ามาเยี่ยมต่างหากล่ะป้าบัว” นภนต์ว่าขณะเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ กรดาโดยมีอรอินทร์ เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินตามมานั่งด้วย “ไม่มีตำรวจหรอกไม่ต้องกลัว”

“ไม่ต้องจับหรอก อินทุ์อยากให้พี่มาเล่นกับเรา” อรอินทุ์นึกอยากออกความเห็นบ้าง

“นั่นสิ มีเพื่อนเล่นเพิ่มอีกคนก็ดีเหมือนกันนะน้องอินทุ์ เดี๋ยวพี่จะไปขอคุณแม่เอง” นภนต์กล่าวเออออตามอรอินทุ์

“โอ๊ะ ๆ เดี๋ยวค่ะคุณนะ คุณอิน อย่าเพิ่งไปกวนคุณแม่ค่ะ” นางบัวรีบคว้ามือนภนต์เอาไว้ เมื่อเด็กชายเด้งตัวลุกจากเก้าอี้เตรียมวิ่งออกไปขออนุญาตคุณหญิงตามที่พูด

“แต่ผมจะไปบอกไม่ให้ตำรวจมาจับเอ่อ...เธอชื่ออะไรนะ”

กรดาเงยหน้ามองคนถาม ดวงตากลม ๆ เหลียวไปหานางบัว ผู้ที่เธอคิดว่าน่าจะสนิทที่สุด เห็นนางบัวพยักหน้าจึงกล้าที่จะตอบ “กรดา” แต่เสียงแหบแห้ง ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

“ขอเรียกสั้นๆ ว่ากานนะ” นภนต์พูดเองเออเอง จากนั้นก็หันมาบอกนางบัว “ผมไปบอกคุณแม่แป๊บเดียวเองครับป้าบัว แค่แป๊บเดียว”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่มีใครมาจับใครไปไหนทั้งนั้น ยัยหนูก็รีบกินข้าวกินยาซะ จะได้หายไข้ หายแล้วอยากจะทำอะไรก็ไม่มีใครห้าม”

“หนูจะกลับบ้านก็ได้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ได้สิ อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

กรดายิ้มออกเมื่อมีความหวังว่าจะได้กลับไปหานัท เด็กหญิงหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องรีบคาย

“โอ๊ย!”

“โธ่เอ๊ย...ก่อนจะเอาเข้าปากก็เป่าเสียหน่อยสิ ป้าให้รีบกินแต่ไม่ได้ต้องเร่งขนาดนี้ก็ได้” นางบัวหัวเราะ อรอินทุ์กับนภนต์จึงหัวเราะตาม

“ข้าวยังร้อนอยู่นะครับป้าบัว” นภนต์บอกหลังเอามือจับก้นชาม

“ป้าเพิ่งทำออกมามันก็ร้อนน่ะสิคะ กินระวัง ๆ ก็แล้วกัน เป่าด้วยนะ”

“เดี๋ยวพี่ช่วยเป่า” นภนต์ขยับเข้าใกล้กรดา ก้มหน้าลงเป่าข้าวต้มในช้อนที่เด็กหญิงตักมาถือค้าง

“อินทุ์ช่วยด้วย”

อรอินทุ์ลุกมาทำแบบนภนต์บ้าง แรงเป่าของสองคนทำเอาข้าวต้มในช้อนกระเด็นกระดอนจนหายเกลี้ยง

“อ้าว...”

กรดาร้องอุทาน พลางมองนภนต์กับอรอินทุ์ที่เงยขึ้นมาสบสายตา และแล้วเด็กทั้งสามก็หัวเราะชอบใจ นางบัวส่ายหน้าแล้วอมยิ้มไปในตัว ขณะลุกหยิบผ้ามาเช็ดทำความสะอาดข้าวที่เด็ก ๆ ทำหกเรี่ยราด
....

3
3. มะยม / ฟีลิปดา / เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/2
« เมื่อ: พฤศจิกายน 25, 2020, 06:53:00 PM »


บทนำ



รถซาเล้งบรรทุกของเก่ามุ่งหน้าตรงเข้าวัดตามเวลาเดิม ๆ พร้อมเสียงดังก็องแก็ง ๆ ของกระป๋องและขวดที่เก็บมาก่อนหน้ากระทบกันดังตลอดทาง เป็นเสียงที่คุ้นชินสำหรับตามิ่ง ชายชราในวัยใกล้เจ็บสิบ กับเด็กชายหญิงที่กำลังเจริญเติบโตที่ต้องออกมาคุ้ยเขี่ยถังขยะหาของเก่าไปขายทุก ๆ วัน

“ตาจ๋า ทำไมวันนี้วัดมีคนเยอะจัง” เด็กหญิงวัยแปดขวบนั่งเบียดมากับของที่หาได้ร้องถามพลางยกมือปัดผมที่ปลิวมาปิดหน้าปิดตาออกเพื่อมองสิ่งที่ตนกำลังสนใจ “คนแต่งตัวสวย ๆ ทั้งนั้นเลยตา”

“เขากำลังแห่นาคเข้าวัดน่ะ” ตามิ่งตอบเสียงเรียบ ตามองไปที่เป้าหมาย ใบหน้ายับย่นยิ้มบาง ๆ กับขยะที่ล้นออกมานอกถังมีมากกว่าปกติหากวันไหนทางวัดมีการจัดงาน

“หนูอยากเห็น เราเข้าไปดูได้ไหมตา”

เสียงแจ้ว ๆ ยังคงถามต่อตามประสาคนขี้สงสัย แต่คำถามนี้สร้างความรำคาญให้กับคนที่มาด้วยอย่างนัท

“ไม่ต้องไปหรอก เสียเวลา”

“โถ้...” กรดาหันมาเบ้ปากใส่เด็กชาย ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังตามิ่ง “ไอ้พี่นัท ชอบขัดตลอด”

“อย่าทะเลาะกัน เขาก็แค่แห่นาคเข้าโบสถ์เฉย ๆ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก”

“รีบไปเก็บขวดก่อนดีกว่าตา จะได้มีเวลาไปที่อื่นต่อ” นัทออกความเห็นอย่างไม่ใส่คนที่แลบลิ้นให้

เด็กหญิงก็แบบนี้ ขี้งอนแต่แค่แปบเดียวก็พูดเจื้อยแจ้วราวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน

“แบบนี้ทุกที”

ตามิ่งหัวเราะใส่น้ำเสียงเง้างอนของหลานสาว

“เอาไว้เสร็จงานแล้วตาจะซื้อลูกอมให้กิน”

“เย้...”

“ฟันผุอย่างกับหนูแทะยังจะให้กินอีกหรือตา”

“เอ๊ะ!” เด็กหญิงหันมามองค้อนคนร้องขัด “เบื่อไอ้พี่นัท”

ตามิ่งหัวเราะพลางสอน “เบื่อกันไม่ได้นะ มีกันอยู่แค่นี้ต้องรักกันไว้”

“ก็ไอ้พี่นัทชอบแกล้ง ชอบขัดใจหนูตลอด”

“ไอ้นัทมันเป็นห่วงเอ็ง แต่มันพูดหวานไม่เป็นก็แบบนี้แหละ ไป ๆ รีบทำงานเถอะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเก็บเอาไปเสียหมด”

ตามิ่งสรุปแล้วพาเด็กทั้งสองตรงไปยังกองขยะที่หมายตา ไปถึงก็ต่างช่วยกันรื้อค้น เก็บข้าวของที่ขายได้จนหมดตามิ่งก็พาหลาน ๆ ขี่ซาเล้งกลับบ้าน เพื่อพักกินข้าวเช้าก่อนจะมาช่วยกันคัดแยกของเก่าไปขายให้ได้เงินมาใช้ในวันต่อ ๆ ไป อาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องสามชีวิตให้อยู่รอดมาได้หลายปี



มอเตอร์ไซค์ซาเล้งขี่มาจนถึงปากซอยทางเข้าบ้านเช่า ซึ่งเป็นห้องแถวไม้ที่เก่าทรุดโทรม ชายชราในวัยเกือบเจ็บสิบก็ต้องกระตุกคิ้ว แล้วเพ่งตามองเบื้องหน้า จนแน่ใจว่ารถเก๋งคันหรูที่จอดอยู่ตรงหน้าบ้านนางชื่นเป็นของใคร ตามิ่งก็ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย พร้อม ๆ กับชะลอความเร็วของรถเพื่อเลี้ยวจอดข้างทาง

