แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - รัญชิดา

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1
   “ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ” พิราอรดึงมือหนี เลื่อนตัวลงจากเก้าอี้ เห็นเขาขยับจะตามไปด้วยจึงห้ามไว้ “คุณไม่ต้อง ฉันไปเองได้”

   “แน่ใจนะ ใช้ห้องน้ำข้างบนไหม” เขาหมายถึงห้องน้ำในห้องส่วนตัวที่เป็นห้องพักของเดชทัต แม้เจ้าของห้องจะไม่ได้มาใช้นานแล้ว แต่ก็ยังมีพัชนันท์แวะเวียนมาเปิดใช้ในวันที่มาตรวจสอบความเรียบร้อยของที่นี่บ้าง ต่อไปก็คงเป็นฐานที่มั่นของพิราอรนั่นแหละ

   ชินดนัยยังคงรอคำตอบ หากแต่พิราอรส่ายหน้าปฏิเสธ เขาจึงยอมตามใจ ได้แต่บอกว่า

   “งั้นผมรอนี่นะ”

   ชายหนุ่มสั่งเบียร์เพิ่ม นั่งกวาดตามองไปรอบๆ คนเริ่มเยอะ โต๊ะถูกจับจองเกือบครบแล้ว แม้ยังไม่ดึกมากแต่ผู้คนกลับหลั่งไหลมาแน่นผับ ลูกค้าของบาบิโลน มีหลายกลุ่ม หลายช่วงวัย แต่ทุกคนล้วนเป็นลูกค้ากระเป๋าหนักพร้อมจ่ายในราคาสูงเพื่อแลกกับบริการดีๆ และความเป็นส่วนตัว

   สายตาคมมองกวาดไปเรื่อยๆ ก่อนจะยกแก้วขึ้นทักทายกับหญิงสาวกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก หนึ่งในกลุ่มนั้นเพียรส่งสายตาเชิญชวนเขามานานแล้ว ชินดนัยยิ้มบาง ไม่ตื่นเต้นกับสาวสวย นุ่งน้อยห่มน้อย กลุ่มนั้น มาเที่ยวกลางคืนอย่างนี้ที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน เป็นธรรมดาของสถานบันเทิง สิ่งหนึ่งต้องได้เจอแน่ๆ ก็คือผู้หญิง

   เสียดายคืนนี้เขามีผู้หญิงมาแล้ว แม้จะแต่งกายมิดชิดพร้อมเข้าวัดปฏิบัติธรรม แต่พิราอรก็ดูท้าทายกว่าสาวๆ โต๊ะนั้นเยอะ ความสัมพันธ์ฉาบฉวยไม่ยากเลยกับคนอย่างเขา แต่กับลูกสาวของเดชทัตมันมีอะไรพิเศษมากกว่านั้น เขาไม่ได้มองพิราอรเหมือนผู้หญิงทั่วไป อยากได้น่ะอยากอยู่แต่ก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมา เธอแตกต่างจากคนอื่นเพียงแต่เขายังหาคำจำกัดความมาอธิบายไม่ได้

   ชายหนุ่มเลื่อนสายตามาหยุดที่ตรงทางเดินไปห้องน้ำ รอคอยว่าเมื่อไรแม่ชีจะกลับมา


   พิราอรหงุดหงิดเล็กน้อยกับท่าทางที่พร้อมจะอุ้มเธอขึ้นเตียงตลอดเวลาของชินดนัย เธอรู้ว่าผู้ชายอย่างเขาย่อมมีเรื่องอย่างนี้ แต่เขาน่าจะดูหน้าบ้างไม่ใช่ลุ่มล่ามกับเธอไปเรื่อย

   หญิงสาวปิดน้ำเมื่อล้างมือเสร็จ ห้องน้ำผับกว้างขวาง ยังไม่ดึกมากก็ยังสะอาดอยู่ ตอนดึกๆ คงต้องแวะเข้ามาดูอีกรอบว่าจะสภาพไหน ทางเดินที่ตัดเข้ามาค่อนข้างแคบ เนื่องด้วยความจำกัดของพื้นที่ แถมยังมืดมาก อันตรายทีเดียวสำหรับผู้หญิง เพราะมันเป็นทางเดินที่ต้องใช้ร่วมกับพวกผู้ชาย แถมระหว่างทางก็มีชายหญิงยื่นคลอเคลียกันไม่เกรงใจสายตาผู้คน

   “มันเป็นธรรมดาพีช...มันเป็นธรรมดา”

   หญิงสาวปลอบใจตัวเอง รวบรวมกำลังใจก่อนเดินออกจากห้องน้ำ ด้วยพื้นที่คับแคบบวกกับความไม่ชินเส้นทางและแสงสว่างอันน้อยนิด ขณะที่พิราอรกำลังหันรีหันขวาง ก็มีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินเซๆ สวนเข้ามาชนกับเธอจำทำให้เธอเสียหลักไปยืนขวางผู้ชายคนหนึ่งเข้า

   เขาโอบร่างเธอไว้คล้ายหวังดีจะช่วย แต่สายตาไม่น่าไว้ใจนั้นทำให้พิราอรรีบยืนตั้งหลัก ขอโทษและขอบคุณชายแปลกหน้าไปตามมารยาท แต่เมื่อขอตัวกลับถูกคนติดตามของชายแปลกหน้ากางแขนดักไว้

   “ถ้าไม่รังเกียจ ไปนั่งดื่มกับผมที่โต๊ะไหมครับ”

   “ไม่ดีกว่าค่ะ พอดีเพื่อนฉันรออยู่” พิราอรยังคงถูกกักตัวเอาไว้ หญิงสาวมองหน้าคนติดตาม ก่อนจะหันไปสบตากับชายแปลกหน้าอย่างไม่พอใจ “ช่วยสั่งคนของคุณให้ถอยด้วยค่ะ”

   “คุณมาที่นี่บ่อยไหม ทำไมผมไม่เคยเจอคุณเลย”

   “ไม่บ่อยค่ะ แต่ต่อไปคงจะต้องได้มาทุกคืน สั่งคนของคุณให้หลีกทางฉันด้วยค่ะ”

   ชายแปลกหน้ามองเธอคล้ายต้องการถ่วงเวลาเอาไว้ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ พยักหน้าส่งสัญญาณให้คนของตัวเองหลีกทาง ซ้ำยังทิ้งท้ายกับหญิงสาวอีกด้วยว่า

   “ถ้าคุณจะมาทุกคืน ผมก็จะมารอคุณจนกว่า เราจะได้นั่งดื่มด้วยกัน”

   พิราอรไม่เสียเวลาแม้แต่จะมองหน้าคนพูด รีบเดินหน้างอไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมข้างๆ ชินดนัย ราวกับว่าเขาคอยสังเกตอยู่ตลอดเวลา พอเธอนั่งเรียบร้อย เขาก็พูดขึ้นว่า

   “ไปเจอดีอะไรเข้า หน้าหงิกมาเลย ขันติ สิครับขันติ”

   หญิงสาวถอนใจ ไม่สบอารมณ์อย่างแรง “กับสถานที่แบบนี้หลักธรรมข้อไหนก็คงใช้ไม่ได้”

   “อูยยยย แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีจริงแฮะ ไปเจออะไรมา คนจูบกันนัวเนีย หรือผู้หญิงกับผู้ชายเข้าห้องน้ำเดียวกัน” ชินดนัยถามพร้อมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “แต่นี่ก็ยังไม่ดึกมาก เริ่มกันแล้วเหรอ”

   พิราอรหน้าหงิกกว่าเดิม นึกอยากข่วนหน้าเรียบเฉยราวกับเรื่องที่เขาพูดเป็นเรื่องปกติเหมือนการกินข้าว จิบกาแฟ

   “คุณคงชินกับเรื่องแบบนี้ แต่สำหรับฉันคงอีกนาน”

   “ก็แสดงว่าไปเจอมาจริงๆ งั้นสิ”

   “ไม่ใช่ แค่ผู้ชายหน้าตาหื่นๆ ชวนไปนั่งดื่มที่โต๊ะ”

   ชินดนัยขำลั่นกับคำตอบนั้น พอเห็นว่าเธอมองอย่างเอาเรื่องก็แกล้งหลุบตามองแก้วเบียร์ในมือ ก่อนยกขึ้นดื่มอย่างสบายใจ

   “ผมก็นึกว่าเจออะไรร้ายแรง แค่ชวนไปนั่งดื่มที่โต๊ะนี่ถือว่ายังสุภาพมากนะ”

   “ใช่ ถ้าเทียบกับตอนที่ฉันเจอกับคุณครั้งแรกที่นี่ การชวนไปดื่มมันดูสุภาพมากเลยจริงๆ”

   ชายหนุ่มไม่สะดุ้งกับคำเหน็บแนมนั้น ซ้ำยังมองเธอสารภาพเสียงหวานฉ่ำ “อันที่จริงตอนนี้ก็อยากให้เราเป็นเหมือนครั้งนั้นนะ”

   “คุณ!”

   “จุ๊ๆๆ อย่าโมโหโทโสไป ไอ้หมอนั่นหรือเปล่าที่คุณไปเจอมา ดูเหมือนตอนนี้มันจะหาคุณเจอแล้ว” พิราอรหันไปมองได้เพียงแวบเดียว เขาเอื้อมมือมาจับปลายคางเธอเอาไว้ดึงกลับมา ก่อนจะค่อยๆ ไล้แก้มนุ่ม มีรอยยิ้มยั่วเย้า หากแต่คำพูดกลับไปคนละทิศกับท่าทางที่แสดงอยู่ “จะหันไปให้มันจับได้เหรอ ท่าทางไอ้หมอนั่นจะดวงตาเห็นธรรมติดใจแม่ชีซะแล้ว จ้องมาตาไม่กะพริบเลย”

   “ฉันอยากกลับแล้ว”

   “ใจเย็น” ใบหน้าของชินดนัยยังคงมีรอยยิ้มประดับอยู่ เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปช่วยทัดผมให้หญิงสาวด้วยความอ่อนโยนราวกับคู่รัก “นี่คือหนึ่งในปัญหาที่คุณจะต้องเจอในอนาคต ซ้อมรับมือไว้บ้างก็ดี ในผับอย่างนี้ก็มีแต่ไอ้พวกหัวงูจ้องจะหลอกแอ้มสาวทั้งนั้น แต่ถ้าคุณมีเจ้าของก็จะอันตรายน้อยลง”

   “ถ้าฉันต้องเจอกับอะไรแย่ๆ ที่นี่ สาบานได้เลยว่าฉันจะขาย ไม่ให้เหลือแม้แต่ถังน้ำแข็ง”

   “ทูนหัว...คุณทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก สิ่งที่คุณต้องทำคือต่อสู้กับสถานการณ์เลวร้ายให้มันผ่านไป โดยมีผมคอยช่วยเหลือ”

   ชินดนัยโน้มหน้าเข้ามากระซิบประโยคสุดท้าย หากคนที่อยู่ไกลๆ ก็คงเข้าใจว่าทั้งคู่กำลังกอดจูบกันนัวเนีย พิราอรยันอกชายหนุ่มออก

   “กลับกันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่แล้ว เสียงดัง คนเยอะ หายใจไม่ออก” ไม่มีการรั้งรอใดๆ ถ้าเขาไม่กลับพร้อมกัน ก็เตรียมโบกแท็กซี่กลับเองได้เลย

   “เฮ้! เดี๋ยวสิพีช โอเค นั่งก่อนเถอะ”

   “ท่าทางเขาไม่ธรรมดาเลย มีคนติดสอยห้อยตาม”

   “ก็เป็นลูกชายนายตำรวจใหญ่ บารมีพ่อล้นเหลือ พอมีอำนาจพ่อคุ้มหัวก็กร่างได้นิดหน่อย ว่าไปแล้วก็อยู่ห่างๆ ไว้ก็ดีเหมือนกัน”

   “สีหน้าฉันตอนนี้ดูเหมือนอยากอยู่ใกล้เขาไหมล่ะ”

   ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ “ผมต้องเข้าไปขอบคุณเขาสักหน่อย เพราะสายตาคุณที่มองผมตอนนี้ดูดีเหมือนผมเป็นพระเอกยังไงก็ไม่รู้”

   “เรากลับกันเถอะนะคะ” พิราอรออดอ้อนเสียงหวาน

   “ดูเหมือนว่าขากลับเราจะต้องเดินผ่านโต๊ะเขาด้วยนะ ทำไงดี” เขาขอคำปรึกษา และหญิงสาวก็มีสีหน้าระอาใจ

   “ไม่มีทางอื่นเหรอ”

   คำตอบที่ได้คือการส่ายหน้าช้าๆ “ผมมีวิธีที่จะทำให้ไอ้หมอนั่นไม่มาวอแวกับคุณอีก แต่ต้องถามก่อนว่าคุณจะยอมเล่นด้วยไหม”

   “อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ เขายังบอกกับฉันด้วยว่าจะมารอทุกวัน นี่ฉันจะต้องปั้นหน้าต้อนรับลูกค้าแบบนี้เหรอ ไม่ไหวมั้ง ท่าทางไม่น่าไว้ใจเลย”

   ชินดนัยไม่สนคำพูดประโยคหลังของเธอ แค่เธอยอมเขาก็พร้อมประกาศศักดาแล้ว ชายหนุ่มลงจากเก้าอี้ แล้วยื่นมือออกมารอ พิราอรลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมวางมืออย่างไม่เต็มใจนัก ทำไมตัวเลือกของเธอช่างน้อยนิดเพียงนี้ แต่อย่างน้อยชินดนัยก็ดีกว่าคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักละนะ เขาเลื่อนมือมาโอบเอวเธอดึงร่างเข้าไปชิดแล้วดันให้เดินไปด้วยกัน

   “เดินดีๆ ไม่ได้หรือไง”

   “ต้องแบบนี้แหละ ให้มันเห็นไปเลยว่าคุณมีเจ้าของแล้ว”

   “บางทีฉันไม่จำเป็นต้องแลกกับอะไรแบบนี้ก็ได้นะ เห็นได้ชัดว่ามันไม่คุ้ม”

   “ยอมให้ผมกอดนิดหน่อยๆ ก็ดีกว่าต้องหาวิธีอื่นหนีมันนะ น่า...ทำตัวตามสบาย ผมทำอะไรคุณก็แค่...คล้อยตาม”

   ชินดนัยพาเธอเดินไปเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบ สบายๆ เหมือนเขาว่า พิราอรเสียอีกที่แข็งขืนจนเขาต้องดึงกึ่งลาก เธอเหลือบมองไปยังโต๊ะคู่กรณีก็เห็นอีกฝ่ายมองมาอย่างสนใจ ยิ่งใกล้เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าวงแขนของชินดนัยรัดแน่นขึ้น

   “เลิกงอนผมได้แล้วนะที่รัก สัญญาว่าจะไม่ทำอย่างงั้นอีก” ชินดนัยพาเธอหยุดใกล้ๆ โต๊ะของคู่กรณี แล้วพูดขึ้นเสียงดังเกินกว่าเหตุ ซึ่งนั่นทำให้เธองงหนัก เขาต้องรีบไปเธอไปให้พ้นสิ ไม่ใช่มาหยุดตรงหน้า แล้วพูดเพ้อเจ้ออะไรก็ไม่รู้

   “รีบพาฉันกลับเถอะ”

   เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตานาน พิราอรตัดบทแล้วเตรียมผละหนี หากแต่เพียงครึ่งก้าว ชินดนัยก็คว้ามือเธอไว้ดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว ร่างเธอปลิวเข้าปะทะอกกว้าง เงยหน้าจะอ้าปากถาม หน้าเขาก็โน้มมาจนชิด ปิดปากเธอด้วยปากเขาอย่างดูดดื่ม

   พิราอรดิ้นรนขัดขืน สองมือทุบไปตามร่างกายของเขา แต่ชินดนัยไม่ได้สะดุ้งสะเทือน ใช้สองมือประคองหน้าเธอปรับองศาให้เหมาะสม ขยี้จูบอย่างเร่าร้อน แกล้งขบเม้มปากเธอบังคับให้ยินยอมพร้อมใจ เกือบจะขาดอากาศหายใจนั่นแหละเขาถึงได้ยอมถอนจูบ

   หญิงสาวหอบแรง เนื่องจากรีบดึงอากาศเข้า จ้องหน้าเขาด้วยดวงตาวาววับ และยังไม่ทันที่ชินดนัยจะแก้ตัวอะไร ฝ่ามือของหญิงสาวก็ฟาดเปรี้ยงไปที่ใบหน้าหล่อเหลา

   “คุณมันก็ไม่ต่างจากผู้ชายคนอื่นเลย” พิราอรวิ่งหนีเขาไปอย่างรวดเร็ว

   ชินดนัยรีบวิ่งตามจนมาทันเธอขึ้นรถ ชายหนุ่มเปิดประตูด้านคนขับ แล้วนั่งเบียดจนพิราอรต้องยอมขยับไปอีกเบาะ ใบหน้าของหญิงสาวตึงเปรี๊ยะ โกรธหนักจนควันออกหู เธอไม่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ

   “ลองคิดดูถ้าผมไม่ทำแบบนั้น มันก็คงจะเพียรหาเรื่องมายุ่งกับคุณอีก เราต้องเด็ดขาดนะพีช”

   “แต่มันต้องไม่ใช่วิธีเอาเปรียบแบบที่คุณทำเมื่อกี้ คนอื่นเห็นจะคิดยังไง คุณเคยคิดถึงฉันบ้างไหม ฉันจะโดนคนอื่นดูถูกยังไงก็ได้งั้นเหรอ”

   “แค่จูบกันในผับ ไม่มีใครเขาคิดมากกันหรอก อย่างมากก็มองว่าเป็นธรรมดาของคู่รัก”

   “แต่ฉันไม่ได้มาบาบิโลนแค่วันนี้เท่านั้น พนักงานคนอื่นจะคิดยังไง”

   “พนักงานของเราทุกคนถูกอบรมให้เก็บความลับของลูกค้า เรื่องเราจูบกันไม่มีใครสนใจหรอก”

   “พูดเห็นแก่ตัว”

   “แล้วคุณจะให้ผมทำไง จะมีวิธีไหนดีกว่าการทำให้ไอ้กร่างนั่นเข้าใจว่าคุณมีเจ้าของ ต่อไปมันก็คงไม่มาวุ่นวายกับคุณอีกแล้ว เชื่อผมสิ”

   พิราอรจนด้วยคำพูด โกรธที่เขาทำบ้าๆ แบบนั้น ชินดนัยเอาเปรียบเธอซ้ำยังฉวยโอกาสเอากับเธอแบบหน้าด้านๆ ทำเหมือนปกป้องเธอแต่เขาก็ได้ประโยชน์เข้าตัว หญิงสาวกำมือแน่น สะกดแรงอารมณ์ยื่นคำขาดกับเขาเสียงเครียด

   “ต่อไปอย่าฉวยโอกาสกับฉันอย่างนี้อีก”

   “เรากลับบ้านกันได้แล้วยัง” เขาแกล้งไก๋ไม่ตอบ แถมยังชวนกลับดื้อๆ

   พิราอรก็ไม่พูดเหมือนกัน แต่ด่าในใจเป็นชุด ผู้ชายเจ้าเล่ห์ ฉวยโอกาส ไว้ใจไม่ได้!




   เหตุการณ์ในผับยังคงดำเนินต่อไป ชยินยังคงนั่งจิบเครื่องดื่ม ในอ้อมแขนมีสาวสวยขนาบซ้ายขวา ทันทีที่พิราอรกับชินดนัยออกไป เขาก็เรียกลูกน้องเข้ามาถาม

   “ผู้หญิงคนนั้นใครกันวะ ไอ้หน้าหล่อนั่นก็ด้วย”

   “คุณชยินสนใจเหรอครับ”

   “ได้ก็ดี ถ้าเจอกันอีกนะ เปลี่ยนไปลองสาวเรียบร้อยบ้างได้อารมณ์ไปอีกแบบ” ชยินบอกอย่างไม่ใส่ใจ ถึงเขาจะสนใจแต่ก็เห็นอยู่ว่าไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหา ด้วยบารมีของพ่อทำให้เขาไม่ขาดแคลนเงินตราและผู้หญิง อยากได้อะไรก็แค่กระดิกนิ้วทุกอย่างก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว

   ที่ติดใจผู้หญิงคนนั้นก็เพราะไม่ค่อยเห็นแบบเจ้าหล่อนบ่อยนัก แต่ก็น่าเสียดายอยู่ไม่น้อยที่ดูเหมือนว่าเธอจะมีเจ้าของเสียแล้ว แต่เรื่องแบบนี้เขาไม่ถือหรอก สมบัติผลัดกันชมได้ แค่ให้ได้เจออีกสักครั้ง เธออาจจะเปลี่ยนใจจากไอ้หน้าหล่อนั้นก็ได้

   ลูกชายนายตำรวจยศใหญ่คิดอย่างย่ามใจ ขณะซุกไซ้คลอเคลียสองสาวในอ้อมกอด คืนนี้ยังไม่ได้ แต่คืนต่อๆ ไปมันก็ไม่แน่!




2
บทที่ 5

   ชินดนัยพาพิราอรมาหยุดยืนกันอยู่หน้าผับ มองแผงไฟหลากสีวิ่งวนวูบวาบน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องจากทั้งคู่มาถึงยังเป็นช่วงหัวค่ำ คนจึงยังไม่มากนัก ชายหนุ่มพาว่าที่เจ้าของผับเดินเตร็ดเตร่ดูลาดเลาอยู่ด้านนอก ชวนเธอคุยไปด้วย

   “หัวค่ำแบบนี้คนยังน้อย วันนี้ผมแค่พาคุณมาซ้อมดูงาน เพราะงั้นเราก็เริ่มกันตั้งแต่ประตูทางเข้าเลยแล้วกัน”

   “แต่ฉันจำได้ว่าเคยบอกคุณแล้วว่ายังไม่พร้อมเริ่มงาน”

   “ก็ไม่ได้ให้เริ่ม ให้มาดูเล่น” เขาอธิบายพร้อมกับพยักหน้าบอกให้เธอดูตรงประตูทางเข้า “ส่วนใหญ่ลูกค้าของผับเราจะค่อนข้างเป็นลูกค้า V.I.P ดังนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของลูกค้า หากมีภาพไม่น่าดูหลุดออกมา แน่นอนว่าเราจะเสียหายแล้วยังต้องตามมาเก็บกวาดข่าวคาวให้วุ่นวายเสียเวลา”

   พิราอรมองไปยังจุดที่เขาบอก ตรงทางเข้ามีการ์ดคอยตรวจสอบลูกค้าอย่างละเอียด หากไม่ได้เป็นสมาชิกก็จะต้องถูกตรวจค้นอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยผ่านไป ส่วนสมาชิกก็จะมีทางเข้าอีกทางที่สะดวกและสบายกว่า การตรวจตราก็ไม่ได้เข้มงวดมากนัก

   “คุณกำลังจะบอกฉันว่า ไม่ว่าลูกค้าของเราจะเข้าไปเมาเละเทะแค่ไหนก็ตาม ภาพน่ารังเกียจนั้นก็จะอยู่เป็นความลับแค่ในผับของเราเท่านั้น”

   “ถูก!”

   “เคยมีปัญหาบ้างไหม”

   “ทุกรูปแบบ จะเอาแบบไหนล่ะ จะเล่าให้ฟัง” ชินดนัยล้วงเข้าไปด้านในเสื้อคลุมหยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบต่อหน้าหญิงสาว

   “คุณติดบุหรี่ด้วยเหรอ” พิราอรทำหน้าแปลกใจ ดวงตากลมโตมองมาอย่างนึกไม่ถึง

   เช่นเดียวกับที่ชินดนัยมองเธอ ชายหนุ่มทำหน้าชอบกล นี่เธอเห็นคนกลางคืนอย่างเขาเป็นดอกบัวขาวบริสุทธิ์บนหิ้งพระหรืออย่างไรกัน

   “แค่สูบ ไม่ได้ติด” เขายักไหล่เหมือนไม่แคร์แต่ในใจรู้สึกบาปหนักยังไงไม่รู้ แม่ชีเล่นมองกันด้วยสายตาตำหนิติเตียนราวกับเขาเลวทรามเสียเต็มประดาจนอดที่จะต้องอธิบายต่อไม่ได้ว่า “นี่คุณ ผมอายุ 33 ทำงานอยู่ในผับตั้งแต่ยังไม่เต็ม 20 ดี คุณจะให้ผมครองศีล เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ มันก็ไม่ใช่นะ”

   “ฉันเข้าใจ คุณก็คงไม่ต่างจากพ่อ” น้ำเสียง แววตาหม่นแสง ก่อนจะเบนหน้าหนีไปทางอื่น

   ชินดนัยอ้าปากค้าง ชะงักนิ้วที่กำลังคีบบุหรี่เตรียมอัดควันเข้าปอด นาทีต่อมามวนบุหรี่ที่เพิ่งถูกใช้งานไปได้เพียงนิดเดียวก็ตกลงบนพื้นก่อนชายหนุ่มจะเอาปลายรองเท้าขยี้ดับเสียไม่เหลือแม้แต่ควัน สองมือจับต้นแขนของหญิงสาวให้หันกลับมาเผชิญหน้ากัน ความอ้างว้าง เคว้งคว้าง ในดวงตาคู่สวยทำให้เขารู้สึกหน่วงในใจอย่างบอกไม่ถูก

   เด็กมีปัญหา!

   เข้มแข็งทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว เขารู้ว่าพิราอรเป็นเช่นนั้น แต่ไม่รู้เลยว่าเธอจะเปราะบางได้ถึงเพียงนี้ ราวกับกลัวว่าจะถูกจับได้แค่พริบตาเดียวเธอก็ปรับสีหน้าเศร้าสร้อยให้เรียบเย็นชา ซ้ำยังส่งยิ้มจืดชืดให้กับเขาแล้วว่า

   “ฉันไม่ได้จะว่าอะไร แค่มันไม่ดีต่อสุขภาพ คุณเองก็ทำงานกลางคืนสุขภาพร่างกายเสื่อมถอยไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติ ยังมาสูบบุหรี่ซ้ำเข้าไปอีก ฉันก็แค่...”

   “ห่วงเหรอ”

   พิราอรค้อนขวับ ขณะที่ชินดนัยค่อยๆ คลี่ยิ้ม ยกสองมือขึ้นยอมจำนน

   “โอเค...ถ้าคุณไม่อยากให้สูบ ผมก็จะไม่สูบ ไม่สูบอีกเลย” ชายหนุ่มรีบชิงพูดอย่างเอาใจ เขาไม่อยากเห็นพิราอรซึมเศร้าเจ็บช้ำกับอดีตอันปวดร้าว ให้เธอเปิดโหมดแม่ชีเทศนาสั่งสอนศีลธรรมกับเขายังดีเสียกว่า

   “ชีวิตคุณ สุขภาพของคุณ คิดเองสิคะ”

   นั่นไง โหมดสุขภาพดีชีวีเป็นสุข...มาแบบนี้รับมือยากชะมัด

   “โธ่...ไอ้เราก็นึกว่าเป็นห่วง หลงดีใจ รู้ไหมคุณกับผมต่างกันตรงไหน ถึงพ่อแม่คุณจะเลิกกันแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ คุณยังมีโอกาสได้พูดคุย ได้กอด แต่ชีวิตผมกลับไม่มีใครเลย และในขณะที่ทุกคนรุมล้อมเป็นห่วงเป็นใยคุณมากมาย ผมก็ยังมีแค่ตัวคนเดียว”

   “ใครว่า คุณยังมีน้านันท์” พิราอรมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่เคยรู้มาก่อนว่าชินดนัยจะมีความคิดอย่างนี้ ดูเขาไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว เท่าที่สัมผัสได้ในความคิดเขาก็มีแค่งานกับผู้หญิง

   “ใช่ น้านันท์คนเดียวก็เกินพอแล้วสำหรับเด็กกำพร้าอย่างผม เฮ้อ...แล้วเราจะมัวยืนเล่าเรื่องเศร้ากันอยู่ทำไมเนี่ย เข้าไปจิบเบียร์ข้างในกันเถอะ” ชินดนัยชวน ไม่ลืมเตือนให้เธอเตรียมใจ “คุณเคยเข้าไปแล้วนี่ วันนี้ผมจะพาคุณเดินสำรวจให้ทั่ว ไม่ได้เข้าไปนั่งทำการบ้านแบบวันนั้น เราจะเริ่มกันตั้งแต่ทางเข้าเลย ยังไงคุณก็ทนๆ เอาหน่อยแล้วกัน”

   “ฉันไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรหรอกค่ะ ลืมไปแล้วหรือคะว่าฉันน่ะทายาทเจ้าพ่อสถานบันเทิงเชียวนะ อย่าห่วงนักเลย” เพราะเธอเคยเข้าผับมาก่อน การปฏิบัติต่างๆ จึงไม่ลำบากเกินกว่าจะรับไหว ไม่เห็นว่าชินดนัยจะต้องมากังวลอะไรกับเรื่องอย่างนี้เลย ทำเป็นทะนุถนอมเธออย่างกับเขาไว้ใจได้นักนี่ เผลอทีไรก็เข้าถึงตัวทุกที

   “ผมไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องผู้หญิงของผม”

   “เท่าที่ทราบตรงนี้ไม่มีผู้หญิงของคุณนะคะ ลองหาดูดีๆ ฉันจะเข้าไปรอข้างใน” พิราอรแค่นเสียงหยัน ใบหน้าเชิดขึ้นน้อยๆ อย่างถือตัว แล้วเดินตรงไปหน้าทางเข้า ยืนให้การ์ดค้นตัว

   ชินดนัยเดินตามมาไม่ทัน พิราอรพ้นประตูเข้าไปแล้ว เขาล้วงบัตรส่งให้การ์ดหน้าดุ รูปร่างสูงใหญ่ เมื่อเห็นบัตรผ่านนั้นก็พยักหน้าบอกพวกให้หลีกทาง

   ชายหนุ่มรีบเข้าไปกวาดตามองหา ก็เห็นแผ่นหลังบอบบางที่จำได้คุ้นตา พิราอรเดินไปทางบาร์เครื่องดื่ม มีเก้าอี้ทรงสูงถูกจับจองเกือบเต็มทุกที่นั่ง หากเขาช้าก็ไม่แน่ว่าที่ว่างข้างๆ พิราอรนั้นจะถูกคนอื่นช่วงชิงไป

   “บลัดดี แมรี สำหรับคุณผู้หญิง ส่วนของฉันขอเป็นเบียร์”

   ชินดนัยมาทันเวลาพอดีก่อนที่พิราอรจะอ้าปากสั่งอะไรไม่เข้ากับสถานที่อีก เพียงไม่นานเครื่องดื่มที่เขาสั่งให้ก็ถูกเสิร์ฟตรงหน้า ชายหนุ่มจับแก้วเบียร์เอียงหน้าน้อยๆ ไปทางคนที่มาด้วย

   “มาเที่ยวผับอย่างนี้จำไว้ว่าอย่าสั่งน้ำอัดลม เพราะมันเป็นการประกาศตัวว่าอ่อนเหลือเกิน ยิ่งมาคนเดียวก็จะยิ่งอันตราย”

   “คุณก็เลยจัดการสั่งน้ำมะเขือเทศให้ฉัน แหม่ ดูกร้านโลกขึ้นมาเลยแฮะ” หญิงสาวประชดก่อนจะยกแก้วที่บรรจุน้ำสีแดงสดใสขึ้นดื่ม เมื่อผ่านประสาทรับรสไปแล้วจึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่น้ำมะเขือเทศธรรมดาหากแต่มันมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์รวมอยู่ด้วย “นี่มัน...”

   “สุราเมระยะ มัชชะ ประมาทัฏฐานา” เขาท่องทวนศีลข้อห้าเจื้อยแจ้ว แล้วจบด้วยการหัวเราะอย่างชอบใจ ใบหน้าคมเข้มดูหล่อเหลาพราวเสน่ห์น่าลุ่มหลง

   ชินดนัยคนบาปช่างเหมาะสมลงตัวกับแหล่งอโคจร ท่ามกลางเสียงเพลงอึกทึก แสงไฟวูบวาบ เขากลับดูโดดเด่นโดยไม่ต้องปรุงแต่ง ก็แค่นั่งจับแก้วเบียร์ ยิ้มมุมปากน้อยๆ โปรยเสน่ห์เรี่ยราด ก็มีสายตาสาวๆ ไม่ต่ำกว่าห้าคู่จับจ้องอย่างสนใจ

   “คืนนี้แม่ชีผิดศีลเสียแล้ว” เขาล้อด้วยน้ำเสียงขบขันไม่หาย

   “คุณหลอกฉัน”

   “หลอกตรงไหน คุณเข้าใจไปเองทั้งนั้น เสียทีเกิดเป็นลูกสาวเจ้าพ่อสถานบันเทิง อย่างคุณนี่แค่สอนดูแลผับคงไม่พอ ต้องเพิ่มหลักสูตรของคนบาปเข้าไปด้วย”

   “ให้เหมือนคุณนะเหรอ”

   “โอ๊ยยยย ถ้าจะเทียบชั้นกับผม ต้องเก็บคะแนนอีกนานหลายปี แต่ว่า...มันก็พอจะมีทางลัดอยู่นะ” นิ้วซุกซนของเขาไต่ขึ้นบนหลังมือเธอ สายตาของชินดนัยตกลงมามองนิ่งที่ริมฝีปากอิ่ม ฉ่ำชื้นด้วยบลัดดี แมรี “ผมสอนทางลัดให้เอาไหม”





3
   ชินดนัยออกมาจากห้องในสภาพเรียบร้อย เขามองหาพิราอรเป็นอันดับแรก ทว่าความเงียบเป็นคำตอบได้ดีว่าเธอไปแล้ว หากแต่กลิ่นหอมของอาหารเรียกร้องให้เขาเดินไปที่มุมทำครัวเล็กๆ

   “ฉู่ฉี่แซลมอน อือ...แม่ชีเลือกได้ไม่เลวแฮะ” ชายหนุ่มพยักหน้าพอใจกับข้าวที่พิราอรเตรียมไว้ให้ มีกระดาษโน้ตใบน้อยวางอยู่ข้างจาน

   “ในตู้เย็นมีแต่อาหารแช่แข็ง ไม่มีของสด ฉันเลือกเอาฉู่ฉี่แซลมอน เพราะเสียงท้องคุณร้องคำรามขนาดนั้น เบากว่านี้กลัวว่าจะไม่อิ่ม หมดหน้าที่แล้ว ฉันกลับห้องนะคะ”

   ชินดนัยยิ้มกว้างขณะมองดูรูปวาดผลลูกพีชทรงกลมปลายผลเรียวและลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อยของพิราอรผู้ทรงศีล รีบวิ่งกลับห้องไปคงไม่มีเหตุผลอื่นใดหรอกนอกจากไม่อยากอยู่ใกล้เขา

   ชายหนุ่มผิวปากเป็นทำนองเพลงรักพร้อมถือจานข้าววางบนโต๊ะ เดินไปเปิดตู้เย็นเอาขวดน้ำออกมาเทใส่แก้ว แล้วนั่งลงเริ่มลงมือจัดการอาหารที่เธอเตรียมไว้ให้ มีรอยยิ้มผุดพรายขณะตักข้าวใส่ปาก


   อันที่จริงชินดนัยไม่ได้มีธุระสลักสำคัญกับใคร เขาแค่แวะเอาของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไปมอบให้กับรัฐมนตรีคนหนึ่งตามคำสั่งของเดชทัต เสร็จแล้วก็มานั่งจิบกาแฟกับสาทิต ที่บอกพิราอรไปอย่างนั้นก็เป็นแผนล่อเธอมาให้เขาแกล้งหยอกเล่น เขาตื่นตั้งแต่เธอเปิดประตูห้องนอนเข้ามาแล้ว เล่นเข้ามาถอนหายใจดังเฮือกๆ ใครจะไม่ตื่น เขาเป็นคนหลับง่าย แต่ก็หูไวใช้ได้อยู่

   คลุมโปงรอตั้งนานกว่าจะส่งเสียงหวานเรียกขานปลุก เขาต้องนอนกลั้นหัวเราะเกือบจะแย่ หน้าตาของลูกเลี้ยงน้านันท์ตลกชะมัดตอนเห็นเขานอนตัวเปล่า หวังว่าเธอคงไม่เก็บเอาไปฝันร้ายหรอกนะ เวลาได้แกล้งให้พิราอรสมาธิกระเจิงทำอะไรไม่ถูก เขารู้สึกสนุกจริงๆ

   “ผมว่าวันนี้ดูคุณชินอารมณ์ดีเป็นพิเศษนะครับ มีอะไรที่ผมต้องร่วมยินดีด้วยหรือเปล่า”

   ชินดนัยอมยิ้ม ส่ายหน้า โบกมือปฏิเสธ “จะมีอะไร นอกจากนายจะต้องดูแลผับของฉันที่ภูเก็ตให้ดี”

   “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ แต่ทางนี้สิ ไม่มีผม คุณชินแน่ใจนะครับว่าจัดการได้”

   “น้อยๆ หน่อยทิต ก่อนฉันจะมีนาย ฉันก็จัดการอะไรด้วยตัวเองทั้งนั้น”

   “แต่ผมอยากอยู่ช่วยคุณชินนะครับ” สายตาของสาทิตออดอ้อน

   ชินดนัยหรี่ตามองหน้าคนสนิท ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างรู้ทัน ไอ้หมอนี่ทำท่าจะรู้ดีเกินไปแล้ว

   “พูดมากอยู่ได้ ไหนของที่สั่งให้ซื้อมา” ชายหนุ่มเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่น

   “นี่ครับ ไร้สาย ใส่สบาย ไม่เกะกะ รำคาญ ระบบปฏิบัติการดีเยี่ยม”

   ชินดนัยแกะกล่องดูของข้างใน ก่อนใส่มันกลับไปตามเดิม “ขอบใจมาก แล้วนายจะกลับภูเก็ตวันไหน”

   “ตอนแรกผมว่าจะอยู่ช่วยคุณชินสักอาทิตย์ แต่เสียดายคุณลูกพีชยังไม่พร้อมเริ่มงาน ผมคงรอดูคุณชินสอนงานสาวไม่ไหว อีกอย่าง...”

   “กลับวันไหนทิต”

   “พรุ่งนี้ครับ” สาทิตยิ้มจนตาหยี ขืนพูดต่อมีหวังได้โดนเตะ

   “เออ...ก็แค่นั้น พูดอะไรไปเยอะแยะ หนวกหู คืนนี้ก็ไม่ต้องตามฉันไปที่บาบิโลนหรอก นอนพักที่โรงแรมนั่นแหละ เดี๋ยวฉันไปเอง”

   “คร้าบบบบ”

   ชินดนัยปรายตามองราวกับจะค้อน ยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้น เป็นสาทิตที่มองเจ้านายอย่างงุนงงตามไม่ทัน

   “จะไปแล้วเหรอครับ”

   “เออสิ ก็เสร็จธุระแล้ว นายก็กลับไปเถอะ นานทีได้พักก็พักซะ ถ้ามีอะไรก็โทรหาฉันได้ตลอด”

   สาทิตมองตามชินดนัยจนออกจากร้านไป ตั้งแต่เจอกับคุณลูกพีชโดยบังเอิญที่บาบิโลนคืนนั้น เจ้านายของเขาก็ดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ผู้หญิงน้อยคนนักที่จะมีผลต่อความคิดของเจ้านาย แต่คุณลูกพีชกลับทำให้ชินดนัยทำอะไรที่สาทิตคาดไม่ถึง ก็เห็นทำเป็นบ่นค่อนขอดว่าสาวเจ้างั้นงี้ แต่ของที่สั่งให้เขาไปหามาน่ะ มันแสดงว่าเจ้านายห่วงใยเธอชัดๆ

   แยกกับสาทิตแล้ว ชินดนัยกดโทรศัพท์โทรพิราอรทันที อาทิตย์หน้าเหรอ เฮอะ! เขาไม่ใจดี นอนตีพุงรอเธอได้นานขนาดนั้นหรอก หากเธอมีงานคงค้างเหลืออยู่ เขาจะช่วยจัดการให้เอง ชายหนุ่มรอสายไม่นานก็ได้ยินเสียงหวานตอบรับนุ่มนวล

   “สวัสดีค่ะ”

   “กราบนมัสการครับแม่ชี”

   “คุณชิน!”

   “ครับ ผมเอง ชินดนัย คนดี คนเดิมของลูกพีช”

   เสียงถอนหายใจเฮือกที่เขาเริ่มจะคุ้นหูดังมาตามสาย ได้ยินก็อดหัวเราะไม่ได้ ลูกเลี้ยงน้านันท์ยั่วง่าย ก็ไหนว่าแอบไปฝึกสมาธิกับแม่บ่อยๆ เจอคนบาปอย่าเขาเข้าไป ขันติที่ฝึกมากลายเป็นขันแตกไปเสียแล้ว

   “ถ้าคุณไม่มีธุระสำคัญอะไร ฉันวางนะคะ”

   “เดี๋ยวสิ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน”

   “เพิ่งกลับจากมูลนิธิค่ะ กำลังจะไปบ้าน เมื่อวานฉันลืมของไว้ที่นั่น”

   “แสดงว่าคุณก็ต้องผ่านคอนโด โอเคงั้นแวะมารับผมไปบ้านด้วยนะ พอดีมีเรื่องอยากปรึกษากับน้าเดช”

   “ก็แล้วทำไม คุ...”

   ชินดนัยกดวางสายโดยไม่สนใจฟัง พลางส่งจูบ ทิ้งท้ายกับหน้าจอที่ถูกตัดสัญญาณไปแล้ว

   “บายยยยยย”
   


   พิราอรจอดรถอย่างหงุดหงิด ปกติเธอเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี แต่ช่วงนี้ต้องมีเหตุให้หัวเสียไม่หยุด กลับมาถึงคอนโดแล้วโทรหาเขานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ เธอตัดสินใจโทรหาชินดนัยอีกครั้งรอจนกระทั่งเสียงสัญญาณกลายเป็นให้ฝากข้อความ

   พอกันที!

   โทรศัพท์ในมือถูกกำแน่น หญิงสาวมองไปยังช่องจอดรถไม่ไกลกันนักก็เห็นว่ารถเขายังจอดอยู่ แสดงว่าไม่ได้ไปไหนแล้วทำไมถึงไม่ยอมรับสายเธอ สั่งให้มารับ ก็มาแล้ว นี่คงไม่ต้องให้เธอขึ้นไปอัญเชิญถึงห้องหรอกนะ

   “ทำไมฉันต้องมาเจอะมาเจอกับคนบ้าๆ อย่างคุณด้วยนะ ชินดนัย!”

