แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Tethys

หน้า: [1] 2
1

บทที่ 2

ผู้ชายตาสีฟ้าเขียวน้ำทะเล กลีบดอกแดนดิไลออนชวนฝัน...บอกฉันสิว่าไม่ใช่ความจริง




“บอกฉันสิว่าไม่จริง มันไม่ใช่เรื่องจริง!!”
    
จิลเลี่ยนยังอดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพันกับตัวเอง เพียงเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอดูจะเปลี่ยนไปหมด และเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
    
เมื่อวานการมาสนามบินส่งมิโกะ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเหมือนจะจบสิ้น ท้อแท้สิ้นหวัง ไร้ซึ่งอนาคต เด็กสาวอยากจะหัวเราะกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น บอกไปก็คงไม่มีใครเชื่ออย่างแน่นอน
    
มันช่างเหมือนราวกับอยู่ต่างมิติ โลกคู่ขนานเสียจริง หรือว่าทั้งหมดนั้นอยู่ในความฝัน ที่ไม่ใช่เรื่องจริง...
    
ตอนนี้ เวลานี้ เธออยู่ที่สนามบินอีกฟากหนึ่งของที่ไปมาเมื่อวาน เป็นพื้นที่ส่วนเฉพาะเครื่องบินส่วนตัว แต่ก่อนการเดินทางที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้น  เจ้านายคนใหม่ คุณแม็คคาร์ธี่พาเธอไปยังห้องพักรับรองของสนามบิน
    
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง หญิงสาว และชายหนุ่มสองคนสวมสูท ดูเป็นงานเป็นการเข้ามาต้อนรับ ทั้งคู่ต่างหันมามอง และส่งยิ้มมาให้เธออย่างเป็นมิตร เธอได้แต่งง ๆ พยายามจับต้นชนปลาย แม็คคาร์ธี่ทักทายสนทนาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกเดินไปกับสองคนยังอีกห้องหนึ่ง
    
เขาไม่ได้หันมามองเธอ ไม่ได้สั่งอะไร มันคงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอตอนนี้ จิลเลี่ยนเลยได้แต่ยืนนิ่ง เม้มริมฝีปากแน่นเต็มไปด้วยความประหม่า และรอคอย
    
“นี่ฉันควรรอคำสั่งจากเขามากกว่า ก็ฉันต้องเป็นผู้ช่วยของเขา หรือฉันควรจะแสดงความกระตือรือร้นตามติดเขาไป ว่าเขากำลังสนทนาเรื่องอะไร ทำอะไรกัน...แต่ให้ตายสิ อย่าเพิ่งเลย”
   
ความรู้สึกเริ่มขัดแย้งกับตัวเอง หน้าที่ของเธอก็ยังไม่เข้าใจ ชัดเจนอยู่ดี ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง หรือว่าสิ่งของเหล่านี้ทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกับงานรับรองแขกพิเศษของแดนดิไลออนคลับ เหมือนมาเลือกซื้อสิ่งของไว้รับรองแขก

เด็กสาวเริ่มคาดเดา เดินสำรวจ และสังเกตไปรอบ ๆ ห้อง..

ที่นี่น่าจะเป็นห้องรับรอง หรือเป็นห้องเสื้อกันแน่ เธอเริ่มจะไม่แน่ใจเท่าใดนัก…
    
เพราะเสื้อผ้ามากมายอยู่ในราวแขวน ที่ไม่น้อย 5 – 6 ราว เสื้อผ้าที่มองแวบเดียวก็เดาได้ว่าราคาคงแพงหูฉี่ รองเท้าส้นสูงหลากแบบมากกว่ายี่สิบคู่วางเรียงเป็นระเบียงอยู่บนชั้นอีกด้านหนึ่ง
    
หีบกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลลายแผนที่โลกแบบโบราณ 5 ใบ วางเรียงอยู่ไม่ห่างกัน จริง ๆ แล้วใบใหญ่ที่สุดนั้น ใหญ่ราว ๆ กับตู้เสื้อผ้าเด็กขนาดย่อม ๆ  ใบถัดมาก็ขนาดลดหลั่นกันไป เหมือนครอบครัวกระเป๋าเดินทางก็ไม่ปาน และแน่นอนแค่มองเห็น มันเป็นแบรนด์ยุโรปชื่อดังอย่างไม่ต้องมองซ้ำให้เสียเวลาอีก
    
เครื่องประดับหลากชนิด ที่เธอไม่คุ้นเคย แยกไม่ค่อยออกเท่าไร ว่าอะไรคืออะไร นอกจากสีขาวอย่างเพชร และไข่มุกขาวอมชมพู หลากสีสันของอัญมณี และเครื่องสำอางหลากหลาย วางเรียงอยู่บนผืนผ้ากำมะหยี่สีแดงสด พร้อมด้วยกระจกแต่งหน้ารูปไข่บนโต๊ะ ทั้งหมดอยู่บนโต๊ะกลางห้อง เหมือนกับห้องเสื้อชั้นสูงที่เคยเห็นผ่าน ๆ ในนิตยสารแฟชั่น
    
หรือที่นี่อาจมีการถ่ายแบบแฟชั่นก็เป็นได้..

งานถึงจะยังไม่ค่อยชัดเจน แต่การเริ่มต้นเข้ามาสัมผัสก็ดูหรูหราไฮโซ มันทำให้จิลเลี่ยนรู้สึกตื่นเต้น หัวใจพองโต เนื้อตัววูบวาบเหมือนกับการก้าวเข้าสู่โลกใหม่ โลกที่ไม่ใช่แบบของเธอ ไม่ใช่แบบของแม่ และไม่ใช่ของมหาเศรษฐีอย่างเดย์โอ
    
มันดูสูงศักดิ์ ราวกับราชสำนักแบบยุโรปทีเดียว...
ซึ่งนั่นมันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเอง ต่ำต้อยลงไปอีกมากมาย

    
แต่แล้วเด็กสาวก็ต้องสะดุ้งสุดตัว ขณะที่ยืนหันหลังก้ม ๆ เงย ๆ มองเครื่องประดับต่าง ๆ บนโต๊ะอย่างเพลิดเพลิน
    
“ชอบไหม”
    
กลิ่นอ่อน ๆ จากโคโลญจ์ของเขา ที่เธอเริ่มคุ้นกลิ่นเป็นอย่างดี จากการนั่งข้าง ๆ เงียบ ๆ มาในรถลีมูซีน เสียงของเขาฟังกังวานอยู่ข้าง ๆ หูของเธอ
    
“เอ่อ... คือ”
    
จิลเลี่ยนอึกอัก ไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาหมายความว่าอะไรกันแน่
    
“ผมเลือกเสื้อผ้าให้คุณไว้บ้างแล้ว คุณลองไปเลือกตามที่คุณพอใจเพิ่มอีก”
    
“ฉัน...เอ่อ ชอบ...ให้ฉันเลือกหรือคะ” เด็กสาวงงงัน จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เข้าใจ แต่สายตาคู่นั้นก็ราวกับมีมนต์สะกด จนหัวใจเต้นโครมคราม
    
“เลือกอย่างที่คุณชอบ... ผู้หญิงดูสวยที่สุด เมื่อสวมกระโปรงยาว ผ้าเบา ๆ และลูกไม้หวาน ๆ ”
    
“ฉันเลือกไม่ถูกหรอกค่ะ ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางชั้นสูงอะไรแบบนี้” ก่อนที่เธอจะพูดไปตามความรู้สึกต่อ ก็ต้องหุบปากสนิท เขาส่ายหน้า อมยิ้ม รวมทั้งสายตาอ่อนโยนที่ทอดกลับมา มันทำให้รู้ตัวว่า เธอคงพูดอะไรผิดไป
    
“ขอโทษค่ะ ฉันจะพยายามเรียนรู้ ถ้าตรงนี้เกี่ยวข้องกับงานของฉัน”
    
เขาส่ายหน้าอีกครั้ง รอยยิ้มที่ปรากฏ เหมือนจะขบขันราวกับเอ็นดู มากกว่าจะเยาะเย้ย
    
“ใช้สัญชาตญาณของความเป็นผู้หญิงนำทาง ใช้หัวใจของคุณเลือก อย่างที่คุณชอบ อย่างที่คุณอยากจะใส่มัน เพราะทั้งหมดมันจะเป็นของคุณ หรือผมควรจะพูดว่า คุณควรรับรอง ดูแลตัวเองให้มีความพึงพอใจสูงสุด ก่อนที่จะไปดูแลแขกพิเศษของแดนดิไลออน”
    
จิลเลี่ยนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น เธอคงไม่ได้ฟังผิด หรือเข้าใจความหมายที่เขาพูดผิด
    
“นึกว่าต้องเลือกให้ลูกค้า แต่นี่สำหรับฉันเองก่อนหรือนี่  หรือนี่เป็นแบบทดสอบ ฝึกภาคการทำงานหรือไร...   “
    
โอ้ แม่เจ้า! เด็กสาวหันไปมองรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง อยากบอกเขาเหลือเกินว่า ทั้งหมดที่มองเห็นอยู่นี่ มันไม่ใช่สไตล์ของฉันเอาเสียเลย...
    
“งั้นเดี๋ยวสเตฟานและแอนนาจะมาช่วยคุณเลือกเสื้อผ้าจัดลงกระเป๋าเพิ่มอีก พร้อมกับช่วยแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมให้ใหม่ ทั้งสองคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ คุณพยายามเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากพวกเขาให้มากที่สุด ในเวลาอันจำกัดนี้”
    
เด็กสาวบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรในตอนนี้ แต่ก่อนที่เขาจะเดินกลับเข้าไปห้องอีกด้านหนึ่งอีกครั้ง  เสียงทุ่มนุ่มก็ดังฟังชัด จนเธอรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาได้ในทันที
    
“ผมอยากเห็นคุณเป็นผู้หญิงที่งามสง่า และสวยที่สุด ให้เหมาะกับแดนดิไลออน และทำงานคู่กับผม”
   
จิลเลี่ยนพยักหน้ารับคำ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็นคนพิเศษ เธอเริ่มพอเข้าใจเลา ๆ ไม่แปลกใจเลยกับการกระทำ คำพูดใส่ใจที่เขาใส่ใจ จนดูจะเกินเป็นนายจ้าง ลูกจ้าง เธอเชื่อได้เลยว่าลูกค้าของเขา ต้องรู้สึกดีกับการเป็นคนพิเศษที่สำคัญแบบนี้นี่เอง
   
เด็กสาวพยายามเข้าใจบทเรียนรู้ในเวลาอันแสนสั้น เธอพยายามเรียนรู้การแต่งตัว การเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับ การแต่งหน้าให้เข้ากับเสื้อผ้า และบุคลิกของตัวเอง จากคำแนะนำของสเตฟานและแอนนา เจ้าหน้าที่จากห้องเสื้อแบรนด์หรูของฝรั่งเศส ที่เธอเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่ามีสาขาอยู่ในเมืองนี้เสียด้วยซ้ำ
   
“เอาล่ะ ตอนนี้คือตอนสำคัญ คุณแม็คคาร์ธี่ชอบให้พนักงานทุกคนของแดนดิไลออน รู้สึกเสมอว่าตัวเองงดงาม และนำเสนอความงามนั้นออกไป อย่างภาคภูมิใจ”
   
สเตฟานพยักหน้า น้ำเสียงย้ำตอนท้าย แต่จิลเลี่ยนรู้สึกว่าความภาคภูมิใจของตัวเองยังไม่เกิดขึ้นสักเท่าไรเลย แอนนารีบเสริมในทันที ทั้งคู่สลับกันแนะนำ จนเด็กสาวเริ่มรู้สึกมึน ๆ
   
“ปกติแล้วคุณแม็คคาร์ธี่เธอชอบผ้าชีฟอง บางเบา ผ้าฝ้ายทอเนื้อนุ่มบาง ผ้าลูกไม้ อะไร ๆ ที่สีพาสเทล หวาน ๆ สำหรับแต่งตัวในแต่ละวัน ให้ดูสมเป็นผู้หญิงที่บอบบาง น่าทะนุถนอม แต่หากเป็นการออกงาน หรือพบลูกค้า เธอจะชอบสีเข้ม สีจัด ผ้าทอเนื้อหนัก หรือไม่ก็กำมะหยี่ กระดุมโลหะวาว ๆ  แบบเสื้อที่ดูหรูหรา สง่างาม มั่นใจ ไม่ก็ทะมัดทะแมง”
   
“ผมของคนเอเชียอย่างคุณดำสวยดีอยู่แล้ว รักษาสุขภาพผมให้แข็งแรง สะอาด เงางาม  ดำขลับตลอดเวลา บางวันอาจใช้ที่ม้วนผมเป็นลอน ๆ ช่วย เปลี่ยนบรรยากาศ แต่ถ้าออกงานก็รวบผม หรือเกล้าขึ้น เสียบด้วยรัดเกล้าเล็ก ๆ จะดูดีมากเลย รับกับโครงหน้า และเรือนร่างของคุณด้วย”
   
จิลเลี่ยนเริ่มรู้สึกตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่มีคนดูแล หยิบโน้นนี่ให้เรียนรู้ นี่เธอจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองชนิดที่เชื่อได้ว่า มิโกะ หรือแม่ของเธอคงไม่มีวันจำได้อย่างแน่นอน
   
“มาสิคะลองเลือกชุดที่คุณอยากได้ และคิดว่าชอบ โดยยึดตามคำแนะนำของพวกเรา คุณแม็คคาร์ธี่อยากให้คุณเปลี่ยนชุดที่ใส่อยู่นี้ ทิ้งไว้กับเราได้เลยนะคะ”
   
ใจหายแวบ ๆ กับการต้องเปลี่ยนตัวตนอย่างที่เป็น และไปเป็นอีกคน กับชีวิตการทำงาน บางความรู้สึกเล็ก ๆ รู้สึกว่ามันเป็นความถูกต้องหรือเปล่า

หรือนี่คือการพัฒนา การเติบโตจากเด็กหญิง จินนภา วรรณวัฒนะ เด็กสาวตัวน้อยจากกรุงเทพฯ ประเทศไทย ที่แม่หอบข้ามซีกโลก เปลี่ยนสัญชาติใหม่ เปลี่ยนชื่อใหม่ ให้เป็น จิลเลี่ยน เพื่อเข้ากับสังคมฝรั่ง และตอนนี้เธอกำลังจะเป็นหญิงสาวเต็มตัว ก้าวกระโดดเข้าสู่โลกของคนทำงาน ที่ไม่รู้จะเป็นอย่างไร แต่ต้องเป็นสังคมฝรั่งชั้นสูงมากแน่ ๆ

สิ่งที่เธอได้รับอยู่นี่ ดูเหมือนจะเป็นสวัสดิการคนทำงานที่เหลือเชื่อมาก ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำงานด้วยซ้ำ เด็กสาววาดภาพตัวเองในโลกทำงานอย่างฟุ้งกระจาย ขณะเลือกเสื้อผ้าของตัวเอง ท่ามกลางเทรนเนอร์พิเศษ ตอนแรกก็เหมือนสนุก ๆ แต่เมื่อสเตฟานกับแอนนาส่ายหน้ามาก ๆ เมื่อเธอหยิบชุดที่ผิดมาลอง เธอก็เริ่มผวา เหมือนกับการเล่นเกม แล้วเมื่อผิดก็มีเสียงออดแผดดังสนั่น

    
มันตลกสิ้นดี ไม่รู้เวลาผ่านไปแค่ไหน แต่ต้องมากกว่าชั่วโมงที่เธอจะเลือกเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า และแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย รองเท้าส้นสูง ที่ไม่คุ้นมาตั้งแต่สมัยงานพร็อม เกือบทำหน้าคว่ำ หกคะเมนอยู่หลายครั้ง รวมทั้งสูท กระโปรงแคบยาวสีดำ มีผ่าเล็กน้อยช่วงปลาย เสื้อตัวในเป็นผ้าซาตินสีฟ้าอ่อน ๆ คอตั้งเป็นลูกไม้สีขาว  ดูงามสง่า สวยสมกับเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่มันช่างอึดอัดแสนสาหัส

