แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - lung_tom

หน้า: [1] 2 3 ... 14
1
3. ทอม สิริ / noneko / นายตั้งต้น 3 บทที่ 4
« เมื่อ: ตุลาคม 11, 2018, 06:39:02 PM »
บทที่ 4
   
ผมจัดการเตรียมตัวอย่างงานไว้เสนอพี่ปลาเรียบร้อยตั้งแต่หัวค่ำ บอกแม่ว่าถ้าง่วงก็ขึ้นนอนได้เลยคืนนี้ผมจะเป็นคนอยู่รอยัยเติมเต็มและปิดบ้านให้เอง แล้วผมก็นั่งไถเฟซบุ๊กในโทรศัพท์ หลับๆ ตื่นๆ อยู่หน้าจอโทรทัศน์ไปจนห้าทุ่มกว่า ยัยเติมเต็มจึงเดินเข้าบ้านมา

“อ้าว นึกว่าแม่” มันหันมาทักผม หน้ามันย่อง หัวหูดูโทรมและเหนื่อย
“แกปิดประตูรั้วหรือยัง” ผมหันไปถามมัน แล้วกดรีโมทปิดสวิทช์โทรทัศน์ บ้านเงียบกริบลงทันที
“ปิดหมดแล้ว” มันตอบพลางลงกลอนประตูบ้านเรียบร้อย แล้วทำท่าจะเดินขึ้นข้างบนไปเฉยเลย
“เดี๋ยวสิ มาคุยกันก่อน” ผมทำเสียงเรียบๆ มาดพี่ชายจอมเฮี้ยบ
“คุยไปคนเดียวเหอะ ง่วงจะตายชัก” มันไม่ชะลอฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดด้วยซ้ำครับ
“แกทำให้แม่เป็นห่วง”
น่าจะเป็นคำว่าแม่ที่ทำให้มันหยุดยืนอยู่ที่ขั้นบันได “ห่วงเรื่องอะไร”

ผมนั่งจ้องมันนิ่งๆ การไม่พูดต่อได้ผลดีเพราะมันเปลี่ยนใจเดินกลับมานั่งลงที่โซฟาหน้าทีวีกับผม
“กี่ทุ่มกี่โมงแล้ว แกรู้หรือเปล่า” ผมพเยิดหน้า
“ฉันรู้ว่ามันดึกแล้ว แต่กว่าจะเลิกงาน กว่าจะนั่งรถกลับมามันก็ประมาณนี้แหละ” มันถอนหายใจยาวบอกชัดว่าเบื่อผมมาก
“แม่บอกว่าแกทำงานพาร์ตไทม์ ทำที่ไหน” ผมซัก
“ร้านแซนด์วิช ตรงห้างที่เปิดใหม่แถวบ้านเราเนี่ย” ยัยเติมเต็มบอกชื่อร้านแซนด์วิชแฟรนไชส์ซึ่งเป็นที่รู้จักดี สาขาที่มันพูดถึงก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเราสักเท่าไหร่
“ร้านนั่นสามทุ่มก็ปิดแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมดักคอเพราะเคยเดินผ่านหน้าร้านครั้งหนึ่ง
“สามทุ่มครึ่ง แต่ปิดร้านแล้วก็ต้องทำความสะอาดร้าน จัดของเตรียมของอะไรๆ สำหรับวันรุ่งขึ้นอีกตั้งเยอะแยะ กลับพร้อมลูกค้าได้ที่ไหนเล่า กว่าจะเก็บร้านเสร็จมันไม่ใช่ห้านาทีสิบนาทีซะเมื่อไหร่ พี่อธิบายให้แม่ฟังด้วยแล้วกัน ฉันไปนอนล่ะ จะหลับกลางอากาศอยู่แล้ว” ยัยเติมเต็มพูดยาวแล้วลุกขึ้น เดินหาวขึ้นบันไดไปหน้าตาเฉย

ผมปล่อยมันไปก่อน ไม่ได้บอกว่าเมื่อตอนเย็นผมเห็นมันนั่งรถไปกับหนุ่มหน้าใส ไม่ได้อยู่ทำงานเหยงๆ ในร้านแซนด์วิชอย่างที่มันบอก อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่ามันทำงานที่ร้านสาขาไหน การตามรอยไม่ยากหรอก อีกไม่นานก็จะรู้ว่ามันไปทำงานร้านแซนด์วิชจริงหรือเปล่า หรือว่ามันไปทำอะไรอย่างอื่น



“ตั้งต้น” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากข้างล่าง
“ครับ!” ผมเด้งตัวขึ้นจากที่นอนในทันใด เหลือบมองนาฬิกาตรงโต๊ะหัวเตียง ใจหายแวบคิดไปว่าตัวเองตื่นสายหรืออย่างไร แต่มันเพิ่งจะหกโมงสิบเองครับ เสียงแม่เรียกอีกครั้ง ผมจึงรีบวิ่งลงไปข้างล่างดูว่าทำไมแม่เรียกแต่เช้า
“ครับแม่” ผมโผล่เข้าไปในครัว กลิ่นข้าวหุงสุกใหม่หอมรับอรุณ
“แกไปดูซิว่ายัยมิ้นต์เขากลับมาบ้านหรือยัง ฉันว่าฉันเห็นรถจอดอยู่นะ ถ้ากลับมาแล้วแกก็เอาต้มเลือดหมูกับข้าวสวยนี่ไปให้เขาด้วย” แม่พูดพลางตักต้มเลือดหมูบนเตาใส่หม้อเคลือบใบย่อมแล้วเหยาะพริกไท
“หา มิ้นต์กลับมาแล้วเหรอครับ” ผมไม่รอคำตอบ แต่กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปชะโงกดูที่รั้วบ้านติดกัน รถโตโยต้าคันเก่าฝุ่นเขรอะของยัยมิ้นต์จอดอยู่ที่โรงรถหน้าบ้านเธอจริงๆ ด้วยครับ

“มิ้นต์ กลับมาแล้วเหรอ” ผมตะโกนถาม
“เออ” เสียงหญิงสาวตะโกนตอบมาจากในบ้าน
สักพักใบหน้ารูปไข่ล้อมกรอบด้วยผมสีน้ำตาลเส้นเล็กที่หวีขมวดปลายรวบแนบไปกับศีรษะโหนกสวยได้รูปก็โผล่หน้าต่างด้านข้างที่ติดกับบ้านผมออกมา หมวดมิ้นต์หน้าตาสดชื่นและอยู่ในเครื่องแบบตำรวจพร้อมจะไปทำงาน
“เฮ้ย กลับมาเมื่อไหร่” ผมห้ามตัวเองไม่ให้ส่งยิ้มฟันเต็มปากไปให้เธอไม่ได้
“ตีหนึ่งมั้ง จะไปทำงานแล้วเนี่ย” หญิงสาวผลุบหายเข้าไปในบ้าน ได้ยินแต่เสียงตะโกนตอบ
“เฮ้ย อย่าเพิ่งไปสิ คุยกันก่อน” ก็ผมมีข่าวดีจะบอกนี่นา
“ไว้ค่ำๆ เหอะ รีบอ่ะ” เธอเดินออกมาหน้าบ้าน
“แม่บอกให้เอาต้มเลือดหมูกับข้าวสวยมาให้เธอกิน”
“แล้วก็ไม่บอก มาๆๆ” จากท่านั่งใส่รองเท้า เธอก็เปลี่ยนเป็นถอดรองเท้าแล้วกวักมือหยอยๆ
“ไม่รีบละ?” ผมเลิกคิ้วถาม
“อุ๊ย ไม่รีบ กินด้ายยย... แป๊บเดียวเอง” เธอยิ้มจนตาหยี

หมวดมิ้นต์ไม่เคยปฏิเสธอาหารรสมือแม่ติ๋วครับ และแม่ผมก็มักจะทำอาหารให้เธอกินบ่อยๆ เพราะแม่เอ็นดูเธอเหมือนเป็นลูกอีกคนก็ว่าได้ นานมาแล้วพ่อแม่ของเธอเช่าบ้านของแม่ผมมาตั้งแต่ยัยมิ้นต์ยังตัวเล็กๆ หลังจากที่พ่อแม่ของเธอจากไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอก็ยังคงอยู่ที่นี่เหมือนเดิม แม่ผมก็คอยดูแลอยู่ห่างๆ แถมยังกำชับให้ผมดูแลเธออีกด้วย แม่บอกว่าถึงยัยมิ้นต์จะแข็งแกร่งขนาดไหนเธอก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แม่ไม่รู้หรอกว่ายัยมิ้นต์น่ะมันแกร่งกว่าที่แม่คิดเยอะ ฉายามันน่ะ หมวดมิ้นต์ โหด เฮี้ยว เหี้ยม หาญ เชียวนา

ผมกลับไปเอาต้มเลือดหมูร้อนๆ กับข้าวสวยหอมกรุ่นในครัว บอกแม่ว่าจะขอไปกินข้าวบ้านยัยมิ้นต์เพราะมีเรื่องจะคุยกับมันเยอะแยะ แม่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะแกกินข้าวเรียบร้อยแล้วกำลังเตรียมตัวจะซักผ้า หิ้วหม้อเลือดหมูมาวางที่โต๊ะกินข้าวบ้านยัยมิ้นต์ ปรากฏว่าคราวนี้มันยกจานชามช้อนมาเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ สงสัยจะรีบกินรีบไป เพราะทุกทีจะนั่งกระดิกนิ้วรอผมจัดโต๊ะ

“อู้ยยย... สวรรค์เลย” ตำรวจหลับตาพริ้มเมื่อซดน้ำแกงร้อนๆ เข้าไปช้อนแรก
“งานเป็นไง” ผมชวนคุย
“เรียบร้อยดี” ยัยมิ้นต์จ้วงข้าวสวยเข้าปากตามด้วยเลือดหมูและแกงอีกหลายช้อน เสียงซดดังโฮกบอกชัดว่าฟินขนาดไหน
“ฉันมีข่าวดีจะบอก” ผมอมยิ้มที่กำลังจะกลายเป็นยิ้มแก้มแตก
“หืมม์ อะไร แกถูกหวยเหรอ” มันถามทั้งที่ข้าวเต็มปาก
“ต้นฉบับรัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น ของฉันผ่านพิจารณาได้พิมพ์แล้วโว้ยยยย...” ผมตะโกนพลางชูกำปั้นขึ้นเขย่ารัวๆ
“เฮ้ย! จริงดิ” ยัยมิ้นต์วางจาน ยื่นหน้ามาจ้องผมตาโตเป็นไข่ห่าน
“สำนักพิมพ์สืบอักษรด้วยโว้ยยย...” ผมยื่นมือออกไปหายัยมิ้นต์ มันยื่นมือออกมารับ เราตบไฮไฟฟ์เสียงดังฉาด
“ใช่เรื่องที่แกเขียนแรมเดือนแรมปีเรื่องนั้นหรือเปล่า” เธอเลิกคิ้ว
“ใช่ รัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น เรื่องของพี่จรณเจ้านายเก่าฉันไง เธอจำได้สิ เราสืบเรื่องนี้ด้วยกันไง...” ผมตีขลุม ความจริงคดีนี้เป็นผลงานของยัยหมวดมิ้นต์เต็มๆ ผมก็แค่เจ๋อไปเจ๋อมาเท่านั้น “เพราะไปขลุกอยู่กับคดีนี้เต็มๆ ฉันก็เลยอินกับเรื่องราวมากจนเอามันมาเขียนจนจบ”
“หูยยย... เก่งมากนายตั้งต้น” เธอยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ผมแล้วคว้าชามข้าวมากินต่อ
“แค่เนี้ยะ?” ผมเลิกคิ้วถาม
“”อ้าว จะเอาอะไรอีกวะ” ยัยมิ้นต์ตักข้าวคำใหญ่เข้าปาก ตามด้วยหมูชิ้นโต
“นี่ไม่คิดจะเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้เพื่อนบ้างเลยหรือไง” ผมเกือบยกมือเท้าสะเอวแล้วถ้าไม่ติดว่ามันจะดูสาวไปหน่อย
“อ๋อ ได้ซี้ ไว้นัดกันนะ แกอยากกินร้านไหน เพื่อนจัดให้เลยค้าบบบ...” เธอรวบช้อนแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอักๆ “แต่วันนี้คงยังไม่ได้นะ ฉันไม่อยู่หลายวันงานที่สน.เพียบเลยอ่ะ” ตำรวจลุกขึ้นยืนลูบพุงในกระโปรงรัดรูปไปมาแล้วหันมาพูด “ฝากล้างด้วยนะ ไปล่ะ”
“เดี๋ยวๆ ข่าวดียังไม่หมดแค่นี้” ผมลุกเดินตามเธอไปหน้าบ้าน
“มีอะไรอีก แกได้งานทำหรือไง” เธอหันมาปรายตาใส่
“ใช่!” ผมร้องลั่น
“ฮ้า!” คราวนี้ยัยมิ้นหันมาทำตาโต ท่าทางเธอตกใจและแปลกใจจริงๆ
“ฉันได้งานทำที่สำนักพิมพ์สืบอักษรที่ที่รับพิมพ์งานนั่นล่ะ แหล่มไหมล่า...” ผมยืดอก
“โห... โคตรโชคดีเลย ไปทำอีท่าไหนเขาถึงใจอ่อนรับแกทำงานวะ” เธอพูดไปก็ใส่รองเท้าไป
“แกจำพี่ปลาได้ไหม” ผมพยายามทบทวนความจำให้
“ใครวะ”
“ยัยเจ๊จอมสอดรู้สอดเห็น ที่พักบ้านดินหลัง A 3 ที่เชียงใหม่ไง”
เธอขมวดคิ้วก่อนจะร้องลากเสียงยาว “อ๋อ...”
“แกเป็นเจ้าของสืบอักษร ฉันเลยบุกตะลุยไปถึงสำนักพิมพ์ แล้วของานทำเอาดื้อๆ เลย”
“หน้าด้านดีมาก เพื่อน”
“ป๊าดดดด... เขาเรียกโชคดีเว้ย อย่างว่าล่ะ คนมันบุคลิกดีน่าเชื่อถือ”
“พูดถึงรีสอร์ทบ้านดินของลุงตู๋ที่เชียงใหม่แล้วฉันยังจำคดีที่เกิดขึ้นที่นั่นได้ไม่มีลืมเลย” หมวดมิ้นต์ใส่รองเท้าเสร็จแล้ว เมื่อเธอพูดประโยคนี้สายตาของเธอเหม่อมองไปไกลแสนไกล เหมือนจะทบทวนเรื่องราวครั้งก่อน