“ตาจอดรถทำไม” นัทที่นั่งซ้อนท้ายชะโงกหน้าถาม แต่ชายชรากลับล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรสีแดง ๆ มายื่นให้

“เอ็งพาน้องไปซื้อกับข้าวก่อน อยากกินอะไรก็ซื้อมา”

“เรากินกับข้าวเก่าของเมื่อวานก็ได้นี่ตา เอาตังค์ไปซื้อยาดีกว่าไหม ตาปวดหลังอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เออน่า ไปซื้อกับข้าวมาเถอะ ตาจะไปรอที่บ้าน”

“ซื้อแถว ๆ นี้แล้วเข้าบ้านพร้อมกันดีกว่านะ” นัทพูดพลางมองหาร้านขายกับข้าว “นั่นไง ซื้อร้านข้าวแกงตรงนั้นก็ได้”

“ไม่เอา ๆ พาน้องเข้าไปหาดูในตลาดดีกว่า เผื่อน้องอยากกินอะไรแปลก ๆ จากเดิมก็ซื้อมา”

“แต่ว่า...”

“เอาอย่างที่ตาบอกนี่แหละ ไป ๆ ไอ้ดาลงมา ๆ ไปซื้อของกับพี่เขา แล้วอย่าวิ่งซนให้รถเฉี่ยวชนเอาซะล่ะ” ตามิ่งลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาหาหลานสาว

“ซื้อกับข้าวอะไรดีล่ะ” กรดาร้องถาม

“อะไรก็ได้ที่พวกเอ็งอยากกิน แต่เอ็งห้ามดื้อกับพี่เขานะ”

ตามิ่งดึงหลานสาวลงจากซาเล้ง มายืนบนฟุตบาธ

“มาสินัท พาน้องไปตลาด”

ตามิ่งเรียกคนที่ยังยืนมองตนด้วยสายตาที่ห่วงใย เสมือนเป็นตาหลานกันจริง ๆ อีกทั้งยังมีความรักความผูกพันมาให้มากมายทั้ง ๆ เด็กชายคือคนที่เพิ่งพามาอยู่ด้วยไม่กี่ปี อาจเพราะพบกันในวันที่เด็กน้อยกำลังลำบาก ไร้หนทางไปเพราะถูกผู้ใหญ่หลอกมาปล่อยทิ้งกลางทาง การยื่นมือเข้าช่วยวันนั้นคงทำให้นัทฝังใจ และกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย และยังพึ่งพาได้อีกด้วย แต่นิสัยโดยรวม นัทก็ยังเป็นคนแข็งกระด้าง คงเพราะต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง และถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก

“ตาอยากได้อะไรไหม ผมจะได้ซื้อมาให้”

“เอาที่พวกเอ็งอยากกินก็แล้วกัน”

“งั้นผมจะรีบไป รีบกลับนะตา”

“ไม่ต้องรีบก็ได้ พาน้องเดินเล่นสักพักค่อยเข้าบ้าน แล้วอย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ”

“รู้แล้วล่ะน่า ตาบอกบ่อยจนผมท่องได้แล้วว่าไม่ชอบให้เป็นนักเลง ว่าพวกนักเลงนิสัยไม่ดียังไง”

“เออ ๆ รู้แล้วก็ไปซะ” ตามิ่งโบกมือไล่ “ไอ้ดา เอ็งก็อย่าดื้อกับพี่เขาน่ะ”

“จ๊ะตา ไปเดินเล่นในตลาดกันเถอะ”

กรดาฉุดแขนนัทให้ทำตามที่ตามิ่งบอก เด็กชายที่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มยังยืนมองตามหลังรถซาเล้งที่ขับออกไปด้วยความแปลกใจ ที่จู่ ๆ ชายชราผลักไสให้ไปตลาดทั้งที่เพิ่งขี่รถผ่านเมื่อกี้ก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

“มาสิไอ้พี่นัท เร็ว ๆ”

นัทเหลียวมองกรดา ก่อนยอมเดินตามแรงฉุดเพราะเสียงร้องเซ้าซี้ที่จนเขาชักจะเริ่มรำคาญ



เด็กทั้งสองเดินเลาะมาตามฟุตบาธ ผ่านอาคารพาณิชย์ที่ถูกปล่อยร้าง นัทก็ให้กรดานั่งรอ

“เค้าอยากเข้าไปตลาดด้วย” เด็กน้อยทำหน้างอง้ำ

“รอตรงนี้แหละ พี่จะรีบไปรีบกลับ” เขาไม่อยากให้กรดาเข้าไปในตลาดด้วย เพราะนอกจากจะอยากได้นั่นได้นี่ แล้วยังทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม เพราะความอยากรู้อยากเห็น

“แต่ตาบอกให้ไปด้วยกันนี่”

“เถอะน่า พี่บอกให้รอก็รอสิ เดี๋ยวซื้อลูกอมมาฝาก”

“จริงนะ”

“อื้อ แต่รอตรงนี้ห้ามไปไหน”

“ก็ได้ ๆ คนอะไรเอาแต่สั่ง ๆ ๆ” เด็กหญิงเลิกเซ้าซี้ แต่นั่งบ่นปากขมุบขมิบ

นัทได้ยินแต่ไม่รับรู้ มุ่งเดินเข้าตลาดสดเพื่อซื้อหาอาหารกลับไปกินที่บ้านตามคำสั่งของตามิ่ง



“กลับไปซะ”

ตามิ่งไล่เสียงเขียว ไม่อยากแม้จะมองหน้าลูกสาวคนเดียวที่ทอดทิ้งหลานตนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่หลายปี

“พ่อไม่อยากเจอฉันก็ไม่เป็นไร แต่รับเงินนี่ไว้เถอะนะ หลานจะได้สบายมากกว่านี้”

“กูอยู่สุขสบายดี เงินสกปรกของมึงกูไม่อยากได้”

“โธ่พ่อ!”

กิ่งแก้วอ่อนใจกับทิฐิของบิดา ที่ไม่ยอมใจอ่อน ให้อภัยตนทั้ง ๆ ที่สำนึกผิดแล้วทุกอย่างแล้ว มาหาหลายครั้ง พ่อก็ไม่เคยให้เจอหน้าลูก จริงอยู่ว่าเธอทอดทิ้งลูกสาวอย่างไม่ไยดีตั้งแต่เด็กน้อยยังแบเบาะ แต่คราวนั้นเธอเพิ่งสิบแปด เป็นวัยรุ่นใจแตกที่เลือกเดินทางผิด คิดถึงแต่ความสนุก รักสบายจนทิ้งทุกอย่างได้แม้แต่ลูกตัวเองที่คลอดออกมาโดยไม่มีพ่อ แต่เวลามันผ่านมาตั้งแปดปีแล้ว

“ฉันอยากเจอลูกจริง ๆ นะพ่อ”

ตามิ่งหันมาขึงตาใส่ลูกสาว “อยากเจอทำไม เอ็งอยากให้ลูกมันรู้ว่ามันมีแม่เลว ๆ อย่างเอ็งหรือไง”

“ยังไงมันก็ลูกฉันนะ”

“เชอะ! ตอนนี้ทำเป็นนึกถึง เจอกันแล้วลูกขอตามไปอยู่ด้วยเอ็งจะว่าไง เคยคิดไหมว่าเด็กจะรู้สึกยังไงที่เจอแม่ แต่แม่ไม่มีปัญญาจะพาไปอยู่ด้วย จะมาสร้างปมปัญหาให้ลูกอีกทำไมหะ ไอ้ที่ผ่าน ๆ มายังทำร้ายจิตใจไม่พอหรือไง”

“พ่อ...”

