แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - ไอวินทร์

หน้า: [1] 2 3
1
แนว รวมๆ ก็ ไม่เชิงคอมเมดี้ซะหมด  ::)
ข้ามมิติ ย้อนยุคโบราณ พระเอกร้ายเกือบเลวนิดนุง ฮ่าๆ

ป้อมสกุลถัง : กุ้งเหนือภมร


บทที่ 1. 

ชีวิตของคนติดนิยายออนไลน์ คือ การรีเฟรชหรือกด F5 เธอก็เป็นหนึ่งในนั้นและเป็นเกือบทุกวัน ๆ ละสามเวลา
มีความลุ้นตอนใหม่จนรู้สึกเหมือนคนมีอาการทางจิต พอเห็นผู้แต่งนิยายโพสตอนใหม่ก็เกิดอาการซาบซึ้งปลื้มปริ่มยิ้มคนเดียว
แต่ถ้าไม่มีการอัพเดตก็ได้แต่ถอนหายใจ เศร้าซึมเล็กน้อยมั้ง เธอบ่นจนเพื่อนรำคาญแค่นั้นเอง และมีนิยายแนวจีนย้อนยุคเรื่องหนึ่ง
‘หงส์เหนือมังกร’ ที่ผู้แต่งอาศัยอยู่ที่ประเทศนั้นเพื่อเรียนหนังสือ จู่ๆ เกิดมีธุระสำคัญ ทำให้ไม่สามารถแต่งนิยายต่อ ขอพักชั่วคราว

    หลังจากหายไปสักพักใหญ่ กลับมาอีกครั้ง ผู้แต่งนิยายก็ยังไม่สามารถสานต่อเรื่องราวได้จนจบ เธอเข้าใจว่าการสูญเสียผู้เป็นที่รักย่อมสะเทือนใจและมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เธอรู้สึกเป็นห่วงแต่ไม่อาจทำอะไรได้มากเพราะไม่นานนิยายเรื่องนั้นก็ลบหายไป ยิ่งทำให้เธอรู้สึกติดค้างในใจ นิยายเรื่องนี้เป็นแนวจีนโบราณย้อนยุคที่เธอเริ่มติดตามครั้งแรก หลังจากที่เริ่มเบื่อหมวดรักซึ้งกินใจ

      แต่ว่าไม่ต้องใจดีส่งเธอมาอยู่ในนิยายเรื่องนั้นก็ได้ ให้มากำกับชีวิตคนอื่นต่อมันไม่สนุกหรอกนะ สามีก็สามีคนอื่นความจริงข้อนี้เธอรู้อยู่แก่ใจ การสวมบทบาทคนอื่นไม่มีทางใช้ชีวิตในแบบตัวเองได้หรอก เพื่อประคับประคองนิยายให้ดำเนินไป เธอจะไหลตามน้ำไป พยายามทำตัวเป็นกลางให้มากที่สุด ไม่อยากทำลายเนื้อหานิยายที่ชอบให้เละเทะ หวังว่านี่จะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

       การแต่งงานโดยไม่เต็มใจและมีฝ่ายหนึ่งเกลียดชังอีกฝ่ายถึงขนาด ‘ฆ่าได้ฆ่า’ จะเป็นชีวิตคู่แบบไหนกัน

       “ฮูหยินน้อยคุณชายให้ไปพบ”
สาวใช้ที่ได้รับการอบรมมาดียืนตะโกนบอกเธออยู่หน้าห้อง โชคดีที่เธอมาโผล่ในนิยายในวันรุ่งขึ้น หลังจากผ่านพิธีแต่งงานมาเรียบร้อย คืนเข้าหอน่ะเหรอ เจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างอยู่ในห้องพักของใครของมัน และไม่มีผู้อาวุโสทัดทานความไม่เหมาะสมสักคน

เธอรู้ดีว่า นางเอกเรื่องนี้เป็นที่รังเกียจของคนในป้อมสกุลถัง ถึงกับมีชื่อเรียกพิเศษต่างหาก เธอเปิดประตูแล้วเดินตามสาวใช้ไป เธอรู้สึกหดหู่เพราะจำได้ลาง ๆ ว่า ฉากต่อไปนี้นางเอกได้รับการหยามศักดิ์ศรีแค่ไหน เธอรอสาวใช้เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปภายในห้อง ประตูห้องเปิดทิ้งไว้ทั้งสองบานทำอย่างกับว่า ถ้าปิดประตู คุณนางเอกจะปล้ำสามีตัวเองทันทีที่มีโอกาสอยู่กันสองต่อสอง ถ้าจำไม่ผิดคงกล้วว่าพอสะใภ้ใหญ่ซึ่งคือเจ้าของร่างนี้ท้องขึ้นมา แล้วเป็นเด็กผู้ชายจะยึดป้อมของตระกูลล่ะมั้ง หัวโบราณ!

“สามี”
เธอรู้สึกแปลกใจในน้ำเสียงของร่างนี้ช่างหวานใสน่าฟังเหลือเกิน และรู้โดยอัตโนมัติว่าควรใช้คำพูดแบบไหน

เธอเรียกผู้ชายที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ สวมใส่ชุดสีดำเรียบ ๆ ไม่ได้จัดทรงผมแต่อย่างใด ปล่อยเส้นผมยาวสยายอย่างกับผีจูออน
หน้าก็ซีด ๆ ขาว ๆ เสียด้วย

“ใครใช้ให้เจ้าเรียกข้าว่าสามี” น้ำเสียงไม่พอใจมาก่อนเลย

“ภรรยาไม่ทราบว่าจะเรียกท่านเช่นไร”

“เรียกข้าว่านายท่าน”

เธอรู้ดีต่อให้พูดดีกับเขาแค่ไหน คนมันเกลียดแค่หายใจก็ผิดแล้ว และที่สำคัญเขาตาบอด เพราะโดนพิษอะไรสักอย่างนี่แหล่ะ ถ้าไม่ได้นางเอกช่วยเอาไว้เขาคงไปท่องปรโลกนานแล้ว แต่บางทีการมีชีวิตอาจเป็นเรื่องทรมานสำหรับเขาก็ได้ เธอก็เห็นใจนะ แต่ผู้ชายคนนี้โมโหร้ายมาก ฉุนเฉียวแทบจะตลอดเวลา แค่ต้นเรื่องก็อาละวาดใส่นางเอกไปไม่รู้เท่าไหร่

“นายท่านมีสิ่งใดต้องการสนทนากับข้าหรือ”

“ข้าขอเตือนเจ้า ที่นี้ป้อมสกุลถัง หากใครคิดทรยศล่ะก็ไม่ได้ตายดีแน่ ถ้าเจ้ามีแผนการชั่วร้ายก็จงตรองดูให้ดีว่าสตรีไร้ค่าเช่นเจ้าจะมีจุดจบเช่นไร ก่อนตายข้าจะส่งเจ้าไปที่สำนักโคมเขียว ให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย ทนทุกข์ทรมานจนกว่าเจ้าจะสิ้นลมหายใจ”
ขู่เก่ง ตกลงนี่มันพระเอกหรือผู้ร้ายกันแน่ หน้าตาดีแต่นิสัยแย่

“นายท่านหากข้ามีบุตรไว้สืบสกุลสักคน ข้าย่อมพอใจแล้ว”

“ข้าจะไม่เข้าหอกับเจ้า และเจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรอง” ยิ่งพูดเสียงเขายิ่งดัง

“ท่านไม่คิดว่าจะเกิดการเข้าห้องผิดบ้างหรือ” บางทีเธอก็อดต่อปากต่อคำไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าเสียเปรียบ แต่จะรังเกียจอะไรนักหนา

“เจ้าคิดต่ำช้า กล้าวางยาข้าหรือ สตรีที่ข้าจะมอบเชื้อสายของตระกูลให้ย่อมไม่มีทางเป็นเจ้า
และหากมีสิ่งใดผิดพลาด ทั้งเด็กนั้นและเจ้าต้องตายสถานเดียว สตรีจิตใจโสมมไม่ต่างกับอาจม”

“นายท่านมีความคิดโหดร้ายเช่นนี้ บาปกรรมจะส่งผลให้ตาของท่านอาจรักษาไม่หายก็ได้นะ”

            “หากกำจัดนางมารที่เป็นภัยต่อยุทธภพได้ ข้าขอเสียสละตนเอง”
เธอถอนหายใจกับคนบางคนมันก็เกินเยียวยา โง่ซ้ำโง่ซาก โดยเฉพาะบทพระเอก ไม่ใช้สมองก่อนจะพูดอะไรออกมา ฐานะชาติตระกูลของร่างนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าป้อมสกุลถังของเขา เผลอ ๆ อาจแข็งแกร่งและมั่งคั่งกว่าป้อมเล็ก ๆ ของเขาเสียอีก ในนิยายไม่ค่อยได้กล่าวถึงครอบครัวนางเอกมากนัก เธอเลยไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร

   “ถ้าเช่นนั้นก็เสียสละเข้าหอกับข้าสักคืนหนึ่ง แล้วปล่อยให้สวรรค์ลิขิตว่าข้าจะให้กำเนิดบุตรหรือไม่ จากนั้นต่างคนต่างอยู่ ข้อเสนอนี้ไม่ได้ยากเย็นจนเกินไป ตระกูลของข้าคงไม่พอใจแน่ถ้ารู้ว่าท่านต่อต้านการแต่งงานในครั้งนี้”

“นางมาร! อย่าคิดว่าแต่งเข้ามาเป็นฮูหยินของข้าแล้วจะทำสิ่งใดตามใจชอบได้ ข้าไม่สนตระกูลของเจ้าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน ไสหัวออกไปซะ”

กระแสลมสายหนึ่งพุ่งมาปะทะร่างกายเธอ จนตัวเธอกระเด็นไปกระแทกข้างฝา ความปวดร้าวเกิดขึ้นภายใน
เกิดปั่นป่วนและกระอั่กออกมาเป็นเลือดคำหนึ่ง เธอยกหลังมือเช็ดที่คาง ไอ้เลว ดูเหมือนเธอต้องดำเนินเรื่องราวตามต้นฉบับเสียก่อนสินะ

เหตุการณ์เดิมของนิยายเรื่องนี้มีไม่กี่ตอน ฉากสุดท้ายที่คนแต่งนิยายโพสคือ พระเอกเรียกนางเอกไปช่วยอาบน้ำ เพราะเป็นคำสั่งของผู้นำตระกูลหรือไงนี่แหล่ะ เธอพยุงร่างตัวเองเดินออกไป ฉากนั้นจะเป็นฉากหวานก็เรียกไม่ได้เต็มปาก ใกล้ชิดแต่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ทั้งกดขี่ทางเพศ ผู้ชายสไตล์นี้กำลังฮิตในช่วงห้าปีก่อนหรือไงนะ หรือจริง ๆ มีเบื้องหลังตัวละครที่เธอไม่รู้เช่นกัน
แต่ถ้าร้ายกับนางเอกมาเกือบทั้งเรื่องแล้วไปทำดีตอนใกล้จบ เธอรับไม่ได้อย่างแรง ทีกับนางอิจฉาล่ะก็ใจดีเหลือเกินแล้วพอความจริงเปิดเผย
 ใช้ห้านาทีแสดงความร้ายกาจใส่ ความทุกข์ทรมานมันเทียบกันได้หรือเปล่า ช่างเถอะ ๆ




ในที่สุดเธอก็หอบร่างที่บอบช้ำเข้ามาอยู่ในห้องได้สำเร็จ ความทรงจำในร่างนี้แทบไม่มีอะไรเลย
รวมทั้งเธอไม่รู้ว่านิสัยที่แท้จริงของนางเอกเรื่องนี้ด้วย จะให้เป็นตัวนำก็ควรมอบบทละครให้เธออ่านสักหน่อย
อย่างน้อยตอนนี้ สกิลพูด อ่าน เขียน ก็ไม่มีปัญหาอะไร เธอเข้าใจความหมายและรู้ว่าต้องลากเส้นคัดอักษรแบบไหน

   ปัญหาการบาดเจ็บคงต้องเร่งแก้ไขก่อน ดูจากเรตติ้งความชื่นชอบแล้วจะให้เธอเดินไปบอกให้ตามหมอคงไม่มีใครใส่ใจ เธอไม่รู้แน่ชัดว่านางเอกเป็นหมอหรือเปล่า หรือปรุงยาได้อย่างเดียว เท่าที่จำได้คือนางเอกปรุงยาเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจัดการค้นตามเสื้อผ้าได้ขวดยามาสามสี่ขวด เป็นขวดสีขาว ฝาจุกทำจากผ้า เธอดึงออกมาแล้วสูดดมกลิ่นทีละขวด เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถ้าเกิดเป็นยาพิษล่ะ เพราะพระเอกชอบเรียกนางเอกแต่นางมารตลอด รายละเอียดในนิยายเธอก็ลืมไปแทบหมดแล้วด้วย

   คงต้องใช้สัญชาติญาณในการเลือกยา เธอชี้นิ้วไล่ไปทีละขวดพร้อมกับร้อง

   “ฉัน..จะพาเธอลอย ล่องลอยไปในอวกาศ”
อาจไม่ถูกต้องนักที่ใช้วิธีนี้ บาดเจ็บแล้วยังจะมีอารมณ์รื่นเริงร้องเพลง ใช่ บางสถานการณ์มักมีอะไรขัดแย้งกัน ขบขันบางอย่างจนน้ำตาไหล
คลิปสี่สหายของHRKก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอไม่ได้หัวเราะแบบนั้นมานานมากแล้ว เลยอยากเก็บความรู้สึกดี ๆ และกำลังใจไว้ให้นานที่สุด
ก่อนที่คนใจร้ายพวกนี้จะพรากมันไป

   ขวดที่สาม

   เธอเทยาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วรวบรวมกำลังใจอีกที เอาว่ะ นางมารตายด้วยยาตัวเองก็สมควรภูมิใจ ยาได้ผลจริง ไม่รู้ว่าต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่กว่าจะออกฤทธิ์
ตอนนี้คงมีเวลาสำรวจห้องนี้สักที ห้องพักไม่ได้กว้างมากนัก นี่มันเหมาะสมกับตำแหน่งฮูหยินน้อยแล้วเหรอ ของใช้ส่วนตัว สินเดิม รวมถึงคนรับใช้ส่วนตัวจากบ้านเดิมล่ะ อยู่ที่ไหน เธอจะได้รู้จักนางเอกคนนี้มากขึ้น กวาดสายตาไปรอบห้องพบกับความว่างเปล่าไม่เจอใคร เธอนึกออกแล้วนางเอกแทบโดนตัดขาดจากครอบครัวไม่ให้เอาสาวใช้มาด้วย อะไรจะหัวเดียวกระเทียมลีบขนาดนี้
แต่ก็ดีเธอจะได้ไม่ต้องระวังตัว ให้สาวใช้นึกสงสัยว่าทำไมคุณหนูถึงได้ทำตัวประหลาดเหลือเกิน ข้อเสียก็คือไม่มีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ บางทีเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนับตั้งแต่เธอไปเจอสามีจูออน  เป็นแค่จินตนาการเท่านั้นเอง เกิดจากความคิดคำนึงถึงนิยายเรื่องหนึ่งนานเกินไป

เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่ เธอยังไม่ได้แตะต้องอาหารเลยสักมื้อเลยไม่รู้เป็นเวลากี่โมงกี่ยามแล้ว ค้นหีบใส่เสื้อผ้าของนางเอกก็ไม่รู้อะไรมากไปกว่าเดิม เสื้อผ้าสีสันและรูปแบบคล้ายที่เธอกำลังใส่แต่อยู่ค่อนข้างเรียบง่ายเกินไปหน่อย สีแดงเลือดหมูแม้แต่เสื้อชั้นในสุดก็ยังสีเดียวกัน หรือที่โดนเรียกว่านางมารเป็นเพราะสีเสื้อผ้า ตลก!

ไม่สิ ได้รู้ว่านางเอกเป็นคนไม่ชอบแต่งตัว เธอเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง แล้วหยิบกระจกทองเหลืองขยับไปมา คิ้วเรียวได้รูป ดวงตาไม่เล็กหรือใหญ่ จมูกเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม รวมแล้วเป็นใบหน้าของเด็กสาวที่น่าเอ็นดู รูปหน้ายังมีเค้าของเด็กผู้หญิง คงจะราว ๆ สิบห้าสิบหกปี
นั่งอย่างไม่มีอะไรทำจนเบื่อก็มีเสียงสาวใช้มาตะโกนหน้าห้องอีกแล้ว

“ฮูหยินน้อย นายท่านใหญ่และฮูหยินเชิญท่านไปดื่มน้ำชาที่ศาลาริมน้ำ”
พบพ่อแม่สามีอย่างนั้นเหรอ เธอถอนหายใจ ไม่รู้ที่นี้คือดงเสือดงจระเข้หรือเปล่าเธอเพิ่งไปเจอตัวลูกมา

เธอก้าวขาออกจากห้องแล้วเดินตามสาวใช้โดยไม่ได้พูดอะไร วันแรกก็เจอรับน้องโหดเลือดตกยางออกไปแล้ว คงไม่มีอะไรหนักไปกว่านี้สินะ ความกังวลใจทำให้เธอไม่มีแก่ใจไปชื่นชมทัศนียภาพ สระน้ำกว้างทีเดียว มีทางเดินไปที่ศาลาใหญ่ คนสามารถเข้าไปนั่งพร้อมกันได้นับสิบ
สงสัยเอาไว้เป็นที่กินข้าวเปลี่ยนบรรยากาศ

มีสาวใช้ยืนถือถาดน้ำชารอเธออยู่ แต่มีสองถ้วย ให้เธอเป็นคนยกน้ำชาให้เหรอ ธรรมเนียมหลังแต่งงานแบบโบราณเธอก็ไม่ค่อยแน่ใจ
แต่เคยอ่านจากในนิยายและตามจริงต้องยกพร้อมกับสามีไม่ใช่เหรอ หรือเพราะสามีตาบอดไม่สะดวกเดินมา
พวกเขาเลยให้เธอยกน้ำชาคนเดียว จุดประสงค์ที่แท้จริงคือการข่มขู่เธอเหมือนกับที่ลูกชายทำก็ได้
หลังจากกทำการยกน้ำชาตามพิธีการไปแบบงู ๆ ปลา ๆ เธอก็ได้ยินเสียงแม่สามีเอ่ยขึ้น

“นั่งสิฮัวเอ๋อร์ มีขนมที่เจ้าชอบด้วย ข้าให้แม่ครัวเตรียมไว้ให้เจ้า”
ผู้หญิงวัยกลางคนที่ท่าท่างอ่อนโยน ใบหน้าคล้ายกับลูกชาย เลื่อนจานขนมมาตรงหน้าเธอ และสาวใช้รินน้ำชามาให้เธออย่างรู้งาน

“ขอบคุณท่านแม่สามี”
เธอยื่นมือไปหยิบขนม ก่อนจะส่งเข้าปากกลิ่นบางอย่างแตะจมูก เธอก็ไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไรคงเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างนี้
ขนมคงจะมีปัญหาสินะ ความรู้สึกบอกให้รู้ว่าไม่ใช่ยาพิษและฝีมือคนวางยากระจอกมาก
ถ้าเธอเดาไม่ผิดคงเป็นพวกยาถ่ายและมันทำอะไรเธอไม่ได้

มีผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ยืนอยู่ด้านหลังแม่สามีใส่ชุดสีชมพู่อ่อนชายผ้าพลิ้วไหวไปตามสายลมราวกับเทพธิดาน้อย สำหรับนางอิจฉาของเรื่องเธอไม่ลืมแน่นอน เป็นญาติห่าง ๆ หลานสาวกำพร้าของแม่สามี ที่เติบโตอยู่ที่นี้ตั้งแต่เด็ก และแม่สามีหมายมั่นตำแหน่งภรรยาเอกเอาไว้ให้ เธอกัดขนมพร้อมทั้งเหลือบตามมองนางอิจฉาเบอร์หนึ่ง มือแทบจะฉีกผ้าเช็ดหน้าขาดออกจากกันแล้ว
น่าสงสารผู้หญิงยุคโบราณในหัวสมองต้องคิดหาวิธีจับผู้ชาย เพื่อเกาะสามีเพื่อความอยู่รอด

“ฮัวเอ๋อร์ เจ้ามีสิ่งใดไม่คุ้นเคยหรือสงสัยก็สอบถามจากทุกคนในจวนได้ ป้อมสกุลถังของเรายินดีต้อนรับเจ้า
เอาล่ะ พวกเจ้าพูดคุยกันก่อน ข้าต้องไปทำงานแล้ว”
ท่านพ่อเปิดและปิดการขายด้วยไม่กี่ประโยค แล้วก็ชิ่งหนีไป เหลือแต่กลุ่มชะนีฝูงหนึ่ง
คราวนี้คงได้เวลาแสดงเจตนาที่แท้จริงกันแล้วสินะ

“ท่านพ่อของเจ้าค่อนข้างทุ่มเทให้กับป้อมสกุลถังของเรา เพราะว่าปิงเอ๋อร์เกิดมาล้มป่วยปีนี้พอดี”
เดี๋ยวก่อนนะ ชื่อ น้ำแข็ง ไม่สิ คงเป็นชื่อเล่นในครอบครัว ชื่อเล่นสมกับหน้าหงิก ๆ ของพระเอกเหลือเกิน

เพื่อไม่ให้เป็นการเข้าใจผิดเธอเลยถาม “ท่านแม่สามีหมายถึงท่านพี่หรือเจ้าคะ”

“อืม ตอนนี้ร่างกายของเขาไม่สู้ดีนัก ต้องพักรักษาตัว เจ้าก็ทำตัวดี ๆ อย่าไปวุ่นวายระหว่างการรักษาล่ะ
และถ้าหากปิงเอ๋อร์แข็งแรงขึ้นเมื่อไหร่ล่ะก็ ข้าจะให้เขารับเพ่ยเจินเป็นฮูหยินรองเพื่อจะได้รีบมีทายาทไว ๆ”

แม่สามีแรงได้ใจลูกชายแต่งงานได้เพียงวันเดียวก็เอาผู้หญิงอีกคนมาข่มลูกสะใภ้แล้ว แต่ขอโทษเถอะ เธอไม่ได้อยากแย่งผู้ชายกับใคร
และไม่ได้ต้องการมาอยู่ที่นี้ ข้างนอกมีผู้ชายอีกมากมาย แค่ก ๆ เธอหมายถึงยังไม่ได้เปิดหูเปิดตาพบปะผู้คนเท่าไหร่เลย

“ข้าทราบแล้ว”
เธอค้อมศีรษะแล้วยกน้ำชาจิบอีกอึกหนึ่ง ชาขมฝาดชะมัดเลย ถ้านางเอกตัวจริงอยู่ตรงนี้จะทำอะไรนะ
พอสั่งเสียเอ่อ สั่งความเรียบร้อย ก็พากันเดินจากไปกันหมดเหลือเธอเพียงลำพัง

ข้อดีของการเข้ามาอยู่ในนิยายและต้องแสดงบทนางเอก คือมีพระเอกเป็นของตัวเอง แถมสถานะเป็นสามี ไม่ต้องลำบากออกเรือไปหว่านแหจับมา แต่เธอรู้สึกว่าข้อเสียจะมากมายจนนับไม่ไหว ที่เห็น ๆ คือโดนสามีซ้อม แจ้งความก็ไม่ได้
คุณนางเอกตกลงไม่มีพลังยุทธอะไรไว้ป้องกันตัวบ้างเหรอ หรือต้องพกยาพิษไว้สาดใส่คนอื่นอย่างเดียว
กว่าจะหาสมุนไพร กว่าจะปรุงยา กรอกใส่ขวด ใส่ห่อกระดาษ แล้วถ้าตกน้ำตกท่ายามิละลายสูญเปล่าอีกล่ะ
ต้นทุนและวัตถุดิบการอัพเลเวลของนางเอกเรื่องนี้สูงมาก จนคนแต่งนิยายถอดใจสินะ

เธอขอสัตว์อสูรมาเป็นผู้ช่วยสักตัวสิ ตระกูลใหญ่สี่ตระกูล ถ้าเธอจำไม่ผิดนะ จะมีพยัคฆ์เสือขาว หงส์ทางฝั่งตระกูลเธอ
 เต่าและมังกร มีบางอย่างไม่ถูกต้อง เพราะพระเอกอยู่ฝั่งตระกูลสัตว์อสูรที่เป็นมังกรและนางเอกที่เป็นหงส์
ชื่อนิยายถึงได้ชื่อว่าหงส์เหนือมังกรอย่างไรล่ะ แล้วทำไมสามีในนิยายที่เธอตื่นขึ้นมาเป็นตระกูลเสือขาวล่ะ
 ป้อมสกุลถังเก๊สินะ ฮ่า ๆ เธอนึกขบขันในใจ

มันน่าอึดอัดใจจริง ๆ มาอยู่บ้านคนอื่น จะทำอะไรก็ไม่ถนัดแถมมีแต่คนแอนตี้ เธอรู้ว่าการแต่งงานเป็นการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสี่ตระกูลใหญ่ ไม่ให้คิดทำตัวโดดเด่นเกินหน้าเกินตาหรือทำตัวเป็นใหญ่เหนือตระกูลอื่น ถ้าเป็นไปได้เธอจะซื้อไม้กายสิทธิ์แจกหัวหน้าตระกูลทุกคนแล้วให้เอาไปเสกเมืองในฝัน มโนเอาเองว่าเป็นผู้ครองโลก จะอยู่กันได้สักกี่ปีก็ต้องตายทุกคน
จริงสิดินแดนแห่งนี้ไม่มีฮ่องเต้มีแต่ตระกูลใหญ่และมีสถานที่แปลกประหลาด มีสัตว์อสูรและพลังที่เธอยังไม่ได้อ่าน
คือ คนแต่งนิยายยังเขียนไม่ถึงก็มาหยุดอัพไปเสียก่อน โลกแฟนตาซีแห่งนี้ก็เลยหยุดชะงักไป

และเธอก็ค้างคาใจมานาน แม้ปัจจุบันเธอจะสามารถจินตนาการได้ว่าพระเอกจะต้องหลงรักนางเอกในที่สุด และจบลงอย่างมีความสุข แต่ความสนุกระหว่างทางอันเป็นสาระสำคัญที่ตกหล่นหายไปนี่สิที่เธออยากอ่าน มาถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี นั่งเหม่อมองไปยังดอกบัวสีชมพู่ที่ชูช่อท่ามกลางใบบัวสีเขียว ดอกบัวยังดิ้นรนอวดความสวยงามแข่งกัน แล้วเธอล่ะจะอยู่เฉย ๆ ในโคลนตมต่อไปหรือเปล่า เธอชื่อเหลียนฮัว ก็คือดอกบัวดอกหนึ่งเช่นกัน

ไม่เอาดีกว่า เธอขี้เกียจ นั้นเป็นชื่อของนางเอกไม่ใช่เธอเสียหน่อย เธอจะทำอย่างที่เธออยากจะทำ ใครไม่มาวุ่นวายกับเธอ หรือเหยียบเท้าเธอก็ต่างคนต่างอยู่กันไป ถือศีลกินเจละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

พอได้ข้อสรุปในการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายแล้ว เธอเลยเลิกว้าวุ่นใจ บางทีอันดับแรกต้องหาวิธีฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับการวางยาพิษ แล้วจัดให้สามีเป็นหนูทดลองสักครั้งสองครั้ง จะได้ไม่มีแรงซ้อมเธออีก และสำหรับญาติสาวที่คิดปีนเตียงเพื่อเลื่อนฐานะ เธอก็จะส่งเสริมโดยการปรุงยาเลิฟให้พวกเขาสมหวัง แค่คิดเธอก็เริ่มสนุกแล้ว หรือนี่เป็นนิสัยของนางเอกที่เริ่มมีผลต่อตัวเธอ อย่างนางเอกที่เป็นนักฆ่าพอมาอยู่ร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง นิสัยยังเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเด็กใส ๆ ไร้พิษสงเหมือนร่างเดิม