ผมเองก็ไม่มีวันจะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นเหมือนกัน เราสองคนเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่เชียงใหม่กันเสียแล้ว และมันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้รู้ใจตัวเองว่าแท้จริงแล้วผมรักผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มากขนาดไหน เวลาอยู่บนโลกนี้ของคนเรามันสั้นนัก ไม่รู้เลยว่าเราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ จะมีโอกาสได้บอกกันไหมว่ารู้สึกอย่างไรต่อกัน หลังจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ผมก็หาโอกาสจะบอกความในใจให้เธอรู้ แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะพูดออกไปง่ายๆ

ยิ่งมองกลับมาดูฐานะความเป็นอยู่ของตัวเอง ยิ่งไม่กล้าพูด ผมต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้ ถึงจะมีหน้าบอกรักเธอ และผมเชื่อว่าโอกาสของผมเปิดแล้ว ผมมีนิยายเป็นของตัวเอง เริ่มต้นอาชีพนักเขียนจริงจัง และยังได้ทำงานกับสำนักพิมพ์ ได้อยู่กับหนังสือซึ่งเป็นสิ่งที่รักมาก ผมเชื่อว่าสักวันจะต้องตั้งหลักสร้างเนื้อสร้างตัวได้แน่ และวันนั้นผมจะพร้อมที่จะบอกความในใจกับเธอ

“ฉันกะว่าจะเขียนนิยายเรื่องที่สองต่อเลยนะ จะเอาคดีที่เกิดขึ้นที่บ้านดินเชียงใหม่นี่ล่ะมาเป็นพล็อต ตั้งชื่อว่า พรางสังหาร เธอว่าดีไหม”
“ฉันว่ามันธรรมดาไปนะ ทำไมไม่ตั้งให้มันเป็นชุดเดียวกันกับเรื่องแรกล่ะ” เธอออกความเห็น
“เออ ดีเหมือนกัน ไว้เขียนจบค่อยคิดหาชื่ออีกที”
“พูดถึงคดีที่เชียงใหม่... ไม่รู้ว่า ป่านนี้สารวัตรชายธงเขาเป็นไงบ้างเนอะ” เสียงยัยมิ้นต์ลอยเข้าหูผม
ทีแรกก็ฟังผ่านๆ นะครับ แต่พอจับใจความได้ผมงี้ฉุนโกรธควันจะออกหู อะไรเนี่ย... ผมกำลังคิดถึงเรื่องสารภาพรักกับเธอ แต่ยัยมิ้นต์กลับไปคิดถึงหนุ่มอื่น
“ไปคิดถึงเขาทำไม๊!” ผมขึ้นเสียงสูง รู้เลยว่าตัวเองต้องหน้าแดงเพราะมันร้อนไปหมด
“อ้าว... แกเป็นไรมากหรือเปล่า” ยัยมิ้นต์ทำหน้างง กะพริบตาปริบๆ
“เปล่า” ผมหลบตาเธอ

ผมระงับอารมณ์ด้วยการกัดลิ้นตัวเองจนเจ็บ รู้เลยว่าพลาดไปแล้ว ก็หึงสิครับ เพราะสารวัตรชายธงก็คือนายตำรวจหนุ่มคนเมืองที่มาก้อร่อก้อติกกับยัยมิ้นต์ตอนที่ทำคดีที่เชียงใหม่ แถมยังประกาศกับผมชัดเลยว่าจะจีบยัยมิ้นต์ ถ้าผมสู้ไม่ได้ก็จงถอยไปไกลๆ แต่โดยดี แต่หลังจากพวกเรากลับลงมากรุงเทพ เขาก็ไม่ได้ตามมาครับ แต่เดี๋ยวก่อน... ไม่ได้ตามลงมาไม่ได้หมายความว่าเขาจะหายไปจากชีวิตเธอนี่นา

 “สารวัตรชายธงติดต่อเธอมาบ้างหรือเปล่า” ผมอดระแวงไม่ได้
“วุ้ย เขาจะติดต่อฉันทำไมกัน”
“ก็ดีแล้ว” ผมอุบอิบเสียงเบากับตัวเอง

หมวดมิ้นต์ขึ้นนั่งรถและสตาร์ทเครื่อง เธอชี้ไปที่ประตูรั้วให้ผมเปิดให้ คุณนายเธอใช้ผมนิ่มๆ อย่างนี้ทุกทีล่ะครับ แต่พอเธอขับรถออกไปจอดผมก็ร้องเรียกไว้
“เฮ้ย! เดี๋ยวๆ มีอีกเรื่อง”
“อะไรของแกวะตั้งต้น ติดฉันเป็นตังเมเลยเนี่ย” เธอยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ
“ฉันมีเรื่องเจ้าเติมเต็มจะปรึกษาเธอ” ผมเกาะขอบหน้าต่างไว้ ใจนึกไปถึงลูกลิงเกาะหลังแม่
“อะไร เติมเต็มไปก่อเรื่องอะไรเหรอ” ยัยมิ้นต์ขมวดคิ้ว เธอรักยัยเติมเต็มเหมือนน้อง ทั้งคู่สนิทกันพอดู
“มันบอกแม่ว่าขอไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านแซนด์วิช แต่กลับดึกทุกคืนจนแม่บ่น ที่สำคัญเมื่อวานเย็นฉันเห็นมันนั่งหน้าแฉล้มอยู่ในรถของไอ้หนุ่มหน้าตี๋คนหนึ่ง เธอคิดว่าไงล่ะ” ผมเล่าคร่าวๆ
“ฉันคิดว่าเติมเต็มไม่ใช่เด็กเหลวไหล อะไรที่มันแปลกไปต้องมีเหตุผล แกควรจะหาให้เจอว่าทำไม” เธอทิ้งท้ายไว้แค่นี้แล้วก็ขับรถออกไป

2
3. ทอม สิริ / noneko / นายตั้งต้น 3 บทที่ 3
« เมื่อ: ตุลาคม 08, 2018, 01:31:43 PM »
บทที่ 3

   ผมเดินตามกลิ่นไข่เจียวลงมาที่ครัวตอนหกโมงกว่า เห็นแม่กำลังกลับไข่เจียวสีเหลืองทองน่ากินในกระทะ เลยรีบประจบ หยิบจานไปวางไว้ให้ใกล้ๆ
“แม่ครับ ผมมีข่าวดี...” ผมยิ้มแก้มแทบแตก
“นี่... รู้ไหม เมื่อคืนน้องแกกลับกี่ทุ่ม” แม่ถือตะหลิว มืออีกข้างยกขึ้นเท้าสะเอว เป็นสัญญาณว่าจงรักษาระยะห่างและประหยัดคำพูด แกอารมณ์ไม่ดี ผมเลยเลือกที่จะนิ่งฟัง
“คงไม่รู้สินะ แกเองก็กลับดึกเหมือนกันนี่” แม่ตักไข่ใส่จานแล้วเอามาวางที่โต๊ะตัวใหญ่กลางห้องครัว ซึ่งมียำกุ้งแห้งวางอยู่ข้างหม้อข้าวต้มควันฉุย
จริงของแม่ที่ว่าผมกลับดึก เพราะพี่หญิงใช้งานผมจัดการกับกองหนังสือทั้งวัน มันมากมายเสียจนคิดว่าจะไม่มีวันหมด และตอนที่ทำเสร็จก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า หลังผมแทบขาดด้วยความปวดเมื่อย พอกลับถึงบ้านก็นอนหงายผลึ่งหลับไปทันทีทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำอาบท่า
 “ขอโทษที่กลับดึกครับแม่ ผมมีข่าวดี...” ผมพยายามจะบอกข่าวดีอีกครั้ง
“ไอ้ลูกพวกนี้มันเป็นยังไงวะ กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทั้งพี่ทั้งน้อง อย่างนี้แกจะไปว่าอะไรน้องมันได้ หา... รู้ไหมว่ายัยเติมกลับมาตอนห้าทุ่ม ไม่พูดไม่จาเข้าห้องปิดประตู ตื่นเช้ามามันออกไปแล้ว ยังไงวะตั้งต้น ที่แม่บอกให้แกคุยกับน้องน่ะคุยหรือยัง” คราวนี้แม่เท้าเอวสองแขนเลยครับ
“ยังครับ” ผมค่อยๆ หุบยิ้ม ปากมันแห้ง ปากบนเลยติดเหงือกแหงแก๋
“เฮ้อ... นี่ฉันจะพึ่งพาอาศัยแกได้ไหมเนี่ย เรื่องแค่นี้ยังไม่จัดการเสียให้มันเสร็จ” แม่ส่ายหัวใส่ผม สายตาบอกชัดว่าเซ็งลูกชายมาก
“แม่ครับ ใจเย็นๆ ก่อนสิครับ” ผมคิดว่านิ่งๆ ไว้ไม่ได้เสียแล้ว งานนี้ต้องรีบเคลียร์ “ผมกะจะจัดการเรื่องยัยเติมเต็มวันนี้ล่ะ เพราะเมื่อวานที่ผมไปอยู่ที่สำนักพิมพ์ทั้งวันจนมืดค่ำก็เพราะผมได้งานทำแล้วครับแม่” ผมยิ้มโชว์ฟันเต็มปากอีกครั้ง ตาจ้องแม่ไม่กะพริบเพื่อรอดูสีหน้ายามแม่ดีใจที่ลูกชายได้งานทำแล้ว
“อ้อ เหรอ” แม่พเยิดหน้า แต่คิ้วยังผูกโบว์ไม่คลาย
“ดีใจไหมครับแม่ ผมได้งานทำแล้ว” ผมยื่นแขนออกไปข้างหน้าทำท่าอวด
“ก็ดีแล้ว ทำให้มันนานๆ ล่ะ ไม่ใช่อยู่เดือนสองเดือนออกอีกแล้ว ฉันจะไปอาบน้ำล่ะ... ร้อน” ว่าแล้วแกก็เดินขึ้นบ้านไปอาบน้ำ ทิ้งผมยืนยิ้มเหงือกแห้งอยู่ในครัวคนเดียว

อันที่จริงแม่แกก็พูดไม่ผิดหรอกครับ เพราะผมเนี่ยเหมือนโดนสาป ทำงานที่ไหนไม่เคยได้นานเลยสักที่ ต้องมีเหตุให้ออกจากงานหลังทำไปไม่เท่าไหร่ แล้วก็มาตกงานเหมือนเดิม เคยคิดพาลว่าเป็นเพราะแม่ตั้งชื่อผมว่านายตั้งต้น เลยต้องตั้งต้นหางานใหม่อยู่ร่ำไป แต่มาคิดดูดีๆ มันเป็นเพราะผมไม่ได้ชอบงานออกแบบที่เรียนมา เลยไม่ได้ทุ่มเทให้งานอย่างเต็มที่ ก็ใจผมมันจดจ่ออยู่แต่โลกของนวนิยายสืบสวน งานการตรงหน้าเลยไม่ค่อยได้เรื่อง

