แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Monpitcha

หน้า: [1]
1
2. moolar / มลณ์พิฐฌาธ์ / ... ตอน ๒ ...
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 05, 2017, 09:05:47 PM »


ตลอดเวลาที่สองพี่น้องอยู่เป็นแขกของหญิงสาวระหว่างนั้นก็มีลูกค้ามารับชุดที่สั่งตัดไว้เป็นระยะและทุกคนต่างรู้จักอศิภัชเพราะบางคนรู้ว่าเขาเป็นหลานชายเมฆาและอีกหลายคนยังรู้จักเขาในฐานะพ่อค้าที่เอาพืชผลในไร่ไปออกงานตามตลาดด้วยตัวเองอีกด้วย แน่นอนว่าดวงตาทุกคู่ย่อมมองออกว่าชายหนุ่มไม่ได้แค่มารับชุดให้ย่าแต่เขายังคิดสานสัมพันธ์ช่างตัดเสื้ออีกด้วย
“คุณน้าไปไหนเหรอคะ หนูพุกมาตั้งนานแล้วยังไม่เห็นหน้าเลย”
เด็กสาวถามระหว่างตักเค้กเข้าปาก เค้กที่เจ้าของบ้านซื้อมาไว้รับประทานเองแต่เมื่อมีคนช่างพูดมาคุยด้วยเกินชั่วโมงแล้วเธอจึงหยิบออกมาให้เพราะกลัวอีกฝ่ายจะหิว
“ไปหาเพื่อนค่ะ”
“แล้วจะกลับตอนไหนคะ”
“พรุ่งนี้ค่ะ” ศิศิราตอบอย่างไม่คิดอะไรเพราะมารดาไปค้างบ้านเพื่อนบ่อย
“งั้นคืนนี้พี่ศิก็อยู่บ้านคนเดียวสิคะ” พิริกาตาโตทันที “ไม่ดีนะคะ เป็นผู้หญิงแล้วอยู่บ้านคนเดียว หนูพุกไม่เคยอยู่บ้านคนเดียวเลยค่ะ พ่อแม่บอกว่าอันตราย เผื่อพวกลักขโมยจะปีนเข้ามาทำร้ายเรา งั้นพี่ศิไม่ต้องกลัวนะคะ คืนนี้หนูพุกจะมานอนเป็นเพื่อน พี่ภัชกลับไปก่อนได้เลยค่ะ...เฮือก...เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมารับ พอกินเค้กเสร็จพี่ศิพาหนูพุกไปซื้อชุดสำรองหน่อยนะคะ จะเอาชุดนอนพี่ศิมาใส่ก็เดี๋ยวตะเข็บแตก”
“เอ่อ ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่อยู่ได้” ศิศิราชักยิ้มไม่ออกเมื่อกำลังเจอความหวังดีนั้น
“พี่ศิไม่ต้องเกรงใจนะคะ คนกันเอง เดี๋ยวหนูพุกโทร. ขอคุณย่าให้ก็ได้ หากพี่ศิกลัวคุณย่าจะว่า”
“เอ่อ คือ...พี่ว่า”
ศิศิราพูดไม่ออกเมื่อมือขาวอวบหยิบเครื่องมือสื่อสารมากดโทร. หาย่าที่เคารพแล้วส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปตามนิสัยช่างพูด เธอมองชายหนุ่มที่เอาแต่นั่งยิ้มเฉยอย่างขอให้ช่วยแต่เขากลับส่ายหน้าเป็นเชิงว่าช่วยไม่ได้
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นไหวระยับราวขำเสียเต็มที อยากรู้นักว่าศิศิราจะหาทางไหนทำให้รอดตัวจากน้องสาวเขาในคืนนี้
“พี่ศิ คุณย่าจะคุยด้วยค่ะ” ไม่แค่ยื่นส่งแต่พิริกายังขยับมานั่งติดเพื่อฟังด้วย ทั้งที่เปิดลำโพงไว้แล้วแท้ๆ
“ค่ะ คุณเพกา” เธอเรียกลูกค้าขาประจำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คุณย่า เรียกคุณย่าสิคะพี่ศิ” คนช่างพูดบอกแกมขอร้องด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ส่วนพี่ชายก็นั่งยิ้มไม่หุบอยู่นั่น
“ย่าฝากน้องหน่อยนะจ๊ะ น้องอยากนอนเป็นเพื่อนศิ ย่าเองก็ไม่อยากให้ศินอนคนเดียวเหมือนกัน”
“ให้พี่ศิไปอยู่ที่ไร่เราดีไหมคะคุณย่า”
ศิศิราทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้ยินประโยคนี้ จะยิ้มก็ไม่ใช่จะหัวเราะก็ไม่เชิง
“ไอ้นกแก้วช่างพูด ถามพี่เขายังว่าอยากมาอยู่กับนกแก้วไหม” คราวนี้เป็นน้ำเสียงล้อเลียนจากปู่ ก่อนจะมีเสียงเผียะเบาๆ ซึ่งคาดว่าจะเป็นฝีมือย่าตีลงบนหลังมือปู่ตามที่หลานทั้งสองเคยเห็นจนชิน
“น่าน พูดไม่เพราะโดนตีเลย” หลานสาวพูดไปตามสาย “พี่ศิอนุญาตอยู่แล้วค่ะ ก็พวกเราสนิทกันนี่คะ”
อศิภัชก้มหน้าซ่อนขำเมื่อเห็นหน้าสวยๆ มองน้องเขาประมาณว่า...ไปสนิทกันตอนไหน ซึ่งก็จริงอย่างที่หญิงสาวคิด น้องเขาไม่ได้มาที่นี่บ่อยเท่าเขาเพราะเรียนอยู่เมืองกรุงแต่ทุกครั้งที่มาก็จะพูดคุยใกล้ชิดดังสนิทสนมกันมาสามชาติก่อน
“พี่ศิคะ ย่าอยากได้ยินคำตอบจากพี่ศิค่ะ” พิริกามองสบตาเจ้าของบ้านด้วยประกายตาคาดหวัง เส้นผมที่สั้นแค่ติ่งหูเพราะเจ้าตัวชอบผมสั้นสะบัดไหวไปมาตามการขยับของใบหน้า
“ให้หนูพุกนอนที่นี่ก็ได้ค่ะคุณเพกา” จะให้ตอบว่าอะไรได้เล่า คนหนึ่งก็ลูกค้าประจำที่รู้จักกันมานาน อีกคนก็หลานของลูกค้าประจำ
“จ้ะ ขอบใจนะ หนูพุกนิสัยไว้ใจได้ ไม่ลักขโมยแน่นอน ย่ารับประกัน”
“ผมก็รับประกัน” คราวนี้อศิภัชยอมเปิดปากเพื่อรับประกันน้องสาวอีกแรง

เกือบบ่ายสามโมงศิศิราก็ได้ปิดร้านเพื่อพาเด็กสาวไปหาซื้อของจำเป็นต้องใช้ในคืนนี้ที่ตลาดใกล้บ้านโดยมีคนจ่ายเงินเดินตามหลัง
“อ้าว! เฮียภัช พาใครมาเดินซื้อของครับ”
ศิศิราเม้มปากอย่างขัดเคืองใจที่มีแต่คนสนใจทักถามเขาราวกับเป็นคนดังเสียเหลือเกิน เข้ามาในตลาดยังไม่ทันไปไกลเกินสิบเมตรเหล่าพ่อค้าแม่ค้าผักผลไม้ต่างถามไม่ขาดปากและคำตอบจากเขาคือ...
“พาน้องมาซื้อของครับ”
แน่นอนว่าพิริกายกมือไหว้รอบทิศตามประสาเด็กมารยาทดี เธอพยายามจะพูดให้น้อยเมื่อต้องอยู่กับคนไม่คุ้น
“อ้าว! แล้วอีกคนล่ะ แฟนเหรอเฮีย” พ่อค้าที่ซื้อขายกันบ่อยและชอบเรียกอศิภัชว่าเฮียแม้จะอายุมากกว่าก็ตามลองถาม
“ยังไม่ใช่ครับ แต่ก็อยากให้ใช่” เขาตอบเสียงเบา หากไม่ตอบอะไรเลยก็ดูไม่ดีจึงต้องตอบแบบถนอมคำเพราะอยากให้เกียรติหญิงสาว
“เฮียภัชนิสัยดีนะน้อง พี่รับประกัน ได้เป็นแฟนแล้วไม่เสียใจแน่นอน” พ่อค้าผักเอ่ยเชียร์ให้หญิงสาวได้รับรู้เต็มที่
“ขอบคุณครับ” เขาไหว้ขอบคุณกองเชียร์ก่อนรีบพาสองสาวไปยังบริเวณที่ขายชุดนอนและชุดชั้นใน รู้ดีว่าหากอยู่แถวผักนานกว่านี้ศิศิราจะอึดอัดได้
“พี่ภัชไปหาซื้อของกินก่อนก็ได้ ตรงนี้ปล่อยผู้หญิงเค้าอยู่กันเอง” น้องสาวออกปากไล่พี่ชายเมื่อตรงหน้าเป็นร้านขายชุดชั้นใน
“อืม ถ้าซื้อเสร็จแล้วไปหาพี่ที่ร้านข้าวแกงป้าจืดนะ”
“ค่ะ”
เขามองสบดวงตาสีดำรีเล็กที่ไม่ใคร่จะอยากสบตาเขาเท่าใดแล้วยิ้มก่อนเดินแยกจากไป ศิศิราคงเคืองที่เขาตอบพ่อค้าผักคนนั้นไปแบบนั้น เธอคงอยากให้ตอบอะไรก็ได้ที่ไม่เกี่ยวกับเธอแต่เขาจะตอบไปทำไมในเมื่อตั้งใจจะจีบ