นั่งเอ่อระเห้ยต่ออีกไม่นาน เธอเดินกลับห้องพัก และเพิ่งสังเกตว่าเป็นเรือนที่แยกออกมากึ่ง ๆ เรือนรับรองแขก แต่เธอเดาว่าเคยเป็นเรือนคนใช้ที่มีตำแหน่งใหญ่เสียหน่อย อย่างพ่อบ้านแม่นมคนสนิทอะไรเทือกนั้น มีโต๊ะเขียนหนังสือชั้นหนังสือเตี้ย ๆ มีโต๊ะเก้าอี้ โต๊ะเครื่องแป้ง เตียงขนาดกลาง ๆ การตกแต่งโทนผู้ใหญ่ดูอึมครึมให้บรรยากาศเก่าแก่ดีจริง ๆ

“ฮูหยินน้อยสำหรับอาหารมาแล้ว”

เสียงสาวใช้คนเดิมไม่รอให้เธอตอบรับก็ผลักประตูเข้ามา เดินทื่อ ๆ หิ้วปิ่นโตโบราณเข้ามาวางที่โต๊ะ เปิดฝายกอาหารออกมาวาง อันประกอบด้วย ข้าวเปล่าหนึ่งถ้วย ผัดผักหนึ่งจานเล็ก ถั่วคั่วหนึ่งถ้วยนับเม็ดได้ และหมูย่างชิ้นขนาดครึ่งฝ่ามือหั่นบาง ๆ สามแผ่น ดีเหลือเกินรังแกกันขนาดนี้ไร้มนุษยธรรมที่สุด ยัยสาวใช้พูดกระฟัดกระเฟียดว่าอีกครึ่งชั่วยามจะมาเก็บ

ให้เวลากินชั่วโมงหนึ่งคงให้เธอคีบข้าวทีละเม็ดสินะ อาหารน้อยขนาดนี้กินไม่ถึงสิบนาทีก็หมดแล้ว หรือเป็นวิธีกำจัดสะใภ้ให้อดอาหารจนตายไปเอง ไม่รู้ว่าเป็นความคิดใคร แต่ถ้าไม่มีคนให้ท้ายมีหรือใครจะกล้าทำแบบนี้กับฮูหยินน้อย ถ้าสั่งพิซซ่ามากินได้เธอจะไม่ง้อเลย

นางเอกมักจะมีอุปกรณ์เสริมอย่างมิติลับ พื้นที่เก็บของ ไว้ปลูกพืชปลูกสมุนไพรไม่ใช่เหรอ แล้วนี่เหลียนฮัวเป็นนางเอกสายปรุงยาต้องมีไอเท็มพิเศษติดตัวบ้างสิ ไม่อย่างนั้นมันจะอนาถาเกินไปนะ เธอไม่สนใจอาหาารยกมือขึ้นมาดู ไม่มีแหวนสักวง สร้อยคอล่ะ เธอเอามือลูบไปตามลำคอ ปิ่นเครื่องประดับ ตุ้มหู
เธออยากจะตะโกนว่า โอ้! มาย ก็อด

   มีอีกอย่าง กำไล เธอเลิกแขนเสื้อขึ้นมาดูทีละข้าง ที่แขนขวาปรากฎกำไลหยกสีเขียวอ่อนค่อนข้างเล็กรัดอยู่กับท่อนแขน คาดว่ากำไลนี่คงจะทำเพื่อเจ้าของร่างนี้มาตั้งแต่เด็ก พอเติบโตขึ้นกำไลเลยไม่สามารถถอดออกได้ ขอให้เป็นของดีด้วยเถิด เธอตั้งสมาธิแล้วเอามือแตะไปที่กำไล ผ่านไปสักพักไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นไปไม่ได้ กำไลต้องไม่ใช่ของธรรมดาสิ เธอจะร้องไห้แล้วนะ หรือเพราะเธอไม่รู้วิธีใช้งาน ไม่เป็นไรกินอาหารก่อนก็ได้

   เธอหยิบตะเกียบมาคีบผัก ดูสีก็รู้ว่าผักใกล้เน่าแล้ว เธอหันไปคีบหมูที่บางเหมือนกระดาษเจอลมแรง ๆ คงพัดปลิวหายไป ลองกัดคำเล็ก รสชาติใช้ได้ ติดที่ว่าเริ่มมีรสเปรี้ยวแทรกเข้ามาแต่พอกินได้อยู่ เธอไม่มีทางเลือกอื่นคีบหมูเข้าปากทีละชิ้น ข้าวเปล่าเธอเอามาเทใส่จานหมูย่างที่วางแล้วเขี้ยหาความผิดปกติ

มีเศษหินกรวดเล็ก ๆ หลายอัน เธอคีบข้าวกินทีละเม็ดอย่างระมัดระวัง ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมให้เวลากินเยอะนักที่เธอคาดเอาไว้ก็ดันถูกต้องเสียอีก ถั่วที่ให้มาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงคั่วเกลือมาเต็มที่เกล็ดสีขาวออกจะชัดเจนขนาดนั้น เธอลุกไปหาผ้าเอามาห่อถั่วทั้งหมด ยุคโบราณเกลือเป็นของหายาก แต่ในโลกนิยายอันนี้คงมีเหลือเฟือสินะ คีบข้าวเม็ดสุดท้ายน้ำตาเธอก็ไหลออกมาพอดี การกลั่นแกล้งพวกนี้ต้องการให้เธอออกจากบ้านไปสินะ หรือไม่ก็ผูกคอตายเพราะทนไม่ไหว ไร้สาระที่สุด

คราวหลังเธอไปขโมยอาหารสามีตาบอดของเหลียนฮัวดีไหม ลืมไป เขาเป็นวรยุทธ์ ชีวิตเธอตกอับแต่คงดีกว่าการเป็นขอทาน เธอนั่งมองจานผัดผักเน่าแล้วคิดว่าจะแก้ปัญหาพวกนี้อย่างไรดี การโวยวายคงไม่ได้ผล เธอถอนหายใจ แต่งงานมาเป็นฮูหยินน้อยหรือมาเป็นนักโทษกันแน่ ถ้าจะทำกันขนาดนี้เอาเธอไปประหารเถอะ น้ำที่เธออาบก็ต้องมีการเล่นตุกติกแน่นอน

ฟ้าด้านนอกยังไม่มืดแต่มีคนผลักประตูเข้ามาอย่างหยาบคายพร้อมกับบ่าวชายสองคนหาบถังน้ำเข้ามาก่อน จากนั้นก็เทน้ำใส่ถังให้ ถ้าวัดปริมาณจากขา ดูแล้วระดับไม่น่าถึงหัวเข่า ลงไปนั่งแช่ได้ไม่ถึงครึ่งตัวเลย ปกติเธอจะเห็นกระไอน้ำร้อนพวยพุ่งขึ้นมา นี่คือประหยัดฟืนโดยไม่ต้มน้ำมาให้เธอสินะ รอจนทุกคนออกไป เธอวักน้ำขึ้นมาตรวจสอบ ยังดีที่เป็นน้ำสะอาด เธอแค่เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัว แล้วก็ล้างเท้าน่าจะพอแก้ขัดไปก่อน

คืนนี้เป็นคืนแรกที่เธอจะได้นอนในยุคโบราณและเป็นโลกของนิยาย เธอรู้สึกอ่อนแอไร้การป้องกันตัว ไม่มีกองกำลังสนับสนุน เอาจริง ๆ นะ นี่มันนิยายหมวดไหนกันแน่ ดราม่าเคล้าน้ำตาแม่ผัวตบกับลูกสะใภ้ใช่หรือเปล่า เธอจะได้คิดวางยาพิษลูกชายสุดที่รักของยัยป้าคนนี้ก่อน พอคนลูกทรมาน แม่ย่อมทุกข์ใจ แล้วเธอจะรีบสงเคราะห์สามีของเหลียนฮัวให้ไปสู่ปรโลกโดยเร็ว จากนั้นค่อยส่งคนแม่ตามลงไปอยู่เป็นเพื่อนลูกชายสุดที่รัก คิดว่าแม่คนอื่นเขาไม่รักลูกบ้างหรือไงถึงแกล้งได้แกล้งเอา

ทั้งที่ไม่ได้ทำงานทำการอะไร แต่การคิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมายทำให้เธอรู้อ่อนเพลียอย่างไม่น่าเชื่อ
พล่อยหลับลงไปอย่างง่ายดาย และเข้าสู่ความฝัน ไม่รู้ว่าเป็นที่ไหนแต่เธอปีนขึ้นไปเก็บแอ็บเปิ้ลกินอย่างเอร็ดอร่อย กินไปทั้งหมดถึงสามลูก




-----------

ไม่ได้วางแผนการเขียน มันก็จะไหลไปเรื่อย 555
ขออภัยทำให้ลายตา  ความขี้เกียจจัดหน้า แหะๆๆ



2
2. iloverally / ทอม สิริ / ห้องต้อนรับ ผู้มาเยือน
« เมื่อ: มีนาคม 02, 2019, 05:35:17 PM »

ขอยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่ห้องแรลลี่ที่สอง
แต่เป็นห้องแชมป์แรลลี่ครั้งนี้นะคะ
อะคุ อะคุ (หัวเราะ)

ไอมีความยินดีอีกแล้ว ที่จะเสนอนิยายสองเรื่องสองรส  :P

เรื่องของ คุณทอม สิริ
"เหมี่ยวเมี๊ยว"

เรื่องของไอ "ป้อมสกุลถัง : กุ้งเหนือภมร"
แนวจีนโบราณย้อนยุค

ชื่อเรื่อง และเรื่องราวจะตรงปกหรือไม่
โปรดติดตามและเป็นกำลังใจให้ห้องนี้ด้วยนะคะ
อย่าลืมเลือก ห้องสอง เอ้ย เข้ามาอ่านกันค่ะ
 ;)

3
ป้อมสกุลถังซีรีส์:สาวน้อยเจ้าเล่ห์

丰富
fēngfù เฟิ่งฟู
ความมั่นคั่ง : ชื่อเมือง

บทที่ 1 ของเก่า ดูคำผิดเล็กน้อย รู้สึกว่า สำนวน
และประโยคหลายอันเลยยังขัดหูอยู่บ้าง ฮ่าๆ อ่านต้องขัดตา
ขออภัยด้วยค่ะ



-1-

เมืองเฟิ่งฟูอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงห่างออกไปประมาณพันลี้ (500 km.) มีตระกูลใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่แห่งนี้หลักๆ อยู่ด้วยกันสี่ตระกูล ตระกูลไช่กับตระกูลถังได้ทำการหมั้นหมายบุตรธิดาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมอำนาจบารมีขยายอิทธิพลของตนเองออกไป แต่ดูเหมือนจะมีคนผู้หนึ่งไม่ค่อยชอบใจความคิดดังกล่าว ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เมืองเฟิ่งฟูเป็นเมืองที่มีคหบดีอาศัยอยู่ไม่น้อยเพราะมีกิจการการค้าอยู่มากมาย เศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างดี สิ่งที่ขาดแคลนกลับเป็นผู้มีฝีมือหรือผู้มีวรยุทธ ดังนั้นในการเลือกคู่ให้ลูกสาวของพวกเขาต่างนิยมจัดเวทีประลองเลือกคู่ขึ้นมาเพื่อให้เหล่าชายหนุ่มได้เข้ามาแสดงฝีมือ และในวันนี้ก็มีเวทีประลองเลือกคู่ของคุณหนูใหญ่ของเศรษฐีมีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมือง ทำให้บริเวณลานหน้าประตูคฤหาสน์คับคั่งไปดูผู้คน ทั้งที่มาชมและพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายอาหาร

การประลองดำเนินไปตั้งแต่ตอนสาย โดยทุกคนมีสิทธิลงชื่อเข้าร่วมไม่เกินเที่ยงวัน มีเวทีย่อยสองเวที เวทีใหญ่สำหรับตัดสินหนึ่งเวที หากชนะผู้อื่นห้าคนจะได้เข้ารอบไปสู้ในรอบถัดไป จากนั้นต่อสู้จนหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ก็จะได้แต่งงานกับคุณหนูลูกสาวของเศรษฐี

"เจ้าขึ้นไปไม่ได้นะ" ถังสือหลิวดึงชายเสื้อของเด็กหนุ่มอีกคนเอาไว้

"ทำไมจะไม่ได้ ว่าที่เจ้าสาวหน้าตางดงามกว่าเจ้าเป็นไหนๆ"

"เจ้า!"
ด้วยวัยเพียงสิบห้าปีของนางไม่อาจเทียบสาวงามที่นั่งอยู่ด้านข้างเวทีได้ ทำให้สาวน้อยได้แต่ยืนเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคืองใจ แต่ยังคงปักหลักจับเสื้ออีกฝ่ายไม่ขยับไปไหน

"ถอยไป! อย่ามาขวางข้า" เขาเพียงต้องการขึ้นไปเล่นสนุก ไม่ได้คิดจริงจัง แต่ยิ่งเห็นนางดูโมโหมาก ใบหน้าช่างน่าขบขับนัก เขากลับรู้สึกสนุก

เขาพูดจาเร่งให้นางรามืออีกสองสามประโยค นางถึงได้ยอมจำนนเดินสะบัดหน้าหนี หายไปท่ามกลางฝูงชน ใครใช้ให้นางตามมา เขาไม่เต็มใจสักหน่อยและไม่เต็มใจจะแต่งงานกับนางเป็นอย่างยิ่ง เขาอายุมากกว่านางตั้งสองปีและไม่ชอบเด็กผู้หญิงน่ารำคาญผู้นี้

การต่อสู้ไม่อาจใช้อาวุธใดๆ ได้ เป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เขาผ่านด่านแรกไปอย่างง่ายได้ ตระกูลไช่ของเขาแม้ไม่ถนัดการต่อสู้จำพวกหมัดมวย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าไม่อัปลักษณ์นัก เขากำลังเตรียมตัวเพื่อจะได้สู้กับเจ้าหนุ่มหน้าตายผู้หนึ่ง สวมชุดสีเขียวเข้มถือพัดในมือโบกไปมา ดูท่าท่างเป็นคุณชายที่สำรวมและสุภาพจนน่าหมั่นไส้ ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นฝีมือมาบ้างแล้ว เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15นาที)

"คู่ต่อไปเริ่มได้ คุณชายทั้งสองท่านที่ได้แผ่นกระดาษเขียนว่า 'มีลูกหลานเต็มบ้าน' ขอเชิญขึ้นเวทีขอรับ" เสียงประกาศจากด้านหน้าเวที เขาสาวเท้าไปโดยไม่สนใจเจ้าหนุ่มผู้นั้นอีก

ต่างฝ่ายต่างโค้งคำนับกันอย่างมีมารยาทตามธรรมเนียม

ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น "ขอคุณชายโปรดชี้แนะด้วย"

"ย่อมได้ ข้าคงไม่ออมมือหรอก"
ทำเป็นเคร่งธรรมเนียนดีนัก ดูสิถ้าเจ้าลงไปนอนกองที่พื้นยังจะกล้าเอ่ยประโยคขอบคุณข้าหรือไม่

"เชิญลงมือ"

คนตรงหน้าหุบพัดเก็บด้วยท่าทางเคลื่อนไหวไม่รีบร้อน ยิ่งมองเขาก็ยิ่งขัดลูกนัยถ์ตา
ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากไปนั่งจิบช้าที่ภัตรคารหรอกหรือ ถ้าเช่นนั้นบิดาจะส่งเสริมให้เจ้าเอง

เขาพุ่งเข้าไปหาออกหมัดก่อน ตามด้วยฝ่าเท้าหมายจะถีบไปที่ใบหน้าที่คล้ายยิ้มของคนผู้นี้ แต่ถูกปัดขาออกไป จากนั้นเขาก็โดนสวนกลับด้วยการถีบมาที่ท้องเช่นกัน ดีว่าเขากระโดดถอยหลังได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนกระแทกถึงหนึ่งในสามส่วน ไม่ใช่ว่าเจ้านี่คิดจะเอาคืนเขา แต่ทำตัวมีคุณธรรม ไม่เห็นจะได้ความ แถมเสียงเชียร์จากด้านล่างเวทีก็ดูจะเอนเอียงไปทางอีกฝั่ง นี่มันอะไรกัน เขาไช่จินเซ่อ เคยได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในสิบของชายหนุ่มผู้มีอนาคตของเมืองเฟิ่งฟู แน่นอนว่าหน้าตาและฐานะย่อมเพียบพร้อม อีกทั้งฝีมือก็ไม่ด้อย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาต้องให้คนผู้นี้ได้รับความอับอายจากความพ่ายแพ้เสียบ้าง เปลี่ยนเป็นเน้นโจมตีเป็นหลัก จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) เจ้านี้ไม่มีทีท่าหอบเหนื่อยผิดกับเขาที่เริ่มอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แล้วแบบนี้เขาจะเอาชนะเจ้าคนผู้นี้ได้อย่างไร ขณะที่ยืนหยุดพักการต่อสู้ จู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามก็เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา

"โปรดยั้งมือก่อนคุณชาย...ข้าขอยอมแพ้"

"เจ้าจะเล่นตลกอันใด" แม้ไม่อยากยอมรับ แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้มีฝีมือเหนือกว่าเขาเห็นๆ

"ข้าข้อมือเคล็ด ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายขอยอมแพ้" 
คนเบื้องหน้าค้อมศีรษะยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ เขาไม่ใคร่จะเข้าใจ แต่เอาเถอะความแข็งแกร่งบางทีก็ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

"ข้ายินดีที่ได้ประลองฝีมือกับท่าน" เขายกสองมือขึ้นมาแสดงการคารวะ

"ข้าก็ยินดีที่ท่านจะได้แต่งสาวงามเข้าบ้าน ยินดีด้วยคุณชาย" ฉับพลับนั้นเขาเกิดอาการงุนงง เขายังต้องปะมือกับผู้อื่นอีกตั้งหลายคน ไฉนคนผู้นี้ถึงได้กล่าวราวกับเขาเป็นผู้ชนะ ไม่ เขาไม่ได้ต้องการผู้ชนะสักหน่อย มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น

"ผู้ชนะในรอบนี้ คือ คุณชายที่สวมชุดสีฟ้าอ่อน แต่เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันอื่นๆ มีเหตุไม่สามารถแข่งขันกันต่อไปได้ ดังนั้น ผู้ที่จะได้แต่งงานกับคุณหนูของเรา จึงเป็นท่าน ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามอะไร ข้าจะได้ไปเรียนนายท่านเพื่อจัดงานวิวาห์ในเย็นนี้"

เสียงฮือฮาจากผู้ชมด้านล่าง อืออึงไปด้วยความประหลาดใจ คล้ายไม่ค่อยเห็นชอบกับผลการแข่งขันในวันนี้ พวกเจ้าไม่เห็นด้วย แล้วนึกว่าข้าเห็นด้วยหรือไงถึงเขาจะไม่อยากแต่งงานกับถังสือหลิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากจะแต่งงานกับหญิงอื่นในตอนนี้

"ช้าก่อนทุกท่าน ข้าว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล ผู้แข่งขันอื่นจะมาพร้อมใจกันไม่สามารถแข่งขันกันต่อ แล้วถอนตัวพร้อมเพรียงกันตั้งหลายคนได้อย่างไร พวกท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรม มิฉะนั้นการประลองเลือกคู่ในครั้งนี้จะถือว่าไร้ศักดิ์ศรีและความสง่างามที่สุด" เขาลอบปาดเหงื่อในใจ เหตุการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้ได้อย่างไร

"มันก็จริงที่คุณชายผู้นี้ได้กล่าวไป หากไม่ตรวจสอบให้ดีคุณหนูอาจต้องพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย โปรดพิจารณาด้วย พวกท่านมีความเห็นอย่างไรกันบ้าง"
ชายหนุ่มที่ขอยอมแพ้เขายังไม่ได้ลงจากเวที เริ่มพูดจามีเหตุผลน่าเชื่อฟังมากขึ้น แถมหันไปหาเสียงสนับจากผู้คนด้านล่างเวทีให้อีก

ดูเหมือนบรรดาผู้คนจะเริ่มถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเป็นประเด็นร้อน ผ่านไปไม่นานมีสาวใช้คนหนึ่งเดินขึ้นมากระซิบบอกอะไรบางอย่างกับชายที่ดูแลการประกวด เขาทำสีหน้าลำบากใจครู่หนึ่ง แล้วก็หันมาหาเขา

"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าได้ข้อสรุปจากคุณหนูของข้าแล้ว นางบอกว่าไม่รังเกียจที่ท่านเป็นผู้ชนะ นั้นแสดงว่ามีวาสนาที่มีต่อกัน ถ้าหากท่านไม่ขัดข้องก็สามารถแต่งงานกับนางในวันนี้เลย"

หากตอบว่าเขาขัดข้องก็จะดูเหมือนคนใจแคบแล้งน้ำใจ หญิงสาวผู้หนึ่งยังไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้างยอมรับเรื่องที่พลิกพลันได้อย่างง่ายดาย

"ทุกท่านโปรดใจเย็นก่อน คุณชายท่านนี้คงจะได้รับการสั่งสอนมาจากวงศ์ตระกูลมาเป็นอย่างดี หากได้รับลาภลอยโดยไม่ลงแรงเช่นนี้คงจะทำให้รู้สึกลำบากใจไม่น้อย ยิ่งทำให้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาสั่นสะเทือน"
ดีพูดได้ดี เขาพยักหน้าเห็นด้วย เจ้าหนุ่มนี้ ต่อไปเขาจะนับเป็นสหายเลยทีเดียว

ประโยคต่อมาทำให้ใครบางคนเปลี่ยนความคิด

"แต่บางทีโชคชะตาก็ทำให้เราพบเจอเรื่องมงคลนับเป็นพรหมลิขิตโดยแท้ ดังนั้นข้าคงไม่อาจกล่าวอะไรได้ คงต้องให้คุณชายท่านนี้เป็นผู้ตัดสินใจเอง" จบคำพูดทำให้เขานิ่งงัน เจ้าสารเลวผู้นี้ เดิมทำทีเป็นผู้หวังดีแต่ไหงดันมาโยนเผือกร้อนให้ผู้อื่นเช่นนี้ บรรดาผู้คนด้านล่างเวทีต่างเงียบเสียงหันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียวเพื่อรอคำตอบ

"แค่กๆ เอ่อ ข้าคิดว่า มันเป็นการไม่ยุติธรรมที่จะฉกฉวยโอกาส เอ่อ อันดีงามไปจากยอดฝีมือผู้อื่น ตอบอย่างละอายใจข้าคิดว่าฝีมือยังด้อยนัก ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ชนะในวันนี้ เอ่อ ดังนั้น ควรจึงควรให้มีการประลองใหม่อีกครั้ง" ข่มใจพูดจนจบประโยคก็พลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมา มีหลายเสียงเริ่มถกเถียงกันขึ้น

"ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากแต่งงานกับแม่นางท่านนี้หรอกหรือ ถึงได้เข้าร่วมประลอง" เสียงผู้หญิงตะโกนขึ้นมาท่ามกลางผู้คน เขารู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก แต่ไม่อาจหาต้นเสียงเจอ

เสียงจากผู้ชมดังกระหึ่มขึ้นมาอีกรอบ หลายเสียงเห็นด้วยกับที่หญิงสาวกล่าว

'หากไม่ต้องการเลือกคู่ ก็ไม่ควรทำตัวไร้ยางอายโดยการหลอกลวงผู้อื่น'

'หรือเจ้าหนุ่มนี่ คิดเพียงเล่นสนุกเท่านั้น'

'ได้แต่งงานกับสาวงามเช่นนี้ยังจะเรื่องมากอีก'

'หรือเขาต้องการมาขัดขวางคู่รักของเขาไม่ให้แต่งงานกับหญิงสาว'

เดี๋ยวๆ ก่อนสิ ทำไมหัวข้อถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนั้น ข้าเป็นชายชาตรีคนหนึ่งนะ ก่อนที่เขาจะทันได้กล่าวประโยคใด เสียงหวานใสก็เอ่ยขึ้นมา

"ทุกท่าน งานประลองยุทธเลือกคู่ของข้าในวันนี้คงต้องยุติลงก่อน ทำให้ทุกท่านอุตส่าห์ตั้งใจมาอวยพรในวันมงคลของข้าต้องเสียเวลาเช่นนี้ ข้าน้อยต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง" กล่าวจบคุณหนูพร้อมกับสาวใช้ก็เดินมุ่งหน้าเข้าสู่คฤหาสน์ด้านใน

เสียงก่นดาสาปแช่งเขาก็เริ่มหนาหูขึ้น เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร

"ข้าคงต้องขอตัวก่อน ข้ามีธุระ สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้กับข้า รักษาตัวด้วยทุกท่าน ลาก่อน" ประสานมืออำลาแล้วเผ่นแผ่วลงจากเวทีโดยไม่กล้ามองหน้าผู้ใด

มีเสียงโห่ขับไล่ตามหลัง ชายหนุ่มผู้โง่งมทอดทิ้งว่าที่เจ้าสาวได้ลงคอ

ผู้คนเริ่มทะยอยกับกลับบ้านเพราะเรื่องสนุกหมดไปแล้ว บ้างก็โกรธเกรี้ยวชายหนุ่มที่ไม่ยอมแต่งงานกับสาวงามทำให้อดได้รับของแจกเนื่องในงานมงคล

สามเดือนต่อมา
คฤหาสน์ตระกูลไช่

ศาลาริมสระบัวมีชายหนุ่มร่างสูงผู้หนึ่ง และดรุณีอีกหนึ่งนางยืนเคียงคู่กัน ท่ามกลางบรรยากาศอันสุนทรีย์เช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้ทั้งสองอยากใช้ประโยคงดงามพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันได้

"ที่นี้งดงามจนข้าหลงลืมตน"

"เฮอะ! เจ้าก็เคยมาเยือนที่นี้ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ถังสือหลิวเจ้ามีสิ่งใดอยู่ในใจกันแน่" ชายหนุ่มหันกลับมามานั่งที่ม้าหินภายในศาลา จัดแจงรินน้ำชาแล้วยกขึ้นจิบ

หญิงสาวเดินตามมายืนข้างโต๊ะหิน "แล้วเจ้าเล่า ไช่จินเซ่อมีสิ่งใดอยู่ในใจกันแน่ เมื่อครานั้นเหตุใจเจ้าถึงขึ้นไปประลองที่เวทีเลือกคู่"

"ก็ไม่มีอะไรมาก แล้วข้าจำเป็นต้องตอบคำถามนี้หรือไร มีอันใดเกี่ยวกับเจ้ากัน"

"ย่อมเกี่ยวกับข้า เจ้าต้องการแต่งงานกับข้าหรือแต่งกับคุณหนูนางนั้น" ถามเสียงสูงขึ้นอีกนิดบ่งบอกถึงอารมณ์ผู้พูด

"เจ้าเป็นกุลสตรีแบบใดกัน ถึงได้กล่าวคำถามไร้ยางอายเช่นนี้" เว้นระยะไปนิด แสร้งทำเป็นจิบชาต่อ แล้วตอบคำถามโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย

"ข้าไม่อยากแต่ง" จากนั้นก็เสไปชมทิวทัศน์ต่ออย่างรื่นเริงใจ

"ได้ ข้าตกลง"
เมื่อคำตอบเป็นไปอย่างที่นางคาดการณ์เอาไว้แล้ว จึงได้เอ่ยปากรับคำไปเช่นนั้น แม้ในใจจะมีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่บ้าง แต่นางก็พอจะรับรู้ความรู้สึกในใจของเจ้าคนโง่เง่าผู้นี้มาก่อน ถึงได้คิดว่าถึงเวลาทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องเสียที นางก็เสียเวลามาเนิ่นนานแล้ว

"เจ้าตกลงอะไร ข้าไม่เข้าใจ"

"ตกลงทำตามความปรารถนาของเจ้าอย่างไรเล่า คุณชายไช่จินเซ่อ ในเมื่อเจ้าตอบอย่างมั่นใจเช่นนั้น ข้าก็คงไม่กล้าขัดขวาง"