จะยังไงก็เถอะ... ครั้งนี้ผมจะรักษางานสำนักพิมพ์ไว้ให้สุดชีวิตเพราะเป็นงานที่ใฝ่ฝันอยากทำมาตลอด ถึงตอนนี้จะเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว ได้แค่หยิบๆ จับๆ ตั้งหนังสือ ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองบก. แต่ผมจะพยายามทำงานให้ดีที่สุด และหวังว่าจะมีโอกาสได้ขยับไปเป็นหนึ่งในกองบก.เต็มตัวให้ได้

คิดถึงหมวดมิ้นต์จังครับ ผมอยากบอกข่าวดีกับเธอใจจะขาดแล้วเนี่ย

ผมมาทำงานแต่เช้า แต่ก็ยังช้ากว่าพี่หญิงที่มานั่งจิบกาแฟอยู่หน้าจอเครื่องพีซีของแกแล้ว ห้องโล่งว่างเพราะยังไม่มีใครมาเลยสักคน
“สวัสดีครับพี่หญิง”
“อื่มม์” แกครางในคอแล้วก้มหน้าก้มตาพิมพ์อะไรสักอย่าง เสียงรัวคีย์บอร์ดดังเป็นข้าวตอกแตก
“ยังไม่มีใครมาเลยเหรอครับ” ผมก็พูดไปอย่างนั้นทั้งที่เห็นๆ อยู่ เจตนาก็แค่จะชวนคุยผูกมิตรเท่านั้นเอง “พี่ปลาล่ะครับ มาหรือยัง”
“พี่ปลาเขาพักที่นี่ คงลงมาสายๆ” พี่หญิงหันจากหน้าจอมาจ้องผม
“โอ้... นี่คือบ้านพี่ปลาหรือครับ แหล่ม... ตื่นนอนแล้วลุยงานได้เลยไม่ต้องเดินทาง พี่หญิงล่ะครับอยู่แถวไหน” ผมเลือกนั่งแปะที่โต๊ะว่างๆ แถวนั้น
“จะรู้ไปทำไมล่ะ” หน้าพี่แกเฉยๆ ผมเลยคิดว่าหุบปากดีกว่า
“นายตั้งต้น วันนี้เธอจัดหนังสือตามรายการที่พี่ให้นี่นะ จะเตรียมเอาไปขายงานหนังสือ ปกไหนที่ขาดก็ดูว่าขาดกี่เล่มจะได้ไปเอาเพิ่มที่สต็อกได้ เอามาจัดเรียงไว้มุมนี้ ตั้งให้สูงขึ้นไป ระวังอย่าให้ล้มลงมาล่ะ” พี่หญิงเดินมาส่งปึกเอกสารรายชื่อหนังสือให้ แล้วชี้ไปที่ตู้ใบหนึ่ง “อ้อ ในตู้นั่นมีเข็มขัดพยุงหลังเอามาใส่เสียสิ จะได้ไม่ปวดหลัง เมื่อวานก็ลืมบอกไป”
“ขอบคุณครับพี่” ผมแทบจะถอนหายใจโล่งอก เพราะวันนี้อาการปวดหลังจากการขนห่อหนังสือเมื่อวานยังไม่หายเลย ยังดีที่พี่แกนึกขึ้นมาได้ว่ามีเข็มขัดพยุงหลัง แต่ถึงอย่างไรการได้อยู่กับหนังสือก็มีความสุขครับ ไม่ว่ามันจะหนักสักแค่ไหน
ผมก้มๆ เงยๆ ยกหนังสือไปได้สักพักพอสิบโมงก็พักยกครับ ที่นี่สวัสดิการใช้ได้เลย มีกาแฟสำเร็จรูปให้พนักงานกินด้วย ผมเลยพักจิบกาแฟสักหน่อย เพราะข้าวต้มของแม่เมื่อเช้าหมดไปนานแล้ว

เสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาจอดที่ด้านหน้าสำนักพิมพ์ สักพักพี่พลิ้วก็เปิดประตูเข้ามา
“สวัสดีครับ พี่พลิ้ว” ผมทักก่อนเลย
“โห ตั้งต้นมาแต่เช้าเลยเนอะ” พี่พลิ้วยกมือขึ้นปาดความมันบนหน้าผากกว้างสุดลูกหูลูกตาของแก ผมหยิกเป็นกระเซิงเพราะโต้ลมท้ายวินมอเตอร์ไซค์ดูไม่จืด
“ไฟแรงครับ” ผมยิ้มให้แก “นี่ผมกำลังจัดปกเพลินฆาตของพี่พลิ้วไปขายงานหนังสือเลยนะเนี่ย” จะยังไงผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่านักเขียนที่ชื่อเมษาคือซิ่มคนนี้
“อ่านหรือยัง ถ้ายังพี่ให้เล่มหนึ่ง เอาไหม”
“ฮ้า! จริงหรือครับ เอาสิครับ ผมอยากอ่านมากเลยเนี่ย” ผมผวาเข้าไปนั่งที่โต๊ะแกทีเดียวเชียว เล่มนี้ตามอ่านตัวอย่างในเว็บมาแล้ว อยากได้มากเลยล่ะครับ แต่เล่มหนึ่งก็หลายร้อยอยู่
“เซ็นให้นะ นายตั้งต้น” พี่พลิ้วเปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบหนังสือนิยายที่แกเขียนมาเปิดเซ็นให้ผม
“ขอบคุณพี่มากเลยครับ” ผมรับมาอ่านที่แกเซ็นให้ รออ่านผลงานของนายตั้งต้นนะ / เมษา
ประโยคนี้ซึ้งจริงๆ ครับ มันทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าอีกไม่นานผมก็จะมีหนังสือนิยายเป็นเล่มอยู่ในมืออย่างนี้เหมือนกัน และก็น่าจะได้วางขายในงานหนังสือเดือนตุลาคมด้วย โอ้... คิดแล้วโคตรมีความสุขเลยครับ
“ผมอ่านตัวอย่างงานของพี่พลิ้วในเว็บ พี่วางพล็อตสุดยอดเลยครับ เดาทางไม่ออกจริงๆ”
“ขอบใจๆ พี่แอบอ่านรัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้นของตั้งต้นแล้วเหมือนกันนะ ชอบนะ มีหักมุมตอนท้ายด้วย จะบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องหักไปหักมาตลอดเรื่อง อย่างนี้รับรองคนอ่านวางไม่ลง เชื่อพี่” แล้วแกก็ยื่นหน้าเข้ามากระซิบต่อ “นี่ถ้าพี่ปลาไม่ได้อ่านเองนะ อาจจะไม่ผ่าน เพราะว่าชายชลมันไม่ยอมให้ใครผ่านง่ายๆ หรอก”

ยังไม่ทันที่ผมจะถามว่าใครคือชายชล ก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าสำนักพิมพ์ สักพักชายหนุ่มรูปร่างสูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเดินเข้ามา ในมือข้างหนึ่งมีหมวกกันน็อก อีกข้างถือซองพลาสติกใส่กระดาษปึกหนาเกือบรีมได้ เขาวางมันลงบนโต๊ะตัวที่ว่าง จากนั้นยกมือไหวพี่หญิงและพี่พลิ้ว
“พี่ หวัดดีครับ” เสียงของเขาฟังอู้อี้พิกล น่าจะมีสาเหตุจากแก้มที่บวมตุ่ยของเขา
“ไง ถอนฟันกรามเรียบร้อยดีไหมชล” พี่หญิงเอ่ยทัก
แต่หนุ่มคนนั้นไม่ตอบ เขาทำหน้ามุ่ย สงสัยจะปวดฟันปวดเหงือกอะไรสักอย่าง
“ชล นี่ตั้งต้น พนักงานใหม่พี่ปลาให้มาช่วยช่วงงานหนังสือ ตั้งต้น... นี่ชายชล เขาเป็นบก.คัดสรรต้นฉบับ” พี่หญิงเป็นคนแนะนำ
“สวัสดีครับ” ผมมองบก.คัดสรร เขาน่าจะอายุเท่าผมนี่ล่ะ เผลอๆ อาจจะอ่อนกว่าสักปีสองปีด้วย เพราะถึงคิ้วจะเข้มคมมีไรเคราเขียวๆ แต่ผิวที่ขาวจัดทำให้ดูหน้าอ่อน ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกหน้าพระเอกเกาหลีขึ้นมาสักคน ประมาณนั้นล่ะครับ ถ้าไม่นับแก้มตุ่ยๆ นั่น เขาก็หล่อละ
แต่ท่าทางหมอนี่จะขี้แอ็คแฮะ ผมทักเขาแต่เขากลับพเยิดหน้าให้เฉยๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเปิดโน้ตบุ๊กตัวที่วางอยู่บนโต๊ะ จัดโน่นวางนี่เหมือนไม่ได้สนใจจะทักทายกัน
ผมหันไปสบตากับพี่พลิ้ว ก็เห็นแกอมยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร หันไปจ้องหน้าจอที่มีหน้าแฟนเพจของสำนักพิมพ์สืบอักษร แล้วพิมพ์ตอบข้อความที่มีคนอินบ็อกส์เข้ามา
“พี่พลิ้วเป็นแอดมินเพจสำนักพิมพ์เราหรือครับ” ผมเอ่ยถามด้วยความแปลกใจที่นักเขียนมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
“ใช่สิ พ.ศ.นี้นั่งเขียนนิยายอย่างเดียวมันไม่ค่อยจะพอกินนะ ต่อให้มีงานพิมพ์ปีละสองเล่มก็เถอะ ยิ่งยอดอีบุ๊กยิ่งหวังไม่ได้ใหญ่ พี่ก็เลยของานแอดมินเพจทำไปด้วย อย่างน้อยก็มีค่ากับข้าวทุกเดือนละวะ ที่จริงพี่นั่งทำที่บ้านก็ได้ แต่พี่ปลาแกขอให้เข้ามาออฟฟิศอาทิตย์ละสองสามวันตามสะดวก เผื่อพี่หญิงเขามีอะไรให้ช่วยทำ นี่ที่บูธงานหนังสือพี่ก็จะไปเป็นลูกมือช่วยเขาขายด้วยนะ หารายได้พิเศษ” พี่พลิ้วคุยไปเรื่อยๆ ท่าทางแกชอบคุยแต่คงหาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้ เพราะพี่หญิงก็ไม่คุย วันๆ นั่งทำหน้ามึนตลอดๆ ส่วนนายชายชลนั่นก็ทำฟอร์ม ไม่คุยเหมือนกัน
“เมื่อกี้พี่บอกว่าถ้าเรื่องผมผ่านชายชลอาจจะไม่ได้พิมพ์เหรอครับ” ผมกระซิบเสียงเบาให้พอได้ยินกันสองคน
“ใช่สิ รายนี้เขามาตรฐานสูงมาก ต้องอย่างงั้นต้องอย่างงี้ ต้นฉบับที่เขาพิจารณาเลยไม่ค่อยผ่านไปถึงพี่ปลา ลงตะกร้าเสียส่วนใหญ่ ตั้งต้นโชคดีที่เรื่องของเธอพี่ปลาอ่านเอง แล้วแกชอบเลยให้พิมพ์” พี่พลิ้วกระซิบตอบ
“โอ้โห ผมนี่โชคดีแท้” ผมเป่าลมออกจากปาก หันไปมองนายฟอร์มจัดก็ยิ่งเห็นความน่าหมั่นไส้ในดวงตาที่เรียวยาว มองอะไรแบบหน้าเชิดตลอดๆ ริมฝีปากของเขาบางแทบจะเป็นเส้นตรง มุมปากตกนิดๆ อย่างจะบอกว่าไม่เอาใคร
“ดูเขาอายุยังไม่มากเลยนะพี่ ทำไมได้เป็นบก.คัดสรร” ผมนินทา
“เขาอ่านเยอะ เยอะมากๆ แถมยังอ่านเร็วด้วย นายชายชลมันคลุกคลีอยู่ในแวดวงตัวหนังสือมาตั้งแต่มัธยมปลายมั้ง แถมยังมีความสามารถหลายอย่าง นี่รู้ไหม เขาออกแบบปกให้สำนักพิมพ์ตั้งหลายที่นะ” พี่พลิ้วทำตาโต
“ฮ้า ยังงั้นเลย” นายคนนี้ทำให้ผมทึ่งและเกิดความสนใจขึ้นมาทันทีเลยครับ ก็งานออกแบบน่ะมันงานที่ผมจบมาอยู่แล้ว ถ้าผมได้งานออกแบบปกนิยายมาทำด้วยจะแหล่มขนาดไหน อยากรู้จังว่านายชายชลคนนี้พอจะแนะนำเรื่องงานออกแบบปกให้ผมได้บ้างไหม
“พี่หญิง ผมเอาปกมาให้พี่ปลาดูครับ” ชายชลเดินไปที่โต๊ะพี่หญิง เขาหยิบกระดาษที่ปริ้นท์ภาพปกหน้าและปกหลังนิยายออกมาจากซองเอกสาร
ผมชะเง้อคอมอง สวยครับ นายคนนี้ฝีมือดีเลยล่ะ
“แล้วนี่ต้นฉบับเรื่องที่พี่ให้ไปอ่านเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมว่ามันไม่เวิร์คนะ” ชายชลวางปึกเอกสารหนาเกือบรีมนั้นลงบนโต๊ะพี่หญิงแล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าเธอ
“มันเป็นไงล่ะ” พี่หญิงละสายตาจากแบบปกมามองเขา
“มันเรื่อยเปื่อย ธีมของเรื่องก็ไม่ชัดว่าอยากจะบอกอะไร ที่สำคัญผมว่าสำนวนยังไม่น่าสนใจ ไม่มีพลัง พี่ก็ลองอ่านสรุปของผมดูก็แล้วกัน เขียนไว้ให้ในใบปะหน้าแล้วล่ะ แต่ถ้าพี่หญิงจะอ่านอีกรอบผมก็โอเคนะ” ชายชลยักไหล่
“ฉันจะไปอ่านทำไมอีกรอบ งานฉันก็แทบจะทำไม่ทันแล้ว” พี่หญิงหยิบกระดาษปึกนั้นไปโยนไว้ด้านหลังโต๊ะซึ่งมีปึกเอกสารอย่างนี้วางอยู่แล้วสามปึก
หลังโต๊ะตรงนั้นสินะ... สุสานต้นฉบับที่ไม่ผ่าน รอการแจ้งอีเมล์ปฏิเสธไปยังเจ้าของเรื่องผู้รอคอย 
“เอ้านี่ เรื่องใหม่ ปมรักเงื่อนมายา พี่ปลาบอกว่าเห็นยอดวิวในเว็บน่าสนใจเหมือนกัน นักเขียนเพิ่งส่งมาได้สองวัน นายลองเอาไปอ่านดู” พี่หญิงเปิดลิ้นชักส่งกระดาษปึกใหม่ให้ชายชล “เรื่องนี้ขอเร็วหน่อยนะ ท่าทางพี่ปลาแกสนใจ คงอยากรู้ไวๆ”
ชายชลไม่ตอบเช่นเคย เขาอาจจะเจ็บเหงือกที่เพิ่งไปผ่าฟันกรามมา หนุ่มนั่นเก็บปึกเอกสารลงในแฟ้มพลาสติก นั่งลงหน้าจอโน้ตบุ๊กแล้วพิมพ์ๆ คลิกๆ อะไรไปโดยไม่สนใจจะคุยกับใครอีก

