แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ไอวินทร์

หน้า: [1] 2 3 ... 19
1
ห้องนี้ ลงนิยายแบบ ฟ้าแลบจริงๆๆ ฮ่าๆ 

ยินดีด้วยนะคะ คุณธันย่า  ;D ;)

2
;D ขอบคุณค่ะ คุณธันย่า
ตอนจัดหน้า คือ อันไหน ยาวก็ตัด ไม่ได้อ่านค่ะ ฮ่าๆ

ตอนจบ ไอปั่น สองบท ในวันเดียว 25 26 นี่คือ ที่สุดแล้ว เก่งมาก ฮ่าๆๆ
ตอนแรก กะ อีกบทเดียว แต่มันจบไม่ลง ลนลานเลย
ฮ่าๆ เขียนเสร็จ ก่อนเที่ยงคืน นิดหน่อย คือ ไฟล้นมาก  ::)
ลุ้นแบบ ปั่นไปมองนาฬิกาไป

ขอบคุณที่เข้ามาเม้นต์ แนะนำเรื่อยๆ นะคะ คุณธันย่า

3
บทที่ 26 จบนะ   
สามีของเจ้าคือหม่ากว่างหยู



“ข้าทำอะไรหรือ ถ้าเรื่องเสี่ยวเอ๋อร์ไม่เห็นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องวิตก
เจ้าไม่เคยยินมีเงินใช้ผีโม่แป้งยังได้ ข้ารู้ว่าต้องทำสิ่งใดหรอกน่า
ทำไมข้าจะไม่อยากเห็นใครบางคนโมโหจนหน้าแดง”
“ขอให้มันจริงเถอะ แต่ข้าต้องขอขอบคุณท่านด้วย
เหยียนเกอเกอท่านคือสิ่งดีงามในสามโลก เหยียนเกอเกอคือเทพธิดาประจำตัวของข้า”
“ข้ารู้สึกปวดศีรษะกับคำพูดคำจาของเจ้า เอาอาหารใส่ปากแล้วกินไปเงียบ ๆ”
เธอไม่รอให้เขาพูดจบ คีบอาหารเข้าปากไปก่อนแล้ว
เธอส่งยิ้มให้กับอาหาร รสชาติไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่า
แต่เวลาหิวทุกอย่างคือดีเลิศหมด เธอคีบต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ราว ๆ หนึ่งก้านธูป เหยียนเกอเกอเริ่มเปิดปากซักฟอกเธอ
“เจ้าจะทำเช่นไรต่อไป”
“ให้ข้าไปเที่ยวเมืองหลวงที่สำนักคุ้มภัยกับท่านได้หรือไม่ เหยียนเกอเกอ”
“หากเจ้าไม่ได้เป็นฮูหยินน้อยข้าอาจพาเจ้าไปได้ แต่สถานะของเจ้าในตอนนี้
เกรงว่าจะทำให้สำนักคุ้มภัยเกิดอันตรายได้ เจ้าต้องมีจิตเมตตาต่อผู้อื่น สามีของเจ้าคงไม่ปล่อยข้าไปแน่”
“ท่านกล้วเขาหรือ” เธอถามทีเล่นทีจริง
แค่ลองเสนอไปอย่างนั้นเอง เผื่อเขามีความคิดอะไรที่เข้าท่ากว่าเธอ
“สามีของเจ้าสู้ข้าได้ที่ไหน เพียงแต่ว่าหากมีปัญหากันขึ้นมา
ตระกูลหม่ากับสำนักคุ้มภัยจะบาดหมางกันโดยใช่เหตุอันควร”
“ข้าแค่ถามเผื่อ หลังจากพวกเรากลับตระกูลหม่าแล้วต่างหากล่ะ
ตอนนี้ข้าแค่แกล้งให้เขาหาข้าไม่เจอไปสักพักเท่านั้นเอง”
“เจ้าเด็กกะล่อนปลิ้นปล้อน หากข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นดรุณีน้อยผู้หนึ่ง
คงคิดว่าเจ้าเป็นบุตรชายของเศรษรีที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ
วัน ๆ เข้าแต่บ่อนการพนัน สุรานารีไม่เว้น ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย”

“ช้าก่อน ๆ เหยียนเกอเกอ บุตรชายเศรษฐีผู้นั้นโดนท่านใช้วาจาเฉือดเฉือนจนตายอนาถไปแล้ว
ท่านหยุดจิบน้ำชาก่อนเถิด” เธอเอื้อมมือไปหยิบกาน้ำชา
 “เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่กลิ่นสุราหรือ ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีท่านคิดจะเมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้
 เหยียนเกอเกอท่านนี่สุดยอดจริง ๆ”
“ก็เพราะข้ามึนงงกับคำพูดคำจาของเจ้านี่แหละ ข้าจึงจำเป็นต้องหาอะไรมาแก้”
“ดู ๆ ไปท่านคล้ายจะเป็นพี่ชายของบุตรเศรษฐีผู้นั้นนะ นิสัยคล้ายคลึงกัน”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล ซานเอ๋อร์กินอิ่มแล้วหรือไม่ ข้าจะได้ให้เสี่ยวเอ๋อร์มาเก็บถาดไป”
“ฮ่า ๆ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ข้ายังไม่อิ่ม” เธอก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไป
แตะไม่ได้เลยเชียว เป็นผู้ชายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนกัน
และเธอคิดว่าเขาสมกับเป็นพี่ชายสุดหล่อของเธอจริง ๆ
หลังจากกินอาหารเสร็จ เธออวยพรให้เหยียนเกอเกอเดินทางโดยสวัสดิภาพ
ส่งยิ้มให้เขาและโบกมือลาที่หน้าประตู
รุ่งเช้ามาถึงอย่างรวดเร็ว แต่เธอย้ายก้นไปที่เตียงนอน
เธอเริ่มรู้สึกเหนื่อย สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม และหลับไปอย่างรวดเร็ว



หม่ากว่างหยูไม่รู้ว่าความมั่นใจที่มีตั้งแต่แรก จะหายไปในพริบตาหลังจากเขาเข้ามาที่ป่า
 เขาไม่สามารถแกะรอยเท้าของซานซานได้ และไม่แม้แต่จะได้กลิ่นของนางสักนิด ท้องฟ้าสว่างนานแล้ว
เขายืนคิดหาวิธีตามหาตัวนาง ป่านนี้พวกสำนักคุ้มภัยและคนของตระกูลหม่าคงออกเดินทางแล้ว
การจะกลับไปให้คนอื่นช่วยกันตามหาซานซานอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่ในเมื่อเขารับรองกับคนแซ่หนานกงไว้แล้ว เขาต้องทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ให้ได้
‘เจ้าคิดว่าข้าไม่มีทางหานางเจอหรืออย่างไร นางเป็นภรรยาของข้าหม่ากว่างหยู ไม่ใช่น้องสาวของเจ้า!’

ตอนนี้น้องสาวของหนานกงหลี่เหยียนรู้สึกคันจมูก เช่นเดียวกับผู้เป็นพี่ชาย
ทั้งสองคนจามออกมาพร้อมกัน แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
คิดว่าอาจเป็นเพราะฝุ่นละอองลอยมาตามลมก็เป็นได้
หลี่ชิงซาน หรือภรรยาของชายผู้หนึ่งที่กำลังเดินท่อม ๆ ในป่า
 เธอตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงวัน สั่งหมันโถวมากินสองลูก
กินหมดไปลูกหนึ่งจิบน้ำชาเรียบร้อย
ห่ออีกลูกเก็บเข้าไปใต้แขนเสื้อสำหรับกินเวลาหิวระหว่างทางเดินเล่นในเมือง
 เธอวางมาดคุณชายน้อยเอามือไพล่หลังเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
เธอเพิ่งมีเวลาเดินสำรวจร้านค้าต่าง ๆ ก็วันนี้เอง
เหยียนเกอเกอใจดีหยิบเงินให้เธอไว้ใช้จ่ายหนึ่งตำลึงเงิน
แล้วมันมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ไม่รู้
ความจริงเธออยากจะลองยืนด้วยลำแข็งแต่การใช้ชีวิตในยุคนี้ เธอต้องเรียนรู้อีกเยอะ
แค่หลงทางในป่าคืนเดียว ทำให้ชีวิตเปลี่ยน เธออดตายอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นต้องเกาะขาสามีไปพลาง ๆ ก่อน เดินสำรวจว่าเขาทำมาหากินอะไรกันบ้าง



ร้านค้าต่าง ๆ ค่อนข้างดูหรูหรามากกว่าเมืองก่อนหน้านี้ หรือเมืองนี้จะมีเศรษฐีอยู่กันเยอะ
ไม่รู้ทำมาค้าขายอะไรกันถึงได้ร่ำรวยกันนัก
พื้นถนนดูกว้างกว่ารถม้าสวนกันสักสี่คันยังได้ ผู้คนแต่งตัวกันภูมิฐาน
คุณชายที่ดูสุภาพราวกับบัณฑิตเดินตรงไปที่ร้านหนังสือมั้ง ร้านที่ขายพู่กันแท่นหมึก
บรรดาคุณหนูทั้งหลายก็พากันออกมาเดินเช่นกัน ท่าทางแต่ละคนจะรู้หนังสือไม่ต่างกับพวกบัณฑิต
เพราะเธอเห็นสาว ๆ ยืนโต้ตอบกาฟย์กลอนกับหนุ่ม ๆ เหล่านั้น คึกคักดีจริงเมืองนี้
ตระกูลหม่ามาเปิดสาขาที่นี้คิดว่ารวยเละ เธอเข้าร้านค้าร้านหนึ่งมีพัดหลายรูปแบบ
เธอเลยซื้อพัดแบบที่มีจีบพับมาเล่มหนึ่ง สะบัดข้อมือเพื่อให้พัดกางออก
มันสะดวกสำหรับเธอที่คอยเอาไว้สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านโดยไม่น่าเกลียด
แกล้งพัดคลายร้อนแล้วเอามาบังใบหน้า เพอร์เฟคที่สุด
นี่มันพัดสำหรับคนว่างงานชัด ๆ
เธอคิดว่าเป็นสุดยอดไอเทมของยุคโบราณที่ทุกคนควรมีติดตัวเอาไว้
ลองเล่นจับคู่ดูก็น่าสนุกไม่น้อย
คุณหนูชุดนกขมิ้นสีเหลืองน่าจะแอบหลงรักคุณชายที่ใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มที่กำลังเลือกม้วนภาพวาดอยู่อีกมุมหนึ่ง
หรือคุณชายที่ใส่ชุดขาวกำลังพับจดหมายสอดเข้าในหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่นี้คงไม่ใช่ที่หาข่าวอย่างที่เธอเคยอ่านใช่หรือเปล่าลองมองดูอีกที
แต่ละคนไม่ได้ทำสีหน้าตกอยู่ในห้วงรักเลยสักคน น่าเบื่อ ไม่มีเรื่องสนุก ๆ ให้ดูเลย เธอเดินออกมาจากร้านทันที
เดินเตะลมอยู่ด้านนอกสักพัก มีเสียงม้าควบมาอย่างเร็วดังที่ด้านหลัง
ทำให้เธอรีบแอบหลบเข้าข้างทาง ถนนไม่ใช่ที่สำหรับม้าวิ่งอย่างเดียวนะ
 ไม่รู้จักระวังคน เกิดชนเด็กชนคนแก่บาดเจ็บแขนขาพิการไป มีปัญญาหามาใช้เขาหรือเปล่า
   เธอยืนด่าตามหลัง จู่ ๆ ม้าถูกดึงบังเหียนให้หยุดกะทันหัน ผู้ชายคนนั้นขี่ม้ากลับมาทางที่เธอยืนอยู่
เดี๋ยวนะ แค่ด่าในใจก็ได้ยินเหรอ เธอถอยหลังตั้งใจจะเดินย้อนไปที่ร้านเดิม คนอยู่กันเยอะหน่อยเธออุ่นใจกว่า
   “ซานซาน!”
   เธอตกใจหันขวับไปมอง เจอเจ้าหนี้แล้ว
เธอส่งยิ้มแหย ๆ ให้เขา “ท่านกลับมาแล้วหรือ”
   เขากระโดดลงจากหลังม้า แล้วปรี่เข้ามาลูบเนื้อตัวเธอเพื่อหาบาดแผล
โดยไม่อายชาวบ้านชาวช่อง “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ แล้วเจ้ากลับมาได้อย่างไร ทำไมตอนนี้ไม่พักผ่อน ออกมาทำอะไรข้างนอก”
   “เดี๋ยวก่อนท่านพี่ ท่านหยุดก่อน เรากลับไปที่พักกันดีกว่า”
เธอพยายามปัดมือของเขาออกแต่ไม่เป็นผล ท่านไม่เห็นชายหนุ่มชุดขาวกำลังส่งสายตาหวานฉ่ำมาให้ท่านแล้ว
ที่แท้เขาก็เป็นพวกแอบรักสามีคนอื่นสินะ
   “ได้ ๆ”
เขาช้อนตัวเธอขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้วกระทุ้งท้องม้าให้ออกเดิน
“เจ้ารู้หรือไม่ข้าตามหาเจ้าตั้งแต่เมื่อคืน
จวบจนถึงตอนนี้ ข้าคิดว่าจะให้ทางการออกไปช่วยตามหาเจ้าอีกแรงแล้ว
ทำไมข้าถึงไม่ได้กลิ่นของเจ้าเลย แต่เมื่อครู่นี้ข้าได้กลิ่นของเจ้านะ เกิดอะไรขึ้นหรือซานซาน”
 เขาก้มลงดมซุกไซร้ที่ซอกคอของเธอเพื่อพิสูจน์กลิ่น
ทำให้เธอต้องย่นคอหนี คือ หม่ากว่างหยูไว้หน้าตัวเองบ้างเถอะ เธอสวมชุดบุรุษอยู่นะ
“ท่านพี่ท่านนั่งให้เรียบร้อยก่อนได้หรือไม่ เรากลับไปสอบถามความเป็นมาที่โรงเตี๊ยมเถิด
แล้วท่านหิวหรือไม่ ข้ามีหมั่นโถวอยู่ลูกหนึ่ง” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเธอเลยเปลี่ยนเรื่อง
“เอามาสิ แต่เจ้าป้อนข้านะซานซาน”
 เธออยากจะอยากจะทึ้งผมตัวเองที่ปากไม่ดี เธอนั่งอยู่ด้านหน้าแล้วจะป้อนให้เขาทางไหน
“ข้ามองไม่เห็น” เธอออกตัว
“เจ้าหยิบออกมาแล้ววางมันที่ตำแหน่งศีรษะของเจ้า”
คือยากเนอะ ถ้าจะหิวขนาดนั้นทำไมไม่หยิบกินเองล่ะหม่ากว่างหยู
“มือของท่านได้รับบาดเจ็บหรือท่านพี่” เธอถามอย่างบริสุทธิ์ใจมาก ๆ
“อืม”
“ถ้าเช่นนั้นรอทำแผลเสร็จเรียบร้อย ท่านค่อยกินหมั่นโถวดีหรือไม่”
“ซานซาน ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า และนี่ก็เป็นมื้อกลางวันแล้ว
ที่จริง ๆ ข้ากินอะไรไม่ค่อยลงตั้งแต่ตอนที่เศรษฐีเลี้ยงอาหารเย็นเมื่อวาน เพราะข้าคิดถึงเจ้า
ตั้งใจจะกลับมากินอาหารที่โรงเตี๊ยมกับเจ้า”
“ท่านพี่คงจะง่วงแล้วสินะ” ถึงได้พูดอะไรเพ้อเจ้อออกมาขนาดนี้
“ข้าจะกินหมั่นโถว”
“กินก็กิน” เธอแอบบ่น ล้วงหมั่นโถวออกมาเหมือนถือแก้วน้า แล้วยกวางตามที่เขาบอก
เธอรู้สึกได้ว่าก้อนแป้งมีการขยับ ตอนเขากัดรู้สึกถึงลมหายใจเป่าผ่านนิ้วมือ
 กัดเพียงสองคำหมันโถวก็หมด เชื่อแล้วจ้าว่าหิวจริง

   “ซานซานเจ้าอยากกินอะไร ข้าจะสั่งอาหารมาเผื่อเจ้า”
   “ข้าอยากกินโจ๊ก แต่ข้ายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ ท่านไม่ต้องสั่งเผื่อข้าหรอก
ข้ากินหมั่นโถวไปหนึ่งลูกก่อนหน้านี้แล้ว”
   “โจ๊กไม่ค่อยเหมาะสำหรับมือกลางวันเท่าไหร่ เจ้าอยากกินขนมหรือไม่”
   “บัวลอยต้มน้ำขิง” เธอเคยเห็นภาพขนมอันนี้ แล้วนึกอยากลองกินดู
   “อากาศร้อนเกินไป ยิ่งกินเจ้าจะยิ่งเหงื่อออก มีอย่างอื่นอีกหรือไม่ซานซาน”
   “เซาปิ้ง” ขนมแป้งทอดสูตรโบราณแผ่นกลม อิ่มด้วย
   “ไม่ดี” เขาจะกินหรือเธอกินกันแน่
   “เชิญท่านพี่ตามสบายเถอะ ข้ายังไม่ค่อยหิว ไว้ข้ารอกินมื้อตอนเย็นดีกว่า”
ดูเหมือนเขาจะตกลงตามนี้ เพราะเงียบเสียงไปเลย โรงเตี๊ยมอยู่ไม่ไกล
เขากระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่เหมือนคนอดนอนมาทั้งคืน
 และไม่เหมือนคนกำลังหิวจัดสักนิด



   หม่ากว่างหยูกึ่งดึงกิ่งลากเธอไปที่ห้องพัก
หลังจากไปสั่งน้ำอาบกับรายการอาหารเรียบร้อยแล้ว
พอเข้ามาในห้อง เขาสั่งให้เธอนั่งที่เก้าอี้ทันที
   “นั่งแล้วตอบคำถามข้ามาสิซานซาน เจ้ากลับมาได้อย่างไร เจ้าหลบอยู่ในป่าที่ใด
และทำสิ่งใดบ้าง เล่ามาให้ละเอียด”
สามีของเธอตอนที่อยู่นอกโรงเตี๊ยมกับตอนนี้ เป็นคนละคนใช่หรือเปล่า
   “ท่านพี่ ท่านไม่กินอาหารก่อนหรือ”
   “ฟังเรื่องราวของเจ้าแล้วข้าค่อยกินอาหารก็ยังทัน
เจ้ามีสิ่งใดต้องการปิดบังหรือซานซาน”
   “ไม่มีสักหน่อย ข้าเห็นว่าท่านต้องเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งคืน
ควรจะถนอมสุขภาพตนเองก่อน”
   “จริงหรือ แต่ไม่เป็นไร ข้าทนได้ เจ้าเล่ามา”
   เมื่อเห็นว่าการยื้อเวลาของเธอไม่เป็นผล เธอเลยต้องเปิดปากเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกมา
บิดเบือนเรื่องราวเกี่ยวกับเหยียนเกอเกอเล็กน้อย และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาออกไปตามหาเธอ
เขามีสีหน้าคล้ำขึ้นเรื่อย ๆ มือกำหมัดแน่นขึ้น ผุดลุกขึ้นยืนก็หลายครั้งหลังจากเธอเล่าจบ
   “ซานซาน เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นห่วงเจ้ามากแค่ไหน ข้ายังคิดจะเอากระดูกของพวกมันมาทุบระบายแค้น
หากตามหาเจ้าไม่พบ”
เธอจะทำอะไรนอกจากนั่งทำตาปริบ ๆ และทำตัวลีบเข้าไว้ ไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อยที่เขาตามหาเธอไม่เจอ
   เขาหลับตาแล้วลืมขึ้นมาใหม่ “ข้าต้องขออภัยที่ปล่อยให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตราย
แต่เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าปวดใจแค่ไหนที่มองเห็นเจ้าโดนจับไปต่อหน้าต่อตา พวกมัน พวกมันได้ทำอะไรเจ้าหรือไม่”
คำพูดที่ยากจะออกมาจากปากของเขา เธอรู้สึกแปลกใจ ทั้งคำขอโทษ ทั้งความรู้สึกผิด
และหวาดระแวงว่าเธอจะโดนทำร้าย อันหลังนี่คือ การรังเกียจหรือเปล่า
หากผู้หญิงแต่งงานแล้วโดนข่มเหงจากชายอื่น
 เชื่อว่าคนยุคไหน ๆ คงทำใจไม่ได้ เธอเกิดปิ้งไอเดียขึ้นมา
ลองดูว่าจะแกล้งพูดคลุมเคลือได้แค่ไหน
   “ท่านพี่หากว่าข้าโดนรังแก ท่านจะหย่ากับข้าหรือไม่”
เธอแสร้งทำสีหน้าเศร้าสลดและพูดตัดพ้อ
   “.....” ดูเหมือนคำถามนี้ของเธอจะทำให้เขานิ่งงันไปชั่วขณะ
   “ข้าโดนชายอื่นลักพาตัวไปต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย แถมยังอยู่กับพวกโจรตั้งเป็นชั่วยาม
เรื่องนี้ต้องล่วงรู้ไปถึงหูคนในตระกูลหม่า ข้าไม่เหมาะสมเป็นสะใภ้ของตระกูลหม่าอีกต่อไปแล้ว
จากนี้ไป ท่านพี่กลับไปตระกูลหม่าแต่เพียงผู้เดียวเถิด ข้ายอมรับความจริงได้ ฟ้าได้ลิขิตชะตาชีวิตของข้ามาแล้ว”
 เธอก้มหน้าลงกัดริมฝีปากพยายามทำให้สมบทบาท จิกเล็บไปที่ขาตัวเองเพิ่มความเจ็บปวดบนใบหน้า
   “ไม่มีทาง!” เขาตะคอกใส่เธอ
   เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ท่านพี่ ไม่ใช่ว่าเพราะข้าถูกชายอื่นแตะเนื้อต้องตัว
ทำให้ท่านไม่ได้กลิ่นของข้าใช่หรือไม่”
เธอเริ่มจับแพะชนแกะโยงกันให้วุ่นวาย ที่จริงแล้วเป็นเพราะกองไฟบาบีคิวที่เขาทำไว้ต่างหาก
   เสียงเคาะประตูที่ด้านนอกมาขัดจังหวะ ทำให้เธอหุบปากเงียบ
ถึงแม้ว่าจุดที่พวกเขานั่งกันจะไม่ได้ติดกับประตูก็ตาม มาทำไมตอนนี้นะ เธอกำลังสุมไฟเริ่มได้ที่แล้วเชียว
   อาหารและน้ำร้อนมาพร้อมกัน โรงเตี๊ยมแห่งนี้บริการไวเวอร์ แต่มาไวไม่ถูกเวล่ำเวลาเลย
   “ท่านพี่อาบน้ำทานอาหารให้สบายใจก่อนเถิด นอนพักสักครู่
เดี๋ยวตอนเย็นพวกเราค่อยพูดจากันอีกครั้ง ดีหรือไม่”
เธอเสนออย่างมีน้ำใจ รู้จักถอยก่อน เขาไม่ได้ตอบอะไร เธอถือว่าเป็นอันตกลง
ค่อย ๆ เดินไปที่ประตู เขาไม่ได้ทักท้วง เธอเลยรีบเปิดประตูออกไปแล้วปิดให้เขาอย่างเบามือ
เดินพ้นมาได้สักพัก เธอปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งออก ไม่นานเขาต้องจับต้นชนปลายได้แน่
และเธอคงต้องโดนหนักที่ไปแกล้งเขาให้หาเธอข้ามวันข้ามคืน แถมตอนนี้ยังทำเหมือนโกหกเรื่องโดนรังแกอีก
 บรรยากาศมันพาไปเธอไม่ได้ตั้งใจโกหก
ขออย่างเดียวอย่าให้มีเสี่ยวเอ๋อร์คนไหนปากเปราะล่ะ เธอคงต้องเผ่นก่อน ให้เขาใจเย็นมาก ๆ ถึงมากที่สุด



   พอกลับมาห้องพักที่เหยียนเกอเกอจองเอาไว้ให้ เธอรีบเก็บเสื้อผ้าทันที สิ่งที่ต้องใช้สำหรับเดินทาง
 เงิน เธอมีแค่เงินที่เหยียนเกอเกอให้ไว้หนึ่งตำลึงซื้อพัดไปเล่มหนึ่ง แล้วจะพอเดินทางหรือเปล่า
ม้าสักตัวล่ะ เธอขโมยเอาของท่านพี่ไปใช้ก่อนแล้วกัน
แต่ว่าเสี่ยวเอ๋อร์คงไม่เอาม้ามาให้เธอและเธอคงจะขโมยม้าไม่ถูกตัวด้วย
   ไม่เป็นไรค่อย ๆ คิด ป่านนี้เขาคงอาบน้ำเสร็จแล้ว และกำลังกินอาหารอยู่
จากนั้นก็ต้องพักผ่อนต่อ ไมต้องรีบร้อนยังมีเวลา เธอเดินออกมาจากห้องปิดประตู
หันกลับมาเห็นใครบางคน ห่อผ้าแทบหลุดมือ
   “ซานซานเจ้าจะไปไหน แล้วทำไมเจ้าถึงมาพักที่ห้องนี้”
   “เอ่อ ข้าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย ห้องนี้หรือ
 คือ ข้าละอายใจต่อท่าน ถึงไม่ใช่ความผิดของข้า
แต่ข้าโดนผู้อื่นลักพาตัวไปโดยไร้ทางสู้ ถือว่าอ่อนแออย่างไม่น่าให้อภัย
เลยไม่กล้าอยู่ร่วมห้องกับท่าน แล้วท่านพี่ไม่รีบพักผ่อนก่อนหรือ ท่านมีเรื่องต้องการพูดกับข้า
ท่าน ท่านต้องการหย่ากับข้าเดี๋ยวนี้ใช่หรือไม่ ข้า ข้า”
เธอนึกคำพูดไม่ออก แต่เขาพูดแทรกขึ้นมาก่อน
   “เดินเล่นจำเป็นต้องนำห่อผ้าไปด้วยหรือซานซาน”
   “อ๋อ ข้าจะนำไปซื้ออาภรณ์สักชุดเลยจะนำไปเทียบขนาด”
   “เป็นเช่นนั้นเอง แล้วทำไมเจ้าถึงได้มีเหงื่อออกนักล่ะ”
เขาเดินเข้ามาปาดเหงื่อที่หน้าผากให้เธอ
   “อากาศร้อนยิ่งนัก คงเพราะข้าไปเดินเล่นมาก่อนเจอกับกับท่านพี่”
   “เจ้าไปเดินมาแล้วรอบหนึ่ง ยังต้องการไปเดินอีกครั้งหรือซานซาน”
   “หนนี้ข้าจะไปซื้ออาภรณ์ที่เมืองนี้ไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย
เดินทางมาแรมเดือนเส้นทางแสนไกลเช่นนี้
อีกนานกว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนที่นี้ แล้วท่านพี่กินอาหารแล้ว มีสิ่งใดรสชาติดีบ้าง
 ตอนเย็นข้าจะได้สั่งมาลองชิมบ้าง” เธอหาเรื่องชวนเขาคุย
   “พอดีข้ากินไปไม่กี่คำ เจออาหารจานหนึ่งที่คิดว่าเจ้าน่าจะชอบ
เลยออกมาตามเจ้าอย่างไรเล่า ถ้าเช่นนั้นก็ไปที่ห้องโน้นกับข้าเถิด”
   “เอ่อ ข้าไม่รบกวนท่านหรอก”
   “เหงื่อของเจ้าออกเต็มตัวเช่นนี้ เจ้าควรไปอาบน้ำ”
   “ท่านพี่…” ห่อผ้าของเธอถูกดึงไปจากมือและแขนข้างหนึ่งของเธอก็ถูกดึงไปเช่นกัน
ตอนนี้เธอสมควรร้องไห้จริง ๆ แล้วใช่หรือเปล่า เขาจับเธอได้คาหนังคาเขาเลย
หม่ากว่างหยูก็เหลือเกิน ทำหน้าตานิ่งเสียเธอขวัญหนีไปหมดแล้ว