เพราะถ้อยคำทิ่มแทงใจ ทำให้กิ่งแก้วหมดคำแก้ตัว เธอพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้เพราะชีวิตทุกวันนี้ยังกระท่อนกระแท่น มีเงินใช้ดังใจก็จริง แต่ต้องแลกกับการเป็นที่ระบายอารมณ์ของสามีที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีอารมณ์ร้าย ชอบทุบตีทำร้ายร่างกายเธอ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่กล้าพากรดาไปอยู่ด้วย อีกทั้งยังไม่กล้าให้สามีรู้ว่ามีลูกมาก่อนหน้า อีกทั้งกลัวว่าสามีอันธพาลจะหึงหวงละแวงกับอดีตของเธอจนตามรังควานพ่อและลูก หากเป็นแบบนั้นทำให้พ่อและกรดาอยู่ยากกว่าเดิม

แต่กระนั้นกิ่งแก้วก็ยังอยากจุลเจือครอบครัว อยากให้การเป็นอยู่ของพ่อและลูกดีขึ้น แต่พ่อก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ไม่ให้อภัยอะไรเลย

“ฉันแค่ขอเจอหน้าลูก ขอคุยกับลูกหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ข้าไม่อยากเห็นหลานเสียน้ำตาเพราะแม่เลว ๆ อย่างเอ็ง ไป ๆ รีบไปก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

นางชื่น เพื่อนบ้านวัยกลางคนที่รับรู้เรื่องราวของตามิ่งอย่างดี รีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยก่อนที่จะทะเลาะกันบานปลาย

“ใจเย็น ๆ น่าพี่มิ่ง ลูกก็สำนึกผิดแล้ว พี่ยังจะกีดกันอีกทำไม”

“ข้าไม่ได้กีดกัน แต่ข้าไม่อยากเห็นหลานสาวต้องทุกข์ใจเพราะมีแม่ไม่สมประกอบอย่างมัน”

“เด็กมันยังเล็กคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง”

“ก็เพราะคิดแบบนี้ ผู้ใหญ่ถึงชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่อยากเลี้ยงก็ทิ้ง พอต้องการก็กลับมาหาหน้าด้าน ๆ เด็กมันก็เป็นคนนะ มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันลืมตาออกมาหายใจเฉย ๆ แล้วก็โตซะเมื่อไหร่ จะเข้าใจทุก ๆ อย่าง”

“มันก็จริง” นางชื่นเสียงอ่อน “แต่ฉันว่า...”

“พอเถอะชื่นอย่าไปเข้าข้างแม่อย่างนี้เลย นังกิ่ง...เอ็งมาทางไหนรีบไปทางนั้น ถ้ายังไม่เลิกตอแยข้ากับหลาน ข้าจะย้ายบ้านหนีไปอยู่ที่อื่น”

คำขู่ของตามิ่งได้ผล เพราะเคยทำแล้วหลายครั้งจนกิ่งแก้วไม่กล้าแข็งขืน ครั้งนั้นพ่อพาหลานสาวย้ายที่อยู่ กว่าจะตามหากันเจอก็เสียเวลาอยู่หลายปี แล้วหากครั้งนี้พ่อหนีไปในขณะที่อายุมากอย่างนี้ เธอกลัวว่ากว่าจะหากันเจอ พ่ออาจหมดลมหายใจไปเสียก่อน ทีนี้ล่ะ แม้แต่หน้าตาก็คงไม่มีโอกาสได้พบ

“ก็ได้ ๆ ฉันไม่ตอแยก็ได้ แต่พ่อรับเงินนี่ไปเถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้เด็ก ๆ กิน”

“ไม่เอาโว้ย”

ตามิ่งปาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ลูกสาวยัดใส่มือลงพื้น เพราะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาจากงานต่ำ ๆ ของเศรษฐีที่เห็นเมียเป็นแค่ของรองมือรองตีน

ชายชราหันมาทางเพื่อนบ้านแล้วกล่าวกำชับ “ห้ามบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ นะนังชื่น ถ้าเอ็งรักพวกมันก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

“จ้ะพี่”

คนกลางที่ไม่สามารถช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้นได้รับคำกับพ่อแล้วพยักพเยิดหน้าให้คนเป็นลูก ให้รีบกลับไปก่อนที่ตามิ่งจะอารมณ์เสียจนพาลย้ายบ้านหนีไปจริง ๆ



นัทถือเงินหนึ่งร้อยบาทเดินทั่วตลาด แต่เงินเพียงเท่านี้ เขาจึงซื้อแกงสำเร็จมาสองถุง ซื้อเสร็จก็รับกลับไปหากรดา แต่ระหว่างทางที่เดินผ่าน กลิ่นน้ำซุปจากร้านข้าวมันไก่โชยแตะจมูกหอมจนเด็กชายต้องหยุดมองไก่ค้มตัวเขื่องที่ห้อยเต็มตู้กระจก พอก้มดูเงินทอนที่มีอยู่ไม่กี่เหรียญในมือก็ถอนหายใจยาว เพราะนึกได้ว่าเด็กหญิงอยากกินข้าวมันไก่ หากซื้อแกงถุงเดียว เงินก็พอจะซื้อข้าวมันไก่ได้สักห่อ

ยืนมองไก่อยู่หน้าร้านอย่างชั่งใจ จนพักหนึ่งจึงเอ่ยถาม เผื่อจะต่อรองราคาลงได้ หรือแบ่งขายมาให้แค่นิด ๆ หน่อย ๆ พอกรดาได้กินแก้อยากก็ยังดี

“น้าครับ…”

ชายเจ้าของร้านที่กำลังสับไก่ใส่จานเงยหน้ามามองนัท สายตาดูแคลนจนคนถูกมองรู้สึกได้

“อะไร! เฮ้! ออกไป ไปไป๊! ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ออกไปซะ”

“ข้าวมันไก่ขายยังไงครับ”

“เอ็งจะซื้อ หรือทำเป็นแกล้งถามแต่จริง ๆ ตั้งใจมาขอ โธ่เอ๊ย...ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ใช้กับกูไม่ได้หรอกโว้ย! โตจะตายห่ายังไม่รู้จักทำมาหากิน เดือดร้อนคนอื่นเขาไปทั่ว” ชายคนเดิมว่าใส่ก่อนโบกมือไล่จริงจังอีกครั้ง “ออกไป ๆ อย่ามายืนเกะกะ ไอ้ติง! ไอ้ติงโว้ย! มาลากไอ้เด็กขี้ขอออกไปห่าง ๆ หน้าร้านหน่อยสิ ปล่อยให้มายืนสกปรกอยู่ตรงนี้เดี๋ยวลูกค้ามาเห็นก็พากันหนีไปร้านอื่นหมดพอดี”

“ผมไม่ได้มาขอนะ”

เพล้ง!

“อ้าวเฮ้ย!”

เพราะโดนด่าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และอับอายจนมีอารมณ์โกรธ นัทจึงขว้างเงินเหรียญในมือใส่ตู้กระจก เศษแก้วกระเด็นกระดอนสร้างความเสียหาย

เจ้าของร้านร่างยักษ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชี้มีดอีโต้ใส่นัทแล้ววิ่งไล่ตามปากก็ร้องด่าไปตลอดทาง

“มาปาร้านกูทำไมวะ ไอ้เด็กเวรเอ้ย! ใครก็ได้ช่วยจับไอ้เด็กนี้ที มันเป็นอันธพาล ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเดือดร้อน เฮ้ยหยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!”

นัทไม่ฟังเสียงเรียกเขาวิ่งหน้าตั้ง ทิ้งระยะห่างพอสมควรก็หาที่ซ่อนตัว พอเห็นชายเจ้าของร้านหยุดวิ่งไล่มาหอบหายใจอยู่ระหว่างทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวรเอ้ย...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!”

คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งเสียงด่าชูมีดในมือขึ้นหราพร้อมคำขู่ จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป คู่กรณีถอยแล้วนัทก็ออกจากที่ซ่อนเพื่อกลับไปหากรดา

ร่างผอมแกร็นเดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน เร่งเท้าก้าวไปพลางระบายลมหายใจผ่อนความความเหน็ดเหนื่อย

“อะ” ไปถึงก็ยัดถุงแกงใส่มือให้อีกฝ่าย

“แกงอีกแล้วเหรอ”

“ใช่! " นัทตะเบ็งเสียงก่อนกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาธ

“กินแต่แกงถุง จนหน้าจะเป็นกะทิแล้วเนี่ย”

“พูดมากน่า ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” เขาลุกยืนเพื่อแย่งของกลับคืนแต่เด็กหญิงเอาเบี่ยงหลบ

“เอาสิเอา แหม...พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ ขี้งอนจริง ๆ”

“ใครกันแน่ขี้งอน”

นัทนั่งลงตามเดิม สายตาขุ่นเคืองเหลือบมองใบหน้ามอมแมมของคนที่กำลังทรุดตัวตามลงมานั่งข้าง ๆ เด็กหญิงดึงถือถุงแกงชูขึ้นฟ้าพลางมองอย่างพิจารณา

“ก็ยังดีนะที่เป็นพะโล้ เค้าจองไข่นะ” กรดาหันมาบอกนัท แต่พอเห็นหน้าเด็กชายชัด ๆ ก็นิ่วหน้าร้องถาม “ไปซื้อของแค่นี้ ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ เหนื่อยมากเลยเหรอ หรือว่าไปทำอะไรมา”

นัทยกมือผลักดวงหน้ากลมที่ขยับเข้ามาใกล้ เพื่อมองอย่างจับผิด

“ยุ่งน่า”

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” เขาว่าไปส่ง ๆ อย่างไม่อยากใส่ใจแววตาที่เอื้ออาทรของกรดา

“เอ้อ...” เด็กหญิงทำท่านึก “ไหนล่ะลูกอมเค้าน่ะ”

“ไม่มี..”

“อ้าว ทำไมแบบนี้ล่ะ โกหกนี่นา”

“อย่าเรื่องมากน่า กลับบ้านได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิ ไม่คิดจะซื้อลูกอมมาให้เค้าตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม โกหกให้เค้านั่งรอนี่นา”

นัทหันมาทำตาขวางใส่เด็กหญิง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพรวดพลาดลุกเดินหนี

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ...รอด้วย!” กรดาลุกวิ่งตามพลางร้องเรียก วิ่งจนถุงแกงกวัดแกว่งไปมา “ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ ตัวเองนั่นแหละผิด โกหกแล้วยังจะอารมณ์เสียอีก”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว รำคาญ!”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอก อาการแบบนี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก แต่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มาโมโหใส่ทำไม

“ไอ้พี่นัทบ้า”

เด็กน้อยร้องด่าขณะวิ่งไล่ตามให้ทัน

“ด่าพี่เหรอ!”

สายตาที่เขม้นมองมาดูน่ากลัวจนคนตัวน้อยเริ่มขยาด ต้องเลื่อนสายตาหลบลงมามองพื้นดิน แล้วบอกเสียงอ่อย

“ขอโทษ...”

นัทไม่สนใจความรู้สึกของคนที่พูดเสียงอ่อน เขาคว้าถุงแกงในมือเด็กหญิงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลัง

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ รอด้วย...”

นัทไม่สนใจคนที่ร้องเรียกอยู่ข้างหลัง เขาย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ จนถึงปากทางเข้าชุมชนแออัด ที่เต็มไปด้วยห้องเช่าราคาถูก ปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว กั้นแยกเป็นห้อง ๆ ติดเป็นแถวยาวเหยียด สภาพบ้านและบริเวณทรุดโทรมตกต่ำ ไม่ต่างจากรายรับของคนที่เข้ามาอาศัย

ก่อนจะเข้าซอยนัทเหลียวไปมองคนตัวน้อยที่ยังไล่ไม่ทัน คนที่ยังห่วงใยจึงชะลอฝีเท้าลง รอกระทั่งเด็กหญิงมาจจึงก้าวเดินต่อ แต่เกือบจะถึงที่พัก เด็กทั้งสองต้องชะงักแล้วหันมองตากัน

เพราะหน้าห้องเช่าของตนมีกลุ่มคนยืนรุมล้อมจนแทบมองไม่เห็นประตู

“พวกเขามุงดูอะไรกัน” กรดาเงยหน้ามาถาม

“ไม่รู้สิ”

นัทตอบขอไปที ก่อนนิ่วหน้ามองคนตัวเล็กที่เขย่งเท้ายืดตัวชะเง้อจนคอยาว เขาส่ายหน้าให้ความอยากรู้อยากเห็นของกรดา ก่อนพาร่างผอมโกรกเดินผ่าฝูงชน เพราะจะเข้าบ้านก็ต้องเดินผ่านจุดนี้

นัทแทรกตัวเข้าไปจนถึงด้านใน พร้อม ๆ เด็กหญิงก็ก้าวตามติด ๆ แต่พอไปถึง เด็กทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ตา!”

นัททิ้งถุงแกงที่ประคบประหงมมาตลอดทางลงพื้น ปรี่เข้าไปหาตามิ่ง จับร่างผอมแห้งที่นอนแน่นิ่งเขย่าไปมาพร้อมร้องเรียกเสียงสั่น

“ตาเป็นอะไร มานอนตรงนี้ทำไม ตื่นสิตา ตื่นมากินข้าวกัน นัทเอากับข้าวมาแล้วนะตา ลุกขึ้นมากินสิ ลุกขึ้นมา...กับข้าวล่ะดา ถุงกับข้าวอยู่ไหน” นัทกวาดตามองสิ่งที่ตนเพิ่งจะโยนทิ้ง “หยิบมาเร็ว ๆ ดาหยิบถุงแกงมาให้พี่ที”

ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาพากันมองหาถุงแกงที่ว่า “ไม่มีกับข้าวแล้ว ฮือ ๆ ถุงแกงแตกหมดแล้วไอ้พี่นัท ฮือ ๆ” กรดาร้องบอก จากนั้นก็ส่งเสียงโฮอย่างไม่สนสายตาของคนรอบข้างที่มองด้วยความเวทนา

กรดาซบหน้ากับอกตามิ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนนัทมองสำรวจคนที่นอนแน่นิ่ง จิตใจเศร้าหมองกับความจริงที่เกิดขึ้น

“ตื่นสิตา ลุกมากินข้าวด้วยกัน นัทรู้ว่าตาหิว ลุกมาสิ ลุกขึ้นมา ฮือ ๆ ตามิ่งตื่นซีตื่น...”

นัทเขย่าร่างของผู้เป็นตาจนสั่นคลอน นางชื่นทนดูต่อไม่ไหว จึงเข้ามาดึงเด็กชายให้ออกห่าง แต่เด็กน้อยสะบัดตัวไม่ยอมให้จับ จากนั้นก็ซบหน้าลงกับร่างที่ไร้วิณญาณ ร่ำร้องอย่างไม่คิดจะหยุดง่าย ๆ กรดาก็เช่นกัน

เสียงคร่ำครวญนี้สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้ใหญ่ที่ยังรุมล้อม

“พอเถอะไอ้นัท... เขย่าเรียกไปตามิ่งก็ไม่ตื่นมาหรอก ตาของเอ็งน่ะตายแล้ว เอ็งต้องเข้มแข็งแล้วหันมาดูแลน้องของเอ็งนะ”

“ไม่จริง ตายังไม่ตาย ฮือ ๆ เมื่อเช้ายังคุยกับผมดี ๆ อยู่เลย”

“จู่ ๆ ตาเอ็งก็แน่นหน้าอกแล้วก็ล้มฟุบไปเลย ป้าว่าน่าจะหัวใจวายนะ”

“ใครมาทำอะไรตาหรือเปล่าป้าชื่น เห็นใครมาทำอะไรตาไหม”

“ไม่มี...ไม่มีใครทำอะไรตาเอ็งหรอก” นางชื่นตอบอึก ๆ อัก ๆ เพราะรับปากคนตายไว้ว่าจะไม่เล่าเรื่องกิ่งแก้วให้เด็ก ๆ ฟัง

“งั้นตาแค่เมา” นัทสรุปตามที่เคยเจอ “ตื่นซีตา ตื่นมากินข้าว ตาบอกให้นัทไปซื้อกับข้าวไม่ใช่เหรอ ตาก็ตื่นมากินซี่”

“ฮือ ๆ พี่นัท ตาจะไม่ตื่นมาคุยกับเราแล้วเหรอ”

คำถามที่มาพร้อมเสียงสะอื้น เรียกให้นัทมีสติ และเริ่มรู้ตัวว่าเขาต้องเข้มแข็ง เพราะหากอ่อนแอจะดูแลกรดาได้อย่างไร

“น้องดา...”

