แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - หนึ่งลิปดา

หน้า: [1] 2
1
6. buddy / หนึ่งลิปดา / อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (3)
« เมื่อ: ตุลาคม 07, 2016, 04:19:04 PM »

 My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๓

ยายเจิด

แกได้อ่านหนังสือของนายนั่นแล้วยัง รู้นะว่าฉันหมายถึงเล่มไหน แกเอ้ย ฉันเซ็งชะมัด เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันไปกินอาหารญี่ปุ่นกับน้ารัฐแล้วก็คุณปานวาดแฟนน้ารัฐด้วย แกรู้ไหมฉันเจอใคร นายแสนเมืองนั่นแหละ แล้วอะไรมันจะมาบังเอิญเหมือนนวนิยายที่ฉันอ่านขนาดนี้ เมื่อจริงๆ นายแสนนั่น เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณปานวาด สนิทสนมกันมากด้วย

ก็เพราะคุณปานวาดรู้ว่าฉันชอบอ่านนวนิยายไง คุณเธอเลยโทรชวนน้องชายมากินด้วย แนะนำให้ฉันรู้จักนักเขียน โธ่เอ๊ย ฉันชอบอ่านก็จริง แต่ฉันไม่ใช่คนเห่ออยากรู้จักนักเขียนนะ  โดยเฉพาะนายคนนี้ แกคงวาดภาพออกใช่ไหมล่ะว่า ไอ้ที่ฉันชอบกินนั่น มันชักจะกินไม่ลงเสียแล้ว

“อ่านนวนิยายมากๆ ไม่คิดอยากเขียนบ้างเหรอ”

นายนั่นถามฉัน

“ไม่ แค่ชอบอ่าน”

“คงเพราะสบายกว่า”

ฉันเกลียดสายตายิ้มๆ ของนายนี่เป็นที่สุดเลย เวลามองฉัน ยังดีนะที่น้ารัฐ ก็ชวนคุยด้วย

“เขียนหนังสือแต่ละเล่ม ใช้เวลานานไหม”

“ก็แล้วแต่เรื่องครับ  ถ้าเรื่องไหนต้องหาข้อมูลที่ผมไม่รู้ ไม่ถนัด ก็อาจจะนานหน่อย”

“เขียนแนวไหน”

“ผมเขียนสืบสวนครับ แต่มาณญ่าคงไม่อ่าน เพราะคงชอบเรื่องรักโรแมนติกมากกว่า ยังไม่คิดจะเปลี่ยนแนวเลยใช่ไหม”

ฉันไม่อยากจะตอบหรอก แต่มันอดไม่ได้

“ทำไมจะต้องเปลี่ยน ในเมื่อฉันชอบ ฉันก็ทำอย่างที่ชอบสิ”

“ไม่คิดว่ามันจำเจ ซ้ำซากบ้างเหรอ อ่านแต่หนังสือพรรค์นั้น”

หนังสือพรรค์นั้น โห ฉันนี่เลือดขึ้นหน้า ฉุนกึกเลย  นายนี่เป็นนักเขียนได้ยังไง ไม่เพียงดูถูกคนอ่านอย่างฉัน มันแสดงไปถึงดูถูกคนเขียนแนวนี้ด้วยนะ แกว่าไหม

“นวนิยายรัก ไม่มีซ้ำซากจำเจหรอก อ่านเมื่อไหร่ ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นหา ให้มุมมองที่เปลี่ยนไปด้วย ตามอารมณ์ประสบการณ์ของเรา แต่สืบสวนนั่นน่ะ หยิบมาอ่านซ้ำเมื่อไหร่ มันก็แห้งเหมือนเดิม ไม่มีทางที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ได้ รู้ตัวคนร้ายก็จบ เขียนง่ายจะตาย”

“ถ้าคิดว่าง่าย ทำไมไม่ลองมาเขียนบ้างล่ะ”

หนอย มาท้าคนอย่างฉัน คงเถียงฉันไม่ออกแล้วสิ

“ฉันไม่เขียนหรอกอย่างนี้ จะเป็นนักเขียน ก็ต้องเขียนในสิ่งที่ตัวเองชอบสิ ไอ้ที่นายเขียนอยู่น่ะ แค่หลอกล่อ ให้คนอ่านเขวสงสัย แล้วก็เฉลยออกมา มันเป็นแพตเทิร์นง่ายๆ ดังนั้นไปไกลๆ เลย ไม่อยู่ในความสนใจของฉันหรอก”

“มาณญ่า”

น้ารัฐ เรียกฉันเหมือนจะเตือน

“ไม่เป็นไรครับ ตอนเรียนด้วยกัน เขาก็ชอบกระแนะกระแหนผมอย่างนี้ล่ะ”

“อ้าว เคยเรียนด้วยกันเหรอ”

คุณปานวาดพูดออกมาอย่างแปลกใจ แต่น้ารัฐแค่มองหน้าฉันเฉยๆ แล้วคุณปานวาดก็พูดออกมาว่า

“หลังๆ มา พี่เองไม่ค่อยได้อ่านนวนิยายนักหรอก จะอ่านก็แต่เล่มที่แสนเมืองเขียน เขาก็เขียนดีนะ มีครบรส ไม่ได้มีแต่สืบสวนอย่างที่มาณญ่าคิด มันออกแนวซัสเพนด้วย”

ฉันไม่พูดอะไร เพราะไม่ชอบให้ใครมาเสนอแนะให้ฉันอ่านหนังสืออะไร เล่มไหน โดยเฉพาะหนังสือที่ฉันไม่ชอบ บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้นะว่า  มันไปหนักหัวใครตรงไหน ที่ฉันจะเลือกอ่านอย่างนี้ แต่นั่นแหละ ฉันก็ไม่ได้พูดออกไปหรอก จะพูด ก็พูดกับแกคนเดียวเท่านั้น ก็แกเป็นเพื่อนฉัน แกเข้าใจฉันมาตลอด ในเรื่องรสนิยมการอ่าน แต่ความเงียบของฉัน ไม่ได้ทำให้นายนั่นหยุดเลย  เพราะตอนกินเสร็จจะแยกย้ายกันแล้ว เขายังมาพูดกับฉันว่า

“ถ้าคิดว่า สืบสวนมันง่าย มันมีรูปแบบสำเร็จรูปของมันอยู่ ทำไมเธอไม่ลองเขียนออกมาสักเรื่อง และแม้กระทั่งจะเขียนอย่างที่ตัวเองชอบอ่านก็ได้ จะได้เข้าใจคนเขียน จะได้ไม่พูดออกมาง่ายๆ แบบนี้”

“เออ แล้วจะเขียนให้ดู”