เมื่อคนไม่เกี่ยวไปไกลแล้วทั้งสองสาวจึงสนใจเลือกชุดชั้นใน เด็กสาวคอยถามคนอายุมากกว่าว่าสีไหนสวยเพราะต้องเลือกแค่ตัวเดียวแต่ในใจอยากได้ถึงสาม ขณะที่กำลังจะตอบศิศิราก็เห็นว่าใครกำลังเข้ามาในร้าน เธอถึงถอนใจเฮือกใหญ่เลยทีเดียว
“เจอกันอีกแล้ว” นรากรพูดยิ้มๆ ก่อนหันไปยิ้มหวานให้เจ้าของร้านที่คุ้นเคยกัน “สวัสดีค่ะป้าแหวน”
“รุ่นที่สั่งไว้มาแล้วนะ” เจ้าของร้านบอกยิ้มๆ ก่อนหยิบจากตู้มาส่งให้
ดวงตาสองคู่มองดูบรานั้นกันคนละอารมณ์ พิริกามองแบบของบราที่เซ็กซี่เหลือใจอย่างตกใจที่อีกฝ่ายกล้าใส่ ใส่เหมือนไม่ใส่เลยนะนั่น ส่วนศิศิรามองขนาดหน้าอกของนรากรอย่างอิจฉาเล็กน้อย อึ๋มสมกับเป็นนางงามจริงๆ
“เธอชอบรุ่นไหนน่ะศิ” เพื่อนบ้านถามพร้อมปรายตามองตัวที่อยู่ในมืออีกฝ่ายแล้วเบ้ปากนิดให้พอสวยมากกว่าจะน่าเกลียด “เลือกตัวที่มันสวยกว่านี้หน่อยสิ นึกถึงตอนที่ต้องถอดเสื้อให้แฟนเห็นน่ะ เข้าใจไหม เอานี่ เอาตัวนี้”
นรากรหยิบตัวที่วางบนชั้นไม่ไกลมาส่งให้ด้วยท่าทีเหมือนเพื่อนรักดูแลกัน เจ้าของร้านจึงยิ้มปลื้มที่อดีตนางงามที่เคยเชียร์นิสัยดีไม่เปลี่ยน
“คืนนั้นที่เข้าโรงแรมพร้อมพี่พี่นทน่ะ อย่าบอกเชียวนะว่าเธอใส่ตัวเชยๆ แบบนี้ ให้ตายเหอะเพื่อนฉัน”
ศิศิรายิ้มไม่ออกเมื่อเจอคำพูดที่ชวนให้คนอื่นเข้าใจผิด เธอรีบหันไปมองเด็กสาวที่มองมาตาโตก่อนจะยิ้มแหยๆ ให้แล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่นอย่างพอรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรฟัง
“แล้วกับแฟนใหม่เธอ เฮียภัชน่ะ เธอยังจะใช้ตัวเดิมๆ เหมือนที่ใช้กับพี่นทอีกเรอะ เฮียเขาคงหมดอารมณ์แย่เลยยัยศิศิรา”
“ฮะ! เพื่อนหญิงเป็นแฟนเฮียภัชงั้นเหรอ เฮียภัชที่เป็นหลานเจ้าของไร่เมฆาน่ะนะ” แหวนถามเสียงเบาอย่างอยากรู้
“ค่ะ นั่นล่ะ แฟนใหม่ศิศิรา อย่าลืมกระจายข่าวนะคะ น่าอิจฉามาก”
‘เพื่อนรัก’ ตอบยิ้มๆ พลางมองเจ้าของเรื่องที่ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอเธอใส่ไฟจนเกรียม ป้าแหวนน่ะ เจ้ากรมข่าวลือเลยล่ะ อย่าหวังเลยว่าศิศิราจะรอดไปได้ เธอไม่ยอมหรอก ผู้หญิงคนนี้จะโดนกระจายข่าวว่าเข้าโรงแรมกับผู้ชายทุกคนที่คบแน่นอน สมน้ำหน้า
“ป้าคะ หนูพุกเอาตัวนี้”
น้ำเสียงแสนเบาบอกพร้อมยื่นชิ้นบนและล่างให้อย่างละสอง เธอรับรู้ว่าสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ คนที่เพิ่งว่ากระทบศิศิราเมื่อตอนบ่ายจะมาแสดงออกว่ารักเพื่อนต่อหน้าคนอื่นเนี่ยนะ เพื่อนที่โรงเรียนเคยเล่าให้ฟังแล้วว่าแม่เลี้ยงก็ทำแบบนี้เวลาอยู่ต่อหน้าพ่อของเพื่อน
พิริกาไม่รู้หรอกว่าควรทำอย่างไรต่อ แต่หากจะให้ดี...จ่ายเงินแล้วออกจากร้านให้เร็วไวเป็นดี จากนั้นก็เอาไปฟ้องพี่ชายว่าว่าที่พี่สะใภ้ถูกแกล้ง
ทั้งสองสาวออกมาจากร้านโดยที่ศิศิราไม่ได้อะไรติดมือมาเลย เธอโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้เพราะรู้ว่าเรื่องจะยิ่งลุกลามหากโวยวายออกไปว่าเรื่องทั้งหมดไม่จริง เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหญิงถึงคิดแค้นเรื่องของนทไม่หยุดหย่อน ทั้งที่ตอนนี้ชายหนุ่มก็ไม่อยู่แล้ว จะให้เธอย้ายบ้านหนีก็ทำไม่ได้ ทำได้แค่ตั้งรับแล้วนิ่งเพื่อให้ทุกอย่างเงียบเหมือนทุกที
พิริกาไม่แวะดูอะไรเลยเธอตั้งใจจับมือหญิงสาวแล้วพาเดินตรงไปยังร้านข้าวแกงป้าจืดเพียงอย่างเดียว เมื่อมาถึงก็เห็นพี่ชายนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอ ตรงหน้ามีแก้วเครื่องดื่มที่ดูจากสีก็รู้ว่าคือน้ำกระเจี๊ยบ
“พี่ภัช...”
“กลับเลยไหมคะ”
เด็กสาวที่อ้าปากจะเล่าเรื่องให้พี่ฟังรีบหุบปากทันใด เธอหันไปมองคนข้างกายที่ยืนยิ้มฝืนๆ ให้สองพี่น้อง ปากที่คิดจะเล่าเรื่องจึงเปลี่ยนเป็น...
“หนูพุกหิว กินก่อนได้ไหมคะ” เธอขอร้องด้วยน้ำเสียงอ่อยเลยทีเดียว
“งั้นซื้อกลับไปกินที่บ้านก็ได้ค่ะ หนูพุกไปเลือกกับข้าวสิคะ ว่าจะเอาอะไรบ้าง เอาข้าวสวยไปเผื่อด้วยนะคะ พี่ยังไม่ได้หุงข้าวเพิ่ม ข้าวในหม้อไม่แน่ใจว่าจะพอไหม”
“ค่ะ”
น้องสบตากับพี่ก่อนคนพี่จะพยักหน้าเข้าใจว่าเดี๋ยวค่อยคุยกัน อศิภัชมองตามหลังแม่เนื้อนวลที่เดินไปสั่งกับข้าวกับน้องสาวด้วยท่าทีขรึมมากขึ้น ใครทำให้ศิศิราไม่พอใจจนแสดงออกชัดว่าอยากกลับบ้าน หากเขาหรือน้องแกล้งถ่วงเวลาเธอคงทิ้งพวกเขาไว้ที่นี่แล้วหนีกลับก่อนแน่นอน
เขามองเส้นผมที่ปกติจะปล่อยยาวระบ่าแต่ยามนี้รวบเป็นหางม้าเอาไว้ก่อนจะไล่สายตาไปยังต้นคอ ผิวของศิศิราไม่ขาวผ่องเท่าน้องสาวเขา ผิวเธอจะออกขาวเหลืองนวลเนียน เขาอยากได้ลองสัมผัสผิวกายเธอเหลือเกินแต่รู้ว่าทำไม่ได้ ตราบใดที่เธอไม่ยอมรับเขาเป็นแฟน
เพียงสิบห้านาทีทุกอย่างก็เรียบร้อย กับข้าวสามอย่าง ข้าวอีกสามถุง ชายหนุ่มจ่ายเงินแล้วถือทุกอย่างเดินตามสองสาวไปยังรถที่จอดอยู่ข้างร้าน แล้วเขาก็เห็นว่าใครเดินซื้อเสื้อผ้าอยู่ไม่ไกล ความรู้สึกบอกได้ทันทีว่าที่ศิศิราหน้าตาไม่สบอารมณ์เพราะเธอคนนั้น นรากรไม่เห็นพวกเขาและเขาก็หวังว่าอดีตสาวงามจะไม่หันมาเห็น ไม่งั้นอาจมีการเดินมาพูดจาประชดประชันสร้างความน่ารำคาญให้พวกเขาทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างตัดเสื้อคนสวยของเขา