ผมคิดในใจว่าถ้าชวนเขาคุยตอนนี้เขาอาจจะไม่คุยด้วยเพราะเจ็บเหงือก วันหลังผมจะลองคุยถามเขาเกี่ยวกับงานออกแบบปกสักหน่อย กลับไปบ้านผมคงต้องเตรียมพอร์ตโฟลิโอตัวอย่างงานออกแบบไว้บ้างซะแล้ว เผื่อจะหิ้วมาเสนองานพี่ปลาวันหลัง มันน่าจะเป็นอะไรที่ผมทำได้มากกว่ายกห่อหนังสือไปมาอย่างนี้ ว่าแล้วก็กระชับเข็มขัดพยุงหลังเดินไปจัดการงานแบกหามของตัวเองให้เสร็จต่อไป

พี่หญิงเอางานปกของชายชลกับแฟ้มงานอื่นๆ ขึ้นไปคุยกับพี่ปลาครู่หนึ่งก็เดินลงมา
“ชล พี่ปลาบอกอยากให้แก้ปกอีกนะ ยังไม่ค่อยลงตัว พี่จดที่ต้องแก้เป็นข้อๆ ไว้ให้แล้ว” พี่หญิงยื่นกระดาษโน้ตให้
“ผมน่าจะได้ขึ้นไปขายงานพี่ปลาเอง จะได้อธิบายได้ตรงจุด” เขาทำหน้ายุ่ง เมื่อกวาดสายตาอ่านโน้ตสั้นๆ ดูท่าทางไม่พอใจ
“ไม่ต้องหรอก วันนี้พี่ปลาแกยุ่งมาก” พี่หญิงตัดบท หน้านิ่งๆ มึนๆ ของแกใช้ได้ชะงัด ชายชลได้แต่ถอนหายใจแล้วก็เก็บของบนโต๊ะพร้อมกับชัตดาวน์โน้ตบุ๊ค
“บอกพี่ปลาแล้วกันว่าพรุ่งนี้ผมจะแก้มาให้ดู” เขาหันมาพูดกับพี่หญิงแล้วเปิดประตู
“อย่าลืมอ่านต้นฉบับเรื่องใหม่ด้วยล่ะ อันนั้นเร่งกว่า” พี่หญิงตะโกนไล่หลัง
บก.คัดสรรมาดนิ่งไม่ได้หันมาตอบ เสียงประตูที่ปิดตามหลังค่อนข้างดังจนผมมองตาม แต่ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจ บางทีทั้งพี่หญิงและพี่พลิ้วคงจะชินกับมารยาทของนายคนนี้ไปแล้ว
“พี่หญิงครับ” ผมลองหาบานประตูที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเอง พี่หญิงเงยหน้าขึ้นมามองแต่ไม่ได้พูดอะไร ผมเลยรีบพูดต่อ “ความจริงผมเรียนจบออกแบบมานะครับ ไม่ทราบว่างานออกแบบปกนี่นอกจากคนที่ทำประจำแล้ว จะเปิดโอกาสให้คนอื่นส่งเข้ามาให้ดูไหมครับ”
“อยากลองเหรอ”
“ครับ ผมคิดว่าน่าจะทำได้”
“ก็เอาตัวอย่างงานที่เคยทำมาดูสิ”
“ขอบคุณครับ” พี่หญิงพูดเพียงแค่นั้นก็ทำผมยิ้มแก้มแทบแตกแล้ว พี่พลิ้วสบตากับผมแล้วหลิ่วตาให้ด้วย

วันนั้นผมทำงานเสร็จเร็วและพี่หญิงก็ไม่มีอะไรจะใช้ผมอีก จึงให้กลับบ้านเร็วได้ ผมตั้งใจว่าจะไปจัดการจัดพอร์ตโฟลิโอให้เสร็จในคืนนี้เลย พรุ่งนี้จะได้เอามาให้พี่ๆ เขาดูกัน
ผมนั่งรถเมล์กลับบ้านอย่างเบิกบานใจ แถมได้ที่นั่งข้างหน้าต่างเพราะคนยังไม่เลิกงานกันรถเลยโล่งว่าง แล้วคุณทราบไหมครัวว่าขากลับบ้านนั้นผมนั่งรถสวนกับใคร?
ยัยเติมเต็มครับ มันนั่งอยู่ที่เบาะหน้าคู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งในรถเก๋งราคาแพง!
ก็ไหนแม่บอกว่ามันไปทำงานพาร์ทไทม์

3
3. ทอม สิริ / noneko / นายตั้งต้น 3 บทที่ 2
« เมื่อ: ตุลาคม 04, 2018, 11:19:27 AM »
บทที่ 2

   ผมไม่ได้แค่ตอบขอบคุณสำนักพิมพ์สืบอักษรไปทางอีเมล์ แต่เช้าวันรุ่งขึ้นผมเดินทางไปที่สำนักพิมพ์กันเลยทีเดียว ผมมีนามบัตรและที่อยู่สำนักพิมพ์ที่บก.เคยให้ไว้ ก็หาในเว็บเส้นทางได้ไม่ยาก ผมหิ้วลูกชิ้นปิ้งเจ้าอร่อยปากซอยไปยี่สิบไม้ มะม่วงแรดต้นที่บ้านห้าลูกพร้อมน้ำปลาหวานรสแซบอภินันทนาการจากคุณนายแม่อีกถุงใหญ่ เป็นของฝากจากใจนักเขียนคนใหม่นำมามอบให้กองบรรณาธิการ

   ถึงจะศึกษาเส้นทางมาอย่างดีแต่ผมก็ยังงงๆ ตอนที่มาลงรถเมล์ตรงตลาด เพราะซอยแถวนี้หน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด แต่สุดท้ายก็หาจนเจอล่ะครับ มีป้ายสำนักพิมพ์อันเล็กๆ ติดอยู่หน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังกลางๆ แถว ต้นแก้วหน้าบ้านงามจนใบบังป้ายแทบจะมองไม่เห็น
สำนักพิมพ์สืบอักษร

ผมอ่านป้ายด้วยความรู้สึกว่าหัวใจพองโต ก็ที่นี่ติดหนึ่งในห้าสำนักพิมพ์ที่กำลังมาแรง และผลงานของผมก็จะพิมพ์กับสำนักพิมพ์นี้ล่ะครับ เย้!
ที่นี่ไม่ได้เป็นเหมือนที่ผมเคยคิดว่าสำนักพิมพ์จะเป็น ในมโนนึกของผมสำนักพิมพ์น่าจะเป็นตึกใหญ่มีบริเวณกว้าง มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น มีส่วนของออฟฟิศด้านหน้าสำหรับกองบรรณาธิการและแผนกต่างๆ อย่างออกแบบ ปรู๊ฟ และอาจจะมีโรงพิมพ์แยกอยู่ด้านหลังอีกตึกหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริงที่เห็นตรงหน้า สืบอักษรเป็นทาวน์เฮ้าส์สองชั้นหน้ากว้างแค่สามสี่เมตร รูปทรงสี่เหลี่ยมทาสีครีมธรรมดาสุดๆ พื้นที่ด้านหน้าที่ควรจะเป็นโรงรถนั้นมีข้าวของวางเกะกะ ส่วนรถยนต์นั้นจอดต่อๆ กันตรงถนนหน้าบ้าน ของส่วนใหญ่เป็นลังกระดาษวางซ้อนกัน เหลือทางเดินแคบๆ ตรงไปที่ประตูหน้า

นี่หรือคือสำนักพิมพ์ที่ผลิตผลงานนิยายเด็ดๆ ออกไปจนติดหนึ่งในห้าของสำนักพิมพ์แนวหน้า มันเล็กเสียจนผมแปลกใจ หลังจากแปลกใจความรู้สึกทึ่งก็ตามมา สถานที่นั้นสำคัญไฉน งานที่ออกมาต่างหากที่บอกคุณภาพของสำนักพิมพ์

ผมกดกระดิ่งหน้าบ้าน สักพักหนึ่งบานประตูก็เปิดออก ผู้หญิงรูปร่างสูงใหญ่โผล่หน้าออกมาดูว่าใครมา เธอตัดผมสั้นแค่ใบหูแถมยังติดกิ๊บเหมือนทรงผมเด็กประชาบาล แต่หน้านั้นไปไกลประมาณสี่สิบได้แล้ว นอกจากหัวคิ้วที่ย่นเข้าหากันแล้วใบหน้าของเธอเรียบเฉยจนผมนึกเกรง

“มาหาใครคะ” เธอเอ่ยถามมาจากประตูที่เปิดค้าง ยังไม่ได้เดินเข้ามาหาผมที่ประตูรั้ว
“สำนักพิมพ์สืบอักษร ใช่ไหมครับ” ผมถามออกไป มือกำถุงลูกชิ้นปิ้งกับมะม่วงน้ำปลาหวานแน่น
“ใช่ค่ะ” เธอเดินเข้ามาหาผมที่ประตูรั้ว
“อ่า... ผมชื่อตั้งต้นครับ” ผมกระแอมให้คอโล่ง “เมื่อวานผมได้รับอีเมล์จากสำนักพิมพ์ว่าต้นฉบับเรื่องรัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้นผ่านการพิจารณา” พูดจบผมก็ยิ้มหวานหยดให้เธอ
“ค่ะ” เธอตอบมาแค่นี้ แล้วก็ยืนจ้องนิ่งๆ ทำหน้ามึน ผมไปต่อไม่เป็นเลย
“คือ... คือผมเลยอยากมาขอบคุณกองบก. ที่ผ่านพิจารณาให้น่ะครับ ง่า... ผมมีลูกชิ้นปิ้งกับมะม่วงน้ำปลาหวานมาฝาก” ผมยื่นถุงลูกชิ้นกับมะม่วงออกไปข้างหน้าเหมือนกับว่ามันเป็นไม้กางเขนที่จะขับไล่วิญญาณร้ายหน้ามึนที่สิงร่างพี่เขาอยู่ในตอนนี้ออกไป
มุมปากพี่เขากระตุกขึ้นนิดหนึ่ง นิดเดียวครับ และไม่ได้รับถุงไปจากมือผม แต่แค่นั้นก็พอแล้ว
“อ่า... ผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้โทรศัพท์มานัดก่อน แบบว่าผมอยากมาเซอร์ไพร้ส์บก.พี่ปลาด้วยน่ะครับ” ผมยิ้มโล่งอกเมื่อเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายดูเป็นมิตรขึ้น
“รู้จักกับพี่ปลาหรือ”
“ครับ รู้จักกันตอนที่พี่เขาไปพักบ้านดินที่เชียงใหม่”
“แล้วก็ไม่บอก” พี่เขาเปิดประตูรั้วให้ผมก้าวเข้าไป “เชิญข้างในค่ะ”