   “เจ้าไปอาบน้ำ” เขาสั่งแล้วกลับไปนั่งกินอาหารต่อ
   ระหว่างนั้นเขาก็พูดไปเรื่อย ๆ เธอไม่ได้ตอบอะไรให้เขาพูดคนเดียวนะดีแล้ว
ยิ่งอาหารติดคอยิ่งดี เธอไม่สนใจฟังเขาด้วยซ้ำไป
   “ซานซาน เจ้าฟังที่ข้าพูดหรือไม่”
   “เรื่องใดหรือท่านพี่”
   “เรื่องอาบน้ำอย่างไรเล่า เสี่ยวเอ๋อร์บอกว่าเราสองคนสมเป็นสามีภรรยากัน
 เจ้าก็ชอบอาบน้ำก่อนค่อยกินอาหาร”
ประโยคนี้เธอหูผึ่ง เสี่ยวเอ๋อร์คนไหนกัน ต้องเป็นคนที่ยกถังน้ำมาให้เธอแน่ ๆ
เหยียนเกอเกอคงไม่ได้จ่ายเงินปิดปากคนนี้ เธอต้องคิดบัญชีกับเขาทีหลัง
   “คือ มันเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพนะท่านพี่ เนื้อตัวสะอาดเวลากินอาหารย่อมไร้โรคภัย”
เธอเกือบพูดว่าไร้เชื้อโรค
   “ข้าเห็นด้วย เอาล่ะข้าอิ่มแล้ว เจ้าต้องการกินอะไรหรือไม่ซานซาน”
   “ไม่ ข้ายังไม่หิว” หรือจะพูดว่ากินอะไรไม่ลงต่างหาก
   “ดี ถ้าเช่นนั้น เจ้าคงรู้แล้วว่ามีความผิดใด เจ้ากลับมาตั้งแต่เวลาใด
แล้วยังปกปิดไม่ส่งคนไปตามข้ากลับมา
ส่วนเรื่องที่โจรพวกนั้นแตะต้องหรือล่วงเกินเจ้าหรือไม่ ข้าไม่สนใจ
เพราะอย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นสะใภ้ตระกูลหม่าไปตลอดชีวิต”
   เขาเดินอ้อมหลังฉากกั้นเข้ามาที่ถังน้ำ หยิบเสื้อคลุมมาถือ
ดึงตัวเธอขึ้นมาห่อผ้าแล้วอุ้มเธอไปที่เตียง เช็ดเนื้อตัวให้เธออย่างลวก ๆ แล้วโยนผ้าเปียกทิ้งไป
   “ท่านพี่ฟ้ายังสว่างอยู่เลย ท่านกำลังทำผิดจารีตประเพณี”
   “ซานซานเจ้าไม่รู้หรือว่าข้ารักเจ้า แล้วเหตุใดต้องสนใจสิ่งอื่น”
ฟังคำนี้จากปากของเขา เธอไม่ขนลุกตอนนี้ ก็ไม่รู้จะขนลุกตอนไหน ขณะที่มองตา
วูบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าเขาพูดความจริง เธอรู้ดีว่าความรักอาจไม่ต้องใช้เวลา หรือไม่จำเป็น
อย่างรักแรกพบ ความรักก่อตัวขึ้นตอนไหนสำหรับเขาเธอไม่รู้ และสำหรับเธอเขาเป็นที่พึ่งในยามนี้
คนที่จะไม่ทำอันตรายเธอมากนักมั้ง แต่ตอนนี้จวนจนคืนนี้เป็นต้นไป
เธอไม่รอดแน่ เธอมีความผิดจริง คงต้องยอมรับผิด
   “ท่านคงไม่คิดรังแกข้าใช่หรือไม่”
   “รักเจ้าไม่ใช่รังแกเจ้า”
   เธอเม้มปาก “ถ้าเช่นนั้นก่อนฟ้าจะมืด ข้าขอแค่ครั้งเดียวได้หรือไม่”
เธอทำใจกล้าหน้าหนาต่อรอง
   เขายกมือขึ้นมาปัดผมเธอออกจากลำคอ “ข้าคงต้องลองพยายามดูก่อน”
 เขากระซิบที่ข้างใบหู โน้มตัวลงมาเบียดทับร่างกายเธอเสียมิด
   “ซานซานข้าต้องการเจ้า”

น้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่เขาจะมีความอดทนเกินไปแล้ว
นับแต่คำพูดนั้นเป็นเวลานานมาก
เขาได้แต่ทรมานเธอ สัมผัสเธอแต่ไม่ล่วงเกิน มันเป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง
เหมือนอ่านหนังสือแล้วพบว่าตอนจบถูกฉีกหายไป
อารมณ์ค้างคาอยู่อย่างนั้น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความปรารถนาที่ไร้การเติมเต็ม
เธอสะอื้นด้วยความเศร้าอย่างแท้จริง ทำไมเธอถึงเจอแต่ผู้ชายเจ้าคิดเจ้าแค้น
ด้วยศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เธอกำผ้าห่มไว้แน่น
ฝืนตัวไม่ไปคว้าตัวเขามาแนบชิด
แล้ววอนขอให้เขาช่วยเหลือเธอให้พ้นจากทุกข์เวทนาเสียที
ครั้งแล้วครั้งเล่าเขากลั่นแกล้งจนเธอเหนื่อยหอบแทบไร้เรี่ยวแรง
แต่เธอไม่เอ่ยปากยอมพ่ายแพ้ สุดท้ายไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะเช่นกัน
เขาก็ทรมาน เอาล่ะเสมอกัน
เธอรู้ว่าการต่อสู้ระหว่างเธอกับหม่ากว่างหยูคงยังไม่จบสิ้นแต่เพียงเท่านี้
ไม่เพียงแต่คืนนี้เท่านนั้น ความรักที่เขามอบให้เธอคงต้องใช้เวลา
และเรียนรู้จะรักเขาในแบบที่เขาเป็น ในแบบที่เปลี่ยนเป็นหมาป่าในบางครั้ง
ขากลับเขาบอกว่าจะพาเธอแวะไปชมความงามที่ลำธารนั้นอีกครั้ง ไม่นะ...



เกือบจบไม่ลง ฮ่าๆ เละเทะ เย้ๆๆๆๆ จบแล้วววว  ;D

4
บทที่ 25  ก่อกองไฟแล้วต้องกลบให้เรียบร้อย



หม่ากว่างหยูไม่เคยลังเลสิ่งใดมาก่อน ทั้งที่อยากออกตามหาซานซาน 

แต่ตอนนี้เขาจำต้องกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมก่อน เพื่อไม่ให้คนของสำนักคุ้มภัยมาวุ่นวายที่นี้ 

และเห็นถึงความไม่ปกติของสภาพศพพวกโจร เขาหันกลับไปมองกองไฟที่ลุกโชนอีกครั้ง 

มั่นใจว่าลากศพในบริเวณนี้มาเผาหมดแล้ว 

เขาเดินกลับไปยังจุดที่ทิ้งคนตระกูลหม่าเอาไว้รอบนอก 

ใช้เวลาเล็กน้อยเขาก็พบกับคนอื่น

“คุณชายรองท่านไม่เป็นไรนะขอรับ”

“อืม พวกเจ้าเจอพวกโจรหลบหนีมาทางนี้หรือไม่”

“ราว ๆ สิบกว่าคนขอรับ พวกเราสังหารแล้วฝังพวกเขาเรียบร้อยแล้ว”

“ดีมาก กลับไปข้าจะให้ท่านพ่อเพิ่มรางวัลแก่พวกเจ้าทุกคน แต่ว่ามีผู้ใดหนีรอดไปได้หรือไม่”

“ขอบคุณคุณชายรองที่เมตตา ส่วนเรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวล พวกเราแอบซุ่มรอตามที่ท่านบอก 

ข้าให้คนอ้อมไปสำรวจเส้นทางทางด้านหลัง ดูเหมือนจะเป็นภูเขาสูงชันยากต่อการข้ามไปได้ 

และเส้นทางอื่นไม่เหมาะแก่การเดินทางเท่ากับรอยทางเดินเก่าขอรับ 

พวกเราจึงแน่ใจว่า พวกมันต้องหนีมาทางนี้ทางเดียวเท่านั้น”

“แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท ส่งคนออกไปตรวจสอบรอบ ๆ อีกครั้งแล้วกัน 

พวกมันหยามเกียรติตระกูลหม่าครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง 

ดังนั้นพวกเราต้องกำจัดภัยร้ายนี้ไปให้หมด เพื่อไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอีก เห็นด้วยหรือไม่”

พวกเขารับคำเรียบร้อย เขาเลยสั่งการไปอีกสองสามประโยค 

หลังจัดการเรื่องราวจนครบถ้วนแล้ว 

เขาจะให้คนอื่น ๆ รวมถึงคนของสำนักคุ้มภัยเดินทางกลับตระกูลหม่าไปก่อน 

ส่วนตัวเขาจะออกตามหาซานซานเพียงลำพัง

แม้จะได้รับการคัดค้าน แต่เขาคิดว่าจมูกของเขาต้องได้กลิ่นนางในไม่ช้าก็เร็ว 

แล้วอีกอย่างสตรีตัวเล็ก ๆ ที่ไม่เคยออกห่างจากเรือนไปไหนไกล

คงไม่ถึงขนาดหลงทางข้ามแคว้นไปได้หรอก









เมื่อกลับมาถึงที่พัก ซีเหมิ้นจิ้นกับหนานกงหลี่เหยียนกำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางพอดี 

พวกเขายืนอยู่ข้างม้า

ซีเหมินจิ้นเมื่อเห็นเขาเดินมา ชายผู้นั้นอ้อมจากตัวม้าเข้ามาถามความทันที 

“คุณชายรองท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง แล้วฮูหยินน้อยล่ะ” 

“นางไม่เป็นอันใด เพียงแต่ว่าตอนเกิดเรื่องชุลมุน ข้าสั่งให้นางหลบไปก่อน 

หลังจากนั้น ข้าเลยยังหานางไม่พบ”

“หม่ากว่างหยู เจ้าเลยทิ้งนางไว้ที่แห่งนั้นเพียงลำพังหรือ 

ในป่ามีสัตว์ร้าย เจ้าจงใจใช่หรือไม่ ถ้าเจ้าไม่สนใจนาง ข้าจะไปพานางกลับมาเอง” 

หนานกงหลี่เหยียนพูดเสียงเย็นชา

“นางเป็นภรรยาของข้า เป็นคนของตระกูลหม่า 

คงไม่ต้องรบกวนคุณชายหนานกงมารับผิดชอบในเรื่องนี้หรอก 

ที่ข้ากลับมาที่โรงเตี๊ยมเป็นเพราะข้ารับปากคุณชายซีเหมินจิ้นเอาไว้ว่าจะรีบติดต่อกลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม

แต่การส่งคนมาแจ้งข่าว ก็ใช้เวลาพอ ๆ กับที่ข้าเดินทางกลับอยู่ดี 

และข้าจำเป็นต้องขอร้องพวกท่านให้นำคนของตระกูลหม่ากับตั๋วแลกเงินกลับตระกูลหม่าไปก่อน 

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและลดความเป็นจุดสนใจของผู้อื่น สวนเรื่องของภรรยาข้า 

ข้าจะเป็นผู้ตามหานางเองแต่เพียงผู้เดียว”

“เจ้าจะรอเข้าไปเก็บศพของนางมากกว่า 

ถึงได้ปล่อยเวลาเนิ่นนานถึงจะย้อนกลับไปช่วยเหลือนาง 

หากเจ้าไม่ต้องการนาง ก็ไม่ควรใช้วิธีโหดเหี้ยมกำจัดนางเช่นนี้”

“อาเหยียนเจ้าใจเย็น ๆ ก่อน คุณชายรองท่านโปรดอย่าถือสา

เขาเพียงแต่คิดว่านางเปรียบเสมือนน้องสาวของเขาอีกคน 

เลยเกิดความรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง” 

ซีเหมินจิ้นเดินเข้ากั้นกลางระหว่างเขากับหนานกงหลี่เหยียน

“ซานซานไม่ใช่สตรีอ่อนแอ และนางไม่เคยมีพี่ชาย” 

หนานกงหลี่เหยียนผลักสหายออก 

ก้าวขามาหาเขาแต่ซีเหมินจิ้นรั้งตัวชายผู้นั้นเอาไว้ โดยการยกแขนขึ้นรัดคออีกฝ่าย

“คุณชายรอง เรื่องตั๋วแลกเงินข้ากับคนของสำนักคุ้มภัยจะจัดการให้ท่านเอง

และจะรอท่านอยู่ที่ตระกูลหม่า 

ดังนั้นตอนนี้ท่านรีบกลับไปตามหาฮูหยินน้อยเถิด”

เขาไม่ได้ตอบอะไรหมุนตัวกลับเข้าห้องพัก 

จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบของใช้จำเป็นใส่ห่อผ้า 

เดินไปหาคนของตระกูลหม่าที่เริ่มทะยอยกลับมา 

ได้ความว่าไม่พบร่องรอยพวกโจรสักคน 

จุดนี้ทำให้เขาเบาใจเป็นอย่างมาก สั่งความอีกสองสามคำ

เขาถึงได้มุ่งหน้าเข้าป่าไปอีกครั้ง







การนอนหลับบนต้นไม้นับเป็นความปลอดภัยจากสัตว์ทางหนึ่ง 

มันได้ที่ไหนกันเล่า สื่อและวงการบันเทิงหลอกลวงชัด ๆ

เธอไม่คิดว่ามีอันตรายแฝงอยู่ คุณจะไม่มีวันลืมเลยตลอดชีวิต 

เมื่อตื่นขึ้นมา เห็นงูเลื้อยผ่านหน้าไป 

ทุกการเคลื่อนไหวค่อย ๆ คดเคี้ยวเหมือนแม่น้ำ 

ดีที่งูชนิดที่เธอพบไม่ได้ใหญ่ขนาดที่สามารถเขมือบเธอได้ทั้งตัว 

หรือไม่ได้มีพิษร้ายแรง แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป 

เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากลั้นหายใจไว้นานจนรู้สึกเหมือนหน้ามืด

ปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เอามือทาบอก 

ฟ้ายังไม่สว่าง เธอแค่งีบหลับไปครู่เดียวเท่านั้น 

ได้ยินเสียงแซ่ก ๆ เลยลืมตามาดูถึงได้เจอแจ็คพ็อตตัวยาว 

เธอกลืนน้ำลาย แล้วตัดสินใจย้ายที่ดีกว่า 



ถึงจะคิดหาที่นอนใหม่ แต่ความรู้สึกขนลุกขนพองก่อนหน้านี้ 

ทำให้เธอคิดว่าทางที่ดีอย่านอนในป่าจะดีกว่า 

ไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรมาคาบเอาเธอไปกินเป็นอาหารมื้อดึกหรือเปล่า 

เดินวนไปเวียนมา เธอเห็นกองไฟจุดหนึ่งไกล ๆ 

แต่เดาว่ากองไฟค่อนข้างใหญ่ทีเดียว ใครมาสูบบุหรี่แล้วทิ้งก้นบุหรี่ในป่าหรือเปล่า

ไม่มีสามัญสำนึกรักษ์ป่าเลย เธอส่ายหน้า นี่มันยุคสมัยโบราณ 



ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เธอได้กลิ่นเหมือนย่างบาบีคิวนี่ 

ใครนึกสนุกมาตั้งแคมป์ในป่าเหรอ สถานที่เริ่มคุ้นตามากขึ้น 

เธอย้อนกลับมาที่กระท่อมพวกโจรแต่เหลือเพียงกองไฟ 

สัญชาตญาณบอกให้เธอหันหลังวิ่งหนีไปทางอื่น

แต่ความเงียบที่มีแต่เสียงเผาไหม้ของกองไฟแตกเปรี๊ยะ ๆ 

ทำให้เธอย่องเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง

กองไฟกองใหญ่ และเธอเห็นแขนของคนโผล่อยู่ตรงริมขอบ 

ทำให้เธอตกใจต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าแอบดู 

พวกเขาคงไม่ใช่พวกโจรหรอกใช่ไหม แต่ถึงใช่เธอก็ขอให้พวกเขาไปสู่สุคติแล้วกัน 

ชาติหน้าถ้าได้เกิดก็อย่าโลภของคนอื่นมากนัก ตอนนี้ตายแล้วเงินก็ไม่ได้จับสักนิด 

และที่เธอโมโหคือ จะเผาพวกเขาทั้งทีก็น่าจะใส่ฟืนให้มันเยอะๆ หน่อย 

เธอคิดว่าเพื่อเป็นการอโหสิให้กับพวกเขา 



เธอเลยจะไปหาฟืนมาสุมไฟเพิ่มให้พวกเขา 

ถ้าเผาไม่หมดสัตว์ทั้งหลายคงพากันมาแทะกระดูกพวกเขากระจัดกระจายน่าอนาถไปอีก 

เธอใช้เวลาไปเท่าไหร่ไม่รู้ในการเดินไปหากิ่งไม้ ลากท่อนไม้ที่ผุมาเป็นเชื้อเพลิงให้กับศพพวกนี้ 

การทำความดีทำให้สบายใจแต่เหนี่อย เอาล่ะเธอจะไม่บ่นไปมากกว่านี้แล้วกัน 

เธอรู้สึกเหมือนเป็นไส้กรอกรมควันไปทั้งตัว เอาชายเสื้อมาเช็ดหน้าจนเสื้อดำไปแถบหนึ่งแล้ว 

เขม่าควันพวกนี้เป็นมลพิษทางอากาศ คราวหลังก็ใช้วิธีการฝังนะดีแล้ว 

โรยปูนขาวนิดหน่อยก็เยี่ยม อืม นั้นใช้กับช้างไม่ใช่เหรอ 

เธอปัดฝุ่นบนฝ่ามือแล้วมองหาเส้นทางออกไปจากป่า



หากว่ามีเข็มทิศในมือ แน่นอนเธอคงจะใช้ไม่เป็นอยู่ดี 

อาจเลือกทิศตะวันออกเพื่อไปหาพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า 

ได้ดูอะไรสวย ๆ งาม ๆ แล้วหลงทางต่อ ความคิดเข้าท่าแต่ดูจะปัญญาอ่อนเกินไป 

เธอนึกขำตัวเอง คงไม่ใช่ว่าเธอกำลังเริ่มหลอนจากราเห็ดหรืออะไรนะ เสียงคนเดิน 

อาจเป็นพวกโจร ทำให้เธอกระโดดหลบเข้าข้างทางแล้วหมอบลงกับพื้น 

บทสนทนาสั้น ๆ ที่พวกเขาพูดกันทำให้เธอรู้ว่า… ว่าไม่รู้อะไร 

แค่เอ่ยถึงการตามหาคนแล้วสังหาร แต่ไม่เจอ และดูเหมือนพวกเขากำลังจะออกไปจากป่า 

ทำให้เธอคิดแอบตามพวกเขาไปห่าง ๆ อย่างน้อยเธอก็จะรอดกลับไปในเมืองได้อย่างปลอดภัยแล้ว 

แค่ไม่ให้พวกเขารู้ตัว 



แผนการคือรักษาระยะห่างไว้ พวกเขาเดินนำหน้าเธอแอบในป่าค่อย ๆ เดินตามหลัง 

อีกอย่างพวกเขาพูดคุยกันไปตลอดทางถึงตอนที่ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร เธอได้ยินแว่ว ๆ แค่นั้น

ถึงตอนนี้เธอเลยยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นฝ่ายไหน แต่ไม่สำคัญในที่สุดเธอก็พ้นป่ามาจนได้ 

ความคิดแรกของเธอคืออยากกลับไปอาบน้ำที่โรงเตี๊ยมก่อน 

แต่จำทางกลับไม่ได้ เธอนี่มันไร้ประโยชน์จริง ๆ 

บางทีลองตามพวกเขาไปในเมืองเรื่อย ๆ ก่อน อาจทำให้เธอนึกออก เดินไปสักพักใหญ่ 

โรงเตี๊ยมอยู่ตรงหน้านี่เอง ทำไมพวกเขามาที่โรงเตี๊ยมเหมือนกับเธอ 

หรือต้องการมาจับเธอที่โรงเตี๊ยมอีก 

ระยะทางไกลจนเธอมองไม่เห็นว่าใช่เสื้อผ้าที่คนตระกูลหม่าใส่กันหรือไม่ 

แล้วท่านพี่เขาหายไปไหน   



เธอเห็นใครบางคนที่คุ้นตา นั้นไม่ใช่เหยียนเกอเกอเหรอ 

เขามายืนต่อยลมต่อยฟ้าอะไรที่หน้าโรงเตี๊ยม เธอวิ่งไปหลบที่ถังไม้ค่อย ๆ 

โผล่มาแอบดูคิดว่าจะโผล่ไปหลอกให้เขาตกใจเล่นสักหน่อย เธอลัดเลาะไปตามอาคาร 

พอคิดว่าใกล้ได้ที ผู้ชายอีกคนโผล่มา เธอเลยหยุดแอบฟังเขาพูดคุยกัน

“อาเหยียนเจ้าเลิกทำตัวเป็นหมาบ้าได้แล้ว นั้นเป็นภรรยาของผู้อื่น 

เจ้าไม่ควรแสดงตนผิดมารยาทเช่นนี้ เจ้ารู้ดีไม่ใช่หรือว่า 

ไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่มย่ามยังครอบครัวของผู้อื่น 

เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงฮูหยินน้อย คุณชายรองต้องตามหาตัวนางจนเจอแน่นอน 

แล้วนี่เขาก็เตรียมตัวออกไปแล้ว”

แม้จะหันหลังให้แต่เธอคิดว่าเขาคือซีเหมินจิ้นคนของสำนักคุ้มภัย เพียงไม่นาน 

เหมือนเป็นการยืนยันคำพูดของผู้ชายคนนี้ มีคนพร้อมม้าตัวหนึ่งควบผ่านเธอไป 

แสดงว่าท่านพี่กลับมาแล้ว และกำลังจะไปตามหาเธอในป่า 

ทำไมไม่รอพรุ่งนี้เลยล่ะ รีบร้อนจะเป็นจะตายเลยนะคุณชายรอง เธอค่อนขอดในใจ

“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าเข้าไปด้านในเถอะ เราคงต้องเตรียมตัวออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า 

เจ้าก็ไปจัดการแทนข้าที”

ซีเหมินจิ้นตบบ่าอีกฝ่ายแล้วเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม

เธอค่อย ๆ หลบซ้ายหลบขวาเข้าไปหาเหยียนเกอเกอ

“นี่ท่านเห็นข้าแล้วใช่หรือไม่” เธอแอบพูดขณะหลบอยู่หลังตะกร้าใส่เศษผัก

“เจ้ากลับมาได้อย่างไรซานเอ๋อร์” เขาถามเธอแต่ยังคงยืน ณ จุดเดิม

“ข้าเดินตามหลังบุรุษกลุ่มหนึ่งมาจากในป่า”

“เฉลียวฉลาดยิ่งนัก เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่” 

เธอไม่คิดว่าแค่เดินตามสมควรจะได้รับคำชม เด็ก ๆ ยังทำได้เลย 

แต่เธอไม่มีแรงเถียงกับเขา

“ไม่มีบาดแผลแต่ข้าหิวมาก เหยียนเกอเกอข้าอยากอาบน้ำด้วย”

“เจ้าก็กลับห้องของเจ้าไปสิ อีกไม่ถึงชั่วยามจะสว่างแล้ว 

โรงครัวของโรงเตี๊ยมน่าจะเตรียมอาหารกันแล้ว” 

เขาเริ่มกลับมายียวนใส่เธออีกแล้ว

ถ้าเธอต้องการทำอย่างนั้น เธอจะพูดกับเขาทำไม

“ท่านไม่ต้องทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของข้า 

ท่านน่าจะรู้ว่าตอนนี้ข้าอยากกลั่นแกล้งคนที่ทำให้ข้าต้องไปตกระกำลำบากในป่า”

“อ๋อ เป็นเช่นนั้นหรือ ซานเอ๋อร์คิดอยากแกล้งผู้ใดหรือ ข้ารู้จักหรือไม่”

“เหยียนเกอเกอท่านเลิกทำเป็นไขสือได้แล้ว หากยังไม่หยุดพูด 

ข้าจะกัดเนื้อที่แขนท่านเป็นอาหาร”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ “ดุร้ายเสียจริง ถ้าเช่นนั้นเจ้ารอข้าก่อน 

ข้าจะสั่งน้ำอาบและอาหารไปส่งให้เจ้าที่ห้องพักใหม่ เจ้าอย่าให้ใครเห็นล่ะ”

“รับรองได้ ขนาดข้ากลับมาถึงโรงเตี๊ยมแล้วยังไม่มีใครจับได้สักคน 

แต่ที่ท่านเห็นข้า เป็นเพราะว่าข้าจงใจต่างหากล่ะ” 

เธอได้ทีโอ้อวดสักหน่อย จริงไม่จริงเธอไม่คิดมาก

“เดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวเอ๋อร์ผูกผ้าสีแดงที่หน้าห้องพักแล้วกัน”

“ขอบพระคุณเหยียนเกอเกอเป็นอย่างสูง”

“พูดจาพิลึก เจ้าไปได้แล้ว”



พอเจอห้องที่ผูกผ้าเธอเข้าไปรอน้ำอาบ 

ความจริงเธออยากจะแช่สักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อขัดเขม่าควัน 

ขจัดกลิ่นเหม็นไหม้ต่าง ๆ ออกไปให้หมด 

แต่ความหิวย่อมชนะเรื่องอื่น ไม่นานถังน้ำกับน้ำร้อนยกเข้ามาในห้อง 

เธอรีบถอดเสื้อผ้าแล้วขัดเนื้อขัดตัวอย่างรวดเร็ว 

ก่อนหน้านี้ระหว่างที่รอเธอแว่บเข้าไปเอาเสื้อผ้าที่ห้องพักเดิม 

โชดดีที่หม่ากว่างหยูทิ้งข้าวของเอาไว้ 

เธอนั่งรออาหารบนเก้าอี้อย่างใจจดจ่อ ตาจ้องที่ประตูเขม็ง 

เสี่ยวเอ๋อร์ยกถาดอาหารเข้ามาพร้อมกับเหยียนเกอเกอเดินตามหลังเข้ามาด้วย 

เธอล่ะนึกขัดใจ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอกว่าเธอกลับมาแล้ว 

เธออยากจะชูนิ้ว เอ่อ กำปั้นให้เขาจริง ๆ 

เสี่ยวเอ๋อร์ปิดประตูให้เรียบร้อย ภายในห้อง เธอหันไปจ้องหน้าเหยียนเกอเกอ

“ซานเอ๋อร์ เจ้าไม่รีบกินอาหารล่ะ ข้าอุตส่าห์เข้าไปเร่งในครัวให้เจ้าเชียวนะ”

“ท่านทำเช่นนี้ ผู้อื่นคงได้รู้ว่าข้ากลับมาแล้ว 

ต่อไปเรื่องราวจะไปสนุกสนานได้อย่างไรกัน ท่านทำข้าเสียแผนหมด”







--

จบไม่ลง เหยียนเกอเกอ พาออกทะเล 555

 ตอนจบ มาคืนนี้แน่นอนค่ะ กำลังปั่น

5
  บทที่ 24  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ
เอาตั๋วแลกเงินไป





“คุณชายรองได้โปรดอย่าวู่วาม พวกเราร่วมมือกันย่อมช่วยฮูหยินน้อยได้เร็วยิ่งขึ้น 

อีกทั้งคนของสำนักคุ้มภัยสามารถเป็นกำลังเสริมให้ได้ 

“ข้าขอขอบคุณคุณชายซีเหมินจิ้นที่มีคุณธรรมน่ายกย่อง 

แต่ว่าข้าได้ตัดสินใจแล้วว่าจะสะสางปัญหาเรื่องนี้เอง ท่านไม่จำเป็นต้องเกลี่ยกล่อมข้าอีกต่อไป 

ข้าหม่ากว่างหยูจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกคนตระกูลหม่า

ในเมื่อพวกมันต้องการมาทิ้งชีวิต ข้าจะสนองพวกมันทุกคนให้ครบถ้วน”

“คุณชายรอง…” เขายกมือห้ามไม่ให้ซีเหมินจิ้นโต้แย้งอีก

“อยู่หรือตาย ขอให้ข้าลิขิตเอง”

“ข้าเข้าใจแล้ว แต่ถ้าหากว่าภายในหนึ่งชั่วยาม 

ยังไม่ได้ข่าวจากท่าน พวกเราจะบุกไปทันที”

“ได้” 

เขาตอบรับแล้วหันหลังผละไปเตรียมตัว





ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยม เขาเรียกคนตระกูลหม่ามารวมตัวกันเพื่อแจกแจงหน้าที่ 

ในครั้งนี้เขาจะเขาไปยังที่นัดหมายและเจรจากับพวกมันเพียงลำพัง 

สั่งให้คนอื่นซุ่มรออยู่รอบนอกห่างออกไปเกือบสองลี้ 

แต่หากมีใครวิ่งหนีออกมาให้ทำการสังหารไม่เว้น

สถานที่นัดหมายคือกระท่อมหลังหนึ่งตรงชายป่า 

นับว่าเป็นผลดีต่อเขายิ่งนัก พวกมันคงจะไม่รู้ว่ากำลังจะได้พบเจอกับสิ่งใด

“ทุกคนจำไว้ว่าห้ามเข้าใกล้จุดนัดหมายโดยเด็ดขาด 

แผนการทุกอย่างต้องไม่มีความผิดพลาด มิฉะนั้นฮูหยินน้อยอาจเกิดอันตรายได้ 

หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ทำตามกลับไปตระกูลหม่าต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างหนัก เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจขอรับ” 