ฉันก็หลุดปากเพราะความหมั่นไส้นะ ความจริงฉันก็ไม่เคยคิดว่าการเขียนมันจะง่ายๆ หรอก แต่ก็อย่างว่า ฉันรังเกียจวิธีคิดของนายแสนเมืองที่มีต่อฉันไง ฉันเลยพูดออกไปแบบนั้น  แกก็รู้นี่ว่า ฉันเป็นคนที่นับถือ ชื่นชมคนที่เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มๆ ได้ แม้บางเรื่องฉันจะไม่ชอบก็ตาม แต่ยกเว้นนายคนนั้น ฉันมีอคติ ฉันยอมรับด้วยเหตุผลที่ว่า นายคนนี้เป็นนักเขียนที่มีอัตตาสูงมาก ดูถูกคนอ่านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ฉัน!
 แกคอยดูนะ ฉันจะเขียนนวนิยายสักเล่ม เอาสืบสวนนี่ล่ะ เขียนเสร็จจะเอาไปเคาะหัวนายนั่น ให้หายดูถูกคนเลย...
มาณญ่า


มาณญ่าพับกระดาษสีน้ำตาลตุ่นๆ มันไม่ใช่กระดาษเขียนจดหมาย มันเป็นสมุดบันทึกที่เธอซื้อมา แล้วก็เห็นว่ากระดาษมันสวยดี มันออกแนววินเทจ ขอบกระดาษมีลวดลายเป็นกรอบเหมือนกระดาษไหม้ แถมยังมีเส้นแตกลายงาเล็กน้อย ตรงมุมด้านซ้ายเป็นช่อดอกกุหลาบ เธอถูกใจจึงซื้อมา และฉีกออกเป็นกระดาษเขียนจดหมาย จะได้ไม่ต้องเผาริมกระดาษเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะวันนี้ แอร์ห้องของเธอมันเสีย ไม่เย็นมาสองสามวันแล้ว และเธอไม่ได้บอกน้าชาย เพราะช่วงนี้เหมือนเขาจะยุ่งเรื่องงานมาก กลับก็ดึก ไปก็เช้า เธอจึงทนร้อนเอา

เรื่องในบ้านอย่างนี้ ก็ใช่ว่าเธอจะจัดการเองไม่ได้ แต่ก็เพราะทุกครั้งน้าชายเป็นคนจัดการ ทางที่ดีเธอก็ควรจะให้เขาจัดการดีกว่า เพราะจะมีช่างประจำที่ไว้ใจได้มาดูแล

เธอเอาจดหมายใส่ซอง เขียนชื่อที่อยู่เจิดจันทร์เสร็จ ก็ถือลงมาข้างล่าง พรุ่งนี้เธอตั้งใจจะตื่นสาย จึงคิดจะเอาไปฝากให้น้าชายคืนนี้เลย

เธอเดินตรงไปที่ห้องทำงานของน้าชาย พอเคาะประตูเปิดเข้าไป ก็เห็นน้ารัฐภูมิก็เงยหน้าจากงานที่ทำอยู่

“มีอะไร”

“จะฝากส่งจดหมายค่ะ”

เธอพูดแล้ววางลงบนโต๊ะ รัฐภูมิชำเลืองมองแล้วก็ถามว่า

“แล้วหนังสือ”

“ไม่มีค่ะรอบนี้ ยัยเจิดไม่ได้สั่งอะไร”

รัฐภูมิพยักหน้า ก่อนจะเปิดลิ้นชัก หยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมายื่นให้

“นี่ จดหมายเรา มันติดอยู่กับของน้า”

มาณญ่ายิ้มเมื่อเห็นเป็นลายมือเจิดจันทร์ มันไม่แปลกหรอกที่จะไปปนกับจดหมายเอกสารต่างๆ ของน้าชาย  เพราะ ที่บ้านไม่ค่อยจะมีคนอยู่ เธอจึงให้เจิดจันทร์ส่งจดหมายไปที่นั่น  เธอรับจดหมายแล้วจะเดินออกไป แล้วก็คิดขึ้นได้ เมื่อหันมาพูดว่า

“น้าภูมิ แอร์ห้องญ่าไม่เย็น”

“เอะ ก็เพิ่งล้างไปไม่ใช่เหรอ”

“หลายเดือนแล้ว นี่มันก็ไม่เย็นมาสามสี่วันแล้ว”

“พรุ่งนี้น้าไม่อยู่ไปต่างจังหวัดสามสี่วัน ไว้กลับมาจะจัดการให้ ถ้าร้อนมากนักจะไปนอนห้องน้าก่อนก็ได้”

“แล้วจดหมาย”

“เดี๋ยวจะแวะส่งให้ ไปนอนเถอะ”

มาณญ่า เดินออกมา พอกลับเข้าไปถึงห้องแล้วจึงนึกได้ว่า มะรืนนี้เธอก็มีนัดไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนเหมือนกัน แล้วใครจะเฝ้าบ้านกันละทีนี้ หรือจะโทรไปยกเลิก

เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะเปิดจดหมายของเจิดจันทร์อ่าน ไม่ยาวมาก แต่ก็ทำให้เธอยิ้ม เจิดจันทร์จะมากรุงเทพฯ ดีเลย เธอจะให้เจิดจันทร์เฝ้าบ้านให้เสียเลย แล้วรอยยิ้มของเธอก็กลายเป็นบึ้งเมื่อไล่อ่านมาจนถึงข้อความที่ว่า

เห็นคุณแสนเมืองบอกว่า เธอจะเขียนนวนิยายแข่งกับเขาเหรอ เป็นไปได้ยังไง แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ขอเชียร์ และรับเป็นที่ปรึกษานะ ^--^

นายแสนเมืองนั่น ติดต่อกับเจิดจันทร์ด้วยเหรอ  ตั้งแต่เมื่อไหร่ สนิทกันมากแค่ไหน...แปลกที่เธอมีความรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง นายนั่นจะแย่งเจิดจันทร์ เพื่อนของเธออย่างนั้นหรือ?