เด็กชายจับบ่าน้อย ๆ ดึงออกจากศพของตามิ่ง จ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาพลางบอกเสียงเครือ

“ตาตายแล้ว ตาจากเราไปแล้วนะดา...”

นัทต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ความเสียใจทำให้เด็กชายเก็บกดอารมณ์ได้ไม่นาน เขาปล่อยเสียงร้องโฮ พร้อมดึงร่างเด็กหญิงเข้ามากอด ยิ่งทำให้กรดาร้องไห้หนักกว่าเดิม

สุดท้าย ทั้งคู่ก็กอดคอกันร้องไห้อีกชุดใหญ่


4
3. มะยม / ฟีลิปดา / Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« เมื่อ: กันยายน 05, 2020, 09:58:27 AM »
ขอบคุณค่าาาาา  ;D ;D

5
3. มะยม / ฟีลิปดา / เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/1
« เมื่อ: กันยายน 03, 2020, 12:47:59 PM »


บทนำ



รถซาเล้งบรรทุกของเก่ามุ่งหน้าตรงเข้าวัดตามเวลาเดิม ๆ พร้อมเสียงดังก็องแก็ง ๆ ของกระป๋องและขวดที่เก็บมาก่อนหน้ากระทบกันดังตลอดทาง เป็นเสียงที่คุ้นชินสำหรับตามิ่ง ชายชราในวัยใกล้เจ็บสิบ กับเด็กชายหญิงที่กำลังเจริญเติบโตที่ต้องออกมาคุ้ยเขี่ยถังขยะหาของเก่าไปขายทุก ๆ วัน

“ตาจ๋า ทำไมวันนี้วัดมีคนเยอะจัง” เด็กหญิงวัยแปดขวบนั่งเบียดมากับของที่หาได้ร้องถามพลางยกมือปัดผมที่ปลิวมาปิดหน้าปิดตาออกเพื่อมองสิ่งที่ตนกำลังสนใจ “คนแต่งตัวสวย ๆ ทั้งนั้นเลยตา”

“เขากำลังแห่นาคเข้าวัดน่ะ” ตามิ่งตอบเสียงเรียบ ตามองไปที่เป้าหมาย ใบหน้ายับย่นยิ้มบาง ๆ กับขยะที่ล้นออกมานอกถังมีมากกว่าปกติหากวันไหนทางวัดมีการจัดงาน

“หนูอยากเห็น เราเข้าไปดูได้ไหมตา”

เสียงแจ้ว ๆ ยังคงถามต่อตามประสาคนขี้สงสัย แต่คำถามนี้สร้างความรำคาญให้กับคนที่มาด้วยอย่างนัท

“ไม่ต้องไปหรอก เสียเวลา”

“โถ้...” กรดาหันมาเบ้ปากใส่เด็กชาย ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังตามิ่ง “ไอ้พี่นัท ชอบขัดตลอด”

“อย่าทะเลาะกัน เขาก็แค่แห่นาคเข้าโบสถ์เฉย ๆ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก”

“รีบไปเก็บขวดก่อนดีกว่าตา จะได้มีเวลาไปที่อื่นต่อ” นัทออกความเห็นอย่างไม่ใส่คนที่แลบลิ้นให้

เด็กหญิงก็แบบนี้ ขี้งอนแต่แค่แปบเดียวก็พูดเจื้อยแจ้วราวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน

“แบบนี้ทุกที”

ตามิ่งหัวเราะใส่น้ำเสียงเง้างอนของหลานสาว

“เอาไว้เสร็จงานแล้วตาจะซื้อลูกอมให้กิน”

“เย้...”

“ฟันผุอย่างกับหนูแทะยังจะให้กินอีกหรือตา”

“เอ๊ะ!” เด็กหญิงหันมามองค้อนคนร้องขัด “เบื่อไอ้พี่นัท”

ตามิ่งหัวเราะพลางสอน “เบื่อกันไม่ได้นะ มีกันอยู่แค่นี้ต้องรักกันไว้”

“ก็ไอ้พี่นัทชอบแกล้ง ชอบขัดใจหนูตลอด”

“ไอ้นัทมันเป็นห่วงเอ็ง แต่มันพูดหวานไม่เป็นก็แบบนี้แหละ ไป ๆ รีบทำงานเถอะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเก็บเอาไปเสียหมด”

ตามิ่งสรุปแล้วพาเด็กทั้งสองตรงไปยังกองขยะที่หมายตา ไปถึงก็ต่างช่วยกันรื้อค้น เก็บข้าวของที่ขายได้จนหมดตามิ่งก็พาหลาน ๆ ขี่ซาเล้งกลับบ้าน เพื่อพักกินข้าวเช้าก่อนจะมาช่วยกันคัดแยกของเก่าไปขายให้ได้เงินมาใช้ในวันต่อ ๆ ไป อาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องสามชีวิตให้อยู่รอดมาได้หลายปี



มอเตอร์ไซค์ซาเล้งขี่มาจนถึงปากซอยทางเข้าบ้านเช่า ซึ่งเป็นห้องแถวไม้ที่เก่าทรุดโทรม ชายชราในวัยเกือบเจ็บสิบก็ต้องกระตุกคิ้ว แล้วเพ่งตามองเบื้องหน้า จนแน่ใจว่ารถเก๋งคันหรูที่จอดอยู่ตรงหน้าบ้านนางชื่นเป็นของใคร ตามิ่งก็ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย พร้อม ๆ กับชะลอความเร็วของรถเพื่อเลี้ยวจอดข้างทาง

“ตาจอดรถทำไม” นัทที่นั่งซ้อนท้ายชะโงกหน้าถาม แต่ชายชรากลับล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรสีแดง ๆ มายื่นให้

“เอ็งพาน้องไปซื้อกับข้าวก่อน อยากกินอะไรก็ซื้อมา”

“เรากินกับข้าวเก่าของเมื่อวานก็ได้นี่ตา เอาตังค์ไปซื้อยาดีกว่าไหม ตาปวดหลังอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เออน่า ไปซื้อกับข้าวมาเถอะ ตาจะไปรอที่บ้าน”

“ซื้อแถว ๆ นี้แล้วเข้าบ้านพร้อมกันดีกว่านะ” นัทพูดพลางมองหาร้านขายกับข้าว “นั่นไง ซื้อร้านข้าวแกงตรงนั้นก็ได้”

“ไม่เอา ๆ พาน้องเข้าไปหาดูในตลาดดีกว่า เผื่อน้องอยากกินอะไรแปลก ๆ จากเดิมก็ซื้อมา”

“แต่ว่า...”

“เอาอย่างที่ตาบอกนี่แหละ ไป ๆ ไอ้ดาลงมา ๆ ไปซื้อของกับพี่เขา แล้วอย่าวิ่งซนให้รถเฉี่ยวชนเอาซะล่ะ” ตามิ่งลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาหาหลานสาว

“ซื้อกับข้าวอะไรดีล่ะ” กรดาร้องถาม

“อะไรก็ได้ที่พวกเอ็งอยากกิน แต่เอ็งห้ามดื้อกับพี่เขานะ”

ตามิ่งดึงหลานสาวลงจากซาเล้ง มายืนบนฟุตบาธ

“มาสินัท พาน้องไปตลาด”

ตามิ่งเรียกคนที่ยังยืนมองตนด้วยสายตาที่ห่วงใย เสมือนเป็นตาหลานกันจริง ๆ อีกทั้งยังมีความรักความผูกพันมาให้มากมายทั้ง ๆ เด็กชายคือคนที่เพิ่งพามาอยู่ด้วยไม่กี่ปี อาจเพราะพบกันในวันที่เด็กน้อยกำลังลำบาก ไร้หนทางไปเพราะถูกผู้ใหญ่หลอกมาปล่อยทิ้งกลางทาง การยื่นมือเข้าช่วยวันนั้นคงทำให้นัทฝังใจ และกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย และยังพึ่งพาได้อีกด้วย แต่นิสัยโดยรวม นัทก็ยังเป็นคนแข็งกระด้าง คงเพราะต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง และถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก

“ตาอยากได้อะไรไหม ผมจะได้ซื้อมาให้”

“เอาที่พวกเอ็งอยากกินก็แล้วกัน”

“งั้นผมจะรีบไป รีบกลับนะตา”

