แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
บท 1  ศพในห้อง...2
 

 เมื่อถูกสั่งให้รอเรือนพิมพ์เลยต้องรอ ใจจริงแล้วเธอก็อยากจะเข้าไปรอ ไปดูภายในห้องด้วย แต่เพราะข้างในยังมีเจ้าหน้าที่อีกสี่ห้าคนที่เธอไม่รู้รู้จัก ยกเว้นจ่ายุทธชัย ส่วนจ่านิยมที่บอกเธอเมื่อครู่ก็ลงไปกับสารหนึ่งสยามแล้ว เธอเดินไปนั่งรอที่โซฟาหน้าลิฟต์ ก้มหน้าเขียนในสิ่งที่เธอรู้และเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ มันก็เป็นทักษะที่ตัวละครของเธอใช้ ซึ่งการเขียนนวนิยายของเธอก็หาความรู้และทักษะให้นักสืบของเธอ แล้วเธอก็นำมาใช้ในความเป็นจริงด้วย เพียงแต่ตอนนี้เธอกำลังคิดว่า...ถ้านักสืบของเธอจะเข้ามาสืบคดีนี้ เขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร เขาจะมาร่วมสืบอย่างไร ในเมื่อเขาไม่ใช้เจ้าหน้าที่โดยตรง

แล้วเธอก็อดคิดไปถึงดอกเตอร์เมืองสอง ต้นแบบนักสืบของเธอไม่ได้  เขาจะได้สืบคดีนี้ไหม หรือจะเป็นความบังเอิญอะไร เขารู้จักกับสารวัตรหนึ่งสยามเป็นส่วนตัวไหม เธอนึกไปถึงเหมือนแพร ถ้าเหมือนแพรมา อย่างน้อยเธอก็อาจจะแชร์ความคิดของเธอกับเหมือนแพร กับสารวัตรหนึ่งสยามนั้น เธอคิดว่าเขาค่อนข้างจะกวนนิดๆ ถามออกมาได้ว่า จะย้ายมาเช่าที่นี่ไหม แต่ในความหมายของเขาก็คงจะว่า จะมาเช่าห้องคนตายไหม มากกว่า

นี่ก็ไม่รู้ว่าจะให้เธอรอเพื่อจะถามอะไร ถ้าจะถามเกี่ยวกับนายพนาดลแล้ว เธอก็แทบจะไม่รู้อะไร เป็นส่วนตัวแม้แต่น้อย เธอรู้เท่าที่เธอเห็นในเฟซบุ๊ก บางทีก็ยังไม่สนใจดูด้วยซ้ำอีกอย่างเธอก็ไม่ได้เข้าไปเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้งสองครั้งก็นับว่ามากแล้ว

เสียงเดินขึ้นบันไดมา ทำให้เรือนพิมพ์เงี่ยหูฟัง จากเสียงที่ดังทำให้เธอคิดว่าไม่น่าจะใช่สารวัตรหนึ่งสยาม เธอจึงไม่สนใจ แต่พอเสียงนั้นเดินผ่าน เธอก็เงยหน้ามองตาม ผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงลายสก็อตสะพายกระเป๋าหนังสีดำเดินไปทางปีกอีกด้านหนึ่ง ไม่ได้อยู่ด้านเดียวกันกับห้องของนายพนาดล

แล้วครู่ใหญ่ๆ เสียงลิฟต์เปิดก็ดังขึ้น สารวัตรหนึ่งสยามมาพร้อมกับจ่านิยม   เขาตรงมาหาเธอส่วนจ่านิยมเดินไปก่อน

“ขอโทษนะที่ให้รอ ผมมีเรื่องจะถาม”

“ฉันไม่รู้อะไรมากนะกับคนตาย และเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก”

“อยากเข้าไปดูในห้องอีกไหม”

คำถามของเขาทำเอาเรือนพิมพ์แปลกใจ แต่เธอก็ดีใจ เพราะอยากจะเข้าไปในห้องเกิดเหตุอีกรอบจริงๆ

“ถ้าคุณคิดว่าไม่เป็นไร ฉันก็อยากจะไปดูอีก”

สารวัตรหนึ่งสยามพยักหน้า เธอเลยเดินตามเขา

“ผมอยากรู้ว่า ที่คุณเขียนหนังสือ ไปได้ข้อมูลมาจากไหน”

เป็นคำถามที่ทำให้เธออึ้งไปเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าเขาจะถามเรื่องนี้

“ฉันก็หาข้อมูลในหนังสือพิมพ์ในอินเตอร์เน็ต”

“คุณสร้างตัวละครของคุณยังไง”

“ทำไม”

เขาขมวดคิ้วหันมามองเธอ แต่แล้วก็พูดว่า

“ผมสงสัยว่า จะเป็นคนที่ผมรู้จัก”

เรือนพิมพ์อึ้งไปเลย แต่ก็ทำเป็นถามว่า “คุณอ่านหนังสือของฉันแล้วเหรอ”

“ก็ต้องอ่านแล้วสิ ผมถึงได้ถาม”

“แล้วคุณรู้จักหลายคนหรือคนเดียวในนั้น”

หนึ่งสยามนิ่ง ไม่คิดว่าเธอจะย้อนเขามาแบบนี้ แต่เพราะไม่อยากให้เธอรู้ว่าเขากำลังสืบเรื่องของเธอเลยตอบไปว่า

“ที่เด่นๆ ก็ต้องเป็นนักสืบอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ นั้น ผมเป็นตำรวจทำงานมานาน ก็ต้องคุ้นเคยอยู่แล้ว...คุณมีที่ปรึกษาในการเขียนไหม” เขาเปลี่ยนเรื่องในตอนท้าย

“มี”

“ใคร” เขาถามอย่างคาดหวัง อย่างน้อยเขาจะได้ไปสืบต่อว่า คนๆ นั้นรู้เรื่องของเมืองสองมากน้อยแค่ไหน

“ป้าจันทร์ทิพย์”

“ป้าของคุณนะเหรอ” เขาย้อนอย่างไม่เชื่อ

“ใช่ นักสืบของฉันมีทักษะในเรื่องพลังจิต การติดต่อกับวิญญาณ ป้าทิพย์เลยเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุด”

 “แต่ในเรื่องกระบวนการสอบสวนนี่ ที่คุณเขียนเหมือนจะข้ามๆ ไม่ลงรายละเอียดนะ”

“บางอย่างฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกัน แต่ที่เขียนฉันไม่ได้เน้นกระบวนการสอบสวนเหมือนจริง”

“ถ้าอยากเขียนเหมือนจริงเมื่อไหร่ ก็ถามผมได้นะ”

“ทำไม”

สารวัตรหนึ่งสยามขมวดคิ้ว “ทำไมเหรอ ผมพูดอะไรผิด”

“ดูคุณจะใจดีเป็นพิเศษ”

“เพราะผมมีเรื่องจะให้ช่วยทีหลัง ไม่แน่ผมอาจจะอยากแต่งนวนิยายแล้วบ้างก็ได้”

เขาตอบไปอย่างนั้น ไม่คิดว่าดอกเตอร์คนนี้จะระแวงเขา แต่เพราะถึงห้องแล้ว เขาเลยให้เธอเดินเข้าไปก่อน แล้วถามว่า

“คุณมาถึงในห้องนี้เห็นอะไรที่ผิดสังเกตบ้างไหม เอาในความรู้สึกของคุณ” 

คำถามของเขาทำให้เรือนพิมพ์ต้องนิ่วหน้า เพราะไม่เข้าใจว่า เขาหมายถึงอะไร แต่เธอยังไม่ได้ตอบ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น สารวัตรหนึ่งสยามเอาขึ้นมามอง แล้วก็มองสบตาเธอก่อนจะหันไปทางลูกน้อง

“จ่ายุทธ มาสอบปากคำดอกเตอร์เรือนพิมพ์ด้วย เธอเป็นคนเห็นศพเป็นคนแรก”

เขาเดินออกมานอกห้องเพื่อคุยโทรศัพท์  แล้วก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเร็วๆ ตรงมา แต่ก็ถามลงไปในโทรศัพท์ว่า

“มีอะไร” 

“ผมไปหาคนตายเมื่อไม่กี่วัน เขาต้องการให้สืบเรื่องคนที่อาจจะปลอมตัวเป็นเขา และคิดว่าเป็นเมียเก่า มีแฟ้มที่เขาให้ ไว้ แต่ผมเอาไปให้อดิศักดิ์ เพราะคิดว่าให้เด็กที่นั่นทำก็ได้ บอกให้รู้เพราะกำลังจะไปเอาแฟ้มนั้นมาดู แล้วจะส่งให้ด้วย”

“ขอบใจ”

“ดอกเตอร์เรือนพิมพ์ไปทำอะไรที่นั่่น”

“กำลังสอบปากคำอยู่ แค่นี้นะ มีคนมา”

เขาวางสาย พร้อมๆ กันที่ผู้หญิงคนนั้น เดินมาหา ถามเขาด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจว่า

“รสา ประชาสัมพันธ์ที่ข้างล่าง บอกฉันว่าคุณพนาถูกแทงตายจริงหรือคะ”

“คุณเป็นใคร”

“ฉันเป็นเลขาส่วนตัวคุณพนาดลค่ะ ชื่อวนาลีค่ะ”

“คุณไปอยู่ไหนมาถึงเพิ่งรู้”

“ฉันออกไปธุระให้คุณพนาค่ะ พอกลับมา รสาบอกฉันก็รีบขึ้นมาเลย”

 สารวัตรหนุ่มมองผู้หญิงตรงหน้า หล่อนสวมชุดกระโปรงลายสก็อตสีน้ำตาล สะพายกระเป๋าสานใบใหญ่ สีหน้ามีความอยากรู้อยากเห็นแฝงเอาไว้ และเขาไม่ได้เห็นความเศร้าเสียใจในนั้น

“เข้าไปข้างในห้องก่อน ผมมีเรื่องจะถาม”

เขาเดินเข้าไป ขณะที่หล่อนเดินตามมาติดๆ

“เอะ นั่นดอกเตอร์เรือนพิมพ์ เธอเป็นคนฆ่าเขาเหรอคะ”

เสียงของวนาลีเหมือนจะดังไม่น้อย เมื่อดอกเตอร์เรือนพิมพ์ที่ยืนหันหลังให้คุยกับจ่ายุทธชัยอยู่ ถึงหันหลังกลับมา

“ไม่ใช่ เธอเป็นคนพบศพคนแรก ทำไมถึงคิดว่าเธอเป็นคนฆ่าล่ะ”

“ขอโทษค่ะ คือฉันก็พูดมั่วไป ก็เธออยู่ที่นี่ และก็ยังมีนัดกับคุณพนาดล ก็เลยคิดว่า...”

หล่อนหยุด เหมือนไม่มีอะไรจะพูดต่อ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเพราะดอกเตอร์เรือนพิมพ์เดินเข้ามาหา

“คุณเป็นใคร ทำไมถึงคิดว่า ฉันเป็นคนฆ่าเขาคะ”

“อ่า ขอโทษค่ะ คือคุณพนาไม่ค่อยจะต้อนรับใครที่ห้อง จะมีก็แต่คุณเท่านั้น พอเห็นคุณที่นี่ แล้วตำรวจก็คุยกับคุณ ก็เลยนึกว่าคุณถูกจับ”

“อ๋อ” ดอกเตอร์เรือนพิมพ์พยักหน้า มองไปที่กระเป๋าของหล่อน “กระเป๋าสานสวยนะคะ เข้ากับชุดนี้มากกว่ากระเป๋าหนังสีดำเมื่อครู่เสียอีก ขึ้นมาเปลี่ยนกระเป๋าเหรอคะ”

เธอพูดแล้วก็ยิ้มให้สารวัตรหนึ่งสยาม “จ่ายุทธสอบปากคำฉันเสร็จแล้วค่ะ ฉันจะกลับ ถ้าสารวัตรมีอะไร ให้คุณเหมือนแพรไปคุยกับฉันก็ได้ค่ะ”

สารวัตรหนึ่งสยามไม่ได้มองดอกเตอร์เรือนพิมพ์ที่เดินออกไป แต่เขากำลังมองใบหน้าของวนาลีที่ซีดเผือด  เมื่อครู่หล่อนบอกกับเขาเองว่า หล่อนเพิ่งขึ้นมาทันทีเลย!

 
:+:+:+:+:

2
6 นิล/ ฟีลิปดา / สืบรัก:ตำรับรัก 1 -ศพในห้อง
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2018, 12:03:12 PM »

บท 1  ศพในห้อง
 
 
เรือนพิมพ์ยืนบัตรประชาชนให้กับ รปภ ที่ป้อมยามแล้วรับป้ายหมายเลขมาวางไว้ที่เบาะข้างๆ เธอมีนัดกับนักเขียนคนหนึ่งที่รู้จักกันผ่านทางเฟซบุ๊ก เขาเป็นคนที่ชอบอ่านนวนิยายสืบสวน เป็นคนขอเป็นเพื่อนเธอมา ก็เรียกได้ว่าพูดคุยกันถูกคอ เธอเคยไปกินข้าวกับเขาครั้งหนึ่ง แล้วจึงได้รู้ว่าเขาเคยเป็นเชฟที่โรงแรมมีชื่อ แถมยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับอาหารหลายเล่ม เขาเป็นชายวัยกลางคนที่อารมณ์ดี ยังพูดล้อเลียนเธอเหมือนกันว่า จะเขียนนวนิยายแข่งกับเธอ อยากให้เธอช่วยแนะนำด้วย

การเขียนนวนิยายแม้จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่มันก็เป็นเรื่องที่แนะนำกันได้ ดังนั้นเธอกับเขาจึงพูดคุยกันถูกคอ เขานัดเธอเอาไว้วันนี้ บอกว่าจะทำก๋วยเตี๋ยวไก่คั่วสูตรพิเศษให้กิน พร้อมกับขอให้เธอช่วยดูพล็อตเรื่องที่เขาวางเอาไว้ให้ด้วย

ส่วนเธอมาวันนี้ก็มีเรื่องจะปรึกษาเรื่องอาหารเหมือนกัน เพราะกำลังคิดว่า จะเขียนสืบสวนเกี่ยวกับอาหาร เธอมีตัวละครที่เป็นเหยื่อเอาไว้ในใจแล้วว่า เป็นเจ้าของร้านอาหาร แต่ตายด้วยพิษสักอย่าง ไม่ใช่กระโดดตึกหรือถูกฆาตกรรมน่าหวาดเสียว ต้องไม่ใช่แบบที่เธอเพิ่งจะเจอผ่านมา อนวัชร ทำให้เธอรู้สึกกลัวๆ ขึ้นมาเหมือนกัน แม้ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี หลังจากที่เธอตื่นมาแล้วก็เจอกับเหมือนแพร ซึ่งเล่าให้เธอฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และอยู่รอจนป้าจันทร์ทิพย์มาถึง แน่ล่ะว่าเธอต้องกำชับไม่ให้เหมือนแพรเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง แม้ว่าท่านจะตามเธอไปให้ปากคำกับสารวัตรหนึ่งสยามซ้ำอีกก็ตาม

เรือนพิมพ์ไปจอดรถที่หน้าตึก แล้วเดินเข้าไปในล็อบบี แจ้งความประสงค์ให้กับพนักงานที่เคาน์เตอร์ว่ามาขอพบนายพนาดลที่ห้องหมายเลขสี่ศูนย์สาม

“ดอกเตอร์เรือนพิมพ์หรือเปล่าคะ” หล่อนย้อนถาม

“ค่ะ”

“ขอดูบัตรประจำตัวด้วยค่ะ”

เรือนพิมพ์ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่หล่อนรีบชี้แจงว่า

“คุณมีนัดพบคุณพนาในวันนี้ แต่คุณพนาสั่งเอาไว้ว่า ใครจะขึ้นไปต้องขอดูบัตรประจำตัวค่ะ มันเป็นคำสั่งของเจ้าของห้อง ก่อนที่เราจะให้คีย์การ์ดสำรองขึ้นไปค่ะ”

เพราะเธอเอาบัตรประชาชนให้ที่ป้อมยามแล้ว เรือนพิมพ์จึงเอาใบขับขี่ของเธอยื่นให้ดู อีกฝ่ายก็ยิ้ม พูดว่า

“คุณพนาได้รับอุบัติเหตุตกบันไดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วค่ะ สงสัยอาจจะไม่สะดวกลุกมาเปิดประตูให้ก็ได้ เลยสั่งไว้อย่างนี้”

หล่อนพูดแล้วก็ยื่นคีย์การ์ดสำรองให้เธอ เรือนพิมพ์เดินไปที่ลิฟต์ แล้วกดชั้นสี่ขึ้นไป พอออกมาจากลิฟต์ก็มองป้ายบอกทางไปห้อง ซึ่งเธอต้องเดินไปทางด้านซ้าย  พอถึงหน้าห้องเธอก็เคาะประตู เป็นการแจ้งก่อนว่าเธอมา แล้วจึงใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้าไป  ภายในห้องเงียบไม่มีคน ด้านหนึ่งจะมีชั้นวางหนังสือกั้นเอาไว้เหมือนเป็นอีกห้อง แต่เมื่อมองไปอีกด้านที่เป็นครัว บนโต๊ะมีข้าวของผักสด ผลไม้ เหมือนกำลังจะเตรียมทำอาหาร เธอกำลังจะตะโกนเรียก เพราะคิดว่าเขาคงอยู่ในห้อง แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นขาที่ยืนออกมาหลังโต๊ะเขียนหนังสือ เธอใจสั่นน้อยๆ เมื่อเดินไปดู แล้วก็นิ่งตะลึงเมื่อเห็นร่างนายพนาดลนอนหงาย มีมีดปักอยู่ที่อก!