ทุกคนตอบโดยพร้อมเพียงกัน

“ที่สำคัญ พวกโจรกลุ่มนี้คงได้ข่าวการตายจากโจรกลุ่มก่อนหน้านี้ว่าล้มเหลว 

และต้องทิ้งชีวิตไปทั้งหมด ดังนั้นพวกมันน่าจะเตรียมการมาไม่น้อย 

เพราะไม่ยอมโจมตีพวกเราตรง ๆ 

แต่อาศัยโอกาสที่ข้าไม่อยู่ เพื่อลักพาตัวฮูหยินน้อยไป

ข้าขอเตือนพวกเจ้าด้วยความหวังดี 

พวกมันคงจะโหดเหี้ยมไร้ความปรานีอย่างที่สุด 

เพื่อให้ตั๋วแลกเงินไปอยู่ในมือของพวกมัน 

แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเกินไปนัก 

เพียงเฝ้ารอสังหารพวกมันที่รอบนอก พวกเจ้าทุกคนย่อมปลอดภัย” 

เขาใช้วิธีทั้งขู่ทั้งปลอบ เพื่อกันทุกคนให้อยู่ห่างจากจุดนัดหมาย 

เขาต้องการเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่าและขย้ำพวกมัน

ก่อนเวลานัดหมาย คนตระกูลหม่าได้ไปรอยังที่นัดหมายเรียบร้อยแล้ว อย่างแรกคือ จะได้ให้คนอื่น ๆ 

ไปตรวจสอบเส้นทางหลบหนีและวางกับดักเอาไว้ก่อน อย่างที่สอง 

เขาจะได้ดมกลิ่นของซานซานว่านางอยู่ตำแหน่งใด นางอยู่ที่นัดหมายหรือไม่ 

หรือเป็นการลวงเขามาฆ่าชิงตั๋วแลกเงิน ไม่มีการเจรจาต่อรองใด ๆ

“ทำตามที่ข้าสั่ง ข้าจะเข้าไปแต่เพียงผู้เดียว” 

เขากำชับทิ้งท้ายแล้วเดินแยกออกมา 

ความมืดไม่สามารถรบกวนการมองเห็นของเขาได้ 

แถมยังได้กลิ่นผู้อื่นในระยะไกลได้อีกด้วย ซานซานเจ้ารอข้าก่อน…





การเป็นสะใภ้ตระกูลหม่า เธอไม่รู้เลยว่าควรเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวไว้สักหน่อย 

เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า จะโดนลักพาตัวไปวันไหน 

และวันนี้เธอโดนเรียกค่าไถ่ตัวเสียด้วย 

เธอมองสภาพตัวเองไม่เห็น มีเชือกมัดมือมัดขาอยู่ แถมมีถุงผ้าทึบครอบศีรษะอีกอัน 

ได้แต่อาศัยฟังเสียงพวกนี้คุยกัน เธอได้กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า 

และรู้สึกเย็นนิด ๆ เลยมั่นใจว่าจะต้องถูกขังไม่ไกลจากป่ามากนัก 

แต่ว่าเกิดเหตุคนโดนลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตาผู้คนตั้งมากมาย 

เจ้าหน้าที่ทางการควรรีบมาช่วยเธอไม่ใช่เหรอ 

หรือเห็นว่าเป็นโจรกลุ่มใหญ่เลยสู้ไม่ไหว อาวุธไม่พอ ตนจึงต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนสินะ

ถ้าจะให้หนีออกไปจากที่นี้ เธอต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าพวกนี้มีจำนวนเท่าไหร่ 

และต้องรู้ว่าต้องหนีไปทิศทางไหนถึงจะปลอดภัย 

และจะออกจากป่าได้อย่างไร ติดต่อกับคนอื่นทางไหน มีคำว่าและมากเกินไป 

เธอรอนิ่ง ๆ ให้ท่านพี่มาช่วยเป็นพอ ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัว นั่งรอสวย ๆ ให้คนมาช่วย 

บีบน้ำตาสักสองสามหยดเรียกคะแนนสงสารตอนมีคนมาแก้มัด ใช่ที่ไหนล่ะ 

การทำตัวเหมือนผู้หญิงอ่อนแอ มันจะอยู่รอดได้ไง 

เธอไม่สนับสนุนเด็ดขาด แค่เสียเปรียบทางกายภาย ใช่ว่าเธอจะไม่มีสมอง



“ได้เวลานัดหมายแล้ว พวกเจ้าออกมาเสียที” หม่ากว่างหยูตะโกนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง

“เจ้าได้พาคนอื่นมาหรือไม่” ชายกลุ่มหนึ่งเดินออกมาประมาณสิบคน

“พวกเขาอยู่ห่างออกไป รัศมีเกือบหนึ่งลี้พวกเจ้าไปตรวจสอบดูได้”

“ไม่จำเป็น ตราบใดที่นางอยู่กับพวกเรา”

“นางจะอยู่กับพวกเจ้าไม่นานหรอก”

“เจ้าไม่คิดว่าพวกเรามีกำลังคนเหนือกว่าหรือคุณชาย”

“เหนือกว่าแล้วอย่างไร สำคัญที่ใครยังมีลมหายใจอยู่ 

เจ้ารู้หรือไม่ นางเป็นภรรยาของข้า และพวกเจ้าคงรู้ดีว่าข้าเป็นใคร 

ตระกูลหม่าไม่อาจให้พวกเจ้าหยามหมิ่นได้อีกต่อไปแล้ว”

“ฮึ อายุยังน้อยถึงเพียงดี เจ้าอยากจะกล่าวอะไรก็กล่าวไป 

เอาตั๋วแลกเงินมาหรือไม่ เจ้าส่งเงินมา แล้วเอานางไป” 

หัวหน้าวัยกลางคนเอ่ยเร่งเร้า

“อยู่ในมือข้าแล้ว” เขาล้วงตั๋วแลกเงินออกมาปึกหนึ่ง

“เจ้าคงรู้นะคุณชายหม่า หากเป็นตั๋วแลกเงินปลอมหรือมีสิ่งใดตุกติก 

เจ้าต้องตายทันที”



“พวกเจ้าก็เช่นกัน ส่งนางมาให้ข้า หากมีแม้ริ้วรอยขีดข่วน 

พวกเจ้าก็ต้องตายทุกคนเช่นกัน” 

เกิดเสียงหัวเราะเป็นระลอกใหญ่ 

เขาแสยะยิ้ม เชิญพวกเจ้าขบขันกันเสียให้พอ

“ไปเอาตัวนางมา ส่วนเจ้า คุณชายเอาตั๋วแลกเงินมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้”

“ให้ข้าเห็นนางก่อน”

“เด็กเมื่อวานซืนเช่นเจ้า คิดมาตัวคนเดียวเช่นนี้ เจ้าประมาทเกินไปแล้ว 

หากพวกเราไม่นำฮูหยินของเจ้ามาแลกกับตั๋วแลกเงิน เจ้าจะทำเช่นไร 

แต่ไม่ต้องเสียใจ ข้าจะให้พวกเจ้าเจอกันก่อนตาย 

และจะได้ไปรอกันที่ปรโลกอีกครั้ง” 

ตอนที่นางเดินออกมา พวกมันห้าคนพุ่งเข้ามาจับตัวเขาเอาไว้

แล้วรุมซัดเขาจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น มีเลือดไหลที่มุมปาก

“ซานซาน” เขาเรียกนาง ช่างน่าขายหน้านัก 

ที่ต้องให้นางมาเห็นเขาในสภาพนี้

“ท่านพี่!” นางเรียกเขา ฟังจากน้ำเสียงของนาง แสดงว่าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน 

“เจ้าหลบไปก่อนได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็น” 

เขาบอกนางอย่างละอายใจ 

ที่มาเสียท่าให้พวกมัน แต่ต่อไปนี้เขาก็ไม่อยากให้นางเห็นเช่นกัน

ภาพการนองเลือดและความป่าเถื่อนของเขาเอง



“ท่านพี่ระวังตัวด้วย ข้าไปก่อนล่ะ” 

นางสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมแล้ววิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว 

ทุกคนที่อยู่ที่นี้ร่วมถึงเขาด้วย ต่างตกตะลึงนางช่างว่องไวนัก 

คนที่จับนางเอาไว้ เริ่มรู้สึกตัวกำลังจะตามนางไป

“ช้าก่อน พวกเจ้าได้ตั๋วแลกเงินแล้ว ปล่อยนางไป” 

เขายันตัวลุกขึ้นยืนใช้หลังมือปาดคราบเลือดที่มุมปาก

“จำเป็นต้องฟังคำของเจ้าหรือคุณชาย เอาตัวเองให้รอดก่อนดีหรือไม่” 

คนที่อยู่ใกล้เขาเป็นคนพูดขึ้น

“แน่นอน” 

เขาเปลี่ยนมือเป็นกรงเล็บหมาป่า กระซวกเข้าไปที่ช่องท้อง

แล้วชักมือกลับออกมา มีอวัยวะบางส่วนร่วงไปบนพื้นพร้อมกับเจ้าของร่าง 

“แก ๆ แกทำอะไรน้องห้าของข้า”

“ใครใช้ให้พวกแกรนหาที่ตายเอง 

ถ้าเช่นนั้นก็จงตายไปสบทบกับพวกโจรที่ตายไปปรโลกก่อนหน้านี้เถอะ 

พวกมันคงจะเหงา ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมดทุกคน”

ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง หนึ่งในนั้นตะโกน

“แกมันปีศาจ” 

เขาจัดการเปลี่ยนร่างเพื่อหยุดเสียงตะโกนโวยวายพวกนี้ 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่การเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่ากระทำได้อย่างรวดเร็ว 

และไร้ความเจ็บปวด เขาส่งเสียงคำราม

“หนีเร็วมันเป็นปีศาจ” 

เขาคิดในใจ คงจะสายไปแล้วกระมัง 

พวกแกรู้ความลับ ดังนั้นจึงต้องตาย

ผู้คนหน้ากระท่อมต่างแตกฮือกระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละทาง 

เขากระโดดตามไปกัดตายได้สามคน มีคนด้านในวิ่งกันออกมาอีกหลายสิบคน ยืนงุนงงครู่หนึ่ง 

พอจับต้นชนปลายได้ มีเสียงคนสั่งให้เอาตาข่ายมาดักจับเขาพร้อมกับใช้ไฟ

พวกมนุษย์เหล่านี้ เคยเรียนรู้กันบ้างหรือไม่ 

หากเขาเป็นสัตว์เดรัจฉานทั่วไป อาจพลาดพลั้งได้โดยง่าย 

“เอาธนูยิงมัน”

“มันเคลื่อนไหวเร็วเกินไป”

“พวกเจ้าล้อมจับพวกมันสิ พวกเรามีคนตั้งมากมาย”

“หมาป่าตัวนี้ มันฟังพวกเรารู้เรื่อง”

“ใช้ผ้าห่มมาคลุมดีหรือไม่ มันจะได้มองอะไรไม่เห็น”



โชคดีที่คนกลุ่มแรกที่ออกมาเจอเขา ได้วิ่งหนีเอาตัวรอดไปกันหมด 

เลยไม่ทันได้บอกคนอื่นว่า หมาป่าตัวนี้แท้จริงแล้วคือคุณชายหม่ากว่างหยู

ที่มาเจรจาต่อรองก่อนหน้านี้เอง เชิญพวกเจ้าพบกับความตายโดยไวเถิด 

ข้าจะรีบไปหาซานซาน นางคงจะหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

เขากระโจนเข้าไปหาคนที่ถือคบเพลิง 

ทำให้ไฟกระจายติดเสื้อผ้าและลามไปติดกระท่อมอย่างรวดเร็ว 

สถานการณ์อลหม่านเริ่มมากขึ้นเมื่อชายคนที่มีไฟติดตัววิ่งไปหาคนอื่นเพื่อขอความช่วยเหลือ 

ทำให้เกิดการติดไฟเพิ่มอีกหลายคน 

โอกาสนี้เขาเลยเข้าไปกัดคนที่ไม่ระวังตัวได้อีกหลายคนเช่นกัน 

มีบ้างที่เขาพลาดโดนท่อนไม้ฟาด อาการบาดเจ็บที่หลังแม้ยังไมหายดี 

แต่ไม่ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลงแต่อย่างใด เพียงแต่เขาไม่ทันระวังด้านหลังเท่านั้น

“หมาป่าตัวนี้หลงมาจากที่ใดกัน มีใครไปล่าสมาชิกในฝูงของมันมาทำอาหารหรือไม่ 

พวกหมาป่ามันเจ้าคิดเจ้าแค้นจะตายไป”

ถูกต้องแล้ว พวกเจ้ามาลักพาตัวซานซานของข้าไป 

แล้วยังทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้านางอีก 

เขาโหมความโกรธแล้วไปลงกับพวกมันทั้งหมด อ้าปากกัดลงไปบนเนื้อนุ่ม ๆ 

ไม่ว่าจะแขน ขา ลำตัว กัดลำคอเพื่อปลิดชีพขั้นตอนสุดท้าย เวลาผ่านไปเท่าใดไม่รู้ 

เขาสังหารพวกที่อยู่บริเวณกระท่อมจนหมดสิ้น 

มีบางส่วนที่คิดหนีไป แต่เขาไม่กังวล เขาคืนกลับร่างเดิม 

เลือกเอาเสื้อผ้าของพวกมันมาใส่ จัดการลากศพของพวกมันไปกองตรงกองไฟ 

กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งจนเขาแสบจมูก



“ซานซาน!” 

เขาตะโกนเรียกนาง นึกกังวลว่าจะมีใครจับตัวนางไปอีกหรือไม่ 

แต่นางฉลาดเฉลียวน่าจะเอาตัวรอดได้ 

ขอให้นางวิ่งหนีไปเจอคนตระกูลหม่าที่อยู่รอบนอกเพียงเท่านี้ 

นางย่อมปลอดภัย สถานที่แห่งนี้ไม่เหลือร่องรอย

ที่บ่งชี้ว่าเกิดจากฝีมือของสัตว์ทำร้ายคนแล้ว 

เปลวไฟกองใหญ่ทำให้ท้องฟ้าที่มืดมิดในยามค่ำคืนกลายเป็นสีส้ม

เขาคงต้องตามกลิ่นของนางไป แต่กลิ่นอื่นรบกวนจมูกของเขาไปเสียแล้ว

เขาก้มลงเก็บตั๋วแลกเงินที่พวกมันทำตกเอาไว้ แล้วโยนเข้ากองไฟ 

พวกมันเผาไหม้อย่างรวดเร็ว 

ตั๋วแลกเงินปลอมปึกนี้เล็กกว่าตัวเจ้าตั้งเยอะ ยังพบได้ง่ายดาย เจ้าไปอยู่ที่ใดกันซานซาน...







ในที่สุดหญิงสาวก็หนีจากภยันตรายได้สำเร็จด้วยตัวของเธอเอง ด้วยขาสองขาของเธอ 

การวิ่งดีต่อสุขภาพอย่างนี้เอง แต่ทิศทางที่ไร้แสงสว่างอย่างไฟทาง ทำให้เธอหลงทางแล้ว 

เธอคิดแต่ว่าจะวิ่งไปตรงกันข้ามกับกระท่อมหลังที่เธอถูกจับมาขังเอาไว้ได้เป็นพอ 

อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นคืนที่มีแสงจันทร์ช่วยนำทางได้มาก 

ไม่ใช่ว่าหนีจากตรงนั้นมาได้ 

มาเจอสัตว์ป่าประเภทกินเนื้อมาคาบเธอไปกินล่ะ ในความรู้สึกของเธอ 

ป่าลึกสักหน่อยถึงจะมีเสือมีหมีใช่หรือเปล่า

เพราะไม่งั้นจะโดนมนุษย์ล่าเอาหนังไปขายหมดแล้ว

พวกใจดำ จับตัวเธอมาอาหารหรือน้ำไม่ยอมให้เธอกินสักอย่าง 

ทำให้เธอเริ่มหมดแรงแล้ว 

แม้ว่ามื้อเย็นเธอจะไม่ได้อดอาหารก็ตาม 

แต่เท่าที่รู้เวลานัดหมายของพวกโจรกับท่านพี่เป็นเวลาเที่ยงคืน 

ตอนนี้ไม่เท่ากับตีหนึ่งตีสองแล้วเหรอ เธอไม่หิวก็แปลกล่ะ

ทั้งหิวทั้งง่วง แต่จะนอนคงนอนไม่ได้ เสียงท้องร้องโครกครากทรมานไปหมด 

เป็นความลำบากแรกที่เธอได้ประสบเลยก็ว่าได้

หากว่าเธอหาทางกลับไปหาท่านพี่ไม่ได้ 

และไม่มีใครตามหาเธอเจอ เธอจะทำอย่างไร ต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างนั้นเหรอ 

บางทีอาจเป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน
เริ่มเรียนรู้โลกนี้ด้วยตัวของตัวเอง มีอิสระเสรีเธออยากทำอะไรก็ย่อมได้ 

สร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเป็นหลี่ชิงซานอีกแล้ว
แม้จะโดดเดี่ยวไร้ครอบครัว แต่ใช่ว่าจะหาสหายดี ๆ ไม่ได้ มันต้องเจอสักคนสองคนสิน่า

จริง ๆ เธอมีเหยียนเกอเกอ แค่เดินทางไปเมืองหลวงแล้วไปสำนักคุ้มภัย
ลองสมัครเป็นสาวใช้ชงชาก็ไม่เลวนะ 

หรือถ้าทำไม่ไหวอาชีพอื่นน่าจะมีให้เธอพอทำได้บ้าง

ตกลงตามนี้แล้วกัน เพื่อไม่ให้ท้องร้องครวญครางมากไป

เธอคงต้องปีนไปนอนบนต้นไม้ เพื่อรอให้เช้าก่อนค่อยคลำทางออกจากป่า









---

ไม่มีเวลาอ่านทวนนะคะ ขอบคุณทุกคนค่ะ

คิดว่า ตอนหน้า น่าจะลากจบได้แล้ว ก่อนสิ้นปี ปั่นๆๆ   ;D

6
บทที่ 23 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ
เลือกซื้อปิ่นให้ภรรยาอย่างตั้งใจ



“เจ้าคงคอแห้ง จิบน้ำชาสักถ้วยก่อนเป็นอย่างไร”
น้ำชาร้อนจนมีควันลอยขึ้นถูกยื่นมาตรงหน้า ทำให้เธอไม่กล้ารับ
“เชิญท่านพี่ก่อนเถอะ”
“ข้ารินให้เจ้า” เขายืนกราน ส่งน้ำชามาใส่มือเธอจนได้
“ท่านพี่ ถ้วยชาร้อนเกินไป ข้าถือไม่ไหว”
เธอรีบเอาถ้วยชาไปวางข้างกาน้ำชาบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ
“ซานซานเจ้าน่าจะบอกแก่ข้าก่อน เดี๋ยวข้าเป่าให้คลายร้อน”
จะให้เธอบอกตอนไหน อยู่ดี ๆ เอาถ้วยมายัดใส่มือเธอ เขายกถ้วยน้ำชาเอาไปเป่าลดอุณหภูมิ
“เอาล่ะ ตอนนี้อุ่นแล้ว เจ้าลองจิบดู” เธอรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ต้องรับมา
ไม่รู้ตอนเป่าลมใส่ถ้วย เขาทำน้ำลายกระเด็นลงไปหรือเปล่า
 ความขมแตะที่ปลายลิ้นก่อนจะค่อยเปลี่ยนเป็นหวานเล็กน้อยแต่ชุ่มคอ
เธอแปลกใจทำให้จิบอีกครั้ง หรี่ตาสังเกตท่านพี่
อยู่ดี ๆ ทำไมถึงมาทำดีเอาอกเอาใจเธอนัก เขาส่งยิ้มให้เธออีก มันน่าขนลุกอย่างไรไม่รู้
“ขอบคุณท่านพี่”
“เจ้าอยากกินอะไรหรือซานซาน ข้าจะได้ให้คนล่วงหน้าไปสั่งอาหารให้ก่อน
พอเราไปถึงโรงเตี๊ยมที่เมืองข้างหน้า เจ้าจะได้ไม่ต้องรอนานดีหรือไม่”
“อือ...ดียิ่งนักท่านพี่”
เรื่องดีมาติดกันรัว ๆ แบบนี้ มักจะได้รับโชคร้ายในภายหลังหรือเปล่า
เธอล่ะกลัวใจพี่แกจริง ๆ

“เจ้าอยากนอนพักหรือไม่”
เธอปฏิเสธ  และหลังจากนั้นราวกับว่าได้มีเลขาฯส่วนตัวถือกำเนิดขึ้นมา
หม่ากว่างหยูไม่ยอมลงจากรถม้า คอยดูแลเธอเป็นอย่างดี
ทำถึงขนาดเอาพัดมาปัดไล่แมลงและพัดให้คลายร้อนอีกต่างหาก
แต่มันไม่จำเป็นหรือเปล่า เวลารถม้าวิ่ง ลมพัดเข้ามาได้ตลอด
หน้าต่างรถม้ามีถึงสองบานด้วยกัน
หรือเขาลืมไปแล้ว แต่เธอไม่กล้าบ่นออกไปหรอก มองดูเขาขยับทำโน้นทำนี่อย่างระแวง
ในความรู้สึกเพียงไม่นานการเดินทางก็มาสิ้นสุดที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
โดยที่เธอไม่ได้โผล่หน้าไปมองชาวบ้านชาวเมืองด้านนอกเลย

คณะเดินทางจองห้องพักหลายสิบห้อง หรือแทบจะเรียกว่าเหมาเกือบทั้งโรงเตี๊ยมก็ว่าได้
เล่นให้พักกันห้องล่ะสองคน สามคนบ้างล่ะ
อย่างเหยียนเกอเกอกับคุณชายซีเหมินจิ้นต่างก็ได้พักคนเดียว
ตระกูลหม่าใจป้ำเต็มที่ ท่านพี่เป็นผู้ตัดสินใจดังนั้นคงต้องชมเขาด้วยสินะ
ในเมื่อสำนักคุ้มภัยทำงานกับอย่างหนัก
เขาถึงได้ตอบแทนทุกคนรวมถึงคนจากตระกูลหม่าเอง เหนื่อยกันทุกคนยกเว้นเธอ
อาหารสั่งล่วงหน้าและส่งไปยังห้องพักแต่ละห้องเพื่อให้พวกเขาได้ดื่มกิน
 และได้พักผ่อนกันอย่างผ่อนคลาย
ภายในห้องพักของเธอ อาหารวางเต็มโต๊ะ เธอคีบอาหารโดยไม่เกรงใจใคร
ถึงการเดินทางจะไม่ได้อดอยากขนาดนั้น แต่บรรยากาศปลอดภัยมันหาไม่ได้แบบนี้
เวลากินอาหารแต่ละครั้ง เธอมักเกิดความคิดว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายหรือเปล่า
ถ้ามีพวกโจรโผล่มากลางวงพอดี
“ช้า ๆ หน่อยซานซาน เดี๋ยวอาหารติดคอเจ้า”
“อืม”
เธอตอบเขาไม่ได้เพราะไก่ชิ้นหนึ่งเต็มปาก และเธอไม่สามารถหยุดเคี้ยวอาหารได้
เท่านั้นยังไม่พอ เขาเป็นคนคีบกับข้าวมาใส่ถ้วยเพิ่มให้เธออีก
เธอรีบกลืนอาหาร แล้วทำใจหยุดกินสักครู่
“ท่านพี่ กับข้าวแทบจะล้นออกมาจากถ้วยแล้ว ท่านจะให้ข้ากินแต่กับข้าวไม่ได้นะ”
“หึ ๆ เจ้ากลัวไม่อิ่มหรือซานซาน” เขาหัวเราะในลำคอ มีตรงไหนตลกอีกแล้ว
“สิ่งที่ท่านคีบมา ข้าไม่ชอบกินท่านเอาถ้วยนี้ไปกินเองแล้วกัน”
“เจ้าชอบกินสิ่งใดหรือ” เธออยากจะกลอกตา เขามองไม่เห็นเหรอว่าเธอคีบอะไรมากินบ้าง
“ของที่ไม่ได้อยู่ในถ้วย” คิดว่าเธอตอบเคลียร์นะ เขาทำหน้างุนงงทำไมกัน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะคีบให้เจ้าใหม่”
“ไม่ต้องหรอกท่านพี่ ท่านกินอาหารของท่านเถิด”
“ข้ายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แค่มองดูเจ้ากิน ข้าก็รู้สึกอิ่มแล้ว”
ลูกโป่งสีชมพูลอยเต็มห้องไปหมด เอาเข็มมา เธอจะเจาะแตกให้หมด เธอไม่ชินแบบนี้เลย
“ท่านพี่ ท่านไม่จำเป็นต้องประหยัดถึงเพียงนั้น
หากท่านแม่รู้เข้า นางคงจะปวดใจที่ทราบข่าวนี้”
เขายิ้มมุมปาก “เจ้าก็คงปวดใจเหมือนกันสินะ มา ๆ เจ้าคีบอาหารมาให้ข้า
แล้วข้าจะกินดีหรือไม่ซานซาน”  เขาไม่มีมือ?

