แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - นิรีย์

หน้า: [1] 2
1
ตอนที่ ๑ โอ้...อสูร (๒)


เทวีแห่งความรักกำลังเบื่อหน่าย แม้นว่าวันนี้ห้องโถงในวิหารของนางจะคลาคล่ำไปด้วยผู้มาบวงสรวง นางไม่ได้ออกไปปรากฏโฉมแสนงดงามให้เหล่าสาวกเห็นจนตื่นตะลึงอย่างที่ชอบทำ วันนี้นางยังคงหมกตัวอยู่ในห้องนอนทอดกายนิรมิตอันอรชรบนเตียงดอกไม้สีสดใสโดยมีเสือขาวตัวมหึมาหมอบราบอยู่บนพื้นข้างตัวประหนึ่งองครักษ์ผู้สัตย์ซื่อ นางจึงรู้สึกยินดียิ่งนักที่เห็นเทพแห่งไฟแวะเวียนมา

เพราะ ‘พี่ชายคนนี้’ มักจะนำเรื่องตื่นเต้นมาด้วยเสมอ

“ท่านพี่ ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านมาเยี่ยม ข้ากำลังเบื่อเหลือเกิน” นางรีบลุกขึ้นไปเกาะแขนพี่ชาย ทำอาการฉอเลาะด้วยการเอียงหน้าด้านหนึ่งถูกับต้นแขนของเขา

“เบื่ออะไร” เทพแห่งไฟถามด้วยเสียงราบเรียบ เฉยเมยต่อการออดอ้อนของน้องสาว

“เบื่อมนุษย์ มาขอให้สมหวังในความรักอยู่นั่นแหละ”

มนุษย์ชอบมาบวงสรวงในวิหารแห่งความรักโดยเฉพาะมนุษย์ผู้หญิง หวังให้ตนสมหวังในรักโดยหารู้ไม่ว่าเทวีที่พวกเขาศรัทธานั้นไม่เคยช่วยใครให้สมหวังในความรักสักครั้ง พวกที่สมหวังล้วนมาจากตัวเองทั้งสิ้น เทวีแห่งความรักมักหัวเราะเยาะกับความโง่งมของมนุษย์ เข้าใจผิดกันไปเองที่คิดว่านางช่วยเรื่องความรักได้

แล้วจะให้เทวีอย่างนางทำอย่างไรได้ บอกความจริงว่านางเก่งแต่ในเรื่องการทำให้คนมารักนางไม่ใช่บันดาลให้ใครไปรักกับใครอย่างนั้นหรือ

มนุษย์พวกนี้อ่อนแอทั้งร่างกายและจิตใจหากไร้หลักยึดคงกระเจิดกระเจิงไปซึ่งมิยิ่งแย่กว่าที่นางช่วยเป็นหลักยึดให้หรอกหรือ การเสียสละของนางถือเป็นบุญคุณมากกว่า แต่ตอนนี้นางเบื่อการเล่นละครพวกนี้แล้ว

“ถ้าได้ยินเรื่องนี้ เจ้าคงหายเบื่อไปอีกนานเทวีแห่งความรัก”

เทวีแห่งความรักสะดุดใจทันที เมื่อไหร่ที่พี่ชายคนนี้เรียกนางด้วยนามเต็ม ไม่ใช่เรียกนางว่าน้องหญิง แสดงว่านางกำลังมีปัญหา และน่าจะเป็นปัญหาใหญ่มากจากสีหน้าบูดบึ้งของเทพแห่งไฟ

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ มีใครไปฟ้องท่านพ่อเรื่องข้าอีก พวกขี้อิจฉาทั้งหลาย วิหารของข้ามีคนมาบวงสรวงมากที่สุด พวกเทพคร่ำครึเลยไม่ชอบหาว่าข้าทำให้คนงมงายใช่ไหม”

นางรีบผละห่างจากพี่ชายทำท่ากระฟัดกระเฟียดอย่างขัดใจ ไม่ว่าใครไม่อยากให้นางโกรธ เดี๋ยวพี่ชายต้องง้องอนนางอย่างแน่นอน

แต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เทพแห่งไฟถอนใจยาว สีหน้ายิ่งทวีความขึ้งเครียด

“มีใครไปฟ้องท่านพ่ออย่างเจ้าว่าจริงๆ”

“นึกแล้วเชียว เจ้าพวกปากอยู่สุข มันเป็นใคร”

“ลูกของ...เจ้า”

“ใครนะ!”

“เจ้าได้ยินชัดเจนแล้วนี่”

“ไม่จริง! ข้าไม่มีลูกชาย”

“ข้ายังไม่ได้พูดสักคำว่าเป็นลูกชาย”

“ท่านพี่หลอกข้า” เทวีแห่งความรักกรีดเสียงดังสะท้านลั่นห้องเมื่อรู้ว่าตัวเองพลาดไปถึงขนาดที่เจ้าเสือขาวองค์รักษ์ลุกขึ้นแล้วกระโจนแผล็วมายืนคำรามขวางหน้าเทพแห่งไฟเพราะคิดว่านายของมันจะถูกทำร้าย

“อย่ามาสะเออะเจ้าสัตว์เดรัจฉาน” เทพแห่งไฟตวาดใส่ ปัดมือเพียงเล็กน้อยร่างสีขาวมหึมาก็โดนแส้ไฟรัดรอบคอล้มลงไปดิ้นทุรนทุรายจนสิ้นสติข้างเจ้าของ

“ใครกันแน่ที่หลอกลวงพ่อ แม่ พี่น้อง ข้าไม่นึกเลยว่าเทวีผู้สูงส่งจะลงไปเกลือกกลั้วกับเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำเช่นนั้น แต่ดูจากรสนิยมของเจ้า” เทพแห่งไฟชี้มือไปยังร่างเสือขาวที่อยู่แทบเท้าน้องสาว แล้วจ้องตาเทวีผู้เป็นน้องนิ่ง “ข้าก็ไม่แปลกใจนัก”

“อย่ามาพูดแดกดันข้า พวกพี่ก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้า ยอมใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกทุกอย่างเพื่อเอาชนะศึกอสูร ยอมแม้กระทั่งให้น้องสาวตัวเองไปล่อลวงจอมทัพอสูรให้ลุ่มหลงจะได้ยอมอยู่นิ่งเป็นเชลยใต้บาดาลเพื่อบังคับเหล่าอสูรให้ยังคงบวงทรวงพวกเทพต่อไป”

ไม่มีทางที่เทวีแห่งความรักจะยอมรับผิด เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนาง พี่ชายทั้งสี่นั่นแหละคือต้นเหตุให้นางต้องไปเจอะเจออสุรา

จอมทัพอสูรโอหังตนนั้น

อสุราแข็งแกร่งจนสามารถทำลายภูเขาได้ทั้งลูก กร้าวกระด้างดุดันในเชิงรบจนเป็นที่หวาดผวาไปทั่ว ทว่าอสุรากลับมีรูปลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อนและสง่างามได้อย่างลงตัว โดดเด่นท่ามกลางความอัปลักษณ์ของเหล่าอสูรอื่น นางยอมรับว่าไม่ฝืนใจกับการลวงล่ออสุรา นางเป็นเทวีแห่งความรัก นางเชื่อว่าตัวเองสามารถสั่นคลอนหัวใจเพศชายทุกเผ่าพันธุ์ได้อย่างไม่ยากเย็น ยกเว้น...อสุรา

เทพแห่งดิน พี่ชายคนโตของนางย้ำนักย้ำหนาว่ามีทางเดียวที่จะเหนี่ยวรั้งอสูรไว้ได้คือ ‘ความรัก’ แต่นางไม่สามารถทำให้อสุรารักนางได้ตั้งแต่แรก จอมทัพอสูรชำเลืองมองมาที่นางเพียงแวบเดียวก่อนจะหลับตานั่งสงบนิ่งอยู่ในที่จองจำใต้บาดาลโดยไม่สนใจการมีตัวตนของนาง ไม่สนใจร่างนิรมิตงามเลิศกว่านางใดในพิภพนี้ ไม่สนใจสิ่งที่นางไม่เคยเสนอให้ชายใดมาก่อน

ไม่มีใครที่นางต้องการให้สนใจเมินนางเช่นนี้

มันคือการหยามหน้าเทวีแห่งความรัก

ในยามนั้นความคิดช่วยพี่ชายเป็นเพียงเหตุผลรองลงมา เหตุผลที่ทำให้นางทำทุกอย่างเพื่อให้อสุราหลงรักคือความอยากเอาชนะเท่านั้น

สิ่งที่นางทำอาจจะไม่ได้รับการอภัยจากท่านพ่อในฐานะลูกสาว แต่ในฐานะเผ่าพันธุ์เทพตนหนึ่ง นางได้ควบคุมศัตรูตัวฉกาจของเทพไว้ในอุ้งมือแล้ว

“เราให้เจ้าช่วยเพื่อส่วนรวม แค่ทำให้อสุราหลงรักเจ้าแต่ไม่ใช่ให้เจ้ายอมทอดกายให้จนมีมารหัวขนเช่นนั้น ทำไมเจ้ายอมมันขนาดนั้น ทำไมน้องหญิง”

“พวกท่านให้ข้าเล่นกับไฟเอง ตอนนี้ไฟมันลวกร้อนตัวข้าจนมีแผลเป็นประจานแล้ว ยังจะมาตำหนิข้าอีกหรือไง พวกพี่นั่นแหละที่ต้องช่วยข้าจัดการกับเรื่องนี้”

“เจ้าเป็นถึงเทวีแห่งความรัก เจ้ารู้นี่ว่าเรื่องบัดสีเช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น หรือว่า...เจ้าอยากเอาชนะ ไอ้อสุรามันไม่สนใจเจ้าใช่ไหม ถึงต้องใช้วิธีสิ้นคิดอย่างนี้ ทำให้ตัวเองท้องเพื่อจับผู้ชาย”

เทวีแห่งความรักอ้ำอึ้งไปชั่วขณะเมื่อพี่ชายจับได้ไล่ทัน ใช่แล้วนางใช้วิธีนั้นจริงๆ เพื่อทำให้อสุราสยบ จอมทัพอสูรไม่รักนางมากพอที่จะทำทุกอย่างตามที่นางขอแต่เพื่อลูกที่เป็นดั่งดวงใจของเขา อสุราทำได้ทุกอย่างเพราะความรักของพ่อ

ลูกครึ่งอสูรและเทพ ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะจากเผ่าพันธุ์เทพหรือเผ่าพันธุ์อสูร อสูรน้อยจึงมีแต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า ใต้บาดาลจึงเป็นที่แห่งเดียวที่จะไม่มีใครล่วงรู้การมีตัวตนของลูกที่นางให้กำเนิดเพราะทิฐิ และทำให้จอมทัพอสุรายอมถูกจองจำในคุกที่เพียงสะบัดมือแรงๆ ครั้งเดียว กรงที่รอบล้อมก็พังครืนแล้ว

ไม่ว่าวิธีการของนางจะถูกมองว่าอัปยศเพียงใด แต่บรรลุผลอย่างที่ท่านพ่อต้องการ เผ่าพันธุ์อสูรยังคงการบวงสรวงเหล่าเทพอยู่

นางเสียสละมากมายเช่นนี้แล้ว จะไม่มีดีบ้างหรือ นางไม่ยอมให้ใครมาว่าได้ง่ายๆ หรอก

“แล้วใครเริ่มต้น พวกพี่นั่นแหละที่คิดแผนการให้ข้าเหนี่ยวรั้งอสุราไว้ เพราะถ้าฆ่าทิ้งก็หมายถึงสงครามอีกครั้ง อาจจะเป็นสงครามล้างเผ่าพันธุ์อสูรก็ได้ซึ่งพวกเราไม่ต้องการ ที่เราต้องการคือการบวงทรวงจากพวกมัน อสุราถึงต้องอยู่เป็นตัวประกันเพื่อทำให้พวกอสูรยังคงก้มหัวให้เรา และสิ่งที่ยึดอสุราไว้จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ก็คือเจ้าอสูรน้อยนั่นแหละ อย่างนี้แล้วข้าจะยังสิ้นคิดหรือพวกพี่คิดไม่เป็นกันแน่”

“เจ้า!” เปลวไฟสีแดงฉานจากความโกรธเกรี้ยวลุกโชติอยู่ในดวงตาของเทพแห่งไฟ นี่ถ้าไม่ใช่น้องสาวสุดรักคงโดนไฟนี้แผดเผาไปแล้ว

“อย่ามาโกรธข้า”

“ความโกรธของข้าไม่เท่าเศษเสี้ยวของท่านพ่อ”

“เพราะไอ้เด็กเวรนั่นเชียวที่หนีออกไปจากใต้บาดาล”

“ท่านอารู้เรื่องนี้หรือไม่”

ท่านอาที่เทพแห่งไฟพูดถึงคือ ‘เจ้าบาดาล’ น้องชายคนสุดท้องของจอมเทวา และท่านพ่อของพวกเขายังมีน้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกันรองมาอีกตนคือ ‘เจ้าแห่งความตาย’ ซึ่งปลีกตัวอยู่ในโลกแห่งวิญญาณตามลำพังตั้งแต่จอมเทวาได้ขึ้นเป็นประมุขแห่งเทพ

เทวีแห่งความรักเชิดหน้าตอบ “ท่านอาเห็นด้วยกับข้า”

แต่เทพแห่งไฟรู้นิสัยทั้งของน้องสาว และเจ้าบาดาลผู้เป็นอาคนเล็กดี

“เจ้าคงพามนุษย์ผู้หญิงมากมายมาสังเวยท่านอาซินะ ถึงสามารถปิดเรื่องนี้ไว้ได้”

เป็นจริงอย่างที่พี่ชายพูด เพราะนางมนุษย์งามสะคราญเดือนละคนที่เทวีแห่งความรักส่งลงไปบำเรออารมณ์ เจ้าบาดาลจึงทำเป็นไม่เห็นสิ่งที่นางทำ

“ท่านพี่จะพูดประชดประชันข้าอีกถึงเมื่อใด ถ้าไม่ช่วยก็ไปเสีย ปล่อยให้ท่านพ่อมาลงโทษข้าให้ตายไปเลย”

มีเสียงถอนใจยาวจากเทพแห่งไฟ  “ท่านพ่อเรียกพบเจ้า”

เมื่อได้ยินว่าจอมเทวาต้องการพบ ใบหน้าของเทวีแห่งความรักซีดเซียวลงจนเห็นชัด ความอวดดี หยิ่งผยองมลายสิ้น กระทั่งน้ำเสียงก็หมดพลัง “ข้าไปพบท่านพ่อตอนนี้ไม่ได้  ท่านพ่อไม่ฟังข้าแน่”

ความโกรธขึ้งที่ผ่านมาแทบไม่เหลือเมื่อเห็นความหวาดวิตกในดวงตาผู้เป็นน้อง นี่เป็นครั้งแรกกระมังที่เทวีแห่งความรักรู้จักที่จะกลัวพ่อ 

“มันอาจจะมีทางแก้ปัญหานี้”

เทพแห่งไฟไม่อาจปล่อยให้น้องสาวเผชิญเรื่องนี้คนเดียวได้ ถูกแล้วที่พี่ชายทุกคนรวมทั้งตนเองต้องร่วมรับผิดชอบเพราะขอให้นางใช้พลังอำนาจของความรักควบคุมอสูรอหังการตนนั้น

‘ความรัก’ เป็นจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของอสูร จากที่ ‘เทพแห่งดิน’ พี่ชายคนโตของพวกตนแอบรู้มา เมื่อจำเป็นต้องไว้ชีวิตอสุรา ก็มีวิธีเดียวที่จะควบคุมจอมทัพอสูรกร้าวแกร่งไว้ได้คือควบคุมหัวใจของมัน

แต่พวกตนลืมไปเรื่องหนึ่ง ต่อให้เป็นเทวีแห่งความรักก็ไม่สามารถบังคับให้เกิดรักแท้ได้ และด้วยนิสัยทะนงตัว ชอบเอาชนะของน้องสาว ถึงได้เกิดความสัมพันธ์ต้องห้ามและผลพวงอันอัปยศ 

“ท่านพี่คิดจะทำอย่างไร”

“สิ่งที่พี่จะทำขึ้นอยู่กับการตอบคำถามของเจ้า”

“ถ้าอย่างนั้นก็ถามข้ามา”

“เจ้ารักอสูรน้อยหรือไม่”

เทวีแห่งความรักเบิ่งตากว้าง “เทวีแห่งความรักไม่โง่ปล่อยให้ความรักมาทำร้ายตัวเองหรอก”

“ตอบคำถามพี่ เจ้ารักลูกอสูรหรือเปล่า”

“ทำไม”

“เพราะสิ่งที่ข้าจะทำเพื่อกำจัดขยะออกจากชีวิตของเจ้าอาจหมายถึงชีวิตของมัน พูดออกมาว่าเจ้ารักมันหรือไม่”

เพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นที่ภาพของอสูรน้อยผ่านเข้ามาในความคิดเทวี แล้วก็จางหายไปรวดเร็วพอกัน ไม่ทิ้งร่องรอยอาทร ไม่ทิ้งเยื่อใยแม้นสักเส้นบางๆ นางทิ้งลูกไว้ใต้บาดาลตั้งแต่คลอด นั่นคือการช่วยชีวิตอสูรน้อยไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เด็กคนนั้นมันหาเรื่องตายเอง

“ข้าไม่รัก”

เทพแห่งไฟรอเพียงคำพูดประโยคนี้

“ปิดวิหารแล้วหลบไปสักพัก ข้าจะกลับไปบอกท่านพ่อว่าไม่เจอตัวเจ้า”




2
ตอนที่ ๑
โอ้...อสูร


เบื้องหน้า ‘จอมเทวา’ ประมุขแห่งเผ่าเทพ คือ เด็กชายตัวน้อยชาวอสูรตนหนึ่ง หน้าตามันไม่ถึงกับอัปลักษณ์เหมือนพวกพ้อง ดูคล้ายพวกมนุษย์ที่ตัวใหญ่ แต่ไม่ลดความน่ารังเกียจในความคิดของเทพผู้ยิ่งใหญ่ และมันกล้าจ้องมองจอมเทวา

“เจ้าอสูรน้อย เจ้าบังอาจเข้ามาในวิหารเทพของข้า รู้ไหมว่าโทษของเจ้าอาจถึงตาย” เสียงกัมปนาทของจอมเทวาดังสนั่นก้องวิหารเทพศักดิ์สิทธิ์ และด้วยรูปกายหยาบที่สูงใหญ่ทำให้ยิ่งน่ายำเกรง เทพทุกตนมีกายหยาบ นิรมิตมาห่อหุ้มกายทิพย์โปร่งใสซึ่งเป็นอมตะ เทพสามารถนิรมิตกายหยาบเป็นอะไรก็ได้แต่ต่างชอบที่จะมีกายหยาบเหมือนมนุษย์

“ข้ามาหาแม่” ลูกอสูรตอบอย่างฉะฉานแม้นจะมีท่าทางเกร็งๆ พร้อมยิ้มกว้างอย่างไร้เดียงสาจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ คมกริบซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความเป็นอสูร รอยยิ้มนั้นส่งไปถึงดวงตากลมโตทำให้ดวงตาคู่นั้นสุกใสเจิดจ้าชวนให้น่ามองยิ่งขึ้น

จอมเทวาขมวดคิ้ว นัยน์ตาแบบนี้ รูปหน้าแบบนี้ช่างคุ้นเหลือเกิน เหมือนเคยเห็นมาก่อน ช่างเหมือน...กายหยาบของเหล่าลูกๆ ของเขาในยามเยาว์วัย จอมเทวารีบปัดความคิดที่เข้ามาใหม่ออกไปทันที

อสูรคืออสูร ไม่มีทางมาคล้ายคลึงเทพ มันเป็นความบังเอิญ

และเพราะหงุดหงิดกับความคิดนั้น จอมเทวาจึงยิ่งส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

“อะไรนะ! มาหาแม่ ที่นี่ไม่มีแม่ของเจ้าหรอกเจ้าเด็กโง่ ที่นี่เป็นที่อยู่ของเทพไม่ใช่ของอสูรอย่างพวกเจ้า”

“ท่านแม่อยู่ที่นี่จริงๆ ท่านตา”

“บังอาจ!”

อสูรน้อยไม่เข้าใจ ท่านพ่อบอกให้เรียกผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองว่าท่านตา ท่านพ่อไม่โกหกแน่นอน แต่ทำไมท่านตาถึงเสียงดังและดุอย่างนั้น ความเป็นเด็กที่เพิ่งพ้นวัยทารกไม่นานทำให้ความกล้าที่รวบรวมมาอย่างยากเย็นหดหายรวดเร็ว อสูรน้อยร้องไห้จ้า

“ท่านแม่ ท่านแม่ ข้าจะหาแม่”

“จับมันออกไป”

ทหารเทพหลายตนกรูกันเข้ามาล้อมรอบอสูรน้อย หนึ่งในนั้นกระชากแขนเด็กโดยแรงเพื่อจะพาตัวออกไปตามคำสั่งผู้เป็นประมุข แต่นั่นคือการกระทำที่ผิดอย่างมหันต์
มือข้างที่แตะต้องลูกอสูรลุกท่วมด้วยไฟอย่างฉับพลัน

เสียงร้องโหยหวนของเทพดังขึ้นเป็นครั้งแรกในวิหารที่เทพทั้งหลายได้รับการคุ้มครอง ไม่มีใครหรืออะไรทำร้ายเทพภายในวิหารนี้ได้

เทพทุกตนในวิหารมิอาจขยับเขยื้อนตัวด้วยความตื่นตะลึงต่อเหตุการณ์ในอึดใจแรก แต่ต่อจากนั้นมาจากความพรั่นพรึงเมื่อต่างสำเหนียกถึงความหมายของมัน
เทพเท่านั้นที่ได้รับการปกป้อง

เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ที่ลูกอสูรที่กำลังร้องไห้จ้ากลางวงล้อมของทหารเทพจะได้รับการปกป้อง

นอกจากจะเป็น...ลูกของเทพ

เด็กอัปยศจากสมสู่ของเทพและอสูรชั้นต่ำ

“ใครคือพ่อของเจ้า” จอมเทวาถามด้วยท่าทางเยือกเย็นภายนอก ซ่อนเพลิงพิโรธร้อนแรงที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุณไว้ภายใน

“พ่อชื่ออสุรา”

อีกครั้งที่เทพทั้งมวลเงียบงัน ทุกสายตาพุ่งตรงมาที่ร่างเด็กน้อยชาวอสูรที่กำลังใช้หลังมือปาดทั้งน้ำตาและน้ำมูกจากหน้า

“อสุรา! จอมทัพอสุรา!”

เสียงอุทานนั้นหลุดออกมาจากปากของ ‘เทพแห่งดิน’ บุตรคนโตของจอมเทวา หนึ่งในผู้ที่ยืนรายล้อมประมุขแห่งเทพในขณะนี้ 

“ไอ้เด็กน้อย บอกข้าอีกครั้งพ่อเจ้าคือจอมทัพทัพอสุราใช่ไหม” เทพแห่งดินเม้มปากแน่นระหว่างรอฟังคำตอบที่ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว

“ใช่ ใช่ ใครๆ เรียกท่านพ่อว่าจอมทัพ ท่านพ่อของข้ารบเก่งที่สุดเลยนะ”

น้ำเสียงโอ้อวดนั้นทำให้เทพแห่งดินยิ่งเม้มปากแน่นขึ้น

เทพแห่งดินเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเทพผู้ไม่เคยปราชัยในสนามรบใด ยกเว้นเพียงศึกครั้งเดียวเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนที่เทพต้องการกำราบความเหิมเกริมของประมุขคนใหม่ของเผ่าพันธุ์อสูรที่อหังการยกเลิกการบวงทรวงปวงเทพชั้นสูง และครั้งนั้นเทพแห่งดินได้เผชิญหน้ากับจอมทัพอสุรา ประมุขหนุ่มเลือดร้อนดุดันของเหล่าอสูร และเกือบพ่ายแพ้ถ้าไม่ได้น้องชายทั้งสามคือเทพแห่งน้ำ เทพแห่งลม และเทพแห่งไฟเข้ามาช่วย

ครั้งนั้นคืออับอายใหญ่หลวงในชีวิตเทพผู้สูงส่งเพราะจอมทัพอสุราแหงนหน้าขึ้นหัวเราะก้องกล่าวหาว่าเทพอย่างเขาเป็นพวกหมาหมู่กลางไพร่พลของทั้งสองฝ่ายที่กำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เทพแห่งดินกล้ำกลืนศักดิ์ศรี ไม่อาจเสี่ยงต่อการพ่ายแพ้แม้ต้องการสู้กับอสุราตัวต่อตัว สี่เทพร่วมกันฟาดฟันจอมทัพอสุราด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถพิชิตทุกอย่างบนพิภพนี้ได้ ร่างของประมุขเผ่าอสูรแดงฉานไปด้วยเลือดทั้งของตัวเองและเลือดจากกายหยาบของเทพ

บุตรชายทั้งสี่ของจอมเทวาใช้เวลาถึงสามราตรีจึงสามารถจับอสุราเพียงตนเดียวได้ กองทัพอสูรที่เหลือล่าถอยหายลับเข้าไปในป่าทมิฬรกทึบ แต่เหล่าเทพรู้ดีว่าพวกอสูรจะไม่ยอมหยุด พวกมันต้องกลับมา จอมเทวาจึงบัญชาให้คุมขังประมุขของพวกมันไว้เป็นตัวประกันแทนการบั่นศีรษะ

ศึกระหว่างเทพและอสูรยุติลงตั้งแต่ครั้งนั้น

“เป็นไปไม่ได้ อสุรายังอยู่ในคุกใต้บาดาล” เทพแห่งดินออกอาการร้อนรนผิดวิสัยเงียบขรึม “เจ้าอสูรน้อยตนนี้จะเกิดในขณะที่พ่อถูกคุมขังได้อย่างไร”

“เทพแห่งน้ำเจ้าลงไปดูที่คุกบาดาลให้เห็นความจริงที” จอมเทวาที่นั่งนิ่งเงียบอยู่ครู่ตัดสินใจสั่งบุตรชายคนรองที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงเย็นเยียบ มีเพียงเทพแห่งน้ำเท่านั้นที่สามารถใช้กายทิพย์ไปและกลับจากใต้บาดาลได้รวดเร็วที่สุด

“ข้าจะไปด้วย” เทพแห่งดินเสนอตัว นอกจากความเกียจชังอสุราเป็นการส่วนตัวแล้ว ยังมีบางสิ่งแฝงเร้นอยู่ในเงามืดของจิตใจเทพแห่งดินที่สลัดทิ้งไม่ได้ เชื่อมโยงผู้จะเป็นประมุขเทพคนต่อไปกับจอมทัพแห่งอสูรด้วยเส้นใยบางๆ สีดำสนิท       

มันคือ...ความละอายใจ

ชัยชนะจากการต่อสู้ที่ไม่สมศักดิ์ศรีทำลายความภาคภูมิใจเสียยิ่งกว่าความพ่ายแพ้

“ไม่ต้อง เจ้าอยู่นี่”

จอมเทวาห้ามลูกชายคนโต รับรู้ถึงความรู้สึกเกลียดชังล้ำลึกระหว่างเทพแห่งดินและจอมทัพอสุรา อาจจะมีการปลิดชีวิตอสุราในทันทีที่พบ และนั่นหมายถึงสงครามครั้งใหญ่อีกครั้ง แม้เทพจะไม่มีอายุขัยแต่...ข้อแลกเปลี่ยนเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งสร้างพิภพ ทำให้เทพไม่อาจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อสูร ศัตรูตัวฉกาจของเทพได้ แม้นอยากจะทำมากเพียงใด

ที่มาของการแลกเปลี่ยนตั้งแต่ครั้งสร้างพิภพคงมีด้วยเหตุนี้ ป้องกันการทำลายล้างกันเอง

หลังจากได้สร้างเผ่าพันธุ์ต่างๆ มาระยะหนึ่ง ผู้สร้างได้ให้ตัวแทนของสามเผ่าพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ เทพ อสูร และมนุษย์ ขอหนึ่งสิ่งที่ต้องการแล้วผู้สร้างจะขอหนึ่งสิ่งกลับ และต่างไม่รู้ว่าข้อแลกเปลี่ยนของอีกสองเผ่าพันธุ์คืออะไร

เผ่าพันธุ์เทพขอเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์ โดยสิ่งที่โดนขอกลับคือเมื่อใดที่วิหารเทพไร้การบวงสรวงจากเผ่าพันธุ์อสูรหรือมนุษย์...เทพจะสูญสิ้น

เผ่าพันธุ์อสูรขอเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด โดยต้องยอมรับหัวใจที่เปราะบางในเรื่องของความรัก

ส่วนเผ่าพันธุ์มนุษย์ขอเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่รอดบนพิภพไปตลอดกาล โดยแลกกับการเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุด

ไม่มีเทพ อสูร หรือมนุษย์ล่วงรู้ข้อแลกเปลี่ยนนี้นอกจากผู้เป็นประมุขของแต่ละเผ่าพันธุ์ ความลับที่ถ่ายทอดระหว่างผู้นำของเผ่าพันธุ์เท่านั้น จอมเทวาได้รับรู้จากเทพบิดาผู้เป็นต้นตระกูลเทพในวันที่เทพบิดาสละตำแหน่งประมุขเทพ ละทิ้งกายหยาบบนพิภพสู่ดินแดนแห่งดวงจิตพิสุทธิ์พร้อมกับเทพมารดา ทิ้งหน้าที่สำคัญที่สุดไว้ให้จอมเทวา

การคงพิธีบวงสรวงเทพไว้ตลอดกาล

ดังนั้นทั้งอสูร มนุษย์ ยังต้องอยู่บนพื้นพิภพและนั่นคือเหตุผลที่ต้องสยบพวกอสูรให้กลับมาบวงสรวงเทพดังเดิม   

“แม่ของเจ้าคือใคร”

จอมเทวาไม่อาจหลีกเลี่ยงการถามคำถามนี้

“แม่ข้าชื่อแม่จ๋า”