[/font][/size]


2
6. buddy / หนึ่งลิปดา / อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (2)
« เมื่อ: กันยายน 30, 2016, 11:40:16 AM »


My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๒

 

 
 เจิดจันทร์เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ เธอสวมชุดนอน แล้วเปิดประตูห้องนอน ไปยังห้องสมุดที่อยู่ติดกัน เธอมองกล่องหนังสือขนาดย่อม ที่วางอยู่บนโต๊ะใน ความจริงมันน่าจะมาถึงตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่มันเพิ่งจะถึงตอนบ่ายวันนี้เอง สาเหตุก็คงเป็นเพราะ คนส่งลืม 

เธอวาดภาพได้เลยว่า มันคงจะถูกทิ้งค้างเอาไว้ที่หลังรถของเขาเป็นนาน  เพราะเธอรู้ดีว่าใครเป็นคนจัดการเรื่องการส่งหนังสือให้เธอ เพราะมานญ่าบอกอยู่แล้วว่า ให้ รัฐภูมิ น้าชายเป็นคนจัดการ

ถ้ามาถึงช้าแสดงว่าน้ารัฐ ลืมนะ ไม่ใช่ฉันช้าเอง อยากต่อว่า ก็เชิญโทรไปหาน้ารัฐเอง

มาณญ่าเคยบอกมาอย่างนี้ แต่เธอไม่กล้าหรอก แค่เขาเป็นธุระจัดส่งมาให้ก็นับว่าดีแล้ว มาณญ่านั้นให้ซื้อน่ะได้ แต่จะให้ส่ง ไม่มีทาง ทั้งๆ ที่เธอก็เคยแนะนำแล้วนะว่า

“ซื้อเสร็จก็ส่งไปรษณีย์ที่งานเลยก็ได้”

แต่คำตอบก็คือ

“ไม่ ฉันชอบซื้อหนังสือมาชื่นชม แม้ไม่อ่าน ฉันก็จะเปิดๆ ดู แกมีหน้าที่คอยรับ ก็คอยไปเถอะ” 

แต่การส่งหนังสือนั้นมันมีมากหลายครั้งในหนึ่งปี และเธอก็นึกขอบคุณเขา ที่ยังเป็นธุระจัดส่งให้

 ปีใหม่เธอยังเคยทำการ์ดขอบคุณด้วยมือตัวเอง ฝากมานญ่าส่งให้เขา แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบอะไรกลับมา ซึ่งเธอก็ไม่รู้แน่ว่า เป็นเพราะมานญ่าลืมหรือเปล่า  แต่ก็ไม่น่าจะลืมหรอก คงเป็นเพราะเขาไม่สนใจมากกว่า หรือไม่อย่างนั้นมานญ่าก็อาจจะแค่เอาไปวางไว้ในห้องเขา หรือที่โต๊ะทำงานของเขา และเขาเองก็คงไม่สนใจจะเปิดดูก็ได้

ในตอนแรกๆ เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่า เขาจะสนใจแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยจะเห็นเขาจะตอบรับอะไรกลับมา ในเมื่อเขาไม่สนใจ เธอก็คิดอย่างไม่สนใจเหมือนกันว่า ส่งไปให้แล้วก็แล้วไป ถึงรอบใหม่ก็ส่งไปใหม่เท่านั้น

แต่ก็มีที่ปีที่แล้ว เธอนึกตลกขึ้นมาส่งการ์ดไปให้เขา แต่ทำเหมือนกับว่าส่งผิด ราวกับส่งไปให้แฟนตัวเองแต่ใส่ซองผิด ครั้งนี้เธอได้การ์ดนั้นกลับมาในกล่องหนังสือ พร้อมกับโน้ตในกระดาษเล็กๆ ธรรมดาว่า 

ถ้าเป็นของผม ให้ส่งกลับไปใหม่

ก็แสดงว่าเขาเปิดอ่านเพียงแต่ไม่ตอบกลับ และเธอก็ไม่คิดที่จะส่งการ์ดแผ่นนั้นกลับไปใหม่ เธอไม่เคยพูดเรื่องนี้กับมานญ่า และมานญ่าก็ไม่ได้พูดถึง แสดงว่าเขาคงไม่ได้พูดให้มานญ่าฟังเหมือนกัน ความคิดแผลงๆ นั้นไม่เกิดกับเธออีก เพราะรู้แล้วว่า ที่ผ่านมาเขาเปิดอ่านเพียงแต่ไม่สนใจจะตอบรับอย่างใด

เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่า เธอคิดยังไง แต่เพราะเขาเป็นคนที่มานญ่าเอ่ยถึงบ่อย มันก็ราวกับว่าเธอรู้จักเขาดี  แต่เวลามานญ่าโวยเรื่องผู้หญิงของเขาให้เธอฟังมากๆ เธอก็ส่ายหน้าเหมือนกัน

 เธอเคยเห็นน้าชายของมานญ่าครั้งเดียว ตอนวันรับปริญญา ซึ่งวันนั้นก็วุ่นวายเต็มไปด้วยญาติของเธอ และท่าทางเขาจะรีบร้อนไปไหนสักแห่ง แต่มานญ่าก็สามารถดึงเธอให้ไปถ่ายรูปร่วมกับเขาได้ แต่ตอนนั้นเจิดจันทร์ก็รูหรอกว่า เขามองไม่เห็นเธอ แต่ก็ตามใจหลานสาว ถ่ายรูปกับมาณญ่าได้สองสามรูปก็กลับไป มาณญ่าก็ไม่ได้แสดงอาการอินังขังขอบแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีเพียงน้าชายมาในวันรับปริญญาแบบแป๊บๆ จับกลุ่มเฮไหนฮานั่น กับเพื่อนคนอื่นๆ เอาเสียเลย  หากใครไม่รู้จัก อาจจะคิดว่าความผูกพันธ์ในครอบครัวของมาณญ่าคงจะหลวมทีเดียว แต่เธอรู้ว่าไม่เป็นอย่างนั้น  มาณญ่ามีญาติพี่น้องไม่มาก แต่ทุกคนต่างดูแลซึ่งกันและกัน และใช้เวลาที่เจอกันอย่างดีที่สุด เธอไม่เคยเห็น มาณญ่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรเลย ตั้งแต่รู้จักกันมา


เจิดจันทร์เปิดกล่องที่มีหนังสือสิบกว่าเล่ม แล้วบันทึกชื่อหนังสือทุกเล่ม และราคาไว้ในสมุดบันทึก  ก่อนที่จะมานั่งมองหนังสือแต่ละเล่ม เธอเป็นคนอ่านหนังสือ ที่ชอบไล่อ่านไปตามประเภท หากเป็นนวนิยายก็จะไล่อ่านเป็นแนวๆ ไป และต้องรวบรวมรายชื่อหนังสือของนักเขียนแต่ละคนให้ครบ แล้วก็เริ่มทยอยอ่าน เธอไม่ชอบอ่านที่ข้ามไปแนวโน้นแนวนี้ หนังสือนวนิยายสำหรับเธอจะจัดเอาไว้เพียงสี่ห้าหมวดเท่านั้น และหนังสือที่ส่งมารอบนี้ ก็เป็นเล่มที่เธอสั่งให้มาณญ่าซื้อเป็นส่วนมาก

 เมื่อเสร็จจากการบันทึกแล้ว เธอก็หยิบหนังสือแต่ละเล่ม มามองดูปก เปิดอ่านคำนำ ไปทีละเล่ม ก่อนจะเอาทั้งหมดมาวางเรียงกัน มองขนาดหนังสือ แยกแนวเรื่องแต่ละเล่ม แล้วเริ่มลงวางแผนการอ่านเอาไว้สำหรับหนังสือลอตนี้

