แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - หนึ่งลิปดา

หน้า: [1]
1
6. buddy / หนึ่งลิปดา / อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (3)
« เมื่อ: ตุลาคม 07, 2016, 04:19:04 PM »

 My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๓

ยายเจิด

แกได้อ่านหนังสือของนายนั่นแล้วยัง รู้นะว่าฉันหมายถึงเล่มไหน แกเอ้ย ฉันเซ็งชะมัด เพราะเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ฉันไปกินอาหารญี่ปุ่นกับน้ารัฐแล้วก็คุณปานวาดแฟนน้ารัฐด้วย แกรู้ไหมฉันเจอใคร นายแสนเมืองนั่นแหละ แล้วอะไรมันจะมาบังเอิญเหมือนนวนิยายที่ฉันอ่านขนาดนี้ เมื่อจริงๆ นายแสนนั่น เป็นลูกพี่ลูกน้องของคุณปานวาด สนิทสนมกันมากด้วย

ก็เพราะคุณปานวาดรู้ว่าฉันชอบอ่านนวนิยายไง คุณเธอเลยโทรชวนน้องชายมากินด้วย แนะนำให้ฉันรู้จักนักเขียน โธ่เอ๊ย ฉันชอบอ่านก็จริง แต่ฉันไม่ใช่คนเห่ออยากรู้จักนักเขียนนะ  โดยเฉพาะนายคนนี้ แกคงวาดภาพออกใช่ไหมล่ะว่า ไอ้ที่ฉันชอบกินนั่น มันชักจะกินไม่ลงเสียแล้ว

“อ่านนวนิยายมากๆ ไม่คิดอยากเขียนบ้างเหรอ”

นายนั่นถามฉัน

“ไม่ แค่ชอบอ่าน”

“คงเพราะสบายกว่า”

ฉันเกลียดสายตายิ้มๆ ของนายนี่เป็นที่สุดเลย เวลามองฉัน ยังดีนะที่น้ารัฐ ก็ชวนคุยด้วย

“เขียนหนังสือแต่ละเล่ม ใช้เวลานานไหม”

“ก็แล้วแต่เรื่องครับ  ถ้าเรื่องไหนต้องหาข้อมูลที่ผมไม่รู้ ไม่ถนัด ก็อาจจะนานหน่อย”

“เขียนแนวไหน”

“ผมเขียนสืบสวนครับ แต่มาณญ่าคงไม่อ่าน เพราะคงชอบเรื่องรักโรแมนติกมากกว่า ยังไม่คิดจะเปลี่ยนแนวเลยใช่ไหม”

ฉันไม่อยากจะตอบหรอก แต่มันอดไม่ได้

“ทำไมจะต้องเปลี่ยน ในเมื่อฉันชอบ ฉันก็ทำอย่างที่ชอบสิ”

“ไม่คิดว่ามันจำเจ ซ้ำซากบ้างเหรอ อ่านแต่หนังสือพรรค์นั้น”

หนังสือพรรค์นั้น โห ฉันนี่เลือดขึ้นหน้า ฉุนกึกเลย  นายนี่เป็นนักเขียนได้ยังไง ไม่เพียงดูถูกคนอ่านอย่างฉัน มันแสดงไปถึงดูถูกคนเขียนแนวนี้ด้วยนะ แกว่าไหม

“นวนิยายรัก ไม่มีซ้ำซากจำเจหรอก อ่านเมื่อไหร่ ก็มีอะไรใหม่ๆ ให้ค้นหา ให้มุมมองที่เปลี่ยนไปด้วย ตามอารมณ์ประสบการณ์ของเรา แต่สืบสวนนั่นน่ะ หยิบมาอ่านซ้ำเมื่อไหร่ มันก็แห้งเหมือนเดิม ไม่มีทางที่จะคิดอะไรใหม่ๆ ได้ รู้ตัวคนร้ายก็จบ เขียนง่ายจะตาย”

“ถ้าคิดว่าง่าย ทำไมไม่ลองมาเขียนบ้างล่ะ”

หนอย มาท้าคนอย่างฉัน คงเถียงฉันไม่ออกแล้วสิ

“ฉันไม่เขียนหรอกอย่างนี้ จะเป็นนักเขียน ก็ต้องเขียนในสิ่งที่ตัวเองชอบสิ ไอ้ที่นายเขียนอยู่น่ะ แค่หลอกล่อ ให้คนอ่านเขวสงสัย แล้วก็เฉลยออกมา มันเป็นแพตเทิร์นง่ายๆ ดังนั้นไปไกลๆ เลย ไม่อยู่ในความสนใจของฉันหรอก”

“มาณญ่า”

น้ารัฐ เรียกฉันเหมือนจะเตือน

“ไม่เป็นไรครับ ตอนเรียนด้วยกัน เขาก็ชอบกระแนะกระแหนผมอย่างนี้ล่ะ”

“อ้าว เคยเรียนด้วยกันเหรอ”

คุณปานวาดพูดออกมาอย่างแปลกใจ แต่น้ารัฐแค่มองหน้าฉันเฉยๆ แล้วคุณปานวาดก็พูดออกมาว่า

“หลังๆ มา พี่เองไม่ค่อยได้อ่านนวนิยายนักหรอก จะอ่านก็แต่เล่มที่แสนเมืองเขียน เขาก็เขียนดีนะ มีครบรส ไม่ได้มีแต่สืบสวนอย่างที่มาณญ่าคิด มันออกแนวซัสเพนด้วย”

ฉันไม่พูดอะไร เพราะไม่ชอบให้ใครมาเสนอแนะให้ฉันอ่านหนังสืออะไร เล่มไหน โดยเฉพาะหนังสือที่ฉันไม่ชอบ บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้นะว่า  มันไปหนักหัวใครตรงไหน ที่ฉันจะเลือกอ่านอย่างนี้ แต่นั่นแหละ ฉันก็ไม่ได้พูดออกไปหรอก จะพูด ก็พูดกับแกคนเดียวเท่านั้น ก็แกเป็นเพื่อนฉัน แกเข้าใจฉันมาตลอด ในเรื่องรสนิยมการอ่าน แต่ความเงียบของฉัน ไม่ได้ทำให้นายนั่นหยุดเลย  เพราะตอนกินเสร็จจะแยกย้ายกันแล้ว เขายังมาพูดกับฉันว่า

“ถ้าคิดว่า สืบสวนมันง่าย มันมีรูปแบบสำเร็จรูปของมันอยู่ ทำไมเธอไม่ลองเขียนออกมาสักเรื่อง และแม้กระทั่งจะเขียนอย่างที่ตัวเองชอบอ่านก็ได้ จะได้เข้าใจคนเขียน จะได้ไม่พูดออกมาง่ายๆ แบบนี้”

“เออ แล้วจะเขียนให้ดู”

ฉันก็หลุดปากเพราะความหมั่นไส้นะ ความจริงฉันก็ไม่เคยคิดว่าการเขียนมันจะง่ายๆ หรอก แต่ก็อย่างว่า ฉันรังเกียจวิธีคิดของนายแสนเมืองที่มีต่อฉันไง ฉันเลยพูดออกไปแบบนั้น  แกก็รู้นี่ว่า ฉันเป็นคนที่นับถือ ชื่นชมคนที่เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มๆ ได้ แม้บางเรื่องฉันจะไม่ชอบก็ตาม แต่ยกเว้นนายคนนั้น ฉันมีอคติ ฉันยอมรับด้วยเหตุผลที่ว่า นายคนนี้เป็นนักเขียนที่มีอัตตาสูงมาก ดูถูกคนอ่านด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ฉัน!
 แกคอยดูนะ ฉันจะเขียนนวนิยายสักเล่ม เอาสืบสวนนี่ล่ะ เขียนเสร็จจะเอาไปเคาะหัวนายนั่น ให้หายดูถูกคนเลย...
มาณญ่า


มาณญ่าพับกระดาษสีน้ำตาลตุ่นๆ มันไม่ใช่กระดาษเขียนจดหมาย มันเป็นสมุดบันทึกที่เธอซื้อมา แล้วก็เห็นว่ากระดาษมันสวยดี มันออกแนววินเทจ ขอบกระดาษมีลวดลายเป็นกรอบเหมือนกระดาษไหม้ แถมยังมีเส้นแตกลายงาเล็กน้อย ตรงมุมด้านซ้ายเป็นช่อดอกกุหลาบ เธอถูกใจจึงซื้อมา และฉีกออกเป็นกระดาษเขียนจดหมาย จะได้ไม่ต้องเผาริมกระดาษเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะวันนี้ แอร์ห้องของเธอมันเสีย ไม่เย็นมาสองสามวันแล้ว และเธอไม่ได้บอกน้าชาย เพราะช่วงนี้เหมือนเขาจะยุ่งเรื่องงานมาก กลับก็ดึก ไปก็เช้า เธอจึงทนร้อนเอา

เรื่องในบ้านอย่างนี้ ก็ใช่ว่าเธอจะจัดการเองไม่ได้ แต่ก็เพราะทุกครั้งน้าชายเป็นคนจัดการ ทางที่ดีเธอก็ควรจะให้เขาจัดการดีกว่า เพราะจะมีช่างประจำที่ไว้ใจได้มาดูแล

เธอเอาจดหมายใส่ซอง เขียนชื่อที่อยู่เจิดจันทร์เสร็จ ก็ถือลงมาข้างล่าง พรุ่งนี้เธอตั้งใจจะตื่นสาย จึงคิดจะเอาไปฝากให้น้าชายคืนนี้เลย

เธอเดินตรงไปที่ห้องทำงานของน้าชาย พอเคาะประตูเปิดเข้าไป ก็เห็นน้ารัฐภูมิก็เงยหน้าจากงานที่ทำอยู่

“มีอะไร”

“จะฝากส่งจดหมายค่ะ”

เธอพูดแล้ววางลงบนโต๊ะ รัฐภูมิชำเลืองมองแล้วก็ถามว่า

“แล้วหนังสือ”

“ไม่มีค่ะรอบนี้ ยัยเจิดไม่ได้สั่งอะไร”

รัฐภูมิพยักหน้า ก่อนจะเปิดลิ้นชัก หยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมายื่นให้

“นี่ จดหมายเรา มันติดอยู่กับของน้า”

มาณญ่ายิ้มเมื่อเห็นเป็นลายมือเจิดจันทร์ มันไม่แปลกหรอกที่จะไปปนกับจดหมายเอกสารต่างๆ ของน้าชาย  เพราะ ที่บ้านไม่ค่อยจะมีคนอยู่ เธอจึงให้เจิดจันทร์ส่งจดหมายไปที่นั่น  เธอรับจดหมายแล้วจะเดินออกไป แล้วก็คิดขึ้นได้ เมื่อหันมาพูดว่า

“น้าภูมิ แอร์ห้องญ่าไม่เย็น”

“เอะ ก็เพิ่งล้างไปไม่ใช่เหรอ”

“หลายเดือนแล้ว นี่มันก็ไม่เย็นมาสามสี่วันแล้ว”

“พรุ่งนี้น้าไม่อยู่ไปต่างจังหวัดสามสี่วัน ไว้กลับมาจะจัดการให้ ถ้าร้อนมากนักจะไปนอนห้องน้าก่อนก็ได้”

“แล้วจดหมาย”

“เดี๋ยวจะแวะส่งให้ ไปนอนเถอะ”

มาณญ่า เดินออกมา พอกลับเข้าไปถึงห้องแล้วจึงนึกได้ว่า มะรืนนี้เธอก็มีนัดไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนเหมือนกัน แล้วใครจะเฝ้าบ้านกันละทีนี้ หรือจะโทรไปยกเลิก

เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะเปิดจดหมายของเจิดจันทร์อ่าน ไม่ยาวมาก แต่ก็ทำให้เธอยิ้ม เจิดจันทร์จะมากรุงเทพฯ ดีเลย เธอจะให้เจิดจันทร์เฝ้าบ้านให้เสียเลย แล้วรอยยิ้มของเธอก็กลายเป็นบึ้งเมื่อไล่อ่านมาจนถึงข้อความที่ว่า

เห็นคุณแสนเมืองบอกว่า เธอจะเขียนนวนิยายแข่งกับเขาเหรอ เป็นไปได้ยังไง แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ขอเชียร์ และรับเป็นที่ปรึกษานะ ^--^

นายแสนเมืองนั่น ติดต่อกับเจิดจันทร์ด้วยเหรอ  ตั้งแต่เมื่อไหร่ สนิทกันมากแค่ไหน...แปลกที่เธอมีความรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง นายนั่นจะแย่งเจิดจันทร์ เพื่อนของเธออย่างนั้นหรือ?

[/font][/size]


2
6. buddy / หนึ่งลิปดา / อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (2)
« เมื่อ: กันยายน 30, 2016, 11:40:16 AM »


My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๒

 

 
 เจิดจันทร์เพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ เธอสวมชุดนอน แล้วเปิดประตูห้องนอน ไปยังห้องสมุดที่อยู่ติดกัน เธอมองกล่องหนังสือขนาดย่อม ที่วางอยู่บนโต๊ะใน ความจริงมันน่าจะมาถึงตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่มันเพิ่งจะถึงตอนบ่ายวันนี้เอง สาเหตุก็คงเป็นเพราะ คนส่งลืม 

เธอวาดภาพได้เลยว่า มันคงจะถูกทิ้งค้างเอาไว้ที่หลังรถของเขาเป็นนาน  เพราะเธอรู้ดีว่าใครเป็นคนจัดการเรื่องการส่งหนังสือให้เธอ เพราะมานญ่าบอกอยู่แล้วว่า ให้ รัฐภูมิ น้าชายเป็นคนจัดการ

ถ้ามาถึงช้าแสดงว่าน้ารัฐ ลืมนะ ไม่ใช่ฉันช้าเอง อยากต่อว่า ก็เชิญโทรไปหาน้ารัฐเอง

มาณญ่าเคยบอกมาอย่างนี้ แต่เธอไม่กล้าหรอก แค่เขาเป็นธุระจัดส่งมาให้ก็นับว่าดีแล้ว มาณญ่านั้นให้ซื้อน่ะได้ แต่จะให้ส่ง ไม่มีทาง ทั้งๆ ที่เธอก็เคยแนะนำแล้วนะว่า

“ซื้อเสร็จก็ส่งไปรษณีย์ที่งานเลยก็ได้”

แต่คำตอบก็คือ

“ไม่ ฉันชอบซื้อหนังสือมาชื่นชม แม้ไม่อ่าน ฉันก็จะเปิดๆ ดู แกมีหน้าที่คอยรับ ก็คอยไปเถอะ” 

แต่การส่งหนังสือนั้นมันมีมากหลายครั้งในหนึ่งปี และเธอก็นึกขอบคุณเขา ที่ยังเป็นธุระจัดส่งให้

 ปีใหม่เธอยังเคยทำการ์ดขอบคุณด้วยมือตัวเอง ฝากมานญ่าส่งให้เขา แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบอะไรกลับมา ซึ่งเธอก็ไม่รู้แน่ว่า เป็นเพราะมานญ่าลืมหรือเปล่า  แต่ก็ไม่น่าจะลืมหรอก คงเป็นเพราะเขาไม่สนใจมากกว่า หรือไม่อย่างนั้นมานญ่าก็อาจจะแค่เอาไปวางไว้ในห้องเขา หรือที่โต๊ะทำงานของเขา และเขาเองก็คงไม่สนใจจะเปิดดูก็ได้

ในตอนแรกๆ เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่า เขาจะสนใจแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยจะเห็นเขาจะตอบรับอะไรกลับมา ในเมื่อเขาไม่สนใจ เธอก็คิดอย่างไม่สนใจเหมือนกันว่า ส่งไปให้แล้วก็แล้วไป ถึงรอบใหม่ก็ส่งไปใหม่เท่านั้น

แต่ก็มีที่ปีที่แล้ว เธอนึกตลกขึ้นมาส่งการ์ดไปให้เขา แต่ทำเหมือนกับว่าส่งผิด ราวกับส่งไปให้แฟนตัวเองแต่ใส่ซองผิด ครั้งนี้เธอได้การ์ดนั้นกลับมาในกล่องหนังสือ พร้อมกับโน้ตในกระดาษเล็กๆ ธรรมดาว่า 

ถ้าเป็นของผม ให้ส่งกลับไปใหม่

ก็แสดงว่าเขาเปิดอ่านเพียงแต่ไม่ตอบกลับ และเธอก็ไม่คิดที่จะส่งการ์ดแผ่นนั้นกลับไปใหม่ เธอไม่เคยพูดเรื่องนี้กับมานญ่า และมานญ่าก็ไม่ได้พูดถึง แสดงว่าเขาคงไม่ได้พูดให้มานญ่าฟังเหมือนกัน ความคิดแผลงๆ นั้นไม่เกิดกับเธออีก เพราะรู้แล้วว่า ที่ผ่านมาเขาเปิดอ่านเพียงแต่ไม่สนใจจะตอบรับอย่างใด

เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่า เธอคิดยังไง แต่เพราะเขาเป็นคนที่มานญ่าเอ่ยถึงบ่อย มันก็ราวกับว่าเธอรู้จักเขาดี  แต่เวลามานญ่าโวยเรื่องผู้หญิงของเขาให้เธอฟังมากๆ เธอก็ส่ายหน้าเหมือนกัน

 เธอเคยเห็นน้าชายของมานญ่าครั้งเดียว ตอนวันรับปริญญา ซึ่งวันนั้นก็วุ่นวายเต็มไปด้วยญาติของเธอ และท่าทางเขาจะรีบร้อนไปไหนสักแห่ง แต่มานญ่าก็สามารถดึงเธอให้ไปถ่ายรูปร่วมกับเขาได้ แต่ตอนนั้นเจิดจันทร์ก็รูหรอกว่า เขามองไม่เห็นเธอ แต่ก็ตามใจหลานสาว ถ่ายรูปกับมาณญ่าได้สองสามรูปก็กลับไป มาณญ่าก็ไม่ได้แสดงอาการอินังขังขอบแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีเพียงน้าชายมาในวันรับปริญญาแบบแป๊บๆ จับกลุ่มเฮไหนฮานั่น กับเพื่อนคนอื่นๆ เอาเสียเลย  หากใครไม่รู้จัก อาจจะคิดว่าความผูกพันธ์ในครอบครัวของมาณญ่าคงจะหลวมทีเดียว แต่เธอรู้ว่าไม่เป็นอย่างนั้น  มาณญ่ามีญาติพี่น้องไม่มาก แต่ทุกคนต่างดูแลซึ่งกันและกัน และใช้เวลาที่เจอกันอย่างดีที่สุด เธอไม่เคยเห็น มาณญ่าจะมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไรเลย ตั้งแต่รู้จักกันมา


เจิดจันทร์เปิดกล่องที่มีหนังสือสิบกว่าเล่ม แล้วบันทึกชื่อหนังสือทุกเล่ม และราคาไว้ในสมุดบันทึก  ก่อนที่จะมานั่งมองหนังสือแต่ละเล่ม เธอเป็นคนอ่านหนังสือ ที่ชอบไล่อ่านไปตามประเภท หากเป็นนวนิยายก็จะไล่อ่านเป็นแนวๆ ไป และต้องรวบรวมรายชื่อหนังสือของนักเขียนแต่ละคนให้ครบ แล้วก็เริ่มทยอยอ่าน เธอไม่ชอบอ่านที่ข้ามไปแนวโน้นแนวนี้ หนังสือนวนิยายสำหรับเธอจะจัดเอาไว้เพียงสี่ห้าหมวดเท่านั้น และหนังสือที่ส่งมารอบนี้ ก็เป็นเล่มที่เธอสั่งให้มาณญ่าซื้อเป็นส่วนมาก

 เมื่อเสร็จจากการบันทึกแล้ว เธอก็หยิบหนังสือแต่ละเล่ม มามองดูปก เปิดอ่านคำนำ ไปทีละเล่ม ก่อนจะเอาทั้งหมดมาวางเรียงกัน มองขนาดหนังสือ แยกแนวเรื่องแต่ละเล่ม แล้วเริ่มลงวางแผนการอ่านเอาไว้สำหรับหนังสือลอตนี้

มานญ่า เคยหัวเราะที่เห็นเธอทำแบบนี้

“หนังสือแต่ละเล่ม ให้อรรถรสที่แตกต่างกัน บางเล่มแม้จะบางแต่ก็อ่านยาก ถ้าจะวางแผนโดยการใช้จำนวนหน้ามาวัดอย่างนี้ ไม่แย่เหรอ”

“ก็การวางแผน อย่างนี้มันง่ายนะสิก็ใช่ว่าฉันจะเถรตรง เอาตามนี้ตลอดไม่ปรับเปลี่ยนเสียหน่อย”

เธอเถียง และยังมีความเชื่อว่า การเลือกอ่านหนังสือในแนวเดียวกันหลายๆ เล่ม สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะซึมซับแนวนี้ เข้าใจแนวนี้ และอ่านแนวนี้ได้ง่ายในเล่มต่อๆไป  ซึ่งก็คล้ายกับการอ่านหนังสือของนักเขียนคนเดิมให้ครบเซ็ท จะช่วยให้เรามองเรื่องที่อ่าน คุ้นสไตล์การเขียน และช่วยให้เราอ่านหนังสือได้เร็วขึ้น

หนังสือมักจะมีรูปแบบที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกันนัก ถ้าเข้าใจแล้ว ก็จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น เข้าใจมากขึ้น เหมือนกัน 

เมื่อจัดหนังสือเสร็จเจิดจันทร์ ก็กลับไปที่ห้องนอน เข้าไปล้างมือ แล้วก็ออกมาหยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ไปนั่งที่เก้าอี้โยกข้างหน้าต่าง ช่วงเวลานี้เป็นเวลาพักผ่อนส่วนตัวของเธอ หลังจากที่ทั้งวันเธอจะคอยดูแลคุณย่า ทำอาหาร พูดคุย อ่านหนังสือให้ท่านฟัง มันเป็นการใช้ชีวิตในบ้านหลังโต อย่างสงบแล้วเป็นไปตามตารางเวลา ในตอนกลางคืนคุณย่าจะมี ป้าละไม คอยดูแลนอนเป็นเพื่อน มีอะไรก็จะโทรขึ้นมาบอกเธอได้ ทำให้เธอเป็นอิสระ ไม่ต้องห่วงอะไรมากมาย

เจิดจันทร์ใช้มือเปิดม่านหน้าต่าง มองดวงจันทร์ที่เหมือนจะลูกโตกว่าทุกวัน แสงนวลยวนตาทำให้มองเห็นต้นมะม่วงข้างนอกได้ชัดเจน มะม่วงกำลังออกดอกส่งกลิ่นรวยริน เมื่อวานฝนตก คุณย่าบอกว่าเป็นฝนชะดอกมะม่วง ก็ดีไปสำหรับธรรมชาติที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าภาวะโลกร้อนกำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึง 

 เธอชอบคืนพระจันทร์เต็มดวงผิดกับมาณย่าเพื่อนสนิท ที่แม้จะเป็นสนุกสนานชอบอ่านนวินยายรักกลับไม่ชอบ

"แกเอ๊ย พระจันทร์ดวงโตนะน่ากลัวจะตาย มันให้ความรู้สึกเหมือนมนุษย์หมาป่า แปลงร่าง อยู่ดีๆเกิดมีหน้าผู้หญิงในพระจันทร์ยิ้มแยกเขี้ยวเลือดไหลมุมปากมองมา ตายพอดีละฉัน"

เจิดจันทร์ยิ้มนิดๆ  เมื่อคิดไปถึงเพื่อนสนิทคนนี้ มาณญ่าไม่ชอบอ่านนวนิยายที่เจ้าตัวเรียกว่า หนักๆ  ไม่ชอบดูหนังที่สกปรก และสกปรกของมาณญ่าคือ พวกหนังตื่นเต้นที่เลือดสาด อยู่ในฉากอะไรก็ตามที่รกสกปรกเก่าร้าง หรือแนวซอมบี้สกปรก มาณญ่ามักจะหลีกเลี่ยง แล้วก็พูดขำๆ ว่า

“ไว้ฉันอยากจิตตกเสียก่อน ค่อยจะดู”

 
เจิดจันทร์ยังมองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง จึงก้มมามองหนังสือในมือ หน้าปกเป็นรูปพระจันทร์ ดวงโตที่สาดส่องโบสถ์รกร้างแห่งหนึ่ง

รหัสรัก ลาติน โดยแสนเมือง เล่มนี้เธอไม่ได้สั่งซื้อ และมาณญ่าก็ไม่ได้ส่งมาให้ แต่เป็นเจ้าตัวคนเขียนเองส่งมาให้เธอ

แสนเมืองเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย เรียนสถาปัตย์ ไม่ค่อยจะถูกกับมาณญ่านัก  เธอไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากอะไร เพราะไม่ได้สนิทสนม กับแสนเมืองมากมายเป็นพิเศษ เพียงเคยเจอกันที่ห้องสมุด คุยกันบ้างเกี่ยวกับหนังสือ เธอไม่เคยคิดว่าแสนเมืองจะเป็นนักเขียน ดูเหมือนว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นเล่มที่สองของเขาแล้ว ที่เขียนต่อเนื่องกัน เป็นเรื่องแนวสืบสวน

"คนที่จะช่วยขัดเกลานักเขียนได้ดีที่สุด ก็คือนักอ่าน อยากให้คุณจ๋า อ่านช่วยดูข้อบกพร่องให้ด้วย โดยเฉพาะเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร  เพราะเล่มนี้เน้นความรักมาเกี่ยวด้วย พอจะสมเหตุสมผลไหม ขอบคุณครับ"
ปล. ผมมอบหนังสือเล่มนี้ให้คุณมานย่าด้วย 



เจิดจันทร์ยิ้ม เมื่อเขาบอกว่า ส่งหนังสือเล่มนี้ให้มาณญ่า เพราะมาณย่าโทรมาคุยกับเธอแล้วว่า

ห่วยแตก  นี่พูดกันเฉพาะเราสองคนนะยัยจ๋า เพราะความจริงแล้วฉันเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพ และไม่ควรใช้คำพูดนี่กับหนังสือเล่มไหน เพราะฉันเคารพคนเขียน ให้กำลังใจคนเขียนเสมอ แต่เรื่องนี้ ฉันพอใจจะใช้คำนี้ เพราะไม่ชอบหน้านักเขียนเป็นส่วนตัว เรื่องนี้นะถ้าจะเขียนเป็นแนวสืบสวนก็แค่เกรดซีและหากจะให้เป็นแนวโรมานซ์ซัสเพน ต้องเอากลับไปเขียนใหม่ จู่ๆ คนสองคนมารักกันได้ยังไง ตัวละครแค่ปิดป้ายว่านี่พระเอก นี่นางเอก แล้วต้องรักกันจบรึไง ถ้ามันจะขี้เกียจเขียนขนาดนั้น ทำไมไม่รออ่านคนอื่นเขาเขียน (วะ) 


เธอก็ไม่รู้ว่า ความไม่ชอบหน้าของคนทั้งคู่มันเริ่มจากอะไร แต่ก็รู้ว่า มันก็มีมาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยก็ว่าได้ 

เจิดจันทร์มองหน้าปก แล้วก็เปิดเข้าไปด้านใน มองดูชื่อคนแต่ง สำนักพิมพ์ แล้วก็ขมวดคิ้ว เมื่อเห็นว่าเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่สองแล้ว ในเวลาห่างกันแค่เดือนเดียว หนังสือหากได้พิมพ์ซ้ำก็ถือว่า อยู่ในความนิยมระดับหนึ่งแน่ๆ แต่ทำไมเจ้าตัวเพิ่งจะส่งมาให้เธอ 

แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เจิดจันทร์เดินไปหยิบมือถือขึ้นมา เห็นชื่อคนโทรมาแล้วก็อมยิ้ม

“สวัสดีค่ะ ถ้าจะถามฉันเพิ่งจะเปิดหน้าแรกเองค่ะ”

เสียงหัวเราะ ของแสนเมืองดังขึ้นมาก่อนที่จะบอกว่า

“ผมแค่อยากรู้ว่า หนังสือถึงมือแล้วยังเท่านั้นเองครับ”

“ถึงแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ที่ส่งมาให้”

“ผมอยากให้คุณจ๋าช่วยอ่าน แนะนำด้วยครับ ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป”

“เอ ดูเหมือนมาณญ่าจะบอกว่า คุณมอบให้ด้วยนี่”

แสนเมือง ตอบกลับมาด้วย น้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า

“รายนั้นบอกว่าห่วยแตก ครับ”

ฟังจากน้ำเสียง เจิดจันทร์ก็ไม่คิดว่า แสนเมืองจะโกรธเคืองอะไร เธอยังไม่ได้ให้ความเห็นอะไร เขาก็พูดต่อว่า

“ไม่รู้ว่า ผมไปแหย่เขาก่อนหรือเปล่าถึงได้บอกมาแบบนี้ แต่บังเอิญว่าผมเป็นนักเขียน ที่ค่อนข้างจะเลือกคนวิจารณ์เหมือนกันว่า มีกึ๋นแค่ไหน มีความเข้าใจในเรื่องที่อ่านแค่ไหน เลยไม่ค่อยจะสนใจอคติส่วนตัว แต่ก็รอความเห็นคุณจ๋าอยู่นะครับ”

อัตตาของนักเขียน   เจิดจันทร์นึกขำแต่ก็ตอบไปว่า

“ถ้างั้นฉัน จะพยายามไม่อ่านให้ออกไปทางเดียวกับมาณญ่าค่ะ แล้วจะเขียนไปบอกนะคะ”

เจิดจันทร์วางกดสายทิ้งก่อน บางคนอาจจะนึกว่าเธอเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย ไม่ค่อยจะโต้แย้งกับใคร แต่เจิดจันทร์ก็รู้ตัวเองดีว่า จริงๆ แล้ว เธอไม่ค่อยจะแคร์ใครนักหรอก หากทำให้ได้ก็ทำ แต่ถ้าทำให้ไม่ได้เธอก็ไม่อิดออดที่จะปฏิเสธทิ้ง หันไปใส่ใจกับชีวิตของเธอเองมากกว่าคนอื่น...มานญ่ารู้ดีในเรื่องนี้

คนบางคน ทำบางอย่าง ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เพื่ออัตตาของตัวเอง  เธอเองก็ไม่รู้หรอกว่า ระหว่างเงิน และอัตตา อันไหนจะสร้างความหายนะได้มากกว่ากัน...แต่เธอคิดว่า ทำลายเงิน นั้นมันง่ายกว่าทำลายอัตตาของคน

เราตีค่า งานเขียนของเขาได้ แต่ไม่ควรจะตีค่า ความเป็นตัวของเขาเองจากตรงนั้น  เธอไม่เชื่อว่า งานเขียนมันจะบ่งบอกถึงตัวคนเขียนเสมอไป สำหรับนักเขียนบางคนอาจจะใช่ แต่สำหรับบางคน ฉลาดนัก ที่จะเขียนในสิ่งที่ตรงข้ามกับตัวเอง

ก็เหมือนกับการอ่านนั้นแหละ เราจะไปตีค่าคน เพราะหนังสือที่เขาอ่านไม่ได้หรอก ในเมื่อมันเป็นเรื่องของรสนิยม  ยิ่งมีการทำการตลาดโฆษณาชักชวนให้อ่าน ก็ยิ่งเฮโลกันไป ถ้าชอบก็ดี ถ้าไม่ชอบก็คงเซ็ง แต่อย่างน้อยก็คงจะพูดได้ว่า ฉันอ่านแล้วเล่มนั้น

แต่ถ้าเล่มนี้ มันห่วยแตก ในความคิดเห็นของเธอ  เธอก็จะบอกกับแสนเมืองเป็นการส่วนตัวจริงๆ  ไม่คิดจะเขียนบอกใครที่ไหนว่า นี่คือความเห็นส่วนตัว แต่อวดสาธารชนไปหมด!