เรือนพิมพ์รีบตั้งสติ เธอไม่รู้คิดยังไงถึงได้หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้ แล้วรีบออกจากห้องลงลิฟต์ ตรงไปที่ประชาสัมพันธ์ว่า

“คุณคะ ฉันขึ้นไปห้องคุณพนาเมื่อกี้ เจอเขาเสียชีวิต มีมีดปักที่อก ต้องแจ้งตำรวจ”

“อะไรนะ ล้อเล่น หรือเปล่า” พนักงานสาวพูดเสียงสั่น

“คุณจะขึ้นไปดู หรือจะให้ รปภ ขึ้นไปดูก็ได้ ฉันจะอยู่ที่นี่รอตำรวจมา”

“นี่พูดจริงเหรอ” หล่อนเสียงสั่น แต่แล้วก็กด ที่ปุ่มโทรศัพท์พูดลงไปว่า “ลุงอาร์มเข้ามานี่ มีเรื่องด่วน” แล้วหล่อนก็หันมาทางเธอ “คุณอย่าเพิ่งไปไหนนะ อยู่ด้วยกันก่อน แล้วอย่าโวยวายให้คนอื่นรู้จะแตกตื่น”

เรือนพิมพ์พยักหน้า ดูเหมือนว่าหล่อนจะไม่ได้ยินตอนที่เธอพูดว่า เธอจะอยู่รอจนกว่าตำรวจจะมา เธอเป็นคนพบศพ เธอต้องถูกสอบปากคำอยู่แล้ว

ครู่หนึ่ง รปภ ก็เข้ามา พนักงานสาวก็กระซิบบอกเบาๆ  รปภ หน้าตื่นหันมา แล้วถามว่า

“คุณจะขึ้นไปด้วยอีกครั้งไหม”

“ได้” เรือนพิมพ์ตอบ

“งั้นหนูไม่ขึันไปนะ ไม่อยากเห็นกลัว ใช้กุญแจของพี่เขาเปิดห้องก็ได้ ลุงอาร์มเห็นแล้ว โทรไปแจ้งตำรวจนะ แล้วบอกหนูด้วย หนูจะได้โทรไปบอกคุณเพชร”

ฟังดูแล้วก็เหมือนว่าเจ้าหล่อนจะสนิทสนมกับ รปภ วัยกลางคนนี้ไม่น้อย

“ดีนะ ที่คุณไม่กลัว”

รปภ.พูดกับเธอขณะอยู่ในลิฟต์

“ไม่กลัว แต่ก็ไม่อยากยุ่งสักเท่าไหร่”

“ไม่มีใครอยากจะยุ่งกับเรื่องอย่างนี้หรอก บางคนก็กลัวผีไปเลย”

เรือนพิมพ์ยิ้มเฉยๆ  เธอคุยกับคนนอกไม่ค่อยเก่ง แต่ดูเหมือนว่า รปภ คนนี้จะคุยเก่งไม่น้อยเมื่อถามว่า

“คุณเป็นเพื่อนของคุณพนาดลเหรอ”

“เขานัดให้มาพบวันนี้”

“ไม่น่าเลยนะ ไม่รู้ใครทำอย่างนั้นกับเขา เมื่อไม่กี่วันก็เพิ่งตกบันได เคราะห์ร้ายจริงๆ”

เรือนพิมพ์ยิ้ม ไม่พูดเหมือนเดิม และดีใจที่ลิฟต์ขึ้นไปถึงชั้นสี่  รปภ เดินออกไปก่อน เธอเดินตามอดไม่ได้ที่จะมองหากล้องวงจรปิด มันมี เพียงแต่ว่ามันจะใช้ได้แค่ไหน  รปภ เดินไปที่ห้องแล้วเปิดเข้าไป มันทำให้เรือนพิมพ์ฉุกคิด หรือตอนออกมาเธอไม่ได้ล็อกห้อง หรือว่า รปภ คนนี้มีการ์ดเปิดได้เลย แต่เธอไม่เห็นตอนพนักงานให้การ์ดแม้แต่น้อย...หรือเธอไม่ทันจะได้มอง เพราะมัวแต่มองหาอะไรที่มันผิดสังเกต แต่ก็ไม่มีอะไร

รปภ. เดินไปที่ศพของนายพนาดล แล้วก็เอาโทรศัพท์ขึ้นมาโทร  เรือนพิมพ์ยืนมองเขาอยู่ที่หน้าประตู แต่สายตาของเธอก็พยายามเก็บทุกอย่างในห้องเอาไว้ ตามกฏหมาย เมื่อพบศพต้องแจ้งภายในกี่ชั่วโมงเธอจำไม่ได้และไม่คิดจะเป็นธุระในเรื่องนั้นจึงให้ทางคอนโดมิเนียมจัดการเอง และดูเหมือนว่า รภป. คนนี้จะรู้งานไม่น้อย เมื่อเดินกลับมาหาเธอ

“คุณจะลงไปข้างล่างก็ได้ ผมจะเฝ้าที่นี่เอง จนกว่าตำรวจจะมา”

 เรือนพิมพ์นิ่งไปแล้วก็พยักหน้า ก่อนจะเดินไปลิฟต์ เธอลงไปแล้วก็เห็น พนักงานสาวคนนั้นกำลังโทรศัพท์อยู่ จึงเดินไปนั่งที่อาร์แชร์ตัวใกล้เคาน์เตอร์ที่สุด แล้วเอามือถือขึ้นมา โหลดภาพไปเก็บไว้ในไดร์ฟบนอินเตอร์เน็ต แล้วจึงลบทิ้งทั้งหมด ความอยากรู้อยากเห็นของเธอ ที่ถ่ายรูปเอาไว้นั้น เธอจะเก็บเอาไว้เป็นส่วนตัว เธอไม่อยากให้ใครรู้ แล้วสงสัยว่าเธอถ่ายมันเอาไว้ทำไม  จากนั้นเธอก็เอาสมุดบันทึกออกมาจดทุกอย่างเอาไว้ เพื่อรอคอยตอบคำถามตำรวจ  เธอเขียนนวนิยายสืบสวน เธอต้องเตีรยมพร้อม เมื่อให้ข้อมูลตำรวจแล้ว เธอจึงจะกลับ แต่เธอเองก็อดจะตั้งคำถามเอาไว้ไม่ได้เหมือนกันว่า  ใครจะเป็นคนฆ่าพนาดล


สารวัตรหนึ่งสยามลงจากรถ มาพร้อมกับจ่านิยมและจ่ายุทธชัย เขาเดินเร็วๆ ตรงไปยังประตู  แล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อมองผ่านกระจกเข้าไปเห็น  ดอกเตอร์เรือนพิมพ์นั่งอยู่ที่ลอบบี้  แล้วพนักงานสาวที่เคาน์เตอร์ คงเห็นชุดตำรวจของจ่านิยมก็รีบมาเปิดประตูให้พูดทันทีเลยว่า 

“เกิดเหตุที่ห้อง สี่ศูนย์สาม เจ้าของชื่อพนาดล ค่ะ รปภ ของเรารออยู่ที่นั่น เออ..นั่นดอกเตอร์เรือนพิมพ์ เป็นคนพบศพแล้วแจ้งทางเรา แล้วเราก็ให้รปภ ขึ้นไปดู จากนั้นจึงโทรไปแจ้งตำรวจค่ะ” 

สารวัตรหันไปทางดอกเตอร์เรือนพิมพ์ แล้วก็พอดีที่เธอเงยหน้าจากการนั่งจดอะไรยุกยิกอยู่ เขาเดินไปหา เธอก็พูดขึ้นว่า

“ฉันรอ เพราะคิดว่าตำรวจคงอยากจะสอบปากคำ ฉันเป็นคนไปพบศพแล้วลงมาบอกพนักงานข้างล่าง”

สารวัตรหนุ่มพยักหน้า หันไปทางจ่านิยม

“อยู่รอคนที่มาสมทบ อย่าเพิ่งให้พวกนักข่าวขึ้นไป จนกว่าจะเก็บศพเรียบร้อย  จ่ายุทธมากับผม” พูดเสร็จเขาก็หันไปทาง พนักงานสาว “อย่าเพิ่งให้ข้อมูลอะไรออกไปจนกว่าผมจะลงมา...ขึ้นไปด้วยกัน”

คำท้ายของเขาพูดพร้อมกับพยักหน้าให้ดอกเตอร์เรือนพิมพ์ ซึ่งก็ลุกขึ้นตามเขาเข้าไปในลิฟต์ทันที

 “มาทำอะไรที่นี่”

“คุณพนาเขานัดฉันมาวันนี้ อยากจะคุยเรื่องหนังสือที่เขาจะเขียน พอเข้าไปในห้อง ก็เจอเขานอนหงายมีมีดปักอก จากนั้นฉันก็ลงมาบอกพนักงานข้างล่าง แล้วก็ขึ้นไปกับรภป.อีกครั้ง เขาเห็นศพแล้วก็โทรแจ้งตำรวจ ฉันลงมารอข้างล่าง”

“ได้แตะต้องศพไหม”

เธอมองหน้าเขา เหมือนจะบอกว่าไม่น่าถามเลย แต่ก็ตอบว่า

“ไม่”

 “รู้จักกับเขานานแล้วยัง”

“ก็นาน แต่ไม่ค่อยได้เจอ เพราะรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก เขาเป็นเชฟ เขียนหนังสือเกี่ยวกับตำราอาหาร”

“ตำราอาหาร” สารวัตรหนุ่มทวน

“เขาบอกจะเขียนนวนิยายแนวสืบสวนเลยนัดฉันมาพบที่นี่”

“แล้วคุณก็มา”

เรือนพิมพ์เม้มปากน้อยๆ ก่อนจะพูดว่า “ฉันมาเพราะจะมาขอความเห็นเขาเกี่ยวกับเรื่องอาหาร เพราะกำลังจะเขียนเรื่องเกี่ยวกันอาหาร”

“แล้วคิดที่จะย้ายมาเช่าที่นี่ไหม”

คำถามเขาทำเอาเธออึัง แต่ไม่ทันได้ตอบ ลิฟต์ก็เปิดเขาเดินออกไป เจอกับ รปภ. ก็พูดว่า

“ห้องไหน”

“ทางนี้ครับ” รปภ รีบเดินนำไป

“มาทำงานที่นี่นานแล้วยัง”

“สี่เดือนแล้วครับ”

“มีกล้องวงจรปิดไหม”

“มีครับ สองตัว ทั้งด้านลิฟต์และทางบันไดหนีไป”

“เห็นมีอะไรผิดปกติไหม หรือใครที่มีท่าทางปกติ”

“ไม่ครับ คอนโดที่นี่เงียบ และมีแต่คนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ระบบความปลอดภัยเราแน่นหนา”
“รู้จักผู้ตายไหม”

“เออ...ผมก็เคยเห็นตอนเข้าออกคอนโดครับ แต่ตอนที่ตกบันได ผมเป็นคนช่วยเรียกรถพยาบาลมา”

“เขาอยู่คนเดียวเหรอ”

“ครับ ไม่มีญาติ แต่เหมือนจะมีเลขาคุณพนาที่มาบ่อย”

“รู้ได้ยังไง ว่าเธอเป็นเลขา”

“รู้ตอนที่ผมไปช่วยอุ้มคุณพนาขึ้นรถเข็นตอนกลับจากโรงพยาบาลครับ...นี่ครับห้องนี้”

รปภ เปิดห้องให้อย่างขมีขมัน 

“รออยู่ข้างนอกนี่ล่ะ ไม่ต้องเข้าไป เดี๋ยวจะมาถามใหม่” เขาสั่ง รปภ รวมทั้งดอกเตอร์เรือนพิมพ์ที่เดินตามมาเงียบๆ

สารวัตรหนึ่งสยามเดินไปยังร่างที่นอนหงายอยู่  เลือดเหมือนจะแห้ง  มือผู้ตายกุมมีดที่ปักตรงอกจมมิดด้าม ลักษณะตั้งตรง หรือผู้ตายจะฆ่าตัวตาย และเมื่อมองไปรอบห้องๆ ทุกอย่างก็เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ มีรถเข็นจอดนิ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ แม้จะห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ถ้าหากนายพนาดลคนนี้จะฆ่าตัวตาย ก็คงไม่เดินมาแทงตัวเองตายตรงนี้แน่ เขาน่าจะนั่งแล้วฆ่าตัวเองที่เก้าอี้เข็นไปเลย

เขาปล่อยให้จ่ายุทธชัยถ่ายรูปตรงนั้น เมื่อเดินเดินสำรวจชั้นหนังสือ โดยมากจะเป็นหนังสือต่างประเทศ และมีหนังสือเกี่ยวกับอาหารอยู่แถวบนสุดของทุกชั้นวางหนังสือ จากสายตาน่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยเล่ม  เขาเปิดลิ้นชักโต๊ะมันล็อกทั้งหมด แต่ของที่วางอยู่บนโต๊ะก็ออกจะรกไม่น้อย มีหนังสือสามสี่เล่ม กระดาษปึกหนึ่ง สมุดอีกสามสี่เล่ม มีแก้วใส่ปากกา เขาพลิกกระดาษดู เหมือนดอกเตอร์เรือนพิมพ์บอกเป็นความจริง เพราะที่เห็นคือการร่างแนวคิดการเขียนนวนิยาย แต่ออกมาในรูปของมายด์แมพ 

แล้วสารวัตรหนุ่มก็ขมวดคิ้ว เมื่อเห็นเปิดไปอีกก็เห็นกระดาษโพสอิทที่ติดอยู่ เป็นโพสอิทสีเขียว เขียนเอาไว้ด้วยหมึกสีดำว่า

ถ้ามีการตายเกิดขึ้น จะต้องเป็นเธอ

“ผมจะเข้าไปดูในห้องนอน จะได้ถ่ายรูปเอาไว้ทั้งหมด  เออ...จะโทรบอกคุณแพรไหมครับ”

สารวัตรหนึ่งสยามหันไปมองคนถามแล้วขมวดคิ้ว “ทำงานของจ่าไปเถอะ”

เขาบอกแล้วก็เดินไปที่ครัวมีพวกของผักวางอยู่บนโต๊ะ เหมือนกำลังจะเตรียมทำอาหารสักอย่าง  แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ผักพวกนี้ก็ไม่ได้สดเลยทีเดียว ครัวที่นี่จัดเป็นระเบียบ แม้แต่ในลิ้นชักก็ดูเป็นระเบียบเพียงแต่ว่าบางอย่าง มันยังไม่ถูกแกะออกมาใช้งานเลย ไม่ว่าจะเป็นมีด ช้อนส้อม พวกตัด พวกปอกต่างๆ  เขามองดูตามชั้นลอยในครัว ทุกอย่างเป็นระเบียบแต่ก็มีฝุ่นเกาะ มีไม่กี่ชั้นที่ถูกใช้งาน

เขาเหยียบเปิดฝาถังขยะเปิดออก  ในนั้นโดยมากจะเป็นพวกกล่องและโฟมพลาสติก และเมื่อไปเปิดตู้เย็น เขาก็มองเห็นพวกอาหารแช่แข็ง เครื่องดื่ม และผลไม้หลายอย่าง

เขายังไม่ทันจะได้ตรวจสอบอะไรมาก เจ้าหน้าที่ฝ่ายชันสูตรพลิกศพก็เข้ามา ส่วนจ่านิยมก็ยืนอยู่ที่หน้าประตุูคอยกันไม่ให้พวกนักข่าวเข้าไป แต่กระนั้นก็ยังมีการยกกล้อง สอดกล้องถ่ายเข้ามาในห้อง เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้มันง่ายที่จะจับภาพใกล้ไกลขนาดนี้
 
“สวัสดีสารวัตร”

“สวัสดีครับหมอ”

เป็นการทักทายสั้นๆ ก่อนที่หมอจะเข้ามา ตรวจศพ พร้อมกับบอกคร่าวๆ
 
“สาเหตุการตายก็เพราะถูกแทงเข้าที่หัวใจ จากกล้ามเนื้อที่แข็งตัวเห็นคิดว่า น่าจะตายมาสักสามสี่ชั่วโมง”

 สารวัตรหนึ่งสยามจดบันทึกตามที่หมอบอก  แล้วนักข่าวคนหนึ่งก็ตะโกนถามว่า

“สารวัตรเข้าได้ยัง ศพใคร เป็นอะไรตาย”

“ถ้าจะถ่ายรูป ให้ถ่ายอยู่ตรงนั้น เสร็จแล้วไปรอข้างล่าง ผมจะลงไปให้รายละเอียดทีหลัง”

แม้เขาจะพูดอย่างนั้น ก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะถอยกลับไป ต่างก็ยังยกกล้องถ่ายรูปกันไปเรื่อย จนกระทั่งศพพร้อมที่จะย้ายออกไป  สารวัตรหนึ่งสยามจึงพยักหน้าเรียกจ่านิยมเข้ามา

“บอกดอกเตอร์เรือนพิมพ์ให้รอ  เดี๋ยวผมจะกลับขึ้นมา”

พูดแล้วเขาก็เดินออกไปไม่มองหน้าดอกเตอร์เรือนพิมพ์แม้แต่น้อย เขาก็เพียงแต่จะกันไม่ให้นักข่าวยุ่งกับเธอเท่านั้น และก็ดูเหมือนว่าเธอจะอยู่เป็นไม่น้อย เมื่อไปยืนหลบอยู่ด้านในข้างประตู ใช้มือถือถ่ายรูปปิดบังใบหน้าตัวเองเอาไว้

สารวัตรหนึ่งสยามไม่ได้ลงลิฟต์เพราะปล่อยให้ขนศพ เขาเดินลงบันได นักข่าวก็ตามเขา และถามเขาไปด้วย เขาตอบคำถามสั้นๆ ง่ายๆ แต่เมื่อมาถึงชั้นบันไดชั้นที่สอง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินสวนทางขึ้นมา

“อ้าว สารวัตร” 

“พักที่นี่เหรอครับ”

“เปล่า มาหาเพื่อน”

“แล้วค่อยคุยกันนะครับ”

เขาพูดแล้วก็เดินผละมาอย่างไม่สนใจนัก หมอมุกดา เป็นคนที่แม่ของเขาชื่นชม เป็นเพื่อนสมัยวัยเรียนของเขา ถ้าหากเธอรู้จักใครที่นี่ บางทีเขาก็อาจจะคุยสอบถามเธอ หรือเพื่อนของเธอที่นี่ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็ได้.