“เยี่ยมมากค่ะ สวยสง่า อ่อนวัยจริง ๆ แต่งหน้าอ่อน ๆ ไว้นะคะ คุณมีผิวเข้ม คมขำอยู่แล้ว แต่งเข้มเฉพาะเวลาออกงานเท่านั้น”

“ทุกสามเดือน เราจะเก็บไซส์ของคุณไว้ และส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ไปเพิ่มให้อีก พยายามอย่าให้รูปร่างเปลี่ยนนะ อย่างนี้เพอร์เฟ็กท์สุด ๆ แล้ว”

“คุณแม็คคาร์ธี่ต้องพอใจมากแน่ ๆ “

จิลเลี่ยนมองเงาสะท้อนในกระจกบานยาว รู้สึกเหมือนไม่ใช่ตัวเอง กลับดูเป็นหญิงสาวในชุดทำงาน ผมยาวสลวยของเธอ ถูกถักเปีย และรวบเกล้าเก็บไว้ในตาข่ายครอบมวยผมลูกไม้สีดำ ไรผมเล็ก ๆ ที่อยู่เหนือหน้าผาก ไรหู และต้นคอ ทำให้เธอดูอ่อนหวานขึ้น  เธออยากรู้เหมือนกันว่า คุณแม็คคาร์ธี่จะให้คะแนนพอใจ ที่ต้องทิ้งเสื้อแจ็คเก็ต กางเกงยีนส์ตัวโปรดของเธอเท่าไร

“อ่อนวัยหรือ นี่ถ้ามีแว่นสายตา เธอคงเริ่มเหมือนครูสอนวิชาวรรณคดีวัยเจ็ดสิบในวิทยาลัยจริง ๆ “ เด็กสาวปัดความคิดเป็นเรื่องขำ ๆ ขณะที่แอนนาส่งแว่นกันแดดที่ดูนำสมัยให้ เหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจกับเสื้อผ้าในชุดแบบนี้

“อึมม์ ขอบคุณค่ะ ค่อยรู้สึกเป็นตัวเองหน่อย”

จิลเลี่ยนอมยิ้ม นึกสนุกแก้เครียด เธอขยับตัว หมุนซ้ายหมุนขวาหน้ากระจก พยายามทำท่า ยกแขนพอยท์เท้าให้เหมือนนางแบบตามหน้านิตยสาร จนทั้งสเตฟานและแอนนาหัวเราะคิก แต่พอเด็กสาวหันตัวกลับมาอีกที ชายหนุ่มเจ้านายของเธอก็ยืนอยู่ตรงหน้า ปรบมือเบา ๆ  เขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร สายตาที่ส่งกลับมา เหมือนบ่งบอกความพึงพอใจ แต่มันกลับให้เธอรู้สึกประหม่า หน้าแดง ตัวร้อนขึ้นวูบ ๆ เสียอย่างนั้น

“เยี่ยมจริง ๆ ผมว่าเราพร้อมกับการเดินทาง ไปทำงานต่อกันเสียที แอนนา สเตฟาน ขอบคุณคุณทั้งสองคนมาก แล้วคงได้พบกันอีก”

แม็คคาร์ธี่กล่าวลา ก่อนเดินออกไปจากห้อง มีพนักงานสนามบินสองสามคนเดินเข้ามาพร้อมกับรถเข็นเพื่อขนกระเป๋าเสื้อผ้า คราวนี้จิลเลี่ยนได้สติรีบกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ร้านเสื้อทั้งสองคน ก่อนรีบสาวเท้าก้าวตามชายหนุ่มออกไป

แน่นอน รองเท้าคัทชูส้นสูง กับกระโปรงทรงแคบแบบนี้เธอคงต้องใช้เวลาคุ้นเคยกับมันอีกนาน และต้องไม่ล้มคว่ำบาดเจ็บก่อนได้ทำงานจริงจัง



จิลเลี่ยนอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับเครื่องบินส่วนตัวลำหรู เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้ขึ้นมานั่งแบบนี้ ภายในเครื่องเหมือนกับห้องทำงานเคลื่อนที่ มุมโซฟานั่งสบาย ๆ อยู่ด้านหนึ่ง ด้านที่เธอและเจ้านายนั่งนั้นเป็นที่นั่งเหมือนในห้องผู้โดยสารเครื่องบินปกติ แต่เบาะนุ่มสบายผิดกันชนิดคนละเรื่อง ด้านในมีมุมนอนเป็นส่วนตัว ห้องเตรียมอาหาร และห้องน้ำ พนักงานต้อนรับดูแลประจำเครื่องเป็นหญิงสาวสวยสองคน กัปตันและนักบินผู้ช่วยอีกสองคน เหมือนจะได้ไม่เหงาระหว่างการเดินทาง

“ยังไงคุณพักผ่อนก่อน นอนให้เต็มที่ ใกล้ถึงแล้วผมจะปลุก แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องงานเป็นจริงเป็นจังอีกทีเมื่อถึงแดนดิไลออนแล้วกัน”

ตลอดเส้นทาง จิลเลี่ยนไม่แน่ใจนักว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่ดูเหมือนจะมากกว่า 6 ชั่วโมง เธอจำได้ว่า หลังจากที่ทานอาหารว่าง เธอก็เผลอหลับไปอยู่หลายรอบ คงเพราะที่ตาค้าง ไม่ได้หลับเป็นเรื่องเป็นราวมาตั้งแต่เมื่อคืน  บางช่วงที่ลืมตาขึ้นมา แม็คคาร์ธี่ชวนเธอพูดคุยเรื่องทั่ว ๆ ไปบ้าง เขาเดินคุยโทรศัพท์บ้าง หยิบโน้ตบุ้คออกมาทำงานบ้าง

เธออดไม่ได้จะสังเกตผู้ชายตาสีเขียวอมฟ้าน้ำทะเลคนนี้ ผมสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง ผิวเข้มที่คงผ่านจากการอาบแดด หรือเล่นน้ำทะเล หรืออยู่กลางแจ้งบ้างพอสมควร ไม่ได้ขาวซีดจนดูน่ากลัว หากมิโกะมาเห็น เธอคงจัดเขาอยู่ในเกณฑ์หนุ่มยุโรปหล่อคนหนึ่งทีเดียว

จิลเลี่ยนอยากเดาอายุของเขาก็กลัวพลาด คนต่างชาติมักดูแก่เกินอายุจริง ๆ ยิ่งผู้ชายตรงหน้าบางทีก็ดูสุขุมจนน่าจะเดาอายุซัก 40 อัพ แต่บางมุมก็ดูเหมือนอายุแค่ 30 ต้น ๆ  เด็กสาวนั่งเดาอายุ หาเหตุผลมาสนับสนุนในใจ ซึ่งนั่นก็ฆ่าเวลาให้ผ่านไปได้เป็นชั่วโมง

บุคลิกของแม็คคาร์ธี่ดูอบอุ่น โดยเฉพาะน้ำเสียงเวลาที่เขาพูดไม่ว่ากับเธอ หรือพูดปกติกับคนอื่น เต็มไปด้วยความห่วงใย ใส่ใจ รอยยิ้มชวนฝัน ดูมีเสน่ห์ จนบ่อย ๆ ที่เธอจะรู้สึกเขิน ๆ เวลาเขามองมาตรง ๆ
เธออยากแสดงความกระตือรือร้น พูดคุยกับเขาเรื่องงาน แต่สมองและดวงตาของเธอก็อ่อนล้าเต็มที เมื่ออยู่ในบรรยากาศเงียบ อุณหภูมิกำลังสบาย มีเพลงบรรเลงเบา ๆ  ปุยเมฆและสีฟ้าสดใสนอกหน้าต่าง ก็ทำให้เธอหลับยาวไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย

   

พนักงานให้บริการบนเครื่องปลุกจิลเลี่ยนเมื่อเครื่องบินลดระดับ เธองัวเงียอยู่ครู่หนึ่ง กว่าจะตั้งสติว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน ก่อนจะละล้าละลังลงจากเครื่องบินตามแม็คคาร์ธี่เข้ามายังอาคารตรวจเอกสารกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง  ไม่มีการซักถามอะไรมาก และเมื่อเรียบร้อย แทบจะไม่เสียเวลา เจ้านายของเธอก็พาเดินออกมายังสนามบินอีกฟากหนึ่ง

“เพื่อเซฟเวลา เราจะไปต่อด้วยเครื่องบินเล็ก ไว้วันหลังผมจะพาคุณนั่งเรือแล้วมาเที่ยวนีซกัน คุณคงน่าจะชอบ”

เด็กสาวได้แต่ทำตาโต และยิ้ม ๆ เธออยากบอกว่าเธอยังงุนงงกับสถานภาพของตัวเองอย่างเหลือเกิน เพียงแค่หนึ่งวันเธอผ่านสิ่งต่าง ๆ มาอย่างเหลือเชื่อ มันดูจะเหมือนเกินกว่าความฝัน และแทบไม่น่าจะใช่ความจริง แต่มันก็คือความจริง น่าเสียดายที่ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จากเครื่องบินส่วนตัวลำโต มาเป็นเครื่องบินเล็กสี่ที่นั่ง พร้อมนักบิน วิวของเมืองริมทะเล และท้องทะเลด้านล่าง ทำให้เธอหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง  ไม่ถึงยี่สิบนาที แมคคาร์ธี่ชี้นิ้วมาทางด้านหน้าต่างของเธอ ดวงตาสีเขียวอมฟ้าเป็นประกายสดใส รอยยิ้มแห่งมิตรภาพอยู่บนหน้าเจ้าของ ซึ่งจิลเลี่ยนรู้สึกได้ทันที

“แดนดิไลออนคลับ ยินดีต้อนรับครับ”

เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงเธอก็เริ่มเห็นเกาะรูปร่างเหมือนผีเสื้อสีเขียว ๆ อยู่เบื้องหน้า เครื่องบินวนรอบ เกาะอยู่สองรอบ ราวกับกำลังเชื้อเชิญต้อนรับเธออยู่จริง ๆ ทำให้เด็กสาวมีเวลามองอนาคตของตัวเธอบนอาณาเขตผืนที่กว้างใหญ่เบื้องล่าง ซึ่งคงไม่อาจเดินสำรวจโดยรอบได้ภายในวันเดียว

จิลเลี่ยนรู้สึกตระการตา หัวใจพองโต ตื่นเต้นกับความสวยงามของภาพที่เห็นตรงหน้า  ความเขียวชอุ่มของป่า เนินทุ่งหญ้าเขียวขจี  เนินเขา ผาหย่อม ๆ  ทุ่งกว้างสีเหลืองของดอกแดนดิไลออน  และผืนน้ำสีฟ้า ฟองคลื่นสีขาว  ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม แทรกตัวด้วยสิ่งก่อสร้าง โดดเด่นด้วยอาคารกระจกสีขาวดูทันสมัย ถัดมามีสระว่ายน้ำสีฟ้าขนาดใหญ่  อีกด้านหนึ่ง เป็นแมนชั่นหรู บ้านพัก สระว่ายน้ำขนาดเล็ก และเรือนแถวกระจายอยู่ห่าง ๆ สองสามหลัง ทั้งหมดที่เห็น ทำให้เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองหดเหลือนิดเดียว
   
“อาคารกระจกตรงนั้นจะเป็นห้องทำงาน และที่พัก  พนักงานบางส่วนจะแยกพักอยู่บริเวณเรือนแถวนั่น  ส่วนแมนชั่นท้ายเกาะติดกับสนามบินจะเป็นที่พักของผู้ลงทุน ผู้บริหาร และลูกค้าพิเศษของแดนดิไลออน คืนนี้คุณคงได้พบกับพวกเขาบางคน”
   
“ไม่น่าเชื่อ จะมีที่หรูหรา ตระการตาใหญ่โตขนาดนี้ กลางทะเล ห่างไกลเมืองแบบนี้”
   
“มันเป็นความภูมิใจของพวกเราทุกคน”
   
น้ำเสียงของเขาบอกอย่างนั้น แต่สิ่งที่เห็นในสายตาของเขานั้น มันบอกถึงความภูมิใจของตัวเองมากที่สุด
   
“นอกจากความภูมิใจแล้ว ผมพูดได้เต็มปากว่า ผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่... ในตอนนี้”
   
แต่คราวนี้เด็กสาวรู้สึกได้ทันทีทั้งเสียงที่แผ่วลงในตอนท้าย สายตาที่เหม่อมองออกไปด้านหน้า พร้อมกับเสียงถอนหายใจเบา ๆ จากท่าทีของเขา เธอมั่นใจว่าเขาต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ค่อยดี ซุกซ่อนอยู่ในใจแน่ ๆ …
   

เหมือนอย่างที่เขาบอกไว้บนเครื่องบิน หลังจากเครื่องลงจอด มีเจ้าหน้าที่ขับรถกอล์ฟไฟฟ้ามารับ  บางความรู้สึกเหมือนอยู่บนเกาะลับ ที่มีห้องทดลองของหน่วยงานราชการอย่างที่เคยเห็นบ่อย ๆ ในหนัง เพราะโดยรอบดูเงียบเชียบ มีแต่ป่าละเมาะ ไม่ใช่เกาะรีสอร์ตท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยผู้คน เวลาที่เธอมาถึงบ่ายคล้อยเกือบเย็นแล้ว พนักงานคงต่างง่วงอยู่กับการทำงาน หรืออาจจะกลับที่พักไปพักผ่อนแล้ว

“กระเป๋าของคุณจะตามไปคอยที่ห้องพัก  แต่เราจะแวะไปดูที่ทำงานก่อน แล้วส่งคุณเข้าห้องพัก ก่อนสองทุ่มดินเนอร์มื้อเย็นค่อยพบกันอีกที”

แม็คคาร์ธี่บอกโปรแกรมของวันนี้อย่างคร่าว ๆ เธอได้แต่ยิ้มและพยักหน้ารับทราบ เพียงชั่วอึดใจทั้งเขาและเธอก็มาถึง อาคารกระจกรูปตัวแอล 3 ชั้น สีขาว เป็นอาคารกระจกดูทันสมัย ภายในตกแต่งด้วยผ้าม่าน โคมไฟ ภาพวาดยุควิคเตอเรียน ทำให้ดูหรูหรามากยิ่งขึ้น แต่ในความรู้สึกของเธอมันช่างเงียบเชียบมากมาย   
   
จิลเลี่ยนพยายามข่มความรู้สึกตื่นเต้น ประหม่าของตัวเอง แต่เธอก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ ความมั่นใจในตัวเองเริ่มกะพริบเป็นสัญญาณเตือนว่าพลังอ่อนเหลือน้อยเต็มที
   
“กลัวหรือ ที่นี่ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก  สักพักเดี๋ยวก็คุ้น มาสิ ผมจะพาคุณไปรู้จักกับคนอื่น ๆ กับการทำงานก่อน ”
   
น้ำเสียงอ่อนโยนนั้น ช่วยทำให้เธอผ่อนคลายลงไปได้เยอะ ดวงตาสีเขียว และรอยยิ้มนั้นทำให้หัวใจเธอฟูขึ้น ความมั่นใจเริ่มกลับมามีพลัง ตั้งใจเตรียมพร้อมกับการทำงานขึ้นอีกครั้ง...
   