คำตอบไร้เดียงสาของเด็กน้อยยิ่งโหมไฟแห่งความโกรธให้ลุกโชติขึ้นจนจอมเทวาแทบไม่อาจซ่อนมันไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็นได้อีกต่อไป แต่ผู้อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงแค่อสูรตัวน้อย ผู้เป็นใหญ่แห่งเทพไม่ทำร้ายเด็กแม้นว่าเด็กนั่นจะไม่สมควรมีชีวิตอยู่ต่อไป

“พ่ออสูรของเจ้าเรียกนางว่าอะไร” จอมเทวาเปลี่ยนคำถามเพื่อการค้นหาความจริง เทพหญิงที่ทำเรื่องเสื่อมทรามเช่นนี้ต้องได้รับโทษอย่างสาสม

“เทวี”

“เทวีอะไร”

“จำไม่ได้”

“พยายามคิดซิอสูรน้อย ถ้าข้าไม่รู้ชื่อแม่ของเจ้า ข้าก็หานางมาให้เจ้าไม่ได้” จอมเทวาพยายามใจเย็น ใช้น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นเพื่อไม่ให้เด็กหวาดกลัวจนร้องไห้อีก

อสูรน้อยทำท่าคิดอยู่นานก่อนตอบว่า “เทวี รัก เทวีความรัก”

“เทวีแห่งความรัก” จอมเทวาพึมพำชื่อที่สมบูรณ์ และอสูรน้อยรีบพยักหน้ารับ

ความจริงกรีดกลางใจจอมเทวา เจ็บปวดรวดร้าวจากแผลใจที่ไม่เคยคิดว่าเทพผู้สูงส่งจะรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์

หัวใจหลั่งเลือดอยู่ข้างในมันเป็นเช่นนี้เอง

หัวใจของพ่อที่โดนลูกสาวคนเดียวจ้วงแทงด้วยการเริงกามอย่างไม่คิดถึงชั้นวรรณะ และยังมีหอกข้างแคร่ออกมาประจานให้เผ่าพันธุ์เทพเสื่อมทราม

“ไปพานางมา” ประมุขแห่งเทพบัญชาสั้นๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ผู้ใกล้ชิดถึงกับผงะเมื่อสบสายตาเชี่ยวกรากของคลื่นอารมณ์ที่กำลังกระหน่ำซัดรุนแรง

“น้องหญิงไม่มีทางทำเช่นนั้นท่านพ่อ”

พวกลูกชายของจอมเทวาคัดค้านแทนน้องสาวคนเดียวแทบพร้อมกัน

“ข้าจะตัดสินเอง ไปตามนางมา”

เทพแห่งไฟซึ่งใกล้ชิดกับน้องสาวคนเล็กที่สุดเป็นผู้ออกไปตามตัวนาง เทวีแห่งความรักมีวิหารของตัวเอง นางชมชอบความอิสระ ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดแม้นแต่ความกราดเกรี้ยวของจอมเทวาผู้บิดา




นิรีย์ ต้องจบ

3
อารัมภบท


ณ เวลาหนึ่งซึ่งเหล่าเทพ อสูร และมนุษย์อยู่ร่วมกัน

ชาวเทพนั้นถือว่าตัวเองสูงส่งอยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์ด้วยร่างทิพย์ที่ไม่เสื่อมสลาย ครอบครองสามดินแดนไร้กาลเวลาอันได้แก่สวรรค์ นรก และบาดาล โดยปล่อยให้พื้นพิภพเป็นที่อยู่ของอสูรและมนุษย์ เผ่าพันธุ์ทั้งสองมีอายุขัย แต่ชีวิตของอสูรมิได้แสนสั้นเช่นมนุษย์ตรงกันข้ามอายุขัยของอสูรกลับยาวนานจนบางครั้งผู้เป็นเจ้าของชีวิตเองยังเบื่อหน่าย มนุษย์นั้นมีอายุสั้นและอ่อนแอเพียงแค่ตกใจกลัวเสียงกัปนาทของฟ้าพิโรธอาจจะถึงตายได้ ช่างน่าสมเพชเวทนานักดังนั้นในบางครั้งเหล่าเทพจึงจำใจช่วยมนุษย์พวกนี้ให้พ้นจากภัยพิบัติบ้าง จากการฆ่าฟันกันเองเพราะกิเลสบ้าง และจากอสูร เผ่าพันธุ์ที่มีร่างกายแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมที่สุด

แต่พวกเทพไม่รู้เรื่องหนึ่ง การลำพองใจว่าเป็นที่หนึ่ง คิดว่าช่วยคุ้มครองมนุษย์จากอสูรได้เป็นเรื่องน่าหัวเราะสำหรับเหล่าอสูร มนุษย์ไม่เคยอยู่ในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่บนพื้นพิภพ เป็นเพียงมดปลวกที่เผลอเหยียบย่ำโดยไม่ตั้งใจ การล่าสัตว์ตัวเล็กกระจิดเช่นนั้นมันจะสนุกตรงไหน การล่า ‘หัวของเหล่าเทพ’ ต่างหากถึงจะเรียกว่าความสนุก

และมันใกล้จะถึงเวลาสนุกกันแล้ว



นิรีย์ ต้องจบ

4
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 7
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2014, 09:24:14 PM »
บทที่ 7


เสียงกระแอมของคุณโจทำให้ฉันรู้ตัวว่ากำลังอยู่ที่ไหน ทำอะไร และน่าอับอายเพียงใด

“ต้องขอขัดจังหวะคู่รักสักครู่ ที่นี่คงไม่เหมาะจะพลอดรักแล้ว เพราะนักข่าวกำลังแห่มาทางนี้ สองคนนี่คงไม่อยากมีรูปส่วนตัวว่อนทั่วเน็ตหรอกนะ” คำตำหนินั้นเหมือนคำล้อเลียนมากกว่าเพราะคุณโจยิ้มและหลิ่วตามาให้ฉันตลอด ส่วนฉันคอยหลบตาตลอดเช่นกัน

“ขอบคุณครับที่มาเตือน ถ้าอย่างนั้นผมรีบพาพราวไปที่ห้องรับรองดีกว่า”

นายหน้าจืดนี่เก็บอาการได้เก่งจริงๆ แถมยังทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของโอบไหล่ฉันไว้ให้อยู่ข้างตัว คอยดูนะฉันจะเอาคืนให้เจ็บเลย เล่นเกินขอบเขตไปแล้ว

ฉันแอบช้อนตาขึ้นมามองก็พบดวงตาใหญ่คมเข้มของคุณโจจ้องอยู่

ตอนนี้ฉันอยากทำอย่างที่หลายคนชอบพูดเวลาอับอายถึงขีดสุด... แทรกแผ่นดินหนี แต่เมื่อเรื่องจริงทำอย่างนั้นไม่ได้ ฉันจึงได้แต่ยืนสงบเสงี่ยมและร้อนผ่าวไปทั่วตัว ภาวนาให้ได้ออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว

คำภาวนาเป็นผลเร็วดังใจ และสะกิดใจด้วย

“ผมไปก่อนนะครับคุณโจ”

มีอะไรบางอย่างในคำพูดของนายหน้าจืดที่ไม่ธรรมดา เขาไม่เรียกคุณโจว่าพ่อสักคำ และคำพูดนั้นแสนสุภาพทว่าไร้ความสนิทชิดเชื้อ

พ่อฉันคงคิดว่าฉันมีปัญหาทางสมองแน่ถ้าขืนพูดแบบนั้น

“จักร ดีใจนะที่แกมีคนรักกับเขาเสียที และเป็นผู้หญิงที่โดดเด่นมากด้วย”

โดดเด่น ช่างเป็นคำชมที่ฉลาดเหลือเกินเวลาเจอผู้หญิงที่ไม่สามารถชมว่าสวยหรือน่ารักได้เต็มปาก และฉันควรพูดอะไรบ้างได้แล้ว ผู้หญิงโดดเด่นไม่ควรเป็นนางอายนานนัก ใช่ไหมคะ

“ข...ขอบคุณค่ะ”

ได้พูดอะไรบ้างค่อยรู้สึกกลับมาเป็นตัวเองหน่อย

“ยินดีที่พบครับพราว”

“ไปได้แล้ว”

นายหน้าจืดตัดบทดื้อๆ แล้วลากฉัน (อีกแล้ว) ไปที่ตึกสโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ข้างสนามแข่งขัน ตึกนั้นเป็นอาคารสองชั้นขนาดใหญ่ ชั้นล่างตบแต่งเหมือนล็อบบี้ตามโรงแรมห้าดาว โล่ง โอ่โถง ใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ ได้สบาย ฉันเองเคยมางานแต่งงานของเพื่อนที่จัดที่นี่หลายครั้งแล้ว ส่วนชั้นสองซึ่งมีบันไดทางขึ้นอยู่ข้างในสุดของอาคารให้เฉพาะสมาชิกสโมสรฟุตบอลผ่านขึ้นไปได้เท่านั้น คงเป็นพวกคนใหญ่คนโตทั้งหลายนั่นแหละ เพราะเท่าที่ได้ยินมาค่าสมาชิกที่นี่แพงขนาดซื้อบ้านหลังย่อมได้ทั้งหลัง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาพาฉันผ่านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อนขึ้นชั้นสองได้อย่างง่ายดาย ก็เขาเป็นระดับเจ้าของทีมฟุตบอลนี่

ฉันก้าวท้าวตามนายหน้าจืดโดยไม่ลังเลขึ้นบันไดไม้ขัดมันวาวที่กว้างมากและยาวขนาดสี่คนเดินสวนกันได้ แม้นจะรู้สึกตงิดๆ ว่าการอยู่ตามลำพังกับนายหน้าจืดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่ดันเผลอไปรับปากเป็นผู้ช่วยเขาไปแล้ว และที่สำคัญดันยอมแสดงเป็นคนพิเศษของเขาอีก ทีนี้จะเลี่ยงไม่เข้าใกล้เขาได้ยังไง

ไอ้พราวเอ๊ย นิสัยใจร้อน ใจเร็ว พาความลำบากมาให้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว ยังไม่รู้จักจำ

“ชั้นบนนี้เข้าได้เฉพาะสมาชิกกับแขกของสมาชิกเท่านั้น เราจะหลบพวกนักข่าวอยู่ที่นี่สักพัก ต่อไปคุณก็อย่าห้าวมากนักจะเป็นจุดเด่นเกินไป”

เขาหันกลับมาบอก ไม่ใช่ซิ น้ำเสียงเหมือนสั่งชัดๆ นี่เขาไม่รู้สึกรู้สมว่าทำให้ผู้หญิงอับอายขนาดนี้ก็ควรจะพูดจาให้มันดีๆ หน่อยหรือไง ฉันบีบหัวบันไดที่สลักเป็นลวดลายศิลปะพื้นบ้านอ่อนช้อยด้วยความหงุดหงิด  นี่ถ้าไม่อยู่ในอารมณ์อย่างตอนนี้ ฉันคงจะหยุดชื่นชมตามประสาคนรักงานด้านนี้

“ทำไมต้องมาหลบที่นี่ ให้ฉันกลับบ้านเสียก็สิ้นเรื่อง”

“เพราะเรายังไม่ได้คุยกัน”

“อะไรนะ! แล้วที่พูดจนคอแห้งนั่นไม่ใช่เราคุยกันหรือคุณจักร” ฉันเริ่มวีน

นายหน้าจืดไม่ตอบยังเดินนำต่อไป ฉันรีบตาม ปล่อยมือจากหัวบันได และเมื่อมายืนเต็มตัวอยู่บนชั้นสองของอาคารโดยไม่มีร่างสูงโย่งของคนช่างสั่งบดบังภาพเบื้องหน้า

อุแม่เจ้า!

ชั้นล่างว่าตบแต่งอลังการแล้วยังสู้ชั้นบนไม่ได้เลย เหมือนหลุดย้อนยุคเข้าไปในสมัยอยุธยา ชั้นนี้ตบแต่งด้วยไม้ทั้งชั้น เลียนแบบเรือนไทยโบราณ ประดับประดาด้วยเครื่องเงินเครื่องทองแวววาว ภาพวาดแสนวิจิตร แต่ประยุกต์ให้เข้ากับความสะดวกสบายในปัจจุบันได้อย่างลงตัว นอกจากนั้นยังมีนางรำหุ่นอวบอัดนุ่งซิ่นคาดผ้าแถบผืนน้อยคอยปรนนิบัติเหล่าเจ้านาย...เจ้านายที่มีแต่ผู้ชาย

มิน่าค่าสมาชิกถึงแพงหูฉี่อย่างนั้น

“นี่มันสโมสรฟุตบอล หรือโรงถ่ายหนังย้อนยุคกันแน่” ฉันพึมพำกับตัวเอง

นายหน้าจืดคงได้ยินบ้างแหละ แต่ทำเฉยพาฉันผ่านท้องพระโรงกลาง เอ๊ย! ห้องโถงกลางที่เป็นกึ่งๆ เลาจน์ ตั้งโซฟาสไตล์ย้อนยุคแต่ดูเท่และน่านั่งสบายกระจายเป็นกลุ่มๆ 
ด้านขวามือมีเคาน์เตอร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่ และโต๊ะอาหารว่างหลากหลายชนิดรวมทั้งแม่สาวหลงยุคหลายคนคอยให้บริการ แต่ตอนนี้มีสมาชิกนั่งอยู่ประปราย คงเพราะสมาชิกส่วนใหญ่กำลังดูการแข่งขันที่สนาม ฉันคาดว่าพอจบเกมห้องนี้ต้องเต็มจนล้นแน่

พอคิดถึงเกม ฉันแทบอยากจะแล่นไปอยู่ข้างสนาม ไม่รู้ป่านนี้ทีมฝันฟ้าจะยิงลูกได้บ้างไหม

“สวัสดีค่ะท่าน”

หนึ่งในแม่นางรำปรี่เข้ามาไหว้นายหน้าจืดอย่างกระชดกระช้อย เจ้าหล่อนช่างสวยและยิ้มได้หยาดเยิ้มจนขนาดฉันเป็นผู้หญิงด้วยกันยังตะลึง ฉันเหลือบไปมองนายหน้าจืดอย่างไม่ตั้งใจและพบว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยกับผู้หญิงสวยเซ็กซี่ขนาดนี้

แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะไม่รู้สึกอะไร ผู้ชายคนนี้นิ่งสงบเหมือนเสือที่ซุ่มรอเหยื่อ เผลอเพียงวินาทีเดียวคุณก็โดนตะปบเข้าแล้ว อย่างฉันไง ถึงจะเป็นแค่เหยื่อหลอกๆ ก็เถอะ

“ขอใช้ห้องรับรองพิเศษ”

“เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”

แม่นางรำคนสวยผายมือไปทางด้านซ้ายซึ่งฉันเพิ่งเห็นว่ามีการทำยกพื้นสูงและด้านในแบ่งเป็นห้องๆ  พอเห็นอย่างนั้นฉันถึงกับชะงัก นายหน้าจืดหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเมื่อฉันไม่ได้ตามเข้าไป

“ฉันว่าอยู่ข้างนอกดีกว่า อยากดูถ่ายทอดสด” จอพลาสม่าขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่เหนือศีรษะฉันกำลังถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลพอดี ฉันเลยรีบเอามาเป็นข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปอยู่สองต่อสองกับนายหน้าจืด

“ข้างในห้องก็มีโทรทัศน์ค่ะคุณผู้หญิง”

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะ หึ หึ จากนายหน้าจืด

“คุณผู้หญิงเขาชอบดูจอใหญ่ๆ  คง กลัว เห็นไม่ชัด”

เขาสบตาฉันตรงๆ ส่งยิ้มท้าทายที่ทำให้อารมณ์ฉันพุ่งปรี๊ด

“เครื่องข้างในก็ไม่เล็กนะคะ รับรองเห็นได้ชัดเหมือนกันค่ะคุณผู้หญิง”

“ขอบใจจ๊ะ” ฉันกัดฟันขอบใจในการให้ข้อมูลที่ไม่อยากรู้ ก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วเดินเชิดหน้าผ่านประตูที่เปิดกว้าง

คนอย่างนภาพราวไม่ใช่คนขี้กลัว และอาชีพนักสืบทำให้ฉันต้องคอยลืมๆ ความกลัวไปบ้าง ไม่อย่างนั้นคงสืบความลับไม่ได้สักเรื่อง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน นี่คืองานอีกชิ้น งานที่ท้าทายมากๆ และเงินค่าจ้างที่ยิ่งกว่ามาก

เงินที่ครอบครัวของฉันกำลังต้องการอย่างด่วนที่สุด

ฉันต้องการเงินเพื่อไปใช้หนี้ให้พ่อ หนี้ที่เกิดจากความใจอ่อนยอมเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้กับน้องชายคนเดียวหรืออาแท้ๆ คนเดียวของฉันเอง อาที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเสเพลแถมชอบเล่นการพนัน เงินที่พ่อคิดว่าอาจะนำไปลงทุนเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ แต่แล้วทั้งเงินและคนก็หายแวบไปอย่างรวดเร็ว โดยทิ้งหนี้ก้อนโตไว้ให้คนค้ำประกัน

และนี่เป็นเหตุให้ฉันต้องกลับบ้านมาช่วยแก้ปัญหา เงินเก็บของฉันมีไม่มาก และขอบอกตามตรงว่าช่วงนี้สำนักงานนักสืบเอกชนที่ฉันประจำอยู่ไม่มีงานเข้าสักงานไม่ว่างานเล็กหรืองานเล็กกว่า ไม่ต้องพูดถึงงานใหญ่เลย ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำขนาดนี้คงไม่มีใครอยากจ้างนักสืบเอกชนให้สิ้นเปลืองหรอก

ฉันถึงรับปากทำงานแสนพิลึกงานนี้ภายในสิบวินาทีไง

แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้ว เพราะ...จูบบ้าๆ นั่น

“จะรับเครื่องดื่มอะไรค่ะท่าน คุณผู้หญิง”

นายหน้าจืดสั่งเบียร์ ส่วนฉันสั่งน้ำมะนาวเพราะอยากดื่มอะไรที่เปรี้ยวจี๊ดจนขึ้นหัวเผื่อสมองจะได้แล่นคิดอะไรได้คล่องๆ

ระหว่างรอเครื่องดื่มฉันก็เดินสำรวจไปรอบๆ ห้องโดยไม่พูดอะไรกับนายหน้าจืดสักคำ ห้องรับรองที่นี่ค่อนข้างใหญ่ แต่การตบแต่งเรียบง่ายกว่าข้างนอก มีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็นแต่ยังคงความย้อนยุคอลังการ โต๊ะกลมใหญ่พร้อมเก้าอี้บุผ้าหกตัวตั้งอยู่กึ่งกลางห้อง รอบๆ มีโซฟายาววางอยู่ตามมุมพร้อมโต๊ะเล็กวางไว้ข้างๆ เหมือนมีไว้ให้คนนั่งรอ นั่งรอพวกที่ล้อมวงอยู่กลางห้อง

ใช่แล้ว! ห้องนี้ต้องเป็นห้องเล่นการพนันแน่ๆ

“ห้องนี้เราใช้เล่นไพ่ แต่ไม่ได้เล่นพนัน”

อยู่ๆ นายหน้าจืดซึ่งพอเข้ามาถึงก็ไปนั่งเอกเขนกบนโซฟาริมหน้าต่างที่สามารถเห็นวิวสนามฟุตบอลได้ทั้งสนามพูดขึ้นมาราวกับอ่านความคิดฉันออก

“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”

ฉันขึ้นเสียงสูง กำลังจะแสดงความคิดเห็นที่ไม่ค่อยดีต่อสถานที่ก็พอดีแม่นางรำแสนเซ็กซี่คนเดิมถือถาดเครื่องดื่มเข้ามา นายหน้าจืดยื่นเงินเป็นค่าทิปให้แม่นางรำ ฉันไม่รู้หรอกว่าเท่าไหร่แต่คงมากโขจากรอยยิ้มที่หยาดเยิ้มขึ้นอีกของเจ้าหล่อน

รอจนร่างในชุดนางรำล่อแหลมออกไปจากห้อง และประตูปิดลง ฉันถึงพูดต่อแต่ไม่ใช่ประเด็นเดิม

“ฉันอยากถอนตัว”

ประเด็นใหม่ของฉันทำให้นายหน้าจืดหรี่ตาลงจนเกือบเป็นเส้นตรง

“ที่อยากถอนตัวเพราะผมจูบแรงไปเหรอ”

เขาพูดได้อย่างหน้าตาย

ส่วนฉันอยากฆ่าเขาให้ตาย

“ทุเรศ ผู้ชายทุเรศ ทำอะไรตามอำเภอใจอย่างนั้นแล้วยังไม่ยอมขอโทษสักคำ ยังมีหน้ามาพูดอย่างนี้ได้ยังไง คนเฮงซวย ฉันขอถอนตัว” เสียงฉันคงดังไปถึงสนามฟุตบอลแน่ถ้าไม่อยู่ในห้องเก็บเสียงได้อย่างนี้

นายหน้าจืดลุกขึ้นเดินมาหาฉันที่เต้นเร่าๆ อยู่กลางห้องด้วยท่าทางสุภาพเยือกเย็นแล้วส่ายหน้าช้าๆ

“ผมไม่ได้ทำตามอำเภอใจเพราะคุณเป็นฝ่ายกอดผมก่อน ผมคิดว่าคุณคงไม่ถือถ้าเราจะแสดงให้สมจริงเพื่อที่พ่อของผมจะได้เชื่อสนิทใจ และคุณจำไม่ได้หรือว่าผมขอโทษคุณแล้ว เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ได้เป็นผู้ชายทุเรศ เฮงซวย ส่วนคุณไม่มีข้ออ้างพอที่จะถอนตัว”

ยายเป๋อเอ้ย! ฉันปล่อยเสียงครางอยู่ในใจเมื่อความจำเริ่มกลับมาและทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่เขาพูด

“แต่คุณฉวยโอกาสทำเกินกว่าเหตุ” เรื่องอะไรฉันจะยอมแพ้ง่ายๆ ตอนนั้นแค่กอดตอบก็พอแล้ว ไม่ต้องถึงขนาดจูบ “ถึงฉันจะไม่ถือเรื่องกอดกันนิดๆ หน่อยๆ แต่เกินกว่านั้นห้าม ห้ามเด็ดขาด”

“เอาล่ะๆ ผมเข้าใจแล้ว ผมขอโทษที่จูบคุณ ผมไม่ควรทำเกินกว่าเหตุ ยกโทษให้ผมนะพราว”

“จริงใจ?”

“ครับ ผมจริงใจ ตกลงว่าคุณยังคงช่วยผมอยู่ใช่ไหม ผมต้องการความช่วยเหลือจริงๆ”

น้ำเสียงที่อ่อนลง และสายตาจริงจังของเขาทำให้ฉันเย็นลง

“ก็ได้แต่ด้วยข้อแม้นว่าคุณจะไม่จูบฉันอย่างนั้นอีก”

“ครับ ผมจะไม่จูบคุณอย่างวันนี้อีก”

ฉันทำเป็นคิดหนัก แม้นจะรู้ดีว่าผลของมันมีอย่างเดียว

“ฉันจะช่วยงานคุณต่อ”

ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะมีงานนี้งานเดียวที่ให้ค่าจ้างพอใช้หนี้พ่อของฉันได้ และเป็นงานเดียวที่เข้ามา

“ตอนนี้คุณพร้อมคุยเรื่องรายละเอียดของงานหรือยัง”

“พร้อมค่ะ”

“สิ่งที่คุณต้องทำอย่างแรกคือแสดงเป็นคนพิเศษของผมซึ่งคงหนีไม่พ้นการสัมผัสกันแบบคู่รักต่อหน้าคนอื่นบ้าง แต่จากสถานการณ์วันนี้ผมขอเคลียร์ว่าคุณจะอนุญาตให้สัมผัสได้แค่ไหนจะได้ไม่มาโกรธกันอีก”

นายหน้าจืดพูดเรื่องนี้เหมือนเจรจาธุรกิจได้อย่างหน้าเฉย เหลือเชื่อจริงๆ ฉันเลยบอกตัวเองบ้างว่าไม่ต้องอายแล้วตกลงกับพ่อเจ้าประคุณให้ชัดๆ ไปเลย

“กอดได้ แต่เท่าที่จำเป็น ครั้งละไม่เกินหนึ่งนาที ไม่ให้จูบอย่างวันนี้”

เขากลั้นหัวเราะภายใต้สีหน้าเอาการเอางาน “นั่นเขาแสดงกับญาติผู้ใหญ่มั้งครับ ไม่ใช่แฟน”

ฉันขึงตาใส่

“โอ้ ไม่ต้องทำตาดุขนาดนั้นหรอก ผมจะทำตามที่พราวบอกอย่างเคร่งครัด”

“งานต่อไปคืออะไรคะ” ฉันไม่อยากวนอยู่กับเงื่อนไขกอดๆ จูบๆ นานนัก เพราะทุกครั้งที่นึกถึงภาพ ความรู้สึกร้อนวูบวาบน่าละอายคอยจะแล่นพล่านป่วนสมาธิให้กระเจิดกระเจิง

“ผมสงสัยว่าจะมีคนในทีม KY อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ผมอยากให้คุณช่วยสืบโดยอาศัยความเป็นคู่รักผม เข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ในทีม”

“คุณมีใครที่สงสัยเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“มี พ่อผมเอง”




5
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 6
« เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2014, 04:06:36 PM »
บทที่ 6



“ไม่ว่าหรอกค่ะ ฉัน...เออ...พราวรู้ว่าคุณจักรมีเหตุผลที่ดี แต่หลังจากเสร็จเรื่องตรงนี้อย่าลืมอธิบายเหตุผลดีๆ นั่นให้ทั้งพราวและคุณพ่อคุณจักรฟังด้วยนะคะ” จบประโยคด้วยยิ้มที่ฉันคิดว่าหวานที่สุด

ลืมบอกไปค่ะว่าสมัยมัธยมฉันชอบเล่นละครโรงเรียน ฉากแบบนี้ฉันถนัดค่ะ

“ได้ซิจ๊ะ”

แค่ทำเสียงทุ้มๆ อ้อนนิดๆ นายหน้าจืดไม่เหลือคราบผู้ชายแข็งกร้าวคนเดิมเลย นี่แสดงว่า ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่เก่งการแสดง

แต่มันออกจะสมจริงเกินไป และคราวนี้เป็นสัญชาติญาณหญิงที่นานๆ ครั้งจะออกมาเต้นโครมครามร้องเตือนว่าฉันจะต้องมีปัญหาขนาดมหึมาตามมาแน่ถ้าตามใจสัญชาติญาณนักสืบทุกเรื่องอย่างนี้

ฉันไม่เชื่อคำเตือน

นายจักรภัทร กับฉัน จะไม่มีทางมีความสัมพันธ์ใดอีกหลังจากผ่านเหตุการณ์จับพลัดจับผลูนี้ไป แต่เขาเป็นหนี้คำอธิบายและมันต้องสมเหตุสมผลด้วย ไม่เช่นนั้นฉันจะถลกหนังเขาแน่

โอ้! อย่าคิดว่าฉันเป็นคนป่าเถื่อนนะคะ

ฉันไม่ได้จะถลกหนังคนจริงหรอกแค่จะจิกเล็บลงบนเนื้อนายหน้าจืดเท่านั้น ถ้าเขายอมรับโทษแต่โดยดี

“ผมขอพาพราวไปพักที่ห้องรับรองก่อน เธอคงเหนื่อยเกินกว่าจะเจอนักข่าวที่กำลังแห่มา ทางนี้ต้องขอรบกวนพวกผู้กอง”

นั่นไง ฉันว่าแล้วว่าผู้ชายกลุ่มนี้ต้องเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ แต่ทำไมคดีนี้มีตำรวจจากที่อื่นมาเกี่ยวพันด้วยล่ะ แล้วยอดนรีรู้เรื่องนี้ไหม มันชักยังไงๆ อยู่นะ และทีชักยังไงๆ อีกอย่างคือนายหน้าจืดที่ทำท่าเหมือนจะเข้ามาประคองฉันเลยทีเดียว จะแสดงแนบเนียนเกินไปแล้ว

“ไม่ต้อง เดินเองได้” ฉันกระซิบเสียงแข็ง แต่นายหน้าจืดคือนายหน้าจืดที่ไม่เคยยอมรับคำปฏิเสธ ฉันเลยถูกกึ่งลากกึ่งประคองออกไปจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว

“ปล่อยได้แล้ว” พอพ้นสายตาของคนอื่น ฉันเริ่มโวยวาย หยุดเดินดื้อๆ เพื่อแกะมือเขาออก แต่ให้ตายซิ คนอะไรมือแข็งอย่างนี้ แกะยังไงก็ไม่หลุด

“อย่าเพิ่งเสียงดัง เข้าไปในห้องรับรองก่อน”

“ฉันไม่ให้คุณจับไปอยู่ที่ไหนอีกแล้ว แค่ครั้งเดียวก็เกือบตาย เอาล่ะบอกมาว่ามันเรื่องอะไรถึงโมเมว่าฉันเป็นคนพิเศษบ้าบอนั่น ถ้าฟังแล้วไม่เข้าหูฉัน คุณเตรียมโดนถลกหนังได้เลย”

เขาเบิ่งตากว้าง ทำอาการเหมือนเห็นตัวประหลาด ต่อจากนั้นทำเสียงหัวเราะขลุกขลักอยู่ในลำคอ

“ฉันไม่ได้พูดตลกนะ”

ต้องใช้เวลาประมาณสิบวินาทีนายหน้าจืดถึงหยุดหัวเราะได้ “คุณเป็นผู้หญิงที่พูดตรงสุดๆ ตั้งแต่ผมพบมา และไม่เคยกลัวอะไรเลยใช่ไหม”

“คุณเองก็ใช่ย่อย”

“ผมว่าคุณชนะผมนิดหน่อย จากวีรกรรมที่สุดทำ ตอนนี้คุณกลายเป็นวีรสตรีของทีม KY ไปแล้ว”

“ฉันไม่อยากเป็นอะไรทั้งนั้นของทีม KY”

“อ้าว! คุณมาเชียร์ อ้า...ผมรู้แล้ว มันเป็นแผนทำตัวกลมกลืน”

“เลิกเฉไปเรื่องอื่นสักทีได้ไหม อธิบายมาเร็ว”

“ตรงนี้คงไม่เหมาะ”

“ถ้าคุณไม่พูดตอนนี้ ตรงนี้ ฉันจะกลับบ้านทันที”

คำขู่ของฉันคงมีผลบ้างเพราะได้ยินเสียงถอนหายใจยืดยาว

“ก็ได้” เขาหยุดคิดเหมือนไตร่ตรองสิ่งที่กำลังจะพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าคุณไม่เปิดเผยตัวแบบนั้น ผมคงไม่บอกว่าคุณเป็นคนพิเศษของผมหรอก มันเป็นเหตุผลที่ดีว่าทำไมคุณไปอยู่ที่รถผมตอนนั้นพอดี คุณคงไม่อยากเล่าเบื้องหลังให้ตำรวจจากหน่วยพิเศษของส่วนกลางฟังหรอก เพราะมันจะลุกลามใหญ่โตและเป็นผลเสียกับเพื่อนคุณ อีกอย่างการเป็นผู้หญิงของผมอาจช่วยชีวิตคุณไว้ได้”

ช่วยชีวิต!