มานญ่า เคยหัวเราะที่เห็นเธอทำแบบนี้

“หนังสือแต่ละเล่ม ให้อรรถรสที่แตกต่างกัน บางเล่มแม้จะบางแต่ก็อ่านยาก ถ้าจะวางแผนโดยการใช้จำนวนหน้ามาวัดอย่างนี้ ไม่แย่เหรอ”

“ก็การวางแผน อย่างนี้มันง่ายนะสิก็ใช่ว่าฉันจะเถรตรง เอาตามนี้ตลอดไม่ปรับเปลี่ยนเสียหน่อย”

เธอเถียง และยังมีความเชื่อว่า การเลือกอ่านหนังสือในแนวเดียวกันหลายๆ เล่ม สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะซึมซับแนวนี้ เข้าใจแนวนี้ และอ่านแนวนี้ได้ง่ายในเล่มต่อๆไป  ซึ่งก็คล้ายกับการอ่านหนังสือของนักเขียนคนเดิมให้ครบเซ็ท จะช่วยให้เรามองเรื่องที่อ่าน คุ้นสไตล์การเขียน และช่วยให้เราอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น

หนังสือมักจะมีรูปแบบที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกันนัก ถ้าเข้าใจแล้ว ก็จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น เข้าใจมากขึ้น เหมือนกัน 

เมื่อจัดหนังสือเสร็จเจิดจันทร์ ก็กลับไปที่ห้องนอน เข้าไปล้างมือ แล้วก็ออกมาหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ไปนั่งที่เก้าอี้โยกข้างหน้าต่าง ช่วงเวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนส่วนตัวของเธอ หลังจากที่ทั้งวันเธอจะคอยดูแลคุณย่า ทำอาหาร พูดคุย อ่านหนังสือให้ท่านฟัง มันเป็นการใช้ชีวิตในบ้านหลังโต อย่างสงบแล้วเป็นไปตามตารางเวลา ในตอนกลางคืนคุณย่าจะมี ป้าละไม คอยดูแลนอนเป็นเพื่อน มีอะไรก็จะโทรขึ้นมาบอกเธอได้ ทำให้เธอเป็นอิสระ ไม่ต้องห่วงอะไรมากมาย

เจิดจันทร์ใช้มือเปิดม่านหน้าต่าง มองดวงจันทร์ที่เหมือนจะลูกโตกว่าทุกวัน แสงนวลยวนตาทำให้มองเห็นต้นมะม่วงข้างนอกได้ชัดเจน มะม่วงกำลังออกดอกส่งกลิ่นรวยริน เมื่อวานฝนตก คุณย่าบอกว่าเป็นฝนชะดอกมะม่วง ก็ดีไปสำหรับธรรมชาติที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าภาวะโลกร้อนกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึง 

 เธอชอบคืนพระจันทร์เต็มดวงผิดกับมาณย่าเพื่อนสนิท ที่แม้จะเป็นสนุกสนานชอบอ่านนวินยายรักกลับไม่ชอบ

"แกเอ๊ย พระจันทร์ดวงโตนะน่ากลัวจะตาย มันให้ความรู้สึกเหมือนมนุษย์หมาป่า แปลงร่าง อยู่ดีๆเกิดมีหน้าผู้หญิงในพระจันทร์ยิ้มแยกเขี้ยวเลือดไหลมุมปากมองมา ตายพอดีละฉัน"

เจิดจันทร์ยิ้มนิดๆ  เมื่อคิดไปถึงเพื่อนสนิทคนนี้ มาณญ่าไม่ชอบอ่านนวนิยายที่เจ้าตัวเรียกว่า หนักๆ  ไม่ชอบดูหนังที่สกปรก และสกปรกของมาณญ่าคือ พวกหนังตื่นเต้นที่เลือดสาด อยู่ในฉากอะไรก็ตามที่รกสกปรกเก่าร้าง หรือแนวซอมบี้สกปรก มาณญ่ามักจะหลีกเลี่ยง แล้วก็พูดขำๆ ว่า

“ไว้ฉันอยากจิตตกเสียก่อน ค่อยจะดู”

 
เจิดจันทร์ยังมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง จึงก้มมามองหนังสือในมือ หน้าปกเป็นรูปพระจันทร์ ดวงโตที่สาดส่องโบสถ์รกร้างแห่งหนึ่ง

รหัสรัก ลาติน โดยแสนเมือง เล่มนี้เธอไม่ได้สั่งซื้อ และมาณญ่าก็ไม่ได้ส่งมาให้ แต่เป็นเจ้าตัวคนเขียนเองส่งมาให้เธอ

แสนเมืองเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เรียนสถาปัตย์ ไม่ค่อยจะถูกกับมาณญ่านัก  เธอไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร เพราะไม่ได้สนิทสนม กับแสนเมืองมากมายเป็นพิเศษ เพียงเคยเจอกันที่ห้องสมุด คุยกันบ้างเกี่ยวกับหนังสือ เธอไม่เคยคิดว่าแสนเมืองจะเป็นนักเขียน ดูเหมือนว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นเล่มที่สองของเขาแล้ว ที่เขียนต่อเนื่องกัน เป็นเรื่องแนวสืบสวน

"คนที่จะช่วยขัดเกลานักเขียนได้ดีที่สุด ก็คือนักอ่าน อยากให้คุณจ๋า อ่านช่วยดูข้อบกพร่องให้ด้วย โดยเฉพาะเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร  เพราะเล่มนี้เน้นความรักมาเกี่ยวด้วย พอจะสมเหตุสมผลไหม ขอบคุณครับ"
ปล. ผมมอบหนังสือเล่มนี้ให้คุณมานย่าด้วย 



เจิดจันทร์ยิ้ม เมื่อเขาบอกว่า ส่งหนังสือเล่มนี้ให้มาณญ่า เพราะมาณย่าโทรมาคุยกับเธอแล้วว่า

ห่วยแตก  นี่พูดกันเฉพาะเราสองคนนะยัยจ๋า เพราะความจริงแล้วฉันเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพ และไม่ควรใช้คำพูดนี่กับหนังสือเล่มไหน เพราะฉันเคารพคนเขียน ให้กำลังใจคนเขียนเสมอ แต่เรื่องนี้ ฉันพอใจจะใช้คำนี้ เพราะไม่ชอบหน้านักเขียนเป็นส่วนตัว เรื่องนี้นะถ้าจะเขียนเป็นแนวสืบสวนก็แค่เกรดซีและหากจะให้เป็นแนวโรมานซ์ซัสเพน ต้องเอากลับไปเขียนใหม่ จู่ๆ คนสองคนมารักกันได้ยังไง ตัวละครแค่ปิดป้ายว่านี่พระเอก นี่นางเอก แล้วต้องรักกันจบรึไง ถ้ามันจะขี้เกียจเขียนขนาดนั้น ทำไมไม่รออ่านคนอื่นเขาเขียน (วะ) 