ผมก้าวเข้าไปสัมผัสไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ด้านในของสำนักพิมพ์เป็นห้องยาวๆ แบบทาวน์เฮ้าส์รุ่นเก่าทั่วไป แต่อัดแน่นไปด้วยโต๊ะสำนักงานสี่ตัววางคอมพิวเตอร์พีซี โน้ตบุ๊ก และตั้งเอกสาร ชั้นวางของเหล็กตั้งชิดผนังอีกหลายตัว บนนั้นก็อัดแน่นไปด้วยห่อสีน้ำตาลซึ่งน่าจะเป็นหนังสือ เพราะมีตั้งหนังสือนิยายวางรวมกันอยู่ด้วย เรียกได้ว่าไม่ว่าจะกวาดตาไปทางไหน บนชั้น บนโต๊ะหรือบนพื้นก็มีแต่หนังสือกับกลิ่นกระดาษลอยละล่องอยู่ในอากาศ ประกาศความเป็นสำนักพิมพ์เต็มที่ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ชอบจังเลยครับ

มีผู้หญิงอ้วนอีกคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่เหลือบตามามองผมแวบหนึ่งแล้วก็หันไปจดจ่ออยู่กับหน้าจอเหมือนเดิม

“นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ จะไปเรียนพี่ปลาให้ค่ะ” พี่หน้ามึนชี้ไปที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง แล้วเดินขึ้นบันไดไป
“ขอบคุณครับ”

ผมวางถุงของฝากไว้บนโต๊ะใกล้ๆ แล้วก็เริ่มมองสำรวจไปทั่วๆ โต๊ะถัดไปเป็นผู้หญิงผิวขาวจัด ผมหยิกฟูหน้าผากเถิกไปครึ่งบ้าน เธอใส่แว่นสายตาหนาเตอะ และตัวใหญ่อ้วนกลมจนน่าสงสารเก้าอี้ที่ส่งเสียงออดแอดตัวที่นั่ง อายุน่าจะพอๆ กับพี่หน้ามึนเมื่อกี้ โต๊ะอีกสองตัวด้านในไม่มีคนนั่ง แต่มีข้าวของกองกระดาษวางเต็มพื้นที่ ผู้คนไปไหนกันหมด ทั้งสำนักพิมพ์ทำงานกันอยู่แค่สองคนนี้หรือ

“น้องๆ พี่ปลาเชิญที่ห้องค่ะ” เสียงพี่หน้ามึนเรียกดังมาจากชั้นลอย

ผมเลยเดินขึ้นบันไดไปหาเธอ ทุกขั้นบันไดของที่นี่วางห่อหนังสือสีน้ำตาลกินพื้นที่เกือบครึ่ง เรียกว่าใครขึ้นใครลงสวนกันไม่ได้เพราะไม่มีที่วางเท้า
 
“หนังสือเต็มไปหมดเลยนะครับ งานของที่นี่ขายดี”
“นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เธอต้องไปเห็นที่สต็อก”
จริงสิ หนังสือขายทั่วประเทศ ไม่มีทางจะมีเท่าที่เห็นนี่หรอก ผมเพิ่งคิดได้ว่าต้องมีโกดังเก็บหนังสืออีกเป็นหมื่นๆ เล่มแน่ อยากเห็นโกดังหนังสือจังครับ ตอนคิดเพลินๆ พี่เขาก็พาผมเดินเข้าไปในห้องที่กั้นไว้ตรงชั้นลอยห้องเดียว ซึ่งน่าจะเป็นห้องบก.

“บุกถึงที่เลยนะ” เสียงพี่บก.ปลาทักมาจากหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่คงสั่งทำเพราะใหญ่เป็นพิเศษกินพื้นที่เกือบครึ่งห้อง มันใช้วางเอกสารและข้าวของจนเกือบเต็ม เหลือพื้นที่ทำงานไว้ตรงกลางนิดเดียว
“สวัสดีครับพี่บก.ปลา” ผมยกมือไหว้ ฉีกยิ้มเห็นฟันเต็มแผง “ดีใจมากๆ ครับที่ได้พบพี่อีก ผมเอาลูกชิ้นปิ้งกับมะม่วงน้ำปลาหวานฝีมือแม่มาฝากกองบก.ครับ” ผมยื่นถุงก๊อบแก๊บที่ถูกกำเสียยู่ยี่ไปให้เธอ
“ขอบใจจ้ะ” พี่บก.ปลายิ้มรับ แล้วส่งถุงต่อ “หญิง เอาไปแบ่งกัน”

ผมถึงได้รู้ว่าพี่หน้ามึนเธอชื่อหญิง พอรับของฝากแล้วก็กลับลงไปข้างล่าง ผมหันมามองพี่บก.ปลาเต็มๆ ตา นึกถึงครั้งที่เธอเคยขึ้นไปพักที่บ้านดินของลุงที่เชียงใหม่ ในครั้งนั้นผมเองยังเคยสงสัยในพฤติกรรมชอบแอบมองชาวบ้านลับๆ ล่อๆ ของพี่บก.ปลาเสียจนคิดว่าเธอเป็นหนึ่งในฆาตกรหรือเปล่า คิดแล้วก็ขำดีครับ แต่ก่อนผมยังไม่รู้ว่าพี่เขาเป็นบก.ผมเรียกแกว่ายัยเจ๊

“นั่งสิ เป็นไงเรา” พี่บก.ปลาชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ แล้วหันไปเปิดตู้เย็นใบเล็กด้านหลัง หยิบน้ำอัดลมมาเปิดให้ผมหนึ่งขวด
“ขอบคุณพี่บก.ปลามากๆ เลยครับที่ผ่านพิจารณาพิมพ์งานให้ผม” ผมยกมือไหว้
“จะบก.ก็บก.จะปลาก็ปลาเอาซะอย่างสิ เรียกพี่บก.ปลาแล้วมันประดักประเดิดพิกล”
“ครับพี่ปลา”
“งานเธอใช้ได้นะ พี่ชอบตอนหักมุมสุดท้าย แต่คำผิดเพียบเลยนะ” พี่ปลายิ้ม “แล้วคิดยังไงเนี่ยถึงบุกมาถึงที่นี่ ความจริงแค่ตอบขอบคุณมาทางอีเมล์ก็พอแล้ว พอถึงเวลาทางสำนักพิมพ์ก็จะติดต่อส่งสัญญาและขอเอกสารไปอีกที ส่วนค่าต้นฉบับน่ะจะจ่ายให้หลังจากนิยายวางแผงไปแล้วหนึ่งเดือนนะ รายละเอียดเรื่องลิขสิทธิ์กับค่าตอบแทนจะระบุไว้ในสัญญาที่ส่งไปให้อ่าน”
“ออ ครับ ผมเองก็พอจะรู้เรื่องพวกนี้จากอินเตอร์เน็ตมาบ้างแล้วล่ะ อันที่จริงอยากมาเยี่ยมมาเจอพี่ปลาน่ะครับ ครั้งที่พบกันที่เชียงใหม่กว่าผมจะรู้ว่าพี่เป็นใครพี่ก็กลับเสียแล้ว เลยไม่ได้คุยกัน”
“นั่นสิ... แล้วนี่เธอเขียนเรื่องใหม่หรือยัง เขียนจบแล้วส่งมาอีกนะ” พี่ปลารินกาแฟร้อนจากกระติกบนโต๊ะให้ตัวเอง
“ผมกำลังหาข้อมูลสำหรับนิยายเรื่องใหม่ ว่าจะเขียนคดีที่บ้านดินนั่นล่ะครับ”
“เหรอๆ เออ ดีสิ เธออยู่ในเหตุการณ์นี่นะ คงจะถ่ายทอดออกมาได้ดีเลยล่ะ”

ผมยิ้ม มีความเงียบเกิดขึ้นนิดหนึ่ง ตอนที่ผมตัดสินใจและกลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกวิ่ง เพราะกำลังรวบรวมความกล้า ในที่สุดผมก็พูดออกไป “เอ่อ... อันที่จริง...”
“อะไรเหรอ” พี่ปลาเลิกคิ้ว
“อันที่จริงที่ผมมาที่นี่ ก็เพราะอยากจะมาของานทำครับ”
มีเสียงวิ้งๆ อยู่ในอากาศ เสียงของความเงียบยามที่ผมสบตากับพี่ปลาแล้วเห็นแกกะพริบตาปริบๆ สองที
“ผมอยากทำงานกับพี่ครับ ผมจบกราฟิกดีไซน์มา แต่อยากทำงานกับตัวหนังสือ ผมอยากเขียนนิยาย อยากทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับมันครับ” ผมพูดรัวเร็วเหมือนน้ำไหลบ่า พูดสิ่งที่อยู่ในใจตลอดมาออกไปเหมือนเขื่อนแตก
“เอาจริงดิ” แกยังนั่งจ้องหน้าผมนิ่ง
“จริงครับ งานอะไรก็ได้ ผมทำได้หมด ขอผมอยู่ด้วยคน” ผมขอกันตรงๆ นี่ล่ะ
“อันที่จริง พี่ก็กำลังจะหาลูกจ้างชั่วคราวมาช่วยอยู่นะ มันใกล้งานหนังสือเดือนเมษาเข้ามาแล้วไง งานกองบก.ตอนนี้น่ะยังไม่มีอะไรให้ทำหรอก มีแต่งานขนๆ แบกๆ หนังสือเตรียมไว้ขายในงาน แล้วก็ทำโน่นนี่นั่นตามแต่พี่ๆ เขาจะสั่ง ว่าแต่เราน่ะจะทำไหวหรือ...”
“ไหวครับ” ผมแทบไม่รอให้แกพูดจบประโยค
“งั้นก็เอา... ไป ลงไปข้างล่างกัน จะได้บอกหญิงเขาจัดงานให้” พี่ปลาลุกนำผมเดินลงมาที่ชั้นล่าง

เชื่อไหมครับ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกับผมกำลังฝัน เห็นหลังพี่ปลาเดินลงบันไดทีละขั้นๆ เหมือนแกกับผมลอยได้ หัวใจผมเต้นรัวแรงจนได้ยินเสียงมันดังบึกๆ อยู่ในหูนี่
ผมได้งานทำแล้ว และเป็นงานในกองบรรณาธิการหนังสืออย่างที่ผมเคยวาดฝันไว้ด้วยสิ เฮ้ย... ดีอ่ะ

“เอ้า... รู้จักกันหรือยังเนี่ย” พี่ปลาหันมามองผม แกรอจนผมมายืนข้างๆ แล้วจึงแนะนำ “นี่พี่หญิง ผู้ช่วยบก. กองบก.ยังมีอีกสองคน เดี๋ยวคงมา ส่วนนั่นเป็นนักเขียนชื่อพี่พริ้ว หรือนามปากกาเมษา เจ้าของนิยายเรื่องเพลินฆาตไง รู้จักไหมล่ะ”
“โห...” ผมอุทานออกมาได้คำเดียว พลางจ้องหญิงอ้วนขาวผมหยิกหน้าผากเถิกคนนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา หนังสือของเมษาเล่มนี้กำลังดังเลยล่ะครับ ไม่อยากจะเชื่อว่าคนเขียนสำนวนหล่อเหลาลุ่มลึกจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ แถมซิ่มแกยังหลิ่วตาให้ผมด้วยแน่ะ
“หญิง...” พี่ปลาเรียกพี่หน้ามึน “นายตั้งต้นนี่เขาจะมาเป็นลูกจ้างชั่วคราวตั้งแต่วันนี้จนหมดช่วงงานหนังสือนะ ช่วยจัดงานให้เขาทำที อัตราจ้างก็ตามที่พี่เคยบอกไว้”
“ค่ะ พี่ปลา”
“งั้นก็ตามนี้ เริ่มงานได้เลยนะนายตั้งต้น พี่ไปทำงานต่อล่ะ”
“ขอบพระคุณคร้าบบบบ...พี่ปลา” ผมยกมือไหว้แกท่วมหัว พี่ปลาพเยิดหน้ารับง่ายๆ แกทิ้งผมไว้ตรงบันได แล้วเดินกลับห้อง
“โอเค นายตั้งต้น งานชิ้นแรกของนายคือย้ายหนังสือกองนี้ไปจัดให้เป็นกลุ่มๆ ที่ห้องด้านหลังโน่น เรียงตามชื่อเรื่องที่เขียนบนห่อนั่นล่ะ” พี่หญิงชี้นิ้วใส่ภูเขาห่อหนังสือกองมหึมาบนพื้น

แต่ผมยิ้มร่าไม่มีอิดออด ก็ตอนนี้ผมมีงานทำแล้วนี่คร้าบบบ... เย้!