 
[/font][/size]

3
6. buddy / หนึ่งลิปดา / อ่านรัก...ด้วยหัวใจ (1)
« เมื่อ: กันยายน 09, 2016, 02:26:03 PM »
 

My Love Reading Story … อ่านรักด้วยหัวใจ  ๑
หวัดดียัยจ๋า
ฉันเพิ่งกลับมาถึง
ได้ข่าวว่าแกเป็นไข้หวัดใหญ่เหรอ
ไม่ไปเยี่ยมหรอกนะ
เพราะกลัวติดหวัด
คงนอนซมเลยสิท่า
น่าสงซ้านสงสาร อิ อิ

มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง
ฉันไปเจอนายแสนที่งานหนังสือด้วยล่ะ
แกเอ้ย! น่าหมั่นไส้(อิจฉา)เป็นบ้า
คนอ่านนี่รุมเชียว
เพราะนายนั่นเขาไปแจกลายเซนต์
ทำเอาฉันเซ็งไปเลย
เพราะแหวกคนเข้าไปโกยหนังสือลดราคาไม่ได้

แต่แกไม่ต้องห่วง เรื่องหนังสือที่แกบอกให้ซื้อ
ของ เฮอร์มานน์ เฮสเส น่ะ
อยู่คนละบูธกัน ได้มาครบชุดที่เขาแปลเลย
แต่ให้ตายเถอะ แกสั่งซื้อหนังสืออะไรของเแกวะ
ท่าทางมันจะอ่านยากจัง
แล้วฉันจะส่งไปให้แกนะ
เอะ...หรือฉันจะลองอ่านก่อนดี
ก็ตอนนี้แกเป็นหวัด จะอ่านอะไรได้ล่ะ
น่าสงซ้านสงสารอีกนิ
แค่นี้นะ ^--^

มานญ่า

ปล. ถ้าฉันอารมณ์ดี
ฉันอาจจะอ่านแล้วเขียนเล่าให้แกฟังก่อนก็ได้
เดี๋ยวแกค่อยอ่านใหม่ ให้มันคุ้มกับเงินที่ซื้อหน่อยฮ่าๆๆ


มานญ่า พับครึ่งจดหมายฉบับนั้นสองชั้น ก่อนที่จะจุดไฟแช็ก จ่อเปลวที่ขอบกระดาษ หญิงสาว
เอียงกระดาษให้เปลวไฟลุกไหม้รอบๆขอบทั้งหมดโดยไม่ให้เปลวไฟแรงนัก และเมื่อเอียงด้านโน้น
ด้านนี้เพื่อเป็นแนวให้เปลวไฟไหม้จนรอบแล้ว เธอก็สะบัดกระดาษในมือพรึบ เปลวไฟดับ
ควันน้อยๆกรุ่นขึ้นมา มานญ่าใช้มือถูปัดส่วนทีไหม้เป็นสีดำออกจนเหลือแต่ขอบไหม้สีน้ำตาล
ก่อนจะบรรจุมันลงไปในซองจดหมาย ที่จ่าชื่อผู้รับไว้อย่างเรียบร้อยแล้วว่า

เจิดจันทร์  เพียงแสงเพ็ญ

 แต่เมื่ออ่านชื่อนั้นซ้ำอีก มานญ่าก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้เหมือนทุกครั้ง
“เกิดวันพระจันทร์เต็มดวงเหรอ”
 เธอเคยถามตอนที่เจอครั้งแรกกันวันรับน้องที่มหาวิทยาลัย เจิดจันทร์ พยักหน้ารับอย่างเรียบร้อย
จากวันนั้นทั้งเธอและเจิดจันทร์ก็กลายเป็นคู่หูที่แตกต่าง เพราะเจิดจันทร์ นั้นช่างเรียบร้อยใจเย็น
เหมือนชื่อ รุ่นพี่ต่างเรียกทั้งคู่ให้สอดคล้องกันว่า ย่ามาร และยายจันทร์

แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องอุปนิสัยใจคอ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอและยายจันทร์เหมือนกันก็คือ การเป็น
คนชอบอ่านหนังสือ และแข่งกันอ่านบ่อยๆ แต่ในความชอบอ่านก็ดันมีสิ่งที่แตกต่างกันอีกนั่นแหละ
เมื่อเธอชอบอ่านนวนิยายรักประเภทโรมานต์ หรืออะไรๆ ที่เรียกว่าเพ้อเจ้อ และเต็มไปด้วยจินตนาการ
 แต่ดุจจันทร์จะอ่านหนังสือประเภทที่ให้ความรู้ลึก ออกแนวปรัชญา หรือประวัติศาสตร์ หากจะหยิบ
หนังสือนวนิยายมาอ่านไม่พวกคลาสสิก ก็ต้องเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์แบบฮาร์ดคอทีเดียว

ก็เหมือนอย่างนี้  เจิดจันทร์บอกให้เธอซื่อหนังสือชุดของเฮสเส ส่งไปให้ เพราะเมื่อเรียนจบเจิดจันทร์
ก็กลับไปทำงานที่บ้านเกิด เป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดที่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมักจะโอดให้เธอฟังเสมอว่า

“ฉันไม่เข้าใจเลยว่า งบประมาณหนังสือห้องสมุดทำไมมันถึงได้น้อยอย่างนี้ หนังสือแต่ละเล่มก็เก่าแสนเก่า
หนังสือที่ให้ความรู้แต่ดันมีราคาแพงก็สั่งให้ใส่ตู้ ไม่ยอมให้อ่านง่ายๆเสียนี่”

เพราะเธอ เป็นคนไม่คิดอะไรมาก เลยแนะนำเพียงสั้นๆว่า

“ถ้าแกไม่ชอบก็ หนึ่งลาออก สองเงินเดือนทุกเดือนของแกซื้อหนังสือบริจาคเข้าห้องสมุดซะ”

สมัยเป็นนักศึกษา เธอและเจิดจันทร์เคยไปออกค่ายสร้างห้องสมุดเพื่อน้อง เคยทำหนังสือไปขอรับบริจาค
จากสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่มีหนังสือค้างสต๊อก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่โดยตำแหน่งบรรณารักษ์
โรงเรียนแล้ว ไม่รู้ว่าวิธีนี้จะได้ผลหรือเปล่า เธอจึงไม่ได้แนะนำให้เจิดจันทร์ทำ เพราะหากได้ เพื่อนของเธอ
ก็คงทำไปแล้ว แต่ในที่สุดเจิดจันทร์ ก็ลาออกจากงานไปอยู่บ้านเฉยๆ จะเรียกว่าเฉยๆ ก็คงจะไม่ได้ เพราะ
มีหน้าที่ดูแลคุณย่าที่อายุมาก ส่วนคุณปู่นั้นเสียไปหลายปีแล้ว ความที่คุณพ่อของเจิดจันทร์เป็นลูกชายเพียง
คนเดียวและมีธุริกจที่ต้องทำมากแม่ก็ต้องช่วยดูแลธุรกิจด้วย เจิดจันทร์จึงต้องถูกเรียกตัวกลับไปดูแลคุณย่า
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นการกลับไปดูแลเปล่าๆหรอกนะ เพราะเจิดจันทร์นั้นได้รับเงินในหน้าที่หลานกตัญญูเดือนหนึ่ง
ก็สมกับใบปริญญาเหมือนกัน

ฟังดูก็น่าอิจฉา แต่มานญ่าก็คิดได้ว่า หากให้เปลี่ยนกัน เธอคงไม่เอาเหมือนกัน เธอไม่เคยดูแลคนแก่ ปู่ย่า
ตายายของเธอเสียชีวิตหมดแล้ว พ่อกับแม่ก็แข็งแรงดูแลตัวเองได้ เรียนจบเธอจึงไม่ได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัด
แต่อาศัยอยู่กับน้าชายที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองอย่างที่เรียกได้ว่ากำลังรุ่ง มีสาวๆ ติดกรอ น้ารัฐภูมิอายุมากกว่า
เธอเพียงหกปี เวลาไปไหนมาไหนกับเธอไม่เคยแนะนำตัวว่าเป็นน้าหรอก มักจะบอกว่าเป็นพี่ ก็ไม่ถือว่าเป็นการ
โกหกสักเท่าไร เพราะจริงๆ แล้วน้าภูมิ ก็ถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ของเธอ เพราะจบมหาวิทยาลัยเดียวกัน

มานญ่ากำลังจะขยับไปเปิดเอาถุงที่บรรจุหนังสือที่ซื้อมาออก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงถามมาว่า

“เผากระดาษอีกแล้วเหรอยยัยมาร”

“ดับแล้วค่ะ”เธอตะโกนกลับไป

“อีกสามสิบนาทีลงไปข้างล่างนะ คุณปานเขากลับมาจากโตเกียวมีอะไรมาฝากเราด้วย”

น้าชายสั่งแค่นั้น มานญ่าก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากไป  เธอเลยยิ้มนิดๆ ในบรรดา ผู้หญิงที่มาติดพันน้าภูมิ
เห็นทีจะมีคุณปานวาดนี่แหละ หมั่นเอาของฝากให้เธอเสมอ  เธอไม่ได้ชื่นชมของฝากที่ให้หรอก แต่ก็
คิดว่าอย่างน้อยก็มีน้ำใจ

หญิงสาวเอาหนังสือแต่ละถุงออกมา เขียนชื่อจดราคาที่ซื้อลงในสมุดบัญชี เธอทำอย่างนี้เสมอเมื่อไปซื้อหนังสือ
อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า เธอซื้อมันไปเท่าไหร่ จะเรียกได้ว่าเธอเป็นคนรอบคอบก็อาจจะเรียกอย่างนั้นก็ได้
เพราะหนังสือเหล่านี้หากอ่านหมดหรือเบื่อ หรือเปลี่ยนไม่อยากอ่าน เธอก็จะนำมันใส่ถุง ไปไว้ที่รถน้าชาย
พร้อมกับบอกว่า

“เอาไปไว้ที่ห้องหนังสือที่ทำงานน้าภูมินะ แล้วจะเขียนเบิกทีหลัง”

“แล้วมันเรื่องอะไรถึงต้องมาเบิกที่บริษัทฉันวะ”

“อ้าว ไม่ดีเหรอ ญ่าไปซื้อหนังสือให้นะ ไม่ต้องไปเดินดูเอง”

“บริษัทมีแต่ผู้ชาย ไม่มีใครเขาอ่านนวนิยายน้ำเน่าเพ้อเจ้ออย่างนี้ ส่งไปให้เพื่อนเราโน่น”

“เขาไม่อ่าน”

“อ้าว เห็นซี้กันส่งหนังสือไปให้กันบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ” น้าภูมิจะท้วงขึ้นมา

ก็เพราะความที่เธอขี้เกียจนี่แหละเลยต้องฝากน้าชายไปส่งหนังสือให้บ่อยๆ เลย พอรู้ว่าเธอมีเพื่อนอ่าน
หนังสือเหมือนกัน  แต่น้าภูมิก็ไม่ได้ไปส่งเองหรอก ให้เด็กที่บริษัทไปส่งให้อีกต่อ

มานญ่า เอาบิลค่าหนังสือทั้งหมดใส่ไว้ในกล่องกระดาษเล็กๆ แล้วลุกขึ้น เก็บถุงพลาสติกที่ใส่หนังสือมา
ที่เรี่ยราดเต็มห้อง เธอเลือกถุงที่สวยน่าดูเก็บเอาไว้ แต่ที่เป็นพวกถุงพลาสติกธรรมดาอย่างที่เรียกว่าถุงก็อบแก็บ
เธอจะทิ้ง แต่เมื่อหยิบถุงสีน้ำเงินใบหนึ่งขึ้นมา มานญ่าก็ขมวดคิ้วเพราะมันหนัก แสดงว่ายังมีหนังสืออีกเล่มค้าง
อยู่แน่  เธอหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา พออ่านชื่อเรื่องก็ออกจะงงๆ เพราะไม่คุ้นว่าตัวเองได้ซื้อ หนังสือเล่มหนา
 ปกออกสีเขียวเข้มไล่ไปถึงดำ ตัวหนังสือสีเหลืองทองเขียนเอาไว้ว่า

รหัสรัก:ลาติน


เกี่ยวกับสืบสวนเหรอ?   เธอถามตัวเอง แต่ก็มั่นใจว่าเธอไม่ได้ซื้อเล่มนี้ แต่เมื่อเห็นชื่อคนแต่งก็ต้องเม้มปาก
เล็กน้อย ไม่คนขายยัดเยียดใส่ในกองหนังสือเธอตอนรอคิวจ่ายเงิน ก็ต้องมีการผิดพลาดที่คนรับฝากของล่ะ?
เพราะน้าชายไม่ได้ไปด้วย การไปซื้อหนังสือของเธอจึงต้องทยอยไปฝากที่เคาน์แตอร์รับฝาก คนรับฝาก
อาจจะหยิบถุงนี้เกินมาให้เธอก็ได้ ก็เธอเห็นว่าช่องรับฝากนั้นมันแน่เอียดที่เดียว อีกอย่างเธอไม่คิดจะซื้อ
หนังสือเล่มนี้แน่นอน ให้ฟรีๆก็ยังไม่คิดอยากได้ แต่เมื่อเปิดเข้าไปด้านในก็เห็นลายมือเขียนเอาไว้ว่า

สำหรับมานญ่า
อ่านซะ เผื่อรอยหยักในสมองจะเพิ่มขึ้น
แสนเมือง



มานญ่าตาลุกวาบ โยนหนังสือเล่มนั้นลงพื้นทันที    บังอาจมาก นักเขียนกระจอกๆ อย่างนี้ มันเรื่องอะไร
ฉันจะอ่าน อย่างมากก็ไปลอกเลียนฝรั่งเขามาเขียน จ้างก็คิดไม่เป็นหรอก  ...

มานญ่าคงจะนึกด่าทอในใจต่อ หากเสียงโทรศัพท์ของเธอจะไม่ดังขึ้น พอรับเสียงรัฐภูมิก็ดังขึ้นว่า

“ลงมาได้แล้ว”

 



(รอบนี้จะเอาให้จบ!!!!)


4
 
...คุยให้ฟัง...

อ่านรัก ด้วยหัวใจ ...

เรื่องนี้ดองเอาไว้นาน
ไปดูวันที่จากไฟล์แก้ไขเก่าสุด ดูเหมือนจะเป็นวันที่ 6/3/2552 เวลา 10.05
เมื่อก่อนเขียนนวิยายจะไม่ได้กำกับวันที่เริ่มโครงการเอาไว้
ตอนหลังจะเขียนเรื่องอะไร จะเขียนกำกับเอาไว้แล้วค่ะ
เพราะถ้าเป็นไฟล์เวลาเราเขียนเพิ่มหรือแก้ เซฟใหม่มันก็จะเป็นวันที่่ล่าสุดที่แก้ไข

เรื่องนี้เคยเขียนลงแรลลีไหนจำไม่ได้แล้ว เห็นวันที่จากไฟล์ เป็น  16/10/2555 แต่ไม่จบค่ะ
อย่ากระนั้นเลยกลัวว่าตัวละครจะไม่ได้เกิด เลยเอาไปใส่ไว้ในนวนิยาย
ชุดเขียนรักนักเขียน (ขีดเส้นใต้ไม่ใช่แค่รัก  พรรักจากพระจันทร์  เส้นรักลายหัวใจ)
ซึ่งชุดนั้นก็ตั้งใจเอาไว้เหมือนกันค่ะว่า จะต้องมีสักบทในเรื่องที่เราเขียนไม่จบใส่เอาไว้
แล้วเรื่องอ่านรักด้วยหัวใจ ก็ได้เอาไปใส่ไว้ในเรื่อง เส้นรักลายหัวใจ ค่ะ

เขียนได้ประมาณ 10 หน้าเองมัง เมื่อเคยลงแรลลีมาก่อน
และแรลลีก็เคยเป็นบ่อเกิดนวนิยายชุดเขียนรักนักเขียน
ที่พี่ฟีเขียนจบในแรลลี 9  คือเรื่องของพยศกับวนัสสา
มารอบแรลลีที่ 21 นี้
พี่ฟีก็อยากจะเอา  อ่านรักด้วยหัวใจ  ให้จบในแรลลีด้วย
ตั้งใจมาก และจะต้องทำให้ได้ แม้ว่าตอนนี้จะติดพันในการเขียน
เรื่อง เปลวรักแสงระวี อยู่ก็ตาม!!!!

ความตั้งใจในการเขียนเรื่องนี้
จะมีกรอบในรูปแบบการเขียนคือ
เป็นจดหมาย / เป็นซีนแยกต่างหาก / มี pov ของตัวละครสำคัญสลับกัน
ธีมของเรื่อง...
จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ทัศนคติในความรัก โดยผ่านหนังสือซึ่งจะใช้นวนิยายเป็นหลัก
พระเอกนางเอกในเรื่องจะใช้ หนังสือ เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความรู้สึกระหว่างกัน
ความรัก เป็นเสมือนการเดินทางอย่างหนึ่ง ที่คนที่ต้องการเดินทางไปกับความรู้สึกนี้
จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมค่ะ ^--^

ความยาวของเรื่อง ก็อยู่ที่ 120 หน้าเอสี่ พ้อยต์ 14 นี่ล่ะ ^--^
ตั้งใจจะโพสทุกวันศุกร์ค่ะ  หลีกทางให้บัดดี้ห้องโพสวันอื่น  ^--^
จะเขียนได้มาก ได้น้อย ก็จะโพส
และเมื่อตั้งใจจะให้มันจบ ก็ต้องจบให้ได้
กระตุ้นตัวเองสุดฤทธิ์ สุดเดชค่ะ
มาเป็นกำลังใจให้พี่ฟีด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
^--^

5
6. buddy / หนึ่งลิปดา / มาๆๆๆ เขียนให้จบ ^--^
« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2016, 05:00:31 PM »
ฮ่าๆๆๆ  กว่าจะหายูสเซอร์ กับ พาสเวิร์ดเจอ เล่นเอาเสียนาน

ห้องนี้เหมือนจะครองแชมป์ การเขียนนาน ^--^

แต่แรลลีนี้ตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่า จะต้องเขียนให้จบ

จะโพสทุกสัปดาห์ค่ะ 

มาติดตามกันได้เลยนะคะ

หนึ่งลิปดา โพสแล้ว

buddy ก็ต้องมา โพสเรื่องของตัวเองตามนะคะ

มาท้าแข่งบัดดีของเรานี่ล่ะ  กันเองดี

อยู่ตัวเมื่อไหร่ จะไปท้าแข่งห้องอื่น

เอาไหม buddy

 ^--^


6
8. หนึ่งลิปดา / มณีแก้วตา / รักเธอรัญชิดา (๑)
« เมื่อ: กันยายน 14, 2015, 01:20:51 PM »

บทที่ 1





รักเธอรัญชิดา  โดย เจิดจ้า (นามชั่วคราว)


เกริ่นนำ : นวนิยายเรื่องนี้ เขียนเพื่อนความบันเทิงเอาฮาล้วนๆ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายพาดพิงถึงผู้ใดโดยเฉพาะเจาะจง  จะมีสาระหรือไม่มีสาระนั้น ย่อมอยู่ที่มุมมองของผู้อ่านเอง เพราะผู้เขียนเขียนได้แค่นี้ 

ไม่ๆๆๆๆ   หมายถึงในตอนนี้เท่านั้น เพราะต่อไปจะต้องเขียนได้ดีกว่าเดิม เพราะคนอย่างเจิดจ้า ไม่ใช่คนที่ย่ำอยู่กับที่ เธอเป็นคนมีความฝัน  มุ่งมั่นในตอนฝัน การเขียนนวนิยายของเธอออกจะมีอุปสรรคมากมาย แต่ตอนนี้เธอไม่สนอุปสรรคแล้ว เธอจะลงมือเขียน และจะเขียนทุกวันด้วย หยุดไม่อยู่แล้วนะค่าท่านผู้ชม

แรงบันดาลใจ : เกิดจากความอิจฉาล้วนๆ วุ้ย  ทำไมใครๆ ก็ประสบความสำเร็จไปเสียหมด โลกไม่มีที่จะให้ เจิดจ้าฉายแสง บ้างหรือยังไง  ( แม้กระทั่งแฟนที่คิดเอาแบบคาบเส้นมาตรฐานไอ เอส โอ แล้ว มานยังแอบไปมีกิ๊ก เลวมาก พอเอาแค่นี้ อย่าไปคิดถึงมัน)

มันเป็นเรื่องท้าทายนะ เพราะฉันเป็นคนมีความรู้ เป็นคนสวยขนาดที่ผู้ใหญ่บ้านจะส่งเข้าประกวดมิสบานาน่าปีนี้   เงินฉันก็มีหลังจากถูกไล่ออกจากงาน ฟ้องบริษัทได้เงินชดเชยมาเยอะ บวกกับความไม่ประมาทในการใช้เงิน ทำให้ฉันมีเงินใช้สบายเลยล่ะ แถมมาอยู่นี่ แม้จะเรียกว่า มาเพื่อความกตัญญู แต่พี่สาวทั้งสี่คนของฉันก็ต้องจ่ายเงินให้ฉันนะ  อ้าว ก็น้องสาวตกงาน มาอยู่ดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย มันก็ต้องอุดหนุนกันบ้างล่ะ เพราะพวกเขามาเองไม่ได้ และฉันน่ะไม่ใช่สาวสมองกรวงนะ ตอนฉันจบปริญญาตรีน่ะ เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเชียวนะ แถมฉันจะต้องทำรายงานส่งพี่สาวทุกเดือนด้วย ว่าใครเป็นอย่างไร 

ก็ออกจะสบายมีความสุขอย่างนี้  แต่ทำไม๊ทำไม ฉันไม่ยักจะภูมิใจในตัวเองเลย ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จกับเขาบ้างเลย   ฉันอยากเป็นนักเขียน อยากเป็นนักเขียน รู้ไหม พ่อแม่พี่น้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ย่ายาย  อย่าพูดได้ไหมว่ามันเรื่องเพ้อเจ้อ  ฉันมีเงินเก็บนะ เขียนแล้วฉันพิมพ์เอง ขายเองก็ได้  อย่ามาหาว่าไม่มีฝีมือนะ  อิจฉาคนที่ได้เขียนออกเป็นเล่มจังวุ้ย

จะเขียนเรื่องอะไร : แน่นอนฉันจะต้องเขียนเรื่องใกล้ตัว  และเพื่อใกล้ชิดกับตัวละคร ตามที่ฉันอ่านตำราแนะนำการเขียนนวนิยายมา ฉันก็ตกลงใจว่า ฉันจะเป็นนางเอกเอง ใครจะไปรู้ใจนางเอกเท่ากับฉันไม่มีแล้ว  นางเอกในเรื่องนี่ก็ต้องโคตะระเก่ง มองโลกในแง่ดี มีความสะดวกสบาย ไม่มีจุดอ่อนอะไรทั้งสิ้น  น่าน ท้าทายนะ การจะเขียนนวนิยายสักเรื่อง ที่ตัวละครไม่มีจุดอ่อนเลย เขาว่า มันพัฒนายาก  เปลี่ยนแปลงยาก ก็จะไปเปลี่ยนทำไม  เจมส์บอนด์ไม่เห็นจะมีจุดอ่อนอะไร โคตรเก่งเหลือเชื่ออีกต่างหาก คนยังคอยดูคอยชมกันตลอดเลย ก็ไม่เห็นว่าจะเปลี่ยนตรงไหน  เอาเป็นว่า นางเอกฉันเทียบเคียงได้กับนางเอกในหนังเรื่อง The hunger games  ก็แล้วกัน ส่วนพระเอกของฉัน...