เรื่องนี้คอขาดบาดตายถึงกับมีคนจะฆ่าฉันเลยหรือ

“อย่ามาล้อเล่นนะ แค่เปิดประตูรถกระแทกหน้าคนร้าย มันจะแค้นจนกลับมาฆ่าฉันหรือไง แล้วถ้ามาจริงฉันไม่กลัวมันหรอก ฉันรู้วิธีป้องกันตัวเอง”

“มันไม่ใช่แค่คนร้ายกระจอกคนเดียว แต่เรากำลังเผชิญกับเอเย่นต์ยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุด ต่อจากนี้ไปนักข่าวจะรุมคุณ และผมคิดว่าพวกเขามาถึงที่นี่แล้วด้วย จะมีรูปคุณออกสื่อในฐานะฮีโร่หญิงอย่างที่พ่อผมพูด คนจะรู้จักคุณ พวกมันก็จะรู้จักคุณ พราว...คุณไม่ปลอดภัย”

“ฉ...ฉันไม่รู้”

“ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอกนอกจากผมและทีมตำรวจจากหน่วยพิเศษ”

“เพื่อนฉันล่ะ”

“เพื่อนคุณแค่รู้ว่ามีการส่งยาในหมู่พวกวัยรุ่นเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้คุณมาช่วย”

“แล้วทำไมคุณถึงได้รู้เรื่องนี้ด้วย”

“เพราะผมเป็นเจ้าของทีม KY ที่กำลังถูกสงสัยว่าเป็นเอเย่นต์ยาเสพติดรายนี้นะซิ ผมถึงต้องให้ความร่วมมือและช่วยเหลือตำรวจในทุกทางเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ของผม และคนในทีม”

“คุณบอกฉันทำไมค่ะ ฉันเป็นคนแปลกหน้านะ”

“พราว คุณไม่ใช่คนแปลกหน้าตั้งแต่กระแทกประตูใส่หน้าเจ้าโจรนั่นเพื่อช่วยผมจับมัน คุณกล้ามากๆ คุณมีน้ำใจช่วยเพื่อน หรือแม้แต่คนที่รู้จักไม่ถึงชั่วโมงอย่างผม และผมกำลังต้องการผู้ช่วยที่มีคุณสมบัติอย่างคุณมาช่วยไม่ให้ผมติดคุก”

นี่มันเกินกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ

เป็นผู้ช่วยนายหน้าจืด

“ไหนคุยว่าคุ้มครองชีวิตฉันได้ แล้วคุ้มครองตัวเองให้พ้นคุกไม่ได้เหรอไง”

“ผมคุ้มครองคุณได้ถ้าไม่อยู่ในคุก เพราะฉะนั้นถ้าคุณยังรักชีวิตอยู่ก็ต้องช่วยไม่ให้ผมไปอยู่ในนั้น”

ตรรกะของเขาทำให้ฉันปวดหัวจี๊ด

“เรื่องนี้...ฉันขอคิดดูก่อน”

“ให้เวลาคิดสิบวินาที”

“บ้า นี่ชีวิตฉันเชียวนะ”

“เดือนละหนึ่งแสนบาท”

“ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน”

“สวัสดิการค่ารักษาพยาบาลทั้งของคุณของพ่อแม่ ไม่จำกัด”

“อย่ามาซื้อกันเลย พ่อแม่ฉันมีประกันสุขภาพ”

“มีรถประจำตำแหน่ง พร้อมค่าน้ำมัน”

“เมืองนี้เล็กนิดเดียว”

“ล่วงหน้าหกเดือน งานเสร็จก่อนไม่ต้องคืน แถมโบนัสพิเศษสิบสองเดือน”

“เพิ่มเงินเดือนเป็นแสนห้า ถอนตัวได้โดยไม่คืนเงินล่วหน้า” ฉันแกล้งโก่งค่าตัวเพื่อลองใจ

“Deal” เขาไม่กระพริบตาด้วยซ้ำตอนตกลง

“ตกลง” จะให้ฉันทำยังไงล่ะคะนอกจากตอบตกลง

“สิบวินาทีพอดี”

นายหน้าจืดยกนาฬิกาขึ้นมาดูแล้วส่งยิ้มล้อเลียนมาให้ ฉันอยากจะพูดอะไรเจ็บๆ ให้หน้านั้นหุบยิ้มลงบ้างก็พอดีกับสายตาเหลือบไปเห็นร่างของคุณจักรกำลังเดินมาทางด้านหลังของนายหน้าจืดอย่างเงียบเชียบ

“งานแรก คุณต้อง”

ไม่มีทางเตือนเขาไม่ให้พูดทัน นอกจาก...

แล้วฉันก็ทำในสิ่งที่บ้าที่สุดคือเข้าไปกอดนายหน้าจืดหมับ เป็นครั้งที่สองแล้วในวันนี้ที่ฉันอยู่ในอ้อมกอดของเขาในเวลาที่ห่างจากครั้งแรกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ฉันไม่มีทางเลือกนี่ มีวิธีนี้ที่จะหยุดไม่ให้เขาพูดได้ชะงักที่สุด

เขาก้มลงมามองในจังหวะที่ฉันเงยหน้าขึ้นพอดี มีคำถามจากสายตาที่กรุ้มกริ่มขึ้นมาทันที ฉันรีบกระซิบบอกด้วยเสียงห้วนๆ

“พ่อคุณอยู่ข้างหลัง”

นายหน้าจืดชะงักอย่างที่ฉันต้องการ ทั้งสายตาและสีหน้าเปลี่ยนกลับไปเป็นเรียบเฉย

“ขอโทษนะ”

คำพูดขอโทษเบาๆ ของนายหน้าจืดทำให้เกิดเสียงระเบิดเปรี้ยงป้าง ขึ้นในหัวฉัน เขากำลังจะทำอะไรอีก! เวลาเขาขอโทษทีไรมันต้องมีอะไรที่ฉันต้องไม่ชอบใจอย่างมากๆ ตามมาแน่ และเพียงไม่กี่วินาทีสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น

ฉันโดนจูบ

ไม่ใช่จูบที่แก้ม หรือที่หน้าผาก

ไม่ใช่จูบผ่านๆ หรือแผ่วบาง

นายทุเรศหน้าจืดจูบฉันที่ริมฝีปาก และเป็นจูบหนักหน่วงจนเกือบเข้าขั้นรุนแรงด้วยแรงอารมณ์ที่ฉันไม่เข้าใจ

“อือ...อ”

ฉันพยายามร้อง พยายามผลัก พยายามเบือนหน้าหนี แต่ความพยายามทั้งหลายมีผลทำให้จูบนั้นล้ำลึกขึ้น และร่างกายถูกรัดแน่นจมลึกเข้าไปในอ้อมอกอุ่น

ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่กว่าเขาจะหยุดจูบ หัวฉันหมุน ขาสองข้างแทบยืนไม่อยู่ หูอื้อจนแทบไม่ได้ยินเสียงแผ่วกระเส่าข้างหู

“คุณสอบผ่านงานแรก ทำให้เหมือนเป็นคู่รักต่อหน้าพ่อผม”





6
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 5
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2014, 03:04:54 PM »
บทที่ 5


คิดมากไปแล้วยายพราว

ฉันว่าตัวเองอยู่ในใจ และเหมือนทุกครั้งถ้าไม่ใช่เรื่องงานฉันจะไม่ปล่อยให้เรื่องของผู้ชายคนไหนมาค้างคาในสมองนานเกินไป
ต้องรีบเปลี่ยนประเด็น และดูเหมือนประเด็นที่อยากจะเปลี่ยนมารออยู่ที่หน้าจอตรงหน้าฉันพอดี

“โอ๊ะ!”

กล้องวงจรปิดตัวหนึ่งจับภาพผู้ชายสองคนยืนอยู่ข้างหลังแถวนั่งหลังสุดของอัฒจันทร์กำลังแลกเปลี่ยนเป้สีดำสนิทที่เหมือนกันเปี๊ยบ

“เจออะไร”

ด้วยความกลัวว่านายหน้าจืดจะไม่ทันเห็นภาพนั้นฉันเลยลืมตัวเขยิบเข้ามาใกล้เสียจนแขนเราแทบเบียดกัน รีบยื่นแท็บเล็ตไปตรงหน้าเขา

“ผู้ชายสองคนนี่แลกเป้กัน” ฉันชี้ไปที่ผู้ชายทั้งสอง ซึ่งยังอยู่ในท่าแลกเปลี่ยนเป้ เมื่อต่างได้เป้ของอีกฝ่ายก็เปิดดูทันที

“ทำยังไงต่อ” ฉันกระซิบถาม หัวใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น

“รออยู่ที่นี่” นายหน้าจืดสั่งเสียงเฉียบขาด 

“ฮึ! ไม่ต้องดุขนาดนั้นก็ได้ ไม่ใช่เด็กสามขวบที่พูดไม่รู้เรื่องสักหน่อย โตแล้ว พูดรู้เรื่อง”

เขาชะงักมือที่กำลังจะเปิดประตูรถแล้วหันมามองฉันด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

“ดีแล้วที่ทำตัวสมอายุสามสิบ”

“ยังย่ะ”

“เดี๋ยวจะกลับมาขอดูบัตรประชาชน”

คนบ้า! จะไปจับผู้ร้ายยังมีอารมณ์มากวนคนอื่นอีก ฉันอ้าปากจะตอบโต้แต่คนกวนใจลงจากรถไปเสียก่อน เลยทำได้เพียงถลึงตาให้กับแผ่นหลังที่เห็นเพียงแวบๆ  ได้ยินเสียงค่อนข้างห้าวคุยโทรศัพท์กับใครบางคนเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัย นายหน้าจืดนี่ทำตัวอย่างกับเป็นสารวัตรตำรวจ

พอคิดถึงตำรวจ ฉันเลยนึกขึ้นได้ว่าควรจะโทรหาไอ้ยอด มือเร็วเท่าความคิดฉันหยิบมือถือขึ้นมาทันทีแล้วแทบครางออกมาเมื่อเห็นสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับจากไอ้ยอดยาวเหยียด เลยต้องรีบโทรหาเพื่อนอย่างด่วนสุด เพียงเสียงเรียกครั้งเดียวผู้หมวดสาวขวัญใจของพี่จ้อนก็รับสายหมับ

“ไอ้พราว ทำไมแกไม่รับสาย” เสียงไอ้ยอดดังแหลมปรี๊ดมาตามสาย

“ฉันปิดเสียงไว้ โทษทีนะ”

“แล้วแกเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันห่วงแกจนจะบ้าอยู่แล้วนี่ เคสนี้มันไม่ใช่งานเล็กๆ แล้วไอ้พราว มันอันตรายกว่าที่ฉันคิด ฉันอยากให้แกกลับบ้าน”

“ฉันสบายดี แต่คงยังกลับไม่ได้”

“ทำไม มีอะไรใช่ไหม ฉันจะไปหาแกเดี๋ยวนี้ล่ะ”

“ไม่ต้องๆ”

“ต้องมีอะไรแน่เลย แกบอกมาเลยไอ้พราว มีอะไรเกิดขึ้น”

“มันไม่เป็นไปตามแผน”

“พวกนั้นมันไหวตัวก่อนใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอกพราว แกไม่ต้องอยู่ที่นั่นอีกแล้ว เสี่ยงมากไป”

“ก็ไม่เสี่ยงเท่าไหร่หรอก มีคนมาช่วย” ฉันพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง แล้วตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ไอ้หมวดยอดฟัง พอพูดจบ หูฉันแทบจะดับเพราะเสียงร้องโวยวายดังลั่นของแม่เพื่อนรัก

“รออยู่ตรงนั้นไอ้พราว”

ชาติก่อนฉันคงทำให้หลายคนรอ ชาตินี้ถึงโดนใครต่อใครบังคับให้รออย่างนี้

“เออ เออ ไม่ไปไหนหรอก ฉันก็กลัวตายเหมือนกัน”

ฉันสมควรจะกลัวตายอย่างที่พูดจริงๆ เพราะอีกภาพจากกล้องวงจรปิดที่มาปรากฏบนหน้าจอของเจ้าอุปกรณ์ไร้สายที่อยู่ในมือฉันขณะนี้คือภาพหนึ่งในผู้ชายที่เป็นผู้ต้องสงสัยกำลังถือมีดสั้นส่ายไปมา โดยมีชายฉกรรจ์หลายคนรวมทั้งนายหน้าจืดกระจายวงล้อมอยู่ห่างๆ และที่ตรงนั้นเป็นบันไดขึ้นลงอัฒจันทร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากรถที่ฉันนั่ง

เกิดการชุลมุนขึ้นเมื่อคนจนมุมตัดสินใจวิ่งเข้าแทงคนต้อนที่อยู่ใกล้ที่สุดจนล้มลง มีการวิ่งไล่ตามแต่พ้นรัศมีของกล้องที่จะจับภาพต่อไปได้

ใจฉันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ฉันเงยหน้าเพื่อมองภาพจริงโดยไม่ต้องผ่านอุปกรณ์ใดๆ  แม้นจะเห็นไม่ชัดแต่ฉันจำคนตัวสูงสุดในกลุ่มที่กำลังวิ่งตามคนร้ายได้แม่นยำ

อีตาโย่งบ้า! บอกไม่ให้คนอื่นเสี่ยงแล้วตัวเองไปเสี่ยงเอง

ตอนนี้เหมือนมีไฟมาสุมตรงที่นั่ง ฉันคงทนอยู่เฉยๆ อย่างนี้ไม่ได้

โอ๊ะ! อย่าเข้าใจผิดนะ...ฉันไม่ได้ปิ๊งนายหน้าจืด

ที่เกิดห่วงใยจนหนักอึ้งเหมือนมีน้ำหนักสักหนึ่งร้อยกิโลมาถ่วงไว้ นั่นเป็นเพราะเขาห่วงความปลอดภัยของฉันจนเกินไปขนาดนั้นต่างหาก ฉันเลยมีปฏิกิริยาเช่นนี้
ไม่มีทางเด็ดขาดที่ฉันจะไปหลงชอบผู้ชายที่รู้จักกันแค่สี่สิบนาที

และเป็นสี่สิบนาทีที่เข้มข้นอย่างกับกาแฟเอสเพรสโซ่ดับเบิ้ลช็อต ไม่ใส่นม ไม่ใส่น้ำตาล

พอคิดถึงเวลา นี่ใกล้จะหมดเวลาครึ่งแรกของการแข่งขันแล้ว ฉันยังไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องยินดีจากแฟนบอลทีมฝันฟ้าสักครั้ง นั่นคงแสดงถึงสถานการณ์ย่ำแย่ของทีม และสถานการณ์ของฉันก็ย่ำแย่ไม่แพ้กันเพราะต้องมาติดแหงกอยู่ในรถอย่างนี้

ฉันภาวนาอยู่ในใจว่าไม่ให้มีอะไรย่ำแย่ไปกว่านี้ แต่คำภาวนาของฉันไม่ได้รับการแยแสสักนิด แถมยังโดนโชคชะตากระหน่ำกลั่นแกล้ง

จากกระจกข้างรถฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังยอบตัวถอยหลังมาทางท้ายรถที่ฉันนั่ง และจากเสื้อผ้าที่สวมใส่และกระเป๋าเป้ที่สะพายบ่าไว้ ผู้ชายคนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คนร้ายที่กำลังหลบหนี และกำลังใช้รถคันนี้เป็นที่กำบัง

ฉันไม่ได้ล้อเล่นค่ะ คนที่ล้อเล่นคงไม่มือเท้าเย็นเฉียบโดยมีเหงื่อแตกพลั่กๆ อย่างฉันตอนนี้หรอก

คนร้ายยังมองไม่เห็นฉันเพราะหันหลังให้และคงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนอยู่ในรถขณะที่มีการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลของเมือง

ซวย ซวย  ซวย

ฉันสบถให้กับความโชคร้ายอยู่ในใจ รีบผลุบลงไปนั่งที่พื้นรถ ทันเวลาพอดีกับที่คนร้ายถอยหลังมาอยู่ตรงข้างประตูรถของนายหน้าจืด นี่ยังดีที่ก่อนไปเขาดับเครื่องยนต์และเปิดกระจกรถลงแค่พอให้ลมผ่านเพราะอากาศภายนอกค่อนข้างเย็น ไม่อย่างนั้นฉันคงมีปัญหาแน่

เสียงหอบหายใจแรงดังจากอีกฝากของประตูรถทำให้ฉันหมอบนิ่งแข็งค้างอยู่ในท่าเดิม แม้นแต่ลมหายใจก็แข็งค้างไปด้วย แผ่นเหล็กขวางกั้นสายตาได้แต่มันไม่มีประสิทธิภาพในการกั้นเสียงเอาเสียเลย

เวลาในการรอคอยมักผ่านไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งต้องกลั้นหายใจไปด้วยเลยยิ่งกว่าช้า เหมือนตัวหนอนใกล้ขาดใจตายกำลังค่อยๆ คลานกระดืบๆ

และฉันกำลังจะเป็นหนอนตัวนั้น กำลังจะขาดใจตายถ้าคนร้ายคนนี้ไม่ขยับก้นไปสักที

ไปสักทีซิ!

ที่ซ่อนตัวมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาซ่อนอยู่ตรงนี้ด้วยนะ นี่เป็นเพราะนายหน้าจืดบังคับให้ฉันมานั่งอยู่ในรถแท้ๆ เลยมาจุดไต้ตำตออย่างนี้ คอยดูนะถ้าฉันพ้นไปได้ ฉันจะ...ฉันจะ
ฉันยังคิดไม่เสร็จเลยว่าจะทำอะไรกับนายหน้าจืดดี เจ้าตัวก็มาโผล่ที่หน้าต่างรถฝั่งคนขับอย่างเงียบเชียบ ดวงตาเรียวยาวจ้องฉันเขม็งพร้อมกับยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณไม่ให้ส่งเสียง

ใครจะมีแรงส่งเสียง แค่พยักหน้ารับแรงก็แทบจะหมดแล้ว

นายหน้าจืดค่อยๆ เคลื่อนตัวไปหน้ารถ ฉันเดาว่าคนร้ายคงยังนั่งหันหน้าไปทางท้ายรถอยู่ด้านนอกตรงกับประตูรถข้างที่ฉันหมอบหลบอยู่ด้านใน นายหน้าจืดกำลังพยายามตะครุบจับตัว ซึ่งถ้ามีอะไรทำให้คนร้ายชะงักได้สักสองสามวินาที รับรองว่าหนีไม่รอดแน่

ทั้งๆ ที่ใจสั่นรัวแต่ฉันเริ่มนับถอยหลังอยู่ในใจเมื่อร่างสูงลับหายจากสายตา และใกล้ร่างคนร้ายที่หลบอยู่เข้าไปทุกที

ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง...ผลัวะ!

ฉันกระแทกประตูรถให้เปิดออกไปอย่างเร็ว แรง

โอ้ย!

เสียงร้องโหยหวนดังลั่น สงสัยว่าฉันคงกะระยะได้แม่นมาก ประตูคงไปกระแทกหน้าคนร้ายจังๆ แล้วการจับกุมก็เป็นไปอย่างไม่ยากเย็นนัก
ง่ายเกินไปเสียด้วยซ้ำสำหรับนายหน้าจืด เพราะคนร้ายนอนกลิ้งกุมหน้าผาก ยอมให้จับแต่โดยดี

“ผมคงประมาทผู้หญิงอย่างคุณไม่ได้แล้ว”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ดวงตาเป็นประกายแพรวพราว

ฉันซึ่งออกมายืนนอกรถดูเหตุการณ์ด้วยขาที่ใกล้จะพับเพราะความกลัว ทำเชิดหน้า ยักไหล่

“แน่อยู่แล้ว”

นายหน้าจืดหัวเราะหึ หึ ในลำคอ แล้วหันไปเล่าเหตุการณ์ให้ชายหลายคนซึ่งฉันคิดว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่รีบวิ่งมาสมทบ

หลังจากฟัง ทุกคนหันมามองฉันด้วยสายตางงๆ ในตอนแรก ต่อจากนั้นกลายเป็นทั้งทึ่ง ชื่นชม และ หมั่นไส้นิดๆ
สายตาอย่างหลังสุดนี่คงไม่ต้องบอกนะคะว่ามาจากใครเป็นสัดส่วนมากเป็นพิเศษ

“สาวน้อยคนนี้เองที่เป็นฮีโร่ของเรา”

คุณโจเดินฝ่าคนกลุ่มนั้นเข้ามาหาฉันพร้อมด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่นแบบพระเอกหนังยุคเก่า ส่วนลูกชาย...เหมือนผู้ร้ายตาตี๋จอมยียวน

เขาเป็นผู้ชายที่ตรงข้ามกับพ่อของเขาทุกอย่างจากภายนอกที่เห็นในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่หล่อ ไม่นิ่มนวล เผด็จการ สูงเกินไปด้วย และปากจัดสุดๆ

นี่ไม่ใช่ลักษณะของผู้ชายที่น่าสนใจเลยสักนิด ถึงจะรวยก็เถอะ แล้วทำไมเมื่อประกอบเป็นผู้ชายชื่อ จักรภัทร สิ่งเหล่านี้กลับน่าสนใจ

เฮ้อ! ช่างไร้สาระจริงๆ มาคิดเรื่องผู้ชายในเวลาแบบนี้ ตอนนี้ฉันควรดื่มด่ำกับการเป็นฮีโร่หญิงก่อน

เรื่องนายจักรภัทร เก็บซุกลงก้นกระเป๋าไปเลย และถ้าไม่จำเป็นจะไม่มีการหยิบออกมาคิดอีกเด็ดขาด

“เป็นฮีโร่หญิงที่บ้าดีเดือดยิ่งกว่าผู้ชายซะด้วย”

ฉันไม่นับว่านั่นเป็นคำชม เพราะออกมาจากปากช่างถากถางของนายหน้าจืด

“จักรจะไม่แนะนำคุณผู้หญิงคนเก่งให้พวกเรารู้จักหรือ”

นายหน้าจืดไม่ได้แสดงอาการตอบรับคำขอ เขามองฉันนิ่งด้วยสายตาราวกับเครื่องเอ็กซเรย์ที่สามารถผ่านทะลุเข้าไปในตัวได้ แต่ไม่ได้มีนัยแบบผู้ชายเปลื้องผ้าผู้หญิงด้วยสายตาอะไรอย่างนั้นหรอก นายจักรภัทรมองเหมือนจะให้ทะลุถึงตัวตนจริงๆ ของฉัน มองเหมือนฉันเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่เขากำลังแยกองค์ประกอบจนถึงระดับอะตอม เพื่อจะได้เข้าใจสิ่งที่เป็นฉันจริงๆ

คนประหลาด!

และฉันก็ประหลาดด้วยที่ดันไปแปลความได้เยอะแยะจากการสบตาตี่ๆ ครั้งเดียว

“เธอเป็นคนพิเศษของผมครับพ่อ”

ตายแล้ว! อีตาบ้า! ฉันจะถลกหนังนาย

“จริงหรือ แล้วทำไมตอนอยู่บนอัฒจันทร์ถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ”

สายตาเขายังคงมองนิ่งอยู่ที่ฉัน ไม่เหลือบแลไปที่พ่อเขาสักนิด

“คุณคงไม่ว่าที่ผมบอกอย่างนั้นใช่ไหมจ๊ะที่รัก ถ้าไม่บอก เราจะเจอปัญหาเยอะมากนะ”

น้ำเสียงออดอ้อนน่าหมั่นไส้เกือบทำให้ฉันโกรธแบบที่เรียกว่าลมออกหู แต่แค่เกือบ...เพราะฉันยังมีสติพอจะรู้สึกว่านายหน้าจืดพูดจาทะแม่งๆ

และสัญชาติญาณนักสืบของฉันผงกหัวขึ้นทันที

ได้กลิ่นของความไม่ชอบมาพากลลอยตลบอบอวลระหว่างพ่อลูกคู่นี้ 

ช่างเร้าความอยากรู้อยากเห็นของฉันเหลือเกินจนลืมเรื่องถลกหนังไปเลย แล้วฉันก็ไหลลื่นไปตามน้ำอย่างที่นายหน้าจืดต้องการ





7
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 4
« เมื่อ: กันยายน 23, 2014, 06:45:16 PM »
บทที่ 4


ฉันจะรีบบอกพี่จ้อนทันทีว่ารู้จักคุณจักรภัทรคนนี้ยังไง ถ้าฉันรอดชีวิตจากการตกบันไดคอหักตายเพราะวิ่งตามเจ้าของทีม KY ผู้ลึกลับ

“นี่! คุณจักรเราจะไปไหนกัน”

รู้ชื่อ รู้ว่าเป็นใครหรอกนะ ฉันถึงยอมตามมาอย่างนี้  แต่ช่วยบอกที่หมายให้รู้สักนิดเถอะ

“ข้างล่าง”

เขาบอกสั้นๆ  ทั้งที่ยังคงเดินกึ่งวิ่งนำหน้าและจับมือข้างหนึ่งของฉันไว้ไม่ปล่อย แรงสะเทือนทำให้แว่นกันแดดเลื่อนหลุดลงมาแต่ฉันรับไว้ได้ทันพอดี ไม่อย่างนั้นนายหน้าจืดต้องชดใช้หนักแน่เพราะเป็นแว่นตาอันโปรดของฉัน

พอเราออกจากประตูเข้าออกด้านหน้าอัฒจันทร์ แล้ววิ่งลงบันไดมาอีกหลายขั้นก็ถึงข้างล่างที่เขาบอกซึ่งฟากหนึ่งเป็นลานจอดรถกว้าง  และอีกฟากเป็นสวนหย่อมสำหรับออกกำลังกาย ที่มีต้นหางยกยูงใหญ่กำลังออกดอกสีแสดจัดจ้าสะพรั่งเต็มต้น

ฉันหอบฮักๆ สัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้จะเลิกวิ่งขึ้นลงบันไดเด็ดขาด  นายหน้าจืดจักรภัทรยังลากฉันต่อไปทางลานจอดรถ หยุดที่รถเก๋งญี่ปุ่นขนาดกลางสีดำสนิทรุ่นยอดนิยมในตอนนี้ คงเป็นหนึ่งในรถของเขา เพราะระดับเจ้าของทีม KY น่าจะมีรถหลายคัน และรถประจำตัวน่าจะเป็นรถหรูราคาแพงเหมือนเจ้าของทีมฟุตบอลคนอื่น ซึ่งคงไม่คุ้มถ้าเกิดความเสียหายเมื่อเขาเกิดนึกสนุกเอามาใช้ไล่จับผู้ร้ายเองอย่างวันนี้

“เราต้องคุยกันก่อน”

นายหน้าจืดหันหน้ามามองฉันได้สักที และฉันเห็นอาการชะงักนิดหนึ่ง

แม้นเพียงนิดเดียวแต่ก็ทำให้ความรักสวยรักงามที่ฉันไม่ค่อยคิดถึงทำงานทันที หน้าตาฉันตอนนี้คงดูไม่ได้ขนาดทำให้ผู้ชายชะงักเลยหรือ ฉันรีบปัดความคิดนี้ออกไป ผู้หญิงอยากสวยที่สุดต่อหน้าผู้ชายที่ชอบ นี่อยู่ต่อหน้าผู้ชายแปลกหน้าที่ไม่ได้คิดจะชอบแล้วฉันจะแคร์ทำไม

“ได้ ฉันก็อยากคุ...”