:+:+:+:+:

3
บท 2  พี่น้องพันศาสตราวุธ
 

“พี่ปืน”

“หืมม์”

“เงยหน้าคุยกับน้องสิ ส่องอะไรในนั้น รูปโป๊เหรอ”

เจนรบเงยหน้าจากไลน์ที่ทางฝ่ายศิลป์ส่งมาให้เขา มันเป็นรูปอาหารที่จะใช้ปิดกล่องอาหารชุดใหม่ที่กำลังจะออกตลาด แต่การที่แม่น้องสาวตัวดี พูดมาเสียอย่างนี้มันทำให้เขาต้องส่ายหน้า

“จะยืมเท่าไหร่ ไม่เงยหน้าแกก็ได้อยู่ดี”

“ไม่ได้จะยืมเงิน” จุรีพูด “แต่จะเบิกเงิน”

“มันต่างกันตรงไหน ไปเติมกาแฟให้ก่อนไป๊”

เขาเลื่อนแก้วกาแฟที่ดื่มหมดแล้วให้ จุรีมาถือเดินไปที่ครัว แล้วสักครู่ก็มีเสียงดังมา

“อ๊าย ร้อน”

เพล้ง!!

“โอ๊ย ยัยมีด แกโตแล้วนะ ยังซุ่มซ่ามไม่หายอีกเหรอ”

“ก็พี่ปืน กินกาแฟอะไรอย่างนี้รินก็ยากต้มก็ยาก มันร้อนหกใส่มือ”

“เขาก็กินกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ที่ชอบทำหกตกแตกเป็นแกประจำ”

จุรีทำหน้าเง้า มองหม้อต้มกาแฟโมก้าของพี่ชายที่เธอทำตกลงมา แล้วก็ก้าวผ่านมันเอากาแฟที่ได้เพียงครึ่งถ้วยมาวางตรงหน้าพี่ชาย

“เอาเหลือแค่นี้ มะรืนนี้มีดจะไป...”

“ไปเก็บหม้อกาแฟก่อนค่อยคุย เดี๋ยวป้านางมาเห็น”

จุรีคว้าทิชชู่บนโต๊ะ เดินไปหยิบหม้อต้มกาแฟขึ้น ใช้ทิชชู่เช็ดพื้นปาดๆ แล้วโยนลงถังขยะ บ่นปอดแปดว่า

“ถ้าไม่ใช้น้องไปรินกาแฟ มันก็ไม่หกหรอก”

“อ้าว เลยกลายเป็นความผิดของฉัน ไม่เอาแล้วใช่ไหมเงิน”

เจนรบขู่ใบหน้าเง้าๆ ของน้องสาวจอมกะล่อนเปลี่ยนเป็นยิ้มประจบประแจงทันที

“เอาสิ มีดจะไปต่างจังหวัด เดี๋ยวจะไปดูตลาดให้พี่ปืนด้วย แล้วอาจจะไปหาสูตรอาหารใหม่ๆ แบบคนธรรมดากินง่ายๆ ด้วย”

“จะไปไหน ไปกี่วัน บอกพี่จักรแล้วยัง”

“พี่จักรไม่อยู่ ไม่ได้บอก แต่บอกป้านางไว้แล้ว ขอเบิกสักสามหมื่นนะ”

“อะไรตั้งสามหมื่น จะไปพักโรงแรมห้าดาวหรือไงรอบนี้”

จุรีสั่นหน้า “ไม่ใช่ เผื่อจะเลยไปเที่ยวมาเลย์เลยต่างหาก ไปทางใต้ทั้งทีแล้วนี่ สามหมื่นนี่ก็ไม่รู้จะพอหรือเปล่า บอกให้ทำบัตรเสริมให้มีดหน่อยก็ไม่ยอมทำ ใจร้ายกับน้องมาก”

เจนรบถอนใจเฮือก “ขนาดไม่มีบัตรเครดิต วันๆ ฉันก็ไม่เห็นแกจะอยู่บ้านทำอะไร ตะลอนๆ ไปไหนแต่ละวัน งานการไม่ทำ อย่าเถียง...” เขารีบปรามเมื่อน้องสาวอ้าปาก “น้องๆ เพื่อนฉันที่เรียนจบรุ่นเดียวกับแก เขามีการมีงานทำทั้งนั้น  ขนาดเพื่อนแกใครนะที่ขายแก๊สนั่น อย่างน้อยเขาก็รับภาระทำธุรกิจของที่บ้าน อีกคนที่ทำขนมเก่งๆ เขาก็ยังไปเปิดร้าน แล้วแกล่ะยัยมีดทำอะไรก็ไม่จริงจังสักอย่าง วันๆ ถ้าไม่ตะลอนออกไปนอกบ้าน ก็จ้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เล่นเกมไปวันๆ แล้วที่ให้ซื้อโน้ตบุ๊กให้ใหม่บอกจะเขียนหนังสือตำราอาหารนั่นไง ได้ถึงสามบรรทัดแล้วยัง”

“พี่ปืนหยุดเลย ที่มีดเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีพี่ชายอย่างนี้ล่ะ อยากจะไปทำงานที่บริษัทไหน ก็บอกว่าไม่ต้องเงินเดือนน้อย ไปทำที่โรงงานของพี่ก็ได้ พอไปทำ ก็ไล่ออกหาว่าเถียงผู้บริหาร”

“ก็ฉันสั่งให้แกทำอย่าง แต่แกไปทำอย่าง”

“แต่ที่พี่ปืนสั่งมันไม่ตรงกับความสามารถของมีด”

“แล้วแกไม่คิดจะหัดเลยหรือ”

“มันเรื่องอะไรที่มีดจะทำในสิ่งที่ไม่รักจะทำ คนเราเมื่อหาตัวเองพบก็ต้องไปสุดตามที่ต้องการสิ”

“ค้นพบตัวเองคือ จะเขียนหนังสือตำราอาหารอย่างที่ไม่เคยลงมือทำเองนะเหรอ  ตลกตายล่ะ”

“ตลกตรงไหน พี่ปืนไม่รู้จักคิดนอกกรอบนะสิ ไม่ลงมือทำเองก็ให้คนอื่นทำ แล้วเป็นคนชิมก็ได้นี่”

“ไอ้ที่แกเรียกว่า คิดนอกกรอบนั่น ฉันเรียกว่า แถ!”

“พี่ปืน โกรธแล้วนะ” จุรีกระแทกเสียง “ไม่เอาแล้วด้วยเงินสามหมื่นจะเอาห้าหมื่น ไม่งั้นไม่พูดด้วย”

“ฉันง้อนักนี่”

“ทะเลาะอะไรกันแต่เช้า”

เสียงถามแทรกขึ้นมาทำให้จุรีหันไป แล้วก็ยิ้มแป้นรีบพูดว่า

“พี่จักรอยู่บ้านเหรอคะ โห ถ้ารู้ว่าพี่จักรอยู่ มีดไม่ขอเบิกเงินกับพี่ปืนหรอก”

จักรินทร์นายตำรวจมาดขรึมเดินข้ามาเงียบๆ สายตาที่มองน้องชายและน้องสาว ออกจะขำนิดๆ คิดว่าสองคนนี้คงจะปะทะคารมกันอีกแล้ว จุรีปากเก่ง แต่เจนรบก็ใช่ย่อย แม้สองคนนี้จะทะเลาะกันบ่อย แต่ก็สนิทกันมากกว่าเขา เพราะไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับน้องๆ มากนัก

“จะเบิกไปทำอะไร”
 
“มีดจะไปต่างจังหวัด จะไปดูตลาดให้พี่ปืนด้วย แล้วจะได้ดูพวกคู่แข่งเขาเป็นอย่างไรบ้าง”

จักรินทร์ผงกศีรษะ  มองไปที่เจนรบ “ก็โอนให้น้องเสียสิ จะเถียงกันทำไมหนวกหู”

“ก็ยัยมีดจะเอาเงินไป...”

เขาพูดไม่จบเสียงน้องสาวก็ดังกลบเสียงของเขาขึ้นมาเสียก่อนว่า

“เนี่ยๆๆๆ  ดูเอาไว้นะพี่ปืน คนจะเป็นผู้นำคนได้รับการเคารพจากคนอื่นต้องแบบนี้ ตัดสินใจเฉียบขาดรวดเร็ว พร้อมเปย์”

“ไม่ต้องพูดยัยมีด จะไปไหนก็ไป” จักรินทร์ตัดบท

“มีดจะไปแล้วค่ะ ขอกอดพี่จักรพี่ชายแสนดีหน่อย” พูดแล้วจุรีก็เข้าไปกอดจักรินทร์ พลางหลิ่วตาให้พี่ชายคนรอง “รอบนี้พี่ปืนเป็นรองพี่จักรนะจะบอกให้ โอนเงินให้น้องอย่างที่ขอเสียก่อน ถึงจะยกให้เป็นพี่ชายแสนดีอีกคน”

“ฉันไม่ได้อยากเป็นเลย”

เจนรบยังอดไม่ได้ที่จะโต้แย้ง แต่คราวนี้จุรีไม่สนใจ เมื่อหัวเราะร่า เดินไปพลางตะโกนลั่นบ้าน

“ป้านางขา อยู่ไหนไปชอปปิ้งกัน เฮียเขาเปย์แล้ว”

ท่าทางของน้องสาวก็ได้แต่ทำให้ทั้งจักรินทร์และเจนรบส่ายหน้าให้กัน แล้วเจนรบก็ต้องเปิดแอปโอนเงินให้น้องสาว ไม่ใช่ห้าหมื่นแต่เป็นสี่หมื่น อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้ยอมไปทุกอย่าง  ส่วนพี่ชายพร้อมเปย์ของเจ้าหล่อนนะเหรอ พอนั่งโต๊ะก็พูดว่า

“ไปชงกาแฟให้หน่อย มีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย”

เจนรบลุกขึ้น แม้กาแฟเขาจะหกตกไปหมดแล้ว แต่ยังมีกะติกน้ำร้อนและกาแฟสำเร็จรูปอยู่  และพี่ชายของเขาก็ไม่เลือกด้วยว่าจะเป็นกาแฟแบบไหน ดังนั้นมันจึงง่ายสำหรับเขาที่จะเดินกลับมาพร้อมกาแฟถ้วยหนึ่งวางตรงหน้าพี่ชาย แล้วพูดว่า

“พี่จักรมีอะไรจะคุยกับผม ถ้าเรื่องยัยมีดแล้วละก็...”

“ไม่ใช่... เป็นเรื่องของป้านาง ฉันคิดว่าเจอคนที่ป้านางตามหาแล้ว”

“แฟนป้านางตั้งสามสิบสี่สิบปีนั่นเหรอ”

จักรินทร์พยักหน้า “เขาแต่งงานไปแล้ว”

“อ้าว...”

“ตอนยัยมีดไปต่างจังหวัดนั่น ฉันจะเอาที่อยู่ให้ แล้วปืนบอกให้ยัยมีดไปสืบต่อ ไม่อยากบอกตอนนี้ เพราะกลัวยัยมีดรู้แล้วเผลอพูดกับป้านางเสียก่อน”

“ยัยมีดไม่ได้บอกว่าจะไปจังหวัดไหนบ้าง”

“ดีแล้ว เวลาโทรไปจะได้ทำเป็นไม่รู้เรื่องไง ขืนรู้ทุกอย่างแล้วสั่งให้ทำ ยัยมีดจะสงสัยเท่านั้นเอง”

เจนรบพยักหน้า ไอ้เรื่องคิดได้แบบนี้ ต้องยกให้พี่ชายของเขา

“อีกเรื่อง...ผู้หญิงที่เพิ่งไปทำงานเป็นพีอาร์ที่บริษัทของแกน่ะ”

“คนไหนครับ”

จักรินทร์ขมวดคิ้ว “มีหลายคนเหรอ”

 “พี่จักรต้องเจาะจงด้วยนะว่าบริษัทไหน ผมไม่ได้มีบริษัทเดียว” เจนรบพูดหน้าตาย

จักรินทร์มองหน้าน้องชายแล้วก็คิดว่า เจนรบไม่ได้กวนเลยจะดีกว่า

“จะบริษัทไหนก็ได้ ถ้ามีชื่อว่า พรรณิกาแล้วละก็ ส่งประวัติทั้งหมดมาให้ฉันด้วย”

“พี่จักรจะเอาไปทำไม”

“เรื่องของฉัน ฉันไม่เคยถามแกด้วยซ้ำว่า แฟนแกจะชื่ออะไร”

“โอ๊ย ถึงถามผมก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แฟนผมเยอะ ต้องให้เลขาผมพิมพ์ส่งให้ถึงจะครบ”

จักรินทร์มองกาแฟที่เหลือครึ่งแก้ว แล้วก็ตัดสินใจลุกขึ้นไม่พูดอะไรอีก แต่เจนรบก็หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างน้อยก็ได้แก้เผ็ดที่สั่งเขาโอนเงินให้จุรีง่ายๆ  บ้านหลังนี้เขาจะเป็นคอยกำราบน้องสาว  แต่จุรีจะเป็นคนคอยควบคุมจักรินทร์ แล้วจักรินทร์จะมาคุมเขาอีกที เหมือนงูกินหาง แต่ทั้งหมดจะต้องสยบให้ ป้าช้องนาง ที่แม้จะไม่ค่อยมายุ่งนัก แต่คะแนนเสียงของป้าช้องนาง มักจะเป็นคะแนนเอกฉันท์เสมอเมื่อต้องการความเป็นประชาธิปไตยในบ้าน!

 
:+:+:+:+:

4
6 นิล/ ฟีลิปดา / Re: สืบรัก:ตำรับรัก- บทนำ
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 01:23:37 PM »
@ พี่ทอม   
ขอบคุณค่ะ ฮ่าๆๆ

5
M1 ตามฝัน / ฟีลิปดา / The publishing- 1 นางรำ นะคะ
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 12:19:40 PM »
The Publishing (พิมพ์รักสลับร่าง)

1. นางรำ นะคะ



ฉันไม่ชอบชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ฉัน ใครจะหาว่าฉันเป็นลูกแสนแย่แค่ไหน ก็ช่างเถอะ ก็ลองมีว่า นางรำ บ้างปะไรจะได้รู้สึก หากยังไม่รู้สึก ก็คิดถึงบัตรประชาชนของ นางสาวนางรำ เพิ่มรจนา พร้อมกับภาพประกอบอันสวยงามของฉันเข้าไปด้วยสิ  และถ้ายังไม่เพียงพอให้คนที่ได้ยินหัวเราะแล้วละก็... กับชื่อเล่นว่า นะคะ ด้วย เป็นไงล่ะ แล้วก็ลองคิดภาพเวลาฉันอ้อนใครสักคนให้ซื้อแหวนเพชรให้ว่า

“นะคะชอบมากเลยค่ะ ซื้อให้นะคะหน่อยนะคะ ”

อะไรมันจะซับซ้อนให้ตีความซ้ำซากขนาดนั้น แถมถ้ามีผู้ชายสักคนมาสารภาพรักกับฉันว่า

“นะคะ ผมรักคุณนะครับ” หรือ “ผมรักคุณนะครับ นะคะ”

เฮ้อ! จะให้ฉันซาบซึ้งไหมล่ะ?  แล้วตอนนี้นะ ดูใบหน้ายิ้มของคนที่กำลังก้มอ่านใบสมัครงานของฉันนี่ประไร เขาอมยิ้ม แล้วก็เผยอยิ้มออกมาจนเห็นฟันขาวสะอาดก่อนเสียงหัวเราะหึๆ จะตามมา เมื่อพึมพำชื่อของฉัน ก่อนจะส่งผ่านใบสมัครงานของฉัน ไปให้กับผู้ชายหน้าขรึมอีกคน ที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหลังเขา แล้วถามฉันว่า

“ขับรถเป็นไหม?”