“เจิดเอ๊ย ปิดไฟได้แล้ว ยายจะนอน”

เจิดจ้าหันไปมอง คุณยายแสงแก้ว ที่เดินเข้าห้องมาแล้วนอนลงเตียง  เธอถอนหายใจเบาๆ นี่ล่ะอุปสรรคอย่างหนึ่งของคนจะเป็นนักเขียน เวลาสมองกำลังไหล ต้องมีเหตุให้หยุด

“ทำไมนอนเร็วนักละยาย ยังไม่สามทุ่มเลย ทำไมยายไม่ไปดูละคร”

“พรุ่งนี้หวยออก ยายจะนอนฝันเอาหวยลูก”

โอ คุณพระช่วยด้วย อุปสรรคของเธอ คืออันนี้หรอกหรือ

“มานอนด้วยกันลูก แล้วบอกยายด้วยว่า ฝันอะไรบ้าง ถ้าถูกยายจะแบ่งให้”

เจิดจ้าคันปากยิบๆ อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่กล้าพูด  อะไรๆ ยายแสงแก้วที่รักเคารพของเธอก็น่านับถือหมด แต่เรื่องหวย ใครอย่าได้มาแหยมบอกให้แกเลิกซื้อเชียวนะ แกถึงกับรวบรวมสมัครพรรคพวก ล้มรัฐบาลได้เลยขอบอก

คุณยายแสงแก้วไม่ได้นอนห้องนี้ประจำหรอก แต่ท่านก็ชอบมานอนคุยด้วย และเธอก็ชอบฟังที่ท่านคุยเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังตามประสาคนอยากเป็นนักเขียน และตั้งแต่ที่ท่านเล่าว่า  เสาตกมันที่ห้องเธอเฮี้ยนนัก เธอก็ไม่เกี่ยงเลยที่ท่านจะมานอนด้วยทุกวัน แต่มาหลังๆ เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่า เรื่องนั้นจะจริงไหม  เพราะคุณยายจะชอบเข้ามานอนด้วยบ่อยๆ เพราะบอกว่า ห้องนี้ทำให้ท่านฝันดี ยิ่งในวันหวยออกอย่างนี้ ท่านไม่พลาดแน่ 

หญิงสาวจำใจต้องปิดโน้ตบุ๊ก ปิดโคมไฟ  เดินมานอนข้างๆ คุณยาย แล้วก็อดถามไม่ได้ว่า

“ถูกหวยแล้วยายจะเอาเงินไปทำอะไร”

“ก็เอาให้ลูกหลานนะสิ ยายแก่แล้วจะเอาไปทำอะไรล่ะ”

ฟังดูดีแฮะ แต่ที่ผ่านมา ลูกหลานจะเสียเงินเพราะท่านเล่นหวยเสียมากกว่า

“นี่ถ้ายายถูกหวยสักล้าน ยายจะแบ่งให้พวกเอ็งคนละสองแสน เอาไหมลูก”

ถ้าถูกหวย คุณยายแสงแก้วต้องให้แน่นอน เจิดจ้ามั่นใจ เธอก็ไม่อยากจะดับฝันคนแก่หรอกนะ เพราะความภาคภูมิใจของคุณยายแสงแก้วคือมีเงินให้ลูกหลานจริงๆ แต่มันก็อดไม่ได้

“ทำไมยายจะต้องรอให้ถูกหวยก่อนละคะถึงจะให้เจิด  เอาอย่างนี้ไหมคะ เงินสองแสนน่ะ ถ้ายายจะให้เจิดจริงๆ ผ่อนก็ได้ค่ะ งวดละพันก็ได้ ไม่ถึงสิบปีก็ได้แล้ว”

“ถ้ายายถูกหวย มันอาจจะได้มากกว่านั้นนะลูก นอนเถอะ ยายชักเคลิ้มแล้ว”

อ้าว เป็นซะอย่างนั้น คุณยายแสงแก้ว เจิดจ้านึกขำในใจ ก่อนจะหลับตาลง...รับรองคุณยายแสงแก้วจะต้องเป็นตัวละครในนวนิยายของเธอแน่

***************
ดึกแล้วเจิดจ้ายังไม่หลับ ไม่ใช่เพราะเสียงกรนของคุณยายแสงแก้ว ที่ดังและก็เงียบไปเป็นระยะ  เพราะเธอเคยชินกับเสียงกรนแล้ว ถ้าคุณยายไม่กรนเลยต่างหากที่จะทำให้เธอตกใจ จนต้องปลุกท่าน เพราะกลัวว่าจะเกิดอาการขาดออกซิเจนชั่วคราวไป แต่ถ้าท่านกรนเสียงดังไป เธอจะลุกมาค่อยๆ พลิกให้ท่านนอนตะแคง เสียงกรนก็จะได้เบาลง

การกลับมาอยู่ที่บ้านจะหกเดือนแล้ว ทำให้เธอเรียนรู้ที่จะปรับตัวในเรื่องหนึ่งคือ ให้เคารพผู้ใหญ่ ท่านพูดอะไรก็ให้ฟังเอาไว้ก่อน แต่จะทำตามหรือไม่ทำตาม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การไปแสดงความเห็นขัดแย้งในความเชื่อที่ส่งสมมานานของพวกท่าน มันไม่ได้ข้อสรุปที่ดีนัก เพราะท่านก็ทำของท่านแบบนั้นมานาน และก็อยู่ได้มาตลอด ความคิดเห็นใหม่ๆ จะเข้าไปสอดแทรกได้ก็ต่อเมื่อท่านอยากจะตามใจเราเท่านั้น แต่ก็แค่ครั้งสองครั้ง ท่านก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ก็ไม่ว่ากันละนะ เพราะไม่อย่างนั้น คงจะต้องมีเรื่องที่ต้องทะเลาะกันปวดหัวทุกวัน

แต่ที่ดีอยู่อย่างก็คือ ที่บ้านจะไม่มีการบีบบังคับให้ใครทำอะไรในเรื่องที่ไม่เห็นด้วย ค้านหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเลย แต่เรื่องวาจาถากถางกันนั้น ก็ถือซะว่า ลับคารมกันประจำวัน

เจิดจ้า นอนฟังเสียงยายกรนจนจะเคลิ้มหลับ ในเวลาที่ครึ่งหลับครึ่งตื่น หญิงสาวแว่วเสียงคนเรียกเบาๆ

เจิด เจิดจ้า ตื่น  ฉันเจ็บ
 เป็นอะไร
ไอ้จอร์จมันมากัดฉัน
 จะนอน อย่าเพิ่งมายุ่ง
ฉันเจ็บ เธอต้องจัดการ ไม่อย่างนั้น ฉันจะโกรธมาก และเธอ โอ๊ย! มันกัดอีกแล้ว

“โอ๊ย! “  เจิดจ้าอุทานสะดุ้งลืมตา

“เช้าแล้ว ทำไมยังไม่ตื่น”

“แม่ หนูเพิ่งจะหลับ”

“ยายตื่นไปใส่บาตรแล้ว แม่จะไปโรงเรียน วันนี้ป้าเกลียวจะมาเอากล้วยนะ ไปตัดรอไว้ด้วย”

“ก็ ไปบอกแสนศักดิ์สิ มาบอกเจิดทำไม ไม่ใช่หน้าที่ของเจิด”

พูดแล้วเจิดจ้า ก็หันหลัง ดึงหมอนเข้ามากอดจะนอนต่อ แต่เมขลา หยิกหมับเข้าที่แขนลูกสาว

“อุ๊ย คุณนายเมขลา เจ็บนะ”

“อย่าขี้เซา วันนี้แสนศักดิ์ไปสอบ เดี๋ยวยายจะกลับมา หาเรื่องฝันเตรียมไว้ด้วยล่ะ แล้วเขียนโพยให้ยายงวดนี้ อย่าเขียนของแม่ผิดอีกนะ ไม่อย่างนั้นจะให้จ่ายเอง” เมขลา สตรีวัยห้าสิบต้นๆ สั่งลูกสาวแล้วก็เดินออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอม

“โอยยยยย” เจิดจ้าคราง สายตามองไปยังขื่อเพดาน  เรื่องตัดกล้วยไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องเตรียมความฝันนี่ ต้องเตรียมเอาไว้ให้ยายแสงแก้ว ไม่อย่างนั้นคุณยายจะถือว่า ขัดฤกษ์  แต่จะเอาฝันอะไรไปเล่าให้ยายแสงแก้วฟังล่ะ  คุณยายชอบซื้อหวยก็จริงนะ แต่ใครอย่าได้ไปบอกตัวเลขท่านตรงๆ เชียว ท่านไม่ชอบ ต้องเล่าเป็นความฝัน หรือเห็นอะไรสักอย่าง ให้ท่านตีความเอาเอง ท่านถึงจะยอม ไอ้ประเภทจดหมายลูกโซ่ส่งต่อมาว่า เป็นคนในกองสลาก ถูกมาแล้วมหาศาลงวด แล้วบอกตัวเลขโน่นนี้ พร้อมกับถ้าถูกค่อยโอนเงินไม่ให้ ประเภทนี้ ไม่ได้แอ้มคุณยายแสงแก้วหรอก

“ก็ถ้ารู้จริง รู้แม่น มันทำไมไม่ซื้อเอาเอง”

ท่านพูดอย่างมีเหตุผล  แต่ไอ้ความช่างค้านของเธอ ก็อดไม่ได้อีกล่ะ

“ก็เขาก็บอกว่า เขาเป็นคนไม่มีดวงทางนี้ เลยต้องให้คนอื่นทางอ้อมยังไงละยาย”

“อ้าว ดวงใครก็ดวงมันสิ จะมาเผื่อฟลุ๊ก ขอส่วนบุญคนอื่นทำไม ซื้อหวยมันไม่ได้ถูกง่ายๆ นะ ”

ใช่ มันไม่ถูกง่ายๆ อันนี้เจิดจ้าไม่ค้านสักแอะ และที่ยายแสงแก้วพูดอย่างนี้ ก็ใช่ว่า ยายจะใจจืดใจดำ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นะ  เพราะว่า ท่านฝันอะไร ท่านจะซื้อเลขไหน ท่านบอกทุกคน แต่ปิดรับที่จะไม่ฟังคนอื่นบอกเป็นตัวเลขตรงๆ เท่านั้น ...ท่านต้องตีความเอง ต้องการได้เงินจากการถูกหวยจากประสบการณ์การเล่นหวยของท่านเอง และการที่มันเฉียดไปเฉียดมา มันยิ่งทำให้อะดรีนาลินคุณยายแสงแก้วพุ่งพล่าน อยากเอาชนะกองสลากให้ได้ทุกสิบห้าวันเลยล่ะ

เจิดจ้าลุก เดินไปที่หน้าต่าง ที่ห้องของเธอจะมองเห็นสวนกล้วยที่อยู่ไม่ห่าง มันเป็นแปลงกล้วยทดลองปลูกของเธอ กล้วยเพิ่งจะตัดปลีและห่อกระดาษเพื่อกันแมลงและให้ผลออกมาสวยๆ แต่ที่เธอจะต้องไปตัดให้ป้าเกลียววันนี้ จะอยู่อีกไร่ที่ลึกเข้าไป

เจิดจ้ากำลังจะหันหลังกลับ แล้วหางตาก็แวบไปเห็นสิ่งหนึ่งที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ต้นกล้วยใบสวยต้นอวบ เครือที่ยาวถูกห่อด้วยกระดาษ ตอนนี้มีเจ้าตัวกระรอกกำลังมุดกัดกินอย่างมีความสุข

ตายล่ะ ไอ้จอร์จมันกัดกล้วยต้นโปรดคุณยายแสงแก้วซะแล้ว    เธอหันกลับจะออกจากห้อง แล้วก็สะดุดกึกกับความฝัน  คุณยายบอกว่าเหมือนต้นนั้นจะมีบางอย่างสิงสู่อยู่

อย่าล้อเล่นนา เธอคนรุ่นใหม่ ไม่กลัวผี อยู่แล้ว เจิดจ้าบอกตัวเอง ขณะที่มองขนแขนสแตนอัพของตัวเองด้วยความรู้สึกหวาดๆ


เจิดจ้าอาบน้ำแต่งตัวออกมา มันยังเช้าและน่าจะไม่ถึงเจ็ดโมงด้วยซ้ำ แต่คนที่นี่ แถวนี้ตื่นกันเช้า เธอเดินออกไปที่ชานบ้าน มองไปยังด้านหน้า คุณยายแสงแก้วตักบาตรเสร็จแล้ว และยืนคุยอยู่กับป้าสองแถว  ป้าสองแถวไม่ได้ชื่อนี้หรอก แต่เป็นสมญาที่เธอตั้งให้ตั้งแต่ยังเด็ก  ตอนนั้นป้าสองแถวเท่มาก เพราะเป็นผู้หญิงที่ขับรถสองแถวรับส่งคนระหว่างหมู่บ้านกับในเมือง เธอต้องนั่งรถไปโรงเรียนตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถม ก่อนที่จะไปอยู่โรงเรียนประจำในชั้นมัธยม ป้าสองแถวเป็นที่รู้จักของคนแถวนี้ และสนิทสนมกับยายแสงแก้วเป็นพิเศษ เพราะเป็นคอหวยด้วยกัน แต่ในตอนเด็กนั้น ป้าสองแถวจัดได้ว่าเป็นไอดอลสำหรับเธอเลย เพราะเธออยากขับรถสองแถวใส่หมวกแก็ปปักอักษรเอ็นวายกลับหัวขับรถบ้าง ก็เพราะอย่างนี้ละมัง ตอนนี้เธอเลยต้องมาขับรถกระบะส่งกล้วยอยู่นี่...ฝันในวัยเด็กของเธอก็ใกล้เคียงแล้วอย่างหนึ่งล่ะ

เจิดจ้าหันกลับเดินไปยังห้องครัวที่อยู่ติดกับห้องคุณยาย บ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นบ้านทรงเรือนไทย แต่ก็เป็นบ้านไม้หลังใหญ่มีชานกว้าง ที่แบ่งบ้านออกเป็นสองปีกในลักษณะรูปตัวยู เธอกับยายอยู่ปีกด้านในติดสวน ส่วนพ่อกับแม่อยู่ปีกที่อยู่ด้านนอก ส่วนตรงกลางจะยกพื้นขึ้นไปเป็นระเบียงยาวกว้างสองเมตร ก่อนที่จะกั้นเป็นห้องยาว เป็นทั้งที่นั่งเล่น ทำงาน และห้องหนังสือประจำบ้าน แม่ของเธอเป็นครู ส่วนพ่อแม้จะเป็นชาวสวน แต่ท่านก็ชอบอ่านชอบเรียนรู้ หนังสือจึงมีมาก

ก็ผนังตรงที่กั้นนี่ล่ะ คือประวัติของครอบครัวเธอ เพราะมีอะไรก็แขวนโชว์เอาไว้ตรงนั้นหมด ไม่ต้องห่วงว่าฝนจะสาดเข้ามาด้วย เพราะพ่อสร้างหลังคาคลุมมาจนถึงครึ่งชานโน่น

เจิดจ้าเข้าไปในครัวแล้วเปิดเตาแก๊ส เอาข้าวต้มออกมาอุ่น ตอนเช้าคุณยายจะกินข้าวต้มกับไข่เค็มและต้มจับฉ่ายเป็นหลัก แต่เธอจะต้องทำกับข้าวเพิ่มให้อีกอย่างเสมอ ไม่ผัดผัก ก็จะเป็นพวกไข่เจียวหรือไม่ก็ผัดหัวไชเท้า ยำกุ้งแห้ง พ้นไปจากนี้คุณยายไม่ชอบกิน  สำหรับเธอนั้นจะดื่มกาแฟและขนมปังธรรมดา แล้วก็นั่งกินไปกับท่านที่ชานบ้าน

ก่อนนั้นการทำกับข้าว พ่อจะเป็นคนทำ และท่านก็ทำตั้งแต่เป็นหนุ่มสมัยแต่งงานกับแม่โน่น เพราะแม่ของเธอไม่มีฝีมือเอาเสียเลยในการทำอาหาร ใครๆ ก็ชอบล้อพ่อว่า  กลัวเมีย  ท่านก็จะยิ้มเฉยๆ แต่ถ้าไปพูดตอนที่ท่านอารมณ์ไม่ดี ก็จะเจอคำตอบที่ว่า

“เออ กูกลัวเมีย แต่ไม่กลัวมึง มีปัญหาไหม”

ตอนที่ยายเล่าให้ฟังอย่างนี้ มันทำเอาเธอสะใจ รักพ่อของเธอชะมัด นี่ล่ะ พ่อผู้ชายตัวจริง

เจิดจ้าเตรียมอาหารเสร็จ ก็เอาใส่ถาดยกออกมารวดเดียว เธอวางไว้ที่โต๊ะ ก็พอดีกับที่คุณยายแสงแก้วขึ้นบันไดมา เจิดจ้าเลยรีบไปรับเอาถาดตักบาตรจากท่าน

“พระอาจารย์ให้หวยหรือเปล่าคะ ยาย”

เจิดจ้าถามเล่นๆ แต่คุณยายแสงแก้วสั่นหน้า

“ไม่ได้ถามท่าน เพราะท่านมัวคุยให้ฟังว่าหลานชายจะมาบวช”

“อ้าว แล้วหลานชายท่านอายุเท่าไหร่ละคะ ย่าไม่ได้ถามเหรอ เผื่อจะเป็นเลขเด็ด”

เจิดจ้าจัดแจงถามเป็นนัยยิ้มๆ  วันหวยออก เธอก็ต้องตามเล่นกับคุณยายเรื่องหวยทั้งวัน จนกว่ามันจะออกจริง จากนั้น ก็จะใบ้กินกันไปอีกวันสองวัน

“ยายไม่ได้ถาม เสียดายจริง แต่มันคันๆ นิ้วชอบกล ปกติแบบนี้มันต้องมีแปดนะ”

 เอาเข้าไปคุณยาย  เจิดจ้ายิ้มขำ  ก่อนจะบอกว่า “เดี๋ยวเจิดไปเอาน้ำมาให้ยายกรวดน้ำนะ”

“ไม่ต้อง ยายกรวดแล้ว เอากับแม่สองแถวนั่นแหละ”

เจิดจ้ายิ้ม เมื่อยายเรียกสมญานั้นเช่นเดียวกับเธอ

“งั้นเดี๋ยวเจิดไปชงกาแฟออกมากินกับยาย อย่าเพิ่งกินหมดก่อนนะ เดี๋ยวไม่มีคนคุยด้วย” ตอนท้ายเธอแกล้งพูดยิ้ม แล้วเดินไปในครัว แต่ยายแสงแก้วเดินตามมา ถามว่า

“ฝันอะไรหรือเปล่า”

“ฝันว่า นางตานีมาปลุก บอกว่าไอ้จอร์จไปกัดเธอค่ะ” เจิดจ้าบอกตามตรง

ยายแสงแก้วขมวดคิ้ว  “ฝันแบบนี้มันมีแปด เหมือนยายคันนิ้วเลย”

“แล้วยายจะล้างมือก่อนกินข้าวใช่ไหม จะได้หายคัน” เจิดจ้าถามเป็นเรื่องขำ  ก่อนจะพูดว่า

 “เดี๋ยวสายๆ เจิดจะไปตัดกล้วย เตรียมไว้ให้ป้าเฉลียว”

“อ้าว แล้วแสนศักดิ์ไปไหน”

“แม่บอกว่ามีสอบ คงไปแต่เช้าแล้วมัง” เธอตอบแล้วก็เบี่ยงตัวให้คุณยายไปที่ก๊อกน้ำเพื่อล้างมือ

“กินเสร็จแล้วไปตัดเลยดีกว่า สายๆ จะได้มาเขียนเลขให้ยาย”

“ค่ะ”

“กินเสร็จยายก็จะไปดู กล้วยของยายเหมือนกัน”

เจิดจ้ากลืนน้ำลายเอื๊อก ไอ้จอร์จเอ๋ยเอ็งเสร็จแน่ ถ้ายายแสงแก้วเห็น

 
หลังจากกินกาแฟเสร็จเจิดจ้าก็เปลี่ยนชุดให้รัดกุมขึ้น เธอสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตแขนยาวปิดกระดุมตั้งแต่คอลงมา แล้วก็สวมกางเกงยีน  หมวกที่ใช้เป็นหมวกฟางปีกกว้าง รองเท้าบู๊ท มันเป็นชุดที่ใส่แล้วก็สะใจตัวเองมาก มันเหมือนคาวเกิรล์ยังไงอย่างนั้น แต่ที่มันไม่เท่ก็คือมอเตอร์ไซต์พ่วงรถลากไม้นี่ล่ะ ถ้าได้ขี่ม้า ไปในท้องทุ่งกว้างก็ดีสิ  แต่นี่มันไร่กล้วย  แค่มีถนนเรียบๆ ให้เธอได้ใช้มอเตอร์ไซต์ก็ดีถมเถแล้ว

งานตัดกล้วยเป็นงานที่ใช้ทักษะอยู่ไม่น้อย และถ้าทำคนเดียวมันก็จะเป็นเรื่องลำบากยิ่งขึ้นสำหรับมือใหม่ แต่เพราะเธอเป็นหญิงสาวที่แข็งแรง มันก็เลยไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงตรงไหน เพราะหลังจากที่รอดคมมีดเพราะหัดตัดกล้วยมาได้หลายรอบ และเก่งพอที่หาจังหวะและน้ำหนักในการฟันท้องกล้วยโน้มลำต้นลงมาตัดเครือแล้ว เธอก็พอจะทำได้ด้วยตัวเอง แต่พ่อจะไม่ค่อยให้เธอทำสักเท่าไหร่เพราะกลัวเธอพลาด  นี่ถ้าพ่อไม่ไปประชุมเกษตรกรดีเด่นที่ในเมือง งานนี้เธอคงไม่ต้องมาลุยเอง

เจิดจ้าจอดรถมอเตอร์ไซต์  แล้วเดินถือหนังสะติ๊กไปสำรวจเล่นๆ ก่อนว่าจะตัดต้นไหนดี หนังสะติ๊กเป็นสิ่งที่เธอเก่ง ยิ่งสมัยเด็กแข่งกันยิงกระป๋องน้ำอัดลมด้วยแล้ว เธอเป็นที่หนึ่งเสมอ

เธอไม่รู้ว่าป้าเฉลียวจะต้องการสักเท่าไหร่ แต่ทุกครั้งที่ตัดไป ป้าเฉลียวก็รับไว้หมด  ป้าเฉลียวเป็นแม่ค้าที่มารับกล้วยไปส่งที่ตลาดอีกต่อหนึ่ง ไม่ได้จ่ายเงินในทันที แต่จะจ่ายให้เป็นเดือน เรียกได้ว่าแม่ของเธอให้เครดิตป้าเฉลียวอยู่เหมือนกัน สิ่งเดียวที่เธอไม่ชอบใจในตัวป้าเฉลียว ก็คือ ความอยากรู้อยากเห็น ไปเสียหมด ก็จะว่ากันไม่ได้หรอก เพราะป้าเฉลียวมีลูกชายเป็นถึง อบต. นี่นา ต้องทำตัวให้หูตากว้างไกลเข้าไว้ เพื่อเป็นหัวคะแนนให้ลูกชาย 

เจิดจ้าเดินเข้าไปเรื่อยๆ คิดจะเอาต้นไหน ก็ใช้หนังสะติ๊กยิงไปที่ใบกล้วยให้มันแตกเข้าไว้ จะจำได้ไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่อง เห็นใบแตกๆ ล่ะก็ตัด เธอคิดเอาไว้อย่างนั้น เพราะความจริงการยิงหนังสะติ๊กมันเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งของเธอต่างหาก เพราะพ่อไม่อนุญาตให้เธอหัดเตะมวยเหมือนแสนศักดิ์ ที่จะใช้ต้นกล้วยเป็นที่ซ้อม

เพราะอยู่ในสวนคนเดียว เจิดจ้าเลยนึกสนุก ยิงหนังสะติ๊กด้วยท่วงท่าต่างๆ ราวกับนักแม่นปืนไปเลย กระสุนน้นไม่ต้องห่วง เธอพกมาเป็นสิบ เธอสนุกของเธอได้ราวกับอยู่ในโลกของภาพพยนต์ เมื่อเธอยิงหนังสะติ๊กด้วยท่วงท่าต่างๆ  มีทั้งวิ่งไปหลบหลังต้นกล้วย หันหลังกลับมายิงเจ้ากระรอกบนต้นไม้ วิ่งไปยิงเจ้ากิ้งก่าที่วิ่งหนีหลบอยู่ใต้ใบกล้วย แต่แล้วมันก็เสร็จเธอในระยะประชิดเผาขน เธอจูบหนังสะติ๊กราวกับมีควันปืนออกมาเมื่อประสบความสำเร็จ แล้วก็หยิบก้อนหินอันใหม่ขึ้นมาเพื่อจะไล่ล่าศัตรูตัวใหม่

“ยังเก่งอยู่เหมือนเดิมนี่”

เสียงพูดกลั้วหัวเราะ ทำให้เจิดจ้าสะดุ้ง เธอหันไป แล้วเผลอปล่อย หนังสะติ๊กที่เหนี่ยวค้างอยู่แล้วในทันที

“โอ๊ย”

“อ้าว ขอโทษนึกว่าต้นกล้วย”

 “ต้นกล้วยบ้านเธอนะสิ จะหล่ออย่างนี้”

เจิดจ้าขมวดคิ้วเดินเข้าไปหาร่างสูงสวมเสื้อฮู้ดสีดำยืนกุมหัวอยู่ไม่ไกล  เธอว่าเธอหลงตัวเองขี้โม้แล้วนะ แล้วนายนี่เป็นใคร ถึงได้บังอาจมาโม้แข่งเธอ



7
บทที่ ๓ …

“ อะไรกัน !  ตั้งห้าสิบล้าน  นี่เจ้าหล่อนคิดจะเอาเงินไปใช้ถึงชาติหน้าหรือไง ” เสียงธนากรตอบกลับมากึ่งขันกึ่งฉุน  มันหลังเที่ยงคืนไปแล้วที่วิสุทธิ์โทรแจ้งข่าวกับเขา 

“ ยังมีข้อเสนออีกอย่าง ”

“ อะไร ”

“ นายนั่งอยู่หรือเปล่าตอนนี้ ”

“ ไอ้บ้า …  ฉันกำลังนอนอยู่บนเตียง  แกรบกวนเวลานอนของฉันอยู่ ”

“ งั้น ฟังข้อเสนออีกอย่าง คุณวสุดาต้องการให้นายแต่งงานกับเธอ อย่างถูกต้องตาม กฎหมายด้วยว่ะ ”

เสียงวิสุทธิ์บอกมาตามสายเรียบ ๆ  แต่ก็เป็นครู่กว่าเขาจะได้ยินเสียงตอบกลับจากธนากรว่า

“ นายบอกเรื่องที่ฉันจะร้องต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองเด็กกับเธอหรือเปล่า ? ”

“ บอก ”

“ แล้วเธอว่าไง ”

“ ก็หัวเราะร่วนนะซิ  นายธวัชชัยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเธอ ”

รู้สึกว่าปลายสายจะเงียบไปทีเดียว  วิสุทธิ์เลยให้ความเห็นต่อว่า

“ หากนายจะสู้ทางนี้ละก้อ เราก็ตกเป็นรอง คงยากเหมือนกันที่จะเอาชนะได้ ”

“ แกคงไม่ได้แนะนำให้ฉันตอบรับข้อเสนอของเธอหรอกนะ ” เสียงธนากรประชด

“ เปล่า.. แต่ฉันเห็นด้วยกับข้อแนะนำของเธอ ที่ฝากมาถึงนายนะว่า นายควรจะแต่งงานแล้วมีลูกเป็นของตัวเองมากกว่า ”

“ ฉันคิดว่าฉันจ้างทนายผิดข้างเสียแล้วว่ะ ” เสียงธนากรชักมีอารมณ์   ” แกแน่ใจนะว่าไม่ได้ไปหลงเสน่ห์เธอ และทำงานที่ฉันมอบหมายให้ทำอย่างเต็มที่แล้ว ”

“ ฉันแยกออกโว้ย !  เรื่องไหนเรื่องงาน เรื่องไหนเรื่องส่วนตัว ”

“  พูดอย่างนี้ ก็เท่ากับยอมรับละซิ ว่าหลงเสน่ห์เธอเข้าให้แล้ว ”

“  ทำไงได้ละ ฉันไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ให้ตกหลุมรักผู้หญิงสวย ๆ อย่างนายนี่หว่า  ” วิสุทธิ์ตอบตรง ๆ

“ ความจริงนายก็ดูดีนี่หว่า  ทำไมไม่จีบเธอแล้วแต่งงานกันซะ จากนั้นค่อยหาทางโอนเด็กมาให้ฉันทีหลัง ”

“ นั่น นายกำลังพูดถึงผู้หญิงที่เป็นน้องสะใภ้ ของนายอยู่รึนั่น ” วิสุทธิ์ตอกกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ที่ธนากรพูดเหมือนดูถูกวสุดา