ยังไม่ทันพูดจบ เขารีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเป็นเชิงห้ามไม่ให้ฉันพูดต่อ สีหน้านายหน้าจืดจริงจังเสียจนฉันจำต้องเงียบ และรู้เหตุผลในไม่กี่วินาทีเมื่อมีเสียงฝีเท้าคนดังใกล้เข้ามา  เขาไม่พูดพล่าม หันหลังให้เสียงนั้นแล้วดึงฉันเข้าไปกอดดื้อๆ กดหน้าฉันให้ซุกที่อกเขาจนหายใจแทบไม่ออก

อีตาโย่งบ้า! รู้หรอกว่าอยากจะหลบไม่ให้ใครเห็น แต่ไม่ถึงขนาดต้องกอดเหมือนจะให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างนี้

“ขอโทษนะ”

เขาปล่อยตัวฉันพร้อมคำขอโทษเรียบๆ ไร้อารมณ์พอๆ กับสีหน้า เมื่อชายหญิงคู่หนึ่งเดินผ่านพวกเราไปโดยไม่มีท่าทีสนใจ และที่ฉันรู้เพราะแอบชำเลืองเห็นตอนเบี่ยงหน้าหนีจากแผงอกตึงภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อนิ่มหอมสะอาดของเขา

ฉันยืนนิ่งเงียบแต่หัวใจฉันเต้นรัวเร็วเป็นจังหวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างนี้ไม่ดีเลย ไม่ดีมากๆ ด้วย

“โกรธหรือเปล่า ผมไม่รู้จะทำยังไง ไม่อยากให้ใครเห็นพวกเรา”

ความเงียบทำให้นายหน้าจืดค่อยสนใจความรู้สึกของผู้หญิงที่โดนปล้นกอดอย่างฉันขึ้นมาบ้าง ถึงพยายามอธิบายตะกุกตะกัก

“ไม่ตั้งใจก็ไม่เป็นไร”

ฉันเป็นมืออาชีพพอที่จะไม่ทำท่าจะเป็นจะตายเพราะโดนผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนกอด แต่ถ้าเหตุผลเบื้องหลังทุกกรณีที่เขามาวุ่นวายกับฉันไม่มีเหตุสมควรล่ะก็

นายโย่งหน้าจืด นายเละแน่

“คุณจะคุยกับฉันเรื่องอะไร”

ฉันเป็นฝ่ายเริ่มเข้าเรื่องเมื่อมองไปรอบตัวแล้วไม่เห็นใครอยู่บริเวณนี้

“เข้าไปในรถก่อน ผมต้องรีบดูภาพจากกล้องวงจรปิด”

การยอมวิ่งตามในที่โล่ง ไม่ได้หมายความว่าฉันจะยอมพาตัวเข้าไปนั่งในรถสองต่อสองกับเขาหรอกนะ ถึงไม่ใช่คนสวยแต่ฉันไม่ขี้เหล่ขนาดไม่ต้องกังวลว่าผู้ชายไม่มองหรอก

“ผมรู้ว่าหมวดยอดนรีส่งคุณมา เธอโทรบอกผมว่าจะส่งนักสืบมาสังเกตการณ์”

เขาพูดด้วยเสียงรัวเร็ว คิ้วขมวดจนเห็นชัดเมื่อเห็นท่ากอดอกไม่ยอมขึ้นรถของฉัน

“คุณรู้จักฉันแต่แรก แล้วเข้าไปหาเรื่องว่าฉันเป็นพวกส่งยาทำไม”

“เรื่องมันยาวเดี๋ยวคุยให้ฟังในรถ”

แล้วเขาก็ผลุบหายเข้าไปในรถทางด้านคนขับ แต่ประตูรถที่เปิดค้างอยู่ทำให้ฉันเห็นเขารีบหยิบแท็บเล็ตที่วางอยู่บนที่นั่งอีกด้านมาเปิด ก้มหน้าก้มตาอยู่กับเครื่องโดยไม่สนใจฉันเลย

“ได้แล้ว ภาพชัดแจ๋วเลย  อ้าว! ไม่ขึ้นรถล่ะคุณ จะได้มาดูภาพจากกล้องวงจรปิดบนอัฒจันทร์ด้วยกัน”

นึกไม่ถึงว่าเขาจะใช้อุปกรณ์ไฮเทคช่วยในการจับผู้ร้าย

ความอยากรู้ชนะอีกแล้ว ไม่ถึงสิบวินาทีฉันก็วิ่งอ้อมไปอีกด้านของรถแล้วขึ้นมานั่งข้างคนขับอย่างเรียบร้อย

เขามองฉันยิ้มๆ เหมือนรู้ทัน แต่ฉันไม่หงุดหงิดหรอกเพราะเขาส่งแท็บเล็ตมาให้ฉันถือถือเองให้เห็นภาพได้ชัดๆ เหมือนรู้ใจ แล้วภาพบนอัฒจันทร์ทุกซอกทุกมุมก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าราวกับเสกขึ้นมา   

“เราเพิ่งติดกล้องวงจรปิดทั่วสนาม  สามารถดูภาพผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตได้ ทีนี้คุณก็นั่งเฝ้าสังเกตการณ์ต่อได้ที่นี่”

“ฉันนั่งก็ได้แต่คุณต้องตอบคำถามเมื่อกี้ก่อน ทำไมถึงต้องหาเรื่องว่าฉันเป็นคนส่งยาคะ” อารมณ์ฉันดีขึ้น เลยมีคะมีขาสักหน่อย

“ผมตั้งใจให้พวกนั้นเข้าใจว่าผมคิดอย่างนั้น”

เขาทำฉันอึ้งอีกแล้ว

“เดี๋ยวนะ ฉันเข้าใจถูกไหมว่าที่คุณทำนี่เพราะอยากให้พวกนั้นคิดว่าคุณสงสัยคนอื่นที่ไม่ใช่พวกมันใช่ไหม”

“ถูกต้อง ผมต้องการหลอกให้พวกนั้นตายใจ แล้วคุณก็เข้าตาผมพอดี”

“แล้วทำไมต้องทำอย่างนั้น ปล่อยให้ฉันเฝ้าอยู่เงียบๆ ไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้มีคนช่วยคุณสังเกต”

“ผมไม่คิดว่าคุณเหมาะกับงานนี้ คุณทำตัวไม่กลมกลืน  คุณใส่หมวก ใส่แว่นดำ แล้วยังใส่แจ็คเก็ตทับเสื้อทีม KY อีก และที่สำคัญคุณเป็นผู้หญิง”

คำสุดท้ายนั่นแหละที่ทำให้อารมณ์ฉันพุ่งปรี๊ดทะลุปรอท ทนไม่ได้จริงๆ กับพวกกดขี่ทางเพศ

“มันจะมากไปแล้วนะ คุณมีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์การทำงานของฉัน ฉันไม่ได้ทำงานให้คุณนะ เพื่อนฉัน หมวดยอดนรีขอให้ฉันมาช่วยงานนี้ เพราะฉะนั้นกรุณาปล่อยให้ฉันทำงานของฉัน หรือจริงๆ แล้วคุณกลัวว่าถ้ามีการส่งของจริงๆ ทีม KY จะขายขี้หน้า เป็นทีมขี้ยาไป”

“นี่ไง! นี่ไง! ผู้หญิงเป็นอย่างนี้นี่แหละ ใช้แต่อารมณ์ ผมถึงไม่ไว้ใจ”

“จะไม่ให้ฉันของขึ้นได้ยังไง คุณพูดจาเฮงซวย ดูถูกผู้หญิง ทุกอาชีพเขาเลิกจำกัดเพศกันแล้ว คุณไม่รู้หรือไง”

“เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ผมแค่ไม่ต้องการให้ผู้หญิงมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้ต่างหาก ตอนที่ผมขอให้ทางตำรวจช่วยส่งคนมาที่นี่ ผมไม่คิดว่าเขาจะส่งตำรวจนอกเครื่องแบบ หรือว่าสายที่เป็นผู้ชายสักคนมา แต่กลับเป็นคุณ”

“แล้วคุณก็ตัดสินเอาเองว่าพวกเราผู้หญิงทำไม่ได้ ฉันเป็นนักสืบอาชีพ ฉันยิ่งกว่าเหมาะสมที่จะทำงานง่ายๆ อย่างนี้”

“งานง่ายๆ ของคุณ ตายได้ง่ายๆ เหมือนกันนะ มันอันตรายไปสำหรับคุณ คุณเองไม่ใช่ตำรวจ คุณเป็นพลเรือนไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นผมคงต้องเสียใจมากที่ทำให้พลเมืองดีคนหนึ่งเป็นอะไรไป ผมไม่ได้แช่งคุณนะ แต่เราไม่ควรประมาท การที่หมวดยอดนรีส่งคุณมาที่นี่ผมถือว่าเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบมาก เธอประเมินสถานการณ์ที่นี่ต่ำเกินไป  ยิ่งผมรู้ว่าคุณเป็นญาติของพี่จ้อนด้วย ผมเลยให้คุณอยู่บนอัฒจันทร์ไม่ได้”

“เอาล่ะตอนนี้ผมอยากให้คุณนั่งอยู่แต่ในรถดูภาพจากกล้องวงจรปิด เรื่องอื่นผมจัดการเอง พอพวกนั้นไม่เห็นเรา คงคิดว่าผมตามคุณไปแล้ว น่าจะเริ่มเคลื่อนไหว ถ้าคุณเห็นอะไรผิดปกติก็รีบบอกผม เห็นไหมคุณได้ทำงานของคุณโดยไม่ต้องเสี่ยง”

เขาพูดรวดเดียวต่อเนื่อง ไม่เปิดช่องให้ฉันได้ค้านสักคำ หรือที่จริงเป็นเพราะฉันค้านได้ไม่เต็มปากมากกว่า  ฉันรู้จักยอดนรีดี บางครั้งไอ้ยอดร้อนรนที่จะสร้างผลงานเพื่อพิสูจน์ว่าผู้หญิงทำได้ไม่แพ้ผู้ชายเหมือนอย่างที่ฉันกำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้ ความละเอียดอ่อนในหลายประเด็นจึงถูกละเลยไป แต่ฉันเข้าใจเพื่อน เข้าใจถึงความกดดันของผู้หญิงในโลกของผู้ชาย เข้าใจดีจนไม่อาจปฏิเสธคำขอของเพื่อนแม้นจะอึดอัดใจมากขนาดไหน

เมื่อตัดอคติออกไป ฉันว่าเจ้าของทีม KY ตัวจริงก็เป็นคนดีคนหนึ่ง ถึงจะช่างจัดแจงชีวิตคนอื่นมากไปสักนิด อันที่จริงก็ไม่นิดนักหรอก 

“ขอบคุณค่ะที่ห่วงฉัน”

ฉันขอบคุณเขาจากความรู้สึกจริงๆ เพราะฉันไม่ใช่คนที่ถือทิฐิ ดื้อดึงแต่จะเอาชนะ ฉันยอมรับทุกเหตุผลจากทุกฝ่ายได้ถ้าเป็นเหตุผลที่ดี และตอนนี้ฉันรับได้กับเหตุผลของคุณจักรภัทร

ต่อไปฉันคงจะพยายามเรียกเขาว่านายโย่งหน้าจืดให้น้อยลง ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะไม่กวนอารมณ์ดีๆ ของฉันให้ขุ่น

“จากสถานการณ์ตอนนี้ฉันเห็นด้วยกับคุณที่ควรนั่งดูภาพอยู่ที่นี่ ในเมื่อมีเครื่องมือพร้อมอย่างนี้ฉันจะไปนั่งเสี่ยงบนอัฒจันทร์ทำไม แต่ฉันอยากให้รู้ไว้อย่างหนึ่งคุณเองก็ประเมินฉันต่ำเกินไป ฉันไม่ได้ทำงานแบบลวกๆ ไม่รับผิดชอบ หมวดยอดนรีก็เหมือนกัน และถ้ามีโอกาสฉันจะแสดงให้คุณเห็นการทำงานในแบบของฉัน ส่วนเคสนี้ฉันจะทำตามในแบบของคุณค่ะ ไม่ใช่เพราะฉันวางแผนไม่ดีหรอกนะ ฉันยอมเพราะแอร์รถคุณมันเย็นดี”

เขามองฉันนิ่งอยู่ครู่แล้วหัวเราะหึๆ

“ถ้าคุณชอบ คุณมานั่งรถผมได้เสมอ”

ฉันคิดว่าเขาไม่ได้มีเจตนาทางชู้สาวแอบแฝงแน่นอน 

“คุณนี่ใจดีจัง แต่อย่าใจดีกับผู้หญิงบ่อยเดี๋ยวแฟนคุณจะกลุ้มใจ”

เปล่านะ! ฉันไม่ได้อยากรู้ว่าเขามีแฟนหรือยัง แค่ชวนคุยไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

“ไม่กลุ้มหรอก”

“ทำไมล่ะ”

เอ๊ย! จะถามต่อทำไมเดี๋ยวเขาก็นึกว่าสนใจ แต่ว่าเขาตอบอย่างนี้เหมือนอยากให้ถามต่อ   

“เพราะผมไม่มีใครมากลุ้ม”

“อ้อ!”

ฉันรีบหุบปากตัวเองไม่ต่อความเรื่องนี้อีก สนใจดูภาพจากอัฒจันทร์ตรงหน้าแทน เขาเองก็ทำหน้าเฉยหยิบมือถือขึ้นมากดส่งข้อความเงียบๆ อยู่กันอย่างนั้นครู่ใหญ่ฉันก็นึกได้ว่ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามเขาอย่างมากๆ

“เออ...คุณเป็นเจ้าของทีม KY แต่ทำไมถึงให้คุณโจแสดงตัวแทน”

“คุณโจเขาก็เป็นเจ้าของทีมคนหนึ่งเหมือนกันถึงแม้ว่าตามกฎหมายทีม KY จะเป็นของผม”

“เป็นญาติกันหรือค่ะ”

“ใช่ญาติสนิทมาก เขาเป็นพ่อผมเอง”

ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าสองคนนี้จะเป็นพ่อลูกกันถึงชื่อจะคล้องจองกันก็เถอะ ตามประวัติที่ฉันเคยอ่านพบคุณโจคนนี้อายุยังไม่ถึง 45 ปี แล้วจะมีลูกชายวัยขนาดคุณจักรภัทรได้หรือ ฉันเดาว่าคุณจักรน่าจะอายุเกินสามสิบแล้ว

“ไม่ต้องทำหน้าเหมือนผีหลอกอย่างนั้นหรอกครับ เราเป็นพ่อลูกกันจริงๆ พ่อมีผมตอนอายุน้อยมาก ความผิดพลาดตอนวัยรุ่น”

เขาพูดด้วยสีหน้าสบายๆ ฉันเสียอีกรู้สึกผิดเหลือเกินที่ไปคุ้ยเขี่ยอยากรู้เรื่องที่ไม่ควร

“ฉันไม่ตั้งใจ ข...ขอโทษค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ มันไม่ใช่ความลับ”

เขายิ้มแต่ฉันแอบถอนหายใจ อย่างนี้หรือไม่ใช่ความลับ นอกจากคนในทีมฉันว่าไม่มีใครในเมืองนี้รู้เรื่องนี้สักคน และฉันน่าจะเป็นคนนอกคนแรกที่รู้เรื่องนี้

เขาบอกฉัน บอกผู้หญิงที่เขาเพิ่งพบ บอกคนที่เขาว่าเป๋อๆ...ทำไม



8
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 3
« เมื่อ: กันยายน 16, 2014, 12:53:12 PM »
บทที่ 3


ผู้ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังโอบไหล่นายหน้าจืดอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าสนิทแนบ ดูแล้วเหมือนคู่รักไม่ผิด แต่นั่นไม่ได้ทำให้ฉันชาวาบได้หรอก สิ่งที่จี้จุดชาจนขยับเขยื้อนไม่ได้น่าจะเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นคือใครต่างหาก

ใครที่ฉันคิดไม่ถึงว่าจะมาอยู่ที่นี่ในตอนนี้

เจ้าของทีม KY

ถึงจะไม่เคยพบตัวจริงมาก่อน แต่ฉันจำรูปร่างหน้าตา แม้กระทั่งเสียงของผู้ชายคนนี้ได้ติดตา ติดหูเลยทีเดียว ก็เล่นออกสื่อต่างๆ ของท้องถิ่นที่นี่แทบจะทุกวันทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ บางวันยังเคยออกสองรอบ เพราะฉะนั้นฉันจึงถูกบังคับให้จดจำแม้นไม่อยากเลยสักนิด

นายหน้าจืดซึ่งถึงจะสูงกว่าเกือบคืบ และหนุ่มกว่า โดนรัศมีคนรุ่นอากลบจนมิดเพราะความคมเข้มของอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ใส่ใจความเป็นรองนั้นกลับมีท่าทางผ่อนคลายลง ก็ดีอยู่หรอกที่ทำตัวแบบมนุษย์ธรรมดาเป็น ไม่ใช่ทำตัวแข็งเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ แต่ถึงอย่างนั้นตาตี่ๆ คู่นั้นไม่ยอมผ่อนคลายเลย ยังคงจ้องฉันเขม็ง

ต้องขอบคุณแว่นดำที่ช่วยพรางสีหน้าที่คงแสดงความตื่นตะลึงของฉันไว้ได้ และขอบคุณเสียงโห่ร้องสนั่นหวั่นไหวของผู้ชมทั้งอัฒจันทร์ที่ทำให้นายหน้าจืดเบนสายตาจากฉันได้ชั่วคราว แม้นว่าเสียงนั่นจะมาจากความดีอกดีใจที่ทีมฝันฟ้าของฉันเสียประตูก็เถอะ

ฉันรีบหันหน้ากลับมาทางสนาม จำใจใจมองภาพความพ่ายแพ้ด้วยหัวใจห่อเหี่ยว

“แชมป์ปีนี้เป็นของเราแน่ๆ”

เสียงเจ้าของทีม KY ดังมาเข้าเต็มสองหูฉัน

ยังย่ะ! เพิ่งผ่านมาแค่สิบนาทีเอง

ฉันเถียงอยู่ในใจ แล้วเลยแอบฟังการสนทนาของสองคนนี่ไปด้วย อยากมาพูดให้ได้ยินเองนี่

“แค่สิบนาทีก็ถล่มประตูแรกได้แล้ว ฝีมือฝันฟ้าตกลงไปเยอะ”

“ยังประมาททีมฝันฟ้าไม่ได้หรอกครับ”

ใช่ ประมาททีมฝันฟ้าไม่ได้หรอก 
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่านายโย่งหน้าจืดพูดจาพอฟังได้

“พูดอย่างนี้เดี๋ยวมีคนเข้าใจผิดคิดว่าเชียร์ทีมโน้นหรอก”

“มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วครับ”

“นั่นซิ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ว่าแต่ขึ้นมาอยู่บนนี้ทำไม “

“ผมขึ้นมาดูความเรียบร้อย”

“ปล่อยเป็นหน้าที่ฝ่ายสถานที่ดีกว่า ไป ลงไปดูเกมที่ข้างสนามด้วยกัน”

ไปซะทีเถอะพ่อคุณ ฉันจะได้ทำงานได้สะดวกหน่อย การเฝ้ามองคนอื่นโดยมีคนเฝ้ามองเราจนตาไม่กระพริบอย่างนี้ มันคงได้งานหรอกนะ

“นั่นคุณโจเจ้าของทีม KY นี่”

“จริงด้วย ตัวจริง หล้อ หล่อ กว่าในทีวีอีก ขนาดอายุมากแล้ว”

ฉันได้ยินสองสาววัยรุ่นที่เพิ่งเข้ามาใหม่กระซิบกระซาบกันเมื่อกำลังจะเดินผ่านฉันไป และแน่นอนต้องผ่านสองหนุ่มมาก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นหยุดกึกตรงหน้าฉันพอดี

“ไปขอถ่ายรูปกับเขาดีไหม”

เจ้าหล่อนทำทีปรึกษาเพื่อน แต่สีหน้าบอกว่าตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว

“ตามใจสิ”

เพื่อนไม่ขัดอย่างนี้ คนอยากถ่ายรูปกับคนช่างตามใจเปลี่ยนทิศทางทันที ทั้งคู่หันหลังกลับแล้วเดินไปหาเป้าหมาย ฉันหันไปดูภาพสาวน้อยที่คลั่งไคล้หนุ่มใหญ่ทำเสียงออดอ้อนขอถ่ายภาพร่วมกัน และหนุ่มใหญ่คนนั้นยิ้มกว้างตอบรับ แถมทำตาเจ้าชู้ใส่ด้วย

เชอะ! เฒ่าหัวงู คงคิดว่าตัวเองเป็นดารา แค่ได้ออกทีวีบ่อยมากเท่านั้นเอง

“น้าคะน้า ช่วยถ่ายรูปพวกหนูกับพี่โจได้ไหมคะ”

ฉันรีบมองรอบตัวเพื่อหา ‘น้า’ แต่ไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยนอกจากฉัน
แล้วทำไมฉันกลายเป็น ‘น้า’ แล้วเฒ่าหัวงูนั่นกลายเป็น ‘พี่โจ’ โอ้ย! หนูจ๋าหนู ตาบอดหรือเปล่าจ้า

“ได้ซิ”

มารยาทที่แม่พร่ำสอนมาตั้งแต่เด็กทำให้ฉันไม่สะบัดหน้าพรืดแต่ยิ้มตอบแทน ถ่ายรูปให้เสร็จฉันอาจจะโชคดีกลายเป็น ‘พี่’

นายโย่งหน้าจืดถูกพี่โจของสาวๆ ดึงตัวไว้ให้ร่วมถ่ายรูปด้วย นั่นทำให้ฉันคิดอะไรขึ้นมาได้ หลังถ่ายรูปเสร็จฉันรีบวิ่งปรูดไปยืนข้างนายหน้าจืดก่อนที่สองสาวซึ่งยืนอยู่อีกด้านจะแยกออกมา

“น้องค่ะ ช่วยถ่ายรูปให้พี่กับพ...พี่โจด้วยคะ”

ยื่นมือถือคืนให้เจ้าของ แล้วตามด้วยมือถือของตัวเองอย่างว่องไว อย่างนี้แหละเขาเรียกทำดีได้ดี เพราะฉันกำลังคิดหาวิธีถ่ายรูปนายหน้าจืดแบบเนียนๆ อยู่พอดี

“พี่ก็เป็นแฟนคลับพี่โจหรือคะ”

นั่นไง ฉันไม่เป็น ‘น้า’ แล้ว หนูคนนี้น่ารักจริงๆ

“ค่ะ พี่ติดตามทุกคนของทีม KY”

เพื่อให้สมบทบาทฉันเลยต้องชะโงกหน้าผ่านนายหน้าจืดไปยิ้มหวานสุดๆ ให้เฒ่าหัวงูแห่ง KY

“ขอบคุณมากครับ”

รอยยิ้มเจ้าชู้แบบเมื่อครู่พุ่งตรงมาที่ฉัน ช่างแจกยิ้มเกลื่อนกลาดจริงๆ นะนายคนนี้ คงถือว่าตัวรูปหล่อ รวย มีอำนาจ แล้วยังเป็นพ่อหม้ายเมียตาย เลยหว่านเสน่ห์กับผู้หญิงไปทั่ว ใครหลงรอยยิ้มนั่นคงได้ช้ำใจกันบ้าง

การถ่ายรูปจบลงด้วยคำขอบคุณและรอยยิ้มของทุกคน ยกเว้นนายหน้าจืดที่ทำหน้าบึ้งตั้งแต่ต้นและจบลงด้วยเสียงคำรามเบาๆ ข้างหูฉัน

“ถ่ายรูปผมไปทำไม”

ฉันชอบคนฉลาด แต่ไม่ชอบคนรู้ทัน นายโย่งหน้าจืดจึงเป็นคนฉลาดที่ฉันไม่ชอบ

“อย่าหลงตัว ฉันอยากถ่ายรูปกับพี่โจต่างหาก”

แก้ตัวแบบเอาสีข้างเข้าถู แล้วฉันก็เดินนวยนาดไป คงต้องหาที่เฝ้ามองใหม่ การที่เจ้าของทีม KY มายืนอยู่ตรงนั้นทำให้ฉันทำงานยากขึ้นไปอีก เพราะเขาได้กลายเป็นจุดสนใจ ถ้ามีคนร้ายจริง คนๆ นั้นต้องมองมาทางนี้แน่นอน และคงสังเกตเห็นฉันเช่นกัน

ไม่มีที่นั่งเหลือสักที่ ฉันเลยเดินเลาะด้านหลังของแถวที่นั่งบนสุดของอัฒจันทร์เพื่อข้ามไปอีกฝากแล้วนั่งแหมะตรงขั้นบนสุดของบันไดขนาดไม่เล็กนักที่ทำไว้เป็นทางขึ้นลงของแต่แถวที่นั่ง  คนที่ไม่มีที่นั่งอีกหลายคนก็ทำอย่างเดียวกับฉัน การเลือกที่หลังสุดตรงนี้แม้นจะไม่ดีนักเพราะไกลทางเข้าออกแต่ก็เหมาะที่จะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้ง่าย ฉันนั่งอยู่อย่างนั้นเงียบๆ จนการแข่งขันใกล้จะหมดครึ่งแรก 

ทีมฝันฟ้าเสียไปอีกหนึ่งประตู และยังตีไข่ไม่แตก

ตอนนี้เสียงเชียร์ที่นี่ยิ่งดังสนั่น บางคนถึงขนาดกระโดดโลดเต้น หัวเราะเบิกบาน ส่วนฉันนั่งเหมือนดอกไม้เฉาแดด

ไม่มีข่าวรายงาน ไม่มีคนร้าย ไม่มีการส่งของ ไม่มีประตู มีแต่ฉันที่มานั่งใบ้ในถิ่นทีม KY

นี่ถ้าไม่ใช่ไอ้หมวดยอดเพื่อนรักขอมา ฉันไม่มีทางจัดให้หนักอย่างนี้แน่ นึกถึงไอ้ยอด ฉันเลยนึกถึงพี่จ้อนขึ้นมาทันที ตอนนี้คงมีเวลาว่างพอจะตอบคำถามฉันได้ว่า นายโย่งหน้าจืดคือใคร

ฉันรีบหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเปิดโปรแกรมไลน์ส่งรูปที่เพิ่งถ่ายเมื่อครู่ไปให้พี่จ้อน แล้วจิ้มนิ้วพิมพ์บนแป้นพิมพ์เสมือนเล็กกระจิดอย่างคล่องแคล่ว

พี่จ้อนรู้จักผู้ชายตัวสูงๆ ที่อยู่ตรงกลางมั้ย

ฉันส่งข้อความไป รออยู่แค่สิบวินาทีก็มีคนมาตอบ แต่ไม่ใช่จากพี่จ้อน นายหน้าจืดที่มายืนอยู่ข้างหลังฉันเมื่อไหร่ไม่รู้ ถือวิสาสะก้มลงมาหยิบ ไม่ใช่ซิต้องเรียกว่า ‘ฉก’ โทรศัพท์ฉันไปดูข้อความในไลน์

“รู้จักพี่จ้อนด้วยหรือ”

อีตาโย่งนี่ตามราวีฉันไม่เลิก แถมเสียมารยามอ่านไลน์คนอื่นอีก

“ไม่ใช่เรื่องของคุณ เอาโทรศัพท์ฉันคืนมาเดี๋ยวนี้”

ฉันต้องไม่กรีดร้อง ฉันต้องไม่กระโดดขึ้นไปชกหน้าแสนจืดชืดนั่น ฉันต้องไม่ทำให้เป็นจุดสนใจ โอ้ย! ตายแล้ว ฉันต้องไม่เป็นปกติแน่ที่พูดด้วยเสียงเบาๆ เยือกเย็นอย่างตอนนี้

“ผมชื่อจักรครับคุณพราว”

“คนไม่มีมารยาทอ่านไลน์คนอื่น”

“ครับขอโทษ แต่ถ้าไม่ทำผมก็ไม่รู้ว่าคุณคือใคร และกำลังต้องการรู้ชื่อใคร”

“รู้แล้ว บอกแล้ว ก็ไปให้ห่างๆ ได้ไหม”

คนไม่มีมารยาท ฉันไม่จำเป็นต้อมีมารยาทดีด้วย แล้วนี่ฉันจะแหงนหน้า เอี้ยวคอพูดกับนายจักรหน้าจืดให้เส้นตึงอยู่ทำไม ฉันหันหน้ากลับมามองตรงเหมือนเดิม เมินใส่ผู้ชายที่อยู่ข้างหลัง

ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ฉันคงช่วยงานเพื่อนรักต่อไม่ได้ มีคนเริ่มรู้แล้วว่าฉันเป็นใคร และไม่ใช่แค่รู้ชื่อเท่านั้น ยังมาตามติดเป็นตังเมอีก

“ตอนนี้คงยังไม่ได้”

ไม่พูดเปล่าเจ้าตัวยังลงมานั่งเบียดฉันอย่างไม่เกรงใจอีก คราวนี้ฉันไม่ยอมอีกแล้ว ฉันชกที่สีข้างนายหน้าจืดเต็มหมัด ฝ่ายนั้นทำหน้าตกใจคงไม่เคยเจอผู้หญิงโกรธจริง ชกจริง แต่หมัดของฉันดูเหมือนจะไม่กระเทือนนายหน้าจืดเลย ถึงผอมแต่กล้ามเนื้อท้องเขาแข็งชะมัด

ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าที่นายหน้าจืดจะพูดออกมาได้อย่างงงๆ

“ต่อยผมทำไม”

“หลายข้อหา ดูถูก หมิ่นประมาท หาความ ไร้มารยาท”

“ผมไม่คิดเลยว่าผู้หญิงเมืองนี้จะชอบใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา”

“ผู้ชายเมืองนี้เขาไม่หน้าด้านอย่างคุณนี่ ไปนั่งห่างๆ ฉันได้ไหม”

“บอกแล้วว่าไม่ได้”

“นี่คุณ”

ฉันเตรียมหมัดจะชกอีกรอบ นายหน้าจืดคว้ามือฉันไว้ทันและจับไว้ไม่ปล่อย

“เฮ้! เฮ้! เฮ้!”