เมื่อกลับมาถึงบ้านทั้งเขาและน้องต่างปิดปากเงียบเรื่องที่ตลาด ได้แต่ชวนคุยเรื่องอื่น พิริกาไม่พูดจ้อเวลากินซึ่งดีมากๆ ไม่งั้นคงดูไม่จืดกับการกินไปพูดไป เมื่อรับประทานอาหารเสร็จศิศิราก็ยกจานไปเก็บคนแรก พิริการีบกระเถิบมานั่งติดพี่ทันที
“เดี๋ยวกลับบ้านจะเล่าให้ฟังนะคะ พี่ศิถูกพี่คนเมื่อตอนบ่ายที่อยู่บ้านตรงข้ามรังแกค่ะ”
นั่นไง เดาถูกเผงเลย ศิศิรามีปัญหากับนรากรจริงด้วย แต่น้องไม่เล่าในทันทีแปลว่าไม่ถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย เขามองเจ้าตัวกระซิบกระซาบเสร็จแล้วขยับไปหยิบถ้วยเศษอาหารเดินตามเจ้าของบ้านไปยังห้องครัวเล็กกะทัดรัดอยู่เกือบนาทีค่อยลุกเก็บจานที่เหลือตามเข้าไปบ้าง ในนั้นสองสาวกำลังช่วยกันเทเศษอาหารทิ้งใส่ถุงเพื่อจะนำไปทิ้งในถังขยะอีกที
“หนูพุกออกไปรอข้างนอกไป เดี๋ยวช่วยศิล้างจานเอง อยู่กันสามคนมันแคบเกิน”
“ค่ะ” น้องสาวตอบรับพร้อมยิ้มแป้นทันที ไม่สนใจมองหญิงสาวที่ยืนทำหน้าถูกนั่น
“ฉันทำคนเดียวได้ค่ะ คุณกับน้องไปรอข้างนอกดีกว่าค่ะ ไม่นานหรอกค่ะ” เธอตัดสินใจบอกเมื่อไม่อยากอยู่ใกล้เขามากเกินควร ขนาดเรื่องไม่จริงยังถูกใส่สีตีไข่เสียเละ แล้วนี่เขาจะมาล้างจานช่วยเธอ หากนรากรรู้เธอคงป่นปี้ไม่เหลือซาก
“ไม่ดีหรอกครับ น้องผมมารบกวนศิทั้งคืน ดังนั้นอะไรที่พอช่วยได้ผมต้องช่วย” พูดจบก็ขยับเข้าไปยืนใกล้ยังอ่างล้างจานแต่หญิงสาวกลับถอยห่างเสียสองก้าวทันที เขามองใบหน้าตกใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นเก้อเขินเพราะแสดงออกมากเกินอย่างขำๆ “ผมสะอาด ปลอดเชื้อนะศิ อย่าทำเหมือนผมเป็นเชื้อโรคขนาดนั้นสิ”
พิริกาที่อยู่ไม่ไกลหัวเราะก๊ากทันทีเมื่อฟังจบ
“ขะ ขอโทษค่ะ ฉันแค่...” เธอจะตอบได้อย่างไรว่ากลัวนรากรมาเห็น
“ช่างเถอะ ผมไม่ได้โกรธหรอก หนูพุกก็เหมือนกัน มีแต่ขำเท่านั้นเอง มาเถอะ ล้างจานกัน”
เขาขยับเข้าใกล้สาวตัวบางอีกครั้ง คราวนี้เธอไม่ขยับห่าง ศิศิรามองดูมือใหญ่ที่คงหยาบกร้านเพราะทำงานในไร่หยิบจับจานมาล้างทำความสะอาดแล้วได้แต่นึกปลง ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าคนทางฝั่งเขาต้องการเธอเป็นสะใภ้ ยิ่งอศิภัชด้วยแล้วแสดงออกชัดเจนเลยว่าพยายามตามจีบ ขนาดชื่อเธอเขายังเรียกแค่...ศิ ไม่ใช่...คุณศิ เหมือนเวลาคุยกับคนอื่นในบางครั้งที่เคยได้ยิน
“ศิ”
น้ำเสียงอ่อนโยนดังเบาๆ ทำให้หญิงสาวเงยหน้ามองสบตาสีน้ำตาลอ่อนทันที ตาเขาสวยเลยทีเดียว โดยเฉพาะเวลายิ้มหวานให้แบบนี้ยิ่งดูสวยขึ้นอีกเป็นกอง
“รับหน่อยครับ”
รับอะไร...ศิศิรากะพริบตาทันทีเมื่อไม่รู้ว่าเขาจะให้รับอะไร แต่อึดใจต่อมาก็อายจนหน้าแดงเมื่อรับรู้ว่าเขาส่งจานเพื่อให้เธอล้างน้ำสะอาดอยู่เกือบนาทีแล้ว
“ขอโทษค่ะ” มือขาวสะอาดรีบรับจานมาล้างน้ำทันที ใบหน้าก้มต่ำเอาแต่มองจาน ไม่กล้ามองคนที่ทำให้เผลอใจลอย
“ผมชอบนะ”
“คะ?” ชอบอะไร ระหว่างที่คิดพลางมองใบหน้าด้านข้างที่หล่อไม่แพ้หน้าตรง เขาก็หันมาสบตาพร้อมยิ้มจนเห็นไรฟัน
“ชอบที่คุณมองหน้าผมแล้วยิ้ม มันทำให้รู้ว่าคุณไม่ได้เกลียดผม”
“แต่ก็ไม่ได้รักนะคะ” เธอตอบออกไปอย่างมั่นใจแต่เสมองไปทางอื่นแทนที่จะเป็นใบหน้ายิ้มกริ่มนั่น รู้สึกเหมือนหน้าจะร้อนๆ อย่างไรก็ไม่รู้
“ผมรอได้ ตอนนี้ผมอายุสามสิบ ส่วนคุณก็ยี่สิบห้า เดี๋ยวปีหน้าคุณอาจรักผมก็ได้”
“ฝันไปเถอะ” เธอทำปากแต่ไร้เสียง มือก็รับจานจากเขามาล้างไม่หยุดแต่เขาก็เหมือนแกล้งล้างช้าเพื่อถ่วงเวลาอย่างไรอย่างนั้น
“ให้โอกาสผมบ้างเถอะนะศิ ผมไม่ใช่คนไม่ดีเลยนะ ตอนที่คุณเป็นแฟนกับนท ผมก็ไม่ได้มาวุ่นวายด้วย ตอนนี้นทไม่อยู่แล้ว ผมอยากให้คุณหันมามองผมบ้าง ผมคนนี้ที่เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่อยากให้ผู้หญิงที่รักหันมารักตอบบ้าง”
ศิศิราหยุดมือที่ล้างจานลงทันทีเมื่อได้ฟังเสียงอ่อนโยนที่แฝงการขอร้องนั้น ใบหน้าเล็กที่ติดจะกลมนั้นก้มต่ำจนคางแทบชิดอก นึกถึงอดีตชายคนรักที่เคยเป็นคนงานในไร่ของอศิภัชแล้วต้องถอนใจยาว เธอได้รู้จักอศิภัชก็เพราะนทนี่เอง
เขาจากเธอไปได้หนึ่งปีแล้ว
หนึ่งปีที่อศิภัชเคยบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ชายหนุ่มปล่อยให้เธอทำใจกับการสูญเสีย เมื่อพ้นหนึ่งปีแล้วคนข้างกายก็บอกให้รู้ทันทีว่าต่อไปจะตามจีบและก็ทำจริงจนเธอต้องหลบต้องหลีกทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
“คนอื่นจะมองไม่ดีได้ ที่พอนทตายแล้วฉันก็มาคบกับคุณ เจ้านายของอดีตแฟน คุณไม่เสียหาย แต่ฉันเสียหายแน่ๆ ขนาดยังไม่ตกลงอะไรยังถูกเอาไปนินทาเสียๆ หายๆ”
“นรากรใช่ไหม” เขาถามอย่างพอเดาได้ “ผู้หญิงคนนั้นอิจฉาที่นทเลือกคุณแทนที่จะเป็นเธอ ทั้งๆ ที่ตอนแรกทำเหมือนจะสนใจเธอมากกว่าคุณ แต่ผมในฐานะผู้ชายซึ่งเวลาจะเลือกใครมาเป็นแฟน ผมก็หวังว่าจะคบได้ยาวไปจนถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัว แล้วนทก็คงคิดไม่ต่างจากผม นทถึงเลือกคุณแทนนรากร ผู้ชายส่วนมากก็จริงจังกับการเลือกแฟนไม่ต่างจากผู้หญิงนะ ส่วนน้อยเท่านั้นเองที่คบเล่นๆ หลอกกินไปเรื่อย”