เด็กสาวให้สัญญากับตัวเองว่าจะเรียนรู้ระบบ และคุ้นเคยกับสิ่งรอบตัวใหม่โดยเร็วที่สุด ชายหนุ่มพาเธอขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นสาม ด้านขวามีประตูห้องต่อเนื่องอยู่หลายบาน อีกด้านเป็นกระจกบานยาว ตลอดทางเดินดูเงียบ ๆ หากไม่มีเสียงเพลงบรรเลงที่ดังออกมาเบา ๆ หรือถ้าไม่เพราะแสงสว่างอ่อน ๆ ที่ผ่านกระจกเข้ามา ซึ่งถ้าเป็นตอนกลางคืนแล้วคงวังเวง น่ากลัวอยู่ไม่น้อย 
    
แม็คคาร์ธี่พาเธอมาหยุดหน้าห้องหนึ่งก่อนสุดทางเดิน เขาหันมามองเธออีกครั้ง ก่อนกดปุ่มปลดล็อกประตู และเชื้อเชิญให้เธอก้าวเข้าไป และในทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก ภาพของกลุ่มคนกับการทำงานที่ปรากฎให้เห็นอยู่ตรงหน้า ทำให้เธอต้องหาข้อมูลในสมองมาอธิบายเพิ่มให้ตัวเองมากมาย ความรู้สึกเหมือนเอกสารที่อ่านไปเมื่อเช้ากำลังหวนกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว...
    
จิลเลี่ยนกะพริบตาถึ่ ๆ เฝ้ามองการทำงานที่กำลังดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ พยายามจะปรับตัวเองให้เข้าใจ แต่หัวใจของเธอก็เหมือนถูกกระตุกอยู่ตลอดเวลา ก่อนจะรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เมื่อความคิดจะเริ่มปะติดปะต่อให้เข้าใจอย่างชัดเจน…

   

**โปรดติดตามอ่านในบทต่อไป**


2
Dandelion คลับรักรัญจวนฝัน

ความทรงจำยังคงชัดเจนอยู่ในห้วงความรู้สึก ทุกครั้งที่เห็นละอองของดอกแดดิไลออนฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
กลิ่นไอแห่งท้องทะเลไม่มีวันจางไป บทเพลงยังแว่วกังวานหวาน

ทุกๆ รสสัมผัสยังคงติดตรึง...
สักวันเราคงต้องได้เจอกันอีก...ใช่ไหม แดนดิไลออน



1.   การตัดสินใจกับการเดินทาง


    
ในที่สุดจิลเลี่ยนก็บอกกับตัวเอง และตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่กลับไปบ้านแม่อีก ไม่ไปทำงานกับบริษัทใหญ่โตมโหฬารของพ่อเลี้ยง และไม่มีวันกลับไปอยู่ร่วมบ้านกับพี่ชายต่างพ่อต่างแม่คนนั้น

 “จริง ๆ คิดใหม่ก็ได้นะ จิล ทำแบบนี้แม่เธอคงไม่มีความสุข”
    
มิโกะจัง เพื่อนสนิทร่วมห้องชาวญี่ปุ่นยังคงหว่านล้อมเด็กสาวให้ตระหนักถึงแม่คนเดียวที่เธอมี แต่เธอรู้ตัวดีว่าเอาใจแม่มานานเกินไปแล้ว นานตั้งแต่แม่หอบเธอข้ามน้ำข้ามทะเลจากผืนแผ่นดินไทยมาอยู่แผ่นดินนี้ตั้งแต่เธออายุแค่ 10 กว่าขวบ
       
ความจริงแล้วแม่มีความสุขมาตลอดทั้งชีวิต ไม่ว่าพ่อจริง ๆ ของเธอมีชีวิตอยู่ หรือตายจากไป และเธอมั่นใจว่ายิ่งตั้งแต่แม่แต่งงานใหม่เมื่อหลายปีก่อน มีเพื่อนร่วมชีวิตใหม่ และเธอก็มั่นใจว่า ตัวเธอเองต่างหาก ที่ไม่เคยมีความสุขในชีวิตเลย
    
เธออาจจะเลี่ยงหน้าพ่อเลี้ยง และพี่ชายได้ตลอดทุกปิดเทอม แต่นี่เมื่อเรียนจบแล้ว ดูมันจะยากเหลือเกินที่จะหาเหตุผลใด ๆ ที่ไม่เข้าไปอยู่ที่บ้านหลังนั้น
    
“อีกสามวันเองนะ หรือเธอจะลองไปเสี่ยงกับฉันดู บ้าน ครอบครัวฉันต้อนรับเธอเสมอ”
    
เวลาในหอพักของวิทยาลัยแห่งนี้เหลือเพียงอีกสามวัน นั่นคือปัญหาใหญ่ที่ตามมา กับการตัดสินใจของจิลเลี่ยน มิโกะเองก็ต้องกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนที่ญี่ปุ่นของเธอ
    
เงิน เป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้  หญิงสาวไม่อาจเข้าใจโชคชะตา ก่อนหน้าเรียนจบหลายเดือน เธอสมัครงานไว้มากมายหลายที่
    
แต่ทุกที่ที่สมัครก็ปฏิเสธกลับมาอย่างนุ่มนวล…
    
“ต้องขอโทษด้วย แต่เราไม่อาจรับคุณเข้าทำงานได้ เราเกรงว่าจะมีปัญหากับเดย์โอ”
    
บางส่วนก็เพราะพ่อเลี้ยงมหาเศรษฐีที่มีอิทธิพลนั่นเอง ใคร ๆ ก็รู้ ว่า เดย์โอ ใหญ่โตคับฟ้าเมืองนี้ และโดยรัศมีพื้นที่รอบ ๆ แค่ไหน  จิลเลี่ยนไม่ได้ใช้นามสกุลของเขา แต่เขาก็แสนจะภาคภูมิใจกับแม่และลูกติดอย่างเธอ และพร่ำบอกกับใคร ๆ ว่า เธอเป็นลูกสาวของเขา และพร้อมจะยกธุรกิจอะไรก็ได้ที่เขามีนับไม่ถ้วน ตามที่เธอจะเอ่ยปากขอ
    
เธอเองไม่ได้รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อย และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ไม่อยากมีชีวิตแบบอยู่ภายใต้เงาของใคร และยิ่งเงาของลูกชายเพียงคนเดียวของเขาเอง จัสติน และเพื่อน ๆ ก๊วนของเขา ที่ชอบมองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ มาตลอดตั้งแต่เธอยังเรียนไฮสคูล ก่อนเข้าเรียนในวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ
    
เธออาจพอเข้าใจว่าพวกนั้นไม่เคยเห็นเด็กเอเชียมาก่อน  แต่ไม่เข้าใจที่ เพราะเธอเกิดมาเป็นเด็กผู้หญิง มันไม่ใช่เพราะความน่ารัก น่าเอ็นดูน้องสาวต่างชาติแน่ ๆ แต่ต้องเป็นเพราะพวกนั้นหื่นกระหายความเป็นเด็กสาวของเธอ มันก็ไม่ต่างจากพวกฝูงหมาไนที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ  เธอเกลียดจัสติน และเพื่อน ๆ ทั้งชายหญิงของเขาจับใจ
    
และไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นญาติพี่น้องร่วมบ้าน หรือ ร่วมโลก
    
ทุกครั้งที่เธอต้องไปค้างกับแม่ในคฤหาสน์หลังมหึมา แม่และเดย์โอจะต้องมีเหตุบินไปต่างเมือง และพวกนั้นก็ต้องมีปาร์ตี้ที่บ้าน ทั้งเหล้า และยา พวกนั้นล้อเลียน แทะโลม ข่มขืนกลืนกินเธอด้วยสายตา และวาจา และพวกมันพยายามจะสัมผัสเนื้อต้องตัวของฉันเหมือนเป็นแค่ตุ๊กตา หรือของเล่นชิ้นหนึ่ง
    
มันช่างน่าอับอายและขยะแขยงเป็นที่สุด... 
    
นั่นล่ะคือเหตุผลทั้งหมดที่มากพอแล้วสำหรับจิลเลี่ยนที่ไม่ต้องการจะกลับไปอยู่กับแม่... 
    
ขอเพียงที่ไหนก็ได้ให้ไกลห่างจากพวกตระกูลเกลนวู้ด!!

    
แต่การใช้ชีวิตลำพังที่ปราศจากงานการในตอนนี้เป็นเรื่องแสนสาหัส แม้เด็กสาวพอจะมีเงินจากประกันชีวิตของพ่อแท้ ๆ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก มันหมดไปกับค่าเรียน ค่าใช้จ่ายตลอดทั้ง 4 ปี

แค่ที่พัก แค่อาหาร ให้มีชีวิตอยู่รอด เธอเองก็ไม่รู้จะอยู่ไปได้นานอีกแค่ไหน หากไม่มีงานทำ  งานหรือ แค่เธอเคยทำงานตามร้านอาหารใกล้ ๆ กับวิทยาลัย ก็ร้อนถึงแม่ตามมาเทศนา สาธยายถึงความอับอายขายขี้หน้าของเดย์โอ และการซุบซิบ นินทา เสียดสีของคนในสังคมของพวกเขา  แถมคนของเดย์โอยังตามสังเกตการณ์ และห้ามให้ร้านอาหาร หรือร้านใด ๆ รับเธอเข้าทำงาน
   
“จิล ลูกต้องเข้าใจว่า ลูกไม่ใช่ตัวคนเดียว ทำอะไรก็ต้องคิดถึงเดย์โอ เขาเสียหายมากนะ ที่ลูกทำตัวแบบนี้ .. ถ้าไม่คิดถึงพวกเขา คิดถึงแม่หน่อย ขาดเหลืออะไรก็บอกแม่ได้”    
แม่ของเธอทนไม่ได้ ที่เธอทำตัวเหมือนเด็กกำพร้ายากจน ไร้ญาติขาดพี่น้องเช่นนั้น และมันจบลงด้วยเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ตามประสาแม่

“แม่จะเพิ่มเงินในบัตรเครดิต และบัญชีเงินฝากอีกต่างหาก ถ้าอยากทำงานล่ะก็ มาบอกแม่อีกทีแล้วกัน แม่จะบอกเดย์โอให้”
    
จิลเลี่ยนไม่ได้สนใจบัตรเครดิตใบนั้น หรือแม้แต่บัญชีเงินฝากบัญชีที่มีชื่อเธอก็ตาม ถือว่ามันเป็นกองทุนเงินสะสมของแม่คนเดียว ไม่ใช่ของเธอก็แล้วกัน
    
เหมือนมีเพียงมิโกะคนเดียวในโลกที่ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของเธอบ้าง แม้จะไม่ทุกเรื่องก็ตาม แต่เธอถือว่ามิโกะจะน่ารักกับเธอแค่ไหนก็ตาม การไปอยู่ญี่ปุ่นน่าจะเป็นเรื่องยากกับคนที่แทบไม่มีเงินติดตัว มันคงไม่ใช่แค่การเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้า หรือสนุกสนานกับปิดเทอมหน้าร้อนเสียที่ไหน

    

สองวันสุดท้ายของการอยู่ในหอพัก จิลเลี่ยนยังคงช่วยมิโกะซื้อของตามใบสั่งจากที่บ้าน และช่วยแพ็คของกลับญี่ปุ่น  สำหรับตัวเธอเองไม่มีข้าวของมากมายที่ต้องฝากครอบครัวเหมือนมิโกะ
เธอเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา อายุแค่ 20 ไม่มีตุ๊กตา ไม่มีของสวยงามแต่งห้อง ตำราหนังสือ เธอก็ตัดสินใจยกให้ห้องสมุดของหอพักไปหมด  เสื้อผ้าก็มีเพียงเสื้อยืด และกางเกงยีนส์ 
แค่เป้หลังกับโน้ตบุ้คของเธอ ก็พร้อมเสมอที่จะให้เธอเดินทางไปไหนก็ได้  แต่นั่นต้องหมายความว่าเมื่อเธอมีงานประจำ มีที่พักให้กิน อยู่ หลับนอนได้เสียก่อน

    
วันสุดท้ายมิโกะใช้เวลาไปเที่ยวกับเพื่อนชายของเธอ แจ็คสัน ที่ขอเวลาหนึ่งเดือนเก็บงานชิ้นสุดท้ายก่อนไปแต่งงานอยู่กินกับมิโกะ
น่าอิจฉาอย่างมากมาย สำหรับคนไม่มีแฟนอย่างเธอ แต่แจ็คสันก็เตรียมตัวมาตั้งแต่คบกับมิโกะ สถาปนิกฝึกหัดอย่างแจ็คสันแม้จะไม่มีชื่อเสียงมากมาย แต่ผลงานของเขาก็ทำให้บริษัทก่อสร้างที่มีชื่อเสียงของโตเกียวรับเขาไว้ทันทีที่ส่งใบสมัครไป 
    
แต่จิลเลี่ยนยังคงวนเวียนอยู่ในวิทยาลัย ในห้องสมุด ในโรงอาหาร ทุกป้ายประกาศที่มีการรับสมัครงาน  เด็กสาวไม่เข้าใจว่าเกรดที่ใกล้ ๆ 4 ของเธอ กับความรู้ ความสามารถในการใช้ภาษา การเขียน  ทำไมมันถึงหางานอย่างยากเย็น แค่งานเป็นประชาสัมพันธ์ หรือรีเฟซชั่นบริษัทห้างร้านสักที่ แม้แต่ห่างไกลไปคนละรัฐก็ตาม หรือฝั่งตะวันตกนี่อยู่ในโยงใยเครือข่ายของเดย์โอไปหมด
    
เธอได้แต่ถอนใจ...
    
หรือบางทีเธอควรเรียนต่อด้านหนังสือพิมพ์ หรือสายสื่อสารมวลชนให้การเขียนแข็งแรงมากกว่านี้ พร้อมกับทำงานเสิร์ฟอาหารในคาเฟ่ หรือพนักงานแคชเชียร์ในมอลล์สักแห่ง แต่แบบนั้นคงหนัก แม่ของเธอคงกรีดร้องคร่ำครวญ และหาหนทางบังคับให้ไปทำงานกับสามีของหล่อนเป็นแน่แท้
    
หากตัดสินใจแบบนี้เธอคงติดหล่มขนาดหนัก...

    
แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืด พระเจ้าก็เหวี่ยงประตูทางออกมาให้ และเหมือนเป็นประตูในค่ำคืนสุดท้ายหลังจากไปส่งมิโกะที่สนามบิน
จิลเลี่ยนตะกายกลับห้องด้วยความหมดอาลัยตายอยาก เปิดเมลตามปกติก็ตาแทบปิด...
    
“หากคุณพร้อมตกลงกับข้อเสนอของเรา โปรดตอบรับเมลนี้ในทันที เจ้าหน้าที่ของเราจะไปเซ็นสัญญา และไปรับคุณที่วิทยาลัยใน 6 โมงเช้าวันพรุ่งนี้   
ด้วยความนับถือ แดนดิไลออนคลับรีสอร์ต”


เด็กสาวไม่ได้อ่านเนื้อความในจดหมายที่เหมือนจะยาวเหยียด นอกจากประโยคสุดท้ายเท่านั้น เท่านั้นจริง ๆ ก็ทำให้ตาสว่าง และเริงร่า รีบส่งเมลตอบกลับในทันที
    
“แล้วพบกันในวันพรุ่งนี้ ที่หอพักของคุณ เวลา 6 โมงเช้า”
    
น้อยที่สุดก็มีหนึ่งที่ตอบรับเธอเข้าทำงาน แต่หกโมงเช้าวันพรุ่งนี้มันจะเช้าเกินไปหรือไม่ แต่มันก็ทำเธอตาค้าง รีบเก็บของสุดท้ายส่วนตัวที่คิดว่าจำเป็นมากที่สุด
เธอนึกไม่ออกว่าเคยสมัครงานนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ใช่ว่าจะนึกออก ก็เธอแทบจะกวาดส่งสมัครงานไปทุกที่ที่ต้องการตามคุณสมบัติ
    
ไวเท่าความคิด จิลเลี่ยนเข้ากูเกิ้ลเสิร์จหาข้อมูลของแดนดิไลออนคลับรีสอร์ต มันมีแค่หน้าเว็บเพจสวยหวานรูปทุ่งดอกแดนดิไลออนสีขาว แต่มีป้ายตัวโต ๆ ปิดไว้ว่า
    
“เฉพาะสมาชิกกิตติมศักดิ์”
    
เธอพยายามแตะเมาส์ไล่หาช่องทางสมัครสมาชิกก็แทบไม่มี หรือจะเป็นคลับรีสอร์ตของพวกกิตติมศักดิ์จริง ๆ  แต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ส่วนไหนของโลก มันก็ทำให้เด็กสาวต้องกลับไปอ่านเมลฉบับนั้นอย่างละเอียด ถึงได้เข้าใจว่า ตำแหน่งที่เธอจะต้องไปทำนั้นคือ ผู้ช่วยในแผนก ลูกค้าสัมพันธ์...
ในรีสอร์ตส่วนตัวกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ห่างไกลจากประเทศที่เธออยู่คนละฟากโลก เงินเดือนสูงลิ่ว พร้อมที่พัก กินอยู่
    
“โอ ขอบคุณพระเจ้า ฉันรักพระองค์ นั่นคือทั้งหมดที่ลูกต้องการ”
    
ว่าไปมันมากเกินต้องการเสียอีก...