เธอก็ไม่รู้ว่า ความไม่ชอบหน้าของคนทั้งคู่มันเริ่มจากอะไร แต่ก็รู้ว่า มันก็มีมาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยก็ว่าได้ 

เจิดจันทร์มองหน้าปก แล้วก็เปิดเข้าไปด้านใน มองดูชื่อคนแต่ง สำนักพิมพ์ แล้วก็ขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่สองแล้ว ในเวลาห่างกันแค่เดือนเดียว หนังสือหากได้พิมพ์ซ้ำก็ถือว่า อยู่ในความนิยมระดับหนึ่งแน่ๆ แต่ทำไมเจ้าตัวเพิ่งจะส่งมาให้เธอ 

แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เจิดจันทร์เดินไปหยิบมือถือขึ้นมา เห็นชื่อคนโทรมาแล้วก็อมยิ้ม

“สวัสดีค่ะ ถ้าจะถามฉันเพิ่งจะเปิดหน้าแรกเองค่ะ”

เสียงหัวเราะ ของแสนเมืองดังขึ้นมาก่อนที่จะบอกว่า

“ผมแค่อยากรู้ว่า หนังสือถึงมือแล้วยังเท่านั้นเองครับ”

“ถึงแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ที่ส่งมาให้”

“ผมอยากให้คุณจ๋าช่วยอ่าน แนะนำด้วยครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป”

“เอ ดูเหมือนมาณญ่าจะบอกว่า คุณมอบให้ด้วยนี่”

แสนเมือง ตอบกลับมาด้วย น้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า

“รายนั้นบอกว่าห่วยแตก ครับ”

ฟังจากน้ำเสียง เจิดจันทร์ก็ไม่คิดว่า แสนเมืองจะโกรธเคืองอะไร เธอยังไม่ได้ให้ความเห็นอะไร เขาก็พูดต่อว่า

“ไม่รู้ว่า ผมไปแหย่เขาก่อนหรือเปล่าถึงได้บอกมาแบบนี้ แต่บังเอิญว่าผมเป็นนักเขียน ที่ค่อนข้างจะเลือกคนวิจารณ์เหมือนกันว่า มีกึ๋นแค่ไหน มีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านแค่ไหน เลยไม่ค่อยจะสนใจอคติส่วนตัว แต่ก็รอความเห็นคุณจ๋าอยู่นะครับ”

อัตตาของนักเขียน   เจิดจันทร์นึกขำแต่ก็ตอบไปว่า

“ถ้างั้นฉัน จะพยายามไม่อ่านให้ออกไปทางเดียวกับมาณญ่าค่ะ แล้วจะเขียนไปบอกนะคะ”

เจิดจันทร์วางกดสายทิ้งก่อน บางคนอาจจะนึกว่าเธอเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ค่อยจะโต้แย้งกับใคร แต่เจิดจันทร์ก็รู้ตัวเองดีว่า จริงๆ แล้ว เธอไม่ค่อยจะแคร์ใครนักหรอก หากทำให้ได้ก็ทำ แต่ถ้าทำให้ไม่ได้เธอก็ไม่อิดออดที่จะปฏิเสธทิ้ง หันไปใส่ใจกับชีวิตของเธอเองมากกว่าคนอื่น...มานญ่ารู้ดีในเรื่องนี้

คนบางคน ทำบางอย่าง ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่ออัตตาของตัวเอง  เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่า ระหว่างเงิน และอัตตา อันไหนจะสร้างความหายนะได้มากกว่ากัน...แต่เธอคิดว่า ทำลายเงิน นั้นมันง่ายกว่าทำลายอัตตาของคน

เราตีค่า งานเขียนของเขาได้ แต่ไม่ควรจะตีค่า ความเป็นตัวของเขาเองจากตรงนั้น  เธอไม่เชื่อว่า งานเขียนมันจะบ่งบอกถึงตัวคนเขียนเสมอไป สำหรับนักเขียนบางคนอาจจะใช่ แต่สำหรับบางคน ฉลาดนัก ที่จะเขียนในสิ่งที่ตรงข้ามกับตัวเอง

ก็เหมือนกับการอ่านนั้นแหละ เราจะไปตีค่าคน เพราะหนังสือที่เขาอ่านไม่ได้หรอก ในเมื่อมันเป็นเรื่องของรสนิยม  ยิ่งมีการทำการตลาดโฆษณาชักชวนให้อ่าน ก็ยิ่งเฮโลกันไป ถ้าชอบก็ดี ถ้าไม่ชอบก็คงเซ็ง แต่อย่างน้อยก็คงจะพูดได้ว่า ฉันอ่านแล้วเล่มนั้น

แต่ถ้าเล่มนี้ มันห่วยแตก ในความคิดเห็นของเธอ  เธอก็จะบอกกับแสนเมืองเป็นการส่วนตัวจริงๆ  ไม่คิดจะเขียนบอกใครที่ไหนว่า นี่คือความเห็นส่วนตัว แต่อวดสาธารชนไปหมด!


 
[/font][/size]

3
อา...อาชีพ ออกแบบสิ่งทอ
ลายผ้า  ผ้าพิมพ์
อาชีพที่น่าสนใจ เก๋ไก๋มาก
ทำให้ได้นะ น้องรี
ความฝันนี้ น่าสนใจ
เชียร์ค่าาาาาา
^--^


4
6. buddy / หนึ่งลิปดา / อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (1)
« เมื่อ: กันยายน 09, 2016, 02:26:03 PM »
 

My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๑
หวัดดียัยจ๋า
ฉันเพิ่งกลับมาถึง
ได้ข่าวว่าแกเป็นไข้หวัดใหญ่เหรอ
ไม่ไปเยี่ยมหรอกนะ
เพราะกลัวติดหวัด
คงนอนซมเลยสิท่า
น่าสงซ้านสงสาร อิ อิ

มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง
ฉันไปเจอนายแสนที่งานหนังสือด้วยล่ะ
แกเอ้ย! น่าหมั่นไส้(อิจฉา)เป็นบ้า
คนอ่านนี่รุมเชียว
เพราะนายนั่นเขาไปแจกลายเซนต์
ทำเอาฉันเซ็งไปเลย
เพราะแหวกคนเข้าไปโกยหนังสือลดราคาไม่ได้