“ น้องสะใภ้ ที่ยื่นข้อเสนอขอแต่งงานกับพี่ผัวนะเหรอ ”  ธนากรพูดอย่างดูแคลนอย่างชัดเจน

“ ฉันคิดว่าเธอไม่ได้จริงจังกับมันหรอก ” วิสุทธิ์แก้แทน  “ เพราะเธอต้องการคำตอบจากตัวนายเองภายในเที่ยงพรุ่งนี้ ดังนั้นนายไม่ต้องวิตก ว่าเธอจะต้องการแต่งงานกับนายจริง ๆ ท่าทางเธอโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่ฉันบอกว่า พรุ่งนี้นายต้องไปประชุมที่ฮ่องกงแต่เช้า ”

“ มันก็แหงอยู่แล้ว …เจ้าหล่อนก็ฉลาดกว่าที่ฉันคิด ป่านนี้คงตีปีกด้วยความสะใจละซิที่เอาชนะฉันได้ ” 

“ นายหมายความว่าไง ” วิสุทธิ์ชักงง

“ ก็หมายความว่า แม่น้องสะใภ้ฉันเขาคิดอยู่แล้วว่าฉันต้องปฏิเสธนะซิ และเมื่อฉันปฏิเสธ ก็เท่ากับว่าฉันไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลานฉันอีกนายเข้าใจแล้วยังทีนี้  ”

“ แล้วนายจะเอาไง ” วิสุทธิ์ ถามหลังจากที่เป็นฝ่ายเงียบไปนาน

“ ยังคิดไม่ออก  เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันจะโทรกลับไปแล้วกัน”


   
เสียงนาฬิกาปลุกดังกรีดร้องอยู่เป็นนาน กว่าวสุดาจะฝืนตัวลุกขึ้นมาจัดการให้มันเงียบเสียงลง  เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนขึ้เซาวสุดาเลยตั้งนาฬิกาปลุกไว้เสียที่ชั้นวางของด้านประตูทางเข้า แทนที่จะเอาไว้ที่โต๊ะหัวเตียงเหมือนคนอื่น ๆ  เพราะที่ผ่านมาเธอเคยเอาตั้งไว้ที่หัวเตียง แค่เสียงกรีดของมันยังไม่ถึงสามครั้ง เธอก็เอามือกดปุ่มให้เงียบ แล้วนอนต่ออย่างสบายใจเฉิบ  ดังนั้นการที่ต้องลุกขึ้นกดปุ่มมาถึงหน้าประตูห้อง มันได้ผลดีกว่า

วสุดา ใช้รีโมตปิดแอร์ในห้องก่อนที่จะเดินไปเปิดหน้าต่างห้อง  จากนั้นก็มาทุ่มตัวลงบนเตียงเหมือนเดิม  วันนี้เป็นวันหยุดของเธอ จะนอนต่ออีกหน่อยจะเป็นไร  เพราะป่านนี้คุณมัทนาก็คงจัดการพากิ่งอ้อ และกอไผ่ ไปโรงเรียนแต่เช้าแล้ว   ตั้งแต่ได้ทำงานที่โรงแรม วสุดามีวันหยุดคือวันพุธและวันเสาร์  โอกาสที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกก็ลดลงด้วย   นี่ยังไม่นับกับการที่เธอต้องว่างเว้นจากการหาความสำราญ ต่างๆ กับเพื่อนฝูง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนนั้น วสุดาเป็นคนที่ชอบความสนุกสนาน ชอบเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ต่าง ๆ  ตามแต่จะต้องการ เพราะการที่เธอไปอยู่กับมารดา ซึ่งแต่งงานใหม่ครั้งแรกกับนักธุรกิจชาวอเมริกันที่มาพบรักกับแม่ของเธอที่ไนท์คลับที่แม่ร้องเพลงอยู่ สิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูจากมารดาจึงทำให้ วสุดาคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง และช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอด  ชีวิตครอบครัวของเธอก็อบอุ่นดี จนกระทั่งมารดาได้เสียชีวิตลง

วสุดา เลยต้องตะลอน ๆ ไปทั่ว เพราะไม่ต้องการอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกับพ่อเลี้ยง ซึ่งตอนหลังมีทีท่าว่าอยากจะให้เธอเข้าแทนที่แม่ของเธอเสียแล้ว  แม่เสียชีวิตไปไม่ถึงสองปี สุนิสาผู้เป็นพี่สาวก็ส่งข่าวเรื่องที่พ่อหัวใจวายกระทันหันให้เธอได้ทราบ  แต่ก็หลังจากที่ได้จัดการงานศพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

วสุดาไม่ค่อยจะได้ติดต่อกับพ่อเท่าไหร่ เพราะจากมาตั้งแต่ยังเด็ก ความสัมพันธ์จึงค่อนข้างจะห่างเหิน เธอไม่เคยรู้เรื่องฐานะความเป็นอยู่ของพ่อมาก่อน  ดังนั้นเธอจึงไม่เคยรู้ว่า สุนิสาต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเนื่องจากไม่มีเงิน และเมื่อมีลูกชายเศรษฐีมาติดพัน  จึงเป็นเรื่องง่ายที่ สุนิสา จะรักและคว้าเอาไว้เป็นหลัก ทั้งคู่รักและอยู่ด้วยกันโดยที่พ่อแม่ฝ่ายชายไม่เห็นด้วย และตั้งข้อรังเกียจ เพราะตอนนั้น สุนิสาได้หาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักร้อง  ทั้งสุนิสา และวสุดาต่างมีเลือดของมารดาเข้มข้นในการเป็นนักร้อง 

 วสุดาได้เข้ามาสู่วังวนชีวิตของพี่สาว ก็เพราะสุนิสาได้จดหมายไปหาเธอ  มาเห็นพี่สาวครั้งแรก …ภาพผู้หญิงท้องโย้ ที่ทำงานเสริฟ อยู่ที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ธวัชชัย กิตติสรสรวง พี่เขยของเธอก็ได้กลายเป็นนักพนันตัวยง ไม่ได้สนใจเลี้ยงดูพี่สาวเธอแต่อย่างใด เงินที่พอจะมีเก็บอยู่บ้างของวสุดาจึงหมดไปกับการใช้จ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกสบายของสุนิสา พี่สาวของเธอ

 ไม่รู้ว่าจะเป็นโชคดีหรือร้าย  เมื่อสุนิสาคลอดได้เพียงสองอาทิตย์ พี่เขยของเธอ ก็เสียชีวิต เพราะอุบัติเหตุ เมาจนตกน้ำตาย และสุนิสาทำหนังสือยกลูกให้อยู่ในความดูแลของวสุดาอย่างไม่ลังเล  หากเมื่อถามถึงญาติฝ่ายสามี   สุนิสาก็บอกสั้น ๆ ว่า  เธอไม่เคยสนใจ รู้แต่ว่าธวัชชัย ถูกตัดขาดจากครอบครัวเมื่อมาอยู่กินกับเธอ  วสุดาก็เลยพลอยไม่สนใจไปด้วยเหมือนกัน 

วสุดาหลงรักหลานตั้งแต่แรกเห็น  เธอเต็มใจที่ได้เป็นคนดูแลเด็กทั้งสอง หลังจากกิ่งอ้อ และกอไผ่ อายุได้สามเดือน สุนิสาแนะนำว่าควรจะเอาเด็กไปให้คุณมัทนา ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงช่วยดูแล  ซึ่งวสุดาก็เห็นดีด้วย แต่ก็ไม่นึกว่าหลังจากที่มาอยู่กับคุณมัทนาได้ไม่ถึงอาทิตย์ พี่สาวเธอจะทิ้งลูกไปเลยจนถึงทุกวันนี้

วสุดาแนบหน้าลงกับหมอน แล้วถอนใจยาว  ใครจะไปนึกว่าชีวิตที่เคยมีแต่ความสนุกสนาน กินและเที่ยว รับผิดชอบเฉพาะตัวเอง  จะต้องมาปักหลักฐาน แบกรับภาระครอบครัวอยู่ที่นี่นานถึงสี่ปีเข้าไปแล้ว และตอนนี้ฐานะเธอมันก็แย่เต็มที   มีหลายครั้งที่เธอนึกสงสัยว่า สุนิสาไปอยู่เสียที่ไหน ถึงไม่เคยติดต่อกลับมาเลย  วสุดาเต็มใจดูแลหลาน แต่ก็คิดว่า หากมีสุนิสาอยู่ด้วย บางทีก็คงจะช่วยเหลือกันได้มากกว่านี้  เธอไม่อยากเอาเปรียบคุณมัทนา โดยการขายบ้านหลังนี้อย่างที่คุณแนะนำเมื่อคืน เพราะรู้ว่า คุณมัทนารักบ้านหลังนี้เหลือเกิน   จะว่าไปคุณมัทนาก็เปรียบเหมือนญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เธอเหลืออยู่ หากไม่นับรวมนายปีเตอร์พ่อเลี้ยงของเธอเข้าไปด้วย ซึ่งวสุดามั่นใจว่า ถ้าหากเธอเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เขาต้องยินดีแน่นอน  แต่ให้ตายก่อนเถอะ เธอถึงจะกล้าทำเช่นนั้น
 เธอเคยคิดถึงทางเลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายรวย ๆ สักคน
ความจริงมันก็เป็นความฝันของเธอตั้งแต่รุ่นสาวแล้ว  วสุดายอมรับอย่างกล้าหาญเลยว่า เธอชอบคนรวย ชอบความสะดวกสบาย ชอบแต่งตัวสวย ๆ ชอบความฟุ้งเฟ้อต่าง ๆ ที่เคยได้รับ หรือเคยได้เห็น  แต่สิ่งเหล่านี้กับตรงข้ามกับความเป็นจริงของชีวิตในปัจจุบัน  มีผู้ชายรวย ๆมากหน้าหลายตาที่เคยมาชอบพอกับเธอ  แต่แล้วก็ต้องหายไปทีละคนสองคน เพราะวสุดาไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการที่จะแต่งงานกับพวกได้ เพราะคนเหล่านั้นรักเธอ แต่ไม่รักลูกของเธอ  หรือบางคนเธอก็มองออกว่าเพียงแต่คิดจะเคลมเธอเล่น ๆ เพราะคิดว่าเป็นแม่ม่ายเท่านั้นเอง จังหวัดเล็ก ๆ แคบ ๆ อย่างนี้ จะหาผู้ชายที่ทั้งโสด และรวยก็ยากเหลือเกิน ตอนนี้เห็นจะมีเหลือก็เพียงนายบรรจบ สินสมบัติ เท่านั้นเองที่ยังคงตามตื้อเธออยู่ แต่วสุดาก็เบื่อเอียนเขาเต็มทน  หากไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น วสุดา คาดว่าเธออาจจะต้องขึ้นคานแน่ ๆ  แม้ว่าอายุเธอตอนนี้จะเพิ่งย่างเข้าวัยเบญจเพสเท่านั้นเอง

แต่ก็ช่างเถอะ ! … ทำไมเธอจะต้องแต่งงานด้วย ในเมื่อการอยู่เป็นโสดมันสบายจะตายไป แถมตอนนี้เธอก็มีหลานอยู่ในปกครองถึงสองคน ไม่ต้องห่วงเรื่องการมีลูกเป็นของตนเองเหมือนคนอื่น เมื่อคิดถึงตอนนี้ วสุดาถึงกับยิ้มออกมา อย่างน้อยก็มีผู้ชายคนหนึ่งละที่ไม่มีอย่างเธอ อยากรู้นักว่า นายธนากร กิตติสรวง จะทำหน้ายังไง เมื่อเจอข้อเสนอตอกกลับไปอย่างนั้น  สมน้ำหน้า …จะได้รู้เสียบ้างว่าเล่นอยู่กับใคร

วสุดานอนคิดอะไรเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่เป็นนาน จวบจนได้ยินเสียงเคาะประตูเบา ๆ เหมือนคนเคาะเกรงใจเสียเหลือเกิน จึงลุกขึ้นเหลือบมองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเข้าไปแล้ว สายอย่างไม่น่าเชื่อ

“มีแขกมาหาคุณค่ะ ” มะลิสาวใช้บอกเมื่อเธอเพียงเปิดประตู

“ คุณบรรจบเหรอ ”

“ ไม่ใช่ค่ะ เขาบอกว่าเป็นทนาย ”

“ บอกเขาว่า เดี๋ยวจะลงไป ” วสุดาตัดบทแล้วปิดประตูห้อง เล่นเอานางสาวมะลิจะบอกต่อว่ายังมีคนอื่นอีกก็ไม่ทัน

วสุดาถอดชุดนอนออก เอาผ้าเช็ดตัวพันกาย คว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วก็เดินออกจากห้องไปยังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านหนึ่ง  ซึ่งแยกออกจากห้องนอน  ที่ชั้นบนนี้ มีเพียงสองห้อง ซึ่งห้องหนึ่งเป็นห้องของเธอ อีกห้องหนึ่งเป็นห้องเด็ก ประตูเปิดถึงกันได้  และก็มีห้องน้ำที่กว้างขวางพอควร   วสุดาอยู่ตามลำพังกับลูก ๆ ที่ชั้นบน คุณมัทนานอนที่ห้องชั่นล่าง เพราะสะดวกในการขึ้นลงบันไดมากกว่า มะลิเองก็มีห้องส่วนตัวอยู่ข้างล่างเหมือนกัน
ไม่นานนัก วสุดา ในชุดเสื้อผ้าเบาบางลายดอกไม้ กับกางเกงยีนส์ยืดรัดรูปขาสามส่วน ก็เดินลงมา เธอยิ้มเมื่อเห็นวิสุทธิ์นั่งรออยู่ที่เก้าอี้รับแขก

“ อรุณสวัสดิ์ค่ะ  ขอโทษนะคะที่ลงมาช้าไปหน่อย อยู่ทานกลางวันด้วยกันนะคะ วันนี้มีผัดไทย ” หญิงสาวทักทายและชักชวนเสร็จในตัว ไม่สังเกตเห็นร่างสูงที่อยู่ในชุดสูทสีเทา ยืนพินิจดู สวนทรายในขวดของเธอที่วางไว้มุมประตู

“ ผมว่าจะมาคุยเรื่องข้อเสนอของคุณ ” วิสุทธิ์พูดยิ้ม ๆ ส่งสายตาชื่นชมเธออย่างเปิดเผย  ผมที่รวบไว้เป็นเปียเดี่ยว ๆ ด้านหลังของเธอ ส่งผลให้ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางของวสุดา เกลี้ยงเกลา เป็นธรรมชาติ

“ ตายจริง .. จะไปพูดถึงมันอีกทำไมละคะ ดิฉันล้อเล่นเท่านั้น คนปกติที่ไหนเขาจะไปคิดถึงเรื่องบ้า ๆ พรรค์นั้น คุณก็น่าจะรู้นี่นา เมื่อคืนดิฉันกำลังหงุดหงิด ” วสุดารีบออกตัว ขณะเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามกับเขา

“ ถ้างั้น …” วิสุทธิ์กลั้นยิ้ม  “ คุณต้องคุยกับเจ้านายผมเองแล้วมัง เพราะ … เขาค่อนข้างเอาจริง ”

นั่นแหละ … วสุดาถึงได้รู้ถึงการอยู่ของเขา  ชายหนุ่มที่มีความสูงพอ ๆ กับชาวตะวันตก เขาอยู่ในชุดสูทสีเทาอย่างเป็นการเป็นงาน ใบหน้าเขาจัดได้ว่าหล่อเหลาเหมือนกับที่เคยเห็นผู้ชายหล่อทั่ว ๆ ไป ใบหน้าคมเข้มทอดสายตาเครียดขรึมมายังเธอ  ริมฝีปากของเขาเหยียดออก เหมือนจะดูถูกคนทั้งโลก 

 ไม่ใช่เฉพาะเธอหรอกที่เขาดูถูก  วสุดาคิด  มันต้องเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว  ติดอยู่ในสายเลือดของเขา เป็นบุคลิกประจำตัวของเขา

“ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ” เธอพูด ยกมือไหว้เขา เมื่อวิสุทธิ์แนะนำให้รู้จัก  รอยยิ้มของเธอยังติดอยู่ที่ริมฝีปากอย่างซื่อ ๆ ไอ้เรื่องเสแสร้งนี่ วสุดาไม่เป็นรองใครอยู่แล้ว

ธนากร เพียงแต่ผงกศีรษะรับไหว้ สายตาเขามองเธออย่างเปิดเผย  วสุดาดูจะสวยยวนตาเสียยิ่งกว่าในรูปที่เขานั่งมองอยู่ทั้งคืน หลังจากที่เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งข้อเสนอของเธอจากวิสุทธิ์ ทำเอาเขาโกรธจนนอนไม่หลับ เธอช่างกล้าหาญชาญชัยนัก ที่เสนอไปแบบนั้น  และเมื่อถึงตอนเช้า เขาก็ตัดสินใจว่า ควรจะมาพูดกับเธอด้วยตัวเองดีกว่า  เขาไม่คิดที่จะตอบรับข้อเสนอของเธอ  แต่มีข้อเสนอที่ดีกว่าให้  เขาไม่คิดจะบอกเธอในตอนนี้   

“ ฉันไม่คิดว่า การที่ฉันต้องพลาดการประชุมนัดสำคัญ และนั่งเครื่องบินมาที่นี่ เพื่อที่จะมาได้ยินคำว่า ล้อเล่นจากเธอ ไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ ”   ธนากรพูดเสียงเรียบแต่ฟังแล้วเหมือนจะตำหนิหญิงสาวกลาย ๆ

วสุดายังหน้ายิ้มเช่นเดิม เพียงแต่แววตาเธอเท่านั้นที่วะวับขึ้นมา ธนากรกำลังกล่าวโทษเธอเต็มที่ หญิงสาวสบตาเขาอย่างไม่หวั่น

“ คุณกำลังจะบอกดิฉันว่า ที่คุณมาที่นี่ เพื่อที่จะตกลงกับข้อเสนอของดิฉันเหรอคะ ” เธอถามอย่างเข้าเป้าที่สุด
ธนากรเหยียดยิ้มที่มุมปาก  เขาเห็นแววโกรธในดวงตาเธอ แต่เธอก็ตีหน้าได้เก่ง เหมือนไปมีอะไรเกิดขึ้น 

“ คำตอบของฉัน ไม่ว่าจะเป็นยังไง มันยังเหลือเวลาอยู่อีก ” เขาเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือ  “ แต่ฉันยังข้องใจเรื่องข้อเสนอของเธอว่า มันยังคงมีอยู่หรือไม่ในเช้านี้  และคำพูดต่อ ๆ ไปของเธอจะเชื่อถือจริงจังได้แค่ไหน หรือเพียงแค่พูดไปแล้วเกิดอยากจะเปลี่ยนใจ ก็ยิ้มหวาน ๆ บอกขอโทษ ดิฉันล้อเล่น เท่านั้นเอง กับผู้ชายอื่น มันอาจจะได้ผลนะ แต่กับฉันละก็ … บอกเสียก่อนว่า ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ เพราะฉะนั้นจะพูดจะจาอะไร ก็ให้คิดเสียก่อนถ้ายังรักที่จะเป็นคนรักษาคำพูดอยู่ ”

วสุดา หน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ ที่ถูกเขาว่าเอาเป็นชุด มันไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อยกับการบอกยกเลิกเรื่องข้อเสนอ แต่มันจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับเธอแน่ถ้าหากยังคงข้อเสนอนั้นเอาไว้ ไม่ว่านายธนากรคนนี้จะคิดว่าเธอเป็นคนไม่รักษาคำพู
ด เธอก็ไม่แคร์
“ ไม่ว่าคุณจะคิดยังไง ดิฉันก็ต้องขอโทษอยู่ดี ที่ทำให้คุณต้องเสียเวลามาที่นี่  แต่ก็คงยืนยันค่ะว่า ดิฉันล้อเล่น  ไม่เคยคิดอยากจะได้เงินของคุณ หรือแม้แต่อยากจะแต่งงานกับผู้ชายอย่างคุณ ” วสุดาเน้นเสียงตอบ

 “ ท่าทางเธอจะกลัว ถ้าฉันตอบรับนะนี่ ” เขาแกล้งแหย่ หรี่ตามองเธอยิ้ม ๆ อย่างรู้ทัน 
หญิงสาวกัดริมฝีปากล่างอย่างลืมตัว เห็นชัดว่าเธอไม่พอใจที่ชายหนุ่มหาว่าเธอกลัวเขา 

“ มีเหตุผลอยู่สองอย่าง ถ้าคุณจะตอบรับ นั่นคือ อยากเอาชนะ กับกลัวถูกหาว่าแพ้  มันไม่ควรจะมีอยู่ในคุณสมบัติของผู้ชายที่จะมาเป็นสามีดิฉันค่ะ ”

คำพูดตรง ๆ ของเธอทำให้ ธนากรถึงกับอึ้งหันไปส่งสายตาดุ ๆให้ วิสุทธิ์ที่ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ แปลกนะ ” ธนากร ใช้สายตาบางอย่างพิจารณาเธอช้า ๆ อย่างจงใจ “ เธออาจจะเป็นคนที่ชอบล้อเล่น แต่ไม่ยักเป็นคนฉลาดในการฉวยโอกาสเลยนะ  ไม่คิดเลยเรอะว่าผู้ชายอย่างฉันน่ะ ไม่ผ่านเข้ามาในชีวิตเธอง่าย ๆ หรอกนะ ”

วสุดา ไหวไหล่ มองตอบเขาพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่ง ๆ ว่า

“ ถ้าบังเอิญจะหลงผ่านเข้ามาบ้าง ดิฉันก็อยากจะให้ผ่านเลยไปเร็ว ๆ ค่ะ ”

ท่าทางและคำพูดของวสุดา ทำให้ธนากรรู้สึกหมั่นไส้ไม่น้อย ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนจะกล้ามาตีผีปากพูดเป็นนัยกับเขาแบบนี้หรอก       

“ ไม่ว่าเธอจะคิดยังไง  ก็คงจะปฏิเสธความจริงไม่ได้หรอกว่า เธอเป็นน้องสะใภ้ของฉัน  และยังมีหลานให้ฉันอีกตั้งสองคน หากฉันจะผ่านเรื่องนี้ไปง่าย ๆ ฉันคงไม่มายืนอยู่ที่นี่หรอก ” ชายหนุ่มไหวไหล่ก่อนจะพูดต่อ  “  ในเมื่อข้อเสนอของฉันได้รับการปฏิเสธ และข้อเสนอของเธอก็กลายเป็นเรื่องล้อเล่นเสียแล้ว เอาเป็นว่าเราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันดีกว่า ในเมื่อพอจะนับเป็นญาติกันได้อยู่บ้าง ไม่ทราบว่ามื้อเที่ยงนี้พอจะเพิ่มฉันเข้าไปด้วยคนได้หรือเปล่า ชักหิวแล้ว ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินอะไรเลย  ”

บทจะเปลี่ยนเรื่อง ธนากรก็เลี่ยงออกมาได้เฉย และไม่อนาทรร้อนใจเลยว่า วสุดาพอใจจะต้อนรับเขาหรือเปล่า 

“ ดิฉันมีผัดไทยสำหรับมื้อเที่ยงค่ะ แต่ไม่รู้ว่าจะถูกปากญาติของสามีที่มีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรกของดิฉันหรือเปล่า ? ”

ชายหนุ่มไม่สนใจกับวาจาประชดประชันของเธอ เขาเลิกคิ้วย้อนเหมือนแปลกใจว่า

“ ผมกับนายธวัชชัยชอบผัดไทยมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่เคยบอกเธอเลยเรอะ ? ”

“ เขาไม่เคยคุยถึงญาติค่ะ ดิฉันเข้าใจว่าเขาเป็นเด็กกำพร้าจนกระทั่งเห็นคุณนี่แหละ ” วสุดาพูดหน้าเฉย  “  ตามสบายนะคะดิฉันขอตัวไปสั่งเด็กตั้งโต๊ะก่อน ”

“ แสบนักนะ ” ธนากรพึมพำ แล้วหันมาทำตาขุ่นใส่เพื่อนหนุ่ม ที่ส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ

“จะขำอะไรนักหนาวะ  ใช้มาทำงานก็ไม่สำเร็จ เรื่องแค่นี้”

“อ้าว ... ก็ลองขาใหญ่มาทำเองแล้วกัน ท่าทางพูดจากันรู้เรื่องนี่” วิสุทธิ์ย้อน

ธนากรเดินมาทรุดตัวนั่งตรงข้ามกับเพื่อน 

“ฉันอยากให้แก หารายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับหลานของฉันให้มากที่สุดเท่าที่จะได้ ประวัติตั้งแต่แรกเกิด เอาทุกอย่างเลยนะ  แกเข้าใจใช้ไหม ที่ฉันหมายถึงทุกอย่างนะ” ธนากรย้ำ คล้ายกับตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะต้องเอารายละเอียดอะไรบ้าง แต่มันต้องได้ทุกอย่างที่เขาอยากรู้ ซึ่งก็ทำให้วิสุทธิ์ถึงกับยิ้มออกมา

“ จะเอาแบบพฤติกรรมเด็กตั้งแต่แรก พวกชอบไม่ชอบอะไร มีนิสัยยังไง กินอะไร เพื่อนฝูง”

“เออ ๆๆ อย่างนั้นแหละ” ธนากรรับเออออ  เพราะเขาเองก็ไม่เคยเลี้ยงเด็ก เรียกได้ว่าไม่เคยอุ้มเด็กเสียด้วยซ้ำ  แต่เขาต้องการข้อมูลทุกอย่าง  เขาจะเริ่มที่หลานของเขา แล้วอย่างอื่นจะตามมาเอง

“แล้วเกี่ยวกับน้องสะใภ้แก ?”