    
ตลอดคืนนั้นจิลเลี่ยนตาค้าง นอนไม่หลับได้แต่มองเข็มนาฬิกาบนโต๊ะค่อย ๆ ขยับเคลื่อนที่ไป เธอพยายามวาดภาพของตัวเอง ดูจะสวยหรูเสียเหลือเกิน ลูกค้าสัมพันธ์ รีสอร์ตส่วนตัวกลางทะเล มันต้องหรูหราเกินสภาพตัวเธอแน่ ๆ
แต่อย่างไรก็ตาม มันคงไม่ทำให้แม่ต้องมาฟุ้งซ่าน ว่าเธอจะไประหกระเหินทำงานเหมือนเด็กข้างถนนอย่างแน่นอน และข้อสำคัญเธอค่อนข้างมั่นใจว่า มันน่าจะไกลเกินอิทธิพลของเดย์โอจะเอื้อมถึง
    
ด้วยความตื่นเต้นเธอลุกจากที่นอนเปลี่ยนเสื้อผ้า และเตรียมเป้หลัง ตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า ลงมานั่งรอที่ห้องรับแขกด้านล่างของหอพัก
หอพักในวิทยาลัยช่วงเวลาหลังสอบเสร็จ  เริ่มร้างผู้คน และยิ่งเป็นเวลาเช้ามาก ๆ แบบนี้ ไม่มีใครเดินไปเดินมาให้น่าเวียนหัว เหมือนปกติมีชั่วโมงเรียนตอนเช้า เด็กสาวนั่งรอที่เก้าอี้กอดเป้ของตัวเองไว้แน่น ใจตุ้ม ๆ ต๋อม ๆ นั่งจับตามองประตูทางเข้าว่าใครจะผ่านเข้ามา

    
แล้วในที่สุดเมื่อนาฬิกาเก่าแก่ตั้งพื้นของห้องรับแขกบอกเวลาหกโมง ผู้ชายร่างสูงในสูทสีน้ำตาลเดินเข้ามาในตึกหอพัก พร้อมกับผู้ชายตัวเล็กกว่าในสูทสีดำพร้อมกระเป๋าเอกสาร ไม่ต้องเดาให้มากความ ต้องเป็นคนจากรีสอร์ตแน่นอน
    
“คุณจิลเลี่ยน...ผมแม็คคาร์ธี่ครับ จากแดนดิไลออน คุณต้องทำงานร่วมกับผม และนี่ คุณสตีเฟ่น เป็นทนายของเรา”
    
ดวงตาสีฟ้าอมเขียวส่งมิตรภาพมาพร้อมกับมือที่ยื่นทักทาย เด็กสาวเห็นเหมือนผืนน้ำของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอยู่ในนั้น น้ำเสียงของเขาบ่งบอกเป็นชาวยุโรปชัดเจน
    
เธอรู้สึกโลกหมุนติ๋ว เมื่อเขาสัมผัสมือกับเธอ พระเจ้าหยิบยื่นส่งอนาคตมาให้พร้อมกับชายผมสีน้ำตาลเข้มหยักโศกยาวที่รวบไว้ด้านหลังคนนี้ เขาดูเท่ และสง่างามราวกับเจ้าชาย
เด็กสาวได้แต่อมยิ้ม รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอย...
    
“รายละเอียดการทำงานเอาไว้คุยในระหว่างเดินทาง แต่ก่อนออกเดินทางกัน ผมคงต้องทำให้มันสมบูรณ์เสียก่อน ขอให้คุณอ่านสัญญาอย่างละเอียด และเซ็นมันให้ถูกต้องเรียบร้อย”
    
จิลเลี่ยนต้องเบิกตาโตทันทีเมื่อแม็คคาธี่พูดจบ และคุณทนายร่างเล็กหยิบเอกสารออกมาจากกระเป๋า
    
พระเจ้า! ให้ตายสิ มันหนากว่าตำราเรียนบางเล่มของเธอเสียอีก นี่ต้องใช้เวลานานแค่ไหนที่จะอ่านมันจบ
    
“ต้องอ่านมันอย่างละเอียดด้วยหรือคะ”
    
“อันนั้นขึ้นอยู่กับคุณเอง ผมมีเวลาให้คุณมากพอ”

เด็กสาวถอนใจ อย่างสะอื้นในอก แต่เธอก็พลิกอ่านแบบแสกนอย่างรวดเร็ว พยายามจับความสำคัญ ที่เธอยังไม่เข้าใจมันซักเท่าไร
    
“แล้วคุณจะเข้าใจทุกอย่างดีขึ้นเมื่อเริ่มต้นทำงาน”
    
ชายหนุ่มส่งเสียงราวกับให้กำลังใจ และเข้าใจว่าเธอรู้สึกอย่างไร


จิลเลี่ยนไม่รู้ว่ามันเนิ่นนานขนาดไหนที่อ่านสัญญาทุกหน้า แม้ผ่านไปเกือบชั่วโมง เธอก็ยังไม่เข้าใจมันเลยจริง ๆ มันเป็นภาษากฎหมายที่ยากกับการตีความ การทำงาน การรับหน้าที่ ขอบข่ายของงาน การไม่เปิดเผยงานที่ทำกับใคร การยอมรับสภาวะกดดัน เงินเดือน การเดินทาง เรื่องที่พัก อายุการทำงาน บลา บลา...
    
นี่เธอกำลังไปทำงานอะไรกันแน่นะนี่ แต่ช่างมันเถอะ นั่นคือปลีกย่อยกับอนาคตที่อย่างไรเธอก็ต้องเผชิญอยู่แล้ว  สิ่งที่สำคัญที่สุดของเธอคือการมีงานทำ มีที่ซุกหัวนอน และห่างไกลจากตระกูลเกลนวู้ด
คุณทนายส่งปากกาให้เธอ เมื่อมาถึงหน้าสุดท้าย เด็กสาวรีบเซ็นมันก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ สำหรับเธอนั้นไม่มีวันแน่นอน  เด็กสาวเซ็นคู่ฉบับอีกชุด ก่อนส่งคืนปากกาให้ทนายพร้อมกับเอกสาร
    
“เมื่อเรียบร้อยแล้ว เราก็คงออกเดินทางกันได้ แล้วกระเป๋าเดินทางของคุณ”
ชายหนุ่มหันมองรอบ ๆ ตัว จิลเลี่ยนส่ายหน้า ชี้ให้เขาดูเป้ข้าง ๆ ตัว เขาหัวเราะเสียงดัง ขณะที่คุณทนายทำหน้าตาประหลาด ๆ
    
“คุณไม่ได้ไปอยู่แคมป์เด็กนักเรียนนะคุณจิลเลี่ยน คุณต้องเป็นผู้ช่วยของผม ข้อสำคัญที่แดดิเลี่ยนเราไม่แต่งตัวกันแบบนี้”

เด็กสาวก้มลงมองเสื้อผ้าของตัวเอง ได้แต่ทำหน้าป้อย ๆ ทุกอย่างมันเร่งด่วน แต่แจ็คเก็ตยีนตัวนี้ สำหรับเธอมันก็หรูดูดี เหมาะกับการเดินทาง
    
“ธรรมดาครับคุณแม็คคาธี่ เด็กสาวอเมริกันก็ใส่ยีนส์ ใส่บู้ตแบบนี้กันทุกคน”
    
“ฉันเตรียมเสื้อผ้าไม่ทัน...”
    
คุณทนายช่วยแก้ต่าง ฉันได้แต่อ้อมแอ้มตอบ เขาอมยิ้ม ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา...
    
“ขนาด 38 รบกวนให้พร้อม ครับ ครับ ขอบคุณมาก... ครับ... ที่สนามบิน”
ชายหนุ่มพยักหน้าเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เขาเหลือบตาหันมามองเด็กสาวทั้งตัวอีกครั้ง ก่อนอมยิ้มเดินนำหน้าออกไป คุณทนายจับมือให้กำลังใจ ร่ำลา ก่อนเดินไม่พูดไม่จา แยกจากไปที่รถอีกคัน
    
โอ้แม่เจ้า! ลีมูซีนคันยาวจอดอยู่หน้าตึก เรียกให้นักศึกษาหลายคนที่เดินไปเดินมามองด้วยความสนใจ คนขับรีบกลับเข้าไปประจำที่ เมื่อเข้ามาถึงรถ
    
จิลเลี่ยนรู้สึกตื่นตาตื่นใจ คุณนายเกล็นวู้ดกับเดย์โอยังไม่ไปไหนมาไหนกับลีมูซีนสีขาวคันยาวหรูหราไฮเทคมากอย่างนี้
    
ให้ตายสิ! เด็กสาวรู้สึกอยากหดให้ตัวลีบที่สุดเมื่อก้าวขึ้นไปนั่งบนรถต่อจากชายหนุ่ม  เธอเริ่มเข้าใจได้ในทันทีในความหมายที่เขาว่าไม่ได้ไปทำงานแคมป์ นี่เธอคงเหมือนเด็กผู้หญิงโกโรโกโสในสายตาเขาจริง ๆ...
    
แต่อย่างไรก็ตาม จิลเลี่ยนรู้ดีว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง อนาคตของเธอต้องสวยหรูไม่แพ้รถลีมูซีนคันนี้อย่างแน่นอน



**โปรดติดตามอ่านในบทต่อไป**

3
4. ชนิดาภา / tang 057 / เกริ่นถึง Dandelion... คลับรักรัญจวนฝัน
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 11:05:10 AM »
จริง ๆ ตั้งใจว่าจะพล่ามน้อย ๆ เขียนเยอะ ๆ แต่ก็อดไม่ได้ แฮะ แฮะ

งั้นไปสั้น ๆ แล้วกันนะคะ ที่ตัดสินใจเลือกเรื่องนี้เพราะ เพิ่งเขียนไปได้หน่อยเดียวเอง ทำพล็อตไว้แล้ว และสเกลของเรื่องก็ไม่ใหญ่มาก
น่าจะเสร็จได้ทันเวลา

แต่เรื่องของเรื่อง ครั้งที่เอาเรื่องนี้ลงในสปันงา คิดว่าถ้าเขียนเป็นลักษณะ POV แบบที่ 1 นั้นจะเขียนเลิฟซีนได้ง่าย และเร็ว
ซึ่งก็จริงเช่นนั้น แต่กลับกลายว่าปัญหาของการเขียน กลับอยู่ที่เวลาเขียน ถ้าไม่มีเวลา ถ้าไม่ได้เขียนก็ค้างคาอยู่เช่นเดิม

คิดอยู่หลายใจมาก แต่ก็ตัดสินใจปรับ Pov ให้เป็น บุคคลที่สาม ซึ่งน่าจะเขียนได้มุมมองที่กว้างมากกว่า
น่าาาา นะ ถ้าตั้งคิวเวลาดี แบ่งเวลาเขียนเต็มที่ ก็น่าจะเสร็จได้ภายในเวลา เคยทำมาแล้ว ก็ต้องทำได้สิ

เอาเป็นว่า ตั้งใจแล้ว ก็รีบ ๆ ทำ ๆ อย่าปล่อยเวลาเสียไป

ถ้างั้นก็ตามไปอ่านกันเลยนะคะ...


4
M3. copter / philipda / หอบกำลังใจมาฝาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 10:01:24 AM »
ตามมาเป็นกำลังใจพี่ฟี กะ คุณคอป นะคะ สู้ ๆ ค่ะ

5
M2 ตามฝัน / yuiangel21 / หอบกำลังใจมาฝาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 10:00:24 AM »
สวัสดีและทักทายคุณตาม กะคุณ yuiangel21
หอบกำลังใจมาให้ สนุกสนานกับการเขียน และเข้าเส้นชัยด้วยกันนะคะ

6
M1 buddy / นิรีย์ / หอบกำลังใจมาฝาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 09:59:42 AM »
สวัสดีและทักทายคุณบัดดี้ กะพี่ปู
หอบกำลังใจมาให้ สนุกสนานกับการเขียน และเข้าเส้นชัยด้วยกันนะคะ

7
5. นิรีย์ / บีเลิฟ / หอบกำลังใจมาฝาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 09:58:41 AM »
สวัสดีและทักทายพี่ปูและคุณบีเลิฟ
หอบกำลังใจมาให้ สนุกสนานกับการเขียน และเข้าเส้นชัยด้วยกันนะคะ

8
2. iloverally / ปพลทัต / หอบกำลังใจมาฝาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 09:57:24 AM »
สวัสดีและทักทายคุณ iloverally /ปพลทัต
หอบกำลังใจมาให้ สนุกสนานกับการเขียน และเข้าเส้นชัยด้วยกันนะคะ

9
3. ตามฝัน / มะนอแน่ / หอบกำลังใจมาฝาก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2016, 09:56:21 AM »
สวัสดีและทักทายคุณตามฝัน  /  มะนอแน่
หอบกำลังใจมาให้ สนุกสนานกับการเขียน และเข้าเส้นชัยด้วยกันนะคะ

10
เปิดบ้านทักทาย ต้อนรับตามธรรมเนียม ;)

สวัสดีคุณบัดดี้ tang 057 ไม่แน่ใจว่าใคร แต่เป็นกำลังใจให้เขียนจบตามเวลา ชนะไปพร้อม ๆ กันนะคะ

สวัสดีต้อนรับ และขอบคุณผู้เข้ามาเยี่ยมเยียน ทักทาย และอ่านผลงานของอ้อ และคุณ tang 057 ทุก ๆ ท่าน

ปีนี้ขอขยันเขียน เอางานมาปะ ให้ตรงตามเวลา ขอเข้าเส้นชัยแรลลี่กับเขาบ้าง
อาจไม่ได้คุยมากนักนะคะ แต่ต้องมีงานให้อ่านเยอะ ๆ แน่ ๆ แน่ ๆ สัญญา ๆ  ;)






 

 

11


บทที่ 4  สัญญา


“คุณกวินท์ทำแบบนี้ งานหนักกว่าสอนหรือเขียนหนังสืออีกนะคะนี่ เธอยังเด็กมาก ท่าทางจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน เธอเป็นใคร มาจากไหน ยังไงก็ไม่รู้ จะไหวหรือเปล่า  ทั้งคุณ ทั้งเด็ก ภาวนาไม่ให้เสียเวลาเปล่ากัน”

ชนิดาเอ่ยปากทันที เมื่ออยู่ในห้องกันตามลำพัง เมื่อการประชุมคุยเรื่องสัญญาว่าจ้างการทำงานเสร็จสิ้นลง  ทางฝ่ายบุคคล และทางทนายกลับออกไปทำสัญญาฉบับจริง