   ความอดทนของพิราอรสิ้นสุดลง เธอเปิดประตูรถ เดินเร็วๆ ไปขึ้นลิฟต์ สัญญากับตัวเองว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เธอจะไม่สนใจเขาอีกและหากเขาคิดจะทำอะไรรุ่มร่ามกับเธอไม่ว่าจะความจริงหรือความฝัน เธอจะจัดการกับเขาขั้นเด็ดขาด

   ทันทีที่ลิฟต์เปิดพิราอรก็เดินไปทางห้องของชินดนัย คีย์การ์ดของเขาอยู่ในกระเป๋า เธอแตะมันเพื่อปลดล็อคประตู และผลักเข้าไปโดยไม่เสียเวลาเคาะ ทั้งห้องว่างเปล่าสภาพไม่ต่างจากเมื่อเช้าที่เธอเข้ามา

   “คุณชิน”

   ไม่มีเสียงขานรับ หญิงสาวตัดสินใจเดินไปที่ห้องนอนและลองเปิดประตูดู มันไม่ได้ล็อคเหมือนเดิม ชินดนัยอยู่บนเตียง นอนหลับตานิ่ง โทรศัพท์วางอยู่ไม่ห่าง ดูจากท่านอนแล้วเจ้าตัวคงเผลอหลับไป เธอหยิบโทรศัพท์เขาขึ้นมาดูแล้วก็ได้คำตอบ

   “เล่นปิดเสียงไว้แบบนี้ จะรู้ได้ไงว่าใครโทรหา”

   เสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอบอกกับเธอว่าไม่ควรปลุกเขา คงจะเพลียมากถึงหลับไป วิถีชีวิตคนทำงานกลางคืน พ่อเธอก็เป็น ยังจำได้ว่าแม่คอยกำชับเสมอว่าห้ามเสียงดังรบกวนพ่อ ให้พ่อได้นอนพักเต็มที่

   พิราอรนั่งลงบนเตียงมองชายหนุ่มกำลังนอนหลับตาพริ้ม นอนนิ่งๆ อย่างนี้ดูไม่มีอันตราย แต่พอลืมตาขึ้นมาเมื่อไร ก็ชอบทำให้เธอโมโห ตอนเด็กชินดนัยออกจะน่ารัก คอยดูแลเป็นเพื่อนเล่นกับเธอราวกับพี่ชาย พอมาเจอกันตอนนี้ เธอไม่นึกอยากให้เขาเติบโตขึ้นมาเลย หญิงสาวช่วยดึงผ้าห่มคลุมให้ ตั้งใจจะกลับห้องแต่ถูกคนหลับคว้ามือเอาไว้

   “คุณมาแล้วเหรอ” เขาถามเสียงอู้อี้ ไม่ยอมขยับ จะมีแต่เพียงมือที่จับหญิงสาวไว้เท่านั้น

   “อือ...คุณง่วงก็นอนต่อเถอะ ฉันไม่กวนแล้ว”

   ชินดนัยบิดกายอย่างเกียจคร้าน หน้าตายังงัวเงียเพราะนอนไม่เต็มที่ แต่เมื่อพิราอรแวะมารับแล้ว เขาก็ไม่ควรจะป่วนเธอไปมากกว่านี้

   “ออกไปนั่งรอผมข้างนอกนะ เดี๋ยวผมล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วเราจะได้ไปบ้านใหญ่กัน”

   หญิงสาวพยักหน้า ดึงมือออกจากการเกาะกุมแล้วเดินออกไปจากห้อง นั่งรอเพียงไม่นานชินดนัยก็ออกมา คราวนี้เป็นคุณชินดนัยเจ้าสำราญขนานแท้ รอยยิ้มของเขาทำให้พิราอรต้องรีบเปลี่ยนไปมองอย่างอื่นแทน

   “ไปกันเถอะ”

   เธอลุกขึ้นตามคำชวน ชินดนัยดูสดชื่นแต่ก็ยังมีร่องรอยที่บอกว่าพักผ่อนไม่เพียงพออยู่ หนุ่มสาวมุ่งหน้าไปบ้านธุวพร ชายหนุ่มเปิดประตูไปนั่งด้านข้างของคนขับประกาศตัวเป็นผู้โดยสาร พิราอรรู้อยู่แล้วว่าต้องออกมาสภาพนี้ ยังไงเธอก็ไม่ปล่อยให้เขาขับรถหรอก

   “ฉันเป็นขาซิ่งนะจะบอกให้” เธอแกล้งบอกขณะดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด และชินดนัยเองก็ทำเหมือนกัน แต่พอคาดเสร็จเขาก็ส่งยิ้มกว้างให้แล้วบอกว่า

   “เหยียบให้มิดเลยก็ได้ ผมไม่มีปัญหา เพราะว่าจะนอนต่อ ตั้งใจขับรถนะ”

   พิราอรไม่นึกว่าจะเจอไม้นี้ พอปรับเบาะได้ตำแหน่งที่พอใจแล้ว อีกฝ่ายก็หลับตา ทิ้งให้เธอนั่งเหวอ

   “ถ้าจะง่วงขนาดนี้ กลับไปนอนดีกว่าไหม”

   “ถ้ากลับเข้าห้องพร้อมกับคุณอีกครั้ง กลัวว่าจะทำอย่างอื่นจนไม่ได้นอนนะสิ”

   ชินดนัยพูดทั้งที่ยังหลับตา ทว่าพิราอรก็ยังอุตส่าห์เข้าใจความนัยที่เขาต้องการจะบอก นี่เขาชักจะหมกมุ่นเกินไปแล้ว     

   โกธํ ทเมน อุจฺฉินฺเท...พึงตัดความโกรธด้วยความข่มใจ

   หญิงสาวได้แต่สะกดโทสะที่แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ

   “ถ้าพูดไม่เข้าหู ฉันจะจอดทิ้งคุณไว้กลางทาง”

   ชินดนัยหัวเราะหึๆ กอดอก หลับตา ตะแคงข้างในพื้นที่คับแคบ แต่ก็ยังตอบกลับอย่างมั่นใจ

   “ไม่ได้แอ้มผมหรอก”

    ผู้คนในบ้านธุวพรดูจะตื่นเต้นกันใหญ่ที่เห็นคุณหนูลูกพีชขับรถมากับคุณชิน โดยเฉพาะพัชนันท์ถึงกับยกมือขยี้ตาเพ่งมองให้ชัดว่าลูกเลี้ยงกับหลานชายตัวแสบเดินเข้าบ้านมาพร้อมกัน

   “ทำไมถึง...”

   “คุณชินเขารู้ว่าพีชจะเข้ามาเอาของเลยขอติดรถมาด้วยค่ะ” พิราอรบอกแม่เลี้ยง ก่อนจะหันไปทางคนที่มาด้วย “คุณมีอะไรจะคุยก็คุยเถอะ ฉันขอไปหาป้าแก้วในครัวก่อน”

   “เดี๋ยวสิลูก” เดชทัตเองก็ดีใจที่ลูกสาวมาบ้านสองวันติด “มานั่งคุยก่อนก็ได้”

   “ไม่ดีกว่าค่ะ เขามีเรื่องอยากปรึกษาพ่อกับน้านันท์ บางทีอาจเป็นเรื่องสำคัญ พีชขอไปเอาของที่ลืมไว้ก่อนดีกว่า” พิราอรไม่ฟังเสียงใคร เดินตัวปลิวออกไปจากห้องรับแขก ในนั้นจึงเหลือแค่เดชทัต พัชนันท์และชินดนัย

   “แกมีอะไรงั้นเหรอ”

   “เอ่อ...คือว่า...” ชินดนัยยังไม่ทันได้คิดเรื่องก็ถูกน้าสาวจี้ถาม “อ๋อๆ ผมจะมาบอกน้าเดชครับว่า เรื่องที่ให้ไปจัดการเรียบร้อยแล้ว”

   “แค่นี้”

   “คุณนันท์ก็อย่าไปคาดคั้นหลานนักเลย” เดชทัตปรามภรรยาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

   “คุณดูสิคะว่ามันพิรุธขนาดไหน แค่รายงานเรื่องที่ให้ทำ ไม่เห็นต้องมาด้วยตัวเองเลย แล้วไปทำยังไงถึงได้มากับลูกพีชได้” พัชนันท์สอบสวนหลานชายอย่างเข้มงวด

   “ก็ตามที่ลูกพีชบอก เอ่อ...น้าเดชครับ ท่านโสภณฝากมาบอกว่าเร็วๆ นี้จะมีการตรวจสอบสถานบันเทิงทั่วกรุงเทพฯ ท่านสั่งให้เราเตรียมตัวครับ”

   “จัดการตามเห็นสมควรได้เลย น้าเชื่อว่าเราทำได้ แล้วก็อธิบายให้ลูกพีชเข้าใจด้วย”

   “วันนี้ผมว่าจะชวนลูกพีชไปบาบิโลนด้วยกันครับ”

   “งั้นฉันขอไปด้วย”

   “ถ้าคุณนันท์ไปแล้วใครจะนวดให้ผม” เดชทัตเลิกคิ้วถามภรรยา ทราบว่าเธอเป็นห่วง แต่ทุกคนต้องเติบโตขึ้น พิราอรก็เช่นกัน จะตามไปฟูมฟักชักนำทุกเรื่องเห็นจะไม่เข้าท่า “ปล่อยให้เด็กๆ เขาจัดการกันเถอะ แค่นี้งานคุณก็เยอะจนไม่มีเวลาพักแล้ว ไหนจะต้องดูแลผมอีก”

   “น้าเดชพูดได้ถูกต้อง 100% เลยครับ”

   “ฉันแค่เป็นห่วง แต่ถ้าคุณเดชวางใจ ฉันก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ไปรอที่ห้องนะคะ”

   “อ้าว โกรธจริงหรือนั่น” เดชทัตขำท่าทางกระฟัดกระเฟียดของภรรยา ก่อนจะหันมาพยักหน้าให้กับคนที่นั่งอยู่ “สั่งคนของเราให้ดี โดยเฉพาะตรงทางเข้าอย่าปล่อยให้มีปัญหาเด็ดขาด”

   “ครับ”

   “จริงๆ อยากชวนกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ถ้าจะไปบาบิโลนก็คงจะไม่ยอมอยู่ต่อกันสินะ”

   ชินดนัยทำเพียงแต่ยิ้มรับ จังหวะเดียวกับพิราอรเดินเข้ามาพอดี ในมือของเธอมีโหลคุกกี้ที่พัชนันท์เตรียมไว้ให้

   “ลืมหรือไง” เดชทัตมองโหลคุกกี้แล้วถามลูกสาว

   “ค่ะพ่อ น้านันท์โทรไปบอก ถึงนึกได้”

   “จะไปดูบาบิโลนก็ไปกันเถอะลูก พีชตั้งใจฟังสิ่งที่พี่เขาสอนนะลูก ไม่มีพ่อ ไม่มีพี่ ลูกก็ต้องดูแลมันต่อไปได้”

   “ทำไมพ่อพูดงั้นล่ะคะ แล้วใครบอกว่าพีชจะไปบาบิโลนคืนนี้”

   “ผมบอกเอง ไปกันเถอะ” ชินดนัยเดินมาแย่งโหลคุกกี้เอาไปถือไว้ซะเองแล้ว กล่าวลาน้าเขย “เราสองคนขอตัวก่อนนะครับ”

   เดชทัตพยักหน้าตอบรับ ขณะนั่งมองหลานชายของภรรยาดึงมือพิราอรให้เดินไปด้วยกัน นับเป็นความสนิทสนมที่คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เขานิยมชมชอบในฝีมือการทำงานของชินดนัยนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลูกสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ เขา...ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น!



ขุ่นพ่อเริ่มไม่ปลื้มแล้วนะฮ้าาาาาาา
คุณชินควรเก็บมือเก็บไม้ให้ดีนะคะ
ด้วยความห่วงใจ จากรัญไงจะใครล่าาาาาา

4
บทที่ 4

   “ไม่!!!”

   พิราอรกรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งกวาดตามองไปรอบห้องและมาหยุดนิ่งอยู่ที่นาฬิกา หญิงสาวเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งอกที่เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เธอคิดมากจนเก็บมาฝันเป็นตุเป็นตะ เผลอยกมือแตะริมฝีปากที่ถูกรุกรานในความฝัน จะต้องทำบุญใหญ่แค่ไหนถึงจะหนีจากเขาได้พ้น

   คีย์การ์ดห้องชินดนัยยังวางอยู่ตำแหน่งเดิม จากคิดว่าจะปล่อยไปให้เป็นเรื่องของเขา ทว่าจากภาพความฝันมันทำให้เธอฉุกคิด ชินดนัยบ้าบิ่นไม่เหมือนใครเธอเองก็เคยเจอมาแล้ว การมีปัญหากับเขาจะต้องเตรียมตัวตั้งรับให้รอบคอบ พิราอรจะไม่เสี่ยงกับสถานการณ์ล่อแหลมด้วยความถือดีของตัวเองเด็ดขาด

   ยังเหลือเวลาอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงตอนที่เขาสั่งให้ไปปลุก หญิงสาวลงจากเตียง อาบน้ำ แต่งตัวด้วยชุดรัดกุมที่สุด ปกติหากอยู่ห้องเธอจะไม่ใส่กางเกงยีนกระดุมแน่นเป็นตับแบบนี้หรอก เมื่อเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมแล้วพิราอรก็หยิบคีย์การ์ดเดินออกไปจากห้อง

   ตลอดทางเดินอันแสนสั้นเธอเฝ้าคิดเพียงแต่ว่าจะปลีกตัวออกมายังไงให้เร็วที่สุด การต้องอยู่กับชินดนัยตามลำพังแถมยังเป็นพื้นที่ของเขามีแต่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ประตูหน้าห้องของเขาอยู่ตรงหน้า หมดเวลาคิดแล้วพิราอรเอ๋ย...

   หญิงสาวรวบรวมกำลังใจสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แตะคีย์การ์ดเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้อง สายตาสะดุดเข้ากับรองเท้าที่เจ้าของคงสลัดทิ้งไว้จนกระเด็นไปคนละทางอย่างนั้น พิราอรหยิบไปวางตรงชั้นวางเล็กๆ เดินต่อไปอีกนิดก็เจอเสื้อนอกกองกับพื้น ได้แต่ถอนใจหยิบมาถือไว้ ดูสิกว่าจะถึงห้องนอนเธอจะต้องเจออะไรอีก

   เมื่อคืนชินดนัยคงจะกลับมาในสภาพไม่สู้ดีนัก ถึงได้เรี่ยราดขนาดนี้ พิราอรลองเปิดประตูห้องนอนของเขาก็พบว่ามันไม่ได้ล็อค จึงค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปก่อน มีกางเกงยีนกองอยู่ปลายเตียง ส่วนบนเตียงยับย่นก็มีกองผ้าห่มคลุมร่างเขาเอาไว้

   นาฬิกาปลุกรุ่นพิราอรเบ้ปากใส่คนบนเตียง เธอเข้ามาขนาดนี้ยังหลับอุตุไม่รู้เหนือใต้ หากเป็นโจรผู้ร้ายคงได้โดนฆ่าชิงทรัพย์ไปแล้ว หญิงสาวถอนใจแล้วหยิบกางเกงของเขามาถือรวมกับเสื้อที่เก็บมาจากด้านนอก แล้วก็เจอกับตะกร้าหวายจึงโยนเสื้อและกางเกงลงไป แล้วเดินกลับมาหยุดที่ข้างเตียงขนาดใหญ่

   คราวนี้แหละงานยากสุด จะปลุกเขายังไงดี เล่นคลุมโปงมิดขนาดนี้ เปิดเพลงเสียงดัง หรือว่าเอาน้ำเย็นๆ มาราด ไม่เอาน่ะพีช เรียกธรรมดานี่แหละ ไม่ตื่นค่อยลองวิธีอื่น หญิงสาวนั่งลงบนเตียงนุ่ม คนขี้เซาก็ยังไม่ขยับ

   “คุณ คุณคะ จะสิบโมงแล้วนะ ตื่นเถอะ”

   เงียบมากจนน่าใจหาย หวังว่าคงไม่ได้ไหลตายไปแล้วนะ พิราอรลองอีกครั้ง คราวนี้เธอวางมือลงไปบนผ้าห่ม เขย่าเบาๆ พร้อมเรียก

   “คุณชินคะ ตื่นได้แล้วค่ะ ตื่นค่ะ”

   “ฮื้อ” เสียงคนใต้ผ้าห่มส่งเสียงอย่างรำคาญ แถมยังพลิกกายหนีไปอีกด้าน

   “คุณชินคะ ตื่นค่ะ คุณมีนัดสำคัญนะคะ” พิราอรไม่ละความพยายาม ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น มือเธอเปลี่ยนมากำผ้าห่มแน่นแล้วลงจากเตียงกระชากผ้านั้นสุดแรงเกิด

   ผ้าห่มผืนใหญ่ปลิวไปตกข้างเตียง แต่สิ่งที่ตรึงหญิงสาวให้ยื่นนิ่งไม่ต่างจากเสาหินเห็นจะเป็นมัดกล้ามเนื้อตัวเกือบเปลือยของชินดนัยนั่นเอง พิราอรร้องออกมาอย่างตกใจ ก่อนจะยกสองมือขึ้นปิดตาหันหลังหนีภาพไม่น่ามองนั้น

   “เฮ้ย!” จังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มรู้สึกตัว เนื่องจากร่างกายของเขาสัมผัสความเย็นจัดของอากาศในห้อง พอเห็นด้านหลังของพิราอรก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

   “รีบหาเสื้อคลุมมาใส่เดี๋ยวนี้เลยนะ” หญิงสาวสั่ง ได้ยินเสียงคนบนเตียงเคลื่อนไหวสวบสาบ

   “หันกลับมาเถอะ ผมไม่โป๊แล้ว”

   “แน่นะ”

   “ลองดูเอาสิ”

   หญิงสาวค่อยหันกลับไป ยังไม่กล้าเอามือออกจากตา กลัวว่าเขาจะแกล้งกันอีก

   “เอามือออกเถอะน่า ไม่โป๊จริงๆ ถ้าอยากดูอีก ผมถอดให้ก็ได้ แต่ช่วยเบาแอร์ลงหน่อยนะ หนาวจนหดไปหมดละ”

   “คุณชิน!” พิราอรลดมือลงอวดใบหน้าบึ้งจัด “ทำไมคุณทำอย่างนี้”

   “อะไร ผมทำอะไรลูกพีช”

   คนถูกกล่าวหาย้อนถาม ทั้งปากทั้งตายิ้มกรุ้มกริ่มไปหมด พอเห็นว่าหญิงสาวไม่ตอบ รอยยิ้มนั้นก็ขยายกว้างมากกว่าเดิม เพราะเริ่มเดาความคิดเธอได้ สงสัยแม่ชีจะกลัวศีลขาด หน้าแดงแจ๋ขนาดนั้น แอบคิดทะลึ่งอะไรอยู่รึไง

   “อ๋อ...เรื่องผมแก้ผ้านอนนะเหรอ ไม่เอาน่า จะมากล่าวหากันด้วยเรื่องไม่จริงได้ไง คุณก็เห็นอยู่ว่าผมยังมีบ็อกเซอร์อีกตั้งหนึ่งตัว”

   “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ ในเมื่อคุณตื่นมากวนประสาทฉันได้ขนาดนี้ ก็ไปเตรียมตัวทำธุระคุณเถอะ ฉันขอตัวกลับห้อง”

   “เดี๋ยวก่อน” ชินดนัยตามมาคว้ามือหญิงสาวไว้ ออกแรงนิดหน่อยเธอก็ถลาเข้ามาปะทะอกกว้าง มือเขาโอบรอบเอวกักเธอไว้ในอ้อมแขน

   พิราอรขืนตัวหนี สบตากับเขาอย่างเอาเรื่อง แต่ยังไม่ทันได้จัดการอะไร เสียงประหลาดก็ดังขึ้นแทรกสถานการณ์ตึงเครียด หญิงสาวขมวดคิ้วมองเขาราวกับจะถาม

   ชินดนัยตอนนี้ดูคล้ายเด็กหนุ่ม ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูเด็กลงจริงๆ เขายิ้มแหยก่อนเอ่ยสารภาพ “ที่ได้ยินเมื่อกี้เสียงท้องผมร้องเองแหละ หิวมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ได้นอนก็พอลืมหิวไปได้หน่อย แต่พอตื่นก็หิวเลย”

   “แล้วทำไมไม่หาอะไรกินล่ะคะ” พิราอรตำหนิไม่จริงจังนัก แรงอารมณ์คลายลง ซ้ำยังลืมไปด้วยว่ากำลังยืนแนบชิดอยู่กับเขา

   “กลับมาก็เกือบสว่างแล้ว ผมไม่มีสติสตังทำอะไรกินหรอก แค่ประคองตัวถึงห้องได้นี่ก็นับว่าเยี่ยม”

   “งั้นก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กินกันตาย ว่าแต่ห้องคุณพอมีเสบียงตุนไว้บ้างไหม”

   “ในตู้น่าจะพอมีของกินแช่ไว้อยู่นะ ผมชอบหิวตอนดึกๆ” ชินดนัยตอบ มือซุกซนของเขาเริ่มลูบวนแถวเอวคอด

   พิราอรนิ่วหน้าก่อนตีเข้าที่แผงอกกว้าง ผลักเขาแล้วผละออก “ถ้าคุณทำแบบนี้อีก ฉันจะกลับห้อง”

   “โอ๊ะๆๆ อย่าเพิ่งกลับเลยนะ ช่วยทำอะไรให้ผมกินประทังชีวิตก่อน หิวจะตายอยู่แล้ว ผมไม่แกล้งก็ได้ จะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้แหละ”

   “ก็รีบไปสิคะ”

   พิราอรส่ายหน้าขณะยืนดูชายหนุ่มวิ่งปรู้ดเข้าห้องน้ำอย่างว่องไว ไม่เหมือนชินดนัยเจ้าสำราญที่รู้จักเลย แต่ละครั้งที่เจอกันดูเหมือนผู้ชายคนนี้จะมีมุมแปลกใหม่ให้เธอได้เห็นเสมอ มองในแง่ดีก็เป็นคนที่ไม่น่าเบื่อ หากจะมองแง่ร้ายผู้ชายคนนี้ก็คบไม่ได้นั่นเอง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่แน่นอน จับทางยากและเป็นตัวอันตราย

   หญิงสาวเดินออกจากห้องนอน ตรงไปยังมุมทำครัวเล็กๆ ในตู้เย็นไม่มีของสดเลย เจอแต่อาหารแช่แข็งหลายกล่อง ท่าทางคงจะเป็นคนชอบกินตอนดึกจริงๆ ประเภทกินง่ายด้วย ใส่ไมโครเวฟอุ่นแล้วออกมากินได้เลย

   “หนุ่มโสดของแท้” หญิงสาวบ่น หยิบแต่ละอย่างขึ้นมาพิจารณา คงจะทำอะไรมากไม่ได้หรอกนอกจากเลือกเอาสักอย่างอุ่นให้เขากินแก้ขัดไปก่อน

5
   พิราอรจอดรถตรงที่ประจำของตน คอนโดมิเนียมแห่งนี้ราคาสูงมาก แต่เพื่อแลกกับความเป็นส่วนตัวและระบบความปลอดภัยต่างๆ ก็ถือว่าคุ้มค่า ห้องที่พิราอรซื้อไว้เป็นห้องชุดขนาดใหญ่ ทั้งชั้นมีอยู่แค่สองห้อง หญิงสาวอยู่มาตั้งแต่แรกยังไม่เคยเจอเพื่อนบ้านเลย แต่ก็พอทราบว่ามันมีเจ้าของ อาจจะเป็นลูกหลานไฮโซซื้อไว้เก็งกำไรก็เป็นได้

   หญิงสาวเดินหมุนคีย์การ์ดในมือเล่นพร้อมฮัมเพลงเบาๆ แต่แล้วเสียงลิฟต์ก็ทำให้เพลงของเธอหยุดชะงัก ปกติชั้นนี้มีแค่เธอเท่านั้น แล้วใครกันที่โผล่มา หรือว่า...

   เสียงผิวปากของคนที่ก้าวออกจากลิฟต์ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับไปมอง สองสายตาประสานกันในระยะไกล ก่อนที่คนมาใหม่จะค่อยๆ คลี่ยิ้มอย่างยินดี จะมีก็แต่พิราอรเท่านั้นยืนนิ่งอึ้งไปด้วยความคาดไม่ถึง

   “ลูกพีช...” ชินดนัยเดินยิ้มกรุ้มกริ่มเข้ามาหาเธอ “เจอกันอีกแล้วนะครับ ท่าทางเราสองคนจะดวงสมพงศ์กันนะ”

   “คุณพักห้องนั้นหรือคะ”

   ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มๆ ก่อนชี้ไปยังห้องของเธอ แล้วย้อนถาม “ส่วนนั่นก็ห้องของลูกพีช แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ อยู่ใกล้ๆ กันจะทำอะไรๆ ก็สะดวก”

   ชินดนัยหัวเราะตอนที่หญิงสาวขมวดคิ้วมองหน้าเขาเหมือนสงสัย ว่าทำอะไรๆ นั่นเขาหมายความว่าไง

   “ฉันคิดว่าคุณจะเลยไปดูงานที่บาบิโลนเสียอีก” พิราอรเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น นึกเกลียดลูกตาวิบวับแพรวพราวของชินดนัยจริงๆ ผู้ชายคนนี้เป็นตัวปัญหาสำหรับเธอ นึกไม่ออกเลยว่าตอนที่ต้องทำงานด้วยกันเธอจะใช้บทสวดไหนมาสวดสงบใจดี

   “ก็ว่าจะไป แต่เห็นคุณขับรถกลับมาคนเดียวนึกเป็นห่วง เลยขับตามมา”

   “คุณรู้หรือเปล่าว่าฉันพักอยู่ที่นี่”

   “เปล๊า!”

   “แต่คุณมาจากภูเก็ตตั้งหลายวันแล้วนี่ ทำไมฉันไม่เคยเจอคุณเลย”

   “ผมก็ไปดูลู่ทางที่บาบิโลนนั่นแหละ ไม่แปลกหรอกที่เราไม่เจอกัน แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ อ่ะ” ชินดนัยคว้ามือเธอก่อนจะยัดคีย์การ์ดให้บังคับให้เธอกำมันไว้ “พอดีพรุ่งนี้ผมมีนัดสำคัญ กลัวนอนยาว ตื่นไปคุยไม่ทัน 10.00 น. คุณเอาคีย์การ์ดนี่เปิดห้องเข้าไปปลุกผมทีนะ”

   “เดี๋ยวๆๆ แล้วทำไมไม่ตั้งปลุกเอง”

   “ก็ส่งคุณเข้าห้องเสร็จนี่ ผมจะไปบาบิโลนต่อ กลับมาก็ดึกแล้วคุณคิดว่าผมจะตื่นทันไหมล่ะ”

   “แต่ว่าฉันไม่เข้าห้องคนอื่น”

   “ไม่แต่แล้ว ผมไม่คิดเล็กคิดน้อยด้วย ให้คีย์การ์ดไปขนาดนี้ผมไม่กลัวคุณขโมยอะไรหรอก เนื้อตัวทั้งหมดนี่ก็ไม่หวงนะ ถ้าคุณอยากได้ก็มาเอาได้ทุกเมื่อ ไปรีบเข้าห้องซะเถอะ” ชินดนัยขยิบตายั่วแล้วจับไหล่ของเธอหมุน ดันให้เดินไปหน้าห้อง “ผมส่งแค่นี้ ฝันดีนะครับแม่ชี”

   “คุณ! คุณ!” พิราอรอยากจะเขวี้ยงคีย์การ์ดใส่หลังเขาแต่ก็ไม่ทันแล้ว ชินดนัยขายาวก้าวไม่กี่ก้าวก็ถึงลิฟต์และกลับลงไป เธอได้แต่ก้มมองสิ่งที่ถืออยู่ อยากให้เธอปลุกเหรอ รอไปเถอะ

   หญิงสาวเข้าห้องและโยนคีย์การ์ดของชินดนัยส่งๆ ไปแถวโต๊ะหัวเตียง ธุระเขาถ้าไม่ใส่ใจก็แล้วแต่เถอะ เธอไม่ใช่เลขาส่วนตัว และไม่มีความจำเป็นต้องลงทุนทำถึงขนาดนั้น

   ใครจะคิดกันละว่าหนีมาอยู่ขนาดนี้ เขายังตามมาอยู่ใกล้ๆ อีก แล้วสายตา ท่าทางนี่ไม่น่าไว้ใจเลย ไม่รู้ว่าน้านันท์กับพ่อจะรู้ด้วยรึเปล่าว่าชินดนัยพักที่เดียวกับเธอ

   หลังจากอาบน้ำเรียบร้อยพิราอรเตรียมตัวสวดมนต์ก่อนนอนตามปกติ เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น เป็นน้านันท์ที่โทรมา

   “ถึงห้องเรียบร้อยแล้วค่า” หญิงสาวกดรับและตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสดใสเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายจะถามอะไร

   พัชนันท์หัวเราะ ก่อนว่า “ก่อนกลับลืมอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”

   “ไม่นี่คะ”

   “แต่โหลคุกกี้ยังตั้งอยู่ที่เดิมเลยนะคะ”

   พิราอรอุทาน เพิ่งนึกได้ว่าพัชนันท์ทำขนมไว้ให้ “น้านันท์...พีชลืมสนิทเลยค่ะ ไว้จะแวะเข้าไปเอานะคะ”

   “ห้ามลืมอีกนะคะ จะได้เอาไว้กินรองท้อง เผื่อวันไหนขี้เกียจตื่นมาทำอาหารเช้าก็พอกลั้วคอกับกาแฟได้ แล้ววันที่หมอนัดตรวจคุณพ่อลูกพีชว่างไหมคะ”

   “ว่างค่ะ แล้วเจอกันที่โรงพยาบาลนะคะ”

   “ได้ค่ะ น้าจะได้บอกคุณเดชให้ รายนั้นไปหาหมอทีไรชะเง้อคอรอลูกสาวทุกที คุณหมอก็ใจดีจะตาย จะดุก็ตอนที่คนไข้ไม่ฟังเท่านั้น”

   “ปกติพี่หมอแกก็ไม่ดุหรอกค่ะ คุณพ่อนั่นแหละดื้อเอง แล้วเจอกันนะคะ”

   หลังจากพัชนันท์วางสาย พิราอรก็นั่งพับเพียบ พนมมือระหว่างอกและเริ่มสวดมนต์ เธอทำเช่นนี้เป็นประจำจนคุ้นชินไปแล้วหากวันไหนไม่ได้สวดมนต์ก่อนนอนก็คล้ายจะนอนไม่หลับเหมือนมันค้างคา นอกจากนี้เธอยังใช้เวลาว่างจากงานฝึกทำสมาธิอีกด้วย แม่สอนว่าการฝึกสมาธิสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา เมื่อจิตใจไม่ฟุ้งซ่านก็จะเกิดสติปัญญาคิดหาหนทางต่างๆ ได้ลงตัว

   ทว่าวันนี้จิตใจของพิราอรไม่สงบเลย ภาพใบหน้า รอยยิ้มยั่วโทสะและสายตาวาวๆ ของชินดนัยคอยจะปรากฏรบกวนอยู่ร่ำไป เธอคอยแต่จะคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากไม่ทำตามที่เขาขอ

   “ไม่! พีช เธอจะไปคล้อยตามเขาไม่ได้” หญิงสาวเตือนตนเอง อยู่มาแต่ไหนแต่ไรยังอยู่ได้ กับแค่ตื่นให้ตรงเวลาไปคุยธุระทำไมต้องมาใช้เธอปลุกด้วย ไม่ไป เธอจะไม่เหยียบห้องเขาเด็ดขาด

   พิราอรถอนใจแรง เอื้อมมือปิดไฟหัวเตียง ล้มตัวนอน แล้วดึงผ้าห่มคลุมถึงคอ จิตใจตั้งมั่น เธอไม่ได้รับปาก เป็นเขาเองรวบรัดตัดบทไม่ฟังใคร หากไปคุยธุระช้าก็เป็นเพราะตัวเขาเองนั่นแหละไม่ใช่ความผิดเธอ





   เสียงเคาะประตูห้องดังแรงรัวตามอารมณ์คนเคาะ ไม่ต้องเดายังรู้ว่าเป็นฝีมือใคร พิราอรเหลือบตามองนาฬิกา ใบหน้าหญิงสาวนิ่วน้อยๆ เลยเวลาที่ชินดนัยบอกให้เธอไปปลุกเขามาเกือบชั่วโมงแล้ว เขายังไม่ไปอีกเหรอ หญิงสาววางจานในมือ และเดินไปหน้าห้อง ถ้าไม่เปิดเขาคงเคาะจนประตูพังเป็นแน่

   และทันทีที่เธอปลดล็อก ชินดนัยก็บุกเข้ามา เขาผลักเธอจนต้องถอยไปด้านหลัง ใบหน้าของเขาโกรธจัด แววตาดุดันมองมาอย่างกับเธอไปทำความผิดร้ายแรงมาอย่างนั้น

   “กี่โมงแล้วลูกพีชทำไมไม่ไปปลุกผม รู้ไหมว่ามันเสียหายแค่ไหน”

   อ๋อ...เรื่องนี้เองเหรอ แล้วมันใช่ความผิดเธอไหมล่ะ งานสำคัญของเขา เขาก็ต้องใส่ใจให้มากกว่านี้สิ ไม่ใช่หวังแต่จะใช้คนอื่น

   “ถ้าจำไม่ผิด ฉันไม่ได้รับปากคุณนะคะ แล้วเราก็ไม่ได้สนิทกันถึงขนาดที่ฉันจะต้องบุกไปปลุกคุณจนถึงเตียง”

   “งั้นเหรอ ดีนี่...ได้เลยคนสวยไหนๆ ผมก็ไปไม่ทันธุระแล้ว ช่างมันเถอะ ถ้าวันนี้คุณยังไม่สนิทใจจะไปปลุกผมก็ไม่เป็นไร เรามาเริ่มทำความสนิทกันตอนนี้เลยก็ได้ เอาให้สนิทแนบแน่น ต่อไปคุณจะได้มีข้ออ้างสำหรับการไปปลุกผมถึงเตียงได้”

   “คุณจะทำอะไร” พิราอรถอยหนี ขณะชินดนัยย่างสามขุมเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางคุกคามเอาเรื่อง

   ชินดนัยไม่ตอบ ทว่ารอยยิ้มของเขาไม่น่าไว้ใจ พิราอรคิดจะวิ่งหนีแต่ทันทีที่เธอหมุนกาย เขาก็กระโจนรวบร่างเธอไว้พากันล้มกลิ้งไปบนพื้น เขาพลิกกายขึ้นตรึงสองมือเธอไว้เหนือศีรษะ กดร่างเธอด้วยร่างกายใหญ่โตของเขา สองสายตาประสานกันในระยะประชิด

   “อย่านะ”

   “คิดว่าผมจะฟังคุณงั้นเรอะ”

   ชินดนัยกระตุกยิ้มร้ายกาจแล้วก้มหน้าลงมาประกบริมฝีปากกับเธออย่างแม่นยำ พิราอรพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ร่างกายเขาหนักอึ้ง ซ้ำยังเรี่ยวแรงมหาศาลไม่มีทางรอดสำหรับเธอเลย และยิ่งเสียเปรียบเมื่อโดนเขาปล้นจูบเหมือนจะสูบวิญญาณอยู่อย่างนี้

   ชั่ววินาทีที่พิราอรกำลังจะขาดใจ ชินดนัยก็ถอนจูบร้อนแรงจ้องเธอตาเป็นมันเหมือนเสือจ้องเหยื่อ เธอไม่ได้ไร้เดียงสาจนนึกภาพต่อไม่ถูกว่าเหตุการณ์นี้จะลงเอยเช่นไร ซึ่งเธอยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด

   “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”

   “ไม่บ้าหรอก เดี๋ยวคุณนั่นแหละจะร้องขอให้ผมทำบ้าๆ แบบนี้อีก” เขาค่อยๆ โน้มหน้าลงมาอีกรอบ กระซิบบอกเย้ายวน “อย่ากลัวไปเลยแม่ชี แล้วมันจะดีเอง เชื่อผม”

   “ไม่นะ” พิราอรตัวสั่น เสียงสั่น พลิกหน้าหลบหลีก แต่ชินดนัยคงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว

   “ไม่ต้องกลัวที่รัก เชื่อโค้ชชิน ฟินไปสามโลก”

   แล้วชินดนัยก็ฉกวูบลงมาอย่างรวดเร็ว พิราอรหมดทางสู้ได้แต่กรีดร้องสุดเสียง

   “ไม่นะ อย่าทำอะไรฉัน ไม่!!!!"


**************************

เบอร์โทรไม่ต้อง เบอร์ห้องไม่เอา ยื่นคีย์การ์ดให้จ้าาาาา
เปิดหาพี่ได้ 24 ชั่วโมงแล้วแต่น้องพีชต้องการ
อยากฟินตอนไหนก็บอกมา พี่ชินพร้อมทุกเวลาจ้าาาา55555555555555

6
บทที่ 3 เชื่อโค้ชชิน ฟินไปสามโลก


   พิราอรอยากขอตัวกลับห้องเสียเดี๋ยวนั้นเลย หญิงสาวเม้มปากขณะมองหน้าแขก เจอกันจังๆ อย่างนี้ตีหน้าไม่ถูกเหมือนกัน ทำไมแขกของพ่อกับน้านันท์ถึงเป็นผู้ชายไร้มารยาทคนนั้นไปได้

   “ลูกพีชจำพี่เขาได้ด้วยเหรอ”

   “พี่เหรอคะพ่อ” เธอขมวดคิ้ว ย้อนถามพ่อ

   “อ้าว แล้วกัน เห็นเมื่อกี้ท่าทางตกใจ นึกว่าจำกันได้”

   “คุณเดชก็อย่าแกล้งลูกสิค่ะ เขาไม่เจอหน้ากันตั้งหลายปีจะจำได้ยังไง แล้วพ่อตัวดีนี่ก็เคยโผล่มาให้เจอซะที่ไหน วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับอะไรก็ไม่รู้” พัชนันท์ค้อนขวับกับแขก ก่อนจะส่งยิ้มให้พิราอรอย่างอ่อนโยน “พีชจำนายชินได้ไหมลูก ที่เมื่อก่อนเคยตามน้ามาบ้านนี้บ่อยๆ”

   พิราอรมองหน้าแขกอีกครั้ง คราวนี้จ้องแบบไม่สนใจมารยาทอันดีงามเลยด้วย “อย่าบอกนะคะว่านี่คือ...”