“ไม่ต้องรีบก็ได้ พาน้องเดินเล่นสักพักค่อยเข้าบ้าน แล้วอย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ”

“รู้แล้วล่ะน่า ตาบอกบ่อยจนผมท่องได้แล้วว่าไม่ชอบให้เป็นนักเลง ว่าพวกนักเลงนิสัยไม่ดียังไง”

“เออ ๆ รู้แล้วก็ไปซะ” ตามิ่งโบกมือไล่ “ไอ้ดา เอ็งก็อย่าดื้อกับพี่เขาน่ะ”

“จ๊ะตา ไปเดินเล่นในตลาดกันเถอะ”

กรดาฉุดแขนนัทให้ทำตามที่ตามิ่งบอก เด็กชายที่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มยังยืนมองตามหลังรถซาเล้งที่ขับออกไปด้วยความแปลกใจ ที่จู่ ๆ ชายชราผลักไสให้ไปตลาดทั้งที่เพิ่งขี่รถผ่านเมื่อกี้ก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

“มาสิไอ้พี่นัท เร็ว ๆ”

นัทเหลียวมองกรดา ก่อนยอมเดินตามแรงฉุดเพราะเสียงร้องเซ้าซี้ที่จนเขาชักจะเริ่มรำคาญ



เด็กทั้งสองเดินเลาะมาตามฟุตบาธ ผ่านอาคารพาณิชย์ที่ถูกปล่อยร้าง นัทก็ให้กรดานั่งรอ

“เค้าอยากเข้าไปตลาดด้วย” เด็กน้อยทำหน้างอง้ำ

“รอตรงนี้แหละ พี่จะรีบไปรีบกลับ” เขาไม่อยากให้กรดาเข้าไปในตลาดด้วย เพราะนอกจากจะอยากได้นั่นได้นี่ แล้วยังทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม เพราะความอยากรู้อยากเห็น

“แต่ตาบอกให้ไปด้วยกันนี่”

“เถอะน่า พี่บอกให้รอก็รอสิ เดี๋ยวซื้อลูกอมมาฝาก”

“จริงนะ”

“อื้อ แต่รอตรงนี้ห้ามไปไหน”

“ก็ได้ ๆ คนอะไรเอาแต่สั่ง ๆ ๆ” เด็กหญิงเลิกเซ้าซี้ แต่นั่งบ่นปากขมุบขมิบ

นัทได้ยินแต่ไม่รับรู้ มุ่งเดินเข้าตลาดสดเพื่อซื้อหาอาหารกลับไปกินที่บ้านตามคำสั่งของตามิ่ง



“กลับไปซะ”

ตามิ่งไล่เสียงเขียว ไม่อยากแม้จะมองหน้าลูกสาวคนเดียวที่ทอดทิ้งหลานตนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่หลายปี

“พ่อไม่อยากเจอฉันก็ไม่เป็นไร แต่รับเงินนี่ไว้เถอะนะ หลานจะได้สบายมากกว่านี้”

“กูอยู่สุขสบายดี เงินสกปรกของมึงกูไม่อยากได้”

“โธ่พ่อ!”

กิ่งแก้วอ่อนใจกับทิฐิของบิดา ที่ไม่ยอมใจอ่อน ให้อภัยตนทั้ง ๆ ที่สำนึกผิดแล้วทุกอย่างแล้ว มาหาหลายครั้ง พ่อก็ไม่เคยให้เจอหน้าลูก จริงอยู่ว่าเธอทอดทิ้งลูกสาวอย่างไม่ไยดีตั้งแต่เด็กน้อยยังแบเบาะ แต่คราวนั้นเธอเพิ่งสิบแปด เป็นวัยรุ่นใจแตกที่เลือกเดินทางผิด คิดถึงแต่ความสนุก รักสบายจนทิ้งทุกอย่างได้แม้แต่ลูกตัวเองที่คลอดออกมาโดยไม่มีพ่อ แต่เวลามันผ่านมาตั้งแปดปีแล้ว

“ฉันอยากเจอลูกจริง ๆ นะพ่อ”

ตามิ่งหันมาขึงตาใส่ลูกสาว “อยากเจอทำไม เอ็งอยากให้ลูกมันรู้ว่ามันมีแม่เลว ๆ อย่างเอ็งหรือไง”

“ยังไงมันก็ลูกฉันนะ”

“เชอะ! ตอนนี้ทำเป็นนึกถึง เจอกันแล้วลูกขอตามไปอยู่ด้วยเอ็งจะว่าไง เคยคิดไหมว่าเด็กจะรู้สึกยังไงที่เจอแม่ แต่แม่ไม่มีปัญญาจะพาไปอยู่ด้วย จะมาสร้างปมปัญหาให้ลูกอีกทำไมหะ ไอ้ที่ผ่าน ๆ มายังทำร้ายจิตใจไม่พอหรือไง”

“พ่อ...”

เพราะถ้อยคำทิ่มแทงใจ ทำให้กิ่งแก้วหมดคำแก้ตัว เธอพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้เพราะชีวิตทุกวันนี้ยังกระท่อนกระแท่น มีเงินใช้ดังใจก็จริง แต่ต้องแลกกับการเป็นที่ระบายอารมณ์ของสามีที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีอารมณ์ร้าย ชอบทุบตีทำร้ายร่างกายเธอ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่กล้าพากรดาไปอยู่ด้วย อีกทั้งยังไม่กล้าให้สามีรู้ว่ามีลูกมาก่อนหน้า อีกทั้งกลัวว่าสามีอันธพาลจะหึงหวงละแวงกับอดีตของเธอจนตามรังควานพ่อและลูก หากเป็นแบบนั้นทำให้พ่อและกรดาอยู่ยากกว่าเดิม

แต่กระนั้นกิ่งแก้วก็ยังอยากจุลเจือครอบครัว อยากให้การเป็นอยู่ของพ่อและลูกดีขึ้น แต่พ่อก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ไม่ให้อภัยอะไรเลย

“ฉันแค่ขอเจอหน้าลูก ขอคุยกับลูกหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ข้าไม่อยากเห็นหลานเสียน้ำตาเพราะแม่เลว ๆ อย่างเอ็ง ไป ๆ รีบไปก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

นางชื่น เพื่อนบ้านวัยกลางคนที่รับรู้เรื่องราวของตามิ่งอย่างดี รีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยก่อนที่จะทะเลาะกันบานปลาย

“ใจเย็น ๆ น่าพี่มิ่ง ลูกก็สำนึกผิดแล้ว พี่ยังจะกีดกันอีกทำไม”

“ข้าไม่ได้กีดกัน แต่ข้าไม่อยากเห็นหลานสาวต้องทุกข์ใจเพราะมีแม่ไม่สมประกอบอย่างมัน”

“เด็กมันยังเล็กคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง”

“ก็เพราะคิดแบบนี้ ผู้ใหญ่ถึงชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่อยากเลี้ยงก็ทิ้ง พอต้องการก็กลับมาหาหน้าด้าน ๆ เด็กมันก็เป็นคนนะ มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันลืมตาออกมาหายใจเฉย ๆ แล้วก็โตซะเมื่อไหร่ จะเข้าใจทุก ๆ อย่าง”

“มันก็จริง” นางชื่นเสียงอ่อน “แต่ฉันว่า...”