กติกาต่างๆ ที่ถูกระบุไว้ในข้อสัญญา เหมือนจะทำให้คุณโฉมวิภาเปลี่ยนใจไม่เอาความ และเหมือนจะเป็นวิธีหาคำตอบอย่างที่กวินท์ต้องการได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มดูจะผ่อนคลายมากขึ้นกว่าเดิม

“แต่เราก็จะรู้ความจริง ถ้าไม่ทำแบบนี้ คงหาคำตอบไม่ได้ ถึงเราไม่เอาความ แล้วปล่อยเธอไป ถ้าเธอลอกจริง เธอก็จะอาจจะกลับมาใช้วิธีแบบเดิมๆ อีก คราวนี้อาจกับสำนักพิมพ์อื่น ที่เราอาจจะรู้ช้าไป... ยังไงคุณโฉมก็ไม่ให้เธอผ่านเข้าทำงานที่นี่แน่ หรือถึงคุณชนิดาจะรับ ออกเสียงไปเธอคงชักแม่น้ำทุกทวีปขึ้นมาเป็นเหตุผล... อึมม์ คุณคิดแบบเดียวกับผมใช่ไหม”

“ค่ะ เราอยู่ฝั่งเดียวกันอยู่แล้ว คิดว่าเราคิดตรงกัน เด็กอาจจะทำเพื่อเรียกร้องความสนใจให้ได้งานก็ยังมีน้ำหนักอยู่ แต่ก็ดูจะเสี่ยงกล้าตายเกินไป ถ้าเธอจะลอก จะหาเงินจริงๆ ส่งสำนักพิมพ์อื่นดีกว่า กว่าจะจับได้ก็อาจใช้เวลา งานนี้เป็นงานเก่าแล้ว คนในเมืองไทยยังไม่เคยเห็นมากด้วยซ้ำ... แถมมาจับคู่เรื่องสั้นกับแปลเพลงนี้ ก็น่าแปลกล่ะ มันไม่น่าจะบังเอิญเกิดเหตุ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี สิ่งมหัศจรรย์มั้งคะ”

“นั่นสิครับ เหตุผลอย่างคุณชนิดาว่า มันตลกที่เธอยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้จักผม ไม่เคยเห็นงานของผม แต่เลือกจับคู่เรื่องสั้น กับเพลงได้ตรงกันอีก และถ้าไหนๆ ก็จะลอก เธอขายงานให้สำนักพิมพ์อื่นๆ ได้เงินเยอะมากกว่าทำงานประจำที่นี่ด้วยซ้ำ... 

กวินท์หยุดถอนหายใจ หากจะให้คิดเอง ก็รู้สึกเหมือนจะหาเหตุผลให้เรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ เลย

“แต่ถ้าไม่ใช่... ผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่มากกว่าความบังเอิญ เป็นมหัศจรรย์อย่างที่คุณชนิดาว่า... ยังไงก็ตามผมยังอยากเห็นงานเขียนตัวตนจริงๆ ของเธอ... ผมว่ามันเป็นทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดแล้ว”

“นิดาพยายามพูดกับคุณโฉมก่อนหน้านี้ แต่เธอคงไม่เข้าใจอย่างพวกเราหรอก เท่าที่นิดาดูบุคลิก ดูความคิดของเด็ก ไม่ใช่พวกขยันลอกแน่ และสิ่งที่เธอเขียน จะลอกหรือไม่ก็ตาม ยังไม่กล้าฟันธง ภาษาอังกฤษทั้งคุณและเธอใช้คำง่ายๆ พล็อตก็พื้นๆ ที่ต่างกันในรูปแบบนำเสนอ แต่คำบางคำที่เลือกมาใช้ไม่เหมือนกัน มันกลับบอกอารมณ์ที่แตกต่างกันออกมา น่าสนใจมาก... ถ้าจับตาดูพฤติกรรมของเธอในตอนเขียนงาน ก็น่าจะรู้ว่าเธอเขียนงานเองหรือเปล่า อีกอย่าง คนไม่เคยเขียน เขียนงานครั้งแรก เขียนภาษาอังกฤษได้ขนาดนี้ ใช้ภาษาไทยแปลได้ออกมาแบบนั้น ไม่ธรรมดาแน่ๆ"

“ตรงนั้นแหละครับ เฮ้อ!...อย่างน้อยผมก็ไม่ได้รู้สึกไปเองคนเดียว อ่านไปก็ขนลุก เหมือนกระจกสะท้อนงานของตัวเอง แต่อารมณ์คนละอารมณ์”

“อารมณ์คนละมุมกันเลย เหมือนโต้ตอบกันเลยนะคะว่าไปแล้ว ข้อตกลงนี้น่าจะดีที่สุดแล้วสำหรับเธอเอง... แค่พิสูจน์ให้พวกเราเห็นว่าเธอคิด และเขียนมันขึ้นมาจริงๆ ”

“เธอทำให้ผมรู้สึกว่า... เธอมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ มีความคิดที่เหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างเดียวดายจนเป็นนิรันดร์”

หญิงสาวอมยิ้ม หัวเราะเบาๆ เธอรู้สึกโล่งใจ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอะไรก็ตาม แต่มันก็ทำให้เธอไม่รู้สึกย่ำแย่กับนักเขียนรุ่นใหม่ๆ กับความคิดการลอกงาน ละเมิดลิขสิทธ์ในวงการวรรณกรรม อาจเป็นโชคดีของเด็กสาวที่มาเจอกับกวินท์

“คุณสองคนอาจเคยมีความทรงจำร่วมกันมาในชาติภพไหนๆ  มันติดเป็นสัญญามายังชาติภพใหม่  งานมันถึงออกมาเหมือนกันแบบนี้ แต่นี่คงเป็นคำตอบตามประสาคนเขียนนิยายนะคะ จะเป็นโรแมนติกแฟนตาซีไปแล้ว เรื่องจริงคงไม่ใช่ล่ะ.. แต่คุณสองคนมีกรรมร่วมกันมาแน่ๆ ”

กวินท์ส่ายหัว พร้อมกับหัวเราะลั่นออกมาอย่างถูกใจ

“คนเราต่างล้วนมีกรรม.. อึมม์ บางทีเธออาจมาเป็นเพชรเม็ดใหม่ให้ผมเจียรไนก็ได้”

“ยังไงก็ตาม ไม่ว่าคำตอบออกมาแบบไหน คุณกวินท์เจียรไนเพชรเม็ดใหม่ขึ้นมาสำเร็จหรือไม่ นิดาก็เชื่อว่า ต้องมีงานสร้างสรรค์ดีๆ ของคุณกับเด็กคนนั้นร่วมกัน โชคชะตาอาจกำหนดไว้แบบนั้นก็ได้นะคะ...

ชนิดาอมยิ้ม เอ่ยปากล้อเลียนด้วยความคุ้นเคย

“เธออาจเป็นเนื้อคู่ของคุณจริงๆ ก็ได้อีกต่างหาก” 

“คุณชนิดาล้อผมแบบนี้ เดียวเกิดเป็นจริงตามเรื่องสั้นแล้วจะทำยังไงล่ะ”

"ก็แจกการ์ด จัดงานแต่งงานเลยสิคะ อยู่คนเดียวทำไมล่ะ

หญิงสาวแกล้งทำตาหวานใส่ กวินท์รู้สึกเก้อๆ ร้อนตัววูบวาบขึ้นมาในทันที

"คุณชนิดาก็ตลกได้นะ..."

"อยากเห็นงานโรแมนติกแฟนตาซีพล็อตเรื่องนี้จัง เอ หรือมันจะมาจากเรื่องจริง คนเราจะเป็นไงน้า ถ้ารู้ว่าเนื้อคู่ตัวเองเป็นใคร ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเจอ ยังไม่เคยรักกัน... หรือจะเอาพล็อตนี้เลย ยังไงๆ รีบคิดพล็อตเข้านะคะ"

ชนิดาเอ่ยลอยๆ หวังให้ความคิดเข้าไปในสมองของกวินท์ ตามงานถนัดของบรรณาธิการ แต่เหมือนกวินท์จะคิดไปตามความเป็นจริง ของโลกความจริงมากกว่าโลกจินตนาการ

เนื้อคู่
อย่างนั้นหรือ...

คำตอบนี้ก็ยังไม่มากพอที่จะตอบเรื่องราวทั้งหมด และเขาก็ยังไม่ไปไกลมากกว่าหาคำตอบในความเป็นจริงเท่านั้นเอง

“แหม! ล้อเล่นค่ะ แค่คุณกวินท์หาหัวใจ...เอ้ยยย!.. หาตัวตนของเด็ก หาคำตอบของเรื่องนี้ให้เจอ นิดาเป็นกำลังใจ และรออ่านต้นฉบับเรื่องใหม่นะคะ ได้บทแรกส่งมาก่อนเลยนะ... เดดไลน์คร่าวๆ อีกสองเดือนข้างหน้า ดีจังคงได้ออกทันปีใหม่ หรือไม่ก็วาเลนไทน์พอดี”

เธอเอ่ยย้ำแบบขำๆ  ทิ้งท้ายเอ่ยประโยคจากเรื่องสั้นของกวินท์ ต้นเรื่องปัญหานั่นเอง ชนิดาอดคิดไม่ได้ว่ามันอาจจะเป็นจิตใต้สำนึกของกวินท์ที่ตัดสินใจทำลงไปแบบนั้น เจ้าตัวจะรู้หรือเปล่า มันเริ่มตั้งต้นมีอะไรคล้ายกับพล็อตเรื่องสั้นเรื่องนั้นจริงๆ...

หรือทั้งหมดมันคือโชคชะตาพรหมลิขิต หรือว่า...กามเทพเป็นผู้ลิขิต
คนสองคนจะร่วมกันสร้างความทรงจำใหม่...
   
"As long as I'm still here. 
When our hearts find each other, We'll be together. 
As long as this until eternity ... “

ตราบนั้นฉันจะยังอยู่ตรงนี้...
เมื่อใดที่หัวใจเราหากันเจอ  เราจะอยู่ด้วยกัน
ตราบนี้จนนิรันดร์...



** โปรดติดตามอ่านบทต่อไป **

12



บทที่ 3  คำตัดสิน  : เพียงให้หัวใจลิขิต ลิขสิทธิ์แห่งรัก :



    
“เอ่อ..มีการเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า...ลอกงานอะไรเหรอคะ”
   
นภากวีพยายามบังคับเสียงตัวเองไม่ให้สั่น เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความตื่นเต้น ตกใจ หรือไม่พอใจที่ถูกกล่าวหา แต่ที่แน่ๆ เธอสับสน งุนงงกับคำพูดของยายป้าแก่ๆ หน้าดุๆ ตรงนี้
   
หล่อนช่างเหมือนยายแก่ แม่มดใจร้าย ในหนังการ์ตูนไม่มีผิด!
   
“นั่น! มาแบบนี้ทุกราย”
   
ทั้งเสียง และสีหน้าของยายป้าที่นั่งฝั่งตรงข้าม มันเริ่มทำให้นภากวีรู้สึกอยากเดินออกไปให้พ้นจากห้องนี้ในทันที
   
“อึมม์ งั้นเราค่อยๆ คุยกันระหว่างรอคุณกวินท์ไปพลางๆ นะ พี่ชื่อชนิดาเป็นบอกอของสำนักพิมพ์คลัสเตอร์ ดูแลรับผิดชอบงานเขียนทั้งหมดของคุณกวินท์  นี่คุณโฉมวิภาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล กับคุณนันทาผู้ช่วย”
   
น้ำเสียงของผู้หญิงที่นั่งถัดจากยายป้า ดูจะเป็นมิตรมากกว่า แต่สีหน้าสายตาที่มองกลับมา มันทำให้ไม่แน่ใจว่าเธอว่าเธอคิดถูกหรือเปล่าแต่ความรู้สึกหนึ่งบอกว่า หากถ้าเธอต้องทำงานร่วมกับบรรณาธิการคนนี้ ต้องดีกว่าทำงานร่วมกับยายป้าแม่มดนี่ร้อยเท่าพันเท่าแน่ๆ
   
“ส่วนข้างพี่นี่ คุณรัตติกาลเป็นผู้ช่วยพี่เอง ถัดไปคุณอเนกเป็นทนายความกับคุณเนตรอัปสราเลขาผู้ช่วยของเขา”
   
เด็กสาวสูดลมหายใจยาวๆ สมัครงานจำเป็นต้องมีทนายความด้วยหรือ ตอนนี้ความคิดบางอย่างในสมองของเธอเริ่มเรียงลำดับเป็นขั้นเป็นตอน
   
“ฉันไม่ได้ลอกงานใครนะคะ นั่นมันผิดกฎหมายนะ ฉันแค่เขียนงานของฉันเอง ส่งมาเป็นแบบทดสอบตามที่สำนักพิมพ์ประกาศไว้ ทำไม! กล่าวหากันแบบนี้“
   
ปากของเธอไวทันความคิด เริ่มเข้าใจ และรู้สึกโกรธมากกว่าตกใจเหมือนครั้งแรก เธอพยายามข่มสติ หากมากกว่านี้อีกนิด
   
แต่งานก็ช่างหายากเหลือเกิน หรือว่าเป็นบททดสอบการสอบสัมภาษณ์ เธอพยายามตั้งสติ บอกตัวเองใหม่อีกครั้ง บางบริษัทก็อาจมีบททดสอบแปลกๆ เพื่อคัดสรรคนเข้าทำงาน
   
“ฉันคิด ฉันเขียนเอง มันเป็นผลงานของฉันจริงๆ ”
   
“จับได้ ไล่ทันก็เห็นพูดแบบนี้ทุกคน”
   
“ใจเย็นก่อนค่ะพี่โฉม หนูรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดของพี่ เราให้โอกาสน้องเขาอธิบายก่อน”
   
ชนิดาหันไปกระซิบกับฝ่ายบุคคล แต่ระยะห่างแค่โต๊ะประชุมตรงข้าม มันก็ทำให้นภากวีได้ยินอยู่ดี
   
“พี่ว่าเสียเวลาเปล่า เราจัดการเหมือนปกติดีกว่า”
   
“อย่างที่คุยกันมาก่อนหน้า มันไม่ปกตินะคะพี่โฉม หนูอยากรู้เหตุผลที่เด็กคนนี้ลอกแล้วมาส่งสมัครงาน ส่งไปขายที่อื่นน่าจะง่ายกว่านะคะ เชื่อเหมือนกันว่า ที่คุณกวินทร์ขอให้รอเธอ เพราะต้องการความจริงด้วยเหมือนกันว่ามีเหตุผลอื่นที่ทำแบบนี้หรือเปล่า”
   
“ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น ไม่เคยอ่านงานของคนที่คุณว่าฉันไปลอกมา ฉันคิดเอง เขียนเอง ใช้เวลาทั้งวัน ทั้งคืน คิด แล้วก็เขียนออกมา มันเหมือนทำการบ้าน ทำข้อสอบ...”
   