   “ชินดนัย หลานชายน้าไงจ๊ะ” พัชนันท์เฉลย

   การพบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เกิดจากกรรมเคยกระทำร่วมกันมา พิราอรเชื่อว่าตัวเองคงกำลังประสบกับเจ้ากรรมนายเวรอยู่เป็นแน่ เพราะทุกครั้งที่ได้เจอกับผู้ชายคนนี้ หัวใจของเธอไม่เคยเป็นสุขเลย ตอนอยู่ในผับก็ร้อนรนกระสับกระส่ายอยากหนีไปให้พ้นหน้า พอหลุดพ้นจากกันได้โล่งใจถึงขนาดกลับไปสวดมนต์แผ่เมตตาขออย่าเจอกันอีก ไม่คิดเลยว่าผลบุญที่อุทิศไปนั้นมันไม่พอ

   “สวัสดีจ้ะลูกพีช ไม่เจอกันนานเลยนะ”

   “สะ...สวัสดีค่ะ” พิราอรอึดอัดกับสายตาของเขา หญิงสาวพยายามไม่สบตาเพราะจะพาให้คิดถึงตอนนั่งอยู่บนตักเขาร่ำไป

   “พ่อเรียกเราสองคนมาวันนี้ก็มีเรื่องจะปรึกษานั่นแหละ แต่ไปกินข้าวกันก่อนดีกว่า ไม่รู้ว่าแก้วตั้งโต๊ะเสร็จหรือยัง”

   “งั้นคุณพ่อก็นั่งคุยไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวพีชจะไปดูให้”

   “ไปพร้อมกันนี่ละค่ะ น้าว่าป่านนี้คุณแก้วจัดการเรียบร้อยแล้ว รายนั้นน่ะแค่รู้ว่าลูกพีชจะมาก็ดีใจยกใหญ่ ไปค่ะ ไปกินข้าวกันก่อน เรื่องงานเอาไว้คุยกันทีหลัง”

   พัชนันท์ลุกขึ้นควงแขนเดชทัตนำลูกเลี้ยงและหลานชายไปยังห้องรับประทานอาหาร พิราอรหมดปัญญาจะเลี่ยงจำยอมต้องเดินตามโดยมีชินดนัยรั้งท้าย

   ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าให้ทัน ก่อนจะยิ้มกรุ้มกริ่มพูดขึ้นลอยๆ

   “เรารู้จักกันแล้วนะ คราวนี้ผมเดินหน้าเต็มอัตราศึกได้เลยนะ”

   “กรุณารักษามารยาทด้วยนะคะ นี่มันในบ้านของฉันอย่ามาทำอะไรรุ่มร่าม”

   “ผมก็รุ่มร่ามกับคุณคนเดียวนั่นแหละ ขืนลากคนอื่นมาด้วย น้านันท์คงยิงทิ้งตั้งแต่หน้าบ้าน ว่าแต่คุณเถอะไม่ดีใจเหรอ เราได้เจอกันอีก”

   “ไม่ค่ะ ฉันค่อนข้างจะกังวลใจและคิดมากพอสมควร”

   ชินดนัยหลุดหัวเราะออกมา ส่งผลให้ผู้ใหญ่ทั้งสองที่เดินนำหน้าหันกลับมามองอย่างสงสัย พัชนันท์พอจับเค้าลางบางอย่างได้ก็รีบปล่อยแขนสามี เดินย้อนไปหาลูกเลี้ยงและจับจูงไปด้วยกัน แต่ก็ไม่วายเอ็ดหลานชาย

   “ชิน อย่าแกล้งน้อง ไปจ้ะลูกพีช อย่าไปฟังมันพูดมาก”

   “ผมยังไม่ทันได้ทำอะไรเลยนะครับ”

   “ฉันไม่เชื่อ” น้าสาวกล่าวอย่างรู้ทัน

   บ้านธุวพรไม่เคยพร้อมหน้าพร้อมตากันนานแล้ว พ่อดูมีความสุขมากกว่าใคร พัชนันท์ดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ชินดนัยสรรหาเรื่องมาเล่าให้ฟัง พ่อกับเขาดูเข้ากันได้ดี แถมยังพูดคุยกันอยากถูกคอ ชินดนัยตอนอยู่กับผู้ใหญ่ไม่เหมือนตอนอยู่ลำพังกับเธอ เกลียดนักคนชอบตีสองหน้า

   พิราอรถามถึงอาการของพ่อและทราบว่ามีกำหนดการผ่าตัดแล้วในเดือนหน้า หมอสั่งให้เดชทัตวางมือจากงานทั้งหมด โดยให้พัชนันท์นั่งรักษาการแทน แต่ปัญหายังติดอยู่ที่ผับบาบิโลน ในเวลากระชั้นอย่างนี้เดชทัตไม่สามารถสอนงานลูกสาวได้ด้วยตนเอง ครั้นจะฝากพัชนันท์ก็งานล้นมือ ทั้งงานบริหารและยังต้องดูแลสามี

   เหตุนี้จึงทำให้เดชทัตต้องส่งพัชนันท์ไปตามตัวชินดนัยกลับมา ว่ากันตามตรงแล้วชินดนัยเป็นคนหนุ่มไฟแรง เรียนรู้งานได้เร็ว จัดการปัญหาได้อย่างเด็ดขาด ด้วยความที่ไม่มีลูกชายเดชทัตจึงเอ็นดูชินดนัยเป็นพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์ทุกอย่างให้จนหมดสิ้น และชินดนัยก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

   พิราอรไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานบันเทิงอย่างบาบิโลน ลูกสาวตัวน้อยด้อยเล่ห์เหลี่ยมคงลำบากแน่หากต้องรับงานนี้ เดชทัตจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอของพัชนันท์ เขาจะต้องกล่อมลูกสาวให้คล้อยตามและยอมรับวิธีนี้ เหมือนกับที่เคยทำให้เธอยอมรับบาบิโลน

   “ช่วงนี้งานที่มูลนิธิยุ่งไหมลูก” เดชทัตถาม ตอนนี้ทั้งคู่ย้ายกลับมานั่งในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง พัชนันท์กับชินดนัยออกไปคุยกันข้างนอก ปล่อยสองพ่อลูกได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

   “ไม่ยุ่งค่ะ พีชแบ่งงานให้คนที่เกี่ยวข้องดูแลแล้ว ไว้เข้าไปดูสักสัปดาห์ละครั้งก็ได้ค่ะ”

   “งั้นก็ดี แล้วจะเริ่มงานที่บาบิโลนได้เมื่อไร” เดชทัตเห็นลูกสาวอ้ำอึ้งจึงพูดต่อ “พ่ออยากให้พีชรีบเข้าไปจัดการ ไม่ต้องกลัวนะลูกพ่อเตรียมโค้ชไว้ให้แล้ว”

   “มีโค้ชให้ด้วยหรือคะ”

   “พ่อไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวของพ่อลงสนามอย่างเคว้งคว้างหรอกน่า”

   “พีชไม่มั่นใจเลยค่ะพ่อ”

   “นี่ไงลูกถึงต้องมีโค้ช ถ้าพ่อแข็งแรงกว่านี้ก็ดีหรอก แต่หมอสั่งห้ามเด็ดขาดเรื่องนอนดึก ก็เลยต้องใช้คนอื่น แต่เชื่อใจเถอะระดับพ่อเลือกแล้วไม่มีพลาด คนนี้พ่อคายตะขาบให้เองกับมือ”

   “ใครกันคะพ่อ ฟังดูอย่างกับทายาทอสูร”

   “นายชินไง โค้ชของลูก”




   ริมสระว่ายน้ำของบ้านน้าหลานแยกตัวคุยกัน พัชนันท์กังวลใจกับท่าทางของหลานชายที่มีต่อลูกเลี้ยง เธอยังสยองกับข้อความที่ได้รับไม่หาย

   “ฉันขอเตือนแกตรงนี้เลยนะว่าอย่าแม้แต่จะคิดทำมิดีมิร้ายลูกพีช”

   “โธ่ น้านันท์ก็คิดมากเกิน ทำไม ผมหื่นออกนอกหน้าขนาดนั้นเลยเหรอ”

   “ก็ลองกลับไปส่องกระจกประเมินสายตาตัวเองเอาเถอะ ถือว่าฉันขอเถอะนะ ถ้าแกไม่คิดจริงจังก็อย่าไปทำอะไรลูกพีชเลย คุณเดชไว้ใจแกมาก ฉันไม่อยากให้เขาผิดหวัง”

   ชินดนัยแกล้งถอนใจแรงๆ ไม่เข้าใจน้าสาวตัวเอง ไม่อยากสูญเสียผับก็ไปลากเขากลับมา พอถึงเวลาดันกลัวว่าเขาจะจับลูกเลี้ยงกินตับซะอย่างนั้น

   “น้าควรจะรู้แต่แรกแล้วว่าผมมันไว้ใจไม่ได้ ให้ผมสอนงานลูกพีชก็เหมือนส่งเนื้อเข้าปากเสือ และผมก็ไม่ใช่พวกเสือจำศีลซะด้วย”

   “ถ้ากล้าล่วงเกินลูกพีช ฉันนี่แหละจะเป็นคนจับเสือใส่กรงขัง”

   “ฟังดูก็เร้าใจดีนะครับ” ชินดนัยลูบคางยิ้มกริ่ม ดักคอน้าสาว “ถามจริงเลยนะครับ นอกจากเรื่องบาบิโลนแล้ว น้านันท์แอบวางแผนอะไรสำรองไว้ด้วยหรือเปล่า”

   “ฉันไม่ได้เจ้าเล่ห์แพรวพราวอย่างแกนี่ จะได้ซับซ้อนสองแผนสามแผน แค่อยากให้แกสอนงานก็คือแค่สอนงานเท่านั้น แกจะมาทำท่าอยากเคลมลูกเลี้ยงฉันไม่ได้ ฉันไม่ชอบ เคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าลูกพีชเป็นเด็กดี หากต้องมัวหมองเพราะแก ฉันก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วยเพราะเป็นคนดึงตัวแกเข้ามาในชีวิตของเขา”

   “แต่ละประโยคของน้านันท์นี่ ผมชั่วช้าเหลือเกิน เอาเถอะครับ ผมจะพยายามหักห้ามใจ”

   พัชนันท์ค้อนขวับ ชินดนัยเห็นแล้วก็หัวเราะชอบใจที่ยั่วโมโหน้าสาวได้

   “แล้วตกลงจะอยู่ด้วยกันที่นี่หรือเปล่า”

   ชินดนัยส่ายหน้าเร็วๆ บ้านธุวพรไม่เหมาะกับเขา ด้วยแนวทางการใช้ชีวิตและหน้าที่การงานในอนาคต ขออยู่คนเดียวดีกว่า น้านันท์คงยังไม่รู้ว่าเขาพักที่ใด เพราะถามเขาก็จะตอบแค่ว่าอยู่คอนโด หากรู้ว่าคอนโดที่ว่านั่นอยู่ไหนมีหวังได้ปรี๊ดแตกอีกรอบ

   “เรื่องที่พักน้านันท์ไม่ต้องเป็นห่วง ผมให้สาทิตจัดการเรียบร้อยแล้ว น้าน่าจะรู้นะครับว่าคนหนุ่มวัยอย่างผมเนี่ยความส่วนตัวสำคัญที่สุด”

   “ย่ะ คนอย่างแกน่ะ ส่วนตัวหรือไม่ส่วนตัวก็เห็นมั่วได้ไม่เลือกที่”

   “ว้า...วกกลับมาเรื่องนี้ เลิกคุยดีกว่า” ชินดนัยลุกขึ้นเดินหนีเข้าไปในบ้าน เพราะในนั้นมีใบหน้าหวานเจริญหูเจริญตามากกว่าหน้าบึ้งๆ เสียงขู่แว้ดๆ ของน้านันท์เป็นไหนๆ

   เดชทัตนั่งคุยกับลูกสาว เมื่อเขาโผล่เข้าไปเจ้าของบ้านก็กวักมือเรียกเหมือนรออยู่พอดี ชายหนุ่มเหลือบตามองไปทางพิราอร เธอก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน สงสัยเดชทัตคงจะคุยกับลูกสาวแล้ว

   “ชินมาพอดีเลย น้าคุยกับลูกพีชแล้วนะ ทางนี้เขาไม่มีปัญหา ทางเราล่ะพร้อมจะเริ่มงานวันไหน”

   “คืนนี้เลยก็ได้ครับ เพิ่งสามทุ่มเอง ถ้าลูกพีชพร้อมไปซ้อมดูงานสักหน่อยก็ได้”

   “พีชไม่พร้อมค่ะ อีกอย่างวันนี้พีชแต่งตัวไม่เหมาะด้วย เดี๋ยวโดนแซะว่าเป็นแม่ชีหนีเที่ยว”

   “งั้นก็ไปนัดกันมาแล้วกันว่าจะเริ่มงานวันไหน น้าฝากดูน้องด้วยนะชิน สอนน้องให้เหมือนที่น้าสอนเรา แล้วนี่เรื่องที่พักเรียบร้อยแล้วใช่ไหม”

   ชินดนัยมาถึงกรุงเทพฯ ได้สามวันแล้ว แต่เดชทัตไม่เคยเห็นเขากลับเข้าบ้านก็อดเป็นห่วงงเรื่องที่พักไม่ได้

   “เรียบร้อยครับ เป็นคอนโดของเพื่อนมันไปต่างประเทศพอดี”

   “ที่จริงก็ไม่น่าลำบากเลย” เดชทัตส่ายหน้า บ่นพึมพำ “ชวนให้อยู่ด้วยกันก็ไม่เอา ลูกพีชอีกคน พ่อบอกให้ย้ายกลับมาอยู่บ้านก็ไม่ยอม ไหนๆ หนูก็ไม่ได้ไปทำงานแล้ว”

   “อย่าเลยค่ะพ่อ พีชอยู่คนเดียวจนชินแล้ว” พิราอรยิ้มบาง “ดึกแล้วพีชขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ”

   “ผมก็คงต้องกลับเหมือนกันครับ” ชินดนัยบอกกับเดชทัต ก่อนหันไปทางพิราอร “ลูกพีชกลับกับพี่ก็ได้นะ พี่ไปส่งได้ จะได้คุยเรื่องงานกันด้วย”

   “ไม่ค่ะ” พิราอรตอบกลับซะหน้าคนมีน้ำใจเหลือสักสองนิ้วได้ “เรื่องงานฉันจะติดต่อไปแล้วกันนะคะ ขอให้พ้นอาทิตย์นี้ไปก่อน เพราะจะมีประชุมใหญ่ของมูลนิธิ”

   “ไม่มีปัญหาครับ สัปดาห์หน้าเราค่อยเริ่มงานกันก็ได้”

   “พีชกลับก่อนนะคะพ่อ” พิราอรกอดพ่อ หอมแก้มซ้ายขวา ก่อนผละออก ชินดนัยก็ไหว้ลาและเดินออกจากห้องมาพร้อมๆ กัน

   ทั้งคู่มาเจอพัชนันท์เดินเล่นตรงสนามหน้าไปจึงเข้าไปลา พิราอรปฏิบัติต่อแม่เลี้ยงเหมือนที่ทำกับพ่อ ชินดนัยไม่สงสัยเลยว่าทำไมน้าสาวถึงทั้งหวงทั้งห่วงลูกเลี้ยงอย่างนี้ น้านันท์ไม่มีลูกจึงรักและเอ็นดูพิราอรมาก ทั้งคู่ไม่เคยมีปัญหากัน พิราอรดื้อแต่กับน้าเดช แต่พอรู้ว่าพ่อป่วยก็เพลาลงเยอะ ต่อไปก็คงจะเปลี่ยนมาดื้อกับเขานี่แหละ ดูท่าทางแล้วพยศไม่หยอก แต่ไม่เป็นไรเขาชอบปราบเด็กดื้อ

   “ขับรถกลับกันดีๆ นะ”

   “ค่ะ”

   “ครับ”

   “ชิน” พัชนันท์เรียกหลานชายที่กำลังเดินห่างออกไป ชินดนัยเลิกคิ้วถาม น้าสาวจึงย้ำวัตถุประสงค์ของตนเองอีกครั้ง “แกรู้ใช่ไหมว่าฉันดึงตัวแกมาทำอะไร”

   “น้านันท์ก็ตามตัวผมกลับมาเป็นลูกเขยน้าเดชยังไงละครับ” หลานชายขยิบตายั่วก่อนวิ่งหนีไปทันที

   “ไอ้!!!”

   พัชนันท์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันกับหลานชายจอมกะล่อน ถ้ามันทำท่าให้จริงจังกว่านี้ เธอก็ยังจะพอหลับหูหลับตาเอาใจช่วยสนับสนุน แต่นี่ดูมันจ้องแต่จะอุ้มลูกพีชขึ้นเตียงอย่างเดียวเลยอย่าง

   แล้วลูกพีชจะรอดเงื้อมมือมันไหมนะ

7
บทที่ 2 คนกันเอง

   พิราอรขมวดคิ้วขณะมองชายถือวิสาสะนั่งร่วมโต๊ะกับเธอหน้าตาเฉย ขนาดเธอมองด้วยสายตาตำหนิ เขาก็ยังไม่สะทกสะท้าน อดนึกแปลกใจไม่ได้ว่าทำไม จู่ๆ มุมสงบสุดในผับถูกบุกรุกด้วยรอยยิ้มของหมาป่าเจ้าเล่ห์ ใช่...แบบนั้นแหละที่เธอนึกคำจำกัดความออก ผู้ชายแปลกหน้าที่มาพร้อมกับรอยยิ้มไม่น่าไว้วางใจ เธอไม่เคยรู้จักกับเขามาก่อน และสถานการณ์ในตอนนี้เธอไม่ต้องการใครทั้งสิ้น

   นี่เป็นปัญหาอีกหนึ่งข้อจะต้องการแก้ไข ความส่วนตัวของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก ปากกายังถือในมือ สมุดบันทึกวางอยู่บนโต๊ะแต่คงจดอะไรตอนนี้ไม่ได้ ต้องจัดการตัวป่วนตรงหน้าซะก่อน พิราอรวางปากกา บอกผู้บุกรุกอย่างสุภาพ

   “ขอโทษนะคะ ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว แล้วที่คุณเห็นนี่ก็ไม่ใช่การบ้านหรอกค่ะ ฉันเรียนจบมาหลายปีแล้ว ขอบคุณมากที่อุตส่าห์มีน้ำใจกับคนแปลกหน้า แต่ฉันคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ”

   ชินดนัยถึงกับเหวอเมื่อเจอคำตอบกลับแสนสุภาพนั้น ลูกพีชของน้านันท์ไม่เหวี่ยง ไม่วีน ตั้งสติเลือกใช้คำพูดง่ายๆ หากใครฟังแล้วไม่เข้าใจคงโง่เขลาเบาปัญญาเต็มทน แต่ไอ้ที่เขายังตีหน้ามึนอยู่นี่ก็เพราะอยากดูปฏิกิริยาของเธอนั่นแหละ ดูกันสิว่าลูกเลี้ยงของน้านันท์จะแข็งแกร่งเพียงพอรับช่วงบริหารผับนี้ต่อไปหรือไม่

   “คุณเป็นผู้หญิงมาเที่ยวผับอย่างนี้คนเดียว ผมว่ามันอันตรายนะ ให้ผมนั่งเป็นเพื่อนดีกว่า การบ้านนั่นไม่ต้องทำแล้ว” ชายหนุ่มยักคิ้ว ยกขานั่งไขว่ห้าง ท่าทางสบายๆ ปรับเปลี่ยนวิธีรุก ลองใช้วิธีหน้าด้านแบบสุภาพบ้างก็ได้

   พิราอรยังคงรักษาอาการได้อย่างดีเยี่ยม หญิงสาวยิ้มบางๆ เสมือนคุณครูอนุบาลใจดี ตอบกลับมาแบบนิ่มๆ

   “เห็นจะไม่รบกวนค่ะ ฉันอยู่ตรงนี้คนเดียวมาได้สักพักหนึ่งแล้ว รู้สึกปลอดภัยดีค่ะ เดี๋ยวอีกสักพักก็จะกลับแล้ว เชิญคุณไปสนุกต่อที่อื่นเถอะค่ะ”

   “ผมอยากรู้จักกับคุณ”

   “แต่คืนนี้ฉันไม่อยากรู้จักกับใครทั้งนั้นค่ะ” พิราอรยืนยัน มือรวบเก็บสมุดปากกาใส่กระเป๋า ยิ้มให้อย่างสุภาพ “ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ฉันขอตัว”

   หญิงสาวลุกขึ้นตั้งท่าจะเดินจากไป ชินดนัยจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่นึกว่าพิราอรจะชิ่งหนีกันง่ายๆ อย่างนี้ แต่ยังดีที่เขาหลงเหลือสติคว้าแขนเธอเอาไว้ ออกแรงดึงจนเธอเสียหลักล้มลงบนตักเขาพอดิบพอดี

   พิราอรอุทานออกมาอย่างตกใจ ใช้มือยันอกกว้างของชายแปลกหน้า ไม่คิดว่าเขาจะกล้าแตะต้องเนื้อตัวพอได้โอกาสก็ใช้กระเป๋าฟาดใส่เขาอย่างไม่คิดชีวิต ปากก็สั่งให้เขาปล่อย

   “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ”

   “เฉยๆ เถอะน่าคนสวย จะรีบกลับไปไหน”

   ชินดนัยหัวเราะขณะพลิกหน้าหลบไปมา ก่อนจะรวบแขนกอดรัดหญิงสาวจนกระดุกกระดิกไม่ได้ แต่คนบนตักยังไม่ละความพยายาม พิราอรไม่ยอมแพ้ดิ้นขลุกขลักๆ สะโพกเบียดกับต้นขาแกร่งโดยไม่รู้ตัว ชินดนัยลอบกลืนน้ำลายลงคอ ใหม่ๆ มันก็เพลินดีอยู่หรอก มีสาวเนื้อตัวนุ่มนิ่มหอมละมุนมานั่งบนตัก แต่พอนานเข้าร่างกายชายฉกรรจ์มันก็ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา

   ต้องย้ำอีกทีว่านี่คือชินดนัยนะจ๊ะไม่ใช่พระโพธิสัตว์!

   พิราอรเองก็ชะงัก รู้สึกตัวและรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเขาด้วยเหมือนกัน หญิงสาวจ้องเขาตาโต หยุดความคิดดิ้นรนเอาตัวรอด เพราะดูแล้วยิ่งดิ้นนั่นแหละยิ่งจะไม่รอด กลายเป็นว่าต้องตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมไม่น่าไว้วางใจ เธอเหลือบมองเขาอย่างหวาดหวั่น

   “คะ...คุณ”

   “ก็บอกแล้วนะว่าให้อยู่เฉยๆ” ชินดนัยรีบเอานิ้วชี้ทาบปากหญิงสาว แล้วพูดดักอย่างรู้ทัน “อย่าได้คิดโทษผมแม้แต่น้อย ที่เป็นอยู่นี่ก็เพราะคุณทำตัวเองทั้งนั้น คราวนี้แน่จริงก็ลองดิ้นอีกสิ”

   “ไอ้คนทุเรศ ลามก ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” พิราอรตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ

   “ไหนๆ ก็โดนด่าแล้ว ขอกอดต่ออีกหน่อยแล้วกันนะ”

   ชินดนัยเพิ่มแรงกอด ซบหน้าลงกับแผ่นหลังของหญิงสาว สูดดมกลิ่นหอมกระจายออกมาจากตัวเธอ ลูกพีชของน้านันท์ตัวหอมชะมัด ได้กอดแน่นๆ แบบนี้ นุ่มนิ่มเหมือนกอดตุ๊กตาแมวน้ำอุ๋งๆ เลย

   “ปล่อยฉันนะคะ” เสียงเธอเริ่มแข็ง

   “ยังปล่อยไม่ได้หรอก ทำไมคุณใจร้ายจัง ก็รู้อยู่ว่าตัวเองทำอะไรกับผมไว้ ผมกับน้องชายอยู่กันดีๆ แท้ๆ คุณเล่นมาปลุกจนน้องผม...” ชายหนุ่มเกือบหลุดขำเมื่อเห็นดวงตาของเธอเบิกกว้างใหญ่โตเท่าไข่ห่านตอนที่เขาทำปากบุ้ยใบ้ก้มลงไปที่น้องชายจุดเกิดเหตุ “เออ...นั่นแหละ มันตื่นขึ้นมาอย่างนี้ ใจคอคุณจะปล่อยให้น้องผมอาละวาดต่อไปเหรอ ผมก็อายเป็นนะคุณ แล้วมาทรมานกันอย่างนี้ก็บาปอยู่นะ”

   “ฉันยอมตกนรกขุมลึกที่สุดถ้ามันจะทำให้พ้นไปจากคุณได้” พิราอรจะกระทืบเท้าใส่ แต่ชินดนัยชักเท้าหนีทัน หญิงสาวจึงดิ้นด้วยความโมโหอีกครั้ง

   “หยุด! ถ้าคุณไม่เลิกดิ้นผมจะจับคุณกดลงกับโซฟาแล้วจูบโชว์คนทั้งผับเดี๋ยวนี้เลย”

   “คุณมันบ้า”

   ชินดนัยแอบยิ้มกับหลังของหญิงสาว เอาแล้วไงแม่ชีชักจะมีน้ำโหแล้ว

   “บอกมาว่าคุณต้องการอะไรกันแน่” เธอกัดฟันถาม

   “ขืนบอกตรงๆ คุณคงได้ตบผมเลือกกบปาก”

   “ฉันทำแน่ถ้ามีโอกาส แต่ตอนนี้คุณน่าจะปล่อยฉัน แล้วเรามานั่งคุยกันดีๆ แบบสุภาพชนคุยกัน” หญิงสาวยื่นข้อเสนอ แต่ชินดนัยแกล้งนั่งหูทวนลม ตีหน้ามึนซบแผ่นหลังและยังกอดไม่ยอมปล่อย พิราอรเม้มปากพยายามคิดหาวิธีให้หลุดพ้นเงื้อมมือผู้ชายใจโฉดคนนี้ ผ่านไปเกือบนาทีชินดนัยถึงขยับกายเอาหน้าออกจากแผ่นหลังของเธอ แต่อ้อมกอดยังคงรัดแน่นจนหญิงสาวต้องพูดซ้ำ

   “ฉันว่าพูดชัดเจนด้วยถ้อยคำที่ฟังเข้าใจง่ายที่สุดแล้วนะคะ”

   “ไอ้ผมมันก็คนโง่ ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรมเสียด้วย” ชินดนัยยิ้มกว้างตอบกลับสายตาเขียวปัดของหญิงสาว “แหม...ล้อเล่นหน่อยเดียว คุณทำอย่างกับจะจกตาผมออกมางั้นแหละ โอเคๆ ปล่อยก็ได้ แต่คุณต้องไม่วิ่งหนีผมนะ”

   “ค่ะ ฉันจะไม่หนี”

   “น่ารัก” เขาลากเสียงต่ำลดหน้าก้มลงจูบแผ่นหลังนุ่มนิ่มหนึ่งครั้งจนหญิงสาวอุทานสะดุ้ง

   เมื่ออ้อมแขนแน่นหนาคลายออก หญิงสาวรีบลนลานขยับลงไปนั่งไกลลิบ ชินดนัยยิ้มหน้าระรื่นนึกขำอยู่ในใจ ระยะแค่นี้คิดว่าหนีพ้นมือเขาเหรอ โธ่...กระโจนตะครุบทีเดียวก็เรียบร้อยแล้ว

   แม่ชีหนอแม่ชีทำเหมือนว่าอยู่ใกล้เขาแล้วศีลจะขาด ไม่ทันแล้วมั้ง ประวัติอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของเธอมันมัวหมองตั้งแต่มีชื่อเขาเข้ามาในชีวิตแล้ว

   “ดูเหมือนเครื่องดื่มของคุณจะไม่ค่อยเข้ากับสถานที่เลยนะ เอางี้ดีกว่า ผมสั่งให้ น้องๆ” ชินดนัยกวักมือเรียกพนักงานแล้วจัดการสั่งเครื่องดื่มให้ใหม่โดยไม่สนใจคำทัดทาน และเมื่อพนักงานจากไปพิราอรก็เปิดฉากใส่เขาทันที

   “ฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์ค่ะ”

   “ก็แค่ม็อกเทลน่ะ ผมว่าดีกว่าน้ำอัดลมของคุณเสียอีก”

   “งั้นเริ่มธุระของคุณมาได้เลยค่ะ ใกล้ได้เวลากลับบ้านของฉันแล้ว” สายตาพิราอรมองอยู่แต่ใบหน้าหล่อเหลา ไม่มองต่ำลงไปแถวต้นขาของชายหนุ่มเลย

   ชินดนัยแสร้งพลิกข้อมือดูเวลาแล้วหัวเราะ “ห้าทุ่มเอง จะรีบกลับไปไหน ถ้าบ้านอยู่ไกลผมไปส่งก็ได้”

   “เห็นจะรับน้ำใจคุณไม่ได้หรอกค่ะ แต่ก็ขอบคุณมาก”

   “ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน เพิ่งมาครั้งแรกเหรอ”

   “ค่ะ คงผิดกับคุณ คุณคงมาที่นี่จนจำชื่อพนักงานได้ครบทุกคนแล้วมั้งคะ” แววตาของพิราอรตำหนิติติงอย่างไม่ปิดบัง

   “ก็ธรรมดา มันเป็นงาน ว่าแต่คุณเถอะ ไม่สบายใจเรื่องอะไรเหรอ ทำไมเลือกหันหน้าเข้าผับ อกหัก รักคุดรึไง ถึงได้นึกอยากเปลี่ยนลุคมนุษย์ป้ามาเป็นผีเสื้อราตรี ก็เกือบจะดีแล้วนะ แต่ขอวิจารณ์ตรงๆ เลยว่าแฟชั่นเข้าผับชุดนี้ยังไม่ผ่าน ไอ้เสื้อคลุมสับปะรังเคนั่นผมหักคะแนนติดลบเลย ใส่มาทำไมให้เกะกะ เสียเวลาถอด ใครไม่รู้จะหาว่าแม่ชีหนีเที่ยว โทรไปแจ้งที่วัดให้มารับตัวกลับเอาได้”

   พิราอรกำมือแน่น สูดหายใจลึก พยายามอดกลั้นให้ถึงที่สุด นี่อาจจะเป็นบททดสอบแรกสำหรับเธอ ต่อไปหากต้องเข้ามาบริหารผับนี้คงมีโอกาสต้องเจอกับลูกค้ากักขฬะหยาบคายอีกหลายคน เธอจะต้องมีสติให้มากเพื่อหาวิธีรับมือกับผู้ชายตรงหน้า

   “ใครจะมองยังไงฉันคงไปบังคับความคิดไม่ได้ แล้วถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด คุณเองก็คงมาเที่ยวเหมือนกัน ทำไมถึงเอาเวลาสำเริงสำราญของคุณมาเสียกับแม่ชีหนีเที่ยวอย่างฉันล่ะคะ ตั้งแต่เข้ามาฉันมั่นใจว่าไม่ได้ไปเกะกะระรานสร้างความไม่พอใจให้กับใครเลย หรือถ้าเผลอสร้างความไม่พอใจให้กับคุณก็ต้องขอโทษด้วย สารภาพว่าในสถานที่อโคจรอย่างนี้ฉันเองก็ไม่เคยนึกอยากเหยียบย่างเข้ามา แต่เพราะว่ามีเหตุจำเป็นเลี่ยงไม่ได้ก็เลยเลือกมุมสงบนั่งเงียบๆ จนคุณเข้ามาทำลายความสงบอันน้อยนิดของฉัน”

   หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวขอบคุณตอนที่พนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ เธอเห็นคู่กรณีหยิบแก้วเหล้าขึ้นไปดื่ม ในขณะที่แก้วม็อกเทลสีฟ้าสวยสดใสของเธอยังวางอยู่ที่เดิม

   “คุณชื่ออะไร”

   เรื่องบ้าอะไรกันล่ะนี่ หลังจากเธอด่าเขาอ้อมๆ ไปยืดยาว เขากลับตอบกลับด้วยการถามชื่อเธอ ผู้ชายคนนี้สติไม่ดีหรือเมาจนสมองเบลอไปแล้ว

   “ฉันขอไม่บอกนะคะ”

   “ก็คิดอยู่แล้วว่าคงไม่บอก แต่ไม่เป็นไร ผมสามารถนอนคุยกับคนที่ไม่รู้จักชื่อได้ทั้งคืน”

   “คุณ!!!” หางเสียงหญิงสาวชัดเจนเลยว่าโกรธจัด “คุณจะดูถูกตัวเองฉันไม่ว่า แต่อย่ามาเหมารวมว่าคนอื่นจะสกปรกมั่วไม่เลือกเหมือนตัวเอง อย่างน้อยๆ คุณก็ควรจะเก็บความต้องการของตัวเองเอาไว้พูดกับคนแบบเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าฉันไม่ใช่คนประเภทที่จะนอนคุยกับใครโดยไม่รู้จักกันได้”

   “งั้นเราเริ่มทำความรู้จักกันเดี๋ยวนี้เลย คุณจะได้ไม่ตะขิดตะขวงใจ”

   “นี่คุณ!!!” คนบ้าเกินเยียวยาแล้วจริงๆ

   “ผมตรงไปตรงมาไม่ดีหรือไง ไม่รู้จักกันก็ถามอยู่นี่ว่าชื่ออะไร ชอบก็บอกแมนๆ ว่าอยากได้”

   “แต่ฉันไม่ชอบ!” พิราอรฉวยกระเป๋าแล้วลุกขึ้น คราวนี้เธอถอยไปไกลกว่าเดิม เนื้อตัวของเธอสั่นเทาไปด้วยโทสะ สติน่ะเหรอเตลิดเปิดเปิงไปหมดแล้ว มองเห็นแก้วม็อกเทลก็อยากจะสาดใส่หน้าคนปากเสีย เรื่องคงจะบานปลายใหญ่โตกว่านี้ การเดินหนีคงเป็นหนทางที่ดีสุด “หมดเวลาของเราแล้วค่ะ หวังว่าคนแมนๆ อย่างคุณคงจะไม่ขวางฉันไว้อีกนะคะ ลาก่อน”

   “เวลาของเราเพิ่งเริ่มต่างหากล่ะคนสวย” ชินดนัยขัดขึ้นในจังหวะที่หญิงสาวกำลังจะเดินหนี พิราอรยิ้มรับไม่บอกก็รู้ว่าแกล้งทำ

   “ฉันยืนยันตรงนี้ว่ามันสิ้นสุดลงแล้วค่ะ ขอให้สนุกกับค่ำคืนที่ไม่มีฉัน”

   “แล้วเจอกันนะครับแม่ชี”

   ชินดนัยโบกมือลาโดยที่หญิงสาวไม่สนใจหันกลับมามอง รอยยิ้มยั่วยังคงไม่จางหายไปจากใบหน้าคมสัน ลูกเลี้ยงน้านันท์คนนี้ไม่ใช่แม่ชีสักหน่อย จากการต่อปากต่อคำนั่นมันห่างไกลกับคำว่าเคร่งศาสนา แถมปฏิกิริยาของเขาที่มีต่อเธอก็รุนแรงกว่าผู้หญิงคนไหนๆ

   พิราอรจะคิดอะไรก็ปล่อยให้คิดไปเถอะ แต่เมื่อเขาได้เจอเธอก็อย่าหวังเลยว่าจะยอมปล่อยไปง่ายๆ เขาติดใจวิธีการโต้ตอบ ชื่นชอบกลิ่นหอมอ่อนจากร่างกายเธอ น้ำเสียงท่าทาง ทุกสิ่งอย่างช่างลงตัวไปหมด จนเขาเกิดความคิดบางอย่าง

   ว่าไปแล้วข้อเสนอของน้านันท์ก็ไม่เลวนัก ไหนๆ เขาก็ต้องเสียเวลามาเป็นพี่เลี้ยงช่วยสอนเรื่องบริหารผับบาบิโลนให้กับพิราอรแล้ว เขาจะอุทิศกายใจสอนประสบการณ์หวานเจี๊ยบเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แถมให้อีกสักหลักสูตรก็คงจะดีไม่น้อย

   ชายหนุ่มยิ้มกว้างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโปรแกรมแชต กดไปที่ห้องสนทนาส่วนตัวระหว่างเขากับน้าสาว ก่อนจะบรรจงพิมพ์ข้อความแสนสั้นแต่ความหมายล้ำลึก

   เจอลูกพีชแล้ว ชอบมากกกก




   บ่ายวันต่อมาพิราอรเร่งมือสะสางงานในมูลนิธิทิพย์พิมานที่ตนดูแลอยู่ หลังจากตรวจดูความเรียบร้อยของยอดเงินบริจาค สรุปรายงานเงินจัดสรรรายจ่ายส่วนต่างๆ ของมูลนิธิแล้ว หญิงสาวส่งแฟ้มรายงานคืนให้กับฝ่ายบัญชีและรวบของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋าอย่างเร่งรีบ

   “วันนี้คุณพีชมีนัดหรือคะ”

   “พอดีพีชนัดกินข้าวกับคุณพ่อที่บ้านค่ะ พ่อสั่งให้ไปไวหน่อย เห็นว่ามีแขกด้วย ยังไงพี่อิ่มเช็คยอดอีกทีก็ดีนะคะ เผื่อพีชมองพลาดไป”

   “ระดับคุณพีชเคยพลาดหรือคะ”

   คนไม่เคยพลาดยิ้มไม่ค่อยสดใสนัก กำลังคิดไม่ตกหากเธอไปยุ่งอยู่กับผับบาบิโลนของพ่อ งานในมูลนิธิของแม่ก็คงจะต้องทิ้งช่วงไป เรื่องนี้ถึงจะวางใจเจ้าหน้าที่ทุกคนในมูลนิธิ ทว่าเธอไม่อยากใช้งานพวกเขาหนักจนเกินไปนัก เพียงค่าตอบแทนอันน้อยนิดก็ไม่สามารถเทียบกับแรงกายแรงใจที่เสียสละมาช่วยเหลือ

   “พี่อิ่มคะ”

   “ค่ะ คุณพีช” อิ่มกมลหันกลับมามองหญิงสาวอย่างสงสัย “มีอะไรให้อิ่มช่วยอีกไหมคะ”

   “คือ...หลังจากนี้พีชคงเข้ามามูลนิธิบ่อยๆ ไม่ได้ ยังไงพีชรบกวนพี่อิ่มดูแลแทนด้วยนะคะ แล้วพีชจะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของเราอีกที”

   “ได้ค่ะ อิ่มจะดูแลให้เรียบร้อยเลย ว่าแต่คุณพีชจะไปไหนหรือคะ”

   พิราอรถอนหายใจแทนคำตอบ อิ่มกมลพอเดาเรื่องราวได้ก็เดินกลับเข้ามาวางแฟ้มบัญชีลง จับมือของพิราอรบีบเบาๆ

    “เรื่องผับของคุณพ่อใช่ไหมคะ” อิ่มกมลยิ้มกว้างให้กำลังใจ “อิ่มไม่ทราบเรื่องราวเบื้องหลัง แต่ก็อยากพูดในฐานะของคนเป็นแม่นะคะ อิ่มไม่ได้เข้าข้างแต่ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกหรอกค่ะ ยิ่งอะไรที่สร้างมากับมือจนมั่นคงอย่างนี้ยิ่งตัดใจยกให้คนอื่นไม่ลง คุณพีชเป็นคนเก่งนะคะ อิ่มเชื่อว่าต่อให้มีอุปสรรคมากมายแค่ไหน คุณพีชก็จะก้าวผ่านมันไปได้”

   พิราอรถอนหายใจดังกว่าเดิม บ่นให้อีกฝ่ายฟังราวกับจะฟ้อง “ถ้าพี่อิ่มไปเจอแบบที่พีชเจอเมื่อคืน พี่อิ่มอาจจะยุให้พีชขายผับนั่นทิ้งก็ได้ค่ะ”

   “คุณพีชไปเจออะไรมาคะ”

   พิราอรหน้าแดงระเรื่อขึ้นมามาทันทีที่นึกถึงภาพตัวเองนั่งตักชายหนุ่มแปลกหน้า นึกถึงสัมผัสใกล้ชิด และความร้อนผ่าวแข็งกระด้างที่เธอนั่งทับ

   “อี๋...” หญิงสาวส่ายหน้ารัวๆ สลัดภาพนั้นออก “อย่าให้พีชเล่าเลยค่ะ กระดากปาก”

   อิ่มกมลหัวเราะขำท่าทางของหญิงสาว “เดี๋ยวนี้มีแอบหนีไปเที่ยวผับคนเดียวด้วยนะคะ”

   “ก็อยากไปลงเซอร์เวย์พื้นที่ดูค่ะ เจอตัวเป้งเข้าเลย โอ๊ย...พีชไม่อยากพูดถึง”

   “งั้นก็ไปทานข้าวกับคุณพ่อเถอะค่ะ อิ่มก็จะกลับบ้านเหมือนกัน ถ้าคุณพีชมีอะไรก็โทรหาอิ่มได้นะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

   “ขอบคุณค่ะพี่อิ่ม”



   
   พิราอรไม่ได้กลับเข้าบ้านมาร่วมเดือน ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในบ้านธุวพรก็เจอเข้ากับป้าแก้ว แม่บ้านคนเก่าคนแก่ตั้งแต่สมัยที่แม่ของเธอยังอยู่ ทุกคนในบ้านหลังนี้ล้วนแล้วแต่ให้ความเคารพนับถือ ป้าแก้วรับช่วงดูแลเธอต่อจากแม่เป็นอย่างดี

   ในวันที่พิราอรบอกกับทุกคนว่าจะย้ายไปอยู่คอนโด ป้าแก้วออกปากค้านก่อนพ่อเธอเสียอีก พอถึงวันย้ายจริงๆ ป้าแก้วก็ร้องห่มร้องไห้ยกใหญ่ กว่าจะทำใจเรื่องเธอย้ายออกจากบ้านได้ก็ใช้เวลาร่วมเดือน ทุกครั้งที่กลับบ้านป้าแก้วเห็นหน้าเธอแล้วก็ต้องดีใจจนน้ำตาไหล ครั้งนี้ก็เช่นกัน

   “กลับมาแล้วหรือคะ”

   พิราอรกอดเอวป้าแก้วหลวมๆ ช่วยเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มล้อ “ยังขี้แยไม่เปลี่ยนเลยนะคะ”

   “ก็คุณพีชเล่นหายหน้าไปเป็นเดือน ป้าก็ต้องคิดถึงสิคะ ไปค่ะคุณพ่อรออยู่ในห้องนั่งเล่น คงดีใจน่าดูที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน”

   “ปกติเวลาพีชมากินข้าวบ้าน ก็พร้อมหน้าพร้อมตากันตลอดนี่คะ ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นเลย”

   “แต่วันนี้พร้อมเป็นพิเศษค่ะ” ป้าแก้วยิ้มเป็นนัยแล้วไล่หญิงสาวเข้าไปในห้องนั่งเล่น “เข้าไปก่อนนะคะ เดี๋ยวป้าไปเอาน้ำมาให้”

   “เดี๋ยวค่ะป้า เมื่อกี้พีชเข้ามาเห็นมีรถใหม่จอดอยู่ ของใครคะ”

   “อยู่ข้างในนั่นแหละค่ะ”

   พิราอรส่ายหน้า แค่นี้ก็ต้องทำเป็นมีความลับ เธอเดินตรงไปห้องนั่งเล่น ได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อดังออกมา วันนี้คงอารมณ์ดีมาก เพราะไม่เคยได้ยินพ่อหัวเราะดังแบบนี้มานานแล้ว หญิงสาวก้าวเข้าไปข้างใน พ่อเห็นเธอเป็นคนแรก

   “มาแล้วลูกสาวพ่อ”

   "สวัสดีค่ะพ่อ น้านันท์" เธอไหว้พ่อกับคุณนันท์ และก็เห็นว่าในห้องมีใครอีกคนนั่งหันหลังให้อยู่ หญิงสาวมองพ่อคล้ายจะถาม ทว่าท่านกลับเรียกให้เธอเข้าไปหา

   “มาใกล้ๆ พ่อนี่มา ดูสิว่าจะจำพี่เขาได้ไหม”

   พี่งั้นเหรอ...หญิงสาวขมวดคิ้ว ก้าวยาวขึ้นและนั่งลงใกล้กันกับพ่อ พัชนันท์ยิ้มให้เธอแล้วบุ้ยใบ้ไปยังแขกก่อนถามเธอว่า

   “หนูพีชดูสิคะว่านี่ใคร”

   พิราอรมองหน้าแขก ดวงตาของเธอค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น ริมฝีปากอิ่มเผยอน้อยๆ หากแต่ใบหน้ากลับแดงระเรื่อ ร้อนวูบวาบ ยามประสานสายตากับแขกที่นั่งอยู่

   “คุณ!!!”