“เอาเป็นว่าทุกคนในบ้านหลังนี้ และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคนในบ้านหลังนี้”

“เฮ้ย ... เอาจริงนี่หว่า ”

“ ฉันไม่ให้แม่น้องสะใภ้ ของฉัน เอาชนะฉันได้หรอก  เด็กต้องอยู่กับฉันเชื่อสิ”

วิสุทธิ์ยิ้ม  วสุดา อาจจะไม่รู้หรอกว่าเจอกับใคร  แต่ที่น่าแปลกใจก็อยู่ที่ตัวเพื่อนกึ่งเจ้านายของเขานี่แหละ ลงธนากรได้พูดอย่างนี้ แสดงว่า เขาพร้อมทุ่มทุกอย่างเลยละ  และ ไอ้คำว่า เด็กต้องอยู่กับฉันเชื่อสิ  นี่มันจะหมายถึง แม่ ของเด็กด้วยหรือเปล่า จากท่าทีของคนทั้งสองเมื่อครู่ ทำให้เขาแทบจะรอดูความสนุกที่จะเกิดขึ้นไม่ไหวเสียแล้ว
มีเสียงรถ แว่วมา  จากห้องรับแขกที่เปิดโล่งทำให้มองผ่านออกไปเห็น  รถคันยาวแล่นช้าๆ มาจอดที่หน้าบ้าน ชายหนุ่มคนหนึ่งลงมาจากรถด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง   

“ใคร?” ธนากรถามเบาๆ

“นั่นแหละ ว่าที่พ่อเลี้ยงหลานนาย  นายบรรจบ สินสมบัติ ”
มีรอยยิ้มฉาบขึ้นมาอย่างหยันๆ บนใบหน้าของธนากร เมื่อเขาเห็นกุหลาบช่อโต ที่อีกฝ่ายถือเข้ามา
✡✡✡✡✡





(ฉันกับดิฉันอาจจะปนๆ กันหน่อย มาแปะแบบออริจินอลเอาไว้ก่อนค่ะ ยังไม่ได้แก้ )


8
กฏรัก...บัญญัติหัวใจ  บทที่ ๓





นารินลงจากรถด้วยอารมณ์หงุดหงิด วันนี้เธอตื่นสายเพราะเมื่อคืนคิดหนัก แม่โทรมาหา
บอกว่าไม่สบาย จากนั้นก็พร่ำถึงเรื่องการมีสามีของเธอ เบื้องหลังเรื่องนี้ก็คือ ป้าการะเกด
ซึ่งเป็นภรรยาคนที่สองของลุงกฤษณะพี่ชายคนโตของพ่อ ไปหาแม่ที่เรือนพร่ำพูดถึงเรื่อง
งานหมั้นและงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้าของแสงแก้วลูกสาวของท่าน
มันคงจะไม่มีอะไรหรอกหากป้าจะไม่พูดจาทับถมแม่ ซึ่งทำให้แม่ต้องโทรมาหาเธอเมื่อคืนนี้
และก่อนแม่จะวางหู ก็ไม่วายกำชับ
“อย่าได้โทรไปด่าป้าเกดเขาเชียวนะยัยนา ถ้าจะเอาชนะเขาแกต้องหาแฟนมา ไม่ใช่ไปต่อ
ความยาวสาวความยืดในสิ่งที่เขาพูดความจริง!”
ใช่พูดความจริง แต่มายุ่งอะไรด้วยเล่า

“ป้าเขายิ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย”

แม่แถมท้ายมาอีก ทำเอาเธอต้องหยุดความคิดที่จะโทรไปหาป้าการะเกดทันที...ซึ่งมันเคยเกิด
ขึ้นครั้งหนึ่ง ...กับผู้หลักผู้ใหญ่โดยปกติเธอเคารพถ้าทำตัวให้น่าเคารพ แต่ถ้าไม่ เธอก็ไม่สน...
ตอนนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่บอกว่า อายุเธอก็ไม่ใช่น้อยๆ จะมาก้าวก่ายจุ้นกับเรื่องของ
เธอราวกับเธอเป็นเด็กได้ยังไง ไปดูแลผัวตัวเองไม่ให้มีอีหนูเถอะ หรือถ้าอยากจะไปทำศัลยกรรม
ลบรอยเหี่ยวเธอก็จะพาไป...แล้วก็พูดอะไรไปอีกเธอก็จำไม่ได้เพราะกำลังโกรธ แต่ผลก็คือ
ป้าการะเกดโกรธจัด เป็นลมอาการโรคหัวใจกำเริบ ต้องเข้าโรงพยาบาล ...แม่ถูกด่าเพราะไม่รู้
จักอบรมลูกสาว ตัวเธอถูกสั่งห้ามขึ้นเรือนลุงใหญ่ แต่ก็ยังกับว่าเธอจะสนอยากไป ย่าซึ่งทำตัว
เป็นซูสีไทเฮาของบ้านสั่งให้เธอไปกราบขอโทษเธอก็ไม่คิดจะไป แต่ก็ต้องได้ไป เพราะถูกแม่บังคับ
ด้วยเงินจำนวนหนึ่ง

กับแสงแก้วนั้น แม้เธอจะไม่สนิทสนมนัก แต่ก็ไม่เคยคิดอิจฉาในเรื่องอะไรๆ ของแสงแก้วเลย มันน่า
ขันที่ตระกูลปางมีสุข มีลูกชายถึงห้าคนลูกสาวหนึ่งคน ก็จัดว่าเป็นครอบครัวใหญ่เอาการ เพราะแต่
ละคนก็มีครอบครัวมีลูกมีหลานแล้ว เพียงแต่หลานสาวจะมากกว่าหลานชาย หลานชายคนเดียว
แต่หลานสาวปาไปเจ็ด และเธอก็คือหนึ่งในนั้น

“สมบัติฉันจะยกให้หลานหรือเหลานผู้ชายเท่านั้น”
นี่เป็นประกาศิตจากปู่เทพไท ที่ล่วงลับไปแล้ว ทุกวันนี้ลุงๆ ของเธอที่ยังอยากจะมีลูกชายจึงยังต้อง
แอบมีซุกมีซ่อนเพราะเกรงใจเมีย แต่คนที่ไม่เกรงใจใครเลยกลับเป็นคุณย่า

นารินรู้ว่าพ่อไม่ผิดหวังที่เธอเกิดมาเป็นผู้หญิง และไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นหลานอกตัญญูตรงไหนที่ไม่
เคารพย่าเท่าใดนัก เมื่อเคยรู้ถึงความพยายามของย่าที่จะให้พ่อมีเมียใหม่ เพื่อหวังจะได้หลานชาย
แต่โชคดีที่พ่อไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ ทำเอาย่าหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปเหมือนกันเพราะลูกชายคนโปรด
ไม่ทำตามใจ แถมยังมาได้เธอเป็นหลานข้างแคร่เสียด้วย

ตอนลุงใหญ่มีลูกชายคนแรก เห่อกันมาก ตั้งชื่อเสียเลิศหรูว่า เป็นหนึ่ง อายุน้อยกว่าเธอสองปีนารินก็
นึกขำในใจ เห่อหลานชายกันนัก ทำไมไม่ตั้งชื่อเสียว่า เป็นชาย แต่เธอก็คิดว่าดีแล้วที่ตั้งชื่อเป็นหนึ่ง
เพราะเมื่อหลังๆ มานี้นายเป็นหนึ่ง ดันมีรสนิยมชอบไม้ป่าไปเสียนี่

ป้าสะใภ้คนอื่นๆ ไม่ค่อยจะชอบแม่ สาเหตุก็เพราะ แม่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่รักครอบครัว พ่อไม่เจ้าชู้
รักแม่ จนกระทั่งพ่อเสียชีวิต ทรัพย์สินส่วนตัวของพ่อตกเป็นของแม่หมด และแม่ก็บริหารกิจการของ
พ่อได้ดีเสียด้วย ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องเงินจากใคร ความเป็นอิสระที่ไม่ตกต้องเป็นทาสของย่าจึงมีสูง แต่
ก็เพราะแม่รักพ่อ รักครอบครัวของพ่อ แม่จึงยังอยู่ที่นี่ อยู่ให้พวกป้าๆ ประชดประชันเรื่องของลูกสาว
คนอย่างเธอที่...ไม่มีสามี

นั่นน่ะก็ไม่เท่าไหร่หรอก กับญาติพี่น้องก็พอจะทำใจมีอารมณ์ขันให้ด้วย แต่ประโยคสุดท้ายที่แม่พูด
นี่สิ ทำให้เธอคิดหนัก
“ตาคัมภีร์เขากลับจากนอกแล้ว คงจะแวะมาหาย่าด้วย รู้ใช่ไหมว่าย่าคิดยังไง อย่าให้แม่ต้องได้
ทะเลาะกับย่า แม่บังเกิดเกล้าของพ่อแกเชียวนะยัยนา ในเมื่อครั้งนี้แม่เห็นด้วยกับย่า”

โอ๊ย ทำไมมันถึงได้ซวยอย่างนี้ชีวิต!

นารินกระแทกประตูรถดังปังเป็นการระบายอารมณ์ แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูบริษัท เธอก็สูดลมหายใจลึกๆ
สะบัดหน้าเพื่อจะลบเรื่องหงุดหงิดใจอออกไป แม้แขไขจะเป็นเพื่อนสนิท รู้ตื้นลึกหนาบางของเธอ แต่การ
ที่จะเอาอารมณ์ขุ่นมัวไปเสนอหน้าให้เพื่อนเห็นบ่อยๆ เพื่อนก็เซ็งได้เหมือนกัน เธอไม่อยากจะสร้าง
สิ่งแวดล้อมเป็นพิษให้เพื่อนที่กำลังท้อง ถ้าเรื่องไม่เกิดซึ่งหน้า หรือแขไขไม่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน แต่ก็
แปลกที่แขไขมักจะเป็นเริ่มก่อนเสมอ ก็แสดงว่าใบหน้าปิดทุกข์เธออาจจะไม่เนียนก็ได้สำหรับเพื่อนคนนี้
เมื่อเปิดประตูเข้าไป เสียงแขไขก็ทักขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีว่า

“มาสายไล่ออก”
นารินแค่นยิ้ม เดินเข้าตรงไปโต๊ะอาหารหน้ามุมที่จัดเป็นครัวเล็กๆ อย่างเก๋ไก๋ เพราะมันใช้เป็นตัวอย่างให้
กับลูกค้าได้ด้วย

“หน้าไม่ดีเลย มีอะไร? ดื่มนมก่อนไหม” แขไขถาม พร้อมกับยื่นกล่องนมที่ตัวเองดูดอยู่เมื่อครู่ให้

นารินจุ๊ปากทำตาขวางใส่กับการแหย่เล่นของเพื่อน แล้วก็กระแทกตัวนั่งเก้าอี้ตรงข้ามหายใจเฮือกใหญ่
ก่อนจะถามว่า

“คนที่ให้หา ได้แล้วยัง?”

“มีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าแกจะถูกใจหรือเปล่า?” แขไขตอบหน้าระรื่น เธออารมณ์ดีตั้งแต่พิธานบอกแล้วว่าทุก
อย่างเรียบร้อย แม้จะแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า อรรณพ ไม่ได้คิดจะปฎิเสธอะไรเลยเมื่อรู้ว่า ผู้ว่าจ้าง
เป็นนาริน จะเหลือก็แต่นารินที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรนี่แหละ แล้วความสนุกก็ฉายชัดออกมาทางแววตา
เมื่อนารินตอบอย่างเซ็งๆว่า

“ต่อให้เป็นมนุษย์หมาป่า แปลงร่างมา ฉันก็เอาทั้งนั้นล่ะตอนนี้ แม่โทรมาเมื่อคืนจะบ้าตาย”

“ก็ดี เพราะพิธานก็ตกลงแทนแกไปแล้ว เพราะเขารีบบินไปฮ่องกงบ่ายนี้ เลยคิดจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จๆ
เสียก่อน”

“ใครล่ะ?”

แขไขไม่ตอบคำถามแต่บอกไปว่า“พิธานบอกว่า จ่ายเงินให้ครึ่งหนึ่งแล้ว”

นาริน ขมวดคิ้ว “ทำไมรีบจัง”

"ทางโน้นเขาขอมา ร้อนเรื่องเงินเหมือนกัน พิธานเขาเลยจ่ายให้ก่อน”

นารินพยักหน้า ไม่พูดอะไร เพราะเธอไว้ใจเพื่อนในเรื่องนี้ จะว่าไว้ใจก็ไม่ถูกทั้งหมด มันเป็นเพราะไม่ใส่
ใจด้วย เพราะคิดว่ากับผู้ชายไม่ว่าจะหน้าไหนเธอรับมือได้ทั้งนั้น ยิ่งเป็นลูกจ้างด้วยจะมาหือกับเธอได้ยังไง

“แล้วจะคืนให้” นารินบอกก่อนจะถามต่อว่า “หล่อไหม?”

คำถามนี้ทำให้แขไขอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ไอ้เรื่องหล่อไม่หล่อนี่ยังไงผู้หญิงก็ต้องถามกันอยู่นั่นแหละ

“น้อยกว่าพิธานนิดหนึ่ง ทำไมชักจะมีปัญหากับสเป๊กความหล่อนอกจากเพศเท่านั้นแล้วเหรอ? นึกว่ายังไง
ก็ได้ขอให้ขาเป๋”

“บ้า” นารินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ก็แค่อยากได้ให้หน้าดีขึ้นมาอีกหน่อย เพราะจะต้องเอาไปเปรียบ
เทียบกับนายคัมภีร์ ลูกชายเพื่อนพ่อฉัน เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าฉันรสนิยมต่ำไปอีก ให้ตายถ้ารู้ว่านายคัมภีร์
นี่จะกลับมา ฉันให้แกไปติดต่อแบรดพิตท์แล้ว”

แขไขหัวเราะคิกขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ข้อดีของนารินก็ตรงนี้ล่ะ ต่อให้เครียดแค่ไหนก็มีอารมณ์ขัน

“ฉันว่า ถ้าแกโอเคกับคุณคัมภีร์ ก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องเรื่องมากวุ่นวายหาคู่หลอกๆ อยู่อย่างนี้ แกจะรอผู้ชาย
แบบไหนกันยัยนา”

“ก็ไม่รู้สิ” นารินยักไหล่ “อาจจะเป็นนายเป๋ที่แกจ้างมาก็ได้ที่ฉันรอมานาน วันนี้ใจมันสั่นๆ ชอบกลสงสัย
จะเจอเนื้อคู่” พูดแล้วนารินก็หัวเราะร่วน

"เออ คนนี้อาจจะเรียกได้ว่า แต่ปางก่อนก็ได้” แขไขเสริมด้วยรอยยิ้ม

“อย่าตกภาษาไทย เขาเรียกว่า บุพเพสันนิวาสย่ะ” นารินแก้ให้ แล้วก็ลุกขึ้น “ฉันมีนัดกับคุณชาตรีนะ มา
แวะเอาแบบแล้วเดี๋ยวจะออกไป”

“อ้าว จะไม่เข้าคุยดูหน้าดูตาลูกจ้างก่อนเหรอ อยู่ในห้องโน่นแน่ะ”

ตอนท้ายแขไขพูดด้วยสีหน้ายิ้มเมื่อเพยิดหน้าไปยังห้องประชุมเล็กๆ ที่เอาไว้รับรองแขกของบริษัท

“อ้าวมาแล้วเหรอ คุยก่อนก็ได้ จะได้เสร็จๆ พิธานร่างสัญญาให้ฉันแล้วใช่ไหม”

“ทำแล้ว แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่ ลูกจ้างคนนี้เขาข้องใจ ซึ่งแกน่าจะเป็นคนอธิบายได้ดีกว่าพิธาน”

“เวรล่ะ ฉันเจอคนไอคิวต่ำเข้าแล้วรึไง” นารินหัวเราะเดินนำหน้าไปก่อน แต่ต้องหยุดกึกเมื่อแขไขบอกว่า

“เขาสงสัยเรื่องเซ็กส์น่ะ”

“ว่าไงนะ” นารินหันมาย้อนเสียงปรี๊ดตาโตเท่าไข่ห่าน

แขไขหัวเราะร่านกับน้ำเสียงและท่าทางนาริน ชี้แจงว่า “คำนั้นฉันสรุปด้วยคำพูดตรงๆ เอาเอง แต่คิดว่า
เขาน่าจะอยากรู้นะว่า การแสดงตัวเป็นคู่รักกันจะถึงเนื้อถึงตัวกันได้แค่ไหน”

นารินไม่พูด แต่เดินฉับๆ ตรงไปเปิดประตูห้องอย่างมั่นใจ

เสียงประตูเปิดผลัวะเข้ามาทำให้สองหนุ่มที่นั่งอยู่หันไปมอง

“ถือว่าเป็นเจ้าของบริษัทรึ ถึงไม่รู้จักเคาะประตูก่อน” พิธานถามยิ้มๆ

แต่นารินไม่สนใจ เมื่อสายตาเธอจับไปที่อีกคน ที่นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางสบายๆ นารินสำรวจ
เขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไง พอใจที่เห็นไหม?”

“ไม่นึกว่าจะเป็นคุณ” นารินตอบอย่างเปิดเผย ก่อนจะเบนสายตาอย่างไม่เชื่อไปยังแขไขซึ่งอีกฝ่ายก็เพียง
แต่ยักไหล่ มองสบตาเธอนิ่งๆ เหมือนเอาตัวเองไปอยู่วงนอก

“เห็นหน้าเธอก็รู้แล้ว ถ้าจะยกเลิก ไม่คืนให้นะเงินสัญญามีบอกเอาไว้แล้ว”

นารินเม้มปากเล็กน้อย มองขาของเขาและไม้เท้าที่พาดอยู่ ถามว่า

“เป๋จริงใช่ไหม?”

“พิธานไม่ได้บอกว่าต้องเอาใบรับรองแพทย์มายื่นด้วย อยากรู้คงต้องพิสูจน์เองแล้วมั้ง”

“อรรณพมอเตอร์ไซต์คว่ำเมื่อสองสามอาทิตย์นี้เอง”พิธานเป็นคนบอกเสียเอง เมื่อเห็นสายตาวาววับของนาริน
ที่ทำท่าเหมือนจะเดินเข้าไปเตะขาของอรรณพเพื่อพิสูจน์เสียจริงๆ

“อยากดื่มอะไรก่อนไหม แล้วค่อยคุย”แขไขถาม

“ไม่”
“เอาเหล้ามาสักแก้ว”

สองเสียงของนารินและอรรณพดังขึ้นพร้อมกัน ทำเอาแขไขหัวเราะออกมา พูดกับอรรณพว่า

“จัดให้ แล้วคุณล่ะ”เธอพยักหน้าถามสามี ซึ่งพิธานก็เพียงแต่ยิ้มสบตาแล้วสั่นหน้าน้อยๆ

เมื่อแขไขเดินออกไป พิธานก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้นาริน พูดอย่างเป็นการเป็นงานว่า

“มาดูสัญญา ไม่เข้าใจตรงไหนถาม”

“สงสัยเป็นชั่วโมงแน่ ”

อรรณพเปรยขึ้นเบาๆ นารินตวัดสายตาไปที่เขาก่อนจะนั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม ก้มอ่านกระดาษตรงหน้า
แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเข้าหัวสักนิด ยอมรับเลยละว่า การได้พบกับอรรณพมันทำให้เธอถึงกับตื่น
ตะลึงไปเหมือนกัน แต่ก็ต้องเก็บมาดเอาไว้ ไม่คิดจะโวยวายใส่แขไขให้เขารู้ว่า ตัวเขาส่งผลต่อ
ความรู้สึกเธอเพียงใด ในเมื่อเขายังทำนิ่งๆ ได้ ทำไมเธอจะทำไม่ได้
มันต้องเย็นไว้นาริน เธอบอกตัวเอง

แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น อรรณพหยิบโทรศัพท์เขาขึ้นมา นารินไม่คิดจะฟัง แต่เมื่อจับท้ายคำได้ว่า
“จะรีบไปเดี๋ยวนี้ครับ” รอยยิ้มก็ผุดที่ใบหน้าทันที รีบไปเหรอ?

“อันนี้หมายความว่ายังไง? สามเดือน” นารินเงยหน้าขึ้นถาม เพราะที่เธอบอกไปนั้นก็แค่สองสามอาทิตย์

“แขบอกว่า เธอให้เตรียมพร้อมกับงานวันเกิดคุณย่าด้วยเลย ฉันก็เลยคิดว่าจ้างระยะเวลาสามเดือน
ไปเลยจะดีกว่า ทีละอาทิตย์ หรือทีละครั้ง หาคนใหม่ไปเรื่อยๆ”

“หมายความว่า สัญญานี้จ้างเหมา ภายในสามเดือนเรียกใช้ได้ตลอดเมื่อไหร่ก็ได้”

“เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีรายละเอียดแนบแผ่นหลัง” พิธานตอบขรึมๆ ทั้งที่อยากจะหัวเราะออกมากับสายตา
ของอรรณพที่จ้องไปยังนาริน เมื่อได้ยินคำว่า... เรียกใช้

“อ้อ” นารินพยักหน้า “ก็ถ้าเขาทำงานบกพร่อง ฉันบอกเลิกก่อน แล้วเรียกเงินคืนได้ไหม?”

“ยังไงถึงจะเรียกว่าบกพร่อง” อรรณพถามแทรกเสียงราบเรียบ แต่อารมณ์นั้นกรุ่นในทีตั้งแต่คำว่า เรียกใช้
ซึ่งมันทำเอาเขาอยากจะลุกขึ้นไปหักคอจริงๆ ให้ตายเถอะ...ผู้หญิงคนนี้ ตอนที่เธอเปิดประตูเข้ามาเจอเขา
ก็ดูจะงงๆ แปลกใจ แต่ช่างตั้งตัวได้เร็วเหลือเกิน

นารินหันมามองเขา แล้วยิ้มนิดๆ พูดอย่างใจเย็นว่า
“ก็อย่างเช่น คุณไม่ทำตามคำสั่งฉัน ไม่ทำอย่างที่ฉันบอก หรือไม่สามารถแสดงตัวได้อย่างเหมาะสมอันควร
เชื่อได้ว่า ฉันมีแฟนเป็นคนอย่างนี้ ฉันก็ควรจะไล่คุณออกเอาเงินคืนได้”

“ไม่แฟร์ และตัดสินไม่ได้ด้วยว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเพราะผมหรือเปล่า”

“อุ๊ย แล้วคิดว่าฉันจะทำให้ตัวเองล้มเหลว เพียงเพื่ออยากจะไล่คุณออกอย่างนั้นหรือคะคุณอรรณพ”
นารินเลิกคิ้วถามเสียงหวานอย่างเสแสร้งในตอนท้าย

“ก็ไม่ได้คิดไปไกลถึงอย่างนั้นหรอกครับคุณนาริน” เขาแดกดันกลับอย่างสุภาพ “แต่บังเอิญว่าก่อนจะรับงาน
ผมก็ศึกษานายจ้างเหมือนกัน การที่ต้องแก้ปัญหาอย่างนี้บ่อยครั้งเปลี่ยนผู้ชายไปร่วมห้าหกคนในเวลาเพียง
ไม่ถึงปี มันก็น่าคิดอยู่เหมือนกันใช่ไหมครับว่าเป็นเพราะตัวคุณหรือคนที่ทำงานร่วมกับคุณกันแน่ ที่พากัน
ล้มเหลวแต่โอะ...ขอโทษ ผมลืมคิดข้อนี้ไป หรือที่ผ่านมาผู้ร่วมงานของคุณไม่ใช่ผู้ชายจริงๆ สักคนมันถึง
ได้พากันล้มเหลวอย่างนั้น ถ้าด้วยเหตุผลนี้ผมไม่โทษคุณหรอกครับ” อรรณพหัวเราะในตอนท้าย เมื่อส่ง
สายตาเข้าอกเข้าใจไปให้

เมื่อถูกยันกลับนารินถึงกับอึ้งพูดไม่ออก แต่ก็เป็นโชคดีที่แขไขเปิดประตูเข้ามาส่งเสียงแจ้วว่า

“คุยกันถึงไหนแล้วเอ่ย?” เธอวางแก้วเหล้าไว้ข้างหน้าอรรณพ ถามยิ้มๆว่า “ถึงเรื่องที่สำคัญชวนทำ
ความเข้าใจกันก่อนแล้วยัง ข้อที่เจ็ดหน้าสองที่ยัยนาให้ระบุเอาไว้ทุกครั้งน่ะ”

ทั้งพิธานและอรรณพต่างพลิกกระดาษในมือ แล้วเสียงหึๆ ของอรรณพก็ดังขึ้น แต่เขาก็ไม่พูดอะไรนอกจากส่ายหน้า
อย่างเซ็งๆ แต่พิธานนั้นก็ยังหน้าขรึม

“ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องสงสัยตรงไหน ก็แค่ห้ามแตะเนื้อต้องตัว...”

พิธานพูดยังไม่จบ อรรณพก็ขัดขึ้นว่า

“ฉันเข้าใจ ได้เลยตามนั้น แต่...” เขาหยุดยักไหล่ ไม่พูดต่อ

“ก็แล้ว จะแสดงตัวเป็นแฟนกันได้ยังไง ถ้าไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันบ้าง ไม่แสดงความรักต่อกันบ้าง ใครเขาจะไป
เชื่อ นี่พูดอย่างเป็นกลางๆ ในเรื่องธรรมชาตินะนี่ ”แขไขออกความเห็นจริงจัง อย่างชนิดที่ไม่เคยแสดงมาก่อน

“มันก็จริงนะ” พิธานพูดสนับสนุนภรรยาของตัวเอง

นารินมองสามีภรรยาทั้งคู่ด้วยความคลางแคลงใจ ใช่ว่าเธอจะไม่รู้เรื่องนั้น แต่คิดว่าระบุเอาไว้ก่อนเป็นดี
ความจริงพิธานก็เป็นคนร่างสัญญาในเรื่องนี้ให้เธอหลายครั้งแล้ว เธอก็จ้างมาหลายรายแล้ว ก็ไม่เคยมีปัญหา
หรือใครจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะต่างก็เป็นเพื่อนรู้จักสนิทกันทั้งนั้น แต่บทจะพูดก็มาพูดต่อหน้าอรรณพ
นี่ก็ใช่ว่า...เขาจะไม่ใช่เพื่อน แต่มันท่าจะเป็นเพื่อนแค้นเสียมากกว่า ด้วยสายตาและคำพูดของเขาก่อนหน้า
นั่นแหละ มันทำให้เธอไม่กล้าที่จะยืนยันเอาตามนั้น... เดี๋ยวจะหาว่าเรากลัว

“เอาอย่างนี้ อรรณพห้ามแตะเนื้อต้องตัวนาริน เมื่อไม่มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย ดีไหม?” แขไขช่วยหาทางออก
แต่นารินรู้สึกราวกับว่า เพื่อนเธอเตรียมเอาไว้ให้แล้ว แต่ในนาทีนี้ เธอก็ได้แต่ฉวยเอาทางเลือกนี้เช่นกัน

“อย่างนี้ก็ได้ แต่ต้องระบุให้ชัดด้วยว่า เป็นฉันเริ่มก่อนเขาถึงจะแตะต้องฉันได้”

พิธานหันมาทางอรรณพเหมือนจะถาม ซึ่งชายหนุ่มก็พยักหน้า ไม่พูดอะไร

“ถ้างั้นตกลงเรื่องนี้ ผ่าน”

“เดี๋ยว...ระบุให้ชัดด้วยว่า ถ้าต้องการเซ็กส์ต้องจ่ายเพิ่ม”

อรรณพขัดขึ้นมาหน้าตาเฉย แขไขหัวเราะกิ๊ก นารินตาวาว พิธานถึงกับถอนหายใจยาว

“อย่ากวนให้มันมากเรื่องได้ไหม ฉันมีธุระที่จะต้องรีบไปเหมือนกัน”

“ฉันเพิ่งเสนอเป็นข้อแรก” อรรณพย้อนเสียงขุ่น แต่สายตามองไปที่นารินเขม็ง ก็จะไม่พูดหรอก
ถ้าหากเธอจะไม่พูดอย่างนั้น......เป็นฉันเริ่มก่อน... ปัทโธ่! กดขี่ทางเพศชัดๆ

“เอะ มีข้อไหนที่ให้สิทธิ์ลูกจ้างเสนอได้ด้วย ?”

นารินเลิกคิ้วถามพิธานอย่างเห็นได้ชัดว่าเสแสร้ง แต่อรรณพก็ใช่ย่อยเมื่อหันไปถามเสียงซื่อว่า

“เอะ หรือจะให้ตีความว่ามันรวมกับค่าจ้างแล้ว?”

พิธานถอนใจยาวมองหน้าทั้งคู่สลับกัน ก่อนจะโพล่งออกมาว่า

“ฉันชักจะรำคาญแล้วว่ะ เรื่องนี้ให้ไปตกลงกันเองเป็นครั้งเป็นคราวดีไหม ว่าใครจะจ่ายใคร จำนวน
เท่าไหร่...ไหนๆ ก็เคยนอนด้วยกันแล้วนี่ ไปลดหย่อนกันเองแล้วกัน”

ทั้งคู่เงียบกริบ! แต่สายตานั้นสมัครสมานสามัคคีกันเป็นครั้งแรกเมื่อต่างจ้องพิธานราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

และจากคำพูดของพิธานนี่เอง ที่ทำให้ข้อตกลงทุกอย่างง่ายเข้า เมื่อทั้งอรรณพและนารินต่างเงียบ
ไม่ยอมเอ่ยปากอะไรอีก จะมีก็เพียงแต่พยักหน้า เมื่อพิธานอ่านสัญญาแต่ละข้อ พร้อมกับตบท้ายด้วยคำถาม
ตกลงเอาตามนี้ใช่ไหม?

