แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - buddy

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
4. ฟีลิปดา / buddy / จอมขวัญปฐวี บทนำ
« เมื่อ: กันยายน 14, 2017, 02:45:45 AM »
หน้าสดยังกล้าโชว์ แต่งสดจะไปกลัวอาร๊ายยยย  ;D ;D ;D

**********************



บทนำ

"พ่อ พ่อ มาดูนี่เร็ว เร็ว!" เด็กชายกวักมือ กระโดดเหยงๆ ร้องเรียกพ่อที่เดินนำหน้าอยู่

มาคาซาหันมาทำท่าทางให้ลูกชายเงียบเสียง เอ็ดเบาๆ "อะไรของเจ้าน่ะ เซรัง ตะโกนเสียงดังลั่นป่าแบบนี้ พอดีไอ้เขี้ยวยาวมันได้ยินก็หลบไปเสียเท่านั้น"

เด็กน้อยย่นคอ รู้สึกผิด แต่มันก็ช่วยไม่ได้ที่เขาจะตื่นเต้น ในเมื่อสิ่งที่เห็นมันน่าตกใจจริงๆ เขาวิ่งก้าวกระโดดเข้าไปหาพ่ออย่างช่ำชอง พื้นที่ทุกตารางนิ้วในป่าคือสนามเด็กเล่นของเขามาตั้งแต่เกิด นับประสาอะไรกับเส้นทางแคบๆ ริมหน้าผาแบบนี้

"พ่อ ดูนั่นสิ นั่นม้าหรือเปล่าพ่อ" เขาชี้ไปยังชะง่อนผาอีกด้านหนึ่ง

มาคาซามองตามนิ้วมือลูกชาย ที่ปลายชะง่อนผามีก้อนสีขาวเสียบคาอยู่กับกิ่งไม้ มองเผินๆ อาจนึกว่าเป็นก้อนเมฆลอยระเรี่ยยอดผาสูงแห่งสัตบรรพต แต่ก้อนเมฆไม่มีขา แล้วถ้ามองจากระยะนี้ ที่ปากของมันคาบอะไรบางอย่างไว้

"ไปเร็ว เซรัง" คนพ่อวิ่งนำ คนลูกก็วิ่งตามติดด้วยความเร็วและความช่ำชองไม่แพ้กัน ไม่นานก็มาถึงชะง่อนผานั้น

"พ่อ นั่นใช่คนไหม!" เด็กน้อยยิ่งตื่นเต้นเมื่อเห็นว่า ม้าสีขาวประหลาดที่เสียบติดอยู่กับกิ่งไม้ ที่ปากของมันงับเข็มขัดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอาไว้ โชคดีที่หนูน้อยตัวกระจ้อยเข็มขัดหนังนั่นจึงยังสามารถรับน้ำหนักเธอไว้ได้ และไม่ร่วงหล่นลงสู่ป่าหนาทึบเบื้องล่าง
   
"เซรัง เอาเชือกของเจ้ามาให้พ่อ เร็วเข้าก่อนเจ้าม้าจะหมดแรง" เด็กชายส่งเชือกประจำตัวให้ทันทีตามคำขอ

มาคาซารับมาผูกเข้ากับเชือกของตนเป็นบ่วงบาศ ให้เด็กน้อยถือปมต่อเชือกไว้ ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกเข้าที่เอวตนเอง เขาค่อยๆ ไต่หน้าผาลงไปอย่างชำนาญ จนถึงระยะใกล้พอ จึงปักตะขอยึดเข้ากับหน้าผา โหนตัวเองไว้กับขอยึด ขว้างบ่วงบาศไปรัดเข้าพอดีกับลำตัวของหนูน้อยในปากม้า

"เซรัง พร้อมหรือยัง" เขาตะโกนถามลูกชายที่รออยู่ด้านบน พอได้ยินเสียงตอบรับ เขาจึงหันไปพูดกับม้า "ข้าจะดูแลเจ้านายตัวน้อยของเจ้าเอง ปล่อยเถอะ"

เหมือนเจ้าม้าจะแสนรู้ภาษามนุษย์ มันค่อยๆ อ้าปาก ร่างเล็กร่วงลงทันที มาคาซารอท่าอยู่แล้วรีบดึงร่างกระจ้อยร่อยนั่นเขาสู่อ้อมแขน 

"ดึงขึ้นไป" เขาร้องสั่ง เซรังแม้ยังเด็กเพียงห้าขวบ แต่ชนเผ่ามาเซออย่างพวกเขาฝึกฝนร่างกายตั้งแต่เด็กจนแข็งแกร่งราวหินผา กล้ามเนื้อทุกส่วนสามารถใช้งานได้ดังใจ หาไม่แล้วคงไม่อาจใช้ชีวิตในป่าลึกได้รอด

เมื่อปล่อยเด็กหญิงให้ลูกชายดูแลจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว เขาก็หันไปหาม้าสีขาวที่หายใจรวยริน สัตว์แสนวิเศษตัวนี้ช่างจงรักภักดีต่อเจ้านายของมันเหลือเกิน แม้จะต้องทรมานจากกิ่งไม้ที่ตัวเสียบคาอยู่ แต่มันก็ยังไม่ยอมแพ้ อุตส่าห์คาบเจ้านายเอาไว้ไม่ยอมปล่อยให้เป็นอันตราย

"ภาระหน้าที่ของเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว" มาคาซาดึงมีดพร้าที่สะพายหลังออกมา ฟันอย่างแรงไปที่กิ่งไม้ จนมันคาดสะบั้น ร่างสีขาวร่วงหล่นไปพร้อมกิ่งไม้ สู่ผืนป่าเบื้องล่าง ดูจากสภาพแล้ว มันอาจจะขาดใจตายก่อนที่จะตกถึงพื้นด้วยซ้ำ

"ไปดีเถอะ เจ้าขาว เราจะส่งเจ้านายของเจ้ากลับบ้านเอง"

เจ้าขาว ม้าที่เขาเพิ่งตั้งชื่อให้นั้นตกร่วงลงสู่ผืนดิน ร่างมันจะสลายกลายเป็นอินทรีย์ ยังประโยชน์ต่อไป ขนาดม้าที่ว่าเป็นเดรัจฉาน ยังทนสู้กับความตาย เพื่อปกป้องรักษาชีวิตของเจ้านายน้อยของมันด้วยความจงรักภักดียิ่ง

แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าหนูน้อยเป็นใคร ทำไมจึงมาตกห้อยอยู่ที่หน้าผาแบบนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจคือ เธอต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน 

******************************

2
R1. มะนอแน่ / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๓
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:40:19 AM »
บทที่ ๓


   สองหนุ่มเดินสง่างามเคียงคู่กันไปข้างหน้า สาวน้อยกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามเพื่อให้ทันพวกเขา แม้ใจอยากจะร้องเรียกให้รอ แต่ทิฐิมานะก็ห้ามไว้และสั่งให้ปิดปากเงียบ จากคำสนทนากับราชอาชา นางได้ยินเลาๆ ว่า พวกเขาอาศัยอยู่ชายแดนปาล รอให้ถึงชายแดนก่อนเถอะ เมื่อนั้นพวกเขาก็หมดความสำคัญ
   สองบุรุษหยุดนิ่งปรึกษากันสักครู่ ก่อนเจ้าคนหน้าสวยจะหันมาพูดกับนาง
   “เราจะพักค้างคืนที่นี่” ว่าพลางมองไปรอบๆ บริเวณ
   “ทำไมเราไม่เดินต่อ ฟ้ายังไม่มืดเลย เราอาจจะถึงชายแดนปาลก่อนมืดก็ได้” นางทักท้วง ไม่ปรารถนาจะค้างอ้างแรมกลางป่าร่วมกับบุรุษเถื่อนแปลกหน้า แม้พวกเขาจะช่วยชีวิตนางไว้ก็ตามที
   เจ้าขวัญมองยิ้มๆ มายังคนเสนอความเห็น “นี่ สาวน้อย ถ้าเจ้าหายตัวได้ก็อาจจะสามารถทำได้อย่างที่ว่า ข้าชักสงสัยเสียแล้วสิ เจ้าเป็นชาวเขมรัฐจริงๆ หรือเปล่า ถึงไม่รู้ว่าระยะทางกว่าจะไปถึงชายแดนปาลมันไกลขนาดไหน”
   “เรา...เราเป็นชาวเขมรัฐสิ เพียงแต่...” น้ำเสียงนางอ่อนลงในตอนท้าย ไม่อาจพูดได้ว่านางไม่เคยเดินทางไกลมาก่อน ชายหนุ่มจ้องมองอย่างสงสัยจนนางต้องเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเราจะพักกันอย่างไร ไม่มีห้อง เตียงก็ไม่มี”
   “เจ้านี่ท่าทางจะอยู่สบายจนเคยตัว เดินป่าก็ต้องนอนกลางป่า กลางดินทรายอย่างนี้ล่ะ”
หญิงสาวรู้สึกพะอืดพะอมกับความคิดที่จะต้องนอนบนดินเปียกชื้น ทำไมนางไม่เคยคิดมาก่อนเลยถึงเรื่องการนอนหลับในป่าเช่นนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้คิดอะไรเลยทั้งสิ้นก่อนตัดสินใจ คิดเพียงแต่...ต้องหนีไปให้พ้น จะไม่ยอมตกอยู่ในสภาพเชลยเป็นเด็ดขาด
   บุรุษทั้งสองแยกย้ายกันออกหาไม้ฟืนมาสุมตรงกลางลานดิน ไม่นานลูกไฟดวงน้อยก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้น คนหน้าเข้มเดินหายเข้าไปในป่า ในขณะที่คนหน้าสวยคอยสุมขอนไม้เข้าไปเสริมจนกองเพลิงโชติแรงขึ้น นางเห็นเขาเสียบไม้ลงสองข้างของกองไฟเพื่อเป็นหลักสำหรับอะไรสักอย่าง ไม่นานคำตอบก็เฉลยออกมาเมื่อชายคนที่หายเข้าป่ากลับออกมาพร้อมกระต่ายป่าน่ารักสองตัว นางยิ้มและทำท่าจะเข้าไปอุ้มชมความน่ารัก แต่แล้วก็สังเกตเห็นว่ากระต่ายทั้งสองตัวนั้นนิ่งสนิทไม่ไหวติง มีรอยเลือดแดงชาดเปียกบนขนสีน้ำตาล
   “ว้าย!” นางเบือนหน้าหนีเมื่อเห็นเขาเริ่มกดปลายมีดลงบนซากกระต่าย คนป่าพวกนี้น่ากลัวเหลือเกิน พวกเขาสามารถหยิบยื่นความตายให้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตเล็กๆ น่ารักอย่างกระต่ายน้อย โหดร้ายที่สุด
   “จะร้องเรียกพวกทหารม้ามาหรือไร” เจ้าขวัญส่งเสียงปรามมาในขณะที่กำลังจัดการกับซากที่ชำแหละเรียบร้อย ไม้หลักที่ปักข้างกองไฟ กลายเป็นแท่นบูชายัญไปเสียแล้ว
   เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หญิงสาวนั่งมองสองหนุ่มฉีกกินเนื้อกระต่ายที่บัดนี้ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเหลือเกิน ตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ มีเพียงน้ำไม่กี่อึกที่ผ่านลงคอไป นางรู้สึกได้ว่าร่างกายเรียกร้องอาหาร แต่ภาพการฆ่าอย่างเลือดเย็นก็ทำให้นางต้องตอบปฏิเสธไป เมื่อเขายื่นเนื้อกระต่ายให้
   “ไม่หิวก็ต้องกิน พรุ่งนี้ยังต้องเดินอีกไกล” เขาไม่รู้ว่านางจะไปไหน แต่การที่นางยอมตามมาด้วย อาจหมายความว่านางกำลังจะไปปาล ความคิดที่อยากจะพานางกลับ ‘บ้าน’ ของเขาเกิดขึ้นเมื่อไรก็ไม่รู้ แต่ชัดเจนเหลือเกิน
   “เรากินไม่ลง” อ้อมแอ้มปฏิเสธ
   “หลับหูหลับตากินไปเถอะน่า อย่ามากเรื่องเลย”
กลิ่นหอมของเนื้อสุกใหม่ กรุ่นติดจมูกจนในที่สุด มโนธรรมก็พ่ายแพ้ต่อสัญชาตญาณความหิวของสัตว์โลก นางส่งชิ้นเนื้อกระต่ายสุกเข้าปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ รสหวานจากเนื้อนุ่มนั้นทำให้ชิ้นต่อไปตามเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว บุรุษหน้าสวยพิศใบหน้าอมยิ้มของสาวน้อยอย่างเอ็นดู ค่อนเบาๆ “เมื่อครู่ทำเป็นรังเกียจ”
นางค้อนใส่เขา กลืนเนื้อลงคออย่างรวดเร็ว “เราหิวต่างหาก เจ้าเองไม่ใช่รึที่สั่งให้กิน”
   เขาหัวเราะเสียงใสก่อนลุกออกไปคุยกับสหายเพชฆาตของตน
   “ท่าทางท่านสนใจนางเป็นพิเศษ” การินส่งยิ้มล้อเลียน แต่คนหน้าสวยกลับตีสีหน้าเคร่งขรึม
   “นางต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
   “เห็นจะจริง คงจะเป็นนางฟ้าจำแลงมากระมัง ท่านถึงได้มองนางเสียหยาดเยิ้มขนาดนั้น” บุรุษผู้พี่เย้า
   เจ้าขวัญแสร้งไม่ใส่ใจ เอ่ยต่อ “น่าสงสัยนัก ทำไมพวกทหารม้าต้องตามล่านาง”
   “นั่นสิ รึนางกระทำความผิดอันใดมา” การินสันนิษฐาน
“ไม่แน่ แต่ที่แน่ๆ นางต้องเกี่ยวข้องกับราชสำนักเขมรัฐ” ราชอาชาเป็นกองกำลังทหารม้าในพระองค์ ขึ้นตรงต่อราชินีเขมรัฐเท่านั้น “เราจะพานางไปด้วย นางอาจทำให้เราเข้าใกล้ราชสำนักเขมรัฐมากขึ้น”
คำพูดจริงจัง กลับทำให้คนฟังหัวเราะอย่างขันๆ “ท่านพูดราวกับลืมความสัมพันธ์ของตัวเองกับราชสำนักเขมรัฐไปเสียแล้ว”
   “ไม่ลืมแต่ไม่ต้องการ และเพราะไม่ต้องการ เราจำต้องหาหนทางอื่นสำหรับงานใหญ่” เขาเหลือบมองไปยังร่างเล็กที่ยังเอร็ดอร่อยกับรสชาติกระต่ายป่าอย่างเพลิดเพลิน   
“ระวัง ‘หนทางอื่น’ จะกลายเป็นทางลำบาก” เสียงกระเซ้ากลั้วหัวเราะส่งมาจากคนข้างๆ
คำเย้าของการินเหมือนจะย้ำความรู้สึกบางอย่างในใจที่เตือนเจ้าขวัญให้อยู่ห่างนางผู้เป็นปริศนานี้เอาไว้ หากชายหนุ่มสั่นหน้าช้าๆ ราวกับจะปฏิเสธข้อสงสัย ท่าทางไร้พิษสง รูปร่างอ้อนแอ้น เนื้อเนียนนุ่มหอมชื่นใจเมื่อยามสัมผัส จะสามารถสร้างเรื่องวุ่นวายได้มากขนาดไหนกันเชียว