8
บทที่ 1 ชินดนัยคนบาป

   แสงไฟหลากหลายสีสันสาดส่องวูบวาบตามจังหวะเสียงเพลงอึกทึก เหล่านักท่องราตรีจำนวนหนึ่งกำลังปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเสียงเพลง ส่วนอีกจำนวนหนึ่งก้มหน้าก้มตาคลอเคลียอยู่กับคู่ของตนในมุมมืด

   ชินดนัยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มหลัง เสียงเพลงไม่เร้าใจเท่าเสียงกระเส่าของคนในอ้อมแขน

   "ไม่เอาค่ะคุณชิน มุกว่าเราไปห้องทำงานคุณดีกว่านะคะ" สาวน้อยเงยหน้าเผยซอกคอระหงให้ชายหนุ่มโลมเลีย เมื่ออารมณ์ปรารถนาครอบงำก็สามารถทำให้เธอลืมอายเอ่ยชวนเขา

   "ตรงนี้ก็ได้ ไม่มีใครเห็นหรอก" ชินดนัยอู้อี้ตอบกลับอย่างไม่สนใจ เลื่อนมือลงไปบีบสะโพกหญิงสาวอย่างมันเขี้ยว ก่อนจะซุกหายเข้าไปใต้ร่มผ้าสัมผัสกับเนื้อแท้

   "อื้อ...คุณชินอย่าซนสิคะ"

   หญิงสาวอุทธรณ์เมื่อทรวงอกอวบอิ่มถูกครอบครองโดยปากร้อน เรียวลิ้นอ่อนนุ่มของเขากำลังทำให้เธอหลอมละลาย ผู้ชายคนนี้ปลุกความปรารถนาทำให้เธอเจียนคลั่ง ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีโอกาสได้อยู่ในอ้อมกอดอันเร่าร้อนของเขา

   ชินดนัยเงยหน้าขึ้นจูบปิดปากช่างห้ามนั่นเสีย ก็เห็นอยู่ว่าคำห้ามปรามนั้นขัดกับความต้องการของร่างกายที่เบียดกระแซะอยู่กับร่างเขาในขณะนี้ ความมืดบวกกับเสียงดนตรีดังกลบเสียงต่างๆ ทำให้เขาย่ามใจ ตรงนี้เป็นมุมอับ เขารู้ดีว่าจะไม่มีสายตาของพวกสอดรู้สอดเห็นเข้ามาถึงจึงตวัดแขนยกร่างของหญิงสาวให้นั่งคร่อมทับบดเบียดความแข็งแกร่งร้อนผ่าวขยับร่างหยอกเย้า รับรู้ได้ถึงความพรั่งพร้อมฉ่ำชื้นของอีกฝ่าย

   "เรามาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยกันเถอะที่รัก ผมรอไม่ไหวแม้แต่วินาทีเดียว เราต้องทำมันตรงนี้ และเดี๋ยวนี้ เร็ว!  ขยับตัวลงมาทูนหัว"

   หญิงสาวกอดเขาแนบแน่นส่งเสียงครางเร้าใจดังกระเส่าอยู่ข้างหูก่อนที่มันจะกลืนหายไปกับเสียงเพลงจนแทบแยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร กางเกงชั้นในถูกมือซุกซนกระชากออกไปอย่างคนใจร้อน นิ้วของชินดนัยบุกรุก ปลุกเร้ากระตุ้นให้ร่างกายเธอพร้อมเสียยิ่งกว่าพร้อม

   มือของหญิงสาวเลื่อนต่ำลูบไล้ความแข็งแกร่งใต้สะโพก เคล้นคลึงจนเขาแหงนหน้าส่งเสียงครางออกมาซ่านสยิว ชายกระโปรงคลุมปิดเบื้องล่างเอาไว้ เธอโน้มหน้าลงจุ๊บยั่วเบาๆ ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์สบตาชายหนุ่มเบื้องล่าง ขณะที่มือของเธอยังสร้างความหฤหรรษ์ให้เขาไม่ผ่อนปรน

   ชินดนัยเริ่มรู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องจัดการภารกิจนี้ให้ลุล่วงเสียทีก่อนที่ร่างกายจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มล้วงเข้าไปในเสื้อนอกของตัวเอง หยิบถุงยางอนามัยส่งให้หญิงสาว โน้มหน้าสวยลงมากระซิบข้างหูและขบเม้มจนเธอสั่นไปทั้งร่าง

   "รีบใส่มันให้ผมแล้วจัดการซะ ถ้าช้าอีกนิดผมจะกดคุณลงกับพื้นแล้วทำมันท่ามกลางสายตาคนทั้งผับ"

   "คนบ้า" หญิงสาวยิ้มยั่วฉีกซองถุงยางอนามัยแล้วทำตามเขาสั่งอย่างว่าง่ายไร้อาการเขินอาย เมื่อทุกอย่างถูกตระเตรียมพรั่งพร้อม หญิงสาวยกตัวขึ้นจัดตำแหน่งให้เหมาะเจาะก่อนทิ้งตัวลงมาอย่างรวดเร็วจนคนเบื้องล่างถึงกับคราง

   "อา...อย่างนั้นที่รัก"

   “คุณวิเศษที่สุด”

   “ผมเป็นยอดมนุษย์คุณไม่รู้หรอกเหรอ” ชินดนัยหัวเราะพลางขยับท่อนล่างสวนขึ้นแรงๆ

   หญิงสาวเงยหน้าครวญคราง เคลื่อนไหวตามจังหวะเพลงถี่กระชั้นโดยที่ชินดนัยคอยขยับสะโพกสอดรับอย่างเร่าร้อน สุดท้ายปลายทางของความปรารถนาทั้งคู่เลิกสนแล้วว่ากำลังเริงรักกันอยู่ที่ใด ต่างขยับเข้าหากันอย่างรุนแรงเต็มอารมณ์ บดเบียดร่างกายกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

   "อีกนิดที่รัก แรงกว่านี้ เร็วขึ้นอีก...อีก อ่า..." ชินดนัยครางลั่น มือจับเอวหญิงสาวกดแน่นเข้าหาตัวในทุกจังหวะความหฤหรรษ์ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด เขารีบถอดถอนตัวตนออกจากแรงบีบรัดเร้าใจของหญิงสาว ใบหน้าเธอซุกซบลงมา กอดรัดเขาแน่น

   “รักคุณจัง”

   ในที่สุดเธอก็ได้ใกล้ชิดกับเขา ชินดนัย จิณณวัตร หลานชายภรรยาใหม่ของเดชทัต เจ้าพ่อสถานบันเทิงชื่อดัง แม้จะไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่ในสังคมก็เป็นอันรับรู้ว่าชินดนัยไม่ต่างอะไรกับมือขวาของเดชทัต เขาได้ดูแลกิจการหลายแห่งจนเป็นที่คาดหมายว่าชินดนัยคนนี้อาจจะได้รับมรดกตกทอดทั้งหมดของเดชทัต

   หากเธอทำให้เขาประทับใจ นั่นก็หมายความว่าอนาคตที่สดใสกำลังรออยู่ เธอจึงงัดลีลารักออกมาปล่อยของแบบสู้ตายถวายหัวแสดงฝีมือให้เต็มที่ไปเลย หากเขาติดใจคิดสานต่อความสัมพันธ์อันฉาบฉวยนี้ มันก็จะดีไม่น้อย

   “มุกมีความสุขที่สุดเลยค่ะ”

   “ผมก็เหมือนกัน”

   มือของชินดนัยยังลูบไล้อ้อยอิ่งช่วงสะโพก หากแต่ไฟสวาทกลางผับยังไม่ทันดับสนิท เสียงแหลมคุ้นหูที่ได้ยินครั้งใดเป็นต้องสะดุ้งก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

   "ถ้าจัดการตัวเองเสร็จแล้ว เชิญไปคุยกับฉันที่ห้องทำงานด้วยนะคะคุณชินดนัย"

   "น้านันท์!"

   "ว้าย!!! "

   ชินดนัยรีบยกร่างหญิงสาวลงโดยไม่สนใจว่าเธอจะมีสภาพยังไง แต่ถึงจะรีบร้อนปานใดก็ไม่ทันพัชนันท์ที่สั่งเสร็จก็สะบัดหน้าพรืดเดินหนีไปเลย

   ชายหนุ่มรีบจัดการเครื่องแต่งกายเสียใหม่ เขาเริ่มหนักใจที่จู่ๆ น้าสาวก็โผล่มา ซวยแล้ว...น้านันท์เห็นเต็มสองตาอย่างนี้ดีไม่ตีเขาหัวแตก ร้อยวันพันปีไม่เคยมา พอจะมาหาก็เลือกมาตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มอีก เวรกรรมแท้ๆ โผล่มากะทันหันแบบนี้ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่

   “ท่าทางผมจะงานเข้าซะแล้วคนสวย” ชายหนุ่มรูดซิปกางเกง จัดผมเผ้าให้เข้าทรงลุกขึ้นอย่างรีบร้อน ทว่าหญิงสาวดึงแขนเขา มองตาปรอย

   "จะหนีมุกไปไหนคะ"

   "ขอโทษทีที่รัก ไว้ค่อยเจอกันใหม่นะ" ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปจุ๊บแก้ม ก่อนกระซิบ "เมื่อกี้สนุกมาก แล้วมาเล่นกันใหม่นะครับ"

   "เดี๋ยวสิคะ คุณชิน...คุณชิน อย่าลืมโทรหามุกนะคะ" หญิงสาวตะโกนแข่งกับเสียงเพลง แต่ชินดนัยไม่สนใจหยุดฟังกันเลย บ้าจริง แบบนี้เธอจะได้ไปต่อไหมล่ะ




   ประตูห้องทำงานถูกผู้เป็นเจ้าของผลักเข้ามาอย่างร้อนรน มองเห็นใบหน้าเรียบเฉยของแขกก็ได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนความผิด ปกติแล้วชินดนัยไม่ค่อยสนใจความคิดใครจะยกเว้นก็แต่คนนั่งหน้าตึงเหมือนพึ่งไปร้อยไหมเสร็จแล้วก็มารอเขาอยู่ในห้องนี่แหละ

   พัชนันท์ ธุวพร น้าสาวที่ยังสวยเฉี่ยวเปรี้ยวเข็ดฟันนั่งไขว่ห้างเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ด้วยมาดของนางพญา ชุดแซ็กสั้นสีแดงเพลิงอวดเรียวขางามยิ่งเสริมพลังความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

   “มาได้แล้วเหรอพ่อตัวดี”

   “ก็ใครจะกล้าทิ้งให้น้านั่งรอนานๆ กันล่ะครับ” ชายหนุ่มเดินกางแขนโผเข้าไปหวังกอดอ้อนแต่น้าสาวกลับชี้หน้าสั่งเสียงเข้ม

   “หยุด! ไม่ต้องมาเข้าใกล้ฉัน อย่าคิดว่าไม่รู้นะเมื่อกี้แกทำอะไรกับเด็กนั่นกลางผับ อย่าได้มากอดฉันเชียว ฉันขยะแขยง”

   “แหม...น้านันท์ก็ ผมแค่เล่นๆ กับน้องเขาเอง”

   “แต่ฉันไม่ได้จะเล่นกับแก”

   “ไม่ขำ แล้วยังดุกันอีก” ชายหนุ่มตัดพ้อ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อีกตัว ไม่ไกลนัก

   พัชนันท์ส่ายหน้าอย่างหนักใจพลางลุกขึ้นเดินไปมองเบื้องล่างผ่านกระจกห้องที่ปิดกั้นเสียงภายนอกได้เป็นอย่างดี กิจการที่นี่ดูคึกคักพอๆ กับบาบิโลนที่เธอดูแลอยู่ แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ สามีที่รักวางแผนจะปลดเกษียณเธอก่อนกำหนดแล้วยกภาระหน้าที่ทั้งหมดให้กับพิราอรลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าของเขา

   เธอไม่ได้รังเกียจลูกเลี้ยง ตรงข้ามพัชนันท์เอ็นดูพิราอรไม่ต่างจากลูกในไส้ น่าเสียดายเธอกับเดชทัตไม่มีทายาทร่วมกัน ไม่เช่นนั้นเรื่องคงไม่บานปลายจนเดือดร้อนกันไปทั่วอย่างเช่นตอนนี้ แม้ว่าจะไม่มีปัญหาแม่เลี้ยงลูกเลี้ยง แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ไม่ได้ราบรื่นนักนับตั้งแต่เธอแต่งงานกับเดชทัต ลูกเลี้ยงของเธอมักจะแผลงฤทธิ์ใส่ผู้เป็นพ่ออยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่กับเธอแล้วพิราอรยังให้ความเคารพและไม่เคยทำให้ต้องลำบากใจ

   จะมีก็แต่ครั้งนี้ที่ทำเอาพัชนันท์ไม่อาจนั่งรอความหวังจึงต้องตีตั๋วมาหาหลานชายถึงภูเก็ต แล้วก็เจอฉากเด็ดกลางผับ ให้มาดูงานหลานรักกลับมาคั่วสาว มันน่าตีให้ตายคามือจริงๆ อย่างนี้จะพึ่งพาอะไรมันได้

   “ดูเหมือนแกอยู่นี่จะมีความสุขดีนะ ท่าทางกินอิ่ม นอนหลับ”

   “แหม...น้านันท์ ผมก็ต้องใช้ช่วงชีวิตโสดให้คุ้มค่าสิครับ ทำงานอย่างเดียวเครียดตาย แล้วที่น้าเห็นเมื่อกี้มันก็ไม่ใช้ตัวบ่งชี้ว่าผมบกพร่องนะ เห็นบัญชีของเดือนนี้หรือยัง นี่คงคิดว่าผมแอบอู้ใช่ไหม ถึงต้องมาตรวจงานที่นี่ด้วยตัวเอง”

   “ไม่ได้มาตรวจงาน ฉันตั้งใจมาหาแก”

   “หาผม”

   “ใช่”

   ชินดนัยขมวดคิ้วมองน้าสาวอย่างสงสัย “มีเรื่องอะไรหรือครับ”

   “คุณเดชให้คุณเตชิตไปตามลูกพีชกลับมาดูแลบาบิโลน”

   “เขาพ่อลูกกันมันก็เป็นสิทธิ์ของเขานี่ครับ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับผมตรงไหน”

   ชินดนัยเคยเจอกับพิราอร 2-3 ครั้ง จำได้ว่าตอนนั้นเธอยังเด็กมาก ไม่ยอมพูดจากับใครเอาแต่หลบอยู่หลังแม่ เป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนประจำกลับบ้านทีก็ขลุกอยู่แต่ในห้อง ครั้งแรกที่เห็นเขาก็นึกเอ็นดูอยู่บ้าง แต่พอเธอทำตัวเป็นเสือซุ่มก็เลยเลิกสนใจเธอแล้วไปเล่นผจญภัยแบบเด็กผู้ชายแทน

   เวลาผ่านไปก็ต่างแยกย้ายน้านันท์แต่งงานกับน้าเดช เขาไปเรียนต่อต่างประเทศพอเรียนจบก็บินสวนทางกับพิราอรอีก เขากลับมาช่วยงานน้าเดชจนเรียนรู้ทุกอย่าง เสร็จแล้วน้าเดชก็ส่งตัวมาให้ดูแลผับที่ภูเก็ตเก็บประสบการณ์ ไม่ได้กลับไปยุ่งเรื่องราวในบ้านธุวพรอีก แต่ก็ได้ข่าวว่าพิราอรทำท่าจะบวชเป็นชีตามแม่ของเธอไป เขายังอุตส่าห์นึกอนุโมทนาในใจอยู่เลย

   “เกี่ยวตรงที่ฉันไม่ยอมยังไงล่ะ แกก็รู้ว่าฉันทุ่มเททั้งชีวิตสร้างบาบิโลนมากับคุณเดช ไม่ว่าจะอุปสรรคขวากหนามมากมายแค่ไหนฉันก็กัดฟันทนจนผ่านมาได้ ถ้าลูกพีชแสดงออกมาว่าต้องการฉันจะไม่มีปัญหาเลย แต่ทางนั้นก็ปฏิเสธมาตลอดจนฉันคิดว่าคุณเดชคงล้มเลิกความคิด แต่เมื่อเดือนก่อนคุณเดชถึงขั้นส่งคุณเตชิตไปหาคุณทิพย์ให้ช่วยพูดกล่อมลูกพีช”

   “แล้วเขายอมไหมล่ะครับ”

   “ทุกทีไม่ แต่ครั้งนี้ยอม”

   “แบบนี้ค่อยสนุกหน่อย อาเตไปทำท่าไหนถึงสึกแม่ชีพิราอรได้” ชินดนัยกระตุกยิ้ม หากแต่พัชนันท์กลับหน้าตึง

   “แต่ฉันไม่สนุกกับใครทั้งนั้น ที่มาวันนี้ก็เพื่อตามแกกลับไปช่วยลูกพีชดูแลบาบิโลน บอกตามตรงว่าฉันไม่ไว้ใจลูกพีช”

   ชินดนัยลุกขึ้นเดินไปยังบาร์เครื่องดื่มเล็กๆ ในห้อง จัดการเทวิสกี้ใส่แก้ว แล้วเดินกลับมานั่งที่เดิมพร้อมยื่นแก้วให้น้าสาว “น้าลืมไปหรือเปล่าว่าผับนั่นมันเป็นสิทธิ์ของลูกพีชโดยชอบธรรมนะครับ เธอมีสิทธิ์จะทำมันยังไงก็ได้”

   “แต่จะเปลี่ยนบาบิโลนเป็นสถานปฏิบัติธรรมไม่ได้!”

   เหล้าในปากของชินดนัยพุ่งพรวด ก่อนที่ชายหนุ่มจะสำลักจนหน้าแดงก่ำ ทว่าแววตาของเขายังเปล่งประกายขบขันไม่เปลี่ยน

   “ถึงผมจะไม่มีความคิดเปลี่ยนผับเป็นสถานปฏิบัติธรรม แต่น้าไว้ใจผมหรือครับ”

   “ไม่!” พัชนันท์ตอบแบบไม่เสียเวลาคิด “กับแกฉันยิ่งไม่ไว้ใจ สิ่งเดียวที่ทำให้ฉันมั่นใจว่าจะฝากบาบิโลนไว้กับแกได้คือความสำมะเลเทเมาของแก ลูกพีชเป็นคนดีเกินกว่าจะมานั่งบริหารผับระดับบาบิโลนได้ ถ้าเป็นสถานปฏิบัติธรรมทิพย์พิมานฉันจะไม่สงสัยในความสามารถของลูกเลี้ยงฉันเลย”

   “เดี๋ยวๆๆ ฟังๆ ดูเหมือนผมจะมีประโยชน์ แต่ดูจะเป็นประโยชน์ในทางที่ไม่ดีเอาซะเลย”

   “แล้วสิ่งที่แกเพิ่งทำกับผู้หญิงคนนั้นไปสดๆ ร้อนๆ นี่ แกยังคิดว่าตัวเองดีอยู่อีกเหรอ”

   “หืม...อันนี้ก็ไม่ใช่สักหน่อย” ชินดนัยถึงกับคลึงขมับตัวเองอย่างกลัดกลุ้ม “พลาดครั้งเดียว เป็นตราบาปไปทั้งชีวิต”

   “อย่ามารำพึงรำพัน ฉันให้เวลาแกเตรียมตัว 3 วัน จัดการธุระทางนี้ให้เรียบร้อย แล้วบินตามฉันกลับกรุงเทพ ฉันคุยกับคุณเดชแล้วว่าจะให้แกช่วยสอนงานลูกพีช อย่างน้อยๆ ก็ยังพอถ่วงดุลกันไว้บ้าง ฉันจะได้พอวางใจว่าบาบิโลนจะยังไม่ปิดกิจการในเร็ววันนี้”

   “น้านันท์ห่วงแต่ผับ ไม่ห่วงลูกเลี้ยงเลยนะครับงานนี้ ถึงขั้นวางใจให้ผมสอนงานด้วย” ดวงตาของชินดนัยไหวระริกด้วยความสนุกสนานขี้เล่น

   พัชนันท์ยิ้มกว้างพลางเดินมาตบบ่าหลานชายแล้วตักเตือนอย่างรู้ซึ้งในสถานการณ์

   “ถ้าแกเจอลูกพีชตอนนี้แกจะเข้าใจเองว่าทำไมฉันถึงไม่ห่วงเขา แถมยังกล้าปล่อยให้อยู่กับแกอีก ชินเอ๊ย...ลูกเลี้ยงฉันน่ะนะอาจทำให้แกเปลี่ยนใจอยากลาบวชสัก 2-3 พรรษาเลยก็ได้”

   “ขนาดนั้นเชียว”

   “ไม่เชื่อก็คอยดูเองก็แล้วกัน หรือว่าฉันควรเตรียมการเรื่องงานบวชแกเสียเลยดีไหม”

   “คนบาปอย่างผมไม่กล้าทำผ้าเหลืองแปดเปื้อนหรอกครับ”

   “ไม่ต้องพูดมาก จัดการทางนี้ให้เรียบร้อยล่ะ ฉันกลับโรงแรมก่อน”

   “อ้าว...เดี๋ยวสิครับ น้านันท์ โธ่ ผมยังไม่ได้รับปากเลยนะ”

   พัชนันท์หยุดอยู่หน้าประตูและเอ่ยอย่างเฉียบขาดโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหน้าหลานชาย

   “ถ้าแกจัดการไม่ได้ ฉันก็จะบอกให้คุณเดชปิดผับนี้ซะจะได้หมดปัญหา”

   ชินดนัยผิวปากหวือเลยทีเดียวกับประโยคสุดท้าย ให้ตายไปเลยทำไมเอาแต่ใจกันขนาดนี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าแล้วเดินไปเติมวิสกี้ใส่แก้วแล้วกระดกดื่มรวดเดียวหมด

   ความร้อนของเครื่องดื่มทำให้เขาตื่นตัวมากขึ้น พยายามนึกถึงใบหน้าลูกเลี้ยงของน้าสาว ว่าไปแล้วระยะหลังเขากับพิราอรแทบจะไม่เคยพบหน้ากันเลย

   นี่จึงดูเป็นเรื่องพิลึกพิลั่นอยู่เหมือนกัน หากต้องร่วมงานก็คงจะต้องผูกมิตรกันใหม่ เขายังพอวางใจได้ว่าพิราอรไม่ใช่เด็กมีปัญหา หรือหากจะมีปัญหาเธอก็เลือกจะมีกับพ่อของเธอเฉพาะคนเดียวเท่านั้น คนอื่นสบายใจได้ เขายังมองไม่เห็นปัญหาที่น้าสาวกังวลเลยสักนิด น้านันท์นี่ชักจะอู้งานเกินไปแล้ว อยู่ๆ จะให้เขาไปเปลืองแรงสอนลูกเลี้ยงทำไมก็ไม่รู้

   “ให้สอนทำอย่างอื่นจะไม่บ่นเลยสักคำ” ชายหนุ่มบ่นพึมพำยิ้มๆ มือดึงลิ้นชัก หยิบกรอบรูปของสาวน้อยคนหนึ่งที่แอบขโมยมาจากบ้านธุวพร

   เด็กหญิงรูปร่างอวบอ้วนน่ารัก ถักเปียสองข้างฉีกยิ้มกว้างท่าทางทะเล้น แก้มทั้งสองข้างแดงปลั่งน่าหยิกหยอก พิราอรในวัยเด็กน่ารักน่าเอ็นดูนักขนาดเขาเห็นเพียงนิดเดียวยังต้องแอบจิ๊กรูปนี้มาเก็บไว้ดูแก้เครียด ก็ไม่รู้ว่าโตขึ้นมาจะสวยร้ายกาจขนาดไหน

   ชินดนัยจุ๊บเบาๆ เอ่ยเย้าคนในรูปภาพ

   “แล้วเจอกันนะจ๊ะพิราอร”




   พิราอรแตะคีย์การ์ดเข้าห้องพัก ถอดรองเท้าและโยนกระเป๋าไปอย่างไม่สนใจ เธอเพิ่งกลับมาจากสถานปฏิบัติธรรมและถูกแม่สั่งสอนมาชุดใหญ่เรื่องความกตัญญู แม่กำชับนักหนาว่าอย่าทะเลาะกับพ่อ ยิ่งกับคุณนันท์ด้วยแล้วยิ่งห้ามมีเรื่องด้วยเด็ดขาด นอกจากนี้แม่ยังขอร้องให้เธอกลับไปอยู่บ้าน ดูแลพ่อในระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัด

   หญิงสาวไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ไม่ตอบรับ เพราะรู้ว่าพ่อก็มีคุณนันท์คอยดูแลใกล้ชิด และเธอก็เชื่อมั่นว่าคุณนันท์จะดูแลพ่อได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ตรงข้ามถ้าแทรกเข้าไปก็จะอึดอัดใจกันเปล่าๆ แค่เธอมาชุบมือเปิบเข้าควบคุมกิจการในบาบิโลนคุณนันท์ก็คงจะไม่สบายใจนัก

   พิราอรลุกขึ้นเดินเข้าห้องนอน เวลาสองทุ่มกว่ายังหัวค่ำอยู่มากแต่เธอวางแผนไว้ว่าจะแอบไปสำรวจที่ทำงานใหม่สักหน่อย ดูสิว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ก็ใช่ว่าชีวิตนี้จะไม่เคยเข้าผับเข้าบาร์ แต่เลือกที่จะไม่เข้ามากกว่าและเมื่อผ่านช่วงวัยรุ่นอารมณ์อยากเที่ยวเตร็ดเตร่ก็หายไปด้วย เก็บแรงไว้ทำงานยังจะดีเสียกว่าไปอดหลับอดนอน เสียงเพลงก็ดังหูจะพังเสียไม่คุ้มกัน

   แล้วก็มาถึงจุดที่พิราอรคิดไม่ตก หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เปิดตู้เสื้อผ้าไม่เห็นว่าจะมีชุดใดเหมาะใส่ไปเที่ยวกลางคืนเลย หญิงสาวหัวเราะขำตัวเอง นี่เธอเพิ่งจะสังเกตว่าเสื้อผ้าในตู้เหมาะจะใส่เข้าวัดมากกว่าไปผับ ดูมันเรียบร้อยและมิดชิดไปซะทุกชุดเลย

   กว่าจะได้ชุดที่ถูกใจพิราอรก็แทบจะยกทั้งตู้เทออกมาดู หญิงสาวเลือกชุดเดรสเข้ารูปสีดำสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย ตัวเสื้อปักเลื่อมวิบวับยามกระทบกับแสงไฟดูแล้วก็เหมาะกับไปสำรวจงานที่บาบิโลนดี จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมอีกตัวมาสวมทับ แค่นี้ก็ไม่โป๊ ไม่น่าเกลียด ไปลุยได้



   บาบิโลนในคืนวันอาทิตย์คึกคักไม่ต่างจากวันศุกร์ ผู้คนยังคงเข้ามานั่งดื่ม เต้นรำกันแน่นผับ พิราอรยืนเม้มปากตรงทางเข้า พยายามมองหาที่ว่างสำหรับตัวเองแต่มันมืดไปหมด มีเพียงแสงไฟสลัวกับแสงสีที่หมุนไปมาน่าเวียนหัว

    “ขอโทษนะคะ ได้จองโต๊ะไว้หรือเปล่า” พนักงานสาวเดินเข้ามาสอบถาม พิราอรส่ายหน้าปฏิเสธ อีกฝ่ายจึงถามต่อ “มากี่ท่านคะ”

   “คนเดียวค่ะ”

   “เชิญด้านนี้เลยค่ะ”

   พิราอรเดินหลบผู้คนตามพนักงานสาวคนนั้นไปจนถึงโต๊ะว่างที่ค่อนข้างจะเป็นมุมอับ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคนที่มาแบบฉายเดี่ยว หญิงสาวไม่ดื่มแอลกอฮอล์จึงสั่งน้ำอัดลมไป ทั้งที่ใจจริงอยากสั่งน้ำผลไม้มากกว่าแต่คิดแล้วเธอมาผับ จะมานั่งจิบน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพก็ดูจะชอบกลอยู่

   พนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟแล้วมองเธอยิ้มๆ ก่อนโค้งกายแล้วถอยกลับไป พิราอรเริ่มมองสำรวจบรรยากาศรอบตัว เสียงเพลงยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม เธอกลืนน้ำลายเพราะรู้สึกว่าหูอื้อ

   “เสียงดังชะมัด นี่มันเกินค่าปกติหูคนจะรับได้แล้วนะ”

   สมุดโน้ตเล่มน้อยถูกดึงออกมาจากกระเป๋า หญิงสาวก้มจดปัญหาที่จะต้องแก้ไข ข้อแรกเรื่องเสียงดัง เรื่องต่อมาคือแสงสว่าง เวลาผ่านไปเธอยังคงนั่งเก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงวัยของกลุ่มลูกค้า เครื่องดื่มและกับแกล้ม สลับกับการก้มๆ เงยๆ เดี๋ยวมองเดี๋ยวจดอย่างไม่สนใจผู้ใด

   ชินดนัยใจตรงกันกับพิราอรเพียงแต่ต่างคนต่างไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมา ในขณะที่ฝ่ายหญิงสาวจดสิ่งที่เธอต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ฝ่ายชายก็กำลังคลอเคลียอยู่กับสาวนักเที่ยวนางหนึ่งที่เพิ่งจะพบหน้ากันเมื่อชั่วโมงก่อน

   เมื่อไฟรักจุดปะทุคุกรุ่นได้ที่ชินดนัยกระซิบชวนคู่เต้นให้ไปหาที่เงียบๆ คุยกัน ทั้งคู่สบตาแล้วก็รู้ซึ้งถึงนัยของคำพูดนั้น ไม่มีคำปฏิเสธหลุดออกมาจากปากสาว ชายหนุ่มจึงโอบประคองคู่เต้นของตนที่ดูเมามายไม่ได้สติแบบปัจจุบันทันด่วนมาทางห้องน้ำ ซึ่งทางนั้นจะต้องผ่านโต๊ะของแม่สาวเรียบร้อยที่เหมือนเอาการบ้านจากโรงเรียนมานั่งทำในผับ

   ชินดนัยสะดุดตาจึงหยุดเดิน เพ่งมองให้ชัดๆ ด้วยความที่ไม่เคยเจอกันมานานเขาไม่มีทางรู้ว่านั่นคือพิราอรในปัจจุบัน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นคนขยันยังคงมุ่งมั่นกับสมุดการบ้านในมือ

   “อื้ม...อย่าซนสิจ๊ะ” เพราะมืออันซุกซนของคนในอ้อมแขนทำให้เขาครางออกมาอย่างซ่านสยิว

   “พี่หยุดเดินทำไมล่ะคะ หรือว่าเราจะ...ตรงนี้”

   “หายมึนแล้วเหรอ” ชายหนุ่มดักคอ กวาดตามองหาคนสนิทแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ก่อนจะบอกกับคนในอ้อมแขน “หายมึนแล้วก็ดีเลย พอดีพี่เพิ่งนึกได้ว่ามีนัดกับคุณแม่น่ะจ้ะ ถ้าน้องไม่รังเกียจไปต่อกับเพื่อนพี่ได้นะ พี่ขอตัวก่อน ทิตฝากดูแลน้องต่อที ฉันมีธุระ”

   “อ้าวแล้วคุณชินจะไปไหนครับ”

   “ไปโทรคุยกับน้านันท์หน่อย”

   สาทิตลูกน้องคู่ใจส่ายหน้ารับคู่เต้นของเจ้านายเอาไว้ ดูเธอจะสะบัดกายไม่ยอมให้เขาจับง่ายๆ ผิดกับเมื่อกี้ที่อ่อนระทวยในอ้อมแขนชินดนัยราวคนละคน สาทิตรู้วิธีรับมือผู้หญิงของเจ้านายดี รายนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นเกินรับ

   ชินดนัยชะโงกหน้าออกมาดูเห็นลูกน้องลากแม่สาวคนนั้นไปส่งกลุ่มเพื่อนของเธอก็เป่าลมออกจากปากอย่างโล่งใจ รีบกดโทรศัพท์หาน้าสาว

   “ว่าไง”

   “น้านันท์ผมถามอะไรหน่อยสิ”

   “ว่ามา”

   “ลูกพีชหน้าตาเป็นไง”

   “น่ารักมาก แกเห็นแล้วจะต้องตะลึงไปสามวันเจ็ดวัน”

   ชายหนุ่มร้องเฮ้อดังๆ ถ้าจะมีตำแหน่งแม่เลี้ยงดีเด่น น้าสาวเขาไม่พลาดแน่นอน “น้าก็พูดเกินจริง อันนั้นมันต้องระดับนางฟ้าแล้วครับ”

   “ฉันไม่เถียง เพราะลูกเลี้ยงฉันน่ะนางฟ้าลงมาจุติชัดๆ เรียบร้อย แสนดี มีเมตตา เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ เข้าวัดธรรมะธัมโม ตรงข้ามกับแกทุกอย่าง”

   “ไม่จริงล่ะมั้ง ไหนส่งรูปปัจจุบันให้ดูหน่อยสิครับ”

   “จะเอาไปทำไมเดี๋ยวก็ได้เจอกัน” น้าสาวพูดแล้วเงียบหายไปครู่หนึ่ง “ส่งไปให้แล้ว นั่นแหละลูกพีชปัจจุบัน”

   “ขอบคุณนะครับ” ชายหนุ่มแสร้งจุ๊บใส่ ได้ยินเหมือนเสียงบ่นแต่ไม่สนใจจะฟัง

   วางสายจากพัชนันท์เสร็จชินดนัยก็เปิดดูรูปของพิราอร ซูมดูชัดๆ เปรียบเทียบให้แน่ใจ ก่อนนัยน์ตาของชายหนุ่มจะพราวระยับขึ้นมา

   ถึงเวลาสนุกของเขาแล้ว อย่าโกรธกันเลยนะลูกพีช หากจะโกรธก็ขอให้ไปโกรธพรหมลิขิตโน่นที่พาให้เธอเข้ามาในวงโคจรชีวิตของเขา

   ชินดนัยขยับเสื้อนอกให้เข้าที่ ดวงตาหรี่มองตรงไปยังโต๊ะของหญิงสาวที่กำลังจดบันทึกอย่างคร่ำเคร่ง สมองคิดหาแผนการขณะก้าวเท้าเข้าไปอย่างมาดมั่น ถึงโต๊ะก็นั่งลงโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของ

   พิราอรเงยหน้าขึ้นมองก็พบกับรอยยิ้มกว้างขวางของแขกที่ไม่ได้เชิญพร้อมคำทักทายที่ทำให้เธอแทบตบะแตก

   “ต้องการคนช่วยสอนการบ้านมั้ยจ๊ะสาวน้อย”


+++++++++++++++++++++

เขาเจอกันแล้วววววว ความบันเทิงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ก่อนเขาเจอกันนั้น ช่างมันเถอะค่ะ 5555555

รชด ดำดินหนีออก ตปท ผ่านช่องทางธรรมชาติ งืออออออ

9
บทนำ

   สำนักปฏิบัติธรรมทิพย์พิมานตั้งอยู่ท่ามกลางสถานที่อันเงียบสงบ ลานด้านหน้าเป็นป่าไผ่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบ ไกลออกไปจะมีไม้ยืนต้นอย่างเช่น ประดู่ พะยูง และยังไม้หอมจำพวกพิกุลช่วยบังเงาแดด ระหว่างวันจะมีลมพัดผ่านตลอดเหมาะสมกับการเจริญสมาธิ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งวิปัสสนาหรือเดินจงกรม นับเป็นสถานปฏิบัติธรรมยอดฮิตของหลายคนในเมือง ใช้หลีกหนีความวุ่นวายช่วงสุดสัปดาห์เพื่อแสวงหาความสงบทางจิตใจอย่างแท้จริง

   แต่ใครจะรู้เลยว่าความวุ่นวายกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่

   รถตู้สีควันบุหรี่แล่นผ่านซุ้มประตูทางเข้าด้วยความเร็วมากเกินกว่าจะใช้ในสถานที่แห่งนี้ มันวิ่งไปจอดใต้ต้นประดู่ป่าต้นใหญ่สี่คนโอบ รถยังจอดไม่สนิทดีด้วยซ้ำทว่าประตูกลับเปิดออกด้วยความรีบร้อนของคนที่นั่งใจคอร้อนรุ่มมาตลอดทาง

   เตชิตทนายประจำตระกูลธุวพรใช้แขนหนีบกระเป๋าเอกสารกับลำตัว ก้าวลงจากรถมายืนปาดเหงื่อ ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย มองสอดส่ายหาใครบางคน ก็พอดีกับที่เจ้าของสถานปฏิบัติธรรมเดินเข้ามาต้อนรับทักทาย

   “คุณเตชิต”

   “คุณทิพย์”

   คุณทนายยิ้มกว้างแทบอยากจะกระโดดกอดอีกฝ่ายด้วยความดีใจเป็นล้นพ้น แต่ติดตรงทิพย์รดานุ่งขาวห่มขาว ดวงหน้าผ่องใส มีรอยยิ้มน้อยๆ คล้ายพระโพธิสัตว์เตรียมโปรดสัตว์ยังไงอย่างนั้น เขาจึงต้องยั้งไว้

   “โชคดีจริงๆ เจอคุณทิพย์พอดี ผมกำลังมองหาอยู่เลยครับว่าจะไปติดต่อสอบถามได้ตรงไหน”

   “คุณเตชิตมาหาฉันหรือคะ งั้นเชิญนั่งตรงม้าหินนั่นก่อนนะคะ ฉันจะไปหาน้ำมาให้”

   “มะ...ไม่รบกวนดีกว่าครับ เชิญคุณทิพย์มานั่งคุยกับผมสักครู่ดีกว่า ผมมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษาครับ”

   ทิพย์รดามองทนายประจำตระกูลของอดีตสามีอย่างครุ่นคิด สิบกว่าปีแล้วที่เธอไม่ได้พบกับเตชิตซึ่งก็เท่ากับช่วงเวลาที่หย่าขาดจากสามีนั่นเอง หลังจากเลิกกันแล้วเธอก็มาบุกเบิกและหมกตัวอยู่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ ตัดขาดความวุ่นวายทางโลกอย่างเด็ดขาด แต่ที่ยังไม่โกนหัวบวชชีเต็มรูปแบบก็เพราะยังมีห่วง

   ห่วงเดียวที่ไม่อาจทำใจทอดทิ้งตัดขาดได้ลง ต่อให้ยอมปล่อยกายใจจากสิ่งเหนี่ยวรั้งทั้งปวงในโลกได้แต่ทิพย์รดาไม่อาจทอดทิ้งพิราอรลูกสาวคนเดียวของตัวเองได้

   “คุณเตชิตมีเรื่องอะไรก็ว่ามาเถอะค่ะ”

   “คุณทิพย์ทราบเรื่องที่คุณเดชป่วยหรือยังครับ”

   “พีชเคยเล่าให้ฟังอยู่ค่ะ อาการก็ไม่น่ากังวลนี่คะแค่เป็นเนื้องอกเอง การแพทย์เดี๋ยวนี้ทันสมัยมาก อีกอย่างคุณเดชก็เป็นคนแข็งแรงผ่าตัดแล้วอีกไม่นานคงจะเดินปร๋อ”

   “ครับ ทางหมอก็บอกว่าไม่ต้องกังวล แต่ที่มาไม่ใช่เรื่องนี้หรอกครับ”

   เตชิตเม้มปากเหมือนไม่อยากพูด เพราะรู้นิสัยอีกฝ่ายดี ทิพย์รดาใจเด็ดขนาดไหนไม่ต้องสาธยายกันให้มากเรื่อง ลงว่าตัดสินใจอะไรไปแล้วหน้าไหนก็เปลี่ยนใจเธอไม่ได้ ดูอย่างเจ้านายเขานั่นเป็นไง ใครๆ ก็ต่างกลัวเกรงบารมีแต่กับอดีตภรรยาคนนี้แม้แต่รั้งให้เธออยู่ด้วยยังทำไม่ได้เลย ภาระโน้มน้าวใจจึงตกมาถึงมือทนายอย่างเขา

   คุณทนายใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ซึมออกมาตามใบหน้า มองทิพย์รดาก่อนตัดสินใจลุยต่อ ในเมื่อมันเป็นหน้าที่เขาก็ต้องทำ

   “คุณเดชจะยกบาบิโลนให้หนูพีชครับ”

   “อะไรนะคะ”

   เสียงนั้นไม่ใช่ของทิพย์รดา คราวนี้สายตาทั้งสองคู่หันไปยังต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง มันเป็นเสียงของหญิงสาวโครงหน้าคมคาย ดวงตาที่เคยเป็นประกายอ่อนหวานบัดนี้วาววับอย่างกับแม่เสือ ริมฝีปากเม้มคล้ายกำลังระงับอารมณ์ตัวเองอย่างยิ่งยวด หญิงสาวก้าวเข้ามาใกล้สองคนที่นั่งคุยกันอยู่

   และนี่คือ พิราอร ธุวพร ลูกสาวคนเดียวของทิพย์รดากับสามีเก่า...

   พิราอรนุ่งขาวห่มขาวเช่นเดียวกันกับแม่ ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์หากไม่ติดงานเธอก็จะมาปฏิบัติธรรมอยู่กับแม่ ในยามปกติบุคลิกของหญิงสาวก็คล้ายคลึงกับทิพย์รดาอยู่มาก สงบ เยือกเย็น และมักจะไม่สร้างปัญหาให้ตัวเองยุ่งยาก ชื่นชอบความสันโดษ ใช้ชีวิตทำงานไปเงียบๆ ไม่ก้าวก่ายชีวิตใคร แต่ที่แม่ลูกแตกต่างกันในยามนี้คือใบหน้าคนเป็นลูกสาวบูดบึ้ง จังหวะการเดินรวดเร็ว บ่งบอกอารมณ์อันคุกรุ่นพร้อมมีเรื่อง

   การเห็นทนายของพ่อโผล่มานั่งในสถานปฏิบัติธรรมของแม่ย่อมไม่ใช่เรื่องดีนัก และพิราอรก็รู้ดีว่ามันจะต้องเป็นเรื่องที่เธอเคยปฏิเสธไปแล้ว ดูเหมือนว่าพ่อจะไม่ยอมรามือเรื่องนี้จริงๆ

   “สวัสดีค่ะอาเต นี่ถึงขนาดมาหาคุณแม่เลยหรือคะ พีชว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะและอีกอย่างเราไม่น่าจะมานั่งพูดถึงแหล่งอโคจรในสถานที่ปฏิบัติธรรมนะคะ”

   เตชิตยิ้มอีหลักอีเหลื่อยกมือปาดเหงื่อเพื่อหลบสายตาคมกริบของลูกสาวเจ้านาย คนทั่วไปมักคิดว่าพิราอรอ่อนหวานเหมือนคุณทิพย์ ฮึ! เขานี่ขอแย้งสุดชีวิต ไอ้ที่เห็น ที่คิดน่ะ ไม่ใช่ที่เขาเจอหรอก ทนายประจำตระกูลถอนสะอื้นในอก งานนี้ไม่ง่าย อุตส่าห์แอบมาหวังเจรจาเงียบๆ ยังมาเจอพิราอรเข้าจังอีก เวรกรรมอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้

   “หนูพีชทำไมพูดแบบนั้นล่ะ อย่าเสียมารยาทกับอาเตสิลูก”

   พิราอรกระตุกยิ้มมุมปาก จ้องหน้าคุณทนายเขม็ง “แม่คะ พีชขอเถอะค่ะ เรื่องอื่นพอยอมได้ แต่เรื่องนี้พีชไม่อยากคุยค่ะ พีชเกลียด”

   “พีช!”

   “หนูพีช!”