 
:+:+:+:+:+:+:




9
บทที่ ๒

วสุดา กลับถึงบ้านเอาเกือบจะหนึ่งนาฬิกาของวันใหม่  ใบหน้าเธอบึ้งตึงฉุนเฉียว ทั้งเสื้อคลุม และกระเป๋าสะพายถูกโยนโครมลงกับโซฟารับแขกอย่างไม่ใส่ใจ  เดินไปเปิดตู้เย็นรินน้ำเย็น ๆ มานั่งดื่มที่โซฟา  สลัดรองเท้าออกก่อนที่จะยกเท้าเหยียดยาวขึ้นไปพาดบนโต๊ะกลาง
ดึกแล้วคงไม่มีใครเห็น เธอคิด  แต่ผิดคาดเพราะมีเสียงถามว่า 

   “ใครมาส่งล่ะวันนี้ กลับเสียดึก”

   คุณมัทนา มารดาเลี้ยงในชุดคลุมเรียบร้อยถามขึ้นมา  วสุดา ลดขาที่วางพาดโต๊ะลง 

   “นายบรรจบค่ะ  คุณ” วสุดาตอบ เธอมักจะเรียกมารดาเลี้ยงของเธอสั้น ๆ ว่า คุณ

   “เห็นบอกกับแม่อยู่เหมือนกันว่าจะไปรับ  ทะเลาะกันเหรอ”

   วสุดา ส่ายหน้า

   “จะให้พูดว่าไงดีคะ   คนอะไรน่าเบื่อเป็นที่สุด คิดเข้าข้างตัวเองตลอดเวลา  จุ้นจ้านเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเหลือเกิน  ขนาดวันนี้พูดตรง ๆ เลยนะคะ”

    คุณมัทนา ถอนหายใจ  วสุดามีขีดจำกัดในความอดทนต่ำมาก  เป็นนิสัยที่แตกต่างจาก สุนิสา ผู้เป็นพี่สาวอย่างสิ้นเชิง  เธอไม่ได้เป็นคนเลี้ยงดูวสุดาตั้งแต่เด็ก  เพราะวสุดาถูกนำไปเลี้ยงโดยมารดาเมื่อตอนที่คุณทวีป แยกทางกับภรรยาเก่า ก่อนที่จะมาแต่งงานใหม่กับเธอ ในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน นิสัยของวสุดาที่คุณมัทนาเห็นอย่างชัดเจน ภายใต้ใบหน้าที่งดงาม ชวนตลึงหลงของ วสุดา คือความเป็นคนมีอารมณ์ขัน มากพอๆ กับความใจร้อน ไม่แคร์ใคร   

   “รู้ไหมคะ นายนั่นเขาทำยังไง  เขาไปสั่งให้รถที่จอดรอดา ออกไปก่อนเลย เพราะเขาจะเป็นคนมาส่งดาเอง  แถมยังมีหน้ามาบอกดาด้วยว่า เขายินดีที่จะไถ่ถอนบ้านนี้ให้ดา  ถ้าดาตกลงแต่งงานกับเขา  พอดาปฏิเสธ เขาก็บอกให้ดาใจเย็น ๆ มาคิดดูใหม่เสียก่อน  เพราะถ้าดาปฏิเสธเขาก็จะหาทางบีบบังคับทุกทางให้ดาตกลงให้ได้  สิ่งแรกที่เขาจะทำคือให้ลุงเขาไล่ดาออกจากงานที่ทำอยู่ที่โรงแรม ด้วยเหตุผลอะไร รู้ไหมคะ ?  เขาไม่ต้องการให้ว่าที่ภรรยาเขาทำงานที่โรงแรมค่ะ … โอ้ย ..ดาจะบ้าตาย ต้องพูดภาษาอะไรกับเขาคะนี่ ถึงจะได้ฟังคำว่า ไม่  รู้เรื่อง”
 
      ฟังวสุดาเล่าแล้ว คุณมัทนา ถึงกับยิ้มอย่างขำ ๆ บรรจบ สินสมบัติ เป็นผู้ชายคนเดียวที่วสุดายังสลัดเขาไปไม่ได้  เหตุผลหนึ่งก็คือ เขาเป็นคนที่คุณมัทนาเอ่ยปาก หยิบยืมเงินมาใช้บ่อย ๆ ในเวลาที่ วสุดา เงินขาดมือ  ส่วนอีกผลหนึ่ง ก็เพราะ บรรจบ เป็นผู้ชายที่หลงตัวเองเป็นที่สุด  เขาไม่คิดว่า ด้วยรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติที่เขามี  ผู้หญิงที่เป็นม่ายลูกสอง และขาดเงินอย่าง วสุดา จะปฏิเสธเขาได้ในขณะที่ ผู้หญิงอื่น ๆ ในจังหวัด แทบจะตบกันตายเพียงเพื่อให้เขาสนใจ  ความเป็นคนหลงตัวเองของเขาทำให้ วสุดา หมดหนทางที่จะขจัดเขาออกไปจากชีวิตได้ นอกเสียจากเธอจะแต่งงานไปซะ  แต่วสุดา ก็ไม่มีวี่แววว่าจะแต่งงานกับใคร  ด้วยเหตุผลที่ว่า

   “แต่งไปทำไมคะ  อยู่เป็นโสดอย่างนี้แหละดี  ลูกก็มีแล้ว งานการก็มีทำ  จะหาห่วงมาผูกคอทำไม”

    ฐานะของครอบครัวคงจะไม่ทรุดลงไปมากกว่านี้หรอก ถ้าหากคุณมัทนา จะไม่มีอันต้องเข้าผ่าตัดมะเร็งเต้านม เมื่อสามปีที่แล้ว  และวสุดาเองก็มีอันต้องตกงาน เมื่อบริษัทที่เธอทำงานในตำแหน่งเลขานุการต้องปิดกิจการลง   วสุดาเป็นกำลังหลักคนเดียวในครอบครัว  ต้องหาเลี้ยงทั้งคุณมัทนา และเด็กที่กำลังกิน กำลังนอน อีกตั้งสองคน  แถมยังมีเด็กรับใช้อีกหนึ่ง ซึ่งวสุดา ยืนยันว่าต้องมี เพื่อจะได้ช่วยงานคุณมัทนาให้เบาบางลง  กว่า วสุดา จะหางานใหม่ได้ ก็ต้องเอาบ้านไปจำนองเขาไว้  มันเป็นการกู้นอกระบบ ที่ดอกเบี้ยแทบจะทำให้วสุดาน้ำตาร่วงทุกครั้งที่จ่าย หากไม่เป็นเพราะคุณมัทนาที่รักและผูกพันธ์ กับบ้านหลังนี้แล้ว  วสุดาก็คงขายมันไป แล้วซื้อทาวเฮ้าท์หลังย่อมสักแห่งอยู่แล้ว

   “หนู จะทำยังไง ถ้าหากเขาไปบอกลุงเขาให้ไล่หนูออกจากงานจริงๆ ” คุณมัทนาถาม

   วสุดาหัวเราะคิกกับคำถามนี้

   “ไม่อยากบอกให้ คุณกังวลใจเลย ที่ดาทำงานได้ทุกวันนี้ก็เพราะคุณวิทัศน์ เขากะจะเคลมดาอยู่เหมือนกัน  ไม่ต้องห่วงเรื่องที่เขาจะไล่หนูออกหรอก”

   คุณมัทนาทำตาโต  นายวิทัศน์ สินสมบัติ ก็ได้ชื่อว่าเป็นเพลย์บอยมาตั้งแต่ยังหนุ่ม มีหรือที่เธอจะไม่รู้จัก

   “อะไรกัน  ทำไมเพิ่งมาบอก ไม่ต้องไปทำมันเลยงานที่โรงแรมนั่น ลาออกซะ”  มารดาเลี้ยงพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

   “โธ่ … คุณคะไม่เห็นจะต้องกังวลอะไร  ดาเอาตัวรอดได้หรอกค่ะ และถ้าหางานใหม่ได้  ดาก็จะออกอยู่แล้ว  ทำงานเลิกดึก ๆ อย่างนี้ ไม่มีเวลาอยู่กับ ยัยกิ่ง ตาไผ่ ดาก็ไม่ชอบนักหรอก”

   “ถ้าถึงที่สุด แม่ว่าเราน่าจะขายบ้านหลังนี้ เอาเงินใช้หนี้เขา” คุณมัทนาแนะนำ เหมือนตัดใจ
   “แต่ …”   
   “อย่าห่วงเรื่องความผูกพันธ์ หรือความรู้สึกอะไรอีกเลย  ถ้าเราหาเงินมาใช้หนี้เขาไม่ได้ บ้านก็ถูกยึดอยู่ดี”

   “ถ้า …ดาแต่งงาน”

   คุณมัทนา มองหน้าวสุดาอยู่เป็นครู่

   “มันก็เป็นทางออกที่ดี  หากหนูจะทนนายบรรจบนั่นได้ ”
   “เฮ้อ” วสุดาถอนหายใจเฮือก  “นอกจากนายบรรจบนี่แล้ว  ทำไมไม่มีผู้ชายรวยๆ รักเด็กอย่างจริงใจ มาขอแต่งงานกับดาบ้างนะ  จะกระโจนเข้าใส่เลย”

   คุณมัทนา มองลูกเลี้ยงสาวอย่างเห็นใจ  วสุดา มีโอกาสกับผู้ชายดี ๆ มากมายที่เข้ามาติดพัน  แต่เธอก็ช่างเลือก  คุณสมบัติข้อแรกก็คือเข้ากันได้ กับ กิ่งอ้อ กอไผ่  จะมีสักกี่คนที่รู้ความจริงนะว่า  เด็กทั้งคู่ไม่ใช่ลูกของวสุดา  แต่เป็นลูกของ สุนิสา  ผู้เป็นพี่สาวที่หนีหายไปไม่โผล่หน้ามาให้เห็น ตั้งแต่ถูกนายทวีปผู้เป็นบิดาได้เสียชีวิตลงกะทันหันเพราะหัวใจวาย หลังจากคุณทวีปเสียชีวิตไปหลายปีนั่นแหละ สุนิสา และวสุดา   ถึงได้กลับมาบ้านพร้อมกัน   คุณมัทนาไม่รู้ว่า สุนิสา และวสุดา ติดต่อกันตั้งแต่เมื่อไร     แต่เธอก็เต็มใจที่จะช่วยเลี้ยงดู เด็กแฝดที่มีอายุเพียงสามเดือน      หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู   สุนิสามาอยู่แค่อาทิตย์ก็เป็นฝ่ายหนีออกไปก่อนอีกครั้ง และไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่งถึงวันนี้  ส่วนวสุดานั้นบอกว่า

   “ดาจะมาอยู่เลี้ยงหลานค่ะ  พี่สายกให้เป็นลูกดาแล้ว  ไว้ดามีงานทำเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว จะจดทะเบียนรับหลาน เป็นลูกบุญธรรม”

   วสุดาเพิ่งจะจดทะเบียนรับเด็กทั้งคู่ เป็นลูกบุตรธรรมเมื่อปีที่แล้วเธอทั้งรัก ทั้งเอาใจใส่ เด็กทั้งคู่ประดุจเป็นแม่แท้ ๆ ก็ว่าได้ 

    “นอกจากเขาจะรวยและรักเด็ก แล้ว  ควรเป็นคนที่หนูรักด้วย” คุณมัทนาให้ข้อคิด 
   “งั้น … ดาขึ้นคานแน่เลยคุณ  อีกนานกว่าเจ้าชายของดาจะมาปรากฏตัว  เพราะฉะนั้นตอนนี้ ขอแค่รวยกับรักลูกของดาก็พอ”

   “ถ้างั้นก็เอาอย่างที่แม่บอก  ขายบ้านนี้ไปซะ เพราะคุณบรรจบเขาไม่ได้รักเด็กสักนิด” น้ำเสียงคุณมัทนาเด็ดขาดขึ้น

   “มันยังไม่ถึงทางตันอย่างนั้นหรอกค่ะคุณ  ดาเพิ่งจะมีทางเลือกอีกทาง เพียงแต่ทางนี้เป็นสิ่งที่ดาไม่อยากจะเลือกเหมือนกัน”     สีหน้าวสุดาลังเล ก่อนที่จะพูดต่อ

   “วันนี้มีทนายมาจากพี่ชายของคุณธวัชชัย  เขาอยากจะขอตัวกิ่งอ้อกับกอไผ่ไปเลี้ยงค่ะ”

   “แม่ไม่ยอม” คุณมัทนาพูดอย่างหนักแน่น ก็เธอเลี้ยงมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จะยกให้ใครง่าย ๆ ได้อย่างไร

   “ดาก็ตอบปฏิเสธไปแล้วค่ะ” วสุดา รีบบอก อย่างน้อยเธอก็คิดไม่ผิด ในเมื่อคุณมัทนาก็เห็นด้วยกับความคิดนี้เช่นกัน

   “แล้วเขามาว่ายังไงละ” คุณมัทนายังสนใจ

   “เสนอเงินให้ดาค่ะ   เพราะสี่ปีที่เลี้ยงหลานเขามาคงเป็นภาระมาก  แถมยังรู้ด้วยอีกว่า เราเอาบ้านไปจำนองไว้ด้วย คงคิดว่าเรายากจนมากถึงได้เสนอเงินมาฟาดหัวให้ บ้าที่สุดเลย ลูกเราแท้ ๆ จะเลี้ยงจนหมดตัวก็ได้ ใครจะทำไม ที่ทุเรศที่สุดเลยนะคะคุณ ไม่รู้ไปได้ข่าวมาจากไหนว่าดาจะแต่งงาน คงไม่ต้องการลูกอีกต่อไป เพราะจะทำให้เป็นอุปสรรคในการสร้างครอบครัวใหม่  โธ่เอ้ย ! … ช่างไม่รู้เสียบ้าง หน้าไหนมันเข้ากับลูกดาไม่ได้ ดาก็ไม่สนหรอก”  ยิ่งพูด เสียงวสุดา ก็ยิ่งเดือดในตอนท้ายใบหน้าสวยก็พลอยบึ้งตึงขึ้นมาอีก

   กับคุณมัทนาแล้ว  วสุดาไม่เคยจะปิดบังความรู้สึก นึกคิดที่แท้จริงของเธอออกมาเลย  เพราะถือว่าคุณมัทนานั้นเหมือนกับเป็นแม่แท้ ๆ ของเธอทีเดียว

   “คุณอยากรู้เหตุผล ที่นายนั่นเขาอยากได้ลูกดาไหมคะ เขาบอกว่าจะเอาไปเป็นทายาทค่ะ เพราะนายคนที่เป็นพี่ชายนี้ เขาไม่ต้องการแต่งงานกับผู้หญิงคนไหน  คิดดูซิคะผู้ชายที่ไม่ต้องการแต่งงาน ไม่ต้องการมีครอบครัว แต่ดันอยากจะเอาเด็กไปเลี้ยง จะมีสำนึกในการเป็นพ่อคนเลี้ยงเด็กได้ยังไง ” น้ำเสียงเธอดูถูกดูแคลนแถมยังใส่ต่ออย่างหมั่นไส้อีกว่า “ ดาก็เลยแนะนำให้ไปบอกนายนั่นว่า ถ้าไม่เป็นหมันก็น่าจะแต่งงานมีลูกเป็นของตัวเองซะ จะได้ไม่ต้องมาแย่งลูกคนอื่นเขา”

   คุณมัทนายิ้มนิด ๆ วสุดาคงจะลืมไปว่า ตัวเองก็ยังเป็นโสด และก็ดูแลหลานเหมือนแม่ได้ดีแค่ไหน
   “แต่แหม… ” วสุดาจุปากส่ายหัว  “เป็นเพราะนายบรรจบนั่นแท้ ๆ ที่ทำให้ดาพลาด เผลอยื่นข้อเสนอกลับไปให้เขา… เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของดา ดาอยากจะนอนตื่นให้มันสายเต็มที่ อย่าให้ใครรบกวนนะคะ”
           หญิงสาวตัดบทดื้อ ๆ หันไปหยิบ เสื้อคลุม กระเป๋ามาถือ สายตาก็สอดส่ายหารองเท้าที่เจ้าตัวสลัดออกไม่รู้กระเด็นไปทางไหน

   “หนูยื่นข้อเสนออะไรกลับไปให้เขา” คุณมัทนาถามเสียงหนัก เพราะรู้กิริยาดีว่า วสุดา ต้องการจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง

   “เงินห้าสิบล้านค่ะ”  วสุดาบอก แล้วนึกขันที่คุณมัทนา ถึงกับอ้าปากค้าง

   “ถ้าเขายอมจ่าย…”

   “และต้องแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับดาด้วย”

   ปากที่อ้าค้างของคุณมัทนาหุบลงมาอย่างเร็ว เสียงเธอเดือดร้อนขึ้นมาทันที 

   “ ถ้าเขาตกลง …”

   “คุณอย่ามาพูดให้ดาช็อกนะคะ” วสุดา แกล้งทำเสียงตกใจ ก่อนจะพูดด้วยใบหน้ายิ้มละไมว่า

“มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เพราะดามีข้อแม้ว่า เขาต้องมาตอบตกลงด้วยตัวเองพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง นายทนายนั่นบอกว่า เขาต้องบินไปประชุมที่ฮ่องกงพอดี คุณไม่ต้องวิตกหรอก พวกนักธุรกิจเขาไม่มาเสียเวลากับเรื่องอย่างนี้หรอก  ถ้าเขาจะเอาจริงก็คงจะติดต่อกลับมาใหม่ ซึ่งก็พ้นกำหนดที่ดาจะต้องรักษาคำพูดแล้วละค่ะ”

   ฟังน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจของ ลูกเลี้ยงสาวแล้ว คุณมัทนาก็ได้แต่ถอนใจ เตือนเบา ๆ ก่อนที่ วสุดาจะเดินออกไปว่า

   “อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ หนูอย่างมั่นใจเกินไปนัก จากที่แม่เคยอ่านเจอ คนรวยนี่บางทีก็ทำในเรื่องที่เราคาดไม่ถึง”

   วสุดายิ้ม ทำจมูกย่น แล้วส่งจูบให้ผู้เป็นแม่เลี้ยงแทนคำพูดใดๆ

   หญิงสาวคงหลับไม่ลงเป็นแน่ถ้ารู้ว่า    ข้อเสนอนั้นจะทำให้ผู้ชายคนหนึ่งที่ยากจะรับมือได้ง่าย ๆเข้ามาพัวพันในชีวิตของเธออย่างคาดไม่ถึง

:+:+:+:+:+:




10



บทที่ ๒




แม้ฝนจะหยุดตกไปแล้ว แต่ท้องฟ้าก็ยังมืดทั้งๆที่เพิ่งจะบ่ายสองโมง   ล้อบบี้ของปลายฝนรีสอร์ทที่โล่งกว้างแต่งในสไตล์คันทรี มีสะพานไม้ทอดข้ามคลองน้ำที่ถูกขุดเป็นเส้นตรงกว้างประมาณสามเมตรคั่นเป็นห้องอาหารที่ถูกขุดเป็นเส้นตรงยาวไปสู่ห้องอาหารด้านหนึ่งแบ่งเป็นห้องอาหารเล็กๆ มีไม่ถึงสิบโต๊ะ ก็เงียบ แม้จะมีก็แต่ชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ตรงหน้าของทั้งคู่คือแก้วเหล้าและกับแกล้มอยู่สองสามจาน  แต่ทั้งคู่เหมือนจะนิ่งไปนาน จนกระทั่งอีกคนหนึ่งโพล่งขึ้นมาว่า

“ผู้หญิงแบบไหนกันวะ ที่ต้องจ้างผู้ชายเป็นสามี แถมยังจะต้องเอาพิการนิดๆ ด้วย”

“ก็แกจะรับหรือเปล่าไอ้ณพ”

อรรณพถอนใจเฮือกสายตามองไปยังบึงใหญ่ตรงหน้า เขาชอบอากาศหลังฝนตกมันจะเงียบงันไปชั่วคราวก่อนที่ความมีชีวิต จะตื่นตัวอีกครั้ง  และข้อเสนอที่เพื่อนผู้ที่จู่ๆ ก็โผล่มาหาเขาถึงที่นี่ มันจะเป็นการตื่นอีกครั้งสำหรับความซบเซาในชีวิตของเขาหรือเปล่า กับข้อเสนอตลกโง่ๆ ราวกับเรื่องในนิยาย  แต่มันก็ช่างเหมือนถูกจับวางไว้อย่างเหมาะสม เมื่อเขามองดูขาตัวเองที่เพิ่งจะถอดเฝือกออกได้ไม่ถึงสัปดาห์ สาเหตุก็เพราะเขาเมาขับรถมอเตอร์ไซค์ล้ม มันก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ก็ต้องใช้ไม้ค้ำเดิน และต้องทำกายภาพบำบัดประจำ ก็ไม่เกินสามสี่เดือน หมอก็บอกว่าน่าจะหายเป็นปกติ เขาไม่วิตกในเรื่องนี้หรอก แม้มันจะทำให้ชีวิตประจำวันของเขาน่าเบื่อหน่ายไปบ้าง แต่ที่แย่ก็เพราะตอนนี้ไม่มีเงินนี่สิ!

“ทำแค่อาทิตย์เดียว เงินก็พอจะให้แกจ่ายเงินเดือนให้ไอ้พวกนี้ ได้ตั้งเดือนเชียวนะ”

“ใครวะ? สาวแก่ แม่หม้าย รวยไหม?”

พิธานยิ้มในหน้า เมื่อย้อนเยาะๆว่า “อยากรู้ทำไม  เป๋อยู่อย่างนี้ คิดถึงแต่เรื่องเงินไม่ดีกว่าเหรอ?”

อรรณพหัวเราะ

“ไอ้บ้า ถึงเป๋ก็แค่ไม่กี่เดือน และถึงไม่มีเงินก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกนะโว๊ย ”

“เออ...ท่านแลนด์ลอร์ด ฉันรู้ว่าแกรวยที่ดิน แต่ใครมันจะซื้อวะตอนนี้”

“ก็นี่ไง ถึงได้ถามว่าเจ้าหล่อนคนนี้เป็นใคร ถ้ารวยเป็นหม้ายเปลี่ยวโสดจะหลอกขายที่ให้เสียเลย ”

“เจ้าตัวเป็นโสดและไม่รวย  แต่ทางครอบครัวรวย ” พิธานตอบยิ้มๆ และแทบจะหัวเราะออกมาเมื่ออรรณพถามว่า

“แล้วหล่อนโรคจิตหรือเปล่า ถึงได้ทำอย่างนี้”

พิธานยิ้ม มองออกไปด้านนอก รีสอร์ทของอรรณพจัดได้ว่าอยู่ในทำเลที่ดีมาก ด้านหลังเป็นภูเขาเขียวร่มรื่น ตรงหน้าคือบึงขนาดใหญ่ ที่มีพวกนกต่างชนิดบินว่อน ท้องฟ้าเริ่มสว่างหลังฝนตก พิธานมองสายรุ้งที่พาดผ่านแล้วคิดถึงแขไขผู้เป็นภรรยา หากแขไขมาอยู่ที่นี่เธอต้องกรี๊ดกราดแน่

อรรณพ ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม ก่อนจะวางลงตอบว่า

“เอาวะ ทำก็ทำ”

คราวนี้เป็นพิธานที่ถอนหายใจเฮือก “เอ้า งั้นแกก็ดูสัญญาข้อตกลงเสียหน่อยก็แล้วกัน”

“อะไรถึงกับต้องมีสัญญาเชียวเหรอ?”

อรรณพหัวเราะรับกระดาษมาอ่านอย่างเคยชิน ความเป็นทนายเก่าของเขา ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไรที่จะมีการทำสัญญาว่าจ้าง แต่เพียงเห็นชื่อ เขาก็ขบกรามแน่น มองหน้าเพื่อน ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำหน้าเฉย ราวกับว่าไม่มีอะไร แต่สายตานั้นเหมือนจะท้าทายอยู่ไม่น้อย เมื่อพูดว่า

“ถ้าจะเปลี่ยนใจไม่ทำฉันก็เข้าใจนะ ”

อรรณพยักไหล่รอยยิ้มเยาะๆ ผุดที่ใบหน้าย้อนถามว่า

“เขารู้หรือเปล่าว่า จะเป็นฉัน”

“ยังไม่ได้บอก แต่ก็คิดว่าไม่มีปัญหา เพราะมันสั่งให้ฉันจัดการได้เลย” คนพูด พูดด้วยรอยยิ้มในหน้า เหมือนนึกตลกอะไรสักอย่าง

อรรณพขมวดคิ้ว มองเพื่อนถามว่า

“มีแผนอะไรในใจหรือเปล่า”

“หมั่นไส้มันว่ะ  อีกอย่างแขไขก็ยังติดมันอยู่เหมือนเดิม ไม่รู้อะไรนักหนา”

“แกหึง?” เสียงอรรณพเหมือนจะขำไม่น้อย

“เปล่า แต่ฉันคิดว่า ฉันติดค้างแกในเรื้องนี้”

“ก็ถ้าคิดว่า ติดค้างฉัน ทำไมไม่คืนแขไขมาให้ฉัน”

พิธานถึงกับอึ้งกับคำพูดตรงๆ ของเพื่อน แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ จริงจังอะไร เลยเงียบ อรรณพเองก็ก้มหน้าอ่านสัญญาต่อ แล้วก็ร่อนกระดาษกลับไป

“จ่ายเป็นสองเท่า แล้วฉันจะทำ”

พิธาน พับกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อ ลุกขึ้นยืน พูดอย่างใจเย็นว่า

“แขฝากความคิดถึงมาหาแกด้วย  สำหรับเรื่องนี้…” เขาตบเบาๆที่กระเป๋าเสื้อ “แล้วฉันจะติดต่อมา”

อรรณพนั่งนิ่ง ไม่ได้ลุกไปส่งเพื่อนแต่อย่างใด แม้ขาจะเจ็บ เขาก็ไม่คิดจะไปส่ง และแม้สายตาจะจับอยู่ร่างที่เดินไปยังรถที่จอดอยู่ริมบึง แต่ในใจของเขากับมีภาพของสาวสวยหวานใบหน้าผุดผ่อง รอยยิ้มของเธอตอนนั้นทำเอาเขาจังงังไปเลย แม้วัยจะไม่ถึงยี่สิบในตอนนั้น เขาก็มั่นใจเลยว่านั่นแหละผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย แต่รักแรกของเขาต้องคะมำอย่างไม่เป็นท่า เพราะผู้หญิงอีกคน ผู้หญิงหล่อ  ที่มาฉกเธอไปจากเขา และกว่าจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นเพราะเรื่องเล่นสนุกของสองสาวคู่ซี้นั่น  เขาก็กลายเป็นตัวตลกสำหรับเพื่อนๆ เสียแล้ว  แต่มันก็ทำให้เขารู้ว่าไอ้ความรู้สึกที่คิดว่า รักแรกพบ อย่างที่เขาคิดว่าเกิดขึ้นกับแขไขนั้น ไม่เป็นจริง

เขาไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนจมปลักอยู่ในอดีตคิดแค้นเคืองกับผู้หญิงสองคนนั่น แต่เมื่อคิดถึงรอยยิ้มเยาะๆแกมขบขันของเจ้าหล่อนคนนั้นมันยังติดตาเขา และเมื่อคิดถึงทีไรมันก็ทำเอาเขาอยากบีบคอนัก  เขาเองก็ยังไม่แน่ใจว่า เขาเกลียดหล่อนไหม? ...แต่ถ้าหากจะทำอะไรสักอย่างให้เธอเจ็บได้ เขาก็ยอมรับอย่างลูกผู้ชายเลยว่า ...เขาอยากทำจริงๆ...กับผู้หญิงที่ชื่อ นาริน ปางมีสุข คนนี้

ชายหนุ่มถอนหายใจยาว  หยิบไม้เท้าจะลุกขึ้นก็พอดีสายตามองออกไปเห็นรถเก๋งคันหนึ่งกำลังแล่นตรงเข้ามา ชายหนุ่มเลยนั่งลงเหมือนเดิม เขาสั่นหัวอย่างเซ็งๆ เมื่อรู้ว่าเป็นใครที่กำลังมาหาเขา

รถแล่นมาจอดแล้วร่างคนขับในชุดกระโปรงสีฟ้าสดใส รองเท้าส้นสูงสีขาวขุ่นก็ เดินอย่างกระฉับกระเฉงตรงเข้ามา วงหน้าสดใสภายใต้กรอบเส้นผมที่ดำอมม่วงยิ้มระรื่นเมื่อยกมือไหว้เขา

“พี่ณพ คุณป้าให้ปิ่นมารับค่ะ  ขอโทษที่ช้าหน่อย ปิ่นจำทางเข้าไม่ได้ ยิ่งฝนตกด้วย เลยหลงไปโน่น จะไปกันเลยไหมคะ?”