   ท้องฟ้ามืดสนิท แม้แต่ดาวเดือนก็ราวกับดับแสงไปในค่ำคืนนี้ เสียงวิเวกรอบข้างน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสัตว์ร้าย หญิงสาวนอนกระสับกระส่ายไปมาไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ใจมัวแต่ระแวงแสงวาวที่ซุ่มซ่อนอยู่ในความมืดของเงาไม้ อากาศเริ่มเย็นเยียบจนยะเยือก นางขยับตัวเคลื่อนเข้าใกล้กองไฟมากขึ้น เสียงร้องของนกกลางคืนดังหวีดโหยหวนมาตามลม นางสะดุ้งสุดตัวผุดลุกขึ้นมองไปรอบด้าน
เงียบ...ไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว นอกจากเปลวไฟที่สั่นระริกปล่อยลูกไฟออกมาเป็นครั้งคราว ใบหน้างามคมคายหลับอยู่อีกด้านของกองไฟ ส่วนอีกหนึ่งหนุ่ม นอนห่างออกไปเห็นเป็นแค่เงาตะคุ่ม
   หญิงสาวเอนกายลงอีกครั้ง ห่อตัวจนขดเหมือนทารกในครรภ์มารดา พยายามข่มตาหลับ นึกท่องมนต์คาถาที่เคยสวดมาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์ หวังให้พอผ่อนความกลัวลงได้บ้าง เสียงพรึบพรั่บดังขึ้นใกล้หู ตาลืมโพลงขึ้นทันที มองเห็นยอดไม้ไหวไปมา อะไรบางอย่างกำลังลอยละลิ่วลงมา มันมีกันหลายตัว พุ่งเข้าหาใบหน้าสาว
นางกรีดร้องปัดมือป่ายไปมาอย่างหวาดกลัว สุดท้ายสิ่งที่เห็นก็เป็นเพียงแค่ใบไม้สามสี่ใบเท่านั้น เสียงร้องของนางปลุกอีกร่างข้างกองไฟให้ลุกขึ้นมอง ส่งสายตาดุข้ามมาทันให้นางได้เห็นก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอย่างรำคาญใจ
   ร่างบางสั่นสะท้าน ไม่กล้าล้มตัวนอน ได้แต่นั่งกอดเข่าด้วยความหวาดหวั่น ความหนาวเย็นประสมประสานไปกับความกลัวจับจิต เหลียวมองรอบข้างเห็นเพียงความมืดมิด ได้ยินเพียงความเงียบ อีกนานเท่าไหร่ถึงจะเช้า อีกนานเท่าไหร่ความน่ากลัวนี้จะจบสิ้น เวลาคืบคลานไปอย่างเชื่องช้า พอๆ กับลมหายใจที่เต้นแผ่วเบา
ความหวาดกลัวจุกแน่นขึ้นมาถึงคอ บีบรัดสมองจนปวดหนึบ หากไม่ระบายออกมาบ้างคงระเบิดร่างนางจนกระจายเป็นผุยผง น้ำใสๆ ไหลรินออกจากสองตา คิดถึงพ่อ แม่ พี่ เคยทะนุถนอมกล่อมเกลา จะรู้บ้างไหมหนอว่านางต้องตกระกำลำบาก นอนกลางดิน ท่ามกลางความมืดที่เดียวดายเช่นนี้
   “มานี่สิ” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากอีกฝั่งของกองไฟ หญิงสาวเหลือบตามอง เห็นเขากวักมือเรียก โดยไม่รู้ตัว ขาสองข้างพาตัวเข้าไปหาเขาอย่างเซื่องๆ
   “มานอนตรงนี้มา ไม่ต้องกลัว” เขาฉุดนางลงนั่งข้างกาย หญิงสาวยอมตามอย่างว่าง่าย แต่ยังไม่วายสะอื้น ร่างบางทอดลงบนพื้นหันหน้าเข้าหากองเพลิง รู้สึกถึงรัศมีอบอุ่นจากร่างกายบุรุษที่นอนประกบอยู่ด้านหลัง เสียงสะอื้นค่อยๆ เงียบลง ป่ายังคงสงบสงัด แต่จิตใจสาวน้อยกลับไม่ยอมนิ่งตาม ความรู้สึกยังคงตื่นแข่งกับความเงียบของราตรี จดจ่ออยู่กับเสียงหายใจเข้าออกของคนข้างๆ จนราวกับว่าเสียงลมหายใจเป่าอยู่ในโสตตลอดเวลา เมื่อผินหน้าไปมองร่างที่เคียงคู่ ก็เห็นเขาหลับตานิ่ง
   นางค่อยๆ พลิกตัวตะแคงแผ่วเบา หันหน้าเข้าหาร่างสงบของบุรุษรูปงามผู้ช่วยชีวิตนางในวันนี้ เขานอนราบเหยียดตรง มือสองข้างประสานกันอยู่ที่ท้อง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าตรงๆ ของเขาที่ว่างาม แต่ด้านข้างกลับงามเสียยิ่งกว่า คิ้วเข้มได้รูปเรียวราวเขียนขึ้นโดยจิตรกรฝีมือดี ขนตายาวงอนเป็นแพบนเปลือกตาที่กำลังหลับพริ้ม จมูกโด่งเป็นสันได้รูปสวย หญิงสาวอมยิ้ม เมื่อจินตนาการสันจมูกเขาเป็น ‘สตบรรพต’ เทือกเขาแห่งเขมรัฐ ปลายจมูกเป็นยอดภูนภดล ช่างน่าขันนัก คนอะไรมีภูเขาอยู่บนใบหน้า
   มุมปากจิกขึ้นเหมือนกำลังแย้มยิ้มตลอดเวลา มีความสุขอันใดหนักหนา ริมฝีปากอิ่มสีเรื่อเรืองนั่นเองที่ส่งจุมพิตหวานปิดวาจาก้าวร้าว อยากรู้เหลือเกินว่ายามนี้มันจะนุ่มลื่นนิ่มนวลเหมือนเมื่อเช้าหรือไม่ เขาคงหลับสนิทไปแล้ว มือน้อยค่อยเอื้อมอย่างแผ่วเบาเชื่องช้า ขอสัมผัสกลีบปากงามให้หายสงสัยสักนิดคงไม่เป็นไร
ฉับพลัน ตาพริ้มก็ลืมโพลงขึ้น หญิงสาวหดมือกลับทันทีด้วยอาการรีบร้อน แสร้งหลับตาแน่น แต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาคม ชายหนุ่มขยับตัวเป็นนอนตะแคงหันหน้าเข้าหาร่างบางที่นอนเกร็งอยู่ เอวอ้อนแอ้นอรชรรับกับสะโพกกลมมน กลิ่นเนื้อนางหอมละมุนชวนให้คิดจะรั้งร่างบางเข้ามาแนบข้าง ใบหน้าสวยก้มงุดอยู่กับท่อนแขนตัวเอง เห็นผิวหน้านวลผ่องในความมืดแล้วยิ่งปรารถนาจะสัมผัสเชยชิด แต่ก็ต้องหักห้ามใจไว้อย่างหนัก
   “นอนไม่หลับรึ”
หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง แล้วก็รีบก้มหน้างุด ไม่กล้าสบแสงเข้มที่ส่งมา
   “หนาวหรือ ตัวสั่นเชียว” ชายหนุ่มขยับเข้าหาจนหญิงสาวต้องเขยื้อนตัวถอย
   “เปล่า เราสบายดี” เสียงละล่ำละลักตอบด้วยเกรงว่าเขาจะถือวิสาสะดึงนางไปกอดคลายหนาว ขนาดจูบเมื่อเช้าเขายังถือดีเอาโดยง่าย คงคิดว่านางเป็นสาวป่าชาวไพรไร้เกียรติ ไม่เห็นความจำเป็นต้องระวังรักษา ที่น่าเจ็บใจก็คงเป็นตัวเองที่ยอมตามไม่มีขัดขืน แล้วนี่เขาเรียกมานอนข้างก็ตามใจเขาอีก ดูรึ มานอนให้เขามองให้เขาจ้อง แล้วถ้าเขารังแกเอาจะกล้าห้ามเขาไหม ยิ่งคิดก็ให้ยิ่งอัปยศอายใจตนเอง
   “ถ้าไม่อยากนอนก็มาคุยกัน” ชายหนุ่มยันกายขึ้นและค้ำไว้ด้วยศอกข้างหนึ่ง อยู่ห่างขึ้นอีกนิด จะได้มีแก่ใจทำได้อย่างที่พูดชวนให้มา ‘คุยกัน’ หากยังต้องนอนเรียงเคียงข้าง คงอดใจให้ ‘คุย’ อย่างเดียวไม่ได้แน่
   “เอ้า...เจ้าชื่ออะไร ยังไม่บอกข้าเลย”
   “แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร จะให้หญิงเผยนามตนเองก่อนได้อย่างไร” เขาหัวเราะเมื่อเห็นนางเริ่มกล้าพอจะต่อคำกับเขาแล้ว
   “ข้าชื่อขวัญ พี่ชายข้าชื่อการิน ที่นี้บอกชื่อเจ้าได้หรือยัง”
   “เราชื่อ...แก้วฟ้า”
   “แก้วฟ้า...ชื่อเพราะสมตัว เจ้าจะเดินทางไปไหน”
   “ไปทางเดียวกับเจ้านั่นล่ะ”
   “เจ้าจะไปปาลรึ” ความยินดีอย่างประหลาดเข้าจับจิตใจชาย
   “ความจริง เราต้องการข้ามไปสิตา จะไปถึงได้เราต้องผ่านเข้าปาลเสียก่อนไม่ใช่หรือ”
   “ทำไมเจ้าไม่ข้ามเขาไป ง่ายกว่าเดินทางอ้อมลงใต้แล้ววกขึ้นทางตะวันออกเป็นไหนๆ”
   “เรา...ไม่ถนัดเดินทางข้ามเขา”
   “เจ้านี่แปลกจริง ใครๆ ก็รู้ว่าชาวเขมรัฐเชี่ยวชาญการเดินเขาเพียงใด ด้วยภูมิประเทศเป็นเทือกเขารอบด้าน” ชายหนุ่มมองนางอย่างสงสัยในฐานะ
   “ก็เรา...เราไม่ได้เดินทางบ่อยนัก อีกอย่างเทือกเขาฝั่งตะวันออกเต็มไปด้วยเหวลึก ต่อให้เป็นชาวเขมรัฐเองก็เถอะ หากไม่ชำนาญทางก็อาจพลาดตกเหวได้ง่ายๆ”
   “แล้วทำไมทหารม้าติดตามเจ้า”
   นางมองหน้าเขา ปฏิเสธไม่เต็มเสียงนัก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าราชอาชาติดตามเรา”
   “พอเห็นพวกราชอาชานั่น เจ้าก็รีบหลบทันที ถ้าไม่กลัวการติดตามแล้วเจ้ากลัวอะไร” เขาถามลุกไล่ นึกสนุกกับท่าทางอึดอัดของอีกฝ่าย
   “เรา...”
   “เจ้าเป็นใครกันแน่ บอกมาตามตรง อย่าได้โกหก” ส่งเสียงคาดคั้นมาสำทับ
“เรา...เอ๊ะ ทำไมเจ้าอยากรู้เรื่องคนอื่นมากมายนักนะ” เมื่อนึกหาคำตอบไม่ได้จึงต้องแกล้งทำเป็นโกรธที่โดนเซ้าซี้
   “อ้าว ข้าจะพาเจ้าไปส่งสิตา ข้าก็ต้องรู้สิว่าเจ้าเป็นใครมาจากไหน” ชายหนุ่มพยายามหลอกล่อให้ได้ความจริง และได้ผล หญิงสาวร้องอย่างร่าเริงยินดี
   “จริงรึ เจ้าจะไปส่งเราจนถึงสิตาจริงๆ นะ”
   “แน่นอน แต่เจ้าต้องเล่าให้ข้าฟังว่า เจ้าไปสิตาทำไม แล้วทหารม้าตามล่าเจ้าทำไม ทำอะไรผิดมา สารภาพมาเสียดีๆ”
   “เปล่านะ เราไม่ได้ทำอะไรผิด คือว่า...เรา...เราโดนบังคับให้แต่งงาน” ใบหน้าร่าเริงเมื่อครู่สลดลงทันที
   “กับใคร คงเป็นผู้มีอำนาจละสิ ถึงขนาดส่งทหารม้ามาไล่ล่าเจ้า”
   “ใช่ มีอำนาจล้นฟ้าเลยล่ะ ราชอาชาต้องการตามเรากลับไป”
   “เจ้าไม่ได้รักเขารึ”
หญิงสาวระบายลมหายใจแรงอย่างหงุดหงิด “รักรึ ฮึ ไม่มีทางที่เราจะรักคนพรรค์นั้น เราเกลียด เกลียดเขาที่สุด มีแต่พี่เท่านั้นแหละที่เห็นดีเห็นงามจะให้เราแต่งงานกับเขาให้ได้ ทั้งๆ ที่ใครๆ ต่างร่ำลือกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของเขา คนชั่วร้ายแบบนั้น ใครจะต้องการมาเป็นคู่ครอง”
   “ข้าพอจะเข้าใจความอึดอัดของเจ้า” ในเมื่อเขาเองก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจากนางเท่าไหร่ “แล้วที่ว่าเขาเหี้ยมโหด เขาเหี้ยมโหดอย่างไรล่ะ”
   “ใครๆ ก็โจษจันกันว่า ใจคอเขาร้ายกาจ ผิดมนุษย์มนา ฆ่าคนได้อย่างอำมหิตเลือดเย็นที่สุด หากไม่ชอบหน้าใครก็จะสั่งฆ่าทันที แถมบางคนยังว่าเขาน่ะมีปีศาจสิงกาย หรือไม่ก็อาจจะเป็นอสุระกลับชาติมาเกิด ที่บ้านเขาจะมีห้องขังที่เอาไว้ขังนักโทษ ทุกวันจะมีนักโทษถูกนำตัวไปให้เขาทรมานเฆี่ยนจนเนื้อแตก แล้วก็สาดด้วยน้ำเกลือ”
   “ฮื่อ ร้ายกาจเพียงนั้นเชียว” ถามเสียงสูงอย่างล้อเลียนปนขันกับน้ำเสียงของคนเล่า ที่ราวกับกำลังเล่านิทานที่น่าตื่นเต้นเสียเหลือเกิน
   “ไม่เท่านั้นนะ มีคำร่ำลือกันหนาหูเลยว่า” นางขยับเข้ามากระซิบใกล้ๆ “ว่าเขาฆ่าพ่อตัวเองเพื่อชิง...เอ่อ...ยึดสมบัติ”
   “ชั่วช้าจริงๆ” แม้จะขันในท่าทางของสาวน้อยที่ทำประหนึ่งกลัวใครจะได้ยินเสียงสนทนาระหว่างกันถึงบุคคลที่สาม แต่ก็พยายามสะกดกลั้นไว้เต็มที่
   “ก็ใช่น่ะสิ แล้วเจ้าคิดว่าเราควรแต่งงานกับคนแบบนั้นรึ” นางทำหน้ามุ่น
   “อืม...นั่นสิ... ขนาดแค่กระต่ายป่าโดนฆ่าเป็นอาหาร เจ้ายังร้องราวกับโดนเชือดเสียเอง แต่สุดท้ายกลับนั่งกินเรียบสบายใจ” น้ำเสียงล้อเลียนกลั้วเสียงหัวเราะขัน เมื่อนึกถึงท่าทางกินกระต่ายย่างอย่างเอร็ดอร่อยของนาง
   “เจ้าล้อเรารึ นี่แน่ะ” หญิงสาวรู้สึกเก้อเขินเมื่อรู้ตัวว่าโดนหยอก ทุบกำปั้นน้อยๆ ลงบนแผงอกแข็งแกร่งตรงหน้า ชายหนุ่มคว้ากำปั้นไปกุมไว้อย่างเบามือ
   “ปล่อยนะ” เสียงร้องสั่งมิได้กราดเกรี้ยว แต่ฟังหวานละมุนหู สองสายตาสบประสานลึกซึ้ง ใบหน้าสาวร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย พยายามชักมือออกจากการเกาะกุม หากชายหนุ่มจะยื้อไว้ นางก็คงไม่อาจต้านแรง แต่เขาก็ยอมปลดปล่อยมือน้อยให้เป็นอิสระ ข่มจิตข่มใจตนเองที่พลุ่งพล่านแค่เพียงได้สัมผัสมือนุ่ม รวบรวมกระแสเสียงไม่ให้สั่นไหว
   “แล้วเจ้าจะไปสิตาทำไม”
   “ขอความช่วยเหลือ”
   “ใครจะช่วยเจ้าได้ มีญาติอยู่ที่นั่น?”
   “ใช่”
   “ญาติหรือคนรักกันแน่” เขากระเซ้า แต่แอบภาวนาขออย่าได้เป็นอย่างหลังเลย
   นางทอดถอนใจ “เจ้าคนชั่วร้ายนั่นน่ะ มีอำนาจมากมาย เราต้องหาคนที่สามารถช่วยเรายกเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ให้ได้”   
“บางทีเราอาจช่วยเจ้าได้ ไม่เห็นต้องเดินทางไปถึงสิตา” เขานึกถึงความตั้งใจที่ต้องการพานางกลับบ้าน และมั่นใจว่าเขาสามารถช่วยนางได้อย่างแน่นอน
   “ไม่หรอก เจ้าไม่รู้ว่าเขามีอำนาจมากเพียงไร ไม่มีใครในเขมรัฐจะช่วยเราได้” น้ำเสียงนั้นเศร้าสร้อยน่าสงสาร ถอนหายใจหนัก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นบ้าง “ทำไมเจ้าไม่เล่าเรื่องราวของเจ้าให้เราฟังบ้าง”   
“นอนได้แล้ว ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินอีกไกล” เขาปฏิเสธตัดบท เพราะไม่อยากสร้างเรื่องหลอกนาง
   “ขี้โกงจริง เจ้านี่” นางต่อว่า ก่อนจะถามขึ้น “อีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงชายแดนปาล”
   “ถ้าเราเดินทางได้เร็วพอ พรุ่งนี้จะถึงค่ายพักม้าของเรา วันมะรืนก็น่าจะข้ามเขตแดนได้”
   “วันมะรืนเชียวหรือนี่” นางพึมพำ นึกเสียดายม้าที่ทิ้งไว้ในตลาด หากไม่กลัวผิดสังเกตจนโดนราชอาชาจับได้ คงไม่ต้องตกระกำลำบากเพียงนี้ “เจ้าจะไปส่งเราจนถึงสิตาแน่นะ” สายตานางเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
   “แล้วแต่เจ้าจะบัญชาเลยล่ะ สาวน้อย” เขายิ้มตอบอย่างใจดี
   “ขอบใจนะ ขอบใจเจ้าจริงๆ” ดวงตากลมแวววาวด้วยประกายยินดี รอยยิ้มหวานซึ้งงดงามดุจอัปสราจากภพฟ้า ใบหน้านางเปล่งปลั่งราวจันทร์คืนเพ็ญ ผิวผ่องนวลเนียนชวนหลงใหล ร่างอวบอิ่มของสาวรุ่นยั่วยวนปลุกเร้าแรงปรารถนาของชายหนุ่มราวกับนางพราย เขาต้องหักห้ามใจตัวเองอย่างหนัก พลิกตัวนอนหงาย คงไม่อาจรั้งตัวเองไว้ได้ หากต้องมองนางเนิ่นนานอีกเพียงแค่วินาทีเดียว
   “นอนเสียเถอะ”
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