   “ค่ะ นี่พีชเอง”

   “ถ้าไม่ฟังกัน แม่ไล่กลับจริงๆ นะ ไปค่ะ ไปกวาดลานไผ่เตรียมเดินจงกรม”

   “แต่แม่คะ”

   “พีช...” ทิพย์รดาลากเสียงยาวปรามลูกสาว “คุณอาเตมาคุยธุระกับแม่ แม่ขอเป็นการคุยแบบส่วนตัวนะคะ”

   พิราอรหน้างอ ทุกครั้งที่แม่ลงน้ำเสียงแบบนี้เป็นสัญญาณบอกให้เธอถอย หญิงสาวตวัดสายตาไปยังทนายนั่งยิ้มแหยแล้วก็เดือดดาลหนักกว่าเดิมเพราะขัดใจที่ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายต้องยอมถอยออกไป

   “ต้องขอโทษแทนหนูพีชด้วยนะคะ ว่าไปแล้วก็เป็นความผิดฉันที่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้”

   “ไม่หรอกครับ หนูพีชแกเป็นเด็กน่ารักและเข้มแข็งมาก ขนาดคุณทิพย์มาอยู่นี่แกยังดูแลตัวเองได้ดี เพียงแต่แกมีขีดจำกัดของแก เรื่องไหนยอมรับฟังก็ไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องไหนที่มันเหลือรับในความรู้สึก มันก็จะเป็นอย่างที่เราเห็นกันนี่ละครับ อันที่จริงเรื่องของบาบิโลนหนูพีชก็มีเหตุผล เพียงแต่ว่าคุณเดชยืนกรานไม่ยอมเท่านั้นเอง ยังไงก็จะยกผับนั้นให้หนูพีชให้ได้”

   “ดื้อพอกันทั้งคู่ค่ะ”

   ทิพย์รดาถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นสุภาษิตกล่าวไว้ไม่ผิดเลย พิราอรเหมือนพ่อก็ข้อนี้เอง ดื้อแพ่งพอกัน บทจะว่าไม่ ให้กล่อมเท่าใดก็ไร้ผล

   “ฉันถามจริงๆ เถอะค่ะ ทำไมคุณเดชถึงคิดจะยกที่นั่นให้หนูพีชล่ะคะ คุณนันท์ก็ดูแลบริหารได้ดีไม่มีปัญหาไม่ใช่เหรอคะ”

   “ข้อนี้ก็ถูกต้องตามคุณทิพย์เข้าใจครับ เพียงแต่ดูแลดีแล้วไม่มีคนดูแลต่อธุรกิจมันไม่งอกเงยขึ้นมาหรอกครับ ถึงคุณนันท์จะแต่งงานกับคุณเดชมาหลายปีแต่ก็ไม่มีทายาทด้วยกันเลย หรือถึงจะมี ยังไงบาบิโลนก็ยังจะเป็นของหนูพีชอยู่ดีครับ”

   เตชิตลำบากใจเหลือจะกล่าว ถ้าบาบิโลนเป็นวัดหรือวิหารเรื่องมันคงจะง่ายกว่านี้

   “คุณทิพย์ก็รู้ว่าคุณเดชรักบาบิโลนขนาดไหน สมบัติอย่างอื่นจะยกให้ใครก็ได้แต่เป็นตายยังไงบาบิโลนก็ต้องเป็นของหนูพีช”

   “ฉันก็เข้าใจคุณเดชนะคะ ถึงไงเลือดย่อมต้องข้นกว่าน้ำ คุณเดชรักหนูพีชมาก แต่เรื่องนี้ฉันไม่รู้จะช่วยยังไง พีชเขาไม่ได้สนใจธุรกิจนี้ของพ่อเลย”

   สำหรับทิพย์รดาลูกสาวก็คือผ้าขาว งดงามด้วยคุณค่าทางจิตใจ แม้จะมีปมเรื่องครอบครัวแตกแยก ทว่าพิราอรก็ไม่เคยประชดชีวิตให้เป็นปัญหาสังคม ยิ่งรู้สึกว่าขาดมากเท่าไรลูกสาวคนนี้ก็ยิ่งให้กับคนที่ยากไร้มากกว่าเสมอ การจะให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในที่อโคจรอย่างบาบิโลนจึงเป็นภารกิจยากพอๆ กับย้ายพระอาทิตย์ไปขึ้นทางทิศตะวันตก โอกาสจะสำเร็จของเตชิตไม่มีเลย

   “ผมอยากขอร้องให้คุณทิพย์ช่วยคุยกับหนูพีช”

   ทิพย์รดาสบตาทนายแล้วยิ้มอ่อน เตชิตคะยั้นคะยอไม่ยอมง่ายๆ

   “ผมหมดหนทางแล้วจริงๆ ถึงได้บากหน้ามาที่นี่ ยอมเป็นคนบาป เอาเรื่องร้อนใจมาขอให้คุณทิพย์ช่วยเหลือ”

   “บอกตามตรงว่าฉันกับคุณเดชขาดจากกันนานแล้ว เรื่องของเขาฉันไม่อยากยุ่งเพราะจะสะเทือนกันไปหมด คุณนันท์เองก็คงไม่ยินดีนักหรอกค่ะ เขาเหนื่อยกับคุณเดชมามาก”

   “เรื่องนี้คงจะเลี่ยงลำบากครับ คนเดียวที่หนูพีชยอมฟังก็เห็นมีแต่คุณทิพย์เท่านั้น ผมขอร้องละครับ” เตชิตพนมมือขึ้นเตรียมกราบ ทิพย์รดาเห็นเข้าก็รีบร้องห้าม

   “คุณเตอย่าทำอย่างนี้เลยค่ะ ฉันลำบากใจนะคะ”

   “ช่วยผมด้วยนะครับคุณทิพย์”

   ทิพย์รดาลำบากใจอย่างยิ่ง โดยส่วนลึกเธอยินดี ลูกสาวไม่คิดอยากได้สถานบันเทิงแห่งนั้นถูกต้องแล้ว เพราะตัวเธอเองก็ไม่เคยคิดอยากเกี่ยวข้องถึงได้ขอแยกตัวออกมาปฏิบัติธรรมเงียบๆ คนเดียว ยอมปล่อยมือจากชายคนรักเมื่อไม่อาจเปลี่ยนความคิดของเขาได้ สถานบันเทิงแห่งนั้นคือบาปอันน่ารังเกียจ แหล่งมั่วสุมมอมเมา ผู้คนสิ้นไร้สติสัมปชัญญะ ลุ่มหลงกามาและอกุศลอีกหลายอย่าง

   เดชทัตไม่ควรสร้างมันขึ้นมา ทิพย์รดาไม่อาจทัดทานความตั้งใจสามีได้ ต้องยอมรับว่าเขามีโชคทางนี้ จะกี่ปัญหาร้อยพันเกิดขึ้นล้วนถูกจัดการอย่างเงียบเชียบเรียบร้อย ทิพย์รดารับรู้ กลัดกลุ้ม รุ่มร้อนจนในที่สุดก็ถึงจุดแตกหัก เพราะไม่อาจทนเห็นลูกสาวที่กำลังเติบโตสานต่อธุรกิจพ่อ ต้องเดินเข้าออกใช้ชีวิตในผับราวกับเป็นบ้านหลังที่สอง
ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างเดชทัตจะต้องปลูกฝังให้ลูกเป็นอย่างเขา จิตใจหยาบกระด้าง เย็นชาจนเกือบจะกลายเป็นคนไร้หัวใจ ไม่รู้บาปบุญคุณโทษ

   หลังจากหย่าขาดกันได้ 5 ปี เดชทัตแต่งงานใหม่กับพัชนันท์เลขาคู่ใจของเขา พัชนันท์เป็นผู้หญิงสวย ฉลาด ปราดเปรียว และรู้ฐานะของตัวเองดีว่าอยู่ในจุดไหน ทุกครั้งที่ได้เจอกันฝ่ายนั้นก็ยังให้ความเคารพนบนอบต่อทิพย์รดาเหมือนเช่นวันวาน การกระทำนั้นจริงใจไม่ได้เสแสร้งเหมือนนางร้ายในละคร

   วันที่เดชทัตแต่งงาน พิราอรขออนุญาตแยกตัวออกมาอยู่คอนโดเพียงลำพังโดยที่ใครก็ไม่อาจคัดค้านได้ พิราอรไม่ได้ต่อต้านที่พ่อแต่งงานใหม่ การย้ายออกเป็นเหตุผลความสะดวกในเรื่องงาน ซึ่งทุกคนเถียงไม่ได้ แม้ไม่เห็นด้วย
   ทิพย์รดารับรู้ว่าความสัมพันธ์พ่อลูกไม่ราบรื่นนัก เดชทัตรักลูกสาวมาก พิราอรก็รักพ่อแต่งานของพ่อกลับนึกชิงชัง คนเป็นแม่จึงได้แต่อบรมให้ลูกตระหนักรู้ ไม่ว่าอย่างไรพิราอรก็หนีความจริงไม่พ้น ต่อให้ไม่ชอบใจแต่เดชทัตก็ยังเป็นพ่อบังเกิดเกล้า ลูกที่ดีจะต้องกตัญญูรู้คุณ

   หรือสิ่งที่ทิพย์รดากลัวมาตลอดกำลังจะเกิดขึ้นกันหนอ ไม่อยากให้ลูกเกี่ยวข้องกับผับ แต่ก็ต้องยินยอมรับมันมาเป็นสมบัติตน ดูท่าโชคชะตาจะไม่เหลือหนทางให้หลีกเลี่ยงได้เลย

   หลังจากนั่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดทิพย์รดาก็ยอมรับปากว่าจะลองคุยกับลูกสาวให้ แต่ไม่รับรองว่าจะสำเร็จหรือไม่ คุณทนายยิ้มกว้างเหมือนยกภูเขาออกจากอก
   “แค่คุณทิพย์รับปาก ผมก็ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรแล้วครับ” นัยน์ตาของเตชิตแดงเรื่อ สีหน้าเหมือนคนอยากจะร้องไห้เต็มแก่
   “พีชเขามีความคิดคล้ายกับฉัน ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าผลจะออกมาแบบไหน แล้วฉันจะให้แกไปให้คำตอบกับคุณเตนะคะ”
   “ผมไม่รู้จะตอบแทนคุณทิพย์ยังไงดี”
   “ไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ”
   “ผมคงต้องขอตัวเลยครับ เพราะต้องกลับไปคุยกับคุณเดชต่อในช่วงที่ท่านพักงาน”
   “ฝากความระลึกถึงคุณเดชด้วยนะคะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงในเร็ววัน”
   “แล้วผมจะบอกให้ครับ”
   เตชิตลาทิพย์รดาและกลับขึ้นรถตู้ไปด้วยสีหน้าแตกต่างจากขามาลิบลับ แม้ความหวังจะริบหรี่แต่อย่างน้อยพิราอรก็เชื่อฟังแม่มากกว่าใคร ขอแค่ทิพย์รดาออกปากเองมีหรือจะไม่เป็นผล ทนายประจำตระกูลยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว
   “เจ้าพระคู๊น....ถ้างานนี้สำเร็จ ลูกช้างจะบวชสักพรรษา ขออย่าให้หนูพีชปฏิเสธเลยเถิด”



   พิราอรรอจนรถของทนายประจำตระกูลพ้นซุ้มประตูจึงเดินเข้าไปหาทิพย์รดา สองแม่ลูกมองหน้ากันคนหนึ่งเป็นกังวล ลำบากใจ ส่วนอีกคนไม่พอใจ หงุดหงิด

   “พีชไม่รู้ว่าพ่อคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงต้องบังคับให้รับบาบิโลนด้วย ทำไมไม่ยกให้คุณนันท์ไปเลย”

   “พ่อก็มีเหตุผลของพ่อนะลูก คุณนันท์จะเก่งกาจยังไงก็ไม่มีคนสืบทอดดูแลต่อ พ่อคงคิดถึงจุดนี้ถึงได้คิดยกมันให้พีช”

   “แม่ก็รู้ว่าพีชไม่อยากได้ อะไรที่ได้มาจากบาบิโลนพีชไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย”

   ทิพย์รดายกมือลูบหัวลูกสาวอย่างเข้าใจ พิราอรทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่ยอมรับเงินจากผู้เป็นพ่อเพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากบาบิโลนและสถานบันเทิงในเครืออีกหลายแห่ง เงินที่ได้มาแม้จะสุจริต แต่มันก็ไม่ได้สะอาดนักหรอก พิราอรบอกเหตุผลที่ไม่รับเงินพ่อเพราะไม่สะดวกใจจะใช้มัน หากพ่ออยากให้ก็ขอให้ไปบริจาควัดหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก คนชรา เผื่อผลบุญจะหนุนนำให้พ่อเปลี่ยนใจเลิกทำธุรกิจนี้เสียที

   “พีชฟังแม่นะลูก แม่เองก็ไม่อยากยุ่งเรื่องนี้แล้วก็ไม่อยากให้ลูกยุ่งด้วย แต่ดูแล้วพ่อของพีชน่าจะตั้งใจจริงๆ คุณอาเตถึงต้องมาเอง เอาแบบนี้ดีมั้ยถ้าไม่สะดวกใจจะรับดูแลตลอดไปเราก็ลองเสนอเวลารับมาแค่ช่วงคุณพ่อพักรักษาตัว พออาการพ่อดีขึ้นเราค่อยมาปรึกษาหาทางออกกันอีกที”

   “หรือไม่...กว่าจะถึงวันนั้นพีชคงเปลี่ยนบาบิโลนเป็นวิหารกลางกรุงไปแล้ว”

   ทิพย์รดายิ้มอ่อนโยนกับคำพูดนั้น “แม่ไม่เคยสงสัยในความสามารถของลูกเลย”

   “แม่ก็...”

   “ตกลงว่ายอมรับแล้วใช่มั้ย”

   “ไม่ค่ะ”

   “อ้าว แล้วกัน แม่เกือบจะโล่งใจแล้วเชียว”

   “แม่ไม่ห่วงพีชแล้วเหรอ” พิราอรสงสัย รู้ดีว่าแม่ไม่ปรารถนาให้เธอเฉียดใกล้บาบิโลนเลยด้วยซ้ำ วันนี้ถึงกับออกหน้าแทนพ่อ เธอคิดว่าแม่ก็คงมีเหตุผล

   “ห่วงสิลูก เคยห่วงยังไงก็ยังห่วงอยู่ แต่พีชในวันนี้ไม่เหมือนพีชในวันนั้น แม่เชื่อว่าหนูคิดเป็นและมีสติ มีความรู้ตัว สิ่งเหล่านี้จะเป็นเกราะป้องกันอบายมุขทั้งหลายที่จะเข้ามา กตัญญูกตเวทีนะลูกถึงเราจะไม่ชอบอย่างไรแต่สิ่งที่พ่อทำก็เพื่ออยากให้เราอยู่ดีมีสุข ครั้งนี้ก็ถือว่าตอบแทนพ่อเขานะลูก”

   “จะทำยังไงดีคะแม่...พีชรักพ่อนะคะ แต่พีชเกลียดที่นั่น”

   พิราอรสวมกอดซุกหน้ากับอกแม่ ลังเลใจและหวาดหวั่น ตลอดชีวิตของเธอเคยไปเหยียบเข้าไปในบาบิโลนแค่ครั้งเดียว เป็นครั้งเดียวที่ทำให้เธอถึงกับสูญเสียครอบครัว มันคือจุดเริ่มต้นการหย่าร้างของพ่อกับแม่ หากย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไม่ทำอย่างนั้น สำหรับเธอแล้วบาบิโลนคือหายนะ

   สติ หญิงสาวตั้งใจระลึกถึงคำสอน ใช่...ต่อไปนี้จะต้องใช้สติให้มากกับแม่เลี้ยงไม่มีปัญหา พัชนันท์ไม่ใช่แม่เลี้ยงใจร้ายเหมือนในนิทานและตัวเธอก็ไม่ใช่ซินเดอเรลล่า ที่เธอแยกตัวออกมาก็เพราะไม่สะดวกใจจะอยู่แค่นั้น ปัญหาทางใจต้องใช้เวลาเยียวยา

   ธรรมะคือที่พึ่ง เมื่อแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวเธอก็เริ่มมาหาแม่บ่อยขึ้น มาค้าง มาช่วยทำความสะอาดสถานที่ มันทำให้เธอปลอดโปร่งใจ พอมีเวลาจึงมาอยู่ที่นี่จนบางทีก็คิดว่าอยากบวชเพื่อที่แม่จะได้เลิกห่วงเธอเสียที แต่แม่นั่นแหละที่ไม่ยอมให้เธอบวช สุดท้ายเธอก็ต้องกลับเข้าวงจรคนบาปจนได้ แถมคราวนี้ต้องควบคุมดูแลทั้งหมดแบบเต็มตัว บาปคราวนี้เธอจึงชดใช้ยังไงหมดนะ

   พิราอรถอยออกมาสบตากับแม่ รอยยิ้มของแม่ทำให้เธอคลายกังวล น้ำเสียงของแม่ก็เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ

   “แม่เชื่อว่าพีชจะจัดการทุกอย่างได้ดี”

   “ด้วยการเปลี่ยนผับของพ่อให้เป็นสถานปฏิบัติธรรม ผลบุญนี้คงทำให้พีชชนะหมู่มารทั้งหลาย”

   “มันจะทำให้ลูกพบเจอแต่คนดีๆ จ้ะ”

   ในที่สุดพิราอรก็ตัดสินใจได้

   “เฮ้อ...งั้นก็ลองดูสักตั้งนะแม่ แล้วแม่จะรู้ว่าพีชเก่งแค่ไหน”

   ส่วนพ่ออาจจะต้องเสียใจที่คิดยกบาบิโลนให้อยู่ในกำมือของเธอ!!!




++++++++++++++++++++
บทแรกให้ฝ่ายธรรมะนำไปก่อน
แล้วหมู่มารจะตามมาค่ะ บอกได้แค่ว่าแซ่บบบบบ 5555555

10
บทนำ

   นานเท่าใดแล้วที่ไม่เคยได้เหยียบย่างกลับมา ณ ที่แห่งนี้ นานจนเกือบลืมความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยหอมหวานอุ่นซ่านในหัวใจ แต่ก็นั่นแหละอดีตก็เหมือนสายน้ำไม่มีวันย้อนคืน เมื่อผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป

   ชวินกวาดตามองรอบบริเวณที่ยืนอยู่แล้วยิ้มมุมปาก เสียงผู้คนเฮลั่นแข่งกับเสียงแตรวงดัง ถัดมาไม่กี่อึดใจเพลงมหาชัยก็บรรเลงส่งเจ้านาคเข้าอุโบสถ ผู้ที่ไม่ได้ตามเจ้านาคเข้าร่วมพิธีในอุโบสถเริ่มทยอยเดินออกมา หลายคนที่จำได้ก็ยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง ซ้ำยังมีน้ำใจชวนกินข้าวที่ทางเจ้าภาพเตรียมจัดไว้ใต้ต้นประดู่ใหญ่

   ความจริงแล้วชวินไม่ได้ตั้งใจมาร่วมงานนี้หรอกเพราะเขากับเจ้านาคไก่ฟ้าก็แค่รู้จักกันแต่ไม่สนิทมากนัก ถ้าเป็นน้องสาวเขากับเจ้านาคนั่นสิถึงจะเรียกได้ว่าสนิทเพราะเป็นพี่น้องศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน แต่เพราะได้รับคำเชิญจะไม่โผล่หน้ามาให้ใครเห็นเลยคงไม่เหมาะ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อความสบายใจของกำนันชัชวาลพ่อของเขานั่นเอง

   ชวินกำลังจะหมุนตัวเดินกลับ แต่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ช่วยกันประคองคุณยายสูงวัย อะไรบางอย่างดึงดูดสายตาจนเขาไม่อาจทำตามที่คิดไว้ตั้งแต่แรก ภาพหญิงสาวผมยาวสลวย รูปร่างงดงามได้สัดส่วนชวนมอง ใบหน้าสวยคมคาย มันคุ้นตาคุ้นใจเขาเหลือเกิน นี่แหละคือความหวานอุ่นซ่านหัวใจเมื่อครั้งอดีตของเขา หากเมื่อวันวานไม่เกิดการผิดพลาด วันนี้ผู้ชายที่อยู่เคียงข้างตะเพียนทองจะต้องเป็นเขา ไม่ใช่ไอ้หน้าอ่อน ท่าทางเหยาะแหยะนั่น

   เพียงแต่ทุกคนในย่านนี้รู้ดีว่าตะเพียนทองเป็นของต้องห้ามสำหรับชวินและผู้ชายทุกคน เธออยู่ในฐานะร่างทรงของเจ้าแม่ เป็นเหมือนตัวกลางคอยเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างเจ้าแม่กับชาวบ้าน ใครๆ ก็รู้ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่ตะเพียนทองนั้นร่ำลือไปไกลทั่วทั้งจังหวัด ไม่มีใครไม่รู้จัก ยากนักที่ร่างทรงจะดำรงชีวิตตามปกติเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไป

   ศรัทธาอันแรงกล้าเป็นป้อมปราการสำคัญที่ชวินไม่อาจฝ่าฟันไปได้ ก่อนหน้านี้เขากับตะเพียนทองเคยคบหากันและเกือบจะได้แต่งงานกันแล้วหลังจากเธอเรียนจบ ทว่าแม่ของเขาไม่อาจยอมรับลูกสะใภ้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องไสยศาสตร์ แม้ตัวของแม่เองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าต่อเจ้าแม่ แต่หากต้องมาเกี่ยวดองกันแม่ขอปฏิเสธ

   ความรักของเขากับตะเพียนทองเลยกลายเป็นความหลัง และต่อมาไม่นานเธอก็ตัดสินใจเข้าพิธีรับขันธ์สืบทอดตำแหน่งร่างทรงจากยายรัญจวน หันหลังให้กับผู้ชายทั้งโลกและยึดติดกับเจ้าแม่มาจนถึงทุกวันนี้

   เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ชีวิตของชวินเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่มีวันลืมอดีตได้สนิทใจ ต่อให้มีหญิงอื่นผ่านเข้ามามากมายก็ไม่มีใครเหมือนตะเพียนทอง ผู้หญิงคนเดียวที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้แตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ

   อดีตคนเคยรักกับผู้ชายคนใหม่ช่วยกันประคองคุณยายขึ้นรถ หากชักช้าก็อาจจะไม่ได้เจอกันอีก ชวินจะไม่ยอมให้โอกาสนี้หลุดมือเด็ดขาด

   “ตะเพียน” ชายหนุ่มตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินเข้าไปเอ่ยทักทายเลือกเฉพาะเจาะจงแค่เพียงฝ่ายหญิง เปิดเผยรอยยิ้มทรงเสน่ห์แบบที่รู้ว่าหญิงสาวเห็นแล้วต้องประทับใจ

   “อ้าว...พี่วิน มาได้ไง”

   “พอดีช่วงนี้พี่ลาพักร้อนน่ะ แล้วก็ได้ข่าวว่าไก่บวชก็เลยมาทันส่งนาคเข้าโบสถ์พอดี”

   ตะเพียนทองยิ้มหวานแล้วถามต่อ “มาคนเดียวหรือคะ”

   รอยยิ้มและสีหน้ายินดีที่ได้พบกันอีกครั้งทำให้หัวใจชวินเต้นผิดจังหวะ กี่ปีแล้วนะที่เขาไม่ได้พบเธอใกล้ๆ แบบนี้ ความรู้สึกคิดถึงกึ่งโหยหาร่ำร้องให้เขายืดเวลาออกไปอีกนิด ทว่าเสียงของบุคคลที่สามดังแทรกช่วงเวลาความสุขของเขา

   “เอ่อ...ขอโทษนะครับ ก่อนที่จะคุยกันยาวกว่านี้ ผมขอขัดจังหวะแนะนำตัวซักนิดนะครับคุณสุภาพบุรุษ ผมชื่อ...โหราครับ”

   มารความสุข มาดทะเล้น ยื่นมือออกมา ชวินได้แต่มอง ก่อนยื่นมือไปจับพร้อมกับแนะนำตัวอย่างเสียมิได้ “ผม...ชวิน ครับ”

   โหรายิ้มกว้าง “ถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะ คราวนี้ผมอยากเตือนพวกคุณว่ายายรัญจวนของผมนั่งรอในรถนานแล้ว เราน่าจะกลับกันก่อนดีมั้ยครับคุณตะเพียน”

   “เรา” ตะเพียนทองชี้ตัวเองพลางเลิกคิ้วสูง “นี่ฉันตกลงหิ้วคุณกลับบ้านตอนไหนไม่ทราบ”

   ชวินเห็นหนุ่มหล่อแกล้งอ้าปากค้าง ดวงตาเปล่งประกายออดอ้อน เห็นแล้วก็นึกอิจฉาในความเป็นธรรมชาติ มันทำได้ไม่ขัดลูกตาเลย เขาคิดว่าเวลานี้คงยังไม่เหมาะนัก การได้พบหน้ากันและพูดคุยทักทายพอหอมปากหอมคอ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าตะเพียนทองไม่ได้รังเกียจ ไว้ค่อยหาเวลาไปเยี่ยมเยียนเธอในโอกาสต่อไปก็ได้ เลือกเวลาที่ไม่มีใครอยู่ขัดขวางคงจะดีกว่า

   “งั้นเดี๋ยวเราค่อยคุยกันก็ได้จ้ะ รอบนี้พี่อยู่ค่อนข้างนานไว้พี่จะไปหาที่บ้านนะ”

   “อ้าว...แล้วพี่วินจะกลับยังไงคะ”

   “ฮื้อ...คุณนี่ก็ถามแปลก เขามายังไงก็กลับอย่างนั้นแหละ เอากุญแจมาผมกลัวคุณเมื่อย เดี๋ยวขับให้”

   ชวินยิ้มเครียดไม่บอกก็รู้ไอ้หน้าหล่อมันจงใจตัดบทและปิดทุกโอกาสที่เขาจะเข้าไปถึงตัวตะเพียนทอง บางทีที่มองว่ามันเหยาะแหยะนั้นเขาอาจจะเข้าใจผิดไปเองก็ได้

   ผู้ชายด้วยกันสบตากันเพียงครั้งเดียวก็เกินพอ มันรักตะเพียนทอง และการยินยอมให้มันพาขึ้นรถ ยอมให้มันขับรถให้ ก็บอกชัดว่าตะเพียนทองเองไม่ได้รังเกียจมันเช่นกัน

   รถร่างทรงเจ้าแม่เลี้ยวออกประตูวัดไปแล้ว ชวินยังยืนอยู่ที่เดิม ลำดับความคิดของตัวเอง ในตอนนี้ตะเพียงทองเป็นร่างทรงเต็มตัวแล้ว เขายังรู้สึกกับเธอแบบเดิมหรือไม่ และที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือแม่...คนที่ไม่เห็นชอบในความรักครั้งเก่าได้จากโลกนี้ไปแล้ว มันจะเป็นยังไงถ้าจะกลับมารื้อฟื้นความหลังกับร่างทรงคนสวยที่เขาไม่เคยลืม

   “พี่วิน ไหนบอกว่าจะไปรอที่รถไง ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะ เห็นนะว่าคุยกับใครน่ะ”

   “ก็เห็นแล้วจะถามทำไมอีก” ชวินเดินไปที่รถและปลดล็อค โดยไม่สนใจตอบคำถามของน้องสาว

   ดวงชีวันขึ้นนั่งเบาะด้านข้างคนขับ รอจนพี่ชายสตาร์ทรถและขับออกมาพ้นเขตวันจึงได้เอ่ยถาม “เมื่อกี้เห็นว่าคุยกับยัยร่างทรงนั่น ฉันก็ได้แต่หวังว่าพี่คงจะไม่คิดขัดใจแม่เอาตอนนี้ ผู้หญิงดีๆ มีอีกตั้งเยอะ ว่าแต่คนที่ประคองยายรัญจวนไปนั่นใคร ฉันมัวแต่รอเอาซองใส่ย่ามหลวงพี่ไก่เลยตามมาดูหน้าชัดๆ ไม่ทัน”

   “มันบอกว่าชื่อโหรา”

   ดวงชีวันพยักหน้ารับรู้ “รูปร่างหน้าตาดูดีเชียว เหมือนไม่ใช่คนแถวนี้ ตอนแรกฉันนึกว่าดารา ยังคิดเลยว่าหลวงพี่ไก่ไปแอบคบดาราเซเลบตอนไหน แต่พอเห็นประคองยายจวนไปส่งที่รถแล้วก็แอบเซ็ง แฟนใหม่ยัยตะเพียนเหรอ”

   “ไม่รู้สิ แต่ไม่น่าจะใช่นะ”

   “ก็ดีแล้ว ยัยร่างทรงนั่นน่ะไม่ควรได้ผู้ชายหน้าตาดีๆ ไปหรอก อยู่จมปลักกับกุมงกุมารของมันไปนั่นแหละเหมาะสุด”

   “จะพูดจะจาอะไรก็ระวังปากบ้างเถอะ ของอย่างนี้ไม่เชื่อก็ไม่ควรจะไปลบหลู่”

   ดวงชีวันได้แต่ยักไหล่ให้กับคำตักเตือนของพี่ชาย เธอจะต้องรู้ให้ได้ว่านายโหรารูปหล่อคนนั้นคือใคร เกี่ยวข้องยังไงกับตะเพียนทอง ไม่นึกเลยว่ามาร่วมงานบวชรุ่นพี่ไก่ฟ้าคราวนี้จะได้เจอกับบุรุษรูปงามโดนใจ ก็ได้แต่หวังว่านายโหราจะไม่มีรสนิยมชอบลองของแบบพี่ชายเธอหรอกนะ

   คอยดูเถอะถ้าชวินคิดจะรื้อฟื้นเรื่องเก่ากับตะเพียนทองขึ้นมาอีกล่ะก็เธอนี่แหละจะคอยขัดขวางแทนแม่เอง



   ในรถของร่างทรงคนที่สองพี่น้องกำลังพูดถึงเงียบกริบ โหราเหลือบมองกระจกมองหลัง ยายรัญจวนนั่งเพลิดเพลินอยู่กับการดูทิวทัศน์ข้างทาง ตะเพียนทองหลานสาวคนสวยของคุณยายก็ไม่ต่างกัน ทว่าโหราไม่ค่อยวางใจท่าทางนิ่งๆ นั่งมองข้างทางเนียนๆ นั้น

   “นั่งนิ่งๆ นี่ แอบท่องคาถาเสกตะปูเข้าท้องผมอยู่หรือเปล่า” ก็ตามที่รู้ๆ กัน เขากับแม่สาวหน้าคมข้างๆ ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าใดนัก เหตุทั้งหมดก็มาจากตัวเขาเองนี่แหละ ใครจะคิดล่ะว่าแม่สาวที่เจอกันครั้งแรกแล้วตบเขาซะจนเห็นดาวหมุนติ้วรอบหัวจะมีอันต้องโคจรมาเจอกันอีก

   ดูเหมือนเหตุการณ์รักฟ้าแลบกลางตลาดสามสุขครั้งนั้นจะกลายเป็นตราบาปติดตัวโหราไปเสียแล้ว ตะเพียนทองไม่ประทับใจแถมยังทำท่าจะเหม็นขี้หน้าเขาซะด้วย นี่ยังดีที่ยังยอมให้เข้าถึงตัวบ้าง แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้เขาก็เจ็บมาเยอะ เห็นตัวเล็กๆ อย่างนี้พิษสงมากมาย ถ้าจับมาเขียนเป็นนางเอกนิยายก็น่าสงสารพระเอกชะมัด แต่ว่าในชีวิตจริงเขาก็ยอมโชคร้ายและพร้อมที่จะเป็นพระเอกของเธอ เรียกว่ายิ่งกว่าเต็มใจซะอีก

   “ฉันว่าตะปูมันเบาไป ต่อม่อเลยดีมั้ยล่ะ”

   “ใจร้าย” ชายหนุ่มโอดครวญ “ผมก็แค่ไม่อยากให้คุณหวั่นไหวกับกิ๊กเก่า”

   “แค่ทักกันไม่กี่คำ รู้เลยเหรอว่าเขาเคยเป็นอะไรกับฉัน แหม...นี่ถ้าเป็นผู้หญิงฉันจะให้มารับขันธ์เป็นทายาทเจ้าแม่เลยนะ มีแววรุ่ง”

   “แค่รับขันธ์ก็ได้เป็นเลยงั้นเหรอ”

   “งั้นสิ” ตะเพียนทองพยักหน้า เหยียดยิ้มมุมปากถามกึ่งจริงกึ่งเล่น “สนใจรึไง”

   “ไม่ได้สนใจเจ้าแม่ แต่คนทรงนี่ไม่แน่นะ” ชายหนุ่มขยิบตาเจ้าชู้ใส่หญิงสาว “จะเป็นทายาทต้องรับขันธ์กับเจ้าแม่ แล้วถ้าจะสมัครเป็นเขยขวัญผมต้องไปรับขันธ์ที่ใคร”

   คุณยายรัญจวนนั่งเงียบมานานก็หัวเราะออกมา ฟังหนุ่มสาวคุยกันมานาน พอเจอมุกนี้ของโหราเขาไปคุณยายถึงกับต้องออกปาก

   “ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะไอ้หนุ่ม หลานข้าไม่ธรรมดานะโว้ย เอ็งจะเที่ยวมาทำมุกตลาดจีบเรี่ยจีบราด ประเดี๋ยวจะเจอดี”

   “รู้ว่าเสี่ยง แต่ทนเสียงหัวใจเรียกร้องนะครับยาย ชีวิตผมก็เสี่ยงมาตั้งมากมายจะเพิ่มหลานสาวคนสวยของยายเข้าไปอีกซักเรื่องจะเป็นไรไป เนาะ” ท้ายประโยคโหราหันไปขอความเห็นกับคนข้างๆ

   “เพ้อเจ้อ” ตะเพียนทองหัวเราะ ไม่ออกความเห็นนอกจากอมยิ้มแล้วก็เบือนหน้าออกไปมองทิวทัศน์

   โหราแกล้งทำหน้ามุ่ยขัดใจที่อีกฝ่ายไม่ยอมเออออด้วย ระหว่างนั้นก็ลอบสังเกตอากัปกิริยาของหญิงสาว เธอยังหัวเราะได้เขาก็เบาใจ พี่ชวินรูปหล่อประหนึ่งมิตรไชย บัญชา ลงมาจุตินั่นคงไม่ค่อยมีผลเท่าไร แล้วที่สำคัญคุณยายรัญจวนสุดสวาทขาดใจของไอ้โหรก็ไม่เอ่ยถึงหมอนั่นเลยทั้งๆ ที่ก็เห็นอยู่ มีความเป็นไปได้ว่ายายรัญจวนอาจจะรู้สึกเฉยๆ ค่อนไปทางไม่ปลื้มไอ้หมอนั่นหรือถ้าสถานหนักก็อาจจะถึงขั้นเกลียดขี้หน้าจนไม่อยากเอ่ยถึง

   ก็ดี...แบบนี้โหราค่อยมีกำลังใจหน่อย อย่างน้อยเขาก็เป็นรองแค่มาทีหลัง ไม่เคยมีอดีตชาติแสนหวานร่วมกันเท่านั้น ของอย่างนี้มันบอกอะไรไม่ได้หรอก ถามเขาก็ขอตอบแบบเข้าข้างตัวเองสุดๆ เลยว่า เขาแซบกว่าเยอะ

   หลังจากขับออกมาได้สักพักตะเพียนทองก็สั่งให้โหราเลี้ยวไปบ้านผู้ใหญ่เบิ้มเพราะเธอจะไปส่งเขาก่อนแล้วจึงกลับตำหนัก

   โหราจัดให้ตามคำขอ จากนั้นก็เก็บปากเงียบเปลี่ยนมาวางแผนในใจ ถึงยังไงเขาก็เกรงใจคุณยายรัญจวน จะให้รุกจีบหลานท่านตลอดเวลาก็จะดูบ้าคลั่งเกินไป ดีไม่ดีเกิดคุณยายไม่ถูกใจขึ้นมาจะซวยได้ ถ้าตัวหลานก็ไม่มีใจ แล้วตัวยายยังไม่ปลื้มนี่คงจะไม่ดีแน่ ต่อไปนี้เขาจะต้องเกรียนให้มันถูกจังหวะ เพื่อสถานะเขยขวัญของคุณยายรัญจวน

   การเป็นนักเขียนมันก็ดีตรงนี้ ไอ้เรื่องจินตนาการนี่โหราถนัดนัก แม้ว่าก่อนหน้านี้จะคิดไม่ออกติดขัดไปบ้าง แต่พอมาเจอหน้าสวยๆ ของร่างทรงเจ้าแม่ตะเพียนทองเท่านั้น วิญญาณนักเขียนเบสเซลเลอร์ก็กลับพุ่งเข้ามาสิงเขาเลย ยังไงโหราก็จะตั้งหน้าตั้งตาจีบหลานสาวยายจวนให้ได้ อุปสรรคจะกล้ามใหญ่ หล่อเหลา เขาก็จะไม่ยอมแพ้

   สำหรับโหรานั้นตะเพียนทองเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่ง ภาระหน้าที่ของเธอไม่มีผลต่อเขา แม้ทุกคนจะยกเธอไว้สูงแค่ไหน แต่สักวันเขาจะไขว่คว้าเธอมาแนบใจให้ได้ ถึงต้องปีนป่ายตะเกียกตะกายก็เอา

   นักเขียนหนุ่มยืนมองตามท้ายรถกระบะที่เขาเพิ่งลงมาด้วยดวงตามุ่งมั่น หากไม่มีบุคคลที่สามแทรกเข้ามาเขาก็คงจะใจเย็นจีบเธอทีเล่นทีจริงต่อไปวันๆ แต่พอพี่เทพบุตรชวินโผล่มา ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนบอกลาความใจเย็นไปเลยถึงเวลาที่ต้องลงมืออย่างจริงจังแล้ว

   ร่างสูงของนักเขียนหนุ่มหมุนตัวมุ่งหน้าเดินกลับเรือน สมองของเขากำลังทำงานหนักหน่วง ครุ่นคิดถึงแผนการพิชิตใจร่างทรงคนสวย ระดับโหราถ้าลงมือต้องไม่มีคำว่าพลาด เตรียมปิดตำหนัก อำลาตำแหน่งแล้วมารักกับโหรได้เลยคุณตะเพียน!