“ถ้าเช่นนั้นท่านต้องกินเยอะ ๆ”
เธอลากจานอาหารที่ไม่ชอบมาวางตรงหน้าเขา
แล้วเริ่มคีบทุกอย่างใส่ถ้วยให้เขา หม่ากว่างหยูเริ่มเปลี่ยนเป็นแชมป์กินจุ
คีบมาสามหายสาม พออาหารวางบนถ้วยปุบเขาก็คีบเข้าปากในพริบตาเดียว
เขาจะแกล้งเธอเล่นหรือไง เธอยกชามน้ำแกงที่มีชิ้นกระดูกหมูในนั้นประคองยื่นให้เขาทั้งชาม
“ท่านพี่ซดน้ำแกง” เขาหลิ่วตาให้เธอแล้วยกซดทั้งอย่างนั้น แม้แต่กระดูกหมู
เธอยังได้ยินเสียงเขาเคี้ยวดังกร๊วบ ๆ เธอลืมไปได้อย่างไร
เขาเป็นหมาป่าด้วย ฟันถึงได้แข็งแรงขนาดนี้ เอาล่ะ เธอแพ้แล้ว


หม่ากว่างหยูมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า หลังจากเดินออกมาจากห้องพัก
เขาตัดสินใจให้นางรออยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก่อน ที่ผ่านมานางตกระกำลำบากไม่น้อย
คนของสำนักคุ้มภัยและคนของตระกูลหม่าบางส่วนจะเดินทางต่อไปยังบ้านของเศรษฐี
ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้มากนัก
เขาทิ้งคนให้คอยอยู่ดูแลนางที่นี้สี่ห้าคน
ที่บริเวณคอกม้า ทุกคนมารวมตัวรอเดินทางเรียบร้อยแล้ว
“คุณชายรอง” ซีเหมินจิ้นเอ่ยขึ้น
“ข้าพร้อมออกเดินทางแล้ว”
“ท่านแน่ใจนะว่าจะทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี้”
“หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าคิดว่าระยะทางไม่ไกลกันนัก
และพวกเราไม่มีความจำเป็นต้องเอ่อระเหยอยู่ที่นั้นนานนัก”
“เมื่อท่านมั่นใจ ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
รถม้าและม้าอีกแปดตัวที่ต้องไปส่งยังบ้านเศรษฐีพร้อมออกเดินทาง
เขาขึ้นมาขี่เคียงข้างไปกับซีเหมินจิ้น
เพื่อหารือเล็กน้อยเรื่องขากลับและค่าตอบแทนที่ต้องขนกลับ
ท่านพ่อระบุไว้ว่าให้รับเป็นตั๋วแลกเงินเพียงอย่างเดียว
ในเมืองแห่งนี้ไม่มีร้านรับฝากเงิน ดังนั้นเขาจึงต้องนำมันกลับไปด้วยตัวเอง
อุปสรรคขากลับอาจไม่มากเท่าขามาก แต่ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
เปลี่ยนจากโดนดักปล้นรถม้าเป็นปล้นเงินแทน
เพียงแต่ว่าตั๋วแลกเงินไม่สะดุดตาเท่ารถม้าเท่านั้น



ประตูของเรือนเศรษฐีมีการฝังอัญมณีมีค่าประดับอยู่ สีเขียวของหยกสะท้อนแสงออกมา
ตรงประตูมียามหน้าตาขึงขังยืนเฝ้าอยู่ถึงสี่คนด้วยกัน
ป้องกันคนมาแงะสิ่งมีค่าออกไปหรือไม่ เขาไม่แน่ใจเช่นกัน
คนของตระกูลหม่าเข้าไปแจ้งเรื่อง ครู่หนึ่งประตูเปิดออกมาพร้อมกับเศรษฐี
เป็นไปได้ว่า เมื่อตอนที่พวกเขาได้พักที่โรงเตี๊ยมในเมือง
ข่าวการมาถึงของพวกเขาย่อมรับรู้ถึงที่แห่งนี้เรียบร้อยแล้ว
“คารวะท่านหวัง” เขาค้อมตัว
“หลานชาย เจ้าเก่งกาจจริง ๆ อายุเพียงเท่านี้
สามารถทำงานที่แสนลำบากแทนบิดาของเจ้าได้แล้ว”
“ท่านหวังกล่าวเกินไปแล้ว พี่ชายของข้าเริ่มช่วยงานท่านพ่อตั้งแต่สิบขวบ
อายุสิบห้าเขาก็ออกเดินทางค้าขายด้วยตัวเองแล้ว”
“เหมือนกันที่ไหนเล่า เจ้าอย่าปฏิเสธเลย ขอข้าดูม้าก่อน”
เขายิ่งกว่าเต็มใจที่โดนตัดบทเช่นนี้ ไม่ต้องการสนทนาไร้สาระพวกนี้

เศรษฐีหวังเดินวนรอบรถม้าสามรอบ ปีนขึ้นไปดูบนรถม้า
ตรวจตราทุกอย่างจนเป็นที่พอใจ ถึงได้ลงมา
เขาคิดว่าใช้เวลาราวครึ่งก้านธูปเห็นจะได้ ต่อจากนั้นเดินลูบหลังม้าทุกตัว
เอ่ยชมช่วงขาของม้าที่แข็งแรงไม่หยุดปาก ในฐานะของคนตระกูลม้าเขาย่อมภูมิใจ
ที่สามารถเพาะม้าและฝึกฝนได้อย่างยอดเยี่ยม
และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงม้าในภายหลัง
เขาสั่งคนให้เขียนคู่มือการดูแลม้าอย่างคร่าว ๆ
เพื่อให้ขาของม้าแข็งแรงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
จวนจนกระทั่งเป็นเวลาเย็น เขาถึงได้รับตั๋วแลกเงินเรียบร้อย
ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นการส่งมอบสินค้าในครั้งนี้
เศรษฐีหวังยังบีบบังคับให้พวกเขาอยู่ต่อ กินอาหารเย็นเป็นการเลี้ยงส่ง
เพื่อสัมพันธ์การค้าที่ดี
เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงส่งคนไปรับซานซานที่โรงเตี๊ยมแต่นางปฏิเสธ
และเขาไม่อาจทำอะไรได้ไปกว่านี้
เศรษฐีหวังชวนเขาสนทนาอยู่ตลอด
และบ่นเสียดายที่ตัวเขาเองไม่มีบุตรีที่ยังไม่ได้แต่งงาน
มิเช่นนั้นจะยกให้เป็นภรรยาของเขาสักคน เขาได้แต่ค้อมศีรษะไม่ได้กล่าวอะไร
พอผ่านไปหนึ่งชั่วยามเศรษฐีหวังเริ่มมีอาการเมามาย
เขาและคนอื่น ๆ ถึงได้ขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกน้ำหนักบนบ่าเบาลงไปข้างหนึ่ง
เพราะภาระหน้าที่สำคัญนี้ผ่านไปอย่างลุล่วง

ระหว่างทาง ผ่านร้านเครื่องประดับของสตรีร้านหนึ่ง
เขาจึงบอกให้ทุกคนล่วงหน้ากลับโรงเตี๊ยมไปก่อน
เขาส่งเชือกให้คนดูแลหน้าร้านแล้วพุ่งเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอ
“ข้าต้องการปิ่นสำหรับสตรี” เขาแจ้งความต้องการทันที
“ไม่ทราบว่าเป็นดรุณีน้อย ผู้อาวุโส หรือหญิงสาว”
“แตกต่างกันอย่างไร” เขาถามเถ้าแก่ของร้าน
“หากเป็นหญิงสาวหรือดรุณีน้อย ย่อมเลือกสีสันสดใสได้
แกะสลักหรือประดับเป็นรูปสัตว์อย่างกระต่าย ผีเสื้อ แมลงตัวเล็ก ๆ”
“ถ้าเช่นนั้นข้าเอาปิ่นสำหรับดรุณีน้อยรูปผีเสื้อ แล้วก็เอาปิ่นอีกอันสำหรับท่านแม่ของข้า”
“ท่านจะเลือกเองหรือไม่”
เขาส่ายหน้า “เจ้าเลือกมาเถิด ราคาไม่เกี่ยง”
เขาไม่เคยเลือกซื้อเครื่องประดับให้สตรี แต่เขาคิดว่าซานซานน่าจะเหมาะกับผีเสื้อ
อีกอย่างเขาอยากรีบกลับไปหานางไว ๆ
ได้ปิ่นมาสองกล่องเขาเก็บเข้าอกเสื้อ แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า
 ใจเริ่มกระวนกระวายอย่างไม่รู้สาเหตุ พอไปถึงที่โรงเตี๊ยมเกิดความโกลาหลบางอย่าง
เขารีบวิ่งตรงไปที่ห้องของซานซานทันที
พอเปิดประตูเข้าไป นางไม่อยู่! ซานซานเข้าไปอยู่ที่ใด

   เขาผลุนผลันออกมานอกห้อง กระชากเสื้อของชายคนหนึ่งมาถาม
   “เกิดสิ่งใดขึ้น”
   “ใต้เท้ามีโจรบุกเข้ามาขอรับ”
   “เจ้าเห็นสตรี เอ่อ เด็กหนุ่มที่อยู่ในห้องนี้หรือไม่”
   “ไม่ขอรับ” ชายผู้นี้รีบวิ่งจากไปทันที
   “ซานซาน!” เขาตะโกนเรียก ทำไมเขาถึงไม่กลับมาพร้อมกันคนอื่น นางหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใด
แล้วพวกโจรบุกมาที่นี้ทำไม พวกมันน่าจะรู้ว่าเงินอยู่กับเขา
หวังว่าการหายตัวของนางจะไม่เกี่ยวกับพวกโจร นางแค่หวาดกลัวเลยหลบหนีไปซ่อน
ซานซาน! เจ้าอยู่ที่ใด
   “คุณชายรอง ท่านอยู่ที่นี้เอง ฮูหยินน้อยกำลังหนีพวกโจรอยู่บนชั้นสามของโรงเตี๊ยม
ท่านรีบเข้าไปช่วยเร็วเขา ตอนนี้คนของสำนักคุ้มภัยอยู่กับนาง
แต่ว่าพวกโจรมีจำนวนมากเหลือเกิน”
   “เจ้านำทาง” เขารู้สึกโล่งใจ แต่ยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่

   พอเขาขึ้นไปบนชั้นสาม มีเสียงสตรีกรีดร้องอยู่ด้านล่าง เขาเดินไปที่ระเบียง
ชะโงกหน้าไปเห็นพวกโจรกำลังจับซานซานขึ้นไปบนหลังม้า
และควบหนีออกไปพอดี เขาคิดจะกระโจนลงไป
ต้องการเปลี่ยนร่างกัดกระชากคอหอยพวกมันให้หมด
หากลงไปตอนนี้ เขาอาจตามนางทัน อาศัยที่กลิ่นของนางยังไม่จางไป
เขาวิ่งลงชั้นล่าง มองหาม้า แต่คงเพราะมีการปะทะเกิดขึ้นทำให้ม้าเตลิดวิ่งหนีไป
   “คุณชายหม่ากว่างหยู ท่านไม่จำเป็นต้องตาม” เป็นหนานกงหลี่เยียนเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้
   “ทำไม!”
เขาตะคอกแล้วเดินเข้าไปหา
   “โปรดระงับโทสะก่อนคุณชายรอง พวกมันทิ้งจดหมายเอาไว้
จุดประสงค์ของพวกมันคือตั๋วแลกเงิน” ซีเหมินจิ้นเดินเข้ามาขวางเขาและยื่นจดหมายให้
   หลังจากอ่านเสร็จเขาขยำกระดาษแล้วปาทิ้งไป
“บัดซบ! พวกมันรนหาที่ตาย!”
ตอนแรกพวกมันอยากได้รถม้ากับม้า ต่อมาเปลี่ยนเป็นเงิน
เขาไม่แน่ใจว่า พวกโจรเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ แต่ตอนนี้พวกมันทุกคนต้องตาย
   “คุณชายรองท่านไม่ต้องกังวล หากพวกมันยังไม่ได้ตั๋วแลกเงิน
ฮูหยินน้อยไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน ตอนนี้พวกเราไปหารือกันด้านในก่อนเถิด
 ตามเวลานัดหมายในหนึ่งชั่วยาม
พวกเรายังพอมีเวลา”
ชายหนุ่มผู้ใจเย็นยังคงเป็นซีเหมินจิ้น แต่เขาไม่คิดจะฝากความหวังไว้กับผู้อื่น
และในขณะนี้เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
   “ข้าขอบคุณคุณชายทั้งสองเป็นอย่างมาก
แต่เรื่องราวต่อจากนี้ไปตระกูลหม่าจะจัดการเอง
หน้าที่ของพวกท่านเหลือเพียงแค่คุ้มกันยามพวกเราเดินทางกลับเท่านั้น"

   


---

โค้งสุดท้าย ปั่นหน้า มันเยิ้ม ฮ่าๆๆ หัวเหนียวกันไปเลย ผมไม่สระ เกี่ยวกันมั้ย ฮ่าๆๆ
โดนแซงจบไปอย่าง งง มีซุ่มปั่นนะคุณมะยม  >:555

7
ขอบคุณค่ะ คุณธันย่าการเขียนตลก ทั้งที่ชีวิตมีดราม่า นี่คือ ประสบความสำเร็จแล้วเนอะ ฮ่าๆๆๆ
ไม่รู้สงสารใคร สงสารไอ นี่แระ ปั่นอยู่คนเดียว หาเพื่อนปั่น แหม ๆๆ ไอโผล่ไปดูนอกห้อง
 คุณธันย่า จบเฉย ณ จังหวะนี้มีแซงอ่ะ ฮ่าๆๆ

8
บทที่ 22 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



ไม่นานม้าของเหล่าโจรทั้งห้าก็ไล่ตามมาทัน ล้อมพวกเขาไว้อยู่ตรงกลาง 

มีท้องฟ้าสดใสกับป่าไผ่เขียวขจีเป็นฉากหลังที่สวยงาม 

คงเป็นการเลือกสถานที่ตายได้งดงามสินะ

หนึ่งในนั้นพูดว่า “ทิ้งชีวิตของเจ้าไว้ที่นี้เสีย แล้วข้าจะเว้นชีวิตเด็กนั้น ” 

ทำเป็นมีคุณธรรม แต่มันรู้ความคิดของท่านพี่ได้ไงกันว่าเขาเลือกจุดนี้เป็นที่ตาย                                                     

“ข้าหรือเจ้าที่จะทิ้งชีวิตไว้กันแน่” 

สิ้นคำพูดของหม่ากว่างหยู ธนูมาจากไหนไม่รู้พุ่งใส่ชายคนดังกล่าวร่วงจากหลังม้าตายก่อนเป็นรายแรก 

และคนอื่นที่เหลือทยอยตายไปจนหมดเกลี้ยง 

เธอถึงกับอ้าปากค้าง เรื่องมันพลิกแบบนี้ไปได้ไง 

ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจที่รอดมาได้ แต่ควรให้ท่านพี่ของเธอโชว์ฟอร์มสักนิดก่อนหรือเปล่า 

เธอหันไปมองหามือธนูว่ามาจากทิศไหน ก่อนหน้านี้คงไม่ใช่การยิงพลาดนะ 

หวังว่าจะเป็นพวกเดียวกับเธอ มองเพ่งไปเพ่งมาป่าก็เหมือนกันหมดไม่เจอใครเลย 

แต่ไม่ต้องให้เธอรอนาน มีคนเดินออกมาจากป่าไผ่

“คุณชายรอง” 

คนที่เดินนำหน้าเอ่ยประโยคนี้ออกมา เธอถอนหายใจ 

รู้สึกผ่อนคลายขึ้นอีกนิด ยังมีพวกที่เหลือกำลังวิ่งตามมาอีกนะคุณลุง 

รีบไปจัดการพวกมันก่อน ค่อยมาทักทายคุณชายรองก็ยังไม่สาย

“ฝีมือของท่านยอดเยี่ยมเช่นเคย” 

นี่ก็อีกคน ใช่เวลามากล่าวชื่นชมกันอยู่เหรอ ทำอย่างกับว่าไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน

“มิกล้า ๆ ท่านกล่าวยกย่องข้าเกินไปแล้ว แต่ว่าสถานการณ์ทางด้านนั้นเป็นเช่นไรขอรับคุณชายรอง” 

ยังดีลุงคนที่มาช่วยรีบเข้าเรื่องสำคัญ นึกว่าจะเล่นบทถ่อมตัวอีกนาน

ท่านพี่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว 

“ค่อนข้างตึงมือทีเดียว ท่านคอยดักจัดการกับพวกมันที่นี้ก่อน มีจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น 

แล้วค่อยตามไปสบทบทางโน้น ข้าจะย้อนกลับไปช่วยทางสำนักคุ้มภัยก่อน” 

“ข้าน้อยรับทราบ คุณชายรองท่านระวังตัวด้วย 

ท่านต้องการให้ฮูหยินน้อยอยู่ที่นี้แล้วตามไปทีหลังหรือไม่ขอรับ”

“ไม่จำเป็น” 

เขาตอบเสียงห้วนแล้วชักม้าไปอีกทาง ถ้าเธอไม่ได้หูฝาด 

เขาบอกว่าโจรที่จะมามีจำนวนเล็กน้อย เขามีปัญหาในการมองหรือเปล่า 

แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วอะไรคือตึงมือ ตอนที่หนีมา 

ลากพวกโจรตามมาไม่น้อยเลยนะ ทางนั้นยิ่งเบาแรงไปได้มากต่างหาก



เธอรู้ว่าไม่ได้กลับทางเก่าเพื่อหลีกเลี่ยงกับผู้ร้ายกลุ่มนั้น 

แต่ทำไมเส้นทางอ้อมไปไกลจนเธอรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้กลับไปจุดแรกที่มีการต่อสู้กัน 

เปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปแล้ว เขาคงไม่คิดเล่นอะไรแผลง ๆ กลางป่ากลางเขาใช่หรือเปล่า

“ท่านพี่ ท่านให้ม้าวิ่งเร็วกว่านี้ได้อีกหรือไม่ 

คนของสำนักคุ้มภัยต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนไม่ใช่หรือ”

“หึ เจ้าเป็นห่วงรถม้าของตระกูลหม่าเสียหาย หรือเป็นห่วงใคร”

“ข้าแค่ไม่อยากให้เกิดการสูญเสียไม่ว่ากับใคร หรือกับม้า

ชีวิตของเรามีค่าเสมอ ไม่เหมือนใครบางคนหรอก

พอเจอหน้าไม่ทันไรก็อยากจะฆ่าข้าแล้ว”

“ซานซาน เจ้าหมายถึงใครหรือ” 

เขาถามเสียงอ่อนลง เอนตัวมาพิงเธอ 

เขารู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวหนักขนาดไหน เขาเริ่มแกล้งเธออีกแล้ว เธอล่ะเบื่อ 

แล้วตกลงเขาจะไม่กลับไปช่วยคนอื่นใช่หรือเปล่า 

เขาไม่กลัวว่างานที่ได้รับมอบหมายมาจากท่านพ่อจะล้มเหลวหรือไงนะ 

ดันพาเธอไปที่ไหนก็ไม่รู้ และเธอต้องติดตามเขาไปอย่างเลือกไม่ได้

“ข้าไม่ได้หมายถึงท่านเลยสักนิด ข้าหมายถึงพวกโจรใจร้ายพวกนั้น”

“ซานซานเจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ให้ใครมาแตะต้องเจ้าได้แม้แต่ปลายเล็บ” 

ยกเว้นแต่ตัวเขาเองล่ะสิท่า

“ขอบคุณท่านพี่ แล้วตกลงท่านจะมุ่งหน้าไปที่ใดหรือ”

“ไม่ห่างจากที่นี้ ท่านพ่อเคยกล่าวว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งสวยงามนัก 

ให้ข้าพาเจ้าไปแวะเยี่ยมชมสักหน่อย” 

เธออยากจะตะโกนด่าใส่หน้าเขา เกิดนรกบ้าอะไรอีก 

ช่วงวิกฤตแบบนี้ พาเธอมาท่องเที่ยว 

ในหัวสมองของเขาต้องมีความผิดพลาดหลายจุดแน่ ๆ 

ขากลับค่อยมาแวะมันจะตายหรือไงท่านพี่ 

เธอรู้สึกเหมือนมีอาการไข้ขึ้นสูงทะลุปรอท 

“ถูกต้องเลยท่านพี่ จำเป็นต้องไปอย่างยิ่ง” เธอพูดประชด

“ข้าแค่พาเจ้าแวะดูแค่ครู่เดียว เดี๋ยวขากลับข้าจะพาเจ้ามาค้างคืนที่นี้ดีหรือไม่ 

และตอนนี้เจ้าเห็นหรือไม่ พวกเราได้มาถึงแล้ว” เขาชี้มือไปเบื้องหน้า

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากผ่านป่าไผ่มา 

และผ่านต้นไม้ปกติอีกเล็กน้อยจะมาโผล่ที่ลำธารน้ำสายหนึ่งแม้ไม่ใหญ่มาก 

แต่มีลานก้อนหินเล็ก ๆ ค่อนข้างกว้างอยู่สองข้างทาง ในฤดูฝนปริมาณน้ำคงจะมากกว่านี้ 

และท่วมก้อนหินที่มีลักษณะกลมมนเล็ก ๆ พวกนี้ ลำธารคดเคี้ยวทอดยาวไปไกล 

มีภูเขาและป่าขนาบข้าง ทิวทัศน์แบบนี้ทำให้เธอรู้สึกอยากหยุดนั่งเล่นพักผ่อนที่นี้ 

มีนกขายาวสีขาวตัวหนึ่งยืนอยู่บนโขดหินกำลังหาปลากินอยู่ 

ฟองสีขาวบนผิวน้ำที่เกิดจากการไหลกระทบก้อนหินขนาดไม่ใหญ่ในลำธาร 

ทำให้รู้สึกคล้ายเป็นน้ำตกขนาดเล็ก

พอพวกเธอเข้าใกล้ลำธาร นกตัวนั้นคงรู้สึกถึงการบุกรุกกางปีกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าจากไป 

เธอแหงนหน้ามองตาม เขาอุ้มเธอลงจากหลังม้า



“ที่นี้หรือ” 

เธอถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะเขาบอกว่าสวยงาม เพราะมีแต่ป่ากับลำธารแค่นั้น 

หรืออาจเป็นเพราะเธอเคยสามารถเห็นโลกในมุมมองต่าง ๆ 

โดยไม่ต้องเดินทางไปเอง ได้เห็นสถานที่สวยงามกว่านี้สิบเท่าและมากมายทั่วโลก 

อย่างทะเลสวยน้ำใสมองเห็นปะการังใต้น้ำ

ชนิดที่แค่ดูรูปก็ใจละลายอยากไปเที่ยวแล้ว

“ใช่ ทำไมหรือซานซาน เจ้าไม่คิดว่ามันงดงามหรือ” 

มันก็โอเคในระดับหนึ่ง 

ถ้าเทียบกับสตรียุคนี้ที่ต้องอยู่ติดบ้านติดเรือน แทบไม่ได้ก้าวขาออกจากที่อยู่อาศัยมากนัก 

หรือเธอให้ความสำคัญกับสิ่งภายนอกมากไป (จิตใจที่คอยขัดเกลาให้สงบอยู่เสมอย่อมสูงค่ากว่า)

“งามอย่างที่ท่านกล่าว แต่พอดีข้าเคยได้ยินคนเล่านิทานว่ามีสถานที่งดงามแปลกประหลาดกว่านี้ 

เลยคิดว่าที่นี้เป็นสถานที่ธรรมดาแห่งหนึ่งเท่านั้น ข้าต้องขออภัยท่านพี่ด้วย” 

เธอตอบเขาไปตามตรง 

เพราะไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะต้องโกหกเพื่อเอาใจเขา

และหน้าตาท่าทางของเธอมันไม่มีอาการตื่นเต้นดีใจอะไร 

จะมาแกล้งประทับใจสถานที่คงไม่ทัน

“ธรรมชาติมีความงามในตัวของมันเอง 

ซานซานรอให้เจ้าได้สัมผัสกับมันก่อน อย่าเพิ่งตัดรอน 

แล้วเจ้าจะต้องเปลี่ยนใจ แต่ตอนนี้เราคงไม่มีเวลานัก 

คงต้องกลับกันก่อน ไว้พวกเราไปส่งรถม้าเรียบร้อยแล้ว 

ข้าจะพาเจ้ามาที่นี้อีกครั้ง ข้าสัญญา”

“ขอบคุณท่านพี่ แต่ในเมื่อเราได้มาที่นี้กันแล้วย่อมไม่จำเป็นต้องมาอีก 

ข้าคิดว่าเมืองปลายทางที่เราต้องไป คงน่าสนใจไม่แพ้กัน” 

เธอรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ทำไมเขาต้องการพามาค้างในป่าในเขาอีก เธอไม่ชอบความลำบาก 

และยิ่งไม่ชอบให้เขามารังแกเธอได้ตามใจชอบ 

เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเขาต้องการพาเธอมาพักที่นี้เพียงลำพังสองคนเท่านั้น 

และเขาคงมีข้ออ้างสร้างทายาทมาใช้ซ้ำอีก

“เอาเป็นว่าข้าค่อยตัดสินใจในภายหลังแล้วกัน ป่านนี้พวกสำนักคุ้มภัยคงรอพวกเราอยู่” 

เขาตัดบทแล้วจับเธอขึ้นม้าควบไปด้วยความเร็วต่างจากตอนขามา 

เธอละเพลียกับความคิดด้านตรรกะของเขา ในเมื่อเวลามีน้อย 

และต้องไปช่วยเหลือคนอื่นทำไมถึงเสียเวลามาแวะนอกเส้นทางอีก งงใจพี่แกจริง ๆ 







เมื่อพวกเธอสองคนกลับไปถึง สถานที่เกิดเหตุได้รับการเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว 

พวกสำนักคุ้มภัยไม่ได้รอพวกเขาอยู่ตามที่หม่ากว่างหยูคาดการณ์เอาไว้ 

พวกเขากำลังทำการรักษาคนที่ได้รับบาดเจ็บ ตรวจดูความเสียหาย และเตรียมเดินทางต่อ 

เธอกวาดสายตาดูคนอื่น แต่ละคนแขนขายังอยู่กันครบ ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรง 

ไม่มีใครอาการย่ำแย่ชนิดที่ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ สรุปคือเดินทางกันต่อไหว

“มีใครอาการหนักหรือไม่” 

เธอเห็นเขาถามใครสักคน แต่เธอไม่ได้สนใจฟังต่อ เดินแยกไปหาคนของตระกูลหม่า 

เดินไล่สอบถามไปทีละคนและให้กำลังใจพวกเขา ถึงตระกูลหม่าจะมีการค้าขายรถม้า 

เท่าที่ได้รู้ว่าลูกค้ามักมานำรถม้าไปเอง 

ไม่ค่อยมีใครต้องการให้ไปส่งเพราะมีราคาแพงและไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก 

มีการเดินทางส่งรถม้ากันบ้าง 

แต่เธอคิดว่าเคสของท่านพี่ถือว่าเป็นการค้ากับลูกค้ารายใหญ่ในรอบนาน ๆ ครั้ง

เดินฝั่งของตระกูลหม่าครบ เธอย้ายไปทางสำนักคุ้มภัยบ้าง 

แต่เป้าหมายเธออยู่ที่ระดับหัวหน้า เพราะมันคงไม่เหมาะถ้าเธอจะเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว

“เหยียนเกอเกอ ท่านเป็นเช่นไรบ้าง ศีรษะยังอยู่ครบดีหรือไม่” 

เธอเห็นเขานั่งบนก้อนหินก้อนหนึ่งคนเดียว ปรี่เข้าไปแสดงความห่วงใยอย่างไม่รี่รอ

“เด็กน้อย เจ้าต้องระวังปากเสียบ้าง ที่แห่งนี้มีวิญญาณผู้เสียชีวิตไม่น้อย 

ระวังจะโดนพวกเขาอาฆาตแค้นเจ้า” 

เธอรู้สึกตกใจ ลืมไปว่าเพิ่งเกิดการฆ่าฟันรันแทงมาหมาด ๆ 

แต่เพราะไม่เห็นมีศพคนตาย เลยทำให้พูดพล่อย ๆ ออกไป 

ตบปากตัวเองตอนนี้คงไม่มีประโยชน์ ถ้าพวกเขาได้ยินคงได้ยินไปแล้ว อย่ามาโกรธเธอล่ะ 

ถ้าไม่ใช่เพราะโลภอยากได้ของคนอื่น พวกเขาจะพากันมาตายแบบนี้เหรอ 

และนี่ก็เป็นกลุ่มที่สองที่ต้องมาสังเวยชีวิตกัน ข่าวการตายของกลุ่มแรกคงผ่านหูไปบ้าง 

แต่พวกเขายังไม่สนใจ ตั้งใจแน่วแน่มาปล้นอีก 

รถม้าหรูหราพวกนี้ช่างพาเคราะห์ร้ายมาให้ผู้คนจริง ๆ 

“ข้าขออภัย แต่ข้าไม่ได้พูดเยาะเย้ยใครสักหน่อย ข้าแค่เป็นห่วงท่าน”

“พูดจาเช่นนี้เจ้าอยากให้สามีของเจ้ามาได้ยิน แล้วมาบั่นศีรษะของข้าสินะ เด็กเจ้าเล่ห์”

“เหยียนเกอเกอ ข้าพูดความจริง หากท่านเป็นอะไรไป 

แล้วใครจะมาดูแลคณะเดินทางของตระกูลหม่ากันล่ะ 

ท่านใหญ่ที่สุดไม่ใช่หรือ อีกอย่างคุณชายซีเหมินจิ้นเป็นเพียงลูกน้องท่านเท่านั้น”

“หึ ๆ ซานเอ๋อร์ วันนี้ปากของเจ้าช่างหาเรื่องตายโดยแท้ หรือเป็นเพราะเจ้าเพิ่งรอดตายมาได้ 

จึงไม่เกรงกลัวสิ่งใดแล้ว” 

พอได้ยินคำพูดของพี่ชายสุดหล่อ เธอถึงรู้สึกตัว อาจเป็นความกดดัน 

และเกิดอาการเครียดโดยไม่รู้ตัว โดนไล่ฆ่าต้องหนีหัวซุกหัวซุนมันสนุกที่ไหน 

แถมผู้ร้ายยังมาบ่อยจนน่ารำคาญ 

“อาจเป็นเช่นนั้น ข้าต้องขอขอบคุณพวกท่านทุกคน 

สำนักคุ้มภัยปฏิบัติงานได้ประทับใจข้ายิ่งนัก 

ข้ารู้ตัวว่าไม่อาจตัดสินใจแทนคนตระกูลหม่าได้ แต่ถ้าหากได้ร่วมงานกับพวกท่านอีก ข้ายินดี”

“เจ้าไปหัดพูดจาเช่นนี้มาจากที่ใดกัน ผู้ใดสั่งสอนเจ้า หรือเป็นสามีของเจ้า” เขาส่งยิ้มล้อเลียน

“เหยียนเกอเกอ หากท่านต้องการเรียนรู้จากปรมาจารย์ ย่อมต้องมาหาข้าไม่ใช่ใครอื่น 

ท่านต้องการหรือไม่ ข้าคิดค่าเล่าเรียนไม่แพง” 

อยู่ว่าง ๆ เธอเปิดสอนติววิชาการพูดให้ชนะใจคนดีหรือเปล่า 

ถือเป็นรายได้เสริมทางหนึ่ง เธอคิดเล่นสนุก ๆ

“เกรงว่าคงจะไม่ได้ ถึงท่านอยากเรียน แต่ข้าคงไม่อนุญาตให้นางไปสอนเด็ดขาด 

ซานซานเจ้ามารบกวนท่านหนานกงหลี่เยียนนานแล้ว 

พวกข้าขอตัวก่อน” 

เสียงคุ้นเคยจากบุคคลที่ไม่ต้องหันไปเธอก็รู้ได้ทันที ท่านพี่มาตามหาเธอแล้ว





เดินจากมาไม่ทันไร พี่ชายสุดหล่อส่งเสียงหัวเราะอย่างไม่สนใจมารยาท 

เธอหันกลับไปมองตาขวาง มีเรื่องให้ขำนักใช่ไหม เธอฝากเอาไว้ก่อน 

เดินตามกันไปครู่หนึ่ง ท่านพี่หันมาหาเธอ

“ซานซาน ราว ๆ หนึ่งก้านธูป เราจะออกเดินทางกันต่อ 

เจ้าขึ้นไปพักผ่อนบนรถม้าก่อนเถอะ 

อย่างน้อยจะได้หาอาหารรองท้องไปก่อน 

เมื่อไปถึงเมืองข้างหน้าเราจะได้พักที่โรงเตี๊ยมกินอาหารมื้อใหญ่ด้วยกัน ดีหรือไม่” 

หม่ากว่างหยูถามเธอด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด คล้ายดัดให้เสียงทุ้มขึ้น 

เหมือนต้องการให้เสียงเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นดูหล่อเหลาทำนองนั้น 

อยู่ดี ๆ มาเล่นเก๊กเสียงหล่อทำไม หรือต้องการให้เธอทำเสียงเล่นเป็นเพื่อนเขา

“ขอบคุณท่านพี่ ก่อนไปถึงตัวเมืองข้างหน้า ข้าหวังว่าจะไม่มีใครมาดักโจมตีเราอีก”

“ซานซานเจ้าไม่ต้องกังวลอีกแล้ว เส้นทางที่เหลือปลอดภัยแล้ว 

เรือนของเศรษฐีที่เราจะไปอยู่ไม่ไกล 

อีกอย่างเมืองนั้นมีเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรอรับพวกเราเป็นอย่างดี” 

เขายกมือขึ้นมาลูบผมเธอตรงด้านหลัง อาการเขาชักแปลก ๆ 

เธอเดินมาด้านหน้าแล้วตอบเขา

“หากได้ยินเช่นนี้ข้าก็เบาใจ 

ถ้าเช่นนั้นข้าขึ้นไปบนรถม้าก่อน ท่านไปดูแลการเดินทางต่อเถอะ” 

เธอเลิกชวนเขาคุย ปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าแล้วปีนขึ้นไปบนรถม้า คลานไปบนผ้าที่ปูไว้อย่างดี 

นั่งบนเบาะประจำตัวของเธอ มีป้านน้ำชาที่มีกระไอร้อนออกมา 

เธอมองอย่างสงสัย ใครมาต้มน้ำให้ แต่คงไม่แปลกถ้าท่านพี่สั่งการไว้

“ซานซาน” เขาลอดผ้ามาเข้ามาทางประตูรถม้า

“ท่านพี่ยังมีสิ่งใดอีกหรือ” 

เธอเงยหน้ามองเขา

“ระยะทางไปโรงเตี๊ยมในเมืองอีกไม่ไกลแล้ว ข้าจะขออาศัยนั่งไปกับเจ้าตลอดทางได้หรือไม่” 

รถม้านี่ก็ของตระกูลเขา และเธอก็เป็นเมียของเขา ทำไมต้องมาขอก่อน ความรู้สึกพักหลังมา 

หม่ากว่างหยูทำตัวคล้ายกำลังจีบเธอ เธอรู้สึกว่ามันตลกดี 

เดี๋ยวเขาก็แสดงอารมณ์อย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่าง 

เธอคงลืมไปแล้วว่าวัยรุ่นมีความว้าวุ่นขนาดไหน คงต้องให้เวลาเขาปรับตัวหน่อย

“เชิญท่านพี่ตามสบาย” 

เขาถลาเข้ามารินน้ำชาข้างเธอ 

ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ควรตอบไปแบบนั้น แต่มันสายไปแล้ว เฮ้อ...