4
3. ทอม สิริ / noneko / นายตั้งต้น 3 บทที่ 1
« เมื่อ: ตุลาคม 01, 2018, 12:25:11 PM »
บทที่ 1
   ผมเป่าลมออกจากปาก พลางเอนหลังแตะพนักพิงเก้าอี้เมื่อภาพยนตร์ซีรี่ส์ในจอโน้ตบุ๊กจบตอนลง คิดในใจว่าคนทำหนังเรื่องนี้คิดได้ยังไงหนอ เขาทำได้ยังไงถึงได้ตรึงผมได้เป็นชั่วโมงๆ โดยแทบจะไม่กะพริบตา ผมว่ามันเป็นความเก่งกาจยิ่งยวดในการเล่าเรื่อง
 
ซีรี่ส์ที่ว่าเป็นเรื่องของตัวละครที่มีความสามารถในการจับโกหกคนได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เขาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบกลับของมนุษย์ จนถึงขั้นที่ว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายแสดงปฏิกิริยาออกมา เขาจะรู้ทันทีว่าคนคนนั้นพูดจริงหรือกำลังปิดบังอะไรบางอย่างหรือกำลังโกหกคำโต แนวคิดของหนังมันน่าเชื่อ เพราะรีแอ็คชั่นหรือปฏิกิริยาของคนเรานั้นเป็นไปตามธรรมชาติไม่อาจฝืนได้จริงๆ ตกใจก็เหลือกตาอ้าปากอย่างนี้ โกรธก็จะปากย่นแยกเขี้ยวอย่างนี้ เรื่องแบบนี้มีเขียนเป็นตำราไว้ด้วยสิ ผมเคยเห็น ดูเหมือนจะชื่อ ภาษากาย หรืออะไรประมาณนี้ล่ะ

ตลอดทั้งซีรี่ส์นายคนนี้จะไขคดีฆาตกรรมได้ด้วยการจับโกหกคนไปเรื่อยๆ ผมล่ะทึ่งจริงๆ ที่เขาใช้แนวคิดนี้มาสร้างเรื่องราวเป็นตุเป็นตะออกฉายได้ปีละยี่สิบสามสิบตอน แถมยังสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่สองที่สามตามมาอีกแน่ะ  ผมจะทำอย่างนี้บ้างได้ไหมหนอ ผมจะเขียนนิยายเล่าเรื่องราวที่ตรึงคนอ่านได้อย่างนี้ไหม สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี มันเป็นความฝันเฟื่องของคนอยากเป็นนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนอย่างผมครับ

ผมชื่อนายตั้งต้น เรียนกราฟิกดีไซน์จบมาหลายปีแล้วล่ะ แต่ใจมันกลับฝักใฝ่อยู่กับตัวหนังสือในนิยายสืบสวนสอบสวนที่ชอบอ่าน มากเสียจนคิดว่าอยากจะลองเขียน แล้วผมก็เขียนมันขึ้นมา ลองลงเป็นตอนๆ ในเว็บนิยายแห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมีคนมาอ่านหรอกครับ ยิ่งยอดคอมเม้นท์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย จะมีก็นักอ่านใจดีรายหนึ่งที่แปะอมยิ้มไว้ให้สามอันทุกครั้งที่ผมลงตอนใหม่ ใครก็ไม่รู้ ใจดีจริงๆ ทีแรกผมคิดว่าเป็นยัยเติมเต็มน้องสาววัยรุ่นของผมนะ แต่ดูทรงแล้วไอ้นี่มันไม่อ่านนิยายหรอก ไม่ใช่ยัยเติมเต็มแน่นอน

การเขียนนิยายสักเรื่องให้จบ บอกเลยว่าเป็นการเดินทางไกลมากๆ ครับ ผมใช้เวลาเป็นปี วันแล้ววันเล่าเป็นร้อยๆๆ วัน กว่าจะมาถึงบรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่าจบบริบูรณ์ แล้วยังอ่านทวนแล้วทวนอีกแก้แล้วแก้เล่าอย่างกับคนย้ำคิดย้ำทำ กว่าจะรวบรวมความกล้าส่งต้นฉบับเรื่องแรกในชีวิตไปยังสำนักพิมพ์ที่ผมปลื้ม

คุณเชื่อไหมตอนคลิกส่งอีเมล์น่ะ มือผมเย็นเหงื่อแตกซกไปทั้งตัวด้วยความตื่นเต้น แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อีเมล์ของผมก็เงียบกริบ ร้างไร้ความเคลื่อนไหว ช่างวังเวงเสียนี่กระไร

ผมคงไม่ทุรนทุรายกับการรอคอยคำตอบนัก ถ้าไม่ใช่คนตกงาน!

กลับมาสู่เรื่องจริงที่ไม่อิงนิยาย ผมตกงานมาสี่เดือนกว่าแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่ เมื่องานสร้างบ้านดินให้ลุงตู๋กับป้าแหววเสร็จสิ้นลง นั่นเป็นงานล่าสุดที่ผมทำ เมื่อลุงเปิดรีสอร์ทบ้านดินได้ตามกำหนดผมก็กลับกรุงเทพ มีเงินมาให้แม่ก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องอาศัยกินข้าวแม่ติ๋วอีกครั้งเมื่อยังหางานใหม่ทำไม่ได้สักที มันก็รู้สึกละอายใจล่ะครับ โตแล้วยังเกาะแม่กินเนี่ย พยายามออกหางานทำนะครับ ผมออกหางานทุกวันแต่ยังหาไม่ได้เสียที

พอมาระยะหลังผมเริ่มเขียนนิยายได้ไหลลื่น จากวันละสามสี่บรรทัดไปเป็นวันละครึ่งหน้า แล้วก็ได้สองสามหน้า จนกระทั่งเครื่องติด ผมเขียนได้วันละห้าหกหน้าแบบลืมเวล่ำเวลา เงยหน้าขึ้นมาจากงานอีกทีก็มืดค่ำ หรือไม่ก็สว่างคาตา ช่วงนั้นผมขอแม่ติ๋วเลยว่าอยากเขียนนิยายให้จบ อยากทำความฝันให้เป็นจริงสักครั้ง จึงไม่ได้ออกไปตระเวนหางานทำอย่างเคย ผมเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนตัวเองเพื่อเขียนนิยายออกมาจนจบ

นิยายเรื่องแรกในชีวิตผมชื่อ  รัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น เป็นเรื่องราวของอดีตเจ้านายของผมที่โดนฆาตกรรมครับ และผมก็บังเอิญให้เป็นคนพบศพแก จึงได้มีส่วนในการไขคดีฆาตกรรมนั่นด้วย ความรู้สึกนึกคิดเวลาเขียนเรื่องนี้มันจึง อิน จนเห็นภาพชัดแจ๋ว ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้ไหลลื่นเป็นน้ำบ่ากันเลย

พอเขียนจบน้ำตาแทบไหล มันภูมิใจที่มีต้นฉบับเป็นของตัวเอง หลังจากเที่ยวอวดคนรอบข้างจนเขาพากันเบื่อ ผมก็ส่งงานไปที่สำนักพิมพ์สืบอักษร ของบก.ปรวีย์ นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนและโรแมนติกซัสเพนส์ที่ผมปลื้มนักหนานั่นล่ะครับ ผมมีโอกาสได้รู้จักแกก็ตอนไปทำงานสร้างบ้านดินอยู่ที่เชียงใหม่ แกเป็นลูกค้าที่พักรีสอร์ท์ของลุงผม แต่กว่าจะรู้ว่าคือบก.ปลา เจ้าแม่ซัสเพนส์ แกก็ขึ้นรถกลับลงมากรุงเทพซะแล้ว เลยไม่ได้ตีสนิทกันเลย น่าเสียดายจริงๆ

สี่เดือนผ่านไป ผมยังเป็นฤษีเฝ้าถ้ำอยู่แต่ในห้องนอน ไม่ได้ออกไปหางานหาการทำอีกเลย เพราะใจมันบอกว่าเมื่อมีเรื่องแรกแล้วก็ต้องเขียนนิยายเรื่องที่สองได้สิ ผมตัดสินใจลองอีกสักตั้ง เก็บความรู้เรื่องกราฟิกดีไซน์ที่ร่ำเรียนมาไว้ก่อน แล้วทั้งวันทั้งคืนผมก็จมจ่อมอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก หาข้อมูลเพื่อเขียนนิยายเรื่องที่สอง ผมเซฟข้อมูลที่น่าสนใจเก็บไว้มากมายเหมือนคลังแสง บางครั้งก็ดูหนังซีรี่ส์เก่าๆ ที่เคยซื้อเก็บไว้ หรืออ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน เรียกได้ว่าชีวิตของผมจมหายลงในโลกของจินตนาการและข้อมูลมหาศาลแบบมิดหัวเลยล่ะครับ

ยิ่งได้ดูหนังซีรี่ส์ดีๆ อย่างนี้ มันเหมือนมีไฟหล่อเลี้ยงความฝันว่าผมจะต้องเขียนนิยายเล่าเรื่องออกมาตรึงคนอ่านได้อย่างนี้สิน่า ผมหยิบหนังแผ่นใหม่ใส่ลงในช่องดีวีดี ข้าวปลาไม่รู้สึกหิวเพราะกำลังมัน

ติ๊ง!

เสียงสัญญาณระบบเตือน พร้อมกับสัญลักษณ์อีเมล์ปรากฏขึ้นที่ขอบจอโน้ตบุ๊ก คุณเชื่อไหม... ผมชะโงกพรวดเข้าไปใกล้ จ้องมองมันจนตาแทบจะติดหน้าจอ

“เฮ้ย! มีอีเมล์มาจริงๆ ด้วย”

แทนที่จะคลิกเปิด ผมกลับนั่งจ้องมองไอคอนอีเมล์อยู่พักหนึ่ง ไม่กล้าเปิดเข้าไปครับ กลัวว่าจะเป็นอีเมล์จากสำนักพิมพ์สืบอักษร ทั้งที่ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ก็เฝ้ารออีเมล์ตอบกลับจากสำนักพิมพ์นี้เท่านั้น

ก็มันกลัวคำตอบไง!

ถ้าเขาตอบปฏิเสธต้นฉบับมา ความฝันของผมเป็นปีๆ รวมทั้งความหวังที่จะมีต่อไปข้างหน้า มันคงล่มสลาย
แล้วเอ็งจะนั่งจ้องมันอยู่อย่างนี้จนชั่วฟ้าดินดับเหรอวะ ไอ้ป๊อด!

ผมเล็งเม้าส์ หลับตา แล้วคลิก!

สำนักพิมพ์สืบอักษร มีความยินดีจะแจ้งให้ท่านทราบว่า ต้นฉบับเรื่อง รัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น ผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์แล้ว...

ผมขนลุก เบิ่งตามองประโยคตรงหน้าที่อยู่ในจอ อ่านมันซ้ำไปซ้ำมาทั้งอ่านในใจและอ่านออกเสียงดังๆ
งานผมผ่านแล้วใช่ไหม? เขารับพิมพ์งานแล้ว! เสียงตะโกนลั่นอยู่ในหัวของผม
“เฮ้ยยย!! มิ้นต์” ผมเรียกชื่อเธอออกมา พลางควานหาโทรศัพท์มือถือที่อยู่ใต้กองแผ่นกระดาษเกะกะบนโต๊ะทำงาน พอเจอก็กดโทรหาเธอทันที

หมวดมิ้นต์ หรือร้อยตำรวจตรีหญิงมินตรา คือตำรวจข้างบ้าน คือเพื่อนบ้านที่เช่าบ้านแม่ผมหลังที่ติดกับบ้านผม คือเพื่อนที่เรียนโรงเรียนเดียวกับผมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คือคนสำคัญที่คอยเป็นกำลังใจทั้งปลอบทั้งขู่ให้ผมเขียนนิยายได้จบ เธอเป็นหลายอย่างมากๆ ในชีวิตของผม
มีเพียงตำแหน่งเดียวที่ผมยังไม่กล้าเรียกเธออย่างเต็มปาก นั่นก็คือ... เป็นหวานใจของผม
ก็เพราะผมยังไม่กล้าบอกความรู้สึกออกไปให้เธอรู้ครับ ว่าแต่เธอจะอยากรู้หรือเปล่าเหอะ
คนแอบรักเพื่อนคงเข้าใจเหตุผลของผมดี เฮ้อ... เรื่องนี้ขอติดไว้ก่อน มีโอกาสผมจะระบายให้ฟัง แต่ตอนนี้ผมต้องบอกมิ้นต์ครับ ผมอยากตะโกนบอกเธอดังๆ ว่า... นิยายของผมผ่านพิจารณาแล้วววว...