"นี่เจ้าจะ..." ชายหนุ่มรู้สึกคาดไม่ถึง ความจริงเขาก็ไม่เชิงรังเกียจนางแต่ก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอจนอยากตบแต่งนางมาเป็นภรรยาก็เท่านั้น

"อีกห้าวันข้าจะส่งของหมั้นคืน แน่นอนว่าเรื่องยกเลิกการหมั้นในครั้งนี้ถังสือหลิวคนนี้จะเป็นคนรับผิดชอบเอง"
 ไช่จินเซ่อมองอีกฝ่ายเชิดหน้าแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย นี่นางคิดว่านางเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนั้น หากนางทำได้จริงเขาจะคุกเข่าแล้วเรียกนางว่า 'ท่านแม่'

"เดินระวังด้วย ข้าไม่ส่งล่ะ" คำพูดของเด็กหญิงผู้หนึ่งจะนับเป็นอะไรได้ เขาหันกลับไปชื่นชมบัวงามในสระต่อ


แล้วจดหมายฉบับหนึ่งก็ทำให้ไช่จินเซ่อถูกขังในศาลบรรพชนของตระกูลถึงสามวัน แต่เมื่อได้ผลลัพท์เป็นที่พอใจ เขาก็จะถือว่าครั้งนี้เป็นการเสียสละตนเพื่อทำการใหญ่ แม้ภายในจิตใจจะแค้นเคืองถังสือหลิวอยู่บ้าง


'ท่านลุงท่านป้า ข้าถังสือหลิวรู้สึกละอายแก่ใจเป็นอันมากที่ไม่ได้มาเยือนตระกูลไช่ด้วยตนเอง เพื่อเรียนให้พวกท่านทราบเรื่องการถอนหมั้นระหว่างข้ากับพี่จินเซ่อ เมื่อสามเดือนก่อนเขาได้ขึ้นไปประลองเวทีเลือกคู่ และได้รับชัยชนะอีกด้วย ข้ารู้สึกขี้ขลาดเกินกว่าจะถามว่าเหตุใดเขาถึงได้กระทำการเช่นนั้น แต่ในที่สุดหัวใจของข้าก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าจึงได้มาสอบถามพี่จินเซ่อถึงเรื่องการแต่งงานว่าเขายังต้องการแต่งงานกับข้าอยู่หรือไม่ คำตอบที่ได้รับ ทำให้ข้าปวดใจเป็นอันมาก

พี่จินเซ่อไม่ต้องการแต่งงานกับข้า เขาบอกว่าคุณหนูผู้นั้นงดงามและเพียบพร้อมกว่าข้าเป็นไหนๆ แล้วข้าจะทำเช่นไรได้ ข้าไม่อาจไปบังคับฝืนใจผู้อื่นที่มีคนหมายปองแล้ว ดังนั้นข้าจึงขอคืนของหมั้นทั้งหมดแก่พี่จินเซ่อและตระกูลไช่ เพื่อท่านลุงท่านป้าจะได้ยกเลิกการหมั้นแล้วไปสนับสนุนพี่จินเซ่อกับนางผู้เป็นที่รักแทนข้า
ทั้งนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ได้ทราบความเป็นไปและเหตุผลทั้่งหมดแล้ว พวกท่านรู้สึกเห็นใจพี่จินเซ่อมากกว่าข้าเสียอีก
                                       โปรดให้อภัยความอ่อนแอและขี้ขลาดของข้าด้วย'

                                                               'ถังสือหลิว'

หลังจากสองผู้เฒ่าได้อ่านจดหมายขอยกเลิกการหมั้นหมายก็รู้สึกสงสารถังสือหลิวเป็นอย่างมาก เด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปีกลับรู้จักใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น ป่านนี้คงจะแอบนอนร้องไห้จนตาบวมแล้วอย่างแน่นอน ลูกชายของเขาแม้จะอายุมากกว่านางตั้งสองปีกลับทำตัวไม่ได้ความเสียเอง ดังนั้นจึงสั่งลงโทษลูกชายให้สำนึกเสียบ้าง ส่วนเรื่องการถอนหมั้นคงต้องหารือกับตระกูลถังอีกที

ในขณะเดียวกัน สาวน้อยผู้อาภัพที่ว่ากำลังรับประทานขนมอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอย่างไร้ทุกข์โศกใดๆ

(好吃 hǎochīแปลว่า อร่อย, 饱了เป่าเลอ bǎo le อิ่ม โรงเตี๊ยมชื่อ เป่าเลอหัวชี่ อิ่มอร่อย ฮ่าๆ)

โรงเตี๊ยมเป่าเลอหัวชี่คงไม่ต้องบ่งบอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องใด อาหารกินแล้วต้องอิ่มท้อง นอกจากนั้นยังต้องอร่อย โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีถึงสามชั้นด้วยกัน ชั้นบนสุดเป็นชั้นพิเศษสำหรับผู้มีอันจะกินกระเป๋าหนัก หรือบรรดาผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ที่ต้องการความสงบห่างไกลจากแขกคนอื่น ชั้นสองแบ่งเป็นห้าห้องย่อยไว้รองรับลูกค้าพิเศษกว่าชั้นล่างเล็กน้อย เพราะจ่ายเพิ่มเพียงค่าห้อง อาหารก็ไม่แตกต่างกัน เว้นแต่จะสั่งล่วงหน้าเอาไว้

"แม่นางถัง เจ้าคิดว่าการยกเลิกการหมั้นหมายจากเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าจะสำเร็จลุล่วงได้ง่ายดายอย่างนั้นหรือ" ว่าพลางเคาะปลายพัดไปที่ศีษระของเด็กสาว

"พี่ฉู่!"

"สำเร็จหรือไม่ข้าไม่สนหรอก แต่เจ้าลูกเต่านั้นต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง แค่คุกเข่าสำนึกผิดแค่นั้นไม่ตายหรอก"

"เจ้าก็ระวังว่าต่อไปจะถึงคราวของเจ้าบ้าง"

"พี่ใหญ่ท่านอย่าพูดจาน่ากลัวอย่างนั้นสิ มาๆ ข้าสั่งขนมให้ท่านอีกจาน เอาขนมดอกกุ้ยดีหรือไม่" พี่ใหญ่ผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ คุณชายที่ได้ขึ้นประลองเวทีเลือกคู่แล้วประกาศยอมแพ้อย่างเต็มอกเต็มใจ

"น้องสาวอย่างเจ้าข้าขอคืนได้หรือไม่ ทำอย่างที่เจ้าไปคืนของหมั้นอย่างไรเล่า"

"ที่แท้ท่านต้องการจะแต่งกับข้าแทนไช่จินเซ่อ ได้ๆ ข้ายินดี" น้องสาวหน้าตาทะเล้นหยิบขนมเข้าปากราวกับคำพูดก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

"เหลวไหล เจ้าต้องการให้ข้าอายุสั้นอย่างนั้นหรือ หนก่อนที่เจ้าไปก่อเรื่องที่เวทีประลองยุทธเลือกคู่ ข้ายังไม่ได้สะสางเลยนะ"

"ข้าทำอะไร พี่ใหญ่ท่านก็กล่าวเกินไป"

"ผู้เข้าแข่งขันบ้างก็เสื้อผ้าขาดขณะต่อสู้ บ้างก็บาดเจ็บกะทันหัน บ้างก็เกิดอาการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ความวุ่นวายเบื้องหลังเวที ถ้าไม่ใช่ฝีมือเจ้าแล้วจะเป็นใคร"

"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือข้า อย่าใส่ความคนดี" หญิงสาวผู้แอบอ้างตนว่าเป็นคนดีกำลังรีบร้อนซดน้ำชาจนแทบสำลัก

"ผู้ใดจะได้ประโยชน์ หากว่าไช่จินเซ่อไปแต่งงานกับผู้อื่น"

"แน่นอนว่าเป็นเขาสิ คุณหนูผู้นั้นงดงามล้ำเลิศ เก่งหมาก พิณ วาดภาพ เขียนอักษร การเรือนครบครันแถมเปี่ยมด้วยคุณธรรม"

"เจ้าเห็นว่าข้าตาบอดหรือไรถังสือหลิว" ยกพัดเคาะศีรษะน้องสาวนอกไส้ไปอีกหน

"พี่ใหญ่ๆ ท่านก็เพลามือลงบ้างได้หรือไม่ ท่านจะทำให้หัวข้ามีซาลาเปาเพิ่มขึ้นอีกกี่ลูกกัน เอาล่ะๆ ข้าตอบแล้ว ย่อมเป็นข้าที่ได้ประโยชน์ ดูสิข้าอุตส่าห์ชวนท่านมาเลี้ยงฉลองเสียหน่อย แต่ท่านกลับจ้องจะเทศนาข้า ทำดีไม่ได้ดีจริงๆ" ท้ายประโยคอดบ่นพึมพำไม่ได้

"เจ้าบ่นอะไร ถ้างั้นก็สั่งอาหารมากิน ข้าไม่ชอบขนมหวาน เจ้าต้องลงทุนหากต้องการเลี้ยงฉลองให้แก่พี่ชายใหญ่อิ่มหน่ำสำราญ"

“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว จะรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน เสี่ยวเอ้อข้าจะสั่งอาหาร มาที่นี้เร็วเข้า” หันไปยิ้มประจบพี่ชายใหญ่ซึ่งกำลังโมโหหิวแล้วสอบถามรายการอาหารที่ต้องการสั่งอย่างเอาใจ

กับข้าวสี่ห้าอย่างนำมาส่งที่โต๊ะอย่างรวดเร็วสมกับเป็นโรงเตี๊ยมมีชื่อ

ชายหนุ่มคลี่พัดโบกเบาๆ แล้วกวาดตาดูจานอาหารบนโต๊ะ “อาหารเพียงเท่านี้หรือ ที่เจ้าเรียกว่าเป็นการเลี้ยงฉลอง
“พี่ชายผู้เปี่ยมคุณธรรม ผู้มีมีเมตตาค้ำจุนโลก ท่านก็เห็นแก่ถุงเงินใบน้อยของข้าด้วยเถิด เท่านี้ก็เกือบครึ่งหนึ่งของเบี้ยรายเดือนของข้าแล้ว หลังจากนั้นท่านจะใจดำปล่อยให้น้องสาวที่แสนอ่อนหวานผู้นี้อดอยากหรืออย่างไร”

“เจ้าอาศัยอยู่บ้าน ยังจะต้องใช้เงินซื้ออาหารประทังชีพ เจ้าอย่าพูดจาขบขันจะดีกว่า หรือต้องการให้ข้าออกโรง ไปเจรจาเรื่องเงินค่าใช้จ่ายที่้บ้านเจ้า"

"ไปฟ้องมากกว่า" พูดเสียงในลำคอ ก้มหน้าคีบอาหาร แล้วเงยหน้าขึ้น "ไม่ต้องลำบากพี่ชายใหญ่ถึงเพียงนั้นหรอก แค่ท่านมานั่งรวมโต๊ะ ข้าก็มีวาสนาแล้ว" ยกยอปอปั้นไปอีกหน่อย แล้วคีบอาหารใส่จานเป็นการปิดท้าย

"ฮึ! รู้ตัวก็ดีแล้ว ไม่ใช่ว่าหลังวันเกิดของเจ้า เจ้าจะฝากพยาธิในท้องไว้กับถุงเงินของข้าหรอกหรือ ไหนดูสิ"
ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นมานับ "เป็นระยะเวลาเกือบสองเดือน ถ้าข้าไปค้าขายก็คงจะขาดทุนที่เจ้านี่แหละที่เป็นภาระในการเดินทาง หรือข้าควรจะเปลี่ยนใจดี แล้วนี่พ่อแม่เจ้าตกลงอนุญาตให้เจ้าไปกับข้าได้แน่นอนหรือ"
เพียงแค่ต้องการเหย้าแหย่ให้ใครบางคนเกิดอาการร้อนรนขึ้นมาบ้างก็เท่านั้น เพราะอย่างไรเขาก็ต้องไปขออนุญาตที่ป้อมสกุลถังของนางอยู่แล้ว แล้วไหนจะพี่ชายใหญ่ตัวจริงของนางอีกล่ะ แต่เหมือนจะได้ข่าวว่าออกเดินทางไปข้างนอกยังไม่กลับ ไม่อย่างนั้นคงจะปฏิเสธไม่ให้น้องสาวไปกับเขาอย่างเด็ดขาด

"พี่ชายผู้ประเสิรฐท่านไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใจหรอก รับรองว่าให้ข้าไปด้วยมีประโยชน์แน่นอน"

"แล้วข้าจะคอยดู แล้วเสี่ยวชุ่ยล่ะ นางไม่ใช่ว่าจะร้องตามเจ้าไปอีกคนหรอกหรือ"

"ไม่ต้องห่วง เดี๋ยววันเดินทาง ข้าจะจับนางมัดไว้กับเตียง หากยังไม่พอ ข้าจะกรอกยาให้นางหลับไปสักสามวัน" หญิงสาวไม่มีทีทางเสียใจต่อการกระทำที่วางแผนไว้สักนิด คีบอาหารเข้าปากอย่างชื่นอุรา

"นับว่าเจ้าทุ่มเทในการเตรียมการเดินทางครั้งนี้ แล้วข้าเป็นใคร คงมิบังอาจขัดขวางเจ้าอย่างแน่นอน" คุณชายฉู่? ว่าประชดแล้วกินอาหารต่อ ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่สามารถสร้างความเจ็บปวดให้นางได้

"ท่านกล่าวได้ถูกต้อง" ถังสือหลิวพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ

"จริงสิ ข้ามีคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง แล้วคู่หมั้นเจ้าจะไม่ว่าอย่างไรที่เจ้าจะเดินทางไปกับข้าอย่างนั้นหรือ"

ได้เห็นใบหน้าที่เปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นบึ้งตึงอย่างฉับพลัน ทำให้ชายหนุ่มสะกดรอยยิ้มเอาไว้

"ข้ากับไช่จินเซ่อไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันแล้ว"

"เจ้าแน่ใจว่า ทั้งครอบครัวเจ้าและครอบครัวของเจ้าหมอนั้นได้ประกาศยกเลิกการหมั้นอย่างเป็นทางการแล้ว ข้าแค่ไม่อยากจะมีปัญหาในภายหลัง เอาเถอะๆ รีบกินอาหารกันก่อน เรื่องอื่นเจ้าค่อยไปขบคิดแล้วกัน"

หญิงสาวมองหน้าอีกฝ่าย พลางนึกตำหนิในใจ แล้วท่านจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ท่านพี่ฉู่! พาลทำเอาข้าเกือบกินอาหารไม่ลง หนี้แค้นหนนี้ข้าจะจดจำเอาไว้ในใจอย่างแน่นอน




-------


จบตอน 1 นะคะ ดูเหมือนจะยาวใช้ได้แล้ว พี่ฉู่ก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อแกสักที
(ป้อมสกุลถัง เปลียนมาเป็นน้องสาวพระเอก ป้อมสกุลถัง:พยัคฆ์หมอบแห่งปฐพี)
เชียร์ จงเปลี่ยนเป็น ภาษาโบราณ
ประเด็นร้อน  = หัวข้อ ??
(บรรยายโรงเตี๊ยม 好吃 hǎochīแปลว่า อร่อย, 饱了เป่าเลอ bǎo le อิ่ม โรงเตี๊ยมชื่อ เป่าเลอหัวชี่ อิ่มอร่อย ฮ่าๆ อาหารขึ้นชื่อ ขอไปคิดก่อน มีทั้งอาหารคาวหวาน สุรา)
ดอกกุ้ย นิยมมาทำ ขนม หรือ เอาไปหมักเหล้า ใส่ในหมายเหตุเพิ่มด้วย
เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม    สำนวนไทย เปลี่ยนๆๆ
สาวใช้ชื่อเสี่ยวชุ่ย ในตอนหนึ่ง ท่านเปาฯ ยืมชื่อมาก่อน ฮ่าๆ

พี่ฉู่ ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ฮ่าๆ ดึกแล้ว ไม่ควรแต่ง ฉากอาหารการกิน  พอก่อนๆๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 08, 2016, 03:28:02 PM โดย ไอวินทร์ »  นี่ก็ก็อบมาหมดเลย ฮ่าๆๆ

4
ป้อมสกุลถัง เปลียนมาเป็นน้องสาวพระเอก ป้อมสกุลถัง:พยัคฆ์หมอบแห่งปฐพี
ชื่อเรื่อง ไว้ตั้งใหม่ค่ะ
丰富 fēngfù เฟิ่งฟู ความมั่นคั่ง  ชื่อเมือง
แต่งสด ขออภัยไม่ได้เรียบเรียงค่ะ

เมืองเฟิ่งฟูอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวงประมาณพันลี้ (ลี้ละ 500 เมตร) มีตระกูลใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่แห่งนี้หลักๆ อยู่ด้วยกันสี่ตระกูล ตระกูลไช่กับตระกูลถังได้ทำการหมั้นหมายบุตรธิดาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมอำนาจบารมีขยายอิทธิพลของตนเองออกไป แต่ดูเหมือนจะมีผู้หนึ่งไม่ค่อยชอบใจความคิดดังกล่าว ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เมืองเฟิ่งฟูเป็นเมืองที่มีคหบดีอาศัยอยู่ไม่น้อยเพราะมีกิจการการค้าอยู่มากมาย เศรษฐกิจเติบโตค่อนข้างดี สิ่งที่ขาดแคลนกลับเป็นผู้มีฝีมือหรือผู้มีวรยุทธ ดังนั้นในการเลือกคู่ให้ลูกสาวของพวกเขาต่างนิยมจัดเวทีประลองเลือกคู่ขึ้นมาเพื่อให้เหล่าชายหนุ่มได้เข้ามาแสดงฝีมือ และในวันนี้ก็มีเวทีประลองเลือกคู่ของคุณหนูใหญ่ของเศรษฐีมีชื่อคนหนึ่งในเมือง ทำให้บริเวณลานหน้าประตูคฤหาสน์คับคั่งไปดูผู้คน ทั้งที่มาชมและพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายอาหาร

การประลองดำเนินไปตั้งแต่ตอนสาย โดยทุกคนมีสิทธิลงชื่อเข้าร่วมไม่เกินเที่ยงวัน มีเวทีย่อยสองเวที เวทีใหญ่สำหรับตัดสินหนึ่งเวที หากชนะผู้อื่นห้าคนจะได้เข้ารอบไปสู่ในรอบถัดไป จากนั้นก็ต่อสู้จนหาคนที่แข็งแกร่งที่สุด ก็จะได้แต่งงานกับคุณหนูลูกสาวของเศรษฐี

"เจ้าขึ้นไปไม่ได้นะ" ถังสือหลิวดึงชายเสื้อของเด็กหนุ่มอีกคนเอาไว้

"ทำไมจะไม่ได้ ว่าที่เจ้าสาวหน้าตางดงามกว่าเจ้าเป็นไหนๆ"

"เจ้า!"
ด้วยวัยเพียงสิบห้าปีของนางไม่อาจเทียบสาวงามที่นั่งอยู่ด้านข้างเวทีได้ ทำให้สาวน้อยได้แต่ยืนเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคืองใจ แต่ยังคงปักหลักจับเสื้ออีกฝ่ายไม่ขยับไปไหน

"ถอยไป อย่ามาขวางข้า" เขาเพียงต้องการขึ้นไปเล่นสนุก ไม่ได้คิดจริงจัง แต่ยิ่งเห็นนางดูโมโหมาก ใบหน้าช่างน่าขบขับนัก เขากลับรู้สึกสนุก

เขาพูดจาเร่งให้นางรามืออีกสองสามประโยค นางถึงได้ยอมจำนนเดินสะบัดหน้าหนี หายไปท่ามกลางฝูงชน ใครใช้ให้นางตามมา เขาไม่เต็มใจสักหน่อยและไม่เต็มใจจะแต่งงานกับนางเป็นอย่างยิ่ง เขาอายุมากกว่านางตั้งสองปีและไม่ชอบเด็กผู้หญิงน่ารำคาญผู้นี้
การต่อสู้ไม่อาจใช้อาวุธใดๆ ได้ เป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เขาผ่านด่านแรกไปอย่างง่ายได้ ตระกูลไช่ของเขาแม้ไม่ถนัดการต่อสู้จำพวกหมัดมวย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าไม่อัปลักษณ์นัก เขากำลังเตรียมตัวเพื่อจะได้สู้กับเจ้าหนุ่มหน้าตายผู้หนึ่ง สวมชุดสีเขียวเข้มถือพัดในมือโบกไปมา ดูท่าท่างเป็นคุณชายที่สำรวมและสุภาพจนน่าหมั่นไส้ ก่อนหน้านี้เขาได้เห็นฝีมือมาบ้างแล้ว เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15นาที)

"คู่ต่อไปเริ่มได้ คุณชายทั้งสองท่านที่ได้แผ่นกระดาษเขียนว่า 'มีลูกหลานเต็มบ้าน' ขอเชิญขึ้นเวทีขอรับ" เสียงประกาศจากด้านหน้าเวที เขาสาวเท้าไปโดยไม่สนใจเจ้าหนุ่มผู้นั้นอีก

ต่างฝ่ายต่างโค้งคำนับกันอย่างมีมารยาทตามธรรมเนียม

ฝั่งตรงข้ามเอ่ยขึ้น "ขอคุณชายโปรดชี้แนะด้วย"

"ย่อมได้ ข้าคงไม่ออมมือหรอก"
ทำเป็นเคร่งธรรมเนียนดีนัก ดูสิถ้าเจ้าลงไปนอนกองที่พื้นยังจะกล้าเอ่ยประโยคขอบคุณข้าหรือไม่

"เชิญลงมือ"

คนตรงหน้าหุบพัดเก็บด้วยท่าทางเคลื่อนไหวไม่รีบร้อน ยิ่งมองเขาก็ยิ่งขัดลูกนัยถ์ตา
ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากไปนั่งจิบช้าที่ภัตรคารหรอกหรือ ถ้าเช่นนั้นบิดาจะส่งเสริมให้เจ้าเอง

เขาพุ่งเข้าไปหาออกหมัดก่อน ตามด้วยฝ่าเท้าหมายจะถีบไปที่ใบหน้าที่คล้ายยิ้มของคนผู้นี้ แต่ถูปัดขาออกไป จากนั้นเขาก็โดนสวนกลับด้วยการถีบมาที่ท้องเช่นกัน ดีว่าเขากระโดดถอยหลังได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนกระแทกถึงหนึ่งในสามส่วน ไม่ใช่ว่าเจ้านี้คิดจะเอาคืนเขา แต่ทำตัวมีคุณธรรม ไม่เห็นจะได้ความ แถมเสียงเชียร์จากด้านล่างเวทีก็ดูจะเอนเอียงไปทางอีกฝั่ง นี่มันอะไรกัน เขาไช่จินเซ่อ เคยได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในสิบของชายหนุ่มผู้มีอนาคตของเมืองเฟิ่งฟู แน่นอนว่าหน้าตาและฐานะย่อมเพียบพร้อม อีกทั้งฝีมือก็ไม่ด้อย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาต้องให้คนผู้นี้ได้รับความอับอายจากความพ่ายแพ้เสียบ้าง เน้นโจมตีเป็นหลัก จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) เจ้านี้ไม่มีทีท่าหอบเหนื่อยผิดกับเขาที่เริ่มอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แล้วแบบนี้เขาจะเอาชนะเจ้าคนผู้นี้ได้อย่างไร ขณะที่ยืนหยุดพักการต่อสู้ จู่ๆ ฝ่ายตรงข้ามก็เอ่ยประโยคหนึ่งขึ้นมา

"โปรดยั้งมือก่อนคุณชาย ข้าขอยอมแพ้"

"เจ้าจะเล่นตลกอันใด" แม้ไม่อยากยอมรับ แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้มีฝีมือเหนือกว่าเขาเห็นๆ

"ข้าข้อมือเคล็ด ดังนั้นจึงเป็นฝ่ายขอยอมแพ้" 
คนเบื้องหน้าค้อมศีรษะยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี เป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ เขาไม่ใคร่จะเข้าใจ แต่เอาเถอะความแข็งแกร่งบางทีก็ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

"ข้ายินดีที่ได้ประลองฝีมือกับท่าน" เขายกสองมือขึ้นมาแสดงการคารวะ

"ข้าก็ยินดีที่ท่านจะได้แต่งสาวงามเข้าบ้าน ยินดีด้วยคุณชาย" ฉับพลับนั้นเขาเกิดอาการงุนงง เขายังต้องปะมือกับผู้อื่นอีกตั้งหลายคน ไฉนคนผู้นี้ถึงได้กล่าวราวกับเขาเป็นผู้ชนะ ไม่ เขาไม่ได้ต้องการผู้ชนะสักหน่อย มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น

"ผู้ชนะในรอบนี้ คือ คุณชายที่สวมชุดสีฟ้าอ่อน แต่เนื่องจากผู้เข้าแข่งขันอื่นๆ มีเหตุไม่สามารถแข่งขันกันต่อไปได้ ดังนั้น ผู้ที่จะได้แต่งงานกับคุณหนูของเรา จึงเป็นท่าน ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อเสียงเรียงนามอะไร ข้าจะได้ไปเรียนนายท่านเพื่อจัดงานวิวาห์ในเย็นนี้"

เสียงฮือฮาจากผู้ชมด้านล่าง อืออึงไปด้วยความประหลาดใจ คล้ายไม่ค่อยเห็นชอบกับผลการแข่งขันในวันนี้ พวกเจ้าไม่เห็นด้วย แล้วนึกว่าข้าเห็นด้วยหรือไงถึงเขาจะไม่อยากแต่งงานกับถังสือหลิว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากจะแต่งงานกับหญิงอื่นในตอนนี้

"ช้าก่อนทุกท่าน ข้าว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล ผู้แข่งขันอื่นจะมาพร้อมใจกันไม่สามารถแข่งขันกันต่อ แล้วถอนตัวพร้อมเพรียงกันตั้งหลายคนได้อย่างไร พวกท่านต้องตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความเป็นธรรม มิฉะนั้นการประลองเลือกคู่ในครั้งนี้จะถือว่าไร้ศักดิ์ศรีและความสง่างามที่สุด" เขาลอบปาดเหงื่อในใจ เหตุการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้ได้อย่างไร

"มันก็จริงที่คุณชายผุ้นี้ได้กล่าวไป หากไม่ตรวจสอบให้ดีคุณหนูอาจต้องพลอยเสียชื่อเสียงไปด้วย โปรดพิจารณาด้วย พวกท่านมีความเห็นอย่างไรกันบ้าง" ชายหนุ่มที่ขอยอมแพ้เขายังไม่ได้ลงจากเวที เริ่มพูดจามีเหตุผลน่าเชื่อฟังมากขึ้น แถมหันไปหาเสียงสนับจากผู้คนด้านล่างเวทีให้อีก

ดูเหมือนบรรดาผู้คนจะเริ่มถกเถียงเรื่องนี้กันอย่างเป็นประเด็นร้อน ผ่านไปไม่นานมีสาวใช้คนหนึ่งเดินขึ้นมากระซิบบอกอะไรบางอย่างกับชายที่ดูแลการประกวด เขาทำสีหน้าลำบากใจครู่หนึ่ง แล้วก็หันมาหาเขา

"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ข้าได้ข้อสรุปจากคุณหนูของข้าแล้ว นางบอกว่าไม่รังเกียจที่ท่านเป็นผู้ชนะ นั้นแสดงว่าเป็นวาสนาที่มีต่อกัน ถ้าหากท่านไม่ขัดข้องก็แต่งงานกับนางในวันนี้เลย"

หากตอบว่าเขาขัดข้องก็จะดูเหมือนคนใจแคบ หญิงสาวผู้หนึ่งยังไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจกว้างยอมรับเรื่องที่พลิกพลันได้อย่างง่ายดาย

"ทุกท่านโปรดใจเย็นก่อน คุณชายท่านนี้คงจะได้รับการสั่งสอนมาจากวงศ์ตระกูลมาเป็นอย่างดี หากได้รับลาภลอยโดยไม่ลงแรงเช่นนี้คงจะทำให้รู้สึกลำบากใจไม่น้อย ยิ่งทำให้ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาสั่นสะเทือน"
ดีพูดได้ดี เขาพยักหน้าเห็นด้วย เจ้าหนุ่มนี้ ต่อไปเขาจะนับเป็นสหายเลยทีเดียว