---
ตอนแรกกะ ลงวันที่ 24 ง่วง หิว ไม่จบ
วัน25 กะลงสวย ๆ ดูยูทูบเพลิน เล่นเกมเพลิน ฮ่าๆๆ
ใจว่อกแว่กตลอด  ::)  :P  :-*
สมองเริ่มตี้อ หมดตังค์ช้อปหนังสือด้วย ฮ่าๆๆ

9
บทที่ 21 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



“อืม รสชาติไม่เลว”

“ท่านได้เคี้ยวแล้วหรือ”

“เพียงแค่ลิ้นแตะปลายนิ้วของเจ้าข้าก็รู้แล้ว” 

คำตอบนี้ทำไมเธอขนลุก เธอมองไปรอบ ๆ ว่ามีใครได้ยินหรือเปล่า 

แต่ดูเหมือนทุกคนให้ความสนใจกับอาหารมากกว่า 

แค่กลิ่นหอม ๆ ของกระต่ายย่างที่อบอวลไปทั่ว

คงไม่มีใครมาสนใจฟังบทสนทนาของพวกเธอหรอก

“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็กินอีกชิ้นแล้วกัน” 

เธอจัดการป้อนเขาอีกชิ้นตามสัญญากับตัวเอง ว่าจะให้เขาเพียงเท่านั้น 



เธอยกเนื้อกระต่ายชิ้นใหญ่ขึ้นมากัดเข้าปากอย่างไม่รักษาภาพ คำแรกเพื่อชิมรสชาติ 

ถึงจะจืดไปหน่อย แต่ความสดใหม่ของวัตถุดิบทำให้ไม่ต้องปรุงอะไรมากก็อร่อย 

คำที่สองและคำที่สามตามมา 

น้ำมันจากอาหารเริ่มเลอะรอบปาก แต่เธอไม่แคร์ งานนี้ใครเร็วใครอยู่ 

มีคนรอให้ป้อนอยู่และเนื้อชิ้นเล็ก ๆ ที่เธอฉีกเอาไว้ยังอยู่บนไม้ใบ 

เขามองหน้าเธอแล้วส่งสายตาไปที่เนื้อกระต่ายที่วางอยู่ เธอทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น 

จนกินใกล้จะหมดชิ้นแล้ว ถึงได้ทำใจหยุดแล้วถามเขาสักประโยค

“ท่านพี่ ท่านไม่ทานอย่างอื่นล่ะ อาหารมีตั้งมากมาย” 

มีน้ำแกงอีกถ้วย มีหมั่นโถว มีเนื้อตากแห้งวางอยู่ด้านหน้าเขา 

และใช่ว่าเขาจะไมได้เอามือสองข้างมาด้วย

“เจ้ารู้หรือไม่ที่นี้คือวัดร้าง แล้วรู้หรือไม่ว่าทำไมถึงร้าง” จู่ ๆ เขาโพล่งเรื่องนี้ขึ้นมา

“เรื่องของวัดร้าง ก็ปล่อยให้มันร้างไปอย่างนี้แหละดีแล้ว ท่านพี่อย่าได้ใส่ใจเลย 

อาหารจะเย็นหมดแล้ว ท่านพี่รีบกินเถิด” 

เธอรู้สึกชักไม่น่าไว้ใจ อยู่ดี ๆ เขาพูดเรื่องนี้ทำไม แทนที่จะบอกให้เธอป้อนอาหารเขาต่อ

“เพราะเราจะค้างคืนที่นี้ เจ้าไม่อยากรู้หรือ จะได้ไม่ไปทำอะไรล่วงเกินเจ้าของเดิม” 

เธอเหลือบไปมองรอบ ๆ ก่อนจะตอบ “ข้าเป็นคนดี ไม่มีเจตนาหลบหลู่ใคร ทำไมข้าต้องกังวล”



“ซานซานถ้าเจ้าไม่สนใจก็แล้วไปเถอะ แต่หากในเวลายามค่ำคืนเกิดเรื่องราวประหลาดบางอย่าง 

เจ้าจะตกใจกรีดร้องเพราะหวาดกลัวไม่ได้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น 

เพราะว่าพวกเราต้องการการพักผ่อนให้ได้มากที่สุด และจะได้รีบเดินทางแต่เช้าตรู่ เจ้าเข้าใจหรือไม่” 

เธอพยักหน้าแทนคำตอบ ไม่ใช่ว่าเขาแกล้งขู่เธอเล่นเพราะเอาคืนที่เธอไม่ยอมป้อนเขาต่อหรือเปล่า 

พอเขาเห็นว่าเธอไม่ได้แสดงความหวาดวิตกออกมา เขาดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด 

ลงมือกินอาหารโดยที่เธอไม่ต้องพูดชักจูงอีก 

แถมยังกินเร็วกว่าเธอและเสร็จก่อนเธอ 

นั่งจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ และสายตาเจ้าเล่ห์ที่เขาแอบมองเธอ 

ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาต้องวางแผนอะไรบางอย่าง 

ช่างเถอะ เรื่องที่ต้องทำก่อนหลัง อย่างจัดการอาหาร 

เธอก็ต้องทำให้เรียบร้อย เมื่อมีแรงแล้ว สมองจะได้ทำงาน 

หาทางรับมือเขา ความจริงเธอไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรมาก 

สถานที่แบบนี้ เขาไม่มีทางแกล้งเธอหนักจนเธอรับมือไม่ไหวหรอก



คนอื่น ๆ เริ่มจัดเก็บเศษอาหารเอาไปทิ้ง 

จัดเตรียมปูผ้าจะนอนกันแล้ว เธอเพิ่งจะกินคำสุดท้ายหมด คิดจะลุกไปล้างมือ

“เจ้าจะไปที่ใดซานซาน”

“มือของข้าเปื้อนเช่นนี้ ท่านพี่มีเศษผ้าให้ข้าเช็ดมือหรือ”

“ไม่มี แต่เจ้าควรแจ้งแก่ข้าก่อน แม้จะไม่ได้เดินไปไกล 

แต่เจ้าเคยได้ยินเรื่อง ภูตผีลักเด็กเอาไปซ่อนหรือเปล่า” 

เอาเรื่องผีมาขู่เธออีกแล้ว อย่าคิดว่าเธอกลัวแล้วจะแสดงออกล่ะ 

เธอไม่ทำให้เขาได้ใจที่แกล้งเธอได้สำเร็จหรอก

“ตอนนี้ท่านพี่ก็รู้แล้ว เช่นนั้นข้าจะไปล้างมือได้ที่ใดหรือ วานท่านพี่ตอบ”

“ตามข้ามา” 

เธอผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ แค่เรื่องล้างมือ 

เขาต้องทำให้มันดูเป็นเรื่องอันตรายลึกลับขนาดนี้ เห็นชัดว่ามีแผนซ่อนเร้น

เธอเดินตามเขาไปด้านนอกห้องโถงใหญ่ 

เขาหยิบหญ้าแห้งมากระจุกหนึ่งให้เธอเอามาถูมือ ข้างนอกมีลมพัดมาเย็น ๆ 

จนเธอรู้สึกว่าถ้าอยู่นานกว่านี้คงเริ่มหนาว 

บรรยากาศวัดร้างมันต้องหนาวยะเยือกแบบนี้ทุกวัดหรือเปล่านะ 

แถมยังรู้สึกเหมือนมีใครแอบดูอยู่ ถ้าเป็นเจ้าที่เจ้าทางล่ะก็ 

เธออยากจะบอกว่าไปหลอกคนอื่นก่อนเถอะ 

สามีเธอดุมาก พวกท่านรับมือไม่ไหวหรอก

แม้ว่าความรู้สึกจะไม่สะอาดเท่ากับล้างด้วยน้ำยาล้างมือ 

แต่ตอนนี้คือ ถือว่าดีมากแล้ว 

และเธออยากกลับเข้าไปข้างในที่มีคณะเดินทางรวมกลุ่มอยู่หลายสิบคน



“เดี๋ยวก่อนซานซาน เจ้าจะเข้าไปทำไม” 

เธอหันหน้ามาหาเขาทันที จะอยู่ตากลม นั่งดูดาวขอพรสักข้อ เธอไม่ทำหรอกนะ

“ข้าจะรีบเข้าไปพักผ่อนด้านใน ข้าคิดว่าจำทางกลับได้ 

หรือท่านพี่จะไปทำธุระอื่นในป่าถึงได้เรียกข้าเอาไว้ ท่านรีบไปรีบกลับแล้วกัน” 

เขาปวดท้องก็น่าจะรีบไป ไม่เห็นต้องมาเรียกเธอ เพื่อบอกให้เสียเวลา

คงเพราะเขาเห็นแววตาสงสารเห็นใจบนใบหน้าเธอได้ 

ทำให้เขารีบเดินเข้ามาหาแล้วกระซิบตอบ 

“ข้าไม่ได้จะไปปลดทุกข์ แต่ที่พักของพวกเราไม่ได้อยู่ด้านใน

เป็นห้องเล็กที่อยู่ด้านหลังต่างหาก มีคนตระกูลหม่าอีกหลายคนเช่นกัน”

“อ้าว ทำไมล่ะ นอนรวมกันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือท่านพี่”

“ซานซาน นี่เจ้ากินอาหารไม่อิ่มใช่หรือไม่ เจ้าลองตรองดู 

เกิดมีเหตุเพลิงไหม้แล้วเรานอนอยู่ที่เดียวกัน ม้ากับรถม้าจะยังอยู่ในมือเราหรือไม่” 

เธอไม่กล้าทักท้วงว่าม้าตัวใหญ่เกินไปจะอยู่ในกำมือได้ แต่ไม่ใช่เวลาสมควร เลยไม่พูดดีกว่า

“ท่านพี่จะบอกว่า หากเกิดเรื่องร้ายแรงโดยไม่คาดฝัน 

อย่างน้อยก็จะมีคนมาช่วยได้ทันเช่นนั้นสินะ”

“ถูกต้อง ดังนั้นเจ้ามากับข้าซานซาน” 

เธอโดนดึงเสื้อลากไปตลอดทาง ประตูห้องเปิดอยู่ ลักษณะคล้ายห้องเก็บของไม่เล็กนัก 

มันดูทึบ ๆ สีทึมกว่าตอนเย็นเสียอีก มีโคมไฟด้านหน้าและแสงไฟวับแวมที่ด้านในห้อง 

เธอบอกเลยว่าที่ห้องโถงดูวังเวงนิด ๆ แต่ด้านหลังนี่มันทำให้เธอรู้สึกอึดอัด 

มีหน้าต่างไม่กี่บาน ช่วยกันลมจากความหนาวได้ดี เธอไม่อยากนอนในห้องนี้

“ท่านพี่ทำไมห้องถึงได้ดูมืดนักล่ะ”

“ซานซาน แล้วทำไมเจ้าถึงมีคำถามมากนักล่ะ หากเจ้าจุดไฟสว่างโร่ 

คนภายนอกย่อมมองเห็นพวกเราเป็นเป้านิ่งได้อย่างชัดเจน 

ผู้มีฝีมือสักคนจะยิงธนูหรือซัดอาวุธลับ ย่อมไม่พลาด เจ้าอยากตาย?” 

เขาจำเป็นต้องเกรี้ยวกราดใส่เมียตัวเองขนาดนี้ด้วย 

มีสามีที่รักถนอมภรรยาที่ไหนถามคำถามแบบนี้ 

(พออารมณ์เสียทีไรเป็นแบบนี้)

“.....” 

เธอเลือกไม่ตอบ เดินเข้าไปในห้อง มีที่ว่างและเธอมองเห็นพรมขนแกะสีขาวอย่างลาง ๆ 

ทำให้เธอรู้ว่าจุดนั้นคือที่นอนของเธอ ในเมื่อเขาไม่ให้ถาม 

เธอเดินไปนั่งเองได้ และก็จะนอนเองโดยไม่ต้องพูดกับใครอีกด้วย 

เธออยากจะภาวนาให้ขากลับ มีการปรับแผนใหม่ เธอจะได้ขอเดินทางไปกับเหยียนเกอเกอ





ข่มอารมณ์อยู่นาน นอนลงแล้วสูดหายใจเข้าลึกท่องคำว่า ‘ใจเย็น ๆ’ 

เธอพยายามไม่โมโห ไม่ให้คำพูดของเขามาทำร้ายเธอได้ อยู่หรือตายใครเป็นคนกำหนด 

ณ ปัจจุบันนี้ ถ้าเธอไม่ยอมตาย เธอจะสู้ให้ถึงที่สุดค่อยตาย พอคิดได้แบบนี้เธอหลับตาลงได้ในที่สุด 

แล้วคิดไปเรื่อยเปื่อยว่า

เธอต้องการเลือกทางเดินชีวิตของเธอเอง ปล่อยให้สามีเฮงซวยไปเห่าหอนที่อื่นตามสบายดีกว่าไหม 

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ก็สุดรู้ ไฟดับไปเมื่อไหร่เธอไม่รู้เหมือนกัน หรือมีคนมานอนข้าง ๆ และเป็นใคร 

เธอก็ไม่สนใจอีก นอนตะแคงห่มผ้าหลับตาคิดถึงอนาคตของตัวเองต่อ 

ถ้าเธอขยันสักหน่อย ปลูกผักเพาะเห็ด เลี้ยงไก่เลี้ยงปลา 

ใช้ชีวิตแบบเกษตรกร ที่พอมีความรู้ในยุคสมัยใหม่ ก็ไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้

อาศัยช่วงชุลมุนในการสู้กัน เธอแกล้งตายแล้วหนีไป เท่านี้ก็น่าจะเป็นโอกาสดี 

การหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ได้สิ กลิ่นของเธออาจเป็นปัญหาใหญ่

เขาอาจดมกลิ่นแล้วตามตัวเจอได้ง่าย ๆ 

แต่ไม่ใช่ว่าจะหาวิธีกลบกลิ่นไม่ได้ แค่หาเครื่องเทศหรืออะไรที่กลิ่นแรงกว่ามากลบ 

ขยะเหม็น ๆ เลยเป็นไง หรือจะแรงไป เอาแค่ผักดองน่าจะใช้ได้แล้ว



“ซานซาน” เสียงเรียกจากทางด้านหลัง แต่เธอทำนอนนิ่งให้เหมือนว่าหลับไปแล้ว

เงียบเสียงไปอีกนิด เธอได้ยินเสียงกุกกักตรงหน้าต่าง มีเสียงนอนกรนเบา ๆ ของคนอื่นแทรกเข้ามา 

แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ที่ด้านนอก สมมติเป็นการบุกมาปล้นม้า 

คนที่เฝ้าเวรยามน่าจะส่งสัญญาณให้ทุกคนได้รู้แล้ว

ผู้ชายแต่ละคนที่ร่วมเดินทางมากับตระกูลหม่าไม่น่าจะเป็นพวกไก่อ่อน ไม่รู้วิธีระวังภัย

มีมือมาแตะที่หัวไหล่เธอเบา ๆ “ซานซาน เจ้าหลับแล้วหรือ เจ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่” 

เธอแกล้งหลับต่อ และทำเป็นไม่ได้ยิน เงียบไปพักหนึ่ง 

คราวนี้เป็นเสียงประหลาดไม่ห่างจากที่เธอนอนมากนัก 

เป็นเสียงคล้ายนกร้อง คล้ายสัตว์จำพวกแมลงผสมกัน 

เธอคิดว่าพวกเขาน่าจะไปฝึกมาใหม่ คือ เสียงพวกนี้มันน่ากลัวตรงไหน โอเค 

สถานที่อาจผ่าน แต่ดนตรีประกอบมันต้องมี อีกอย่างคนนอนกันอยู่เยอะแยะไปหมด 

จะให้เธอโดนหลอกคนเดียวคิดว่าไม่คุ้มนะ เป็นผีควรมีจรรยาบรรณ ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน 

เสียงร้องประหลาดน่ารำคาญดังอยู่ไม่นานก็หายไป เธอค่อยโล่งหูหน่อย 

จากนี้เธอตั้งใจจะนอนโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น เพิ่งสมาธิไปที่การพักผ่อนอย่างเดียว 

ในที่สุดเธอละทิ้งพวกการแสดงเกรดต่ำพวกนั้น เข้าสู่ห้วงความฝันได้สำเร็จ







กลางดึกสงัดเธอรู้สึกหนาวขึ้นมา ขยับหาความอบอุ่นจากคนข้างตัวอย่างไม่อิดออด 

เธอไม่คิดว่าการนอนในอาคารแบบนี้จะหนาวกว่านอนในกระโจม ทั้งที่ประตูหน้าตาก็ปิดแง้ม ๆ แล้วนะ 

ท่านพี่ยังต้องนอนตะแคงเพราะแผลที่แผ่นหลัง ทำให้เธอมุดเข้าไปซุกแผงอกเข้าได้อย่างง่ายดาย 

แขนข้างที่อยู่ด้านบนของเขายกขึ้นมาโอบตัวเธอไว้ค่อนข้างแน่น แต่หนนี้เธอไม่บ่นหรอก 

ความหนาวไม่เคยปรานีใคร ได้เตาไฟมีชีวิตช่วยทำให้เลือดลมไม่แข็งตัวไปเสียก่อน นับว่าโชคดีแล้ว 

กำลังจะถอนหายใจด้วยความสบาย เธอกลับได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงเบา ๆ 

ทำให้เธอนอนตัวเกร็ง ไม่ผิดแน่ เธอคิดว่าพวกเขาคงเลิกเล่นแกล้งหลอกผีเธอแล้ว 

อีกอย่างเสียงที่เธอได้ยินไม่มีทางเป็นเสียงของผู้ชายที่ดัดเป็นเสียงของผู้หญิงแน่ 

และเธอเริ่มรู้สึกว่าความหนาวเย็นที่ว่าน่าจะมาจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตในห้องนี้ 

แต่ทำไมดูเหมือนเธอจะหนาวเพียงคนเดียว ผีเฮงซวย ไปเรียนการเป็นผีใหม่ 

แค่เห็นเธอแต่งตัวเป็นผู้ชายจำเป็นต้องแกล้งกันขนาดนี้ 

หรืออิจฉาที่เธออยู่ท่ามกลางหนุ่ม ๆ วัยฉกรรจ์ทั้งหลาย 

ถ้าหล่อนแอบดูอยู่ ก็น่าจะรู้ว่าฉันมีผัวเป็นตัวเป็นตนแล้วนะยะ 

หล่อนชอบคนไหนก็ไปสิงสู่เลยสิ จะมาป่วนเธอทำไม 

ตอนนี้เธออยากจะปลุกท่านพี่ให้มาจัดการไล่ผีผู้หญิงตนนี้ไป

แต่ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวเขาจะได้ใจคิดว่าเธอกลัวผีตามแผน แล้วต้องง้อเขาจนได้ 

เธอขยับตัวซุกลึกเข้าแนบชิดท่านพี่ยิ่งขึ้น ให้เขาเข้าใจผิดไปเองว่าเธอหนาวแล้วกัน 

แม้เขาจะตอบสนองโดยการกอดเธอแน่นขึ้น แต่เธอมั่นใจว่าเขาหลับไปแล้ว 

ไม่ก็เพราะเขาก็โดนผีเล่นงานจนหนาวเหมือนกัน 

ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอค่อยสบายใจหน่อย 

ว่าไม่ได้โดนผีแกล้ง ผีหลอกอยู่คนเดียว เพราะได้รับความอบอุ่นเพียงพอ 

ทำให้เธอปิดกั้นเสียงหัวเราะของผีผู้หญิงและหลับได้อีกครั้ง







ชีวิตเริ่มวนเวียนกับการหาที่พักและออกเดินทางแต่เช้ามืด ไม่สิ 

เมื่อคืนนี้พอเธอหลับไปได้สักพักก็ถูกปลุกให้ไปนอนบนรถม้าต่อเพื่อออกเดินทาง 

ถ้าให้เดาคงสักตีสี่ โดนปลุกมากินอาหารแล้ว เธอก็ล้มตัวลงนอนไปบนรถม้าอย่างคุ้นเคย 

นอนได้อีกครู่เดียวเธอก็โดนปลุกอีกแล้ว ท่านพี่เข้ามาอุ้มเธอออกไปขึ้นบนหลังม้า 

เธอไม่ได้ถามอะไร นั่งเอนหลังพิงเขาหลับต่อ 

แต่เสียงเอะอะและเสียงกระทบกันของอาวุธดังขึ้นตรงหน้าทำให้เธอตาสว่างทันที 

โดนโจมตีอีกแล้วเหรอ ขนาดว่าเร่งเดินทางตั้งแต่เช้ามืดเลยนะ 

หรือโดนสะกดรอยตามนานแล้ว 

“ฆ่าให้หมด” 

เสียงตะโกนสั่งอย่างดุร้าย เธอไม่รู้ว่าจากทางฝั่งไหน 

มันดูโกลาหลไปหมดและฝ่ายที่บุกมา 

ดูเหมือนจะมีจำนวนคนมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

ทุกอย่างราวกับว่ามีการเตรียมพร้อมมาแล้ว 

เป็นไปได้ว่ากลุ่มโจรได้สะกดรอยตาม

และสืบความเป็นไปในคณะเดินทางเรียบร้อยแล้ว



“เจ้าไม่ต้องกลัวซานซาน” เสียงปลอบขวัญที่ดังขึ้นเหนือศีรษะด้านหลังของเธอ 

ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น อย่าบอกนะว่าท่านพี่จะเอาเธอกระเตงไปด้วย

ขณะที่เขาต่อสู้ไล่ฆ่าผู้ร้าย 

ไม่เห็นต้องรักเธอมากขนาดนี้ ทิ้งไว้ในรถม้าแบบครั้งก่อนก็ได้

“ท่านพี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมข้าต้องไปพร้อมกับท่าน” 

เธอไม่คิดว่าตัวเองจะถามอะไรไม่ฉลาดแบบนี้ได้ 

สถานการณ์ตึงเครียดที่เบื้องหน้าทำให้เธอคิดอะไรไม่ออก

“เราสองคนจะต่อสู้ไปพร้อมกัน หากตายเจ้ากับข้าก็จะไปท่องปรโลกด้วยกันไม่แยกจาก” 

คำพูดนี้ฟังเผิน ๆ เหมือนจะซึ้ง แต่เธอไม่ซึ้งโว้ย 

เขาป่วยจิตแน่ ๆ เขาถึงหาเรื่องให้เธอไปตายพร้อมกับเขา 

“ข้าขอลงจากม้าก่อนดีกว่า ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงให้ท่านเสียสมาธิ” เธอรีบแย้ง

“คงไม่ได้ ซานซานเจ้าดูโน้น พวกมันบุกเข้ามามากมายแล้ว” 

คืนตั๋วไม่ได้ ทำให้เธอต้องนั่งชั้นวีไอพี เกาะติดเวทีฆ่าฟันต่อไป กลัวแต่เธอไปไหนไม่ได้

ชายชุดดำแก๊งนี้ดูท่าจะเหนือกว่ากลุ่มโจรที่มาปล้นก่อนหน้านี้ 

เทียบกับฝีมือ เกือบจะสูสีกับคนสำนักคุ้มภัย 

แล้วยิ่งมีจำนวนคนมากกว่า ถึงฝีมืออ่อนด้อยแต่จำนวนคนที่มากกว่า 

คนของเหยียนเกอเกอต้องรับศึกหนักสองเท่า 

ถ้าไม่แพ้ก็ต้องเหนื่อยตายไปเองอยู่ดี น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ 



“คนของเราน้อยกว่าจะทำเช่นไรดี” 

เธอถามอย่างเป็นกังวล ท่านพี่ตวัดดาบเข้าต่อกรกับเหล่าร้าย 

ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีฝีมือรวดเร็วขนาดนี้ 

เผลอแว่บเดียวเอาดาบเอามีดจิ้มคนตายไปแล้วสองคน

“ไม่...เห็น...ต้องทำเช่นไร” 

เขาตอบพร้อมกับรับมือสลับซ้ายขวา บังคับม้าหมุนไปหมุนมา 

จนเธอเริ่มชักเวียนศีรษะ พยายามประคองไม่ให้ตัวเองร่วงลงไป

ให้ม้าของบ้านตัวเองเหยียบเจ้าของตายน่าอนาถ

พอเริ่มจะโดนรุมมากเข้า ท่านพี่ควบม้าหนีออกจากวงล้อม 

ล่อคนกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยต้องเรียกว่าฝูงหนึ่ง เกือบยี่สิบคนเห็นจะได้ 

มีม้านำขบวนถึงสี่ห้าตัวที่เหลือวิ่งเท้าตามมา ดูเหมือนพวกมันจะรู้ว่าท่านพี่มีฐานะอะไร 

ถึงได้กรูตามมากันเป็นพรวนขนาดนี้ 

จะเอาม้าเอารถม้าก็เอาไป ทำไมต้องฆ่าคนทั้งหมดด้วยเธอไม่เข้าใจ 

หรือเธอจะเข้าใจผิด พวกมันคิดจับตัวท่านพี่เป็นตัวประกันต่างหากเพื่อแลกกับม้า

สู้กันหนึ่งต่อห้า คิดว่าเทพขนาดไหน 

เธอยังรู้สึกว่าเสียเปรียบแถมยังมีเธอเป็นติ่งถ่วงเขาเบา ๆ 

ทำให้ม้าไม่สามารถวิ่งได้เร็วนัก ไม่นานต้องโดนตามทันแน่ 

จุดจบของเธอคงไม่หรูหรา เธอส่ายหน้ากับตัวเอง

“คิดอะไรเลอะเทอะ” 