เสียงโห่ร้องดังก้องอัฒจันทร์แทรกขึ้นมาระหว่างการยื้อยุดมือของฉัน ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าทีมฝันฟ้าเสียประตูอีกแล้ว

3 ต่อ 0 นี่น่ะ! พระเจ้าช่วยทีมลูกด้วย

“ไปกับผม”

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเหลือเกิน ฉันยังไม่ทันหายจากอาการช็อคเพราะโดนทีมควายถล่มอีกหนึ่งประตูก็โดนนายจักรหน้าจืดฉุดให้ลุกขึ้นอย่างง่ายดายแล้วแทบจะเรียกได้ว่าลากฉันจนตัวปลิวออกจากอัฒจันทร์  เห็นผอมๆ ทำไมเรี่ยวแรงเยอะนักนะ

และให้ตายซิ! ไม่มีใครหันมาดูเราเลย ทุกคนมัวแต่สนใจกับภาพในสนามแข่ง มิน่าผู้หญิงถึงโดนฉุดได้ง่ายๆ 

“ปล่อย”

มีหรือที่ฉันจะยอมโดยดี ฉันทั้งร้องทั้งงัดเอาศิลปะป้องกันตัวที่ไปฝึกมาทั้งหลายออกมาใช้จนครบ แต่ทำอะไรนายหน้าจืดไม่ได้สักอย่าง

“เงียบ แล้วหยุดดิ้น ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก แต่เราต้องรีบไปก่อนคนร้ายจะสังเกตเห็นเรา”

ฉันสับสนไปหมดแล้ว

“คุณเป็นใคร ฉันจะเชื่อคุณได้ยังไง”

“รีบอ่านไลน์จากพี่จ้อนซิ”

เขาหยุดเดินตรงเกือบจะถึงประตูทางออกแล้วยื่นมือถือคืนให้ ฉันรีบรับไปเปิดดูข้อความของพี่จ้อน

ยายพราวน้องรัก ที่แกยืนกระแซะถ่ายรูปด้วยคือ คุณจักรภัทร เจ้าของทีม KY ตัวจริง แล้วนี่ไปรู้จักคุณจักรได้ยังไง รีบบอกมาเดี๋ยวนี้เลย



9
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 2
« เมื่อ: กันยายน 08, 2014, 11:35:18 PM »

บทที่ 2


“ยังอยากไปห้องน้ำอีกไหม”

“อยากชกหน้าคนมากกว่า” ฉันแค่พูดในใจทำไมดันมีเสียงหลุดออกมาได้

นายโย่งหน้าจืดเลิกคิ้วมองฉันเหมือนเห็นตัวประหลาด “นั่นไม่ใช่ความคิดที่ดี คุณจะเจอข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ข้อหานั้นยังโทษเบากว่าสิ่งที่คุณวางแผนจะทำ”

“นี่เลิกพูดจากำกวมซะที บอกมาเลยดีกว่าว่าคุณคิดว่าฉันมีแผนจะทำอะไรที่ร้ายกาจ ถึงขั้นที่จะถูกตำรวจจับ”

“อย่าเสียงดังซิคุณ”

“อย่าเยอะได้มั้ย บอกมา”

“จะให้พูดตรงนี้จริงหรือ”

“ถ้าไม่พูดก็แสดงว่าคุณนั่นแหละที่มีแผนร้ายกาจ พยายามยัดข้อหาให้ฉันแล้วจะมาแบล็คเมล์ใช่ไหม หรือว่าเป็นพวกโรคจิตคิดจะทำอนาจารผู้หญิง คนทุเรศ”

จากเคยรุกกลายเป็นโดนรุกจนถอยร่นไม่เป็นท่า นายหน้าจืดเป็นนายหน้าไม่จืดแล้ว เพราะตอนนี้หน้าแดงก่ำ

“คุณนี่เกินเยียวยาจริงๆ ผมมาเตือนก่อนเพราะสงสารเห็นเป็นผู้หญิงเป๋อๆ กลัวว่าจะมีคนหลอกให้มาทำ แต่ดูเหมือนคุณไม่ได้เป๋อหรอก คุณเขี้ยวรากดินเลยแหละ เอาล่ะผมจะไม่พูดกับคุณอีกแล้ว แต่ผมจะจับตาดูคุณตลอดการแข่งขัน ถ้ามีการส่งของเมื่อไหร่ ผมส่งคุณเข้าคุกแน่ ผมจะไม่ยอมให้ชื่อเสียงทีม KY เสื่อมเสีย”

ผู้หญิงเป๋อๆ ฉันนี่นะเป็นยายเป๋อ

ยังมีเขี้ยวรากดิน มีการส่งของ ส่งของอะไร

หรือว่านายหน้าจืดคิดว่า ฉันเป็นคนส่งยาเสพติด

โอ้ย! ยายพราวเอ้ย ยายพราว ความซวยมาเยือนแล้ว

และคนที่พาความซวยมาให้ก็ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ  ตาจ้องฉันเขม็งก่อนจะเดินจากไป อะไรกันนี่อีตาบ้า! มาพูดหาตารางใส่ฉันฉอดๆ แล้วลุกหนีไปเฉยๆ อย่างนี้นี่นะ

“น้า น้า น้าเป็นคนส่งของให้คุกเหรอคะ”

เด็กน้อยที่หนีไปนั่งตักพ่อชั่วคราวปีนกลับมานั่งที่เก่าที่เพิ่งว่างลงอย่างรวดเร็วพร้อมคำถามปวดตับ

“มานี่ลูก อย่าไปกวนน้าเค้า”

คนเป็นพ่อรีบคว้าลูกกลับไปนั่งบนตักอย่างเดิม ถ้าที่นั่งไม่เต็มฉันว่าแกคงหิ้วลูกสาวหนีไปนั่งอีกฟากแน่นอน และอาจรวมถึงคนที่นั่งอยู่ในรัศมีได้ยินการสนทนาเมื่อครู่ที่ตอนท้ายมันดังกว่าเสียงกระซิบหลายเดซิเบล

ฉันยิ้มแยกเขี้ยวให้แม่หนูช่างถาม แล้วทำเป็นไม่สนใจปฏิกิริยารอบตัว มีคำถามตัวโตๆ อยู่ในหัว นายโย่งหน้าจืดนั่นเป็นใคร ดูเขาจงรักภักดีกับทีมควายเหลือเกิ้น

มีคนที่อาจจะตอบคำถามนี้ได้ และไม่ใช่ใครที่ไหน ‘พี่จ้อน’ ลูกชายคนเล็กของพี่ชายคนที่สองของพ่อฉันเอง เพราะเขาเป็นผู้จัดการทีมควาย  และควบตำแหน่งคนทรยศของครอบครัวเราที่เชียร์แต่ทีมฝันฟ้ามาสองชั่วอายุคนแล้ว

“งานดีๆ เงินดีๆ ในเมืองนี้มันหายากนี่ยายพราว ถ้าพี่ไม่ทำแล้วจะมีปัญญาเก็บเงินไปขอน้องยอดนรีหรือ พี่ทำเพราะความรักมันล้นอกว่ะ”

ฉันอยากจะแหวะกับเหตุผลของญาติผู้พี่ เขาอายุมากกว่าฉันสามปี แต่พยายามมาทำเนียนเป็นรุ่นเดียวกันเนื่องจากแอบหลงรักเพื่อนสนิทของน้องสาว

“ถามเจ้าตัวเขาหรือเปล่าว่ายอมให้ไปขอมั้ย”

ฉันขัดคอไปเพราะรู้ว่าโอกาสที่พี่ชายจะอกหักนั้นร้อยเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์

“ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก”

ใช่ตื้อจนอาจจะครองแชมป์โลกตื้อสาว พี่จ้อยตื้อไอ้ยอดมาสิบสองปีแล้วตั้งแต่ยังเรียนไม่จบมอปลายจนสาวเจ้าจะได้เป็นร้อยตำรวจโทหญิงอยู่รอมร่อ ฉันล่ะสงสารพี่ชายจริงๆ อยากจะช่วยอยู่หรอกถ้าไอ้ยอดมันมีท่าทีว่าชอบพี่ชายฉันแบบคู่รัก แต่นี่ไม่มีเลย และถึงแม้นจะสงสารเห็นใจขนาดไหน ฉันก็อดไม่ได้ที่หาผลประโยชน์จากความรักล้นอกของพี่ชาย พี่จ้อนทำทุกอย่างให้น้องยอดนรีได้อยู่แล้ว แค่ให้ข้อมูลนิดๆ หน่อยๆ ของทีม KY เพื่องานราชการของสุดที่รัก จะเป็นไรไป

และฉันจะได้รู้ว่านายโย่งหน้าจืดคือใคร จะได้ตามเช็คบิลทีหลัง

บอกแล้วว่าฉันมันนิสัยไม่ดี...เป็นส่วนใหญ่

ฉันหยิบสมาร์ทโฟนยี่ห้อดังออกมาจากกระเป๋าถือใบละ 299 บาท แล้วส่งไลน์หาพี่จ้อนทันที

พี่จ้อน พี่จ้อน

ต้องรออยู่สักครู่กว่าพี่จ้อนจะตอบไลน์กลับมา

มีอะไรพราว พี่กำลังยุ่ง กำลังจะเริ่มแข่งแล้ว

แล้วตามมาด้วยสติ๊กเกอร์รูปคนกำลังยีหัวตัวเอง

ฉันพิมพ์ตอบว่า

ยอดต้องการให้พี่ช่วย

โดยช่วยฉันก่อน แล้วฉันจะได้ช่วยไอ้ยอดอีกที เห็นไหม ฉันไม่ได้โกหก

เหรอ เหรอ น้องยอดเค้าอยากให้พี่ช่วยอะไร

มีสติ๊กเกอร์รูปหัวใจพองโตแถมมาอีก หมั่นไส้!

เดี๋ยวจะถ่ายรูปผู้ชายคนหนึ่งส่งไปให้ ถ้ารู้จักว่าเป็นใคร ช่วยบอกด้วย

นายโย่งหน้าจืดยืนแยกขากอดอกอยู่ตรงทางเข้าออกไม่ไกลจากที่ฉันนั่ง ตั้งใจอยู่เฝ้าฉันจริงๆ ด้วย คงต้องรอทีเผลอถึงจะถ่ายรูปผู้ชายสายตาแย่จนมองฉันเป็นคนส่งยาคนนี้ได้ มันน่าโมโหนักมองฉันเป็นคนส่งยาได้ยังไง

เล่นบทนักสืบอีกแล้วยายพราว ส่งรูปมาล่ะกัน ถ้าพี่รู้จักจะบอกให้ว่าเป็นใคร ตอนนี้ไปทำงานก่อนนะ

พี่จ้อนพิมพ์ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วหายไปเลย  คงกลับไปวุ่นวายอยู่ข้างสนาม  ข้างบนอัฒจันทร์ฝั่งทีม KY เริ่มคึกคักเมื่อใกล้ถึงเวลาแข่ง แฟนบอลประเภทฮาร์ดคอร์ส่งเสียงเชียร์ดุดัน ประสานกับเสียงร้องวี๊ดบูมของเหล่าเชียร์ลีดเดอร์ทั้งสาวแท้และสาวเทียมที่โชว์ลีลากระโดดโลดเต้นเร้าใจในชุดกระโปรงสั้นเต่อสีสันแสบลูกตาอยู่ข้างสนามฟุตบอลตรงหน้าอัฒจันทร์พอดี

ฉันมองข้ามไปอีกฝั่งอัฒจันทร์ ทีมฝันฟ้าของฉันกำลังส่งเสียงเชียร์อยู่เช่นกัน นี่ดีที่สวมแว่นกันแดดนะ ไม่อย่างนั้นคนข้างๆ อาจจะเห็นสายตาละห้อยของฉันจนผิดสังเกต
การแข่งขันเริ่มขึ้นในที่สุด

เสียงเชียร์ เสียงกรีดร้องของทั้งสองทีมดังสนั่นสนาม และฉันก็เริ่มเคลื่อนไหว

จุดแรกที่ฉันหมายตาไว้คือจุดที่นายหน้าจืดยืนเฝ้าอยู่นั่นแหละ เพราะมันเป็นจุดยุทธศาสตร์ ทุกคนต้องผ่านเข้าออก และสามารถเห็นการเคลื่อนไหวได้ทั่วอัฒจันทร์  ฉันอดชมอยู่ในใจไม่ได้ว่านายนี่เข้าใจเลือกทำเลเฝ้า

ฉันจำใจไปยืนข้างๆ นายโย่งหน้าจืดที่ข่มให้ความสูงเกินมาตรฐานหญิงไทยนิดหน่อยของฉันกลายเป็นตกมาตรฐาน เพราะฉันสูงแค่อกเขาเท่านั้น

เขาก้มหน้าลงมามองแล้วเลิกคิ้วเป็นเชิงถามอีก ตาโย่งนี่ติดเลิกคิ้วจริงๆ แล้วให้ตายซิ! ฉันรู้สึกว่าโดนข่มยังไงก็ไม่รู้

“คุณควรขอโทษฉัน”

ฉันถอดแว่นกันแดดออกแหงนหน้าจนคอตั้งบ่าเพื่อมองสบลูกตาเขาตรงๆ  ไม่มีทางที่จะให้ถูกข่มหรอก เขายิ่งเลิกคิ้วสูงขึ้นและถ้ามองไม่ผิดฉันเห็นประกายวิบวับจากตาตี่คู่นั้นด้วย

“ทำไม”

“หมิ่นประมาท”

“เรื่องอะไร”

“คุณไม่ลืมหรอกว่าพูดอะไร”

“ผมพูดกับคุณหลายเรื่อง จะให้ผมขอโทษเรื่องไหนล่ะ”

อีตาโย่งหน้าจืดนี่กวนโทโสเป็นที่สุด

“ทุกเรื่อง”

ฉันเข่นเขี้ยว

“ไม่”

“นี่คุณ!”

“ครับ”

“แล้วคุณจะเสียใจ”

“ผมต้องเสียใจแน่ ถ้าไม่เฝ้าคุณวันนี้ เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลาเลย ไปจากที่นี่ซะ ผมบอกแล้วว่าผมจะไม่ปล่อยให้คุณทำให้ทีม KY เสียชื่อ”

“ฉันก็จะไม่ปล่อยให้ความเข้าใจผิดของคุณมาขวางงานของฉันเหมือนกัน”

“แสดงว่าไม่สำนึก”

“คุณนั่นแหละไม่สำนึกว่ากำลังขวางอะไรอยู่”

“ขวางทางโจรหรือไง”

ความอดทนของฉันเกือบขาดผึง อยากจะตะโกนใส่หน้านายโย่งเหลือเกินว่าฉันกำลังช่วยงานตำรวจอยู่ แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ฉันไม่สามารถไว้ใจใครได้ทั้งนั้น

“ฉันไม่พูดกับคุณแล้ว อยากจะคิดยังไงก็เชิญย่ะ”

ฉันสวมแว่นกันแดดกลับเข้าไปใหม่ แล้วเดินนวยนาดอยู่แถวๆ นั้นแหละ ยอมให้นายโย่งหน้าจืดเฝ้ามองได้แบบรายการเรียลลิตี้โชว์ไปเลย เพราะที่ตรงนี้เป็นจุดที่เห็นการเคลื่อนไหวของทุกคนบนอัฒจันทร์ได้ชัดที่สุด

ในสนาม การแข่งขันเข้มข้นเร้าใจแม้เวลาจะผ่านมาแค่สิบนาที ทั้งสองทีมต่างเฉียดฉิวจะทำประตูกันได้หลายครั้ง ฉันต้องปิดปากตัวเองไว้จะได้ไม่กรีดร้องออกมาเมื่อกองหน้าทีม KYกำลังพาลูกเข้าใกล้ประตูของทีมฝันฟ้า

โอ้ ไม่นะ!

ฉันทนดูไม่ไหวต้องรีบเบือนหน้าหนีภาพนั้น แล้วก็เจออีกภาพหนึ่งที่ทำให้ฉันชาวาบไปทั้งตัว




 

10
8.buddy และ นิรีย์ / Too Much 1
« เมื่อ: กันยายน 04, 2014, 05:57:14 AM »
บทที่ 1


ฉันไม่อยากเชื่อตัวเองเลยว่าทำสิ่งนี้กลางการแข่งขันชิงแชมป์ฟุตบอลของเมือง

ฉันกำลังใส่เสื้อของทีมควาย ทีมที่กำลังจะฟาดแข้งกับทีมที่ฉันเป็นแฟนคลับ และฉันยังนั่งอยู่บนฝั่งอัฒจันทร์ที่มีแต่แฟนคลับของทีมมีเขาอีกด้วย

ทีมควาย คือทีม KY ทีมฟุตบอลอันดับหนึ่งของเมืองที่ฉันอยู่ แล้วทำไมฉันถึงเรียกอย่างนั้นล่ะ เพราะมันน่าให้เรียกอย่างนั้นซิ ลองเขียนชื่อทีมเป็นภาษาไทยดูเองค่ะ แล้วจะคิดแบบฉันว่าคนตั้งชื่อทีมนี้ช่างไม่มีวิสัยทัศน์เลย อยากจะอินเตอร์อย่างเดียว

การตั้งชื่อทีมเหมือนกับการตั้งชื่อลูกนั่นแหละ พ่อแม่ที่ดีควรผวน ควรผัน ชื่อของลูกให้รอบด้าน ดูแบบสามร้อยหกสิบองศาไปเลย ก่อนจะตัดสินใจตั้งเป็นชื่อลูกเพราะมันอาจจะผัน อาจจะผวน กลายเป็นอีกชื่อติดปากพวกปากปีจอทั้งหลายไปจนลูกแก่ตายได้ อย่างเช่นชื่อ ควาย ของทีม KY อนาคตไม่แน่นอนนะคะ กันไว้ดีกว่าแก้

ตายแล้ว! ฉันออกไปเรื่องชื่อลูกเฉยเลย

ขอประทานโทษด้วยค่ะ นิสัยฉันไม่ดีอย่างนี้แหละชอบออกนอกเรื่องเป็นประจำ แถมเป็นคนขี้บ่น ปากไม่ค่อยดีอีกด้วย แต่ถึงมีข้อไม่ดีเยอะ ข้อดีมีเยอะไม่แพ้กันนะคะเพียงแต่มันไม่ค่อยโผล่มาให้เห็น

เอาล่ะ เข้าเรื่องค่ะ เข้าเรื่อง เดี๋ยวจะออกทะเลไปอีก

เรามาต่อกันเรื่องทำไมฉันจะเป็นจะตายแค่ใส่เสื้อของทีม KY เริ่มที่ฉันคือใครก่อนนะคะ

ฉันมีชื่อจริงนามสกุลจริงเพราะพริ้งว่า นางสาวนภาพราว นภปราณ ไม่คิดแต่งงาน หรืออยากมีแฟนแม้นอายุจะเฉียดยี่สิบเจ็ดเต็มที ที่ไม่มีแฟนไม่ใช่เพราะไม่มีคนมาจีบหรอก มีผู้ชายแวะเวียนเข้ามาขายขนมจีบฉันไม่ได้ขาดค่ะ ถึงฉันจะไม่สวยตามสมัยนิยมคือจมูกโด่ง ขาว อึ๋ม แต่พอมีดั้งกับเขาอยู่บ้าง ผิวไม่ขาวผ่องเพราะชอบออกแดดแต่ไม่ถึงกับดำปี๋ ส่วนรูปร่างห่างไกลจากคำว่าอึ๋มหลายกิโลเมตร ฉันผอมเพรียว มีช่วงขายาวที่พอจะใส่ขาสั้นอวดได้เท่านั้น  เพื่อนผู้หญิงหลายคนบอกว่าฉันมีตาที่สวยหยาดเยิ้ม บางคนหนักข้อขนาดพูดว่าตาแบบนี้เชิญชวนผู้ชายให้ขึ้นเตียงชัดๆ ฉันได้แต่ส่ายหน้ากับคนที่พูด แม่เพื่อนคนนี้ยังไม่เคยมีแฟนสักคนเหมือนกันแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าทำตายังไงผู้ชายถึงอยากลากเราขึ้นเตียง

อุ๊ย! ไปเรื่องเตียงได้ยังไงนี่ จะนอกเรื่องอีกแล้ว กลับมาเรื่องเดิมดีกว่านะ

ฉันเป็นลูกสาวคนเดียว และลูกคนเดียวของพ่อกับแม่ที่รักท้องฟ้าเป็นชีวิตจิตใจดูหลักฐานจากชื่อและนามสกุลของฉันได้ค่ะ พวกท่านชอบพาฉันไปกางเต็นท์ตามอุทยานรอบๆ เมืองของเราตั้งแต่ฉันยังจำความไม่ได้ เพื่อนอนดูท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ระยิบระยับไปด้วยดวงดาว ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่พวกท่านเป็นแฟนของทีมฝันฟ้าทีมฟุตบอลเก่าแก่ที่สุด ของเมืองนี้ มีลีลาการเล่นอ่อนพลิ้วราวกับกำลังเต้นรำ ฉันบอกได้คำเดียวว่า โค_ตร เทพเลย เป็นเหมือนโลโก้ประจำเมือง เป็นทีมในดวงใจตลอดกาลของชาวเมืองทุกคน

ถ้าไม่มีทีม KY โผล่หัวมีเขาเข้ามา

ทีม KY ตรงกันข้ามกับทีมฝันฟ้าทุกอย่าง การเล่นดุดัน ก้าวร้าว เล่นฟุตบอลเหมือนกำลังออกรบซึ่งถูกใจพวกเด็กรุ่นใหม่ที่ชอบความรุนแรง แฟนคลับของทีม KY มีพฤติกรรมสุดโต่งเห็นแฟนคลับของทีมอื่นเป็นเหมือนศัตรู ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แฟนคลับของทุกทีมที่นี่ไม่เคยทะเลาะกัน ไม่เคยตีกัน ต่างเชียร์ทีมของตัวเองด้วยความสุข มีมิตรภาพอยู่ในทุกนัดของการแข่งขัน

แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว มันตีกันแทบทุกนัด

เมืองที่พวกเราอยู่เป็นเมืองขนาดกลางในจังหวัดหนึ่งของภาคกลาง ขอไม่บอกนะคะว่าที่ไหน แต่อยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลจากกรุงเทพนักหรอกค่ะ ความเจริญแทบจะเทียบเท่าเมืองหลวงของประเทศไทยเลยทีเดียว ต่างกันที่เมืองที่ฉันอยู่มีต้นไม้เต็มไปหมด มีป่าธรรมชาติล้อมรอบ และมีสนามฟุตบอลขนาดจุคนได้ถึง 20,000 คน
สงสัยกันแล้วใช่ไหมว่า

ทำไมเมืองของฉันมีสนามฟุตบอลใหญ่ขนาดนั้น เป็นสนามกีฬากลางที่ราชการสร้างไว้ให้หรือเปล่า

เปล่าเลยค่ะ ชาวเมืองร่วมระดมเงินสร้างขึ้นมาเอง เพราะพวกเราชอบฟุตบอล ถึงขั้นคลั่งไคล้กันเลย

เมืองที่ฉันอยู่มีสโมสรฟุตบอลเกินกว่าสิบสโมสร มีการแข่งขันแบ่งชั้นแบบฟุตบอลอาชีพเลยแหละ เพียงแต่นักฟุตบอลของเมืองนี้ยังต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย ยกเว้นแต่นักฟุตบอลของทีมKY ที่เจ้าของสโมสรร่ำรวยมากให้เงินเดือนนักเตะทุกคนด้วยตัวเลขที่มนุษย์กินเงินเดือนอย่างฉันถึงกับอ้าปากค้าง (แหมมันอดอิจฉาไม่ได้นี่ ) ไม่แค่นั้นพ่อเจ้าประคุณยังหว่านเงินซื้อตัวนักเตะฝีมือดีของทีมอื่นแบบหน้าด้านๆ  ทีมเล็กๆ หลายทีมที่ไม่มีเงินทุนพอต้องเลิกทีมไปอย่างน่าเสียดายเพราะเจ้าของทีม KY คิดทุกอย่างเป็นธุรกิจไปหมด ไม่คิดถึงจิตวิญญาณของคนที่นี่ที่รักฟุตบอลด้วยใจ ต้องการให้กีฬาชนิดนี้เติบโตในสายเลือดของเด็กๆ รุ่นใหม่ เป็นต้นไม้ที่แผ่ขยายกิ่งก้านไปไม่หยุด ไม่ใช่ถูกริดรอนกิ่งก้านที่อาจจะไม่สมบูรณ์นักออกไปเพราะคำว่า ‘ไม่ได้มาตรฐาน’ ที่เจ้าของทีม KY ชอบใช้เวลาสื่อมาขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นในกรณีการเลิกทีมของทีมฟุตบอลขนาดเล็กที่มีสาเหตุมาจากเขา

มันน่าแล่เนื้อเอาเกลือทาไหมล่ะคนอย่างนี้ เขาไม่เหมาะกับเมืองนี้ เขาเป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งมาอยู่ไม่นาน ไม่มีใครรู้ที่มาของเขา รู้แต่ว่าเขาใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่างในขณะที่พวกเราชาวเมืองโดยกำเนิดใช้ความรักความหวังดีเยียวยาทุกปัญหา

แต่ถึงจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเจ้าของทีม KY แต่ฉันอดเห็นด้วยกับการใช้เงินในกรณีให้เงินเดือนประจำนักเตะไม่ได้ นักเตะที่ได้เงินเดือนประจำจากสโมสรย่อมทุ่มเทให้กับการแข่งขันมากกว่านักเตะที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวด้วย สโมสรที่เงินทุนน้อยต้องเสียเปรียบเป็นธรรมดาเพราะนักฟุตบอลใช้ใจรักอย่างเดียวไม่ได้ นักฟุตบอลต้องกินเหมือนกันนี่ค่ะ กินจุด้วยซิ

มาถึงตรงนี้คงสงสัยขึ้นมาอีกใช่ไหมค่ะว่าตกลงฉันชอบหรือไม่ชอบทีม KY กันแน่

ด้วยใจเป็นธรรม ฉันไม่ได้เกลียดทีม KY ทั้งทีมหรอกค่ะ นักเตะบางคนเป็นเพื่อนฉัน ผู้จัดการทีมเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันเอง ที่ไม่ชอบจริงๆ และให้อภัยไม่ได้คือนโยบายบางข้อของเจ้าของทีมต่างหาก มันกำลังทำลายตัวตนของพวกเรา

พวกเราเห็นฟุตบอลเป็น...มิตรภาพ

แต่เจ้าของทีม KY มองเป็น...เงิน

และเพราะเงินทำให้คนดีๆ เปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิด และเพราะคนดีๆ เปลี่ยนไปนี่แหละทำให้ฉันต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองที่เคยประกาศว่าชาตินี้จะไม่ไปเหยียบอัฒจันทร์ทางฝั่ง KY

“ไอ้แพรว แกต้องช่วยเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ให้ฉัน จะมีการส่งยาวันนี้  สายรายงานว่าคนส่งมันจะมั่วๆ อยู่กับแฟนคลับทีม KY”

ฉันคิดถึงคำขอร้อง แกมบังคับจาก ไอ้หมวดยอด หรือ ร้อยตำรวจตรีหญิงยอดนรี เพื่อนสนิทที่สุดของฉันให้ช่วยแทรกซึมเข้าไปในหมู่แฟนคลับของทีมที่ฉันไม่ชอบขี้หน้าเจ้าของทีมเลย เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

“ไอ้หมวดยอด ฉันเป็นนักสืบเอกชน ไม่ใช่ลูกน้องแกนะเว้ย”

จำได้ว่าแกล้งตอบไปอย่างนั้นแหละ ในที่สุดอดที่จะใจอ่อนช่วยเพื่อนไม่ได้สักที  แต่ไม่ใช่เคสนี้  เราสองคนเลยต้องโต้เถียงกันอยู่นาน

“เออน่า ตอนนี้ทั้งโรงพักไม่มีใครว่างเลย แล้วอีกอย่างไอ้พวกนั้นมันจำหน้าตำรวจเมืองนี้ได้ครบทุกคนแล้ว ปลอมตัวยังไงพวกมันจำได้ทุกที แกนั่นแหละเหมาะที่สุด ช่วงหลังๆ นี่แกไม่ค่อยได้กลับบ้าน ไอ้เด็กรุ่นใหม่จำแกไม่ได้แน่ ถ้าแกใส่หมวก ใส่แว่น ปิดหน้าปิดตา”

“ไม่”

“อะไรว่ะ ช่วยราชการแค่นี้ไม่ได้ แค่ใส่เสื้อทีม KY แล้วไปนั่งเฉยๆรวมกลุ่มกับพวกนั้น ถ้ามีอะไรผิดสังเกตแกก็แค่โทรบอกฉัน แค่นี้ แค่นี้ ไม่ได้หรือเพื่อน”

“ไอ้แค่นี้ แค่นี้ ของแกน่ะ มันคือศักดิ์ศรีของฉันนะโว้ย”

“ศักดิ์ศรีอะไร โอ๊ะ! ไอ้พราว อย่าบอกนะว่าแกยังเป็นโรคบ้าฟุตบอลไม่หาย”

“ดีกว่าบ้าผู้ชายล่ะกัน”

“เวรแท้ๆ วันนั้นทีมในดวงใจแกแข่งกับทีม KY ด้วยนี่หว่า”

ไอ้หมวดยอดทำหน้าสำนึกผิด ฉันเลยโล่งใจขึ้นมาหน่อย คิดว่าผู้หมวดสาวคนเก่งอย่างไอ้ยอดคงหาทางอื่นได้แหละ

ฉันกับไอ้ยอดเรียนมาด้วยกันตั้งแต่อยู่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย ถึงแม้นไอ้ยอดจะแยกไปเรียนที่คณะนิติศาสตร์แต่พอไม่มีเรียนก็จะมานั่งอยู่กับฉันที่คณะบริหารธุรกิจทั้งวันจนฉันแนะนำให้มันย้ายคณะมาเรียนกับฉันให้สิ้นเรื่อง เราสนิทกันมากจนโดนแซวว่ากาวบางยี่ห้อยังติดไม่สนิทเท่าเรา ไอ้ยอดมันเก่ง มันเป็นเจ้าพนักงานสืบสวนฝีมือดีของโรงพักเมืองนี้  ผู้กำกับให้มันสืบคดีสำคัญหลายเรื่อง  ฉันเห็นยศร้อยโทลอยมาใกล้ๆ มันแล้ว

“ไอ้พราวฉันเข้าใจแกว่ะ มันคงเจ็บใจจี๊ดๆ ที่ไม่ได้นั่งเชียร์ทีมตัวเอง แต่งานนี้สำคัญมาก แกเป็นคนที่มีประสบการณ์ดีที่สุดที่ฉันหาได้ในเวลานี้ เพราะฉะนั้นเอาเสื้อทีมควายไปใส่ซะ”

ไอ้ยอดโยนเสื้อเชียร์ทีม KY มาอยู่บนตักฉันอย่างแม่นยำ ฉันอึ้งไปสามวินาทีกับความใจร้ายของมัน

“ถึงแกจะเป็นนักสืบเอกชน แต่งานที่แกทำอยู่ตอนนี้ต้องประสานงานกับตำรวจที่นี่ หรือพูดง่ายๆ คือแกต้องพึ่งฉัน นี่คือการยื่นหมูยื่นแมว ฉันไม่อยากใช้ไม้นี้หรอกนะแต่มันจำเป็นจริงๆ ดังนั้นแกจงทำใจไปนั่งส่งสายตาเชื่อมๆ ของแกให้พวกหนุ่ม KY ไม่แน่นะแกอาจจะได้แฟนสักคน”

มีแฟนเป็นแฟนคลับทีมควายนี่นะ  ไอ้เพื่อนเวรเอ้ย!