“พอเถอะชื่นอย่าไปเข้าข้างแม่อย่างนี้เลย นังกิ่ง...เอ็งมาทางไหนรีบไปทางนั้น ถ้ายังไม่เลิกตอแยข้ากับหลาน ข้าจะย้ายบ้านหนีไปอยู่ที่อื่น”

คำขู่ของตามิ่งได้ผล เพราะเคยทำแล้วหลายครั้งจนกิ่งแก้วไม่กล้าแข็งขืน ครั้งนั้นพ่อพาหลานสาวย้ายที่อยู่ กว่าจะตามหากันเจอก็เสียเวลาอยู่หลายปี แล้วหากครั้งนี้พ่อหนีไปในขณะที่อายุมากอย่างนี้ เธอกลัวว่ากว่าจะหากันเจอ พ่ออาจหมดลมหายใจไปเสียก่อน ทีนี้ล่ะ แม้แต่หน้าตาก็คงไม่มีโอกาสได้พบ

“ก็ได้ ๆ ฉันไม่ตอแยก็ได้ แต่พ่อรับเงินนี่ไปเถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้เด็ก ๆ กิน”

“ไม่เอาโว้ย”

ตามิ่งปาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ลูกสาวยัดใส่มือลงพื้น เพราะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาจากงานต่ำ ๆ ของเศรษฐีที่เห็นเมียเป็นแค่ของรองมือรองตีน

ชายชราหันมาทางเพื่อนบ้านแล้วกล่าวกำชับ “ห้ามบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ นะนังชื่น ถ้าเอ็งรักพวกมันก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

“จ้ะพี่”

คนกลางที่ไม่สามารถช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้นได้รับคำกับพ่อแล้วพยักพเยิดหน้าให้คนเป็นลูก ให้รีบกลับไปก่อนที่ตามิ่งจะอารมณ์เสียจนพาลย้ายบ้านหนีไปจริง ๆ



นัทถือเงินหนึ่งร้อยบาทเดินทั่วตลาด แต่เงินเพียงเท่านี้ เขาจึงซื้อแกงสำเร็จมาสองถุง ซื้อเสร็จก็รับกลับไปหากรดา แต่ระหว่างทางที่เดินผ่าน กลิ่นน้ำซุปจากร้านข้าวมันไก่โชยแตะจมูกหอมจนเด็กชายต้องหยุดมองไก่ค้มตัวเขื่องที่ห้อยเต็มตู้กระจก พอก้มดูเงินทอนที่มีอยู่ไม่กี่เหรียญในมือก็ถอนหายใจยาว เพราะนึกได้ว่าเด็กหญิงอยากกินข้าวมันไก่ หากซื้อแกงถุงเดียว เงินก็พอจะซื้อข้าวมันไก่ได้สักห่อ

ยืนมองไก่อยู่หน้าร้านอย่างชั่งใจ จนพักหนึ่งจึงเอ่ยถาม เผื่อจะต่อรองราคาลงได้ หรือแบ่งขายมาให้แค่นิด ๆ หน่อย ๆ พอกรดาได้กินแก้อยากก็ยังดี

“น้าครับ…”

ชายเจ้าของร้านที่กำลังสับไก่ใส่จานเงยหน้ามามองนัท สายตาดูแคลนจนคนถูกมองรู้สึกได้

“อะไร! เฮ้! ออกไป ไปไป๊! ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ออกไปซะ”

“ข้าวมันไก่ขายยังไงครับ”

“เอ็งจะซื้อ หรือทำเป็นแกล้งถามแต่จริง ๆ ตั้งใจมาขอ โธ่เอ๊ย...ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ใช้กับกูไม่ได้หรอกโว้ย! โตจะตายห่ายังไม่รู้จักทำมาหากิน เดือดร้อนคนอื่นเขาไปทั่ว” ชายคนเดิมว่าใส่ก่อนโบกมือไล่จริงจังอีกครั้ง “ออกไป ๆ อย่ามายืนเกะกะ ไอ้ติง! ไอ้ติงโว้ย! มาลากไอ้เด็กขี้ขอออกไปห่าง ๆ หน้าร้านหน่อยสิ ปล่อยให้มายืนสกปรกอยู่ตรงนี้เดี๋ยวลูกค้ามาเห็นก็พากันหนีไปร้านอื่นหมดพอดี”

“ผมไม่ได้มาขอนะ”

เพล้ง!

“อ้าวเฮ้ย!”

เพราะโดนด่าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และอับอายจนมีอารมณ์โกรธ นัทจึงขว้างเงินเหรียญในมือใส่ตู้กระจก เศษแก้วกระเด็นกระดอนสร้างความเสียหาย

เจ้าของร้านร่างยักษ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชี้มีดอีโต้ใส่นัทแล้ววิ่งไล่ตามปากก็ร้องด่าไปตลอดทาง

“มาปาร้านกูทำไมวะ ไอ้เด็กเวรเอ้ย! ใครก็ได้ช่วยจับไอ้เด็กนี้ที มันเป็นอันธพาล ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเดือดร้อน เฮ้ยหยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!”

นัทไม่ฟังเสียงเรียกเขาวิ่งหน้าตั้ง ทิ้งระยะห่างพอสมควรก็หาที่ซ่อนตัว พอเห็นชายเจ้าของร้านหยุดวิ่งไล่มาหอบหายใจอยู่ระหว่างทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวรเอ้ย...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!”

คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งเสียงด่าชูมีดในมือขึ้นหราพร้อมคำขู่ จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป คู่กรณีถอยแล้วนัทก็ออกจากที่ซ่อนเพื่อกลับไปหากรดา

ร่างผอมแกร็นเดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน เร่งเท้าก้าวไปพลางระบายลมหายใจผ่อนความความเหน็ดเหนื่อย

“อะ” ไปถึงก็ยัดถุงแกงใส่มือให้อีกฝ่าย

“แกงอีกแล้วเหรอ”

“ใช่! " นัทตะเบ็งเสียงก่อนกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาธ

“กินแต่แกงถุง จนหน้าจะเป็นกะทิแล้วเนี่ย”

“พูดมากน่า ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” เขาลุกยืนเพื่อแย่งของกลับคืนแต่เด็กหญิงเอาเบี่ยงหลบ

“เอาสิเอา แหม...พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ ขี้งอนจริง ๆ”

“ใครกันแน่ขี้งอน”

นัทนั่งลงตามเดิม สายตาขุ่นเคืองเหลือบมองใบหน้ามอมแมมของคนที่กำลังทรุดตัวตามลงมานั่งข้าง ๆ เด็กหญิงดึงถือถุงแกงชูขึ้นฟ้าพลางมองอย่างพิจารณา

“ก็ยังดีนะที่เป็นพะโล้ เค้าจองไข่นะ” กรดาหันมาบอกนัท แต่พอเห็นหน้าเด็กชายชัด ๆ ก็นิ่วหน้าร้องถาม “ไปซื้อของแค่นี้ ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ เหนื่อยมากเลยเหรอ หรือว่าไปทำอะไรมา”

นัทยกมือผลักดวงหน้ากลมที่ขยับเข้ามาใกล้ เพื่อมองอย่างจับผิด

“ยุ่งน่า”

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” เขาว่าไปส่ง ๆ อย่างไม่อยากใส่ใจแววตาที่เอื้ออาทรของกรดา

“เอ้อ...” เด็กหญิงทำท่านึก “ไหนล่ะลูกอมเค้าน่ะ”

“ไม่มี..”

“อ้าว ทำไมแบบนี้ล่ะ โกหกนี่นา”

“อย่าเรื่องมากน่า กลับบ้านได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิ ไม่คิดจะซื้อลูกอมมาให้เค้าตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม โกหกให้เค้านั่งรอนี่นา”

นัทหันมาทำตาขวางใส่เด็กหญิง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพรวดพลาดลุกเดินหนี

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ...รอด้วย!” กรดาลุกวิ่งตามพลางร้องเรียก วิ่งจนถุงแกงกวัดแกว่งไปมา “ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ ตัวเองนั่นแหละผิด โกหกแล้วยังจะอารมณ์เสียอีก”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว รำคาญ!”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอก อาการแบบนี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก แต่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มาโมโหใส่ทำไม

“ไอ้พี่นัทบ้า”

เด็กน้อยร้องด่าขณะวิ่งไล่ตามให้ทัน

“ด่าพี่เหรอ!”

สายตาที่เขม้นมองมาดูน่ากลัวจนคนตัวน้อยเริ่มขยาด ต้องเลื่อนสายตาหลบลงมามองพื้นดิน แล้วบอกเสียงอ่อย

“ขอโทษ...”

นัทไม่สนใจความรู้สึกของคนที่พูดเสียงอ่อน เขาคว้าถุงแกงในมือเด็กหญิงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลัง

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ รอด้วย...”