11
บทที่ 10

   บุษบงเผชิญหน้ากับวีณาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ร่างกายของนางแบบสาวดูซูบซีดเนื่องจากอาการเจ็บป่วย ผิดกับรูปภาพตามหนังสือแฟชั่นที่เคยเห็น ดวงตาของวีณาแห้งผากไร้ประกายความมีชีวิตชีวา แม้จะมีธีภพคอยโอบประคองไม่ห่างแต่ก็หาได้สุขสดชื่น ความรู้สึกผิดพุ่งโจมตีจิตใจของบุษบง วีณาต้องลำบากเพราะเธอแท้ๆ เจ้าสาวที่งานวิวาห์ล่มคงขวัญเสีย ยิ่งเป็นคนมีชื่อเสียงอยู่แล้วด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่ ปัญหาคงดาหน้าเข้ามาจนไม่กล้าที่จะอยู่คนเดียว

   หญิงสาวกล้ำกลืนความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นแล้วฝืนยิ้มอ่อนโยนหวังบรรเทาความเจ็บปวดให้คนรักของธีภพ หากมีสิ่งใดที่พอชดใช้ให้ได้บุษบงก็จะทำให้อย่างสุดความสามารถ

   “วางใจเถอะค่ะ ฉันจะช่วยดูแลคุณวีณาให้ดีที่สุด” เธอสัญญากับธีภพพร้อมกับส่งยิ้มผูกมิตรให้นางแบบสาว

   “ธีไม่ต้องห่วงวีหรอกค่ะ บุษบงก็รับปากแล้วว่าจะช่วยดูแล เลิกทำหน้าขรึมได้แล้วค่ะ ไม่ไว้ใจกันเหรอ”

   “แค่เป็นห่วงน่ะ” ธีภพไม่ได้บอกหรอกว่างเขานึกห่วงใครมากกว่ากัน ภาพเกรี้ยวกราดของวีณายังติดตาอยู่ ส่วนบุษบงนะเหรอ แค่เจ๊บ้านเช่าว่าแรงๆ สองสามคำน้ำตาก็ไหลเป็นทางแล้ว

   ก็ได้แต่หวังให้ทั้งคู่คงเข้ากันได้ดี จะได้ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก ถึงแม้เขาสัญญาว่าจะแวะมาอยู่เป็นเพื่อนวีณาบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะอยู่เฝ้ากันได้ตลอดเวลา หากสองสาวจะปรับตัวเข้าหากันได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก วีณาเองก็ได้พักผ่อน ส่วนบุษบงเองก็จะได้ไม่ต้องสำนึกบุญคุณเขามากจนเกินไป

   “งั้นเดี๋ยวช่วยวีจัดของแล้วกันนะ ผมอาจจะแวะมาค้างบ้างหวังว่าคุณคงไม่อึดอัด” ธีภพบอกกับบุษบง ก่อนจะช่วยหิ้วกระเป๋าเข้าไปไว้ในห้องนอนห้องใหญ่ ห้องชุดนี้มีห้องนอนอยู่ 2 ห้อง แต่แรกนั้นเขาก็เกือบจะสั่งให้ทุบทิ้งเพื่อจะได้เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้กว้างขึ้นอีก แต่กลายเป็นว่าช่วงนั้นเมฆารีโนเวทห้องของตัวเองเลยมาขอหลบภัย ทุกอย่างก็เลยคงไว้จนได้ใช้ประโยชน์ถึงบุษบง

   พูดกันตามตรงธีภพเองก็ออกจะกระดากใจบ้างเหมือนกันที่จะต้องมาอยู่ท่ามกลางสองสาว กับวีณาไม่เป็นไรหรอกเพราะถึงไหนต่อไหนก็ไปกันมาหมดแล้ว แต่บุษบงไม่ใช่คนที่มีลักษณะนั้น เธอดูสุขุมและค่อนข้างจะจริงจังกับชีวิตมากเกินไป เดาไม่ถูกว่าพอมาอยู่ด้วยกันกับวีณาจะเป็นอย่างไร ธีภพเองก็ไม่รู้จะห่วงใครดีระหว่างคนเจ็บที่พิษสงร้ายเหลือกับคนสุขภาพเกือบดีที่จริงจังกับชีวิต...ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีทีเถอะ

   วีณาถือโอกาสช่วงบุษบงจัดเสื้อผ้าให้นั้นเดินตามเข้ามาสำรวจภายในห้อง โดยที่ชายหนุ่มขอตัวออกไปนั่งดูทีวีข้างนอก นางแบบสาวมองไปรอบห้องก็เห็นจริงอย่างที่ธีภพบอกไว้ ห้องนี้แทบจะไม่ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมอะไรเลย มีเพียงของใช้เล็กน้อยวางอยู่เท่านั้น ก็เป็นไปได้ 2 ทาง คือเขาคงไม่ค่อยได้มาจริงๆ กับคนที่กำลังจัดเสื้อผ้าของเธอจัดการเก็บกวาดไปก่อนหน้านั้นแล้ว

   ซึ่งหากเป็นกรณีหลังมันมีเรื่องให้คิดต่อไปอีกมากมายจนหัวใจว้าวุ่น แววตาแห้งผากของวีณาบัดนี้ลุกโชนไปด้วยความชิงชังยามมองมายังบุษบงที่กำลังง่วนอยู่กับงาน ยิ่งมองก็ยิ่งรุ่มร้อน ผู้หญิงที่ธีภพช่วยเหลือดูน่าทะนุถนอมนัก อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเรียบร้อยและอ่อนโยน แววตาที่มันมองธีภพนั้นวีณาเห็นชัดเจน ช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เปิดเผย ทั้งเทิดทูน ปรารถนาดี ด้วยเจตนาที่จริงใจ วีณาย่อมรู้ดีผู้ชายนั้นต่อให้มั่นคงแค่ไหน ก็อดจะภาคภูมิใจไม่ได้ ความรู้สึกดีๆ ต้องเกิดตามมาอีกนับไม่ถ้วน ท่าทางโง่ๆ เซ่อๆ นั่นจะเกิดจากเนื้อในโดยแท้หรือจริตมารยาแต่งเติม แต่มันก็เป็นเสน่ห์อันเย้ายวนเชิญชวนผู้ชายทั้งโลกเข้าปกป้อง ถึงจะเซื่องๆ ไร้พิษสงแต่วีณาก็ไม่มีทางไว้วางใจ นางแบบสาวบอกกับตัวเองในใจ หากเธอไม่อยากเสียธีภพก็ต้องรีบลงมือกำจัดบุษบงไปให้พ้นทาง

   “เห็นว่าธีให้เธออยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว เป็นไงบ้าง”

   “ดีมากเลยค่ะ คุณธีภพกรุณากับฉันมากจริงๆ”

   “เขาก็เป็นแบบนี้แหละ” วีณายิ้มอ่อน นัยน์ตาเปล่งประกายพร่างพราวเมื่อกล่าวถึงคนรัก “ธี...เขาเป็นคนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นกับคนที่อยู่ใกล้เขานะ ถึงแม้ภายนอกอาจจะเฉยๆ ติดดุไปบ้าง แต่ถ้าได้ลองอยู่กับเขาน่ะ รับรองตกหลุมรักได้ง่ายๆ เลย”

    นางแบบสาวหยิบรูปชายหนุ่มบนหัวเตียงขึ้นมาไล้ปลายนิ้วด้วยความรู้สึกรักใคร่ประกอบคำพูด หวังจะให้คนที่มองอยู่จดจำเอาไว้ให้แม่นๆ ว่าธีภพมีเจ้าของแล้ว

   “คุณวีก็เป็นผู้หญิงที่โชคดีมากนะคะ” บุษบงบอกออกมาอย่างจริงใจ “คุณสองคนเป็นคู่ที่เหมาะกันมาก”

   “เธอคิดงั้นเหรอบุษบง เหมาะสมกันแล้วยังไงล่ะ งานแต่งถูกยกเลิกแถมยังต้องเสียลูกไปอีก ฉันไม่คิดว่าเป็นโชคดีหรอกนะ และเรื่องนี้ถ้าฉันจะเข้มแข็งลูกก็คงยังอยู่” คนพูดเลื่อนมือแตะหน้าท้องแบนราบ ใบหน้าของนางแบบสาวสลดหดหู่ขณะที่ย้อนถามกลับมาเสียงเศร้า

   “มะ ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” หญิงสาวรีบขอโทษเมื่อเห็นน้ำตาของนางแบบสาวเอ่อคลอ “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรให้คุณสะเทือนใจแบบนั้น ฉันแค่อยากบอกว่าคุณโชคดีที่คุณธีภพรักและห่วงใยคุณค่ะ ถึงเขาไม่พูดแต่สายตาของเขาดูห่วงใยคุณมากเลยนะคะ”

   “เพราะเขาก็เป็นแบบนี้ ฉันถึงได้รักเขาไง” วีณาฝืนยิ้ม วางกรอบรูปลงที่เก่า ลุกขึ้นจากที่นอนพร้อมบอกกับบุษบงว่าจะออกไปคุยกับธีภพที่อยู่ด้านนอก

   บุษบงเห็นท่าทีโศกเศร้าก็อดรู้สึกผิดขึ้นมาอีกไม่ได้ เธอไม่น่าปากพล่อยพูดจาให้กระทบใจวีณาเลย

   “ฉันขอโทษนะคะคุณวี”

   วีณาเดินจะถึงประตูหยุดชะงัก หากแต่ไม่ยอมหันกลับมา แต่ใบหน้าที่โศกเศร้าได้หายไปแล้ว นางแบบสาวเบะปากดูถูก หน้าโง่! ท่าทางนังนี่จะไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไรคงกำจัดง่ายกว่าที่คิดไว้ ถึงจะรูปร่างหน้าตาดีแต่ถ้าโง่แบบนี้ เธอคงไม่ต้องออกแรงมากนักหรอก แสดงละครเด็ดๆ สักฉากสองฉากรับรองมันได้ถูกเฉดหัวออกไปจากที่นี่แน่

   นางแบบสาวครุ่นคิดในใจ หากแต่ถ้อยคำที่ตอบอีกฝ่ายกลับสั่นพร่า “มันคงเป็นเวรกรรมของฉัน เธอไม่ต้องคิดมากหรอก แล้วกันไปเถอะ”

   บุษบงตกหลุมพรางของอีกฝ่ายทันที ดวงตาคูหวานปนเศร้ามองแผ่นหลังนางแบบสาวด้วยความรู้สึกผิดจับใจ




   บุษบงและวีณาใช้ชีวิตภายในห้องเดียวกันเข้าวันที่ห้าแล้ว ธีภพมักจะแวะมาเยี่ยมทุกเย็น แต่ไม่เคยมาค้าง ส่วนมากจะอยู่แค่ทานอาหารมื้อเย็นกับวีณาเท่านั้นแล้วก็กลับ

   ช่วงบ่ายบุษบงจะออกมาซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ตใกล้ๆ เพื่อเตรียมทำกับข้าวมื้อเย็น วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ก่อนออกมาเธอถามวีณาอย่างเคยว่าต้องการอะไรหรือเปล่าจะได้ซื้อให้ แต่ฝ่ายนั้นก็ปฏิเสธเช่นกัน ปกติแล้วหากว่างธีภพก็จะพาวีณาไปซื้อของกันสองคน บุษบงไม่มีปัญหากับการต้องอยู่เฝ้าห้อง ออกจะสนับสนุนทั้งคู่ด้วยซ้ำไป หญิงสาวเดินเลือกของจนครบก็เดินไปจ่ายเงินและรีบกลับห้องเพราะไม่อยากทิ้งให้วีณาอยู่คนเดียวนานนัก

   แต่พอกลับมาถึงหน้าห้องก็ต้องแปลกใจ เพราะประตูถูกเปิดแง้มเอาไว้ เธอมั่นใจว่าก่อนออกไปก็ล็อกประตูเรียบร้อยแล้ว ทำไมมันถึงได้ถูกแง้มไว้แบบนั้น แล้ววีณาล่ะ!

   บุษบงใจหายวาบนึกถึงข่าวอาชญากรรมที่เคยดู หญิงสาวเกือบจะรีบร้อนเปิดประตูเข้าไปอยู่แล้วหากไม่ได้ยินเสียงตวาดจากภายในห้องดังออกมา

   “คุณจะตามจองล้างจองผลาญฉันไปถึงไหน เด็กนั่นมันตายไปแล้ว”

   เสียงของคุณวี แต่ทำไมมันถึงได้ฟังดูน่ากลัวแบบนั้น แล้วพูดถึงเด็กไหนกัน บุษบงวางของที่ซื้อมาไว้ข้างตัวอย่างเบามือ แล้วค่อยๆ แอบมองลอดช่องประตู ตอนนี้มีแขกที่เธอก็ไม่รู้จักเหมือนกันว่าเป็นใคร ยืนตระหง่านหันหลังให้กับประตู เธอจึงเห็นเพียงใบหน้าอันเคร่งเครียดและดุดันของวีณาเท่านั้น

   “ก็เพราะว่าลูกฉันตายไปแล้วยังไงล่ะ ฉันถึงต้องตามมาจองล้างจองผลาญเพื่อให้ผู้หญิงแพศยาอย่างเธอได้ชดใช้เวรกรรมที่เคยทำไว้ สักวันไอ้ธีมันต้องได้รู้แน่ว่าเด็กที่มันเสียใจเจียนคลั่งนั่นไม่ใช่ลูกมัน จำไว้นะวีณา ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่รับรองเธอไม่มีความสุขแน่”

   “คุณน่าจะปล่อยให้ฉันได้อยู่กับคนที่ฉันรักนะ” วีณายอมอ่อนข้อให้อีกฝ่าย ทว่าผู้ชายคนนั้นยังใจแข็งตอบกลับด้วยเสียงกระด้างยิ่งกว่าหิน

   “ไม่มีทาง ฉันจะทำลายทุกอย่างที่เป็นความสุขของเธอให้ย่อยยับ”

   เมื่อเห็นว่าไม่มีทางที่จะทำให้อีกฝ่ายยินยอมปล่อย นางแบบสาวก็เชิดหน้าขึ้นเหยียดยิ้ม

   “ฉันก็ไม่ยอมให้คุณทำลายชีวิตฉันฝ่ายเดียวหรอก เอาซี้...ได้ข่าวว่าแม่เลี้ยงคุณเป็นโรคหัวใจไม่ใช่เหรอ อยากได้มรดกเร็วๆ ไหมล่ะ ฉันจะช่วยสงเคราะห์นังแก่นั่นให้หัวใจวายตายแบบเฉียบพลัน เอาไหมล่ะ”

   บุษบงทาบอกตัวเอง หัวใจเธอกำลังเต้นแรงจนหน้าอกเธอเจ็บขึ้นมา ถ้อยคำสนทนาของคนในห้องกำลังให้เธอช็อก นี่มันอะไรกัน เธอสับสนไปหมดแล้ว วีณาไม่ได้ท้องกับธีภพแต่ท้องกับผู้ชายคนนั้น แล้วยังขู่ฆ่าแม่เลี้ยงของเขาอีก หญิงสาวกดมือลงที่อก สูดลมหายใจยาวๆ บอกตัวเองว่าเธอยังเป็นอะไรไปตอนนี้ไม่ได้ เพราะเสียงข้างในยังไม่หยุด

   ภาพต่อจากนั้นคือวีณาถูกยึดไหล่ทั้งสองข้าง แม้จะอยู่ไกลแต่เธอก็สังเกตได้ว่ามือใหญ่คู่นั้นเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปน กับหัวไหล่ที่บอบบางของนางแบบสาวมันคงจะเจ็บมากแต่วีณากลับไม่ร้องออกมาเลยสักแอะ

   “ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ตรงนั้นน่ะบัว”

   บุษบงหันขวับตามเสียงเรียก เมฆายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับกระเป๋าเอกสารทำท่าจะเดินตรงมาหา หญิงสาวรีบคว้าถุงของที่ซื้อมาอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งไปหาผู้มาใหม่แทน

   “เอ่อ พี่เมฆคะ ช่วยพาบัวไปซื้อของหน่อยได้ไหมคะ บัวเพิ่งนึกได้ว่าลืมของสำคัญ” ระหว่างที่พูดก็ออกแรงลากร่างสูงใหญ่ของเมฆาไปด้วย

   “อะไรกัน หอบพะรุงพะรังขนาดนี้ยังมีลืมอีกเหรอ” เมฆาทำหน้าแปลกใจ “แล้วทำไมถึงไม่เอาของเข้าไปเก็บในห้องก่อนล่ะ ส่งมาเดี๋ยวช่วยถือ”

   “มะ ไม่ต้องหรอกค่ะ ชักช้าเสียเวลาไว้รอเข้าห้องทีเดียวเลยดีกว่า”

   “เอางั้นเหรอ”

   “ค่ะ”

   “งั้นไปเลยก็ได้” เมฆายังไม่หมดความสงสัยแต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร

   บุษบงผ่อนลมหายใจโล่งอก เธอไม่รู้หรอกว่าภายในห้องของธีภพจะเกิดอะไรต่อ แต่หากเมฆาเข้ามารับรู้ความจริงเข้าเรื่องคงต้องยาวและไม่หยุดแค่นี้แน่ เพราะเธอเองก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเรื่องที่ได้ฟังมานั้นมันจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน บางทีผู้ชายคนนั้นอาจต้องการแบล็คเมล์วีณาก็ได้ แล้วถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะเธอจะทำยังไงบุษบง

   หญิงสาววุ่นวายกับความคิดตัวเองเสียจนลืมคนที่ชวนให้ไปซื้อของด้วยกัน ด้านเมฆาที่จับตามองหญิงสาวอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งทวีความสงสัย

   “ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่”

   เพราะการที่ต้องเป็นพี่คนโตคอยดูแลน้องมาตลอดจึงทำให้เมฆารู้สึกเอ็นดูหญิงสาวราวกับน้องคนหนึ่ง และน้องสาวผู้สงบเสงี่ยมอย่างบุษบงก็ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนเจ้าน้องชายของเขา นั่นจึงทำให้เขายิ่งสนิทใจกับเธอมากขึ้น หลังจากที่เขาพบเธอครั้งแรก ก็มีโอกาสได้พบเธออีกสองสามครั้งหลังจากนั้น จนมาถึงวันนี้เพราะตั้งใจจะแวะเข้ามาเอาของที่ห้อง เห็นเธอยืนลับๆ ล่อๆ ก็เลยเข้าไปถาม ก็เลยเป็นว่าโดนเธอลากมาซื้อของด้วยซะอย่างนั้น

   “แล้วของที่ว่าต้องไปซื้อที่ไหน” ชายหนุ่มถามซ้ำขณะเอื้อมมือไปกดลิฟต์

   “คงต้องไปห้างใกล้ๆ ค่ะ เพราะซุปเปอร์มาเก็ตที่บัวไปซื้อมันไม่มี บัวถึงไม่ได้ซื้อมา” หญิงสาวบอกส่งๆ เธอต้องถ่วงเวลาเอาไว้ให้แน่ใจว่าผู้ชายคนนั้นกลับไปแล้ว “เอ่อ...วันนี้พี่เมฆจะกินข้าวกับคุณธีภพหรือเปล่าคะ บัวจะได้ทำกับข้าวเผื่อ”

   “ไม่ต้องหรอกวันนี้ฉันว่าจะไปกินข้าวกับคุณแม่น่ะ ไม่ได้ไปให้ท่านเห็นหน้าหลายวันแล้วเดี๋ยวจะน้อยใจ ลูกชายคนเล็กก็ไม่กลับไปกินข้าวด้วยหลายวันแล้ว ฉันเลยต้องทำหน้าที่ลูกชายคนโตให้ดีเสียหน่อย ที่โผล่มานี่ก็ว่าจะมาเอาของน่ะ” เมฆาบอกอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลางมองแผงเลขที่บอกชั้นต่างๆ ที่ลิฟต์ตัวนั้นเคลื่อนผ่าน

   ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 20 เมฆาและบุษบงขยับตัวไปด้านหลังโดยอัตโนมัติ เพื่อให้หญิงสาวร่างสูงโปร่งและชายหนุ่มอีกคนเข้ามา

   ดวงตาคมกริบของเมฆาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นหน้าของหญิงสาวคนนั้นชัดเจน เขาเคยเจอเธอครั้งหนึ่ง สวย เซ็กซี่เสียใจลมหายใจสะดุด วันนี้เธอก็ยังคงใส่กระโปรงสั้นเหนือเข่าอวดท่อนขาเรียวงามเหมือนเดิม แม่สาวขางามนวลเนียนจนน่าลูบไล้ เฮ้อ...เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ชายหนุ่มขยับตัวอย่างอึดอัด พลางเหลือบมองแผงตัวเลขอีกครั้ง ชั้นที่ 20 เขาจะจำไว้พร้อมกับทำใจไปด้วย มันน่าเสียดายชะมัดที่ข้างกายเธอมีหนุ่มร่างกำยำเคียงข้างเสียแล้ว

   ทั้งหมดลงมาสู่ชั้นล่างของตัวอาคาร บุษบงเดินไปยังที่จอดรถประจำของเมฆา ทว่าเจ้าของรถกลับเดินอ้อยอิ่ง มองตามหนุ่มสาวคู่นั้นจนทั้งคู่เดินออกไปทางด้านหน้า

   “มีอะไรหรือคะ”

   “อ้อๆ เปล้าจ้ะ” ชายหนุ่มหันมาสบตากลมโตของบุษบงแล้วรู้สึกเก้อๆ อย่างไรบอกไม่ถูก มันเหมือนโดนจับได้อย่างไรไม่รู้แฮะ “ไม่มีอะไรหรอก เราไปกันเถอะ”

   “แต่บัวเห็นพี่เมฆมองผู้หญิงคนนั้นตั้งแต่เธอเข้ามาแล้วนะคะ”

   “ก็มันไม่มีอะไรให้มองนี่นา แล้วเขาก็น่ามองไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ “ไปเถอะน่า เดี๋ยวกลับมาทำกับข้าวไม่ทันหรอก”

    “จริงสิคะ เราไปกันเถอะ” คำเตือนของเมฆาทำให้เธอนึกขึ้นได้ หญิงสาวจึงรีบเดินไปที่รถทันที แต่ก่อนที่เธอจะเปิดประตูรถเข้าไปก็อดมองไปยังชั้นบนสุดไม่ได้ ขอให้ผู้ชายคนนั้นกลับไปเร็วๆ ด้วยเถอะ...

   เหตุการณ์ในห้องชั้นบนสุดที่บุษบงจับตามองอยู่นั้นยังดำเนินต่อไปด้วยความตึงเครียด ผู้มาเยือนยังคงรักษาความกระด้างบนใบหน้าได้อย่างดีเยี่ยม คำขู่ของวีณาไม่มีผลต่อเขา ไม่มีทางที่เธอจะเข้าไปถึงตัวแม่เลี้ยงของเขาได้ มือใหญ่เพิ่มแรงที่บีบต้นแขนบอบบางเข้าไปอีก

   “ถ้าเธอคิดว่าทำลายเด็กแล้วทุกอย่างจะจบลงนั้นฉันบอกได้เลยว่าเป็นการเล่นเกมที่โง่มาก มันไม่จบง่ายๆ หรอกวีณา เพราะเธอไม่ใช่คนควบคุมมัน เป็นฉันต่างหากล่ะและถ้าขืนแตะต้องสิ่งที่ฉันรักอีกครั้งล่ะก็ เธอได้เหลือแต่ชื่อแน่” พิพัฒน์ไม่ได้ขู่ เขาตั้งใจทำจริงๆ

   วีณาถูกผลักลงบนโซฟาด้วยแรงมหาศาลของพิพัฒน์ แววตาของเขาเรืองโรจน์บ่งบอกถึงความดุดันและเอาจริง หญิงสาวขบริมฝีปากจนเจ็บ ใครจะไปคิดว่าเขาจะอาฆาตเธอขนาดนี้ เธอมันโง่เองที่พาตัวไปพัวพันกับเขาจนสางกันไม่หลุดสักที

   “คุณมันก็เลวไม่ต่างจากฉันหรอก”

   “ถึงฉันจะเลวทรามยังไงก็ไม่คิดฆ่าลูกที่ไม่มีความผิด คนที่กล้าฆ่าได้แม้กระทั่งลูกตัวเองน่ะ อย่าบังอาจเปรียบเทียบความเลวของตัวเองกับใครเลย” พิพัฒน์ชี้หน้ากัดฟันกรอด “เธอมันเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานซะอีกวีณา นับต่อไปจากนี้ก็เตรียมตัวรับกรรมไว้ดีๆ แล้วกัน ฉันจะทำให้เธอตายทั้งเป็น จำเอาไว้!”

   นางแบบสาวกรีดร้องอย่างสิ้นความอดทน ไม่เคยมีใครมาประณามหยาดเหยียดเธอแบบนั้น ถึงเธอจะเลวอย่างไรเขาก็ไม่มีสิทธิ์ ชีวิตเป็นของเธอ เธอต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเอง และพิพัฒน์ไม่ใช่สิ่งดีๆ ที่เธอปรารถนาอีกแล้วลูกของเขาก็เช่นกัน

   พิพัฒน์เดินออกจากห้อง วีณาตั้งหลักได้ก็คว้าแจกันใกล้มือวิ่งตามไปจนถึงประตูด้วยหมายจะเอาเลือดหัวของผู้ชายคนนั้นออกมาให้หายแค้น ทว่าไม่มีเงาเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว ประตูลิฟต์เคลื่อนปิดสนิทคือคำตอบว่าเขาไปแล้ว นางแบบสาวยังคงเคืองแค้นทว่าเมื่อเธอกลับมาก็ถึงหน้าห้องก็ต้องชะงัก

   ตอนรีบร้อนตามพิพัฒน์ไปนั้นก็ไม่ทันสังเกตว่ามีถุงพลาสติกสีเขียวพิมพ์ชื่อซุปเปอร์มาเก็ตร้านประจำของบุษบงวางอยู่ตรงข้างประตู วีณากวาดมองรอบๆ อย่างระแวดระวัง ไม่มีเงาของบุษบง แล้วถุงอยู่หน้าห้องได้อย่างไร หรือว่ามันจะแอบฟังเธอทะเลาะกับพิพัฒน์!

12
บทที่ 9

   ธีภพแวะซื้อดอกไม้ช่อใหญ่มาฝากวีณา หน้าตาของชายหนุ่มผ่องใสไม่มีเค้าเมามายอย่างเมื่อคืน กาแฟกับข้าวต้มของบุษบงช่วยได้มา พอไม่มีอะไรมากวนใจเขาก็คิดอะไรได้ขึ้นเยอะ ทุกสิ่งที่ผ่านมาแก้ไขไม่ได้ เขาต้องเริ่มใหม่แล้วพาวีณาออกจากความทุกข์ให้ได้ เขาตั้งใจจะดูแลเธอให้มากกว่าเดิม ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับวีณาเขาจะไม่ปล่อยผ่านเด็ดขาด จะไม่มีความผิดพลาดที่นำมาซึ่งการสูญเสียอีกเป็นครั้งที่สอง

   ระหว่างทางเมฆาโทรมาถามถึงสาเหตุที่เขาหายตัวไปและไม่ยอมกลับบ้าน ธีภพยอมรับตรงๆ จนผู้เป็นพี่เตือนอย่างพอจะเข้าใจสถานการณ์ดี

   “พูดกับฉันน่ะง่าย แต่แกต้องหาเหตุผลดีๆ ไว้แก้ตัวกับวีณาเองแล้วกัน เมื่อวานทั้งวันหลังจากแกออกจากโรงพยาบาลเมียแกก็โทรมาที่บ้านทุกครึ่งชั่วโมงจนคุณแม่ต้องเป็นคนบอกเองว่าแกไปทำธุระต่างจังหวัด”

   “ขอโทษครับพี่เมฆ เมื่อวานผมสติแตกไปนิด”

   “เออ กับฉันไม่ต้องขอโทษหรอก คุณแม่ต่างหากล่ะ แกก็รู้นี่ว่าแม่กับวีณาไม่ค่อยจะผูกสมัครรักใคร่กันเท่าไร งานนี้ฉันนับถือน้ำใจแม่จริงๆ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ท่านไม่สบายใจบ่อยนัก แค่นี้ล่ะ ขับรถดีๆ ฉันจะไปทำงานแล้ว”

   คำพูดของเมฆาทำให้เขารู้สึกผิดไม่น้อย แม่ไม่ชอบวีณาแต่ท่านไม่เคยขัดขวางเขาเลย ลูกรักใครท่านก็พร้อมรักด้วย วีณาเองซะอีกที่หลายครั้งเผลดแสดงกิริยากระด้างกระเดื่อง เพราะเหตุนี้เขาจึงมีความคิดว่าหลังแต่งงานจะย้ายออกมาเพื่อป้องกันปัญหา แต่ก็มาเกิดเรื่องเสียก่อน

   ธีภพยืนถอนใจอยู่หน้าห้อง เตือนตัวเองให้ใจเย็นๆ ถึงอย่างไรเขาก็ผิด ผิดมันทุกกรณีนั่นแหละ หากวีณาจะโกรธขึ้งย่อมไม่แปลก เขาต้องทนให้ได้ หลังทำใจเสร็จก็เปิดยิ้มเข้าไปในห้อง สิ่งที่คิดไว้ไม่เกิดขึ้น เขาเตรียมรับมือกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของวีณาเต็มที่ แต่เปล่าเลย มันไม่เกิดขึ้น กลายเป็นว่าวีณานั่งยิ้มหวานต้อนรับเขา

   หัวใจของชายหนุ่มอุ่นซ่านขึ้นมาทันที ยิ้มแรกของเธอเหมือนยาวิเศษชุบชีวิต รอยยิ้มของธีภพกว้างขึ้นไปกว่าเดิม ดวงตาของเขาสุขล้นจนแทบทะลัก วีณาอภัยให้เขาแล้วใช่ไหม เธอไม่ถือโทษโกรธเขาแล้วใช่หรือเปล่า

   “นั่งรออยู่ตั้งนาน นึกว่าคุณจะไม่มารับซะแล้ว” คนรักของเขาออดอ้อนพลางกวักมือเรียกเขาไปใกล้ๆ เอียงคอน้อยๆ “ดอกไม้ใช่ของวีรึเปล่าคะ”

   “อะ...เอ่อครับ ผมซื้อมาให้ ต้อนรับคุณกลับบ้าน”

   “ขอบคุณค่ะ” วีณายื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มเป็นรางวัล “นั่งรอก่อนนะคะ เดี๋ยววีไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เราจะได้กลับบ้านกัน”

   วีณาหย่อนขาลงจากเตียง ธีภพเข้าช่วยประคอง หญิงสาวยิ้มพร้อมกับพึมพำขอบคุณ ส่งเธอเข้าห้องน้ำเรียบร้อยจึงถอยห่างออกมา แทบกระโดดโลดเต้นความทุกข์ที่ทับถมท่วมท้นหัวใจมลายหายไปสิ้น ท่าทางของวีณาเปลี่ยนไปในทางทีดี ไม่อาละวาด ไม่ด่าทอ ตรงข้ามหมดทุกสิ่งอย่าง

   “วีหายโกรธผมรึยัง” ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อนั่งอยู่ด้วยกันในรถ

   “วีไม่เคยโกรธคุณเลยนะคะ แค่เสียใจก็เท่านั้น” หญิงสาวบีบเสียงให้แหบพร่าเหมือนกับว่ากำลังเสียใจสุดซึ้ง

   ตั้งแต่ธีภพเดินออกจากห้องไปเมื่อวาน เธอก็อาละวาดหนักมาจนโดนฉีดยา ได้พักผ่อนเต็มที่ สติก็กลับมา เธอกดดันเขาเกินไป อะไรที่มันเกินขอบเขต ปฏิกิริยาตอบกลับมักรุนแรง ธีภพก็เป็นอย่างนั้น เขาไม่ได้กลับบ้าน แม้คุณหญิงฉัตรดาราจะอ้างว่าไปทำงาน แต่เธอไม่เชื่อ

   ภาพประดับประคองคู่กรณีวาบขึ้นมา เธอโมโหเจียนคลั่ง แต่ต้องเก็บกลั้นไว้ ธีภพเป็นผู้ชายที่ซื่อสัตย์ในระดับหนึ่ง เธอมั่นใจว่าเขาอาจจะไม่คิดอย่างที่นักข่าวพยายามเสี้ยม แต่ก็เพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น อะไรมันก็เกิดตามมาได้ทั้งนั้น ซึ่งเธอไม่มีวันยอมแน่

   สิ่งแรกที่วีณาคิดจะทำเมื่อออกจากโรงพยาบาลก็คือการกำจัดผู้หญิงที่ทำให้ชีวิตเธอพังออกไปให้พ้น แน่นอนว่าคงไปชี้นิ้วด่าทอและขับไล่ตรงๆ คงไม่ได้ อีกอย่างวีณาก็ไม่คิดจะใช้วิธีการตลาดๆ แบบนั้นหรอก มันจะทำให้ธีภพรู้สึกไม่ดีกับเธอ ทั้งหมดทั้งมวลเธอคิดไว้แล้วและมั่นใจในความสามารถตัวเองมากเสียด้วย

   ธีภพผ่อนลมหายใจยาวเหยียด ภาพเหม่อลอยมองแต่ข้างทางของวีณาทำให้เขาเป็นห่วง เธอเสียใจ เขาเองก็เสียใจ เข้าใจความเจ็บปวดของเธอ เพียงไม่กี่วันที่อยู่โรงพยาบาลวีณาทรุดโทรมไปมาก จากที่ผอมอยู่แล้วตอนนี้ก็แทบจะปลิวลม หน้าตาสวยเฉี่ยวบัดนี้หมองเศร้า ต้องใช้ความเสียใจ สะเทือนใจมากแค่ไหนกันมันถึงจะทำให้เธอเสียลูกในท้อง มันเป็นความเจ็บปวดที่เขาประมาณค่าไม่ได้ แม้ในใจอยากจะถามตรงๆ เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงได้แท้ง และทำไมเธอถึงไม่บอกสักคำว่าท้อง ทำไม ทำไมและทำไม

   คงต้องไว้ทีหลัง วันนี้ถือว่าเขาเริ่มต้นได้ดีแล้ว ไม่ควรไปกวนน้ำให้ขุ่น ชายหนุ่มวางมือข้างหนึ่งทับมือของเธอ บีบกระชับแน่นให้กำลังใจ

   “มันผ่านไปแล้ว เลิกเสียใจเถอะนะ ผมจะแก้ไขปัญหาทุกอย่างเอง ขอให้ไว้ใจ”

   “ธีคะ วีอยากไปพักฟื้นที่คอนโดค่ะ”

   ชื่อเสียงที่เสียไปของเธอไม่มีใครกู้คืนได้หรอก

   อยากจะสะบัดมือหนีด้วยความขุ่นเคือง แต่ก็ต้องฝืนยิ้มเนือยๆ หลังจากคิดใคร่ครวญดูแล้ว ถ้าหากยังทำกระฟัดกระเฟียดแสนงอนก็จะพาให้เบื่อระอากันเสียเปล่าๆ จริงอยู่ว่าธีภพจัดอยู่ในประเภทผู้ชายใจดี แต่ถ้าวีณายังงี่เง่าไร้เหตุผลเขาก็จะหันหลังหนีเธอไปเหมือนเมื่อวาน เหตุการณ์นั้นทำให้ความมั่นใจของเธอสั่นคลอน ถึงจะรู้ว่าเขายังรัก แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันที่มั่นคงเลยว่าเขาจะรักเธอตลอดไปจนชั่วชีวิต บอกได้เต็มปากเลยว่าเธอไม่ไว้ใจ

   “แต่ผมคิดว่าที่บ้านจะสะดวกกว่านะ อีกอย่างคือผมไม่อยากให้คุณอยู่คนเดียวด้วย”

   “คนเดียว” วีณาทวนคำพร้อมขมวดคิ้ว “คนเดียวที่ไหนล่ะคะ สงสัยคุณจะเข้าใจผิดแน่ๆ คอนโดที่ว่าไม่ใช่ของวีค่ะ เป็นของคุณ”

   “คอนโดผมยิ่งไม่ได้ใหญ่ ก็ตอนนี้มีแขกพักอยู่”

   “ก็นั่นไงคะ วีจะได้มีเพื่อน ไม่อยู่เหงาคนเดียว”

   “ไม่เอาน่าวี คุณจะไปทำไมที่นั่น ขนาดผมเป็นเจ้าของแท้ๆ ผมยังไม่ค่อยจะได้ไปเลย” ธีภพยกเว้นเมื่อคืนไว้เพราะบอกไปปัญหาก็ยิ่งเพิ่ม “บุษบงอยู่ที่นั่น ถ้าคุณไปอยู่อีกคนมันจะไม่อึดอัดเหรอ”

   วีณายิ้มอ่อนหวานกรีดนิ้วเรียวไปตามต้นแขนกำยำของคนที่ตั้งใจขับรถ ค่อยๆ ซบหน้ากับต้นแขนของธีภพก่อนจะช้อนตาถามเขาเสียงอ่อน

   “ไม่หรอกค่ะ ถ้าอยู่ห้องคุณวีก็ยังมีบุษบงเป็นเพื่อนให้พอพึ่งพาได้ จริงไหมคะ” ใบหน้างามแหงนเงยขึ้นส่งยิ้มให้เขา

   “งั้น คุณไปอยู่ที่บ้านผมไม่ดีกว่าเหรอ คนเยอะดีจะได้ช่วยกันดูแล ตอนนี้บุษบงเองก็เจ็บเหมือนกัน คงดูแลคุณได้ไม่เต็มที่หรอก” ธีภพชวนนางแบบสาวเสียงนุ่ม ทว่าวีณาหน้าตึงขึ้นมา ผละจากเขาอย่างไม่พอใจ

   “ไม่ค่ะ คุณก็รู้ว่าคุณแม่คุณไม่ชอบวีแล้วจะให้วีไปอีกเหรอคะ แล้วถ้านักข่าวรู้ว่าวีอยู่ที่บ้านคุณพวกนั้นไม่ประโคนข่าวกันอีกหรือคะว่าวีเป็นผู้หญิงไร้ค่าหอบผ้าหนีตามไปอยู่บ้านผู้ชายทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงาน”

   “แต่คุณกลับจะไปอยู่ที่คอนโดผมเนี่ยนะ” ชายหนุ่มชักเริ่มไม่เข้าใจคนรักมากขึ้นทุกที ตอนแรกเธอบอกเขาว่าไม่มีเพื่อน พอชวนไปอยู่ด้วยกันที่บ้านมีคนดูแลเธอก็ปฏิเสธเพราะกลัวเป็นข่าว “ไม่กลัวเป็นข่าวรึไง”

   “ไม่รู้ล่ะวีจะไปที่คอนโดคุณ ถ้าไม่พาไปก็ไม่ต้องมาพูดกัน” นางแบบสาวยืนยันเสียงเฉียบ

   ธีภพถอนหายใจเฮือก ไม่รู้ว่าวีณาคิดอะไรถึงอยากไปที่นั่นนัก ชายหนุ่มมองหน้าคนรักอย่างไม่เข้าใจและเขาก็ไม่อยากขัดใจ สุดท้ายก็ยอมพาเธอไปจนได้ แต่เขาก็ต้องตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับเธอ

   “ก็ได้ แต่ผมอยากให้ไปอยู่ที่บ้านสักวันสองวันก่อนได้ไหม อย่างน้อยๆ ก็ให้คุณพ่อกับคุณแม่คลายกังวลเห็นว่าคุณโอเค”

   วีณานิ่งคิดข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้เสียหาย แม้จะไม่ได้อย่างใจก็ตาม เธอต้องไปทนอึดอัดอยู่กับคุณหญิงฉัตรดารา แค่คิดก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาครามครัน คุณแม่สามีของเธอธรรมดาที่ไหนกัน สายตาที่มองมาแต่ละทีนั้นแทบจะทะลุผ่านไปถึงกระดูก แต่เธอก็ต้องทนนั่นแหละ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าทน แค่สองวันเท่านั้น




   บุษบงรับโทรศัพท์ของธีภพอย่างงงๆ ในเช้าวันต่อมา เขาต้องการให้เธอออกไปข้างนอกกับเขา ซึ่งหญิงสาวก็ไม่ขัดข้องเพราะคิดไว้ว่าจะออกไปซื้อของสดมาใส่ตู้ติดไว้เหมือนกัน เมื่อตกลงกันได้บุษบงก็แต่งตัวรอ แขนของเธอใช้งานได้มากขึ้น แต่ก็ยังขัดๆ อยู่บ้างหากต้องเกร็งหรือยกของหนัก เธอนั่งรออยู่ไม่น่าเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

   จริงๆ แล้วธีภพก็มีคีย์การ์ดอีกชุดหนึ่งเก็บไว้ แต่เขาก็ยังมีมารยาทพอที่จะไม่เปิดเข้ามาโดยพละการ คืนที่เขาเมาแล้วเข้าห้องไม่ได้นั้นก็เพราะไม่ได้ติดคีย์การ์ดมา เขาบอกเธอว่าไม่ตั้งใจรบกวน รู้ตัวอีกทีก็มายืนหน้าห้องแล้ว จะขับรถกลับก็เกรงว่าจะโดนจับเพราะเมาแล้วขับซะก่อนถึงที่หมาย

   หญิงสาวเดินไปเปิดประตู แปลกใจว่าธีภพไม่ได้มาคนเดียว มีผู้ชายใส่ชุดฟอร์มคล้ายพวกช่างยืนอยู่ข้างหลังเขา 3 คน พร้อมอุปกรณ์ในมือ

   “พอดีว่าผมให้ช่างเขามาปรับปรุงห้องนิดหน่อยน่ะ เลยชวนออกไปข้างนอกด้วยกัน มีเรื่องจะรบกวนคุณด้วย แต่งตัวเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย จะได้ออกไปกันเลย”

   “งั้นฉันเข้าไปหยิบกระเป๋าก่อนนะคะ”

   ก่อนออกจากห้องทันได้ยินธีภพสั่งงานพวกช่าง จนถึงตอนนี้ก็ยังจับใจความไม่ได้ว่าเขาจะปรับปรุงตรงไหน ในความคิดเธอทุกอย่างก็ดีแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดวันนี้ธีภพดูสดใสขึ้นมาก เขาบอกเธอว่าจะไปรับคนรักของเขาออกจากโรงพยาบาล คงจะปรับความเข้าใจกันได้แล้ว หน้าตาจึงไม่หม่นหมองเหมือนเมื่อสองวันก่อน เห็นเขาเป็นอย่างนี้เธอก็พลอยโล่งใจ

   “วันนี้คุณธีภพดูดีมากๆ เลยนะคะ”

   “คงเป็นเพราะว่าตกลงกับวีเขาได้มั้งครับ ว่าแต่คุณเถอะหิวหรือยัง ผมก็มาซะเช้า เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า”

   บุษบงเดินตามธีภพเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ท่าทางของธีภพดูจะคุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างมาก ซึ่งหากเป็นเธอคงจะเงอะงะพอควร ร้านหรูหราแบบนี้คงจะต้องใช้เงินเดือนทั้งเดือนแลกมาซึ่งเธอไม่มีวันทำบ้าๆ แบบนั้นแน่ หลังจากนั่นลงเรียบร้อย ธีภพก็มองหน้าเธอนิ่งๆ จนหญิงสาวต้องหลุบตาลงมองมือตัวเอง

   “เอ่อ คุณธีภพ มีอะไรหรือเปล่าคะ”

   “เอาจริงๆ ก็มีเรื่องรบกวนคุณสักเรื่อง”

   “หลายเรื่องก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พูดมาเถอะ”

   “คือวีเขาไม่อยากอยู่ที่บ้าน แล้วก็เจาะจงขอมาอยู่ที่คอนโด คุณจะว่าอะไรมั้ย ถ้าจะมีคนมาอยู่ด้วย”

   บุษบงยิ้มกว้าง “จะว่าได้ไงล่ะคะก็ห้องของคุณนี่ คุณวีณาจะมาวันไหนคะ ฉันจะได้เตรียมตัวหาที่พักใหม่”

   “ไม่ๆๆ บุษบง เข้าใจผิดแล้ว” ธีภพรีบปฏิเสธ “คุณก็อยู่ต่อไปนั่นล่ะ ผมแค่อยากขอร้องให้คุณช่วยดูแลวีณาด้วยอีกแรง ถ้ายังไงผมจะจ่ายเงินเดือนให้”

   “ฉันไม่กล้ารับหรอกค่ะ แค่คุณให้พักฟรีๆ ก็ดีถมไปแล้ว ส่วนเรื่องคุณวีณาฉันไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ฉันจะต้องใจดูแลเธอให้เต็มที่เลย”

   บุษบงรับปากด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ธีภพดีกับเธอมากเหลือเกิน สิ่งใดที่ตอบแทนหรือทำให้เขาสบายใจได้เธอก็พร้อมทำให้เต็มกำลัง กับวีณาเองบุษบงก็รู้สึกผิดลึกในใจ เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เธอปฏิเสธชายหนุ่มดชคร้ายตรงหน้า

   “อาการเธอเป็นอย่างไรบ้างคะ คุณน่าจะชวนเธอมาด้วย”

   “ผมบอกเธอว่าออกมาธุระเรื่องงานน่ะ อยากตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมด้วย วีเขาอาจจะดูเจ้าอารมณ์ไปบ้างบางครั้ง หากเขาเผลอเหวี่ยงใส่คุณก็อย่าถือเขาเลยนะ สภาพอารมณ์เขาตอนนี้ก็ถือว่ายังไม่ปกตินัก คุณคงจะต้องลำบากสักหน่อย”

   “คุณธีภพอย่ากังวลไปเลยค่ะ ฉันน่ะรับมือกับคนเจ้าอารมณ์มาแล้วนับไม่ถ้วน” ภรรยาเจ้านายเก่าเธอนั่นไง เจ้าอารมณ์สุดๆ เธอยังผ่านมาได้เลย

   “ขอบคุณคุณมากบุษบง”

   “เรียกฉันว่า บัวก็ได้ค่ะ” หญิงสาวยิ้มกว้าง

   “งั้นคุณก็เลิกเรียกผมว่าคุณธีภพเถอะนะ ฟังเหมือนเลขาที่บริษัทยังไงไม่รู้ เหมือนมีอะไรให้สะดุ้งตลอดทุกครั้งที่ได้ยินชื่อตัวเอง” ชายหนุ่มกล่าวติดตลก เมื่อเมฆหมอกแห่งความทุกข์โศกเคลื่อนผ่าน ความเครียดขึงของธีภพก็ลดลง พูดเล่นแบบนี้ก็ดูว่าเขาจะเป็นคนมีอารมณ์ขันไม่น้อย

   ใจจริงเธออยากถามเรื่องข่าว แต่เห็นเขาไม่พูดอะไรก็ปล่อยให้มันผ่านไปดีกว่า ธีภพกำลังสบายใจหากเธอไปสะกิดเข้าก็เกรงว่าจะเครียดขึ้นมาอีก เธอกับเขาต่างบริสุทธิ์ใจต่อกัน ความจริงเป็นสิ่งไม่ตายและเธอก็บอกทุกอย่างไปกับเมฆาจนหมดแล้ว

   หลังจากเดินซื้อข้าวของพร้อมต้อนรับวีณาจนเต็มรถเข็น บุษบงเมื่อยขานิดๆ แล้ว แต่ก็ดูชายหนุ่มเลือกของเพลินไปเลย ธีภพเป็นคนที่ใส่ใจในรายละเอียดมาก พิถีพิถันเลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับคนรักและรู้ว่าวีณาชอบในสิ่งใด ทุกครั้งที่เขาพูดถึงวีณาสีหน้าและสายตาจะอ่อนโยนลง บุษบงนึกชมอยู่ในใจหลายครั้ง วีณาโชคดีจริงๆ ที่เลือกใช้ชีวิตกับผู้ชายคนนี้

    ช่างโทรมารายงานว่าความเรียบร้อยที่ห้อง พอวางสายธีภพก็เลือกของต่ออีกสองสามอย่างแล้วจึงหันมาถามเธอเหมือนเพิ่งนึกได้

   “ผมลืมไปเลยว่าคุณยังไม่ค่อยแข็งแรงก็พาเดินซะทั่ว เหนื่อยมั้ย เจ็บแผลหรือเปล่า ที่ห้องเสร็จเรียบร้อยแล้วล่ะ ผมว่าเรากลับกันดีกว่า คุณจะได้พัก”

   หญิงสาวไม่ขัดข้อง เมื่อส่งเธอที่ห้องเสร็จแล้วธีภพก็ขอตัวกลับทันที หญิงสาวจัดของเรียบร้อยก็เดินสำรวจความเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่ยักจะเห็นมีอะไรผิดแปลกไป ด้วยความอ่อนเพลียจึงเข้าห้องอาบน้ำ แล้วก็เผลอหลับยาวด้วยความเพลีย





   วีณากำโทรศัพท์ในมือแน่น ธีภพหายไปอ้างกับเธอว่ามีธุระเรื่องงาน ทิ้งให้เธอทนอึดอัดอยู่กับคนที่บ้านของเขา คุณภานนไม่เท่าไร แต่คุณหญิงฉัตรดารานี่ช่างสงสัยจนน่ารำคาญ ดูเหมือนว่าพ่อแม่ของธีภพจะติดใจสงสัยเรื่องการแท้งลูกของเธอมาก ก็ให้สงสัยกันต่อไปเถอะ หากเธอไม่ปริปากก็ยากที่ใครจะล่วงรู้

   แต่ตอนนี้หญิงสาวกำลังเจอปัญหาใหม่ ธีภพทำให้ความไว้วางใจของเธอสั่นคลอน เขาไปไหนกันแน่ ทำไมต้องโกหกโดยเอาเรื่องงานมาอ้าง เธอเพิ่งวางสายจากเลขาของเขา ธีภพไม่เข้าบริษัท เป็นไปได้ไหมว่าเขาจะไปหาผู้หญิงคนนั้น นางแบบสาวร้อนเร่าไปทั้งใจ ภาพประคับประคองกันของคนรักกับหญิงอื่นแสลงใจเธอนัก แม้จะรู้ว่ามันไม่จริงก็เถอะ แต่เธอไม่ได้ใจกว้างกับผู้หญิงทั้งโลก

   โทรศัพท์ในมือสั่นสะท้าน นางแบบสาวขมวดคิ้วสงสัยกับเบอร์ที่โทรเข้ามา “สวัสดีค่ะ”

   “เป็นไงเจ้าสาวคนสวย บรรยากาศที่บ้านสามีถูกใจดีมั้ย”

   “จะป่วนฉันไปถึงไหนพิพัฒน์ เราไม่มีอะไรต่อกันแล้ว เลิกตามตอแยกับฉันสักที”

   “อย่าสำคัญตัวผิดนักเลยทูนหัว แล้วที่บอกว่าไม่มีอะไรน่ะ แน่ใจใช่มั้ย”

   “ฉันแน่ใจที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ เลิกวุ่นวายกับชีวิตฉันสักที”

   “คุณฆ่าลูกผม...วีณา” เสียงของพิพัฒน์เย็นเยียบจนขนของวีณาลุกเกรียว ถ้อยคำที่กล่าวออกมาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นอาฆาต “ต่อให้คุณชดใช้ทั้งชีวิตก็ไม่พอหรอก ฟังไว้ให้ดีผมไม่หยุดแค่นี้แน่ อ้อ...แล้วผัวใหม่คุณน่ะอย่าไว้ใจมันให้มากนัก ผมเห็นภาพในข่าวแล้วยังนึกหวั่นใจ ไอ้ที่คุณลงทุนทำไปทุกอย่างท่าจะไม่คุ้ม”

   “หุบปากได้แล้วไอ้สารเลว”

   วีณาไม่อาจทนฟังคำพูดกระทบใจต่อไปได้ เธอเหมือนวัวสันหลังหวะและพิพัฒน์กำลังเอาน้ำเกลือราดลงไปโดยไม่สนใจบาดแผลของเธอ โทรศัพท์ถูกปาออกไปสุดแรงด้วยความโกรธ หญิงสาวทุ่มตัวลงซบหมอนกรีดร้องออกมาจนสุดเสียง หากไม่ใช่กลัวเสียแผนเธอจะอาละวาดให้มันพังเป็นแถบๆ ไปเลย

   คำพูดของพิพัฒน์จะไร้ความหมายถ้าเธอไม่คิด แต่เธอไม่สามารถทำอย่างนั้นได้เพราะในใจตอนนี้เต็มไปด้วยความระแวง

   เธอยังจะไว้ใจธีภพได้อีกไหม วีณาสับสนไปหมด อุตส่าห์เสี่ยงลงทุนมากมาย คงทำใจไม่ได้หากต้องสูญเสียเขาให้กับใคร เธอจะไม่ยอมกลับไปยืนตรงจุดเดิมๆ อีก ธีภพจะต้องเป็นของเธอเท่านั้น เป็นตายร้ายดีก็จะไม่ยอมเสียเขาไปเด็ดขาด

   ทางเดียวที่จะทำให้เธอวางใจได้นั่นก็คือต้องไม่มีผู้หญิงคนนั้นอยู่บนเส้นทางชีวิตรักของเธอกับธีภพ วีณาไม่เก็บเอาไว้ให้เป็นหนามยอกอกหรอก เธอต้องตัดผู้หญิงทุกคนออกไปจากชีวิตเขาให้ได้ และคนต่อมาที่เธอจะกำจัดให้สิ้นซากก็คือพิพัฒน์!!!