ฉันด่าไอ้ยอดเพื่อนรักอยู่ในใจทั้งตอนนั้นและตอนนี้ด้วย

“ขอโทษครับ”

ฉันสะดุ้งโหยงเมื่ออยู่ๆ มีผู้ชายตัวสูงปรี๊ดหน้าจืดสนิทคนหนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ที่ฉันนั่งอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เอาแล้วไหมล่ะ! มีคนจำฉันได้หรือนี่ อุตส่าห์ใส่หมวกแก๊ปปิดหน้าไปเกือบครึ่งกับแว่นกันแดดอันโตอีกอัน ฉันอยากจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่อาจจะกลายเป็นผิดสังเกตไปถ้าไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกับคนที่แทบจะยืนค้ำหัวอย่างนี้

“คะ”

“ที่นั่งข้างๆ ว่างไหมครับ”

ฉันหันขวับไปมองที่นั่งถัดไปที่มีเด็กผู้หญิงนั่งอยู่ บัดนี้ว่างเปล่าเพราะแม่ตัวน้อยไปนั่งอยู่บนตักพ่อแทน

“ตอนนี้ว่างแล้วค่ะ”

เขายกมุมปากให้ฉันนิดหนึ่ง นิดหนึ่งจริงๆ ท่าทางนายโย่งคนนี้จะเป็นเสือยิ้มยาก แต่พูดมากชะมัด ยิงคำถามใส่ฉันตั้งแต่ก้นยังไม่ทันแตะพื้นเก้าอี้

“คุณคงเพิ่งเคยมาครั้งแรกใช่ไหม ผมไม่คุ้นหน้าคุณเลย เป็นคนที่นี่หรือเปล่าครับ”

ใช่ซิย่ะ แต่เรื่องอะไรจะบอก แล้วมารยาทน่ะ มีบ้างไหมนายโย่ง มารัวถามราวกับฉันเป็นผู้ก่อการร้าย  ถึงฉันจะมาแบบมีเจตนาไม่ดีนิดหน่อยก็เถอะ

“มาไม่บ่อยค่ะ ติดงาน”

ฉันตอบห้วนๆ นั่งตัวตรง มองตรง ไม่เหลือบแลไปทางเขาอีก ภาษาท่าทางน่าจะบอกให้รู้ชัดๆ ว่า กรุณาจบการสนทนา  แต่นายโย่งไม่ยอมเข้าใจด้วย

“ผมก็เหมือนกันติดงาน จะมาได้เฉพาะแข่งนัดสำคัญเท่านั้น”

มาบอกทำไมไม่อยากรู้เลยสักนิด แล้วมาพูดไม่หยุดแบบนี้ ฉันเลยเสียสมาธิในการฟังเสียงอื่นๆ หมด สงสัยต้องหาทางชิ่ง

ฉันขยับตัว

“จะไปไหนคุณ”

มันจะมากไปแล้วนะ

“ไปห้องน้ำ”

“ผมไปเป็นเพื่อน”

นายโย่งหน้าจืดจะมาจีบฉันหรือนี่ ขอบอกได้คำเดียวว่า...ยาก

“ฉันมีเพื่อนเยอะแล้ว ไม่ต้อง และถ้าขืนตามมาฉันจะเรียก รปภ.” ฉันกระซิบบอกตอนท้าย

“ดีเลย ผมอยากให้เรียก” นายโย่งกระซิบกลับมา

“อะไรนะ!”

ฉันหลุดเสียงดังออกมา แต่คนหน้าจืดหน้าตายนั่นยังสงบนิ่ง แล้วยังกระซิบต่อ

“หยุดสิ่งที่คุณคิดจะทำซะ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่เรียกแค่ รปภ. ผมอาจจะเรียกตำรวจด้วย”

เอ้ย! เป็นแบบนี้ได้ยังไง




/size]

11

อารัมภบท


ณ เวลาหนึ่งซึ่งเหล่าเทพ อสูร และมนุษย์อยู่ร่วมกัน

ชาวเทพนั้นถือว่าตัวเองสูงส่งอยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์ด้วยร่างทิพย์ที่ไม่เสื่อมสลาย ครอบครองสามดินแดนไร้กาลเวลาอันได้แก่สวรรค์ นรก และบาดาล โดยปล่อยให้พื้นพิภพเป็นที่อยู่ของอสูรและมนุษย์ เผ่าพันธุ์ทั้งสองมีอายุขัย แต่ชีวิตของอสูรมิได้แสนสั้นเช่นมนุษย์ตรงกันข้ามอายุขัยของอสูรกลับยาวนานจนบางครั้งผู้เป็นเจ้าของชีวิตเองยังเบื่อหน่าย มนุษย์นั้นมีอายุสั้นและอ่อนแอเพียงแค่ตกใจกลัวเสียงกัปนาทของฟ้าพิโรธอาจจะถึงตายได้ ช่างน่าสมเพชเวทนานักดังนั้นในบางครั้งเหล่าเทพจึงจำใจช่วยมนุษย์พวกนี้ให้พ้นจากภัยพิบัติบ้าง จากการฆ่าฟันกันเองเพราะกิเลสบ้าง และจากอสูร เผ่าพันธุ์ที่มีร่างกายแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมที่สุด

แต่พวกเทพไม่รู้เรื่องหนึ่ง การลำพองใจว่าเป็นที่หนึ่ง คิดว่าช่วยคุ้มครองมนุษย์จากอสูรได้เป็นเรื่องน่าหัวเราะสำหรับเหล่าอสูร มนุษย์ไม่เคยอยู่ในสายตาของผู้ยิ่งใหญ่บนพื้นพิภพ เป็นเพียงมดปลวกที่เผลอเหยียบย่ำโดยไม่ตั้งใจ การล่าสัตว์ตัวเล็กกระจิดเช่นนั้นมันจะสนุกตรงไหน การล่า ‘หัวของเหล่าเทพ’ ต่างหากถึงจะเรียกว่าความสนุก

และมันใกล้จะถึงเวลาสนุกกันแล้ว



12
2 ทอมสิริ / นิรีย์ / ขอแก้ตัวใหม่
« เมื่อ: กรกฎาคม 22, 2014, 09:28:38 AM »
สวัสดีค่ะชาวเวปฟลอร์ที่รักทุกคน

พักนี้พี่ปูเขียนนิยายไม่จบสักเรื่อง จนชักรู้สึกว่าตัวเองหมดไฟหรือเปล่านี่
พยายามเติมไฟ(ริษยา)ให้ตัวเองจากการเห็นความสำเร็จของเพื่อนๆ น้องๆ
แต่เจ้าไฟกองนี้ก็ช่างดื้อด้านจุดยากจุดเย็นเหลือเกิน แล้วโครงการวอร์มอัพของคุณฟีก็มา
ทำให้เปลวไฟขี้เกียจของพี่เริ่มสั่นระริกขึ้นมา เลยจะขอแก้ตัวใหม่อีกหน
ด้วยการแต่งเรื่องห้วงเสน่หา...ไฟอารมณ์ ให้จบ เรื่องนี้ค้างงงงงมานานมาก เดิมเขียนลงไว้
ที่เซ็กซี่แรลลี่ แต่ตอนนี้อยากปรับเนื้อหา เพื่อจะได้ขยายเขียนเล่มต่อๆ ไปได้ เขียนเป็นชุดซะเลย ฮ่า ฮ่า
(หวังมากไปมั้ยนี่) พี่ปูตั้งชื่อนิยายอีโรติคแฟนตาซีชุดนี้ว่า หัวใจอมตะ

แค่คิดถึงฉากรักก็ชักร้อนผ่าวแล้ว เอาล่ะจะเริ่มเขียนตอนแรกของนิยายชุดนี้ให้จบร่างแรก
และต้องขอโทษเพื่อนร่วมห้องไ้ว้ก่อนนะคะ เพราะความร้อนอาจจะลามไปแผดเผาให้เหงื่อตกค่า

รักทุกคน
พี่ปู (นิรีย์)


เรื่องที่จะเขียนคือ

13
บทที่ 2


แอนดรูว์แทบคลั่งด้วยความเป็นห่วงเจ้าสาวผู้อ่อนเยาว์กว่าเขามาก  แม้นจะจบปริญญาโทมาหมาดๆ แต่ชลิวรรณอายุเพิ่งยี่สิบเอ็ดเท่านั้น

ครั้งแรกที่พบกัน เขาหายสงสัยว่าทำไมชาครีย์เพื่อนสนิทคนไทยคนเดียวของเขาถึงต้องฝากฝั่งน้องสาวให้ช่วยดูแลทั้งที่เธอบรรลุนิติภาวะแล้ว ผิดวิสัยของชาครีย์ที่ไม่ชอบรบกวนใครในเรื่องส่วนตัวเช่นนี้

ถ้าเขาเป็นชาครีย์คงทำเช่นเดียวกัน

สาวน้อยคงแก่เรียนคนนี้ดูเหมือนเด็กที่เพิ่งจบออกมาจากโรงเรียนคอนแวนต์ ใสซื่อ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสาราวกับไม่เคยเฉียดผ่านอบายมุขใดๆ เลย

และเขากลายเป็นอบายมุขแรกในชีวิตเธอ

“ขอกระเป๋า”

น้ำเสียงห้วนจัดดึงความคิดเขากลับมา เสียงนั้นขัดกับหน้าหวานๆ ของเจ้าของเสียง และขัดใจเขาด้วย

“ตอนนี้เธอมีอยู่สองทางให้เลือก ไปกับฉัน หรือย้ายก้นสวยๆ ขึ้นเที่ยวบินกลับเมืองไทยเที่ยวต่อไป” เขารู้ว่าหยาบคาย แต่มันช่วยไม่ได้

“คุณไม่มีสิทธิ์”

“แน่ใจหรือหนูเล็กว่าฉันไม่มีสิทธิ์”

ถึงทั้งคู่ไม่ได้ทำพิธีทางศาสนา ไม่ได้เข้าห้องหอ แต่ทั้งสองแต่งงานกันตามกฎหมายเรียบร้อยแล้วก่อนพิธีหนึ่งวัน  เธอเป็นภรรยาเขาอย่างสมบูรณ์

ชลิวรรณจ้องเขาด้วยดวงตาลุกวาว

“ฉันเซ็นต์ใบหย่าแล้ว”

“มันไม่มีผลอะไรถ้ามีแค่ชื่อเธอ เธอ ไม่มีวัน...หนีพ้น”

“ฉันหนีพ้นแน่ ”

สาวน้อยเรียบร้อยในอดีตทำในสิ่งที่ทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้าง เธอเตะหน้าแข้งเขาอย่างแรงจนเขาคงต้องร้องเสียงหลงแน่ ถ้าเบี่ยงตัวหลบไม่ทัน

“เฮ้ย! เล่นเตะเลยเหรอ”

“แค่นี้ยังน้อยไป คนสารเลว”

“ผัวสารเลว กับเมียสารพัดพิษ เหมาะสมกันดีนะ”

หนูเล็กเมื่อเจ็ดปีที่แล้วไม่ทำอย่างนี้เด็ดขาด ไม่โผนเข้าตะกุยหน้าเขาด้วยเล็บยาวสีแดงแจ๋  ไม่ด่าเขายืดยาวจนฟังแทบไม่ทัน  และโอ้...พระเจ้า ไม่ทำให้เขารู้สึกเร่าร้อนในที่สาธารณะได้อย่างตอนนี้

“พอได้แล้ว” แอนดรูว์ใช้มือข้างที่ว่างปัดป้องชลิวรรณที่พยายามจะกรีดเล็บบนหน้าเขาให้ได้

“เอากระเป๋าฉันมา ไอ้คนทุเรศ”

“อยากได้ก็เอาไป”

แอนดรูว์โยนกระเป๋าลงไปที่พื้นที่ห่างออกไปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเธอ และพอเมียสารพัดพิษของเขาหันหน้าขวับไปทางนั้น  เขารีบรวบเธอเข้ามากอดไว้ทั้งตัวด้วยท่อนแขนใหญ่ล่ำรัดแน่นจนเธอดิ้นไม่หลุด ส่วนขาคู่เพรียวงามที่พยายามจะเตะเขาอีก แอนดรูว์ก็ใช้วิธีพันขาของเขากับเธอ เพื่อไม่ให้แม่สาวฤทธิ์มากคนนี้มีโอกาสทำร้ายส่วนไหนๆ ของอวัยวะเขาทั้งสิ้น

“อย่าร้อง ถ้าไม่อยากให้ฉันจูบ” เขากระซิบเตือนทันทีที่เห็นปากอิ่มยวนยั่วผู้ชายให้คิดถึงแต่เรื่องเซ็กส์ของเธอเริ่มขยับ

“อยากลิ้นขาดก็จูบซิ”

ร้ายจริงๆ ยายหนูเล็ก แต่เธอกับเขามันกระดูกคนละเบอร์กัน

“ขอบใจที่เตือนว่าอย่าจูบปาก ถ้าอย่างนั้นฉันจูบเธอตรงอื่นดีกว่า มีหลายที่ที่ฉันชอบ โดยเฉพาะที่แบบล้ำลึก”

“ไอ้คนวิปริต ไอ้ลามก”

ชลิวรรณกรีดเสียงได้ดังมากจนเขาไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วที่จะทำให้เธอหยุด นอกจาก...


เขาไม่ได้จูบปากเธอ 

เขาเพียงแต่ปล่อยมือข้างหนึ่งจากการกอดรัดมาบีบปากเธอไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว

“ต้องการให้พี่ควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือหนูเล็ก อยากให้พี่เป็นไอ้คนสารเลวจริงๆ ใช่ไหม” เขาถามเสียงต่ำแนบอยู่กับปากเธอ ลมหายใจอุ่นเป่ารดลงมาบนหน้าตามจังหวะหอบหายใจถี่กระชั้นของผู้ชายที่เธออยากให้เขาเป็นไอ้คนสารเลวอย่างที่สุด เพราะถ้าเขาเป็นคนดีแม้นเพียงสักนิด เธออาจจะพ่ายแพ้

แพ้ใจตัวเอง

“ถ้าอยากด่าพี่อีกก็ด่าต่อในรถ แดดกับมัมรอเธออยู่ที่โรงแรม”

ชลิวรรณหน้าถอดสี หยุดอาละวาดบ้าดีเดือดทันที ในขณะที่เขาค่อยๆ คลายมือที่บีบปากเธอแต่ยังไม่ยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระ

“ไปไหม”

เขาจ้องตาเธอนิ่ง รอคำตอบ เธอพยักหน้านิดหนึ่งอย่างเสียไม่ได้ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงเอาชนะเธอได้ตลอด ถ้อยคำด่าทอมากมายไม่ได้ทำให้เขาระคายเคืองเลยหรือ
แล้วเขาก็ปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ

“แดด มัม มาที่นี่หรือ” เธอถามเสียงอ่อนลงเมื่อคิดถึงแดดและมัม หรือพ่อและแม่ของแอนดรูว์ที่เธอรักเคารพเหมือนพ่อและแม่ของตัวเอง

“ใช่ พวกท่านมารอพบลูกสาวที่ไม่ได้พบหน้ามาเจ็ดปี พวกท่านคิดถึงเธอมาก”

ชลิวรรณรีบเบือนหน้าหนีไปทางกระเป๋าที่กองอยู่กับพื้น ไม่อยากให้แอนดรูว์เห็นความอ่อนแอ

“ฉันจะไปกับคุณแค่พบมัมกับแดด หลังจากนั้นต่างคนต่างไป ฉันจะหาผู้เชี่ยวชาญคนอื่นแทนคุณ”

เธอได้ยินเสียงถอนหายใจดังเฮือกใหญ่แล้วคนถอนใจก็เดินเฉียดเธอไปหยิบกระเป๋าก่อนจะมายืนอยู่ตรงหน้า

“อาชีพของเธอ งานของเธอ คิดดีๆ”

ชลิวรรณไม่อยากคิดอะไรทั้งสิ้น นอกจากคิดหาทางกำจัดนายแอนดรูว์ให้พ้นไปจากชีวิต



ระยะทางจากสนามบินถึงโรงแรมที่พักของพ่อกับแม่ค่อนข้างไกล ทำให้แอนดรูว์มีเวลามากพอในการสำรวจภรรยาด้วยสายตาอย่างละเอียด รูปร่างหน้าตาของชลิววรรณไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก แต่นิสัยกลับเปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

แอนดรูว์ยังจำวันแรกที่พบกับชลิวรรณได้ดี เขากลับมาเยี่ยมพ่อแม่และพบน้องเพื่อนที่เขาเกือบลืมไปแล้ว

“I’m sorry”

นั่นคือประโยคแรกที่พูดออกไปในทันทีที่เห็นแววตาเหมือนตัดพ้อของเธอ และเพราะแววตานั้นอีกเช่นกันทำให้เขาเปลี่ยนเป็นพูดภาษาไทย พยายามเติมเต็มช่องว่างแห่งความห่างเหินที่เขาทำให้มันเกิดขึ้นเอง “พี่ขอโทษที่ไม่ได้มาดูแลตั้งแต่มาถึง”  ซึ่งเกือบปีมาแล้ว

“พอดีติดงานสำรวจสำคัญอยู่ที่ฝั่งตะวันออก”  กับใจอ่อนยอมไปช่วยงานวิจัยของทีน่าเพื่อนหญิงที่คบหากันมานานแต่ความสัมพันธ์ไม่สามารถพัฒนาได้ไกลกว่าคำว่าเพื่อน หลังเสร็จงานสำรวจของตัวเอง

“ไม่เป็นไรค่ะ มัมกับแดดดูแลหนูเล็กเป็นอย่างดี”

อีกเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่ห่วงชลิวรรณเพราะพ่อแม่ของเขารับเป็น Host Family ให้ในระหว่างที่สาวน้อยชาวไทยทำปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยหนึ่งในรัฐโอเรกอนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านบิดามารดาของเขานัก

“แล้วนี่พ่อกับแม่พี่ไปไหน”

“ไปโบสถ์ค่ะ”

“แล้วเธอไม่ไปด้วยหรือ”

“หนูเล็กต้องรีบทำรายงานส่งอาจารย์ค่ะพี่แอนดรูว์”

เขาชอบที่เธอเรียกเขาว่าพี่ และเรียกตัวเองว่า หนูเล็ก ด้วยเสียงนุ่มๆ นั่น ชลิวรรณคงไม่รู้ตัวว่ามีเสียงที่เซ็กซี่ขนาดไหน

“พี่ขอโทษอีกครั้งนะ”

อันที่จริงแอนดรูว์ไม่จำเป็นต้องพูดขอโทษเลย เขาได้ทำตามที่พี่ชายเธอต้องการทุกอย่างแล้ว หาที่อยู่และผู้ดูแลดีที่สุดให้  แต่เขาปล่อยผ่านเรื่องไม่ได้  ไม่อยากเป็นคนแปลกหน้าอย่างที่เห็นมันฉายชัดในดวงตาหวานเชื่อมคู่นั้น ดวงตาที่เย้ายวนใจจนเขาไม่ได้คิดถึงพี่ชายของเธอไปชั่วขณะ ไม่คิดถึงความเหมาะหรือไม่เหมาะ

เขาร้อนรุ่มราวกับเด็กชายอายุสิบห้าที่เพิ่งพบสาวถูกใจคนแรก 

แอนดรูว์มีกฎอยู่ว่าจะเดทเฉพาะกับสาวที่มีประสบการณ์ ไม่เรื่องมาก ไม่มีปัญหา รักอิสระ เพราะเขาเองก็ห่วงแหนอิสระเช่นกัน

สาวน้อย สาวบริสุทธิ์ทั้งหลาย คือ อันตรายอันดับหนึ่งต่ออิสรภาพของเขา พวกนี้ชอบวาดภาพความสัมพันธ์ที่ไปไกลลิบทั้งที่จริงแล้วเขายังไม่ได้ก้าวเท้าออกไปสักก้าว

แต่ทุกกฎมีข้อยกเว้นหรือข้อต่อท้ายเสมอเพราะเขาไม่เคยเจอสาวน้อยอ่อนโลกที่สามารถยั่วยวนให้ผู้ชายหัวปั่นโดยที่เจ้าหล่อนไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากสบตา อย่าง...แม่นกน้อยคนนี้
แม่นกน้อยไร้เดียงสาของเขา

“อย่าขอโทษอีกนะคะ หนูเล็กเป็นเด็กที่มาขออาศัย ต้องเป็นคนขอโทษที่มารบกวนต่างหาก แต่คงรบกวนไม่นานอีกสองเดือนหนูเล็กก็จะจบแล้วค่ะ ”

“อ้า! เร็วขนาดนั้นเชียว”

นี่แสดงว่าเขามีเวลาเหลือไม่มาก

ให้ตายซิ! เขาน่าจะรีบกลับมาเยี่ยมพ่อแม่อย่างที่วางแผนไว้แต่ต้น เขาน่าจะได้พบเธอตั้งแต่ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาพบกันเมื่อเกือบสายอย่างนี้

“หนูเล็กอยากรีบจบค่ะ อยากกลับไปช่วยทำหนังสือสารคดีกับพี่ชาครีย์”

“สารคดีด้านไหนล่ะ”

“เกี่ยวกับภัยพิบัติของโลกในปัจจุบันนี้ค่ะ”

“ไม่ยักรู้ว่าผู้หญิงบอบบางอย่างหนูเล็กชอบผจญภัย”

“หนูเล็กไม่ได้บอบบางจนตากแดดตากฝนไม่ได้หรอกค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องพิสูจน์ หนูเล็กสนใจอยู่ฝึกงานกับพี่ไหม นักศึกษาต่างชาติที่เรียนจบแล้วสามารถอยู่ฝึกงานได้หนึ่งปีนี่ จะได้มีประสบการณ์กับภัยพิบัติของจริง”

เขาไม่ต้องคาดเดาคำตอบเมื่อเห็นรอยยิ้มสดใส และดวงตางามเย้ายวนเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น  ไม่สายเกินไปสำหรับเขา

“โอ้! พี่แอนดรูว์ หนูเล็ก…หนูเล็ก ดีใจเหลือเกินค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณจริงๆ ที่จะให้หนูเล็กฝึกงานด้วย แล้วต้องทำอะไรบ้างค่ะ”

“วิ่งหนีพายุกับพี่”

เธอทำตาโตด้วยความตกใจ แต่พอได้ยินเสียงหัวเราะของเขาก็รู้ว่าโดนเย้าเล่น แม่นกน้อยทำปากยื่นเหมือนลูกนกไม่ผิด

“วิ่งก็วิ่งสิ หนูเล็กวิ่งเก่ง จะไม่ทำให้ผิดหวังหรอกค่ะ”

“พี่ก็ไม่ชอบผิดหวัง”

แอนดรูว์ไม่ผิดหวัง

ชลิวรรณกลายเป็นแม่นกน้อยของเขาจนได้ในช่วงเวลาเพียงสองอาทิตย์

สาวน้อยไร้เดียงสาเช่นนั้นไม่มีทางต้านทานผู้ชายอย่างเขาได้ถ้าเขาตั้งใจหว่านเสน่ห์เธอ  ทำให้เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ เก็บกักเธอภายใต้ปีกกว้างแข็งแกร่งช่างปกป้องของเขาอย่างจงใจ

“ลูกทำอย่างนี้ไม่ได้นะแอนดรูว์ หนูเล็กเป็นน้องสาวเพื่อนสนิทแกแล้วก็เหมือนเป็นลูกสาวของแม่ด้วย”
แม่โวยวายใส่เขาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนเมื่อมาพบว่าเขากำลังจูบชลิวรรณในห้องนอนของเธอ แม่ของเขาถือมากในเรื่องนี้ ผู้ชายไม่ควรทำให้ผู้หญิงที่ไม่ใช่คู่หมายเสื่อมเสีย

“ผมไม่ได้ทำอะไรไม่ดี แค่จูบธรรมดาเท่านั้น”

“แต่หนูเล็กเป็นคนไทย ลูกเองก็เป็นคนไทยเหมือนกัน”

เขาชักรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมา เพราะแม่คงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ เขาเองก็พลาดไม่ควรทำอะไรประเจิดประเจ้อในบ้าน

“ลูกรักหนูเล็กหรือเปล่า”

เขาไม่แน่ใจว่าความรู้สึกต่อชลิวรรณขณะนั้นคืออะไรแต่มันเร็วเกินกว่าจะเป็นความรัก ทว่าความรู้สึกนั้นก็รุนแรงเสียจนในบางครั้งเขาแทบหายใจไม่ออก มีบางอย่างที่หนักหน่วงมากๆ กดทับอยู่บนอกเขา

“มันเร็วเกินไป”

“รักหรือไม่รักลูกก็ควรรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ และในฐานะแม่บุญธรรมของหนูเล็กด้วย แม่ไม่ยอมให้ลูกสาวเสียหายอย่างนี้”

และนั่นคืออวสานอิสรภาพของเขา วันรุ่งขึ้นเขาขอชลิวรรณแต่งงาน และกำหนดจะแต่งงานในทันทีที่เธอเรียนจบ หลังจากนั้นเขาก็โดนแม่ตัวเองอัปเปหิออกมาจากบ้านเพราะไม่ได้รับความวางใจให้อยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับว่าที่เจ้าสาว

แอนดรูว์เหมือนลงนรกอยู่หลายวันจนกระทั่งชลิวรรณแอบโทรนัดเขามาพบที่สวนสาธารณะใกล้ๆ กับโรงแรมที่เขาพัก

“พี่แอนดรูว์ไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับหนูเล็กถ้าไม่เต็มใจ”

“แล้วพี่ก็จะกลายเป็นลูกชายไร้ความรับผิดชอบของพ่อแม่”

“หนูเล็กจะบอกมัมว่า จูบนั่นเป็นแค่จูบราตรีสวัสดิ์”

“มันไม่ได้ผลหรอกหนูเล็ก ใครจะเชื่อถ้าเห็นพี่จูบพร้อมขย้ำเธอในห้องนอนอย่างนั้น”

“พี่แอนดรูว์ไม่ได้ตั้งใจ”

“นี่เธอคงไม่ไร้เดียงจนไม่รู้ว่าพี่ตั้งใจขนาดไหนนะ ถ้ามัมเข้ามาช้ากว่านั้นพี่ก็ไม่แน่ใจว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น”

เขาเห็นเธอนิ่งอึ้งน้ำตาคลอก็ใจอ่อนยวบ

“เอาเถอะเรื่องมันเลยเถิดมาขนาดนี้แล้ว เราก็แต่งงานกันให้จบเรื่องผู้ใหญ่จะได้สบายใจ แล้วพี่จะโทรบอกชาครีย์เรื่องของเรา”

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูเล็กจะโทรบอกพี่ชาครีย์เอง”

“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราไปซื้อแหวนกัน เพราะพรุ่งนี้พี่จะกลับไปทำงานแล้ว จะไม่มาอีกจนกว่าจะถึงวันงาน”

“ค่ะ”

“อย่าทำหน้าเศร้าอย่างนั้นซิหนูเล็ก ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเราแต่งงานกันแน่นอน นกน้อยของพี่”

แล้วนกน้อยก็บินจากไปในวันที่เธอควรมีอ้อมกอดเขาให้ไออุ่นไปชั่วชีวิต

ถึงแสนห่วงก็ต้องจำยอมปล่อยให้ไป

เพราะเขารู้ตัวว่าผิดอย่างไม่น่าให้อภัย หวังว่าเวลาคงทำให้เธอใจเย็นลง และยอมรับฟังคำอธิบายของเขาเช่นเดียวกับครั้งแรกที่พบกัน แต่จากปฏิกิริยาในวันนี้ความหวังเพียงริบหรี่ดับวูบไม่เหลือ

เวลา...ไม่ได้ช่วยให้ไฟแค้นของผู้หญิงที่เข้าใจว่าถูกคนรักนอกใจเย็นลงอย่างที่แม่ของเขาเคยพูดไว้จริงๆ
เวลา...กลับเป็นตัวสะสมไฟแค้นของผู้หญิงให้ร้อนจัดจนไม่มีเทอร์โมมิเตอร์เครื่องไหนในโลกทนทานไหวต่างหาก




14
M5. บุณยภู / พันแสงราตรี / บุณยภู บทที่ 1-21
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2014, 09:35:32 AM »

เรื่องบุณยภู ถือว่าเป็นนิยายยาวเรื่องแรกของนิรีย์ค่ะ พยายามมาเกือบสิบปีแล้วยังจบไม่ลงสักที
คราวนี้รวบรวมพลังภายในฮึดเขียนใหม่อีกครั้ง ต้องจบสักวันแน่ๆ

บุุณยภูเขียนมาได้ 21 ตอนแล้วค่ะ บทแรกจะลงให้อ่านที่นี่ด้วย บทเก่าที่เหลือตามไปอ่านตรงนี้นะคะ
http://hongsamut.com/readniyai.php?niyaiid=678

ส่วนบทใหม่ติดตามได้ที่นี่ค่ะ

ช่วยเป็นกำลังใจให้เขียนจบด้วยนะคะ รักและคิดถึงคนอ่านทุกคนค่ะ

นิรีย์







บทที่ 1       เจ้าสาว


“ภูสูงเสียดฟ้า      ราวลอยล่องกลาง   สายหมอกขาว
เจ้าดูเด่นพร่างพราว   แต่ยิ่งสูงยิ่งไกล      หนาวเหน็บหัวใจ
เกินเอื้อมมือไป      คว้าไขว่ไว้      เป็นของชาวดิน”