3
R1. มะนอแน่ / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:38:54 AM »
บทที่ ๒


   กำแพงปูนสีตะกั่วตั้งตระหง่านเป็นแนวโค้งยาว ล้อมรอบด้วยคูน้ำลึกกว้างห้าวาเศษ สูงขึ้นไปเหนือกำแพง ปืนใหญ่สามกระบอกตั้งเรียงหันปลายปืนไปทางทิศใต้ ราชสีห์ทองคำผงาดอยู่บนผืนผ้าสีแดงเลือดนก ธงสัญลักษณ์แห่ง ‘สิตา’ ปักเด่นสง่าอยู่กลางหลังคาทรงโค้ง โบกสะบัดพัดพลิ้วไปตามแรงลม พื้นที่ถัดจากคูออกมาเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่ต้นไม้ให้ร่มเงา ทหารยามในเครื่องแบบสีแดงสดยืนนิ่งประจำอยู่ไม่ห่างกระบอกปืนใหญ่ สายตามองระแวดระวังไปทั่วบริเวณ
   ป้อมชายแดนสิตา-ปาลแห่งนี้ ไม่ได้ใช้งานในราชการสงครามมานานหลายทศวรรษ หลังสองเมืองทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสำหรับกิจการอื่นของ ‘สิงคาล’ ราชาแห่งสิตา รถม้าคันสุดท้ายในขบวนเสด็จกำลังก้าวย่องเนิบช้าไปบนสะพานที่ทอดข้ามคูล้อมป้อม ไม่นานก็หายผ่านเข้าประตูไปในที่สุด
   ภายในป้อมนอกจากทหารที่รักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน ก็มีเพียงราชองครักษ์คนสนิทของราชาสิงคาลเท่านั้นที่ตามเสด็จ และคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูอาคารสีขาวหลังคาโดมแดง ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง เยื้องไปด้านหลังสักสี่ห้าร้อยเมตร เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐสีเทาใช้สำหรับเป็นโรงครัวและที่พักของเหล่าราชบริพาร
   หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ซอยเท้าถี่พาร่างอวบอิ่มเข้าไปในโรงครัว ไม่ได้สนใจเสียงเอะอะโวยวายของแม่ครัวและลูกมือที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันยกใหญ่ กระทะและหม้อใบใหญ่บนเตาบอกถึงปริมาณอาหารมากมายราวกับจะเลี้ยงคนเป็นกองทัพ นางมุ่งหน้าตรงไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังวุ่นวายออกคำสั่งคนงานให้จัดการสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาดึงความสนใจของหญิงกลางคนให้หันมองผู้มาเยือน “เสด็จถึงแล้วรึ แม่จัน”
   สาวร่างอวบอวดยิ้มฟันขาวพยักหน้า หอบหายใจจนหน้าอกโอฬารกระเพื่อมเกือบล้นออกมานอกเสื้อคอปาด “เจ้าค่ะ คุณท้าว ฉันยกพระสุธารสขึ้นถวายเลยนะเจ้าคะ” เสียงตอบนั้นสดใสร่าเริงราวนกน้อย นานเหลือเกินที่ ‘พระองค์ท่าน’ ไม่ได้เสด็จป้อมชายแดน ข่าวการมาจึงทำให้นางแช่มชื่นเป็นพิเศษ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจหญิงที่ว้าเหว่มานาน แต่คำตอบของผู้ที่นางเรียก ‘คุณท้าว’ กลับเหมือนน้ำร้อนสาดกลับมา
   “ไม่ต้องหรอก วันนี้จะให้แม่วีณาจัดการ” คุณท้าวพูด พลางเดินไปตรวจดูถาดพระสุธารสจัดเครื่องต่างๆ ไว้ครบถ้วนดีหรือยัง โดยมิได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันทีของคนรับสาร
   “แต่วีณามาอยู่ใหม่ เกิดทำอะไรให้ขัดเคืองพระราชหฤทัยจะพลอยลำบากกันไปหมดนะเจ้าคะ” เหลือบมองร่างอรชรที่นั่งทำหน้านิ่ง คอยดูคุณท้าวอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยเย็น แม้จะวางหน้าเรียบเฉย แต่ก็คงจะดึงดูดใจพระองค์ท่านไม่ใช่น้อย รูปร่างบางแต่อกเอวสมส่วนรับกันกลมกลึง ผิวพรรณก็เต่งตึงอิ่มเอิบเหลือเกิน คุณท้าวก็ดูราวจะสนับสนุนนางจนออกนอกหน้า คงกะจะให้ถวายตัวกระมัง ยิ่งมอง ลมเพชรหึงริษยาก็ยิ่งพัดกระหน่ำรุนแรง
   “หล่อนคิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นรึ ที่รู้พระทัยพระองค์ท่าน!” คุณท้าวหันมาขึ้นเสียงใส่อย่างไว้อำนาจ
   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่วีณายังไม่เคย อย่างไรเสียก็ให้ตามฉันขึ้นไปก่อน แล้วคราวหลังค่อยไปเอง ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” แม้จะโกรธแสนโกรธ ทั้งหึงทั้งหวงตัวท่าน แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้นอกจากยอมอ่อนเสียงให้คุณท้าวคนสำคัญคนนี้
   “หุบปากหล่อนไปเลย ถ้ามีอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง” คุณท้าวตัดรำคาญด้วยการหันไปพยักพเยิดหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ๆ “ไป แม่วีณา ไปได้แล้ว จำที่ฉันสั่งสอนไว้ให้ดี”
   เมื่อต่อรองไม่ได้ และไม่เห็นทางจะห้ามความประสงค์ของคุณท้าว นางจันก็ทำได้เพียงกระแทกเสียง“ตามใจ” สะบัดหน้าเดินหนีไป คิดปลอบตัวเองในใจว่า หากในเรื่องลีลาแล้ว สาวน้อยอ้อนแอ้นนั่นคงไม่มีทางเทียบชั้นนางได้หรอก สุดท้ายก็จะทรง ‘เรียกหา’ อยู่ดี
   วีณาเดินยกสำรับขึ้นไปถึงห้องบรรทม เมื่อนายทวารเปิดประตูให้เข้าไป หญิงสาวรีบรุดตรงไปยังพระสุพรรณภาชน์ จัดวางถาดพระสุธารสและเครื่องเสวยต่างๆ อย่างระมัดระวังตามที่ได้รับการสอนสั่งมาจากคุณท้าวรำไพ ใจจดจ่ออยู่แต่กับถาดทองคำในมือ ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะทำพลาดตกหกเลอะ มีหวังคงได้คอขาดเป็นแน่ ยังไม่ทันเรียบร้อยดี ร่างบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
   “ว้าย!!” ถ้วยโถกระทบกันเสียงดังเคร้ง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจ แต่พอเห็นหน้าผู้ลักกอดนางชัดเจนก็รีบทรุดกายหมอบกราบกรานแนบพื้น
เจ้าสิงคาลคุกเข่าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ เชยใบหน้างามขึ้นมอง หญิงสาวยังหลบตาไม่กล้ามองตอบ
   “อ้าว คนใหม่รึนี่ เรานึกว่านังจัน” สายพระเนตรลวนลามไปทั่วผิวหน้าผิวเนื้อที่ดูผุดผาดของสาววัยกำดัด
   “คุณท้าวรำไพ...ให้หม่อมฉันนำพระสุธารสมาจัดถวายแทนพี่จันเพคะ” เสียงสั่นๆ กระตุ้นให้ชายตื่นตัวขึ้นทันที ลูบไล้พระหัตถ์แผ่วเบาไปตามเรียวแขนนวลเนียนราวท่อนเทียน คุณท้าวนี่ช่างรู้ใจ ขยันหาสาวงามมาปรนนิบัติ หัตถ์แข็งแรงประคองนางขึ้นยืน หญิงสาวห่อไหล่ ก้มหน้างุดหลบสายตาคมวาวด้วยแรงปรารถนา สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าเข้มค่อยซุกไซ้ไปตามซอกคอ ดอมดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาว
   “อย่า อย่าเพคะ” เสียงห้ามสั่นรัวด้วยความตกใจ มือน้อยๆ ผลักอกกว้างที่หาได้ขยับเขยื้อนไม่ สัมผัสจากมืออุ่นจัดจนร้อนลูบเลื่อนไปตามเนื้อตัว ยิ่งหวาดหวั่นเมื่อโดนรวบรัดพรมจูบไปทั่วทั้งคอทั้งไหล่รุนแรงขึ้นอย่างหื่นกระหาย หญิงสาวเริ่มดิ้นรนหนัก ด้วยแท้จริงไม่ได้สมัครใจจะ ‘ถวายตัว’
   “จะไม่เสวยเสียก่อนหรือเพคะ” เสียงเย็นเยียบของผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นประจักษ์พยาน สามารถหยุดอาการรุกไล่คึกคะนองของกษัตริย์หนุ่มได้ทันใด ทรงผละออกจากนางกำนัล รี่ไปหาต้นเสียง โอบเอวบางเข้าหาจนแนบชิด
   “ก็ทรงปล่อยให้หม่อมฉันรอนาน หม่อมฉันเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียหน่อย” พลางจุมพิตไซ้ปรางเนียนเป็นการต้อนรับนางผู้มาเยือน ปล่อยให้ ‘ของฆ่าเวลา’ ทรุดหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา
พระนางสร้อยรัศมีเบี่ยงวรกายออกจากอ้อมกรแกร่ง ก้าวเนิบสง่างามเข้าหาร่างที่หมอบแทบพื้น เชยใบหน้าสวยขึ้นมอง แววฉงนฉาบขึ้นบนดวงเนตรหรี่เพ่ง ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะค่อยๆ แย้มบาง
   “เจ้าชื่ออะไร” ตรัสถามเสียงอ่อนหวาน
   “หม่อมฉัน ชะ...ชื่อ...วีณา เพคะ” ใจเต้นรัวด้วยทั้งประหม่าทั้งกลัวโทษทัณฑ์
   สตรีสูงศักดิ์ทวนชื่อที่ได้ยินแผ่วเบา พระกิริยาเหมือนกำลังใช้ความคิด แค่เพียงชั่วขณะเดียวก็ทรงหันกลับไปหากษัตริย์หนุ่ม
   “หม่อมฉันขอพระราชทานนางคนนี้ได้ไหมเพคะ” พระนางตรัสถามเจ้าสิงคาลที่ทรงยืนสง่าอยู่ไม่ห่าง คนถูกถามแสดงท่าทางออกชัดเจนทันทีว่าไม่เต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้เชยชมอย่างที่ตั้งใจ สร้อยรัศมีเยื้องย่างเข้าหาอย่างยั่วยวน เรียวนิ้วลูบไล้ไปตามกล้ามแข็งแกร่งบนแผงพระอุระ
   “เถอะนะ ส่วนเรื่องอื่น...หม่อมฉันจะจัดการให้เอง”
   “พระองค์จะทรงต้องการนางไปทำไม” ถามออกไปอย่างเคืองพระทัย
   “หม่อมฉัน...ก็แค่...” เหลือบสายพระเนตรมองนางกำนัลที่ยังก้มงุดอยู่ที่พื้น “ก็แค่รู้สึกถูกชะตาน่ะเพคะ ทรงยกให้หม่อมฉันเถอะนะ”
จุมพิตแผ่วเบาอ้อยอิ่งเชิญชวน ไม่ว่าชายหน้าไหนก็ต้องโอนอ่อน สร้อยรัศมีทรงรู้วิธีเย้ายวนให้อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่พระนางเสียเหลือเกิน ตามใจ อยากได้อะไรก็เอาไป เสร็จแล้วจะได้ทำอย่างอื่นต่อ “แล้วแต่พระประสงค์ละกัน”
เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางสร้อยรัศมีก็ผละออกไปหานางที่หมอบพื้นอยู่อีกครั้ง ปล่อยให้องค์เจ้าสิงคาลทอดพระเนตรตามอย่างไม่สบพระอารมณ์ จนต้องเลี่ยงไปกระแทกตัวประทับลงบนพระแท่น ขัดอะไรขัดได้ แต่ขัดอารมณ์ชายเช่นนี้ หงุดหงิดเหลือประมาณ
   “เจ้าไปได้แล้ว เตรียมเก็บข้าวของด้วย เราจะเดินทางเช้าตรู่พรุ่งนี้” วีณาหมอบกราบก่อนคลานเลี่ยงออกไปโดยเร็วอย่างโล่งอก พระนางสร้อยรัศมีทอดพระเนตรตามหลัง ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง นอกจากจะกำจัดนางกำนัลหน้าใหม่ให้ห่างจากเจ้าสิงคาลแล้ว ยังน่าจะใช้ประโยชน์จากใบหน้าสวยนั่นได้ ใบหน้าที่...คล้ายใครคนหนึ่งมากเหลือเกิน
   เสียงแก้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บ่งบอกอารมณ์ของคนวางได้ดี ปลุกพระนางจากภวังค์ความคิด สร้อยรัศมีแย้มพระสรวลนิดๆ ที่มุมโอษฐ์ นวยนาดไปประทับตรงพระพักตร์ร่างสง่างามบนแท่นบรรทม ผ้าแพรคลุมไหล่เบาบางค่อยๆ เลื่อนหลุด เปิดเผยเนื้อเนียนเปล่งปลั่งที่เจ้าสิงคาลหลงใหล แม้จะเคยเห็นเคยสัมผัสแต่ก็รู้สึกเหมือนอดพระทัยไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นได้สัมผัสอีกครา คงมีเพียงอารมณ์เร่าร้อนของแม่หม้ายอย่างสร้อยรัศมีเท่านั้นกระมังถึงจะเติมเต็ม ‘ความต้องการ’ ของราชาแห่งสิตาได้อย่างเต็มที่ ไฟสวาทจุดติดขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องการเชื้อเพลิง
   เจ้าสิงคาลทรงระลึกถึงการพบกันครั้งแรก ขณะนั้นพระนางสร้อยรัศมียังทรงอยู่ในฐานะพระขนิษฐาแห่งองค์ราชินีเขมรัฐ ดวงพักตร์งามสง่าตราตรึงใจ ดวงเนตรเรียวหวานวาวงามล้ำกว่าสตรีนางใดที่พระองค์เคยรู้จัก พระโอษฐ์แย้มยิ้มเย็นประดับอยู่บนพระพักตร์ตลอดเวลา จนยากที่ใครจะคาดเดาพระอารมณ์หรือพระดำริภายใต้รอยแย้มพระสรวลนั้นได้ พระนางเหมือนปริศนาที่ไม่มีใครอาจหาญกล้าไขให้กระจ่าง องค์เองเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในยามนั้น ตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมงานฉลองบัลลังก์ ‘ศศิลักขณา’ ราชินีแห่งเขมรัฐ ความรักจู่โจมเข้าเกาะกุมพระทัยตั้งแต่เพียงแรกพบพักตร์ จนแม้พระนางกลายไปเป็นรานีแห่งวชิรหัตถ์ราชาแล้ว ความรักก็ยังคงมั่น พระองค์ทรงรู้ว่าพระนางก็รู้สึกไม่ต่างกัน
   เมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานถวายพระเพลิงองค์ราชินีศศิลักขณา ที่สิ้นพระชนม์ชีพไปก่อนเวลาอันควร แค่เพียงได้พบพักตร์สนทนากันไม่กี่คำ ความรักที่เก็บงำมานานก็ราวกับจะปะทุระเบิดออกมาจากพระอุระให้จงได้ สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันจึงก่อเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน
   สร้อยรัศมีเปรียบดังรสหวานหอมแห่งน้ำทิพย์ติดชิวหามิวางวาย เมื่อได้สมรักแล้วก็มิอาจหักพระทัยได้ กระวนกระวายคลุ้มคลั่งราวคนบ้า ปรารถนาจะประหัตประหารวชิรหัตถ์ให้ดับดิ้นแล้วรับพระนางมากกกอดแนบข้าง ยิ่งทรงคิดว่าวชิรหัตถ์มีสิทธิเต็มที่ที่จะดื่มด่ำรสรักจากพระนาง พระองค์ยิ่งแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว เหล่าสนมนางกำนัลที่ห้อมล้อมมิอาจทำให้พระทัยรุ่มร้อนด้วยกามตัณหาเบาบางลงได้ จะหารสพิศวาสใดเทียมเท่าสร้อยรัศมีมิมีอีกแล้ว เสน่หาที่ตราตรึงไม่เคยคลาคลายกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหนี่ยวนำไปสู่การ ‘ลักลอบ’ พบกันอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง...
   จวบจนบัดนี้ องค์สิงคาลเริ่มรู้สึกชื่นชอบการได้พบกันเยี่ยงนี้ เพราะมันยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ได้มากขึ้นอีก และรักพระนางได้รุนแรงเร่าร้อน พระนางเองก็ตอบสนองได้อย่างสมพระอารมณ์เฉกเช่นกัน วชิรหัตถ์ราชาบัดนี้สวรรคตไปแล้ว แต่ฐานะรานีในอดีตพระราชายังค้ำคอไม่ให้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ จะมีใครในราชสำนักแห่งปาลบ้างไหมที่ล่วงรู้ความลับนี้
   “ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ” สร้อยรัศมีไล้นิ้วไปบนแผงพระอุระอย่างรักใคร่หลังเสร็จสมรสรักที่โหยหา
   “คิดว่าทำไมพระองค์เสด็จมาได้ในครั้งนี้” ราชาหนุ่มแห่งสิตาหันหาร่างเปลือยแนบข้างลูบไล้เอวบางอย่างหลงใหล
   “องค์อัคนิรุทรเสด็จประพาสนอกเมือง หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไปไหน”
   “อ๋อ ลูกเลี้ยงไม่อยู่ แม่เลี้ยงเลยมีอิสระ” น้ำเสียงเยาะหยันทำให้พระนางสร้อยรัศมีตรัสเสียงขุ่นเข้ม
   “ทรงหมายความว่ากระไร” แม้จะเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแสร้งโกรธเกรี้ยว จะยอมรับให้ใครกล่าวหาว่าเป็นนางพระยาเทครัวได้อย่างไร
   “อย่ากริ้วไปเลย ทูนหัวของหม่อมฉัน แค่เย้าเล่นเท่านั้นดอกน่า”
   “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับอัคนิรุทร เป็นเพียงแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี” ใช่สิ แค่แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดา จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ ความเกลียดชังในใจอัคนิรุทรที่มีต่อพระนาง ราวกับจะฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใดจะไถ่ถอนได้
   สร้อยรัศมีแสร้งสะบัดตัวลุกหนี แต่พระกรแกร่งของสิงคาลรั้งวรองค์บอบบางกลับเข้าแนบชิด รวบรัดไว้ด้วยวรกายแข็งแรงขององค์เอง
   “หม่อมฉันขอประทานอภัย คราวหลังจะไม่ปากพล่อยให้เคืองพระทัยอีกแล้ว” เคราสากไล้ไปตามซอกพระศอก่อกระแสซ่านเสียวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง วิธีการง้อสาวงอนเยี่ยงนี้ ไม่มีใครเก่งเกินสิงคาล แต่ยังหรอก จะให้อภัยโดยง่ายนั้นไม่ควร
   “ทรงหมิ่นน้ำใจหม่อมฉันเหลือเกิน อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหา แต่กลับต้องมาโดนเหยียดหยามเช่นนี้ หม่อมฉันคงไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้นสำหรับฝ่าบาท” เสียงกระเง้ากระงอดราวสาวรุ่น ทำให้เจ้าสิงคาลต้องทรงกอดกระชับปลอบประโลม
   “ใครว่า หม่อมฉันหลงใหลพระองค์ออกขนาดนี้ ที่พูดไปก็เพราะรักเพราะหวงเหลือเกิน ไม่อยากให้ใครได้เชยชิดพระองค์ แค่คิดหม่อมฉันก็แทบจะขาดใจตาย” ก้มพระพักตร์เชยชมนวลเนื้อไหล่ไล่ไปตามเนินอกอย่างคลั่งไคล้ อดีตรานีแห่งปาลจำต้องผลักร่างที่รุกไล่ออกห่าง ถามสุรเสียงอ่อนหวาน
   “จริงนะเพคะ”
   “จะกล้าปดพระองค์ได้อย่างไร มามะ หม่อมฉันจะแสดงให้ดูว่าหม่อมฉันรักพระองค์ขนาดไหน” พระนางสร้อยรัศมีสรวลเมื่อใบหน้าสากซุกลงแนบอกอิ่มขบเล็มอย่างสนุกปาก ผลักร่างหนาออกจนหงาย พลิกองค์เองขึ้นอยู่เหนือ สำแดงอำนาจแห่งตน
   “ไม่ได้ ต้องให้หม่อมฉันสำเร็จโทษฝ่าบาทก่อน” ปากบางจู่โจมโรมรันกับอีกปากที่ยื่นขึ้นราวลูกนกร้องขออาหารจากแม่นก แม่นกไล่จุมพิตเร่าร้อนไปตามมัดกล้ามแข็งแรงจนชายร้องครางอย่างชอบใจ เกมสวาทยุทธ์เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องครางกระเส่าของทั้งสองร่าง ต่างคนต่างสนองความปรารถนารุ่มร้อนของตนเอง ในขณะที่สมองก็กำลังวางแผนเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเช่นกัน
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

4
R1. มะนอแน่ / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๑
« เมื่อ: กันยายน 10, 2017, 11:35:18 AM »
โพสบทที่ ๑ มากี่ครั้งแล้วไม่รู้ สาธุ คราวนี้ขอให้ได้โพสตอนจบบ้างเฮ้อะ  :'( :'(
**************************


บทที่ ๑


   ณ เขมรัฐนคร
   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้าง วางพื้นบ้าง เรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน
ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน
   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกัน ปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่า ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระวังถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน
   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกรึ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว
   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมรสขนมของตน
   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”
   “ประเดี๋ยวสิพี่ อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”
   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่บ้านไหนมา จึงไม่รู้จักขนมสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้
คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง
ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   “ทหารม้าเขมรัฐ” คนพี่เอ่ยเสียงเคร่งขรึม ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   “จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป
‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนในอ้อมกอดแห่งขุนเขาแห่งนี้ ดุจดินแดนลับแล มิค่อยมีผู้ใดรับรู้เรื่องราวภายในอาณาเขตเทือกเขาสัตบรรพตนี้นัก เนื่องด้วยเขมรัฐไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใดในภูมิภาคมาเป็นเวลานาน นโยบายเปิดเมืองเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้
   ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม
   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่
   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ
   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพรางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป
   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย
   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป
   “สนใจอะไรนางนักหนา”
   “แค่สงสัยน่ะ”
   “สงสัยอะไร”
   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น
พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน
   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธารพลางชะม้ายชายตามายังสองหนุ่มนักเดินทาง
   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” แม้ไม่มีการเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายปิดประเทศของราชินีองค์ก่อน แต่ต่างรู้กันดีว่าทรัพย์ในดินอันอุดมของเขมรัฐนั้นมีทั้งทองและอัญมณีมีราคา ใครก็ปรารถนาครอบครองเขมรัฐทั้งนั้น แต่หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครยอมเสียชิ้นเนื้อโอชะนี้ให้ตกเป็นที่ครอบครองของผู้อื่นเป็นแน่
   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสัตบรรพตอันเป็นแนวเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ
“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง
“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน
   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”
“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”
   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง
   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย
   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐองค์ปัจจุบันเห็นต่างจากพระราชมารดาองค์ราชินีองค์ก่อน นำนโยบายเปิดเมืองมาใช้ และเจรจาขอซื้อเมืองท่าของปาล แต่ฝ่ายปาลยื่นข้อเสนอกลับว่าจะอนุญาตให้ผ่านแดนได้ โดยต้องเจรจาค่าผ่านทางกันทุกปี
   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ
   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น
   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”
เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว
   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้
   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายกระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต
   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิด กรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม
   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ
   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ
   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน
   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว
   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”
   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือด หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น