ฉันพยักหน้าอย่างงงๆ แต่เมื่อคิดถึงความสุภาพขึ้นมาได้จึงตอบว่า

“เป็นค่ะ”

“มีใบขับขี่ที่ได้มาอย่างถูกต้องไม่ใช้เงินซื้อหรือเปล่า”

“ค่ะ”

ถึงจะตอบไปแล้วและมองข้ามคำถามนั้นเสีย แต่ฉันก็ยังงงกับคำถามอยู่เหมือนเดิม เพราะสงสัยว่า ไอ้ตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษร นี่มันต้องขับรถเป็นด้วยเหรอ รึว่า ฉันกรอกใบสมัครงานผิด เป็นของแมสเซนเจอร์หรือยังไง เพื่อความมั่นใจจึงพูดเน้นกลับไปว่า

“ฉันสมัครงานตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษร”

“รู้แล้ว” นายหน้ายิ้มตอบ แล้วย้อนถามว่า

“ทำไมมาสมัครงานที่นี่”

จะตอบว่าไงดีล่ะ ความจริงฉันเพิ่งไปสมัครตำแหน่งเลขานุการ ของบริษัทต่างประเทศ ที่อยู่ติดกับอาคารห้างสรรพสินค้าไม่ห่างจากที่นี่ แล้วนัดกับเพื่อนว่าจะดูหนังที่ห้างด้วยกัน แต่ฉันเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อน่าอร่อยเลยจอดแวะกิน แล้วก็ผ่านเห็นป้ายเขียนไว้ว่า รับพนักงานพิสูจน์อักษร นึกสนุกก็เลยเดินเข้ามาสมัครงานเล่นๆ  ก็กะจะเอาไปคุยให้เพื่อนของฉัน ที่มันบ้าอยากเป็นนักเขียนเรื่องสยองขวัญฟังเท่านั้น

“ฉันชอบอ่านหนังสือค่ะ” ฉันตอบหน้าตาเฉย ทั้งที่ความจริงจบออกมาได้ ฉันแทบจะบริจาคหนังสือทุกเล่มที่มีให้กับโครงการเพื่อน้องทุกโครงการเลย ขโมยของเพื่อนแถมให้เสียด้วยซ้ำ

“นึกว่ารถเสีย ที่หน้าบริษัท เลยเข้ามาเดินเล่นเสียอีก”

เสียงห้าวๆ จากนายด้านหลังดังขึ้น ทำให้อีกสองสามโต๊ะที่นั่งกันอยู่ ถึงกับหัวเราะออกมา

ฉันหันไปจ้องเขาอย่างลืมตัว หน้าตาหล่อดีนี่นา แต่ทำไมปากเสียจัง

“ความจริงแล้วนัดดูหนังกับเพื่อนค่ะ” ฉันย้อนตามความจริง

คราวนี้เสียงหัวเราะจากรอบข้างค่อนข้างจะประหยัดแถมบางคนกลายเป็นกระแอมไอ  นายหน้าหล่อมองฉันขรึมๆ โยนใบสมัครงานคืนให้คนด้านหน้า

“ไม่รับ ขาดคุณสมบัติ”

ดูเหมือนบรรยากาศในห้องจะเงียบไปเลย แต่ฉันทำหน้าเฉยยักไหล่พูดว่า

“ขอหลักฐานของฉันคืนก็แล้วกัน”

ไอ้เรื่องถูกปฏิเสธต่อหน้าต่อตาแบบนี้ ฉันไม่นึกเสียใจหรือเสียหน้าอับอายหรอก ความไม่มีมารยาทของเจ้าของสถานที่ต่างหากที่น่าอาย ฉันอายแทนคนที่ทำงานที่นี่ด้วยซ้ำ ทำงานกันได้อย่างไร ไม่มีมารยาท ไม่ให้เกียรติคนอื่น อย่างน้อยไม่รับ ก็ต้องมีมารยาทบอกว่า จะติดต่อไปภายหลัง แล้วไม่ติดต่อไปก็ได้นี่นา เพื่อเปิดโอกาสให้ฉันด่าลับหลังได้สะดวกปากว่า ทำไมไม่บอกกันตรงๆ ว่าไหม?

“คุณมาดูหนังเรื่องอะไร”

นายหน้ายิ้มยังถามฉันตอนยื่นเอกสารคืน ราวกับว่า ฉันคงหน้าด้านไม่รู้สึกรู้สา กับการถูกปฏิเสธอย่างนั้น ฉันเลยตอบสะบัดๆ ว่า

“ลิสต์มรณะ”

“ชอบดูหนังสยองขวัญเหรอ?”

“เปล่า แค่อยากดูเรื่องอะไรที่มันงี่เง่าเท่านั้น”

คำตอบของฉันไม่รู้ว่าไปถูกใจ นายหน้ายิ้มได้ยังไง ถึงกับหัวเราะชอบใจอยู่คนเดียว แต่ฉันเดินหน้าเชิดเปิดประตูออกมา หันกลับไปชำเลืองป้ายบริษัทอีกครั้ง

สำนักพิมพ์มาเนส  ชาตินี้จ้างฉันก็ไม่อ่านหนังสือของสำนักพิมพ์นี้เด็ดขาด!

*****

 เขามองภาพสเกตซ์ของสตรีสาวผมยาว ดวงตาโต จมูกโด่ง ริมฝีปากเต็มอิ่มอยู่ครู่หนึ่ง
จึงเขียนลงไปว่า นางสาวนางรำ เพิ่มรจนา
ชาตะ ...
มรณะ ...
หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว
นักศึกษาสาวพ่ายรักกระโดดตึกตายอนาจ...



**** เรื่องนี้ นานมากแล้วไม่ได้เขียนต่อ หยิบเอามาเขียนอีกรอบ ต้องได้มากขึ้น **** ;D

6
6 นิล/ ฟีลิปดา / สืบรัก:ตำรับรัก- บทนำ
« เมื่อ: ตุลาคม 01, 2018, 04:15:02 PM »
บทนำ

ภายในห้องที่เปิดไฟสลัว แสงจากจอทีวีที่ติดอยู่ข้างผนัง เป็นรายการทำอาหาร  สตรีนางหนึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะที่วางเรียงรายไปด้วยจานชามที่ใส่วัตถุดิบในการทำอาหาร ปากของหล่อนอธิบายอย่างคล่องแคล่วด้วยใบหน้ายิ้มละไม แต่ไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา  เพราะมือที่ถือรีโมทอยู่นั้นกดปิดเสียงเอาไว้ จะมีก็แต่สายตาที่จ้องตามไปไม่คลาดคลา พร้อมกับพึมพำตามเหมือนจะเป็นผู้บรรยายเสียเอง 

เสียงออดประตูดังขึ้น เขาถอนใจเบาๆ ก่อนจะไสรถเข็นไปที่ประตู แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเพื่อส่องตาแมว  เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่สวมเสื้อยืดสีน้ำเงินอย่างที่บอกเอาไว้ เขาจึงรีบเปิดประตูทันที

“ผมมาสำนักงานนักสืบอดิศักดิ์ มาพบคุณพนา”

“เชิญครับ ผมเองครับ”

เขาบอกพลางไสรถเข็นไปที่โต๊ะทำงาน เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม พลางพูดว่า

“คุณตรงต่อเวลาจริงๆ”

“มันเป็นงานของเราครับ คุณแจ้งไปว่าต้องการให้เราช่วยตามหาคน”

พนายิ้ม เขาเหลือบมาองนาฬิกาที่แขวนอยู่ รู้สึกพอใจที่อีกฝ่ายตรงเข้าสู่เรื่องในทันทีเลย เพราะเขาไม่ต้องการที่จะใช้เวลานานนักกับสิ่งที่เป็นความลับอย่างนี้ ถ้าหากเขาเป็นปกติ ไม่ต้องนั่งรถเข็น เขาก็คงไม่เชิญให้อีกฝ่ายมาหาที่นี่

“ผมต้องการให้คุณช่วยสืบหาและติดตามผู้ชายคนหนึ่งให้กับผม เขาชื่อ พนา  ตันตลักษณ์”

เมืองสองขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินชื่อที่ลูกค้าต้องการให้สืบหา เพราะมันเป็นชื่อเดียวกันกับลูกค้าเอง หรือเขาจะต้องมารับเคสแปลกๆ เข้าไปอีก

“นั่นมันชื่อของคุณ”

“ใช่ ผมกำลังให้คุณช่วยตามหา คนที่ชื่อเหมือนผม นามสกุลเดียวกับผม แต่ไม่ใช่ผม คุณดูนี่”

พูดแล้วพนา ก็เปิดลิ้นชัก เอาแฟ้มหนึ่งขึ้นมายื่นให้

“ผมเห็นในเฟซบุ๊ก แต่มั่นใจได้เลยว่า นั่นไม่ใช่ผม ผมอยากจะให้ช่วยสืบด้วยว่า เขาเป็นใคร”

เมืองสองเปิดแฟ้ม เป็นกระดาษที่ปรินต์รูปต่างๆ ออกมา ไม่มีใบหน้าของเจ้าของชื่อ แต่จะมีใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง จากรูปอื่นๆ ที่ประกอบกัน ส่วนมากจะเป็นรูปภาพอาหาร และมีวิดีโอทำอาหาร

“ผมรู้จักผู้หญิงคนนี้ หล่อนเป็นพิธีกรรายการทำอาหาร มีช่องยูทูปของตัวเอง เพียงแต่ผมไม่แน่ใจว่าหล่อนจะเป็นคนทำเฟซบุ๊กนั่นเองหรือเปล่า”

“ความจริงเรื่องนี้ ก็ไม่ยากที่จะติดตาม”

“ใช่ แต่ผมไม่อยากจะให้ใครรู้ว่า เป็นผมที่สงสัยว่าจะใช่คนที่ผมคิดเอาไว้หรือเปล่า” เขาหน้าเครียดก่อนจะพูดต่อว่า “ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาเก่าของผม และผมไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับหล่อนอีกโดยเด็ดขาด ผมเกรงว่านี่จะเป็นการล่อให้ผมไปติดกับ หรือไม่ก็จะเป็นการนำเขาชื่อเสียงของผมไปทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย ผมต้องการให้แน่ใจเสียก่อน จึงจะดำเนินการต่อไป งานที่ผมอยากจะให้คุณช่วยสืบก็คือ  ทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ และใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของเฟซบุ๊กนี้”

เมืองสองพยักหน้า “ได้ ไม่มีปัญหาครับ”

“ผมต้องการรายงานทุกอย่าง ภายในหนึ่งเดือน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย...”

“ทางเราจะส่งรายละเอียดมาให้ภายในวันพรุ่งนี้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ อ้อ รายละเอียดอื่นๆ ที่ผมต้องการบางอย่างก็อยู่ในแฟ้มนั้นแล้ว ขอบคุณมากที่มาบริการผมถึงที่นี่”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับรถเข็นออกมาเหมือนจะหมดเรื่องพูด เมืองสองเลยลุกขึ้น แต่สายตาของเขาก็มองกวาดทุกอย่างในห้องบันทึกไว้ในหัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาพบนจอทีวีและมุมครัวในห้องที่จัดวางของไม่ต่างจากหน้าจอทีวีนัก

เขาเดินออกมาแล้วลงลิฟต์ คิดว่างานนี้ค่อนข้างจะง่าย แถมลูกค้ายังให้เวลาเป็นเดือน การที่เขาได้มารับงานแทนอดิศักดิ์ก็เพราะอดิศักดิ์ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ และเขาก็พักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่  แต่แม้เขาจะมารับงานเอง ก็ใช่ว่าเขาจะต้องลงมือทำงานด้วยตัวเอง ยิ่งเป็นเรื่องง่ายอย่างนี้ เขาอาจจะให้เด็กที่ทำงานทำแทนก็ได้ เพราะเขาเองตอนนี้ก็มีเรื่องต้องคิดต้องทำอยู่...เขาคิดว่าจะเริ่มกลับไปทำงานที่เดิมอีกครั้ง เขาอยากจะเปิดตัวออกไปสู่โลกภายนอกอย่างที่เคยเป็นมาก่อน เขายังต้องการตามหาคนที่เหมือนจะเฝ้าติดตามเขาอยู่  การได้พบคนมากหน้าหลายตาขึ้น ก็คงจะมีใครสักคนที่พูดถึงเรื่องราวในอดีตหรืออะไรสักอย่างที่เป็นเบาะแสทำให้เขาจดจำเรื่องของเขากับแก้วนางได้ เพราะคนใกล้ตัวเขาโดยเฉพาะสารวัตรหนึ่งสยามนั้น ก็ไม่เคยได้บอกอะไรในเรื่องที่เขาไม่รู้มาก่อน และเขาก็ยังจำไม่ได้ด้วยว่า แก้วนาง มีญาติพี่น้องที่ไหนไหม เพื่อที่เขาจะไปตามหาถามไถ่  เป็นเพราะแก้วนางไม่มีญาติ หรือว่าเขาเองจำไม่ได้เองก็ไม่รู้...มันก็น่าตลกที่ นายพนาคนนี้ไม่อยากจะพบกับอดีตภรรยา ขณะที่เขาอยากพบคนในอดีตมากแค่ไหน

เขาออกจากลิฟต์เดินผ่านไปทางเคาน์เตอร์ พนักงานหญิงที่เป็นคนขอดูบัตรประชาชนของเขาก่อนจะขึ้นไปส่งยิ้มมาให้อย่างมีมนุษยสัมพันธ์ เขายิ้มให้หล่อนแล้วเดินออกมา เมื่อขึ้นรถก็โทรไปหาอดิศักด์แจ้งเรื่องที่ลูกค้าต้องการพร้อมกับบอกว่า

“งานนี้ ให้เด็กที่บริษัททำก็แล้วกัน ฉันไม่ว่าง”

เมืองสองตั้งใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พอสายของวันรุ่งขึ้น เขาก็ต้องนั่งนิ่งอยู่หน้าจอทีวีเมื่อเห็นข่าว นายพนา เสียชีวิตในห้องพักที่เขาเพิ่งไปเจอมาเมื่อวาน แต่ที่ทำให้เขาสนใจ สงสัยเข้าไปอีก ก็คือการเห็นด็อกเตอร์เรือนพิมพ์ ร้อยพรรณไม้ ยืนอยู่ที่นั่นด้วย...เธอไปยุ่งอะไรกับคนตายอีกแล้วหรือ?
:+:+:+:+:

7
ขอบคุณค่า พี่ทอม สนุกแน่รอบนี้
^--^

8
5. เจิดจีรัง / ฟีลิปดา / สวัสดีเชฟ-1
« เมื่อ: ตุลาคม 01, 2018, 11:13:30 AM »
 
บท 1  สวัสดีเชฟ


 


สวัสดีเชฟ
การจะตั้งชื่อบล็อกมันยากนะ กว่าจะได้คำนี้ออกมา  ตั้งชื่อให้มันทั้งง่ายทั้งมีความหมาย
คนที่คิดได้ก็คิดง่าย แต่คนอย่างฉัน เป็นคน ไม่ง่าย
ฉันคัดชื่อนี้มาจากจำนวนห้าสิบชื่อที่ฉันคิดได้ ในเวลาสิบนาที   
ทำไมต้องสวัสดีเชฟ
ก็เพราะฉันเป็นคนชอบกิน ฉันมีสกิลในการกินอย่างหาตัวจับยาก
เพราะฉันกินแล้วฉันจะรู้เลยว่า อาหารนั้นทำมาจากอะไร ทำวิธีไหน
อ๊ะ ที่มันเป็นทักษะพิเศษ  ฉันรู้โดยที่ฉันไม่ต้องลงมือทำเองด้วย
ฉันมีจมูกเป็นเลิศ มีลิ้นเป็นเยี่ยม  และไม่ต้องห่วงว่า ที่ฉันจะเขียนเล่านี้
ฉันจะไปมองหาร้านหรูมีระดับ นั่นไม่อยู่ในสายตาของฉัน
ทาเก็ตของฉันคือ หาอะไรอร่อยๆ จับต้องได้ สบายกระเป๋า ใส่เสื้อยืด
กางเกงยีน รองเท้าแตะ รวมเบ็ดเสร็จทั้งตัวไม่ถึงร้อย
ก็กินได้สบายๆ    ถ้ามีคนเลี้ยง
มันเป็นร้านริมถนน ที่เราจะได้เข้าใจชีวิตของคนรอบข้างใกล้ตัวไง
และถ้าร้านไหนที่ถูกใจ ฉันให้มีดเป็นการการันตี
 ฉันไม่ให้ดาว เอาไปทำไม
หั่นอาหารก็ไม่ได้  มีดสิ มีดสิ ที่มีประโยชน์ต่อเชฟ
อย่าแปลกใจที่ฉันเห็นความสำคัญของมีด เพราะว่า ฉันคือ ป้ามีด
ผู้ที่จะมาบอกเล่าเกี่ยวกับการกิน
กินเข้าไปเถอะ ตราบใดที่ยังกินได้
รักจากใจคนชอบกิน ป้ามีด
(อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ในบล็อกนี้ หรือทุกที่บนโลก)

 
 
 “นี่คุณน่านยังอ่านบล็อกยัยป้าเพี้ยนอยู่เหรอครับ”

เสียงถามอย่างแปลกใจ พร้อมกับกาแฟแก้วหนึ่งก็ถูกวางไว้ที่ข้างตัวของน่านน้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาละสายตาจากจอมอนิเตอร์แต่อย่างใด เมื่อพูดว่า

“ลุงอิฐ อยากเชิญคนเขียนบล็อกนี้มาเที่ยวที่บ้าน”

“อะไรนะกัน คุณอิฐ อยากรู้จักยัยป้าเพี้ยนจริงๆ เหรอ ผมนึกว่าท่านพูดเล่น”

น่านน้ำอมยิ้มนิดๆ กับคำเรียก ยัยป้าเพี้ยน ก็เป็นชื่อที่เขาตั้งให้เจ้าของบล็อกนี้ตั้งแต่ยังไม่เคยอ่านด้วยซ้ำ แต่ที่เขารู้จักก็เพราะลุงของเขา ชอบเล่าให้ฟัง

“ป้ามีดเล่าถึงการทำอาหาร สูตรอาหาร หรือร้านอาหารที่ไปกินมา มันก็ตลกดี คนเขียนเป็นคนมีอารมณ์ขันมาก”

ตอนแรกเขาก็ดีใจ สบายใจที่ลุงของเขามีอะไรทำเพลินๆ ขณะที่กำลังทำกายภาพบำบัดหลังเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ จนเดินไม่ได้ แต่เมื่อผ่านไปเป็นสองสามเดือน ดูเหมือนลุงของเขา จะพูดถึงบล็อกป้ามีดบ่อยครั้ง จนถึงกับเอ่ยปากต้องการให้ป้ามีด คนนี้มาชิมอาหารที่ลุงของเขาจะเป็นคนทำจากสูตรของเจ้าหล่อน ที่เขียนขึ้นเองด้วย

“ป้ามีดเขาเขียนสูตรขึ้นมา โดยให้คนอื่นทำตาม ไม่เคยลงมือทำเอง”

เขาไม่เคยเชื่อถือ คนที่เขียนสูตรอาหารขึ้นมาโดยไม่เคยทำมาก่อน เพราะมั่นใจว่า ลอกที่อื่นมาแน่ ป้ามีดคนนี้ จึงเพี้ยน และถือได้ว่าเป็นคนที่ไม่เห็นความสำคัญของคนปรุงอาหาร  เขาอาจจะไม่สนใจไปเลยก็ได้ ถ้าลุงจะไม่ย้ำกับเขาถึงสามครั้งในสัปดาห์นี้