ประโยคต่อมา

"แต่บางทีโชคชะตาก็ทำให้เราพบเจอเรื่องมงคลนับเป็นพรหมลิขิตโดยแท้ ดังนั้นข้าคงไม่อาจกล่าวอะไรได้ คงต้องให้คุณชายท่านนี้เป็นผู้ตัดสินใจเอง" จบคำพูดทำให้เขานิ่งงัน เจ้าสารเลวผู้นี้ เดิมทำทีเป็นผู้หวังดีแต่ไหงดันมาโยนเผือกร้อนให้ผู้อื่นเช่นนี้ บรรดาผู้คนด้านล่างเวทีต่างเงียบเสียงหันมาจ้องมองเขาเป็นตาเดียวเพื่อรอคำตอบ

"แค่กๆ เอ่อ ข้าคิดว่า มันเป็นการไม่ยุติธรรมที่จะฉกฉวยโอกาส เอ่อ อันดีงามไปจากยอดฝีมือผู้อื่น ตอบอย่างละอายใจข้าคิดว่าฝีมือยังด้อยนัก ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ชนะในวันนี้ เอ่อ ดังนั้น ควรจึงควรให้มีการประลองใหม่อีกครั้ง" ข่มใจพูดจนจบประโยคก็พลันรู้สึกโล่งอกขึ้นมา มีหลายเสียงเริ่มถกเถียงกันขึ้น

"ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากแต่งงานกับแม่นางท่านนี้หรอกหรือ ถึงได้เข้าร่วมประลอง" เสียงผู้หญิงตะโกนขึ้นมาท่ามกลางผู้คน เขารู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก แต่ไม่อาจหาต้นเสียงเจอ

เสียงจากผู้ชมดังกระหึ่มขึ้นมาอีกรอบ หลายเสียงเห็นด้วยกับที่หญิงสาวกล่าว

'หากไม่ต้องการเลือกคู่ก็ ไม่ควรทำตัวไร้ยางอายโดยการหลอกลวงผู้อื่น'

'หรือเจ้าหนุ่มนี้ คิดเพียงเล่นสนุกเท่านั้น'

'ได้แต่งงานกับสาวงามเช่นนี้ยังจะเลือกมากอีก'

'หรือเขาต้องการมาขัดขวางคู่รักของเขาไม่ให้แต่งงานกับหญิงสาว'

เดี๋ยวๆ ก่อนสิ ทำไมหัวข้อถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนั้น ข้าเป็นชายชาตรีคนหนึ่งนะ ก่อนที่เขาจะทันได้กล่าวประโยคใด เสียงหวานใสก็เอ่ยขึ้นมา

"ทุกท่าน งานประลองยุทธเลือกคู่ของข้าในวันนี้คงต้องยุติลงก่อน ทำให้ทุกท่านอุตส่าห์ตั้งใจมาอวยพรในวันมงคลของข้าต้องเสียเวลาเช่นนี้ ข้าน้อยขออภัยด้วย" กล่าวจบคุณหนูพร้อมกับสาวใช้ก็เดินมุ่งหน้าเข้าสู่คฤหาสน์ด้านใน
เสียงก่นดาสาปแช่งเขาก็เริ่มหนาหูขึ้น เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร

"ข้าคงต้องขอตัวก่อน ข้ามีธุระ สำหรับวันนี้ขอบคุณทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้กับข้า รักษาตัวด้วยทุกท่าน ลาก่อน" ประสานมืออำลาแล้วเผ่นแผ่วลงจากเวทีโดยไม่กล้ามองหน้าผู้ใด

มีเสียงโห่ขับไล่ตามหลัง ชายหนุ่มผู้โง่งมทอดทิ้งว่าที่เจ้าสาวได้ลงคอ

ผู้คนเริ่มทะยอยกับกลับบ้านเพราะเรื่องสนุกหมดไปแล้ว บ้างก็โกรธเกรี้ยวชายหนุ่มที่ไม่ยอมแต่งงานกับสาวงามทำให้อดได้รับของแจกเนื่องในงานมงคล

(ต่อค่ะ)


สามเดือนต่อมา
คฤหาสน์ตระกูลไช่

ศาลาริมสระบัวมีร่างสูงหนึ่ง ร่างบอบบางอีกหนึ่งยืนเคียงคู่กัน (ฮ่าๆ ร่างบอบบางเดี๋ยวแก้ไข) ท่ามกลางบรรยากาศอันสุนทรีย์เช่นนี้ กลับไม่ได้ทำให้ทั้งสองอยากใช้ประโยคงดงามพัฒนาความสัมพันธ์ต่อกันได้

"ที่นี้งดงามจนข้าหลงลืมตน"

"เฮอะ! เจ้าก็เคยมาเยือนที่นี้ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ถังสือหลิวเจ้ามีสิ่งใดอยู่ในใจกันแน่" ชายหนุ่มหันกลับมามานั่งที่ม้าหินภายในศาลา จัดแจงรินน้ำชาแล้วยกขึ้นดื่ม

หญิงสาวเดินตามมายืนข้างโต๊ะหิน "แล้วเจ้าเล่า ไช่จินเซ่อมีสิ่งใดอยู่ในใจกันแน่ เมื่อครานั้นเหตุใจเจ้าถึงขึ้นไปประลองที่เวทีเลือกคู่"

"ก็ไม่มีอะไรมาก แล้วข้าจำเป็นต้องตอบคำถามนี้หรือไร มีอันใดเกี่ยวกับเจ้ากัน"

"ย่อมเกี่ยวกับข้า เจ้าต้องการแต่งงานกับข้าหรือแต่งกับคุณหนูนางนั้น" ถามเสียงสูงขึ้นอีกนิดบ่งบอกถึงอารมณ์ผู้พูด

"เจ้าเป็นกุลสตรีแบบใดกัน ถึงได้กล่าวคำถามไร้ยางอายเช่นนี้" เว้นระยะไปนิด แสร้งทำเป็นจิบชา แล้วตอบโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย

"ข้าไม่อยากแต่ง" จากนั้นก็เสไปชมทิวทัศน์ต่ออย่างรื่นเริงใจ

"ได้ ข้าตกลง"
เมื่อคำตอบเป็นไปอย่างที่นางคาดเอาไว้แล้ว จึงได้เอ่ยปากไปเช่นนั้น แม้ในใจจะมีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอยู่บ้าง แต่นางก็พอจะรับรู้ความรู้สึกของเจ้าคนโง่เง่าผู้นี้มาก่อนแล้ว ถึงเวลาทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องเสียที นางก็เสียเวลามานานแล้ว

"เจ้าตกลงอะไร ข้าไม่เข้าใจ"

"ตกลงทำตามความปรารถนาของเจ้าอย่างไรเล่า คุณชายไช่จินเซ่อ ในเมื่อเจ้าตอบอย่างมั่นใจเช่นนั้น ข้าก็คงไม่กล้าขัด"

"นี่เจ้าจะ..." ชายหนุ่มรู้สึกคาดไม่ถึง ความจริงเขาก็ไม่เชิงรังเกียจนางแต่ก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอจนอยากตบแต่งนางมาเป็นภรรยา

"อีกห้าวันข้าจะส่งของหมั้นคืน แน่นอนว่าเรื่องนี้ถังสือหลิวคนนี้จะเป็นคนรับผิดชอบเอง"
 ไช่จินเซ่อมองอีกฝ่ายหันหลังเดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย นี่นางคิดว่านางเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนั้น หากนางทำได้จริงเขาจะเรียกนางว่า 'ท่านแม่'

"เดินระวังด้วย ข้าไม่ส่งล่ะ" คำพูดของเด็กหญิงผู้หนึ่งจะนับเป็นอะไรได้ เขาหันไปชื่นชมบัวงามในสระต่อ


แล้วจดหมายฉบับหนึ่งก็ทำให้ไช่จินเซ่อถูกขังในศาลบรรพชนของตระกูลถึงสามวัน แต่เมื่อได้ผลลัพท์เป็นที่พอใจ เขาก็จะถือว่าครั้งนี้เป็นการเสียสละตนเพื่อทำการใหญ่ แม้ภายในจิตใจจะแค้นเคืองถังสือหลิวอยู่บ้าง


'ท่านลุงท่านป้า ข้าถังสือหลิวรู้สึกละอายแก่ใจเป็นอันมากที่ไม่ได้มาเยือนตระกูลไช่ด้วยตนเอง แล้วเรียนให้พวกท่านทราบเรื่องการถอนหมั้นระหว่างข้ากับพี่จินเซ่อ เมื่อสามเดือนก่อนเขาได้ขึ้นไปประลองเวทีเลือกคู่ และได้รับชัยชนะ ข้ารู้สึกขี้ขลาดเกินกว่าจะถามว่าเหตุใดเขาถึงได้กระทำการเช่นนั้น แต่ในที่สุดหัวใจของข้าก็ทนต่อไปอีกไม่ไหว เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าจึงได้มาสอบถามพี่จินเซ่อถึงเรื่องการแต่งงานว่าเขายังต้องการแต่งงานกับข้าอยู่หรือไม่ คำตอบที่ได้รับ ทำให้ข้าปวดใจเป็นอันมาก

พี่จินเซ่อไม่ต้องการแต่งงานกับข้า เขาบอกว่าคุณหนูผู้นั้นงดงามและเพียบพร้อมกว่าข้าเป็นไหนๆ แล้วข้าจะทำเช่นไรได้ ข้าไม่อาจไปบังคับฝืนใจผู้อื่นที่มีคนหมายปองแล้ว ดังนั้นข้าจึงขอคืนของหมั้นทั้งหมดแก่พี่จินเซ่อและตระกูลไช่ เพื่อท่านลุงท่านป้าจะได้ยกเลิกการหมั้นแล้วไปสนับสนุนพี่จินเซ่อกับนางผู้เป็นที่รักแทนข้า
ทั้งนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ได้ทราบความเป็นไปและเหตุผลทั้่งหมดแล้ว พวกท่านรู้สึกเห็นใจพี่จินเซ่อมากกว่าข้าเสียอีก
                                       โปรดให้อภัยความอ่อนแอและขี้ขลาดแก่ข้าด้วย'

                                                               'ถังสือหลิว'

หลังจากสองผู้เฒ่าได้อ่านจดหมายขอยกเลิกการหมั้นหมายก็รู้สึกสงสารถังสือหลิวเป็นอย่างมาก เด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปีกลับรู้จักใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น ป่านนี้คงจะแอบนอนร้องไห้จนตาบวมแล้วอย่างแน่นอน ลูกชายของเขาแม้จะอายุมากกว่านางตั้งสองปีกลับทำตัวไม่ได้ความเสียเอง ดังนั้นจึงสั่งลงโทษลูกชายให้สำนึกเสียบ้าง ส่วนเรื่องการถอนหมั้นคงต้องหารือกับตระกูลถังอีกที

ในขณะเดียวกัน สาวน้อยผู้อาภัพที่ว่ากำลังรับประทานขนมอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งอย่างไร้ทุกข์โศกใดๆ

(บรรยายโรงเตี๊ยม 好吃 hǎochīแปลว่า อร่อย, 饱了เป่าเลอ bǎo le อิ่ม โรงเตี๊ยมชื่อ เป่าเลอหัวชี่ อิ่มอร่อย ฮ่าๆ อาหารขึ้นชื่อ ขอไปคิดก่อน มีทั้งอาหารคาวหวาน สุรา)

โรงเตี๊ยมเป่าเลอหัวชี่คงไม่ต้องบ่งบอกว่าให้ความสำคัญกับเรื่องใด อาหารกินแล้วต้องอิ่ม นอกจากนั้นยังต้องอร่อย โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีถึงสามชั้นด้วยกัน ชั้นบนสุดเป็นชั้นพิเศษสำหรับผู้มีจะกินกระเป๋าหนัก หรือบรรดาผู้มียศฐาบรรดาศักดิ์ที่ต้องการความสงบห่างไกลจากแขกคนอื่น ชั้นสองแบ่งเป็นห้าห้องย่อยไว้รองรับลูกค้าพิเศษกว่าชั้นล่างเล็กน้อย เพราะจ่ายเพิ่มเพียงค่าห้อง อาหารก็ไม่แตกต่างกัน เว้นแต่จะสั่งล่วงหน้าเอาไว้

"แม่นางถัง เจ้าคิดว่าการยกเลิกการหมั้นหมายจากมือเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างเจ้าจะสำเร็จลุล่วงได้ง่ายได้อย่างนั้นหรือ" ว่าพลางเคาะปลายพัดไปที่ศีษระของเด็กสาว

"พี่ฉู่!"

"สำเร็จหรือไม่ข้าไม่สนหรอก แต่เจ้าลูกเต่านั้นต้องโดนสั่งสอนเสียบ้าง แค่คุกเข่าสำนึกผิดแค่นั้นไม่ตายหรอก"

"เจ้าก็ระวังว่าต่อไปจะถึงคราวของเจ้าบ้าง"

"พี่ใหญ่ท่านอย่าพูดจาน่ากลัวอย่างนั้นสิ มาๆ ข้าสั่งขนมให้ท่านอีกจาน เอาขนมดอกกุ้ยดีหรือไม่" พี่ใหญ่ผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ คุณชายที่ได้ขึ้นประลองเวทีเลือกคู่แล้วประกาศยอมแพ้อย่างเต็มอกเต็มใจ

"น้องสาวอย่างเจ้าข้าขอคืนได้หรือไม่ ทำอย่างที่เจ้าไปคืนของหมั้นอย่างไรเล่า"

"ที่แท้ท่านต้องการจะแต่งกับข้าแทนไช่จินเซ่อ ได้ๆ ข้ายินดี" น้องสาวหน้าตาทะเล้นหยิบขนมเข้าปากราวกับคำพูดก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

"เหลวไหล เจ้าต้องการให้ข้าอายุสั้นอย่างนั้นหรือ หนก่อนที่เจ้าไปก่อเรื่องที่เวทีประลองยุทธเลือกคู่ ข้ายังไม่ได้สะสางเลยนะ"
"ข้าทำอะไร พี่ใหญ่ท่านก็กล่าวเกินไป"

"ผู้เข้าแข่งขันบ้างก็เสื้อผ้าขาดขณะต่อสู้ บ้างก็บาดเจ็บกะทันหัน บ้างก็เกิดอาการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ความวุ่นวายเบื้องหลังเวที ถ้าไม่ใช่ฝีมือเจ้าแล้วจะเป็นใคร"

"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือข้า อย่าใส่ความคนดี" หญิงสาวผู้แอบอ้างตนว่าเป็นคนดีกำลังรีบร้อนซดน้ำชาจนแทบสำลัก
"ผู้ใดจะได้ประโยชน์ หากว่าไช่จินเซ่อไปแต่งงานกับผู้อื่น"

"แน่นอนว่าเป็นเขาสิ คุณหนูผู้นั้นงดงามล้ำเลิศ เก่งหมาก พิณ คุณธรรม การเรือนครบครัน"

"เจ้าเห็นว่าข้าตาบอดหรือไรถังสือหลิว" ยกพัดเคาะศีรษะน้องสาวนอกไส้ไปอีกหน

"พี่ใหญ่ๆ ท่านก็เพลามือลงบ้างได้หรือไม่ ท่านจะทำให้หัวข้ามีซาลาเปาเพิ่มขึ้นอีกกี่ลูกกัน เอาล่ะๆ ข้าตอบแล้ว ย่อมเป็นข้าที่ได้ประโยชน์ ดูสิข้าอุตส่าห์ชวนท่านมาเลี้ยงฉลองเสียหน่อย แต่ท่านกลับจ้องจะเทศนาข้า ทำดีไม่ได้ดีจริงๆ" ท้ายประโยคอดบ่นพึมพำไม่ได้

"เจ้าบ่นอะไร ถ้างั้นก็สั่งอาหารมากิน ข้าไม่ชอบขนมหวาน เจ้าต้องลงทุนหากต้องการเลี้ยงฉลองให้แก่พี่ชายใหญ่อิ่มหน่ำสำราญ"

9jv ต่อ

“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว จะรีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน เสี่ยวเอ้อข้าจะสั่งอาหาร มาที่นี้เร็วเข้า” หันไปยิ้มประจบพี่ชายใหญ่ซึ่งกำลังโมโหหิวแล้วสอบถามรายการอาหารที่ชอบอย่างเอาใจ

กับข้าวสี่ห้าอย่างนำมาส่งที่โต๊ะอย่างรวดเร็วสมกับเป็นโรงเตี๊ยมมีชื่อ

ชายหนุ่มคลี่พัดโบกเบาๆ แล้วกวาดตาดูจานอาหารบนโต๊ะ “อาหารเพียงเท่านี้หรือ ที่เจ้าเรียกว่าเป็นการเลี้ยงฉลอง
“พี่ชายผู้เปี่ยมคุณธรรม ผู้มีมีเมตตาค้ำจุนโลก ท่านก็เห็นแก่ถุงเงินใบน้อยของข้าด้วยเถิด เท่านี้ก็เกือบครึ่งหนึ่งของเบี้ยรายเดือนของข้าแล้ว หลังจากนั้นท่านจะใจดำปล่อยให้น้องสาวที่แสนอ่อนหวานผู้นี้อดอยากหรืออย่างไร”

“เจ้าอาศัยอยู่บ้าน ยังจะต้องใช้เงินซื้ออาหารประทังชีพ เจ้าอย่าพูดจาขบขันจะดีกว่า หรือต้องการให้ข้าออกโรง ไปเจรจาเรื่องเงินค่าใช้จ่ายที่้บ้านเจ้า"

"ไปฟ้องมากกว่า" พูดเสียงในลำคอ ก้มหน้าคีบอาหาร แล้วเงยหน้าขึ้น "ไม่ต้องลำบากพี่ชายใหญ่ถึงเพียงนั้นหรอก แค่ท่านมานั่งรวมโต๊ะ ข้าก็มีวาสนาแล้ว" ยกยอปอปั้นไปอีกหน่อย แล้วคีบอาหารใส่จานเป็นการปิดท้าย

"ฮึ รู้ตัวก็ดีแล้ว ไม่ใช่ว่าหลังวันเกิดของเจ้า เจ้าจะฝากพยาธิในท้องไว้กับถุงเงินของข้าหรอกหรือ ไหนดูสิ"
ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้นมานับ "เป็นระยะเวลาเกือบสองเดือน ถ้าข้าไปค้าขายก็คงจะขาดทุนที่เจ้านี่แหละที่เป็นภาระในการเดินทาง หรือข้าควรจะเปลี่ยนใจดี แล้วนี่พ่อแม่เจ้าตกลงอนุญาตให้เจ้าไปกับข้าได้แน่นอนหรือ"
เพียงแค่ต้องการเหย้าแหย่ให้ใครบางคนเกิดอาการร้อนรนขึ้นมาบ้างก็เท่านั้น เพราะอย่างไรเขาก็ต้องไปขออนุญาตที่ป้อมสกุลถังของนางอยู่แล้ว แล้วไหนจะพี่ชายใหญ่ตัวจริงของนางอีกล่ะ แต่เหมือนจะได้ข่าวว่าออกเดินทางไปข้างนอกยังไม่กลับ ไม่อย่างนั้นคงจะปฏิเสธไม่ให้น้องสาวไปกับเขา

"พี่ชายผู้ประเสิรฐท่านจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใจหรอก รับรองว่าให้ข้าไปด้วยมีประโยชน์อย่างแน่นอน"

"แล้วข้าจะคอยดู แล้วเสี่ยวชุ่ยล่ะ นางไม่ใช่ว่าจะร้องตามเจ้าไปอีกคนหรอกหรือ"
(สาวใช้ ในตอนหนึ่ง ท่านเปาฯ ยืมชื่อมาก่อน ฮ่าๆ)

"ไม่ต้องห่วง เดี๋ยววันเดินทาง ข้าจะจับนางมัดไว้กับเตียง หากยังไม่พอข้าจะกรอกยาให้นางหลับไปสักสามวัน" หญิงสาวไม่มีทีทางเสียใจต่อการกระทำที่วางแผนไว้สักนิด คีบอาหารเข้าปากอย่างชื่นอุรา

"นับว่าเจ้าทุ่มเทในการเตรียมการเดินทางครั้งนี้ แล้วข้าเป็นใคร คงมิบังอาจขัดขวางเจ้าอย่างแน่นอน" คุณชายฉู่? ว่าประชดแล้วกินอาหารต่อ ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะไม่สามารถสร้างความบาดเจ็บให้นางได้

"ท่านกล่าวได้ถูกต้อง" พยักหน้ารับอย่างเต็มใจ

"จริงสิ ข้ามีคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่ง แล้วคู่หมั้นเจ้าจะไม่ว่าอย่างไรที่เจ้าจะเดินทางไปกับข้าอย่างนั้นหรือ"

ได้เห็นใบหน้าที่เปลี่ยนจากยิ้มแย้มเป็นบึงตึงอย่างฉับพลัน ทำให้ชายหนุ่มสะกดรอยยิ้มเอาไว้

"ข้ากับไช่จินเซ่อไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันแล้ว"

"เจ้าแน่ใจว่า ทั้งครอบครัวเจ้าและครอบครัวของเจ้าหมอนั้นได้ประกาศยกเลิกการหมั้นอย่างเป็นทางการแล้ว ข้าแค่ไม่อยากจะมีปัญหาในภายหลัง เอาเถอะๆ รีบกินอาหารกันก่อน เรื่องอื่นเจ้าคอยไปขบคิดแล้วกัน"

หญิงสาวมองหน้าอีกฝ่าย แล้วท่านจะเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม ท่านพี่ฉู่! พาลทำเอาข้าเกือบกินอาหารไม่ลง หนี้แค้นหนนี้ข้าจะจดจำเอาไว้ในใจอย่างแน่นอน

-------
จบตอน 1 นะคะ ดูเหมือนจะยาวใช้ได้แล้ว พี่ฉู่ก็ยังไม่ได้ตั้งชื่อแกสักที


พี่ฉู่ ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ฮ่าๆ ดึกแล้ว ไม่ควรแต่ง ฉากอาหารการกิน  พอก่อนๆๆ

5
8. มะนอแน่ / นิรีย์ / มาทวงบทที่ 1
« เมื่อ: กันยายน 01, 2016, 11:49:38 AM »
ห้องนี้ นักเขียนชัดๆๆๆ

มะนอแน่ / นิรีย์
ฮ่าๆ

ทั้งสองท่าน อย่าปล่อยให้คนอ่านรอนานนะคะ

กลิ่นกานดา ตกลง นามปากกา?? ไม่ว่าจะเป็นชื่อเรื่องหรือนามปากกา ก็ รู้แนวแล้ว  ::)
อย่าให้ ได้แต่ดมกลิ่นนะคะพี่ปู ขอ ฉากเต็มๆๆ (อย่างที่คุณก็รู้ว่า+++ ฮ่าๆ)

มะนอแน่ นอนคิดได้ยัง ว่าจะเขียนอะไร
บอกไว้ห้องท่านรอง แล้ว ว่าทีมโม้ใครเขียนไม่จบ หน้าแก่  ฮ่าๆๆๆ

6
สวัสดีค่ะ ทุกคน 
หนนี้ ได้อยู่ห้องเดียวกับ ลุงทอมด้วย เย้ๆๆๆ เกาะขาลุงทอมจบ ฮ่าๆๆๆ

แรลลี่ 21!!!  นิยายก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 20 เรื่องที่เขียนกันจบ เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงนี้ดูหนังจีน ฟังเพลงจีน อ่านนิยายจีนในเด็กดี อ่านนิยายจีนที่เป็นภาษาปะกิตแบบอากู๋แปล
แบบ ที่เป็นภาษาปะกิตปกติ ก็มี แต่น้อย เราก็อ่านไม่ออกอยู่ดี ฮ่าๆ เพียงแต่มึนน้อยกว่า
 
แล้วก็อ่านนิยายจีนที่เว็บจีน อากู๋แปล  เอิ่ม อเมริกา ซัมซุง โดนัล ญี่ปุ่น ซีเรีย มันเกี่ยวอะไรด้วย ฮ่าๆ
เท่านั้นยังไม่พอ เปลี่ยนชื่อ ตัวละคร อ่านอีกที อ้าว ใคร

มีนิยายเรื่องหนึ่งเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ที่ เราลุ้น ให้คนเขียน จบ แนวจีนเจ้าตัวไปเรียนที่เมืองจีน
แล้ว ทางบ้านมีปัญหา ดูเหมือนจะลบนิยายออกไปแล้ว
หงส์เหนือมังกร   จำชื่อคนแต่งไม่ได้  เคยจดเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง

ดูหนัง เรื่อง ป้อมอ้าวหลงเป่า (ยัวดูไม่จบ พักไว้ก่อน) เลยยืมชื่อมาแนวๆ นี้
ใจจริง อยากแต่ง ต่อ ในแนวของตัวเอง แต่ แรลลี่นี้คงไม่เหมาะ เวลาจำกัด
เพราะ เรื่องนั้น เท่าที่จำได้ นางเอกเก่งประมาณเป็นแพทย์?? รู้เรื่องยาพิษ
มีเหตุบังเอิญ? ทำให้ พระเอกตาบอดชั่วคราว
แล้วก็ ดันต้องแต่งงานเข้ามาอยู่สกุลของพระเอก ซึ่งอิพระเอกก็ดูจะรังเกียจนางเอก
เพราะอะไรสักอย่าง อาจเพราะเชี่ยวชาญด้านพิษมั้ง
ฉากประทับใจ เข้ามาในห้องเอายาหรือเข้ามาพูดอะไรสักอย่าง
โดนซัดกระเด็น นางเอกตัวติดข้างฝา กระอั่กเลือดเลย

คือ ประทับใจ ตรงที่ อยากรู้นางเอกจะเอาคืนยังไง ดูเหมือน นางก็จะไม่ใช่ พวกยอมคน

ใครรู้ข่าวคราว เรื่องนี้หรือคนเขียน โปรดแจ้ง ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

แรลลี่นี้ เลยขอจัดเบาๆ เป็นนิยายจีนย้อนยุคเรื่องแรก เราควรจะไว้หน้าตัวเองบ้าง ฮ่าๆๆ
ภาษา หรือ สำนวนจีน ต่างๆ ต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วย
ฮ่าๆ จะพยายามเขียนให้จบ เป็นสำคัญค่ะ
 ;D

ขอแปะชื่อเพลง เพื่อประกอบการอ่านเป็นระยะ จริงๆ เอาไว้ฟัง เปลี่ยนบรรยากาศจะดีกว่า
ถึงนิยายไม่แนวจีนเท่าไหร่  ก็มีเพลงจีนมาช่วยแล้วกัน 
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

Little apple / 小苹果 / xiǎopíngguǒ - Chopstick Brothers MMD Sub español / Ingles (English Sub)
เพลงสนุกสนาน  MV จริงๆ มันยาว ที่มี ผู้ชายเล่นเป็นนางเงือก(คนร้อง) สาวเกาหลีเต้น

【箏鼓和鳴】權御天下 Sun Quan The Emperor (Guzheng&Drum Ver.)
เพลงบรรเลงเร็ว พิณจีนกับกลอง
เหมาะ สำหรับฉาก สู้กัน 
ฝีมือคนเล่นชั้นเซียน ฮ่าๆ ที่สำคัญแมวน่ารักอ่ะ

【古筝】千本樱——你可见过如此凶残的练习曲  คนเล่นเดียวกัน แมวก็ตัวเดียวกัน ฮ่าๆๆ

See You Again by Chinese instrument ,Guzheng.
ซึ้งๆ

古箏 - 但願人長久 Wishing We Last Forever (Guzheng)
เพลงนี้ เติ้งลี่จวิน ก็เคยร้อง เนื้อหาดีมากค่ะ คล้ายสัจธรรมชีวิต