   
เสียงขับลำนำเก่าแก่ดังแว่วมาจากกองคาราวานร่อนเร่ภายใต้การนำของธาตรี  คืนแห่งเดือนเต็มดวง และบรรยากาศที่ตั้งกระโจมพักซึ่งติดชิดเชิงเขาแห่งตำนานรักในลำนำนั้น ประกอบเป็นประหนึ่งเวทมนตร์ประหลาดที่สามารถตรึงชายร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำรัดกุมให้ชะงักฟังเสียงทุ้มเศร้าแต่เจือหวานที่กำลังถ่ายทอดเรื่องรักข้ามชนชั้นอย่างเสียดแทงใจ
ร่างสูงนั้นมีผมที่ดำยาวสลวยเคลียไหล อ่อนนุ่มงดงามราวใยไหมที่สาวจากเนื้อในสุดซึ่งเจ้าตัวผูกมัดไว้ด้วยเชือกหลวม ๆ ให้ทิ้งตัวอยู่เบื้องหลัง สายลมเย็นของค่ำคืนพัดวูบแรงมาล้อเล่นกับผมส่วนที่หลุดจากพันธนาการอย่างเริงร่าจนปลิวกระจายระรานใบหน้ายาวคมคายที่ประกอบด้วยคิ้วหนาเข้ม ดวงตาใหญ่สีดำสนิทที่ล้อมไว้ด้วยแพยาวหนาของขนตางอนงาม จมูกเรียวเป็นสันตรง และริมฝีปากบางได้รูปที่มักแย้มยิ้มเป็นนิจ แต่ไม่ใช่ในขณะนี้ เขายืนนิ่งสงบไม่แสดงอาการใด ๆ  ชายหนุ่มแอบซุ่มรอเวลาที่กองคาราวานนี้จะเข้าสู่ห้วงนิทราได้พักใหญ่ และกำลังตัดสินใจจะเร้นกายเข้าไป  ใจอดสงสัยไม่ได้เจ้าหนุ่มชาวดินที่กำลังร้องลำนำบทนี้อยู่คงโดนความรักเล่นงานเอาหนัก ไม่ยอมหลับนอน และพาให้เขาต้องเสียเวลาคอยต่ออีกพัก

พวกรักไม่เป็น

คนร่างสูงสรุปอย่างผู้ที่ไม่เคยลิ้มรสร้ายของรัก อาจเป็นเพราะไม่เคยรักใครจริงแม้จะมีคนมารักมากมาย ผู้หญิงไม่เคยอยู่ในความสนใจของเขาได้นานนัก ธรรศคิดถึงงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเบื่อ ๆ เนื่องจากมันไม่พ้นจากเรื่องของผู้หญิง ทั้งยังเป็นผู้หญิงของคนอื่นอีกด้วย      

เจ้าสาวของธาตรี คืองานด่วนในคืนนี้ของเขา

“ไปพาคน ๆ หนึ่งออกมาจากกองคาราวานของธาตรี”

ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของเขา ‘ท่านนายพลกุลิสร์’ สั่งทันทีที่ปรากฏตัวท่ามกลางสายหมอกเช้าของวันนี้ที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษประจำชายแดนเมืองพิชญะและคามินรัฐซึ่งเขาควบคุมอยู่โดยไม่มีการบอกล่วงหน้า และเป็นการลับเฉพาะเขาและท่านเท่านั้น

“ใครกันขอรับท่าน”

“เจ้าสาวของธาตรี”

“ขออภัย ถ้าจะเรียนถามท่านว่าทำไมขอรับ”

ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดีแม้นว่าจะไม่ใช่ทหารเต็มตัว เขาควรที่จะรับฟังและทำตามคำสั่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของพิชญะเท่านั้น แต่งานนี้เป็นการกระทำที่ถือว่าผิดปกติมาก และเขาซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนับรบที่ฝีมือดีที่สุดของพิชญะ และควบคุมหน่วยงานลับพิเศษที่มีอำนาจจัดการกับปัญหาหรือคิดว่าอาจจะเป็นปัญหาทุกอย่าง ณ ชายแดนแห่งนี้ควรจะทราบถึงเหตุผลของงานที่ค่อนข้างผิดธรรมดาครั้งนี้ แม้นว่าโดยภาระของหน่วยงานลับนี้จะทำการที่แหกคอกอยู่หลายครั้ง แต่เขามักจะมีเหตุผลที่เจ้านายไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ทุกครั้งนั่นแหละ ครั้งนี้ท่านสั่งให้ทำเองธรรศจึงอดสงสัยไม่ได้

“ธาตรีหลงผู้หญิงคนนี้มาก ถึงขั้นจะแต่งให้นางเป็นเมียเอกพรุ่งนี้”

“นี่พวกเราจะกลายเป็นกองโจรลักพาตัวแล้วหรือไงขอรับ”

ธรรศอดจะทำเสียงคล้าย ๆ ประชดไม่ได้ ซึ่งเขารู้ดีว่าท่านไม่ถือความห่ามเป็นบางครั้งของเขา พวกกองคาราวานของธาตรีเป็นปัญหาที่ทำให้มีการกระทบกระทั่งระหว่างสองเมืองมาตลอด ด้วยหัวหน้าใหญ่ของหมู่คนเร่ร่อนพวกนี้ถนัดนักในการสร้างเรื่องเพื่อยุแหย่ ยิ่งสองเมืองไม่ถูกกันเท่าไหร่ มันก็ยิ่งชอบเพราะจะไม่มีใครมีเวลาพอจะติดตามกองคาราวานอิสระของมัน

“เราจะเป็นอะไรไม่สำคัญเท่าการหยุดยานรกจากคามินรัฐให้ได้ไม่ใช่หรือธรรศ”

“ท่านจะบีบไอ้ธาตรีให้มันหยุดส่งยาอุบาทว์เพราะไม่ได้พิศวาสหรือขอรับ”

นายพลกุลิสร์อมยิ้มนิด ๆ ด้วยขันในคำประชดเปรียบเปรยของนักรบหนุ่มเบื้องหน้า ท่านนายพลรู้ดีว่างานนี้มันไม่ค่อยจะมีศักดิ์ศรีนัก แต่มันจำเป็น และจำเป็นต้องใช้คนที่เขาไว้ใจที่สุด และแน่นอนต้องเป็นคนที่ฝีมือดีสุด

“จริง ๆ แล้วไม่ใช่เหตุนั้นหรอกธรรศ เหตุผลจริง ๆ คือนางมาจากเขตในของคามินรัฐ”

มีเสียงคล้ายถอดถอนใจอยู่ลึก ๆ เมื่อท่านเอ่ยถึงเขตในของคามินรัฐ หรือเคยเป็นเขตราชฐานชั้นในสำหรับอดีตกษัตริย์พระองค์ก่อนที่โดนลอบปลงพระชนม์โดยคณะผู้บริหารคามินรัฐในปัจจุบันภายใต้การนำของ อาคิราห์ เหล่าพระราชวงศ์ถูกกำจัดจนเกือบสิ้นเว้นไว้แต่ผู้สืบเชื้อสายของอดีตพระน้องนางเธอพระองค์เล็กที่ทรงปลิดพระชนม์ชีพตัวเองตามพระเชษฐา ทว่าผู้ที่ยังคงรอดชีวิตอยู่ถูกจำกัดให้อยู่ในเขตในเท่านั้น   และด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดที่สุดจากอาคิราห์

“กลิ่นไม่ดีจริง ๆ แต่ข้าไม่ค่อยแน่ใจแผนนี้เท่าไหร่ขอรับ”

“ทำไมหรือ”

“ผู้หญิงคนนี้จะมีค่าขนาดนั้นหรือเปล่า”

“นางต้องมีค่ามากพอแน่เมื่อไอ้ธาตรียอมตัดหัวเมียทุกคนของมันเพราะนางขอเป็นเมียแต่งและเป็นเมียเดียว”

“นางมารร้ายจริง ๆ” ธรรศครางออกมาเบา ๆ และชักไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วว่างานที่คิดว่าง่ายจะง่ายอย่างที่คิดหรือไม่

“ฟังอย่างนี้แล้วข้าว่านางคนนี้คงเป็นคู่สร้างคู่สมของไอ้ธาตรีแน่ ๆ”

คำพูดของธรรศไม่ผิดผู้หญิงคนนี้สมเป็นคู่สร้างคู่สมทีเดียว แต่ไม่ใช่ของผู้ชายชื่อธาตรี ทว่ากลับกลายเป็นบางคนที่ธรรศไม่เคยคาดคิดมาก่อน   

“ตอนนี้พวกมันตั้งกองอยู่ปลายบุณยภู และจะทำพิธีแต่งงานในวันพรุ่งนี้บนภู เราต้องรีบลงมือคืนนี้เพราะถ้าพวกนั้นข้ามเขตแล้วเราจะทำอะไรลำบาก”

“ขอรับท่าน” ธรรศเห็นด้วย

บุณยภูถือเป็นดินแดนกันชนระหว่างขั้วอำนาจใหญ่สองฝ่ายบนคาบสมุทรมายาแห่งนี้ ฝ่ายหนึ่งคือคามินรัฐเมืองเล็กที่สุดบนฝั่งขวาของคาบสมุทรแต่สามารถสยายปีกครอบครองเมืองทางฝั่งขวาที่เหลืออีก 5 เมืองได้หมด ด้วยอำนาจแห่งการมอบเมาของสิ่งเสพติดที่ร้ายแรงที่สุด ่ยานรก ่ ส่วนอีกฝั่งซึ่งแม้นมีอยู่เพียงสามเมืองได้แก่ พิชญะ ดาวฟ้า และอัครมณี แต่ก็ใหญ่และมากมายด้วยทรัพยากรธรรมชาติ แร่มีค่าต่าง ๆ โดยเฉพาะทองคำ และเพชร ซึ่งสามารถสนับสนุนอำนาจทางทหารมากพอที่จะต้านการครอบงำของคามินรัฐผ่านทางยานรก

บุณยภูคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคาบสมุทรมายา เป็นแหล่งเผยแพร่ศาสนาบุณยะที่เก่าแก่ที่สุด  ตั้งตระหง่านสูงลิบอยู่กี่งกลางระหว่างอริทั้งสองฝ่าย บุณยภูเป็นกลางและเป็นที่พักพิงแก่ทุกคนที่เดือดร้อน ทุกฝ่ายยอมสงบถ้าเพียงมีคำขอจากบุณยภูที่มีแค่วิหารหินกลางป่าบนเทือกเขาสูงที่แสนจะเหน็บหนาว

เสียงขับลำนำหยุดไปแล้ว แต่เสียงพิณหวานเจือเศร้ายังคงบรรเลงอ้อยอิ่งอยู่แผ่ว ๆ  คิ้วเข้มของธรรศขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบใจนักเพราะเวลาสำหรับการปฏิบัติการครั้งนี้เหลือไม่มากแล้ว เห็นทีถ้าจะรอให้เจ้าหนุ่มติดบ่วงรักหยุดเล่นพิณเองคงต้องรอจนถึงเช้าแน่ ท่าทางเขาต้องเข้าไปจัดการให้หมอนั่นหลับได้แล้ว

ธรรศเร้นกายเข้าใกล้กระโจมใหญ่ที่เป็นที่มาแห่งเสียงเพลงพิณ ฟังจากเสียงสั่นพลิ้วที่ราวกับจังหวะเต้นรัวของหัวใจแล้ว เขาคิดว่าพิณที่เล่นนี้คงเป็นพิณโบราณที่หาผู้เล่นได้ยากเย็นนักเพราะจำกัดคนเล่นเฉพาะชายเนื่องจากต้องเปลือยเปล่าส่วนอกเพื่อให้เต้าพิณครอบทับบนอกข้างหนึ่ง ได้แนบชิดหัวใจของผู้เล่นที่สะท้อนเสียงเพลงจากหัวใจให้ผู้คนได้รับฟังความไพเราะยิ่งของดนตรี

เมื่อถึงหน้ากระโจมที่หมาย ธรรศต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะความไม่ชอบใจ แต่เป็นความงุนงงกับบรรยากาศของกระโจมของนักพิณคนนี้ซึ่งมืดสนิทไร้ผู้คน คงมีแต่เสียงพิณดังลอดออกมาจากกระโจม ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าคนเล่นพิณจะเป็นแค่เด็กหนุ่มอย่างที่เขาคาดเดาแต่แรกหรือเปล่า ฝีมือระดับเล่นพิณในความมืดได้อย่างนี้คงเป็นครูเพลงเฒ่าเสียกระมัง แต่ต่อให้เป็นผู้เฒ่าจะละผ่านไปไม่ได้ คงต้องทำให้ท่านหลับสักพักอยู่ดี

ธรรศค่อย ๆ ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อที่ซ่อนช่องใส่ของเล็ก ๆ ไว้ สิ่งที่หยิบติดมือออกมาเป็นหลอดไม้ขนาดกว้างยาวประมาณนิ้วชี้ของชายฉกรรจ์ หัวท้ายของหลอดไม้นี้ปิดผนึกมิดชิด ธรรศแกะผนึกด้านหนึ่งออกอย่างเบามือ มีควันสีเหลืองระเหยออกมาบาง ๆ  ชายหนุ่มรีบกลั้นลมหายใจไว้ก่อนสอดหลอดไม้ที่บรรจุควันนิทราเข้าไปในกระโจมทางช่องที่ผ่าไว้เป็นทางเข้า   

เพียงไม่นานควันนิทราได้ออกฤทธิ์ของมัน เสียงพิณหยุดร่ายจังหวะ เสียงเคลื่อนไหวภายในกระโจมนิ่งสงบ ธรรศหยุดกลั้นหายใจเมื่อแน่ใจว่าเจ้าควันนิทราจะไม่เล่นงานเขาด้วย ยืนนิ่งในเงามืดข้างกระโจมจนแน่ใจว่าผู้อยู่ด้านในไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก เขาแย้มทางเข้าแล้วรีบแทรกกายเข้าไปภายในอย่างเงียบกริบ สายตาที่เจนจัดในความมืดกวาดสำรวจรอบกระโจมอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดอยู่ภายในนี้นอกจากร่างที่นอนตะแคงหันหลังให้เขาอยู่บนฟูกกลางกระโจม ลักษณะเหมือนกำลังกอดบางสิ่งแนบอกอยู่ ร่างนั้นดูเล็กกระจ้อยร่อยเมื่ออยู่ท่ามกลางหมอนอิงมากมายบนฟูกใหญ่ โพกศีรษะมิดชิด แต่ท่อนบนเปล่าเปลือย ซึ่งธรรศไม่แปลกใจเลย เพราะคนที่จะเล่นพิณโบราณแบบนี้จำเป็นต้องเปลือยอกเล่นทุกคน

“ขอโทษนะผู้เฒ่าข้าขอใช้กระโจมท่านเป็นที่หลบดูลาดเลาสักพัก”

ผู้เฒ่าของธรรศได้แต่นอนนิ่งสงบเหมือนรับคำ เพราะสิ้นไร้สติใด ๆ ที่จะต่อต้าน ปล่อยให้ผู้บุกรุกยามวิการเดินสำรวจไปทั่วกระโจมเพื่อหาจุดที่จะลอบมองได้ทั่วกองคาราวานที่กำลังหลับใหล ธรรศหาจุดที่เหมาะสมได้ในไม่ช้า เขาพยายามสอดสายตาหาที่ตั้งของกระโจมที่น่าจะเป็นของว่าที่เจ้าสาวของธาตรี มีกระโจมใหญ่และดูหรูหราที่สุดเพียงสองกระโจมรวมทั้งกระโจมที่เขายึดครองอยู่ตอนนี้ แต่ทั่วทั้งคาราวานขณะนี้สงบเงียบ ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ  แม้นกระทั่งเวรงาม เงียบจนผิดปกติ...หรือว่านี่คือกับดัก

ชายหนุ่มหันควับไปยังร่างที่ยังคงนอนสลบไสลทันที

โดยไม่ต้องคิดซ้ำธรรศรีบก้าวเท้ายาว ๆ ไปประชิดฟูกใหญ่ สิ่งที่เขาเห็นทำให้ชายหนุ่มหวนคิดไปถึงคำสอนเก่าแก่คำหนึ่ง  'อย่าเชื่อจนกว่าจะได้เห็น' และเขาได้เห็นผู้ที่เขาเชื่อว่าเป็นชายชรา

แสงรำไรจากเดือนเต็มดวงที่สาดเข้ามาจากรอยเผยอของผ้าที่ปิดหน้ากระโจมทำให้เขาเห็นร่างที่นอนไร้สติในรายละเอียดชัดขึ้นกว่าแรกเจอ

และจะเป็นเพราะอาถรรพ์เดือนเพ็ญหรือไร จึงทำให้หัวใจเขากระตุกวูบกับภาพเบื้องหน้า

“นางไม้” ธรรศพึมพำบอกตัวเองด้วยความหวั่นไหวที่วูบวาบขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ผู้หญิงสำหรับเขาไม่ว่าจะงดงามเพียงใด ไม่เคยมีใครที่กระทบใจที่รักอิสระนี้ได้ แต่ร่างที่นอนนิ่งเบื้องหน้านั้นดูราวกับภาพนิรมิต ผิวขาวลออเปล่งปลั่งด้วยวัยสาวแรกแย้ม และยิ่งนางขยับตัวทำให้พิณที่กอดไว้กับอกหลุดล่วงไป อกอวบอิ่มผุดผาดตั้งตระหง่านออกมา

เหมือนเวลา………ได้หยุดนิ่งลง
เหมือนเขา………ที่แทบลืมหายใจ

“โอ้! บุณยภูอันศักดิ์สิทธิ์…ใจของข้าเป็นอะไร ทำไมถึงอ่อนไหวเช่นนี้”

ธรรศหลับตาลง เพื่อสลัดภาพอันเป็นเหตุแห่งใจที่อ่อนแอของเขาให้หมดไป แต่ภาพนั้นมิอาจเลือนรางหายไปได้แล้ว เพราะแม้นจะไม่ปรากฏแก่สายตาได้ ทว่ากลับไปปรากฏชัดในใจแทน

“ฮือ….อ” เสียงครางแผ่ว ๆ จากปากอิ่มยวนใจ ปลุกธรรศให้ตื่นขึ้นมาสู่ความจริง ชายหนุ่มเม้มปากแน่นด้วยความขัดเคืองใจที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป ทำไมควันนิทราหมดฤทธิ์เร็วเช่นนี้

“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!” ร่างแบบบางกระตุกไหว และกรีดร้อง ธรรศรีบกระโดดเข้าไปหานางด้วยสัญชาติญาณของการเอาตัวรอด เสียงของนางอาจจะนำภัยที่ไม่คาดคิดมาสู่เขาได้  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ธรรศทาบทับร่างนั้นเพื่อตรึงการดิ้นรนนั้นด้วยร่างของเขา ปิดปากอิ่มที่กำลังจะเผยอร้องด้วยมือข้างหนึ่ง หญิงสาวดิ้นรนขัดขืนด้วยแรงทั้งหมด มือทั้งสองข้างที่ยังคงอิสระอยู่ของเจ้าหล่อนทุบตีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย ธรรศรวบมือทั้งสองด้วยอีกมือที่เหลือของเขาอย่างไม่ต้องออกแรงมากนัก เพราะเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายอ่อนล้าลงไปอย่างรวดเร็วด้วยสภาพร่างกายที่แสนบอบบาง และผ่านการรมยามา

ตาจ้องตาในท่ามกลางลำแสงน้อยนิดของเดือนเพ็ญ ตาคู่งามของฝ่ายที่ถูกควบคุมเอ่อรื่นขึ้นมาด้วยหยาดน้ำใส ๆ  สะท้อนให้เห็นอารมณ์หวาดกลัว ตื่นตระหนกอย่างที่สุด ธรรศสะท้อนใจขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็น เขากำลังทำร้ายให้นางเจ็บอยู่หรือเปล่านะ ด้านที่อ่อนไหวที่สุดของเขาถามตัวเองขึ้นมา และนั่นเป็นเหตุให้เขาผ่อนแรงที่ใช้ควบคุมเธอลง

“ถ้าเจ้ารับปากข้าว่าจะหยุดร้อง หยุดดิ้น เจ้าจะเป็นอิสระ”

หญิงสาวหยุดดิ้นรนทันที เธอพยักหน้าตอบรับภายใต้อุ้งมือใหญ่ที่ปิดปากไว้  ธรรศค่อย ๆ  คลายมือที่ปิดปากนางออกเป็นการหยั่งเชิง เมื่อร่างนั้นยังคงสงบนิ่ง เขาจึงคลายมืออีกข้างที่รวบมือทั้งสองของเธอไว้ ร่างแบบบางภายใต้ร่างของเขายังคงสงบนิ่งอยู่เช่นเดิม แต่ขณะที่เขากำลังยกตัวออก กลางหว่างขาของเขาก็ถูกกระแทกวูบขึ้นมาอย่างแรง

นางว่องไวจนเขาไม่คาดคิด แต่ไม่ไวไปกว่าเขาได้

แม้นจะจุกจนแทบพูดไม่ออกจากฤทธิ์ของแม่ตัวดี แต่เขาก็สามารถคว้านางไว้ได้ และตรึงไว้ในสภาพเช่นเดิมอีกครั้ง โดยไม่คำนึงว่านางจะดิ้นรนอย่างไร  นางร้องและทุบตีเขาแรงขึ้น เขาต้องใช้ทั้งสองมือเพื่อตรึงมือทั้งสองนั้นไว้ด้านบนศีรษะของนาง แต่ปากอิ่ม ๆ  นั้นยังคงกรีดร้องอยู่

ธรรศชะงักไปชั่วครู่ อกอวบเปล่าเปลือยอัดแนบแน่นกับแผงอกหนาของเขา สร้างกระแสร้อนไหลวูบวาบไปทั่วร่างหนุ่มฉกรรจ์ เลือดหนุ่มร้อนรุ่มอย่างไม่อาจควบคุมและกว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ริมฝีปากของเขาได้ประกบลงบนปากอิ่มยวนใจอย่างไม่รู้ตัว เสียงร้องถูกสงบลงอย่างที่เขาตั้งใจ แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแทนโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจในใจที่เต้นรัวเร็วขณะนี้ และก่อนที่ธรรศจะรู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเขา เสียงบางอย่างได้ดังขึ้น และหยุดทุกอย่างไว้ ณ ตรงนั้น

“....”

เขาเงยหน้ามองนิ่งไปทางทางเข้าออกของกระโจมที่เป็นที่มาของเสียงและบังคับให้อีกคนสงบเสียงด้วยมือใหญ่ที่ตะปบปิดปากอิ่มนั้นไว้แน่น   

“แม่หญิง มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”

“ไล่ไป” ธรรศกระซิบเสียงกร้าว ใช้มืออีกข้างดึงมีดสั้นจากปลอกที่คาดอยู่ข้างเอวออกมาจ่อนิ่งที่คอระหง

ดวงตากลมโตคู่งามปรากฏแววตื่นตระหนกอยู่ครู่แล้วกลับสงบนิ่งเมื่อเจ้าของได้ข่มความกลัวลงได้ ร่างบางจึงนอนนิ่งไม่ต่อต้านใด ๆ อีก สถานการณ์ที่ดีที่สุดของนางตอนนี้คือการยินยอมทำตามเจ้าของมีดที่พร้อมจะแทงทะลุคอหอยเธอได้ทุกเมื่อ หญิงสาวพยักหน้าช้า ๆ เพื่อบอกให้อีกฝ่ายรู้ถึงการตัดสินใจ

เขาคลี่ยิ้มอย่างพอใจ ค่อย ๆ คลายมือที่ปิดปากอวบอิ่มออก แต่มีดสั้นในมืออีกข้างยังคงกำกระชับอยู่ที่เดิม

“พูด” ธรรศเตือนเบา ๆ เมื่อเห็นเธอยังนิ่ง มีดถูกกดลงจนปลายเกือบจะสัมผัสถูกผิวเนื้อขาวนวล

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืนเต็มทนก่อนจะทำเสียงงัวเงียราวเพิ่งตื่นนอนขึ้นมา “ใครนะ”
   
“ขอประทานอภัยเจ้าคะ ข้าน้อยเอง ได้ยินเสียงแปลก ๆ ในกระโจมท่าน เลยเป็นห่วง”

“ไม่มีอะไรนี่ ข้าคงเผลอทำพิณหล่นพื้น”

“แม่หญิงเจ้าคะ ทุกคนโดนเราวางยาจนหลับหมดแล้วเจ้าคะ เราจะรีบหนีตอนนี้เลยหรือไม่เจ้าคะ”

“ด...ดี...เจ้ารีบไปเตรียมม้ากับเสบียงไว้ ข้ามีเรื่องต้องทำก่อน เดี๋ยวจะตามไป”

“เจ้าคะ แม่หญิงรีบไปนะเจ้าคะ ข้ากลัว”

“รีบ..ซิ...ข้าจะรีบ...เจ้ารีบไปก่อน” หญิงสาวอยากจะร้องบอกให้คนสนิทรีบหนีไปให้ไกล ๆ มากกว่า แต่สายตาเข้มที่เกือบดุดันและคมมีดที่สัมผัสผิวเนื้อแล้วบังคับให้เธอต้องกล้ำกลืนคำพูดไว้

มีเสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างไปจากหน้ากระโจม จนเหลือทิ้งไว้แต่ความเงียบงันแห่งราตรี

“ปล่อยข้าได้แล้วไอ้โจรชั่ว”

“คงไม่ได้หรอกแม่หญิง”

“เจ้าต้องการอะไร”

“เจ้าสาวสักคน”

“พูดบ้าอะไร ข้าไม่เข้าใจ”

“ไม่พูดบ้าอย่างเจ้าว่าก็ได้ ทีนี้เป็นของจริงละนะ....” ธรรศจงใจทิ้งค้างคำพูดไปเฉย ๆ แต่ร่างกายของชายหนุ่มไม่ได้อยู่เฉย ท่อนล่างของเขากำลังบดเบียดอยู่บนสะโพกของนางอย่างเนิบนาบ ทว่าหนักหน่วงราวจงใจจะเอาคืนที่ต้องเจ็บปวดเมื่อครู่

“รู้มั้ยตอนเจ้ากระแทกข้าเมื่อครู่มันเจ็บมาก ข้าอยากให้เจ้ารักษาให้”    ชายหนุ่มกระซิบข้างหูเธอด้วยเสียงแหบกระเส่า ก่อนเงยหน้ามองลึกลงมาในดวงตาของหญิงสาวแววตาดุดันเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นร้อนแรงจากไฟอารมณ์ที่กำลังถูกกระพือลุกโชนขึ้นเรื่อย ๆ

“ไอ้ชั่ว ไอ้บ้......” เธอกรีดร้อง

แต่เสียงที่เริ่มจะกรีดร้องด่าทอของหญิงสาวดังได้เพียงชั่วอึดใจต้องหยุดลงด้วยริมฝีปากบางที่ประกบลงมาบนริมฝีปากเธออีกครั้ง ลมหายใจแทบจะโดนสูบไปสิ้นด้วยลิ้นร้อนที่แทรกเข้ามากวาดกว้าง ดูดดึง กระหวัดเกี่ยวกับลิ้นของนาง

“หวานเหลือเกิน เจ้าช่างหวานนัก” เขาพึมพำทั้งที่ยังไล้เล็มอยู่บนริมฝีปากแสนหวานคู่นั้น แต่ทันใดเขาก็หยุดการจาบจ้วงที่เลวทรามที่สุดในความรู้สึกของหญิงสาว

“พอแค่นี้ก่อนแล้วกันนะ แล้วค่อยต่อกันใหม่ตอนข้าว่าง” เสียงกระเส่ากระซิบข้างหูก่อนเจ้าตัวจะลุกออกจากร่างเกือบเปลือยอย่างแสนเสียดาย

เธอลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วเมื่อเป็นอิสระ  คว้าหมอนอิงใบเล็กข้างกายมากอดเพื่อปกปิดทรวงอกสล้างไว้ ใจจริงอย่างจะแผดเสียงร้องด่าทอไอ้โจรชั่วคนนี้เป็นที่สุด แต่มีดสั้นที่สะท้อนคมวาววับในความมืดตรงหน้าทำให้เธอต้องคิดอย่างหนัก

“ต้องการอะไร”   เธอถามอีกด้วยคำถามเดิม แต่ด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นลงอย่างผู้ที่ครองสติไว้ได้แล้ว

“เจ้าสาวที่คิดหนีของธาตรี”

“ทำไม”

“ไม่จำเป็นต้องรู้ ลุกขึ้นไปกับข้าได้แล้ว”

“ไม่ไป”

“ฮึ...เจ้าขัดขืนได้หรือไง”

“ได้ เพราะข้าไม่ใช่เจ้าสาวของธาตรี”

“โกหกให้รอดตัวหรือแม่นาง ข้าไม่โง่เชื่อเจ้าหรอก”

“อย่าเพิ่งแน่ใจว่าเจ้าไม่โง่”

ธรรศไม่โกรธกับถ้อยคำประชดประชันเสียดแทงใจของนาง ความรู้สึกขณะนี้คือขบขันกับลูกเล่นตื้น ๆ เพื่อเอาตัวรอดของหญิงสาว

“ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกให้ข้าหายโง่หน่อยซิว่าเจ้าคือใคร ทำไมถึงได้อยู่ในกระโจมหรูหรา มีคนรับใช้คอยเฝ้า ใส่แพรพรรณงดงาม แม้จะเพียงครึ่งตัวก็เถอะนะ”

“หยุดได้เลย... ข้าเป็นน้องสาวของนาง”

“อ้อ...แล้วตอนนี้พี่สาวเจ้าอยู่ที่ไหนกันเล่า”

“อยู่ที่กระโจมของท่านธาตรี นางนัดให้ข้าไปรับตอนทุกคนหลับหมดแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ไปแอบดูซิโจรบ้าตัณหา”

“จุ๊ จุ๊ พูดอย่างนี้เสี่ยงโดนโจรบ้าตัณหาของเจ้าปล้ำเอาจริง ๆ นะ”

คนปากเก่งจำต้องกัดปากแน่นเพื่อสกัดกั้นคำพูดร้าย ๆ ที่เตรียมจะพรั่งพรูออกมาอีก ทางเดียวที่แสดงออกได้ตอนนี้คือสายตาที่จ้องมายังผู้อุกอาจอย่างกราดเกรี้ยว ซึ่งถ้ามันสามารถคมดังดาบและฟาดฟันได้จริง ร่างผู้ที่นำราคีมาแปดเปื้อนคงขาดสะบั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายไปทั่วกระโจมนี้แล้ว แต่ได้แค่คิดเพราะในเวลาไม่นานข้างหน้าอาจจะเป็นเธอเองที่ต้องดาวดิ้นไปด้วยความประมาทที่คิดว่าจะคุ้มครองตนเองได้โดยลำพัง   