เขาตะโกน ดีดนิ้วใส่ต้นแขนเธออีกด้วย 

เวลาแบบนี้เขายังจะมาห่วงว่าเธอคิดอะไร 

ไม่หาทางหนีเล่าท่านพี่! แต่เธอเจ็บนะ

“ให้ข้าลงก่อนดีหรือไม่ ม้าจะได้ไม่หนัก” 

เธอคิดหนีเอาตัวรอด ไม่สิ หนีไปซ่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระคนอื่น 

“ไม่มีเวลา”

“จะหนีทันหรือท่านพี่”

“ไม่ทัน” เขาตอบอย่างไม่ต้องคิด

“ตอบเช่นนี้ก็ได้หรือ” 

“เจ้าคอยดูแล้วกันซานซาน”











---


ขอบคุณที่แวะเข้ามานะคะ ใกล้จะจบแย้วว พยายามไม่ออกทะเลแต่ก็ยังมี

อยากให้จบก่อน สิ้นปี อยากอ่านนิยายบ้างแล้ว



เมื่อวานจะแต่งต่อ พอดีไปเปลี่ยนซิม แล้วเพื่อนนานๆ เจอมารับไปกินข้าวเย็น

 ซิมลืมจดเบอร์ติดต่อ น้องก็ไม่ได้โอนข้อมูลให้

โชคดี ซิมเก่าเอากลับมาเปิดดูได้

 แนะนำว่าให้ผูกเชื่อมข้อมูลไป เมลไม่ก็คลาวด์ ไม่ก็ sd card ไม่ก็คอมฯ

แบ็คอัพ รูปภาพ ข้อมูลเครื่อง เครื่องหาย ตกน้ำ ซื้อเครื่องใหม่ ซิมหาย พังอะไรก็แล้วแต่

จะได้ไม่ปวดหัว ไม่เสียเวลา เรื่องข้อมูลสำคัญในเครื่อง


ปล.น้องมันกินหญ้า ใช่หรือเปล่า มันถึงได้ปล่อยแฟนท้องอีกทั้งที่เพิ่งแท้งไม่ถึงหกเดือน บ่นๆ  >:(
เหมือนจะเริ่มเป็นไมเกรนแระ ฮ่าๆๆ แต่งไปเครียดไป เพิ่งได้คอนเฟิร์มวันนี้ 70%

10
สารบัญ (ทำไว้ มาอ่านเอง  ;D Rally 27 ตุลาคม ธันวาคม ๒๕๖๒)

ชื่อตอน  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 


1. แต่งงาน                     
http://philipda.com/index.php?topic=1170.0

2. ยกน้ำชากับเรื่องราวในใจ 
http://philipda.com/index.php?topic=1171.0

3. ลงมือเถอะ                 
http://philipda.com/index.php?topic=1172.0

4. กลยุทธ์ของภรรยา                     
http://philipda.com/index.php?topic=1173.0

5. ความฝันครั้งสุดท้าย                     
http://philipda.com/index.php?topic=1174.0

6. เล่าให้ข้าฟัง                             
http://philipda.com/index.php?topic=1175.0

7. มานี่ ซานซาน                                 
http://philipda.com/index.php?topic=1176.0
           
8. ข้าเป็นญาติสาวห่าง ๆ                         
http://philipda.com/index.php?topic=1177.0

9. ไม่ต้องกังวล บิดาคิดเผื่อเจ้าแล้ว             
http://philipda.com/index.php?topic=1178.0

10. ส่งมือมาให้ข้า                         
http://philipda.com/index.php?topic=1179.0

11. เจ้าป่วยแล้วรู้ตัวหรือไม่
http://philipda.com/index.php?topic=1180.0


12. ท่านพี่ช่างเฉียบแหลม
http://philipda.com/index.php?topic=1181.0


13. ท่านเตรียมตัวเดินทางเช่นนี้ ได้ปรึกษาใครหรือไม่
http://philipda.com/index.php?topic=1182.0


14. รถม้าและภรรยา
http://philipda.com/index.php?topic=1183.0


15. ข้าคิดผิด
http://philipda.com/index.php?topic=1186.0


16. สนุกหรือไม่? สามีเจ้าคอยท่า
http://philipda.com/index.php?topic=1188.0

17. ข้าอยู่เป็น รู้ไว้เสียด้วย
http://philipda.com/index.php?topic=1189.0


18. เรื่องเล่า
http://philipda.com/index.php?topic=1190.0

19. ออกวิ่ง
http://philipda.com/index.php?topic=1191.0


20. วัดร้าง
http://philipda.com/index.php?topic=1192.0

21. อาหารไม่ย่อย
http://philipda.com/index.php?topic=1193.0


22. ข้าจะรีบกลับไปช่วย
http://philipda.com/index.php?topic=1194.0


23. เลือกซื้อปิ่นให้ภรรยาอย่างตั้งใจ
http://philipda.com/index.php?topic=1211.0



24. เอาตั๋วแลกเงินไป
http://philipda.com/index.php?topic=1214.0




25. บทส่งท้าย

11
บทที่ 20  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ   



“ถ้าเช่นนั้นข้าจะถามเจ้าใหม่ในภายหลัง ให้เจ้าตอบให้ได้” 

เขายอมรามือ ปล่อยให้นางมาดูแลใส่ยา นางจะได้รีบกลับไปนอนพักผ่อนต่อ

นางหยิบขวดยาโรยใส่แผล จากนั้นนำผ้าสะอาดมาพันรอบตัวหลายครั้ง 

ซานซานใช้เวลาไมนาน ต่างจากที่เขาทำยิ่งนัก

“ท่านพี่เรียบร้อยแล้ว ท่านคงต้องนอนลำบากไปสักพัก 

ระวังอย่าให้บาดแผลโดนน้ำ ท่านมียาที่ต้องกินก่อนเข้านอนหรือไม่ ข้าจะหยิบให้” 

นางดึงอาภรณ์ขึ้นแล้วจัดแจงให้เข้าที่อย่างเบามือ 

เขาคิดว่าน่าจะให้นางทำแผลเสียตั้งแต่ทีแรก รนหาเรื่องเจ็บตัวแท้ ๆ 

“ไม่มีและไม่จำเป็นหรอก บาดแผลเพียงเล็กน้อย อีกอย่างข้า… ไม่เป็นไร 

เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล อีกไม่กี่วันคงดีขึ้น” 

เรื่องที่เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่าได้

ไม่อาจพูดจากสุ่มสี่สุ่มห้าได้ อยู่ข้างนอกย่อมไม่ปลอดภัย

“ข้าไม่ได้กังวล ข้าแค่ง่วงนอน ถ้าท่านเสร็จธุระและไม่จำเป็นต้องใช้ตะเกียง 

ข้าจะได้ดับไฟและกลับไปนอนได้เร็วขึ้น” 

“อ๋อ เป็นเช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ข้าไม่ชอบนอนตะแคง เพราะมันทำให้ข้านอนไม่ค่อยหลับ” 

นางเลิกคิ้วขึ้นแล้วจ้องมองหน้าเขา ซึ่งเป็นกิริยาที่สตรีไม่พึงกระทำ แต่ใบหน้าของนางช่างน่ารักนัก

นางส่ายหน้าวางท่าเช่นผู้ทรงภูมิแล้วเริ่มสั่งสอนเขา 

“ท่านพี่ ในการเดินทางไม่อาจเรื่องมากได้ ท่านอย่าทำตัวยุ่งยากนักเลย อีกอย่างเดี๋ยวท่านก็ชินไปเอง 

หากนอนหงายบาดแผลต้องได้รับความกระทบกระเทือน ทำให้หายช้า ดังนั้นท่านพี่ต้องอดทนเข้าไว้”

“ข้าชอบนอนหงายมาตลอด คงต้องมีเผลอพลั้งจนได้ 

และการเดินทางในครั้งนี้ อาการบาดเจ็บของข้าจะเป็นต้นเหตุให้ล่าช้าอีกไม่ได้แล้ว 

ยิ่งนานวันอันตรายยิ่งมากขึ้น เจ้าคงได้เห็นแล้วสินะซานซาน 

ข้าคงต้องรบกวนเจ้าในตลอดอีกหลายวันต่อจากนี้ไป”

“ที่แท้จุดประสงค์ของท่านก็… คืออะไรกันแน่ ข้าฟังแล้วเวียนศีรษะ 

ข้าเดาว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ข้าดีใจแน่”

“เจ้ารู้อยู่แก่ใจ แต่เจ้าคงจะเขินอายไม่กล้าพูดใช่หรือไม่ซานซาน 

เจ้าเข้าใจไม่ผิด ข้าคงต้องนอนกอดเจ้าไปจนกว่าแผลที่หลังจะหายดี 

วิธีนี้ช่วยให้ข้าไม่นอนหงายได้ตลอดทั้งคืน ไปเถอะ 

พวกเรารีบเข้านอน ข้าจะดับไฟ” 

เขาเดินไปดับไฟตะเกียงและดันตัวนางให้กลับไปยังพรมขนแกะ

“เดี๋ยวก่อนท่านพี่ ทำไมท่านต้องมานอนกอดข้า ในเมื่อท่านนอนคว่ำหน้าเอาก็ได้”

“ไม่ได้ ๆ ข้าหายใจไม่ออก ตั้งแต่เติบโตมาข้าไม่เคยนอนคว่ำหน้าเลยสักครั้ง”

“คำพูดเช่นนี้ ท่านยังกล้าพูดออกมานะ เมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น 

ท่านยังเคยนอนทับข้าจนหลับไป 

เอาล่ะ ข้าไม่พูดต่อดีกว่า ความจริงข้าไม่ชอบให้ผู้อื่นมานอนกอด ข้าหายใจไม่ออกเช่นกัน”

“ซานซานข้านอนกอดเจ้าเพียงหลวม ๆ เท่านั้น เพราะเดี๋ยวมือไม้ของเจ้ามาปัดโดนแผลของข้า” 

เขาผลักนางให้นอนลง และเขาตามไปสมทบด้านข้าง

“ไม่มีทาง ห้ามท่านกอดข้า”

“เจ้าอย่าส่งเสียงดัง” 

นางลดเสียงลง “หนึ่งคืนม้าหนึ่งตัว น้อยกว่านี้ข้าไม่ตกลง”

“เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลหม่า จะเอาม้าไปทำอะไรเยอะแยะ 

อีกอย่างสามีของเจ้าไม่มีเงินซื้อม้าให้เจ้ามากมายถึงเพียงนั้น 

เอาตัวข้าไปแทนแล้วกัน ข้าไม่กินจุ” เขาดึงนางเข้ามากอดเว้นที่ว่างเพียงเล็กน้อย

“ท่านพี่เคยเห็นบุรุษหน้าซื่อใจคดหรือไม่ พรุ่งนี้ท่านไปชะโงกหน้าดูในลำธารเลยนะ” 

นางได้แต่ยกมือขึ้นมาผลักเขาออกอย่างไร้เรี่ยวแรง

“ได้ ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการซานซาน คืนนี้นอนเสียเถิด 

หรือต้องการให้ข้าร้องเพลงกล่อมเจ้าสักเพลง”

“หุบปาก!” 

มีภรรยาที่ไหนดุด่าสามีเช่นนี้บ้าง เขาหลับตาลงสูดกลิ่นของนาง 

ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย และหลับลึกไปอย่างรวดเร็ว 



ฟ้ายังไม่สว่างเรียกว่ายังมืดอยู่เลย คณะเดินทางเริ่มออกเดินทางเรียบร้อย

ดูเหมือนการเดินทางในช่วงนี้จะเร่งรีบขึ้นมากกว่าเดิมอีกสองเท่า 

เธอคิดว่าพวกเขาทำถูกแล้ว จากการดักปล้นครั้งแรกน่าจะมีครั้งต่อไปอีก

ปัญหาพวกนั้นเธอคงไม่ต้องไปกังวลแทนเขาหรอก

เอาตัวเองให้รอดชีวิตในตอนนี้ก่อนดีกว่า

เธอไม่รู้ว่าการเดินทางผ่านไปกี่มากน้อยแล้ว ใกล้จะถึงที่หมายหรือยัง

แต่เธอคิดว่าน่าจะใกล้ถึงแล้ว 

เพราะปัญหาพวกโจรเข้ามาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ 

ทำให้แม้แต่เวลาพักม้าก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ให้ม้าเหนื่อยดีกว่าโดนปล้นไปสินะ 



พอส่งมอบของให้อยู่ในมือลูกค้าแล้ว ทางตระกูลหม่าค่อยฟื้นฟูม้าทีหลังน่าจะทำได้ 

แถมสะดวกอีกต่างหาก 

ยิ่งใช้ข้ออ้างในการแนะนำม้าและดูแลม้าสูตรตระกูลหม่าให้ มีหรือเขาจะปฏิเสธ

“ซานซานเจ้าหิวหรือไม่” เสียงของคนที่มักจะโผล่มาเงียบ ๆ ที่หน้าต่าง 

และถามคำถามเดิม ๆ อย่างหิวหรือเปล่า 

เหนื่อยหรือยัง ส่วนคำตอบ เขาไม่ได้สนใจเหมือนถามไปอย่างนั้น 

เพราะไม่มีอะไรจะถามมากกว่า ถ้าเธอหิวในรถม้าคันนี้ของกินเพียบ 

เธอจะไม่มีปัญญาหยิบเอามากินเลยเหรอ และเหนื่อยหรือยัง เธอนั่งนอน ๆ ในรถม้า 

เหนื่อยแล้วจะทำอะไรได้ ไม่ทำอะไรได้ นอกจากนอน เขาถามไม่คิดอย่างไรก็อย่างนั้น 

“เอ๊ะ เจ้านอนหลับอยู่หรือ”

“ท่านก็เห็นว่าข้านั่งอยู่จะหลับไปได้อย่างไร”

“เจ้าอาจนั่งหลับอยู่ ผู้ใดจะรู้ว่าเจ้าอาจมีความสามารถเช่นนั้นก็ได้”

“ไร้สาระ” เธอพึมพำ “แล้วนี่เราจะถึงเมืองใกล้ ๆ นี้หรือเปล่าท่านพี่”

“ประมาณสองวัน เจ้าต้องการสิ่งใดหรือ”

“ข้าแค่อยากรู้ หากระยะทางอีกไกล เผื่อมีใครต้องการโจมตีข้าจะได้ระวังตัว”

“เจ้าไม่ต้องเหงาใจไปหรอกซานซาน คืนนี้หรือไม่ก็คืนพรุ่งนี้ 

น่าจะมีคนมาดักปล้นเราอีก ตอนนี้พวกมันสะกดรอยตาดูพวกเราเพื่อรอจังหวะอยู่”

“อืม ช่างเป็นข่าวดี ต้องขอบคุณท่านพี่ที่แจ้งข่าวนี้แก่ข้า 

ท่านให้ข้าไปรอที่ว่าการอำเภอสักแห่งได้หรือไม่ 

แล้วขากลับค่อยมาแวะรับข้าก็ได้ ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงทำให้ทุกคนต้องล่าช้า” 

เธอเสนอทางออก อีกอย่าง 

เธอคิดว่าให้พวกเขาเร่งเดินทางในช่วงท้ายให้เร็วที่สุด 

โดยไม่มีเธอเป็นภาระน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

“ข้าทำไม่ได้ เจ้าก็รู้ซานซาน เจ้าลืมที่บิดามารดาของข้าสั่งความเจ้าแล้วหรือ”

เวรกรรม เธอลืมจริง ๆ ห้ามอยู่ห่างจากเขา เวรกรรมสองชั้นเลย ทำไมเธอได้ลืมแล้วลืมอีก 

คงเพราะสมองเบลอเกินไปในช่วงนี้ แถมพักผ่อนไม่เพียงพอ 

“แน่นอนข้าลืม เอ้ย ข้าไม่ลืมหรอก ข้าต้องดูแลท่านพี่เป็นอย่างดี

ให้สมกับเป็นสะใภ้ตระกูลหม่า” 

มีเสียงหัวเราะแทรกเข้ามาเบา ๆ แต่เธอรู้ดีว่าไม่ใช่เสียงของท่านพี่ แต่เป็น 

เสียงพี่ชายคนหล่อที่ชอบสาระแน่เรื่องชาวบ้านอย่างหนานกงหลี่เยียนคนเดิม 

“เจ้าจำได้ก็ดีแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเจ้ามาอยู่ใกล้ข้าแล้วกัน ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

เสียงหัวเราะดังขึ้นมาอีก คนที่แอบฟังผัวเมียเขาคุยกันสมควรตายจริง ๆ เธอเลยต้องออกโรงสักหน่อย 

“ท่านพี่ท่านได้ยินเสียงนกเสียงกาน่ารำคาญหรือไม่ 

ท่านไล่มันไปที มันชอบมาแอบฟังแล้วหัวเราะเยาะข้า”

“ซานซานเจ้าอย่าไปใส่ใจเลย 

ขอเพียงเจ้าดูแลข้าดี ๆ เดี๋ยวนกตัวนั้นก็เบื่อจนบินหนีไปเอง” 

เธอเริ่มจะเลี่ยนแล้ว 

“ข้าเชื่อท่าน” เธอตัดบทสนทนาให้สั้นลง 

และที่สำคัญไม่ต้องการเปิดโชว์ละครให้คนอื่นสนุกสนานโดยไม่คิดเงิน





เธอไม่คิดว่าจะมีโอกาสพักค้างคืนในวัดร้างกับเขาบ้าง 

สู้ให้นอนกลางป่ายังไม่น่ากลัวเท่า 

คือ มันเป็นสถานที่ ๆ เคยมีคนอาศัยอยู่และถ้ามันร้าง 

เป็นไปได้สองกรณีคือ หนึ่งอพยพไป สองคือตาย

ไม่ เธอต้องไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้ ดีหน่อยว่า ห้องพักมีไม่มาก 

ดังนั้น เราก็จะนอนกองรวมกันที่ห้องโถงใหญ่ที่เคยมีพระพุทธรูป

มีกระถางปักธูปอะไรพวกนั้น และห้องเล็กลงไปหน่อยอีกห้อง 

ให้ตายเธอก็ไม่ไปนอนหรอก มันดูมืดทืบ คงเคยใช้เป็นห้องเก็บของ

“ซานเอ๋อร์เจ้าเคยกินกระต่ายป่าหรือไม่ เดี๋ยวข้าให้คนไปจับมาให้เจ้าลองชิม”

เธอสะดุ้งขณะที่กวาดตามองรอบ ๆ สถานที่อยู่ หันหลังกลับไป เจอหนานกงหลี่เหยียนยืนอยู่

เธอหันซ้ายหันขวามองหาใครบางคน พอไม่เห็น เธอถึงเอ่ยตอบว่า 

“เหยียนเกอเกอ ในวัดร้างท่านยังกล้าพูดเรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่เกรงกลัวบาปเลยนะ”

เขาส่งยิ้มเล็กน้อย “ถ้าเช่นนั้นเจ้าไม่สนใจ ข้าจะได้ไม่สั่งให้เขาแบ่งให้เจ้า”

“ช้าก่อน ได้ที่ไหนกัน ข้าจะทำการหักหาญน้ำใจท่านได้เช่นไร เหยียนเกอเกอ”

“เด็กเห็นแก่กิน”

เธอยืนยกมือมากอดอก “ข้าเป็นคนไม่เรื่องมากต่างหาก” 

“ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว อีกสักชั่วยามเจ้าเตรียมน้ำชารอได้เลย”

“รับทราบ” เธอตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พี่ชายคนหล่อเดินหัวเราะจากไปทันที

ภายในห้องโถง มีส่วนที่ชำรุดพอสมควร มีหน้าต่างหลุดบ้าง ประตูปิดไม่ได้

ผนังเป็นช่องโหว่หลายจุด 

มีคนประมาณห้าหกคนกำลังเคลียร์ทำความสะอาดพื้นที่ ส่วนเธอก็ได้แต่ยืนงง ๆ 

ด้วยฐานะและตำแหน่งฮูหยินน้อยของตระกูลหม่า 

เธอเลยไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย เธอเลยคิดว่าจะไปเดินดูอะไรรอบ ๆ แถวนี้สักหน่อย 

แถวนี้ที่ว่า คือแถวที่มีคนอยู่กันเยอะ ๆ 

มีฝ่ายจัดเตรียมสถานที่พัก เตรียมอาหาร ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ทุกคนช่วยทำงานกันอย่างลงตัว 

ไม่ได้แบ่งว่าเป็นคนของสำนักคุ้มภัยหรือคนจากตระกูลหม่า ผ่านการเดินทางแสนอันตรายด้วยกันมาหลายวัน 

คงทำให้พวกเขาเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น เหมือนการเข้าค่ายหรือการสัมมนาทำให้ละลายพฤติกรรมบางอย่างได้

“เจ้าพูดอะไรกับเขาหรือซานซาน”

“ท่านพี่” เธอหันไปเรียกเขา รู้สึกตกใจเล็กน้อย

“ข้าเองหม่ากว่างหยู เป็นสามีของหลี่ชิงซาน” 

ทำไมเขาต้องชอบย้ำประโยคพวกนี้บ่อยนัก กลัวตัวเองลืมหรือไง



“ท่านพี่อย่าส่งเสียงดังนักสิ เดี๋ยวกระเทือนถึงบาดแผลข้างหลัง ส่วนเรื่องนั้นไม่มีอะไรมาก 

เขาแค่ถามว่าข้าเคยกินกระต่ายป่าหรือเปล่า เท่านั้นเอง”

“แล้วเจ้าตอบเช่นไร” เขาขยับเข้ามาใกล้จ้องตาเธอ 

คำถามพวกนี้ไม่เห็นต้องจริงจังจนทำหน้าตาน่ากลับแบบนี้เลย 

(ไอ้ท่านพี่โรคจิตคนนี้ชอบหาเรื่องแกล้งเธอให้ประสาทเสียเล่นเป็นประจำ)

“ข้าย่อมไม่เคยกิน”

“เจ้าอยากลิ้มลองรสชาติของมันหรือไม่”

“ก็ ๆ ถ้ามีโอกาส ข้าก็อยากลองชิมสักครั้ง แล้วท่านพี่ล่ะเคยกินหรือไม่” 

เธอเอนตัวไปด้านหลังนิดหนึ่ง เขาจะโน้มตัวเข้ามาใกล้ทำไมนัก

“ไม่เคยเช่นกัน ข้าก็อยากลิ้มลองพร้อมกับเจ้า”

“อ๋อ ได้สิ” 

เธอรู้สึกแปลก ๆ เขาพูดถึงอะไร ในแววตาของเขาดูร้อนแรงเกินไปหรือเปล่า 

ถึงจะเป็นแค่วัดร้าง  ท่านก็สำรวมสักนิดเถอะท่านพี่ 

“เจ้าจำคำพูดนี้ให้ดีล่ะซานซาน แล้วอย่าเดินเพ่นพ่านนักล่ะ” 

เขาคงไม่ได้หิวจัดจนตาลายแล้วคิดว่าเธอเป็นกระต่ายป่าหรอกใช่ไหม 

เธอมองตามหลังเขาไป การเดินทางนานหลายวันทำให้คนหลอนได้ 

เธอคิดว่าบางทีอาจเป็นเรื่องจริง







มื้อเย็นที่แสนรอคอยมาถึงแล้ว ไม่ใช่ว่าเธอดีใจที่จะได้กินเนื้อกระต่ายป่า 

แต่เป็นการนั่งล้อมวงกินอาหารล้อมรอบกองไฟพร้อมกับคนอื่น 

ไม่ใช่นั่งกินอาหารบนรถม้าที่โขยกเขยกไปมา เหมือนการเดินทางไม่มีสิ้นสุด 

เฮ้อ การอยู่บนพื้นเรียบนิ่ง ๆ คือดีที่สุดต่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแล้ว

มีบรรยากาศชื่นมื่นที่เธอสัมผัสได้จากทุกคน อาหารอร่อยไม่อร่อยอาจไม่สำคัญ 



เรื่องดีคงเพราะทุกคนได้หยุดพักที่วัดร้าง ดีกว่าพักกลางป่า 

อย่างน้อยปลอดภัยจากลมฝนหรือสิงสาราสัตว์ 

แต่ว่ามีท่านพี่ของเธออยู่คงไม่มีแม้กระทั่งหนูเข้ามาป่วนเปี้ยนแถวนี้หรอก 

เผลอ ๆ แมงมุมอาจต้องเก็บใยใส่กระเป๋าแล้วย้ายบ้านหนีท่านพี่สุดโหดไปทันที

เธอคิดเล่นขำ ๆ



มีชายคนหนึ่งถือใบไม้ห่อเนื้อชิ้นหนึ่งมาส่งให้เธอ 

“ฮูหยินน้อยกระต่ายป่าขอรับ” ไม่ต้องบอกเธอก็รู้ว่าเป็นคำสั่งของใคร 

“ฝากขอบคุณ เอ่อ คุณชายหนานกงด้วย” 

เธอแอบชำเลืองมองคนที่นั่งข้าง ๆ

“ได้มาแล้ว เจ้าก็รีบกินสิซานซานเดี๋ยวจะเย็นเสียหมด” เสียงเย็น ๆ พูดขึ้นมา

“เดี๋ยวข้าแบ่งให้ท่านพี่ดีหรือไม่ หรือจะให้ข้าป้อน” เธอรีบตอบกลับอย่างเอาอกเอาใจ 

“ดี” 

เขาตอบแค่คำเดียว แต่เธอมึนงงต่อไปอีกห้าวินาที 

ความจริง เธอพูดไปตามมารยาทอย่างนั้นเอง 

ไม่คิดว่าเขาจะกล้าให้เธอป้อนต่อหน้าผู้ชายนับสิบคน ในเมื่อเขาไม่อาย

เธอคงต้องทำตามที่เสนอ

“เป็นความคิดที่ยิ่งนัก ให้ข้ามือเลอะคนเดียว 

จะได้ไม่เปลืองน้ำ ถ้าเช่นนั้นท่านรอข้าครู่หนึ่ง” 

เธอแกะใบไม้ออก ฉีกเนื้อเป็นชิ้นเล็ก ๆ ดูเหมือนคนย่างเนื้อจะมีความชำนาญ 

เพราะกะเวลาได้เหมาะสม ทำให้เนื้อกระต่ายมีความสุกกำลังดี 

“ซานซานเจ้าจะเอาเนื้อไปโรยให้ปลากินหรือ จำเป็นต้องทำให้ชิ้นเล็กปานนั้น” 

มันร้อนเธอเลยฉีกได้แค่ชิ้นเล็ก ยังจะมาว่าเธออีก ถ้าอย่างนั้นเอาไปแค่สองชิ้นคงพอมั้ง 

นั่งรอเฉย ๆ ยังจะบ่น

“จะได้ไม่ติดคอท่านพี่ไงเจ้าคะ”

เธอตอบพร้อมกับยื่นส่งเนื้อกระต่ายเข้าปากเขาเพื่อปิดปากซะ









---


รู้สึก  มุกซ้ำของเก่า เนื้อหาเก่าเยอะ

ขออภัย มันลืม พอมาอ่านทวน อ้าว คุ้นๆ

ลบออก ห้าหก บรรทัดแล้ว แก้ เลยช้าเลย

ฟิลมันก็เหมือน ละครใกล้จะ จบ เอาฉาย วนไป 555

[ทำไมเธอได้ลืมแล้วลืมอีก 

คงเพราะสมองเบลอเกินไปในช่วงนี้ แถมพักผ่อนไม่เพียงพอ]

นี่นางเอกหรือคนแต่ง ฮ่าๆ

แต่ก็ดีใจ มาถึงบทที่ 20 จนได้ นึกว่าพิมพ์เลขบทผิดมั่งหรือเปล่า 555

12
บทที่ 19  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ




ก่อนออกจากที่พักเขาเดินไปแจ้งกับซีเหมินจิ้น เรื่องที่เขาจะออกไปเดินเล่น
และฝากซานซานให้เขาดูแลด้วย
ตอนแรกคนผู้นั้นเห็นว่าไม่ปลอดภัยนักจะให้คนติดตามไปด้วย
แต่เขาปฏิเสธเลยต้องอ้างว่าจะไปดูลาดเลารอบ ๆ เสียหน่อย
ไปเพียงลำพังคล่องตัวกว่า
ซีเหมินจิ้นถึงพยักหน้าอย่างเข้าใจและไม่ได้สอบถามอะไรเพิ่มอีก
ราวห้าลี้ทิ้งระยะห่างจากที่พักพอสมควร เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครหรือได้กลิ่นมนุษย์
เขาเลือกต้นไม้ต้นหนึ่งกระโดดขึ้นไปถอดเสื้อผ้าและซ่อนสัมภาระ กับกระบี่เอาไว้
ด้วยความสูงระดับนี้เขาคิดว่ายากที่คนจะสังเกตเห็นโดยง่าย
อีกทั้งเขายังเลือกต้นไม้ที่มีพุ่มไม้ปกคลุมหนาแน่น