แต่แกไม่ต้องห่วง เรื่องหนังสือที่แกบอกให้ซื้อ
ของ เฮอร์มานน์ เฮสเส น่ะ
อยู่คนละบูธกัน ได้มาครบชุดที่เขาแปลเลย
แต่ให้ตายเถอะ แกสั่งซื้อหนังสืออะไรของเแกวะ
ท่าทางมันจะอ่านยากจัง
แล้วฉันจะส่งไปให้แกนะ
เอะ...หรือฉันจะลองอ่านก่อนดี
ก็ตอนนี้แกเป็นหวัด จะอ่านอะไรได้ล่ะ
น่าสงซ้านสงสารอีกนิ
แค่นี้นะ ^--^

มานญ่า

ปล. ถ้าฉันอารมณ์ดี
ฉันอาจจะอ่านแล้วเขียนเล่าให้แกฟังก่อนก็ได้
เดี๋ยวแกค่อยอ่านใหม่ ให้มันคุ้มกับเงินที่ซื้อหน่อยฮ่าๆๆ


มานญ่า พับครึ่งจดหมายฉบับนั้นสองชั้น ก่อนที่จะจุดไฟแช็ก จ่อเปลวที่ขอบกระดาษ หญิงสาว
เอียงกระดาษให้เปลวไฟลุกไหม้รอบๆขอบทั้งหมดโดยไม่ให้เปลวไฟแรงนัก และเมื่อเอียงด้านโน้น
ด้านนี้เพื่อเป็นแนวให้เปลวไฟไหม้จนรอบแล้ว เธอก็สะบัดกระดาษในมือพรึบ เปลวไฟดับ
ควันน้อยๆกรุ่นขึ้นมา มานญ่าใช้มือถูปัดส่วนทีไหม้เป็นสีดำออกจนเหลือแต่ขอบไหม้สีน้ำตาล
ก่อนจะบรรจุมันลงไปในซองจดหมาย ที่จ่าชื่อผู้รับไว้อย่างเรียบร้อยแล้วว่า

เจิดจันทร์  เพียงแสงเพ็ญ

 แต่เมื่ออ่านชื่อนั้นซ้ำอีก มานญ่าก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้เหมือนทุกครั้ง
“เกิดวันพระจันทร์เต็มดวงเหรอ”
 เธอเคยถามตอนที่เจอครั้งแรกกันวันรับน้องที่มหาวิทยาลัย เจิดจันทร์ พยักหน้ารับอย่างเรียบร้อย
จากวันนั้นทั้งเธอและเจิดจันทร์ก็กลายเป็นคู่หูที่แตกต่าง เพราะเจิดจันทร์ นั้นช่างเรียบร้อยใจเย็น
เหมือนชื่อ รุ่นพี่ต่างเรียกทั้งคู่ให้สอดคล้องกันว่า ย่ามาร และยายจันทร์

แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องอุปนิสัยใจคอ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอและยายจันทร์เหมือนกันก็คือ การเป็น
คนชอบอ่านหนังสือ และแข่งกันอ่านบ่อยๆ แต่ในความชอบอ่านก็ดันมีสิ่งที่แตกต่างกันอีกนั่นแหละ
เมื่อเธอชอบอ่านนวนิยายรักประเภทโรมานต์ หรืออะไรๆ ที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ และเต็มไปด้วยจินตนาการ
 แต่ดุจจันทร์จะอ่านหนังสือประเภทที่ให้ความรู้ลึก ออกแนวปรัชญา หรือประวัติศาสตร์ หากจะหยิบ
หนังสือนวนิยายมาอ่านไม่พวกคลาสสิก ก็ต้องเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์แบบฮาร์ดคอทีเดียว

ก็เหมือนอย่างนี้  เจิดจันทร์บอกให้เธอซื่อหนังสือชุดของเฮสเส ส่งไปให้ เพราะเมื่อเรียนจบเจิดจันทร์
ก็กลับไปทำงานที่บ้านเกิด เป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมักจะโอดให้เธอฟังเสมอว่า

“ฉันไม่เข้าใจเลยว่า งบประมาณหนังสือห้องสมุดทำไมมันถึงได้น้อยอย่างนี้ หนังสือแต่ละเล่มก็เก่าแสนเก่า
หนังสือที่ให้ความรู้แต่ดันมีราคาแพงก็สั่งให้ใส่ตู้ ไม่ยอมให้อ่านง่ายๆเสียนี่”

เพราะเธอ เป็นคนไม่คิดอะไรมาก เลยแนะนำเพียงสั้นๆว่า

“ถ้าแกไม่ชอบก็ หนึ่งลาออก สองเงินเดือนทุกเดือนของแกซื้อหนังสือบริจาคเข้าห้องสมุดซะ”

สมัยเป็นนักศึกษา เธอและเจิดจันทร์เคยไปออกค่ายสร้างห้องสมุดเพื่อน้อง เคยทำหนังสือไปขอรับบริจาค
จากสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่มีหนังสือค้างสต๊อก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่โดยตำแหน่งบรรณารักษ์
โรงเรียนแล้ว ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือเปล่า เธอจึงไม่ได้แนะนำให้เจิดจันทร์ทำ เพราะหากได้ เพื่อนของเธอ
ก็คงทำไปแล้ว แต่ในที่สุดเจิดจันทร์ ก็ลาออกจากงานไปอยู่บ้านเฉยๆ จะเรียกว่าเฉยๆ ก็คงจะไม่ได้ เพราะ
มีหน้าที่ดูแลคุณย่าที่อายุมาก ส่วนคุณปู่นั้นเสียไปหลายปีแล้ว ความที่คุณพ่อของเจิดจันทร์เป็นลูกชายเพียง
คนเดียวและมีธุริกจที่ต้องทำมากแม่ก็ต้องช่วยดูแลธุรกิจด้วย เจิดจันทร์จึงต้องถูกเรียกตัวกลับไปดูแลคุณย่า
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการกลับไปดูแลเปล่าๆหรอกนะ เพราะเจิดจันทร์นั้นได้รับเงินในหน้าที่หลานกตัญญูเดือนหนึ่ง
ก็สมกับใบปริญญาเหมือนกัน

ฟังดูก็น่าอิจฉา แต่มานญ่าก็คิดได้ว่า หากให้เปลี่ยนกัน เธอคงไม่เอาเหมือนกัน เธอไม่เคยดูแลคนแก่ ปู่ย่า
ตายายของเธอเสียชีวิตหมดแล้ว พ่อกับแม่ก็แข็งแรงดูแลตัวเองได้ เรียนจบเธอจึงไม่ได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัด
แต่อาศัยอยู่กับน้าชายที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองอย่างที่เรียกได้ว่ากำลังรุ่ง มีสาวๆ ติดกรอ น้ารัฐภูมิอายุมากกว่า
เธอเพียงหกปี เวลาไปไหนมาไหนกับเธอไม่เคยแนะนำตัวว่าเป็นน้าหรอก มักจะบอกว่าเป็นพี่ ก็ไม่ถือว่าเป็นการ
โกหกสักเท่าไร เพราะจริงๆ แล้วน้าภูมิ ก็ถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ของเธอ เพราะจบมหาวิทยาลัยเดียวกัน