【古筝】【青花瓷】 เป็น พิณ+ขลุ่ยจีน
ชื่อเพลง เครื่องลายคราม เป็นการเปรียบเปรย เป็นเพลงของเจย์ โชว
มีหลายเวอร์ชั่นมาก จริงๆ ชอบ ขลุ่ยจีนเป็นตัวนำมากกว่า
青花瓷Qing Hua Ci )曲笛(Chinese Bamboo Flute)- DiZi - 笛子 - YouTube
Dizi ชื่อขลุ่ย ไม่น่าใจว่าเป็นขลุ่ยผิว?  เสียงจะแหลม อ้อนกว่า พิณ

滄海一聲笑 /笑傲江湖/Alto bE Chinese Bamboo Flute/DiZi YouTube
กระบี่เย้ยยุทธจักร (ตงฟางปุป้าย)  เวอรชั่นขลุ่ย 

7
2. ไอวินทร์ / nalin / (1.)Farm Adventure ตอน กู้โลกด้วยสองมือ![1%]
« เมื่อ: พฤศจิกายน 03, 2015, 04:47:03 PM »
สหพันธ์แหงนมองท้องฟ้าเป็นเวลายามเย็นพอดี เขาเพิ่งกลับจากการออกไปสำรวจเส้นทางสำหรับส่งสินค้า พร้อมกับลูกน้องคนสนิท ที่เอาแต่บ่นเรื่องปลิงไม่หยุดอยู่ด้านหลัง หนนี้เขาได้ต้นไม้แปลกๆ กลับมาด้วย เลยว่าจะเอาไปให้ตาแก่นั้นดูสักหน่อยว่าเป็นสมุนไพรชนิดไหน ใช้รักษาโรคได้หรือเปล่า

พอเดินแยกจากลูกน้องเขาก็มุ่งตรงไปที่เรือนเพาะชำสมุนไพรที่เป็นโดมกระจกโปร่งแสงขนาดไม่ใหญ่มาก มีความสูงเท่าตึกประมาณสามสี่ชั้น ในบริเวณนี้มีหลายโดมเพื่อแยกย่อยประเภทของพืชอีกที พอเปิดประตู เขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นึกสงสัยที่นี้กลายเป็นที่ทัศนศึกษาของเด็กนักเรียนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไหนตาแกว่าหวงนักหวงหนา พอเขาก้าวเท้าเข้าไปเรื่อยๆ ก็เห็นตาแกอยู่กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งรูปร่างผอมร่างขี้โรค ยิ่งไว้ผมยาวยิ่งดูอ่อนแอไร้ทางสู้

"ตาแก่เดี๋ยวนี้ร้ายแอบพาเด็กมาทำมิดีมิร้ายในเรือนเพาะชำด้วยเหรอ"
เขากล่าวทักทายอย่างนอบน้อม พร้อมกับปลดเป้ใส่ต้นไม้ลงวางที่พื้น จริงๆเขาก็อายุไม่ห่างจากตาแก่คนนี้เท่าไหร่นักหรอก แต่ชอบเรียกแบบนี้ให้คนหนวดกระตุกเล่น
และตาแก่ก็ไม่มีหนวดหรอก เด็กสาวหันมามองเขาตาโตแต่ไม่ได้พูดอะไร

"นี่ยังไม่โดนเสือในป่าคาบไปกินอีกเหรอนายสหพันธ์ รอดกลับมาได้นี่ ช่างเป็นความโชคร้ายของชุมชนเราจริงๆ

"ขอบใจที่เป็นห่วงนะตาแก่ มีต้นไม้แปลกๆ มาฝากอยู่ในนี้" เขาใช้ปลายรองเท้าชี้ไปที่กระเป๋า

"หยาบคายจริงๆ เลย" ปากบ่นแต่ก็เดินมาหยิบกระเป๋าเป้เปิดดูอย่างตื่นเต้น


แงๆๆ ยังไม่ได้ทำโปรไฟล์ตัวละคร
บุคคลิกพระเอก ตอนแรกว่าจะให้คุณชายฆ้องเล่น แต่ไม่ได้ แล้ว กวนตรีนไปแล้ว ตามอารมณ์คนแต่ง ฮ่าๆๆ

8
2. ไอวินทร์ / nalin / โกดังเก็บของ Farm
« เมื่อ: กันยายน 24, 2015, 11:51:45 AM »
"นายแน่ใจเหรอว่าไปทางนั้นจะมีน้ำตาลทรายขาว เราเดินทางกันมาสามวันแล้วนะ" สหพันธ์กล่าวกับลูกน้องมือขวาที่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่อย่างตั้งอกตั้งใจ
"ไม่ผิดแน่ เรายังขาดอีกแค่ 1,000 กิโลกรัม ก็จะส่งออเดอร์ทางเรือได้แล้ว"
"อืม เข้าใจแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เร่งมือกันเถิด นายใหญ่กำลังจะกลับมา ถ้ารู้ว่าเราทำไม่ได้ตามแผน คงจะเป็นเรื่องใหญ่ แล้วตกลงน้ำตาลทรายแดงล่ะ ขาดอีกเท่าไหร่ รู้อย่างนี้เราควรจะปลูกอ้อยเพิ่มอีกดีมั้ย"
"อีก 83,000 ตันครับ"
"ตัวเลขมันมหาศาลขนาดนั้นล่ะ"
"อ๋อ ศูนย์น่าจะเกินมาตัวหนึ่งครับ แค่ แปดพันสามร้อยตัน"
"ก็ยังมากอยู่ดี ถ้าไม่ทันเวลาจริงๆ เราคงต้องลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ แล้วระดมทรัพยาการจากหน่วยอื่นมาช่วยอีกแรง"
"ผมเห็นด้วยครับ เพราะฝนแล้งหนักปีที่แล้ว ถึงได้ส่งผลกระทบการส่งสินค้าของเราในปีนี้มาก ต่อไปคงต้องเลิกพึ่งฝนฟ้าจากธรรมชาติแล้วสินะครับ"
"ฉันก็เคยคิดไว้เหมือนกัน คงต้องประชุมทีมใหญ่หลังจากเรากลับไป ดูว่าจะขุดทะเลสาปขึ้นมาสักสองแห่งได้หรือเปล่า เอาล่ะอย่าเสียเวลา เรารีบไปกันเถอะ"

--------------

21:06:51 ‹hearti› เขาคือ  นักธรณีวิทยาที่ มีเสน่ห์ จริงจังกับชีวิต บางทีเขาก็ชอบทำตลกหน้าตาย  เธอคือ อาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่ สวย สุภาพ อ่อนโยน ชอบวางแผน และเถรตรง เธอทนไม่ได้กับผู้ชายที่ชอบวางอำนาจ  ทั้งคู่  ต้องมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน  แล้วพวกเขาจะลงเอยกันอย่างไรนี่ ?
21:07:28 ‹hearti› ฝนตก ฟ้าร้อง ไฟดับ อยู่บ้านเดียวกัน รับรอง ลงเอย ได้สบายๆ

21:13:23 ‹hearti› ชอบวางแผน และ เถรตรง ดูจะขัดๆ กัน  ชอบวางแผนชีวิตสินะ 
21:14:48 ‹hearti› "โอเค ฉันผิดเอง ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปหาที่สงบๆ สำนึกผิด" หญิงสาว ลุกจากโซฟา แล้วคลำทางไปชักปลั๊กทีวีออก
21:15:22 ‹hearti› "ก็ดี" ชายหนุ่มบอก
21:16:11 ‹hearti› หลังจากหายไปพักหนึ่ง ชายหนุ่มก็เริ่มรู้สึกเป็นกังวล

นางเอก ไปสับคัตเอ้าท์  พระเอกได้ยินเสียงก็อกแก็กเลยคลำทางไปดูบ้าง แล้วก็จับตัวนางเอก  นางเอกก็ตกใจสิ 
"นี่คุณทำฉันตกใจหมด ทำไม ไม่ให้สุ่มให้เสียงกันบ้าง"
"แล้วผมจะรู้มั้ยว่าเป็นคุณ ผมก็นึกว่าโจรขโมย"
"ถ้ามันเป็นโจรฉลาดมันก็ควรพกไฟฉายมาด้วยสิ" หญิงสาวแย้งอย่างอารมณ์เสีย "แล้วคุณก็ปล่อยแขนฉันได้แล้ว"
"ไม่ ผมมองอะไรไม่เห็น จับคุณไว้นี่แหละดีแล้ว"
"ประสาท"

จะสิ้นเดือนแล้วววว   :'(  พล็อตอยู่หน่ายยย

9
"ขอซื้อเบียร์ป๋องหนึ่งครับ" เสียงสั่งนุ่มทุ่ม จนเธอต้องรีบละสายตาออกจากเฟซบุ้คหันมาหน้าร้าน
"เบียร์อะไรคะ" เธอถามด้วยเสียงอ่อนหวาน เมื่อหันมาเจอลูกค้ารูปหล่อ หน้าตาออกไปทางลูกครึ่ง ร่างสูงใหญ่
"ป๋องสีเขียวน่ะ" พอฟังคำตอบสาวน้อยก็เริ่มชักอยากจะกระโดดถีบลูกค้า แค่บอกชื่อยี่ห้อจะตายหรือไงหา ชื่อไม่ได้จำยากสักหน่อย ไม่เป็นไร หล่อ ให้อภัยได้ และท่องลูกค้าคือพระเจ้า
"อันนี้ใช่มั้ยคะ" เธอเปิดตู้แล้วหยิบส่งให้เขา
"ถ้ามันเป็นสีเขียวล่ะก็ น่าจะใช่นะครับ"  'กวนตีน' หญิงสาวแอบคิดในใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม


ขอบคุณค่ะ คุณคอป  :-* :-* :-* :-* :-* :-* :-* :-*

"ขอซื้อเบียร์ป๋องหนึ่งครับ"

เสียงสั่งนุ่มทุ้มจนเธอต้องรีบละสายตาออกจากเฟซบุ้คหันมาหน้าร้าน

"เบียร์อะไรคะ" เธอถามด้วยเสียงอ่อนหวาน เมื่อหันมาเจอลูกค้ารูปหล่อ หน้าตาออกไปทางลูกครึ่งตะวันตก รูปร่างสูงใหญ่ นึกแปลกใจที่เขาพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดทีเดียว

"ป๋องสีเขียวน่ะ"

พอฟังคำตอบสาวน้อยก็เริ่มชักอยากจะกระโดดถีบลูกค้า แค่บอกชื่อยี่ห้อจะตายหรือไงหา ชื่อไม่ได้จำยากสักหน่อย ไม่เป็นไร หล่อ ให้อภัยได้

"อันนี้ใช่มั้ยคะ" เธอเปิดตู้แล้วหยิบส่งให้เขา

"ถ้าผมตายังไม่บอดสี ก็คิดว่าน่าจะใช่สีเขียวนะครับ" 

'กวนตีน' หญิงสาวแอบคิดในใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม รีบบอกราคาพร้อมกับทำหน้าที่แม่ค้าต่อ

"เอาหลอดมั้ยคะ" 

"ไม่เป็นไรครับ ไม่ชอบดูด" เธอก็ถามของเธอปกติ แต่คำตอบของเขาทำให้เธอรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก ไม่ๆ อย่าคิดไปทางนั้นเด็ดขาด แม่ค้ามืออาชีพต้องมีจิตใจมั่นคงไม่วอกแว่ก ถ้าลูกค้าไปแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง

"อ๋อ ค่ะ" เธอส่งตังค์ทอนให้ "ขอบคุณค่ะ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ" เธอลอบมองการแต่งตัวของเขา ทั้งที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดาแท้ๆ ทำไมถึงได้ดูดีอย่างกับนายแบบเลยนะ

"เอ๊ะ น้องผู้หญิงที่ขายของก่อนหน้านี้ไปไหนครับ" เขารับกระป๋องเครื่องดื่มพร้อมทั้งเปิดยกขึ้นจ่อปากหลังจากถามคำถามเสร็จ นี่จะมีมารยาทหน่อยไม่ได้หรือคะคุณ จะถามก็ถาม จะดื่มก็ดื่มเป็นเรื่องๆ ไปสิ

"ไปเที่ยวต่างประเทศค่ะ อาทิตย์หน้าคงจะกลับ คุณมีธุระอะไรกับน้องเขาหรือเปล่าคะ" 
ด้วยความอยากรู้นิดๆ นิดเดียวจริงๆ เธอเลยถามกลับ เขาน่าจะเรียกว่าใส่ใจลูกค้าต่างหาก

"อย่างนั้นหรือครับ พอดีผมรอคำตอบบางอย่างอยู่ แต่ไม่เป็นไรครับผมรอได้"

'รอคำตอบ'คำนี้ ทำให้เธอถึงกับหูผึ่ง ไม่ใช่ว่า รอคำตอบขอแต่งงานล่ะ สองคนนี้ไปรักไปชอบกันตอนไหนทำไมเธอถึงตกข่าว พอเจอหน้าเขาก็อกหักเสียแล้วหรือนี่ เธอคิดอย่างเศร้าใจปนขำๆ ที่คิดอะไรได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้

"ถ้ามีเรื่องด่วนอยากติดต่อน้องเขา ฉันส่งข้อความไปได้ค่ะ" เธอเสนอความเอื้อเฟื้อด้วยใจอยากรู้เรื่องชาวบ้าน ก็ไม่เชิงหรอก ยัยหมูหวานเป็นญาติเธอ

"ไม่เป็นไรขอบคุณครับ"  โดยไม่รอฟังคำตอบจากเธอเขาก็หันหลังเดินดุ่มๆ จากไป

เธอเผลอมองตามด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างบอกไม่ถูก หล่อแบบนี้คงจะไม่โสดแน่ ทำไมหาผู้ชายโสดยากเย็นเหลือเกินนะยุคนี้ ขณะที่กำลังทอดถอนใจอยู่ เสียงหนึ่งก็มาปลุกภวังค์ฝันหวานจนเธอตื่นขึ้นอย่างไม่เต็มใจ

"เป็นไงหล่อมั้ย" ไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใคร ป้าของเธอคงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่แถวๆ นี้เอง ความจริงแกเปิดร้านเสริมสวยถัดจากร้านขายของไปสองสามห้อง ความจริงแถวนี้ก็อยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเท่าไหร่ ยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดย่อมอีกด้วย ป้าของเธอพอมีเวลาเป็นไม่ได้ ต้องหนีลูกค้าแว่บมาเม้าธ์กับเธอ ปล่อยให้ลูกน้องยุ่งวุ่นวายกับลูกค้ากันเอง

"หล่อ" เธอตอบให้สั้นที่สุด เพื่อจะได้รับข้อมูลจากป้าแกได้เร็วขึ้นเท่านั้น เกือบๆ จะเป็นแหล่งข่าวมืออาชีพทีเดียว เรื่องของชาวบ้านแกจะรู้ลึกรู้จริง ยิ่งกว่าเรื่องของคนในครอบครัวแกอีก ข้าน้อยนับถือๆ เหอๆ

"ก็นั้นนะสิ เขาเป็นลูกครึ่งไทยกับอะไรสักอย่างนี่แหละป้าจำประเทศไม่ได้"

พอเห็นว่าเธอไม่ได้พูออะไรต่อ แกก็เดินมาทรุดตัวนั่งที่โซฟาสีแดงในร้านอย่างเตรียมตัวเล่าเรื่องยาว

"พ่อหนุ่มคนนั้นมาอยู่เกสต์เฮ้าธ์ของยัยลำไยที่มีผัวฝรั่งแถวนี้เอง น่าจะสักสองอาทิตย์ได้แล้ว ที่สำคัญ..."
แกหยุดนิดหนึ่งเพื่อจะยกมือป้องปาก "ไม่มีสาวมาเกาะแกะเลยสักคน"  เธอพยักหน้าเพื่อซึบซับข้อมูล ที่เริ่มหลั่งไหลมา

"เป็นเกย์มั้ง" ต้องออกความเห็นบ้าง เดี๋ยวจะหาว่าเธอไม่สนใจ พาลงอนไปอีก

"อู้ย ไม่หรอก ผู้ชายป้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน เห็นเขาว่าเป็นศิลปินวาดรูปแต่ในห้องนั้นแหละ เสื้อผ้าเนื้อตัวก็มีแต่สีเลอะเต็มไปหมด ดูติสต์ๆ ดีนะป้าชอบ"

เธอมองหน้าแกที่กำลังทำหน้าเคลิบเคลิ้ม เนื้อตัวเลอะสีขนาดนั้น ไม่เรียกว่าซกหมกหรอกหรือ แล้วนึกถึงรูปร่างหน้าตาลุงของเธอซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ดูยังไงก็เหมือนมาจากเยาวราชชัด แล้วทีอย่างนี้จะมาบอกชอบแนวเข้มๆ เซอร์ๆ หรือแกเริ่มจะเบื่อพวกหน้าจืดเป็นเต้าหู้


10
"จบแล้วค่ะ"  ประโยคนี้ ซึ้งเบาๆ อินนานๆ ฮ่าๆ

บทที่ 7


   “ว่าไงครับ” ตอนนี้ เขาและเธอกำลังนั่งเจรจาเรื่องสำคัญอยู่บนที่นอน
   “ห้ามขัดใจวรรณ”
   “ถ้าไม่มีเหตุผล พี่ก็ไม่ยอมหรอก” เธอยิ้มให้ และเขาไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้เลย
   “เราจะต้องแยกกันอยู่ก่อน สามเดือนเพื่อทำความรู้จัก รวมถึงห้ามแตะเนื้อต้องตัววรรณโดยเด็ดขาด”
   “แบบนี้มันเกินไปแล้วนะครับหนูวรรณ อย่าใจร้ายแบบนี้สิครับ” เขาโวยวาย แต่เธอกลับนิ่งเฉย
   “มันไม่ยุติธรรมตรงไหน พี่วินทร์ควรให้โอกาสเราทำความรู้จักกันจริง ๆ ไม่ใช่แค่เซ็กซ์”
   “โธ่ หนูวรรณ พี่ว่าเราควรปรึกษาคุณป้าก่อนจะดีกว่ามั้ยครับ”
   “คุณป้ามาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย เราจะแต่งงานกันอย่างเงียบ ๆ แลกแหวนกันเท่านั้น และไม่จำเป็นจะต้องจดทะเบียนสมรส จนกว่าพี่วินทร์จะผ่านความเห็นชอบจากวรรณเสียก่อน”
   “แบบนี้จะต่างกันตรงไหนครับกับไม่แต่ง”
   “ตกลง เราไปปรึกษากับคุณป้าก็ได้ค่ะ ทำมันให้จบๆ กันไปเลย วรรณก็เบื่อเต็มที่แล้ว”
   “หนูวรรณใจเย็นๆ ก่อนนะครับอย่าเพิ่งเบื่อพี่นะครับ ไปอาบน้ำก่อนนะครับคนดี เดี๋ยวพี่เตรียมน้ำให้แช่ แล้วเดี๋ยวพี่จะสั่งให้เขาเตรียมอาหารที่หนูวรรณชอบ”
   “พี่วินทร์รู้เหรอคะว่าวรรณชอบกินอะไร”
   “เอ่อ ตอนนี้ยังไม่รู้แต่เดี๋ยวก็รู้และพี่จะท่องให้ขึ้นใจเลย แต่ว่าอยากให้พี่บริการอาบน้ำให้ด้วยหรือเปล่าครับ เมื่อวานหนูวรรณเลยไม่ได้อาบน้ำกับกินข้าวเย็นเลย พี่ขอโทษนะครับ”
   “ถ้ารู้แล้ว ทำไมถึงทำล่ะคะ ขอโทษแล้ววรรณคงจะหายโกรธหรอก”
   “รู้แล้วครับ ต่อไปถ้าได้ภรรยาดีๆ สักคนมาอบรมนิสัย ก็จะได้ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับสังคม ดีมั้ยครับที่รัก”
   “พี่วินทร์ไม่ต้องมาทำเป็นปากหวาน บอกตรงๆนะคะ วรรณไม่อยากจะเชื่อและไว้ใจคำพูดพี่วินทร์เลย ความประพฤติที่ผ่านมา ทำให้วรรณตกที่นั่งลำบากทุกที”
   “ไม่เอาแล้ว เรายังไม่ต้องพูดเรื่องนี้กันดีกว่านะครับ ลุกขึ้นไปอาบน้ำนะครับ เดี๋ยวพี่เตรียมน้ำให้”
   “ห้ามเล่นตุกติก บอกไว้ก่อนว่าวรรณไม่ชอบใช้ความรุนแรง แต่กับบางคนวรรณก็จำเป็น” มีขู่เสียด้วย พอทำท่าจะเป็นต่อหน่อย ข่มขู่เขาจัง
   “ครับๆ”
   ห้องทำงานเวลาสาย มีเก้าอี้ชุดรับแขกอยู่ใกล้กับประตู และมีคนสามคน นั่งอยู่กันด้วยความสงบหลังจากถกเถียงกันอยู่ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง
   “เอาล่ะ หนูวรรณจะว่ายังไง ในเมื่อความเสียหายมันขึ้นมาแบบนี้แล้ว ป้าจะถามความเห็นหนูก่อน”
   “ไม่ค่ะ หนูจะไม่แต่งงาน หนูไม่อยากจะแต่งงานกับผู้ชายเฮงซวยอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วค่ะ ตอนนี้หนูมีอิสระอยากทำอะไรก็ได้ และคุณแม่ก็คงจะมาบังคับให้หนูแต่งงานกับใครไม่ได้เช่นกันค่ะ คุณป้า”
   “หนูวรรณ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ ไหนตอนอยู่บนห้องตอบตกลงว่าจะแต่งงานกับพี่แล้วไง” เขาตัดพ้อ รู้สึกผิดหวังที่เธอยืนกรานจะปฏิเสธการแต่งงาน
“ข้อเสนอที่วรรรณยื่นให้ ดูก็รู้ว่าพี่วินทร์ทำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการตัดความยุ่งยากทั้งหมด วรรณเลยตัดสินใจแทนให้ไงคะ พี่วินทร์ก็ไม่ต้องมาอดทนกับวรรณ”
“แต่หนูเสียหายนะ ป้าว่ามันไม่ดี”
“เสียหาย แค่หนเดียว แต่หนูไม่ต้องเสียใจไปอีกตลอดชีวิต หนูว่าแลกกันแค่นี้ถือว่าเล็กน้อยค่ะคุณป้า” เสียงเธอตอบเด็ดเดี่ยวแบบนี้ เขาคงไม่มีทางชนะใจเธอได้ ขนาดลงทุนเป็นไอ้สารเลววางยาเธอก็แล้ว
“พี่ไม่ดีตรงไหน” เขาเอ่ยถามเสียงอ่อน
“ประโยคนี้คุณควรถามตัวเองจะดีกว่า วิธีการวางยาผู้หญิงเพื่อให้ได้ตามที่ตัวเองต้องการ หรือเอาชนะคะคานอะไรก็แล้วแต่ ก็ช่างคุณ วรรณจะไม่เล่นเกมนี้เด็ดขาด วรรณต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเอง”
“พี่รักวรรณ”
“แน่ใจว่าเป็นความรักเหรอคะ”
“รักสิ”
“เอาล่ะ อย่าเพิ่งเถียงเรื่องรักไม่รัก แม้ว่าป้าอยากให้นพวินทร์รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ป้าก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับหนูอย่างที่หนูต้องการ ที่สำคัญหลานชายป้าคงจะดีไม่พอสำหรับหนูด้วยแหละ ป้าจะเคารพการตัดสินใจของหนูนะหนูวรรณ”
“คุณป้าไม่เข้าข้างกันบ้างเลย”
“ขอบคุณค่ะ คุณป้า” เธอยกมือไหว้แล้วลุกขึ้นยืนหันมาทางเขา
“ส่วนคุณ ฉันอาจจะมองคุณในแง่ดีขึ้นมาบ้างในเรื่องความพยายาม แต่คงยังไม่มีความเปลื่ยนแปลงเรื่องระหว่างเรา”
“หนูวรรณพี่ไม่ยอมให้มันจบลงแบบนี้หรอก เธอเคยคิดบ้างมั้ยว่าเธออาจจะท้องก็ได้”
เกิดความเงียบขึ้นภายในห้อง
“หนูวรรณถ้าสมมติว่าหนูมีเด็ก ป้าเห็นควรให้พี่เขาจัดการเรื่องการแต่งงานให้ถูกต้องนะ เรื่องใหญ่แบบนี้ป้าคงจะตามใจหนูไม่ได้อีกแล้ว”
“วรรณไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยค่ะ ขอวรรณกลับไปคิดดูก่อนนะคะ”
 “ใช่ เธอต้องคิดถึงอนาคตของลูกให้มากๆ อย่าเห็นแก่ตัว” ป้าจอมใจฟาดฝ่ามือเข้าที่หลังของหลานชาย
“วรรณจะท้องได้ยังไง ในเมื่อเราป้องกันแล้ว” เธอซวนเซกลับลงไปนั่งใหม่อีกรอบ
“นี่คนสวย เจ้าสิ่งนั้นไม่ได้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ร้อยเปอร์เซนต์นะครับ สองเดือนกว่าแล้วไม่ใช่เหรอ เธอรู้สึกวิงเวียนตอนเช้ามั้ย”
“ไม่นี่คะ” เธอตอบหน้าตาเฉย
 “โอเค งั้นวรรณรออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวพี่มา”
“แกจะไปไหนนพวินทร์”
“คงจะไปซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ค่ะ”
“ถ้าผลออกมาว่าท้อง ป้าว่าหนูควรให้พี่เขารับผิดชอบนะ และป้าก็อยากจะอุ้มหลาน อย่าเลี้ยงคนเดียวเลย หลานชายป้าเขาจริงจังกับหนูมากนะหนูวรรณถึงได้คิดทำอะไรโง่ๆ แบบนี้ ไม่ลองให้โอกาสเขาสักครั้งก่อน บางทีหลายชายป้าจะเปลื่ยนไปเพราะลูกก็ได้นะ ลองคิดดีๆนะ หนูวรรณ” ผู้อาวุโสลองเกลี่ยกล่อมอีกครั้ง
“รอให้ถึงตอนนั้นก่อน วรรณค่อยตัดสินใจอีกทีนะคะคุณป้า วรรณขอบคุณที่คุณป้าเข้าใจวรรณ” วรรณรัมภายกมือไหว้ผู้อาวุโส รู้สึกสับสน เธอไม่ได้นึกถึงเรื่องการมีลูกมาก่อนเลยจริงๆ
อย่างกับเหาะไป ไม่ถึงชั่วโมงเขากับกลับพร้อมกับชุดทดสอบการตั้งครรภ์ห้าอัน
“ซื้อมาทำไมเยอะนัก”
“เบื้องต้นไง ไปสิไปห้องน้ำกัน” เขาพูดแล้วจูงมือเธอไปที่ห้องน้ำ ดีเหมือนกันเธอจะได้รู้ผลให้มันแน่นอนไปเลย จะได้ไม่ต้องกังวล
“แกนี่มันเวอร์จริงนพวิทร์ แต่ไปเถอะหนูวรรณ ป้าลุ้นจะแย่แล้ว”
เวลาที่ทุกคนรอคอยมาถึงจนได้ เมื่อครบกำหนดที่จะดูผลการตั้งครรภ์
“ท้องหรือเปล่า” ป้าจอมใจเป็นฝ่ายถามก่อน
“ขีดเดียวครับ”
“แล้วมันหมายความว่ายังไง” ป้าเขาเป็นคนถามอีกเช่นเคย เธอไม่มีแม้แต่เสียงจะเอ่ยถาม รู้สึกเกร็งจนต้องกุมมือไว้ด้วยกัน
“ผมขออ่านคำอธิบายก่อน”
“วรรณขอไปยืนข้างนอกบ้านได้มั้ยคะ รู้สึกอึดอัด”
“ไม่ต้องออกไปหรอกหนูวรรณ ทำใจดีๆ ไว้นะ ยังไงป้าก็จะอยู่ข้างๆ หนูไม่มีใครจะปล่อยให้ดูเลี้ยงลูกคนเดียวหรอก”
“ค่ะ คุณป้า” เธอตอบเสียงค่อย
“ผลมาแล้วครับคุณป้า สรุปว่า ไม่ท้องครับ”
“จริงเหรอนพวินทร์ แกแน่ใจนะ แล้วอันอื่นล่ะ ผลตรงกันมั้ย”
“ผลเหมือนกันครับคุณป้า”
“วรรณไม่ท้อง ถ้าอย่างนั้นวรรณขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวก่อนหนูวรรณ ถ้าจะให้มั่นใจป้าว่าไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลดีกว่านะจ๊ะ”
“แต่ผลทดสอบตั้งห้าอัน เหมือนกันหมดคงไม่ผิดพลาดหรอกค่ะ วรรณคิดว่าไม่ท้องหรอกค่ะ”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้ามีอะไรผิดปกติ หนูวรรณต้องบอกป้าต้องบอกนพวินทร์นะ”
“ค่ะ” เธอตอบพร้อมกับรอยยิ้มได้ในที่สุด แล้วขอลากลับทันที
นพวินทร์รู้สึกหมดแรง มือยังถือชุดทดสอบการตั้งครรภ์ไว้ในมืออยู่อันหนึ่ง
“ผมจะทำยังไงดีครับคุณป้า ผมต้องปล่อยหนูวรรณไปใช่มั้ยครับ ผมทำถึงขนาดนี้แล้วเธอก็ยังไม่เห็นความจริงใจของผม”
“แกนี่มันปากดี ความจริงใจตรงไหนของแก ฉันยังไม่เห็นสักนิด ถ้าแกเป็นคู่กับหนูวรรณยังไงน้องก็หนีแกไม่พ้นหรอกเชื่อสิ แถมแกไม่ต้องทำอะไรสักอย่าง ทุกอย่างก็จะกลับมาหาแกเอง”
“คุณป้าหมายถึงโชคชะตาหรือครับ”
 “ไม่รู้แกคิดเอาเองบ้างสิ คิดเรื่องดีๆ ล่ะ”
ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ และเขาไม่ได้ติดต่อกับหนูวรรณอีกเลย ใช้ชีวิตไปอย่างซังกะตาย รู้สึกนอนไม่ค่อยหลับ หงุดหงิดง่ายด้วย ข้าวปลาก็กินได้น้อยลง รู้สึกเหม็นเบื่อไปหมด เช้านี้เขาตื่นเช้ามากเป็นพิเศษ เลยได้ตักบาตรกับคุณป้า
“ไสวเก็บดอกมะลิแล้วเอาลอยน้ำใบเตยใส่ขันมาให้ฉันที่ห้องอาหารด้วยนะ”
“วันนี้อยากจะนั่งกินข้าวแบบขันโตกหรือครับคุณป้า” เขาเอ่ยแซว
“ใครบอกแก ฉันไม่ได้จะเอามาไว้ล้างมือย่ะ จะเอาไว้กิน ตอนเดินผ่านรู้สึกหอมชื่นใจดี”
หลังอาหารมีผลไม้วางอยู่ แต่เขารู้สึกอิ่มมากแล้ว
“ผมขอตัวก่อนนะครับคุณป้า”
“ไม่ลองกินน้ำในขันนี้ก่อนล่ะ แล้วแกจะติดใจ”
ป้ายื่นขันมาให้ เขาเลยต้องเอาใจแกหน่อย แต่ยังไม่ทันได้แตะปากที่ขัน เขาก็รู้สึกผะอืดผะอมทันที
“กลิ่นเหม็นมาก ขอโทษครับ” นพวินทร์รีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ แล้วอาเจียนที่กินไปเมื่อสักครู่จนหมด
“แกทำงานมากไปหรือเปล่า พักนี้ดูซูบๆไปนะ” ป้าเดินตามมาดูเขาที่หน้าห้องน้ำ
“สงสัยจะเพราะอกหัก” เขาพูดลอยๆ
“กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยเหรอนพวินทร์ แล้วพักนี้แกอยากกินอะไรเปรี้ยวๆบ้างหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่นี่ครับ แต่ช่วงนี้ผมชอบกินต้มยำรสจัดๆหน่อย คุณป้าถามทำไมครับ ทำอย่างกับว่าผมแพ้ท้องอย่างนั้นแหละ”
“ไม่ทำไมหรอก แต่เคยได้ยินมั้ยว่าแพ้ท้องแทนเมียนะ เอาล่ะฉันไปอ่านหนังสือพิมพ์ต่อดีกว่า”
“คุณป้าหมายความว่ายังไงครับ แล้วใครอะไร ผมเหรอครับ” เมื่อความเข้าใจเริ่มกระจ่าง นพวินทร์แถมล้มทั้งยืน นี่เขาท้องกับหนูวรรณ ไม่สิ หนูวรรณท้อง แล้วนี่เจ้าตัวจะรู้เรื่องอะไรมั้ย
นพวินทร์ขับรถยนต์ไปหาวรรณรัมภาที่บ้านทันที เธอเปิดประตูให้แต่โดยดี
“พี่วินทร์มีอะไรคะ”
“พี่หิวข้าว แต่กินไม่ได้เลย”
“เพราะวรรณเหรอคะ” เธอชี้มาที่ตัวเอง
เขาส่ายหน้า “เพราะลูกกับวรรณต่างหาก”
“นี่พี่วินทร์ท้องเหรอคะ”
“ใช่ครับ อย่าเพิ่งล้อเล่นสิ พี่จริงจังนะ คุณป้าบอกว่า เอ่อ พี่แพ้ท้องแทนเมีย”
“แล้วจะมีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ล่ะคะ”
“มีสิ ก็ตัวพี่ไง เมื่อเช้าคุณป้าจะให้พี่กินน้ำลอยดอกมะลิ พี่เหม็นจนทนไม่ได้ แล้วก็อาเจียนจนหมดไส้หมดพุงเลย ไม่เห็นเหรอว่าพี่ผอมลงแค่ไหน หนูวรรณไม่สงสารพี่หรือครับ”
“ไม่เห็นน่าสงสาร บ้านก็มี งานก็มี เงินก็มี”
“หนูวรรณ” เขาเสียงหมดแรง
“ไปนั่งก่อนนะคะ หน้าซีดจริงๆ ด้วย เดี๋ยววรรณเอายาดมมาให้นะคะ”
วรรณรัมภารู้สึกงุนงงเล็กน้อย ในเมื่อเธอไม่เห็นจะรู้สึกเปลื่ยนแปลงอะไรเลย เดินกลับมา พร้อมกับยื่นยาดมให้เขา
“นี่ค่ะ ยาดม หรือว่าวันนี้เราต้องไปหาหมอพร้อมกัน จะได้ตรวจให้หายข้องใจกันไปเลยนะคะพี่วินทร์”
“ดีมากๆครับ” เขาตอบแต่หลับตา สภาพแบบนี้จะไปโรงพยาบาลไหวหรือเปล่าเธอชักไม่แน่ใจ
“วรรณคงต้องขับรถให้”
“ดีครับ” เขาตอบหนนี้ พร้อมกับหลับไปเลย
สองวันต่อมาวรรณรัมภาต้องย้ายที่อยู่ โดยหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาหนึ่งใบ
“หนูวรรณนั่งก่อนๆ จะเอาอะไรเดี๋ยวพี่หยิบให้นะครับ”
“เลิกวุ่นวายได้มั้ยคะ วรรณรำคาญ”
“คุณป้า...หนูวรรณรำคาญผม” ชายหนุ่มน้ำตาคลอเบ้าเดินไปเกาะแขนผู้เป็นป้า
“ไปเปิดทีวีดูการ์ตูนรีบอร์นก่อนไปนพวินทร์ เดี๋ยวทางนี้ป้าจัดการเองนะ ไปนะ โอ๋ๆ ไม่ต้องร้องนะเด็กดี ดูการ์ตูนจบแล้วค่อยมาดูน้องนะ”
“ครับคุณป้า” ฮ่าๆ
“อดทนหน่อยนะหนูวรรณ อีกไม่นานอาการแพ้ท้องแบบปัญญาอ่อนของหลานชายป้าก็คงจะหาย ไม่น่าเกินสามเดือนหรอก”
“คุณป้า แบบนี้วรรณแย่แน่ค่ะ ถึงจะแค่ไม่กี่เดือน”
“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดแหละหนูวรรณ เขาก็ดูแลเราดีไม่ใช่เหรอ เว้นไว้แต่เรื่องรำคาญใจนิดหน่อย ๆ เท่านั้นเอง”
“ค่ะ คุณป้าวรรณจะอดทน” วรรณรัมภาพยักหน้าหงึกๆ
สามชั่วโมงผ่านไป
“หนูวรรณหิวน้ำมั้ยครับ”
“ค่ะ ขอน้ำผลไม้นะคะพี่วินทร์”
“ได้ครับ แล้วเอาอะไรอีกมั้ย”
“ขอข้าวผัดแหนมอีกจาน มะระกอฮอลแลนด์อีกลูกนะคะ แล้วถ้ามีวุ้นมะพร้ามก็เอามาเสิร์ฟทีเดียวเลยนะคะพี่วินทร์ แค่นี้แหละค่ะ” นพวินทร์เอากระดาษกับปากกาออกมาจด เพราะแม่เจ้าประคุณ สั่งนิดหน่อยจริงๆ
“พี่จะรีบเอามาให้ไม่เกินสิบนาที รอหน่อยนะครับ”
“ค่ะ อย่าช้าไปกว่านั้นนะคะ ไม่งั้นวรรณจะโมโห”
“ครับ แต่ก่อนจะให้พี่ไปเอาอาหารต้องทำยังไงก่อน” ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้แล้วเอียงแก้ม หญิงสาวรู้งานจัดการแตะปากเบา ๆ
“ยังไม่หมด ต้องทำยังไงอีก” หญิงสาวถอนหายใจพรืด แล้ว ลุกขึ้นมายืน ยกแขนสองข้างขึ้น แล้วเอาปลายมือมาแตะที่กลางกระหม่อม ให้เป็นรูปหัวใจ
“ซารังเฮโยค่ะ พี่วินทร์”
“นั้นแหละ น่ารักมากครับ พี่จะรีบไปนะ”
“เอ่อ ไปสักที ก่อนจะวรรณจะโมโหไปมากกว่านี้ หนหน้าไม่เอาแล้ว ไอ้ท่าทางแอ๊บแบ๊วพวกนี้ วรรณจะไม่ทนอีกแล้ว”
“ครับ ๆ พี่รักวรรณนะครับ”
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนต้องปรับตัวเข้าหากันอีกมาก แต่ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไหน เขาจะร่วมกันรักษาความรักและครอบครัวของเขาไว้ให้ได้ นพวินทร์โอบวรรณรัมภาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด



----

จบบริบูรณ์มั้ง ฮ่าๆ
เรื่องนี้แต่งเพื่อความน้ำเน่าโดยเฉพาะ ส่วนตัวคิดว่า เน่า ใช้ได้ ฮ่าๆ

11
ทำไม ไม่ เว้นวรรคให้บ้างคะ ???
เอิ่ม ขี้เกียจ เอาน่า อ่านได้ๆๆ ฮ่าๆ

บทที่ ๖


นพวินทร์ไตร่ตรองเรื่องราวระหว่างเขากับหนูวรรณ คงไม่มีทางได้พัฒนาความสัมพันธ์ในเวลาอันใกล้นี่แน่ เธอคงจะตั้งกำแพงเรื่องการแต่งงานเอาไว้สูงทีเดียว และกว่าเขาจะปีนข้ามไปได้คงจะแก่งั่กเสียก่อน ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นอิสระเสรีออกขนาดนี้ คงไม่อยากกลับมาอยู่ในกรงทองเหมือนเดิม
แต่เขาไม่คิดกักขังเธออยู่แล้ว พูดไปหนูวรรณคงไม่เชื่ออยู่ดี หรือการกระทำใดๆ ไม่อาจหักล้างความรู้สึกด้านลบที่ผ่านมาของเธอไปได้ เขาจึงต้องใช้วิธีโบราณก่อน
“คุณป้าครับช่วยเรื่องหนูวรรณหน่อยได้มั้ยครับ” ตรงๆแบบนี้เลย ไม่ต้องเสียเวลาอ้อมค้อม
“ช่วยเรื่องอะไร” ป้าเขาถามแต่ยังไม่เลิกอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะอาหาร
“ช่วยให้ผมสมหวังกับหนูวรรณไงครับ” เขาตอบด้วยความอดทน รู้ก็รู้แล้วยังมาถามเขาอีก
“คนอย่างแกเนี่ยนะ ต้องให้ฉันช่วยเรื่องผู้หญิง หนุ่มเสเพลอันดับต้นๆ ของประเทศไทย แต่ตายจริงฉันลืมไป ว่าผู้หญิงที่แกคั่วแต่ละคนก็แค่พวกรักสนุกๆ ไร้ยางอายเปลื่ยนคู่ไวอย่างกับป้ายจราจร สลับคู่เซ็กส์หมู่วิตถาร ไม่กลัวโรคกันบ้างเลยนะ ฉันล่ะ...”
“พอเถอะครับคุณป้า เดี๋ยวผมจะกินไม่ลง นั้นมันเป็นอดีตและผมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณป้าว่าทั้งหมดเสียหน่อยนะครับ ผมกลับตัวเป็นคนดีของสังคมแล้วครับ”
“ทำให้ได้ตลอดรอดฝั่งแล้วกัน ฉันจะอนุโมทนาให้ แต่ฉันคงจะช่วยแกไม่ได้หรอก จะให้บอกเขายังไง ในเมื่อสินค้าที่มีมันคุณภาพต่ำ ใบรับรองอะไรก็ไม่มี ฉันจะเสียผู้ใหญ่เสียเปล่าๆ และลองฉันมีหลานสาวแล้วเจอผู้ชายแบบแกนะ จ้างให้ร้อยล้าน ก็ไม่ยกให้หรอกย่ะ”
“คุณป้าผมไม่ใช่สินค้านะครับ” เปรียบเทียบซะหมดราคาเลย เขานิ่วหน้าแล้ววางช้อนกินข้าว นี่เขาทำตัวแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ
“ก็จะได้เห็นภาพชัดๆไง”
“ถ้าคุณป้าไม่ช่วย ผมก็คงต้องหาวิธีการเอาเองใช่มั้ยครับ”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าแกไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาเมียได้เอง แล้วแกจะดูแลเขาไปทั้งชีวิตได้ยังไงจริงมั้ย”
“ไม่สำคัญว่าจะเป็นวิธีไหนหรือครับ”
“แกคิดว่า ผู้หญิงเขาจะชอบวีธีไหนล่ะ ดักฉุด ตีหัวลากเข้าถ้ำล่ะมั้ง”
“คุณป้านี่หลักแหลม สมกับเป็นป้าผมเลยนะครับ”
“ฉันประชดย่ะ เรื่องไม่ดีไม่ต้องสร้างมาให้ฉันปวดหัวแล้วกัน”
“ผมจะทำตามที่คุณป้าต้องการครับ”
“ฉันเชื่อใจแกได้หรือเปล่านพวินทร์ ฉันรู้สึกว่าแกกำลังจะเอาปัญหาใหญ่มาทุ่มใส่ฉัน”
“รอดูเองแล้วกันครับ ผมก็ต้องมีวิธีการของผม ก็ในเมื่อคุณป้าปฏิเสธไม่ยอมช่วย ในแบบที่คนดีๆ เขาทำกันนี่ครับ ผมอิ่มแล้วขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”
ถือเป็นการอนุญาตแล้วกันนะครับคุณป้า เขาคิดในใจ งานนี้ถ้าไม่เจ๊งก็มีสิทธิ์ไปนอนคุก
เลย ปัญหาใหญ่เลยทีนี้เขาจะหาโอกาสเจอกับหนูวรรณได้ยังไงล่ะ อุตส่าห์จะให้ป้านัดมาให้หน่อย
คงต้องรบกวนเลขาฯ ของคุณป้าแทนแล้วกัน เบอร์โทรศัพท์เธอเขาก็ไม่มีเสียด้วย
คิดได้ดังนั้นนพวินทร์ไม่เสียเวลาต่อหมายเลขทันที ใช้ตำแหน่งหลานชายให้เลขาฯจัดการนัดหนูวรรณมาให้เขาในวันที่คุณป้าไม่อยู่
หมายกำหนดการ คือ อีกสองเดือนข้างหน้า นานสำหรับคนรอ แต่เขาก็จะรอ
วรรณรัมภาตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวอีกครั้ง เลิกคิดถึงอดีตชั่วคราว อยู่กับปัจจุบัน และชีวิตที่อยู่ตัวคนเดียว เธอจะทำอย่างไรดี เธอไม่คิดกลับไปอยู่กับครอบครัว พวกท่านคงจะยิ่งไม่สบายใจที่หาลูกเขยไม่ได้เรื่องมาให้เธอ ทั้งที่ฝ่ายชายมาจากครอบครับที่เป็นคนรู้จักกันแท้ ๆ คิดว่าไว้ใจได้ แต่ตอนนี้เธอรู้สึกดีกับตัวเอง หันมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ยิ้มกับตัวเองบ่อยขึ้น  (ซ้ำ ?)
เมื่อวานนี้ รู้สึกแปลกใจที่เลขาฯของป้าจอมใจโทรมาหา บอกว่า ศุกร์นี้จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณป้า จริงๆ ท่านไม่ชอบให้จัดงานเอิกเกริก? หรืออยากได้ของขวัญอะไรหรอก แต่จะดีใจที่คนอื่นยังคงนึกถึง แค่แวะมาเยี่ยมเยียน หรือโทรมาท่านก็ดีใจแล้ว นั่นคือข้อมูลที่เธอได้รับมา คล้ายกับจะบอกว่าแล้วแต่เธอ ไม่ได้บังคับอะไรสะดวกก็ไป นึกสงสัยว่าโทรมาบอกเธอทำไม่ อาจจะเป็นหน้าที่ของเลขาฯ ที่ต้องทำให้เจ้านายมีความสุขด้วย
คุณป้าจอมใจโชคดีที่มีเลขาฯ ที่รู้ใจกันขนาดนี้ แต่หลานชายเขาสิ แล้วนี่เธอจะคิดถึงเขาทำไม แม้จะดีใจที่เหมือนขาดการติดต่อกันไปเลย และเธอก็แทบไม่ได้นึกถึงเขาระหว่างที่ขับรถชมวิว ถ่ายรูป ซื้อของตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ แต่พอกับมาที่บ้าน วันที่เธอไม่สบายแล้วเขาช่วยดูแล ต้องยอมรับว่าเธอก็รู้สึกประทับใจนิด ๆ และเดาได้ว่าผู้ชายลักษณะอย่างเขา ไม่ใช่คนที่ชอบดูแลผู้หญิงยามเจ็บป่วย ปฏิบัติด้วยความอ่อนโยนแบบในหนังสือนิยายโรแมนติก
วรรณรัมภาตัดสินใจหาของขวัญที่เธอทำเอง เป็นกระเป๋าเดคูพาจ ที่เอากระดาษลายสวยๆ มาแปะตะกร้าหรือกระเป๋าสานๆ พอดีเธอได้ไปเรียนอยู่วันหนึ่ง จ่ายค่าอุปกรณ์ทำเสร็จแล้วเอาของกลับบ้านเลย
พรุ่งนี้ เธอจะไปตอนเย็นสักหน่อยถ้าคุณป้ายังไม่กลับจากทำงานเธอก็จะฝากของเอาไว้ ตอบไม่ถูกว่าอยากเจอหรือไม่อยากเจอใครหรือเปล่า   
(บรรยายเยอะอ่ะ)
   “วรรณฝากกระเป๋าให้คุณป้าด้วยนะจ๊ะไสว ฉันทำเองกับมือ ขอบใจมาก”
   “ได้ค่ะ แล้วไม่รอคุณป้าก่อนเหรอคะ”
   “ไม่เป็นไรจ๊ะ ฉันมีธุระ” เธอปด
   “เดี๋ยวสิจะรีบกลับไปไหนหนูวรรณ” เขาเกือบบึ่งรถกลับมาไม่ทันพอเลขาคุณป้าโทรไปบอกว่าหนูวรรณมาที่บ้านเขาแน่
   “อยู่กินอาหารว่างด้วยกันก่อนสิครับ ครู่เดียวเอง”
   “ไม่ค่ะ วรรณไม่หิว วรรณต้องไปธุระ”
   “ไสวจัดของว่างมาให้หน่อยสิ หิวมากเลย” เขาวางกระเป๋าแล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟา “โกหกไม่ดีนะ หนูวรรณ จะหนีก็บอกมาเถอะคุณกลัวผม”
   “ทำไมวรรณจะต้องกลัว”
   “ยังมีหน้ามาถามอีก ไม่กลัวก็ไม่กลัว แต่อยู่เป็นเพื่อนทานอาหารว่างหน่อยสิไม่เกินสิบห้านาที พี่เหงา” ชายหนุ่มลากเสียงใช้ลูกไม้ออดอ้อนเต็มที่
   “แล้วถ้าไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อนก็ไม่ต้องกินอะไรเลยสิคะ”
   “กินได้แต่ไม่อร่อย วรรณอยู่เป็นเพื่อนพี่ก่อนนครับ พี่ขอร้อง แล้วนี่มาหาพี่ไม่ใช่เหรอแล้วจะรีบกลับทำไม”
   “ไม่ใช่สักหน่อย วรรณเอาของขวัญมาให้คุณป้าต่างหาก แล้วคงมีงานเยอะ เลยกลับมาไม่ได้”
   “เหรอ พี่ไม่เห็นรู้เรื่องเลย เอาล่ะ นั่งลงก่อนเถอะ”
   “ไม่ค่ะ วรรณจะกลับบ้านแล้ว”
   “อยู่ต่อ อีกแค่สิบนาทีจะเป็นอะไรไป หรือกลัวใจตัวเองกันแน่หนูวรรณ” เขากลัวว่าเธอจะกลับบ้าน แล้วแผนที่เขาวางไว้จะพังไม่เป็นท่าเลย ต้องท้าทายเธอหน่อย
   “ก็ได้ค่ะ วรรณจะอยู่แค่สิบนาที จะได้รู้กันไปคนที่ชอบวางอำนาจสั่งคนอื่น จะทำก็คงทำได้แค่ครั้งเดียว เพราะหนต่อไป วรรณจะไม่ทน”
ชายหนุ่มยักไหล่ไม่สนใจคำพูดของเธอ “ก็แค่นั้น เห็นมั้ยอาหารว่างมาแล้ว พี่ขอตัวไปล้างมือสักครู่ หวังว่ากลับมาจะยังเจอหนูวรรณนั่งอยู่ตรงนี้ ไม่วิ่งหนีเหมือนเด็กๆ ล่ะ” ก่อนไปต้องสำทับไว้อีกที ใครจะไปรู้ว่าผู้หญิงคิดอะไรอยู่
“เชิญคิดตามสบายเลยค่ะ” หนูวรรณยอมกลับไปนั่งที่เดิม เขาอยากจะตะโกนโห่ร้องออกมาดังๆ แต่จำเป็นต้องเก็บอาการเอาไว้ก่อน
นพวินทร์จัดการใส่ยานอนหลับไว้ในเครื่องดื่ม แล้วสั่งให้ไสวยกน้ำออกไป
“ไม่ลองชิมขนมหน่อยล่ะ หนูวรรณ อย่าบอกนะว่าไม่กล้า” เขาดักคอ
“ทำไมจะต้องสั่งให้วรรณทำโน้นทำนี่ด้วยคะ”
“พี่หวังดีหรอก ขนมเขาอร่อยจริงๆ พี่อยากให้วรรณชิม พี่ผิดตรงไหน”
“พิ่วินทร์ผิดตลอดนั้นแหละ”
“อ้าวแล้วกัน” เขาหัวเราะออกมา พอได้เห็นท่าทางกระเง้ากระงอดของเธอ
“วรรณไม่ชอบขนมหวาน”
“ชิมคำเดียวก็ได้นะครับ เจ้านี้เขาทำไม่หวานหรอก สีก็ทำจากพืชสมุนไพร”
“บังคับวรรณให้ได้อะไรขึ้นมา” เธอจะได้กินน้ำนะสิคนสวย ถามได้ แต่ไม่ตอบหรอก
“พี่บอกความจริงไป วรรณก็ต้องไม่ชอบใจแน่ พี่ชอบวรรณ”
“แล้วไงคะ นี่คือเหตุผลที่มาวุ่นวายกับวรรณเหรอคะ” เธอตักขนมเข้าปากอย่างระวัง ไม่รู้จะกลัวอะไรนักหนา แต่ก็สมควรกลัว ถ้าเธอได้รู้ว่าคืนนี้เขาวางแผนอะไรเอาไว้
“วรรณน่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว เอาล่ะคำเดียวก็ได้ ทานน้ำซะ”
“สั่งอีกแล้วนะคะ”
“อ้าว ก็วรรณบอกไม่ชอบขนมหวาน พี่เลยให้แค่ชิมไง”
“ถ้าดื่มน้ำแล้ว คงจะอนุญาตให้วรรณกลับได้แล้วใช่มั้ยคะ”
“ก็ทำนองนั้นแหละ”
“พี่วินทร์เป็นผู้ชายที่กวนโมโหที่สุด เท่าที่วรรณเคยเจอมาเลย” หนูวรรณคนสวยของเขาพูดจบหยิบการะดาษมาเช็ดปาก แล้วยกน้ำดื่มอั่กๆ อย่างกับต้องการดับโมโห
“ใจเย็นก่อนสิหนูวรรณเดี๋ยวก็สำลักหรอก”
“วรรณไม่เห็นจะแคร์” เธอพูดสะบัดทิ้งท้าย แล้วลุกขึ้นยืน
“นี่ถ้าพี่ไม่รู้มาก่อนล่ะก็ พี่คิดว่าใครต้องเอาเครื่องดื่มชูกำลังใส่ในขนมแน่ๆ ดูสิหนูวรรณคึกคักอยากจะขวิดใครก็ไม่รู้”
“พี่วินทร์ ไม่ต้องพูดมากได้มั้ยคะ และขอกระเป๋าคืนด้วยค่ะ วรรณไม่น่าเสียเวลาเลย”
เขาอาศัยช่วงที่เธอกำลังบ่น เอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าถือของเธอ ถ้าไม่มีกุญแจรถยนต์เธอก็ยังไปไม่ได้ เขาจะถ่วงเวลาจนกว่ายาจะออกฤทธิ์
   “พูดจาไม่น่ารักเลยหนูวรรณ วันนี้วันศุกร์ ผ่อนคลายหน่อยสิจ๊ะ”
   “ผ่อนคลายบ้าบอสิคะ เชิญไปคนเดียวเถอะคะ นิสัยคนเราคงจะเปลื่ยนได้ง่ายๆ หรอกนะคะ”
   “ทำไมต้องโมโหมากขนาดนี้ด้วยล่ะ ก็แค่อยู่ทานของว่างแค่แป็ปเดียวเองหนูวรรณ”
   “เพราะว่าวรรณโง่ไงคะ ที่หลงคิดว่าพี่วินทร์จะปรับปรุงตัวเสียใหม่ เอากระเป๋าของวรรณมาค่ะ พอวรรณบอกว่าไม่ ก็คือไม่ เพราะงั้นนี่ต้องแผนการณ์อะไรแน่ๆ และวรรณก็หลงกลเสียด้วย”
   “ก็ได้งั้นพี่จะบอกแผนการณ์จริงๆ ก็ได้ คืนนี้วรรณจะต้องค้างที่นี้ และอยู่ที่ห้องนอนของพี่ เมื่อคุณป้าจอมใจกลับมาเจอ ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิม”
   “พี่วินทร์ทำเรื่องเลวๆ แบบนี้ได้ไงคะ แล้วคิดเหรอว่าวรรณจะยอมอยู่เฉย” เธอทำท่าจะเข้ามาแย่งกระเป๋าคืน เขาลุกขึ้นแล้วชูกระเป๋าขึ้น
   “พี่ก็คิดว่าวรรณไม่ยอมหรอก พี่ถึงต้องใช้วิธีการณ์บางอย่าง เอาน่าคิดเสียว่า พี่กำลังจะรับผิดชอบการกระทำเลวร้ายที่ผ่านมา ที่ทำผิดต่อวรรณไป ให้โอกาสพี่สักครั้งสิครับหนูวรรณ”
   “ไม่ค่ะ แล้วนี่วรรณเป็นอะไร พี่วินทร์วางยาวรรณเหรอคะ”
   “แค่ยานอนหลับเอง”
   “พี่วินทร์คนสารเลว” 
   “ถึงจะเป็นคำด่า แต่พี่อยากยิ้มที่สุดเลย แสดงว่ายายังไม่หมดอายุ เอาล่ะทำตัวตามสบาย ฝันดีนะครับหนูวรรณคนสวย เรื่องที่เหลือเดี๋ยวพี่จัดกาเองครับ หายห่วง”
   วรรณรัมภาบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร แต่อยากจะร้องกรีดๆ นักเชียว เสียท่าให้กับผู้ชายคนเดิมอีกแล้วเหรอเนี่ย นี่เธอจะไม่มีทางหนีเขาพ้นเลยใช่มั้ย ถอยหลังเซไปนั่งที่โซฟา ง่วงงุนอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เปลือกตาหนักอึ้งทำให้เธอฝืนไม่ได้อีกต่อไป พร้อมกับความมืดเข้ามาครอบคลุมตัวเธอไว้
   นพวินทร์ถอนหายใจรู้สึกผิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาวางกระเป๋าถือของเธอ แล้วประคองตัวเธอให้นอนลงบนโซฟา ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงเย็น และยานอนหลับตัวนี้น่าจะอยู่ได้ราว ๆ แปดชั่วโมง
ก็ไม่รู้ว่าเธอจะตื่นมาโวยวายอะไรก่อนที่ป้าเขาจะมาเจอหรือเปล่า
   เมื่ออุ้มวรรณรัมภามาไว้ที่ห้องนอนได้เรียบร้อยแล้ว เขาจัดการเปลื่ยนเสื้อผ้าให้เธอก่อน จากนั้นทำการถ่ายรูป และถ่ายวิดีโอไว้เป็นหลักฐานกันไว้ก่อน ตอนอาหารค่ำเขาสั่งไสวว่าตอนเช้าให้บอกคุณป้าด้วยว่าเขาอุ้มน้องวรรณไปนอนในห้องให้ไปจัดการด้วย สาวใช้ดูเหมือนจะตกใจ แต่คงเดาได้ว่า เขาจะใช้วิธีนี้มัดมือชกแต่งงานกับหนูวรรณ และอีกอย่างไม่ใช่หนแรกที่เขาอุ้มเธอไปนอนในห้องนอน
   เสียงทุบประตูหน้าห้องนอนดังขึ้น เขาเปิดไฟที่หัวเตียง เที่ยงคืน ใครกัน แล้วเดินงัวเงียไปเปิดประตูคาดว่าคงเป็นป้าของเขาเอง
   “เปิดประตูเดี๋ยวนี้นายนพวินทร์” เสียงป้าตะโกนอยู่ด้านนอก
   “มาแล้วครับ” เขารีบไปเปิดประตู
   “นี่แกคิดจะทำอะไรของแก พอฉันบอกว่าจะไม่ช่วยเรื่องหนูวรรณ แกก็เลยจะทำให้ฉันโดนถอนหงอกแทนใช่มั้ย ไอ้หลานไม่รักดี แล้วน้องอยู่ไหน” ป้าเขาเดินฉับๆตรงไปที่เตียงนอน
   “คุณป้าจะโวยวายทำไมครับ ผมก็แก้ปัญหาตามที่คุณป้าต้องการแล้วไงครับ”
   “ยังจะมาเถียงอีก นี่แกไม่เคยจีบผู้หญิงแบบคนปกติเขาทำกันเลยหรือไง หา”
   “ไม่เคยครับ”
   “ฉันน่าจะรู้ โธ่เอ่ย หนูวรรณ ตื่นเถอะไปนอนกับป้าดีกว่า หนูวรรณๆ” ป้าเขาเขย่าตัวหนูวรรณเพื่อปลุกเธอ
   “คงจะตื่นหรอกครับ”
   “ทำไมไม่ตื่น แกทำอะไรน้อง”
   “ก็แค่ซดยานอนหลับเข้าไปเท่านั้นเอง” พูดยังไม่จบประโยค เขาก็โดนซัดเพี๊ยะที่ต้นแขน
   “ฉันอยากจะบ้าตาย ถ้าป้าหนูวรรณรู้เรื่องนี้เข้า มีหวังฉันตายแน่ๆ แกทำไมทำอย่างนี้นพวินทร์”
   “คุณป้าก็รู้ว่าผมชอบหนูวรรณ เอาล่ะ ผมพร้อมรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นไงครับ พอใจหรือยัง”
   “แกๆ ฉันไม่รู้จด่าแกว่าอะไรดี เดี๋ยวมันจะเข้าตัวฉันเปล่า ๆ ไอ้หลานนอกคอก ให้ฉันเอาไม้มาตีก็คงจะเสียมือเปล่าๆ แล้วนี่แก...” คุณป้าหยุดพูดแล้วสังเกตว่าหนูวรรณแต่งตัวไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ ใส่เสื้อยืดของเขาและกางเกงนอนขาสั้น
   “ผมไม่ได้ทำอะไรนะครับ” เขาออกตัว แต่ป้าค้อนเขาตาเขียวอีกแล้ว
   “แล้วแกคิดว่า เขาจะยอมตกลงปลงใจ เพราะเรื่องนี้เหรอ”
   “ไม่รู้สิครับ บางทีเขาอาจจะท้องก็ได้”
   “ไหนแกบอกไม่ได้ทำอะไรไง แกนี่มันเลวจริงๆ”
   “ฟังผมอธิบายให้จบก่อนสิครับคุณป้า ก่อนหน้านี้เราเคยเจอกันมาก่อนตอนที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด และเอ่อ ผมเมาเลยเข้าใจผิดว่าเธอเป็นผู้หญิงอย่างว่า เลยเอ่อ เข้าใจผิดกันนะครับ”
   “ฉันอยากจะเป็นลมเสียตรงนี้เลย แกๆ” ป้าชี้นิ้วมาที่หน้าเขา ดูก็รู้ว่าโกรธสุดๆ “เอาล่ะฉันยังไม่อยากฟังรายละเอียดในคืนนี้ แล้วต้องโดนหามส่งโรงพยาบาลเพราะความดันขึ้น จนเส้นเลือดในสมองแตก เอาล่ะ พรุ่งนี้เราจะจัดการเรื่องนี้กัน แกเอายานอนหลับมาให้ฉันกินสักเม็ดด้วยสินายนพวินทร์” พูดจบก็หันหลังออกไป ปิดประตูเสียงดังจนผนังสะเทือน
   พรุ่งนี้คงเป็นวันชี้ชะตาสินะ ในเมื่อเขารอเวลานั้น เขาหันไปมองหนูวรรณ ขอให้เธอตอบตกลงทีเถอะ
   วรรณรัมภารู้สึกตัว และมองเห็นเพดานห้องที่ไม่คุ้นตาแต่จำได้ว่าเธอเคยมานอนที่ห้องนี้ และพอจะจำได้แล้วว่า ก่อนที่เธอจะหลับไปเพราะอะไร มีคนนอนกอดเธออยู่และเป็นตัวปัญหาของเรื่องนี้ ที่ต้องรับผิดชอบ
เธอทุบไหล่ปลุกให้เขาตื่น
   “โอย หนูวรรณ หาวิธีปลุกที่นุ่มนวลกว่านี้ไม่ได้เหรอ”
   “ไม่ค่ะ ทำแบบนี้ทำไมคะ”
   “เราจะได้แต่งงานกัน” เขาตอบทั้งที่ยังไม่ลืมตา
   “แต่งก็ได้ค่ะ แต่วรรณจะทำให้พี่วินทร์เหมือนตกอยู่ในนรก คอยดู”
   “อะไรนะ นี่วรรณยอมแต่งงานกับพี่แล้วใช่มั้ย ไชโยๆ” เขากระโดดลุกขึ้นยืนบนที่นอนด้วยความดีใจ
   “แน่นอนค่ะ แต่มีข้อแม้” ความดีใจของเขาอยู่ได้ไม่นานเลย