“เจ้าฉลาดนะที่ยอมสงบปากสงบคำ ลุกขึ้นแล้วพาข้าไปแอบดูพี่สาวเจ้าหน่อยคนสวย”

ร่างบางลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ มือทั้งสองยังคงกอดหมอนอิงใบน้อยแนบอกไว้แน่น ขณะที่สอดส่ายสายตาหาเสื้อที่ปลดออกก่อนจะเล่นเพลงพิณโบราณ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอต้องการอยู่ตามลำพังเพื่อเปลือยอกดีดพิณด้วยเสียงจากหัวใจตามคำขอร้องจากท่านธาตรี เพื่อกล่อมห่อก่อนการวิวาห์พรุ่งนี้

หญิงสาวคิดว่าเธอคงไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือคนเบื้องหน้าไปได้ เพราะดูเจ้าโจรที่ดูเหมือนบ้าตัณหาผู้นั้นไม่มีทีท่าเชื่อถือคำพูดใด ๆ ของเธอทั้งสิ้น แต่คงพอประวิงเวลาออกไปได้เผื่อว่าจะมีโอกาสรอดแม้นเพียงน้อยนิดก็ตาม

“เสื้อของเจ้า”

คนที่เธอเรียกว่าโจรชั่วยื่นสิ่งที่ต้องการให้เหมือนรู้ใจ หญิงสาวนิ่งมองเสื้อที่อยู่ในมือใหญ่เรียวอย่างชั่งใจ แปลกใจกับพฤติกรรมที่ปะปนทั้งร้ายและดีของคนผู้นี้  จริง ๆ แล้วเขาเป็นใครกันแน่  เธอแอบปรายตาพินิจร่างสูงใหญ่ที่เด่นตระหง่านในแสงสลัวจากจันทร์เพ็ญที่เล็ดรอดเข้ามา ไม่สามารถเห็นหน้าผู้บุกรุกได้ชัดแต่รู้ได้ว่าเขากำลังยิ้มอยู่จากเงาขาวของฟัน จึงตัดสินใจคว้าเสื้อจากมือนั้นมาแล้วหันหลังใส่อย่างรวดเร็ว เพื่อให้พ้นสายตาเร่าร้อนที่จ้องเขม็ง แต่อย่างนั้นเธอยังรู้สึกเหมือนหนีไม่พ้นเพราะราวกับว่ายังมีไอร้อนผ่าวคอยลามเลียอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา  หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าเต็มที่ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าผู้บุกรุกโดยไม่คิดหวาดกลัวอีกต่อไป   

“เจ้าต้องการอะไรจากพี่สาวข้า”

“ผู้ชายเขาต้องการผู้หญิงไปทำอะไรเล่า”

“เจ้า...” หญิงสาวพยายามสงบใจอีกครั้ง นึกหาคำพูด ดี ๆ ที่จะหว่านล้อมอีกฝ่าย แม้นว่าอยากจะเข้าไปข่วนหน้าที่ระบายด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์นั้นให้เลือดซิบเพียงใด

“ถ้าเจ้าแค้นเคืองธาตรีก็ไปจัดการมันตอนนี้ซิ พี่สาวข้าไม่ได้ยินยอมวิวาห์ครั้งนี้ เจ้าเห็นแล้วนี่ว่าเราพยายามหนี”

“ความคิดเจ้าเข้าท่าดี ข้าขอบใจที่เจ้าช่วยข้าให้จับไอ้ธาตรีได้ง่ายขึ้น แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังต้องการเจ้า”

“ไอ้โจรเลว”

“เงียบได้แล้ว นำไป หรืออยากจะให้ข้าว่างตอนนี้”

ใบหน้างามสะบัดหนีไปทันที เธอก้าวเร็ว ๆ ไปที่หน้าประตูกระโจม แอบมีความหวังว่าอาจจะใช้ช่วงที่ชายหนุ่มเผลอวิ่งออกไปหาคนสนิทที่รออยู่พร้อมม้า แต่อีกฝ่ายไม่เผลอ เขาก้าวออกไปดักหน้าก่อนที่หญิงสาวจะถึงทางเข้าออกของกระโจม ดึงเธอเข้ามาเบียดชิดอกกว้าง โน้มหน้าใกล้จนลมหายใจอุ่นจนเกือบร้อนเป่ารดข้างแก้ม แล้วกระซิบบอกด้วยเสียงเยียบเย็นพอ ๆ กับปลายมีดที่มาแตะแผ่ว ๆ ที่อีกข้างแก้ม

“อย่าทำอย่างที่คิด”

เธอจ้องประสานตาดำสนิทนั้นโดยไม่พูดอะไร ยืนนิ่งสงบเหมือนจำนน

“ดวงตาเจ้าคมเสียยิ่งกว่ามีดเล่มนี้นะ และตอนนี้ข้าคิดว่าเจ้ากำลังใช้มันแล่เนื้อข้าออกมาเป็นชิ้น ๆ อยู่”

“บอกให้ข้าเงียบ แล้วเจ้ามามัวพูดมากอยู่ทำไม”

ธรรศอดที่จะหัวเราะอยู่ในลำคอไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ช่างกล้าหาญนัก เขาแสดงบทบาทโจรชั่วร้ายแบบสุด ๆ แล้ว นางยังไม่มีทีท่าจะกลัว สายตาของนางเหมือนคมมีดจริง ๆ  แม้นจะไม่สามารถกรีดเนื้อเขาได้แต่มันกรีดใจเขาเข้าไปแล้ว

“ขอโทษนะแม่นาง” เขาทำเสียงกระเซ้านิด ๆ เมื่อดึงผ้าโพกผมของนางออกเพื่อจะได้ใช้ปิดปากที่ช่างกรีดร้องให้รำคาญหู
“ผมสั้น” ธรรศพึมพำอย่างแปลกใจเมื่อเห็นสภาพผมตัดสั้นราวหนุ่มน้อยของเธอ แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขามองสบสายตาที่จ้องมาอย่างจะกินเลือดกินด้วยแววตายิ้ม ๆ ก่อนจะทำอย่างที่ตั้งใจไว้อย่างรวดเร็วโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวใด ๆ และนอกจากผูกปากอิ่มนั่น ชายหนุ่มยังจัดการหมุนตัวนางและจับมือไขว้ไว้เบื้องหลังก่อนมัดไว้ด้วยเชือกเส้นยาวประจำตัว หลังจากพันธนาการเธอแล้วเขายังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังร่างบางนั้น

หญิงสาวรู้สึกถึงเส้นประสาทที่ตึงเครียดไปทั่วร่าง เธอแทบสะดุ้งสุดตัวเมื่อมือใหญ่เรียวคู่นั้นโอบกอด และจงใจแนบชิดร่างกายส่วนหน้าของเขากับแผ่นหลังของเธอ

“เราคงไม่ต้องเสียเวลาไปดูพี่สาวของเจ้าที่กระโจมของไอ้ธาตรีแล้ว เพราะข้าไม่คิดว่าข้าโง่พอที่จะไปหาคนที่ไม่มีตัวตนที่นั่นคนเดียวหรอก และอีกเรื่องนะคนสวย จุดแต้มสีสำหรับเจ้าสาวบนหน้าผากเจ้ายังลบออกไม่หมดนะ” เขากระซิบเบา ๆ ข้างหู

แต่หญิงสาวรู้สึกว่ามันดังก้องจนเหมือนโลกกำลังจะถล่มลงมาตรงหน้า







 

15

บทที่ 1


สนามบินนานาชาติลอสแอนเจรีส เปลี่ยนแปลงไปมากจนชลิวรรณถึงกับยืนตะลึงเมื่อผ่านเข้าไปสู่ความมโหฬารล้ำสมัย และความคลาคล่ำของผู้โดยสารชนิดที่เทียบกันไม่ติดเลยกับเมื่อครั้งสุดท้ายที่เธอใช้บริการที่นี่

แต่นั่นเกือบจะเจ็ดปีมาแล้ว

จะไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรล่ะ ขนาดสนามบินสุวรรณภูมิของประเทศไทยที่รองรับผู้โดยสารได้สี่สิบกว่าล้านคนแล้วยังต้องขยาย แล้วเมืองแห่งสุดยอดแสงสีของโลกอย่างแอลเอย่อมต้องดึงดูดผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติวัฒนธรรมทั่วโลกให้หลั่งไหลมาที่มหานครแห่งนี้ เหมือนฝูงผึ้งที่อดใจไม่อยู่เมื่อได้กลิ่นน้ำหวานจากดอกไม้หอมเย้ายวน ถ้าชลิวรรณจำไม่ผิดจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการในปีที่ผ่านมาน่าจะทะลุหกสิบล้านคนแล้ว

ชลิวรรณถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งแกร่วรอคอยคนมารับท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ที่มักจะมองเธอจนเหลียวหลังโดยเฉพาะผู้ชายที่เดินทางคนเดียว หรือคนข้างตัวเผลอ
เมื่อเจ็ดปีที่แล้วเธอยังไม่เป็นที่สนใจมากขนาดนี้ คงเพราะสมัยนั้นเธอเป็นสาวน้อยเรียบร้อยเพิ่งจบปริญญาตรี มุ่งมั่นมาเรียนต่อโดยไม่คิดวอกแวกไปกับเรื่องใดทั้งสิ้น ดังนั้นเสื้อผ้า หน้า ผม ของเธอในยุคนั้นจึงมักเป็นแบบเรียบๆ ไม่ฉูดฉาดบาดใจเหมือนยุคนี้ที่ต้องทำตัวให้สวยสดเสมอเพราะมันช่วยให้การติดต่อเรื่องงานง่ายขึ้นอย่างมากเชียวแหละ ถ้าโชคร้ายไปเจอพวกหน้าหม้อเข้า

แต่วันนี้เธอไม่ได้ตั้งใจแต่งตัวเลยสักนิด ชุดเดินทางที่สวมเป็นสูทกางเกงธรรมดาสีทึมปิดมิดชิด หน้าก็เพียงตบแป้งรองพื้นสองสามทีเพราะแม้นจะชอบแต่งหน้าเพียงใด การต้องอยู่บนเครื่องบินกว่ายี่สิบชั่วโมงเธอขออยู่แบบหน้าหน้าสะอาดไร้เครื่องสำอางดีกว่า

“สวัสดีครับ ผมชื่อไมเคิล เรามาเที่ยวบินเดียวกัน จำได้ไหมครับ”  มีเสียงทักด้วยภาษาอังกฤษจากเด็กหนุ่มผมสีบลอนด์ทองที่นั่งอยู่ข้างๆ

ชลิวรรณหันไปมองนิดหนึ่ง ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ก็หนุ่มน้อยหุ่นนักเตะอเมริกันฟุตบอลคนนี้ที่แม้นจะนั่งชิดหน้าต่างอยู่อีกฝากของแถวที่เธอนั่งแต่ยังขยันส่งสายตาหวานเชื่อมข้ามผู้โดยสารเกือบสิบคนมาให้เธอไม่ลดละตลอดการเดินทาง

“สวัสดีค่ะ ต้องขอโทษด้วยจำไม่ได้ค่ะ” เธอตอบอย่างไร้เยื่อใยด้วยภาษาเดียวกัน

“โอ้! ผมเสียใจจัง อุตส่าห์เสียมารยาทจ้องคุณขนาดนั้น ยังทำให้คุณสนใจไม่ได้”

พ่อหนุ่มน้อยกล้ามโตท่าทางจะช่างตื้อไม่เบา ต้องหาทางสลัดให้หลุดโดยเร็ว “รู้สึกเสียใจก็ดีแล้ว ลาก่อนค่ะ”

“อย่าใจร้ายนักซิครับ ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณจริงๆ ผมเป็นคนที่นี่ คุณคงเป็นคนไทย”

ไม่แปลกหรอกที่เขาจะเดาได้ว่าเธอเป็นคนชาติไหนเพราะคงเห็นเธอขึ้นเครื่องจากกรุงเทพฯ

“ค่ะฉันเป็นคนไทย” ดวงตาซื่อๆ ของไมเคิลทำให้เธออดอ่อนใจไม่ได้ แต่ไม่ได้ใจอ่อนหรอกนะ

“ช่างบังเอิญจริงๆ ผมเองเพิ่งกลับมาจากเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรก ผมไปภูเก็ตมาด้วยนะ ชอบมากเลยครับ ผมหลงเสน่ห์ที่นั่นเลยแหละ”

“ขอบคุณค่ะ ฉันเองก็ชอบเมืองของคุณ” และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในอนาคตเธอเลยยิ้มให้พ่อหนุ่มไมเคิลหวานขึ้นอีกหน่อย

“คุณเคยมาแอลเอหรือครับ”

ลูกตาสีฟ้าสวยของไมเคิลเป็นประกายสดใสขึ้นมาทันที ชลิวรรณเลยรีบหุบยิ้ม

“ค่ะ ฉันเคยมาเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว มาแวะเยี่ยมญาติก่อนจะไปเรียนปริญญาโทต่อที่รัฐอื่น”

เอาล่ะเธอได้บอกให้หนุ่มน้อยรู้แล้วว่ากำลังเกี้ยวสาวที่อายุอาจจะห่างกันถึงสิบปีอยู่ ไม่อยากเข้าข้างตัวเองหรอกนะแต่เธอดูเด็กมากเวลาไม่แต่งหน้า

“เยี่ยมไปเลย ผมชอบคุยกับผู้หญิงที่อายุมากกว่าครับ ยิ่งมีความรู้มากๆ ยิ่งดีใหญ่เลย มีทั้งความเป็นผู้ใหญ่และความฉลาด”

ให้ตายซิ! วิธีนี้มันเคยใช้ได้ผลนี่แล้วทำไมเที่ยวนี้พ่อหนุ่มน้อยไมเคิลไม่ยอมหยุด ชลิวรรณชักหมดความอดทนกับความมุ่งมั่นจีบหญิงของอีกฝ่าย เธอไม่อยากมีเด็กหนุ่มมาตามต้อยๆ ในเวลาแบบนี้

“และมีสามีแล้ว”

เฮ้ย! เธอแค่คิดว่าจะพูดแบบนั้น แต่ใครมารู้ใจพูดแทนเธอ ชลิวรรณหันขวับไปดูหน้าคนพูดที่อยู่ด้านหลัง แล้วก็รีบหันกลับมามองหน้าไมเคิลเหมือนเดิม

“ฉันยังโสดค่ะ”

ทั้งเสียงและรอยยิ้มของเธอหวานจนหนุ่มน้อยเคลิ้มได้ และคงยังเคลิ้มต่อไปถ้าคนที่ชอบสอดเรื่องคนอื่นไม่ทำลายมนต์คลังนั้นด้วยประโยคเหี้ยมเกรียมต่อมา

“ไอ้หนู...นายคงไม่อยากมีปัญหากับฉันใช่ไหม”

มีไปเลยไมเคิล เธอหนุ่มกว่าอันธพาลคนนี้ตั้งเยอะ ชลิวรรณแอบเชียร์อยู่ในใจเมื่อเห็นขนาดรูปร่างที่พอฟัดพอเหวี่ยงของผู้ชายทั้งสอง

“แล้วนายเป็นใคร”

หนุ่มน้อยไมเคิลแสดงความอาจหาญด้วยการลุกขึ้นเข้ามายืนขวางกลางระหว่างเธอกับอันธพาล มันต้องอย่างนี้ซิไมเคิล เสียงดังข่มไว้

“ชลิวรรณ บอกไอ้หนูนี่ทีซิว่าฉันเป็นใคร”

“คุณชื่อชลิวรรณหรือครับ ผู้ชายคนนี้รู้จักคุณ” ไมเคิลหันมาถามเธอทันทีด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

เธอจำใจพยักหน้า  ชักสงสารหนุ่มน้อย

“เขาเป็นใครครับ”

“เขาเป็น...คนสารเลวคนหนึ่ง”

ชลิวรรณสะใจเหลือเกินที่เห็นอาการหน้าถอดสีของนายอันธพาล คงนึกไม่ถึงว่าเธอจะกล้าตอบโต้ ชลิวรรณคนนี้ไม่ใช่ชลิวรรณคนเดิมเหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อนที่ขี้ขลาด หวาดกลัวไปหมดอีกต่อไปแล้ว

“พูดได้ดีชลิวรรณ นั่นเป็นคำที่เหมาะกับฉันที่สุด”

“ยังมีอีกหลายคำที่เหมาะกับความชั่วร้ายของคุณ มิสเตอร์แอนดรูว์ ศิริพชร”

“เอาไว้บอกทีหลังนะที่รัก ตอนนี้ฉันขอต้อนรับเธอก่อน มิสซิสชลิวรรณ ศิริพชร”

โดยไม่ทันตั้งตัว แอนดรูร์ผลักไมเคิลที่ยืนตะลึงออกไปแล้วคว้าตัวชลิววรรณเข้ามากอดอย่างอุกอาจ

“ไปซะไอ้หนู นายคงไม่อยากเห็นฉากฉันรับขวัญเมียที่ไม่ได้พบกันมาเจ็ดปีหรอก”

คำสั่งวางอำนาจของแอนดรูว์ใช้ได้ผลในคราวนี้ เด็กหนุ่มเดินก้มหน้างุดจากไปทันที และทำให้ชลิวรรณเริ่มรู้ตัว แต่เธอไม่ได้ดิ้นรนหนีหรอกนะ
เพราะรู้ว่า...มันจะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้นเลยเมื่ออยู่ในอ้อมกอดราวปราการเหล็กของ ‘คนสารเลวคนนี้’

“คุณนี่หน้าด้านจริงๆ”

เธอเปลี่ยนมาเป็นพูดภาษาไทยด้วยเสียงราบเรียบเย็นชา ด้วยความสูงแค่อกเขา เธอเลยต้องแหงนหน้าขึ้นเกือบตั้งฉากและถลึงตาใส่อย่างไม่เกรงกลัว วิธีเผชิญหน้ากันอย่างนี้ต่างหากที่ได้ผลกับคนๆ นี้

แอนดรูว์ก้มมองชลิวรรณนิ่งอย่างประหลาดใจ ต่อมาไหล่กว้างของเขาก็เริ่มกระเพื่อม แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะดังลั่นรดหัวเธอ

“ปากจัดไม่เบานะหนูเล็ก ถ้าเป็นเมื่อก่อนป่านนี้คงร้องไห้ลั่นสนามบินแล้วรอให้ฉัน...จูบปลอบ”

เขาเปลี่ยนมาพูดภาษาไทยสำเนียงไทยชัดเจนเช่นเดียวกับเธอ แต่ต่างน้ำเสียงจนเกือบสุดขั้วเพราะมันเต็มไปด้วยความรู้สึกร้อนแรงจนหลากล้น สาดซัดเข้าใส่ใจชลิวรรณจนถึงขั้นเกือบสะเทือน

“นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้เลิกแสดงบทสามีขี้หึง แล้วปล่อยฉันได้แล้ว” ชลิวรรณบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม แม้นใจจะกวัดแกว่งไปบ้างกับการแนบชิดกับเขาอีกครั้ง

“ยังไม่ได้รับขวัญเลยจะปล่อยได้ยังไง” มีจุดเล็กๆ กำลังเต้นระริกอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของแอนดรูร์

“ฉันก็จะร้องให้ลั่นสนามบินน่ะซิ แต่ไม่ใช่ร้องไห้นะ ฉันจะร้องเรียกตำรวจ”

“ก็ร้องซิ ทำให้ฉันโดนจับ โครงการเฮอร์ริเคนงี่เงาของเธอกับพี่ชายจะได้จบเห่”

เขารู้ว่าเธอจะไม่ทำแบบนั้น คนสารเลวชั่วร้ายคนนี้คิดว่ารู้จุดอ่อนเธอเสมอ

“อย่ามาขู่  ไม่ได้มีคุณคนเดียวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพายุ ฉันมีปัญญาหาคนใหม่ และตอนนี้ฉันควรหาคนใหม่ดีกว่า ฉันไล่คุณออกจากโครงการนี้ ออกไปให้พ้นหน้าฉันได้แล้วคุณแอนดรูว์”

ครั้งนี้แอนดรูว์หัวเราะจริงๆ หัวเราะทั้งตัว หัวเราะจนต้องปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระอย่างที่ต้องการ แล้วเอามือไปกุมท้องตัวเองไว้

“ฉันว่าเธอเข้าใจผิดนะหนูน้อย ฉันเป็นเพียงคนๆ เดียวที่ตอบตกลงพาเธอไปทำข่าวเฮอร์ริเคนที่ฝั่งตะวันออก”

“ขืนหัวเราะอีกฉันฆ่าคุณแน่” ชลิวรรณตวาดแว้ด ในที่สุดเธอก็ต้องระเบิดอารมณ์ออกมาเพราะท่าทางยั่วเย้ากวนโมโหของนายยักษ์ใหญ่แอนดรูว์

“หนูเล็กขี้แงเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” เขาหยุดหัวเราะ แต่ดวงตายังเต้นพราว

“ใช่ ทีนี้ก็ต่างคนต่างไปได้แล้ว ฉันไม่เชื่อว่าจะมีคุณเท่านั้นที่รับงาน ฉันจะหาคนใหม่ได้แน่ๆ ลาก่อนมิสเตอร์ศิริพชร”

ชลิวรรณหันหลังให้เขาทันที แล้วก้มลงไปหยิบกระเป๋าเดินทางใบเล็กที่เธอวางไว้ข้างๆ ที่นั่งก่อนที่จะถูก ‘คนสารเลว’ ถือวิสาสะดึงตัวเธอขึ้นไปกอด จากปรายหางตาเธอเห็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งกำลังเดินเตร่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล เธอไม่แปลกใจหรอกเพราะเสียงของพวกเขาดังจนเป็นที่น่าตกใจของผู้คนรอบข้างอย่างนั้น

“ฉันเคยสาบานว่าจะให้เธอพูดคำว่า ลาก่อน กับฉันได้เพียงครั้งเดียว”

“เหรอ” เธอหันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง ปากอวบอิ่มแดงเรื่อแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วรัวคำพูดใส่หน้าเขา “ลาก่อน ลาก่อน ลาก่อน  ลาก่อน”

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับคุณผู้หญิง ”

เสียงของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทรกขึ้นมาทันท่วงทีเมื่อเธอเห็นประกายตาวาวโรจน์ของแอนดรูว์

“และ ลาก่อนแอนดรูว์” เธอกระซิบบอกเขาอีกครั้ง ก่อนหันไปหาเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้วพูดด้วยภาษาอังกฤษ “ค่ะ ดิฉันอยากแจ้งจับผู้ชายคนนี้ข้อหาลวนลามทางเพศ”

“ประกาศสงครามใช่ไหม” เขายังคงใช้ภาษาไทยถามเบาๆ แต่เสียงหนักแน่นราวกับหินสักสิบตัน

ชลิวรรณเชิดหน้าขึ้นแทนคำตอบ

“คุณผู้ชายครับ ผมขอเชิญ...”

“ก่อนที่จะเกิดการเข้าใจผิดกัน ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับคุณเจ้าหน้าที่ ผมคือดอกเตอร์แอนดรูว์ ศิริพชรผู้เชี่ยนชาญด้านภัยพิบัติของประเทศ ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาผม เราแต่งงานกันเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว แล้วเธอก็หนีกลับเมืองไทยไปเฉยๆ ผมให้นักสืบเอกชนตามจนพบ และรู้ว่าเธอจะมาแอลเอวันนี้พร้อมกับ ชู้รัก ผมเลยมาดักพบ อย่างนี้แล้วน่าจะเป็นผมต่างหากที่ควรแจ้งจับผู้หญิงคนนี้ในข้อหาฉ้อโกงนะครับ เพราะเธอหนีไปพร้อมกับของมีค่าที่สุดของผม”

“อ้าว คุณผู้หญิง”

เจ้าหน้าที่คนนั้นมีท่าทางจะไปเข้าข้างอีกฝ่ายหน้าตาเฉย ชลิวรรณโกรธจนรู้สึกว่าเลือดในตัวเดือดผุดๆ และไม่คิดที่จะแสร้งทำเป็นเยือกเย็นอีกต่อไป

“ฉันไม่ได้เป็นภรรยาคุณ แล้วพิธีแต่งงานนั่นมันก็ไม่สมบูรณ์ เพราะเจ้าบ่าวมัวแต่มั่วกับอีตัวจนมาเข้าโบสถ์ไม่ทัน และอีกอย่างนะอย่าเหมาว่าคนอื่นจะส่ำส่อนเหมือนตัวเอง ฉันอาจฟ้องร้องคุณในข้อหาหมิ่นประมาทว่าฉันมีชู้อีกข้อหาก็ได้” เธอรู้ตัวเลยว่าจำคำพูดแรงๆ ในภาษาอังกฤษได้เยอะมากทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้

ดวงตาของแอนดรูว์เป็นประกายวาบขึ้นมา สีหน้าเย้ยหยันแข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้น “นี่ใช่ไหมเหตุผลจริงๆ ที่เธอหนีไป ทำไมไม่ถามความจริงฉัน”

“ไม่จำเป็นต้องถาม ในเมื่อฉันเห็นมันกับตา”

เขาเงียบไป หัวคิ้วดกดำขมวดมุ่น เธอใช้จังหวะนั้นหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ของสนามบิน

“ดิฉันขอโทษค่ะที่มาทะเลาะกันกลางสนามบินอย่างนี้”

“คุณกับสามีควรจะคุยกันดีๆ นะครับ”

เธอกำลังจะค้านว่าเขาไม่ใช่สามีของเธออีกครั้งพอดีแอนดรูว์รีบพูดแทรกขึ้นมา

“ครับ เราสองคนคงมีเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกันอีกยาว แต่ตอนนี้พวกเราไปได้แล้วใช่ไหมครับ”

“ครับเชิญ” เจ้าหน้าที่สนามบินยิ้มให้นิดหนึ่ง

ชลิวรรณไม่ต่อต้านเมื่อแอนดรูว์เข้ามาช่วยหิ้วกระเป๋าเดินทางให้ แล้วใช้มืออีกข้างแตะข้อศอกเธอให้เดินไปกับเขา เธอเองก็ไม่อยากให้เรื่องลุกลามใหญ่โต แต่เขามันเป็นปีศาจร้ายที่กระตุ้นให้ด้านมืดของเธอผุดขึ้นมาตลอด

“ฉันจะเรียกแท็กซี่ไปเอง” เธอปัดมือเขาออก เข้าไปแย่งกระเป๋าจะมาถือเองในทันทีที่พ้นจากอาคารผู้โดยสารขาเข้า และพ้นจากสายตาของเจ้าหน้าที่สนามบินนายนั้น

“ไม่มีทาง” เขายึดหูกระเป๋าไว้แน่น ดึงออกให้ห่างมือของเธออย่างง่ายดาย

“ฉันไม่ต้องการคุณ ไม่รู้เรื่องหรือไงคุณแอนดรูว์ เอากระเป๋าฉันมาแล้วต่างคนต่างไป ต่างคนต่างอยู่อย่างที่มันเคยเป็น”

“มันไม่มีวันเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว เมื่อเธอกลับมาอเมริกา”

เธออยากสะบัดหน้าหนีไปอีกทิศทางที่ไม่มีรูปร่างสูงใหญ่ภายใต้เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีดำที่เหน็บชายอยู่ในกางเกงยีนธรรมดา เพราะเมื่อได้สังเกตเขาชัดๆ อย่างตอนนี้ไม่มีอะไรธรรมดาเลยสำหรับคนๆ นี้ ชุดที่แนบตัวทำให้เห็นมัดกล้ามที่เคลื่อนไหวอย่างทรงพลังของเขา ฮอร์โมนเพศชายฟุ้งกระจายไปทั่วตัว มันทำให้เธอหายใจเกือบติดขัด แค่เกือบนะ เวลาเจ็ดปีมากพอที่เธอจะสร้างภูมิคุ้มกันผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเร้าใจผู้หญิงอย่างนายแอนดรูว์ แต่ให้ตายซิเขายังดูดีเหมือนเดิม เซ็กซี่ยิ่งกว่าเดิมจนเธอลืมตัวไม่ทำตามที่สมองสั่งให้หันหนี

“ถ้าไม่อยากโดนฉันปล้ำตรงนี้ อย่ามองฉันอย่างนั้น”

ชลิวรรณหน้าแดงซ่าน แต่เธอไม่ยอมให้เขาคิดว่าเธอยังหลงรูปเขาแบบเมื่อก่อน

“อย่าหลงตัวเองหน่อยเลย ฉันแค่มองเห็นว่าหัวคุณเริ่มเถิกแล้วต่างหาก”

“พยายามดีนี่ แต่กลบเกลื่อนไม่มิดนะหนูเล็ก หน้าเธอยังแดงอยู่”

นอกจากไม่โกรธแล้วเขายังยิ้มหวานบาดใจให้เธอ ตั้งใจโปรยเสน่ห์ไม่ยั้ง อารมณ์ที่เหมือนมีเมฆดำหนาทึบบดบังมาเจ็ดปีค่อยๆ จางลงเมื่อได้ยินเหตุผลการจากไปของชลิวรรณในวันนั้นจากปากของเธอ

สิ่งที่เธอเห็นคงเกินรับได้สำหรับเจ้าสาว อายุน้อย อ่อนโลกขี้แงอย่างเธอในตอนนั้น

เขาเตรียมคำอธิบายไว้แล้วเมื่อไปถึงงานแต่งงานของตัวเองช้าไปหนึ่งชั่วโมง

ไม่มีเจ้าสาวของเขาที่นั่น หรือที่ไหนอีกเลยในอเมริกา ชลิวรรณหนีกลับเมืองไทยโดยทิ้งจดหมายถึงเขาว่าถ้าเขาตามเธอไปที่เมืองไทยหรือบอกพี่ชายของเธอเรื่องการแต่งงาน

เธอจะฆ่าตัวตาย


หน้า: [1] 2