เขาพูดยืดยาวอย่างที่ไม่บ่อยนักจะพูดและศิศิราก็ชอบที่จะฟังเสียงนุ่มทุ้มอ่อนโยนนั่นจนอยากบอกให้เขาพูดอีก พูดอะไรก็ได้ขอแค่ให้พูดและเหมือนเขาจะรู้ใจ
“พูดยาวๆ ผมก็ยังแบ่งวรรคตอนหรือหยุดเพื่อหายใจได้ แต่ทำไมยัยหนูพุกพูดไม่แบ่งวรรคหรือหยุดหายใจให้ถูกจังหวะบ้างนะ มันไม่ได้ทำยากเลยสักนิด”
ศิศิราเปิดยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายขำทันทีเมื่อได้ฟังการนินทาระยะเผาขนของพี่ชายพิริกา ลองชำเลืองมองน้องว่าได้ยินหรือไม่ก็โชคดีไปที่เด็กสาวกำลังตั้งใจอ่านการ์ตูนที่พกมาด้วย
“นินทาน้องนะคุณน่ะ” เธอเงยหน้าสบตาเขาแล้วกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น “เดี๋ยวฉันจะฟ้องหนูพุก”
“ถ้าคุณฟ้องหนูพุก ผมก็จะแกล้งกลับด้วยการให้น้องย้ายมานอนที่นี่หนึ่งเดือนเลย เอาไหมล่ะ เห็นหน้าผมทั้งเดือนเลยนะ ฟ้องเลย ถ้าแน่จริง” เขาก้มมาพูดชิดศีรษะเล็กพร้อมสูดกลิ่นหอมอ่อนของแชมพูไปด้วย
“บ้า คืนเดียวก็พอแล้ว” หญิงสาวตอบได้แค่นั้น พร้อมขยับออกห่างใบหน้าที่เข้าใกล้จนน่ากลัว เธอเข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อ นั่นคือหากให้น้องเขามานอนที่นี่เป็นเดือนก็แปลว่าเธอยอมเปิดเผยให้ทุกคนรู้ว่ากำลังคบกับเขานั่นเอง “ล้างต่อสิคะ อีกสามใบ จะได้เสร็จ”
“น่าจะมีอีกสักร้อยใบนะ ผมจะได้อยู่กับคุณได้นานกว่านี้”
“อุ๊ย! มด”
เสียงจากพิริกาที่ดังใกล้มากทำให้ทั้งสองหันไปมองแล้วศิศิราก็ได้เห็นมือขาวอวบตีเบาๆ ลงบนหลังพี่ชาย
“มดค่ะ หลายตัวเลย”
ตีแปะๆ ที่หลังไม่พอ ยังลามมาด้านหน้ายังหน้าอกด้านซ้าย ต่อด้วยริมฝีปากหยักหนาที่กำลังกดยิ้มอย่างรู้ทันน้อง
“เนี่ย มดปากหวาน จีบสาวไม่อายน้อง พี่ศิต้องภูมิใจนะคะ ย่าเคยบอกหนูพุกว่าถ้ามีผู้ชายคนไหนจีบสาวต่อหน้าน้องตัวเองก็พอจะวางใจได้ว่าเค้าต้องรักจริงหวังแต่ง แต่ถ้าพี่ศิยังไม่...เฮือก...อยากไว้ใจก็รอดูไปอีกสักพักนะคะ ระหว่างนี้หนูพุกจะมาคอยรายงานกับพี่ศิเองว่าพี่ภัชทำตัวเรียบร้อยแค่ไหนเวลาอยู่ไร่ มาค่ะ หนูพุกช่วยล้าง จะได้ให้พี่ศิพาไปดูห้องนอน แต่อย่าหวังว่าพี่ภัชจะได้ไปดูด้วยนะคะ กลับบ้านตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ”
จบประโยครัวไม่พักนั้นพิริกาก็สูดลมหายใจเข้ายาวก่อนปล่อยออกเฮือกใหญ่แล้วผลักพี่ชายให้ออกไปจากห้องครัวทั้งๆ ที่บอกว่าจะช่วยล้างอยู่หมาดๆ
“ไปค่ะ กลับบ้านได้แล้วมดตัวใหญ่ อยู่นานเกินมดทั้งรังจะออกมากัดพี่ศิจนตัวแดงแน่”
“ยังล้างจานไม่เสร็จเลย” เขาเช็ดมือที่เปื้อนน้ำล้างจานกับกางเกงยีนลวกๆ เพราะน้องไม่ยอมให้ล้างน้ำสะอาดพร้อมแกล้งลากขาแต่สุดท้ายต้องยอมเดินเพราะโดนผลักเต็มแรงจากลูกหมูตัวน้อย
“เดี๋ยวหนูไปส่งพี่ภัชก่อนนะคะพี่ศิ” เด็กสาวปล่อยให้หญิงสาวเจ้าของบ้านล้างจานอีกสามใบต่อโดยไม่รอคำตอบ เธอเดินเคียงพี่ชายมายังหน้าบ้านแล้วพูดในสิ่งที่ค้างคาทันที “ตอนอยู่ร้านชุดชั้นใน พี่คนนั้น...”
เธอชี้ไปยังบ้านตรงข้ามที่ยามนี้ไฟดับสนิทบ่งบอกว่าเจ้าของบ้านยังไม่กลับ
“พูดกับคนขายประมาณว่าพี่ศิเข้าโรงแรมกับแฟนทุกคนที่คบ ใจร้ายมากเลย หนูพุกงี้กลัวพี่ศิฟิวส์ขาดมากเลย ดีว่าพี่ศิเป็นนางเอกตัวจริงไม่อิงนิยาย หนูพุกเลยรีบพาออกจากร้าน กลัวอยู่นานแล้วจะมีเรื่องกัน” เฮือก...เด็กสาวหยุดหายใจพลางมองพี่ว่าจะว่าอย่างไร
“อย่าไปสนใจปากคนที่จ้องจะทำร้ายเราเลยหนูพุก ต่อให้เราดีแค่ไหนแต่ถ้าลองว่าเกลียดกันแล้วล่ะก็ ทำดีให้ตายก็ยังใส่ร้ายกันอยู่เหมือนเดิม”
เขาไม่อยากให้น้องสาวที่เพิ่งอายุสิบห้าต้องมาได้ฟังเรื่องส่วนตัวของผู้ใหญ่ เรื่องในอดีตตอนที่ศิศิราคบกับนทไม่ว่าจะจริงหรือเท็จตามที่นรากรพูดไว้ มันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เขาไม่อยากยุ่งกับนรากร
การมีปัญหากับผู้หญิงซึ่งมีความอิจฉาเป็นที่ตั้งเป็นอะไรที่น่ารำคาญ ไม่เหมือนมีปัญหากับผู้ชายด้วยกันที่พูดกันตรงๆ ได้เลย หากพูดแล้วยังสร้างปัญหาอยู่อีกก็ซัดปากกันให้จบตรงนั้น แต่กับผู้หญิงต้องละวางเรื่องใช้กำลัง แม้บางสถานการณ์จะอยากใช้ก็ตามที
“พี่จะกลับแล้วนะ อยู่กับศิก็เกรงใจพี่เขาบ้าง อย่าพูดเยอะ หากอยากพูดจริงๆ ก็พูดช้าๆ แบ่งวรรคตอนพร้อมหยุดหายใจให้ถูกจังหวะ”
เขาสั่งในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แต่ก็ยังสั่ง ก่อนจะดูหน้าน้องที่รับปากแบบไม่เต็มใจ จากนั้นจึงเข้าไปนั่งในรถแต่ก่อนจะออกรถก็อดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในตัวบ้านเพื่อดูว่าหญิงสาวคิดจะออกมาส่งเขาบ้างไหม
คำตอบคือความว่างเปล่า
เขาได้แต่ยิ้มเพียงนิดแล้วมองน้องโบกมือให้เพื่อเข้าบ้านไปก่อน จากนั้นเขาจึงออกรถเมื่อเห็นกับตาจนมั่นใจว่าน้องปิดประตูบ้านแล้ว