เขานิ่งทำสมาธิครู่หนึ่ง โลหิตไหลเวียนไปทั่วสรรพางค์กาย
เสียงหัวใจเต้นกระหึ่ม โสตประสาททั้งหมดพร่าเลือนไปชั่วขณะ
เขารู้สึกร้อนวูบวาบและเปลี่ยนเป็นดังไฟแผดเผาไปทั่วร่าง
แขนขากำลังแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ เขาทรุดตัวลงไปบนกิ่งไม้ใหญ่
กรงเล็บจิกเข้าไปในลำต้น จากนั้นกลายเป็นเส้นขนแทนที่ผิวหนัง

การมองเห็นสีสันเปลี่ยนเป็นคมชัดขึ้น ได้กลิ่นสิ่งต่าง ๆ ที่รายรอบ
ทำให้เขารู้ว่าได้กลายเป็นหมาป่าอย่างสมบูรณ์แล้ว
สายลมบริสุทธิ์พัดโชยมากับกลิ่นป่า
ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเร่งเร้าให้กระโจนลงไปและวิ่งไปล่าเหยื่อสักตัวสองตัว
ไม่รอช้าเขาทำตามสัญชาตญาณในตัวกระโดดผละจากต้นไม้
มุ่งหน้าออกวิ่งเมื่อขาได้สัมผัสกับพื้นดิน
ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีกำลังวังชามากขึ้น เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ทะยานไปข้างหน้าโดยไม่สนทิศทาง
มีใบไม้กำลังร่วงหล่นเขากระโดดงับเพื่อทดสอบความว่องไว

ดูเหมือนการเปลี่ยนร่างในครั้งนี้จะไม่มีความเจ็บปวดเท่าครั้งก่อน ๆ
 แถมเขายังควบคุมร่างหมาป่าได้คล่องแคล่วมากกว่าเดิม
การแต่งงานเป็นการแก้คำสาปชนิดไหนกัน ไม่ใช่ว่าเขาต้องหายจากการเปลี่ยนร่าง
หรือมีสิ่งใดที่ท่านพ่อไม่ได้บอกแก่เขา
ยิ่งได้วิ่งนานเท่าไหร่เขากลับรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายมากเท่านั้น
เขาวิ่งผ่านต้นไม้ เนินเขา ลำธาร
ผ่านสัตว์ป่าที่ออกหากินตอนกลางคืน
เมื่อรู้สึกเริ่มเหนื่อยเขาผ่อนฝีเท้าลงเป็นก้าวช้า ๆ 
หยุดพักสูดกลิ่นป่า ใกล้บริเวณนี้มีมนุษย์
เขาลองไปดูสักหน่อย ดูสิเขาจะทำตัวกลมกลืนจนไม่มีใครจับได้หรือเปล่า

กลุ่มคนส่งเสียงเอะอะทำให้เขาจับต้นเสียงได้ไม่ยาก
เขาไต่ขึ้นไปบนต้นไม้ที่ไม่ไกลนักเพื่อสุ่มดู
“ถ้าข้าได้เงินข้าก็จะไป… กอดซ้ายทีขวาที”
“เจ้าโง่! ถ้าเจ้ามีเงิน เจ้าจะต้องไปเสียเงินให้...(พวกนางเหล่านั้นทำไม)
เจ้าฉุดเด็กสาวคนนั้นก็ได้”
ที่แท้เป็นพวกชายขี้เมาประมาณห้าหกคนนั่งดื่มสุราหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง
คำพูดเหล่านั้นบางประโยคโดนสายลมพัดหายไป
ทำให้เขาได้ยินไม่ถนัดนัก ในเมื่อไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเขาควรจะรีบกลับดีกว่า
 
ขณะที่กำลังจะลงจากต้นไม้ พลันได้ยินประโยคหนึ่งทำให้เขาต้องชะงัก
“เด็กสาวที่มากับรถม้ารูปร่างหน้าตาไม่เลวนะ”
“เจ้าตาถั่วหรือไม่ คณะเดินทางมีแต่บุรุษทั้งหมด”
“เจ้าสิตาถั่ว รูปร่างและผิวพรรณขาวเนียนเช่นนั้น ดูเช่นไรก็เป็นสตรี”
“พวกเจ้าไม่ต้องเถียงกัน ข้าเห็นนางก่อนย่อมจองนางไว้แล้ว”
ชายอีกคนเอ่ยแทรกสองคนที่กำลังถกเถียงกันอยู่
เขานิ่งจับใจความเพื่อรอฟังว่าพวกมันหมายถึงรถม้ากับเด็กสาวที่ไหน
เพียงไม่นาน พวกมันพูดเกี่ยวกับการปล้นรถม้า
เพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่า เป็นซานซานที่พวกมันหมายตาเอาไว้
สวมชุดบุรุษยังต้องตาผู้อื่นเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
กลับไปเขาต้องสั่งสอนนางให้ระวังตัวมากกว่านี้
แต่ก่อนอื่นเขาต้องขอจัดการพวกเดรัจฉานพวกนี้ก่อน เห็นชัดว่าเป็นสันดานโจร

ที่สำคัญแผนการของพวกมันคือการไปลอบก่อไฟผสมยาสลบ
จากนั้นตกลงใจได้ว่าจะผลัดกันย่ำยีภรรยาของผู้อื่นให้หน่ำใจ
มันผู้นั้นที่เสนอความคิดเช่นนี้ต้องตายก่อนเป็นอันดับแรก
อาศัยความมืดและการจู่โจมที่รวดเร็วไม่ให้พวกนั้นได้ตั้งตัว
เขากระโจนเข้าไปกัดคอหอยกระชากขาดล้มลงไปทั้งที่ในมือถือขวดสุราอยู่
ตอนแรกพวกเขางุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น สหายที่นั่งอยู่จู่ ๆ ล้มลงตกจากเก้าอี้ไปนอนที่พื้น
รายที่สองยังจับต้นชนปลายไม่ทัน
ถูกเขากัดไปที่แขนเพื่อไม่ให้วิ่งหนีแล้วค่อยสังหารวิธีเดิม เสร็จไปอีกหนึ่งราย
สี่คนที่เหลือเริ่มหันไปคว้าอาวุธ รสเลือดในปากกระตุ้นให้เขารู้สึกอยากฆ่ามากกว่าเดิม
เขาไม่ได้กลืนมันลงไปเพราะรู้สึกว่าเป็นเลือดจากคนสกปรกโสมม
 และเขาไม่คิดลิ้มรสเนื้อมนุษย์ด้วยกัน


“ฆ่ามัน! อย่าให้มันหนีไปได้” หนึ่งในนั้นตะโกนสั่ง
“มันฆ่าพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ๆ ตายแล้ว”
เสียงร้องไห้ฟูมฟายของชายคนนี้ทำให้เขารู้สึกหนวกหู
ถ้าพี่ใหญ่ของเจ้ายังไม่ตายสิแปลก
หรือถ้าอยู่ในหลุมฝังศพคงลุกขึ้นมาตบกะบาลเจ้า
เพราะเสียงร้องไห้น่ารำคาญเช่นนี้
“จุดไฟเร็วเข้า! พวกสัตว์กลัวไฟ”
แต่ข้าไม่กลัวไฟ
เขากระโดดหลบดาบของชายผู้หนึ่ง พุ่งเข้าไปกัดขาของชายที่กำลังร้องไห้อยู่
เพราะไม่ทันได้ระวังตัวและไม่คิดว่าเขาจะจู่โจมตนเองเลยเสียหลักลงไปนั่งกับพื้น
และความตายก็มารับเขาไปสู่ปรโลกอีกหนึ่งราย ตอนนี้เหลืออีกสามคน

“มันต้องเป็นหมาป่าปีศาจแน่ ๆ มันต้องการฆ่าเราเพื่อกินหัวใจ”
ข้าฆ่าพวกเจ้าเพราะปกป้องภรรยาต่างหากเจ้าพวกลูกเต่า
“เอาไฟมา!”
คบเพลิงสามอันกวาดเป็นวงกว้างมาทางเขา
บิดาพวเจ้าไม่ได้สอนหรือว่าห้ามเล่นไฟพร้อมกัน เดี๋ยวจะเผากันเอง
“ได้ผล ๆ เห็นหรือไม่ มันกำลังจะหนี เจ้าอ้อมไปดักมันทางด้านหลัง”
ข้าไม่ได้จะหนี และข้ารู้ว่าเจ้าจะทำอะไรพวกหน้าโง่ทั้งหลาย
ข้ากำลังล่อให้พวกเจ้าทำร้ายกันเอง
เขากระโดดหลบซ้ายทีขวาทีทำเป็นอ่อนแรงหวาดกลัวเปลวไฟจากคบไม้
ทำให้ชายทั้งสามคนได้ใจรุกไล่เขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
จนแทบไม่ได้สนใจสิ่งใด ราวกับว่าเขาคือตะเกียงนำทาง
เขาเบี่ยงตัวไปทางซ้ายคบเพลิงสามอันก็ตามติดไปทางซ้าย
 
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาย้ายไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายคือคนทางขวาสุดที่ตามเขามาจากทางด้านหลัง
เขาดำเนินการทันที กระโจนย้อนกลับมาหาคนที่เลือกเอาไว้
“อ๊ากกกกก!”
ชายเคราะห์ร้ายทิ้งคบเพลิงในมือ อาภรณ์ติดไฟได้ง่ายดาย คงเพราะสุราที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้านี้
อาจมีบางส่วนหกติดตามอาภรณ์ มนุษย์เพลิงถึงได้ถือกำเนิดไฟลุกท่วมจนเขายังตกใจเช่นกัน
ชายผู้นั้นล้มตัวลงที่พื้นร้องด้วยความเจ็บปวด นอนดิ้นไปมา โชคดีที่เขาไม่ตายด้วยเปลวไฟ ไม่นานไฟได้ดับลง
ชายอีกสองคนที่ยืนอยู่เพิ่งสำเหนียกได้ว่าเป็นต้นเหตุให้สหายร่วมดื่มถูกเผาเสียแล้ว
กว่าจะรู้สึกตัวว่าต้องเข้าไปช่วยเหลืออีกฝ่าย ไฟก็ดับเรียบร้อย ต่อมายังพากันลังเลว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี
ระหว่างจัดการเขาหรือรักษาชีวิตเพื่อน เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจได้เร็วขึ้น เขาส่งเสียงหอนยาว

“มะมัน จะเรียกฝูงของมันมาจัดการพวกเรา ระ รีบฆ่ามันก่อน”
ฝูงของใคร ฝูงของข้าไม่มี แต่ถ้าพวกเจ้าคิดเป็นศัตรูกับข้า โน้นไปเลย ตระกูลหม่าทั้งตระกูลรอเจ้าอยู่
ชายที่ขี้ขลาดย่อมเก็บไว้เล่น ไม่สิ ไว้จัดการทีหลังได้ เขาวิ่งตรงไปที่ต้นไม้ด้านข้าง
กระโจนไปที่ลำต้นแล้วอาศัยแรงส่งตัวไปยังชายอีกคน ด้วยความแรงและเร็ว
ชายผู้นั้นล้มลงกระแทกพื้นแต่มือยังไม่ยอมปล่อยคบเพลิง
เขากัดข้อมือจนได้ยินเสียงกระดูกดังกร็อบ คงจะคิดเอาไฟมาต่อสู้กับเขาอีกสินะ
ฉลาดแต่ว่าเจ้าช้าไป เขากัดไปที่ลำคอของชายคนดังกล่าวอย่างแรง เพื่อให้เขาไม่ต้องทรมาน
จังหวะนี้เอง ชายที่โดนไฟคลอกก่อนหน้านี้เอาดาบมาฟันเขา

แม้ว่าจะหลบได้แต่ว่าถากโดดแผ่นหลังของเขาไปแล้ว
และเขารู้สึกได้ว่าได้รับบาดเจ็บเพราะได้กลิ่นเลือดของตัวเอง เจ้ายังคิดไม่ยอมแพ้เช่นนี้
เขาคงได้แต่มอบความตายให้เป็นรายต่อไป เขาข่มความเจ็บแล้วหันหน้ามาเผชิญกับศัตรู
ก่อนเปิดศึก เขาส่งเสียงคำรามของหมาป่า คิดแผนใหม่ได้ หันไปวิ่งไล่ชายที่ขี้กลัวเพื่อให้สถานการณ์ปั่นป่วน
ชายที่โดนไฟไหม้แม้จะทรงตัวยังทำลำบาก
แถมยังโดนชายหนุ่มที่กำลังเสียสติวิ่งชนใส่ เขาแกล้งไล่งับน่องขาชายผู้นั้นซ้ายทีขวาที
“เจ้าโง่! ทำไมไม่เอาคบไฟตีมันเล่า”
น้ำเสียงข่มความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการบาดเจ็บ
หรือเจ็บปวดใจเพราะว่ามีสหายดังสุกรไร้ความสามารถกันแน่

“ข้า ข้าตีมันไม่ทัน”
“ถ้าเช่นนั้น ก็ปล่อยให้มันกัดเจ้าให้ตายไปเลย”
เจ้าคนผู้นี้พูดจามีเหตุมีผล หากพวกเราไม่ได้อยู่กันคนละฝั่งล่ะก็
เขาอาจให้ไปทำงานที่สกุลหม่า ในเมื่อเป็นบุรุษที่หลงเหลือจิตสำนึกความดีอยู่บ้าง
 เขาจะให้ตายอย่างรวดเร็วและไม่เจ็บปวดแล้วกัน
ใครใช้ให้พวกเจ้าเป็นโจรปล้นฆ่าชิงทรัพย์ผู้อื่นที่เขาทำงานหามาด้วยความเหนื่อยยาก
แถมยังจะปล้นชิงภรรยาผู้อื่น ไร้มโนธรรมต่ำช้าเช่นนี้
‘ข้าต้องพิพากษา’
เขากระโจนเข้าไปกัดคอของชายที่โดนเพลิงไหม้ ออกแรงไม่มากไม่มาย
แค่พอให้คอหัก ใบหน้าของเขาเหมือนกำลังโล่งใจที่ได้ตายไปเสียทีสินะ
ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่เพราะหมาป่า แต่เป็นฝีมือสหายของเขาเอง (ดีกว่าต้องพิการ)
   เหลือชายเพียงหนึ่งคน
   “เจ้า ๆ ไป อย่าเข้ามานะ ข้ามีไฟ”
ข้าไม่มีไฟแต่ข้ามีเขี้ยว เจ้าเห็นหรือไม่ เขาแยกเขี้ยวขู่เจ้าคนขี้ขลาดที่ได้แต่เดินถอยหลัง
พร้อมกับยกคบเพลิงมากันเขาเอาไว้ ด้านหลังของเจ้าเป็นกระท่อม
กวัดแกว่งมือเช่นนั้นเดี๋ยวที่พักได้ติดไฟหรอก
   เมื่อไม่สามารถร้องเตือนได้ แต่เขาจะไปร้องเตือนพวกเลวทรามพวกนี้ทำไม
เขาได้แต่ยืนจ้องชายคนนั้นสังหารตนเองอย่างช้า ๆ หลังคากระท่อมทำจากใบไม้
และตัวกระท่อมเป็นเตาไม้พร้อมฟื้น
   พระจันทร์ลอยสูง ทำให้เขารู้ว่าควรรีบกลับไป ซานซานจะเริ่มเป็นกังวล
ปล่อยชายขี้ขลาดร้องขับขานทำนองโหยหวนเพียงลำพังแล้วกัน
เขาสะบัดขนแล้วกระโจนกลับไปยังที่พัก ทิ้งเปลวไฟที่ลุกโชนไว้เบื้องหลัง



   เมื่อไปถึงที่พักเขาส่งคนไปแจ้งซีเหมินจิ้นว่ากลับมาแล้ว
ส่วนพรุ่งนี้เขาค่อยหารือกับคนสำนักคุ้มภัยอีกทีหนึ่ง
ดูเหมือนว่าจะมีคนหมายตารถม้าตระกูลหม่ามากกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่เขาเพิ่งจัดการมา
เดินเข้าไปด้านในกระโจม ซานซานลุกขึ้นมาต้อนรับเขา
   “ท่านพี่ท่านกลับมาแล้ว ท่านไปอาบน้ำมาหรือ”
ใช่ เขาแวะที่ลำธารแห่งหนึ่งเพื่อล้างเอาคราบเลือด
คราบสกปรกออกไป ก่อนจะเปลี่ยนร่างกลับมาเป็นมนุษย์
   “คิดถึงข้าหรือไม่ซานซาน”
เขาส่งยิ้มให้นาง อยากกอดนางเหลือเกิน เขาเพิ่งกำจัดภัยให้นางไปได้หนึ่งอย่าง
   “ข้าแค่ห่วงว่าท่านจะไปก่อเรื่องที่ไหน”
เขาสะดุ้ง นางทำอย่างกับมองเห็น
   “ท่านพี่ของเจ้าเป็นคนเช่นไร ใช่คนที่สามารถก่อเรื่องได้ทุกที่หรือ
ข้ามาทำงานแทนท่านพ่อ จะกล้าก่อเรื่องได้อย่างไร ดึกแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่รีบนอนอีกล่ะ”
   “ฮึ! ตอบเสียยาวราวกับท่านร้อนตัว เอาล่ะ
ท่านออกไปวิ่งกลับมาเหนื่อยหรือไม่ ต้องการอาหารอีกหรือไม่”
   “ข้าไม่เหนื่อยและไม่ต้องการอาหาร ข้าแค่ต้องการเจ้า”
   เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจหลังจบประโยค นางเดินถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะตอบว่า
   “จริงด้วย ดึกแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปนอนก่อนแล้วกัน ท่านพี่ก็ถนอมสุขภาพด้วยล่ะ
อย่าหักโหมทำงานหนักจนป่วย” นางหาวก่อนจะหมุนตัวไปนอนที่พรมขนแกะอย่างรวดเร็ว
เลิกเหลี่ยวแลสามีของนางอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้จะขู่เข็ญนางเสียหน่อย หากนางไม่ยินยอม
 เขาย่อมไม่กระทำให้นางลำบากใจ
ดูสินางแสร้งทำเป็นนอนกรนเบา ๆ อีกด้วย เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอ

   รอจนกระทั่งนางหลับไปจริง ๆ เขาถึงได้ถอดชุดด้านบนออกมาใส่ยาที่แผ่นหลัง
แม้ไม่ถนัดนักแต่ก็พอใส่ยาได้บ้าง โชคดีที่ท่านแม่เตรียมของเหล่านี้เอาไว้ให้ในการเดินทางด้วย
เขาข่มความเจ็บแสบของบาดแผล พยายามไม่ร้องออกมา ตอนที่โดนน้ำในลำธาร
ยังไม่แสบรุนแรงถึงเพียงนี้ หรือเขาจะหยิบยาใส่แผลผิดขวด
   ยาชนิดใดกันแน่ มันถึงได้กัดเซาะแผลได้รุนแรงนัก
เสียงที่ข่มเอาไว้ไม่อาจเก็บเอาไว้ได้อีกต่อไป เขาเจ็บปวดบาดแผลจนต้องร้องครางออกมาเบา ๆ
กำหมัดแน่น บาดแผลอาจสาหัสกว่าที่เขาคิด
เขามั่นใจว่าแผลไม่ลึกมาก แต่คงเป็นทางยาว
   “ท่านพี่” เสียงเรียกงัวเงียมากจากที่นอนพรมขนแกะ
   “อืม ไม่มีอะไร เจ้านอนต่อเถิด”
   “ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ”
นางลุกขึ้นมานั่ง ถามเขาแต่ยังไม่ยอมลืมตา เขาอดยิ้มไม่ได้
   “เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้าจัดการเองได้ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องกังวล นอนเสียเด็กดี”
   “ข้าไม่ใช่เด็ก เด็กที่ไหนจะมีสามีได้ ให้ข้าช่วยทำแผลเถอะท่านพี่
แสงไฟมันแยงตาข้าแถมท่านยังร้องโอดโอยไม่หยุด ใครจะหลับลง”
   ฟังนางหาข้ออ้างมาทำแผลแล้ว เขาได้แต่อมยิ้ม
แม้คืนนี้จะได้รับบาดเจ็บแต่นางทำให้เขามีเรื่องให้ยิ้มได้ตลอด
   “เจ้าไม่ใช่เด็กจริงหรือ ในเมื่อมีสามีแล้วทำไมไม่ปรนนิบัติสามีในยามค่ำคืน”
เขาได้ทีแกล้งไล่ต้อนให้นางจนมุม
   “ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย ข้าไม่พูดเรื่องนี้ ข้าจะทำแผลให้ท่าน”
นางลุกขึ้นเดินมาหาจุดที่เขานั่งอยู่บนเบาะ

   

---

โค้งสุดท้ายแล้ว ปั่นๆๆ

แต่งตอนไม่ค่อยหิว ดีหน่อย ง่าย ฮ่าๆๆ ดูไม่เลอะเลือนมาก แต่น้ำเยอะแทนหรือเปล่า55

เริ่มเปิดเอกสารพิมพ์ตั้งแต่ตอนเย็นชิลๆ

13
บทที่ 18   คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



น่าเสียดายที่เขาไม่ทันได้ทำอะไรมาก ด้วยฝีมือของคนจากสำนักคุ้มภัยที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

พวกโจรทั้งหมดกลายเป็นศพนอนกองรวมกันแล้ว คงเพราะมีจำนวนแค่ไม่กี่สิบคนด้วย 

ซีเหมินจิ้นบังคับม้าเข้ามาถามเขา

“คุณชายรองท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ แล้วฮูหยินของท่าน?”

“นางปลอดภัยดี ขอบคุณท่าน” เขาเหลือบมองไปยังรถม้าอีกครั้ง 

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะคอยหมั่นหันไปดูนางแล้วก็ตาม 

ครั้งหน้าเขาให้นางมาอยู่ในสายตาเขาดีกว่า เพื่อตัดปัญหา 

เขาจะได้ไม่ต้องหันไปมาระหว่างต่อสู้กับตำแหน่งรถม้า หวังว่าซานซานจะชอบ

“ถ้าเช่นนั้นศพพวกนี้ท่านต้องการให้ข้าทำเช่นไร”

“ตามความเห็นของท่าน ควรจัดการวิธีใด พวกเราต้องเร่งเดินทาง เห็นได้ชัดว่า 

การเดินทางครั้งนี้ มีอันตรายรออยู่เบื้องหน้า 

หากการเดินทางล่าช้าออกไปอีก ทั้งม้าและคนยิ่งไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์นัก” 

แม้ว่าในใจเขาจะคิดจุดไฟเผาพวกมันทั้งหมดให้สิ้นซากไปเสียเลย

แต่ระยะทางที่ไม่ไกลจากตัวเมืองที่ผ่านมานัก อาจเกิดเรื่องยุ่งยากตามมาได้ 

คนของทางการมักสร้างปัญหาให้กับคนค้าขายอย่างพวกเรา 

ท่านพ่อได้เอ่ยเตือนเอาไว้เช่นกันให้ระมัดระวังจุดนี้เอาไว้

“หากจะให้ข้าออกความเห็น ข้าคิดว่าควรส่งคนไปแจ้งทางการแล้วรออยู่ที่นี้สักสองสามคน 

ส่วนพวกเราเร่งออกเดินทางกันต่อเลย 

หากเลยกำหนดส่งมอบรถม้าของตระกูลหม่าผลเสียคงมิอาจประเมินได้ คุณชายรองท่านเห็นเป็นอย่างไร”

“ข้าคิดว่าที่คุณชายซีกล่าวน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว” 

เขาหันไปบอกคนของตระกูลหม่า “พวกเราเตรียมตัวเดินทางต่อ”







เนื่องจากผู้คนทั้งหมดใช้แรงกายในการปะทะกับพวกโจร 

อีกทั้งต้องตรวจดูความเสียหายก่อนออกเดินทาง 

ครั้นทุกอย่างเรียบร้อยพร้อมเดินทางจึงใช้เวลาทั้งหมดไปหนึ่งก้านธูป 

เขาคิดว่าเรื่องที่รถม้าตระกูลหม่าถูกดักปล้นกลางทาง ข่าวคงกระจายไปไม่น้อย 

และอาจมีกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีคิดจะทำการปล้นพวกเขาต่อให้สำเร็จ 

ที่สำคัญพวกโจรได้เห็นบทเรียนจากพวกที่ตายไปก่อนหน้านี้แล้ว 

คงไม่ประมาทฝีมือกลุ่มของพวกเขาอีกต่อไป และหากเจอผู้นำการปล้นที่ฉลาดสักหน่อย 

ส่งคนมาสืบข่าวอย่างละเอียด คณะเดินทางไปส่งรถม้าคงเจอวิกฤตแน่นอน

แต่ก่อนอื่นเขาคงต้องไปปลอบขวัญนางเสียหน่อย 

รถม้าเคลื่อนที่ไปอย่างไม่เร็วไม่ช้า เขาชะลอฝีเท้าม้าจนมาเทียบตรงหน้าต่าง

“ซานซาน” 

เขาเอ่ยเรียก ไม่รู้ว่านางจะยังกล้าหลับลงอีกหรือเปล่า ผ่านไปสักพัก 

เขาเรียกนางซ้ำอีกครั้ง กลับไม่มีเสียงตอบเช่นเดิม 

หรือนางจะหวาดกลัวจนหมดสติไปแล้ว เขาเอากระบี่ปัดผ้าม่านแล้วมองลอดเข้าไปข้างใน 

มีร่างหนึ่งนอนคลุมผ้าห่มอยู่หลับสนิทราวกับหมูตาย ‘นางช่างกล้านอน’ 

ไม่เป็นไร เดี๋ยวถึงจุดหยุดพักม้าข้างหน้า 

เขาค่อยสอบถามอาการของนางแล้วกัน

หรือตอนกลางคืนเขาจะรังแกนางหนักไปหน่อย 

ทั้งหมดเป็นเพราะคำสาปของตระกูลหม่าเขาไม่อาจห้ามความต้องการต่อนางได้ 

ตำนานที่เล่าขานกันต่อมาในตระกูล เรื่องที่บรรพบุรุษเคยเป็นเซียนจิ้งจอก

หรือเป็นเผ่าจิ้งจอกอะไรสักอย่างที่กลายร่างเป็นมนุษย์ได้ 

ส่วนเรื่องราวที่แท้จริงที่บันทึกเอาไว้ ผู้มีสิทธิ์ดูได้เฉพาะหัวหน้าตระกูลเพียงคนเดียวในแต่ละรุ่นเท่านั้น 

ว่ากันว่าจิ้งจอกตนนั้นทรยศเผ่าพันธุ์ตัวเอง 

ทำให้ครอบครัวเกือบทั้งหมดถูกฆ่า หลอกใช้หญิงคนรักเพื่ออำนาจ 

หวังจะครอบครองความเป็นใหญ่ไว้แต่เพียงผู้เดียว 

สุดท้ายได้ฆ่านางทิ้งอย่างเลือดเย็น โยนศพของนางให้หมาป่าแทะกินในป่า 

ก่อนตายนางเกิดความอาฆาตแค้นแสนสาหัสต่อชายคนรักที่ดูถูกความรักของนาง 

แม้แต่บิดามารดาของเขาเอง เขาก็มีส่วนทำให้ทั้งสองคนต้องตาย

โศกนาฎกรรมเช่นนั้น ใครทำก็ควรรับกรรมไปสิ 

พวกเขาชนรุ่นหลังเกี่ยวอะไรด้วย หรือบรรพบุรุษจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งที่รักษาไม่หาย 

และสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นเท่านั้นเอง 

ไม่เกี่ยวกับตำนานรักระทมหดหู่ที่เขาเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก หากเขามีบุตรชาย 

เจ้าเด็กน้อยต้องทรมานเฉกเช่นเขาหรือไม่ 

และการแก้คำสาปในเมื่อรุ่นท่านพ่อท่านแม่ผ่านพ้นไปแล้ว 

เหตุใดเขาที่เกิดมาจึงได้รับคำสาปอีก หรือความจริงพวกเขาก็ไม่รู้ข้อเท็จจริงเช่นกัน 

การแก้คำสาปทั้งหมดที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นมรดกที่ลูกหลานจะสาปแช่งคนต้นเรื่องไปอีกตลอดกาล 

ยิ่งคิดเขายิ่งปวดหัว ท่านพ่อคงจะรู้อะไรไม่ต่างจากเขานัก มิฉะนั้นคำสาปคงแก้ได้นานแล้ว



ความคิดของเขาวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องคำสาปของตระกูลหม่า 

จนกระทั่ง เขาเห็นหนานกงหลี่เยียนโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดพักก่อน

เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปนั่งพักใต้ต้นไม้ ต่างผ่อนคลายอิริยาบทแต่ไม่ลืมระแวดระวังสองข้างทาง 

เขาลงจากหลังม้าแล้วมุ่งตรงไปที่รถม้าที่ภรรยาขี้เซาหลับอยู่ 

ดูสิผ่านไปหนึ่งชั่วยามนางจะตื่นหรือไม่ เขาผลักประตูแล้วแหวกผ้ากั้นเข้าไป

“เจ้านอนหลับเก่งกาจเสียจริงซานซาน” 

เขาคาดเดาว่านางคงจะหลับตั้งแต่ออกเดินทาง 

อาหารยามกลางวันพวกเขาไม่ได้หยุดพักที่ไหน 

อาศัยเอาอาหารแห้งหยิบออกมากินบนหลังม้าแทนเพื่อประหยัดเวลาที่เสียไปกับการต่อสู้กับกลุ่มโจร 

แล้วดูนางนอนหลับจนอาภรณ์คลายออกเช่นนี้ หากเกิดสิ่งใดขึ้นจะหลบหนีได้ทันหรือไม่

เมื่อทนเห็นความไม่รู้ร้อนรู้หนาวของนางไม่ได้ 

เขาจำใจต้องปลุกนางขึ้นมาเทศนาสักยกหนึ่ง เขาเขย่าตัวนางโดยแรง

“ซานซานตื่นเถิด เจ้าต้องกินอาหารก่อนค่อยนอนต่อ” 

นี่ไม่ใช่เจตนาแรกของเขาสักนิด ทำไมเขาถึงได้พูดแบบนี้อีกไป 

หรือเป็นเพราะรอยคล้ำใต้ตาของนาง ทำให้เขาเปลี่ยนใจดุด่านางไม่ลง ตั้งแต่คืนแรกที่ออกเดินทาง 

ในยามกลางคืนเขาไม่ให้นางอยู่ห่างตัวเลย นางถึงได้อิดโรยมากขนาดนี้สินะ

นางงุนงงเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมลุกขึ้นมานั่ง เขาเลยดึงตัวนางขึ้นมานั่งให้นางพิงตัวเขาเอาไว้

“เจ้าเหนื่อยมากหรือ” เขากระซิบโอบแขนรอบตัวนางให้นางพิงแผงอกของเขาเอาไว้

“อืม” 

นางตอบสั้น ๆ พร้อมกับหลับตาอีกครั้ง

“เจ้าไม่หิว?”