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...
จนยัยคนในโทรศัพท์พูดเสียงแบนๆ กลับมานั่นล่ะผมถึงทำความเข้าใจได้ว่ายัยมิ้นต์คงจะปิดโทรศัพท์ และตอนนี้เธอก็ไม่อยู่กรุงเทพด้วย เธอบอกผมไว้แล้วว่าจะไปราชการต่างจังหวัดสองสามวัน อาจจะติดต่อลำบากหน่อย ป๊าดดดดด...
ผมต้องบอกข่าวดีกับใครสักคน ก่อนที่อกผมจะระเบิด!

“ตั้งต้น” เสียงแม่ติ๋วเรียก แกเคาะประตูแล้วเปิด โผล่หน้าเข้ามาจังหวะนั้นพอดิบพอดี
“แม่ค้าบบบ...” ผมเรียกแม่เสียงดังจนแกชะงักไป “แม่ครับ งานผมผ่านพิจารณาแล้วครับ เย้!!” ผมตรงเข้าไปกอดแม่ อุ้มแกหมุนไปรอบห้องตัวลอยละลิ่วเพราะแม่ผมเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ในขณะที่ผมสูงร้อยเก้าสิบกว่าและหนักแปดสิบกว่ากิโลกรัม น้องๆ ยักษ์
“เฮ้ยๆๆ ปล่อยๆ เดี๋ยวฉันล้มกระดูกกระเดี้ยวหัก” แม่ทุบบึกๆ เรียกสติผม
ผมวางแกลงแต่ยังกอดแกไว้แน่น ปากก็พูดประโยคเติมไม่หยุด “งานผมผ่านแล้วแม่”
“งานอะไรของแก” แม่ยืนนิ่งๆ เลิกคิ้วถาม
“นิยายที่ผมเขียนผ่านพิจารณาแล้วครับ” ผมยื่นหน้าไปบอกแม่ จ้องตาแกเป๋ง
“เออดี” แม่ติ๋วพเยิดหน้า “จะได้ออกไปหางานหาการทำซะที วันๆ ดูแต่หนังเนี่ย”
“หูย แม่อ่า...” ใจผมเหี่ยวลงมาตั้งครึ่ง หน้าตาแม่เฉยสุดๆ ไม่เห็นจะดีใจไปกับผมเลย แถมยังมีบ่นเรื่องดูหนังอีก แม่มองว่ามันไร้สาระ แต่ผมมองว่ามันคือการเติมไฟเติมข้อมูลลงในคลังแสง จะมีใครเข้าใจนักเขียนมั่งไหมเนี่ย
“แล้วไอ้ที่ลงไว้ในเว็บน่ะเมื่อไหร่จะจบซะทีวะ ลงมั่งไม่ลงมั่ง ยังไงของแก” แม่พเยิดหน้าใส่อีกที
“อะไรนะแม่” คราวนี้ผมเป็นฝ่ายอึ้งไปสิบวินาทีครับ เพราะไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าคนที่ถามถึงนิยายที่ผมเอาลงในเว็บจะเป็นแม่ตัวเอง “แม่อ่านนิยายของผมในเว็บด้วยเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันยังใส่หน้ายิ้มให้แกทุกทีเลย จำไม่ได้เหรอ” แม่ย่นหัวคิ้ว
แม่จ๋า... นักอ่านใจดีคนเดียวคนนั้นก็คือแม่นี่เอง แต่หน้าแม่กับอมยิ้มนั่นมันเหมือนกันเสียที่ไหน ใครจะไปรู้ว่าเป็นแม่ แต่ผมไม่ได้พูดออกไปหรอกครับ ทำได้แค่กอดแกไว้แน่นๆ พึมพำออกไปว่า “ขอบคุณครับแม่” ได้เท่านั้นเพราะน้ำตาทำท่าจะหยด
“แล้วแม่รู้ได้ยังไงว่านิยายเรื่องนั้นผมเป็นคนเขียน แล้วแม่รู้จักเว็บนั้นได้ยังไง... แล้ว...” ผมอดถามเสียไม่ได้
“น้องแกมันบอก” แม่ตัดบทแล้วก็เดินไปนั่งที่ปลายเตียง หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน “นี่ฉันก็จะมาคุยกับแกเรื่องยัยเติมเต็มนี่ล่ะ”
สีหน้าแม่ทำให้ผมเก็บคำถามทั้งหมดรวมทั้งเรื่องต้นฉบับผ่านของตัวเองไว้ก่อน แล้วลากเก้าอี้มานั่งใกล้แม่ “เติมมันเป็นอะไรเหรอแม่”
“แกมันก็มัวแต่เป็นนางห้องอยู่นี่ล่ะ ไม่รู้มั่งเลยหรือไงว่าน้องนุ่งกลับบ้านกี่โมงกี่ยาม” แม่ยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งที่นั่งอยู่บนเตียง
“เติมมันกลับบ้านดึกเหรอครับ”
“ย่ะ เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่ห้าทุ่มเที่ยงคืนน่ะถึงจะเดินเข้าบ้าน ถามว่าไปไหนมาก็บอกแต่ว่าไปทำงาน” แม่ค้อนผมแทนมัน
“หา... ทำงาน” ผมล่ะงงสิครับ ก็เติมเต็มมันอายุสิบแปด ยังเรียนมัธยมปลายอยู่เลย
“อ้าว ไอ้นี่ก็ไม่รู้อีก น้องแกมันมาขอไปทำงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอม” แม่ค้อนสองวง
“เอ๋า” ผมก็ไม่รู้จริงๆ นั่นล่ะครับ ก็น้องมันบอกแม่ไม่ได้บอกกับผมนี่นา “แล้วแม่ให้มันทำเหรอ”
“เออสิ... ก็มันคิดดี บอกปิดเทอมตั้งนานเป็นเดือน อยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ พวกเพื่อนๆ มันชวนกันไปทำงานพาร์ตไทม์ ได้ค่าขนม ดีกว่าอยู่เปล่าๆ”
ผมงี้หน้าร้อนฉ่าเลยครับ ก็ไอ้คนที่อยู่บ้านเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์น่ะ มันยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ไง ตอนนี้ผมนี่ล่ะเป็นคนเดียวในบ้านที่ตกงาน “แล้วมันทำงานที่ไหนล่ะแม่” ผมถามแก้เก้อ
“ไม่รู้เว้ย แกไปจัดการ ฉันไม่อยากพูด น้องแก... แกต้องดูแล” แม่เบ้ปากเป็นรูปสระอิ ก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้องดื้อๆ ซะอย่างงั้น
“ยัยเติมเต็ม” ผมแยกเขี้ยวพร้อมกับเรียกชื่อน้องสาวตัวแสบ

ไอ้นี่มันแสบจริงๆ ครับ มันเป็นน้องสาวคนเดียวของผม กำลังจะจบมัธยมปลายและเข้ามหาวิทยาลัยเร็วๆ นี้ล่ะ อายุสิบแปดเรียกว่าเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อทีเดียว นี่ขนาดว่ามันไม่ใช่สาวสวยอะไรนะครับ แค่หน้าตาพอดูได้ แต่มันน่ะหุ่นเหมือนไจโก๊ะ น้องสาวไจแอนท์ในการ์ตูนโดราเอมอนโน่น
ถ้าได้ยินผมนินทาอย่างนี้มันคงเอาผมตาย จะว่าไปหลังๆ มานี่มันก็ลดหุ่นลงมาได้พอท้วมๆ ไม่ถึงกับอ้วนกลมเหมือนก่อนหรอกนะครับ อย่างว่า... มันเริ่มเป็นสาวแล้วนั่นล่ะ และถึงยัยเติมเต็มจะอ่อนกว่าผมเจ็ดปี แต่มันไม่เคยลงให้ผมหรอกครับ มันเป็นเด็กฉลาด ปากน่ะคมกริบ จะดุจะเตือนทีต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย ถ้าปล่อยช่องโหว่ล่ะคุณเอ๋ย มันย้อนให้เจ็บแสบเชียวล่ะ

เอาเถอะ... งานนี้แม่มอบหมายให้พี่ชายอย่างผมจัดการ ยังไงก็ต้องจัดไปล่ะครับ เพียงแต่ว่าผมต้องหาข้อมูลให้รอบคอบเสียก่อน ขืนดุ่ยๆ เข้าไป จะโดนยัยหมูเขี้ยวตันย้อนให้หน้าแหกเปล่าๆ

5
5. เจิดจีรัง / ฟีลิปดา / มาเชียร์บ้านนี้ค้าบ
« เมื่อ: กันยายน 30, 2018, 12:11:37 PM »
ยินดีต้อนรับคุณเจิดจีรังค้าบ ขอให้สนุกไปกับแรลลี่เข้มข้น 555
สวัสดีเชฟด้วยคนค้าบ รอชิมเมนูแรกจ้า

6
6 นิล/ ฟีลิปดา / อยากเห็นเป็นเล่มเร็วๆค้าบ
« เมื่อ: กันยายน 30, 2018, 11:58:40 AM »
เป็นแนวที่ลุงชอบทั้ง 2 เรื่องเลยค้าบ รอเล่มแล้วน้า....

7
4. ตามฝัน / มะดี้ / สู้ว้อย!!
« เมื่อ: กันยายน 30, 2018, 11:55:53 AM »
ขอให้ได้ต้นฉบับกันทั้งคู่จ้า ฮึบ ฮึบ...

8
3. ทอม สิริ / noneko / เราเจอกันอีกแล้ว!!
« เมื่อ: กันยายน 30, 2018, 11:54:54 AM »
คราวก่อนคุณโนจบ ลุงไม่จบ งานนี้นัดล้างตา มาจบไปด้วยกันค้าบ ^^

9
2. มะยม / พิธันดร / ยินดีต้อนรับกลับบ้านค้าบ
« เมื่อ: กันยายน 30, 2018, 11:53:31 AM »
หายไปจากแรลลี่เสียนานเลย ดีใจที่กลับมาเขียนกันค้าบ ขอให้ไฟลุกพรึ่บพรั่บ ^^

10
จะแวะเวียนมาอ่านทุกวันเลยนะค้าบ บึ่ด-จ้ำ-บึ่ด

11
ลบค่ะ

12
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 19
« เมื่อ: ตุลาคม 15, 2017, 04:47:24 PM »
ลบค่ะ

13
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 18
« เมื่อ: ตุลาคม 14, 2017, 03:13:51 PM »

บทที่ 18
   
ภูษิตเร่งฝีเท้า เขามุ่งหน้าไปที่ห้องเก็บของที่เรือนแถวของพวกคนใช้ ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้ว ชายหนุ่มคิดว่าทุกอย่างเริ่มบานปลายจนควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ มีคนตายมากเกินไปแล้ว แค่ธวัชตายผู้กองกาจพลก็กัดไม่ยอมปล่อย นี่เพียงพิศก็ยังมาตายอีกศพ ที่สำคัญหมอลลิตาหายตัวไปอย่างนี้ ไอ้ตำรวจต้องคลั่งแน่

แต่มันช่วยไม่ได้ หมอลลิตาอาจจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างเธอเลยเดินเพ่นพ่านไปทางตึกประจิม เขาต้องหยุดเธอไว้ก่อน แต่ก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะจัดการอย่างไรกับเธอดี เขาไม่อยากฆ่า การฆ่าใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงลากเธอไปขังไว้ในห้องลับ ไม่รู้สิ... บางทีถ้าเขาพยายามลืมเรื่องนี้ไปเสีย เธออาจจะแห้งตายไปเองก็ได้

พวกคนใช้เห็นสีหน้าเขาตอนที่เดินเข้ามาที่เรือนแถว ต่างก็รู้ว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี ไม่สิ เขาใกล้จะคลั่งแล้วต่างหาก พวกมันเสนอหน้าเข้ามารอรับคำสั่งว่าเขาจะต้องการอะไรเลยโดนตวาดลั่น หัวหดเข้าไปในเรือนแถวกันหมด

ชายหนุ่มเปิดประตูห้องเก็บของ กวาดตามองหาสิ่งที่ต้องการ ในห้องทึมทึบเต็มไปด้วยชั้นวางของรอบห้อง เขาเดินไปที่ด้านในสุดหยิบกระป๋องน้ำมันขนาดใหญ่ออกมาสองกระป๋อง

ต้องเผาให้สิ้นซาก!