“ฉันเชิญป้ามีด มาที่บ้านของเรา และเธอตกลงว่าจะมาแล้ว”

ลุงมีท่าทีดีอกดีใจมาก เหมือนกับจะได้ออกเดทกับสาวอย่างไรอย่างนั้น แต่มันจะไม่เป็นไรเลยถ้าหาก จะไม่บอกให้เขาเป็นคนช่วยเทคแคร์เรื่องที่พัก

“ลุงบอกว่า จะเป็นจ่ายค่าที่พักและเดินทางให้ และ...เธอบอกว่า อยากจะเข้าดูครัวในร้านอาหารของโรงแรมด้วย”

นี่มันเป็นการก้าวก่ายชัดๆ ในความเห็นของเขา ลุงอิฐจะหลงเสน่ห์ป้ามีดก็เป็นเรื่องของลุงอิฐ แต่จะเข้าไปในครัวของเขาด้วยนี่สิ ไม่มีทาง
แล้วก็เพราะอยากจะรู้ว่า ป้ามีดนี้เป็นใคร ทำอะไรบ้าง มีตรงไหนที่เขาพอจะมองออกว่า กำลังจะหลอกลวงลุงเขาอยู่หรือเปล่า เป็นไปได้ไหมว่า จริงๆ แล้วเป็นเพราะอยากจะมาสอดแนมในเรื่องของเขา มันทำให้เขา ต้องมาอ่านบล็อกที่ชื่อ สวัสดีเชฟ

แต่แค่เขียนอย่างนี้ เขาก็คิดว่า ไม่ได้มีภูมิรู้จริงในเรื่องอาหาร นอกจากจะเขียนเอาสนุกๆ  แม้กระทั่งพวกสูตรเคมีต่างๆ ก็โผล่ขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล   แต่กระนั้นบล็อกนี้มีคนติดตามประมาณพันคน ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับความไร้สาระอย่างนี้

อีกเหตุผลหนึ่งที่เขายังไม่คิดอยากจะให้ใครมายุ่งวุ่นวายที่บ้าน  ก็เพราะเขามีแขกคนสำคัญจะมาพบเขาเหมือนกัน เป็นแขกที่เขาเชิญมา และเขาอยากจะแนะนำให้รู้จักกับลุงของเขา เธอเป็นผู้หญิงที่น่านับถือ เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือของเขา อายุของลุงเขาแม้จะมากกว่าหล่อนประมาณสิบปี แต่เขาก็คิดว่า คนอายุห้าสิบห้า กับผู้หญิงประมาณสี่สิบที่ยังโสด น่าจะไปด้วยกันได้ดีกว่าป้าเพี้ยนคนนี้ ดูจากที่เขียนบล็อกสิ ทั้งมั่วเอาฮาแค่นั้น

เขากำลังจะปิดบล็อกนั้น แต่แล้วก็ไปเห็นอีกเอนทรีหนึ่ง รีวิวหนังสือ เขานิ่งเมื่อมองปกหนังสือ  แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจอ่าน จนจบ ก่อนจะนิ่งอยู่นาน จึงหยิบมือถือขึ้นมา

“ลุงอิฐ บอกป้ามีดของลุงเลยนะครับว่า เธออยากจะเมื่อไหร่ก็มาได้เลย”

คำพูดของเขาทำให้ ทะเล หนุ่มหน้านิ่งที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ช่วย ถึงกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่เพราะความที่คุ้นเคยรู้ใจเป็นอย่างดี ทำให้เขาสรุปได้ว่า คุณน่านต้องโกรธอะไรสักอย่างยัยป้าเพี้ยนนี่แน่ๆ ถึงยอมให้มาเมื่อไหร่ก็ได้!


****
“นี่แกจะไปจริงๆ เหรอยัยมีด”

“ก็ไปสิ” มีดหรือจุรีตอบแล้วก็หยิบเม็ดมะม่วงหิมพานต์โยนใส่ปาก

“ถ้าหาก นายคนนั้น ชื่อไรนะ”

“ลุงอิฐ”

“เออ ถ้าเขาเป็นฆาตกรโรคจิต หลอกแกไป จะทำไง”

“ฉันก็จะเอามีดจิ้มพุงมันเลยสิ”  จุรีตอบเพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่าง่ายๆ  ก่อนจะหันไปทางเคาน์เตอร์

“ใบพลู ฉันขอยืมมีดแกไปด้วยนะ”

“ไม่ ครั้งที่แล้วยืมไป แกยังไม่คืนฉัน” ร่างของสตรีสาวที่ง่วนอยู่ที่เตาอบตะโกนตอบ

“อ้าวเหรอ นึกว่าคืนแล้ว” จุรีพยักหน้าหงึกๆ กับตัวเอง มองสบตาเพื่อนที่นั่งตรงหน้าใหม่ “แต่ไวไฟแกไปกับฉันไหม ลุงอิฐจ่ายค่าเดินทางที่พักให้ด้วย แถมบอกจะพาเพื่อนไปกี่คนก็ได้”

“ไม่ งานฉันยุ่งจะตาย”

“ก็หยุดส่งแก๊สเองเสียทีสิ ให้ลูกน้องทำ หรือคิดจะไปส่งแก๊สหาส่องหนุ่มๆ”

ถั่วในมือวงรัศมี เขวี้ยงไปที่ใบหน้าของจุรีทันทีกับคำพูดนี้

“อย่าเล่นอย่างนั้น ของกินนะ มันจะรกร้านฉัน”

เสียงจากทางเคาน์เตอร์ตะโกนมา แต่ทั้งคู่ไม่สนใจ เมื่อต่างโยนถั่วใส่กัน เพียงแต่ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นโยนใส่ปากกันและกันอย่างคุ้นเคยมากกว่า

“พวกแกนี่ น่ารำคาญ”

กณิกาหรือใบพลูเดินมาวางจานคุกกี้บนโต๊ะดังปัง จุรีเลยยอมถูกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ปาหน้า เพราะหยุดปากรับ ใช้มือไปหยิบเอาคุกกี้เคี้ยวใส่ปากแทน

“สูตรใหม่เหรอ” จุรีถาม เคี้ยวช้าๆ ขณะอีกมือหนึ่งก็หยิบคุกกี้ดม “ฉันไม่เข้าใจ ทำไมจะต้องมาทำสูตรใส่พวกสมุนไพรไปด้วย อาหารเพื่อสุขภาพยังไง หลอกตัวเองหรือเปล่า เออจะกินทั้งที มันต้องกินให้เต็มที่สิ”

“มันก็มีบางคนเขาต้องการกินแต่ยังห่วงน้ำหนักและสุขภาพอยู่นี่” กณิกาให้เหตุผล มองเพื่อนอย่างจดจ่อ จุรีนั้นออกจะพูดพล่าม แต่รสปากนั้นจัดเป็นเลิศ เรียกว่า ถ้าชิมผ่าน แสดงว่าอร่อย เตรียมทำขายได้เลย

“การตลาดทั้งนั้น” จุรีพูดแล้วก็กัดคุกกี้ไปอีกสองชิ้นพร้อมกัน “อร่อย  ผ่าน”

“ตลกบริโภคละแก” วงรัศมีพูดใส่

“แกไม่ต้องพูดเลย  อาทิตย์นี้ฉันหาลูกค้าให้แกได้ตั้งสามคน อย่าให้ทวงบุญคุณนะ”

“หาลูกค้า ที่แกไปเสนอราคาต่ำกว่าที่ฉันขายปกติ”

“อ้าว ดูสิ” จุรีหันไปทางกณิกาทำหน้าพยักเพยิด  “แกดูสิ ฉันไม่อยากดูถูกเพื่อนหรอกนะ แต่ไวไฟมันจบวิศวะมา มันเลยไม่รู้ว่า การตลาดมันก็ต้องล่อใจด้วยการลดราคา ถังแรกลดสิบเปอร์เซ็นต์ ถังต่อไปลดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ มันจะเท่าไหร่เชียว ต่อไปเขาก็จะต้องซื้อแก๊สกับมันเป็นประจำ ถนนทั้งสายนั้นมันครองส่งแก๊สเลย”

“ไม่ต้องมาพูดดี” วงรัศมีแว้ดใส่ “ไอ้ลดราคาฉันยังไม่ว่า แต่แกดันบอกจ่ายเป็นอาหารที่เขาขายก็ได้นี่สิ ใครจะไปกินแบบนั้นทุกวันเฮอะ”

“ฉันไปกินทุกวันแทนแกก็ได้” จุรีทำหน้าซื่อตอบ “จริงไหมใบพลู หรือชวนต้วมเตี้ยมก็ได้”

“ยัยกะล่อน หุบปากเลย ขอให้ได้ไปเจอลุงโรคจิตนั่นจริงๆ เถอะ”

 วงรัศมีพูดออกมาอย่างเหลืออด แต่จุรีหัวเราะไม่สนใจนัก ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะเธอเป็นเพื่อนสนิทกับวงรัศมีและกณิกามานาน จะมีแต่เรื่องกระเซ้าเย้าแหย่กันไปตามประสา ลับฝีปากกันเล่นเท่านั้น
 
“ฉันจะไปวันอังคารหน้า ไปด้วยกันไหมใบพลู” เธอเปลี่ยนหาคู่หูใหม่

“ไม่ว่าง จะทำสูตรคุกกี้สมุนไพร กับคุกกี้มังสวิรัติ”

“งั้นฉันก็ต้องไปคนเดียว”

“จะไปจริงน่ะ” วงรัศมียังอดถามไม่ได้

“จริง”

“ทะเลาะกับพี่ปืนหรือพี่จักร ถึงจะหนีหน้า”

ใบพลูถามอย่างรู้ดี  แต่จุรีส่ายหน้า

“ไม่ใช่ ฉันไปเพราะฉันสงสัยบางอย่าง”

“จะใช่ฆาตกรโรคจิตจริงหรือเปล่าใช่ไหม” วงรัศมียังอดไม่ได้

“แกนะสิ คำก็ฆาตกร สองคำก็โรคจิต ไปส่งแก๊สบ้านร้างๆ ก็ระวังเอาไว้เถอะจะเจอเสียเอง” จุรีย้อน ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ที่ฉันไปก็เพราะว่า เขารู้ในสิ่งที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”

“อะไร”

“การเจียวไข่”

วงรัศมีหยิบคุกกี้เขวี้ยงใส่ พร้อมกับที่กณิกาทุบที่ไหล่จุรีทันที แต่จุรีก็รับเอาคุกกี้ใส่ปาก พูดอย่างจริงจังว่า

“เมื่อหลายวันก่อนโน้นๆ  ฉันเขียนสูตรเจียวไข่ลงในบล็อก แล้วบอกว่า สูตรนี้ไม่ใช่แค่สำหรับคนพิเศษ แต่ยังมีกลอนพิเศษกำกับอีกด้วย ใครอยากแต่งกลอนให้สูตรนี้้บ้าง มีหลายคนแต่งเล่น แต่...” จุรีหยุดยิ้มเคี้ยวคุกกี้ช้าๆ มองหน้าเพื่อนที่กำลังฟังอย่างสนใจ หวังจะให้วงรัศมีหรือกณิกาถาม แต่ทั้งคู่ก็ยังมองสบตาเธอเฉยอยู่

“แต่อะไรคะ”
 
เสียงใสเล็กๆ สอดขึ้นมา ทำให้ทั้งหมดหันไปมอง แล้วร่างของเด็กสาวหน้าใสแต่อวบอิ่ม กำลังเดินเข้ามา  ก็ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็เป็นจังหวะที่จะแก้หน้าให้จุรีเป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงว่ายังมีคนสนใจฟัง ทำให้เธอมีทางลง

“เติมเต็มมาพอดีเลย อยากรู้เดี๋ยวพี่มีดเล่าต่อ มานั่งนี่ กินคุกกี้กันก่อน ใบพลู แกไม่มีน้ำชาสูตรใหม่สำหรับน้องต้วมเตี้ยมเหรอ เออ เอามาให้ฉันด้วย แกก็กินใช่ไหมไวไฟ”

ตอนท้ายจุรีรีบพูดเร็ว เมื่อถูกปลายเท้าหนึ่งยันใส่ เป็นการเตือนจากวงรัศมี เพราะเธอเผลอเรียกเติมเต็มว่า ต้วมเตี้ยม อีกแล้ว  เจ้าตัวก็ไม่ได้โกรธหรอก แต่ทุกคนตั้งใจเอาเองว่า จะเลิกเรียกเติมเต็มอย่างนั้น เพื่อเรียนรู้ที่จะเคารพผู้อื่นไม่เอาสภาพร่างกายคนอื่นมาล้อเลียน นี่เป็นกฎที่ตั้งขึ้นใหม่กันเมื่ออาทิตย์ก่อนจากเธอเอง แต่เธอก็ลืมเองเพราะเคยปาก

กณิกาเดินไปเอากาชา และคุกกี้มาเพิ่ม เพราะมีสมาชิกใหม่มา แล้วจุรีก็เล่าต่อว่า

“ลุงอิฐคนนี้ เขาส่งข้อความหลังไมค์มาให้ฉัน เป็นกลอนเกี่ยวกับสูตรนี้ ซึ่งมันทำให้ฉันประหลาดใจมาก”

“ทำไมคะ คนแก่อาจจะเขียนกลอนเก่ง  พี่มีดไม่ควรจะประทับใจง่ายๆ  นะคะ ในโซเซียลหลอกกันได้ง่ายมากค่ะ” เติมเต็มพูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง

“ค่ะ พี่ก็คิดอย่างนั้น” จุรีเสริม ไม่คิดจะเถียงเด็กสาวที่มีพี่ชายเป็นนักสืบเด็ดขาด เพราะพี่ชายของเธอที่เป็นตำรวจก็เตือนบ่อยๆ

“กลอนของเขาไม่ได้ไพเราะเพราะพริ้งอะไรหรอก เพียงแต่ว่า ฉันเคยเห็นมันมาก่อนแล้ว”

“เออ แล้วทำไม แกไปสนใจอะไร เขาลอกกลอนมาใครมาเหรอ” วงรัศมีถาม

จุรีส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ แต่กลอนนั้นฉันเคยเห็นจากสมุดบันทึกของป้านาง ตรงที่เขียนสูตรไข่เจียวนี่พอดี”


“ป้านางนี่เหรอมีกลอนเก็บไว้”

“แกไปขโมยอ่านบันทึกของป้านางอีกแล้วเหรอยัยมีด”

“กลอนเขียนว่าอะไรเหรอคะพี่มีด”

สามเสียงที่พูดขึ้นพร้อมกัน บ่งบอกทัศนคติของทั้งสามได้เป็นอย่างดี  กณิกาสนิทสนมกับป้านางเพราะเป็นคนชอบทำอาหารทำขนมเหมือนกัน แต่วงรัศมีชอบกินไม่ต่างจากเธอและเธอเคยเล่าถึงการไปแอบอ่านไดอารีป้านางให้ฟัง ส่วนเติมเต็ม ความละเอียดอ่อน และเข้าถึงประเด็นได้เร็วมักจะทำให้เธอนับถือบ่อยครั้ง

“พี่จำกลอนไม่ได้หรอก แต่กลอนนั้นพี่คิดว่า เป็นของป้านาง และป้านางเขียนเอาไว้ตั้งแต่ตอนสาวๆ หรือไม่ก็มีคนรักแล้วอกหัก คงมีไม่กี่คนที่รู้ เลยทำให้อยากจะไปเจอตัวเขา”

“แกอยากจะสืบเรื่องป้านาง” วงรัศมีสรุป

จุรีพยักหน้า “นั่นก็ใช่ แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันสนใจ เพราะลุงอิฐบอกว่า จะพาฉันเข้าไปในครัวของโรงแรมน่านน้ำ และจะแนะนำเชฟน่านน้ำให้ฉันรู้จักด้วย”

กณิกาตาโต “แกหมายถึงเชฟน่านน้ำ ที่เขียนสูตรอาหารขายระดับโลก  แต่โคตรหยิ่ง โคตรเก็บตัว ไม่สนใจทำตัวเป็นข่าวในประเทศแม้แต่น้อย แถมยังมีต้นห้องหน้าตายอยู่คน และยังไม่ได้แต่งงาน หนำซ้ำแกยังเคยเขียนประชดประชันเขาเรื่องตำราที่เขาเขียนและยัง...”

“ใช่ คนนั้นแหละ” จุรียืนยันตัดบท

“แกจะรู้ได้ไงว่า ลุงอิฐนี่จะไม่หลอกแก” วงรัศมีถามอีก

“อ้าว ก็ฉันถึงจะไปให้รู้ยังไงล่ะ ว่าไหมต้วมเตี้ยม เอ๊ยเติมเต็ม อยากไปกับพี่ไหม” ถามแล้วจุรีก็หยิบคุกกี้มาใส่ปาก ขณะที่เติมเต็มส่ายหน้า

“ไม่ค่ะ เต็มจะไม่อยากรู้ในเรื่องแบบนั้นกับคนแปลกหน้า ที่อาจจะเป็นฆาตกรโรคจิต”

จุรีถึงกับอึ้ง แต่วงรัศมีกับกณิกาหัวเราะออกมาอย่างสะใจที่ได้พวก

“เออ น้องเต็มเตี้ยม เคยสะอึกคุกกี้ตายไหมคะ”

จุรีถามแต่แล้วก็อดจะหัวเราะออกมากับชื่อที่ตัวเองเรียกน้องใหม่ไม่ได้ เสียงหัวเราะจึงดังลั่นร้าน แม้แต่เติมเต็มก็ต้องหัวเราะไปด้วย เพราะเจ้าตัวไม่เคยแคร์เลยว่าใครจะเรียกยังไง ได้กินอร่อยเป็นดีที่สุดต่างหาก!