13
บทที่ 8

   ปกติหลังจากเยี่ยมวีณาเรียบร้อยธีภพจะตรงกลับบ้านทันที แต่วันนี้จิตใจของเขามันว้าวุ่นสับสนจนไม่อยากกลับไปเผชิญหน้าใครตอนนี้ พ่อแม่ห่วงเขา ส่วนเมฆาก็เหน็ดเหนื่อยกับการตามปิดข่าวทุกช่องทาง หากกลับไปสภาพนี้ก็มีแต่จะทำให้คนอื่นไม่สบายใจเปล่าๆ เขาเองก็ยังไม่พร้อมจะคุยกับใครด้วย

   วีณาไม่ไว้ใจเขา ความจริงที่เขาตัดใจมองข้ามไม่ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ไม่เคยมีสักครั้งที่เธอจะแสดงอาการแคลงใจเช่นนี้ ทั้งที่หลายงานเขาต้องคลุกคลีกับผู้หญิงอื่น อยากจะโทษความไม่มั่นคงในอารมณ์ของเธอ แต่มันก็ยังไม่ใช่ตอนนี้เขาเสียใจ

   ธีภพแวะห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรแต่มันคงดีกว่าขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย ช่วงเวลาเลิกงานแบบนี้ผู้คนเริ่มหนาตามากขึ้น เขาก็เดินดูของไปเรื่อยๆ แล้วก็ต้องหยุดชะงักตรงแผนกเด็ก มีครอบครัวหนึ่งกำลังเลือกของเด็กอ่อนกันอยู่ ผู้ชายวัยใกล้ๆ กับเขาอุ้มทารกอย่างทะนุถนอม ขณะที่หญิงสาววัยไล่เลี่ยกันคอยเลือกของชี้ชวนอยู่ข้างๆ บางครั้งก็หันมาสนใจทารกที่ร้องอ้อแอ้งอแงอ้อนพ่อแม่

   จำต้องเมินหน้าหนีไปทางอื่น ขมขื่นเกินจะทนมองต่อได้ ถ้าเพียงแต่เรื่องราวทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นกับเขา ถ้าเพียงแต่วีณาจะเข้มแข็งและรอฟังเหตุผล บางทีเขาอาจจะมีโอกาสได้อุ้มลูกของตัวเองเหมือนผู้ชายคนนั้น ได้หยอกล้อและได้ปลอบโยนเวลาที่ลูกร้องไห้ ทำอย่างที่เกือบจะได้ทำแต่กลับต้องมายืนมองทั้งที่น้ำตาตกในอย่างนี้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ทุกอย่างสูญสลายราวความฝัน ทั้งครอบครัว ทั้งลูก หายวับไปกับสายลม ไม่มีเหลือเลย

   เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าช่วยดึงสติกลับมา ธีภพมองเบอร์บนหน้าจอแล้วถอนใจเฮือก เขายังไม่พร้อมที่จะทะเลาะกับใครทั้งนั้น แม้ชื่อที่ปรากฏจะเป็นวีณาก็ตาม...




   บุษบงมองคนที่ยืนอยู่หน้าห้องตาโต ตอนแรกเธอคิดว่าเขาคือธีภพแต่เปิดประตูออกมากลับไม่ใช่ ผู้ชายคนนี้แค่มีบางอย่างคล้ายธีภพ แต่บางอย่างที่ว่าก็นับรวมตั้งแต่โครงหน้า ดวงตาคมดุ ความสูงและขนาดตัวที่ไกล้เคียง เพียงแต่เขาคนนี้ดูมีอายุมากกว่า แววตาดำขลับของเขาไม่ได้เมตตาปรานีเหมือนกับธีภพ หญิงสาวกำลังจะอ้าปากถาม เขาก็ส่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาตรงหน้า

   “ไม่ต้องงง ฉันชื่อเมฆาเป็นพี่ชายของนายธีภพ หนังสือพิมพ์วันนี้ลงข่าวเขากับเธอ ฉันแค่ต้องการคำอธิบายในเรื่องนี้ ช่วยบอกฉันทีข่าวนี้หมายความว่าไง”

   บุษบงรีบกางมันออกอ่านและตกใจจนต้องรีบปฏิเสธ

   “ฉันกับคุณธีภพไม่ได้มีอะไรกันอย่างในข่าวนะคะ”

   “โอเคเรื่องนี้ผมเชื่อ เพราะธีมันก็คงไม่น่าจะทำระยำอย่างในข่าว งั้นเราคงต้องคุยกันยาวแล้วล่ะคนสวย” เมฆาบอกพร้อมกับเดินเบียดเธอให้เข้าไปใน ก็ถ้าบุษบงไม่หลบซะก่อนแขนล่ำสันคงได้โดนตัวเธอแน่

   ทำไมดูเป็นคนเอาแต่ใจ ไม่เห็นจะใจดีเหมือนธีภพเลย หญิงสาวคิดค่อนก่อนเดินตามหลังเมฆามาติดๆ ชายหนุ่มหยุดยืนตรงชุดรับแขกหันมากดไหล่ให้บุษบงนั่งลง ขณะที่เขากลับยืนกอดอกมองเธออย่างสำรวจ

   สายตาเมฆามองปราดไปที่ต้นแขนของหญิงสาว มีผ้าพันแผลสีขาวพันอยู่ นั่นจึงทำให้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องเสียเวลาเล่า

   “นั่นแผลที่โดนชนใช่ไหม คงเจ็บน่าดูสินะ ท่าทางแผลใหญ่เอาเรื่อง”

   “ค่ะ” บุษบงแหงนมองเขาคอตั้งบ่า พอนึกอะไรขึ้นได้ก็ลุกยืนบอกกับเขา “ฉันไปหาน้ำให้คุณดีกว่านะคะ”

   เมฆาพยักหน้าอนุญาต ระหว่างรอเขาก็สำรวจความเรียบร้อยรอบห้อง ปกติห้องของเขากับน้องชายจะมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดอาทิตย์ละสองครั้ง เพราะนานทีเจ้าของห้องถึงจะเข้ามาพัก ดังนั้นการตกแต่งภายในห้องก็จะออกทื่อๆ แต่ก็ดูดีมีสไตล์สมกับเป็นห้องเจ้าของโครงการ แต่ไม่มีทางที่ห้องนี้จะมีแจกันดอกไม้สดวางอยู่ที่โต๊ะรับแขก ถ้าเขาเดาไม่ผิดผู้หญิงคนนี้คงเพิ่งจัดการหามันมาวางเป็นแน่

   “ขอบใจนะ” เมฆาเปิดยิ้มเป็นครั้งแรกหลังจากที่แก้วน้ำและของว่างถูกยกมาวางตรงหน้า บรรยากาศในห้องจึงผ่อนคลายลง

   บุษบงพอเห็นรอยยิ้มก็เริ่มใจชื้น ถึงจะดูคล้ายแต่เธอรู้สึกเกร็งๆ กับเมฆายังไงไม่รู้ หญิงสาวนั่งลงในระยะที่เหมาะสมแล้วเริ่มต้นบทสนทนา “คุณเมฆามีอะไรให้ดิฉันรับใช้หรือคะ”

   คราวนี้เมฆาหัวเราะเลยทีเดียว ขำท่าทางหวาดๆ ของหญิงสาวนัก แต่ถึงในใจจะนึกหวั่นเกรง แต่ก็ยังแสดงออกได้อย่างน่าดูชม นอบน้อมจนเขารู้สึกว่ามันช่างขัดกับเมื่อครู่ตรงหน้าประตูลิบลับ

   “ทำตัวตามสบายเถอะ ไม่ต้องเกร็ง ฉันอาจจะดูดุกว่านายธีแต่ก็ไม่มีอะไรหรอกไม่ต้องกลัว ที่มาวันนี้ก็แค่อยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมน้องชายฉันถึงได้พามาไว้ที่นี่ แต่พอฉันได้เห็นแผลกับรอยช้ำเขียวๆ นั่นก็พอรู้แล้วล่ะว่าทำไม”

   “ดิฉันชื่อบุษบงค่ะ ที่ต้องมาอยู่ที่นี่เพราะโดนเจ้าของบ้านเช่าไล่ออกมาไม่รู้จะไปไหนก็ได้คุณธีภพกรุณาช่วยเหลือ” บุษบงบอกเขาเสียงเศร้า “ฉันไม่รู้ว่าทำไมหนังสือพิมพ์ถึงได้ลงข่าวแบบนี้ ทั้งที่ฉันก็เพิ่งมาถึงที่นี่เมื่อวาน”

   “เธอคงไม่รู้สินะว่ากำลังเป็นข่าวกับคนที่ถูกจับตามองมากที่สุด” ชายหนุ่มยิ้มแปลกๆ พลางนึกสงสารน้องชายที่เหมือนช่วงนี้จะขยับตัวไปไหนทีก็มีแต่ข่าว “เจ้าบ่าวที่ดังคับประเทศ”

   “ฉันเสียใจจริงๆ กับเรื่องนี้ เพราะฉัน เขาถึงไปไม่ทันงานแต่ง” หญิงสาวเอ่ยเสียงเศร้า

   “มองกลางๆ ก็ไม่ใช่ความผิดใครหรอก มันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก” เมฆาปลอบหญิงสาว “อุบัติเหตุครั้งใหญ่หลวง การสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น”

   บุษบงนิ่วหน้านึกสงสัยในคำพูดของเมฆา “มีอะไรร้ายแรงกว่านั้นอีกหรือคะ”

   ฉลาด...เมฆาบอกตัวเองในใจพลางมองคนตรงข้าม เขากำลังคิดว่าจะบอกให้เธอรู้หรือไม่ แต่แววกังวลที่วิ่งวุ่นอยู่ในตาคู่นั้นกำลังอ้อนวอนขอให้เขาพูด

   “เจ้าสาวของธีภพไปแท้งลูก” ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปาก

   “อะไรนะคะ!” เสียงของบุษบงแหบแห้ง หน้าของเธอซีดเผือด ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเรื่องมันจะร้ายแรงขนาดนี้ แล้วธีภพจะเป็นอย่างไร

   “เราไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเกิดขึ้นได้ คิดว่าวีณาน่าจะเครียดจัดจนร่างกายผิดปกติเพราะเพิ่งท้องอ่อนๆ พอจิตใจมันย่ำแย่ ร่างกายก็เลยสู้ไม่ไหว นายธีเสียใจกับเรื่องนี้มาก ฉันกลัวว่าเขาจะพลาดอีก ดังนั้นพอมันเป็นข่าวฉันก็เลยอยากมาดูให้เห็นกับตา” เมฆากล่าวเรื่อยๆ พร้อมกับสังเกตเห็นน้ำตาที่เอ่อจวนเจียนจะหยด

   หญิงสาวกะพริบตาไล่น้ำตาให้ย้อนกลับ เอ่ยขอโทษธีภพผ่านพี่ชายของเขา เพราะเธอ เธอที่ทำให้ชีวิตของเขาพัง

   “ฉัน...ขอโทษค่ะ ถ้าวันนั้นฉันไม่วิ่งตัดหน้ารถเขา เรื่องก็คงไม่เป็นแบบนี้ ฉันผิดเอง ฉันน่าจะตายมากกว่าลูกของเขา”

   “ที่บอก ฉันก็ไม่ได้หวังให้เธอฟูมฟายโทษตัวเองแบบนี้ แต่ที่ฉันบอกก็เพราะอยากให้เธอรู้ไว้ จะได้ไม่ทำอะไรกระทบใจนายธีเข้า” เมฆาบอกจริงจังและเตือนอีกฝ่าย “น้องชายฉันถึงมันจะใจดีแต่ถ้ามันสุดทนก็น่ากลัวใช่เล่น ธีมันก็มีเหตุผลแยกแยะได้ อีกอย่างคือมันไม่ชอบคนฟูมฟาย ถ้าเธอไม่อยากให้มันคลั่งก็อย่าโทษตัวเองอย่างนี้”

   บุษบงใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ นี่เองที่ทำให้เขาดูโมโหเวลาที่เธอขอโทษ หญิงสาวกลั้นสะอื้น ไม่อยากให้เมฆาต้องหนักใจอีก

   “ปกติแล้วเขาจะไม่ค่อยมาที่นี่หรอก เธอก็อยู่ให้หายดีก่อนแล้วกัน แล้วก็ไม่ต้องกลัวด้วยเพราะฉันก็คงต้องอยู่บ้านอีกสักพัก” เมฆายืนขึ้นเต็มความสูง “อยู่คนเดียวระวังตัวให้ดี ระบบความปลอดภัยที่นี่เชื่อถือได้แต่เราก็ต้องไม่ประมาท ฉันไปล่ะ”

   “คุณเมฆาคะ”

   “เรียกฉันว่าพี่เมฆก็ได้ มีน้องสาวเพิ่มมาอีกคนก็คงดีเหมือนกัน”

   “ค่ะ พี่เมฆ” บุษบงทวนก่อนอักอักบอกเขา “ฉันอยากขอโทษคนในครอบครัวของพี่เมฆ”

   เมฆายิ้มบาง พยักหน้ารับรู้ “แล้วจะบอกทุกคนให้”

   บุษบงยกมือไหว้เขาอีกครั้ง ตามไปส่งจนถึงหน้าห้อง พอเขาไปแล้วเธอก็จัดการล็อกประตูตามเดิม เธอเห็นด้วยกับเมฆาที่ว่าอยู่คนเดียวต้องไม่ประมาท ยิ่งข้าวของในห้องราคาแบบนี้เธอยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นสองเท่า

   ตกดึกประตูห้องก็ถูกเคาะถี่ๆ จนคนที่ผล็อยหลับเพราะฤทธิ์ยาถึงกับสะดุ้งตื่น ลุกขึ้นนั่งฟังจนแน่ใจ แต่เสียงเคาะก็ยังไม่หยุดกลับยิ่งทวีแรงเคาะมากขึ้นจนกลายเป็นทุบโครมๆ ใครกันมาเคาะดึกดื่นขนาดนี้หรือว่าจะเป็นธีภพ แล้วถ้าไม่ใช่ล่ะเธอจะทำอย่างไร บุษบงมองไปรอบห้องเตรียมหาอาวุธรับมือผู้บุกรุก

   “ทำไมเปิดไม่ได้วะ” เสียงผู้มาเยือนฟังดูคุ้นๆ

   หญิงสาวตัดสินใจเปิดผลัวะ! ก่อนตะลึงจนตาค้าง คราวนี้คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเป็นเจ้าของห้องตัวจริงเสียงจริงไม่ใช่โจรอย่างที่กลัว แต่บุษบงต้องรีบเบือนหน้าหนีเพราะกลิ่นที่ฟุ้งออกมาจากร่างเขา ดวงตาแดงก่ำของธีภพมองเธองงๆ ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะกระตุกยิ้มออกมาเหมือนเพิ่งนึกได้

   “อ้อ...บุษบง” เขาเรียกชื่อเธอยาวเหยียดพร้อมกับส่งถุงเหล้าและน้ำแข็งให้ “ช่วยจัดการให้ที”

   แม้จะยังงงงันแต่บุษบงก็รับเหล้าด้วยแขนข้างที่ไม่เจ็บ ถือไปวางไว้บนโต๊ะและค่อยเดินเข้าไปในครัว ธีภพเดินโซซัดโซเซเข้ามานั่งแปะอยู่ที่โซฟา ครู่เดียวหญิงสาวก็กลับมาพร้อมแก้วเหล้าและกลับเข้าไปเอากระติกน้ำแข็งอีกรอบ

   “ลืมไปว่าแขนเธอยังเจ็บอยู่ ของหมดหรือยัง” ธีภพลุกขึ้นยืนเซๆ เตรียมจะเข้าไปช่วยเธอยกของแต่บุษบงส่ายหน้าปฏิเสธ

   “หมดแล้วค่ะ คุณธีภพจะรับกับแกล้มไหมคะเดี๋ยวฉันจะทำให้” หญิงสาวยืนมองเขาอย่างเป็นห่วง จะให้เธอห้ามก็คงทำไม่ได้หรอก เขาอาจจะอยากดื่มให้ลืมเรื่องทุกข์ใจก็ได้ แต่เขาก็เมามากแล้วไม่น่าซื้อมาอีกเลย

   “เธอไปนอนต่อเถอะ ขอโทษที่รบกวนแต่ฉันไม่รู้จะไปที่ไหน ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันจัดการเอง” ธีภพโบกมือไล่ก่อนจะคีบน้ำแข็งใส่แก้วจัดการชงเหล้าให้ตัวเองเงียบๆ

   บุษบงยืนมองอยู่พักหนึ่งก็ต้องรีบเข้าห้อง เพราะธีภพเงยหน้าขึ้นมายังเห็นเธอยืนอยู่จึงเอ่ยชวนอย่างใจดีพร้อมบอกจะชงเหล้าให้ นั่นจึงทำให้เธอปฏิเสธ รีบเดินกลับห้องแทบไม่ทัน

   เสียงแก้วเหล้ายังดังกระทบกับโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แม้เธอจะพยายามหลับตาสักเท่าไรก็ไม่อาจหลับได้ คนข้างนอกยังคงดื่มอย่างเอาเป็นเอาตาย หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาบนหัวเตียง จะตีสองแล้วเหรอ เสียงข้างนอกเหมือนจะเงียบไป บุษบงค่อยๆ ย่องไปแง้มประตูแอบดูเขา

   ธีภพนอนพับไปกับโต๊ะขณะที่ในมือยังถือแก้วเหล้าค้าง บุษบงเดินย่องไปดูใกล้ๆ และได้เห็นเกล็ดน้ำจุดเล็กๆ เกาะอยู่ที่แพขนตาหนาของคนหลับ หญิงสาวมองเขาอย่างแปลกใจเพราะเคยได้ยินมาไม่ว่าจะเสียใจสักแค่ไหนพวกผู้ชายก็มักจะไม่ยอมร้องไห้ให้ใครเห็น แล้วนี่เขาเสียใจขนาดถึงกับร้องไห้เชียวเหรอ

   “ทำไมคุณถึงไม่เชื่อผม...” เสียงงึมงำแต่ก็พอจับใจความสำคัญได้

   “คุณธีภพค่ะ” บุษบงลองเขย่าแขนเขาเบาๆ “คุณธีภพ”

   นิ่งสนิท...เขาคงเมาจนหลับไปแล้ว คราวนี้จะทำอย่างไรล่ะบุษบง แขนก็เจ็บ แถมตัวเขาก็ใหญ่กว่าเธอตั้งเยอะจะให้เธอยกเขาเข้าห้องก็คงเป็นไปไม่ได้ หญิงสาวตัดสินใจดึงร่างเขาให้หงายตามโซฟาก่อนจะเดินวนมายกขาเขาขึ้นทีละข้างทอดตามความยาว โชคดีจริงๆ ที่เขานั่งตรงกลางโซฟาตัวใหญ่พอดี ไม่งั้นเธอก็คงหมดปัญญา

   คนเมาโดนจับขยับโน่นนี่มากเข้าก็เริ่มครางอย่างรำคาญ มือของเขาปัดป่ายจนพลาดไปโดนแขนข้างที่เจ็บของบุษบงเข้า

   “อุ๊ย!” หญิงสาวรีบถอยออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะตีโดนแผลอีกรอบ แต่พอไม่มีอะไรรบกวนธีภพก็สงบเหมือนเดิม เขาคงนอนสบายกว่านี้ถ้าหากได้เช็ดเนื้อเช็ดตัวบ้างแต่เธอไม่กล้าหรอก ถ้าปกติเธอก็คงจะเสี่ยงทำให้แต่สภาพนี้ไม่เอาดีกว่า บุษบงเดินเข้าไปหอบผ้าห่มในห้องของเธอมาคลุมร่างเขาไว้ ก่อนที่จะดับไฟและกลับเข้าห้องของตัวเอง

   หญิงสาวตื่นไปซื้อของสดแต่เช้า รอใส่บาตรพระด้วยเลย คอนโดของธีภพไม่เหมือนบ้านเช่าเก่าของเธอ ที่นี่ไม่มีพระผ่านจึงต้องเดินไปรอที่ตลาดแล้วก็ถือโอกาสซื้อของมาทำกับข้าวด้วยเลย เธอเพิ่งไปถอนเงินเพื่อมาใช้จ่ายโดยตั้งใจว่าพอแผลหายก็จะเริ่มหางานและที่พักใหม่จะได้ไม่ต้องรบกวนธีภพ

   กลับมาถึงห้องเจ้าของก็ยังนอนสงบนิ่งอยู่ที่โซฟาท่าเดิมก่อนที่เธอจะออกไป บุษบงขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ร่างของธีภพคู้เข้าหากัน ผ่าห่มเลื่อนลงต่ำ เธอวางถุงของที่ซื้อมาลงด้านข้างแล้วขยับผ้าห่มให้คลุมร่างเขา กดรีโมทปรับอุณหภูมิให้อบอุ่นขึ้น แล้วจึงหยิบถุงข้าวของเข้าครัวเตรียมทำอาหารเช้า

   ธีภพลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง เขาอยู่ที่ไหน มองกวาดไปทั่วห้องอย่างรวดเร็วจึงได้รู้คำตอบ ตอนนี้เขาอยู่ที่คอนโด ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อก็ต้องย่นจมูกฟุดฟิดเมื่อกลิ่นของอาหารลอยออกมาจากในครัว เรื่องอื่นเอาไว้ก่อนแล้วกัน ชายหนุ่มลุกขึ้นสลัดศีรษะไล่ความมึนงง แล้วก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อพบว่ามีผ้าห่มคลุมอยู่บนร่าง บุษบงคงเอามาห่มให้เขาตอนที่เมาแน่ๆ ชายหนุ่มพับผ้า จัดการเก็บแก้ว ถือมันเดินตามกลิ่นอาหารเข้าไปในครัว

   “อุ๊ย!” บุษบงถึงกับสะดุ้งเมื่อหันมาเจอธีภพเดินพรวดเข้าไป

   “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ”

   “มะ ไม่เป็นไรค่ะ คุณตื่นนานแล้วเหรอคะ”

   “กลิ่นข้าวต้มของเธอไปปลุกนั่นแหละถึงได้ตื่น” ชายหนุ่มเดินเข้าไปวางแก้วลงในอ่างล้างจาน มองไปยังหม้อข้าวต้มกำลังเดือดปุดๆ ก่อนเบนสายตาไปที่คนทำ “จะรบกวนไหม ถ้าฉันจะขอกาแฟขมๆ สักแก้ว”

   “ไม่หรอกค่ะ คุณธีภพไปนั่งรอด้านนอกก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันยกไปให้” หญิงสาวระบายยิ้มเต็มหน้า ทำเอาคนเมาชักตาพร่า สงสัยเขาคงเมาค้างหรือไม่ก็ยังสร่างไม่เต็มที่ถึงได้นึกเปรียบเทียบรอยยิ้มของวีณากับบุษบง ตั้งแต่เกิดเรื่องเขาก็ไม่เคยเห็นรอยยิ้มของวีณาอีกเลย ธีภพสลัดไล่ความคิดขณะที่เดินออกมาด้านนอก

   “จะให้ฉันตั้งโต๊ะเลยไหมคะ” เสียงใสถามขึ้นขณะที่ยกกาแฟมาวางให้ตรงหน้า แล้วก็ต้องรีบอธิบายเพิ่มเมื่อเจ้าของห้องขมวดคิ้วสงสัย “คือฉันคิดว่าคุณน่าจะทานอาหารเช้าก่อนกลับบ้านก็เลยทำไว้ให้น่ะค่ะ”

   “ฉันนึกว่านั่นเป็นมื้อเช้าของเธอเสียอีก อืม...แต่ก็ดีเหมือนกันขอบใจมาก งั้นเดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อน แล้วกัน ค่อยกินข้าวทีหลัง หนักหัวชะมัด” แม้จะค่อนข้างแปลกใจแต่คิดไปคิดมาเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าบ้าน เพราะเดี๋ยวอาบน้ำกินข้าวที่นี่เสร็จก็ไปรับวีณาที่โรงพยาบาลเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา

   ธีภพออกมาจากห้องด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ท่าทางสดชื่นใบหน้าคมสันก็แลดูผ่องใสยิ่งเหลือบไปเห็นแจกันดอกไม้เล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะอาหารยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

   บุษบงเสิร์ฟข้าวต้มหอมกรุ่นให้เขาเสร็จก็ขยับตัวไปยืนอยู่ห่างๆ คอยฟังว่าเขาต้องการอะไร ธีภพเห็นเธอยืนเฉยๆ ก็อดที่จะถามไม่ได้

   “แล้วไม่กินด้วยกันเหรอ นี่มันของๆ เธอนะ”

   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เชิญคุณธีภพกินก่อนเลย”

   เนื่องจากไม่ชอบเซ้าซี้ให้มากความดังนั้นธีภพจึงไม่ชวนเธออีกและหันมาสนใจกับข้าวต้มตรงหน้าแทน ปกติเขาจะเป็นคนกินยาก หากไม่จำเป็นเขาก็มักจะหิ้วท้องกลับไปชิมฝีมือของมารดาเสมอ แต่วันนี้เขาคงต้องยกเว้นบุษบงไว้สักคน

   “ปกติฉันจะไม่กินข้าวที่อื่นหรอกนะ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ติดงานอะไรฉันก็จะหิ้วท้องกลับไปกินฝีมือคุณแม่เพราะท่านชอบทำอาหาร” ชายหนุ่มชวนคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศในห้องเงียบ

   “คุณแม่ของคุณคงทำอาหารอร่อยมาก” บุษบงเดายิ้มๆ

   แววตาของธีภพเปี่ยมสุขเมื่อยามเอ่ยถึงมารดา “ใช่ อร่อยมาก แต่ของเธอก็อร่อยนะฝีมือใช้ได้เลย ถ้ามีเวลาฉันน่าจะให้”

   จู่ๆ ธีภพก็หยุดพูดกะทันหัน ทำให้คนที่รอฟังเลิกคิ้วอย่างสนใจ แต่เขาก็ยังปิดปากเงียบวางช้อนและยกแก้วน้ำขึ้นดื่มดื้อๆ

   “อิ่มแล้วเหรอคะ”

   ชายหนุ่มนั่งนิ่งไม่ยอมตอบ คิ้วเข้มขมวดมุ่น เขากำลังนึกถึงวีณา คิดว่าน่าจะให้เธอลองไปฝึกทำอาหารกับแม่เขาบ้างเพื่อจะได้ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกันมากขึ้น แต่พอย้อนดูสถานการณ์ปัจจุบัน อย่าว่าแต่ให้วีณาไปทำอาหารเลยแค่ให้เธอเชื่อที่เขาพูดบ้างก็ยังดูยากยิ่งกว่าตกลงธุรกิจพันล้านเสียอีก

   “คุณธีภพคะ” ร่างสูงสะดุ้งนิดๆ เสียงของบุษบงทำลายภวังค์ ชายหนุ่มหันไปมองเธออย่างสงสัย หญิงสาวจึงยิ้มและถามซ้ำอีกรอบ “อิ่มแล้วเหรอคะ”

   “อ้อ...เอ่อ ฉันอิ่มแล้วล่ะ ขอโทษที คิดอะไรเพลินไปหน่อย” ธีภพลุกขึ้นยกจานจะเอาไปล้าง ทว่าบุษบงรีบห้ามเขาไว้เสียก่อน

   “เอาไว้ตรงนั้นล่ะค่ะ ฉันจัดการเอง”

   “เดี๋ยวฉันจะกลับแล้ว ขอบใจมากสำหรับมื้อเช้าที่แสนอร่อยแล้วก็ขอโทษด้วยสำหรับเมื่อคืน” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างรู้ดีว่าเมื่อคืนตัวเองคงแผลงฤทธิ์อะไรไปบ้าง แต่บุษบงกลับยิ้มอ่อนโยนบอกเขาด้วยเสียงนุ่มนวล

   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณกลับมาดื่มที่นี่ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเสี่ยงขับรถ มันอันตราย”

   “อยู่กับผู้ชายเมามายก็อันตรายเหมือนกันนะ” ธีภพขัดเสียงเรียบ ก่อนจะบอกให้อีกฝ่ายสบายใจเมื่อเห็นความหวาดระแวงแวบในดวงตาของเธอ “แต่สำหรับฉันก็พิสูจน์แล้วนี่ว่าไม่มีปัญหา ใช่ไหม”

   ดวงตาหวานโศกมีแววโล่งอก หญิงสาวพยักหน้ายิ้มๆ ไม่ได้บอกเขาหรอกว่าแขนเธอยังเจ็บเพราะถูกเขาตี เธอเดินตามไปส่งเขาที่หน้าประตู ก่อนไปธีภพก็หันมาบอก

   “ส่งฉันแค่นี้ล่ะ ฉันไปต่อได้แล้ว เธอก็จัดการหาข้าวหายากินซะ ฉันไปล่ะ จะเลยไปรับวีณาที่โรงพยาบาล”

   “โชคดีนะคะ”

   “ก็หวังว่าจะนะ”

   ธีภพเดินลงออกจากลิฟต์ตรงไปที่ลานจอดรถและขับออกไป ชายที่แฝงกายอยู่ตรงมุมเสาเคลื่อนตัวออกมาจากที่ซ่อนพลางยกโทรศัพท์ขึ้นมารายงานความคืบหน้าต่อผู้เป็นนาย

   “คุณธีภพเพิ่งออกไปครับ”


14
บทที่ 7

   เมฆาเข้าบ้านด้วยความอ่อนเพลีย หากไม่คิดจะมาส่งข่าวเรื่องน้องชายกับพ่อแม่เขาคงเลยไปสลบเหมือดที่คอนโดส่วนตัวแล้ว ชายหนุ่มตรงไปยังห้องรับแขก

คุณภานนกับคุณหญิงฉัตรดารารอเขาอยู่ที่นั่น ชายหนุ่มเข้าไปทิ้งตัวเหยียดแขนขาใกล้ๆ พ่อกับแม่

   “เป็นไง หน้านิ่วคิ้วขมวด หมดเรี่ยวหมดแรงมาเชียว”

   “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่เบื่อผู้คนนิดหน่อย แค่อุดข่าวนายธีก็จะแย่แล้ว ยังมาเจอพวกชอบคิดว่าตัวเองสำคัญเป็นแกนกลางของโลกอีก ผมล่ะเพลีย”

   “อะไรกัน” คุณภานนหัวเราะฮึๆ ในลำคอพลางสัพยอกลูกชาย “ขึ้นฝั่งได้ไม่กี่วันบ่นเบื่อเสียแล้ว ห่วงงานด้วยหรือไง”

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับพ่อ” เมฆาปฏิเสธบิดา ก่อนมองหาคนที่หายไป “นายธีล่ะครับ ยังไม่กลับเหรอ”

   “ไปรับคนที่เขาขับรถชนน่ะ ยังไม่กลับมาเลย”

   “จะว่าไปพวกเราก็ไม่เคยไปเยี่ยมเขาเลยนะคะคุณ ไม่รู้ว่าบาดเจ็บมากหรือเปล่า” คุณหญิงฉัตรดารานึกห่วงอาการคู่กรณีของลูกชายคนเล็ก

   “เธอไม่เป็นไรมากหรอกครับคุณแม่” ธีภพตอบขณะเดินเข้าห้องด้วยสีหน้าอาการไม่ต่างจากพี่ชาย

   “เหนื่อยก็ไปพักกันก่อนไหม เห็นสภาพเราสองคนแล้วแม่เหนื่อยแทนจริงๆ”

   “ผมแค่รู้สึกล้าครับแม่วีเขาไม่ยอมอภัยให้ผมเลย ไม่ว่าจะพยายามทำทุกอย่างแต่มันก็ยังไม่ถูกใจเขาสักที แล้วยิ่งวันนี้ไปเจอเรื่องเจ้าของบ้านของบุษบงเข้าอีก”

ธีภพหยุดเล่าเปลี่ยนมาถอนใจ

   “มีเรื่องอะไรกันเหรอ”

   “ผมไปส่งเธอที่บ้านแต่กลายเป็นว่าเจ้าของบ้านไล่เธอ แถมยังพูดจาน่าเกลียดอีก คนอะไรใจดำชะมัด ไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย”

   “แล้วเธอทำไง” ภานนเลิกคิ้วถามลูกชาย

   “เธอร้องไห้อย่างเดียวเลยพอ เห็นสภาพนั้นแล้วก็ทิ้งไม่ลงเลยพาไปไว้ที่คอนโดก่อน” ธีภพหันไปบอกพี่ชาย “ช่วงนี้พี่เมฆนอนบ้านก่อนนะครับ ถึงจะคนละ

ฝั่งกันแต่ผมก็กลัวว่าเธอจะเกรงใจ ดูเธอคิดมากน่าดู เอาแต่โทษตัวเองไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แม้กระทั่งตัวเองเจ็บปางตายก็ยังมาขอโทษ ผมล่ะเชื่อเขาเลย”

   “แล้วธีไม่โกรธเธอเหรอลูก”

   “ตอนแรกก็มีบ้างครับ อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ผมพลาดงานแต่แถมยังต้องมาเสียลูก แต่พอเห็นสภาพไร้พิษสงของเธอก็คิดได้ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้

เกิดขึ้นหรอกครับ ก็แค่นึกเวทนาเท่านั้นผมกับเธอก็เจ็บปวดพอกัน ผมเสียลูกแต่วีก็ยังอยู่ แต่บุษบงไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน”

   เมฆาถอนใจหนักหน่วง จากคำบอกเล่าเขาเชื่อว่าธีภพเต็มใจช่วยเหลือโดยไม่คิดอะไร แต่คนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ “ฉันพอจะเข้าใจนิสัยชอบ

ช่วยเหลือคนอื่นของแกหรอกนะธี แต่เมียแกนี่สิระวังจะมีปัญหา”

   “ผมคิดไว้แล้วครับว่าหลังออกจากโรงพยาบาลจะให้วีมาพักฟื้นที่บ้านเรา คุณพ่อคุณแม่คงไม่ว่าอะไรนะครับ ผมไม่อยากให้วีอยู่คนเดียว”

   “ตามใจลูกเถอะจ้ะ”

   “ส่วนเรื่องข่าวแกกับวีก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเรียบร้อยทุกคนจะรู้แค่สาเหตุที่วีณาเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ก็เพราะร่างกายอ่อนแอพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจาก

เสียใจเรื่องงานแต่ง” เมฆายืนขึ้นก้มหน้านิดๆ เป็นเชิงของตัว “ไหนๆ ก็ไปคอนโดไม่ได้ งั้นผมขอไปสลบบนห้องเลยแล้วกันนะครับ อ้อ ค่ำนี้ไม่ต้องให้ใครไปเรียกนะฮะ

เจอกันเช้าเลย”

   “ไอ้เจ้านี่สงสัยจะออกทะเลมากไปจริงๆ” คุณภานนยิ้มน้อยๆ ขณะบ่นลูกชายคนโต เมฆาไปแล้วก็มาถึงคิวธีภพ “แกก็ไปพักเถอะ อาบน้ำอาบท่าให้สบายใจ

พรุ่งนี้ก็ต้องไปเยี่ยมวีณาอีก”

   ลูกชายทั้งสองทยอยเข้าห้องพัก คุณหญิงฉัตรดารายังเอาแต่นั่งเงียบ มีปัญหาให้เธอต้องขบคิด คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมานานย่อมสังเกตเห็น และอดถามไม่ได้

   “มีเรื่องอะไรอีกเหรอคุณ”

   “ฉันกำลังคิดตามที่ตาเมฆพูดค่ะ ตาธีนะคงไม่คิดหรอกและเหมาว่าเมียตัวน่ะจะเข้าใจ แต่ผู้หญิงอย่างวีณานี่ร้อยทั้งร้อยต้องหึงหวงแน่นอน ฉันชักใจไม่ดีแล้ว

สิคะ”

   “คิดมากน่า ธีมันก็เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว คงไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย ที่เป็นอยู่ยังเครียดไม่พอใช่มั้ยคุณหญิง”

   “ไม่รู้สิ ฉันกลัวจะเกิดเรื่องจัง” คุณหญิงฉัตรดาราบ่นพึมพำ เธอรู้นิสัยลูกและนิสัยของว่าทีลูกสะใภ้ดี วีณาไม่ใช่คนหัวอ่อน ออกจะกระด้างเสียด้วยซ้ำ ตอนที่

คบหากับธีภพก็มีหลายครั้งอยู่ที่ทำให้ลูกชายของเธอต้องลำบากใจ ก็ได้แต่หวังว่าความปรารถนาดีของธีภพจะช่วยดลบันดาลไม่ให้เขาเจอปัญหาเพิ่มขึ้นก็แล้วกัน




   ธีภพกระสับกระส่ายทั้งยังหายใจไม่ออก ดวงตาคมกริบกวาดไปรอบบริเวณที่เขาไม่คุ้น ที่ไหนกัน ทำไมถึงมืดสนิททุกทิศทาง ชายหนุ่มหมุนตัวรอบๆ

พยายามมองหาความแตกต่างแต่ก็ไม่เห็น ความมืดรายล้อมรอบกาย กระทั่งเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความสุขผ่านเข้ามา เขาค่อยๆ เดินฝ่าความมืดไปตามเสียง มันไม่ถนัด

นัก ยิ่งเดินเขาก็ยิ่งล้า เสียงนั่นดูห่างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็ข่มความกลัวเริ่มออกวิ่ง เพิ่มความเร็วจนทันได้เห็นด้านหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมของเธอเหยียดตรง

ยาวสยายถึงกลางหลัง เธอกำลังจูงมือเด็กตัวเล็กเดินเตาะแตะ ทุกครั้งที่ก้าวขาเจ้าเด็กตัวกลมก็จะส่งเสียงหัวเราเอิ๊กอ๊ากชอบใจยกใหญ่ ธีภพมองเพลินจนเผลอยิ้ม และเมื่อ

เห็นด้านข้างของผู้คนนั้นก็ตกใจอย่างบอกไม่ถูก

   “วีณา” เป็นเธอจริงๆ ธีภพร้องเรียกและวิ่งตาม ทว่าวีณาและเด็กคนนั้นคล้ายจะไม่ได้ยิน “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป รอผมก่อน...วี”

   “พ่อจ๋า” เด็กคนนั้นหันมายิ้มให้เขาและกวักมือเรียก

   “อย่าเพิ่งไป รอด้วย รอผมด้วย”

   ธีภพวิ่งสุดชีวิตแต่ความอ่อนล้าของร่างกายทำให้เขาสะดุดขาตัวเองล้มลงไม่เป็นท่า ไม่มีความเจ็บปวดใดจะเทียบความเจ็บครั้งนี้ได้ เขาตะโกนเรียกวีณาสุด

เสียงแต่เธอก็ยังไม่หันกลับมามอง เธอและลูกทิ้งเขาไปแล้ว ทิ้งเขาไว้กับความทรมานแสนสาหัส ชายหนุ่มซบหน้าร้องไห้กับพื้นดิน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครคน

หนึ่งกำลังประคองร่างเขาขึ้นอย่างโซซัดโซเซ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย น่าแปลกแม้จะอยู่ใกล้กันแต่เขาก็ยังเห็นหน้าเธอไม่ชัด และ

หลังจากที่ประคองให้เขาลุกขึ้นยืนได้ ร่างของคนๆ นั้นก็เลือนรางกลืนหายไปกับความมืด ทิ้งเขาให้อยู่เพียงลำพังอีกครั้ง

   “อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน กลับมา...อย่าทิ้งผม”


   ธีภพสะดุ้งตื่นดีดกายขึ้นจากที่นอน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพลายทั้งใบหน้า เนื้อตัวสั่นเท่าจนต้องนั่งชันเข่าและกอดเอาไว้ เสียงใสๆ ที่เรียกเขาว่าพ่อ ยังดังก้องอยู่

ในหู ความรู้สึกมากมายในจิตใจถูกกลั่นเป็นหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยรินไหลออกมาอย่างโศกเศร้า หนึ่งชีวิตต้องจากไปเพราะเขา ชายหนุ่มซบหน้ากับเข่าสะอื้นออก

มาในที่สุด

   ลูกจ๋า...พ่อขอโทษ
   

   เช้านี้คนที่มาโรงพยาบาลก็มีอันได้ตื่นตระหนกกับเสียงกรีดร้องบ้าคลั่งของผู้ป่วยพิเศษ โดยเฉพาะพยาบาลซึ่งไม่อาจหลบหลีกด้วยหน้าที่ค้ำคอต่างพากัน

ส่ายหน้าระอาใจ ตั้งแต่โรงพยาบาลนี้มีคนไข้พิเศษชื่อวีณาเข้ามารักษาตัวก็โกลาหลกันทุกวี่วัน คำทักทายที่ทุกคนต้องยกมาเอ่ยเมื่อเจอหน้ากันก็คือ วันนี้คุณวีณากรี๊ด

แล้วหรือยัง เพราะตามปกติแล้วพอธีภพเข้าเยี่ยมวีณาก็จะสงบ ถึงจะวีนจะเหวี่ยงอย่างไรก็ไม่กรีดร้องโวยวายอีก นั่นดูเป็นเหตุการณ์ปกติไปเลยเมื่อเทียบกับวันนี้ วันที่มี

ข่าวลือใหม่ชวนสะเทือนใจคนไข้เป็นอย่างมาก คุณวีณาถึงได้อาการหนัก

   ข่าวลือที่ว่านี้เริ่มมีปรากฏตามสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่บ่ายวาน มีการส่งต่อและจับกลุ่มวิจารณ์กันอย่างสนุกปาก เช้านี้ก็ยังมีหนังสือพิมพ์ลงกรอบเล็กๆ แต่

ก็สะดุดตาพอสมควร ข่าวงานแต่งยกเลิกครึกโครมขนาดไหน แน่นอนว่าข่าวสาเหตุที่ทำให้งานยกเลิกต้องครึกโครมยิ่งกว่า

   ภาพธีภพไปเดินจับจูงผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นคอนโดแล้วก็มีคนจำได้เลยถ่ายภาพเอาไว้ ไม่นานภาพนั้นก็ถูกแชร์ต่อๆ กันไป เช้านี้ภาพนั้นก็ยังไปเด่นหราอยู่บน

หน้าหนังสือพิมพ์อีก หากได้เห็นวีณาคงอกแตกตาย แต่ก่อนที่เธอจะเป็นอะไรผู้โชคร้ายอันดับแรกคงหนีไม่พ้นพยาบาลเวรนั่นล่ะที่จะหูแตกตายก่อน ทั้งวอร์ดก็ได้แต่

นั่งภาวนากันว่าอย่าให้ใครทะเล่อทะล่าเอาหนังสือพิมพ์เข้าไปให้เธอเห็นเชียว

   ก็อย่างที่ได้ยินกันเต็มสองหู คำภาวนาของเหล่าพยาบาลไม่เป็นผล เพราะเจ้าของเสียงกรีดที่ทุกคนกริ่งเกรงกำลังจ้องหนังสือพิมพ์เขม็ง ดวงตาวีณายามนี้แทบ

จะลุกเป็นไฟ สองมือกำหนังสือพิมพ์แน่น ธีภพทำเธอแสบนัก เห็นทำท่าคร่ำครวญจะเป็นจะตายจนเธอเกือบเชื่อสนิท ที่แท้พอลับหลังก็พาใครไปกกกอดกัน มันน่าเจ็บ

ใจนัก เลวที่สุด!