“หายใจก่อนก็ได้ครับ”

อรรณพตอบ อีกฝ่ายเลยหัวเราะคิกคักขึ้นมาทีเดียว สายตาวาวปราดไปมองที่โต๊ะ

“งั้นพี่ณพ หมดแก้วนี้แล้วไปกันนะคะ ปิ่นกลัวคุณยายบ่นถึงหลานชายคนโปรดค่ะ”

ปิ่นอนงค์พูดแล้วยิ้ม ระรื่นมานั่งเก้าอี้ที่พิธานเพิ่งจะออกไป  ถามต่อว่า

“ใครมาหาพี่ณพเหรอคะ ถึงได้ตั้งวงกัน”

“เพื่อน”

อรรณพตอบสั้นๆ  มองมือเรียวที่จัดแจงเอาช้อนเขี่ยอาหารที่ขอบจานกับแกล้มให้มาอยู่ด้านในให้ดูน่ากิน แล้วเลื่อนมาวางตรงหน้าเขา

“เพื่อนที่ทำงานเหรอคะ?”

เจ้าหล่อนถามเหมือนชวนคุย แต่อรรณพรู้ดีว่า เบื้องหลังคำถาม คือความอยากรู้ อยากควบคุม ปิ่นอนงค์เป็นญาติกับป้ารัศมีซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ของเขา เพราะเขาไม่มีญาติผู้ใหญ่เหลืออยู่นอกจากคุณยายแล้ว คุณรัศมีจึงเป็นบุคคลที่เขารักและเคารพไม่น้อย ก็เพราะความเคารพกันนั่นแหละ จึงทำให้เขามีอารมณ์ขันเพียงพอในความเจ้ากี้เจ้าการของป้ารัศมีที่อยากจะให้เขาแต่งงานกับปิ่นอนงค์หลานสาวของท่านนัก และที่สำคัญคุณยายของเขาก็ออกจะเอ็นดูเธอผู้นี้ไม่น้อย ถึงกับเคยบอกกับเขาตรงๆ เลยล่ะว่า ควรจะแต่งงานกับปิ่นอนงค์เสียที

 “ผมตั้งใจจะแต่งงานสักสามห้า ถ้าขานี้รอไหวก็จะแต่งด้วย” จำได้ว่าเขาตอบเล่นๆ ไปอย่างนั้น

“อูย จะไปรออะไรนานทำไม? เราก็มีพร้อมทุกอย่าง หรือเสียดายชีวิตโสด” พูดคำนี้แล้วคุณยายก็ส่ายหน้า

“ยายก็เห็นแต่จะสนุกกินเหล้ามั่วผู้หญิงไปวันๆ มันดีนักเหรอลูกอย่างนี้ แต่งงานเสียทีไหม?” คุณยาย ถามเขาเสียงอ่อนกึ่งอ้อนวอน  “หนูปิ่น ณพก็เห็นน้องมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนร่าเริง ใจเย็น กิริยามารยาทก็เรียบร้อยเข้ากับผู้ใหญ่ได้ดี เหมาะกับเรานะลูก เดี๋ยวนี้หาผู้หญิงแบบนี้ไม่มีหรอก ”

ถึงไม่มีก็ไม่คิดจะหา เขาคิดขำๆ แต่ตอบไปว่า

“หนูปิ่น ผมก็เห็นเหมือนเป็นน้อง ไม่ได้ชอบอะไร”

“อยู่กันไป ก็รักกันไปเองแหละลูก เดี๋ยวนี้ผู้หญิงดีๆ อ่อนหวานหาอยากนัก ยายก็เห็นแต่พวกดีดกะโหลกทั้งนั้น ยิ่งสมัยนี้ ฉันเก่ง ฉันโสด ฉันไม่แคร์ ไอ้ที่อยู่กันก่อนแต่งน่ะ ยายไม่เอานะ ไม่ชอบ อย่าหาอย่างนั้นมาให้ยาย”

“อ้าว ก็เผื่อผมรักของผมอย่างนั้น คุณยายจะให้ผมทำยังไง”

“ไม่หรอกลูก ณพน่ะต้องได้กับผู้หญิงใจเย็น ความรักมันก็แค่นั้น พออยู่ๆ กันไปความรักมันก็หายไปได้ ที่เหลือก็มีแต่เนื้อแท้ของมนุษย์”

อ้าว  ก็บอกว่าอยู่ๆ ไปก็รักกันได้เอง ไหงตอนนี้ อยู่ๆไปความรักก็หายซะแล้ว

อรรณพอดจะยิ้มไม่ได้เมื่อคิดถึงตรงนี้ แต่ไม่ว่ายังไงในสายตาเขา ปิ่นอนงค์ไม่ใช่ผู้หญิงใจเย็น อย่างที่ป้าสะใภ้และยายเขามองเห็นแน่ๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่สวยและมีความรู้แถมฐานะทางบ้านก็ระดับเศรษฐีประจำจังหวัด อย่างนี้ ที่เขาสงสัยก็มีอยู่อย่าง ปิ่นอนงค์ นึกอะไรถึงได้ทำตัวเหมือนพอใจที่จะให้มีการคลุมถุงชนอย่างนี้

“ทำไมพี่ณพ ไม่ไปพักในเมืองละคะ คุณยายจะได้ไม่เป็นห่วง คุณพ่อปิ่นก็ถามถึงค่ะ ถ้าพี่ณพว่างก็อยากจะให้ไปช่วยงานที่บริษัทหน่อย”

เสียงปิ่นอนงค์ดังขึ้นมา ทำให้อรรณพต้องเพ่งสมาธิมาใบหน้าสวยตรงหน้า แต่ยังไม่ได้ตอบอะไรเสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น

“ไอ้นาตกลง แต่ขอเพิ่มระยะเวลา มีรายละเอียดบางอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย และ...”

“ฉันตกลง”

เขาตอบตัดบท ทั้งๆที่สายตายังจับอยู่ผู้หญิงตรงหน้าที่นั่งมองเขาด้วยรอยยิ้มเยือนบนใบหน้า แต่เขามีความรู้สึกคล้ายกับว่า เธอพยายามถักตาข่ายล้อมรอบตัวเขา จนชักจะหายใจไม่ออก...มันไม่ใช่เพราะความรักแน่นอน เพราะเขาไม่รู้สึกถึงสิ่งนั้นในตัวเธอ...

“ไปกันเถอะ”

อรรณพบอกปุบปับ เอื้อมมือไปคว้าไม้เท้า แต่ก็ไม่ทันอีกฝ่ายที่คว้าจับได้ก่อน กุลีกุจอเข้ามาช่วยประคอง ราวกับเขาเป็นคนเจ็บนัก ชายหนุ่มยิ้มปล่อยให้ปิ่นอนงค์ทำอย่างที่เธอต้องการอย่างไม่สนใจนัก

หากจะต้องเล่นเกมกับผู้หญิงสักคน เขาก็ขอเป็นฝ่ายเลือกก็แล้วกัน เลือกที่ตัวเองเป็นคนชนะเห็นๆ โดยไม่มีญาติผู้ใหญ่มาคอยถือหางด้วย


:+:+:+:+:+:+:+:



11
บทที่ ๑

กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง... กริ๊ง...

“นา รับโทรศัพท์”

กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง... กริ๊ง...

“ฉันบอกให้รับโทรศัพท์”

“มารับเองสิ”

“มันอยู่โต๊ะแก ตรงหน้าแก”

“เออ แล้วมายุ่งทำไม”

คำตอบที่แสนจะกวนโอ๊ย ทำให้แขไข ทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นจากโต๊ะ เดินกระทืบเท้ามาที่

โต๊ะของนาริน ฉวยหูโทรศัพท์ขึ้นมากรอกลงไปว่า

“คนชื่อนารินตายแล้วค่ะ อย่าได้โทรมะ...อุ๊ยคุณแม่เหรอคะ อยู่ค่ะ มันนั่งอยู่นี่แหละ ไม่

ยอมรับ แขเลยต้อง...”คนพูดๆไม่จบ โทรศัพท์ก็ถูกแย่งจากมือ

“แม่จ๋า นาเพิ่งออกจากห้องน้ำ  มีอะไรให้นารับใช้ฮะ เดี๋ยววันศุกร์นากลับไปรับแม่ไป

เที่ยวผับกับนาดีไหม เพื่อนมันเปิดใหม่ไปเจิมให้หน่อยแล้วนาจะ…”
“ไม่ต้องเอาเรื่องเที่ยวมาล่อนาริน เห็นการ์ดแล้วใช่ไหม?”  ปลายสายส่งเสียงเขียวมา

ทันใด

นารินปรายไปทางซองสีชมพูที่มีการ์ดใบหนึ่งอยู่ใกล้ๆ  ภาพในการ์ดมองดูไม่ถนัดนัก

เพราะว่าเธอเอาเมจิกสีแดงขีดแต้มซะสะใจไปแล้ว แต่ปากก็เจื้อยแจ้วเฉยว่า

“การ์ดอะไรคะ?”

“ก็การ์ดงานหมั้นของแสงแก้วนะสิ”

“อ้าว ต๊าย ตกลงยัยแสงจะหมั้นเหรอคะ? กับใคร เมื่อไหร่?”. นารินใส่สุ้มเสียงตื่นเต้น

เกินเหตุ แต่เสียงของมารดายังเครียด

“ฉันไม่สน แต่งานนี้ แกต้องพาแฟนแกไปด้วย ไม่งั้น...”

 “ก็เขายังไม่หายดี จะให้เขาไปโชว์ตัวได้ยังไงแม่ก็”

“ไม่รู้ล่ะ ต่อให้เอารถปอเต็กตึ้งไปรับมา ก็ต้องมา   ถ้าไม่มีมา ฉันจะตกลงกับย่าเรื่องที่

คนเขาดูตัวแกทันที”

“แม่ แม่ แม่ ”นารินรัวอย่างไม่ทุกข์ร้อนนักกับน้ำเสียงคาดคั้นนั้น เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่

แม่พูดกับเธออย่างนี้
“ไม่ต้องมาเรียกฉัน  ไม่มีฝีมือเลยแกนี่ แค่แฟนคนเดียวยังหาไม่ได้  ปล่อยให้คนอื่นมา

ว่าแม่ได้”

“อ้าว…ใคร...ใครมาเจ๋อเรื่องของนา ลุงป้าน้าอาคนไหนบอกมา เดี่ยวศุกร์นี้กลับไป จะ

ไปฉะ เสียให้ซะใจ”

“ทะลึ่งไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ โธ่เอ๊ย ขนาดยัยเด็กแสงแก้วอยู่แต่ในบ้านแท้ๆ ยังได้แต่งงาน

ก่อนแก”
           สุ้มเสียงเยาะเย้ยปนขัดอกขัดใจของมารดา ทำให้นารินต้องเม้มปากเล็กน้อย แต่แล้วก็

เจื้อยแจ้วกลับไปว่า

“โธ่แม่ก็...ถ้านารู้ว่าแม่อยากให้นามีสามีขนาดนี้ นาเอามันตั้งแต่อายุสิบเจ็ดแทนที่จะ

ยี่สิบเจ็ดเสียเลยก็ดีหรอก จะได้ไม่เสียยี่ห้อคุณแม่กวินนาคนสวยสาวสิบเจ็ดพบรักแท้กับหนุ่ม

ทหาร...”

“ไม่ต้องมาปากดี” คุณกวินนาเสียงเขียวใส่ลูกสาวอีก “ถ้ายังไงหาหนีบไปสักคนงาน

หมั้นนี่ด้วยนะ ไม่งั้นแม่จะ หาให้แกเอง จำตาคัมภีร์ ลูกคุณลุงโบราณได้ไหม?”

นารินเบือนหน้าหนีโทรศัพท์ ส่งเสียงแหวะออกมาเบาๆ แต่ก็ต้องสะดุ้งอมยิ้มเมื่อมารดาพูดต่อราวกับตาเห็นว่า
“แกไม่ต้องมาแหวะ ครั้งนี้ฉันเอาจริง”

“โนๆๆ ไม่ต้องเครียดหาให้เหนื่อยเลยแม่จ๋า  อย่างนาน่ะถ้าเอาจริง ไม่ใช่แค่หนีบแฟนไป

นะ จะข้ามขั้นเอาสาละมีเลยก็ได้ กลัวแต่ที่บ้านลุงๆป้าๆ พี่น้องทั้งหลายจะตกใจเท่านั้นแหละ”

“อะไรนะ พูดเล่นพูดจริงนี่”

เสียงมารดาขุ่นขึ้นมาทันใด แต่นารินหัวเราะร่วน

“แม่จ๋า คิดเอาเองสิว่าจริงไหม  นารินนี่ลูกสาวคนสวยของใครกันล่ะ แค่นี้นะลูกค้าราย

ใหญ่ของนามาแล้ว ”

พูดจบนาริน ก็กดแป้นวางหูโทรศัพท์ไว้นอกเครื่อง  ใบหน้ายิ้มระรื่นเปลี่ยนเป็นเซ็งจัด ชี้หน้าเพื่อนว่า
 “อย่ามารับโทรศัพท์โต๊ะฉันอีกนะ ถ้าไม่อยากเป็นคนหาผัวให้ฉันอีกคนละก็...”

“ก็จะไปรู้เหรอว่าแม่แกจะโทรมา”

“ทำไมไม่เบิ่งตาดูนาฬิกา แม่ฉันจะโทรมาทุกวันอังคารตอนบ่ายสาม”

แขไขอดไม่ได้ที่จะมองไปยังนาฬิกาบนผนัง เวลาประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ ใบหน้าใส
แต่อวบอูมเพราะการตั้งครรภ์ยิ้มอย่างขันๆ ที่แม่ของเพื่อนรักของเธอก็ช่างโทรมาตามเวลาเป๋ง
จริงๆ แต่ก็แก้ตัวว่า

“ก็ฉันหนวกหูนี่  เรื่องนั้นอีกแล้วเหรอ”

“เออ”

นารินตอบ แล้วเพยิดหน้าไปยังการ์ดที่ปลายโต๊ะ

“กะอีแค่เลี้ยงฉลองงานหมั้นยังแจกการ์ด”

“อิจฉาเขาละสิ” แขไขค่อนหยิบเอาการ์ดขึ้นมาดู

“ฉันจะไปอิจฉาทำไม แต่หมั่นไส้ว่ะ ก็คนอยู่บ้านรั้วเดียวกันแท้ๆ จะมาแจกการ์ดหาพระ

แสงทางไปรษณีย์ทำไม?”

“เขาคงกลัวแกไม่ไปมั้ง เดือนหนึ่งๆ แกกลับบ้านกี่หนเชียว”
 
แขไขพูด มองภาพที่ถูกเมจิกสีแดงทำลาย แต่ก็ยังพอเห็นเค้าของสาวสวยยิ้มหวานใน
ชุดสีขาวภายใต้อ้อมกอดของชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในสูทสีเข้ม  ฉากหลังคือต้นไม้ใหญ่ที่
อยู่กลางทุ่งหญ้าสีเขียว

“เอ...หน้าผู้ชายคนนี้ฉันคุ้นๆ นะ แกดูแล้วยัง”

แขไขยื่นการ์ดให้ แต่นารินปัดทิ้ง

“ไม่สนโว๊ย! แกไปดูลิสต์รายชื่อหน่อยสิ มีใครพอเอามาให้ฉันแก้ขัดได้บ้าง”

“ในบัญชีเพื่อนชายที่พอหาได้ หมดแล้ว”

“ก็ขยายวงออกเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนสิวะ”

“ปีนี้แก เลือกหาไปโชว์เกือบห้าคนแล้วนะ แม่แกไม่มีเชื่อหรอก”

“งั้นก็จ้าง เอาแบบมืออาชีพหน่อยนะ ถ้าจะให้ดีเอาที่มันขาพิการหน่อยแล้วกัน”

“ทำไม?”

“อ้าว ก็ตอนขอเงินแม่ไปเที่ยวเมืองจีน  ฉันบอกแม่ว่าขับรถชนคนนี่หว่า เดี๋ยวเมคเรื่อง

ต่อ รักแรกพบเสียเลย”

“แกไม่รู้สึกอะไรเหรอ ที่หลอกเอาเงินแม่น่ะ”

“เอะ...จะทำไม ก็แม่ลูกกัน แม่ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่ อีกอย่างแกจะรอให้ฉันได้รับ

มรดกแล้วค่อยใช้เงินเห รอ มันเรื่องอะไรไปแช่งแม่ตัวเองอย่างนั้น”

แขไขขมวดคิ้วส่ายหน้ากับวาจาเรื่อยเปื่อยของเพื่อน แต่แล้วก็ถอนใจยาวก่อนจะถาม

อย่างเป็นจริงเป็นจังแต่นับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่า

“ถามจริง แกเป็นทอมจริงๆ หรือเปล่าวะ”

“ถามอย่างนี้กล้าให้สาละมีแกมาพิสูจน์กับฉันไหม?”

พูดไปแล้วก็ต้องรีบหลบเมื่อการ์ดในมือแขไขปาใส่หน้าทันที

“อย่าพูดให้เฮียโตได้ยินเชียว เขาจะกระทืบแกนังนา ทุกวันนี้เขายังบอกให้ฉันเลิกคบแก

อยู่เลย”

ใบหน้านารินยังระรื่นเมื่อสวนกลับไปว่า

“เนรคุณจริงๆ ผัวเมียคู่นี้ ที่ได้แต่งงานกันก็เพราะฉันแท้ๆ”

“หุบปากเลย” แขไขตวาดแว้ด

“อ้าว ตะโกนเข้า เดี๋ยวลูกก็ไหลหรอก” นารินยังอดยั่วไม่ได้

“หาเอาเองนะผู้ชายที่แกต้องการน่ะ”

แขไขพูดใส่หน้า แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง  แต่นารินยิ้มยักไหล่พูดไล่หลัง
ว่า

“อย่าลิมสโลแกน เพื่อนต้องช่วยเพื่อนนะโว้ย ครั้งนี้ลดสเป็กลงมาหน่อยก็ได้ จะให้ดีเอา

ที่มันเข้าข่ายแบดบอยหน่อยนะ สุภาพเกินไปมันไม่เหมาะกับฉัน เดี๋ยวแผนแตก หาคนตกงาน

ได้ยิ่งดี เผื่อไว้สักสามเดือนล่วงหน้าเลย เพราะจะมีงานวันเกิดคุณย่ารออยู่ แต่อย่าลืมล่ะ ต้อง

เอาที่ขาพิการหน่อยๆ เผื่อจะขอเงินแม่มารักษาเขาได้อีก”

แขไขอดไม่ได้จะหันกลับมามองหน้าเพื่อนอย่างเซ็งๆ ก่อนจะหันไปสนใจกับงานที่ทำ
เมื่อครู่ เธอกับนารินเข้าหุ้นเปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายใน กิจการก็ดำเนินไปได้เรื่อยๆ  ไม่ค่อยจะมีปัญหาอะไร แม้ว่าในบางครั้งแทบจะไม่มีงานเข้า แต่ทั้งคู่ก็อยู่ได้สบายเพราะมีทางบ้านคอยช่วยเหลือ เธอกับนารินเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย สนิทสนมกันมากจนใครๆต่างก็คิดว่าเป็นคูเลสเบี้ยนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าท่าทางของนารินที่ออกจะออกไปทาง สาวหล่อ ข่าวลือจึงเป็นจริงเป็นจังนัก และก็เพราะความเป็นสาวหล่อของ นาริน นี่แหละ ถึงได้ทำให้เธอได้แต่งงานกับพิธาน รุ่นพี่ที่เธอหลงรัก แม้ว่าแผนการครั้งนั้นจะทำให้ชายหนุ่มอีกคนต้องอกหัก และเสียหน้าไปบ้าง มันเป็นเรื่องที่เธอและนารินไม่อยากจะพูดถึงเท่าไหร่  เธอรู้ว่านาริน ไม่ได้มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นคนโผงผางชอบยั่ว เฮไหนฮานั่น  ความจริงแล้วก็มีผู้ชายมาชอบนารินหลายคน แต่นารินไม่ค่อยจะสนใจ แต่พอมีเรื่องต้องหาใครสักคนก็คว้าคนโน้นคนนี้บ้างไปแก้หน้า จนแม่ไม่เชื่อแล้ว ครั้งนี้ยังจะมาพูดว่าลดสเป๊ก ไอ้คนตกงานขาพิการด้วย มันหาได้ง่ายๆ หรือไง

อีกครั้งที่แขไขต้องหันกลับไปมองนาริน ทีก้มหน้าก้มตาวาดอะไรอยู่ตรงหน้าอย่างพิจารณา นารินเป็นคนสวยเก๋ อาจจะไม่ใช่คนเรียบร้อยนัก แต่หากคิดจะหาผู้ชายสักคน ก็ไม่ยากหรอก เธอจะปล่อยให้เพื่อนใช้ชีวิตเล่นๆ ไปวันๆ ไม่ได้แล้ว ปีนี้นารินย่างยี่สิบเจ็ดแล้ว มันเป็นวัยที่ตัวเลขสมควรจะได้แต่งงานแล้ว แม้สมัยนี้คนโสดนะมากขึ้นก็เถอะ เธออยากให้นารินมีครอบครัวที่อบอุ่น มีรักแท้อย่างที่เธอมี  แต่ทำไมนารินไม่รักใครสักคนนะ มันเพราะอะไร? ผู้หญิงเรามันก็น่าจะมีผู้ชายในฝันบ้างสิ แต่นารินไม่เคยเอ่ยปากให้เป็นจริงเป็นจังเลยว่าชอบแบบไหน มีอะไรก็พูดเป็นเล่นไปหมด

“มีอะไร เห็นจ้องฉันนานแล้วนะ”  เสียงนารินถามมา

“ฉันจะหาผัวให้แกจริงๆ ครั้งนี้” แขไขตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ

นารินยักไหล่ขำๆ “เออ  ก็เอาแคตตาล็อกให้ฉันเลือกสิ หล่อๆ หน่อยนะโว้ย เพื่อให้สมใจ

เพื่อนรัก งานนี้เกย์ก็ไม่เกี่ยงว่ะ”

พูดไปแล้วก็ต้องรีบหลบเมื่อแขไขสุดแต่จะคว้าอะไรได้ โยนเข้าใส่

“ฉันจะถือว่าแกรับปากฉันแล้ว ห้ามคืนคำ”

แขไขสำทับมาอย่างจริงจัง เมื่อความคิดหนึ่งแวบเข้ามาอย่างที่เธอเองก็นึกไม่ถึง...มันต้องคนนี้ ถึงจะเอานารินอยู่!





*** ไม่รู้ว่า ลงสักกี่รอบแล้ว ก็ไม่จบเสียที
เอาออกมาตากแดด ตากฝน เจออากาศเสียบ้าง
ดูสิว่า รอบนี้จะเพิ่มได้อีกกี่บท ^--^

12
บทที่  ๑ …

   ธนากร  กฤษยาพันธ์  กำลังขะมักเขม้นอยู่กับตัวเลขที่ทางบัญชีส่งเข้ามาให้ดู    มันเป็น

ตัวเลขงบกำไรขาดทุน ของบริษัทที่เขาต้องการเข้าไปซื้อกิจการ      ความจริงแล้วเขาไม่จำเป็น

ที่จะต้องดูมัน  เพราะเขาได้รับผลการวิเคราะห์ ข้อดี ข้อเสีย แนวโน้มความเป็นไปได้ และข้อมูล

ทุกอย่างจากทีมงานที่ไว้ใจ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของเขาแล้ว 

   เพียงแต่ตอนนี้  เขาต้องการจะดูมัน  เพื่อที่จะทำให้ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ตั้งอกตั้งใจกับ

การรอฟังข่าวบางอย่าง     ด้วยความกระวนกระวายใจต่างหาก  ไม่ถึงสิบห้านาที สัญญาณ

ติดต่อของโทรศัพท์ภายในก็ดังขึ้น

   “คุณวิสุทธิ์ ขอพบค่ะ”

   “ให้เข้ามา”
   วิสุทธิ์  เที่ยงตรง  ชายหนุ่มวัยสามสิบต้น ๆ เป็นกึ่งเพื่อน กึ่งผู้ร่วมงาน  เนื่องจาก

ครอบครัวของวิสุทธิ์ ทำงานให้กับ ตระกูลกฤษยาพันธ์มาตั้งแต่รุ่นพ่อมาแล้ว

   “ ได้เรื่องไหม ” ธนากรยิงคำถามอย่างคนใจร้อน  ปิดแฟ้มที่ดูอยู่เมื่อครู่ผลักออกไป

ข้างหน้า
   วิสุทธิ์ ไม่ตอบในทันที  แต่ดึงซองสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋า เปิดซองออก แล้วยื่น

รูปภาพปึกหนึ่งให้ชายหนุ่ม  แล้วทรุดตัวนั่งเก้าอี้ที่ว่างตรงหน้า พูดว่า

   “ รูปเด็กแฝดนั่นเป็นลูกของธวัชชัย  ส่วนผู้หญิงเป็นเมียเขา ”

    ธนากรรับรูปมาดูด้วยความสนใจ  ภาพแรกเป็นรูปของเด็กชายหญิงที่มีใบหน้า

คล้ายคลึงกัน อยู่ในชุดนักเรียนอนุบาล  ภาพต่อ ๆ มาก็เป็นรูปของเด็กทั้งคู่ ที่อยู่ในอิริยาบท

น่ารัก น่าชังต่าง ๆ กัน  ธนากรดูไปเรื่อย ๆ จนถึงภาพสุดท้ายที่เป็นรูปถ่ายครึ่งตัวของหญิงสาวที่

กอดอกไว้ ผมเธอสยายเต็มหลัง ใบหน้าได้รูปสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดวงตากลมโตที่ดูเหมือน

จะจ้องตอบมาอย่างเยาะหยันท้าทายอยู่ในที

   “ ดูดีทั้งแม่ทั้งลูก ” 

   “ อะไร … นายพูดได้แค่นั้นเหรอวะ  ถ้าจะพูดให้ถูกนะ ต้องบอกว่า ลูกน่ารัก และแม่ก็

สวยและเซ็กซี่เอามาก ๆ ด้วย  เห็นอย่างนี้แล้ว ฉันไม่แปลกใจเลย ที่นายธวัชจะหนีการแต่งงาน

ไปอยู่กับเธอเมื่อหกปีก่อนน่ะ ”

   ธนากร รวบภาพนั้นเข้ารวมกัน โดยเอาภาพหญิงสาวผู้เป็นแม่ไว้ด้านบน สายตายังจับ

อยู่ที่ใบหน้าสวยนั้นขณะถามว่า


   “ เขาอยู่กันยังไง ตอนที่นายไปพบ ”

   “ หลังจากที่ธวัชชัยเสียชีวิต  น้องสะใภ้นายก็พาลูกไปอยู่ทางใต้ ”

   “ ทำไมไม่ติดต่อมาวะ ” ธวัชชัยพูดอย่างฉุนเฉียว

   วิสุทธิ์ มองหน้าธนากร ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปจะทำให้อารมณ์เขาขุ่นมัว

เพิ่มขึ้นอีกหรือเปล่า

   “ น้องสะใภ้นาย เขาทำงานเป็นรีเซฟชั่นที่โรงแรม ตอนดึกก็ร้องเพลงในผับของโรงแรม

นั่นแหละ ”

   “ ระยำ ” ธนากรสบถออกมา สะใภ้ของ  ‘ กฤษยาพันธ์ ‘ ต้องกลับไปทำงานเก่าอย่างที่

พ่อแม่เขาเคยดูถูกเอาไว้ จนตัดเป็นตัดตายกับลูกชายคนรอง ที่หนีการแต่งงานจากผู้หญิงที่

เหมาะสมกับตัวเอง ไปลงเอยกับนักร้อง

   “ แล้วหลานฉัน ”

   “ อยู่กับยาย  ยายเลี้ยงนะ  … คือฉันหมายความว่า เธอมีแม่เลี้ยง เพราะฉะนั้นก็เลย

กลายมาเป็นยายเลี้ยงของหลานนายไง ”