เป็นเพราะเตี่ยไม่ยอมหยุดความคิดจะปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศ ถึงแม่ว่าเขากับก๋งจะห้ามปราม และแม้ว่าผู้รับเหมาก่อสร้างจะตายแล้วก็เถอะ เขาจึงต้องทำลายหลักฐานในตึกประจิม แต่ถ้าเคหาสน์สี่ทิศมันจะวอดทั้งหลัง ก็ช่างมัน เขาไม่แคร์อะไรแล้ว

ความสิ้นหวังผลักดันให้ชายหนุ่มถือกระป๋องน้ำมันวิ่งไปทางตึกประจิม คนงานที่แอบดูอยู่ต่างก็วิ่งออกมาดูด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าห้ามเจ้านายหนุ่มที่กำลังคลั่ง หญิงคนครัวผู้มีอาวุโสที่สุดร้องตะโกนให้คนสวนรีบออกไปตามหาเสี่ยภาสกรให้กลับมาห้ามปรามลูกชาย



หมอลลิตาจ้องมองรอยแดงที่แขนของเขา แล้วหันไปมองรอยบุบของกะโหลกที่ผนัง ชายหนุ่มรู้ว่าแม้ว่ามันจะไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่ก็มีรอยเล็กๆ สองรอยระยะห่างใกล้เคียงกันมาก มันน่าจะเป็นรอยของหัวมังกรที่กำลังอ้าปากอย่างที่เคยเห็นจากหัวไม้เท้าของก๋ง

“รอยหัวไม้เท้าโลหะ” เธอย่นหัวคิ้ว พึมพำออกมาเหมือนกับบอกตัวเองเสียมากกว่า

“ใช่ครับ แล้วคุณรู้อะไรไหม ตาแก่นั่นเดินได้นะ เขาแกล้งทำเป็นเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลาเพื่อตบตาใครต่อใครว่าเขาอ่อนแอ ยังช่วยตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำไป” ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากด้วยความรู้สึกชิงชัง

“ทำไมผู้กองถึงรู้คะ”

“ผมแกล้งผลักเขาตกบันได” ชายหนุ่มสารภาพแล้วยักไหล่ “ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้ตกจริงๆ หรอกนะ แต่ผมมั่นใจว่าเขาไม่ได้เป็นง่อย เพราะเห็นเขายืนด้วยสองตาของตัวเองนี่ล่ะ แถมไม่ได้เห็นคนเดียวด้วย”

หมอลลิตาคงยังไม่เข้าใจที่เขาพูด หัวคิ้วของเธอย่นเข้าหากัน “หมายความว่าไงคะที่ว่าไม่ได้เห็นคนเดียว”

“จริงสิ ยังไม่ได้บอกหมอเลยว่าผมเจอไอ้เด็กหนุ่มที่ลอบเข้ามาที่นี่แล้วนะ วันที่รวบตัวได้ มันกำลังเหม่อดูตาแก่นี่ยืนอยู่ตรงระเบียง ผมเลยมองตามมันไปก็เห็นกับตาเลยรู้ว่าเขายืนได้ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าจะเดินได้หรือเปล่า เลยหาทางพิสูจน์ให้ชัดไปเลย”

“เด็กหนุ่มคนที่เราคิดว่าเขาหนีไปแล้วหรือคะ”

“ใช่ เขาเป็นน้องชายเมียลับของภูษิต ชื่อโกศล เขาแฝงตัวมาตามหาพี่สาวชื่อกัญญาที่คนที่นี่บอกว่าหนีตามคนขับรถไป แต่เขาไม่เชื่อ เลยวนเวียนอยู่ที่นี่ คอยดักฟังหาเบาะแส”

“นี่... ผู้กองหมายความว่า ก๋ง...” หญิงสาวทำหน้างง คงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ผมคิดว่า เขานั่นล่ะที่เป็นฆาตกรฆ่าผู้หญิงในผนังนั่น เธอคงจะเป็นพี่สาวของโกศลที่หายตัวไป ก็อย่างที่เห็นรอยที่กะโหลกกับรอยที่แขนผมมันเกิดจากหัวไม้เท้าของตาแก่นั่นชัดๆ” ชายหนุ่มลูบคลำรอยแดงช้ำที่แขน

“แล้วคุณธวัช...” หญิงสาวพยายามคิดตาม

“เด็กโกศลเห็นว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลังธวัชก่อนที่เขาจะตกหน้าผาลงมา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นก๋ง” เขาพยักหน้า

หมอลลิตามองไปที่โครงกระดูกในกำแพง เธอคงเริ่มมองเห็นเรื่องราวต่างๆ ประกอบกันเข้าด้วยความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว
“ผู้กองหมายความว่า ก๋งฆ่าผู้หญิงที่ชื่อกัญญา ด้วยการฟาดเธอที่หัวแล้วฝังร่างเธอไว้ในกำแพงห้องนี้ และเพราะเสี่ยภาสกรไม่ยอมล้มเลิกการปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศ ทันทีที่ถนนใช้งานได้คุณธวัชจะเอาคนของเขาเข้ามาทำงาน เขาเลยต้องตายใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ เพราะการปรับปรุงที่นี่อาจทำให้ความลับของตาเฒ่านั่นแตก เขาเลยฆ่าธวัชเสีย คงหวังว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นเสี่ยจะกลัวคำสาปบรรพบุรุษ หรือท้อใจจนเลิกล้มโครงการไป”

“แล้วคุณเพียงพิศล่ะคะ”

“เธออยู่ใกล้ชิดตาเฒ่านั่นมาก ผมคิดว่าเธอคงจะรู้อะไรบางอย่าง และใช้มันแบล็กเมล์เขา เธอก็เลยถูกเก็บ” ผู้กองกาจพลถอนหายใจ

“เอ๊ะ!” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว

“อะไรคะ”

“ผมได้กลิ่นควันไฟ” ชายหนุ่มทำจมูกฟุดฟิด

“โอ!” หมอลลิตาเองก็คงได้กลิ่นควันขึ้นมาเช่นกัน เพราะกลิ่นไหม้นี้ชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขามองออกไปนอกห้องก็เห็นควันจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ

“ไฟไหม้ค่ะ” เธอชี้มือออกไป

“เราต้องออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้เลย” ชายหนุ่มคว้าข้อมือของเธอไว้แน่นพลางวิ่งออกมาจากห้อง

หมอลลิตาวิ่งตามเขาออกมาด้วยความตกใจ แต่จู่ๆ ชายหนุ่มก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหยุดวิ่ง

“หมอรีบวิ่งออกไปจากที่นี่ก่อนครับ เดี๋ยวผมตามไป”

“ทำไมล่ะคะ”

“ผมต้องเอาหลักฐานไปด้วย” เขาตะโกนบอกเธอแข่งกับเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะและเสียงอะไรบางอย่างปริแตก

“ไม่ค่ะ เราต้องไปด้วยกัน” เธอส่ายหน้าเด็ดเดี่ยว

ชายหนุ่มไม่โต้เถียง ไม่มีเวลาแล้ว เขาวิ่งกลับเข้าไปในห้องลับนั้นอีกครั้ง ตรงไปที่หัวกะโหลกของหญิงสาวที่ฝังติดอยู่กับเนื้อปูน พยายามหาอะไรมากระเทาะพื้นผิวปูนเพื่อแกะมันออกมาจากผนัง

“ทำอะไรคะ” เธอร้องถาม

“ผมต้องเอากะโหลกไปด้วย มันเป็นหลักฐานเอาผิดตาเฒ่านั่น” ชายหนุ่มมองหาอะไรบางอย่างที่จะกะเทาะปูนเพื่อเอาหลักฐานของเขากลับออกไปให้ได้ แต่ในห้องนั้นไม่มีอะไรพอจะใช้ได้เลย เขาตัดสินใจใช้ก้อนอิฐแตกค่อยๆ ทุบไปที่ผนังใกล้กะโหลก พยายามไม่ทำให้หลักฐานเสียหาย แต่ในเวลาอย่างนี้เขาจะมัวใจเย็นพิถีพิถันอยู่ไม่ได้

ควันไฟพลุ่งเข้ามาเต็มห้องแล้ว อากาศรอบตัวร้อนขึ้นมาเหมือนอยู่กลางเปลวไฟ

“หมอออกไปก่อนดีกว่า” เขาพยายามไล่เธออีกครั้ง แต่หญิงสาวไม่เชื่อ

พอรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร เธอก็ถอดเอาหูของถังสังกะสีออกมา ส่งให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา “ใช้นี่ค่ะ” ส่งเครื่องมือให้แล้วหญิงสาวก็งอตัวลงไอโขลกเพราะสำลักควัน

หูถังใช้ได้ดี มันมีลักษณะเป็นแท่งโค้ง เขาใช้มันงัดแผ่นปูนออกง่ายกว่า แต่อากาศหายใจกำลังจะหมด ตอนนี้เขาเองก็ไอจนแทบหมดแรง ส่วนหมอลลิตานั้นนั่งลงไปกับพื้นแล้ว ในห้องร้อนเหมือนนรกแตก

ตอนที่เขาดึงเอาหัวกะโหลกออกมาได้สำเร็จ ควันก็เข้ามาเต็มห้องแล้ว

“หมอลี” เขาตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังนั่งไอจนตัวโยน ใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอยังรับรู้กับเสียงเรียกของเขา มือหนึ่งเขาถือหัวกะโหลกไว้ อีกมือประคองร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้นมา

ตอนนั้นเองที่พื้นห้องสั่นสะเทือนอยู่ใต้เท้า เสียงลั่นเปรี๊ยะของเพดานด้านบนดังสนั่น ฝุ่นปูนและชิ้นส่วนของฝ้าเริ่มตกลงมาเหมือนห่าฝนก่อนที่มันจะถล่ม

“ระวังครับ” เขาร้องเตือนหญิงสาวแล้วดึงเธอเข้ามาไว้ในวงแขน คานห้องถล่มลงมาเฉียดร่างของหมอลลิตาไปนิดเดียว หญิงสาวซุกเข้ามาในอกเขาก่อนที่ไม้หนาหนักท่านนั้นจะฟาดลงมาบนศีรษะของเธอ

เสียงลั่นเปรี๊ยะดังอยู่ข้างหลัง เมื่อชายหนุ่มหันไปมอง สิ่งที่เห็นทำเอาเขาตกตะลึงไปชั่วครู่

ผนังที่ฝังโครงกระดูกของหญิงสาวแตกร้าวเป็นรอยวิ่งไปทั้งแผงเห็นกับตา จากนั้นมันแตกออก จากรอยที่เตกอยู่เดิมรอยร้าววิ่งเฉียงไปยังมุมผนังอีกด้านแล้วปูนที่ฉาบก็หลุดกะเทาะออกเป็นแผงใหญ่

ภาพที่เห็นทำเอาผู้กองกาจพลตาค้างไปชั่วครู่ เพราะมันเปิดเผยให้เห็นว่า ถัดจากโครงกระดูกของหญิงสาวที่เขาดึงเอากะโหลกของเธอออกมาแล้วนั้น ยังมีโครงกระดูกอีกโครงฝังอยู่ในกำแพงข้างๆ กัน

“อะไรกันนี่!” หมอลลิตาร้องอุทานออกมาเมื่อเห็นภาพนั้นเต็มตา “ผู้กองดูที่หัวกะโหลกนั่น” เธอชี้ไปที่โครงกระดูกใหม่ที่เพิ่งจะปรากฎให้เห็นเมื่อกำแพงพังทลายไป

“รอยกระสุน” เขามองเห็นไม่ชัดเพราะควันไฟ แต่มั่นใจว่าพูดไม่ผิดแน่

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรต่อ หมอลลิตาก็รีบวิ่งไปแกะกะโหลกที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาให้เห็นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนของเธอ จากนั้นทั้งคู่พากันวิ่งออกมาจากห้องลับซึ่งเป็นสุสานฝังโครงกระดูกทั้งสอง เพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นห้องทั้งห้องก็ถล่มลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกไหม้พลุ่งขึ้นมาจากพื้นด้านล่าง


14
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 17
« เมื่อ: ตุลาคม 11, 2017, 03:23:48 PM »
ลบค่ะ

15
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 16
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2017, 05:20:43 PM »
ลบค่ะ

หน้า: [1] 2 3 ... 14