   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต
   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงชาดสาดไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน
ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน
   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด
สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่
หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา
   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”
นางส่ายหน้า
   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”
นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 
นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว
   “สงสัยจะเป็นนางใบ้”
   คำกล่าวหากลั้วเสียงหัวเราะราวขำขันกับชะตาร้ายของผู้อื่นนักหนา นำทิฐิมานะมาขับไล่ความสับสนในจิตใจ “เราไม่ได้เป็นใบ้!”
นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก
   “นั่นน่ะสินะ เสียงของเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”
   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว
   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”
   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ
   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก
   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า
   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า
   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย
   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”
   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก
   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ
   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน
   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”
   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก
ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”
   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง
   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”
   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ
   “ราชอาชา…”
   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว
การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”
   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม
   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่คำภาวนาไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม
   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า
   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง
   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 
   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าตนน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่
   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด
   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”
บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด
   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”
   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ
   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”
   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่า ใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่
แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจากนายทหารจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”
การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน ถ้าเจอข้าน้อยจะรีบแจ้งทางการเพื่อรับรางวัลเลยขอรับ” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม
นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป
   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่
   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา


โปรดติดตามตอนต่อไป

5
R1. มะนอแน่ / buddy / สาวมั่นประจำห้องหนึ่งอาร์
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:09:26 PM »
มะนอมั่นปล่าววววว พี่มั่นมาก สักวันต้องจบมาราธอน ฮาๆๆๆๆ
สู้ๆ ศู้ๆ ษู้ๆ เอามันทุกสอ ดูซิจะจบไหมรอบนี้  ::) ::)



6
4. ฟีลิปดา / buddy / ฮูเล่ ฮูเล่ ฮูลาฮุ้บ
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:06:28 PM »
คริคริ ได้คู่กับพี่ฟีแรลลี่นี้ หนูจะพยายามนะคะ (พล็อตจงมา พล็อตจงมา ฮาๆๆๆ)


7
3. ลุงทอม / noneko / ศึกช้างชนช้าง
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:04:12 PM »
แหม พี่ฟีเข้าใจจับคู่ จับนักเขียนที่กำลังมีผลงานฮอตมาชนกัน รอติดตามใครจะจบก่อนใคร หุหุหุ ^o^


8
2. กลิ่นร่ำ / แครอทสีส้ม / ว้าว ว้าว ว้าว
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 01:01:41 PM »
สองเรื่องนี้ สองรสชาติเลย น่าติดตามทั้งสองเรื่อง เอาใจช่วยให้เขียนจบนะจ๊ะ


9
1. ตามฝัน / หนึ่งลิปดา / เปิดบ้าน(ชาวบ้าน)
« เมื่อ: กันยายน 09, 2017, 12:59:01 PM »
งัดประตูเข้าบ้านคนอื่น อิอิ
มาส่งกำลังใจก่อนเริ่มแรลลี่คร้าาาาา



10
R.3 ตามฝัน / buddy / จอมใจ เจ้าชีวัน บทที่ ๒
« เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2017, 10:34:59 PM »
บทที่ ๒


   กำแพงปูนสีตะกั่วตั้งตระหง่านเป็นแนวโค้งยาว ล้อมรอบด้วยคูน้ำลึกกว้างห้าวาเศษ สูงขึ้นไปเหนือกำแพง ปืนใหญ่สามกระบอกตั้งเรียงหันปลายปืนไปทางทิศใต้ ราชสีห์ทองคำผงาดอยู่บนผืนผ้าสีแดงเลือดนก ธงสัญลักษณ์แห่ง ‘สิตา’ ปักเด่นสง่าอยู่กลางหลังคาทรงโค้ง โบกสะบัดพัดพลิ้วไปตามแรงลม พื้นที่ถัดจากคูออกมาเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่ต้นไม้ให้ร่มเงา ทหารยามในเครื่องแบบสีแดงสดยืนนิ่งประจำอยู่ไม่ห่างกระบอกปืนใหญ่ สายตามองระแวดระวังไปทั่วบริเวณ
   ป้อมชายแดนสิตา-ปาลแห่งนี้ ไม่ได้ใช้งานในราชการสงครามมานานหลายทศวรรษ หลังสองเมืองทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสำหรับกิจการอื่นของ ‘สิงคาล’ ราชาแห่งสิตา รถม้าคันสุดท้ายในขบวนเสด็จกำลังก้าวย่องเนิบช้าไปบนสะพานที่ทอดข้ามคูล้อมป้อม ไม่นานก็หายผ่านเข้าประตูไปในที่สุด
   ภายในป้อมนอกจากทหารที่รักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน ก็มีเพียงราชองครักษ์คนสนิทของราชาสิงคาลเท่านั้นที่ตามเสด็จ และคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูอาคารสีขาวหลังคาโดมแดง ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง เยื้องไปด้านหลังสักสี่ห้าร้อยเมตร เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐสีเทาใช้สำหรับเป็นโรงครัวและที่พักของเหล่าราชบริพาร
   หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ซอยเท้าถี่พาร่างอวบอิ่มเข้าไปในโรงครัว ไม่ได้สนใจเสียงเอะอะโวยวายของแม่ครัวและลูกมือที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันยกใหญ่ กระทะและหม้อใบใหญ่บนเตาบอกถึงปริมาณอาหารมากมายราวกับจะเลี้ยงคนเป็นกองทัพ นางมุ่งหน้าตรงไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังวุ่นวายออกคำสั่งคนงานให้จัดการสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาดึงความสนใจของหญิงกลางคนให้หันมองผู้มาเยือน “เสด็จถึงแล้วรึ แม่จัน”
   สาวร่างอวบอวดยิ้มฟันขาวพยักหน้า หอบหายใจจนหน้าอกโอฬารกระเพื่อมเกือบล้นออกมานอกเสื้อคอปาด “เจ้าค่ะ คุณท้าว ฉันยกพระสุธารสขึ้นถวายเลยนะเจ้าคะ” เสียงตอบนั้นสดใสร่าเริงราวนกน้อย นานเหลือเกินที่ ‘พระองค์ท่าน’ ไม่ได้เสด็จป้อมชายแดน ข่าวการมาจึงทำให้นางแช่มชื่นเป็นพิเศษ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจหญิงที่ว้าเหว่มานาน แต่คำตอบของผู้ที่นางเรียก ‘คุณท้าว’ กลับเหมือนน้ำร้อนสาดกลับมา
   “ไม่ต้องหรอก วันนี้จะให้แม่วีณาจัดการ” คุณท้าวพูด พลางเดินไปตรวจดูถาดพระสุธารสจัดเครื่องต่างๆ ไว้ครบถ้วนดีหรือยัง โดยมิได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันทีของคนรับสาร
   “แต่วีณามาอยู่ใหม่ เกิดทำอะไรให้ขัดเคืองพระราชหฤทัยจะพลอยลำบากกันไปหมดนะเจ้าคะ” เหลือบมองร่างอรชรที่นั่งทำหน้านิ่ง คอยดูคุณท้าวอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยเย็น แม้จะวางหน้าเรียบเฉย แต่ก็คงจะดึงดูดใจพระองค์ท่านไม่ใช่น้อย รูปร่างบางแต่อกเอวสมส่วนรับกันกลมกลึง ผิวพรรณก็เต่งตึงอิ่มเอิบเหลือเกิน คุณท้าวก็ดูราวจะสนับสนุนนางจนออกนอกหน้า คงกะจะให้ถวายตัวกระมัง ยิ่งมอง ลมเพชรหึงริษยาก็ยิ่งพัดกระหน่ำรุนแรง
   “หล่อนคิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นรึ ที่รู้พระทัยพระองค์ท่าน!” คุณท้าวหันมาขึ้นเสียงใส่อย่างไว้อำนาจ
   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่วีณายังไม่เคย อย่างไรเสียก็ให้ตามฉันขึ้นไปก่อน แล้วคราวหลังค่อยไปเอง ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” แม้จะโกรธแสนโกรธ ทั้งหึงทั้งหวงตัวท่าน แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้นอกจากยอมอ่อนเสียงให้คุณท้าวคนสำคัญคนนี้
   “หุบปากหล่อนไปเลย ถ้ามีอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง” คุณท้าวตัดรำคาญด้วยการหันไปพยักพเยิดหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ๆ “ไป แม่วีณา ไปได้แล้ว จำที่ฉันสั่งสอนไว้ให้ดี”
   เมื่อต่อรองไม่ได้ และไม่เห็นทางจะห้ามความประสงค์ของคุณท้าว นางจันก็ทำได้เพียงกระแทกเสียง“ตามใจ” สะบัดหน้าเดินหนีไป คิดปลอบตัวเองในใจว่า หากในเรื่องลีลาแล้ว สาวน้อยอ้อนแอ้นนั่นคงไม่มีทางเทียบชั้นนางได้หรอก สุดท้ายก็จะทรง ‘เรียกหา’ อยู่ดี
   วีณาเดินยกสำรับขึ้นไปถึงห้องบรรทม เมื่อนายทวารเปิดประตูให้เข้าไป หญิงสาวรีบรุดตรงไปยังพระสุพรรณภาชน์ จัดวางถาดพระสุธารสและเครื่องเสวยต่างๆ อย่างระมัดระวังตามที่ได้รับการสอนสั่งมาจากคุณท้าวรำไพ ใจจดจ่ออยู่แต่กับถาดทองคำในมือ ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะทำพลาดตกหกเลอะ มีหวังคงได้คอขาดเป็นแน่ ยังไม่ทันเรียบร้อยดี ร่างบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
   “ว้าย!!” ถ้วยโถกระทบกันเสียงดังเคร้ง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจ แต่พอเห็นหน้าผู้ลักกอดนางชัดเจนก็รีบทรุดกายหมอบกราบกรานแนบพื้น
เจ้าสิงคาลคุกเข่าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ เชยใบหน้างามขึ้นมอง หญิงสาวยังหลบตาไม่กล้ามองตอบ
   “อ้าว คนใหม่รึนี่ เรานึกว่านังจัน” สายพระเนตรลวนลามไปทั่วผิวหน้าผิวเนื้อที่ดูผุดผาดของสาววัยกำดัด
   “คุณท้าวรำไพ...ให้หม่อมฉันนำพระสุธารสมาจัดถวายแทนพี่จันเพคะ” เสียงสั่นๆ กระตุ้นให้ชายตื่นตัวขึ้นทันที ลูบไล้พระหัตถ์แผ่วเบาไปตามเรียวแขนนวลเนียนราวท่อนเทียน คุณท้าวนี่ช่างรู้ใจ ขยันหาสาวงามมาปรนนิบัติ หัตถ์แข็งแรงประคองนางขึ้นยืน หญิงสาวห่อไหล่ ก้มหน้างุดหลบสายตาคมวาวด้วยแรงปรารถนา สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าเข้มค่อยซุกไซ้ไปตามซอกคอ ดอมดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาว
   “อย่า อย่าเพคะ” เสียงห้ามสั่นรัวด้วยความตกใจ มือน้อยๆ ผลักอกกว้างที่หาได้ขยับเขยื้อนไม่ สัมผัสจากมืออุ่นจัดจนร้อนลูบเลื่อนไปตามเนื้อตัว ยิ่งหวาดหวั่นเมื่อโดนรวบรัดพรมจูบไปทั่วทั้งคอทั้งไหล่รุนแรงขึ้นอย่างหื่นกระหาย หญิงสาวเริ่มดิ้นรนหนัก ด้วยแท้จริงไม่ได้สมัครใจจะ ‘ถวายตัว’
   “จะไม่เสวยเสียก่อนหรือเพคะ” เสียงเย็นเยียบของผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นประจักษ์พยาน สามารถหยุดอาการรุกไล่คึกคะนองของกษัตริย์หนุ่มได้ทันใด ทรงผละออกจากนางกำนัล รี่ไปหาต้นเสียง โอบเอวบางเข้าหาจนแนบชิด
   “ก็ทรงปล่อยให้หม่อมฉันรอนาน หม่อมฉันเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียหน่อย” พลางจุมพิตไซ้ปรางเนียนเป็นการต้อนรับนางผู้มาเยือน ปล่อยให้ ‘ของฆ่าเวลา’ ทรุดหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา
พระนางสร้อยรัศมีเบี่ยงวรกายออกจากอ้อมกรแกร่ง ก้าวเนิบสง่างามเข้าหาร่างที่หมอบแทบพื้น เชยใบหน้าสวยขึ้นมอง แววฉงนฉาบขึ้นบนดวงเนตรหรี่เพ่ง ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะค่อยๆ แย้มบาง
   “เจ้าชื่ออะไร” ตรัสถามเสียงอ่อนหวาน
   “หม่อมฉัน ชะ...ชื่อ...วีณา เพคะ” ใจเต้นรัวด้วยทั้งประหม่าทั้งกลัวโทษทัณฑ์
   สตรีสูงศักดิ์ทวนชื่อที่ได้ยินแผ่วเบา พระกิริยาเหมือนกำลังใช้ความคิด แค่เพียงชั่วขณะเดียวก็ทรงหันกลับไปหากษัตริย์หนุ่ม
   “หม่อมฉันขอพระราชทานนางคนนี้ได้ไหมเพคะ” พระนางตรัสถามเจ้าสิงคาลที่ทรงยืนสง่าอยู่ไม่ห่าง คนถูกถามแสดงท่าทางออกชัดเจนทันทีว่าไม่เต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้เชยชมอย่างที่ตั้งใจ สร้อยรัศมีเยื้องย่างเข้าหาอย่างยั่วยวน เรียวนิ้วลูบไล้ไปตามกล้ามแข็งแกร่งบนแผงพระอุระ
   “เถอะนะ ส่วนเรื่องอื่น...หม่อมฉันจะจัดการให้เอง”
   “พระองค์จะทรงต้องการนางไปทำไม” ถามออกไปอย่างเคืองพระทัย
   “หม่อมฉัน...ก็แค่...” เหลือบสายพระเนตรมองนางกำนัลที่ยังก้มงุดอยู่ที่พื้น “ก็แค่รู้สึกถูกชะตาน่ะเพคะ ทรงยกให้หม่อมฉันเถอะนะ”
จุมพิตแผ่วเบาอ้อยอิ่งเชิญชวน ไม่ว่าชายหน้าไหนก็ต้องโอนอ่อน สร้อยรัศมีทรงรู้วิธีเย้ายวนให้อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่พระนางเสียเหลือเกิน ตามใจ อยากได้อะไรก็เอาไป เสร็จแล้วจะได้ทำอย่างอื่นต่อ “แล้วแต่พระประสงค์ละกัน”
เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางสร้อยรัศมีก็ผละออกไปหานางที่หมอบพื้นอยู่อีกครั้ง ปล่อยให้องค์เจ้าสิงคาลทอดพระเนตรตามอย่างไม่สบพระอารมณ์ จนต้องเลี่ยงไปกระแทกตัวประทับลงบนพระแท่น ขัดอะไรขัดได้ แต่ขัดอารมณ์ชายเช่นนี้ หงุดหงิดเหลือประมาณ
   “เจ้าไปได้แล้ว เตรียมเก็บข้าวของด้วย เราจะเดินทางเช้าตรู่พรุ่งนี้” วีณาหมอบกราบก่อนคลานเลี่ยงออกไปโดยเร็วอย่างโล่งอก พระนางสร้อยรัศมีทอดพระเนตรตามหลัง ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง นอกจากจะกำจัดนางกำนัลหน้าใหม่ให้ห่างจากเจ้าสิงคาลแล้ว ยังน่าจะใช้ประโยชน์จากใบหน้าสวยนั่นได้ ใบหน้าที่...คล้ายใครคนหนึ่งมากเหลือเกิน
   เสียงแก้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บ่งบอกอารมณ์ของคนวางได้ดี ปลุกพระนางจากภวังค์ความคิด สร้อยรัศมีแย้มพระสรวลนิดๆ ที่มุมโอษฐ์ นวยนาดไปประทับตรงพระพักตร์ร่างสง่างามบนแท่นบรรทม ผ้าแพรคลุมไหล่เบาบางค่อยๆ เลื่อนหลุด เปิดเผยเนื้อเนียนเปล่งปลั่งที่เจ้าสิงคาลหลงใหล แม้จะเคยเห็นเคยสัมผัสแต่ก็รู้สึกเหมือนอดพระทัยไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นได้สัมผัสอีกครา คงมีเพียงอารมณ์เร่าร้อนของแม่หม้ายอย่างสร้อยรัศมีเท่านั้นกระมังถึงจะเติมเต็ม ‘ความต้องการ’ ของราชาแห่งสิตาได้อย่างเต็มที่ ไฟสวาทจุดติดขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องการเชื้อเพลิง
   เจ้าสิงคาลทรงระลึกถึงการพบกันครั้งแรก ขณะนั้นพระนางสร้อยรัศมียังทรงอยู่ในฐานะพระขนิษฐาแห่งองค์ราชินีเขมรัฐ ดวงพักตร์งามสง่าตราตรึงใจ ดวงเนตรเรียวหวานวาวงามล้ำกว่าสตรีนางใดที่พระองค์เคยรู้จัก พระโอษฐ์แย้มยิ้มเย็นประดับอยู่บนพระพักตร์ตลอดเวลา จนยากที่ใครจะคาดเดาพระอารมณ์หรือพระดำริภายใต้รอยแย้มพระสรวลนั้นได้ พระนางเหมือนปริศนาที่ไม่มีใครอาจหาญกล้าไขให้กระจ่าง องค์เองเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในยามนั้น ตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมงานฉลองบัลลังก์ ‘ศศิลักขณา’ ราชินีแห่งเขมรัฐ ความรักจู่โจมเข้าเกาะกุมพระทัยตั้งแต่เพียงแรกพบพักตร์ จนแม้พระนางกลายไปเป็นรานีแห่งวชิรหัตถ์ราชาแล้ว ความรักก็ยังคงมั่น พระองค์ทรงรู้ว่าพระนางก็รู้สึกไม่ต่างกัน
   เมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานถวายพระเพลิงองค์ราชินีศศิลักขณา ที่สิ้นพระชนม์ชีพไปก่อนเวลาอันควร แค่เพียงได้พบพักตร์สนทนากันไม่กี่คำ ความรักที่เก็บงำมานานก็ราวกับจะปะทุระเบิดออกมาจากพระอุระให้จงได้ สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันจึงก่อเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน
   สร้อยรัศมีเปรียบดังรสหวานหอมแห่งน้ำทิพย์ติดชิวหามิวางวาย เมื่อได้สมรักแล้วก็มิอาจหักพระทัยได้ กระวนกระวายคลุ้มคลั่งราวคนบ้า ปรารถนาจะประหัตประหารวชิรหัตถ์ให้ดับดิ้นแล้วรับพระนางมากกกอดแนบข้าง ยิ่งทรงคิดว่าวชิรหัตถ์มีสิทธิเต็มที่ที่จะดื่มด่ำรสรักจากพระนาง พระองค์ยิ่งแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว เหล่าสนมนางกำนัลที่ห้อมล้อมมิอาจทำให้พระทัยรุ่มร้อนด้วยกามตัณหาเบาบางลงได้ จะหารสพิศวาสใดเทียมเท่าสร้อยรัศมีมิมีอีกแล้ว เสน่หาที่ตราตรึงไม่เคยคลาคลายกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหนี่ยวนำไปสู่การ ‘ลักลอบ’ พบกันอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง...
   จวบจนบัดนี้ องค์สิงคาลเริ่มรู้สึกชื่นชอบการได้พบกันเยี่ยงนี้ เพราะมันยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ได้มากขึ้นอีก และรักพระนางได้รุนแรงเร่าร้อน พระนางเองก็ตอบสนองได้อย่างสมพระอารมณ์เฉกเช่นกัน วชิรหัตถ์ราชาบัดนี้สวรรคตไปแล้ว แต่ฐานะรานีในอดีตพระราชายังค้ำคอไม่ให้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ จะมีใครในราชสำนักแห่งปาลบ้างไหมที่ล่วงรู้ความลับนี้
   “ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ” สร้อยรัศมีไล้นิ้วไปบนแผงพระอุระอย่างรักใคร่หลังเสร็จสมรสรักที่โหยหา
   “คิดว่าทำไมพระองค์เสด็จมาได้ในครั้งนี้” ราชาหนุ่มแห่งสิตาหันหาร่างเปลือยแนบข้างลูบไล้เอวบางอย่างหลงใหล
   “องค์อัคนิรุทรเสด็จประพาสนอกเมือง หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไปไหน”
   “อ๋อ ลูกเลี้ยงไม่อยู่ แม่เลี้ยงเลยมีอิสระ” น้ำเสียงเยาะหยันทำให้พระนางสร้อยรัศมีตรัสเสียงขุ่นเข้ม
   “ทรงหมายความว่ากระไร” แม้จะเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแสร้งโกรธเกรี้ยว จะยอมรับให้ใครกล่าวหาว่าเป็นนางพระยาเทครัวได้อย่างไร
   “อย่ากริ้วไปเลย ทูนหัวของหม่อมฉัน แค่เย้าเล่นเท่านั้นดอกน่า”
   “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับอัคนิรุทร เป็นเพียงแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี” ใช่สิ แค่แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดา จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ ความเกลียดชังในใจอัคนิรุทรที่มีต่อพระนาง ราวกับจะฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใดจะไถ่ถอนได้
   สร้อยรัศมีแสร้งสะบัดตัวลุกหนี แต่พระกรแกร่งของสิงคาลรั้งวรองค์บอบบางกลับเข้าแนบชิด รวบรัดไว้ด้วยวรกายแข็งแรงขององค์เอง
   “หม่อมฉันขอประทานอภัย คราวหลังจะไม่ปากพล่อยให้เคืองพระทัยอีกแล้ว” เคราสากไล้ไปตามซอกพระศอก่อกระแสซ่านเสียวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง วิธีการง้อสาวงอนเยี่ยงนี้ ไม่มีใครเก่งเกินสิงคาล แต่ยังหรอก จะให้อภัยโดยง่ายนั้นไม่ควร
   “ทรงหมิ่นน้ำใจหม่อมฉันเหลือเกิน อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหา แต่กลับต้องมาโดนเหยียดหยามเช่นนี้ หม่อมฉันคงไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้นสำหรับฝ่าบาท” เสียงกระเง้ากระงอดราวสาวรุ่น ทำให้เจ้าสิงคาลต้องทรงกอดกระชับปลอบประโลม
   “ใครว่า หม่อมฉันหลงใหลพระองค์ออกขนาดนี้ ที่พูดไปก็เพราะรักเพราะหวงเหลือเกิน ไม่อยากให้ใครได้เชยชิดพระองค์ แค่คิดหม่อมฉันก็แทบจะขาดใจตาย” ก้มพระพักตร์เชยชมนวลเนื้อไหล่ไล่ไปตามเนินอกอย่างคลั่งไคล้ อดีตรานีแห่งปาลจำต้องผลักร่างที่รุกไล่ออกห่าง ถามสุรเสียงอ่อนหวาน
   “จริงนะเพคะ”
   “จะกล้าปดพระองค์ได้อย่างไร มามะ หม่อมฉันจะแสดงให้ดูว่าหม่อมฉันรักพระองค์ขนาดไหน” พระนางสร้อยรัศมีสรวลเมื่อใบหน้าสากซุกลงแนบอกอิ่มขบเล็มอย่างสนุกปาก ผลักร่างหนาออกจนหงาย พลิกองค์เองขึ้นอยู่เหนือ สำแดงอำนาจแห่งตน
   “ไม่ได้ ต้องให้หม่อมฉันสำเร็จโทษฝ่าบาทก่อน” ปากบางจู่โจมโรมรันกับอีกปากที่ยื่นขึ้นราวลูกนกร้องขออาหารจากแม่นก แม่นกไล่จุมพิตเร่าร้อนไปตามมัดกล้ามแข็งแรงจนชายร้องครางอย่างชอบใจ เกมสวาทยุทธ์เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องครางกระเส่าของทั้งสองร่าง ต่างคนต่างสนองความปรารถนารุ่มร้อนของตนเอง ในขณะที่สมองก็กำลังวางแผนเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเช่นกัน
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