*****

9


บทที่ ๑

ลิซ่าขยับตัว เมื่อไฟในห้องเริ่มหรี่ลง มันจะมีการแสดงที่จัดมาให้กับผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามหล่อนโดยเฉพาะ  เขาก็หล่อและคมเข้มในแบบที่ผู้หญิงทุกคนพึงใจ เมื่อหล่อนถูกเลือกให้คอยเทคแคร์เขา หล่อนจึงดีใจ และคิดว่า เสร็จแน่ แต่ทว่า เกือบจะชั่วโมง ที่เขาไม่มีทีท่าว่าจะสนใจอะไรหล่อน เขานิ่ง และหากจะพูด เขาก็พูดกับผู้ชายที่ชื่อ วอร์เรน  เขาไม่ได้ปลายตามองหล่อนเสียด้วยซ้ำ
หล่อนมองไปรอบๆ ห้องตอนนี้แต่ละคนที่ออกไปเต้นรำสนุกกัน กำลังกลับมานั่งที่ เพื่อจะรอชมการแสดง ทุกคนเหมือนจะสนุกสนาน ไม่ได้นั่งอยู่กับที่เหมือนหล่อน อะไรมันก็ไม่ร้ายเท่ากับที่หล่อนมีความรู้สึกผู้หญิงคนอื่นๆ กำลังหัวเราะ ขบขันเ  ที่หล่อนไม่ได้เฉิดฉายไปทั่วห้อง อย่างที่หล่อนเคยเป็น หล่อนเป็นดาวของที่นี่ แต่ผู้ชายคนนี้ทำให้หล่อนดับ!

“ฉันขอตัวสักครู่”

ริคโค เดลลา ซานโตเร  พยักหน้าให้โดยไม่พูดอะไร  เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คงอึดอัดกับเขามากแล้ว แต่เขาไม่สนใจ มันไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่จะต้องเอาใจใคร ในขณะที่เขากำลังเบื่ออย่างนี้  เขาคงจะไม่มานั่งอยู่ที่นี่ ถ้าไม่เป็นเพราะเจนีวา น้องสาวคนเดียวของเขาจะตั้งเงื่อนไข

“ถ้าพี่อยากให้ฉันหมั้นกับคาร์โล เงื่อนไขของฉันก็คือ พี่จะต้องแต่งงานก่อนฉัน” 

“แกจะบ้าเหรอ”

“เอาเป็นว่า อยู่กับผู้หญิงคนเดียวเป็นเวลาสามเดือนก็ได้  เพื่อพี่จะได้รู้ยังไงละว่า การบังคับใครสักคนอยู่ร่วมกับคนที่ไม่ได้รักมันทรมานแค่ไหน ถ้าพี่ทำได้ ฉันก็จะออกจากงาน แล้วหมั้นกับนายคาร์โล ผู้ชายที่พี่ต้องการมาเป็นน้องเขย เพราะเขามีเกาะที่พี่อยากเป็นเจ้าของ  ถ้าพี่ทำไม่ได้อย่ามาวุ่นวายกับชีวิตของฉันอีก”

“ฉันไม่ยอมให้แกมายื่นเงื่อนไขอย่างนี้กับฉัน”

“ฉันก็ไม่ยอมให้พี่มาบังคับฉัน ถ้าพี่บังคับ ฉันจะไปหาเฟเบียน เขาต้องอยู่ข้างเดียวกับฉันแน่นอน พี่ก็รู้ว่า ฉันรักพี่มากกว่าพี่ชายคนอื่นๆ ฉันถึงได้ยอมตั้งเงื่อนไข ไม่อย่างนั้นฉันก็คงหนีไปแล้ว ถ้าพี่ทำได้ ฉันก็ตกลง”

“ก็ได้”

“ผู้หญิงคนนั้น ต้องเป็นคนที่ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยนอนกับพี่มาก่อน ฉันจะให้ วอร์เรนเป็นคนจับตาดูพี่ และรายงานฉัน อ้อ...แล้วต้องจัดการเรื่องนี้ภายในสิบวันด้วย ไม่อย่างนั้น ฉันล้มเลิกทุกอย่าง”

วอร์เรนเหมือนจะสนุกสนานในคืนนี้ แต่เขาเบื่อแทบตาย การจะหาผู้หญิงสักคนมันไม่ใช่เป็นเรื่องยากสำหรับเขา แต่เขาจะทนได้เหรอตั้งสามเดือน...ให้เขาไม่นอนกับใครสักปียังง่ายกว่า
ไฟหรี่ดับ เขายกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม  ยิ่งเขาหาผู้หญิงได้เร็วเท่าไหร่ เกาะนั่นก็จะเป็นของเขาเร็วเท่านั้น ก็ใช่ว่าเขาจะไม่คิดจิตใจของน้องสาวคนเดียวของเขาหรอก แต่เจนีวาก็อายุจะสามสิบแล้ว ไม่สมควรหรอกหรือที่เจ้าหล่อนจะแต่งงานเสียที  คาร์โลก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจตรงไหน...หนำซ้ำเขายังไม่ต้องห่วงด้วยว่า น้องสาวของเขาจะเจอกับผู้ชายเลวๆ อย่างที่เขาพยายามตามล่าอยู่ คาร์โลรักและตามใจเจนีวาทุกอย่างอยู่แล้ว ผู้หญิงจะเอาอะไรมากไปกว่านั้น!

เสียงดนตรีและเสียงเอื้อนร้องเพลงดังขึ้น มันเป็นดนตรีที่แปลกหูสำหรับเขา ฟังเย็นๆ ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาเต้นรำด้วยจังหวะอ่อนช้อย ไม่ได้ยั่วยวนส่ายสะโพกเหมือนจังหวะการเต้นเบลลีด๊านซ์ที่เพิ่งจะผ่านไปเมื่อสามสิบนาทีก่อน  เขามองผู้หญิงที่เต้นรำช้าๆ สวมมงกุฎแหลม  ใบหน้าที่พอกขาวจนมองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง อดนึกขำในใจไม่ได้ว่าเครื่องแต่งกายก็ดูดี ท่าทางเต้นอ่อนช้อย น่าเสียดายที่ไม่เห็นใบหน้า

เขาจ้องไปร่างนั้นราวกับจะทดสอบพลังตัวเองเล่น แล้วก็ยิ้มเมื่อสบตาเธอ เขานึกลำพองที่เห็นท่าเต้นนั้นเหมือนจะผิดจังหวะไปเล็กน้อย แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก่อนที่การแสดงจะจบลง ด้วยจังหวะที่เธอเยื้องย่างไปทางด้านหลัง แล้วไฟก็ดับลง ก่อนจะสว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับที่วอร์เรนเดินตรงมาหาเขา

“เป็นไง ชอบไหม รำไทย”

“เรียกว่ารำไทยเหรอ”  ริคโคทวน แล้วยิ้มนิดๆ ก่อนจะพูดว่า

“ฉันต้องการผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงรำไทยนั่นแหละ ส่งตัวเธอ ไปให้ฉันที่ห้องคืนนี้เลย”

เขาพูดแล้วก็ลุกขึ้น ไม่สนใจหรอกว่า วอร์เรนจะแปลกใจแค่ไหน  เขาเองก็ไม่ได้แปลกใจอะไรตัวเอง มันก็แค่เรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน   เมื่อเขาต้องการ เขาต้องได้  ก็แค่นั้น!
 
เมลิสา ถอดชฎาไว้ที่โต๊ะ พยายามดึงเล็บออก เพื่อจะเก็บทุกอย่างให้เร็วที่สุดก่อนที่ตัวเธอจะทรุดลงไปเสียก่อน เธอไม่รู้ตัวว่าไม่สบาย แต่ก็ยังรับงานคืนนี้ มันก็คงจะไม่เป็นไรมากหรอก หากเธอได้รำตามกำหนดเวลาที่แจ้งเอาไว้ ในตอนนั้นฤทธิ์ยาก็คงจะช่วยให้เธอพอทนได้ แต่เพราะมาเลื่อนการรำของเธอออกไปอีกตั้งชั่วโมงนี่ต่างหาก มันเลยทำให้เธอกะเวลาผิดพลาดไปเลย ความจริงตอนนี้เธอควรจะได้นอนอยู่บนเตียง ในห้องที่แบรนดาบอกจะจัดเตรียมไว้ให้โน่นต่างหาก ไม่ใช่มาสะบัดร้อนหนาวเยือกเพราะไข้ขึ้น จนจะรำไม่จบ
จริงอยู่แม้จะคิดว่าคนต่างชาติคงจะดูไม่ออกหรอกว่า ท่ารำของเธอมันจะมีผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่เธอก็ไม่อยากจะพลาดมากมาย มันแค่จังหวะเดียวกับที่เธอจ้องไปสบตาคู่นั้น  แม้เขาจะนั่งในเงามืด แต่เธอก็เหมือนจะรับรู้ว่า ดูเหมือนจะมีเขาคนเดียวที่เฝ้ามองการรำของเธอ ต่างจากคนอื่นๆ ในห้อง เขานั่งอยู่คนเดียวแต่ ก็ราวกับว่าเขาคือแม่เหล็กกล้าที่ดึงดูดทุกอย่างเข้าไปหาทีเดียว
แต่เธอคงไม่ได้อยู่ในวงจรของคนแบบเขา  จัดปาร์ตี้ ดื่ม และผู้หญิง แม้เธอจะทำงานกับแบรนดา และรู้ว่าหล่อนไม่ต่างไปจากแม่เล้า แต่เธอกับแบรนดาต่างก็เคารพกัน จะว่าไปแล้ว แบรนดาเองก็ช่วยเธอมากเหมือนกัน  แบบเธอเองก็ไม่คาดคิดหรอกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ หลังจากที่เธอเคว้งคว้างอยู่ที่เมืองนี้เพราะถูกล้วงกระเป๋า  แต่เพราะแบรนดาเคยมีสามีเป็นคนไทย หล่อนจึงรับให้ความช่วยเหลือเธอ  มันก็อาจจะใช่ ที่หล่อนอาจจะหวังอะไร แต่แบนดาก็พูดง่ายๆ ว่า

“ฉันจะจ้างเธอแสดงที่ผับของฉัน ส่วนเรื่องอื่นฉันก็ไม่บังคับ ฉันมีเด็กผู้หญิงเยอะแยะ ไว้เธอต้องการสบาย ก็บอกฉัน”

“ฉันขอทำงานอย่างนี้สักเดือน แล้วฉันจะไปจากที่นี่”

เมลิสามองบรรจงพับชุดรำของเธออย่างภูมิใจ  เธอดีใจที่เอามามันมาด้วย และมันก็ช่วยให้เธอเอาตัวรอดได้ และตอนนี้เธอก็มีเงินพอที่จะเดินทางไปต่อ เธอยังไม่ได้โทรกลับไปที่เมืองไทย เพราะไม่ต้องการให้ใครเป็นห่วง และปัญหาเฉพาะหน้ามันถูกแก้ไขได้แล้ว เธอไปต่อได้  เมื่อตัดสินใจที่จะทำอะไรแล้ว เธอจะต้องทำให้มันถึงที่สุดเช่นกัน

เมลิสาจัดการล้างแป้งที่โปะหน้าตัวเองออกด้วยออยล้างหน้า คิดอยากจะไปพักห้องที่แบรนดาบอกว่าจะจัดไว้ให้เร็วๆ มันก็มีอยู่สองสามครั้งหรอกนะ ที่แบรนดาจะรับจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่เป็นพิเศษอย่างนี้ ตอนแรกเธอไม่คิดจะมาเพราะไม่ค่อยสบาย แต่ด้วยความเกรงใจแบรนดาเธอจึงมา แล้วจึงได้รู้ว่าเจ้าภาพที่จัดงานปาร์ตี้นี้ เจ้าของร่ำรวยขนาดไหน จากปากของสาวๆ ที่มาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิซ่า ที่ถือว่าเป็นดาวในกลุ่มที่เหมือนจะยิ้มย่องอย่างยินดีเมื่อรู้ว่า แบรนดาจัดให้หล่อนคอยเทกแคร์  ริคโค เดลลา ซานโตเร
 
“ฉันได้ยินมาว่า เขาหล่อ รวย รวยมากๆ ตระกูลนี้พี่น้องผู้ชายมีแต่คนหล่อๆ   แต่ริคโคคนนี้เย็นชาที่สุด ไม่เคยสนใจผู้หญิงคนไหน  แต่ใช่ว่าเขาจะขาดผู้หญิงหรอกนะ  เพียงแต่เขาไม่เคยตื่นมาพร้อมกับผู้หญิงคนไหนเลย ประมาณเสร็จกิจ ก็ไล่ส่งทำนองนั้น”

คำพูดนี้ทำให้เธอขำ เมื่อนึกไปถึงนิทานพันหนึ่งที่เคยอ่านสมัยเด็ก  เขาไม่เคยตื่นมาพร้อมกับผู้หญิงคนไหนเลย ก็ยังดีที่เขาไม่สั่งประหารไปเสียด้วย แต่หรือผู้ชายคนนั้นจะคือ ริคโค เดลลา ซานโตเร  แต่ทำไมเธอไม่เห็นลิซ่าอยู่กับเขา ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเธอ 

เมลิสารีบจัดเก็บข้าวของ เธอล้วงกระเป๋าหายามาเตรียมไว้ จะกินอีกแต่ประตูห้องแต่งตัวก็เปิดออก

 “เป็นไง เห็นบอกไม่สบาย ก็ยังรำได้สวย”

เสียงพูดทำให้เมลิสาหันไป เธอไม่ได้พูดอะไร แบรนดาก็กวาดสายตามองข้าวของของเธอ

“เก็บของเสร็จแล้วเหรอ อยากจะไปนอนพักกินยาเร็วๆ แล้วใช่ไหม มาฉันพาไปที่ห้อง”

“ขอบคุณ”

เมลิสาพูดแล้วหยิบกระเป๋าเดินทางเล็กๆ เดินตามลิซ่าไป เธออยากจะพักผ่อนอยากจะไปถึงเตียงเร็วๆ ก่อนที่จะเดินไม่ไหว แต่ลิซ่าก็เดินเร็วราวกับเร่งรีบเหลือเกิน  และระยะทางมันก็เหมือนจะไกลเสียเหลือเกินในความรู้สึกของเธอกว่าจะมาถึงหน้าห้องที่พัก 

“งานนี้เจ้าภาพเขาสปอร์ตมาก ให้ห้องพักเราสบายๆ โอ่โถง รวยจริงๆ กับคนพวกนี้ เราอย่าเกรงใจในสิ่งที่เขามอบให้ และอย่าขัดใจในสิ่งที่เขาต้องการจะดีที่สุด เชื่อฉันเถอะ”

แบรนดาพูดแล้วก็ใช้คีย์การ์ดเปิดประตู พยักหน้าให้เธอเข้าไปก่อน มันเป็นห้องกว้างขวาง ทุกอย่างครบครัน แต่เธอก็เหมือนจะอ่อนแรงเกินกว่าจะมองอะไร

“เธอนอนที่ห้องนี้ก็แล้ว เดี๋ยวเขา...เออคนอื่นๆ ก็คงขึ้นมา”
 
หล่อนพูดแล้วก็เปิดประตูเข้าไปยังอีกห้องหนึ่ง เมลิสาเห็นเตียงขนาดใหญ่ แล้วเธออยากจะไปล้มตัวนอนเป็นที่สุด

“ขอบคุณมากแบรนดา ”  เธอหนาวสะท้าน ขณะที่ใบหน้าร้อนผ่าว ไข้ขึ้น เธออยากพักโดยเร็วที่สุด เธอวางกระเป๋า เดินตรงไปที่เตียง

“จะนอนเลยหรือ ไม่อาบน้ำ”

“ฉันไม่สบาย อยากจะกินยาแล้วนอนเลย”

แบรนดาขมวดคิ้ว เข้ามาแตะที่หน้าผากเธอ

“เดี๋ยวฉันจะไปเอาน้ำข้างนอกมาให้  เปลี่ยนชุดนอนเถอะ”

เมลิสาเปิดกระเป๋าเดินทางขนาดเล็กของเธอ หยิบเอาชุดนอนออกมา แต่พอถอดชุดออกเพื่อจะเปลี่ยน เธอก็สะท้านเพราะพิษไข้ พอสวมชุดนอนเสร็จจึงรีบไปที่เตียงคว้าผ้าห่มขึ้นมา เธอไม่ค่อยจะป่วยนัก เพราะออกกำลังกายเสมอ  แต่ถ้าได้ป่วยแล้วละก็ ไม่ต่ำกว่าสองอาทิตย์ล่ะถึงจะฟื้นตัว

แบรนดากลับมพร้อมกับขวดน้ำ เมลิสารับขวดน้ำมาแล้วก็กินยา

“ขอบคุณมาก” เธอพูดซ้ำอีก “ถ้าได้นอนอย่างเต็มที่ฉันคงจะหายดี พรุ่งนี้เราจะกลับกันกี่โมง”

“ไม่ต้องกังวลหรอก อดทนนะ ฉันไม่คิดจะให้เป็นอย่างนี้หรอก แต่ทุกอย่างจะเรียบร้อย เธอจะได้เงินเดินทางไปหาญาติของเธอ อย่างที่เธอต้องการทันทีในวันพรุ่งนี้”

เมลิสาพยักหน้าแล้วหลับตา เธอไม่คิดอะไรกับคำพูดของแบรนดา เมื่อขดตัวในผ้าห่ม เธอน่าจะปิดแอร์ แต่เธอก็คร้านที่จะลุก พอยาออกฤทธิ์ก็คงดีขึ้น...
ครู่ใหญ่ๆ อาการหนาวสะท้านของเธอลดลง ความร้อนเข้ามาแทนที่ ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอรู้สึกถึงร่างหนึ่งที่มานอนข้างๆ เธอคิดว่า งานคงเสร็จสิ้นไปแล้ว คนอื่นๆ คงมานอนพัก เธอก็จะต้องนอนพักมากๆ เธอจะป่วยมากไปกว่านี้ไม่ได้!