นัทไม่สนใจคนที่ร้องเรียกอยู่ข้างหลัง เขาย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ จนถึงปากทางเข้าชุมชนแออัด ที่เต็มไปด้วยห้องเช่าราคาถูก ปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว กั้นแยกเป็นห้อง ๆ ติดเป็นแถวยาวเหยียด สภาพบ้านและบริเวณทรุดโทรมตกต่ำ ไม่ต่างจากรายรับของคนที่เข้ามาอาศัย

ก่อนจะเข้าซอยนัทเหลียวไปมองคนตัวน้อยที่ยังไล่ไม่ทัน คนที่ยังห่วงใยจึงชะลอฝีเท้าลง รอกระทั่งเด็กหญิงมาจจึงก้าวเดินต่อ แต่เกือบจะถึงที่พัก เด็กทั้งสองต้องชะงักแล้วหันมองตากัน

เพราะหน้าห้องเช่าของตนมีกลุ่มคนยืนรุมล้อมจนแทบมองไม่เห็นประตู

“พวกเขามุงดูอะไรกัน” กรดาเงยหน้ามาถาม

“ไม่รู้สิ”

นัทตอบขอไปที ก่อนนิ่วหน้ามองคนตัวเล็กที่เขย่งเท้ายืดตัวชะเง้อจนคอยาว เขาส่ายหน้าให้ความอยากรู้อยากเห็นของกรดา ก่อนพาร่างผอมโกรกเดินผ่าฝูงชน เพราะจะเข้าบ้านก็ต้องเดินผ่านจุดนี้

นัทแทรกตัวเข้าไปจนถึงด้านใน พร้อม ๆ เด็กหญิงก็ก้าวตามติด ๆ แต่พอไปถึง เด็กทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ตา!”

นัททิ้งถุงแกงที่ประคบประหงมมาตลอดทางลงพื้น ปรี่เข้าไปหาตามิ่ง จับร่างผอมแห้งที่นอนแน่นิ่งเขย่าไปมาพร้อมร้องเรียกเสียงสั่น

“ตาเป็นอะไร มานอนตรงนี้ทำไม ตื่นสิตา ตื่นมากินข้าวกัน นัทเอากับข้าวมาแล้วนะตา ลุกขึ้นมากินสิ ลุกขึ้นมา...กับข้าวล่ะดา ถุงกับข้าวอยู่ไหน” นัทกวาดตามองสิ่งที่ตนเพิ่งจะโยนทิ้ง “หยิบมาเร็ว ๆ ดาหยิบถุงแกงมาให้พี่ที”

ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาพากันมองหาถุงแกงที่ว่า “ไม่มีกับข้าวแล้ว ฮือ ๆ ถุงแกงแตกหมดแล้วไอ้พี่นัท ฮือ ๆ” กรดาร้องบอก จากนั้นก็ส่งเสียงโฮอย่างไม่สนสายตาของคนรอบข้างที่มองด้วยความเวทนา

กรดาซบหน้ากับอกตามิ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนนัทมองสำรวจคนที่นอนแน่นิ่ง จิตใจเศร้าหมองกับความจริงที่เกิดขึ้น

“ตื่นสิตา ลุกมากินข้าวด้วยกัน นัทรู้ว่าตาหิว ลุกมาสิ ลุกขึ้นมา ฮือ ๆ ตามิ่งตื่นซีตื่น...”

นัทเขย่าร่างของผู้เป็นตาจนสั่นคลอน นางชื่นทนดูต่อไม่ไหว จึงเข้ามาดึงเด็กชายให้ออกห่าง แต่เด็กน้อยสะบัดตัวไม่ยอมให้จับ จากนั้นก็ซบหน้าลงกับร่างที่ไร้วิณญาณ ร่ำร้องอย่างไม่คิดจะหยุดง่าย ๆ กรดาก็เช่นกัน

เสียงคร่ำครวญนี้สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้ใหญ่ที่ยังรุมล้อม

“พอเถอะไอ้นัท... เขย่าเรียกไปตามิ่งก็ไม่ตื่นมาหรอก ตาของเอ็งน่ะตายแล้ว เอ็งต้องเข้มแข็งแล้วหันมาดูแลน้องของเอ็งนะ”

“ไม่จริง ตายังไม่ตาย ฮือ ๆ เมื่อเช้ายังคุยกับผมดี ๆ อยู่เลย”

“จู่ ๆ ตาเอ็งก็แน่นหน้าอกแล้วก็ล้มฟุบไปเลย ป้าว่าน่าจะหัวใจวายนะ”

“ใครมาทำอะไรตาหรือเปล่าป้าชื่น เห็นใครมาทำอะไรตาไหม”

“ไม่มี...ไม่มีใครทำอะไรตาเอ็งหรอก” นางชื่นตอบอึก ๆ อัก ๆ เพราะรับปากคนตายไว้ว่าจะไม่เล่าเรื่องกิ่งแก้วให้เด็ก ๆ ฟัง

“งั้นตาแค่เมา” นัทสรุปตามที่เคยเจอ “ตื่นซีตา ตื่นมากินข้าว ตาบอกให้นัทไปซื้อกับข้าวไม่ใช่เหรอ ตาก็ตื่นมากินซี่”

“ฮือ ๆ พี่นัท ตาจะไม่ตื่นมาคุยกับเราแล้วเหรอ”

คำถามที่มาพร้อมเสียงสะอื้น เรียกให้นัทมีสติ และเริ่มรู้ตัวว่าเขาต้องเข้มแข็ง เพราะหากอ่อนแอจะดูแลกรดาได้อย่างไร

“น้องดา...”

เด็กชายจับบ่าน้อย ๆ ดึงออกจากศพของตามิ่ง จ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาพลางบอกเสียงเครือ

“ตาตายแล้ว ตาจากเราไปแล้วนะดา...”

นัทต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ความเสียใจทำให้เด็กชายเก็บกดอารมณ์ได้ไม่นาน เขาปล่อยเสียงร้องโฮ พร้อมดึงร่างเด็กหญิงเข้ามากอด ยิ่งทำให้กรดาร้องไห้หนักกว่าเดิม

สุดท้าย ทั้งคู่ก็กอดคอกันร้องไห้อีกชุดใหญ่

6
 กลัวโดนสอยค่ะคุณไอ 5555   ;D ;D ;D ;D ;D

7
เย้ๆๆ ในที่สุดก็เขียนจบ ยินดีด้วยค่าาา

แต่อ่านๆมาก็สงสารนางเอกเจงๆ เจอกับการทรมานที่เจ็บปวด 555
ตอนจบให้เขาจูจุ๊บบเพิ่มฉากหวานสักหน่อยน่าจะดีค่ะ อย่าทรมานนางเลยยยยย  ;D ;D

****
การจัดหน้าจะทำให้สับสนในการอ่านนิดหนึงตรงที่ว่า เหมือนเป็นคำพูดคนเดียวแต่อยู่คนละบันทัดประมาณนี้ค่ะ

 “เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่กลิ่นสุราหรือ ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีท่านคิดจะเมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้
 เหยียนเกอเกอท่านนี่สุดยอดจริง ๆ”



คิดว่าไม่ต้องตัดแบ่งบันทัดหลังน่าจะดีกว่าค่ะปล่อยให้มันตัดลงมาเองแบบอัตโนมัติ

8
 :P :P  จบแบบฟลุ๊ตๆค่ะ

9
อ่านไปอ่านมาไม่รู้จะสงสารใครดี  ;D แต่มีหลายจุดที่ทำให้หัวเราะ ดังเลยค่ะ 55 ชอบอะ

เขารู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวหนักขนาดไหน เขาเริ่มแกล้งเธออีกแล้ว เธอล่ะเบื่อ  <<<  นี่ก็น่าร๊ากกกกกก

10
ขออนุญาตลบค่ะ

11
6. ธันย่า/ สปันงา / 21.ฉันจะไม่ไปไหน
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2019, 07:12:44 PM »
ขออนุญาตลบค่ะ

12
6. ธันย่า/ สปันงา / 20.อยู่กับฉัน
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2019, 07:10:28 PM »
ขออนุญาตลบค่ะ

13
6. ธันย่า/ สปันงา / 19.สักวันอาจได้พบ
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2019, 07:08:43 PM »
ขออนุญาตลบค่ะ

14
6. ธันย่า/ สปันงา / 18.แค่เราสองคน
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2019, 07:06:03 PM »
ขออนุญาตลบค่ะ

15
6. ธันย่า/ สปันงา / 17.ไม่ใช่ความฝัน
« เมื่อ: ธันวาคม 26, 2019, 07:05:01 PM »
ขออนุญาตลบ

หน้า: [1] 2 3 ... 8