11
R.3 ตามฝัน / buddy / จอมใจ เจ้าชีวัน บทที่ ๑
« เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2017, 09:14:19 PM »
นวนิยายเรื่อง จอมใจ เจ้าชีวัน เป็นเรื่องที่เริ่มเขียนไว้นานมาก นานจนพล็อตเลือนๆ ไปแระ ฮาๆๆๆ
แต่ด้วยความรักในตัวละครที่เราสร้างขึ้น ก็อยากจะส่งพวกเขาและเธอให้ถึงฝั่งฝัน ได้จบบริบูรณ์กับคนอื่นเขาบ้าง
เอาใจช่วยสีตลธร กับ อัคนิรุทร หน่อยนะคร้า
**************************


บทที่ ๑

          บทที่ ๑
   ณ เขมรัฐนคร
   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้าง วางพื้นบ้าง เรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน
ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน
   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกัน ปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่า ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระวังถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน
   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกรึ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว
   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมรสขนมของตน
   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”
   “ประเดี๋ยวสิพี่ อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”
   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่บ้านไหนมา จึงไม่รู้จักขนมสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้
คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง
ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   “ทหารม้าเขมรัฐ” คนพี่เอ่ยเสียงเคร่งขรึม ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   “จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป
‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนในอ้อมกอดแห่งขุนเขาแห่งนี้ ดุจดินแดนลับแล มิค่อยมีผู้ใดรับรู้เรื่องราวภายในอาณาเขตเทือกเขาสัตบรรพตนี้นัก เนื่องด้วยเขมรัฐไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใดในภูมิภาคมาเป็นเวลานาน นโยบายเปิดเมืองเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้
   ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม
   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่
   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ
   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพรางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป
   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย
   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป
   “สนใจอะไรนางนักหนา”
   “แค่สงสัยน่ะ”
   “สงสัยอะไร”
   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น
พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน
   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธารพลางชะม้ายชายตามายังสองหนุ่มนักเดินทาง
   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” แม้ไม่มีการเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายปิดประเทศของราชินีองค์ก่อน แต่ต่างรู้กันดีว่าทรัพย์ในดินอันอุดมของเขมรัฐนั้นมีทั้งทองและอัญมณีมีราคา ใครก็ปรารถนาครอบครองเขมรัฐทั้งนั้น แต่หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครยอมเสียชิ้นเนื้อโอชะนี้ให้ตกเป็นที่ครอบครองของผู้อื่นเป็นแน่
   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสัตบรรพตอันเป็นแนวเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ
“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง
“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน
   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”
“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”
   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง
   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย
   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐองค์ปัจจุบันเห็นต่างจากพระราชมารดาองค์ราชินีองค์ก่อน นำนโยบายเปิดเมืองมาใช้ และเจรจาขอซื้อเมืองท่าของปาล แต่ฝ่ายปาลยื่นข้อเสนอกลับว่าจะอนุญาตให้ผ่านแดนได้ โดยต้องเจรจาค่าผ่านทางกันทุกปี
   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ
   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น
   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”
เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว
   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้
   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายกระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต
   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิด กรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม
   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ
   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ
   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน
   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว
   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”
   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือด หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น

   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต
   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงชาดสาดไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน
ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน
   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด
สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่
หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา
   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”
นางส่ายหน้า
   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”
นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 
นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว
   “สงสัยจะเป็นนางใบ้”
   คำกล่าวหากลั้วเสียงหัวเราะราวขำขันกับชะตาร้ายของผู้อื่นนักหนา นำทิฐิมานะมาขับไล่ความสับสนในจิตใจ “เราไม่ได้เป็นใบ้!”
นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก
   “นั่นน่ะสินะ เสียงของเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”
   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว
   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”
   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ
   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก
   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า
   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า
   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย
   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”
   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก
   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ
   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน
   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”
   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก
ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”
   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง
   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”
   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ
   “ราชอาชา…”
   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว
การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”
   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม
   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่คำภาวนาไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม
   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า
   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง
   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 
   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าตนน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่
   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด
   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”
บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด
   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”
   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ
   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”
   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่า ใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่
แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจากนายทหารจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”
การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน ถ้าเจอข้าน้อยจะรีบแจ้งทางการเพื่อรับรางวัลเลยขอรับ” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม
นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป
   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่
   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา


โปรดติดตามตอนต่อไป

12
5. Buddy / วันละคำ / เถ้าเหมันต์ บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 11, 2017, 09:27:25 PM »
บทที่ ๒

ตรีสราหมุนตัวอีกรอบที่หน้ากระจกแต่งตัวเพื่อตรวจความเรียบร้อย เธอเลือกใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสามส่วน เข้าชุดกับกระโปรงยาวคลุมเข่าสีขาวลายดอกไม้สีน้ำเงินเข้ม แทนที่จะใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่ใส่เป็นประจำทุกวัน นั่นก็เพราะย่าย้ำนักย้ำหนาว่าต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย จะพาไป ‘พบผู้ใหญ่’

อันที่จริงก็ไปพบ ‘เด็ก’ ที่ผู้ใหญ่พามาด้วยต่างหาก   

ความพยายามของย่าไม่เคยลดน้อยถอยลงเลย ขยันพาเธอไปดูตัวเสียจริง วันนี้เธอมัวแต่นั่งพิมพ์นวนิยายเพลินจนลืมเวลาที่นัดกับย่า จนสุขดีต้องขึ้นมาตาม แม่เพื่อนคนนี้ก็ไม่ต่างกัน เห็นดีเห็นงามไปกับย่าด้วย

‘ดีออกนะ เผื่อได้เจอคนดีๆ แต่เขาไม่ชอบตรี แล้วมาสนใจฉัน ฉันก็จะได้สละคานเสียที’

ทุกครั้งที่สุขดีรู้ว่าย่าจะพาไปดูตัว จึงมักจะขอติดตามไปด้วยเสมอ แถมยังมีท่าทีร่าเริงสนุกสนานมากกว่าเธอเสียอีก ด้วยความที่สุขดีเป็นเพื่อนกับเธอมาตั้งแต่ประถม เธอจึงเปรียบเหมือนเป็นหลานสาวอีกคนของย่า

‘มีสุขดีไปเป็นเพื่อนก็ดีเหมือนกัน ตรีจะได้ไม่เขิน หลานสาวสองคนสองสไตล์ อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะขายออกก่อนกัน’ ย่าพูดอย่างอารมณ์ดีแบบนี้เสมอ

พอเธอเดินลงมาถึงชั้นล่างก็เห็นย่ากับสุขดีนั่งคุยกันไปพลาง หัวเราะไปพลาง ดูเหมือนคู่ย่าหลานหวานแหววเสียไม่ปาน

“มาแล้วเหรอ ตรี มาดูนี่สิ เร็วๆ” สุขดีกวักมือเรียก “ดูว่าที่เจ้าบ่าวเธอสิ น่ารักน่าชังชะมัดเลย”

ตรีสรามองมือถือของย่าที่เพื่อนส่งมาให้ดู บนหน้าจอเป็นรูปเก่าๆ ของเด็กผู้ชายอายุราวขวบสองขวบ ดูน่ารักน่าชังจริงๆ อย่างว่า เธอลองเลื่อนภาพดูก็เห็นรูปอื่นๆ ของเด็กน้อย ในวัยที่โตขึ้นสักหน่อย

“คุณโสภาส่งรูปหลานเธอมาให้ดูก่อน น่ารักใช่ไหมล่ะ” ย่าว่า

“ก็เหมือนเด็กชายทั่วๆ ไป” เธอตอบ ส่งมือถือคืนให้ย่า “รีบไปเถอะค่ะ จะได้รีบกลับ” หัวสมองกำลังแล่น เธอกำลังมันมือกับการเขียนนวนิยายอยู่เชียว ก้าวเดินนำไปก่อน ได้ยินเสียงสองย่าหลานนอกไส้คุยกันคิกคัก

“ก็คงเขินแหละค่ะ เมื่อกี้ดูรูปแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลย”

ตรีสราอยากจะหันไปบอกเหลือเกินว่า ที่ยิ้มน่ะเพราะขำต่างหาก คุณโสภาเพื่อนของย่านึกอย่างไรถึงส่งรูปหลานชายตัวน้อยดูดนิ้วยืนแก้ผ้าล่อนจ้อนโชว์ช้างน้อยมาให้ฝ่ายหญิงดูตัว! 


ทั้งสามเดินทางมาถึงร้านอาหารที่เป็นจุดนัดพบในห้างสรรพสินค้าใหญ่ใกล้ๆ บ้านภายในเวลาครึ่งชั่วโมง คู่นัดมานั่งรออยู่แล้ว...คนเดียว

คุณโสภาเป็นเพื่อนบ้านสมัยที่ย่ายังอาศัยอยู่ที่บ้านเก่าแถวสุขุมวิท ตอนนั้นสามีคุณโสภาขี้เหล้าเมายาทำร้ายร่างกายเธอบ่อยๆ จนต้องหนีมาที่บ้านย่า ถึงสามีจะขี้โมโห แต่ไม่เคยกล้ามาอาละวาดที่บ้านย่า คุณโสภาจึงใช้บ้านย่าเป็นที่หลบภัยเรื่อยมา จนสามีขี้เมาขับรถคว่ำเสียชีวิต จากนั้นอีกไม่นาน คุณโสภาก็ย้ายออกไป เพราะไม่มีเงินพอจ่ายค่าเช่าบ้าน

ตามที่ย่าเล่า เธอน่าจะอายุอ่อนกว่าย่าราวๆ สิบปี แต่ดูการแต่งเนื้อแต่งตัวแล้ว เปรี้ยวใช่ย่อย เธอแต่งหน้าหนาจัดจนแผ่นเค้กบนหน้าแทบลอยออกมาต้อนรับตั้งแต่หน้าร้านอาหาร ผมโกรกสีแดงเพลิง ตีพองเหมือนลูกโป่งวันวาเลนไทน์ สวมแว่นดำกรอบหนาประดับเพชรแพรวพราว ปากทาลิปสติกสีแดงชาดแย้มกว้างทันทีที่แขกทั้งสามเดินมาถึงโต๊ะ เธอตรงเข้าสวมกอดย่าของตรีสราทันที

“พี่จำปูน คิดถึงจังเลย”

“อูย คิดถึงอะไรกันจ๊ะ เพิ่งจะเจอกันเมื่อเดือนที่แล้ว” ย่าจำปูนจูงอดีตเพื่อนบ้านกลับไปนั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม ความบังเอิญทำให้ได้พบกันเมื่อเดือนที่แล้วในงานศพของคนรู้จัก เลยได้พูดคุยซักถามสารทุกข์สุกดิบกัน จนรู้ว่าหลานสาวหลานชายของทั้งสองฝ่ายตอนนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว และเป็นที่มาของการดูตัวกันครั้งนี้ 

ตรีสราและสุขดีเดินตามสองผู้ใหญ่ไปนั่งที่โต๊ะ

“ขอโทษนะโสภาที่มาสาย มัวแต่รอแม่ตรีแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่” ย่าจำปูนเอ่ยขึ้นขณะนั่งลงที่โซฟาข้างๆ คู่นัด

“ไม่เป็นไร น้องต่างหากต้องขอโทษ ดูสินี่ ตาเอกยังมาไม่ถึงเลย”

“รถติดละมั้ง” จำปูนยิ้มหวาน

“เมื่อครู่โทรไปตามแล้ว เห็นว่าติดประชุมด่วน อาจจะมาสาย เดี๋ยวเราทานกันเลยนะคะ ไม่ต้องรอ” เธอกวักมือเรียกพนักงานบริการมารับรายการอาหาร

พอพนักงานเดินจากไป สองสตรีสูงวัยก็เริ่มต้นเท้าความหลังสมัยยังรุ่น คุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันเพียงสองคน เพราะตอนนั้นหลานสาวยังไม่รู้ความ ยกเว้นเวลาที่พูดถึงคนในครอบครัวของตรีสรา ซึ่งก็จำกัดแค่เพียงพ่อ แม่และลุงของเธอเท่านั้น

“หนูตรี โตขึ้นแล้วสวยเหมือนแม่เลยนะคะ” โสภามองหลานสาวอดีตเพื่อนบ้านอย่างชื่นชมออกนอกหน้า จนคนโดนมองถึงกับวางตัวไม่ถูก

“เขาได้เชื้อย่ามาเยอะต่างหากล่ะเธอ”

โสภาหัวเราะ “จริงค่ะ จริง ดูคุณพี่สิ ไม่เจอกันเป็นยี่สิบกว่าปี พี่จำปูนยังเหมือนเดิมเลย สวยเหมือนเดิม บำรุงด้วยอะไรคะเนี่ย”

ย่าหัวเราะคิกอย่างกับสาวรุ่น “บำรุงบำเรออะไรกัน ฉันก็อยู่แบบบ้านๆ ตามประสานั่นแหละ”

“หลานสาวสวยขนาดนี้ คุณย่าหวงแย่ใช่ไหม หนูตรี” ตรีสราได้แต่ยิ้ม เหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ต้องมานั่งรอคนไม่รักษาเวลา น่ารำคาญใจชะมัด แต่สองผู้ใหญ่ยังสนทนากันอย่างออกรสต่อไปได้เรื่อยๆ

“หวงน่ะไม่หรอก ห่วงมากกว่า พ่อแม่ยัยตรีอายุสั้น ตัดช่องน้อยไปแล้ว ฉันเองก็แก่ขึ้นทุกวันๆ ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

“อุ้ย พูดอะไรอย่างนั้นคะ ไม่เป็นมงคล คุณพี่ยังแข็งแรงสดใส อยู่เป็นมิ่งขวัญของหลานๆ ได้อีกนานค่ะ”

“โอ้ย อยู่มาหกรอบแล้ว จะอยู่ถึงรอบหน้าหรือเปล่าก็ไม่รู้” ย่าพูดติดตลก

“ไม่เอาค่ะ ไม่เอา อย่ามาข่มกันด้วยอายุ น้องแข่งยังไงก็ตามไม่ทันนะคะ” แล้วทั้งสองสตรีมีอายุก็หัวเราะขันกันเอง   

สุขดีนั่งฟังย่าของเพื่อนกับเพื่อนของย่าพูดคุยกันสนุกสนาน เธอเองก็คิดเหมือนกันว่า คุณย่าของตรีสรานั้นสวยเหมือนสาวสองพันปี ขนาดอดีตเพื่อนบ้านที่นั่งคู่กันอยู่นี่อายุอ่อนกว่านับสิบปี แต่ดูมีอายุมากกว่าย่าจำปูนเสียอีก ผิวขาวของท่านแม้จะมีร่อยรอยของกาลเวลาตามวัย แต่ก็ยังดูผ่องใส อาจจะเพราะย่าไม่เคยต้องทำงานหนัก แม้พ่อแม่ของตรีสราจะเสียชีวิตตั้งแต่เพื่อนเธอยังเล็ก และท่านต้องดูแลหลานเพียงลำพัง แต่สมบัติที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ทวดของตรีสราคือที่ดินหลายแห่ง ล้วนอยู่ในแหล่งชุมชนที่ราคาค่าเช่าสูง ลำพังค่าเช่าที่ก็สามารถเลี้ยงดูตัวเองและส่งเสียหลานจนเรียนจบปริญญาได้สบายๆ และนั่นทำให้ตรีสราสามารถเลือกทำงานเป็นนักเขียนได้อย่างที่ฝัน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะหาเงินได้พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวหรือไม่