กลับมาถึงไร่ยังไม่ทันได้เข้าบ้านน้องสาวตัวดีก็วิดีโอคอลมาหาพอกดรับก็เห็นนิ้วชี้อวบๆ ยกขึ้นชิดปากเป็นการบอกว่าอย่าพูด เขาเลยมองอย่างเดียว อยากรู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร แล้วเสียงพูดเบาๆ ก็ดังให้ได้ยิน
“พี่ศิอาบน้ำอยู่ หนูพุกเลยจะพาพี่ภัชสำรวจห้องพี่ศิ ชอบใช่ไหมล่า ยิ้มเชียว”
เขายิ้มนิดเดียวจริงๆ แต่ยัยน้องก็ตีความว่าเขาชอบเข้าขั้นปลื้มปริ่ม ยัยอ้วนเอ๊ย
ภาพแรกที่กล้องวิดีโอถ่ายไปคือเตียงนอนสีฟ้าอ่อนลวดลายโน้ตดนตรี ผ้าห่ม หมอนก็โทนสีฟ้าไม่ต่างกัน ขนาดเตียงพอจะนอนกันสองคนได้ไม่ลำบากหรือหากนอนไม่ได้หนูพุกก็นอนข้างล่างได้ไม่มีปัญหา ถัดจากเตียงนอนก็เป็นโต๊ะเครื่องแป้งที่มีขวดและกระปุกครีมบำรุงผิวอยู่เกือบสิบ อืม เป็นผู้หญิงรักสวยรักงามใช้ได้เลยทีเดียว ถัดจากนั้นคือกระจก
อศิภัชใจกระตุกเล็กน้อยกับรูปใบเล็กที่เหน็บไว้ให้เห็นเด่นชัด ศิศิรากับนท สถานที่ในรูปคือไร่เขาแน่นอน เป็นบริเวณที่ปลูกกล้วยหอมทองถัดจากตรงนั้นจะเป็นพื้นที่ปลูกต้นพริกไทยแซมต้นพริก ทั้งสองยืนชิดกันเท่านั้นไม่ได้มีการกอดใดๆ ทั้งสิ้น รอยยิ้มของทั้งสองต่างมีความสุข เขาถอนใจยาวกับอาการอิจฉาเล็กๆ ที่เกิดขึ้น
หนึ่งปีแล้วแต่ศิศิรายังพยายามเก็บนทไว้ในใจ ไม่เป็นไร...เขาเข้าใจ สิ่งที่ทำได้คือเสนอหน้าไปให้เห็นบ่อยขึ้น ให้เขาได้แทนที่คนที่จากไปแล้วก็เท่านั้นเอง
จากนั้นภาพในกล้องก็ไม่ต่างอะไรจากห้องผู้หญิงทุกคน ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางหนังสือที่มีไม่กี่เล่ม ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือแบบเสื้อหรือตำราการตัดเย็บชุดไทยและชุดทำงาน สองอย่างนี้ย่าเพกาเคยบอกว่าใช้หากินได้จนตาย ยิ่งช่างที่ฝีมือดีราคาไม่แพงอย่างศิศิราด้วยแล้ว ลูกค้าเยอะจนแทบทำไม่ทันเลยทีเดียว
“เป็นไงคะ ห้องนอนพี่ศิ หนูพุกว่าน่ารักดีนะคะ ห้องเรียบๆ เน้นนอนเหมือนห้องหนูพุกเลย อุ๊ยๆ พี่เค้าเปิดประตูห้องน้ำแล้ว แค่นี้นะคะ”
แล้วการติดต่อก็ขาดไปเขาจึงเก็บโทรศัพท์แล้วเข้าไปในบ้าน ปู่กับย่านั่งอยู่ในห้องรับแขกใกล้กัน คนหนึ่งถักนิตติ้ง คนหนึ่งเช็คปืนที่ครอบครองไว้หลายกระบอกให้พร้อมใช้ตลอดเวลา ตอนนี้ยังไม่ดึกนักเขาเลยได้เห็นทั้งสอง หากกลับดึกกว่านี้ทั้งสองจะย้ายขึ้นไปยังห้องนั่งเล่นด้านบนติดกับห้องนอนใหญ่ซึ่งหากไม่มีธุระเขาก็จะไม่ไปรบกวน
อศิภัชมองทั้งสองแล้วยิ้มให้กับความรักที่ทั้งสองมีให้กันไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะปู่เมฆาที่รักย่าจนบางทีคนงานในไร่ก็เอาไปพูดลับหลังให้เขาได้ยินอยู่บ่อยๆ ว่าชาติหน้าทั้งสองไม่แคล้วได้เป็นคู่กันอีกแน่นอน หมั่นทำอะไรด้วยกันทุกครั้งจนชินตาทุกคนที่เห็น
หลานที่อายุเพียงสามสิบมองปู่กับย่าที่อายุสี่สิบห้ากับสี่สิบด้วยแววตาอ่อนโยน เขาโตมากับปู่เมฆาเพราะพ่อกับแม่ต้องไปทำงานในสถานทูต ทำให้หอบลูกไปด้วยลำบาก ด้วยอายุที่ห่างกันไม่มากทำให้ส่วนใหญ่เขาไม่เรียกทั้งสองว่าปู่และย่าแต่เรียกพี่ พอๆ กับทั้งคู่มองว่าเขาเป็นน้องมากกว่าจะเป็นหลาน
“กินข้าวมารึยังภัช” ‘พี่สาว’ เงยหน้าจากผ้าในมือแล้วถาม ‘น้องชาย’
“ไปอยู่บ้านผู้หญิงตั้งนานถ้าเขาไม่เลี้ยงข้าวก็ยังไงอยู่นะ” คราวนี้เป็นเสียงของ ‘พี่ชาย’ ที่เงยหน้าส่งยิ้มให้
“ครับ เรียบร้อยมาแล้ว” เขาตอบพลางมานั่งลงตรงหน้าทั้งสองก่อนจะเอนกายลงนอนให้ศีรษะวางตรงที่พักแขน ปล่อยขาพาดยาวออกพ้นโซฟาตั้งแต่ข้อเท้า
“แล้วก้าวหน้าขึ้นบ้างไหม ศิเริ่มมีใจให้รึยัง” เพกาถามเสียงเบา เธอชอบหญิงสาวมากจนเชียร์ออกหน้าออกตาเลยทีเดียว
“เธอมีใจให้อยู่บ้างครับแต่ก็ไม่ถือว่าก้าวหน้า เธอกลัวสายตาคนจะว่าเอาได้” เขาตอบยิ้มๆ
“แล้วรู้ได้ไงว่าเขาเริ่มมีใจ คิดไปเองรึเปล่า” เมฆาถามบ้าง ใบหน้าขาวจัดจนดูไม่เหมือนคนทำงานในไร่ยังคงหล่อไม่ต่างจากสมัยอายุน้อยๆ ที่เพิ่มขึ้นมาคงเป็นตีนกากับรอยย่นบนหน้าผากอย่างละสองเส้นเท่านั้น ร่างกายก็สูงบางต่างจากหลานที่สูงหนา
หากไปถามคนไม่รู้จักว่าเมฆาทำอาชีพอะไร ทุกคนพร้อมตอบไปทางอื่นที่ไม่ใช่การทำไร่ คนเหล่านั้นพอรู้ว่าเขาทำไร่และทำจริงจังด้วยไม่ใช่ทำเล่นๆ ต่างพากันร้อง...ฮ้า กันทุกคน