   ภาพชัดขนาดนี้จะให้ตีความว่าอย่างไร เจ้าบ่าวของเธอพาอีหน้าด้านที่ไหนก็ไม่รู้ไปที่นั่น ที่ที่เธอเองก็ไม่เคยได้ไปเหยียบเลยสักครั้ง วีณารู้แต่ว่ามันเป็นที่

ส่วนตัวของธีภพกับพี่ชายและเขาเองก็ไม่ได้เฉียดกายไปเลยตั้งแต่คบกับเธอ นางแบบสาวกวาดตาตามเนื้อหาที่เขียนบรรยายไว้ใต้ภาพ

   ‘สาเหตุที่ทำให้นางแบบชื่อดังต้องเข้าไปนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลนั้นอาจไม่ใช่เพราะงานวิวาห์ล่มอย่างที่ทุกคนเข้าใจก็ได้ เห็นลีลาประคับประคองหญิงคน

ใหม่ดุจไข่ในหินของเจ้าบ่าวแบบนี้ อาจมีคดีพลิก หากงานแต่งต้องจัดขึ้นใหม่จริงคงลุ้นกันน่าดูว่าเจ้าสาวจะเป็นนางแบบคนเก่าหรือสาวนิรนามคนใหม่กันแน่ หรืองาน

นี้คนมาทีหลังจะปังกว่าก็ไม่รู้สินะ’

   วีณาจัดการฉีกหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นกระจุยกระจายเกลื่อนเต็มพื้นห้อง นัยน์ตาเธอลุกโชนไปด้วยความแค้นที่อัดแน่นรอวันสะสาง บางทีเธออาจจะเดินเกม

พลาดไป ก็ในเมื่อเธอยังทรยศพิพัฒน์ได้ แล้วทำไมธีภพจะหักหลังเธอบ้างไม่ได้ เธอประมาทเกินไป แต่ไม่ว่าอีนังนั่นมันโผล่มาจากนรกขุมไหนก็อย่าได้หมายมาเผยอ

เธอนี่แหละจะฉีกอกให้ย่อยยับยิ่งกว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อีก

   “ธีมารึยัง” พยาบาลที่เพิ่งเข้ามาถึงกับสะดุ้ง มองวีณาอย่างไม่แน่ใจจึงโดนตวาดเข้าให้ “ฉันถามไม่ได้ยินรึไง ธีภพมาถึงรึยัง”

   “เอ่อ...น่าจะยังค่ะ”

   “โทรตามเดี๋ยวนี้ บอกให้มาภายในหนึ่งชั่วโมง ถ้าเขามาช้า ฉันจะฆ่าตัวตาย”

   พยาบาลทำหน้าลำบากใจ มองคนขู่จะฆ่าตัวตายอย่างไม่พอใจนัก หากคัดค้านวีณาก็คงอาละวาด แต่ถ้าไม่ทำตามมีหวังโรงพยาบาลต้องพังเพราะเสียงกรี๊ด

ของผู้หญิงคนนี้แน่ๆ

   “ยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ ไปสิ!”

   พยาบาลรีบหมุนกายเผ่นออกจากห้องอย่างด่วนจี๋ ครึ่งชั่วโมงจากนั้นธีภพก็รีบจ้ำอ้าวเข้าไปหาคนรัก โชคดีที่เขาต้องมาทำธุระแถวนี้ พอทางโรงพยาบาลโทร

ไปบอกว่าวีณาอาละวาดเขาก็รีบมาทันที

   “คุณธีภพคะ”

   ธีภพเลิกคิ้วพลางมองพยาบาลคนหนึ่งที่เพิ่งเดินมาจากทางไปห้องวีณา “ครับ”

   “เอ่อ...ปะ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร รีบเข้าไปเถอะค่ะคุณวีณากำลังรออยู่”

   “ครับ ผมกำลังจะไปเดี๋ยวนี้”

   มาถึงหน้าห้องก็หยุดยืนทำใจนิดหนึ่ง ดูท่าว่าวันนี้วีณาจะอารมณ์เสียสุดขีด เป็นเพราะอะไรกันอีกเล่า แล้วเขาจะโดนอะไรบ้าง ทุกวันพอเปิดประตูเข้าห้อง

วีณาก็มักจะร้องกรี๊ดๆ คลุ้มคลั่งขว้างปาของใส่ ทว่าวันนี้ทุกอย่างกลับเงียบกริบ รวมทั้งวีณาที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่รับรู้การมาถึงของเขา

   ธีภพนั่งลงข้างเตียงถามจับมือเธอกุมไว้ ถามด้วยเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นทุกวัน “วี...เป็นไงบ้าง”

   แล้วหัวใจของเขาก็กระตุกวูบเมื่อน้ำตาของวีณาร่วงเผาะราวทำนบพัง ไม่มีเสียงคร่ำครวญหรือเสียงสะอื้น มีเพียงแต่น้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย ชายหนุ่มใจ

หายจนต้องรั้งร่างเธอเข้ามากอด “วี...ผมมาแล้ว เกิดอะไรขึ้นทำไมคุณเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ เป็นอะไร เจ็บปวดตรงไหนบอกผมนะคนดี”

   “เจ็บในนี้” วีณามองเขาทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม ชี้ไปตรงที่ตำแหน่งของหัวใจ เสียงของเธอสั่นพร่ายามเอ่ยตัดพ้อ “เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายยังไง คุณทำได้ยังไง

ธีภพ คุณทำได้ยังไง ต่อหน้าคุณก็ทำเหมือนรักฉัน ห่วงฉัน ให้ฉันตายใจ แต่พอลับหลังคุณก็มีคนอื่น คุณทำได้ยังไง”

   “คุณกำลังทำให้ผมสับสนนะ ลับหลังคุณผมทำอะไร” ชายหนุ่มดันร่างเธอออกมองลึกผ่านม่านน้ำตาเข้าไป

   แววตาเจ็บช้ำเปลี่ยนไป ก่อนจะทันได้ซักถามเพิ่ม เธอก็สะบัดฝ่ามือใส่หน้าเขาเต็มแรง ธีภพไม่มีโอกาสหลบเลี่ยง เสียงฝ่ามือกระทบแก้มสาก เจ็บจนชาไปทั้ง

หน้า รอยแดงปรากฏเป็นปื้น

   “คนสารเลว ยังจะแกล้งทำไม่รู้อีกเหรอ ฉันนอนเจ็บอยู่ที่นี่แท้ๆ แต่คุณกลับพาผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ไปกกที่คอนโดนั่นแถมยังโดนนักข่าวถ่ายภาพได้ จนเป็นข่าว

คุณอยากให้ฉันบ้าตายใช่ไหม”

   “ไม่ๆๆ ไม่นะวี มันไม่ใช่อย่างนั้น” พาผู้หญิงขึ้นคอนโดก็มีอยู่คนเดียว บุษบง “ผมอธิบายเรื่องนี้ได้ ขอแค่คุณใจเย็นๆ แล้วฟังผม”

   “งั้นก็พูดออกมาสิ อธิบายมาว่ามันเป็นใคร ทำไมคุณถึงได้พามันไปที่นั่น” วีณาโวยวาย ผลักไสร่างสูงออกจากตัว

   ธีภพถอนใจแรงๆ พร้อมถอยออกมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง บอกเล่าความจริง หวังแค่ให้เธอเชื่อคำพูดของเขามากกว่าข่าวที่เธออ่าน

   “ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่ผมขับรถชนเมื่อวันแต่งงานของเรา เธอไม่มีที่อยู่เพราะเจ้าของบ้านเช่าไล่เธอออก ผมก็เลยให้เธอพักที่นั่นชั่วคราว”

   “แล้วทำไมต้องเป็นที่นั่นด้วย คุณหวงนักหนาไม่ใช่เหรอ ขนาดฉันเป็นเมียคุณแท้ๆ คุณยังไม่เคยพาฉันไปแถมยังห้ามไม่ให้ไปอีก ที่อ้างว่าเกรงใจพี่เมฆก็คง

ไม่ใช่สินะ จริงๆ แล้วคุณคิดอะไรกันแน่” เพราะความหวาดระแวงทำให้วีณาไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ “คุณตั้งใจจะเก็บมันไว้ใช่ไหม”

   “ไม่ใช่!”

   ชายหนุ่มลงเสียงหนักพยายามสะกดอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาอย่างยากเย็น คำพูดของวีณากำลังฆ่าเขาให้ตายช้าๆ ถ้าคนอื่นระแวงเขาจะไม่เสียใจเลย แต่นี่คือวีณา

ผู้หญิงที่เขาตกลงใจจะร่วมใช้ชีวิตด้วย ผู้หญิงที่เขามอบทั้งหัวใจให้เธอ แต่เธอไม่เชื่อใจเขาเลย

    “ทั้งที่คุณก็ประกาศปาวๆ ว่าเป็นเมียผม แล้วทำไมคุณถึงไม่เชื่อผม...วีณา ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณหายโกรธ เพื่อให้คุณอภัยให้ เพื่อที่เราจะได้ลืมเรื่องเลวร้าย

แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พยายามทำเท่าไรคุณก็ไม่ยอมเชื่อ พอมีข่าวบ้าๆ นี่คุณกลับเชื่อหมด ทั้งๆ ที่ผมอธิบายคอแทบแตกอยู่นี่ ว่าไม่มีอะไร”

   “ฉันไม่เชื่อ! คุณโกหก ตาคุณ คำพูดคุณมันโกหกฉันทั้งนั้น” วีณายังโวยวายร่ำไห้ไม่เลิกรา

   “ก็ได้ ผมโกหก พอใจคุณหรือยัง”

   ธีภพผุดลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ไม่ไหวแล้ว เขาต้องออกไปจากห้องนี้เดี๋ยวนี้ ถ้าขืนยังเถียงกันต่อคงเก็บกักอารมณ์กันไว้ไม่ไหว พลาดพลั้งจะเผลอลงไม้ลง

มือกันอีกเพราะต่างคนก็ต่างร้อน ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาช้าๆ เตือนตัวเองว่าเขาคงเครียดเกินไป การที่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดนานติดต่อกันทำให้เขาเป็น

อย่างนั้น หากต้องแบกรับอารมณ์อันเกรี้ยวกราดจากความเข้าใจผิดของวีณาอีกก็เกรงว่าเขาอาจจะระเบิดจนเผลอทำร้ายเธออีกก็ได้ ดังนั้นเขาควรถอยออกไปเสียก่อนที่

สถานการณ์จะตึงเครียดไปมากกว่านี้

   ถึงจะบอกตัวเองแบบนั้น แต่ในใจลึกๆ ก็อดเสียใจไม่ได้ ทำไมวีณาถึงไม่เชื่อเขา เขาพูดแทบตายเธอยังว่าเขาโกหก แต่ข่าวที่มันโกหกเธอกลับเชื่อ ไม่เข้าใจ

เลยจริงๆ

   “คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ผมขอย้ำกับคุณอีกรอบว่าผมไม่เคยโกหกคุณ ยิ่งลับหลังยิ่งไม่เคยอยู่ในความคิด” ชายหนุ่มถอยหลังออกจากเตียงกล่าวด้วยสีหน้า

จริงจังหนักแน่น “พักผ่อนซะ พรุ่งนี้ผมจะมารับ”

   “ไม่ต้องมารับฉัน คนโกหก สารเลว คุณทำร้ายฉัน คุณฆ่าลูกฉัน” วีณาหยิบยกเรื่องลูกที่เคยใช้ดึงเขาไว้ได้มาเอ่ยอ้าง ทว่าวันนี้ธีภพไม่ยอมหยุดเหมือนทุกครั้ง

เขายังคงเดินห่างจากเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องปิดลง สกัดกั้นเสียงกรีดร้องจากคนในห้อง

15
บทที่ 6

   บุษบงเปลี่ยนจากชุดของโรงพยาบาลเป็นชุดเตรียมพร้อมกลับบ้าน หน้าตาของเธอสดใสเพราะได้พักเต็มที่ แต่เมื่อคิดถึงวันข้างหน้าแววตาสดใสก็พลันหม่นลง จากนี้คงจะต้องเหนื่อยอีกมาก ไม่มีงาน เงินเก็บก็ต้องน้อยลงเพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือหางาน หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำก็เห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เขายืนเอามือไพล่หลังหันหน้ามองออกไปชมวิวนอกหน้าต่าง ขาของเขาแยกจากกันเล็กน้อย มองจากข้างหลังยังมีสง่าราศีขนาดนี้เธอคงไม่รู้จักเขาแน่นอน เพราะขนาดเจ้านายเก่าของเธอยังไม่ราศีจับอย่างนี้เลย คนที่ใกล้เคียงสุดก็เห็นจะเป็นคู่กรณีที่ชื่อธีภพ ฟังจากพยาบาลเล่าแล้วเขาน่าจะดูดีมากทีเดียว

   “เอ่อ...คุณธีภพใช่มั้ยคะ” คำพูดของเธอทำให้เขาหันกลับมาเร็วจนคนถามสะดุ้งซะเอง หญิงสาวชะงักลมหายใจนิดหนึ่ง รู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก ดวงตาของเขามันมีทั้งความกังวล ร้อนใจและกล่าวหาปรากฏอยู่แต่มันก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้เขากำลังสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว

   “คุณบุษบง”

   ธีภพเอ่ยพร้อมไล่สายตาพินิจพิเคราะห์ ผู้หญิงคนนี้จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเพียงแต่ดวงตาของเธอดูเศร้า น่าสงสารจนพาให้คนมองรู้สึกเวทนาจนอยากช่วยทำให้มันเปล่งประกายฉายแววแห่งความสุขบ้าง แต่พูดก็พูดเถอะนะตอนนี้เขากลับรู้สึกสงสารตัวเองมากกว่า

   “ฉันขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณต้องลำบาก แถมยังทำให้ไปงานแต่ง...”

   “ช่างเถอะ” ชายหนุ่มตัดบท “สบายดีแล้วใช่มั้ย แผลเป็นไง”

   “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณคุณมากที่เป็นธุระจัดการทั้งหมดให้”

   “ไม่เป็นไรหรอก ผมเองก็มีส่วนทำให้คุณเจ็บตัว ไปกันเถอะเดี๋ยวผมไปส่ง บ้านคุณอยู่ไหน” หน้านิ่งๆ ของเขาทำให้บุษบงรู้สึกเกร็ง

   “เอ่อ...ถ้า...ถ้าคุณมีธุระก็ไปทำเถอะค่ะ ฉันกลับเองได้” หญิงสาวบอกแล้วก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มจุ๊ปากขัดใจ   “บอกว่าจะไปส่งก็คือไปส่ง ถ้าคุณเรื่องมาก ผมก็ยิ่งเสียเวลา ว่าแต่คุณเรียบร้อยแล้วนะ” พอบุษบงพยักหน้า เขาก็ขยับเข้ามาคว้ามือเธอจับจูงจนเกือบใกล้เคียงกับลากเพราะขายาวๆ ของเขาทำให้เธอก้าวตามไม่ทันนั่นเอง

   ออกจากโรงพยาบาลบุษบงก็ต้องมานั่งเกร็งอยู่ในรถคู่กรณีต่อ จู่ๆ ธีภพก็ชะโงกไปหยิบกระเป๋าใบหนึ่งจากด้านหลังก่อนยื่นให้ ดวงตาหญิงสาวเปล่งประกายดีใจออกมา ธีภพนั่งมองเงียบๆ สรุปกับตัวเองในใจว่าดวงตาของเธอเหมือนมีชีวิต เพราะประกายความสดใสมันทำให้บรรยากาศกรุ่นๆ ดูผ่อนคลาย

   “มีพลเมืองดีตามเอามาคืนให้ ลองตรวจดูข้างในก่อน ผมเปิดดูบัตรประชาชนของคุณเท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้ยุ่ง”

   “ค่ะ”

   “ครบมั้ย” บุษบงพยักหน้ายิ้มๆ เมื่อของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน ธีภพสตาร์ทรถแล้วว่า “เอาล่ะคุณบุษบงคราวนี้ก็บอกมาว่าบ้านคุณไปทางไหน”

   เสียงหวานเอื้อนเอ่ยบอกเส้นทางกับชายหนุ่ม ธีภพพยักหน้าเข้าใจแล้วก็ขับรถไปเงียบๆ ไม่ชวนเธอคุยอะไร สถานการณ์ระหว่างเขากับเธอมันทำให้นึกประเด็นมาคุยไม่ออก ตลอดทางเขาจึงดูเงียบขรึมจนคนที่นั่งมาด้วยรู้สึกว่าตัวเองชักเกะกะ ในใจก็อยากถามเขาเหลือเกินว่างานแต่งเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสาวของเขาเข้าใจหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปสะกิดแผลใจเขาเข้าแล้วมันจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เธอรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล อาจจะเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้เขาไม่ได้แต่งงานก็เลยคล้ายๆ กับว่ามันเป็นชนักติดหลังเธอให้ไม่กล้าทำอะไรสักอย่างนอกจากนั่งเงียบ

   “นั่นบ้านคุณเหรอ ทำไมดูคนเยอะจัง ผมเข้าใจว่าคุณอยู่คนเดียวซะอีกเพราะตอนนั้นไม่รู้จะติดต่อใคร”

   รถจอดสนิทอยู่หน้าบ้านเช่าเล็กๆ สภาพค่อนข้างเก่า ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังมีการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ธีภพเบนหน้าไปถามก็เห็นบุษบงย่นคิ้วเข้าหากัน

   “ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีแขกตอนนี้หรอกนะ”

   หญิงสาวนึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เธอไม่อยากรู้สึกแบบนี้ แต่ก็กลัวเหลือเกินว่าความซวยจะโถมใส่อีกระลอก มือเย็นเฉียบผลักประตูรถและวิ่งเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ท่าทางของเจ๊เจ้าของบ้านที่ยืนสั่งการคนช่วยกันขนของออกจากบ้านนั้นมันทำให้เธอเลิกสนใจความเจ็บปวด

   ธีภพเปิดประตูรถตามลงมายืนมองคนที่กำลังเดินกึ่งวิ่งโขยกเขยกแล้วนึกขัดใจ ดูเธอไม่ค่อยจะห่วงตัวเองเลยเจ็บขนาดนั้นยังบ้าพลังวิ่งเร็วๆ อีก เขารู้ว่าแผลใหญ่ที่สุดอยู่ที่แขน แต่ขาเธอก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บ เมื่อตอนที่นั่งรถมาเขายังแอบเห็นรอยเขียวช้ำปรากฏที่น่องของเธออยู่เลย ชายหนุ่มถอนใจและไม่ลืมที่จะหยิบกระเป๋าของบุษบงติดมือไปด้วย โผล่เข้าไปก็ได้ยินเสียงเธอถามผู้หญิงที่ยืนเท้าเอวสั่งการ

   “เจ๊ให้คนขนของของบัวออกมาทำไมคะ”

   เจ๊ที่เธอเรียกเหลือบตามอง เบะปากนิดๆ ก่อนเสียงแหลมบาดหูจะตอบอย่างไม่เกรงใจ “แม่คู๊ณ...ไปหลบหนี้ที่ไหนมาล่ะจ๊ะถึงได้กลับเอาป่านนี้ หน็อย...ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าขนของออกมาทำไม ไม่จ่ายค่าเช่ามากี่เดือนแล้วล่ะ ฉันอุตส่าห์ใจดีเธอก็ทำเสียแสบ หายหน้าไปเป็นอาทิตย์ ฮึ! เชิญไปหาที่อยู่ใหม่เถอะย่ะ ฉันขอลาทีขี้เกียจตามทวงหนี้แล้ว”

   บุษบงรู้สึกเหมือนโดนน้ำสาด หญิงสาวรีบผวาเข้าไปเกาะแขนอ้อนวอนอีกฝ่ายอย่างน่าสงสาร ทว่าเจ้าของบ้านกลับสะบัดร่างหนีและผลักเธอจนเสียหลัก ไม่สนใจสักนิดว่าร่างกายของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว เกือบจะต้องลงไปคลุกฝุ่นอยู่แล้วโชคดีที่ธีภพเข้ามารับไว้ทัน ไม่เช่นนั้นคงต้องกลับไปหาหมอเพื่อเย็บแผลที่แขนอีกรอบ กระนั้นบุษบงก็ยังไม่ทิ้งความพยายาม รีบถอยออกมาจากธีภพและอ้อนวอนเจ้าของบ้านเสียงสั่น

   “เจ๊คะ ได้โปรดเถอะ บัวไม่มีที่ไปจริงๆ ส่วนเงินที่ค้างบัวเบิกมาให้แล้วนี่ไงคะ” หญิงสาวฉวยกระเป๋าที่เขาถือไปเปิดและหยิบเงินปึกหนึ่งออกมาส่งให้ “ให้บัวอยู่ต่อเถอะนะคะ”

   “เสียใจย่ะ ช่วงที่เธอไม่อยู่มีคนมาหาบ้านเช่า เขายอมจ่ายล่วงหน้า 3 เดือนและฉันก็ตกลงกับเขาแล้ว เพราะได้เงินก่อน 3 เดือนย่อมดีกว่ามายืนทวงค่าเช่าเธอ 3 เดือน ฉะนั้นไปหาที่อยู่ใหม่เถอะ ส่วนเงินนี่ฉันจะถือว่าเธอจ่ายค่าเช่าที่ค้างไว้” เจ้าของบ้านเช่าดึงเงินจากมือบุษบงไปนับ ครบตามจำนวนก็เก็บเข้ากระเป๋าและหันไปออกคำสั่งกับคนงานต่อ

   “นี่คุณ ไม่ใจดำไปหน่อยเหรอ เธอจ่ายเงินไปแล้วยังไล่ออกอีก แบบนี้มันผิดนะ” ธีภพเห็นแล้วก็อดพูดไม่ได้ มันออกจะเอาเปรียบกันเกินไปจริงๆ แต่เจ๊เจ้าของบ้านเช่าก็หาสะเทือนไม่ ยังยกมือเท้าเอวมองเขาอย่างเอาเรื่องอีกต่างหาก

   “แล้วมันหนักส่วนไหนของคุณมิทราบ”

   “ไม่หนักส่วนไหนหรอก แค่อยากให้มีน้ำใจบ้าง คุณก็เห็นว่าเธอกำลังเจ็บแล้วที่เธอหายไปก็เพราะเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอไม่ได้มาจ่ายเงินคุณตามกำหนด อย่าหน้าเลือดให้มันมากนัก ทำแบบนี้มันก็ผิดสัญญาเช่าด้วย” ธีภพว่าแบบไม่เกรงใจ

   เจ้าของบ้านเช่าแสร้งปิดปากหัวเราะ ก่อนจะกอดอกประเมินทั้งคู่ด้วยสายตาที่ทำให้บุษบงร้อนผ่าวไปทั้งหน้าด้วยความโกรธ

   “แหม...อะไรอีกล่ะ ออกโรงปกป้องแบบนี้นี่มันน่าสงสัยนะว่าเงินที่จ่ายฉันมาเนี่ยได้มายังไง แต่เอ...ท่าทางประคับประคองถึงเนื้อถึงตัวก็คงไม่พลาดหรอก ว่าแต่พวกเธอไปเล่นพิเรนทร์อะไรกันล่ะถึงได้เจ็บหนักฟกช้ำทั้งตัวขนาดนี้ หน้าตาก็ดีไม่น่าเล้ย...”

   “ทำไมต้องดูถูกบัวแบบนี้ด้วย” บุษบงน้ำตาคลอต่อว่าอีกฝ่าย คำพูดและสายตาของเจ๊ดูถากถางจนเธอโกรธกรุ่น ถึงอย่างไรก็ไม่ควรมาว่าเธออย่างนี้ “ถึงบัวจ่ายเงินเจ๊ช้าแต่บัวก็จ่าย อยากไล่บัวออกจากบ้านบัวก็ไม่ว่า แต่ทำไมต้องมาพูดจาแบบนี้”

   “ฮึ! อย่าดัดจริตบีบน้ำตาเลยย่ะ เชิญไปทำผู้รากมากดีที่อื่นเถอะ ออกไปให้พ้นจากบ้านฉันได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ ส่วนสัญญาเช่าที่คุณพูดถึงนะพ่อรูปหล่อ ฉันคงไม่ต้องเสียเวลาแจกแจงหรอกนะว่าใครที่มันผิดสัญญาก่อน เท่าที่ฉันยอมให้มันก็ดีเท่าไรแล้ว ไปเถอะพากันไปให้พ้นๆ สักที” เจ๊ไล่เสร็จก็เดินเข้าไปในบ้าน หมดความสนใจหนุ่มสาวด้านนอกเพราะแค่นี้ก็เสียเวลามากพอแล้ว...





   “ไปเถอะ จะยืนให้เขาว่าอยู่ทำไม อย่าได้หวังให้คนแบบนั้นเห็นใจเชียวนะ ต่อให้คุณร้องไห้น้ำตาท่วมซอยคนแล้งน้ำใจแบบนี้ก็ไม่สนหรอก” ธีภพหงุดหงิด เกิดมาไม่เคยพบเจอ ช่างเห็นแก่ตัวอย่างเหลือร้าย เสียงตึงตังในบ้านยังดังอยู่และบุษบงก็ยังคงปักหลักร้องไห้เงียบๆ รอความเมตตา เขาอยากจะบ้าตาย ร้องเข้าไปเถอะไม่เห็นเจ้าของบ้านนั่นจะปลายตามองสักนิด เขาไม่อยากยุ่งก็เพราะอยู่ไม่ถึง 10 นาทีก็รู้แล้วว่าเจ้าของบ้านเป็นคนนิสัยอย่างไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือการที่เธอต้องวิงวอนขอร้อง ผลสุดท้ายก็โดนตอกหน้าจนต้องเจ็บใจแต่ก็ยังไม่คิดจะถอยอีก ไปเอาความอดทนมากมายมาจากไหนกัน

   “แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง นี่คือที่สุดท้ายที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ ฉันน่าจะตายๆ ไปซะตั้งแต่ตอนที่คุณขับรถชนแล้ว ฉันไม่น่ารอดเลย” บุษบงเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ เธอเหนื่อยเหลือเกิน ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว มันโหดร้ายเกินกว่าที่เธอจะรับมือเพียงลำพัง “คุณรู้อะไรมั้ย ฉันเจออะไรมาบ้าง ตั้งแต่พ่อกับแม่จากฉันไปก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันตลอด ถูกเฉดหัวออกจากงานทั้งที่ไม่มีความผิด แล้วนี่ยังจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านอีก ฉันจะทำยังดีคุณธีภพ ฉันจะทำยังไงดี”

   “ไม่เอาน่า ใจเย็นๆ นิ่งซะ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”

   ธีภพตบบ่าเบาๆ หญิงสาวสะอื้นจนตัวโยน คงกดดันมากจนเกินจะรับนั่นแหละพอได้พูดก็เลยระบายออกมาหมด ชายหนุ่มเห็นว่าเธอคงไม่หยุดร้องง่ายๆ จึงตัดสินใจประคองร่างสั่นเทาราวลูกนกกลับไปขึ้นรถ เขาน่าจะใจเย็นสักหน่อยบุษบงกำลังขวัญเสีย ถูกเขาหงุดหงิดใส่เข้าก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

   “วันที่เกิดอุบัติเหตุนั่นฉันโดนไล่ออกจากงานเพราะภรรยาเจ้านายหาว่าฉันไปยุ่งกับสามีเขา ตบตี กล่าวหา ด่าว่าฉัน พอพ้นบริษัทมาก็โดนกระชากกระเป๋า โดนรถชน ฉันเหนื่อย ไม่อยากอยู่แล้ว ฉันไม่อยากสู้อีกแล้ว” เมื่อได้ระบายความทุกข์ทั้งหลายทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมาหมดสิ้น เสียงสะอึกสะอื้นของเธอทำให้คนได้ยินสะเทือนใจ

   “ไม่เอาน่า ทุกปัญหามีทางออกเสมอ” ธีภพดึงร่างนั้นมากอดอย่างอ่อนโยนหวังเพียงเพื่อปลอบประโลมให้เธอรู้สึกดีขึ้น มือเขาลูบไล้เส้นผมนุ่มลื่น รู้สึกได้ถึงความชื้นของน้ำตาซึมผ่านเสื้อ ถ้อยคำขอโทษจากเธอดังอู้อี้อยู่กับอก “ฉันขอโทษที่ทำให้คุณถูกมองไม่ดีไปด้วย ขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก ฉันขอโทษ”

   เฮ้อ...จนป่านนี้ก็ยังไม่เลิกโทษตัวเอง

   “ผมไม่สนใจคำพูดของคนใจดำแบบนั้นหรอก คุณใจเย็นๆ ก่อนเถอะ” ชายหนุ่มปลอบโยนเสียงนุ่ม แต่นั่นยิ่งทำให้บุษบงร้องหนักกว่าเดิม หลังจากที่พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความอบอุ่นอ่อนโยนแบบนี้อีกเลย ไม่เคยมีใครปลอบใจเธอแบบนี้ ไม่มีอกให้ซบหลบหลีกเรื่องราวเลวร้าย ไม่มีใครช่วยซับน้ำตา มีแต่เสียงนินทาต่อว่าต่อขาน มีแต่ผลักไสทำร้าย

   บุษบงสะอื้นตัวโยนสองแขนรัดร่างเขาแน่น ขอแค่เวลานี้เท่านั้น แค่ให้เธอรู้สึกว่ายังมีใครให้ยึดเหนี่ยวและคอยโอบกอดเธอยามที่เดือดร้อนใจ คอยปกป้องคุ้มครองเธอจากสิ่งเลวร้ายภายนอก เธอขอแค่ให้พอมีเรี่ยวแรงได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

   หลังจากร้องไห้จนหนำใจบุษบงก็ค่อยๆ ผละจากอกกว้าง ใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ยังหลังเหลือ ปลายจมูกแดงๆ เห็นแล้วน่าแกล้งนัก ชายหนุ่มซ่อนรอยยิ้มเอ็นดู ก้มหน้างุดอย่างนี้สติคงมาแล้วและน่าจะพาความอับอายที่เผลอร้องไห้กับอกเขาอยู่พักใหญ่มาด้วย แต่เขาก็ยังเก็บปากเงียบ สตาร์ทรถและขับออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ บุษบงที่เงียบมานานจึงถามขึ้น

   “จะไปไหนคะ”

   “พาคุณไปส่งที่พักใหม่น่ะสิ ก็บอกแล้วว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ”

   “คงไม่มีทางสำหรับฉันหรอกค่ะ” แล้วน้ำตาของบุษบงก็เอ่อคลออีกครั้ง เสียงเศร้าๆ ดูสิ้นหวังเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ไม่มีที่สำหรับฉันหรอก เดี๋ยวคุณจอดให้ฉันลงข้างหน้านี้เลยก็ได้”

   “เอ๊ะคุณนี่ อยู่เฉยๆ เถอะ บอกว่ามีก็มีสิ” ธีภพลงเสียงหนักเป็นสัญญาณเตือนอีกฝ่ายกรายๆ ว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์ที่เธอขัดใจ

   บุษบงหุบปากทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวเขาอารมณ์เสียขึ้นมา เธอก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมเชื่อเขา อาจเพราะท่าทางมั่นคง อบอุ่น ใจดีของเขานั่นล่ะที่ทำให้เธอเชื่อ การกระทำของเขาที่พยาบาลเล่าให้ฟังยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำ เขาไม่ทิ้งเธอทั้งที่ต้องไปแต่งงาน แถมยังต้องเสียสละเลือดเพื่อช่วยเธออีก การกระทำเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าเธอสามารถพึ่งพาเขาได้ ไม่ว่ามันจะเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ดีพร้อมหรืออะไรก็แล้วแต่ ธีภพก็ยังได้ชื่อว่ามีบุญคุณกับเธอ หากเธอทำอะไรตอบแทนเขาได้บุษบงก็จะไม่รั้งรอเลย

   ธีภพพาบุษบงไปยังคอนโดชื่อดังแห่งหนึ่ง หญิงสาวเคยเห็นมันประกาศขายในโฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเธอจะมีโอกาสมาถึงนี่เพราะจำได้ว่าราคาของมันแพงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนแบบเธอจะเอื้อมถึง ระหว่างทางเดินได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา จนคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นของสวยๆ แบบเธอมองเพลินไปเหมือนกัน

   แต่คนที่เห็นจนเบื่อต้องระบายลมหายใจออกมาหนักๆ เขาหยุดรอคนที่เดินตามหลังมาอย่างช้าๆ เพราะมัวแต่สำรวจข้างทาง มันมีอะไรน่าสนใจหนักหนากันนะ พอเธอเดินมาถึงเขาจึงตัดปัญหาด้วยการดึงมือให้เดินตามเขาไป

   “ถ้าอยากดูวันหลังคุณค่อยลงมาสำรวจให้ทั่วเลยก็ได้ ไม่มีใครเขาว่าหรอก” ชายหนุ่มว่าขณะที่ดันร่างบุษบงเข้าไปในลิฟต์

   เนื่องจากคอนโดแห่งนี้เป็นผลงานชิ้นแรกที่ธีภพรับผิดชอบ เขากับพี่ชายจะมีห้องสำหรับตัวเองคนละห้องแบ่งแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน บ่อยครั้งที่เมฆากลับมาจากเดินเรือก็มักจะแวะพักที่นี่ก่อนเข้าบ้าน แม้แต่ตัวเขาเองถ้าอยากได้ความเงียบสงบก็มักจะแวะมานอนบ่อยๆ

   ธีภพเปิดไฟเดินเข้าไปในห้องอย่างคุ้นเคย ส่วนคนที่เพิ่งมาครั้งแรกก็เดินตามมาติดๆ ไม่ทิ้งระยะห่างมากนัก พอเขาหยุดและหันกลับมาเพื่อจะบอกอะไรกับเธอ บุษบงก็เดินเข้าไปชนอกกว้างพอดี หน้าผากเกลี้ยงเกลาโดนเข้าปลายคางเขาเต็มรัก

   “อุ๊ย ขะ ขอโทษค่ะ” หญิงสาวถอยกรูด ก้มหน้างุด

   ธีภพกอดอกเอียงคอมองคนที่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา “ผมแค่จะบอกว่านี่คือที่พักใหม่ของคุณ”

   “คะ?” บุษบงเงยหน้าขึ้นมองเขา

   “ได้ยินไม่ผิดหรอกน่า ที่คุณโดนไล่ออกจากบ้านเช่านั่นผมก็มีส่วน ก็ถือซะว่าผมขอโทษล่ะกัน” ธีภพส่งคีย์การ์ดให้ “พักให้หายดีเสียก่อน ห้องแถบนี้เป็นของผมทั้งหมด อยากทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแต่จำกัดพื้นที่แค่ฝั่งนี้นะ อีกฝั่งเป็นของพี่ชายผม ช่วงนี้เขากลับมาซะด้วย คุณอย่าเดินเพ่นพ่านไปก็แล้วกันเพราะพี่ผมค่อนข้างจะไม่ค่อยได้เจอะเจอผู้หญิงสักเท่าไร”

   “เอ่อ...คุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอคะ” บุษบงมองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนบอกเขาอย่างเกรงๆ “มันออกจะดีเกินไป และฉันก็คงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเช่าให้ด้วย”

   คราวนี้ธีภพจงใจถอนแรงๆ ให้อีกฝ่ายได้ยินชัดๆ “คุณคิดว่าสภาพอย่างผมเนี่ยเหมาะจะอยู่ห้องซอมซ่อแบบบ้านเช่าเก่าคุณมั้ย”

   “ไม่ค่ะ”

   “ก็ใช่ไง ผมหาห้องเรียบง่ายให้คุณได้เท่านี้แหละ ส่วนเรื่องค่าเช่าอะไรนั่นก็เลิกคิดไปเลย เอาล่ะ คราวนี้มีปัญหาอะไรอีกมั้ย”

   “ปะ เปล่าค่ะ ฉันเพียงแต่...”

   “พอเถอะบุษบง ไม่ต้องมีแต่อะไรทั้งนั้น บอกให้อยู่ก็อยู่ อย่าเรื่องมาก” ธีภพตัดบทอย่างรำคาญเต็มที “ผมจะกลับล่ะ คุณก็อย่าลืมกินยาที่หมอให้ไว้ ส่วนของกินเมื่อกี้ก็ลืมแวะซื้อเข้ามา โทรสั่งข้างล่างเอาแล้วกันพรุ่งนี้ค่อยออกไปซื้อของสด ถ้าคุณอยากทำกินเองนะ ถ้าไม่อยากก็โทรสั่งเอา นี่เอาไว้ใช้”

   “คุณ...” บุษบงมองเงินปึกหนึ่งที่ธีภพยัดใส่มือ ตั้งใจจะขอบคุณ เพราะเขาช่างเหมือนเทวดาลงมาโปรดเธอเสียจริงๆ แต่ปรากฏว่าเขาออกจากห้องไปแล้ว จึงได้แต่กระซิบแผ่วๆ ผ่านบานประตูที่เพิ่งปิดลง

   “ขอบคุณนะคะคุณธีภพ”
   



แล้วจะมาอัพต่อนะคะ จะต้องเขียนให้จบให้ได้ค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่เขียนแล้วหิวมากจริงๆ ปกติเขียนแนวตลกเดิมๆ ยังไม่หิวเท่าเน้  :'( :'(

หน้า: [1] 2 3 ... 6