แต่ทรัพย์สมบัติก็คงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ความอ่อนเยาว์น่าจะเกิดมาจากภายในมากกว่า ย่าจำปูนเป็นคนที่มีอารมณ์ดีเป็นปกติ สุขดีไม่เคยเห็นท่านโกรธเคือง หรือด่าทอว่าร้ายใครเลย หากใครมีเรื่องร้อนใจมา ได้คุยกับย่าจำปูนแล้วก็จะสบายใจได้แง่คิดกลับไปทุกคน การมองโลกในแง่ดีและการทานอาหารที่ปรุงเองจากพืชผักที่ปลูกแบบไม่มีสารเคมีในสวนครัวของตัวเอง ทำให้ท่านสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวเลย แข็งแรงยิ่งกว่าคนหนุ่มสาวอย่างเธอเสียอีก ที่พออากาศเปลี่ยนทีไร เป็นต้องไอหรือไม่ก็เป็นหวัดอยู่ประจำ

 ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง อาหารที่สั่งมาทานหมดแล้ว คู่นัดดูตัวฝ่ายชายก็ยังมาไม่ถึง คุณโสภาผู้ร่าเริงแจ่มใส มาถึงตอนนี้หน้าหดเหลือสองนิ้ว เริ่มยิ้มไม่ออก สงสัยว่าหลานชายตัวดีจะเบี้ยวนัด

ย่าจำปูนใจดีเหมือนเคย ปลอบว่า “ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ งานเขาคงจะยุ่งมาก อันที่จริงเราน่าจะนัดกันวันเสาร์อาทิตย์มากกว่าเนอะ”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ จะยุ่งแค่ไหน นัดผู้ใหญ่ไว้แล้ว มาผิดนัดแบบนี้ เสียมารยาทมากเลย กลับไปต้องจัดการให้หนักทีเดียว” คุณโสภารู้สึกผิดจริงๆ

“อย่าเลย โสภา อย่าไปดุหลานนะ เธอต้องภูมิใจสิที่หลานตั้งใจทำมาหากิน คนหนุ่มกำลังสร้างรากฐานก็แบบนี้ งานต้องมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว” ย่าลูบหลังลูบไหล่เพื่อนบ้านเก่าแก่ ก่อนกระซิบข้างหูพอได้ยินกันสองคน “คนขยันแบบนี้ล่ะที่ฉันอยากได้มาเป็นหลานเขย”

“จริงเหรอคะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวน้องจะส่งรูปหล่อๆ ของหลานไปให้คุณพี่ ฝากเชียร์ด้วยนะคะ” อีกฝ่ายกระซิบตอบ

“ได้อยู่แล้ว เอาไว้ค่อยนัดกันใหม่นะ แก้มือ”

ตรีสรามองสองสตรีรุ่นย่ากระซิบกระซาบพยักยิ้มกันอย่างมีเลศนัย ท่าทางย่าจะชอบพอคุณโสภาคนนี้ไม่น้อย แต่ปากหวานพูดจาจ๊ะจ๋าแบบนี้ ลับหลังเป็นอย่างไรใครจะรู้ คนหน้าไหว้หลังหลอกมีอยู่เต็มเมือง ที่สำคัญ ถ้าจะให้มาเจอมานั่งรอผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบพรรค์นั้นอีกละก็ เธอบอกได้เลยว่า ไม่มีวัน

“วันนี้ไม่เสียเที่ยว ได้คุยกับเพื่อนเก่าสนุกจริงๆ” ย่าเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างโดยสารรถแท็กซี่กลับบ้าน แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ สังเกตใบหน้าหลานสาวยังคงบูดบึ้งบอกอารมณ์ เปรยต่อ

“แหม หลานชายของโสภานี่ก็หน้าตาดีอย่างกับดาราหนังเลยนะเนี่ย” พูดพลางมองหน้าจอมือถือในมือ

“ไหนคะ ไหน ขอหนูดูหน่อย” สุขดียื่นหน้าไปใกล้ “อุ้ยตาย หล่อจริงๆ ด้วย ความหล่อดีกรีระดับห้าดาวเลยนะคะเนี่ย หน้าตาเหมือนพวกเจ้าชายอาหรับที่หนูเคยเห็นบนหน้าปกนวนิยายทะเลทรายเลย คมเข้มสุดๆ”

สุขดีเสียงร่าเริงจนทำให้ตรีสราอยากยื่นหน้าไปดูบ้าง แต่ห้ามตัวเองเอาไว้ เดี๋ยวย่าจะได้ใจ คิดว่าเธอสนใจคนหล่อไร้มารยาทคนนั้น

“ดูสิ นี่ ตรี ดูๆ” สุขดีคะยั้นคะยอ เลื่อนมือถือมาตรงหน้าเพื่อนสาว และแอบยิ้มที่เห็นเพื่อนตะลึงไปนิดหนึ่ง

“ก็งั้นๆ ไม่เห็นจะหล่อตรงไหน” ตรีสราตอบ เมินมองไปอีกทาง เลยต้องทนฟังเสียงย่าบรรยายสรรพคุณและเสียงสุขดีชื่นชมหลานชายคุณโสภาไปตลอดทางจนถึงบ้าน

“เอาเถอะน่า เขาอาจจะติดประชุมสำคัญจริงๆ ก็ได้นะ ตรี” สุขดีหลงรูปนางละเวงกลายเป็นพวกย่าเต็มตัวเสียแล้ว

“จริงด้วย อย่าถือทิฐิเลยลูก ให้อภัยเขาเถอะ คุณโสภาก็ขอโทษแทนหลานเขาแล้วยังไงล่ะ บางทีนี่อาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้นะ เหมือนในนิยายที่หนูเขียนยังไงล่ะ เจอกันแบบคู่กัด สุดท้ายก็ลงเอยเป็นคู่รัก” ย่ารีบสนับสนุน

จะพรหม ผี หรือมนุษย์หน้าไหน ก็อย่าคิดมาลิขิตเรื่องนี้ ตรีสราตัดบท “ผู้ชายไม่ได้เรื่องแบบนั้น ย่าจะให้หนูฝากผีฝากไข้ได้อย่างไร ขนาดยังไม่ได้เริ่ม ยังโดนทิ้งแบบนี้ หนูจะไม่ยอมโดนหักหน้าเป็นครั้งที่สามหรอกค่ะ”

ว่าแล้วก็รีบเดินหนีไปทันที ไม่อยากเสียเวลาให้กับเรื่องน่าโมโหนี้อีกต่อไป นายคนนั้นน่ะ ครั้งแรกก็เชิดใส่ต้นฉบับเธอแค่เพียงเพราะเธอไม่ใช่เด็กในสังกัดของเขา ครั้งนี้ยังมาเบี้ยวนัดเธอและย่าอีก นิสัยแบบนั้น ถึงจะหล่อขั้นเทพก็อย่าหวังได้เห็นขาอ่อนเธอเลย ความตั้งใจที่จะทำให้บก.อย่างเขาเสียหน้าบ้าง ที่ปล่อยให้นักเขียนคุณภาพอย่างเธอต้องหลุดมือ ยิ่งเข้มข้นขึ้น รีบรุดเข้าห้องเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อต่อนวนิยายที่แต่งค้างไว้เมื่อเช้าทันที

...

เสียงระฆังที่หน้าบ้านดังขึ้นเป็นสัญญาณว่า รถรับเจ้าสาวมาถึงแล้ว

เนวารีในชุดเจ้าสาวสีขาวยาวกรอมเท้า เนื้อผ้าเงางามปักคริสตัลสะท้อนแสงวิบวับไปทั้งตัว ราวกับร่างของเธอเปล่งประกายได้ในความมืดของห้องนอน เธอนั่งอยู่บนเตียงของตัวเอง มือทั้งสองข้างกุมช่อดอกดีวี่ไว้แน่น ในที่สุด เวลานี้ก็มาถึงจนได้

พ่อแม่และทุกคนไปรออยู่ที่วังแล้วตั้งแต่เมื่อวาน รถเจ้าสาวมาเพื่อรับเธอและซุกดีลเพื่อเดินทางเข้าวัง งานพิธีและฉลองราชาภิเษกสมรสจะจัดขึ้นที่ท้องพระโรงกลางในพระราชวังหลวง หลังจากนั้นก็จะมีงานเฉลิมฉลองไปทั่วแคว้นตลอดเจ็ดวันเจ็ดคืน

พอมหาดเล็กและซุกดีลมารับที่หน้าห้อง เธอก็ลุกขึ้น เดินตามออกไปอย่างเนือยๆ พยายามย่างเท้าให้ช้าที่สุด แม้จะรู้ว่าไม่มีประโยชน์ เพราะเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้านนี้ไปแล้ว เธอจะกลับมาที่นี่อีกไม่ได้ ในวัฒนธรรมของโครลันเธีย ภรรยาจะไม่สามารถกลับมาบ้านเดิมของตัวเองได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากสามี และจากกิตติศัพท์ที่เธอได้ยินมา ของว่าที่สามีในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เธออาจจะไม่ได้เห็นบ้านนี้อีกเลย ชั่วชีวิต

เนวารีจึงต้องการผนึกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นบันได ผ้าม่าน โคมไฟ หรือแม้แต่รอยไหม้ของวอลล์เปเปอร์ที่มุมเสาด้านหนึ่ง อันเกิดจากฝีมือซนๆ ของสองพี่น้องในวัยเด็ก ทุกๆ มุมในบ้านหลังนี้มีเรื่องราวของเธอ และครอบครัวของเธอ เธออยากจะใช้เวลาซึมซับมันต่อไปให้เนิ่นนานกว่านี้ แต่เสียง ‘เชิญ’ ของมหาดเล็กก็เร่งให้เธอต้องก้าวต่อ

ภาพบ้านที่เธอถือกำเนิดและเติบโตค่อยๆ จางหายไป เมื่อน้ำตาค่อยรื้นขึ้นมากลบตา ขณะรถพระที่นั่งที่ส่งมารับตัวเจ้าสาวเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ

ผ้าเช็ดหน้าสีชมพูยื่นมาตรงหน้า “เดี๋ยวเครื่องสำอางที่แต่งไว้จะหลุดหมดนะ”

เนวารีรับผ้าเช็ดหน้าจากซุกดีล เอ่ยขอบคุณเบาๆ ลำคอจุกแน่นจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้ว่าเพื่อนเข้าใจความรู้สึกของเธอดี แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ นอกจากแสร้งทำเป็นร่าเริงเพื่อให้เธอคลายกังวลและทุกข์ตรม

“วันนี้เธอสวยมากเลยรู้ไหม เนว จากปกติที่สวยอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งเหมือนนางฟ้าไปเลยล่ะ”

“ถ้าฉันเป็นนางฟ้าจริงๆ ก็ดีสิ จะได้บินหนีไปเสียเลย”

ซุกดีลเหลือบมองมหาดเล็กที่นั่งคู่คนขับอยู่ตอนหน้าของรถคันยาว หวังว่าเขาคงไม่ได้ยิน “อย่าพูดแบบนั้นสิ เธอกำลังจะเป็นเจ้าหญิงของเจ้าชายรัชทายาทนะ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์บัลลังก์เมื่อไหร่ เธอก็จะเป็นสตรีที่อยู่สูงกว่าสตรีทั้งหลายในโครลันเธีย อย่าพูดว่าจะหนีไปอีกเลยนะ”

“สตรีที่อยู่สูงเหนือใคร” เนวารีจิกมุมปาก เหมือนจะเยาะหยันโชคชะตาของตนเอง “สูงส่งบนหอคอยน้ำแข็ง”

“บางที ดำรัสของท่านผู้ถือกุญแจอาจจะเป็นจริงก็ได้”

“ถ้าจริง คงเป็นจริงไปนานแล้ว”

ซุกดีลสะดุ้งที่เพื่อนกล้าพูดออกมาตรงๆ แบบนั้น แถมยังอยู่ในรถที่มีคนอื่นอยู่ด้วยอีก อยากจะยกมือปิดปากเพื่อนนักช่างไม่กลัวโทษทัณฑ์เอาเสียเลย   

“แต่เธอไม่เหมือนทายาทผู้รักษาคนอื่น เธอเป็นสายเลือดตรงของท่านโลเกน การแต่งงานครั้งนี้จะต้องพิเศษกว่าครั้งที่ผ่านมาแน่นอน”

ท่านโลเกนคือผู้รักษาในตำนานของโครลันเธีย สายตระกูลของท่านแตกแขนงไปหลายสาขา ทั้งหญิงชาย แต่คินทาราและเธอเป็นสายเลือดที่เกิดจากลูกชายคนแรก ของลูกชายคนแรก ของลูกชายคนแรกเสมอ จึงถือว่าเป็นสายตรงของท่านโลเกน

“ความพิเศษ คือบทลงโทษสินะ”

ซุกดีลอยากจะบีบคอคนข้างๆ เหลือเกิน พูดอะไรออกมาแต่ละคำ เธอจะเป็นลม เนวารีที่เคยอ่อนหวานเสมอไปไหนเสียแล้ว เนวารีคนนี้ทำอย่างกับกำลังประชดชีวิต จะหาคดีใส่ตัวเองให้ได้ เธอจึงเลือกที่จะหุบปากตัวเองดีกว่า น้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งเอาเรือไปขวาง ตอนนี้เนวารีกำลังรู้สึกต่อต้านรุนแรง ให้เวลาผ่านไปสักพัก อะไรๆ คงดีขึ้น

ขบวนรถเรียงแถวกันมาทั้งหมดห้าคัน สองคันนำหน้าและอีกสองคันตามหลัง รถเจ้าสาวเป็นไข่แดงอยู่ตรงกลาง แต่จิตใจของเจ้าสาวลอยไกลไปถึงใครคนหนึ่ง เธอคิดถึงเขาเหลือเกิน เขากำลังทำอะไรอยู่ วันนั้นที่เขาได้รู้ว่าเธอจะต้องเข้าวัง เขาหน้าซีด มือสั่น คว้าตัวเธอไปกอด หัวใจเขาเต้นแรง พึมพำแต่ว่า เขาจะทำอย่างไรดี เขาไม่อยากสูญเสียเธอ

เธอเองก็เช่นกัน แต่ก็ฝืนชะตาไม่ได้ น้ำตาเหมือนรื้นขึ้นมาอีกแล้ว พอคิดถึงชายคนรัก หญิงสาวยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เธอไม่กล้าบอกใครเพราะกลัวเขาจะเป็นอันตราย มันจะเป็นความลับที่ตายไปพร้อมเธอ

บรึม!!!

เสียงระเบิดดังสนั่น ยังไม่น่าตกใจเท่าแรงกระเทือนที่ทำเอารถไถลส่ายไปมาอย่างน่ากลัว

“ระวัง! เราถูกโจมตี!”

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น หรืออาจจะเป็นเสียงจากวิทยุสื่อสารระหว่างรถในขบวน ตามติดมาด้วยเสียงปืนรัวหลายนัด

“ก้มตัวลง หลบครับ” เสียงคนหน้ารถตะโกนสั่ง ทั้งเนวารีและซุกดีลทำตามทันที กอดกันแน่น เสียงหวีดร้องด้วยความตกใจ ดังประสมไปกับเสียงปืน เสียงห้ามล้อ เสียงเร่งเครื่องยนต์ รถที่ขับส่ายไปมา โยนสองสาวไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง

เนวารีไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน คิดถึงพ่อแม่และพี่ชายเหลือเกิน ภาวนาขอให้หนีรอดพ้นวิกฤติภัยที่มาถึงโดยไม่ทันตั้งตัวนี้ด้วยเถิด

และแล้วรถก็เบรกอย่างแรงจนตัวเธอล้มคะมำไปกองที่พื้น พอดันตัวขึ้นมาได้ ประตูรถข้างตัวเธอก็เปิดผางออก

สิ่งที่เห็นต่อหน้า ห่างเพียงเอื้อมมือ คือสีดำมะเมื่อมของปลายกระบอกปืน เล็งตรงมาที่เธอ 



13
M1 Copter / รัญชิดา / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2017, 10:55:47 PM »
บทที่ ๒

   กำแพงปูนสีตะกั่วตั้งตระหง่านเป็นแนวโค้งยาว ล้อมรอบด้วยคูน้ำลึกกว้างห้าวาเศษ สูงขึ้นไปเหนือกำแพง ปืนใหญ่สามกระบอกตั้งเรียงหันปลายปืนไปทางทิศใต้ ราชสีห์ทองคำผงาดอยู่บนผืนผ้าสีแดงเลือดนก ธงสัญลักษณ์แห่ง ‘สิตา’ ปักเด่นสง่าอยู่กลางหลังคาทรงโค้ง โบกสะบัดพัดพลิ้วไปตามแรงลม พื้นที่ถัดจากคูออกมาเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่ต้นไม้ให้ร่มเงา ทหารยามในเครื่องแบบสีแดงสดยืนนิ่งประจำอยู่ไม่ห่างกระบอกปืนใหญ่ สายตามองระแวดระวังไปทั่วบริเวณ
 
   ป้อมชายแดนสิตา-ปาลแห่งนี้ ไม่ได้ใช้งานในราชการสงครามมานานหลายทศวรรษ หลังสองเมืองทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสำหรับกิจการอื่นของ ‘สิงคาล’ ราชาแห่งสิตา รถม้าคันสุดท้ายในขบวนเสด็จกำลังก้าวย่องเนิบช้าไปบนสะพานที่ทอดข้ามคูล้อมป้อม ไม่นานก็หายผ่านเข้าประตูไปในที่สุด

   ภายในป้อมนอกจากทหารที่รักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน ก็มีเพียงราชองครักษ์คนสนิทของราชาสิงคาลเท่านั้นที่ตามเสด็จ และคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูอาคารสีขาวหลังคาโดมแดง ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง เยื้องไปด้านหลังสักสี่ห้าร้อยเมตร เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐสีเทาใช้สำหรับเป็นโรงครัวและที่พักของเหล่าราชบริพาร

   หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ซอยเท้าถี่พาร่างอวบอิ่มเข้าไปในโรงครัว ไม่ได้สนใจเสียงเอะอะโวยวายของแม่ครัวและลูกมือที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันยกใหญ่ กระทะและหม้อใบใหญ่บนเตาบอกถึงปริมาณอาหารมากมายราวกับจะเลี้ยงคนเป็นกองทัพ นางมุ่งหน้าตรงไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังวุ่นวายออกคำสั่งคนงานให้จัดการสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาดึงความสนใจของหญิงกลางคนให้หันมองผู้มาเยือน “เสด็จถึงแล้วรึ แม่จัน”

   สาวร่างอวบอวดยิ้มฟันขาวพยักหน้า หอบหายใจจนหน้าอกโอฬารกระเพื่อมเกือบล้นออกมานอกเสื้อคอปาด “เจ้าค่ะ คุณท้าว ฉันยกพระสุธารสขึ้นถวายเลยนะเจ้าคะ” เสียงตอบนั้นสดใสร่าเริงราวนกน้อย นานเหลือเกินที่ ‘พระองค์ท่าน’ ไม่ได้เสด็จป้อมชายแดน ข่าวการมาจึงทำให้นางแช่มชื่นเป็นพิเศษ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจหญิงที่ว้าเหว่มานาน แต่คำตอบของผู้ที่นางเรียก ‘คุณท้าว’ กลับเหมือนน้ำร้อนสาดกลับมา

   “ไม่ต้องหรอก วันนี้จะให้แม่วีณาจัดการ” คุณท้าวพูด พลางเดินไปตรวจดูถาดพระสุธารสจัดเครื่องต่างๆ ไว้ครบถ้วนดีหรือยัง โดยมิได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันทีของคนรับสาร

   “แต่วีณามาอยู่ใหม่ เกิดทำอะไรให้ขัดเคืองพระราชหฤทัยจะพลอยลำบากกันไปหมดนะเจ้าคะ” เหลือบมองร่างอรชรที่นั่งทำหน้านิ่ง คอยดูคุณท้าวอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยเย็น แม้จะวางหน้าเรียบเฉย แต่ก็คงจะดึงดูดใจพระองค์ท่านไม่ใช่น้อย รูปร่างบางแต่อกเอวสมส่วนรับกันกลมกลึง ผิวพรรณก็เต่งตึงอิ่มเอิบเหลือเกิน คุณท้าวก็ดูราวจะสนับสนุนนางจนออกนอกหน้า คงกะจะให้ถวายตัวกระมัง ยิ่งมอง ลมเพชรหึงริษยาก็ยิ่งพัดกระหน่ำรุนแรง

   “หล่อนคิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นรึ ที่รู้พระทัยพระองค์ท่าน!” คุณท้าวหันมาขึ้นเสียงใส่อย่างไว้อำนาจ

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่วีณายังไม่เคย อย่างไรเสียก็ให้ตามฉันขึ้นไปก่อน แล้วคราวหลังค่อยไปเอง ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” แม้จะโกรธแสนโกรธ ทั้งหึงทั้งหวงตัวท่าน แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้นอกจากยอมอ่อนเสียงให้คุณท้าวคนสำคัญคนนี้

   “หุบปากหล่อนไปเลย ถ้ามีอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง” คุณท้าวตัดรำคาญด้วยการหันไปพยักพเยิดหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ๆ “ไป แม่วีณา ไปได้แล้ว จำที่ฉันสั่งสอนไว้ให้ดี”

   เมื่อต่อรองไม่ได้ และไม่เห็นทางจะห้ามความประสงค์ของคุณท้าว นางจันก็ทำได้เพียงกระแทกเสียง“ตามใจ” สะบัดหน้าเดินหนีไป คิดปลอบตัวเองในใจว่า หากในเรื่องลีลาแล้ว สาวน้อยอ้อนแอ้นนั่นคงไม่มีทางเทียบชั้นนางได้หรอก สุดท้ายก็จะทรง ‘เรียกหา’ อยู่ดี

   วีณาเดินยกสำรับขึ้นไปถึงห้องบรรทม เมื่อนายทวารเปิดประตูให้เข้าไป หญิงสาวรีบรุดตรงไปยังพระสุพรรณภาชน์ จัดวางถาดพระสุธารสและเครื่องเสวยต่างๆ อย่างระมัดระวังตามที่ได้รับการสอนสั่งมาจากคุณท้าวรำไพ ใจจดจ่ออยู่แต่กับถาดทองคำในมือ ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะทำพลาดตกหกเลอะ มีหวังคงได้คอขาดเป็นแน่ ยังไม่ทันเรียบร้อยดี ร่างบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว

   “ว้าย!!” ถ้วยโถกระทบกันเสียงดังเคร้ง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจ แต่พอเห็นหน้าผู้ลักกอดนางชัดเจนก็รีบทรุดกายหมอบกราบกรานแนบพื้น

เจ้าสิงคาลคุกเข่าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ เชยใบหน้างามขึ้นมอง หญิงสาวยังหลบตาไม่กล้ามองตอบ

   “อ้าว คนใหม่รึนี่ เรานึกว่านังจัน” สายพระเนตรลวนลามไปทั่วผิวหน้าผิวเนื้อที่ดูผุดผาดของสาววัยกำดัด

   “คุณท้าวรำไพ...ให้หม่อมฉันนำพระสุธารสมาจัดถวายแทนพี่จันเพคะ” เสียงสั่นๆ กระตุ้นให้ชายตื่นตัวขึ้นทันที ลูบไล้พระหัตถ์แผ่วเบาไปตามเรียวแขนนวลเนียนราวท่อนเทียน คุณท้าวนี่ช่างรู้ใจ ขยันหาสาวงามมาปรนนิบัติ หัตถ์แข็งแรงประคองนางขึ้นยืน หญิงสาวห่อไหล่ ก้มหน้างุดหลบสายตาคมวาวด้วยแรงปรารถนา สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าเข้มค่อยซุกไซ้ไปตามซอกคอ ดอมดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาว

   “อย่า อย่าเพคะ” เสียงห้ามสั่นรัวด้วยความตกใจ มือน้อยๆ ผลักอกกว้างที่หาได้ขยับเขยื้อนไม่ สัมผัสจากมืออุ่นจัดจนร้อนลูบเลื่อนไปตามเนื้อตัว ยิ่งหวาดหวั่นเมื่อโดนรวบรัดพรมจูบไปทั่วทั้งคอทั้งไหล่รุนแรงขึ้นอย่างหื่นกระหาย หญิงสาวเริ่มดิ้นรนหนัก ด้วยแท้จริงไม่ได้สมัครใจจะ ‘ถวายตัว’

   “จะไม่เสวยเสียก่อนหรือเพคะ” เสียงเย็นเยียบของผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นประจักษ์พยาน สามารถหยุดอาการรุกไล่คึกคะนองของกษัตริย์หนุ่มได้ทันใด ทรงผละออกจากนางกำนัล รี่ไปหาต้นเสียง โอบเอวบางเข้าหาจนแนบชิด

   “ก็ทรงปล่อยให้หม่อมฉันรอนาน หม่อมฉันเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียหน่อย” พลางจุมพิตไซ้ปรางเนียนเป็นการต้อนรับนางผู้มาเยือน ปล่อยให้ ‘ของฆ่าเวลา’ ทรุดหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา

พระนางสร้อยรัศมีเบี่ยงวรกายออกจากอ้อมกรแกร่ง ก้าวเนิบสง่างามเข้าหาร่างที่หมอบแทบพื้น เชยใบหน้าสวยขึ้นมอง แววฉงนฉาบขึ้นบนดวงเนตรหรี่เพ่ง ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะค่อยๆ แย้มบาง

   “เจ้าชื่ออะไร” ตรัสถามเสียงอ่อนหวาน

   “หม่อมฉัน ชะ...ชื่อ...วีณา เพคะ” ใจเต้นรัวด้วยทั้งประหม่าทั้งกลัวโทษทัณฑ์

   สตรีสูงศักดิ์ทวนชื่อที่ได้ยินแผ่วเบา พระกิริยาเหมือนกำลังใช้ความคิด แค่เพียงชั่วขณะเดียวก็ทรงหันกลับไปหากษัตริย์หนุ่ม

   “หม่อมฉันขอพระราชทานนางคนนี้ได้ไหมเพคะ” พระนางตรัสถามเจ้าสิงคาลที่ทรงยืนสง่าอยู่ไม่ห่าง คนถูกถามแสดงท่าทางออกชัดเจนทันทีว่าไม่เต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้เชยชมอย่างที่ตั้งใจ สร้อยรัศมีเยื้องย่างเข้าหาอย่างยั่วยวน เรียวนิ้วลูบไล้ไปตามกล้ามแข็งแกร่งบนแผงพระอุระ

   “เถอะนะ ส่วนเรื่องอื่น...หม่อมฉันจะจัดการให้เอง”

   “พระองค์จะทรงต้องการนางไปทำไม” ถามออกไปอย่างเคืองพระทัย

   “หม่อมฉัน...ก็แค่...” เหลือบสายพระเนตรมองนางกำนัลที่ยังก้มงุดอยู่ที่พื้น “ก็แค่รู้สึกถูกชะตาน่ะเพคะ ทรงยกให้หม่อมฉันเถอะนะ”

จุมพิตแผ่วเบาอ้อยอิ่งเชิญชวน ไม่ว่าชายหน้าไหนก็ต้องโอนอ่อน สร้อยรัศมีทรงรู้วิธีเย้ายวนให้อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่พระนางเสียเหลือเกิน ตามใจ อยากได้อะไรก็เอาไป เสร็จแล้วจะได้ทำอย่างอื่นต่อ “แล้วแต่พระประสงค์ละกัน”

เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางสร้อยรัศมีก็ผละออกไปหานางที่หมอบพื้นอยู่อีกครั้ง ปล่อยให้องค์เจ้าสิงคาลทอดพระเนตรตามอย่างไม่สบพระอารมณ์ จนต้องเลี่ยงไปกระแทกตัวประทับลงบนพระแท่น ขัดอะไรขัดได้ แต่ขัดอารมณ์ชายเช่นนี้ หงุดหงิดเหลือประมาณ

   “เจ้าไปได้แล้ว เตรียมเก็บข้าวของด้วย เราจะเดินทางเช้าตรู่พรุ่งนี้” วีณาหมอบกราบก่อนคลานเลี่ยงออกไปโดยเร็วอย่างโล่งอก พระนางสร้อยรัศมีทอดพระเนตรตามหลัง ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง นอกจากจะกำจัดนางกำนัลหน้าใหม่ให้ห่างจากเจ้าสิงคาลแล้ว ยังน่าจะใช้ประโยชน์จากใบหน้าสวยนั่นได้ ใบหน้าที่...คล้ายใครคนหนึ่งมากเหลือเกิน

   เสียงแก้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บ่งบอกอารมณ์ของคนวางได้ดี ปลุกพระนางจากภวังค์ความคิด สร้อยรัศมีแย้มพระสรวลนิดๆ ที่มุมโอษฐ์ นวยนาดไปประทับตรงพระพักตร์ร่างสง่างามบนแท่นบรรทม ผ้าแพรคลุมไหล่เบาบางค่อยๆ เลื่อนหลุด เปิดเผยเนื้อเนียนเปล่งปลั่งที่เจ้าสิงคาลหลงใหล แม้จะเคยเห็นเคยสัมผัสแต่ก็รู้สึกเหมือนอดพระทัยไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นได้สัมผัสอีกครา คงมีเพียงอารมณ์เร่าร้อนของแม่หม้ายอย่างสร้อยรัศมีเท่านั้นกระมังถึงจะเติมเต็ม ‘ความต้องการ’ ของราชาแห่งสิตาได้อย่างเต็มที่ ไฟสวาทจุดติดขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องการเชื้อเพลิง

   เจ้าสิงคาลทรงระลึกถึงการพบกันครั้งแรก ขณะนั้นพระนางสร้อยรัศมียังทรงอยู่ในฐานะพระขนิษฐาแห่งองค์ราชินีเขมรัฐ ดวงพักตร์งามสง่าตราตรึงใจ ดวงเนตรเรียวหวานวาวงามล้ำกว่าสตรีนางใดที่พระองค์เคยรู้จัก พระโอษฐ์แย้มยิ้มเย็นประดับอยู่บนพระพักตร์ตลอดเวลา จนยากที่ใครจะคาดเดาพระอารมณ์หรือพระดำริภายใต้รอยแย้มพระสรวลนั้นได้ พระนางเหมือนปริศนาที่ไม่มีใครอาจหาญกล้าไขให้กระจ่าง องค์เองเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในยามนั้น ตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมงานฉลองบัลลังก์ ‘ศศิลักขณา’ ราชินีแห่งเขมรัฐ ความรักจู่โจมเข้าเกาะกุมพระทัยตั้งแต่เพียงแรกพบพักตร์ จนแม้พระนางกลายไปเป็นรานีแห่งวชิรหัตถ์ราชาแล้ว ความรักก็ยังคงมั่น พระองค์ทรงรู้ว่าพระนางก็รู้สึกไม่ต่างกัน

   เมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานถวายพระเพลิงองค์ราชินีศศิลักขณา ที่สิ้นพระชนม์ชีพไปก่อนเวลาอันควร แค่เพียงได้พบพักตร์สนทนากันไม่กี่คำ ความรักที่เก็บงำมานานก็ราวกับจะปะทุระเบิดออกมาจากพระอุระให้จงได้ สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันจึงก่อเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน

   สร้อยรัศมีเปรียบดังรสหวานหอมแห่งน้ำทิพย์ติดชิวหามิวางวาย เมื่อได้สมรักแล้วก็มิอาจหักพระทัยได้ กระวนกระวายคลุ้มคลั่งราวคนบ้า ปรารถนาจะประหัตประหารวชิรหัตถ์ให้ดับดิ้นแล้วรับพระนางมากกกอดแนบข้าง ยิ่งทรงคิดว่าวชิรหัตถ์มีสิทธิเต็มที่ที่จะดื่มด่ำรสรักจากพระนาง พระองค์ยิ่งแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว เหล่าสนมนางกำนัลที่ห้อมล้อมมิอาจทำให้พระทัยรุ่มร้อนด้วยกามตัณหาเบาบางลงได้ จะหารสพิศวาสใดเทียมเท่าสร้อยรัศมีมิมีอีกแล้ว เสน่หาที่ตราตรึงไม่เคยคลาคลายกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหนี่ยวนำไปสู่การ ‘ลักลอบ’ พบกันอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง...

   จวบจนบัดนี้ องค์สิงคาลเริ่มรู้สึกชื่นชอบการได้พบกันเยี่ยงนี้ เพราะมันยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ได้มากขึ้นอีก และรักพระนางได้รุนแรงเร่าร้อน พระนางเองก็ตอบสนองได้อย่างสมพระอารมณ์เฉกเช่นกัน วชิรหัตถ์ราชาบัดนี้สวรรคตไปแล้ว แต่ฐานะรานีในอดีตพระราชายังค้ำคอไม่ให้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ จะมีใครในราชสำนักแห่งปาลบ้างไหมที่ล่วงรู้ความลับนี้

   “ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ” สร้อยรัศมีไล้นิ้วไปบนแผงพระอุระอย่างรักใคร่หลังเสร็จสมรสรักที่โหยหา

   “คิดว่าทำไมพระองค์เสด็จมาได้ในครั้งนี้” ราชาหนุ่มแห่งสิตาหันหาร่างเปลือยแนบข้างลูบไล้เอวบางอย่างหลงใหล

   “องค์อัคนิรุทรเสด็จประพาสนอกเมือง หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไปไหน”

   “อ๋อ ลูกเลี้ยงไม่อยู่ แม่เลี้ยงเลยมีอิสระ” น้ำเสียงเยาะหยันทำให้พระนางสร้อยรัศมีตรัสเสียงขุ่นเข้ม

   “ทรงหมายความว่ากระไร” แม้จะเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแสร้งโกรธเกรี้ยว จะยอมรับให้ใครกล่าวหาว่าเป็นนางพระยาเทครัวได้อย่างไร

   “อย่ากริ้วไปเลย ทูนหัวของหม่อมฉัน แค่เย้าเล่นเท่านั้นดอกน่า”

   “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับอัคนิรุทร เป็นเพียงแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี” ใช่สิ แค่แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดา จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ ความเกลียดชังในใจอัคนิรุทรที่มีต่อพระนาง ราวกับจะฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใดจะไถ่ถอนได้

   สร้อยรัศมีแสร้งสะบัดตัวลุกหนี แต่พระกรแกร่งของสิงคาลรั้งวรองค์บอบบางกลับเข้าแนบชิด รวบรัดไว้ด้วยวรกายแข็งแรงขององค์เอง

   “หม่อมฉันขอประทานอภัย คราวหลังจะไม่ปากพล่อยให้เคืองพระทัยอีกแล้ว” เคราสากไล้ไปตามซอกพระศอก่อกระแสซ่านเสียวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง วิธีการง้อสาวงอนเยี่ยงนี้ ไม่มีใครเก่งเกินสิงคาล แต่ยังหรอก จะให้อภัยโดยง่ายนั้นไม่ควร

   “ทรงหมิ่นน้ำใจหม่อมฉันเหลือเกิน อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหา แต่กลับต้องมาโดนเหยียดหยามเช่นนี้ หม่อมฉันคงไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้นสำหรับฝ่าบาท” เสียงกระเง้ากระงอดราวสาวรุ่น ทำให้เจ้าสิงคาลต้องทรงกอดกระชับปลอบประโลม

   “ใครว่า หม่อมฉันหลงใหลพระองค์ออกขนาดนี้ ที่พูดไปก็เพราะรักเพราะหวงเหลือเกิน ไม่อยากให้ใครได้เชยชิดพระองค์ แค่คิดหม่อมฉันก็แทบจะขาดใจตาย” ก้มพระพักตร์เชยชมนวลเนื้อไหล่ไล่ไปตามเนินอกอย่างคลั่งไคล้ อดีตรานีแห่งปาลจำต้องผลักร่างที่รุกไล่ออกห่าง ถามสุรเสียงอ่อนหวาน

   “จริงนะเพคะ”

   “จะกล้าปดพระองค์ได้อย่างไร มามะ หม่อมฉันจะแสดงให้ดูว่าหม่อมฉันรักพระองค์ขนาดไหน” พระนางสร้อยรัศมีสรวลเมื่อใบหน้าสากซุกลงแนบอกอิ่มขบเล็มอย่างสนุกปาก ผลักร่างหนาออกจนหงาย พลิกองค์เองขึ้นอยู่เหนือ สำแดงอำนาจแห่งตน

   “ไม่ได้ ต้องให้หม่อมฉันสำเร็จโทษฝ่าบาทก่อน” ปากบางจู่โจมโรมรันกับอีกปากที่ยื่นขึ้นราวลูกนกร้องขออาหารจากแม่นก แม่นกไล่จุมพิตเร่าร้อนไปตามมัดกล้ามแข็งแรงจนชายร้องครางอย่างชอบใจ เกมสวาทยุทธ์เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องครางกระเส่าของทั้งสองร่าง ต่างคนต่างสนองความปรารถนารุ่มร้อนของตนเอง ในขณะที่สมองก็กำลังวางแผนเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเช่นกัน
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

14
5. Buddy / วันละคำ / เถ้าเหมันต์ บทที่ ๑
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 10:55:01 PM »
บทที่ ๑


ยอดเขา 'มฬาครี'  กลืนหายไปในหมู่เมฆสีทองของยามฟ้ารุ่ง แสงอาทิตย์ถูกเมฆหนาที่ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้ากางกั้นจนเหลือเพียงแสงเรื่อเรืองราวดวงไฟอ่อนแรง ดินแดนโครลันเธีย  เปรียบประดุจเมืองในม่านหมอกมานานร่วมศตวรรษ

ผู้เฒ่าคนสุดท้ายที่เคยสัมผัสแสงอาทิตย์และความอบอุ่นของไอตะวัน ชอบนักที่จะเล่าให้ลูกหลานฟังถึงดินแดนบ้านเกิดในครั้นที่ท่านยังเยาว์

'โครลันเธีย ดินแดนนี้เคยสงบสุขร่มเย็น'

และเมื่อเริ่มต้นด้วยประโยคที่คุ้นเคยเช่นนี้ เหล่าหลานตัวน้อยก็รู้ได้ทันทีว่า ยายกำลังจะเริ่มต้นเล่านิทานอีกครั้ง

'บ้านเราเคยเป็นอย่างไรหรือจ๊ะ' เสียงถามกระตุ้นให้ยายเล่าต่อ อดีตของโครลันเธียเหมือนเทพนิยายที่สร้างความสุขให้ในจินตนาการ

'เป็นบ้านที่อบอุ่นน่ะสิ อุดมไปด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด เหล่าสรรพสัตว์มีชีวิตชีวา คนกับป่าอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ยายยังจำได้ ทุกครั้งที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ดอกเดวารีสีฟ้าสดจะบานสะพรั่งเต็มสวนหน้าบ้าน เวลาที่นิ้วเราสัมผัสดอกไม้ใบไม้แรกผลิ มันจะนุ่มละมุนเหมือนสำลีเลยทีเดียว กลิ่นหอมของดอกเดวารีทำให้จิตใจปลอดโปร่ง สดชื่นเหลือเกิน พวกผีเสื้อชอบนักล่ะ ชอบมาบินวนเวียนดอมดมเกสรของเดวารีทั้งวัน'

'ผีเสื้อเป็นอย่างไรหรือจ๊ะ ทำไมชื่อน่ากลัวจัง' หลานสาวถามเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน เคยได้ยินแต่ภูติผีวิญญาณ ผีเสื้อเป็นอย่างไรหนอ