ริคโค ยืนเปลือยและยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นร่างที่นอนบนเตียง  เธออาจจะเบื่อที่รอเขานานไปหน่อย ความจริงออกจากงานเลี้ยงแล้วเขาก็ตั้งใจจะมาโดยทันที แต่มันบ้าที่จู่ๆ เฟเบียน ก็โผล่มา เขาไม่ได้เจอกับน้องชายคนนี้บ่อยนัก ก็ไม่รู้เป็นเพราะเจนีวาไปฟ้องเรื่องที่เขาสั่งให้หมั้นกับคาร์โลหรือเปล่า แต่เฟเบียนไม่ได้มาเพราะเรื่องเจนีวา เป็นการโผล่มาโดยที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยู่ที่นี่  เขาเลยต้องนั่งดื่มกับเฟเบียนอยู่ครู่ใหญ่ แต่ไม่ได้สนใจที่จะฟังสิ่งที่เฟเบียนพูดนัก เพราะความคิดของเขา กำลังคิดเธอ เธอจะรอในห้องของเขาอย่างไร เธอจะนั่งดื่มรอเขา เตรียมพร้อมสำหรับเขามากแค่ไหน เขาอาจจะดื่มกับเธอ สักแก้ว ก่อนที่จะจบบนเตียง
   
แต่มันน่าขำ ที่เจ้าหล่อนใจร้อนเสียมากกว่าเขา ถึงกับไปนอนรอเลยทีเดียว แต่ก็ดีแล้ว เพราะเขาเองก็เป็นบ้าอะไรไม่รู้ ถึงได้เกิดอารมณ์อย่างนี้ขึ้นมา ไม่เห็นหน้าที่แท้จริง มันทำให้ตื่นเต้นดีเหมือนกัน ตัดขั้นตอนทำความรู้จัก หรือต้องคอยดูมารยาผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองจะทำให้เขาสนอกสนใจได้ มันก็สนได้หรอกนะ แต่ก็แค่สนองอารมณ์ทางเพศของเขาแค่นั้นก็พอ จากนั้นพวกหล่อนก็ไสหัวไป
 เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะค่อยๆ ดึงผ้าห่มออกจากตัวของเธอ เขาอยากเห็นสิ่งที่เขากำลังจะได้ แม้จะอยู่เงาสลัว แต่ร่างนั้นอยู่ในชุดนอนบางๆ ขดตัวกอดอก เขานั่งลงข้างๆ  เขาลูบไปที่บั้นท้ายของเธอเบาๆ แต่เธอยังทำเป็นหลับ ไม่รู้ตัว  เขายิ้มเมื่อดึงมือที่กอดกุมทรวงอกของเธอออก ก่อนจะใช้มือของเขาทาบทับลงไปแทน แต่เธอก็ช่างเต็มไม้เต็มมืออย่างเหลือเชื่อ
เขาไล้เบาๆ ที่ยอดอก ตุ่มเล็กๆ ยื่นออกมา อยากรู้นักเขา เธอจะแกล้งหลับไปอีกนานแค่ไหน แล้วเสียงครางของเธอก็ดังขึ้น พร้อมกับคำว่า

“หนาว”

ริคโคยิ้ม มองอย่างพึงใจก่อนที่จะโน้มลงไป ทาบทับเธอ ร่างของเธอร้อนผ่าว ยิ่งทำให้เขายิ้มเธอกำลังต้องการเขา เขาเองก็ร้อน ร้อนตั้งแต่เห็นเธอร่ายรำแล้ว และเรือนร่างของเธอก็ไม่ทำให้เขาผิดหวังเลยจริงๆ

คนอื่นอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา ไร้หัวใจ แต่ผู้หญิงทุกคนที่นอนกับเขา จะไม่มีใครพูดได้เลยว่า เขาจะไม่ทำให้พวกหล่อนมีความสุข เซ็กซ์เป็นเรื่องที่จะต้องสร้างความสุขให้กับทั้งคู่ 
เหมือนตอนนี้ ตอนที่เขากำลังทำให้ร่างที่อยู่ใต้เขา ครวญคราง ร้อนรุ่ม เขากำลังทำให้เธอมีความสุขเหมือนกับเขาที่กำลังค่อยๆ ขยับผ่านเข้าไปในแกนกลางของเธอ เขาหายแรงเมื่อความคับแคบของเธอโอบรัดเขาเอาไว้ มันทำให้เขาอารมณ์กระเจิง แม้จะพยายามค่อยๆ ขยับโยก แต่แล้วก็ไม่อาจจะหยุดยั้งความร้อนรุมที่แผ่ขยายไหลพล่านในตัว

เขาเร่งเร้าจังหวะโจนทะยานไปข้างหน้าเหมือนคนบ้า มือของเธอเหมือนจะผลักไสเขา จิกข่วนเขา  ผู้หญิงบางเมื่อจะถึงจุดสุดยอดก็เป็นอย่างนี้ มันจึงเป็นเหมือนสัญญาณบอกให้เขาเร่งรีบ  ทะยานโจนจ้วงเร็วถี่ แล้วเขาก็ระเบิดในตัวเธอ

เขาหายใจแรงๆ ซบลงที่ทรวงอกของเธอ แต่แล้วหัวของเขาก็ทุบกระชากออก ร่างที่นอนอยู่ข้างล่างเขาผุดลุกขึ้น

“ไอ้สารเลว แกข่มขืนฉัน”

ริคโคขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมา ผู้หญิงที่ร้อนรุ่มเมื่อครู่กำลังยืนโงนเงนจ้องถลึงมายังเขา และก่อนที่เขาจะได้ทำอะไร หล่อนก็คว้าเอาโทรศัพท์ที่หัวเตียง ทุ่มลงมาที่หัวของเขา เขาสะดุ้งมึนวูบไปชั่ววินาทีแล้วน้ำอุ่นๆ ก็ไหลลงมาปิดตาเขา
 
“ฉันจะฆ่าเธอ”

 เมลิสากรีดร้อง เมื่อร่างนั้นกระโจนพรวดเข้ามาหา เธอหลบรอดได้เพียงหวุดหวิด ก่อนจะวิ่งถลาไปที่ประตู แต่เธอก็ไปไม่ได้ไกล เมื่อหน้ามืดแล้ววูบล้มฮวบลงที่พื้น พร้อมกับร่างของริคโคมาถึงอย่างโกรธจัด!


* * * * * * *

10
6. แครอทสีส้ม /ฟีลิปดา / สืบรัก ตำรับรัก : บทนำ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2018, 11:47:40 AM »
บทนำ

ภายในห้องที่เปิดไฟสลัว แสงจากจอทีวีที่ติดอยู่ข้างผนัง เป็นรายการทำอาหาร  สตรีนางหนึ่งยืนอยู่หลังโต๊ะที่วางเรียงรายไปด้วยจานชามที่ใส่วัตถุดิบในการทำอาหาร ปากของหล่อนอธิบายอย่างคล่องแคล่วด้วยใบหน้ายิ้มละไม แต่ไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมา  เพราะมือที่ถือรีโมทอยู่นั้นกดปิดเสียงเอาไว้ จะมีก็แต่สายตาที่จ้องตามไปไม่คลาดคลา พร้อมกับพึมพำตามเหมือนจะเป็นผู้บรรยายเสียเอง 

เสียงออดประตูดังขึ้น เขาถอนใจเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน เดินเขยกนิดๆ ไปที่ประตูส่องตาแมวออกไป พอมองเห็นว่าเป็นใคร เขาก็ยิ้มอย่างยินดีรีบเปิดประตูทันที

“ผมมาสำนักงานนักสืบอดิศักดิ์ มาพบคุณพนา”

“เชิญครับ ผมเองครับ”

เขาบอกพลางไสรถเข็นไปที่โต๊ะทำงาน เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งที่เก้าอี้ตรงข้าม พลางพูดว่า

“คุณตรงต่อเวลาจริงๆ”

“มันเป็นงานของเราครับ คุณแจ้งไปว่าต้องการให้เราช่วยตามหาคน”

พนายิ้ม เขาเหลือบมาองนาฬิกาที่แขวนอยู่ รู้สึกพอใจที่อีกฝ่ายตรงเข้าสู่เรื่องในทันทีเลย เพราะเขาไม่ต้องการที่จะใช้เวลานานนักกับสิ่งที่เป็นความลับอย่างนี้ ถ้าหากเขาเป็นปกติ ไม่ต้องนั่งรถเข็น เขาก็คงไม่เชิญให้อีกฝ่ายมาหาที่นี่

“ผมต้องการให้คุณช่วยสืบหาและติดตามผู้ชายคนหนึ่งให้กับผม เขาชื่อ พนา  ตันตลักษณ์”

เมืองสองขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินชื่อที่ลูกค้าต้องการให้สืบหา เพราะมันเป็นชื่อเดียวกันกับลูกค้าเอง หรือเขาจะต้องมารับเคสแปลกๆ เข้าไปอีก

“นั่นมันชื่อของคุณ”

“ใช่ ผมกำลังให้คุณช่วยตามหา คนที่ชื่อเหมือนผม นามสกุลเดียวกับผม แต่ไม่ใช่ผม คุณดูนี่”

พูดแล้วพนา ก็เปิดลิ้นชัก เอาแฟ้มหนึ่งขึ้นมายื่นให้

“ผมเห็นในเฟซบุ๊ก แต่มั่นใจได้เลยว่า นั่นไม่ใช่ผม ผมอยากจะให้ช่วยสืบด้วยว่า เขาเป็นใคร”

เมืองสองเปิดแฟ้ม เป็นกระดาษที่ปรินต์รูปต่างๆ ออกมา ไม่มีใบหน้าของเจ้าของชื่อ แต่จะมีใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง จากรูปอื่นๆ ที่ประกอบกัน ส่วนมากจะเป็นรูปภาพอาหาร และมีวิดีโอทำอาหาร

“ผมรู้จักผู้หญิงคนนี้ หล่อนเป็นพิธีกรรายการทำอาหาร มีช่องยูทูปของตัวเอง เพียงแต่ผมไม่แน่ใจว่าหล่อนจะเป็นคนทำเฟซบุ๊กนั่นเองหรือเปล่า”

“ความจริงเรื่องนี้ ก็ไม่ยากที่จะติดตาม”

“ใช่ แต่ผมไม่อยากจะให้ใครรู้ว่า เป็นผมที่สงสัยว่าจะใช่คนที่ผมคิดเอาไว้หรือเปล่า” เขาหน้าเครียดก่อนจะพูดต่อว่า “ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาเก่าของผม และผมไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับหล่อนอีกโดยเด็ดขาด ผมเกรงว่านี่จะเป็นการล่อให้ผมไปติดกับ หรือไม่ก็จะเป็นการนำเขาชื่อเสียงของผมไปทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย ผมต้องการให้แน่ใจเสียก่อน จึงจะดำเนินการต่อไป งานที่ผมอยากจะให้คุณช่วยสืบก็คือ  ทุกอย่างเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้ และใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของเฟซบุ๊กนี้”

เมืองสองพยักหน้า “ได้ ไม่มีปัญหาครับ”

“ผมต้องการรายงานทุกอย่าง ภายในหนึ่งเดือน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย...”

“ทางเราจะส่งรายละเอียดมาให้ภายในวันพรุ่งนี้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้ อ้อ รายละเอียดอื่นๆ ที่ผมต้องการบางอย่างก็อยู่ในแฟ้มนั้นแล้ว ขอบคุณมากที่มาบริการผมถึงที่นี่”

เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับรถเข็นออกมาเหมือนจะหมดเรื่องพูด เมืองสองเลยลุกขึ้น แต่สายตาของเขาก็มองกวาดทุกอย่างในห้องบันทึกไว้ในหัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาพบนจอทีวีและมุมครัวในห้องที่จัดวางของไม่ต่างจากหน้าจอทีวีนัก

เขาเดินออกมาแล้วลงลิฟต์ คิดว่างานนี้ค่อนข้างจะง่าย แถมลูกค้ายังให้เวลาเป็นเดือน การที่เขาได้มารับงานแทนอดิศักดิ์ก็เพราะอดิศักดิ์ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ และเขาก็พักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่  แต่แม้เขาจะมารับงานเอง ก็ใช่ว่าเขาจะต้องลงมือทำงานด้วยตัวเอง ยิ่งเป็นเรื่องง่ายอย่างนี้ เขาอาจจะให้เด็กที่ทำงานทำแทนก็ได้ เพราะเขาเองตอนนี้ก็มีเรื่องต้องคิดต้องทำอยู่...เขาคิดว่าจะเริ่มกลับไปทำงานที่เดิมอีกครั้ง เขาอยากจะเปิดตัวออกไปสู่โลกภายนอกอย่างที่เคยเป็นมาก่อน เขายังต้องการตามหาคนที่เหมือนจะเฝ้าติดตามเขาอยู่  การได้พบคนมากหน้าหลายตาขึ้น ก็คงจะมีใครสักคนที่พูดถึงเรื่องราวในอดีตหรืออะไรสักอย่างที่เป็นเบาะแสทำให้เขาจดจำเรื่องของเขากับแก้วนางได้ เพราะคนใกล้ตัวเขาโดยเฉพาะสารวัตรหนึ่งสยามนั้น ก็ไม่เคยได้บอกอะไรในเรื่องที่เขาไม่รู้มาก่อน และเขาก็ยังจำไม่ได้ด้วยว่า แก้วนาง มีญาติพี่น้องที่ไหนไหม เพื่อที่เขาจะไปตามหาถามไถ่  เป็นเพราะแก้วนางไม่มีญาติ หรือว่าเขาเองจำไม่ได้เองก็ไม่รู้...มันก็น่าตลกที่ นายพนาคนนี้ไม่อยากจะพบกับอดีตภรรยา ขณะที่เขาอยากพบคนในอดีตมากแค่ไหน

เขาออกจากลิฟต์เดินผ่านไปทางเคาน์เตอร์ พนักงานหญิงที่เป็นคนขอดูบัตรประชาชนของเขาก่อนจะขึ้นไปส่งยิ้มมาให้อย่างมีมนุษยสัมพันธ์ เขายิ้มให้หล่อนแล้วเดินออกมา เมื่อขึ้นรถก็โทรไปหาอดิศักด์แจ้งเรื่องที่ลูกค้าต้องการพร้อมกับบอกว่า

“งานนี้ ให้เด็กที่บริษัททำก็แล้วกัน ฉันไม่ว่าง”

เมืองสองตั้งใจที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พอสายของวันรุ่งขึ้น เขาก็ต้องนั่งนิ่งอยู่หน้าจอทีวีเมื่อเห็นข่าว นายพนา เสียชีวิตในห้องพักที่เขาเพิ่งไปเจอมาเมื่อวาน แต่ที่ทำให้เขาสนใจ สงสัยเข้าไปอีก ก็คือการเห็นด็อกเตอร์เรือนพิมพ์ ร้อยพรรณไม้ ยืนอยู่ที่นั่นด้วย...เธอไปยุ่งอะไรกับคนตายอีกแล้วหรือ?
:+:+:+:+:

11
+ +++ โครงการแข่งเขียนนวนิยาย ครั้งที่ 24 ++++

ระยะเวลา
 ๑ กุมภาพันธ์ - ๓๑ เมษายน ๒๕๖๑

การลงทะเบียน

ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ - ๓๐มกราคม ๒๕๖๑

เริ่มโพสเรื่อง
ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ ที่กระดานแรลลี

วิธีการลงทะเบียน:
ที่กระทู้นี้เลย
แต่ถ้าหาไม่เจอก็ตั้งกระทู้ใหม่ประกาศ ตัวว่าคุณจะลงแข่งได้เลย
สามารถบอกคุณสมบัติของตัวคุณเพื่อข่มขวัญเพื่อนร่วมทางได้
อย่างสุภาพ และมีอารมณ์ขัน

คุณสมบัติของผู้แข่งขัน:

๑. ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ
๒. มีความตั้งใจที่จะเขียนอย่างมีความสุข
๓. ลงแข่งด้วยสนุกแต่ต้องแฝงไว้ด้วยความตั้งใจจริง
๔. สามารถส่งเรื่องได้ทุกแนวค่ะ

ข้อตกลง:

๑.การแข่งขันครั้งนี้เพื่อความสนุกสนานท้าทายเอาเป็นเอาตายค่ะ
ผู้แข่งขันต้องนำเอาเรื่องที่เขียนมาโพสที่กระดานฟ้า
(แต่ถ้ามีบทหรือฉากแนวอีโรติกขอเซนเซอร์กรุณาข้ามไป
อย่านำมาลงค่ะ เอาฉากหรือบทต่อไปมาลงแทน)

๒. จัดหน้ากระดาษ มาตรฐาน คือเปิดหน้าใหม่ของเวิร์ดขึ้นมา
ก็ไม่ต้องไปตั้งค่าอะไรใหม่ เอาตามนั้นเลย ^--^

๓. ขนาดตัวอักษร คือ14 pt .
จะเป็น Angsana New หรือ Cordia new ก็ได้


๔. ขนาดหน้า A4 ความยาวประมาณ 20-25 บท บทละ 5-6 หน้า
หรือทั้งเรื่องก็ตั้งแต่ 120-150 หน้า
--- - คนไหนอยากเขียนหลายเรื่องก็ขอให้
มีความยาวเรื่องละ 50 หน้าขึ้นไปนะคะ
น้อยกว่านี้มันจะน้อยไปค่ะ ----

๕. เรื่องที่เขียนแข่ง อยากให้เป็นเรื่องที่จะเริ่มใหม่
หรือ เอาอันเก่าที่เขียนเท่าไหร่ไม่จบเสียทีมาปัดฝุ่นก็ได้ ^--^
แต่ต้องไม่เกิน 10% จากที่ต้องการเขียน