12
คำเตือน  น่าจะเป็นคนละอันกับที่ส่ง สนพ.
ยังไม่ค่อยเรียบร้อย ชื่อตัวละครอาจผิดด้วย ขออภัยด้วยนะคะ ฮ่าๆ แล้วจะโพสทำไม

บทที่ ๕

นพวินทร์ชะลอรถยนต์เข้าจอดริมฟุตบาทก่อน เพราะมีรถยนต์คันหนึ่งจอดขวางทางอยู่หน้าบ้าน ดูเหมือนจะมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังโมโหหัวฟัดหัวเหวี้ยงอะไรอยู่ เขาน่าจะเดาไม่ผิด อดีตสามีของหนูวรรณแน่ เขาหันไปปลุกเธอ สงสัยพวกเขาจะเจองานช้าง
“ถึงบ้านแล้วหนูวรรณ”
“ขอบคุณที่มาส่งค่ะ” เธอตอบเสียงงัวเงีย แล้วเปิดประตูลงจากรถ เขาคงต้องรอดูสถานการณ์ด้านนอกก่อน คงต้องรอจนที่สุดค่อยไปแสดงตัวว่าเป็นแฟนใหม่เธอ
เขาเห็นวรรณรัมภาหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าเป็นใคร แต่ก็เชิดหน้าเดินเข้าไปหา ช่างกล้าหาญจริงๆ คนสวยของเขา รอไม่นานก็ถึงคิวเขาจนได้ ผู้ชายคนนั้นชี้มาทางรถยนต์ของเขาแล้วก็กระชากแขนเธอพยายามจะลากเข้าบ้าน
“ปล่อยมือจากเธอซะ” ไม่เคยคิดว่าชั่วชีวิตนี้จะได้เป็นพระเอกกับเขาบ้าง ส่วนใหญ่เล่นแต่บทแบดบอย
“แกเป็นใคร”
“แล้วแกล่ะเป็นใคร ทำร้ายผู้หญิงแบบนี้”
“อย่ามายุ่งเรื่องของผัวเมีย หรือแกเป็นชู้กับยัยนี่ บอกเอาไว้ก่อนยังไงฉันก็มาก่อนแก เข้าใจหรือเปล่า เพราะฉะนั้นอย่าสอดเรื่องชาวบ้าน” ปากดีอย่างนี้ต่อยเสียดีมั้ย คันไม้คันมืออยู่เหมือนกัน
“ไม่เกี่ยวว่าใครจะมาก่อนมาทีหลัง แต่ผมให้เกียรติผู้หญิงเสมอ” ตอนนี้อยากจะต่อยปากตัวเอง ตอแหลเก่งกว่าหมอนี่อีก การกระทำที่ผ่านมามันไม่ใช่เลย เอาล่ะ นับแต่นี้จะพยายามเป็นคนดีแล้วกัน เขาเหลือบมองหนูวรรณ เธอทำท่าเหมือนอยากจะร้องไห้ เสียงโต้เถียงที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากพวกไทยมุงได้ดี มีโผล่หน้าโผล่ศีรษะมาดูสองสามรายแล้ว
“ไม่ใช่เรื่องของแก วรรณเข้าบ้าน” หมอนี่พยายามลากแขนเธอเข้าไปในบ้าน
“เธอเจ็บไม่เห็นหรือไง พูดกันดีๆ ก็ได้”
“แล้วแกจะมาอะไรกับเมียฉันนัก ฉันจะตบก็ยังได้”
“คุณวินทร์กลับไปก่อนนะคะ” เธอวิงวอนทางสายตา แต่ยิ่งเห็นอย่างนี้ใครจะใจอ่อนทิ้งเธอได้ลงคอ
“ไม่ คุณก็เห็นว่าหมอนี่ขมขู่จะทำร้ายคุณ” ในเมื่อเธอเปลื่ยนมาใช้คำสุวรรณพ เพราะไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ เขาก็ต้องเปลื่ยนสรรพนามตาม
“เอาล่ะ ดื้อพอกัน งั้นมาคุยกันตรงนี้ไปเลย ชาวบ้านชาวช่องเขาจะได้รู้กันทั่ว คุณดลคุณต้องการอะไรในเมื่อเราก็หย่ากันแล้ว” เธอพูดโดยไม่หันมามองเขา แม้ไม่อยากเปิดเผยความจริงข้อนี้ก็ตาม
“ผมจะพูดตรง ๆ ผมเลิกกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว ผมขอโอกาสเราเริ่มต้นใหม่อีกสักครั้งนะครับวรรณ”
“เริ่มต้นได้สวยมากเลยนะ มาถึงก็ขู่ตะคอกเธอป่าวๆ” เขาอดพูดไม่ได้ คงจะเบี่ออีหนูคนนั้นแล้วสิท่า แกอย่าฝันไปเลยว่าจะได้กลับมาคืนดีกับหนูวรรณของฉัน
“เงียบไปก่อนได้มั้ยคะ คุณวินทร์” เธอหันมาดุเขา แล้วหันไปหาหมอนั้น “เรื่องของเรามันจบไปแล้วค่ะ เพราะคุณดลเป็นคนขอหย่ากับวรรณเอง และวรรณก็ไม่ได้ทำผิดอะไรลองคิดถึงจิตใจของวรรณบ้าง”
“โธ่ วรรณ ผมผิดไปแล้ว” อดีตสามีจับมือเธออย่างอ้อนวอน เขาเห็นแล้วหมั่นไส้
“ทั้งที่คุณขอหย่าวรรณโดยไม่บอกเหตุผล ปกปิดความจริงมาตลอด ปล่อยให้วรรณรู้เอง แบบนี้แล้วเราจะไปกันรอดได้ยังไงคะ วรรณต้องอยู่กับความระแวงว่าคุณดลจะไม่ซื่อสัตย์แล้วโกหกวรรณอีก ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่นะเหรอคะ และถ้าวรรณจะให้โอกาส...”
“จริงเหรอวรรณ จะให้โอกาสพี่อีกครั้งใช่มั้ย” เธอยกมือขึ้นห้าม
“วรรณยังพูดไม่จบ ถ้าวรรณจะให้โอกาสพี่ดลอีก วรรณก็คงจะต้องสารภาพว่าวรรณกับคุณวินทร์เรามีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกัน เพราะวรรณเหงาอยากมีเพื่อนคุยในตอนกลางคืน และก่อนหน้านั้นวรรณก็คุยกับเพื่อนผู้ชายอีกหลายคน” นพวินทร์เกิดความรู้สึกหึงหน้ามืดขึ้นมา ก่อนหน้านั้น เธอมีใคร และคงจะไม่ใช่เขาเท่านั้น เจ้าสุนัขหวงกางที่อยู่ตรงหน้าเขาก็มีอาการไม่ต่างกัน
“พอแล้ววรรณพี่ไม่อยากฟัง”
“ทำไมคะ คุณดลยอมรับความจริงไม่ได้เหรอคะ ก็ในเมื่อเราหย่ากันไปแล้ว วรรณก็ไม่ได้ทำผิดต่อใคร วรรณก็อยากสนุกบ้างตามประสาแม่หม้ายที่โดนสามีขอหย่าเพราะแอบซุกกิ๊กแล้วเบื่อไม่อยากกลับบ้านบ่อยๆ” ดูเหมือนจะมีเสียงฮือฮาจากไทยมุงรอบๆ ด้านแต่ไม่แสดงตัว
“ที่พูดมาทั้งหมดนี่ เป็นความจริงหรือเปล่า หรือเพื่อตัดโอกาสผม”
“ไม่เชื่อถามเขาดูสิคะ คุณวินทร์ตอบเขาไปเลยค่ะ”
   พอทีอย่างนี้ล่ะโยนงานให้เลยนะคนสวย เขาตอบ “เป็นความจริงครับ จะให้ผมพิสูจน์ก็ได้ว่าเธอมีปานอยู่ที่ตำแหน่งไหน”
   “ไม่ต้อง ผมเข้าใจทุกอย่างแล้ว ไม่คิดเลยว่าวรรณจะกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ เรื่องที่ผ่านมาผมขอโทษแล้วกัน”
   “วรรณก็ขอโทษที่ไม่ขอกลับไปเผชิญกับนรกทางใจอีกต่อไปแล้ว ลาก่อนค่ะคุณดล” เธอยืนเชิดหน้ากำหมัดแน่น เขาอยากจะเข้าไปจูบปลอบขวัญหญิงแกร่งเสียเหลือเกิน รอหมอนี้ไปก่อนเถอะ จะอุ้มเข้าบ้านทันที
   “เข้าบ้านกันเถอะ” เขาบอกแล้วถือวิสาสะจับแขนเธอ
   “พี่วินทร์กลับไปก่อนเถอะค่ะ วรรณอยากอยู่คนเดียว”
   “ได้ที่ไหนล่ะ ดูสิตัวอุ่นๆ คงจะเริ่มจับไข้ แล้วเมื่อกี้ก็ทำเก่งอยู่คนเดียวไม่ยอมบอกพี่” เธอเลิกคิ้วเหมือนจะบอกว่า แล้วจะให้บอกตอนไหน ก็กำลังเฉ่งกันอยู่ ฮ่าๆ
   “คนมองกันใหญ่แล้ว กลับบ้านไปก่อนนะคะ”
   “แล้วตอนที่พูดไม่อายเลยนะ ไหนใครเป็นคนแฉว่ามีอะไรกับพี่ คนแถวนี้เขารู้กันทั่วแล้ว ไม่ต้องแคร์สายตาคนมองหรอก เราไม่ได้ทำอะไรผิด เข้าบ้านดีกว่าจะได้รีบกินยา เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อน เผื่อหมอนั้นยกพวกมาถล่ม พี่จะซัลโวมันให้เอง”
   “ขี้โม้ พี่วินทร์โทรไปบอกคุณป้าด้วยนะคะว่าขออยู่ดูแลวรรณชั่วโมงหนึ่งแล้วจะรีบกลับ”
   “ไม่ต้องทำเป็นมาไล่ พี่ไม่กลับง่ายๆ หรอก” เขาแย่งกุญแจไปไขประตูด้านใน
   ภายในบ้านตกแต่งเหมือนบ้านสำเร็จรูปทั่วไป ไม่มีสิ่งไหนบ่งบอกเลยว่า เธอได้มาศัยอยู่ที่นี้
   “วรรณซื้อที่นี้ไว้นานหรือยัง”
   “ประมาณห้าหกเดือนค่ะ ก่อนจะซักประวัติมากไปกว่านี้ วรรณรบกวนช่วยหญิงยาพาราให้หน่อยนะคะ”
   “จริงสิ พี่ลืมไป สงสัยจะต้องเช็ดตัวด้วย เดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้นะ” สงสัยน้ำเสียงเขาจะร่าเริงเกินเหตุไปหน่อย
   “ไม่ต้องค่ะ” นึกอยู่แล้วว่าเธอจะปฏิเสธ เดี๋ยวหลับเขาค่อยแอบทำก็ได้ คนหวังดีนี่
   “ยาอยู่ตรงไหนครับหนูวรรณ”
   “ตู้กับข้าวค่ะ”
   “ที่ไหนนะ”
“วรรณบอกว่าตู้กับข้าวค่ะ เขาไม่ได้ห้ามเก็บยาไว้ตรงนั้นสักหน่อย จะให้วรรณไปหยิบเองมั้ย จะได้มีเวลาสงสัยเพิ่มขึ้น
“คนสวยกริ้ว ใจเย็นๆ นะครับคนดี เดี๋ยวพี่เอาน้ำมาให้ด้วยจะได้ไม่งอแง ตอนอยู่หน้าบ้านพูดซะคอแห้งเลย”
“พี่วินทร์ถ้าจะอยู่ช่วยก็กรุณาอยู่ในความสงบนะคะ”
“ครับ เอานี่ครับยาสองเม็ด ดื่มน้ำตามเยอะๆ แล้วนอนซะ”
“ไม่ต้องตามขึ้นไปข้างบนนะคะพี่วินทร์ ทำอย่างที่สุภาพบุรุษพึ่งกระทำต่อสตรีได้มั้ยคะ” เธอเอ่ยดักคอ
“สุภาพบุรุษ คำนี้พี่ไม่รู้จักเลยครับหนูวรรณ”
“วรรณเหนื่อย ต่อล้อต่อเถียงไม่ไหวแล้วนะคะ” เธอพูดจบก็เดินหนีขึ้นบ้านทันที
   วรรณรัมภาแทบจะไม่มีเรี่ยวแรงเดินขึ้นบันไดด้วยซ้ำ ตัดสินใจไม่อาบน้ำ โดยเปลื่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดแขนสั้น กับกางเกงขายาวผ้าฝ้ายตัวหลวมแทน แล้วสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวหวังให้ยาแก้ปวดลดไข้ที่กินไปจะออกฤทธิ์ไวๆหน่อย ส่วนคนที่อยู่ข้างล่างเธอก็ไม่อยากจะสนใจอะไรทั้งนั้น เปลือกตาหนักอึ้งทำให้เธอคล้อยหลับไป
   นพวินทร์ตัดสินใจขึ้นไปดูคนป่วย ไม่อย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไรถ้าเขาไม่ดูแลเธอ บ้านก็อาศัยอยู่คนเดียว เกิดป่วยหนักขึ้นมาจะทำอย่างไร รู้งี้ให้กลับไปข้างที่ห้องเขาดีกว่า แต่ป้าเขาคงจะไม่ยอมอีกแน่ๆ คราวก่อนนั้น เป็นเพราะกลับดึกเลยไม่มีเวลามาสอดส่องว่าใครจะนอนห้องไหนกับใคร เขาเลยมีโอกาสได้นอนร่วมห้องเฉยๆ กับหนูวรรณของป้า
   และหนนี้โอกาสก็อำนวย ไม่ได้กอดสักหน่อยก็จะหาว่าดูแลคนป่วยไม่ดี แล้งน้ำใจเกินไปล่ะ
   ชายหนุ่มเปิดประตูห้องที่ไม่ได้ปิดสนิทดีนัก อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเธอเต็มใจเปิดรอเขาเอาไว้ แต่ เพราะรู้ว่าเธอคงจะรู้สึกอาการไม่ค่อยดีแล้ว ถึงได้รีบร้อนไปนอนดูจาก กองเสื้อผ้าที่ถอดไว้เกลื่อนห้องอย่างไม่สนใจใยดี เขาก้มลงเก็บทีละชิ้นไปใส่ตะกร้าผ้า เกิดมาเขายังไม่เคยทำแบบนี้เลย มีแต่เป็นคนถอด
   ยืนเพ่งพิศใบหน้ายามหลับของเธอ ชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด ทั้งที่เคยเห็นมาแล้ว แต่นี่เป็นห้องนอนของเธอ ที่ส่วนตัวที่เขาได้ย่างกรายเข้ามา เหมือนเธอไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นและเขาเป็นเพียงสายลมพัดเข้ามาเจอความลับของเธอ
   นพวินทร์เอามือแตะที่หน้าผาก และเป็นดังคาดยาที่กินเข้าไปยังไม่ออกฤทธิ์เขาควรจะเช็ดตัวให้เธอก่อน ดูสิซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอย่างกับตัวหนอน ตัวตุ่น ตัวอะไรอ่ะ ฮ่าๆ เขาเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเปิดลิ้นชักหาผ้าขนหนูผืนเล็ก จัดการไปชุบน้ำในห้องน้ำ
   “หนูวรรณพี่เช็ดตัวให้นะ” เขากระซิบบอก กลัวเธอจะตกใจ ไม่มีแม้เสียงตอบรับ เธอน่าจะหลับลึกทีเดียว
   เขาบรรจงเช็ดตัวไปตามหน้าผาก ใบหน้า ซอกคอ มือ ข้อพับแขนเพื่อระบายความร้อน สักพักหนึ่งอุณหภูมิก็เริ่มเข้าสู่ปกติ คงประกอบกับยาที่กินเข้าไปเริ่มทำงานพอดี ออกฤทธิ์ ฮ่าๆ
   เมื่อพยาบาลจำเป็นหมดหน้าที่ เขาเลยคิดว่าควรจะอาบน้ำก่อน แล้วค่อยไปหาอะไรในตู้เย็นกินสักหน่อยก่อนจะกลับมาดูเธออีกที นพวินทร์พบว่ามีอาหารสำเร็จรูปอยู่หลายกล่องทีเดียว เข้าไมโครเวฟไม่กี่นาทีก็ตักเข้าปากได้เลย
   พอเอาเข้าจริงๆ เขากลับติดอยู่ที่หน้าทีวี ดูอะไรเรื่อยเปื่อย แล้วกดไปเจอรายการถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกต่างประเทศพอดี พอช่วงพักครึ่งเขาก็แว่บไปดูหนูวรรณของเขาที บรรยากาศแบบนี้ชวนให้หัวใจเขาพองโต
ช่างไม่ต่างอะไรกับคู่แต่งงานใหม่ อยู่กันเพียงลำพังสองคน มีกันและกัน ฮ่าๆ
   จนล่วงเข้าไปเที่ยงคืนกว่า
   “ทำไมพี่วินทร์ไม่กลับบ้านมาเปิดทีวี แถมยังทำครัววรรณรกอีก” เธอเหลือบไปเห็นหลักฐาน ที่เป็นขยะที่เขาลืมเอาไปทิ้งว่างไว้ข้างไมโครเวฟ บ่นยาวขนาดนี้ท่าจะมีแรงขึ้นมาบ้างแล้ว
   “อ้าว หนูวรรณตื่นแล้วเหรอครับ” เขาแกล้งตกใจ
   “ละเมออยู่ค่ะ” เธอเดินมานั่งข้างๆ แล้วหรี่ตามองนักฟุตบอลวิ่งไล่ลูกกลมๆ ไปมา
   “ไหนพี่ดูสิ มีไข้อีกหรือเปล่า”
   “ไม่ต้องค่ะ” เธอตอบช้าไป เพราะเขาเอามือแตะหน้าผากไล้จนมาถึงซอกคอ เพื่อวัดอุณภูมิจริงๆ
   “ยังตัวอุ่นๆ อยู่เลย หนาวหรือเปล่าทำไมไม่เอาเสื้อแขนยาวใส่มาอีกตัว” เขาได้ทีดูแล้วโอบแขนไปพาดไหล่หวังจะโอบให้เธอคลายหนาว
   “วรรณไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” เธอเบี่ยงตัวหนี
   “แล้วตื่นลงมาทำไมครับ”
   “เสียงเชียร์บอลดังลั่นขนาดนี้ไม่ตื่นก็หูตึงแล้ว”
   “ดังขนาดนั้นเลย พี่ขอโทษครับ” เขาหยิบรีโมทปรับเสียงลดลงด้วย
   “วรรณว่าจะกินยาแก้ไข้อีกรอบ จะได้นอนยาวถึงเช้าเลย” เธอตอบแล้วลุกจากโซฟาทันที
   “เดี๋ยวพี่หยิบยาให้”
   “ไม่ต้องค่ะ วรรณหยิบเอง”
   “เป็นคนป่วยอย่าเดินมากสิครับ” เขาเร่งเดินแซงไปหยิบยา และใช้ความไวคว้าแก้วแล้วรินน้ำมาให้เธอ
   “ขอบคุณค่ะ” เธอกินยาแล้วทำท่าจะเดินขึ้นไปนอนต่อ
   “เดี๋ยวสิ ให้ยาลงกระเพาะก่อน มานั่งคุยกับพี่ก่อนแปปหนึ่งนะ” เขาจูงมือเธอกลับไปที่โซฟา
   “พี่วินทร์บังคับวรรณ”
   “ห้านาทีเอง ดูสิพี่หยุดสนใจดูทีวีเลย”
   “มีอะไรคะว่ามาเลย แต่อย่ายาวนักนะคะ”
   “หนูวรรณปิดบังพี่ว่ายังแต่งงานอยู่ แล้วหลอกพี่ให้รู้สึกผิดกับการกระทำที่ผ่านมา พี่ควรได้ยินคำขอโทษมั้ยครับ”
   “ไม่ค่ะ มีอะไรอีกมั้ยคะ” ตอบไม่คิดเลยแม่คุณ เอาล่ะเขาต้องใจเย็น เธอเป็นคนป่วยอยู่ เขาผลักความไม่พอใจเอาไว้ก่อน
   “ตอนนี้ก็เท่ากับว่าวรรณไม่มีพันธะกับใคร ไม่ลองคบกับพี่ดูหน่อยเหรอครับ”
   “ไม่ค่ะ”
   “สงสัยพี่จะเลือกเวลาผิด วรรณไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะครับ หรือจะให้พี่อุ้มขึ้นไปส่ง รู้แล้วๆ วรรณคงจะตอบว่า ไม่ค่ะอีกใช่มั้ย ตอบเป็นอยู่คำเดียว ปฏิเสธพี่ตลอด”
   “ค่ะ” วรรณรัมภาตอบพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
   “ยังมีหน้ามาหัวเราะอีก รีบไปนอนเลยหนูวรรณ”
   “พี่วินทร์ต้องคิดกลับกันนะคะ ถ้าเป็นวรรณตอนนี้ แล้วเพิ่งเจอเหตุการณ์ร้ายๆ มาไม่กี่เดือน พี่วินทร์จะอยากเริ่มต้นชีวิตกับใครอีกหรือเปล่า”
   “หนูวรรณ” เขาก้าวเข้าไปกอดเธอไว้ และเธอก็ไม่ขัดขืน เขารู้ว่าเธอยังรู้สึกขืนข่มกับชีวิตการแต่งงานที่ผ่านมา แล้วเขาเป็นบ้าอะไรถึงได้มาเร่งรัดเธอตอนนี้ ตอนที่เธอยังไม่ค่อยสบายเสียด้วย ก็เพราะว่าหึงไง เขาตอบตัวเอง กลัวแม้แต่อดีตสามีจะแย่งเธอกลับคืนไป หรือผู้ชายหน้าไหนที่รู้ว่าเธอเป็นแม่หม้ายสาวพราวเสน่ห์ออกอย่างนี้ เขาหวง
   “วรรณขอตัวไปนอนก่อนนะคะ” เธอพูดเสียงแหบพร่าเหมือนกำลังร้องไห้
   “พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้หนูวรรณรู้สึกแย่เลยนะครับ” เขาเผลอจูบที่ขมับ เธอขยับตัวดิ้นหนีทันที
   “ปล่อยค่ะ วรรณจะขึ้นข้างบน” เขาจำใจคลายวงแขนที่กอดเธอ ได้แต่มองตามเธอไป
แล้วเขาจะใช้วิธีไหนล่ะเนี่ย ท่าท่างช่วงนี้หนูวรรณคงใจแข็งน่าดู หรือวิธีสุดท้ายที่เขาไม่เคยคิดว่าจะใช้มาก่อนเลย รอให้ถึงที่สุดก่อนแล้วกัน นพวินทร์ถอดหายใจเฮือกใหญ่ เวลาผู้ชายจะมีเมีย ผู้หญิงที่เขาคิดว่าจะลงหลักปักฐานแน่ๆ มันถึงได้ยากได้เย็นขนาดนี้นะ แต่อย่างว่าล่ะ ของที่ได้มาง่ายๆ ก็คงไม่เห็นค่า แม้จะเคยชนะกายแต่ใจสิ ชนะยากกว่า (ฮ่าๆ  แก้ด้วย)
ชายหนุ่มเดินกลับไปนั่งที่โซฟา เหม่อมองจอทีวีครู่หนึ่ง จนการถ่ายทอดจบลง และเขาไม่รู้สักนิดว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายได้ประตูนำจนได้ชัยชนะไปครอง จัดการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ถอดปลั๊กเรียบร้อย ปิดไฟ และตัดสินใจอาบน้ำอีกครั้งก่อนจะไปนอนข้างๆ หนูวรรณ ไม่รู้ป่านนี้เลิกร้องไห้หรือยัง หวังว่าคงจะหลับไปเร็วๆ เวลาเขาแอบไปนอนจะได้ไม่โวยวาย
นพวินทร์จะจดจำช่วงเวลานี้ไว้ เขาเดินออกมาจากห้องน้ำ หนูวรรณหลับอยู่บนเตียง เขาปิดไฟหัวเตียง ก้มลงไปจูบแก้มเธอเบา ๆ แล้วเดินอ้อมไปอีกฝั่ง สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มหนาแต่เบาสบาย ขยับตัวเข้าใกล้แล้วนอนกอดเธอไว้
“ฝันดีครับหนูวรรณ” เขากระซิบ หวังว่าจะมีช่วงเวลานี้อีกในอนาคตอันใกล้