นภากวีตอบคำถามให้เสร็จ จะได้ไม่ต้องมีใครมาถามซ้ำให้เสียเวลา เธอเงียบไปชั่วขณะ ก่อนตัดสินใจเลือกคำตอบนี้

“ฉันไม่ได้คิดอยากเป็นนักเขียน ฉันแค่อยากหางานทำ อยากได้เงินเท่านั้น ”
   
กลุ่มคนคนตรงข้ามเธอนิ่งไปชั่วขณะ บางคนมีท่าทีแปลกๆ  เธอเห็นคุณบรรณาธิการส่ายหน้า ยายแม่มดทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมา แต่ก็ถอนใจกระแทกๆ อย่างไม่สบอารมณ์เหมือนเดิม  ส่วนคุณทนายก็นั่งฟังเงียบราวกับรูปปั้นเลขาของเขาก็ก้มหน้าก้มตาจดบันทึกเหมือนตั้งแต่แรก
   
“ก็เงินทั้งนั้น”
   
คราวนี้คำพูดของป้าแม่มดเบาสนิท เหมือนพึมพำที่ตั้งใจให้ทุกคนได้ยิน ผิดกว่าเมื่อครั้งแรกๆ แต่ก็ยังชักสีหน้าหันหนีไปทางอื่น แบบไม่พอใจเหมือนเดิม
   
เธอเคยคิดว่าฝ่ายบุคคลในสำนักงานน่าจะใจดีมากกว่ายายป้าแก่ๆ คนนี้
   
“มันเหมือนกันมาก... เป็นไปได้ไหมว่า เธอเรียนอยู่ที่อังกฤษ เธออาจเคยเห็นงานชิ้นนี้ที่นั่น เพราะมันตีพิมพ์ในนิตยสารครั้งแรกที่โน่น แล้วสมองของเธอก็จดจำมันมาเป็นงานของเธอเอง เก็บความประทับใจใส่ไว้ในสมุด ในคอมพิวเตอร์ มันอาจนานจนเธอคิดว่ามันเป็นงานของตัวเอง”
   
หรือบางทีมันเป็นบททดสอบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริงๆ นภากวีถอนหายใจกับคำถามของบรรณาธิการ ผู้ช่วยคนข้างๆ  เปิดแฟ้ม เปิดหน้านิตยสาร พร้อมกับเลื่อนเอกสารสำเนางานเขียนของเธอที่ถูกถ่ายสำเนาส่งมาให้เธอ
   
“ฉันอ่านแต่หนังสือเรียน ไม่ค่อยได้สนใจนิตยสาร หนังสืออ่านเล่นอะไรมากนัก แต่นี่...เอ่อ... ใครลอกใครกันแน่นี่ มันเหมือนกันจริงๆ ... “
    
เด็กสาวเทียบอ่านงานทั้งสองชิ้นแล้วก็ต้องตกใจ ความเข้าใจกระจ่างขึ้นในทันที จนเธอต้องรีบพลิกนิตยสารด้านหน้ากลับมาดู
    
ความงุนงง สงสัย ไม่เข้าใจกลับเข้าสู่สมองในทันที
   
“แต่นิตยสารเล่มนี้ ฉันยังอยู่เมืองไทยด้วยซ้ำ เห็นตรงนี้เป็นครั้งแรก... ทำไมมันเหมือนกันอย่างนี้ล่ะ เล่นตลก หรือเป็นแบบทดสอบการสัมภาษณ์ใช่ไหมนี่”
   
เธอยังพลิกหน้านิตยสารกลับไปกลับมา อ่านข้อความในแผ่นกระดาษทั้งสองอย่างรวดเร็ว
   
“ไม่ใช่แน่ๆ ฉันคิดเอง ฉันไม่ได้ลอกงานนี้...”
   
“แล้วถ้าเธอว่ามันเป็นผลงานของเธอ งั้น ความคิดของเธอที่สร้างงานนี้ขึ้นมา มันคืออะไร”
   
น้ำเสียงเรียบๆ ดังมาจากเบื้องหลัง นภากวีรีบหันกลับไปมองที่มาของเสียง รู้สึกประหลาดใจ เธอจ้องมองเขาอย่างลืมตัว 

คนนี้น่าจะเป็นที่ทุกคนบอกให้รอ และคนนี้น่าจะเป็นเจ้าของงานที่เธอถูกกล่าวหา

กวินท์ยืนฟังอยู่ที่หน้าประตูห้องประชุมนานพอสมควร แรกที่เข้ามาเขาทำสัญญาณให้คนของคลัสเตอร์เงียบ เหมือนหวังว่าเด็กสาวจะพูดอะไรมากกว่ายืนยันแค่ไม่ได้เขียน ไม่ได้ลอก เหมือนเธอจะไม่ได้ยินเสียง หรือรับรู้ว่าเขามีตัวตน ก่อนตัดสินใจเอ่ยคำถาม พร้อมกับเดินไปนั่งที่หัวโต๊ะประชุม

“ตอบสิครับ ผมรอฟังอยู่” 

“ฉันเอ่อ...ฉัน...”

ความรู้สึกใหม่ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบ สายตาของผู้ชายคนที่เข้ามาใหม่ทำให้เธอรู้สึกกลัว ในสมองของเธอหมุนติ้วเธอแทบไม่มีเหตุผลอะไรที่จะอธิบายให้เขาฟังเลย

“แนะนำตัวก่อนก็ได้ ผมเป็นคนเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้ ที่มันเหมือนกันกับของเธอ งานนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารที่อังกฤษ นานแล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกรวมเล่มในเมืองไทย...”

กวินท์เคาะโทรศัพท์กับโต๊ะเหมือนกำลังครุ่นคิด ความรู้สึกที่เห็นเด็กสาวที่เหมือนกำลังตื่นตระหนก กลับเหมือนมีกระแสอะไรวูบๆ ไหลเวียนอยู่ในตัว เขารู้สึกเหมือนต้องพยายามเลือกสรรหาประโยคมาพูดมากกว่าสิ่งที่ตั้งใจคิดอยู่

“แต่ตรงนั้นเธอไม่ต้องสนใจหรอก... แค่ตอบคำถาม ว่าเธอคิดอะไร ใช้ไอเดียอะไรนำเสนอเรื่องราว ทำไมถึงออกมาเป็นงานชิ้นนี้...ถ้าเธอคิดว่าเธอเป็นเจ้าของงานจริงๆ”

“เอ่อ... ไอเดีย เอ่อ ความคิด...”

ห้องทั้งห้องเงียบกริบเหมือนเป็นสุญญากาศ ทุกคนเหมือนจะรอคำตอบจากเธอ  ผู้ชายคนนั้นที่จ้องนิ่งมาทางเธอ สายตาสีหน้าของเขาเหมือนกำลังมีแผนการอยู่ในใจ เชื้อเชิญหลอกล่อให้เธอตกหลุมพราง มากกว่าจะรอฟังคำตอบจริงๆ   
   
“อะไรคือแก่นของเรื่องที่เธอเขียนมา”
    
“แก่นของเรื่อง!?”
   
สายตาของเขา ส่งคำถามที่เธอไม่คุ้นเคย น้ำเสียงเหมือนเร่งเร้า สมองของเธอพยายามเรียบเรียง ทำความเข้าใจ และหาคำตอบ
   
“นี่เป็นสถานการณ์สอบสัมภาษณ์สมัครงานใช่ไหมคะ”
   
“ผมต้องการคำตอบ ไม่ใช่คำถาม”
   
น้ำเสียงนั้นแข็งขึ้นเรื่อยๆ นภากวีสูดลมหายใจ เธอกำลังรู้สึกเหมือนถูกไล่ให้ไปติดฝา เด็กสาวเชิดหน้าขึ้น เธอแค่ต้องการข้อมูลมากกว่านั้น เธอจะได้เลือกตอบคำถามถูก
    
แต่ถ้าหากมันไม่ใช่ข้อสอบ เธอก็คงอยู่ในสถานการณ์การสอบสวน นี่เธอกำลังตกเป็นผู้ต้องหาใช่ไหม
   
“ถ้าไม่ใช่สอบสัมภาษณ์ แล้วพวกคุณเรียกฉันมาเพื่อกล่าวหา ใส่ความ กำลังสอบสวนกันอย่างนั้นสินะ...ฉันเขียนมันคิดเอง ฉันไม่รู้หรอกว่าอะไรคือแก่นของเรื่อง ฉันไม่ใช่นักเขียน ฉันแค่อยากบอกเล่าความรู้สึกของตัวเอง เพลงเก่าเพลงนั้นดังมาจากข้างนอกหน้าต่าง ดังมาจากตึกไหนสักตึก... ตอนที่ฉันคิด...รวมกับ”
   
นภากวีพยักหน้ากับตัวเอง เธอเริ่มมั่นใจที่จะประสานสายตากลับไปยังผู้ชายคนนั้น

“ฉันต้องการงานทำ มีเงินเดือนใช้ อยากบอกเล่าความเจ็บปวดที่ทรมานของการรอคอยในความหวังที่อยากให้ความทรงจำกลับมาเหมือนเดิม โลกที่ฉันกลับมา... มันไม่มีอะไรเหลือให้เป็นความทรงจำอีกแล้ว”


“แสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ไม่อาจกระจ่างในใจฉันอีกต่อไป
 เมื่อความสุขทั้งหมดเริ่มเลือนหาย โลกทั้งโลกพลันดับ ลับไปในพริบตา”


กวินท์พึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว เสียงเพลงต้นปัญหาเหมือนกังวานอยู่ในความคิดของเขา เขาเหลือบตาขึ้นมอง จ้องหน้าของเด็กสาวนิ่ง ห้องทั้งห้องเงียบกริบในทันที
 
“มันคืองานของฉัน ฉันพูดได้แค่นี้ ฉันไม่รู้ที่มาที่ไป มันเกิดขึ้นในความคิด อ่อ...บางอย่างในเรื่องสั้น ฉันเห็นภาพมันจากความฝัน... มันเป็นความฝัน เป็นความทรงจำของฉันเอง แค่คิดจะส่งงานให้ได้งานเท่านั้น”

กวินท์ยังคงเคาะมือถือบนโต๊ะเบาๆ อย่างใช้ความคิด ความบังเอิญ หรือสิ่งมหัศจรรย์กันแน่ มันอาจไม่ใช่คำตอบอย่างที่เขาต้องการ เขาควรจะหาข้อมูลให้มากกว่านี้

แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ ณ เวลานี้ว่า เธอไม่ได้พูดโกหกแน่ๆ กับอารมณ์ที่เธอส่งออกมา เขาสัมผัสถึงมันได้จริงๆ

เธอมีอะไรมากกว่านักลอก ขี้ขโมยผลงานอย่างที่เขาคิดจริงๆ

“เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเอาเลย เสียเวลาเปล่าๆ คุณกวินท์ ไม่มีนักลอกคนไหนที่ยอมรับว่าตัวเองลอกงานคนอื่นหรอก”

ในที่สุดยายป้าแม่มดก็เอ่ยปากขึ้นมาอีกจนได้ กวินท์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้โฉมวิภาพูดอะไรต่ออีก เขารีบชิงเปลี่ยนเรื่องขึ้นด้วยตัวเอง

“งั้นเป็นการเรียกร้องความสนใจ เพื่อให้ได้งานสินะ”

กวินท์พยายามปัดไปที่ความคิดนั้น พยายามหาเหตุผลอื่นๆ มาช่วย ซึ่งเขาไม่แน่ใจว่ามันจะกลายเป็นกดดันเธอมากไปอีกหรือเปล่า แต่เขาก็ไม่อยากให้คนคลัสเตอร์ตีความไปเป็นในทางนั้นทางเดียว 

นภากวีรีบโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องคิดอะไรในสมองให้มากความ

“ฉันไม่มีเวลาคิดซับซ้อนขนาดนั้นหรอก คุณจะเข้าใจถ้าคุณอยู่ในสภาพของฉันที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ฉันบอกแล้วว่าตอนที่ฉันคิด ฉันเขียนมันเหมือนแค่ฉันทำการบ้าน ทำงานไปส่งอาจารย์...ฉันไม่มีเหตุผลอะไรมากกว่านี้ ฉันก็คงยืนยันคำเดิม ถึงพวกคุณจะตัดสินฉันยังไงก็ตาม”

คำตอบคงไม่มีเป็นอย่างอื่น เธอต้องตั้งหน้ามองหางานใหม่อย่างแน่นอน

“งั้นเธอก็ต้องการให้พวกเราตัดสินเธอจากแค่เหตุผลนี้ใช่ไหม เธอจะไม่ต่อสู้อะไรเพื่อสิทธิ์ยืนยันความเป็นเจ้าของงานของเธอสินะ”

ความคิดวูบหนึ่งของกวินท์ มันทำให้รู้สึกเขาร้อนวูบไปทั้งตัว เหมือนบางสิ่งกำลังจะหลุดลอยไป...

ทำไมเขาถึงอยากให้เธอลุกขึ้นมาสู้มากกว่านี้…


“เพียงแค่เข้าถึง สัมผัสกับจิตใจของฉัน ความสุขอาจยังคงแอบซ่อนอยู่
แล้วคุณจะรู้ว่า... วันใหม่ยังรอที่จะเกิดขึ้น
”


“มันคงไม่ต้องหาเหตุผลที่ฉันไม่มี เพราะฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมงานมันถึงออกมาเหมือนกัน หากพวกคุณปรักปรำฉัน คิดแบบนี้กันตั้งแต่แรก นั่นเป็นคำตัดสินของพวกคุณไปแล้ว”

“เอาล่ะ เอาล่ะ... อยากให้ตัดสินก็ตัดสิน”

กวินท์ถอนหายใจ ส่ายหัวอย่างขุ่นใจ อารมณ์ของตัวเองเหมือนโกรธเด็กผู้หญิงตรงหน้า เธอควรปกป้องตัวเองให้มากกว่านี้ หรือเขาควรจะทำอะไรบางอย่างปกป้องเธอจากวินาทีนี้ เพื่อไปหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ส่งเธอไปให้พวกคลัสเตอร์ตัดสิน

“ถ้าสิ่งที่เธอต้องการแค่ทำงาน ได้เงินเดือน... คุณโฉมวิภา ผมรับเธอไปทำงานกับผมที่เกาะ ผมจะหาความจริงเรื่องนี้เอง...เรื่องนี้ต้องมีคำตอบที่ชัดเจนมากกว่านี้”

“คุณกวินท์!!”

ทุกเสียงฝั่งคลัสเตอร์เหมือนจะอุทานพร้อมๆ กัน ยกเว้นคุณอเนกทนายความ ที่มีเพียงแค่รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก  แม้แต่ตัวเด็กสาวเอง เธอเหมือนจะตกใจมากกว่าครั้งแรกกับสิ่งที่เขาพูดออกมา ทุกอย่างสับสนไปหมด เหมือนยังไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่มันทำให้เธอตื่นเต้นจนลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้ ก่อนหน้านี้ไปหมด

“ฉัน!!???...ฉันได้งานหรือคะ...ทำไม...”

กวินท์มองดูดวงหน้านั้นอีกครั้ง บางทีในสมองของเธออาจมีเพียงความตั้งใจเท่านี้จริงๆ

แค่ได้งานทำ แค่ได้เงิน...

“ผมยังไม่ได้ตัดสิน ผมแค่ต้องการหาข้อมูลเพิ่ม และสิ่งที่ดีที่สุด คือ ดูพฤติกรรมของเธอ เธอบอกไม่เคยคิดเป็นนักเขียน แต่สิ่งที่ถ่ายทอดความคิดออกมาตรงนี้ มันบอกถึงความเป็นนักเขียนในตัวเอง  ถึงแม้เธอจะไม่ยอมต่อสู้เพื่อสิทธิให้กับชิ้นงานของตัวเองก็ตาม”

ชายหนุ่มขยายความ เขามั่นใจว่าเธอมีศักยภาพพอสมควรที่จะเริ่มต้นเป็นนักเขียน  ส่วนปัญหาว่าทำไมชิ้นงานถึงเหมือนกัน เขาจะหาคำตอบความจริงของเรื่องทั้งหมดด้วยตัวของเขาเอง 
    
กวินท์ไม่อยากให้ใครในคลัสเตอร์มีคำถามอะไรอีก เขาขอใช้สิทธิ์ของผู้บริหาร ไม่ใช่สิทธิ์ของบรรณาธิการ หรือนักเขียนที่โดนลอกงาน และดูเหมือนคนอื่นๆ จะพอเข้าใจ ยกเว้นนภากวี

“ผมจะพาเธอไปวันนี้เลย รบกวนคุณโฉมให้ผู้ช่วยพาเธอไปจัดการเรื่องทะเบียนพนักงานให้เรียบร้อย เธอขอเงินเดือนมาเท่าไหร่ให้ไปตามนั้น ส่วนคนอื่นๆ อยู่กับผมต่อ ผมจะขอคุยเรื่องสัญญาว่าจ้างงานของเธอ”

“เอ่อ..คุณกวินท์...”

โฉมวิภาเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สายตาของกวินท์ทำให้เธอต้องหันไปพูดกับผู้ช่วยแทนอย่างที่เขาต้องการ

“พาไปไหน...แล้วทำไมฉันอยู่ฟังข้อสัญญาด้วยไม่ได้”

“แค่ได้งาน ได้เงิน นั่นคือแค่สิ่งที่เธอต้องการ... เรื่องสัญญายังไม่เรียบร้อย เรียบร้อยเมื่อไหร่แล้วเธอจะรู้เอง”

กวินท์พยายามตัดบทให้สั้นๆ เขาควรจะรีบออกเดินทาง เพื่อให้ทันเรือเที่ยวสุดท้ายข้ามไปเกาะ

“แต่ว่า...มันคืองานอะไร ฉันควรจะรู้สิ”

“ไปทำตามที่ฉันสั่ง เธอรู้เบื้องต้นแค่นั้น หรือเธอต้องการให้ฉันเปลี่ยนใจ”

นภากวีไม่ใช่คนเรื่องมาก แม้จะยังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เธอก็อยากรู้เหมือนกัน ความดีใจไม่ได้ครอบงำสติของเธอ แต่น้ำเสียงของเขา สรรพนามที่เขาใช้เปลี่ยนไป มันทำให้เธอลังเล รู้สึกเป็นสัญญาณเหมือนจะสูญเสียโอกาสนี้ไป

มันคือโอกาสจริงๆ ใช่ไหม กับสิ่งที่เกิดขึ้น

วันใหม่ของเธอ มันเกิดขึ้นจริงๆ ใช่ไหม

“ฉันแค่อยากรู้ว่า...แค่งานอะไร ตำแหน่งอะไรที่จะต้องทำ แล้วเรื่องนี้...”

เธอมองไปที่นิตยสารและแผ่นสำเนางานของเธอ แต่เหมือนทั้งกวินท์ และคนอื่นๆ กลับไม่มีใครสนใจ

“เธอบอกในใบสมัครว่าเพิ่งกลับมา พาสปอร์ตคงยังใช่ได้อยู่ คิดว่าเธอคงพร้อมออกเดินทางไปทำงานที่เกาะมหาวิทยาลัย วันนี้ เดี๋ยวนี้เลย...”
กวินท์มองไปทางโฉมวิภา

“คุณโฉมเริ่มต้นอายุของงานเธอตั้งแต่นาทีนี้เลย”

น้ำเสียงจริงจังของกวินท์ เข้าโหมดทำงาน โฉมวิภารู้ได้ทันทีว่ากวินท์ไม่อยากเสียเวลา และไม่ต้องตั้งคำถามที่ทุกคนอยากรู้อีก เธอรีบพยักหน้ากับผู้ช่วยทันที

“นันทาจัดการตามที่คุณกวินท์สั่งให้เรียบร้อย...ไปเร็ว”

“นาทีนี้ ?? เดี๋ยวนี้!! เดินทาง!!?? เกาะมหาวิทยาลัย...เอ่อ ตกลงฉันต้องไปทำงานอะไร ทำไม่ไม่ใช่งานที่กองบอกอที่นี่”

“ไปฝ่ายบุคคลก่อนค่ะ ต้องถ่ายรูปทำทะเบียน ทำบัตรพนักงานก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาห้องประชุมอีกที”

นันทาเดินมาบอก ยืนคอยอยู่ข้างๆ  แต่นภากวียังงุนงงลังเลที่จะลุกขึ้น เด็กสาวรู้สึกว่า เธอยังต้องการคำตอบจากเขามากกว่านี้

ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิด ความพูดมากช่างซักกับคำถามของเธอ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันก็น่าตกใจอยู่หรอก เขาเองก็ยังประหลาดใจกับตัวเอง ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะพาเธอไปทำอะไร ส่งกลับเข้าห้องเรียน ให้เธอทำแค่การบ้านส่งอาจารย์ หรือว่าเป็นผู้ช่วยของเขา

เขาคงต้องอธิบายอะไรๆ กับคลัสเตอร์อีกมากให้เข้าใจ และคงกับเธอในเบื้องต้นเช่นกัน  แม้จุดประสงค์หลักของเขาก็แค่ให้เธอได้ในสิ่งที่ต้องการ และให้เธอมาอยู่ใกล้ๆ รู้จักตัวตนของเธอมากกว่านี้  เพื่อเขาจะหาความจริง...

เขาหันหน้ากลับไปหาเธอ ดวงตาเหมือนมีประกายวาววับ แน่วแน่ และจริงจัง

“ทำงานโดยตรงกับฉัน ...งานของนักเขียน!!”



**โปรดติดตามอ่านบทต่อไป**

13
บทที่ 2   โชคชะตา...คำสัมภาษณ์ คำกล่าวหา 

อีกครั้ง...    


นภากวีหันไปมองนาฬิกาที่อยู่บนฝาผนังห้องเบื้องหน้า เกือบ 20 นาทีแล้วที่เธอถูกเรียกเข้ามารอในห้องประชุม ไม่นับรวมที่เธอนั่งรออยู่หน้ารีเซฟชั่นอีกเกือบ 15 นาที ทั้งๆ ที่เธอมาถึงก่อนเวลานัดหมายเกือบ 15 นาทีด้วยซ้ำ เด็กสาวกดโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คเวลาเพื่อยืนยันความแน่ใจ ว่านาฬิกาที่สำนักงานไม่ได้ตั้งให้ช้ากว่าปกติ
   
“บริษัทก็ดูใหญ่โต ทำไมที่นี่ไม่รักษาเวลากันเลย เวลาทำงานจริงจะเป็นแบบนี้ไหมนะ”
   
หญิงสาวบ่นพึมพำ พยายามหันซ้ายหันขวาให้แน่ใจว่าในห้องนี้ไม่ได้กล้องจับภาพ หรือแอบดักฟังเสียง อดถามตัวเองอีกครั้งไม่ได้ว่า เธอกำลังคอยอะไรกันแน่ ความตื่นเต้นจากเมื่อเช้า เริ่มลดหายไปเรื่อยๆ มันเริ่มลดลงตั้งแต่โดนป้ากล่าวหาเธอเหมือนเคยๆ
 
“ออกไปไหนอีกล่ะ วันๆ ก็เห็นเอาแต่ตะลอนๆ กลับบ้านมืดๆ ค่ำๆ จะให้อับอายไปถึงไหน นี่คุณนายลั่นทมก็ทวงเงินเช้าเย็น... ไม่ต้องโผล่ออกไปข้างหน้ากันแล้ว แม่คุณไม่รู้จักไปหางานหาการทำบ้างเหรอไง”
   
“ป้าไม่ต้องห่วงหรอก หนูต้องหาเงินมาคืนให้ป้าทุกบาททุกสตางค์แน่ๆ”
   
“เออ แกก็พูดแบบนี้ตั้งแต่กลับมา พูดเหมือนแม่แกไม่มีผิด แล้วก็หนีชิงตายหนีหนี้ตามพ่อแกไป แล้วนี่ถ้าเกิดแกตายไปอีกคน แล้วฉันจะไปหาเงินที่ไหน มิออกต้องไปหาทำงานเองเหรอ เด็กๆ บ้านนี้ก็เล็กๆ ข้าวก็แทบจะไม่พอกิน ดีๆ ให้มันตายๆ ไปสะให้หมดบ้านเลย...”
   
ป้ายังพูดอะไรอีกเยอะแยะ ยืดยาว ด้วยภาษาที่เด็กสาวไม่คุ้นเคย แต่มันก็เริ่มทะลายความมั่นใจในการก้าวเท้าออกจากบ้าน เพื่อมาสอบสัมภาษณ์ของเธอ ทั้งๆ ที่ออกจะมั่นใจ และตื่นเต้นเมื่อทางสำนักพิมพ์โทรมานัดสัมภาษณ์
   
ยังไงเธอก็ต้องแข็งใจรอ เธอต้องได้งานนี้ กับความพยายาม ทุ่มเททั้งหมดที่เธออดหลับอดนอนมาตั้งสามวัน เพื่อเขียนตัวอย่างงานส่งมาให้สำนักพิมพ์พิจารณา เธอต้องได้งานทำ ต้องหาเงินเองให้ได้ แล้วใช้หนี้ทุกบาททุกสตางค์ที่ป้าของเธอทวงทุกครั้งที่เห็นหน้ากัน ตั้งแต่เธอถูกตามกลับมาเมืองไทย
   
นึกย้อนกลับไปเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นต้นมา ชีวิตการเรียนของเธอต้องจบสิ้นลง ทั้งๆ ที่เพียงอีกไม่กี่เดือน ชั้นเรียนบริหารธุรกิจก็จะเปิดเรียนอยู่แล้ว
   
มันกำลังเริ่มต้นอย่างสวยงาม...
   
“จะไม่ให้บอกอย่างที่แม่แกขอไว้ ฉันก็ไม่มีปัญญาหรอกนะ ส่งแกต่อ หนี้ก็ท่วมหัว งานศพแม่แกเงินช่วยก็มีนิดเดียว เงินค่าโรงพยาบาลค่างานศพตั้งแต่พ่อแกตายก็ยังจ่ายเขาไม่หมดด้วยซ้ำ”
   
เด็กสาวถอนใจ เธอเองไม่เคยรู้ว่า ตลอดมาที่เรียนอยู่ที่เมืองนอก กิจการโรงงานเสื้อผ้าสำเร็จรูปของพ่อต้องปิดตัวลง ตามพิษเศรษฐกิจ  ปัญหาเรื่องแรงงาน และตรวจพบเนื้อร้ายในต่อมลูกหมากของพ่อ ทุกอย่างพลิกคว่ำคะมำหงาย
    
โลกของเธอที่อังกฤษ แต่โลกของพ่อกับแม่ที่เมืองไทยแตกต่างกันราวสวรรค์กับนรก แม่ปกปิดความจริงมาตลอด ไม่เคยบอกเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะทางเมล หรือทางโทรศัพท์ จนกระทั่งป้าส่งจดหมายตามเธอกลับมา แล้วโลกของเธอก็พังพินาศไปในทันที
   
“แม่แกมันโง่ โง่มาก ที่ไม่ตามแกกลับมา ปล่อยให้เรียนจนจบ หาหนี้เพิ่มให้ตัวเอง ทั้งๆ ที่หนี้ค่าหมอ ค่าผ่าตัด ก็เดือดร้อนคนเดียวไม่พอ ทำให้ฉันต้องเดือดร้อนตามไปด้วย เงินเก็บก็ไม่เหลือ กู้ทั้งนอกระบบในระบบ ที่ดินทรัพย์สมบัติก็ขายหมด เหลือแต่บ้านนี้ล่ะ แล้วยังต้องไปกู้นอกระบบมาอีก ทีงี้จะทำไงกันล่ะ บ้านนี้ก็มีอีกตั้งกี่ชีวิต”
   
ทุกสิ่งที่เธอจำได้ในเมืองไทย  เพียงเธอจากไปแค่สามปี บ้านหลังใหญ่ที่พ่อกับแม่เธออยู่กันอย่างมีความสุขหายวับไป ชีวิตเมืองไทยที่เธอไม่เคยรู้เลย แม่ต้องกลับมาอยู่กับป้า เธอไม่แปลกใจหรอกที่แม่ตรอมใจตายเพราะป้าคงพูดแบบนี้ทุกเวลา และเธอเชื่อว่าแม่คงอดอาหารตาย เพราะป้า มากกว่าที่จะตรอมใจเพราะพ่อแน่ๆ
   
สิ่งหนึ่งที่เธอเสียใจไม่น้อยไปกว่าการเรียน คือ การกลับมาเมืองไทย เธอไม่ได้เห็นหน้าพ่อ และแม่อีกเลย นอกจากที่ช่องเก็บกระดูกในวัดเท่านั้นเอง ป้าตามเธอกลับมาหลังจากที่งานศพของแม่ผ่านไปแล้ว
   
เธออยากโทษเพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต แต่ก็คงป่วยการ เธอพยายามหางานทำ แต่วุฒิการศึกษาแค่ไฮสคูลจะเพียงพอหางานอะไรที่ได้เงินเป็นก้อนใช้หนี้คืน มีเพียงงานลูกจ้างรายวันตามร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ที่ได้เงินเพียงน้อยนิด แค่กินอยู่ไปวันๆ
   
กินอยู่ไปวันๆ หรือ หนึ่งเดือนที่ผ่านมากับชีวิตในกรุงเทพฯ ที่ไม่ต่างอะไรกับนรก ค่ารถ ค่าเดินทางก็แทบหมดไปแล้ว มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากเสียเวลาไปเปล่าๆ จนกระทั่งบังเอิญเธออ่านเจอประกาศสมัครงานสำนักพิมพ์แห่งนี้ในอินเตอร์เน็ต
   
เธอไม่รู้หรอกว่างานนักเขียน นักแปล ในกองบรรณาธิการเป็นอย่างไร หนังสือนวนิยายภาษาไทยเธอแทบไม่เคยอ่านเลย ตั้งแต่เรียนชั้นประถมในเมืองไทย ก็อ่านแค่หนังสือเรียน ไม่เคยคิด ไม่เคยฝัน แต่ที่แน่ๆ ความรู้ภาษาอังกฤษของเธอน่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง เธอแทบไม่เชื่อด้วยซ้ำว่างานที่เธอเขียนเป็นครั้งแรกจะผ่านเข้าตาสำนักพิมพ์
   
“เป็นนักเขียนสมัยนี้รายได้ดี นิยายเรื่องหนึ่งได้ทีก็เกือบครึ่งแสน ถ้ามันขายดี พิมพ์ซ้ำก็ได้เงินเพิ่มอีก”
   
เธอยังจำหลายๆ ความเห็นที่เขียนโต้ตอบกันในกระทู้ประกาศสมัครงานนั้นได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เธอยอมนั่งหลังขดหลังแข็ง และลองเขียนงานของตัวเอง…

   
“เดี๋ยวคุณกวินท์จะมาถึง พวกเราจะคุยกับเธอไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน”
   
เสียงห้วนๆ ของผู้หญิงที่เดินนำหน้าผู้ชาย และผู้หญิงที่ผลักประตูเข้ามา เรียกความคิดต่างๆ ของเธอให้กลับมาอยู่ที่เวลาปัจจุบัน
   
น่าแปลก หรือคนทำงานหนังสือเขาจะไม่พูดจาทักทายกันให้ชวนฟังรื่นหูสักหน่อย ว่าไปมันก็แปลกตั้งแต่เธอเข้ามา ทั้งรีเฟซชั่น และคนที่ทำงานที่นี่ ต่างมองเธอด้วยสายตาเธอเป็นตัวประหลาด ราวกับไม่เคยเห็นคนแปลกหน้า หรือว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่มา มันจะดูขัดตาผู้คนแถวๆ นี้
   
แต่ก็แค่สอบสัมภาษณ์...
    
อีกด่านเดียวเธอต้องทำให้ได้ แต่คนห้าคนที่เข้ามาสัมภาษณ์เธอในห้องนี้ แล้วต้องรอใครอีกคน  มันดูจะมากไปสำหรับงานที่ให้ค่าตอบแทนเพียงสองสามหมื่นหรือเปล่า
   
“เอาเถอะ อย่างน้อยที่สุด ถ้าได้งานทำ เธอยังเหลือแค่กำไลทองฝังเพชรเม็ดเล็กๆ ชิ้นสุดท้ายที่เธอจะเอาไปจำนำ คงพอให้มี ค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง โดยเฉพาะค่าอาหารที่เธอไม่ได้กินมาวันหนึ่งเต็มๆ...”
    