๖. เพราะการแข่งแบบสนุกๆ (แต่เอาเป็นเอาตาย ^--^)ครั้งนี้
มีจุดมุ่งหมาย ที่กระตุ้นให้นักอยากเขียน เขียนได้จบสักเรื่อง
ดังนั้น เรื่องไหนที่เขียนจบแล้ว อย่านำมาลักไก่นะคะ ^--^
ถ้ารู้ทีหลัง พี่ฟีขำกลิ้งเลย
คนอะไรจะอยากวิ่งย้อนออกจากเส้นชัยปานนั้น ^--^

การตัดสิน:

กำหนดเขียนให้จบ ประเภทที่ว่า เขียนบรรทัดสุดท้ายว่า
จบ ต้องอยู่ภายในเวลา ๒๔.๐๐ น.ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๑ ค่ะ
(เอาจากเวลา ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ ของพี่ฟีเป็นหลัก ^--^
เพื่อป้องกัน การถกเถียงเรื่องความไม่ตรงกันของเวลา)
และก็ต้องเป็นเรื่องที่จบจริงๆ ไม่มั่วจบนะ ^--^
และทุกคนที่ทำได้ถือเป็นผู้ชนะทั้งหมดค่ะ


สิ่งที่ผู้เข้าร่วมแข่งจะได้รับ

๑. ความสนุกสนาน แรงกระตุ้น แรงใจ ฯลฯ
๒. งานเขียนจะได้รับการอ่านคำแนะนำติชมจากเพื่อนร่วมทาง
๓.ได้แสดงออก ไม่ต้องแอบซ่อนเรื่องที่ขียนไว้อ่านเองคนเดียว
๔. อื่น ๆ ( แล้วแต่ความสามารถส่วนตัวที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์นี้ ^--^)

ของที่ระลึกสำหรับผู้ที่เขียนจบในแรลลี ๒๔ ก็จะมี
๑. นักเขียนที่เขียนจบห้าคนแรก
- จะได้รับหนังสือที่เขียนโดยพี่ฟี พิมพ์ล่าสุดคนละ ๑ เล่ม
- หนังสือเรื่อง ขีดเส้นใต้ ไม่ใช่แค่รัก โดย หนึ่งลิปดา คนละ ๑ เล่ม
(ฮ่าๆ เรื่องนี้่พี่ฟีภูมิใจมากค่ะเพราะเขียนจบในแรลลี ๙)

๒. อื่นๆ ตามที่พวกเราจะสนุกอยากแลกเปลี่ยนสนับสนุนให้กำลังใจกันนะคะ

**** **** *** แรลลีมาราธอน ครั้งที่ ๑๐ **** ****
ก็ถือโอกาสประกาศเสียพร้อมๆ กัน
แรลลีมาราธอนครั้งที่ 10
แรลลีนี้ ก็ให้เอาเรื่องที่มานานแล้ว
แต่เขียนไม่จบเสียที มาลงเขียนกันใหม่
เอาน่า...มันต้องจบสักครั้งแหละ ^--^

ใครจะลงแรลลีประเภทไหน ก็มาบอกได้เลยค่ะ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ
ฟีลิปดา
^--^


12
สวัสดีค่ะ

เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเขียนเรื่องของตัวเอง
เลยทำให้พี่ฟีลืมโครงการเขียนทั้งปีของพวกเราไปเลยค่ะ
พอคิดได้ ก็มาปรับวันเวลากันใหม่ เพื่อเริ่มแข่งเขียน
ใครที่เอาการเขียนแรลลีเป็นแรงกระตุ้น
เอาแรลลีเป็นที่ๆ ได้รู้จักกับเพื่อน และยังเป็นเพื่อนกันเสมอ
ไม่ว่ายังไงการแข่งกันเขียน ก็ยังเป็นกิจกรรมที่งดงามเสมอ ^--^
อ๊ะ มาทบทวนกฏกติกากัน

ประกาศลงทะเบียนแรลลี ครั้งที่ 23
การลงทะเบียน
ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ ๑ - ๘ กันยายน ๒๕๖๐

เริ่มโพสเรื่องในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๐ ที่กระดานแรลลี
วิธีการลงทะเบียน:

ที่กระทู้นี้เลย
แต่ถ้าหาไม่เจอก็ตั้งกระทู้ใหม่ประกาศ ตัวว่าคุณจะลงแข่งได้เลย
สามารถบอกคุณสมบัติของตัวคุณเพื่อข่มขวัญเพื่อนร่วมทางได้
อย่างสุภาพ และมีอารมณ์ขัน

คุณสมบัติของผู้แข่งขัน:

๑. ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ
๒. มีความตั้งใจที่จะเขียนอย่างมีความสุข
๓. ลงแข่งด้วยสนุกแต่ต้องแฝงไว้ด้วยความตั้งใจจริง
๔. สามารถส่งเรื่องได้ทุกแนวค่ะ

ข้อตกลง:

๑.การแข่งขันครั้งนี้เพื่อความสนุกสนานท้าทายเอาเป็นเอาตายค่ะ
ผู้แข่งขันต้องนำเอาเรื่องที่เขียนมาโพสที่กระดานฟ้า
(แต่ถ้ามีบทหรือฉากแนวอีโรติกขอเซนเซอร์กรุณาข้ามไป
อย่านำมาลงค่ะ เอาฉากหรือบทต่อไปมาลงแทน)

๒. จัดหน้ากระดาษ มาตรฐาน คือเปิดหน้าใหม่ของเวิร์ดขึ้นมา
ก็ไม่ต้องไปตั้งค่าอะไรใหม่ เอาตามนั้นเลย ^--^

๓. ขนาดตัวอักษร คือ14 pt .
จะเป็น Angsana New หรือ Cordia new ก็ได้


๔. ขนาดหน้า A4 ความยาวประมาณ 20-25 บท บทละ 5-6 หน้า
หรือทั้งเรื่องก็ตั้งแต่ 120-150 หน้า
--- - คนไหนอยากเขียนหลายเรื่องก็ขอให้
มีความยาวเรื่องละ 50 หน้าขึ้นไปนะคะ
น้อยกว่านี้มันจะน้อยไปค่ะ ----

๕. เรื่องที่เขียนแข่ง อยากให้เป็นเรื่องที่จะเริ่มใหม่
หรือ เอาอันเก่าที่เขียนเท่าไหร่ไม่จบเสียทีมาปัดฝุ่นก็ได้ ^--^
แต่ต้องไม่เกิน 10% จากที่ต้องการเขียน

๖. เพราะการแข่งแบบสนุกๆ (แต่เอาเป็นเอาตาย ^--^)ครั้งนี้
มีจุดมุ่งหมาย ที่กระตุ้นให้นักอยากเขียน เขียนได้จบสักเรื่อง
ดังนั้น เรื่องไหนที่เขียนจบแล้ว อย่านำมาลักไก่นะคะ ^--^
ถ้ารู้ทีหลัง พี่ฟีขำกลิ้งเลย
คนอะไรจะอยากวิ่งย้อนออกจากเส้นชัยปานนั้น ^--^

การตัดสิน:

กำหนดเขียนให้จบ ประเภทที่ว่า เขียนบรรทัดสุดท้ายว่า
จบ ต้องอยู่ภายในเวลา ๒๔.๐๐ น.ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๐
(เอาจากเวลา ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ ของพี่ฟีเป็นหลัก ^--^
เพื่อป้องกัน การถกเถียงเรื่องความไม่ตรงกันของเวลา)
และก็ต้องเป็นเรื่องที่จบจริงๆ ไม่มั่วจบนะ ^--^
และทุกคนที่ทำได้ถือเป็นผู้ชนะทั้งหมดค่ะ


สิ่งที่ผู้เข้าร่วมแข่งจะได้รับ

๑. ความสนุกสนาน แรงกระตุ้น แรงใจ ฯลฯ
๒. งานเขียนจะได้รับการอ่านคำแนะนำติชมจากเพื่อนร่วมทาง
๓.ได้แสดงออก ไม่ต้องแอบซ่อนเรื่องที่ขียนไว้อ่านเองคนเดียว
๔. อื่น ๆ ( แล้วแต่ความสามารถส่วนตัวที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์นี้ ^--^)

ของที่ระลึกสำหรับผู้ที่เขียนจบในแรลลี ๒๓ ก็จะมี
๑. นักเขียนที่เขียนจบห้าคนแรก
- จะได้รับหนังสือที่เขียนโดยพี่ฟี พิมพ์ล่าสุดคนละ ๑ เล่ม
ชื่อหนังสือมีแล้วนะคะ สืบลับ : สะกดรอยรัก
- หนังสือเรื่อง ขีดเส้นใต้ ไม่ใช่แค่รัก โดย หนึ่งลิปดา คนละ ๑ เล่ม
(ฮ่าๆ เรื่องนี้่พี่ฟีภูมิใจมากค่ะเพราะเขียนจบในแรลลี ๙)

๒. อื่นๆ ตามที่พวกเราจะสนุกอยากแลกเปลี่ยนสนับสนุนให้กำลังใจกันนะคะ

**** **** *** แรลลีมาราธอน ครั้งที่ ๙ **** ****
ก็ถือโอกาสประกาศเสียพร้อมๆ กัน
แรลลีมาราธอนครั้งที่ 9
แรลลีนี้ ก็ให้เอาเรื่องที่มานานแล้ว
แต่เขียนไม่จบเสียที มาลงเขียนกันใหม่
เอาน่า...มันต้องจบสักครั้งแหละ ^--^

ใครจะลงแรลลีประเภทไหน ก็มาบอกได้เลยค่ะ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ
ฟีลิปดา
^--^

13
เรื่องพรางรักเฉือนคม
เคยลงแรลลีไหนก็จำไม่ได้แล้ว เมื่อปี 2555
ผ่านมาก็จะ 5 ปี
ยังมีอยู่เท่าเดิม แค่ 1 บท ไม่ผิดกติกา

ก็เป็นเรื่องที่ 2 ในแนวที่เขียนสืบสวนนะ
เรื่องแรกก็คือ สืบรัก:สะกดรอยรัก
เรื่องนี้ก็เขียนไม่จบเหมือนกัน แช่เย็นนานกว่าด้วย ^--^

แรลลี 22 นี้ ก็คิดว่า พรางรักเฉือนคม ต้องจบ
ไม่อย่างนั้น จะไม่มีตอนต่อเสียที
พล็อตน่ะ คิดไปถึงคดีต่อไปแล้ว
ทั้งที่คดีแรกเพิ่งจะเริ่มเขียน
ตัวละครมาเรียกร้องแล้ว
ดังนั้นคดีนี้ต้อง จบ เท่านั้นค่ะ
^--^

...ความตาย เป็นจุดเริ่มต้น
ความหลอกลวง เป็นน้ำหล่อเลี้ยง
ความจริง เป็นมูลเหตุ
ความพยายาม  คือจุดจบ
คนตาย บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่าคนเป็น! ...

 
(วาทะของจอมนรี นักเขียนสืบสวนที่น่าทึ่งที่สุดในสามโลก!!!)




14
ขอบคุณทุกคนค่า ^--^

อย่าลืมมาติดตามนะคะ
ทั้งพี่ฟีและแก้วมังกร ต้องเขียนจบแน่นอน
รวมทั้งพวกเราทุกด้วยนะคะ เย้ๆๆ
ฮึกเหิมๆๆๆ  ชัวะๆๆ  ฮ่าๆๆๆ
^--^

15
สวัสดีวันจันทร์ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐

ฟื้นตัวจากบรรยากาศปีใหม่กันแล้วยังคะ
ตอนนี้เราอยู่ในปีนี้แล้วค่ะ
และก็ต้องเริ่มลงมือเอาจริงเอาจังกับการเขียนได้แล้ว
วันนี้พี่ฟีมาประกาศลงทะเบียนแรลลี ครั้งที่ 22
กฏกติกาก็คงไม่ต่างไปจากเดิม
คนเขียนเอาๆๆๆ ก็ยังคงเขียนเอาๆๆๆ
คนที่จบบ้างไม่จบบ้าง ก็ไม่เคยทิ้งความพยายาม ^--^
บางคนก็เอาการเขียนแรลลีเป็นแรงกระตุ้น
เอาแรลลีเป็นที่ๆ ได้รู้จักกับเพื่อน และยังเป็นเพื่อนกันเสมอ
ไม่ว่ายังไงการแข่งกันเขียน ก็ยังเป็นกิจกรรมที่งดงามเสมอ ^--^
อ๊ะ มาทบทวนกฏกติกากัน

การลงทะเบียน
ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ – ๓๐มกราคม ๒๕๖๐
เริ่มโพสเรื่องวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ - ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐

วิธีการลงทะเบียน:

ที่กระทู้นี้เลย
แต่ถ้าหาไม่เจอก็ตั้งกระทู้ใหม่ประกาศ ตัวว่าคุณจะลงแข่งได้เลย
สามารถบอกคุณสมบัติของตัวคุณเพื่อข่มขวัญเพื่อนร่วมทางได้
อย่างสุภาพ และมีอารมณ์ขัน

คุณสมบัติของผู้แข่งขัน:

๑. ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ
๒. มีความตั้งใจที่จะเขียนอย่างมีความสุข
๓. ลงแข่งด้วยสนุกแต่ต้องแฝงไว้ด้วยความตั้งใจจริง
๔. สามารถส่งเรื่องได้ทุกแนวค่ะ

ข้อตกลง:

๑.การแข่งขันครั้งนี้เพื่อความสนุกสนานท้าทายเอาเป็นเอาตายค่ะ
ผู้แข่งขันต้องนำเอาเรื่องที่เขียนมาโพสที่กระดานฟ้า
(แต่ถ้ามีบทหรือฉากแนวอีโรติกขอเซนเซอร์กรุณาข้ามไป
อย่านำมาลงค่ะ เอาฉากหรือบทต่อไปมาลงแทน)

๒. จัดหน้ากระดาษ มาตรฐาน คือเปิดหน้าใหม่ของเวิร์ดขึ้นมา
ก็ไม่ต้องไปตั้งค่าอะไรใหม่ เอาตามนั้นเลย ^--^

๓. ขนาดตัวอักษร คือ14 pt .
จะเป็น Angsana New หรือ Cordia new ก็ได้


๔. ขนาดหน้า A4 ความยาวประมาณ 20-25 บท บทละ 5-6 หน้า
หรือทั้งเรื่องก็ตั้งแต่ 120-150 หน้า
--- - คนไหนอยากเขียนหลายเรื่องก็ขอให้
มีความยาวเรื่องละ 50 หน้าขึ้นไปนะคะ
น้อยกว่านี้มันจะน้อยไปค่ะ ----

๕. เรื่องที่เขียนแข่ง อยากให้เป็นเรื่องที่จะเริ่มใหม่
หรือ เอาอันเก่าที่เขียนเท่าไหร่ไม่จบเสียทีมาปัดฝุ่นก็ได้ ^--^
แต่ต้องไม่เกิน 10% จากที่ต้องการเขียน

๖. เพราะการแข่งแบบสนุกๆ (แต่เอาเป็นเอาตาย ^--^)ครั้งนี้
มีจุดมุ่งหมาย ที่กระตุ้นให้นักอยากเขียน เขียนได้จบสักเรื่อง
ดังนั้น เรื่องไหนที่เขียนจบแล้ว อย่านำมาลักไก่นะคะ ^--^
ถ้ารู้ทีหลัง พี่ฟีขำกลิ้งเลย
คนอะไรจะอยากวิ่งย้อนออกจากเส้นชัยปานนั้น ^--^

การตัดสิน:

กำหนดเขียนให้จบ ประเภทที่ว่า เขียนบรรทัดสุดท้ายว่า
จบ ต้องอยู่ภายในเวลา ๒๔.๐๐ น.ในวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๐ ค่ะ**แก้ไขแล้ว
(เอาจากเวลา ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ ของพี่ฟีเป็นหลัก ^--^
เพื่อป้องกัน การถกเถียงเรื่องความไม่ตรงกันของเวลา)
และก็ต้องเป็นเรื่องที่จบจริงๆ ไม่มั่วจบนะ ^--^
และทุกคนที่ทำได้ถือเป็นผู้ชนะทั้งหมดค่ะ


สิ่งที่ผู้เข้าร่วมแข่งจะได้รับ

๑. ความสนุกสนาน แรงกระตุ้น แรงใจ ฯลฯ
๒. งานเขียนจะได้รับการอ่านคำแนะนำติชมจากเพื่อนร่วมทาง
๓.ได้แสดงออก ไม่ต้องแอบซ่อนเรื่องที่ขียนไว้อ่านเองคนเดียว
๔. อื่น ๆ ( แล้วแต่ความสามารถส่วนตัวที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์นี้ ^--^)

ของที่ระลึกสำหรับผู้ที่เขียนจบในแรลลี ๒๒ ก็จะมี
๑. นักเขียนที่เขียนจบห้าคนแรก
- จะได้รับหนังสือที่เขียนโดยพี่ฟี พิมพ์ล่าสุดคนละ ๑ เล่ม
- หนังสือเรื่อง ขีดเส้นใต้ ไม่ใช่แค่รัก โดย หนึ่งลิปดา คนละ ๑ เล่ม
(ฮ่าๆ เรื่องนี้่พี่ฟีภูมิใจมากค่ะเพราะเขียนจบในแรลลี ๙)

๒. อื่นๆ ตามที่พวกเราจะสนุกอยากแลกเปลี่ยนสนับสนุนให้กำลังใจกันนะคะ

**** **** *** แรลลีมาราธอน ครั้งที่ ๘ **** ****
ก็ถือโอกาสประกาศเสียพร้อมๆ กัน
แรลลีมาราธอนครั้งที่ 8
แรลลีนี้ ก็ให้เอาเรื่องที่มานานแล้ว
แต่เขียนไม่จบเสียที มาลงเขียนกันใหม่
เอาน่า...มันต้องจบสักครั้งแหละ ^--^

ใครจะลงแรลลีประเภทไหน ก็มาบอกได้เลยค่ะ
เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ
ฟีลิปดา
^--^

หน้า: [1] 2 3 ... 5