13
บทที่ ๓


“ฉันไม่ต้องการทำงานที่นี้แล้ว” เธอแสดงเจตนารมณ์อย่างจริงจัง ด้วยการสบตาเขานิ่ง และเป็นตายอย่างไรแหวนเธอก็ต้องเอากลับให้ได้
“ความต้องการของคุณ ผมไม่สนหรอก แต่รู้เอาไว้ว่าเมื่อคุณลงลายเซ็นที่กระดาษสัญญานั้นก็มีผลบังคับใช้ได้ตามกฏหมาย ผมถึงขอเตือนว่าให้อ่านสัญญาให้รอบคอบเสียก่อนไงล่ะ จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะที่คุณโดนไล่ออกจากงานเก่าแล้วจะได้มาทำงานที่นี้เต็มเวลา”
“ถ้าอย่างนั้นขอฉันดูสัญญาแล้วก็คืนแหวนให้ฉันด้วยค่ะคุณตั้งมั่น”
“คงจะไม่ได้ดั่งใจเธอทุกอย่างหรอกนะ จนกว่าเธอจะตั้งใจทำงานอย่างไม่มีข้อแม้อะไรอีก ผมถึงจะคืนแหวนให้”
“เอาแหวนคืนให้ฉันเดี๋ยวนี้” เธอกดเสียงไม่ให้เป็นการตะคอกจนเกินไป
“คิดว่าตัวเองเป็นใครล่ะควันเทียน มาสิ มาแย่งแหวนคืนไป” ไม่รอให้เขาเชิญซ้ำสองเธอพุ่งเข้าไปหา ยื่นมือไปที่กระเป๋าเสื้อของเขา แต่ยังไม่ทันได้แต่โดนเนื้อผ้า เขาก็คว้าข้อมือขวาของเธอไว่ก่อน
“ปล่อย!”
“ฉันไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนแตะต้องฉันก่อนได้รับอนุญาต”
“ปล่อยมือฉัน นึกว่าฉันอยากโดนตัวคุณนักนี่ พวกกะเทยทึก”
“ปากดีเกินไปแล้ว ฉันเป็นพวกจับปลาสองน้ำ ต่อไปฉันจะทำให้เธอถอนคำพูด แล้วเรียกฉันใหม่ว่า ชายเหนือชาย เธอต้องได้คุกเข่าตรงหน้าแน่” พอเขาพูดแบบนี้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกขยะแขยง นี่มันเป็นการข่มขู่ทางเพศชัด ๆ ว่าแล้วเขาก็สะบัดมือเธอออกไป
“แหวน” เธอพูดแล้วจ้องหน้าเขาอย่างไม่ยอมแพ้
“ก็บอกว่าเก็บไว้กับผมก่อน ถ้าทำหายล่ะก็ แหวนแค่นี้ผมมีปัญญาชดใช้ให้อยู่แล้ว”
“ขี้ขโมย” เธออดบริภาษด้วยคำนี้ไม่ได้ กวาดตาไปมองตุ๊กตาในห้อง หมายจะเอาคืนเรื่องแหวน หยิบตุ๊กตามายื่นหมูยื่นแมวสักสามสี่ตัว
“ระวังคำพูดด้วยควันเทียน และก่อนจะทำอะไรที่ขาดสติอย่างทำลายตุ๊กตาของผมล่ะก็ ผมขอเตือนให้อ่านสัญญาเสียก่อน” เขาเดินไปที่ประตู ยืนรอให้เธอออกไปก่อน แต่อย่างน้อยก็ดีเหมือนกัน มีนายจ้างคอยเปิดประตูให้ทุกครั้ง
ย้ายจากห้องตุ๊กตา มาอยู่ที่ห้องทำงาน เธอไม่ได้สังเกตอะไรนอกจากแผ่นกระดาษสัญญา กว่าจะทำใจให้สงบแล้วเริ่มอ่านได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ก็ทำได้เพียงอ่านอย่างเร็วๆ เพราะเธอใจร้อนเกินไป แล้วก็เจอข้อความหนึ่ง
“อะไรกัน ถ้าหากตุ๊กตาได้รับความเสียหายหรือสูญหาย ฉันต้องรับผิดชอบห้าเท่าของราคาตุ๊กตา คุณบ้าหรือเปล่า คุณเขียนเพิ่มเอาเองแน่”
“เพิ่มไม่เพิ่มไม่รู้ แต่สัญญามีลายเซ็นของเธอนะควันเทียน สัญญานี่มีสองฉบับ และฉันทำสำเนาไว้แล้ว บอกก่อนนะ สัญญาพวกนี้ฉันให้ทนายประจำครอบครัวร่างขึ้นมาไม่ใช่แบบเด็กๆ เล่นขายของแน่นอน” เธอรู้สึกหน้าชาลามไปทั้งใบหน้า รอบข้างดูเหมือนจะมืดลงฉับพลัน นี่เธอไปเซ็นสัญญาปิศาจอะไร ทำไมถึงกลายเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายคนนี้ได้ขนาดนี้



สรรพนาม ปนกันมั่ว ฮ่าๆ ผม ฉัน

14
8. iloverally และ riryuz / Doll’s house คลับนี้ไม่วุ่นรัก 2.
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2015, 07:05:39 PM »

ต่อ บท หนึ่ง
--
พอเดินไปถึงเขาเปิดประตูห้องรับประทานอาหารค้างไว้ แล้วผายมือให้เธอเดินเข้าไปนั่ง

“ไม่ทราบว่าคุณควันเทียนมีอาหารที่ไม่สามารถรับประทานได้
หรือแพ้อาหารอะไรหรือเปล่าครับ คราวหลังผมจะได้สั่งแม่ครัวเอาไว้”
 เขาทำหน้าที่เจ้าของบ้านผู้ใส่ใจแขกเหรื่ออย่างเต็มที่

“ฉันไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องอาหารค่ะ และถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป
ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณหรอกค่ะ คุณตั้งมั่นเป็นนายจ้างของฉันนะคะ” 

“ตกลงครับ” เขายอมรับ กำลังคิดว่าเธอจะมีจุดประสงค์แอบแฝงเกี่ยวกับตุ๊กตาของเขาหรือเปล่า
 แต่ถ้ามาบังอาจแตะต้องตุ๊กตาของเขาโดยมีความคิดชั่วร้ายซ่อนอยู่ล่ะก็ อย่าหวังจะจากไปอย่างง่ายดายแล้วกัน

ระหว่างนั้น อาหารเริ่มทะยอยมาเสิร์ฟจน เรียกได้ว่าโต๊ะที่กว้างสำหรับนั่งได้แปดที่นั่ง เริ่มเกือบเต็มพื้นที่

 ในช่วงแรกเธอดูเกร็งๆ ไม่ค่อยกล้าตักอาหารเท่าไหร่ ทำให้เขาต้องเหนื่อยสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง
โดยการยกเรื่องต่างๆ นาๆ มาชวนคุย ซึ่งโดยปกติแล้ว ความมีมารยาทอันดีงามของเขาในฐานะเจ้าของบ้าน
ก็แล้วแต่อารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างน้อยก็คุ้มค่าสำหรับทำให้อะไรๆ มันง่ายขึ้น
สำหรับแผนการของเขาในลำดับต่อไป เมื่อคิดได้ดังนั้น ตั้งมั่นก็เก็บรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ข้างในไม่ให้เธอเห็น
เมื่อเห็นเธอยกแก้วน้ำดื่มเป็นที่เรียบร้อย เขาก็เข้าสู่เรื่องสำคัญทันที

"ต้องการขนมหรือผลไม้อะไรหรือเปล่าครับควันเทียน"

"ไม่ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

"ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย เรากลับไปที่ห้องรับแขกกันสักครู่นะครับ ผมคิดว่าเราต้องทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง
การจ้างงานคุณจะได้มีผลตามกฎหมายทันทีไงครับ"
เขาลุกขึ้นแล้วบอกเธอว่าจะไปหยิบเอกสารมาให้เธอเซ็น

"เอ่อ คุณตั้งมั่นคะ"

"ครับ"

"คือว่า ฉันลืมเอาบัตรประชาชนมา ไว้พรุ่งนี้ได้หรือเปล่าคะ"

"ไม่เป็นไรครับ ขอให้คุณกรอกเอกสารเท่าที่กรอกได้ แค่เซ็นเอกสารไปก่อน
ส่วนที่เหลือค่อยเอามาให้ผมทีหลัง ผมจะได้จัดการเรื่องบัญชี เรื่องเงินค่าจ้างให้เรียบร้อย"
เขาสังเกตว่าเหมือนเธอไม่ได้เตรียมใจว่าเขาจะรุกเร็วถึงขนาดนี้
มาเจอกันหนแรกก็ถึงกับโดนจับมัดมือชกให้เซ็นสัญญากันเลย

"ฉัน เอ่อ" เธอลังเล จนพูดไม่ออก เขาเลยต้องเสริมแรงกระตุ้นสักเล็กน้อย

"ควันเทียน ถ้าคุณไม่พร้อมสำหรับงานนี้ หรือรู้สึกไม่สะดวกใจที่นายจ้างของคุณเป็นผู้ชาย ผมก็เข้าใจครับ
ผมก็ไม่อยากบังคับใจใครให้มาทำงานที่นี้ ผมต้องการให้เราสบายใจกันทุกฝ่าย
ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอบคุณที่คุณเสียสละเวลามา เดี๋ยวโทร.เรียกแท็กซี่จากศูนย์ให้นะครับ"

 ประโยคที่พูดออกมาทำให้เขาแทบอยากจะวิ่งเข้าห้องน้ำเพราะอาหารที่เพิ่งรับประทานเข้าไปพุ่งขึ้นมาถึงคอหอย
 'สุภาพบุรุษ' เขาไม่เคยเจอ 'ตั้งมั่น' แบบนี้มาก่อนเลย ยิ่งนานไปก็ยิ่งขนลุกตัวเอง ทำไปได้อย่างไรกัน
แต่มานึกอีกทีก็เพราะมีเป้าหมายสำคัญรออยู่นะสิ เขานึกภาพแม่ตุ๊กตาหน้านิ่งคนนี้ได้ในอนาคต
และนั้นก็คงจะสนุกเอามากๆ อาจเพราะเขายืนนิ่งอยู่นานเกินไปทำให้ไม่ได้ยินเสียงเรียกจากอีกฝ่าย
จนเสียงของเธอดังขึ้นกว่าเดิมจนแทบเป็นตะโกนเขาถึงรู้สึกตัว

"คุณตั้งมั่น"

"อ้าว ควันเทียน ขอโทษครับพอดีผมเผลอคิดเรื่องงานที่ค้างอยู่
สรุปว่า รอผมเรียกแท็กซี่ให้ใช่หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นรอสักครู่นะครับ"

"ไม่ใช่ค่ะ" เธอรีบปฏิเสธเสียงร้อนรน "ฉันตกลงทำงานค่ะ"
 เห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนใจของควันเทียนแล้ว เขาก็ไม่เกิดความรู้สึกสงสารแต่อย่างใด

"ผมก็คิดว่าเราน่าจะร่วมงานกันได้ดี" จากนั้นเขาก็แทบถลาไปที่ห้องทำงาน เพื่อหยิบสัญญาที่เขาเตรียมเอาไว้
สัญญานี้จะทำให้ชีวิตเธอเปลื่ยแปลงไปตลอดกาล แม่สาวจอมโกหก
หลังจากวางเอกสารไว้บนโต๊ะรับแขก เขาต้องพยายามเก็บอาการไว้อย่างสุดกำลัง
 ไม่ทำหน้าตาเหมือนหมาป่ากำลังจะขม้ำเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า

"อ่านดูก่อนสิครับ ใช้เวลาตามสบายเลย ต้องเข้าใจผมด้วยนะครับ ตุ๊กตาของผมแต่ละตัวถึงราคาไม่ถึงหลักล้านก็จริง
แต่ก็มีคุณค่าทางจิตใจของผมมาก เพราะฉะนั้นผมจึงต้องรอบคอบสักหน่อยถ้าเกิดว่ามันเป็นอะไรขึ้นมา
 เพราะผมจะได้ไปเคลมกับบริษัทประกันได้ด้วย"
สัญญาการจ้างงานธรรมดาทั่วไปนี่แระ ทั้งหมดก็ประมาณแปดหน้าเท่านั้นเอง
แต่เขาเพิ่มข้อเรียกร้องแทรกไว้ระหว่าง ค่าความเสียหายเกี่ยวกับตุ๊กตาของเขา

เวลาผ่านไปประมาณห้านาที แต่เขารู้สึกเหมือนผ่านไปนาน
นี่แม่คุณคิดจะอ่านให้ละเอียดเลยหรือเปล่า ไหนว่าคนไทยส่วนใหญ่หละหลวมเกี่ยวกับพวกสัญญาไง

"อยากเอาสัญญากลับไปอ่านที่บ้านหรือเปล่าครับ ควันเทียน"
 เขาเผลอถามไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หากว่าเธอตอบตกลงล่ะก็ คงได้ผิดแผนอีก
เธอสะดุ้งแล้วเงยหน้าขึ้นมาเหมือนตกใจว่ายังมีเขานั่งเฝ้ามองอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย

"ไม่ๆ ค่ะ"
 เธอรีบตอบ แล้วก้มหน้าก้มตาอ่านสัญญาต่อ เขาภาวนาอยู่ในใจ อ่านข้ามประโยคพวกนั้นซะ แล้วฉันจะรักเธอควันเทียน
แล้วก็นึกหงุดหงิดใจ ทำไมต้องไปรักผู้หญิงที่ไม่ซื่อสัตย์ด้วยล่ะ เขายกมือขึ้นมากอดอกด้วยความรู้สึกไม่พอใจตนเอง
แต่นั้นอาจทำให้ควันเทียนเข้าใจผิดไปเองว่าเขาเร่งรัดเธอ เพราะไม่นาน
เธอก็จรดปากกาลงบนกระดาษเซ็นชื่ออย่างเรียบร้อย เขาทำเป็นไม่สนใจต่อไป

"ตัดสินใจได้แล้วสินะครับ ถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมอยากพาคุณทัวร์ดูน้องๆ
ที่รักของผมสักสิบห้านาทีก่อนคุณจะกลับนะครับ ผมคิดว่าคุณต้องหลงรักเด็ก ๆ พวกนั้นอย่างผมแน่นอน
 เขาไม่แลเอกสารบนโต๊ะสักนิด แม้จะดีใจแทบอยากตะโกนว่า "เธออยู่ในอุ้งมือฉันแล้วควันเทียน"

เขาลุกขึ้นยืน "เชิญทางนี้ครับ" เขาเดินนำหน้าโดยไม่สนใจว่าเธอจะเดินตามมาหรือเปล่า มุ่งตรงไปที่ห้องตุ๊กตาที่อยู่ชั้นล่าง
 ห้องนี้ไม่ใช่ห้องที่เขาหวงสักเท่าไหร่ ราคาก็อยู่ที่ระดับพันระดับหมื่นบาท เพื่อยืนยันให้เธอรู้ว่า
 เขามีตุ๊กตาสะสมไว้จริงๆ และเขาเป็นเจ้าของตัวจริง เขายืนรอเปิดประตูค้างไว้เช่นเคย

เห็นเธอรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับตุ๊กตาที่เขาสะสมก็อดรู้สึกภูมิใจไม่ได้
ถ้าตุ๊กตาตัวไหนไม่เข้าตาเขาล่ะก็ ไม่ได้มาอยู่ที่บ้านหลังนี้หรอก

"เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ"

"แค่บางส่วนครับ สำหรับตอนนี้จนกว่าเราจะเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับวิธีดูแล ผมขอความกรุณาว่า ดูได้แต่อย่าจับนะครับ"

"สวยมาก" เขาได้ยินเสียงเธอรำพึงกับตัวเอง ย่อมต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
เพราะเขาเป็นคัดเลือกด้วยตัวเองทุกตัว เขาปล่อยให้เธอสำรวจอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยขัดจังหวะ

"ผมว่าเรายังมีเวลาอีกมากที่จะเรียนรู้เกี่ยวตุ๊กตาไปด้วยกัน สำหรับคืนนี้ผมว่าคุณควรจะรีบกลับบ้านจะดีกว่า
พรุ่งนี้ต้องไปเรียนหนังสืออีกไม่ใช่เหรอครับ"
ประโยคสุดท้ายทำเอาเธอมีอาการสะดุ้งนิดๆ หันกลับมาหาเขาพยักหน้าตอบรับ

"ค่ะ"

-

ส่งควันเทียนกลับบ้านไปแล้ว เขาก็รีบเปิดหาเว็บไซต์ที่ต้องการ เลื่อนหน้าจอไปมามองดูเสื้อผ้าแต่ละแบบอย่างมีความหมายในใจ

“สำหรับเธอ แม่คนหลอกลวงต้องเหมาะกับชุดเมดสาว จะได้คอยฟังคำสั่งแล้วเอาอาหารมาเสิร์ฟให้ฉันตามที่ต้องการ”

ชายหนุ่มกดเม้าส์ในมือรัวเร็ว สั่งชุดคลอสเพลย์ในเว็บไซต์มาหลายชุด 
ไม่ว่าจะเป็นชุดกระต่ายน้อยสุดเซ็กซี่บันนี่เกิร์ล ชุดแม่บ้านที่ได้สั่งเป็นชุดแรก
ชุดสาวเสิร์ฟร้านคอฟฟี่ช็อปที่มีผ้ากันเปื้ยน
แน่นอนว่าชุดพวกนี้ตุ๊กตาของเขามีสวมใส่แล้วหลายตัว นอกจากนี้เขายังคิดว่า
ชุดพวกนี้อาจเติมเต็มจินตนาการลับๆ ของเขาให้เป็นจริง เขาอยากเห็นใครสักคนได้ใส่ชุดเหล่านี้
และแน่นอนไม่มีใครเหมาะสมเท่าเธออีกแล้ว 'ควันเทียน'

15
8. iloverally และ riryuz / ห้องพล็อต ?? สปอยล์นะจ๊ะ ;D
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2015, 12:57:19 PM »
พระเอก ชื่อ ตั้งต้น ชื่อเล่น เซ็ต Set นางเอก ชื่อ ควันเทียน
นางเอก ค่อนแคะ ชื่อ เล่นพระเอก ชื่อ จริงก็ดี แต่ชื่อเล่นต้องตั้งเป็นภาษาปะกิตด้วย
พระเอก มีตังค์  บ้าน หรือ คอนโดดี  บ้านดีกว่าเนอะ
มีตุ๊กตาสะสม อยากได้คนมาดูแล ไม่ใช่ ทำความสะอาดนะ
คือ จัดการแต่งตัว หวีผม จัดท่า ถ่ายรูป คือ เยอะจัด บางทีก็ไม่มีเวลาอ่ะ ฮ่าๆ พระเอกจิต
นางเอก ร้อนเงิน เลยต้องโกหก เพื่อให้ได้งาน ความจริงพระเอก ต้องการเด็กมหาลัย
 นางเอก ทำงาน มา ห้าปีแระ ช็อตเงิน  สมัครงานทางเมล์ พร้อมรูปถ่ายและประวัติ
ต่อต่อ เมล์ กันด้วย แล้วก็มีสัมภาษณ์ ทางไลน์ มั้งฮ่าๆ

พระเอก เช็กประวัติ อย่างดี เพราะว่าจะให้เข้ามาทำงานที่บ้าน แม้ที่บ้านจะ มีระบบรักษาควาามปลอดภัยดี ก็เหอะ
 แล้วก็รู้ว่านางเอก โกหก แต่อะไรบางอย่าง นึกสนุก อยากจับผิด หรือ ดัด นิสัย อยากแกล้ง เลยทำให้ ตอบรับนางเอก มาทำงาน
 จึงเป็นบทเริ่มต้นของการ ทำงานของนางเอก ตกลง นางเอก ตกงาน ?
หรือ ยังทำงานกลางวัน ต้องไปทำงาน กลางคืน ที่้บ้านของพระเอก
ระยะเวลางาน คือยังไม่ได้ตกลงกัน แล้วแต่ความสะดวก  คิดราคาต่อชั่วโมง ?? มั้ย และอาจ เพิ่มให้ ถ้าทำงานถูกใจ
 นางเอกไม่ รู้ว่า พระเอกเป็นผู้ชาย เข้าใจ ว่าเป็น ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เพราะไม่เคย
 คุยกันทางโทรศัพท์ ต้องเซ็นสัญญา มั้ย
พระเอก ไม่มีความลับนี่เนอะ หรือเปล่า ฮ่าๆ
เซ็นจะดีกว่า นางเอกจะได้ เลิก หรือหนีไปไม่ได้ ฮ่าๆ
พระเอก สืบ จนรู้ว่านางเอก อยู่ที่ไหน ครอบครัว เป็นไง เพื่อนมี กี่คน
อะไรอย่างไร ถึงได้ต้องการ เงิน จุดอ่อน ? จุดแข็ง เหอๆ ทำไม เป็นต่อ เยี่ยงนี้ล่ะ กร๊ากกๆๆ

นางเอก รู้แต่ว่า ต้องรีบหาเงิน ด่วน หน้ามืด เลย อาจ ขาด ความรอบคอบไป
แม่ป่วยเป็นมะเร็ง ว้า ไม่เอา ดราม่า เป็นหนี้พนันบอล ฮ่าๆ ไม่ๆๆ เรื่องด่วน อะไรดี
จ่ายค่าเทอม ให้น้อง ฮ่าๆ ไม่เอา พี่สาวที่แสนดี ต้อง เป็นยัยตัวแสบ กะล่อน นิดๆ
โกหก แล้วก็ ทำทุกวิถีทาง เพื่อ หาเงิน หาเงินไปใช้หนี้แม่เป็นหนี้นอกระบบ
เอาเงินไปซื้อหวย ฮ่าๆ เจ้าแม่ อะไร ของจิจ้า ดีมะ

เปิดเรื่อง ด้วย พระเอกคุยกะเพื่อน (กะทำซีรีย์ ไง ฮ่าๆ) แต่เพื่อน คนนั้นไม่ได้เล่นตุ๊กตา
อาจเป็น หุ่นโมเดล จากอนิเมะ หรือ เกม หรือหนัง  งานอดิเรก คนรวย ฮ่าๆ


---



พล็อต เมื่อ ปีที่แล้ว
นายตั้งต้น พี่ฟี ส่งไปแจ้งเกิดเป็น พระเอก รักเล่ห์เสน่ห์แค้น ของลุงทอม ไปแล้ว
เปลื่ยนๆๆๆ 
ตั้งมั่น ก็ได้ ฮ่าๆ

1.สาเหตุที่นางร้อนเงิน
-ญาติมาเกาะ ฮ่าๆ
-โดนเอาเปรียบ โกง
-เป็นสายลับ ฮ่าๆ เข้าไปสืบ เรื่องตุ๊กตา
-ตกลงป้าจะเขียนแนวไหน ???
ฉาก
นั้นเป็นคุณสมบัติที่ดีของตุ๊กตา
-ทำตัวนิ่งๆ
-ไม่โต้แย้ง
-คงไว้ซึ่งหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์

แรลลี่ 17  Doll’s house  คลับนี้ไม่วุ่นรัก โดย ไอวินทร์
เดือน กันยายน ถึง พศจิกายน 2557 2014
แรลลี่ 16  ทริปหรรษา หัวใจทะเลทราย (ไม่จบ)
วอร์มอัพแรลลี่กลางปี   ลีลาปรารถนา เดิมพันด้วยน้องไข่ รีไรต์แล้ว ขายเลย

ต้องจบ แรลลี่ 18   >:(

หน้า: [1] 2 3