ในสมองของเธอเหลือความคิดเพียงเท่านี้ ขอเพียงให้ได้งานเท่านั้น ชีวิตของเธอที่อยู่ในนรกมืดจะสิ้นสุดลง นภากวีหันไปมองพระอาทิตย์บนท้องฟ้าข้างหน้าเพื่อเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง
   
วันใหม่ของชีวิตจะเริ่มต้นนับจากวินาทีนี้...
   
แต่แล้ว คำพูดของผู้หญิงคนเดิม ที่แทบไม่มีคำทักทาย หรือคำแนะนำตัว สายตาของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ ก็เหมือนฟ้าผ่าเปรี้ยงสนั่นแก้วหู ตึกทั้งตึกที่เธออยู่ถล่มทะลายลงทับตัวเธอ
   
“หนูกล้าหาญมากนะ!! ที่ลอกงานนักเขียนของเรา แล้วส่งมาสมัครงานในตำแหน่งกองบรรณาธิการ แล้วยังกล้าเข้ามาสัมภาษณ์... ดี! ก่อนที่คุณกวินท์จะมาถึง งั้นตอบพวกเราให้หายข้องใจมาที ว่าทำไมเธอถึงมีความคิดและทำแบบนี้!!”

***********************


** โปรดติดตามอ่านบทต่อไป **

   
   




14

เพียงให้หัวใจลิขิต ลิขสิทธิ์แห่งรัก

บทที่ 1  การกลับมาของหัวใจ



กรุงเทพฯ อีกแล้ว...
กวินท์ถอนหายใจยาว ก่อนปิดโน้ตบุ้คของตัวเอง ถอดแว่นสายตาเก็บ พร้อมกับเอนศีรษะลงกับพนักเก้าอี้ เหม่อมองสายตาออกไปนอกรถ

เขาน่าจะมีปีกเหมือนนก แล้วบินไปบินมาเองบนท้องฟ้า อาจจะง่ายกว่าต้องเดินทาง นั่งเรือ นั่งรถ นั่งเครื่องบิน บินไปบินมาอยู่แบบนี้
หรือว่า เขาควรจะย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ไปซะเลย

นี่เป็นรอบที่สามที่เขาต้องกลับไปกลับมาระหว่างเกาะมหาวิทยาลัย กับสำนักงานใหญ่ภายในอาทิตย์เดียว สองครั้งแรกเมื่อวันจันทร์มีคลาสพิเศษสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับนักการทูตของสถานทูตแห่งหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาประจำการ
    
ครั้งที่สองเป็นเมื่อวานนี้กับการประชุมพิเศษนอกวาระของคณะผู้บริหารคลัสเตอร์กรุ๊ป และครั้งนี้ โทรศัพท์เข้ามาตามเขาตั้งแต่เขาออกมาจากสนามบิน ยังไม่ทันนั่งเรือข้ามกลับไปเกาะด้วยซ้ำ เขาก็ต้องเดินกลับเข้าสนามบิน ซื้อตั๋ว และบินกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง

โชคดีที่เดือนนี้ที่ยังไม่เปิดเทอม ไม่มีคลาสสอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยบนเกาะคลัสเตอร์ มันทำให้เขาตัดสินใจกลับมาได้ง่าย

“เป็นไปได้ไหมคะคุณกวินท์ ถ้าจะขอให้เข้ามาประชุมตอนบ่ายวันนี้ ครั้งนี้ต้องรบกวนด่วนหน่อย อยากให้คุณกวินท์ตัดสินใจเอง มีเด็กลอกงานคุณกวินท์อีกแล้ว”

ลอกงาน... อีกแล้ว

ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไรในรอบปี มันช่างเป็นกิจกรรมขยัน ง่ายๆ ยอดนิยมจริงๆ กับพวกมือลอกทั้งหลาย น่าแปลกใจที่ครั้งนี้คุณโฉมวิภา แอดมินฝ่ายบุคคลของคลัสเตอร์กรุ๊ปโทรมาหาเขาเองโดยตรง และไม่ใช่คุณชนิดา บรรณาธิการที่ดูแลงานต้นฉบับของเขา หรือคุณอเนก หัวหน้าฝ่ายทนายความ หรือส่งเมลมาแต่อย่างใด

“ไม่น่าเชื่อ คือเด็กคนนี้ ตัวอย่างงานที่เธอส่งมามาสมัครงานกับเรา ลอกมาจากเรื่องสั้นคุณกวินท์ กล้ามากนะคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องโปรดของโฉม โฉมจำได้แม่น เช็คกันกับคุณชนิดารอีกที ก็บอกว่าไม่ใช่แค่ชิ้นเดียว เรื่องสั้นอังกฤษ กับแปลเพลงก็ยังลอกคุณกวินท์มาชนิดซ้อนตัวอักษรกันได้เลย ทำอย่างกับว่าพวกเราจะจับไม่ได้งั้นแหละ อยากจัดการให้จบๆ ไปค่ะ กล้าหาญแบบนี้”

ตามจริงกวินท์ผ่านเรื่องนี้ให้คุณชนิดา กับคุณอเนกจัดการกันเองก็ได้ เพียงแต่เขาสะดุดใจกับที่เด็กผู้หญิงคนนั้นส่งมาสมัครงาน จนเขาอดไม่ได้ต้องรีบเช็คเอกสารที่ส่งตามมา และทั้งหมดมันทำให้เขาต้องรีบบึ่งกลับกรุงเทพฯ ในทันที

แต่จริงๆ เหตุผลมันคงมากกว่านั้น...

งานที่เขาได้อ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีก มันแตกต่างกับคนอื่นที่เคยลอกส่งที่อื่น และทางคลัสเตอร์จับได้อย่างที่ผ่านๆ มาโดยสิ้นเชิง
    

หากดูเผินๆ มันก็เหมือนกับการลอกงานจริงๆ เรื่องสั้นที่เป็นภาษาอังกฤษของเขา กับ งานแปลภาษาไทย นั่นเหมือนกันอย่างกับงานถ่ายเอกสาร ซ้อนตัวอักษรอย่างที่คุณโฉมว่าไว้
เพียงแต่เรื่องสั้นภาษาอังกฤษของเขาที่ชื่อ “In the Twilight”  ส่วนของเธอเป็น “In the Darklight” และเพลง Memory ของ Barbra Streisand เธอตั้งชื่อมันว่า “เดียวดาย...ในความทรงจำ”  ขณะที่เขาใช้คำว่า “ลำพัง...ในความทรงจำ” นอกนั้นเหมือนกันหมดจริงๆ
   
ส่วนเรื่องสั้นภาษาไทย ซึ่งจริงๆ เขาควรเรียกงานที่มือลอกส่งเข้ามาว่า “บันทึก” มากกว่าเรื่องสั้นอย่างของเขา  “ตราบนั้นจนนิรันดร์”  พล็อตหลัก ประเด็น เนื้อความทั้งหมด เหมือนกันแทบไม่ผิดเพี้ยน ผิดแต่การนำเสนอด้วยวิธีการบันทึก  ใช้ภาษาที่เรียบง่ายกว่า และชื่อเรื่อง ที่เธอใช้มันว่า “ตราบนี้จนนิรันดร์”
   
มันคงไม่ใช่แรงบันดาลใจอย่างที่มือลอกคนอื่นๆ เคยแก้ตัว หรือแม้แต่การอ้างอิงเพื่อใช้เป็นข้อมูลของนักเขียน แต่นี่กวินท์รู้สึกได้ทันทีว่า เป็นการลอกที่มีชั้นเชิง เธอกำลังส่งสาสน์บอกอะไรบางอย่างออกมา ที่เรียกร้องความสนใจให้เธอได้ตำแหน่งงานงั้นหรือ
   

“ใครนะที่กล้าทำแบบนี้ ลอกงานของนักเขียน เพื่อให้ได้งานในสำนักพิมพ์ต้นสังกัด...มันบ้ามากๆ บ้าจริงๆ”
   
กวินท์ส่ายหัว บ่นพึมพำงึมหงำอยู่คนเดียวจนคนขับรถของคลัสเตอร์ที่คุ้นเคยกับเขาต้องเหลือบตามามองผ่านกระจกมองหลังไม่ใช่เพียงแค่นั้น เธอยังเขียนต้นฉบับด้วยลายมือลงบนกระดาษ ไม่ใช่พิมพ์งานอย่างคนสมัครงานทั่วไป มันเหมือนการตั้งใจลอก ทำให้เตะตา และส่งมาท้าทายเขาอย่างชัดเจน

“ท้าทายงั้นเหรอ”                                  

ชายหนุ่มเริ่มพล่ามกับตัวเอง ตามประสานักเขียน และอาจารย์ขี้บ่น ทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ไปได้ เสียงเพลง Memory ยังก้องกังวานอยู่ในหัว หรือว่าเธอกำลังส่งผ่านอารมณ์ ความรู้สึก สื่อสารมันมาถึงเขาโดยตรงใช่ไหม มันอาจไม่ใช่แค่สมัครทำงานธรรมดา

มันเหมือนการตอบโต้ ตอบเรื่องที่เขาเขียนมากกว่าการท้าทาย หากคิดในแง่ที่เบาลง มันเป็นเสมือนอารมณ์ของอีกตัวละครอีกฝ่าย หรือเปล่านะ แล้วอะไรคือสิ่งที่ต้องการกันแน่ กวินท์เริ่มมีคำถามมากมายมาตลอดการเดินทาง และเขาต้องการคำตอบกับสิ่งที่เธอตั้งใจทำมันลงไป

ทั้งเรื่องสั้น เรื่องแปล ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ทุกเรื่องที่เธอส่งมาเป็นตัวอย่างงาน มันสอดคล้องต่อเนื่องกันอย่างมีนัยยะประหลาด...
เหมือนทั้งหมดบ่งบอกว่าเธอมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้

อีกสิ่งที่น่าประหลาดใจ เธอเขียนย้ำในประวัติของเธอ เด็กอายุแค่ 19 ปี จบมัธยมจากอังกฤษ เด็กที่เพิ่งกลับมาเมืองไทย เด็กที่ห่างจากเมืองไทย และตัวอักษรไทยไปเกือบถึง 10 ปี แล้วงานที่ส่งมาทั้งหมดเป็นงานเขียน ชิ้นแรกในชีวิต เธอไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียน

ขอแค่เพียงได้งานทำ...

“ตลกมาก”

กวินท์ยังคงส่ายหัว บ่นพึมพำกับตัวเอง มันแค่นั้นจริงๆ หรือ ครั้งแรกกับภาษาเขียนที่มีอิทธิพลส่งพลังมาถึงเขาได้ขนาดนี้  ถึงแม้มันจะเป็นการลอก แต่ชิ้นงานที่เธอเลือกมาลอก นั่นเป็นประเด็นสำคัญมากกว่า

   
**Touch me!
It's so easy to leave me
All alone with the memory
Of my days in the sun...

If you touch me, you'll understand what happiness is
Look, a new day
Has begun


   
เขารับความรู้สึกและอารมณ์นั้นได้ และมันทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาเขาวนเวียนอ่านงานของเธอ หรือของเขาซ้ำไปซ้ำมา วิเคราะห์ทุกตัวอักษร จนเกิดคำถามมากมายร้อยแปดในหัว มันไม่ใช่สิ่งที่เขารู้สึกไปเองแน่นอน กับการเป็นนักเขียน บรรณาธิการ และอาจารย์ที่อ่าน และเข้าใจกับอารมณ์ในตัวอักษรมาเกือบทั้งชีวิต...

อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาในตอนนี้ เหมือนจะยิ่งทวีความสับสน และคงมีเธอเพียงคนเดียวที่จะให้คำตอบเขาได้...

กวินท์ก้มลงมองนาฬิกาที่ข้อมือ อีกสิบห้านาทีจะถึงเวลานัด รถยังคงติดอยู่บนทางด่วน


 เขาอยากเจอเธอ อยากพบกับเธอ “นภากวี”




(โปรดติตตามบทต่อไป)


** จากบทเพลง Memory ของ Barbra Streisand


 

15



เพียงให้หัวใจลิขิต ลิขสิทธิ์แห่งรัก

เมื่อกวินท์บรรณาธิการ นักเขียน อาจารย์หนุ่มชื่อดังต้องรีบเดินทางออกจากเกาะมหาวิทยาลัยคลัสเตอร์เข้าสำนักพิมพ์ สำนักงานใหญ่คลัสเตอร์ที่กรุงเทพฯ เพื่อพบกับเด็กสาวที่ถูกกล่าวหาว่าลอกงานเขียนของเขา ซึ่งคราวนี้ไม่เหมือนเคยๆ เพราะเจ้าหล่อนยืนยันว่าเธอไม่ได้ลอกงานของเขา ไม่เคยเห็น ไม่เคยอ่านหนังสือของเขาเลยซักนิด นั่นอาจเป็นคำแก้ตัวของคนชอบลอก

เธอไม่ได้อยากเป็นนักเขียน ไม่ได้อยากเป็นกองบรรณาธิการ สิ่งที่เธอต้องการเพียงแค่ตำแหน่งงาน มีเงินเดือนเลี้ยงชีพ และผ่อนหนี้ก้อนโตให้กับป้าของเธอ แต่ที่แน่ๆ เรื่องสั้นที่เขียนมาเพื่อสมัครงานเรื่องนี้เธอเขียนขึ้นเอง เธอไม่ได้ลอกใคร แต่น่าประหลาดใจ เธอไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนั้น แต่ทำไมตัวอักษรมันถึงเหมือนกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์ หรือว่าเธอถูกใส่ร้ายจากสำนักพิมพ์

ถ้าเธอไม่ได้ลอก สิ่งนี้คืออะไร โชคชะตา พรหมลิขิตงั้นหรือ กวินท์อยากหาคำตอบ และในเมื่อเธอมีแววเป็นนักเขียนที่ดี และต้องการงานทำ การจับเธอไปลงโทษตามที่กองบรรณาธิการต้องการ ให้อยู่ใกล้ตัวเขา ฝึกให้เป็นนักเขียนที่มีจิตสำนึกดีกว่านี้ ย่อมดีกว่าทำเรื่องฟ้องร้องเธอ และมันคงไม่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น จำเลยรัก ฉบับปี 2557 หรอกนะ

แล้วมหัศจรรย์ของความรักก็บังเกิดขึ้นอีกครั้งบนเกาะแห่งความรัก พร้อมกับลิขสิทธิ์นิยายเรื่องใหม่ ที่เขาและเธอเขียนมันขึ้นด้วยหัวใจ...


***
มาเอาฤกษ์เอาชัย ชื่อนางเอกยังไม่หลุดออกมาจากขมองอิ่มเสียด้วยซ้ำ ทำรูปไว้ตั้งแต่เย็น พร้อมด้วยเรื่องย่อพล็อตหลัก เขียนจริงๆ คงวันอาทิตย์โน่นนะ รอหน่อยยยย


*** เพิ่มเติม
วันนี้ที่หน้าเฟซ เอาใจคนอ่าน แฟนคลับคนสำคัญที่ให้ใช้ชื่อเธอเป็นนางเอก สรุปแว่ๆๆๆ นางเอกท่านกวินท์ชื่อ "นภากวี" เธอจะเป็นท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่ของกวี ซึ่งหมายถึง ความคิดอันเป็นอิสระของกวี... จิ้นแปลความได้ไกลมาก  อันเป็นนัยยะว่า เธอถูกพรหมลิขิต และกามเทพอุ้มสม ให้เป็นคู่สร้างรักนิรันดร์ของ กวินท์ ที่แปลว่า จอมกวี จ้าาาาาา
 


หน้า: [1] 2