 




สวัสดีค่า ทู้กกก คนนนน
   ตอน ๒ มาแล้วค่ะ   มาแบบด้นต่อ แถต่อ  ;D

ตอบพี่บัดดี้  เฮือก ... นี่อยากให้เป็นเสียงสูดลมหายใจเข้าค่ะ  ประมาณว่าหนูพุกพูดมากจนต้องสูดลมหายใจเข้าไป จะได้พูดต่อเนื่องจนลิงหลับ   
              จะเอาคำอื่นมาแทนคำนี้ ก็คิดไม่ออก  พี่มีคำอื่นจะแนะนำมั้ยคะ (เนียน ไม่คิดเองล่ะค่ะ)   ;D ;D 

                    จบตอนนี้ ขอลาไปเขียนให้ได้เยอะๆ แล้วค่อยเอามาลงใหม่เด้อค่ะ



2




“คุณย่าขา หนูพุกใกล้ถึงแล้วนะค้า”
เจ้าของเสียงเจื้อยแจ้วเริ่มพูดทันทีเมื่อคนทางนั้นกดรับสาย เธอเป็นเด็กสาววัยสิบห้าปี ผมสั้นเพียงติ่งหู หน้าตาน่ารัก ปากนิดจมูกหน่อย ผิวขาวผ่องจนหลายคนชอบล้อว่าหากยืนอยู่กลางแดดคงมีคนตาบอดเพราะแสงสะท้อนเข้าตา ทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นหนูพุกหรือพิริกาดีเกือบทุกอย่าง ยกเว้น... คนขับรถที่เป็นคนสนิทของพี่ชายของเด็กสาวขยับตัวเล็กน้อย มือที่ทำงานหนักจนหยาบกร้านก็คลายออกจากการจับพวงมาลัยก่อนจะกำไว้กระชับอีกครั้ง เขามองน้องเจ้านายทางกระจกมองหลังแล้วลอบถอนใจยาว นึกสงสารตัวเองที่ดันได้เข้าเมืองวันนี้แทนที่จะเป็นวันอื่น หน้าที่มารับคนข้างหลังจึงตกเป็นของเขาท่ามกลางความยินดีปรีดาจากคนงานอื่นในไร่
“น้านอตขับรถดีมากเลยค่ะคุณย่า ตรงไหนเป็นหลุมน้านอตก็หลบหรือหากหลบไปได้ก็จะลดความเร็วจนแทบไม่รู้สึกว่ารถกำลังเหยียบหลุมเลยค่ะ...เฮือก...นี่คุณย่าขา เมื่อวันก่อนเพื่อนพุกที่ไม่ค่อยสนิทกันถามว่าชื่อพิริกามาจากไหน ใครตั้งให้ พุกเลยตอบไปว่าคุณย่าตั้งให้ คุณย่าชื่อเพกา เพื่อนเลยถามอีกว่า...เฮือก...ชื่อเพกาแปลว่าอะไร ชื่อแปลกดี หนูพุกเลยบอกไปว่าคุณแม่ของคุณย่าชอบกินเพกาตอนที่ท้องมาก คุณย่าเลยได้ชื่อว่าเพกา แล้วหนูพุก...เฮือก...ก็เอารูปเพกาให้เพื่อนดู ทุกคนเลยรู้ว่าเพกาเรียกอีกชื่อคือลิ้นฟ้า หนูพุกเลยบอก...เฮือก...ย่างไฟอ่อนๆ แล้วเอามาจิ้มน้ำพริกกินอร่อยมากด้วย เพื่อนๆ เลยบอกว่าจะลองไปหาซื้อมาปิ้งแล้วกินดู คุณย่าเพกาขา ต่อไปเราไม่ต้องโทร. คุยกันแล้วน้า หนูพุกดีใจจังเลย เดี๋ยว...เฮือก...หนูพุกจะไปเป็นเพื่อนคุณย่าแทนพี่นาเวลาคุณย่าจะไปตัดเสื้อกับพี่ศิ แล้วคุณย่าก็จะไม่เหงา...เฮือก...เวลาคุณปู่ต้องไปธุระแล้วคุณย่าไม่ได้ไปด้วย อ๊าย! คุณย่าขาหนูพุกเห็นต้นแคที่คุณย่ามาปลูกไว้กับคุณปู่ด้วยค่า ต้นสูงมากเลย น้านอตคะ ขับช้าอีกนิดนะคะ ขอหนูพุกดูต้นแคชัดๆ หน่อยค่ะ คุณย่าขา...”
คนที่พร้อมจะจอดตลอดเวลาตั้งแต่เห็นกิริยากรีดร้องราวเห็นไฟไหม้ป่ามากกว่าจะเห็นต้นไม้รีบแอบถอนใจเฮือกใหญ่ จากนั้นค่อยพารถที่ขับช้าเพราะใกล้ถึงทางเข้าไร่อยู่แล้วนำไปจอดเกือบติดต้นไม้ที่อีกฝ่ายอยากดูใกล้ๆ เขาดับเครื่องโดยไม่รอให้อีกฝ่ายบอกแล้วหันไปขยับปากบอกให้คนที่เจื้อยแจ้วกับย่าไม่หยุดได้รู้ถึงจุดประสงค์ของเขา
“ลงไปดูใกล้ๆ เลยครับ”
เขาไม่ต้องบอกซ้ำเพราะเจ้าตัวเปิดลงไปแทบทันทีก่อนจะปิดประตูให้แล้วเดินพลางกระโดดไปพลางตรงไปยังต้นแคโดยที่ปากก็พูดกับย่าไม่หยุด
เมื่อได้อยู่คนเดียวโดยปราศจากเสียงรบกวนคนขับถึงกับเอาหัวโขกพวงมาลัยกับความโชคร้ายที่เจอมาตลอดสี่ชั่วโมงเมื่อต้องอยู่บนรถคันเดียวกับเด็กสาว พูดเก่ง พูดไม่หยุด พูดจนหายใจแทบไม่ทันนี่แหละคือเธอ
พี่ชายของพิริกาเคยบอกน้องหลายครั้งแล้วว่าเวลาพูดให้หยุดหายใจเมื่อจบประโยคแต่น้องก็ไม่เคยทำได้ การพูดแบบไม่แบ่งวรรคตอนและหายใจแทบไม่ทันจึงมีให้เห็นให้ได้ยินตลอด ที่เขาบอกให้เธอลงจากรถก็เพื่อความสงบหูของตัวเอง แม้จะเพียงนาทีเดียวก็ยอม
คนขับรถดวงซวยมองน้องเจ้านายที่พูดคุยกับย่าด้วยใบหน้ามีความสุขไปพร้อมเดินวนรอบต้นไม้อย่างคาดหวังว่าเธอจะหมุนรอบต้นไม้ไปสักพันรอบ แต่ความเงียบสงบที่เขาใฝ่หาหมดลงเมื่อเวลาผ่านไปห้านาที พิริกาวางสายจากย่าแล้ว ดังนั้นเมื่อกลับมาขึ้นรถ...
“น้านอตรู้ไหมคะถ้าถูกนักกีฬาตบบอลใส่หน้าเราจะเป็นยังไง”
เขาขยับจะเปิดปากตอบแต่ไม่ทันคนที่นั่งด้านหลัง
“เตรียมเข้าห้องไอซียูไม่ก็จองศาลาได้เลยค่ะ อย่าลืมนะคะว่านักกีฬาแรงจะเยอะกว่าคนทั่วไป ยิ่งนักกีฬาทีมชาติด้วยแล้ว น้าอย่าหวังว่าจะเจ็บแบบผิวๆ แล้วน้ารู้ไหมคะว่าถ้าเจอคนพูดว่าไม่มีทางเราต้องตอบยังไง”
คราวนี้เขาปิดปากอย่างเดียว รู้อยู่แล้วว่าคนข้างหลังไม่ต้องการคำตอบ แค่ได้พูดให้คนอื่นฟังเท่านั้นพอ มือที่จับพวงมาลัยกำแล้วคลายอยู่ตลอด ตาก็มองทางพร้อมเหยียบคันเร่งเพื่อหวังให้ถึงหน้าบ้านที่เด็กสาวต้องพักอยู่ตลอดจนกว่าจะเปิดเทอมโดยเร็ว
“ตอบไปว่าถ้าคุณไม่มีทางก็ไปขอทางกับกรมทางหลวงไม่ก็กรมโยธา แล้วต้องพูดเร็วๆ ด้วยนะคะน้านอต มันจะได้อารมณ์เหมือนที่หนูพุกพูดกับน้าเร็วๆ แบบนี้ไงคะ เออ แล้วน้ารู้ไหมคะ...เฮือก...”
เขาปล่อยให้เธอพูดไม่หยุดต่อไป พยายามไม่สนใจเสียงนกเสียงกาเหมือนที่ทำมาตลอดสี่ชั่วโมงแต่ทำไมเขาเกิดอาการเหลือจะทนแล้วก็ไม่รู้ ยิ่งใกล้ถึงเขายิ่งใกล้จะบ้าเต็มทน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเขาก็เหยียบเบรกเต็มที่จนเสียงดังเรียกความสนใจจากคนที่มารอรับเด็กสาวอยู่แล้ว คนขับเปิดประตูรถแล้วลงไปเปิดให้เด็กสาวที่ยังไม่หยุดพูด ตอนนี้เธอเปลี่ยนมาพูดเรื่องดินฟ้าอากาศก่อนจะหยุดแล้ว...
“คุณย่าค้า!! พี่ภัช!! หนูพุกคิดถึง มีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย เนี่ยค่ะ ตอนนั่งรถมา...”
คนที่ยังยืนใกล้เพราะต้องเปิดประตูให้ผละห่างจากเจ้าของเสียงตะโกนดังสะท้านภูเขาในทันทีพร้อมๆ กับเธอวิ่งเข้าหาอ้อมแขนผู้เป็นย่า ส่วนพี่ชายก็ยืนอยู่ข้างๆ
เจ้านายมองลูกน้องที่อายุมากกว่าเขาอย่างเห็นใจในชะตากรรมที่เจอมาเกือบห้าชั่วโมงแต่ไม่เอ่ยอะไร ส่วนลูกน้องก็ยืนนิ่งเพราะหูอื้อกะทันหันก่อนมองสบตาเพื่อนร่วมงานสามคนที่เดินเข้ามาใกล้เพื่อช่วยกันขนสัมภาระพิริกาขึ้นบ้าน
ทั้งสามกลั้นหัวเราะกันจนหน้าดำหน้าแดงเพราะรู้ว่าลูกพี่ต้องเจอกับอะไรบ้าง ที่รู้เพราะทุกคนเจอฝีปากเด็กสาวกันมาหมดแล้วนั่นเอง
“ผมบอกพี่แล้วว่าให้เอาที่อุดหูไปด้วย ใส่เอาไว้ตลอดทางที่นั่งมากับคุณหนู” หนึ่งในสามพูดอย่างอดไม่ไหวก่อนจะหัวเราะกันทั้งสามเมื่อทางสะดวกเพราะเจ้านายเดินขึ้นบ้านไปแล้ว
“ไม่ต้องไปเรียกซดเหล้านะ ขอพักหูจนถึงเช้า”
นอตบอกเพื่อนด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อยเพราะยังหูอื้ออยู่ เขาโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินจากไป...รู้ว่าเพื่อนแกล้งพูดเรื่องที่อุดหูเพราะหากทำจริงจะอันตรายต่อการขับรถมาก ต่อไปเขาคงไม่กล้าเข้าใกล้บ้านใหญ่ ตราบใดที่พิริกายังอยู่ที่นี่ หวังว่าอศิภัชจะขังน้องให้อยู่แต่ในบ้านได้นะ อย่าให้ไปเดินในไร่เลย เขาไม่อยากลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าคนงานแล้วไปหางานที่อื่นทำ
เทวดาฟ้าดินช่วยเขาทีเถอะ