มานญ่ากำลังจะขยับไปเปิดเอาถุงที่บรรจุหนังสือที่ซื้อมาออก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงถามมาว่า

“เผากระดาษอีกแล้วเหรอยยัยมาร”

“ดับแล้วค่ะ”เธอตะโกนกลับไป

“อีกสามสิบนาทีลงไปข้างล่างนะ คุณปานเขากลับมาจากโตเกียวมีอะไรมาฝากเราด้วย”

น้าชายสั่งแค่นั้น มานญ่าก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากไป  เธอเลยยิ้มนิดๆ ในบรรดา ผู้หญิงที่มาติดพันน้าภูมิ
เห็นทีจะมีคุณปานวาดนี่แหละ หมั่นเอาของฝากให้เธอเสมอ  เธอไม่ได้ชื่นชมของฝากที่ให้หรอก แต่ก็
คิดว่าอย่างน้อยก็มีน้ำใจ

หญิงสาวเอาหนังสือแต่ละถุงออกมา เขียนชื่อจดราคาที่ซื้อลงในสมุดบัญชี เธอทำอย่างนี้เสมอเมื่อไปซื้อหนังสือ
อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า เธอซื้อมันไปเท่าไหร่ จะเรียกได้ว่าเธอเป็นคนรอบคอบก็อาจจะเรียกอย่างนั้นก็ได้
เพราะหนังสือเหล่านี้หากอ่านหมดหรือเบื่อ หรือเปลี่ยนไม่อยากอ่าน เธอก็จะนำมันใส่ถุง ไปไว้ที่รถน้าชาย
พร้อมกับบอกว่า

“เอาไปไว้ที่ห้องหนังสือที่ทำงานน้าภูมินะ แล้วจะเขียนเบิกทีหลัง”

“แล้วมันเรื่องอะไรถึงต้องมาเบิกที่บริษัทฉันวะ”

“อ้าว ไม่ดีเหรอ ญ่าไปซื้อหนังสือให้นะ ไม่ต้องไปเดินดูเอง”

“บริษัทมีแต่ผู้ชาย ไม่มีใครเขาอ่านนวนิยายน้ำเน่าเพ้อเจ้ออย่างนี้ ส่งไปให้เพื่อนเราโน่น”

“เขาไม่อ่าน”

“อ้าว เห็นซี้กันส่งหนังสือไปให้กันบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ” น้าภูมิจะท้วงขึ้นมา

ก็เพราะความที่เธอขี้เกียจนี่แหละเลยต้องฝากน้าชายไปส่งหนังสือให้บ่อยๆ เลย พอรู้ว่าเธอมีเพื่อนอ่าน
หนังสือเหมือนกัน  แต่น้าภูมิก็ไม่ได้ไปส่งเองหรอก ให้เด็กที่บริษัทไปส่งให้อีกต่อ

มานญ่า เอาบิลค่าหนังสือทั้งหมดใส่ไว้ในกล่องกระดาษเล็กๆ แล้วลุกขึ้น เก็บถุงพลาสติกที่ใส่หนังสือมา
ที่เรี่ยราดเต็มห้อง เธอเลือกถุงที่สวยน่าดูเก็บเอาไว้ แต่ที่เป็นพวกถุงพลาสติกธรรมดาอย่างที่เรียกว่าถุงก็อบแก็บ
เธอจะทิ้ง แต่เมื่อหยิบถุงสีน้ำเงินใบหนึ่งขึ้นมา มานญ่าก็ขมวดคิ้วเพราะมันหนัก แสดงว่ายังมีหนังสืออีกเล่มค้าง
อยู่แน่  เธอหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา พออ่านชื่อเรื่องก็ออกจะงงๆ เพราะไม่คุ้นว่าตัวเองได้ซื้อ หนังสือเล่มหนา
 ปกออกสีเขียวเข้มไล่ไปถึงดำ ตัวหนังสือสีเหลืองทองเขียนเอาไว้ว่า

รหัสรัก:ลาติน


เกี่ยวกับสืบสวนเหรอ?   เธอถามตัวเอง แต่ก็มั่นใจว่าเธอไม่ได้ซื้อเล่มนี้ แต่เมื่อเห็นชื่อคนแต่งก็ต้องเม้มปาก
เล็กน้อย ไม่คนขายยัดเยียดใส่ในกองหนังสือเธอตอนรอคิวจ่ายเงิน ก็ต้องมีการผิดพลาดที่คนรับฝากของล่ะ?
เพราะน้าชายไม่ได้ไปด้วย การไปซื้อหนังสือของเธอจึงต้องทยอยไปฝากที่เคาน์แตอร์รับฝาก คนรับฝาก
อาจจะหยิบถุงนี้เกินมาให้เธอก็ได้ ก็เธอเห็นว่าช่องรับฝากนั้นมันแน่เอียดที่เดียว อีกอย่างเธอไม่คิดจะซื้อ
หนังสือเล่มนี้แน่นอน ให้ฟรีๆก็ยังไม่คิดอยากได้ แต่เมื่อเปิดเข้าไปด้านในก็เห็นลายมือเขียนเอาไว้ว่า

สำหรับมานญ่า
อ่านซะ เผื่อรอยหยักในสมองจะเพิ่มขึ้น
แสนเมือง



มานญ่าตาลุกวาบ โยนหนังสือเล่มนั้นลงพื้นทันที    บังอาจมาก นักเขียนกระจอกๆ อย่างนี้ มันเรื่องอะไร
ฉันจะอ่าน อย่างมากก็ไปลอกเลียนฝรั่งเขามาเขียน จ้างก็คิดไม่เป็นหรอก  ...

มานญ่าคงจะนึกด่าทอในใจต่อ หากเสียงโทรศัพท์ของเธอจะไม่ดังขึ้น พอรับเสียงรัฐภูมิก็ดังขึ้นว่า

“ลงมาได้แล้ว”

 



(รอบนี้จะเอาให้จบ!!!!)


5
 
...คุยให้ฟัง...

อ่านรัก ด้วยหัวใจ ...