'มันเป็นแมลงตัวเล็กๆ แสนสวย ไม่น่ากลัวเลยสักนิด บางตัวสีชมพู บ้างก็เหลือง ฟ้า ส้มก็มี หลายสีสันเลยล่ะ เวลามันบิน ปีกบางเบาสองข้างของมันจะขยับพริ้วไหวไปตามสายลม เหมือนมันกำลังเต้นระบำ แตะดอกนี้แล้วก็ย้ายไปดอกนั้น บางตัวที่สีสวยแปลกตา ยายก็จะไล่จับมาเก็บสะสมเอาไว้ ยายกับเพื่อนๆ น่ะชอบวิ่งไล่จับผีเสื้อ บางทีเราวิ่งไล่จับพวกมันไปจนถึงเขตทุ่งหญ้าออโรน่า'

'ที่เดียวกับลานออโรน่าใช่ไหมจ๊ะยาย'

ผู้ชราพยักหน้าแย้มยิ้ม ระลึกความหลังต่อ 'ออโรน่าเคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี กลิ่นหญ้าใหม่ทำให้เราวิ่งเล่นได้ทั้งวัน ไม่มีเหนื่อย พอพวกเราเบื่อที่จะไล่ตามเจ้าผีเสื้อจอมซนแล้ว เราก็จะไปทิ้งตัวลงนอนบนผืนหญ้าหนานุ่มเหมือนผืนพรม มันอบอุ่นราวกับโลกกำลังโอบกอดเราเอาไว้ด้วยอ้อมแขนอ่อนโยน เจ้ารู้ไหม ยายชอบเผลอนอนหลับไปในทุ่งหญ้า จนแม่ต้องถือไม้เรียวมาตามอยู่บ่อยๆ' ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้เล่าเรื่องอดีต แม้คนฟังจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เพราะไม่เคยได้สัมผัสของจริงมาก่อน

'หนูอยากนอนบนพรมหญ้าบ้างจัง' หลานสาวตัวน้อยทำหน้าเสียดาย อยากมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างที่ยายเล่าให้ฟังบ้างเหลือเกิน

มือบางซีดเซียวที่มีเพียงหนังย่นหุ้มกระดูกลูบศีรษะหลานรักอย่างสงสาร รอยยิ้มสดใสของผู้เฒ่าจางลง เมื่อเหตุแห่งความเปลี่ยนแปลงย้อนเตือนในความทรงจำ

'โครลันเธียต้องคำสาป เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของคนคนเดียว เพราะเขาคนเดียวทำให้ผู้ถือกุญแจต้องสาปสูญ'

เมื่อใดที่เริ่มเอ่ยถึง 'ผู้ถือกุญแจ' เมื่อนั้น หลานเป็นอันเข้าใจได้ทันทีว่า นิทานจบลงแล้ว ถ้อยคำหลังจากนั้น ไม่มีใครเข้าใจได้ อาจจะรวมถึงตัวผู้เฒ่าเองด้วย คำพร่ำเพ้อฟังไม่ได้ศัพท์ราวกับพูดคนละภาษา

‘เนวารี’ จำเรื่องราวที่ท่านยายชอบเล่าให้ฟังพร้อมกับกลุ่มเพื่อนของเธอในวัยเด็กได้ดี แม้แต่สัมผัสจากฝ่ามือของยายเวลาลูบผมของเธอก็ยังชัดเจนราวกับท่านไม่เคยจากโลกนี้ไปเลย ทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ เธอจะเข้ามานั่งในห้องนี้ ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่มีเพียงเตียงและเก้าอี้โยกไม้สีน้ำตาลตัวเก่า นั่งมองผ้าม่านหน้าต่างพริ้วไหว ผ้าม่านลายเถาวัลย์สีหม่นดูมัวซัวไม่แตกต่างจากบรรยากาศภายนอกเท่าไรนัก

ห้องนี้เคยเป็นที่พำนักของท่านยาย ตั้งแต่เธอจำความได้ จนถึงวาระที่ลมหายใจสุดท้ายของท่านปลิดปลิว เมื่อนึกถึงภาพยายนั่งบนเก้าอี้โยกเล่าถึงอดีตอันแสนสุขของโครลันเธีย แล้วจบด้วยการพึมพำคำพูดที่ไม่มีใครเข้าใจ เธอคิดว่า บางทีท่านยายอาจจะจากเธอไปก่อนหน้าลมหายใจเฮือกสุดท้ายเนิ่นนานแล้วก็เป็นได้

เธอไม่เคยรู้สึกกลัว ตรงกันข้ามกลับโหยหาอ้อมกอดจากอ้อมแขนซูบที่เหมือนไม่มีเรี่ยวแรง แต่กลับสร้างพลังให้เธอได้อย่างน่าประหลาด เธออยากได้รับสัมผัสนั้นอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ ในเวลาที่เธอจำต้องเดินตามรอยที่ชะตากรรมได้ขีดเส้นไว้ นับจากวันแรกที่เธอลืมตาดูโลก

“อยู่ที่นี่เองว่าที่เจ้าสาวคนสวย” เสียงหวานทักอย่างร่าเริง ก่อนเจ้าของเสียงจะเดินเข้ามาโอบเอวเพื่อนรัก “เป็นอะไร ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้”

“คิดถึงท่านยายน่ะ คงจะดีถ้าท่านได้ส่งตัวฉันเข้าพิธีในวันพรุ่งนี้”

“อืม ฉันก็คิดถึงท่านยายเจร่าของเธอเหมือนกัน” เพื่อนสนิทที่ชอบชวนกันมานั่งฟังนิทานของยายเจร่าพร้อมกับเนวารีก็คือ ‘ซุกดีล’ คนนี้นี่เอง

“ถ้าท่านยายยังอยู่ ฉันอาจจะไม่ต้อง...”

“พอเลย เนว เลิกคร่ำครวญเหมือนจะถูกส่งไปลงนรกเสียทีเถอะ” ซุกดีลขัดขึ้นก่อนที่เพื่อนสาวจะพูดจบ “เธอน่ะเป็นเจ้าสาวที่ผู้หญิงทุกคนในโครลันเธียกำลังอิจฉานะ”

“รวมถึงเธอด้วยหรือ ซุก” คำปลอบโยนของเพื่อนฟังไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่ มีใครที่อยากเป็นเจ้าสาวของผู้ชายอย่างนั้นด้วยหรือ

“แน่ล่ะสิ” ซุกดีลตอบอย่างร่าเริงตามนิสัย “ถึงฉันจะดูกระโดกกระเดกแบบนี้นะ แต่ฉันก็มีความฝันอยากเป็นเจ้าหญิงกับเขาเหมือนกัน”

“แม้จะเป็นเจ้าหญิงของเจ้าชายน้ำแข็งที่แสนเย็นชาน่ะหรือ”

“แหม ใช่ว่าเขาจะสาปเธอเป็นน้ำแข็งไปด้วยเสียเมื่อไหร่เล่า”

สำหรับซุกดีล เจ้าหญิงก็คือเจ้าหญิง ไม่สำคัญว่าเป็นเจ้าหญิงของใคร เนวารียิ้มอ่อนๆ ถ้าเธอทำใจได้อย่างซุกดีลก็คงดี ไม่ต้องแคร์อะไร ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น มีความสุขได้กับทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นดิน ฟ้า ลม อากาศ

เธออาจจะทำอย่างนั้นได้ ถ้าเรื่องในวันนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

ความรู้สึกวาบหวามจนใจสั่นเมื่อใครคนหนึ่ง กระซิบบอกรักที่ข้างหู สัมผัสแผ่วเบานุ่มนวลบนเรียวปากที่อบอุ่น ลึกซึ้งไปถึงส่วนลึกของหัวใจ แต่เธอได้สัมผัสมันเมื่อสายเกินไป ทำไมเขาไม่เปิดใจก่อนที่เธอจะถูกกำหนดให้เป็นเจ้าสาวของชายที่เธอไม่เคยรัก ไม่เคยคิดจะรัก

“ออกไปข้างนอกกันเถอะ พวกเพื่อนเจ้าสาวกำลังซ้อมเดินกันอยู่ ช่วยไปเป็นเจ้าสาวให้เพื่อนซ้อมหน่อยนะ นะ นะ” ซุกดีลดุนหลังเพื่อนให้ออกไปข้างนอก ถึงเธอจะคิดถึงท่านยายเจร่า แต่ก็ไม่มากพอที่จะนั่งรอท่านกลับมาเยี่ยมในห้องที่ท่านนอนเสียชีวิตหรอก

ออกจากห้องเล็กใต้หลังคาของยายเจร่า สองสาวเดินลงมายังตึกใหญ่รูปตัวยูสองชั้น เดินผ่านห้องนอนใหญ่ของพ่อและแม่ที่อยู่ด้านเดียวกับห้องนอนท่านยาย มองเข้าไปเห็นทั้งสองท่านกำลังหัวเราะคิกคัก ขณะช่วยกันเลือกเครื่องประดับสำหรับงานมงคลในวันพรุ่งนี้

เนวารีเดินเนือยๆ ตามซุกดีลที่เดินเหมือนกระโดดอย่างร่าเริงมายังบันไดที่อยู่ตรงกลาง เชื่อมระหว่างอาคารซ้ายขวา เธอกำลังจะก้าวลงบันได เมื่อตอนที่เห็น ‘คินทารา’ เดินเข้าไปในห้องสมุดที่อยู่อีกฟากของตัวตึกตรงข้ามของห้องนอนใหญ่ พร้อมกับใครบางคน

“มองอะไร เนว” ซุกดีลเดินนำลงไปถึงบันไดชั้นล่างสุดแล้ว ตะโกนขึ้นมาถาม

“พี่คินน่ะ คุยกับใครอยู่ไม่รู้”

“โอ้ย ช่างเขาเถอะ ก็คงเป็นพวกทหารองครักษ์นั่นแหละ ลงมาเร็ว” กวักมือเรียกเร่ง

เนวารีละความสนใจ เดินลงบันไดตามเพื่อนสาวไป คงเป็นอย่างที่ซุกดีลว่า คินทาราเป็นหัวหน้าทหารองครักษ์ มักจะมีเพื่อนทหารหรือลูกน้องแวะเวียนมาปรึกษาราชการอยู่เป็นประจำ ครั้งนี้ก็คงเช่นกัน ไม่แน่อาจจะเป็นเรื่องเตรียมการอารักขาในวันพรุ่งนี้ 

อารักขาน้องสาวให้เดินเข้าสู่ห้องเย็นที่จะแช่แข็งหัวใจเธอไปตลอดกาล พี่ชายคงมีความสุข ไม่เช่นนั้น ตอนที่เธอร้องไห้ขอให้เขาช่วยพูดกับพ่อแม่เพื่อล้มเลิกงานแต่งงานครั้งนี้ เขาคงไม่ทำให้หัวใจเธอสลายด้วยคำตอบนี้

‘หน้าที่ของทายาทผู้รักษา เป็นสิ่งที่หลบเลี่ยงไม่ได้ เจ้าก็รู้ตัวดี’

‘แต่น้องไม่ได้รักเขา การแต่งงานต้องเกิดจากความรักไม่ใช่หรือคะ’ เธอพยายามแย้งทั้งน้ำตา ความหวังค่อยๆ หรี่แสง ด้วยท่าทีของท่านหัวหน้าราชองครักษ์ไม่แสดงให้เห็นเลยว่าจะยอมอ่อนข้อง่ายๆ

‘เจ้าจะรักพระองค์ได้อย่างแน่นอน หากเจ้าเปิดใจ’ น้ำเสียงเรียบเฉยจนคนฟังไม่แน่ใจว่าถ้อยคำที่พูดมานั้นคือ คำปลอบ หรือ คำสั่ง

‘พี่ไม่คิดหรือว่า บางทีบัญญัตินั้นอาจไม่ใช่ความจริง’

‘หยุดนะ เนว เจ้ากำลังปรามาส ถ้อยดำรัสของผู้ถือกุญแจ’

‘พี่ก็เห็น ทายาทของผู้รักษาและผู้ทำลาย กี่รุ่นแล้วที่แต่งงานกัน แต่คำสาปแห่งโครลันเธียก็ยังคงอยู่ ม่านหมอกไม่เคยจางหายไปจากฟ้าโครลันเธีย และอาจจะไม่มีวัน’

บัญญัติของท่านชัญญา ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ถือกุญแจคนล่าสุด ที่ว่า ‘คำสาปแห่งโครลันเธีย จะลบล้างได้ด้วยการประสานกันของทายาทแห่งผู้ทำลายและผู้รักษาเท่านั้น’ เป็นสิ่งที่ทุกคนในดินแดนนี้ยึดถือ เธอรู้ตัวว่ากำลังดูหมิ่นบัญญัติแห่งผู้ถือกุญแจอย่างร้ายกาจ เธออาจถูกจับกุมและลงโทษเด็ดขาดในข้อหานี้ หากบุรุษตรงหน้าไม่ใช่พี่ชายร่วมสายเลือด

แต่สายตาของคินทาราและสิ่งที่เขาตัดสิน ก็ไม่ต่างจากการส่งเธอเข้าที่คุมขังชั่วชีวิตนัก เมื่อมองเธออย่างผิดหวัง แล้วพูดว่า

‘จงเตรียมตัวให้พร้อม เจ้าสาวถูกกำหนดตัวแล้ว’

...

“พร้อมหรือยัง ยัยตรี!!!” เสียงเรียกที่ดังตามเสียงประตูเปิดผางเข้ามาทำเอาเจ้าของห้องสะดุ้งเฮือก

“อะไรของเธอเนี่ย ยัยสุกดิบ ทำเอาตกอกตกใจหมด” เธอละมือจากแป้นพิมพ์ตรงหน้า หันไปต่อว่าเพื่อนจอมโวยวาย

“เขียนนิยายอยู่เหรอ ไหนดูซิ” สุขดี ผู้ชอบทำตัวเพี้ยนๆ จนเพื่อนตั้งชื่อเล่นว่าสุกดิบ ชะโงกหน้าผ่านไหล่เพื่อนมาอ่านตัวหนังสือบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ยังไม่ทันจับความได้ หน้าจอก็ดับพรึบลง

“ยังอ่านไม่ได้ ไว้เขียนจบก่อน” ตรีสราปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอถือเคล็ด ไม่ยอมให้ใครได้อ่านนิยายที่กำลังเขียน จนกว่าจะได้เขียนคำว่า ‘จบบริบูรณ์’ เสียก่อน ยิ่งครั้งนี้ เรื่องที่เขียนเปลี่ยนแนวจากที่เธอเคยเขียนเป็นประจำ เธอต้องการให้มันสมบูรณ์แบบ ก่อนจะปรากฏสู้สายตานักอ่าน แม้นักอ่านคนนั้นจะเป็นเพื่อนสนิทเธอเองก็ตาม

สุขดีเบ้หน้า เธอรู้นิสัยเพื่อนรัก แต่ก็ชอบแกล้งเล่นตามนิสัยตัว “เรื่องนี้หรือเปล่าที่ว่าเขียนใหม่” ถามพลางเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง

ตรีสราพยักหน้า เก็บหนังสือและเครื่องเขียนที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะเข้าที่ เธอยึดอาชีพนักเขียนตามความฝัน แนวถนัดของเธอคือแนวรักหวานซึ้ง หนังสือของเธอได้รับการตีพิมพ์สามเล่มแล้วด้วย แต่พอมาถึงต้นฉบับเรื่องที่สี่ ทั้งๆ ที่เธอคิดว่ามันดีกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา แต่บรรณาธิการคนใหม่ของสำนักพิมพ์กลับตอกเธอเสียยับ

‘พี่ว่าเรื่องของน้องมันเลี่ยนมาก พล็อตก็ดื่นๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่มีความแตกต่างน่ะน้อง เข้าใจไหม ขอโทษนะคะ มาตราฐานพี่สูงนิดนึง ถ้าอยากให้พี่ตีพิมพ์ เรื่องมันต้องเจ๋ง พล็อตต้องว้าว มากกว่านี้นะคะ’

เธอเคยโดนคอมเม้นท์หนักกว่านี้มาแล้ว ตอนที่ส่งเรื่องแรกไปยังสำนักพิมพ์แห่งนี้ พี่อู้ด บรรณาธิการบอกเธออย่างตรงไปตรงมา ว่าเรื่องของเธอมันขาด มันเกินตรงไหน และกว่าหนังสือเล่มแรกจะออกมาเป็นรูปเล่ม เธอต้องเสียน้ำตาไปเยอะมากทีเดียว

แม้จะพยายามบอกตัวเองว่า คอมเม้นท์ของบรรณาธิการคนใหม่ที่เข้ามาทำงานแทนพี่อู้ดที่ลาออกไปเป็น ‘คำติเพื่อก่อ’ แต่เสียงกระซิบจากคนในสำนักพิมพ์ที่สนิทกันกับเธอ แว่วมาว่า เรื่องของเธอไม่มีทางได้ตีพิมพ์ เพราะ เธอไม่ใช่ ‘เด็กในสังกัด’ ของบรรณาธิการคนใหม่

แล้วเสียงกระซิบก็ดังชัดเจน เพราะไม่ว่าเธอจะปรับแก้ต้นฉบับอย่างไร เรื่องของเธอก็อยู่ได้แต่ในโถดอง ไม่เคยได้รับการตอบรับ

ตรีสราแปรความโกรธเป็นแรงมานะ เธอตั้งใจจะเขียนเรื่องใหม่ ให้มันฉีกแนวปกติของเธอไปเลย ดีเหมือนกัน เธอจะได้ท้าทายตัวเองด้วย คอยดูเถอะ เธอจะเขียนให้มันออกมาเจ๋ง ว้าว จนอีตาบรรณาธิการคนใหม่นั่นต้องมาคุกเข่าขอเอาเรื่องเธอไปตีพิมพ์เลยทีเดียว และเมื่อถึงตอนนั้น เธอก็จะ...เชิดใส่ ให้มันสะใจเล่น


โปรดติดตามตอนต่อไป



 ;D มาเปิดไว้ เอาฤกษ์ เอาชัย ยังไม่จบบทจร้า

15
M1 Copter / รัญชิดา / buddy / จอมใจเจ้าชีวัน บทที่ ๑.๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2017, 10:51:07 PM »
บทที่ ๑

         

          เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต
   
          “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงชาดสาดไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

          ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

          นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

          สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

          หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา
   
          “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

          นางส่ายหน้า
   
          “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

          นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
   
          “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

          นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว
   
          “สงสัยจะเป็นนางใบ้”
   
          คำกล่าวหากลั้วเสียงหัวเราะราวขำขันกับชะตาร้ายของผู้อื่นนักหนา นำทิฐิมานะมาขับไล่ความสับสนในจิตใจ “เราไม่ได้เป็นใบ้!”

          นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก
   
          “นั่นน่ะสินะ เสียงของเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”
   
          “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว
   
          “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”
   
          “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ
   
          “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก
   
          “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า
   
          “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า
   
          “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย
   
          “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”
   
          “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก
   
          “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ
   
          “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน
   
          แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”
   
          หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

          ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”
   
          “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

          ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง
   
          “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”
   
          หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ
   
          “ราชอาชา…”
   
          เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว
การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”
   
          “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม
   
          ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่คำภาวนาไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม
   
          “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า
   
          “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง
   
          “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 
   
          “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าตนน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่
   
          “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด
   
          “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

          บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด
   
          “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”
   
          “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ
   
          เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”
   
          “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่า ใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่
แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจากนายทหารจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

          การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน ถ้าเจอข้าน้อยจะรีบแจ้งทางการเพื่อรับรางวัลเลยขอรับ” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

          นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป
   
          หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่
   
          “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้า: [1] 2 3 ... 5