อศิภัชยกขาพาดที่วางแขนของโซฟาแล้วหลับตาฟังน้องเล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้โดยไม่ห้ามปรามให้หยุดพูด เขาเข้าใจน้องว่าช่วงที่ห่างจากคนคุ้นเคยจะเหงามาก พอได้กลับมาอยู่ถิ่นเคยนอนจึงระบายความรู้สึกเก็บกดให้คนรอบข้างฟัง วันนี้เขาติดธุระจริงๆ ไม่งั้นคงไปรับพิริกาเองไม่ปล่อยให้น้านอตไปเผชิญชะตากรรมอันแสนโหดร้าย แม้หัวหน้าคนงานที่เขามั่นใจว่าอดทนใจเย็นกับทุกสถานการณ์แต่พอเห็นหน้าเมื่อครู่ก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะสติแตกแล้ว
พิริกาน่าสงสารยิ่งนักที่ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้ ชายหนุ่มนอนฟังย่าหลานคุยกันแล้วเกิดนึกถึงใครบางคนจึงหยิบโทรศัพท์ที่วางบนโต๊ะข้างตัวมากดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ เขาฟังเสียงรอสายอยู่เกือบนาทีก็รู้ได้ว่าคนทางนั้นตั้งใจไม่รับสายของเขา...จะหนีได้นานแค่ไหนกันเชียว หนึ่งปีที่ผ่านมาเขาถือว่าให้เวลามากแล้ว ดังนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้เขาต้องได้เป็นที่หนึ่งในใจเธอแทนคนที่จากไปคนนั้น
“พี่ภัชโทร. หาพี่ศิเหรอคะ เธอไม่รับแน่เลย พี่ทำหน้าแบบนี้ ถ้างั้นเราไปหากันดีไหมคะ เอาผ้าที่หนูพุกซื้อมาไปให้พี่ศิตัดให้ เตรียมไว้เวลาไปวัดหรือไปงานแต่งคนงาน...เฮือก...คุณย่าเอาผ้าไปให้พี่ศิตัดเยอะไหมคะ กี่ชุด ปีหน้าจะเสร็จไหม หากผ้าเหลือน้อยแล้วก็หื้อไปเพิ่มนะคะ พี่ภัชจะได้มีข้ออ้างไปหาพี่ศิ...เฮือก...พี่ศิจะได้ไม่กล้าออกปากไล่ เพราะเราเป็นลูกค้าขาใหญ่”
จบประโยคก็หยิบแก้วน้ำมายกดื่มหลายอึก เมื่อวางแก้วแล้วก็เปิดปากจะพูดต่อแต่เสียงแหบห้วนของผู้เป็นปู่ดังให้ได้ยินเสียก่อน
“ไง นกแก้วมาแล้วเรอะ”
“คุณปู่เมฆ!”
‘นกแก้ว’ กระโดดยืนในทันทีแล้ววิ่งเข้าไปหาปู่ที่อายุเพียงสี่สิบห้าปีแต่กลายเป็นปู่ นั่นเพราะปู่เมฆาเป็นน้องของปู่แท้ๆ ของอศิภัชกับพิริกานั่นเอง
เมฆาเป็นลูกหลงที่อายุห่างจากพี่ชายสามสิบแปดปี ดังนั้นเวลาคนอื่นมาเห็นทั้งสองเรียกเมฆากับเพกาว่าปู่ย่าจึงพากันมองแปลกๆ
“หยุด” เมฆายกมือห้ามหลานสาวที่กำลังจะเข้ามากอดไม่ให้ส่งเสียง “ปู่อยากฟังเสียงย่า หนูพุกค่อยคุยตอนกินข้าวแล้วกันนะ”
“แหม ปู่อะ” เด็กสาวหยุดเท้าหยุดมือที่จะพุ่งเข้าหาปู่ในทันที แล้วหันควับไปหาย่าที่อายุเพียงสี่สิบ นั่งลงกอดร่างขาวบางไว้แน่น “อย่ามากอดย่าหนูพุกนะ ห้ามแตะ ห้ามต้อง”
เมฆายิ้มพลางส่ายศีรษะไปมากับอาการงอนของหลานสาว เขานั่งลงข้างหลานแล้วยกมือกอดบ่าภรรยาคู่ชีวิต เท่านั้นเด็กสาวก็ยิ้มแป้นเพราะเหมือนว่าถูกปู่กอดด้วยนั่นเอง
“ไปอาบน้ำไหมพุก อากาศร้อนอยู่นะ”
ปู่มองหลานที่แต่งตัวในชุดเสื้อแขนยาวสีเข้มกับกางเกงยีน ดูสุภาพเรียบร้อยอย่างพอใจ
พิริกาถูกสอนมาแต่จำความได้ว่าหากไม่ใช่ในห้องนอนแล้วไซร้ ห้ามแต่งตัวเปิดเผยจนเกินงามเด็ดขาด เจ้าตัวก็เชื่อฟังเพราะเป็นเรื่องของความปลอดภัย ขนาดในห้องส่วนตัวชุดนอนของเด็กสาวยังเป็นขาสั้นเสมอเข่ากับเสื้อแขนสั้น เจ้าตัวบอกว่าหากเกิดไฟไหม้จะได้หนีออกมาเลย หากนอนด้วยชุดโป๊ๆ แล้ววิ่งหนีไฟไหม้ สภาพคงดูไม่ดี
“ไม่เอาค่ะ พี่ภัชว่าจะพาไปหาพี่ศิ เอาผ้าที่หนูพุกซื้อมาไปให้พี่ศิตัดให้”
“พูดตอนไหน” พี่ชายถามยิ้มๆ มองน้องค้อนแบบเด็กๆ ที่ไม่มีจริตมายาเหมือนสาวที่ผ่านโลกมามากกว่า
“ก็ตอนนี้ล่ะค่ะ ไปเถอะ ถ้าช้าเดี๋ยวพี่ศิลืมหน้าไม่รู้ด้วย ย่าบอกว่าพี่ภัชไม่เห็นหน้าพี่ศิมาสิบวันแล้ว อีกอย่างนะคะ...ปู่! ปู่จะพาย่าไปไหน” พิริกาเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อเห็นจากหางตาว่าปู่ดึงมือย่าให้ลุก
“ไปนั่งรถกอล์ฟดูบรรยากาศในไร่สิ ตรงไหนไม่ดีจะได้บอกพี่เราให้แก้ไข” พูดจบก็โอบเอวภรรยาพาเดินห่างทันที “จะไปหาว่าที่พี่สะใภ้ก็ไปได้แล้ว กว่าจะกลับเดี๋ยวค่ำเกิน”
“ปู่เมฆอะ อย่างนี้ทุกที ชอบไปกับย่าแล้วทิ้งหลาน คนอะไรรักเมียตั้งแต่หนุ่มจนแก่” เด็กสาวพึมพำด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เพราะเธอโตมากับภาพนี้
“ยังไม่แก่โว้ย ไอ้หลานบ้า” เมฆาส่งเสียงดังมาให้ได้ยิน
“พี่เมฆ เรียกหลานว่าไอ้ได้ยังไง ไม่ดีเลย หลานเป็นผู้หญิงนะคะ” เพกาส่งเสียงต่อว่าไม่จริงจังดังมาเบาๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ทำงานดังอยู่หน้าบ้านแล้วเสียงก็เงียบหายไป
“เดี๋ยวจะตามไปเป็นมารคอหอย คอยดูนะปู่” เธอบ่นไม่จริงจังแล้วหันมามองพี่ชายก็เห็นอีกฝ่ายลุกยืนเตรียมพร้อมไว้แล้ว เธอจึงตรงไปคล้องแขนแข็งแรงนั่นแล้วพากันตรงไปยังรถกระบะคันเก่ง “จีบพี่ศิให้ได้นะพี่ภัช พี่ศิใจเย็นกับหนูพุก ไม่รำคาญเวลาหนูพุกพูดมาก พูดไปเรื่อย พูดไม่หยุด...”
อศิภัชฟังน้องพูดไปเรื่อยจากเรื่องโน้นไปเรื่องนี้โดยที่เขาไม่ห้ามปราม เขาไม่ใช่คนใจเย็นเพียงแต่พิริกาเป็นน้อง เขาจึงทนได้เท่านั้นเอง