เรื่องนี้ดองเอาไว้นาน
ไปดูวันที่จากไฟล์แก้ไขเก่าสุด ดูเหมือนจะเป็นวันที่ 6/3/2552 เวลา 10.05
เมื่อก่อนเขียนนวิยายจะไม่ได้กำกับวันที่เริ่มโครงการเอาไว้
ตอนหลังจะเขียนเรื่องอะไร จะเขียนกำกับเอาไว้แล้วค่ะ
เพราะถ้าเป็นไฟล์เวลาเราเขียนเพิ่มหรือแก้ เซฟใหม่มันก็จะเป็นวันที่่ล่าสุดที่แก้ไข

เรื่องนี้เคยเขียนลงแรลลีไหนจำไม่ได้แล้ว เห็นวันที่จากไฟล์ เป็น  16/10/2555 แต่ไม่จบค่ะ
อย่ากระนั้นเลยกลัวว่าตัวละครจะไม่ได้เกิด เลยเอาไปใส่ไว้ในนวนิยาย
ชุดเขียนรักนักเขียน (ขีดเส้นใต้ไม่ใช่แค่รัก  พรรักจากพระจันทร์  เส้นรักลายหัวใจ)
ซึ่งชุดนั้นก็ตั้งใจเอาไว้เหมือนกันค่ะว่า จะต้องมีสักบทในเรื่องที่เราเขียนไม่จบใส่เอาไว้
แล้วเรื่องอ่านรักด้วยหัวใจ ก็ได้เอาไปใส่ไว้ในเรื่อง เส้นรักลายหัวใจ ค่ะ

เขียนได้ประมาณ 10 หน้าเองมัง เมื่อเคยลงแรลลีมาก่อน
และแรลลีก็เคยเป็นบ่อเกิดนวนิยายชุดเขียนรักนักเขียน
ที่พี่ฟีเขียนจบในแรลลี 9  คือเรื่องของพยศกับวนัสสา
มารอบแรลลีที่ 21 นี้
พี่ฟีก็อยากจะเอา  อ่านรักด้วยหัวใจ  ให้จบในแรลลีด้วย
ตั้งใจมาก และจะต้องทำให้ได้ แม้ว่าตอนนี้จะติดพันในการเขียน
เรื่อง เปลวรักแสงระวี อยู่ก็ตาม!!!!

ความตั้งใจในการเขียนเรื่องนี้
จะมีกรอบในรูปแบบการเขียนคือ
เป็นจดหมาย / เป็นซีนแยกต่างหาก / มี pov ของตัวละครสำคัญสลับกัน
ธีมของเรื่อง...
จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ทัศนคติในความรัก โดยผ่านหนังสือซึ่งจะใช้นวนิยายเป็นหลัก
พระเอกนางเอกในเรื่องจะใช้ หนังสือ เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้สึกระหว่างกัน
ความรัก เป็นเสมือนการเดินทางอย่างหนึ่ง ที่คนที่ต้องการเดินทางไปกับความรู้สึกนี้
จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมค่ะ ^--^

ความยาวของเรื่อง ก็อยู่ที่ 120 หน้าเอสี่ พ้อยต์ 14 นี่ล่ะ ^--^
ตั้งใจจะโพสทุกวันศุกร์ค่ะ  หลีกทางให้บัดดี้ห้องโพสวันอื่น  ^--^
จะเขียนได้มาก ได้น้อย ก็จะโพส
และเมื่อตั้งใจจะให้มันจบ ก็ต้องจบให้ได้
กระตุ้นตัวเองสุดฤทธิ์ สุดเดชค่ะ
มาเป็นกำลังใจให้พี่ฟีด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
^--^

6
6. buddy / หนึ่งลิปดา / มาๆๆๆ เขียนให้จบ ^--^
« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2016, 05:00:31 PM »
ฮ่าๆๆๆ  กว่าจะหายูสเซอร์ กับ พาสเวิร์ดเจอ เล่นเอาเสียนาน

ห้องนี้เหมือนจะครองแชมป์ การเขียนนาน ^--^

แต่แรลลีนี้ตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่า จะต้องเขียนให้จบ

จะโพสทุกสัปดาห์ค่ะ 

มาติดตามกันได้เลยนะคะ

หนึ่งลิปดา โพสแล้ว

buddy ก็ต้องมา โพสเรื่องของตัวเองตามนะคะ

มาท้าแข่งบัดดีของเรานี่ล่ะ  กันเองดี

อยู่ตัวเมื่อไหร่ จะไปท้าแข่งห้องอื่น

เอาไหม buddy

 ^--^


7
ผักกาดดดดดด
ยายเราโดนผีหลอกอะ
งวดที่แล้วมาบอกหวยก็ไม่ถูก หลอกอยู่เรื่อยเลย
ไปปราบให้หน่อยดิ!


... จุ๊ จุ๊ เค้า เจิดจ้า บัดดี้ตัวเองไง

8
อา...พี่เจิดรักเด็กค่ะ
ชอบดู พัฒนาการความน่ารักของเด็กม๊ากกกก
ว่างๆ โดนัท บัตเตอร์ ไปหัดยิงหนังสะติ๊ก กับพี่เจิดนะคะ
อิ อิ

9
6. Hurricane Venus / นายมะระ / Re: เปิดบ้านนนนนนน
« เมื่อ: กันยายน 14, 2015, 02:01:32 PM »
เฮ้อ!

มาถอนหายใจ แล้วก็จากไป!

10
อา คุณนุชจ๋า   อย่าปล่อยนาน จนฟันแท้ขึ้นจนหลุดนะคะจ๊ะ

จาก  เจิดจ้า  (คุณแมนไม่กล้ามาทวงเองค่ะ ฝากมาบอก)

11
โหรา  โหรา  โหรา  กราบสามครา
เจ้าแม่ตะเพียนทองจ๋า เป่ากระหม่อม
ให้คนเขียน เขียนผ่านตลอด นะเจ้าคะ
โหรา โหรา โหรา  โห่ ฮิ้วๆๆๆๆ


(เจิดจ้า ณ ป่ากล้วย มาเชียร์เองจ้า !!!!)

12
4. buddy / พิธันดร / Re: เปิดบ้านนนนนนนนนน
« เมื่อ: กันยายน 14, 2015, 01:52:36 PM »
ยังไม่มากันอีก  เจิดจ้า ไม่รอแล้วนะ!

13
3. บีเลิฟ / ทอม สิริ / Re: สืบสวนหมายเลข 14 บทที่ 5
« เมื่อ: กันยายน 14, 2015, 01:51:25 PM »
แหมๆ หนุ่มสาวปาโคลน สนุกกันใหญ่เลย

ลุยโคลน  เอ๊ย สู้ต่อไปค่ะพี่ทอม อย่ายอมแพ้บัดดี้ห้อง!

14
บทที่ 6 แล้ว  !!!!!!

(อิจฉา มากมาย เขียนเร็วจริง!)

15
...กำลังดีค่ะ  ค่อยๆ เปิดออกมาทีละนิด  เหมือนหัวหอมมีหลายชั้น...

ให้น้องโน เดาไปเรื่อยๆ   ^--^

หน้า: [1] 2