   “ฉันไม่สนใจจะนับญาติ  ” ธนากรพูดออกมาอย่างไม่แคร์ นิ่งไปอึดใจก็ถามต่อว่า“
ฐานะ เป็นยังไง”
   “ก็ไม่ค่อยจะดีนักหรอก”
   “ฉันส่งเงินให้ทุกครั้งที่นายธวัช ขอมา” ธนากรพึมพำ
 
   แม้จะถูกพ่อแม่ตัดเป็นตัดตาย  แต่ธนากรก็ไม่ใจร้ายพอกับน้องชาย  เขาส่งเงินให้ทุก

ครั้งที่น้องชายร้องขอมา  จะมีก็สี่ปีหลังนี่ละที่ธวัชชัยเงียบหายไป  ธนากรเองก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับ

การทำธุรกิจไม่ได้สนใจที่จะสอบถามข่าวคราว เพราะรู้ว่าหากไม่มี ธวัชชัยก็คงจะติดต่อมาเอง 

จนเมื่อปีที่แล้ว บิดาและมารดาได้ถึงแก่กรรมเพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ท่านใจแข็งทำ

พินัยกรรมทุกอย่างยกให้แก่เขาหมด  แต่ธนากรก็ยังนึกถึงน้องชายคนเดียวของเขา  ชายหนุ่ม

จึงติดต่อไปที่ธวัชชัย เพื่อจะให้เขาพาลูกและเมียมาอยู่ที่  ‘ กฤษยาพันธ์ ‘ ด้วยกัน   แต่ดูเหมือน

จะสายไปเพราะเขาได้รับข่าวจากนักสืบที่เขาให้ช่วยค้นหาว่า  น้องชายได้เสียชีวิตลงไปถึงสี่ปี

มาแล้ว  และน้องสะใภ้ของเขาได้พาลูก ๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว

   ความรู้สึกผิด ทำให้ธนากรต้องสืบหาหลาน เพื่อจะนำมาอุปการะ เพราะอย่างน้อย

หลานของเขาก็เป็นทายาทของ  กฤษยาพันธ์

   “ แต่นายอย่าลืมซิว่ามันนานมาร่วมสี่ปีแล้ว ที่เขาไม่ได้ติดต่อมา  ฉันไม่แปลกใจเลยที่
เธอจะหวนกลับไปทำอาชีพเดิมอีกครั้ง   จากที่นายเห็นในรูป ก็คงจะรู้นะว่าเธอเป็นคนสวย  มี
คนมาติดพันเยอะมากเลยนะ น้องสะใภ้นายนี่ ”  วิสุทธิ์หยุดยิ้มนิดหนึ่งเอ่ยต่อว่า“ แต่เธอไม่เล่น
ด้วย ท่าทีติดจะหยิ่ง ๆ ด้วยซ้ำ ”

   ธนากรเหยียดริมฝีปากอย่างดูถูก  เขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงจะซื้อด้วยเงินไม่ได้  อย่างน้อยก็

มาจากประสพการณ์เกือบทั้งชีวิตหนุ่มของเขาละ

   “ มีอยู่รายหนึ่ง เข้าทางแม่เลี้ยงและลูก  ท่าทางจะก้าวหน้ากว่าใคร เข้านอกออกในบ้าน

นี้ได้ตลอดเวลา ”

   “ ใคร ”

   “ ชื่อบรรจบ  สินสมบัติ  เป็นนักธุรกิจหนุ่ม ฐานะไม่เลวเข้าขั้นเศรษฐีของจังหวัด ”

   “ มีท่าทีจะลงเอยกันไหม ”

   “ คงยาก “ วิสุทธิ์คาดคะเน  “ เพราะข่าวว่า คั่วกันมานานแต่ยังไม่ลงเอยเสียที ว่ากันว่า

ฝ่ายหญิงเล่นตัวน่าดู ”

   “ กับผู้หญิงม่ายลูกสองนี่เหรอ  ? ” เสียงธนากรฟังดูเหยาะหยันมากกว่าแปลกใจ   

   “ นายบรรจบถึงกับลงทุนจะไถ่ถอนบ้านที่ติดจำนองให้เธอ พร้อมข้อเสนอเรื่องการ

แต่งงาน ”

   “ กระดังงาลนไฟจริง ๆ ” ธนากรพูดยิ้ม ๆ หยิบภาพสตรีที่เป็นน้องสะใภ้ขึ้น มาดูอีกครั้ง 
ก่อนจะสั่งว่า

   “ นายจะทำยังไงก็ได้นะ ฉันต้องการหลานฉันคืนมา ส่วนแม่ของเขานั้น นายจ่ายเงินไป

ตามที่หล่อนเรียกร้องมาก็แล้วกัน  ในเมื่อหล่อนมีโครงการจะแต่งงานใหม่อยู่แล้ว งานของนาย

น่าจะง่ายขึ้น ”

   “ ฉันว่านายออกจะพูดง่ายไปหน่อยนะ เพราะจากข่าวที่รู้มา เธอรักลูกมา ที่ไม่ยอมปลง

ใจกับใครสักคน ก็เพราะลูกนี่ละ ”

   “ ก็ในเมื่อตอนนั้น ยังไม่มีการเสนอเรื่องเงินตอบแทนนี่นา อีกอย่างหล่อนก็ต้องมั่นใจได้

ซิว่า ลูกของหล่อนนะอยู่ที่ ‘ กฤษยาพันธ์ ‘ กับลุงแท้ ๆ ของเขา  เด็ก ๆ จะเป็นทายาทของฉัน

 และฉันไม่มีวันที่จะทอดทิ้งได้หรอก ”

   “ ก็ …ถ้าเผื่อนายแต่งงาน ” วิสุทธิ์ติง

        ธนากรหัวเราะ  “ นายเก็บเอาไว้เลยเรื่องนั้น  กฤษยาพันธ์  มีทายาทอยู่แล้ว ไม่มีความ

จำเป็นใด ๆ ที่ฉันจะต้องหาห่วงมาผูกคอตัวเองนี่หว่า ”

   “ อ้าว … แล้วคุณเพ็ญจิตราละ ” ถามอย่างสงสัยเพราะเห็นเพื่อนหนุ่มออกจะให้ความ

สนิทสนมเป็นพิเศษ จนเธอสามารถเข้าไปจัดการทุกอย่างในบ้านของธนากรดุจดังเป็นคุณ
ผู้หญิงของบ้านก็ว่าได้

   “ ก็เขาชอบอย่างไร ฉันก็เล่นไปตามบทนั้น สิ่งเดียวที่ไม่ได้ คือการเป็นเมียฉัน ” 

ธนากรตอบอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะกำชับว่า

   “ จัดการเรื่องหลานฉันให้เสร็จก่อนที่ฉันจะบินไปประชุมที่ฮ่องกงอาทิตย์หน้าด้วย ”

***********

   วสุดา  รู้สึกปวดศีรษะเล็กน้อย หลังจากที่ร้องเพลงสุดท้ายจบลง และรู้สึกเซ็ง จนต้องนิ่ว

หน้าด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งรี่เข้ามาหาเธอทันทีที่เธอลงจากเวที

   “ ผมมารับคุณ  ความจริงงานผมยุ่งมาก แต่ทนคิดถึงคุณไม่ไหว ต้องหนีประชุมมาก่อน 

คุณน่าจะโดนปรับนะที่ทำให้ผมต้องเสียงาน ”

   บ้าเอ้ย ! ..ใครใช้ให้มาเล่า   วสุดา สบถในใจ เซ็งมากจนไม่สามารถจะแกล้งฉีกยิ้มได้

   “ คุณไม่จำเป็นต้องมาก็ได้ ” เธอพูดเสียงแข็ง ด้วยความเบื่อ แต่อีกฝ่าย กลับไปตัว

เข้าใจไปอีกทาง

   “ ไม่เอาน่า … อย่างงอนผมซิ ผมแค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง ”

          วสุดาเบือนหน้าหนีอย่างเบื่อ ๆ  นายบรรจบ นี่ อะไร ๆ ก็พอทนหรอก เธอพยายาม
คิดช่วยหาข้อดีให้เขา  ในเรื่องรูปร่าง หน้าตา ฐานะ ก็เป็นสิ่งดึงดูดให้เป็นที่สนใจของผู้หญิงอื่น

ความใจกว้างมีน้ำใจที่เขามีต่อเธอ วสุดา ก็ยอมรับว่ามัน ดีมาก แต่ไอ้เรื่องที่ชอบคิดเหมาเอา

เองว่า เธอเป็นอย่างที่เขาคิด บวกกับความจุ้นจ้านอย่างถือดีของเขา ทำให้เธอทนไม่ไหวจริง ๆ

โดยเฉพาะเรื่องเหมาเดาเอาเองในความรู้สึกที่เธอมีต่อเขาแล้ว ทำให้ วสุดา แทบจะอ้วก

   “ วันนี้ ผมมีข่าวดีเรื่องบ้านของคุณด้วยนะ ผมตัดสินใจแล้วว่า ผมจะไถ่ … ”

   “ ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ” วสุดารีบตัดบท

   “ ก็ดีครับ  ผมก็ดู ๆ อยู่เหมือนกันว่าชุดนี้มันโป๊ไปหน่อย เวลาคุณขึ้นไปร้องเพลงให้คน

เห็นแล้ว ผมรู้สึกหวงนะ ” บรรจบพูด โดยคิดว่าจะทำให้เธอเห็นว่า เธอเป็นคนพิเศษสำหรับเขา

เพียงใด
   วสุดาหน้าตึง  อยากจะพูดอะไร  ที่มันเจ็บ ๆ ออกมา แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้  อย่างน้อย

ตอนนี้ เธอยังต้องพึ่งพาเขาในเรื่องเงินทอง  สิ่งที่เธอทำจึงเพียงแต่เดินอย่างเร็วไปทางห้อง

เปลี่ยนเสื้อผ้า

   “ พี่ดาครับ มีแขกที่โต๊ะ ขอพบพี่ครับ ”

   บริกรหนุ่มที่คุ้นเคยกัน เข้ามาบอกทันทีที่ วสุดาเดินออกจากห้อง

   “ พี่ไม่รับแขก ” เธอบอกห้วน ๆ

   “ เขาให้บอกพี่ว่า เป็นทนายความมาจาก ตระกูล กฤษยาพันธ์ ”

   วสุดา ชะงักนิดหนึ่ง คิ้วที่โก่งเรียว ขมวดเข้าหากันนิดหนึ่ง แล้วคลายออก รอยยิ้มเยาะ

ๆ ติดที่ริมผีปาก   มาอะไรกันจนป่านนี้   เธอคิด

   “ เสร็จแล้วใช่ไหมครับ ”

   เสียงที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับเธอสอดแทรกเข้ามา  ความตั้งใจที่จะไม่ไปพบกับ

ทนายความเลยเปลี่ยนไป

   “ ขอตัวคุยธุระเดี๋ยวนะ คุณบรรจบ “  เธอรีบบอก แล้วดุนหลังให้ บริกรหนุ่มนำหน้าเธอ

ไปโดยเร็ว

   “ นิพนธ์ ไปบอกให้รถโรงแรมรอพี่หน่อยนะ ประเดี๋ยวคุยกับแขกเสร็จจะได้รีบกลับ ” 

เธอกระซิบระหว่างทางเดินไปที่โต๊ะ

   บริกรหนุ่มยิ้ม พยักหน้าอย่างเข้าใจกันดี เพราะวสุดามักจะมีกรณีหลบเพื่อนชายคนนี้

แบบนี้บ่อย ๆ

   ถ้าวาดภาพเอาไว้ในใจอย่างนวนิยายที่เคยอ่าน  วสุดาก็ต้องแปลกใจมากที่ได้พบกับ
ชายหนุ่มมาดดี  แทนที่จะเป็นชายแก่ใจดี  เขารีบลูกขึ้นยืนเมื่อหญิงสาวเดินไปถึง

   “ สวัสดีครับ ผมชื่อวิสุทธิ์  ” เขาเอ่ยแนะนำตัวเอง

   “ วสุดาค่ะ  ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไร  เชิญพูดมาได้เลยค่ะ เพราะฉันกำลังรีบ ”

  เธอบอกเขาตรง ๆ

   “ คุณร้องเพลงได้ไพเราะมาก ”

 วิสุทธิ์กล่าวชม มองไปทีหญิงสาวเหมือจะตรวจตรา  วสุดาถึงกับจุ๊ปากอย่างไม่พอใจ

   “ ฉันกำลังหงุดหงิด  ถ้าคุณยังไม่มีเรื่องที่น่าสนใจกว่านี้จะพูด ฉันก็จะกลับละ  ”

   “ ผมขอโทษ ” ทนายหนุ่มรีบกล่าว  ท่าทาง วสุดาเป็นผู้หญิงที่เลือดร้อนไม่เบา  เขาจับ

ตาดูเธอในความสลัวของแสงไฟเมื่อพูดต่อว่า

   “ ผมอยากจะพูดกับคุณถึงเรื่องทายาทของ  กฤษยาพันธ์  เท่านั้นเองครับ “

   วสุดาไหวไหล่  เหยียดยิ้มออกมา

   “ ฟังดูหรูดีนี่ คุณหมายถึงใครละ ”

   “ ก็หนูอ้อ กับหนูไผ่ ยังไงเล่าครับ ”

   “ กิ่งอ้อ  กับกอไผ่นะเหรอ ? ” เธอทวน แล้วยิ้มขำ  “ ชักจะเป็นนวนิยายจัง เจ้าคุณย่า
หรือเจ้าคุณปู่ละคะที่ให้หา ”

   “ เจ้าคุณลุงครับที่ให้หา  เพราะเจ้าคุณปู่ และเจ้าคุณย่าเสียชีวิตแล้วทั้งคู่ ” วิสุทธิ์เล่น

มุขไปกับเธอ แล้วก็พูดเสียงจริงจังว่า

   “ คุณธนากร ที่เป็นพี่ชายของสามีคุณ และเป็นเจ้านายของผมด้วย เขาสั่งให้ผมมาคุย

กับคุณเรื่องเด็ก ๆ หน่อยเท่านั้นเอง  ไม่ทราบว่าจะมีที่เป็นส่วนตัวกว่านี้ไหม เพราะมันอาจจะ

ยาว ”

   “ คุณสรุปให้ฉันฟังสั้น ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นจะต้องอ้อมค้อม ให้มันมากเรื่อง  คิดว่าคุณคง

เตรียมมาแล้วแน่ ๆ ”

   “ ถ้างั้นก็ … พูดตรง ๆ เลยนะครับ  คุณธนากรต้องการให้หลานกลับไปอยู่ที่  กฤษยา

พันธ์  เพื่อเป็นทายาทของเขาครับ ”

   “ แล้วไง ? ”

   “ คือ คุณธนากร ทราบดีว่า ภาระการเลี้ยงดูเด็กที่กำลังกินกำลังนอนนั้นมันต้องใช้

จ่ายเงินเพียงใด  เนื่องจากเด็กก็เป็นลูกของน้องชายคนเดียวของเขา  และเขาก็รวยมากพอที่จะ

แบ่งเบาภาระคุณได้  เพราะเท่าที่ทราบตอนนี้ คุณก็มีปัญหาเรื่องเงินอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเรื่องบ้าน
ก็ติดจำนองใกล้จะหลุดอยู่แล้ว เขาก็เลยมีข้อเสนอที่คุณคงจะสนใจ ”

   “ อะไร ? ”

   “ หากคุณยินยอมให้เขาเป็นผู้ปกครองตาม กฎหมายของหลาน ๆ เขา  เขาก็ยินดีที่ตอบ

แทนคุณเท่าที่คุณต้องการ ”

   “ เงินเรอะ ? ”

   “ ก็… ทำนองนั้น ”  วิสุทธิ์ชักอึดอัด  เมื่อจับอารมณ์ของ วสุดา ได้ ว่าเธอกำลังโกรธ  จึง

รีบพูดขึ้นว่า 

   “ คุณอย่าเพิ่งโกรธนะ ธนากรไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นอะไรคุณ เพียงแต่เขาทราบข่าวมาว่า

คุณกำลังจะแต่งงานใหม่เท่านั้น หากเขารับหลานไปอยู่ด้วยก็จะทำให้การสร้างครอบครัวใหม่

ของคุณคล่องตัวขึ้น  ไม่ต้องคอยพะวงว่า สามีและลูกจะเข้ากันได้ไหม  และถ้าหากคุณต้องการ

ที่จะไปเยี่ยมเยียนลูก คุณก็ไปได้ตลอดเวลาที่   กฤษยาพันธ์  ลูกยังเป็นลูกของคุณอยู่ เพียงแต่

เปลี่ยนสถานที่เลี้ยงดูเขาเท่านั้น ”

   “ แล้วนายธนากร นี่ไม่มีลูกรึยังไง ” เธอถามขัดขึ้น

   วิสุทธิ์ หัวเราะหึ ๆ   “ คุณไม่ต้องวิตกเรื่องนั้นหรอก  ธนากรเขาไม่คิดจะแต่งงานกับ

ผู้หญิงคนไหน  ลูกของคุณจะเป็นทายาทเขาจริง ๆ ไม่ต้องห่วง ว่าเขาจะเปลี่ยนใจทีหลัง ”

   “ฉันไม่สนใจหรอกเรื่องการเป็นทายาท  เพราะไม่คิดจะยกกิ่งอ้อ กอไผ่ ให้ใคร   บอก

เจ้านายคุณได้เลย ”

   วสาพูดเสียงเข้ม  ขยับตัวลุกขึ้น  แต่วิสุทธิ์ฉุดมือไว้ก่อน

   “ นายกร  เขาก็คิดอย่างนี้เหมือนกันว่า คุณคงไม่คิดจะยกให้เขาง่าย ๆ  ดังนั้นเขาจึง

พร้อมที่จะให้คุณเรียกร้องเอาเงินเท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่คุณต้องการ เรียกได้ว่าไม่อั้นเลยละ  ”

ชายหนุ่มพยักหน้าให้เธอเหมือนกับจะให้พิจารณาข้อเสนอที่ ไม่อั้น นี้อีกที

    วสุดาสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ อย่างสะกดอารมณ์ แล้วค่อย ๆ พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ

ๆ ว่า
   “ ให้ทั้งคุณ และเจ้านายของคุณไปตายเสียเถอะ ”

   วิสุทธิ์ ถึงกับอึ้ง  ท่าทางของวสุดา ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะซื้อด้วยเงินได้ง่าย ๆ  ไอ้ที่คิดว่าจะ

ง่าย  ดันยากขึ้นมา  เขาไม่อยากจะพูดในสิ่งที่เตรียมเอาไว้เป็นแผนสอง  แต่ก็เป็นหน้าที่อีกนั่น

แหละ
   “ หากคุณไม่ตกลงในข้อเสนอนี้  นายธนากร ให้บอกว่า เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้

หลานเขากลับไป  รวมแม้กระทั่งการยื่นร้องต่อศาลเพื่อให้ได้สิทธิ์ดูแลเด็ก  ด้วยฐานะอย่างคุณ
ตอนนี้ ผมว่าคุณเป็นรองเขาแน่ ”

   วิสุทธิ์คาดผิดที่คิดว่าจะได้เห็นท่าทางโกรธปึงปังของหญิงสาว เพราะเมื่อฟังสิ่งที่เขาพูด

ออกมาหมดแล้ว  วสุดาก็หัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างขบขัน

   “ ตลกดีแท้ ๆ  พวกคุณคิดว่ากำลังจะทำอะไร  ทำไมไม่หาข้อมูลให้มันมากกว่านี้ ”

น้ำเสียงเธอเย้ยหยัน เมื่อพูดต่อ  “ กิ่งอ้อ และกอไผ่  เป็นลูกนอกสมรสนะคะ  และตอนนี้เด็ก ๆ

ก็อยู่ในความดูแลของฉันอย่างถูกต้องตามกฏหมายด้วย  จะเอาอะไรมาฟ้องละคะ ? ”

   วิสุทธิ์ ตัวแข็ง  เรื่องนี้ไม่เป็นที่คาดคิดมาก่อน  แต่เพื่อความแน่ใจชายหนุ่มเลยถามย้ำว่า

   “ นี่คุณกำลังจะบอกว่า นายธวัชชัยและคุณ ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันใช่ไหม ? ”

   “ ถูกต้องค่ะ เชิญคุณไปเชคดูให้แน่ใจได้เลย  ” วสุดาตอบแล้วขยับตัว   “ คุณคงหมด

เรื่องคุยกับฉันแล้ว เห็นจะต้องขอตัว ”

   “ เดี๋ยวครับ ” วิสุทธิ์เรียกไว้ก่อนที่วสุดาจะเดินหนี

   “ ในเมื่อข้อเสนอทางคุณธนากรยื่นมา ถูกคุณปฏิเสธ คุณจะมีอะไรเป็นอย่างอื่นไหม

ครับ ที่จะทำให้พอใจจนยอมให้คุณธนากรเขามีสิทธ์ในการปกครองหลาน ”

   วสุดา เลิกคิ้ว ถามว่า  “ เขาให้คุณถามฉันอย่างนี้ด้วยเหรอ ? ”

   “ เปล่า .. แต่เป็นหน้าที่ของผม ที่จะหาทางให้เจ้านายผมได้อย่างที่เขาต้องการ  ในเมื่อ

สิ่งที่เขาเสนอมาไม่ถูกใจคุณ  เขาก็น่าจะได้รู้ว่าคุณต้องการอะไร ”

   “ฉันไม่มีข้อเสนอ  แต่มีข้อแนะนำให้เจ้านายคุณว่า ถ้าเขาไม่ได้เป็นหมัน ก็ควรจะ

แต่งงานมีลูกเป็นของตัวเองเสียนะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา มาพรากลูกพรากแม่คนอื่นเขา ”

   วิสุทธิ์หัวเราะหึ ๆ กับคำพูดของเธอ  ถ้าธนากรมาได้ยินคงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงแน่ 

   “ มีอะไรเป็นอย่างอื่น อีกไหมครับ  ท่าทางแฟนคุณคงรอแย่แล้ว ”

   วสุดา มองบรรจบ ที่ชะเง้อคอหาเธอจนเห็นและทำท่าจะเดินมาหา  อารมณ์กดดัน

บางอย่างทำให้หญิงสาวถึงกับพูดออกมาว่า

   “ ถ้าเป็นไปได้ ฉันก็อยากจะได้เงินสักห้าสิบล้าน  และการแต่งงานกับเจ้านายของคุณ

อย่างถูกต้องตามกฏหมาย  พอไหวไหมละคะกับข้อเสนอนี้ ”

   อีกครั้งที่วิสุทธิ์ถึงกับอ้าปากค้าง  แต่แล้วก็พูดว่า

   “ ผมจะบอกข้อเสนอของคุณต่อเขา โดยเร็วที่สุด ”

   “ คุณจะบอกเขาจริง ๆ  ”  สายตาวสุดามีแววเจ้าเล่ห์

   “ เรื่องเงินไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องแต่งงานมันเป็นไปได้ยาก ผมไม่คิดว่าเขาจะตอบตกลง

หรอกครับ  แต่อย่างน้อยที่สุดคำพูดของคุณก็ช่วยผมได้ ไม่งั้นผมคงต้องกลับไปมือเปล่า ”

วิสุทธิ์พูดอย่างจริงจัง

   วสุดา  ยิ้มนิด ๆ   แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็เถอะ  เธอก็ไม่อยากจะให้มัน

ผิดพลาด

   “ หากคุณจะบอกเขาจริงละก้อ  บอกด้วยแล้วกันว่า ฉันต้องการคำตอบด้วยตัวของ

เขาเองมายืนอยู่ต่อหน้าฉันภายในพรุ่งนี้ ก่อนเที่ยง ถ้าหลังจากนั้นเป็นอันยกเลิก ”

   “พรุ่งนี้เขาต้องบินไปประชุมที่ฮ่องกงแต่เช้า ”

   “  เสียดายจังเลยนะคะ ” วสุดาพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง แล้ว ยิ้มให้เขา

   “ ถ้าฉันจำเป็นต้องใช้ทนายละก้อ ฉันต้องเลือกคุณแน่ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ” เธอพูด

ทิ้งท้ายก่อนจะ เดินหลบหลีกไปตามโต๊ะต่าง ๆ อย่างคล่องแคล่ว 


*************************************************************








*** เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่พี่ฟีแต่งเอาไว้นานมากแล้วค่ะ ใช้นามปากกาตัวเองว่า  ปานรตี   
เรียกได้ว่า ตอนเพิ่งจะทำเว็บ forwriter.com ประมาณปี 2548 เลย
สำนวนยังพอไหว แต่ดูเหมือนการพิมพ์จะมีปัญหา เพราะเมื่อก่อน เวลาพิมพ์เครื่องหมายคำพูด จะติดจากพิมพ์ดีดคือ เว้นวรรค
ในเครืองหมายคำพูดปิดเปิด   อยากให้เห็นว่า เมื่อก่อนเป็นแบบไหน เลยแก้ไขเพียงเล็กน้อยค่ะ
ก่อนนั้น คำสรรพนามตัวละครหญิง จะใช้ดิฉัน  ไม่รู้ว่า ไล่แก้หมดหรือเปล่า  หากเห็นชื่อวิเวียนโผล่ขึ้นมา ก็ให้รู้วาตอนนั้นพี่ฟีเปลี่ยนชือตัวละครมาเป็นวสุดาค่ะ
แต่อาจจะไล่แก้ไม่หมดตั้งแต่ตอนแรกเลยที่เดียว
มาอ่านเห้นตัวละครขึ้นชื่อด้วยอักษรเดียวกัน ซึ่งบางทีก็จะมีขอแนะนำว่า ไม่ควรทำเหมือนกัน
เพราะคนอ่านอาจจะเกิดความสับสนได้ง่าย หรือเอาไปเชือ่มความสัมพันธ์กันไปเสียโน่น
ก็หลายปีแล้ว ลองอ่านดูนะคะ
เดี๋ยวบทต่อๆ ไป พี่ฟีจะแก้ไขให้มากขึ้นค่ะ   
ขอบคุณค่ะ
^--^


http://forwriter.com/mysite/forwriter.com/variety/novel/road_of_love/chapter1.htm

13

สวัสดีค่ะ ^--^

ตอนแรกตั้งใจจะเริ่มเขียนเรื่อง หัวใจใส่ร้ายรัก ประมาณครึ่งปีหลัง
แต่พอเปิดแรลลี 16 แล้วไม่ครบคู่ พี่ก็จะมาลงมาเป็นคนสุดท้ายเพื่อให้ครบทุกครั้งไปค่ะ

หัวใจใส่ร้ายรัก  จะเป็นเรื่องในชุดเดียวกันกับ
...ขีดเส้นใต้ไม่ใช่แค่รัก (วางแผงแล้ว)
...พรรักจากพระจันทร์ (วางแผงแล้ว)
...เส้นรักลายหัวใจ  (กำลังรีไรท์)


เรื่องนี้ มีเค้าโครงในใจมาแล้ว
เนื้อหาในเรื่อง ก็ยังคงอยู่ในแวดวง การเป็นนักเขียน ของตัวละครอยู่
ก็จะเป็นเรื่องของ ดอกเตอร์กุลธิดา และ ดอกเตอร์ต้นฉัตร
 สองคนนี้ ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างที่ แปรจันทร์ไปเจอ ในเรื่องพรรักจากพระจันทร์
อาจจะเห็นชัดขึ้นในเรื่อง  เส้นรักลายหัวใจ
แล้วพวกเขาก็จะมีเรื่องเล่าของตัวเอง ในเรื่อง หัวใจใส่ร้ายรัก

 จากชื่อเรื่อง ก็คงจะพอทำให้เดาได้ว่า
ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง มันมาจากสิ่งที่อยู่ภายในตัวละครเสียมากกว่า
เหตุการณ์ภายนอก นำให้พวกเขามาใกล้ชิดกัน  ( pull)
แต่เพราะสิ่งที่อยู่ภายใน ทำให้พวกเขาผลักกันออก ( push)
หรือไม่ก็กลับกันไปมา ภายนอกภายในก็แล้วแต่
นวนิยายรัก เล่นกับ   push - pull เสมอค่ะ
ก็มาดูกันว่า  คู่นี้ พี่ฟีจะพาพวกเขาบอกเล่าอะไรออกมา
รอหน่อยนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ
หนึ่งลิปดา
^--^



หน้า: [1]