รถกระบะเครื่องแรงวิ่งออกจากไร่เมฆาเพื่อไปยังบ้านของศิศิราที่อยู่ในตัวอำเภอ หญิงสาวอาศัยอยู่กับมารดาเพียงสองคน ส่วนบิดาก็เสียชีวิตเพราะร่างกายไม่แข็งแรงไปได้สามปีแล้ว อศิภัชรู้จักหญิงสาวมาเกือบสี่ปีแล้วจากการตามย่าไปรับเสื้อที่สั่งตัดแต่เพิ่งมาสนใจจริงจังได้สองปีหลัง
ทีแรกเขาคิดจะตัดใจเพราะหญิงสาวมีคนรักอยู่เคียงข้างแต่เมื่อปีก่อนคนรักของเธอจากไป เขาจึงปล่อยเวลาให้เธอทำใจหนึ่งปี จากนั้นเขาก็ขยันโผล่หน้าไปให้เห็นเพื่อให้เธอได้รู้ว่ากำลังมีคนสนใจอยากได้เธอมาร่วมชีวิต
แต่...ทุกอย่างต้องมีแต่เสมอ เมื่อหญิงสาวรู้ว่าเขาสนใจ...เธอกลับพยายามถอยห่างเพราะกลัวถูกมองว่าตกถังข้าวสาร
เขาล่ะขำจนอยากบอกว่าเขาไม่มีหรอกถังข้าวสาร หากจะมีก็มีเพียงรถขนพืชผลทางการเกษตรราวสิบห้าคันเท่านั้น ส่วนคนที่มีถังข้าวสารตัวจริงต้องเป็นเพื่อนเขาที่ปลูกข้าวและมีโรงสีขนาดใหญ่เป็นของตัวเองซึ่งอยู่จังหวัดเคียงข้าง
ศิศิรามองรถคุ้นตามาจอดอยู่หน้าบ้านแล้วเกิดความรู้สึกอยากขึ้นข้างบนในทันที แต่เมื่อทำไม่ได้จึงต้องวางมือจากการเย็บปกเสื้อเพื่อจะได้ไปต้อนรับแขกยังหน้าบ้าน ก่อนที่แขกจะเข้ามาในบ้าน เธอยิ้มเพียงนิดเดียวเมื่อคิดว่าต้องเจอเขาเพียงคนเดียวแต่เมื่อเห็นว่ามีอีกคนที่พอคุ้นหน้าจึงเปิดยิ้มมากขึ้นจนเห็นไรฟันขาวสวย
“หนูพุก มาเมื่อไหร่คะ” เธอไหว้เขาแต่ไม่ทักทายเลือกจะพูดกับน้องสาวพลางรับไหว้จากฝ่ายนั้น
“สวัสดีค่ะพี่ศิ หนูพุกเพิ่งมาถึงค่ะ นั่งยังไม่ทันหายเย็นย่าก็บอกให้มาดูว่าเสื้อที่สั่งตัดไว้เสร็จหรือยัง แล้วหนูพุกยังเอาผ้ามาให้พี่ศิ...เฮือก...ด้วยนะคะ อยู่ในรถ รอเดี๋ยวนะคะ”
หญิงสาวมองอาการรีบพูดเหมือนกลัวถูกแย่งพูดจนหายใจจะไม่ทันของเด็กสาวแล้วได้แต่ลุ้นแทนว่าเมื่อไหร่ความช่างพูดจะลดลง เธอไม่ได้รังเกียจที่จะรับฟัง เพียงแต่เป็นห่วง...กลัวจะพูดจนหายใจไม่ทันแล้วต้องเข้าโรงพยาบาลล่ะเรื่องใหญ่แน่นอน
เธอมองตามร่างอวบๆ ตามประสาเด็กชอบกินมากกว่าจะชอบอดจนไม่รู้ว่าคนตัวสูงใหญ่มายืนอยู่ข้างๆ แล้ว กว่าจะรู้ก็ตอนที่หลังมือเขาแตะยังหลังมือเธอนั่นเอง ศิศิรารีบขยับตัวห่างเพื่อไม่ให้สายตาคนอื่นที่คอยเมียงมองจับผิดได้เห็น เธอใจสั่นทุกครั้งเวลาเขาเข้าใกล้ จะบอกว่าเธอไม่รู้สึกอะไรกับเขาเลยก็ไม่ใช่ เพียงแต่ไม่ได้รักเท่านั้นเอง
“อ้าว! แฟนมารับไปกินข้าวอีกแล้วเหรอ ดีจัง ไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวกิน”
น้ำเสียงเหมือนจะแปลกใจแล้วเปลี่ยนเป็นดีใจปนประชดประชันนั้นทำให้ศิศิรารีบขยับห่างจากอศิภัชมากขึ้น เธอหันไปมองสาวงามที่ครองมงกุฎนางงามจังหวัดเมื่อสามปีก่อนด้วยใบหน้าระอา
“มีธุระอะไรเหรอหญิง”
ศิศิราถามเสียงเบาอย่างอ่อนอกอ่อนใจที่อีกฝ่ายตามรังควานเธอไม่หยุดเพียงเพราะเธอได้รักกับชายที่อีกฝ่ายพึงใจ บ้านของหญิงหรือนรากรอยู่ตรงข้ามกันนี่เอง ถนนเส้นนี้รถไม่เยอะแถมมีเพียงสองเลนทำให้อีกฝ่ายอยากเดินมาหาตอนไหนก็ได้ เหมือนตอนนี้ที่พอเห็นว่ารถอศิภัชมาจอดก็เดินข้ามมาทันที ดีอยู่บ้างที่นรากรไม่ทำตาทำปากเหมือนตัวอิจฉาในละครเวลามาพูดประชดประชัน อดีตสาวงามอายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปีแต่ทั้งสองก็ไม่มีใครเรียกพี่เรียกน้อง
“เปล่า” คนตั้งใจมาแขวะตอบเสียงสูงพร้อมยกไหล่ ดวงตาก็มองชายตัวสูงผิวสีแทนอย่างโมโหที่อีกฝ่ายมาหลงเสน่ห์มารหัวใจที่เป็นเพียงช่างตัดเสื้อโนเนม “ก็แค่เป็นห่วง กลัวคนอื่นมองว่าเธอให้ท่าผู้ชาย”
อศิภัชที่ยืนฟังขยับปากจะพูดแก้ให้หญิงสาวข้างกายแต่เสียงของน้องสาวก็ดังขึ้นก่อน
“พี่ศิ นี่ไงคะ ผ้าที่หนูพุกขนมาให้พี่ตัดชุดให้ อ้าว! ใครเนี่ย สวัสดีค่ะพี่ พี่มาตัดเสื้อเหรอคะ พี่ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ พี่ศิตัดเสื้อดีมาก ย่าของหนูพุกเป็นลูก...เฮือก...ค้ามาหลายปีแล้ว คุณหญิงคุณนายหลายคนก็มาให้พี่ศิตัดชุดให้ พี่จะตัดชุดแนวไหนคะ ชุดทำงานหรือชุดไทย เดี๋ยวพี่เข้าไปในบ้านไป...เฮือก...วัดตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูพุกวัดขนาดตัวให้ หนูพุกจะขอให้พี่ศิสอน เดี๋ยวพี่...”
“โอ๊ย! เป็นบ้าอะไรพูดไม่หยุด กลัวใครจะแย่งพูดรึไงฮะ” นรากรตะโกนเสียงดังอย่างเหลืออด เกิดมาไม่เคยเห็นคนพูดมากขนาดนี้
“ก็...” เด็กสาวหน้าเสียเล็กน้อยก่อนยกผ้าให้พี่ชายถือแล้วยกมือไหว้คนตรงหน้า “ขอโทษค่ะ หนูพุกลืมตัว ลืมไปว่าหากไม่ใช่คนคุ้นเคยก็ห้ามพูดมากเด็ดขาด”
‘อีบ้า’ นรากรทำปากมุบมิบแต่ชายหญิงทั้งสองที่มองอยู่ก่อนแล้วก็อ่านปากได้ อศิภัชหน้าตึงทันทีเมื่อน้องถูกด่าแบบนี้ ศิศิราก็เช่นกันแต่ในฐานะเจ้าของบ้านจะให้แขกมีเรื่องกันก็ไม่ได้
“หนูพุกเข้าบ้านกันค่ะ” เธอเข้าไปกอดคนที่ก้มหน้าสำนึกผิดพร้อมพยักหน้าเรียกเขาเข้าบ้านด้วย ส่วนแขกอีกคนก็ทำเป็นไม่สนใจ ไม่เรียกไว้เมื่ออีกฝ่ายหันหลังจะข้ามถนนกลับบ้าน
“พี่ศิ หนูพุกขอโทษ คุณคนสวยตะกี้เป็นลูกค้าพี่เหรอคะ อย่างนี้หนูพุกก็ทำให้พี่เสียลูกค้าแน่ เดี๋ยวหนูพุกไปเรียกเธอกลับมาดีไหมคะ เดี๋ยวหนูพุกจ่ายค่าตัดให้เอง พี่ศิจะได้ไม่เสียลูกค้า”
ทั้งพี่ชายและช่างตัดเสื้อประจำตัวคุณย่ารีบดึงแขนเด็กสาวช่างพูดไว้คนละด้านก่อนที่เธอจะลุกยืน
“หญิงไม่ได้เป็นลูกค้าพี่หรอกค่ะ เธอแค่มาดูว่าใครมาบ้านพี่เท่านั้นเอง บ้านหญิงอยู่ตรงข้ามนี่ไงคะ” ศิศิราชี้ไปยังบ้านตรงข้าม พลางยิ้มปลอบใจคนที่กำลังใจเสีย รอยยิ้มควรจะอยู่บนหน้าพิริกามากกว่าความเศร้าเป็นไหนๆ
“หนูพุกไม่เคยเห็นหน้าเลย สงสัยแต่ก่อนเวลาหนูพุกมากับย่าจะไม่ตรงกับตอนพี่หญิงอยู่บ้าน เธอเป็นเพื่อนพี่ศิเหรอคะ” พิริกาถามเสียงอ่อย ยังเสียใจไม่หายที่ทำให้คนข้างตัวว่าที่พี่สะใภ้ไม่ชอบหน้า
“ไม่ใช่จ้ะ หญิงแค่ไม่ชอบขี้หน้าพี่เท่านั้นเอง” เธอบอกแค่นั้นและเดินไปรินน้ำมาให้ทั้งสอง
“ไม่ชอบขี้หน้า” เด็กสาวขมวดคิ้วมุ่นพลางมองตามหลังสาวสวยที่อาจสวยน้อยกว่าคนชื่อหญิงไปแค่นิดเดียว “พี่ศิไปทำอะไรให้พี่หญิงไม่ชอบขี้หน้าเหรอคะ พี่ออกจะนิสัยดี”
“ก็...” คนต้องตอบวางแก้วน้ำให้ทั้งสองแล้วนั่งลงข้างร่างขาวอวบจนเหมือนมีประกายวิ้งอยู่ตลอดเวลา “แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องน่ะค่ะ หนูพุกจะให้พี่ตัดชุดแบบไหนบ้างคะ ไหนขอดูผ้าหน่อย”
ศิศิราหาทางเปลี่ยนเรื่องและก็ได้ผล เด็กสาวขยับมารื้อผ้าออกวางจนยุ่งไปหมด ปากก็บอกในสิ่งที่ต้องการอย่างนู้นอย่างนี้ หญิงสาวรวบผมสั้นประบ่าไปมัดไว้เหลือแค่ผมด้านหน้าที่ตัดเป็นผมม้าแล้วค่อยหยิบสมุดปากกาที่วางใกล้ๆ มาจดความต้องการลงไป จากนั้นก็ไปหยิบสายวัดมาวัดตัวเด็กสาว
อศิภัชมองสองสาวด้วยแววตาอบอุ่น เขาพอรู้ว่าทำไมนรากรถึงไม่ชอบศิศิราแต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว คนต้นเรื่องก็ไม่อยู่ดังนั้นนรากรควรเลิกนิสัยชอบประชดชอบแขวะเพื่อนบ้านได้แล้ว แต่ก็นั่นล่ะ...ผู้หญิงคือเพศที่เข้าใจยาก เคยมีคนบอกไว้ว่าหากผู้ชายบอกว่าตัวเขาเข้าใจผู้หญิง นั่นแปลว่าเขาไม่เข้าใจเลยต่างหาก และเขาก็ไม่อยากเข้าใจนรากรด้วย





   สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ผู้น่าร้ากกกก ทู้กกกก คน   มลณ์เอาบทแรกที่เพิ่งด้นสดจบหมาดๆ มาลงแล้วจ้า
   นิยายเรื่องนี้พล็อตหลวมโพรก ความคิดที่มีก็แค่...พระเอกรักนางเอกและอยากแต่งงานด้วยให้ได้
   ปัญหาที่มลณ์เจอตามมาคือ... แล้วฉันจะเขียนยังไงให้นางเอกยอมแต่งงานด้วยล่ะ
   ... งานแถ และ ด้น ต้องมา ...
  แถ...ยังไงจะถึง ๑๒๐ หน้าเนี่ย
  ด้น...ยังไงจะได้หนังสือเนี่ย
      ......... ไฟต์ ติ้งงงงง ......

หน้า: [1]