“ข้ายังไม่หิว ท่านพี่กินอาหารเลยไม่ต้องห่วงข้า” 

น้ำเสียงของนางค่อนข้างแหบเครือ นางยังคงพูดทั้งที่ยังหลับตา

“ซานซานกินขนมสักชิ้นรองท้องก่อนค่อยนอน เดี๋ยวเจ้าจะไม่สบายเอาได้”

“ท่านนี่น่ารำคาญจริง ๆ” นางหลับต่อ ไม่มีใครเคยว่าเขาเช่นนี้มาก่อน 

เขาทำตัวน่ารำคาญก็เพราะนาง เขาดูแลนางตามที่ท่านแม่สั่งมา

“ถ้าเจ้าไม่กิน ข้าไม่ให้เจ้านอน พอออกเดินทาง ข้าจะให้เจ้าขี่ม้าไปกับข้า”

“เลว…” นางส่งเสียงตอบยานคาง แต่ไม่ยอมลืมตา

“เจ้าว่าใคร ว่าสามีของเจ้าหรือ” เขานึกสนุกคิดกลั่นแกล้งนางสักเล็กน้อย

“ใช่”

“ถ้าข้าเลว เช่นนั้นข้ารังแกเจ้าบนรถม้าตอนนี้เป็นอย่างไร” 

เงียบเสียงไปนาน นางไม่ยอมตอบกลับมา เช่นนี้นางคงหลับไปแล้ว 

เขาก้มลงมองก็เห็นเป็นดังคาด ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องบังคับให้นางกินขนมสักเล็กน้อยให้จงได้

เขาประคองให้นางเอนตัวลงนอนเหมือนเดิม แหวกเสื้อด้านหน้าให้กว้างอีกนิด 

ถูมือให้เกิดความร้อนแล้วสอดมือเข้าไปใต้เอี๊ยม 

เจอผิงกั่ว(แอปเปิ้ล)ลูกหนึ่งขนาดเหมาะมือ ลองกอบกุมให้แน่นขึ้น 

นางยกมือมาปัดออกส่งเสียงไม่พอใจ 

ดูเหมือนนางจะง่วงมากถึงอยากขัดขืนแต่ไร้กำลัง 

นางนอนนิ่วหน้าคิ้วขมวดทั้งยังหลับ เขาเห็นใจนางจึงปล่อยมือแล้วย้ายไปหยิบอีกลูกหนึ่ง ช้อนประคองขึ้นเล็กน้อย 

กดนิ้วทั้งห้าลงไปเพื่อดูว่าแอปเปิ้ลผลนี้ใกล้สุกงอมหรือไม่ บีบแล้วคลายมือสองสามรอบ 

เจ้าของสวนเริ่มขยับ นางกำลังเบี่ยงตัวหนีอย่างรุนแรง แสดงว่านางคงตื่นแล้ว

“ซานซานตกลงเจ้าจะกินหรือไม่กิน หรือจะให้ข้ากินเจ้า” 

นางหยุดชะงักลืมตาขึ้น จ้องมองเขาเขม็งดึงมือเขาออกจากหน้าอกของนาง 

เขากลั้นยิ้มหันไปหยิบขนมมาส่งให้นาง

“ชั่วช้า” นางบริภาษเสียงเบาขณะที่ลุกขึ้นมานั่งแล้วจัดอาภรณ์ให้เข้าที่

“ขืนยังด่าข้าอีก เจ้าคงต้องออกไปนั่งบนม้าตัวเดียวกับข้าสักชั่วยามกระมัง” เขาขู่นางเล่น

นางรับขนมไปกัดอย่างรุนแรง กินจนหมดชิ้น เขาส่งน้ำเปล่าให้นางดื่มล้างปาก

“ขอบคุณท่านพี่” นางพูดอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วก้มหน้าลงแต่เขายังเห็นรอยยิ้มของนางได้ 

เพราะอะไรนะหรือ นางยื่นมือที่เลอะเศษขนมมาแอบเช็ดกับชายอาภรณ์ของเขา

เอาเถอะเขาจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน

“เส้นทางต่อจากนี้ จะยิ่งทวีความอันตรายมากขึ้น ก่อนหน้านี้เจ้ากลัวหรือไม่” 

นางดูตกใจแต่ไม่มากอย่างที่เขาคิด นางส่ายหน้าแล้วพยักหน้า

“ตกลงเจ้ากลัวหรือไม่กลัว” เขาหัวเราะ

“กลัวแต่คิดว่ามีท่านอยู่เลยกลัวน้อยลง”

“เด็กโง่ต่อไปอย่านอนเพลินนัก ข้าออกไปก่อนล่ะ” 

เขาไม่รู้ว่านางตอบตามจริงหรือไม่ แต่เขารู้สึกดีใจ

 

แผนการเดินทางต่อจากนี้คือเร่งเดินทางไปพักยังหมู่บ้านหรือในเมืองให้ได้มากที่สุด 

ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ค้างแรมในป่า สามวันที่ผ่านมา 

นับว่าเป็นไปด้วยความสงบไร้แมลงหวี่แมลงวันมารบกวน ซึ่งดูผิดปกติจนน่ากลัว 

เป็นไปได้ว่าครั้งต่อไปที่จะมีการโจมตีคณะเดินทางของเขา 

โจรกลุ่มใหม่คงมีการวางแผนที่ดีขึ้น บางทีอาจเป็นอย่างที่ซีเหมินจิ้นคาดการณ์เอาไว้ คอยดักปล้นขากลับ 

การขนเงินทองที่มีค้าเท่ากับรถม้าและม้าอีกแปดตัว ย่อมสะดวกสบายกว่า แถมยังหลบหนีทางการได้ง่ายดาย

อีกประมาณห้าวันเขาคิดว่าน่าจะถึงเมืองจุดหมายปลายทาง 

และเดินทางต่ออีกเล็กน้อย เพื่อไปยังบ้านของเศรษฐี 

ระหว่างทางมีสถานที่แห่งหนึ่งที่ท่านพ่อบอกว่าสวยงามเป็นธรรมชาติเหมาะแก่การไปเที่ยวชม 

และที่สำคัญคือการเอาชนะใจฮูหยินน้อยของเขา เขาไม่คิดว่ามันจะเกี่ยวข้องกันไปได้

คืนนี้คณะเดินทางจำเป็นต้องพักค้างในป่าอีกครั้ง 

เนื่องจากพื้นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อโคลนทำให้การเดินทางล้าช้ากว่าที่คิด 

หลังจากจัดเวรยามแล้ว คนอื่นต่างรีบพากันไปพักผ่อน ท้องฟ้าดำสนิทราวกับหมึกสีดำ 

ดวงดาวปรากฎเต็มท้องฟ้าไปหมด เขาแหงนมองท้องฟ้ากว้าง รู้สึกราวกับว่าตัวเขาเล็กกระจ้อยร่อย 

มีแผ่นดินอีกมากมายที่หนทางยาวไกลกว่าจะไปถึงใช่หรือไม่

“ท่านพี่รีบเข้ามาในกระโจมพักผ่อนเถอะ” 

เสียงจากทางด้านหลัง ทำให้เขาหันไปมอง 

รู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นนาง กลิ่นกายของนางที่เขาคุ้นชินและจดจำได้ขึ้นใจ

“เจ้าคิดว่าข้าจะได้พักหรือ” เขาหยอกเย้านางเล่น

“ท่านสัญญาแล้วว่าจะ จะรอให้ได้เข้าพักที่โรงเตี๊ยมก่อน”

“แต่หากเจ้าต้องการให้ข้ารีบเข้ากระโจมไปกับเจ้า ข้าก็ไม่จำเป็นต้องทำตามสัญญา”

“ท่านพี่เป็นชายชาตรีห้ามตระบัดสัตย์” 

“ข้าทำเพื่อให้ฮูหยินของข้าพอใจ ย่อมไม่เป็นอะไรหรอก”

“เลิกล้อเล่นข้าได้แล้ว ตามใจท่านแล้วกัน”

“เดี๋ยวก่อนซานซาน ข้าอยากจะออกไปวิ่งเล่นสักหน่อย”

นางกำลังจะหมุนตัวกลับเข้ากระโจม นางหันขวับมามองเขา 

นางเดินเข้ามาใกล้แล้วป้องปากกระซิบกับเขา “ท่าน เอ่อ จะพาเพื่อนสี่ขาไปด้วยใช่หรือไม่”

“ใช่ก็ใช่ ทำไม เจ้าคิดถึงเขา?”

“จะไม่เป็นอะไรหรือท่านพี่” 

นางพยายามดึงเขากลับเขาไปในกระโจม พร้อมทั้งมองซ้ายมองขวาไปด้วย 

ทำเช่นนี้ผู้อื่นจะคิดเช่นไรกัน เขานึกขบขันแต่ยอมให้นางลากเข้าไปในกระโจมแต่โดยดี 

ลำพังแค่แรงของนางไม่มีทางทำให้เขาขยับได้สักชุ่น(นิ้วหน่วยวัด)

“ข้าจะระวังตัว” 

เขาก้มลงไปกระซิบข้างหูนาง

“ท่านจะไปนานหรือไม่” 

“ไม่นานหรอก ข้าห่วงเจ้าแต่ข้าจำเป็นต้องออกไปให้หมาป่าได้วิ่งเล่นบ้าง 

มิเช่นนั้นในเวลาไม่นาน มันอาจทำร้ายคนได้” 

เขาแกล้งขู่นางอีก แต่จริง ๆ ยิ่งเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับนางเขายิ่งรู้สึกควบคุมตนเองไม่ค่อยได้ 

หรือนี่เป็นสาเหตุที่ท่านพ่อบอกว่าให้เขาใกล้ชิดและอยู่ใกล้นางเอาไว้ 

เอาไว้หลังจากคืนนี้ เขาคงต้องขอเจรจากับนางเรื่องนี้อีกที ขืนช้าไปกว่านี้ 

เขาไม่อาจรับรองความปลอดภัยของคนอื่นได้

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะรอจนกว่าท่านจะกลับมา ห้ามท่านเถลไถลไปไกลนะ” 

นางจับมือเขาเขย่าเบา ๆ เขาเข้าใจดีว่านางอาจจะหวาดกลัวที่ต้องอยู่เพียงลำพังคนเดียว 

หนนี้เขาไม่มีทางเลือก เพราะเขาจวนเจียนจะกลายร่างหลายครั้งแล้ว





---



สามทุ่มหาว กำลังคิด เพิ่งได้หน้าเดียว เท นอนดีกว่า55
วันนี้ไปใช้แสตมป์เซเว่น หกบาท ฮ่าๆ คือไม่ได้หา ไม่งั้นก็ได้ขยะอีกสองถุง

ตอนที่ 18 เขียนยากกก มากกก เที่ยงคืน ไม่มีสมาธิไปต่อไม่ได้

แปรงฟันแล้วนะ หยิบเลย์กะเพรากรอบมา กินน้ำไปอึก เอาเก็บ

สุดท้ายไม่ไหว ต้องกิน ไม่งั้นแต่งต่อไม่ได้ ฮ่าๆ

ชักเริ่มดึกไปทุกที มัวแต่เล่นเกม เข้าเว็บโน้นนี่ ฮ่าๆๆ มันยังไม่มีฟิลเขียน




14
บทที่ 17 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



เธอควบคุมความตื่นตระหนกเอาไว้ เดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ด้านข้างของเขาอย่างช้า ๆ 

กระตุกแขนเสื้อเขาสองสามทีหยั่งเชิง แหงนหน้ามองเขาพยายามสบสายตา 

เม้มปากก่อนจะเริ่มสกิลเอาตัวรอด “ท่านพี่ ท่านพี่คนดี ท่านพี่ของข้า ฟังข้าก่อนได้หรือไม่ 

ผู้ชายคนนั้นมีบางอย่างไม่ค่อยปกตินัก 

หากข้าไม่เรียกเขาเช่นนั้น เขาอาจไม่พอใจได้ 

แล้วข้าจะสู้รบปรบมือกับใครไหวได้อย่างไร ท่านรู้หรือไม่ 

เขาเคยเล่าให้ข้าฟังว่าเคยโดนจับไปขังคุกใต้ดิน

แล้วโดนทรมานจนแทบเสียสติ ท่านคิดดูการที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง 

ย่อมเป็นการบอกว่า ห้ามทำให้เขาไม่พอใจ ใช่หรือไม่ท่านพี่ 

อีกอย่างเขาเป็นถึงรองหัวหน้าสำนักคุ้มภัย ไม่ใช่คนในตระกูลหม่า 

เขาไม่มีทางก้มศีรษะให้สตรีตัวเล็ก ๆ อย่างข้าหรอก 

เป็นความจริงที่ท่านสามารถไปสอบถามจากคุณชายคนนั้นจากสำนักคุ้มภัยได้

เขาไม่โกหกท่านแน่นอน” 

ร่ายยาวมาขนาดนี้แต่สีหน้าของท่านพี่แทบไม่เปลี่ยนไปสักนิด 

เป็นไปไม่ได้ที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งจะไปสู้คนบ้าหรือหมาป่าคลั่งได้ 

ให้ใครตอบก็รู้กันทั้งนั้น แล้วนี่เขาไม่คิดจะใจอ่อนหรือไงกัน 

เธออุตส่าห์สร้างสรรประโยคเป็นเหตุเป็นผลน่ากดไลค์ขนาดนี้ แถมคอยังแห้งอีก

“เขาให้เจ้าเรียกเช่นไร เจ้าก็เรียกเช่นนั้น ช่างไร้ศักดิ์ศรีสะใภ้ของตระกูลหม่า เจ้ากลัวเขามากนักหรือ 

เจ้าเห็นสามีของเจ้าเป็นหัวหลักหัวตอ ไร้อำนาจวาสนาจนน่าสมเพชใช่หรือไม่ 

เจ้าคิดว่าข้าไร้ความสามารถ ไม่อาจคุ้มครองภรรยาได้อย่างนั้นหรือ”

“ข้าเลอะเลือนไปเอง ท่านเคยกล่าวตักเตือนข้าแล้ว อภัยให้ข้าด้วย

แต่ท่านพี่เข้าใจข้าผิดแล้วข้าไม่คิดว่าท่านไร้ความสามารถสักนิด” 

เธอโผไปกอดเขา คนอะไรเอาใจยากจริง ๆ 

เขาน่าจะเข้าใจว่าเธอจะต่อต้านคนมีวรยุทธ์ได้ไง เธอกลืนน้ำลาย ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ 

ความจริงเธอกลัวเขายิ่งกว่ากลัวคนบ้าอีก

“เจ้ามากอดข้าทำไม เจ้ามีเหยียนเกอเกอเป็นที่พึ่งพาอีกคนไม่ใช่หรือ” 

นรก! หรือเขาให้คนตระกูลหม่าที่ไปเดินตลาดกับเธอ ไปรายงานเรื่องต่าง ๆ กับเขา สองคนนั้นเป็นไส้ศึก! 

เธอตั้งใจว่าจะให้ทิปที่ไปช่วยแบกของกิน เป็นอันยกเลิกแล้วกัน บังอาจขายเธอได้ และทำให้เธอตกที่นั่งลำบาก 

“ท่านพี่อย่ากล่าวเช่นนั้น ข้าเป็นคนของตระกูลหม่า ตายก็ต้องเป็นผีของตระกูลหม่า 

ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านไปจนผมขาวโพลนลูกหลานเต็มบ้าน” 

เธอโอบแขนรอบเอวเขา ทุ่มสุดตัว 

เธอไม่ต้องการให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปมากกว่านี้ ให้พูดอะไรเลี่ยน ๆ ก็ยอม

“หลี่ชิงซาน! ใครให้เจ้าพูดเรื่องตาย ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้”

“ได้ ๆ ข้าตบปาก” 

เธอปล่อยมือจากเอวเขา ถอยออกมานั่งตัวตรงแล้วยกมือจะตบปากตัวเอง แต่โดนจับเอาไว้ก่อน

“เจ้าว่าง่ายขนาดนั้นที่ไหนกัน ซานซานไม่ต้องตบแล้ว เอาล่ะ ข้าจะยกโทษให้เจ้า 

แต่ว่าครั้งต่อไป หากเจ้าจะเรียกเขาเช่นนั้น ก็ไม่ต้องมาเรียกให้ข้าได้ยินเข้าใจหรือไม่ 

ข้าไม่ชอบที่เจ้าเรียกเขาเหยียนเกอเกอ เจ้าไม่สมควรไปนับญาติกับชายอื่น”

“ขอบคุณท่านพี่” เธอรู้สึกคำพูดของเขามันแปลก ๆ หรือเขาอยากให้เธอเรียกเขาว่าหยูเกอเกอ คงไม่ใช่หรอก 

สามีจะมาอยากเป็นพี่ชายทำไมกัน หรือเขารู้สึกว่ายังใกล้ชิดไม่พอ 

บางทีเขาคงรู้ว่าเธอให้ความสนิทสนมกับคนอื่นมากกว่าเขาก็เป็นไปได้ 

ช่วยไม่ได้ เขาเริ่มต้นการแต่งงาน ด้วยการอยากฆ่าเธอก่อน ไม่ฝังใจก็แปลกแล้ว 

ขณะที่เธอคิดจะเข้าไปประจบสอพลอเขาอีกนิด มีเสียงเคาะประตูที่หน้าห้องพัก

“เข้ามา” ท่านพี่เธอเหมือนรู้ว่าจะมีคนมา

“ท่านพี่จะปรึกษางานต่อหรือ” 

เธอหันไปถามเขา แต่พอประตูเปิดออกมากลับเป็นสาวน้อยสองคนยกถาดอาหารเข้ามา 

อ๋อ เป็นอาหารเย็น เธอหันไปมองเขาอีกที ไม่คิดว่าจะกินมื้อเย็นเร็วเกินไปเหรอ 

ถ้าให้เธอเดามันน่าจะประมาณไม่เกินห้าโมงเย็น ด้านนอกหน้าต่างพระอาทิตย์ยังแดดแรงอยู่เลย

“กลางวันข้ายังไม่ได้กินอาหาร เลยอยากกินมื้อเย็นเร็วหน่อย ซานซานเจ้าล่ะหิวหรือยัง มากินพร้อมข้าเถิด” 

ถึงเธอจะยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แต่ถ้าตามใจแล้วเขาอารมณ์ดีขึ้นได้เธอก็ต้องทำ

“ข้ากินเป็นเพื่อนท่าน กลางวันข้าเอาขนมไปกินระหว่างเดินเท่านั้น” 

ขนมทำจากแป้งทั้งหมด เขาน่าจะรู้ละเอียดกว่าเธอเสียอีก ในเมื่อเขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ 

เธอก็ไม่จำเป็นต้องเปิดโปงเขาให้เสียบรรยากาศที่เริ่มผ่อนคลายลง

 



ดูเหมือนอาหารจะทำให้เขาอารมณ์ดีจนเกือบเป็นปกติ เริ่มหยอกล้อเธอเล่นบ้างแล้ว 

เธอคอยสังเกตว่าอาหารอะไรที่เขาชอบเป็นพิเศษ คราวหลังจะเอาไว้เป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่ง เขาชอบกินเห็ดกับปลา 

หรือที่เมืองนี้จะเป็นเมนูแนะนำนะ แบบมาถึง...ต้องกินอันนี้อันนั้น ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึง ต้องเช็กอินตามสูตรอร่อย ตามรอยคนดัง 

นี่เธอคงพร่ำเพ้อเกินไปสินะ เฮ้อ บางทีเธอคิดถึงโลกทางนั้น แต่มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้วที่จะกลับไป หลังจากเก็บจานชามไปหมด 

ไม่นานก็มีถังน้ำเข้ามาสองถัง ภาพนี้ดูคุ้นตาชอบกล เธอเคยอาบน้ำพร้อมเขาอยู่หนหนึ่งจากนั้นก็ตีกัน หรือตีกันก่อนอาบน้ำนะ เธอจำไม่ได้แล้ว

การแช่น้ำหลังกินอาหารไม่นานดูจะไม่ค่อยถูกหลักเท่าไหร่ ทำให้อาหารย่อยช้าลงเพราะการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิร่างกาย 

เธอคงจะเอาหลักวิทยาศาสตร์มาใช้กับท่านพี่ของเธอไม่ได้ การที่เขาแปลงร่างได้กรณีนี้ยากจะอธิบายแล้ว 

เธอยืนรีรออีกพักหนึ่งกว่าจะลงไปแช่น้ำ เพราะมันยังร้อนเกินไป สำหรับเธอยังไม่ชิน แต่พอได้แช่หลังจากเดินมานาน มันช่างเหมือนสวรรค์ 

กล้ามเนื้อทุกส่วนเหมือนกำลังละลาย ตัวเริ่มเบาสบาย กระไอน้ำลอยขึ้นมาจากน้ำ 

ทำให้เธอนึกถึงภาพลิงที่ประเทศญี่ปุ่นพากันนั่งแช่ในบ่อน้ำพุร้อนท่ามกลางหิมะตก ทำหน้าตาฟิน ๆ กันเป็นหมู่คณะ เธออดขำไม่ได้

“ซานซาน เจ้าคิดเรื่องใดอยู่หรือ” 

เธอเกือบสะดุ้ง แทบลืมไปแล้วว่าไม่ได้อาบน้ำเพียงลำพัง

“ท่านเคยเห็นลิงแช่น้ำพุร้อนหรือไม่”

“ไม่เคย แล้วเจ้าเคยเห็นหรือไม่”

“ได้ยินคนเล่าให้ฟัง ฮัดเช้ย!” 

เธอเผลอจามโดยไม่รู้ตัว หรือเธอจะแช่นานเกินไป เธอแช่น้ำทีหลังเขาอีก 

ความเป็นไปได้เดียวคือ เธออ่อนแอเกินไป หรือถูกใครบางคนทำให้อ่อนแอมาก ๆ

“ซานซานเจ้ารีบขึ้นจากน้ำเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” 

ไม่ต้องให้บอกเธอก็รู้ ทั้งที่รู้สึกเสียดายอยากแช่น้ำในถังน้ำร้อนต่อ 

แต่ถ้าเธอเกิดไม่สบายจะกลายเป็นภาระในคณะเดินทางได้

ด้วยรู้ตัวดีว่าการทำให้ร่างกายแห้งและอบอุ่นคือการรักษาสุขภาพ 

เธอเลยจัดแจงเช็ดตัวแล้วรีบสวมเสื้อผ้า 

กระโจนไปที่เตียงก่อน อากาศในตลอดนี้เธอไม่รู้ว่าเป็นฤดูอะไร ยังไม่หนาว แต่ก็ยังไม่ร้อน 

อาจเป็นฤดูใบใม้ผลิ เธอแค่เดาเท่านั้น ด้านนอกพระอาทิตย์เพิ่งตกดินไม่นาน 

เพราะแสงจากด้านนอกห้องเริ่มสลัวลง ท่านพี่อยู่รอจนคนมายกถังน้ำออกไปแล้วปิดประตู 

เขาใส่เสื้อผ้าอย่างหลวม ๆ เดินมาที่เตียง

“ฮัดเช้ย!” เธอจามอีกรอบ

“เจ้าหนาวหรือ”

“ไม่ แค่ข้าแช่น้ำนานไปหน่อยเท่านั้น อีกครู่หนึ่งคงดีขึ้น ท่านพี่ไม่ต้องกังวล” 

เธอซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ตอบเขาที่ยืนอยู่ข้างเตียง

“ข้ามีวิธีทำให้เจ้าคลายหนาว” ประโยคนนี้ทำให้เธอรู้สึกหายง่วง หายหนาวแทบเป็นปลิดทิ้ง 

เบิกตากว้าง หม่ากว่างหยูจะเล่นงานเธอจนถึงเช้าอีกหรือเปล่า 

“เดี๋ยว ๆ ท่านพี่” 

นี่เป็นคำพูดสุดท้ายที่เธอได้พูดเอาไว้ในคืนนี้ เพราะเขาแทรกตัวเข้ามาใต้ผ้าห่ม 

ลูบไล้เนื้อตัวเธอไม่หยุด และต่อจากนั้น 

คงไม่ต้องคาดเดาให้มากความ ปฏิบัติการคลายหนาวเพื่อภรรยา 

ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เธอแกล้งสลบคงไม่ช่วยอะไรสินะ 





ขบวนรถม้าออกเดินทางและเธอตื่นขึ้นมาในสภาพอ่อนแรงอีกแล้ว 

เธออยู่ในรถม้าเพียงลำพัง สวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยมิดชิด 

เรี่ยวแรงเขาไม่มีตกบ้างหรือไงนะ เธอต้องหายานอนหลับมาผสมในอาหารให้เขากินบ้าง

เธอไม่ใช่ตุ๊กตายางที่รองรับอารมณ์เขาได้ทุกวี่ทุกวันไม่มีเหนื่อย เธอแทบไม่มีแรงลุกขึ้นมานั่งด้วยซ้ำ

“ซานซาน” เสียงเรียกชื่อเธอที่หน้าต่างรถม้า คนเดิม 

“ท่านพี่” เธอตอบกลับเสียงซังกะตาย

“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ตอนนี้เรากำลังมีปัญหานิดหน่อยมีคนซุ่มจะโจมตีเรา” 

“อะไรนะ” 

เธอกระเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งทันที

“เจ้าเบาเสียงลง เดี๋ยวพวกมันรู้ตัว ซานซานเจ้าอยู่แต่ในรถม้าอย่าออกไปไหนเด็ดขาดล่ะ 

เดี๋ยวพอพวกมันลงมือ ข้าจะสั่งให้คนเก็บกวาดพวกมันให้เร็วที่สุด 

เจ้าเข้าใจหรือไม่ เจ้าไม่ต้องตกใจหรือหวาดกลัว มีข้าอยู่ใครก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้”

“ท่านระ ระวังตัวด้วย” เธอบอกเขาอย่างห่วงใยอย่างแท้จริง 

คิดดูสิถ้าพวกนั้นผ่านเขามาได้ เธอล่ะจะซวยแค่ไหน โดนจับไปขายซ่อง 

หรือขายให้เศรษฐีแก่ตัญหากลับให้เป็นของเล่น แบบใช้แล้วทิ้งเป็นศพ 

สยองหนักเลย มีแต่ตายกับตาย ได้เลือกแค่ว่า 

จะโชคดีตายแบบทรมานหรือไม่ทรมานเท่านั้น



ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

เธอได้ยินเสียงอะไรสักอย่างแหวกอากาศมา เธอไม่เคยได้ยินเสียงธนูมาก่อน 

แต่อาวุธสมัยโบราณคงไม่มีพิศดารมากนัก เล่นโจมตีระยะไกลแบบนี้ กะไม่เสี่ยงเลยสินะ 

ฆ่าคนให้หมดก่อนค่อยมาเอาม้าไป แต่มันโง่หรือเปล่า ม้ามันมีขาเคลื่อนที่ได้ หากมันตกใจเตลิดวิ่งหนีไป 

ม้าที่อยากได้อาจได้รับบาดเจ็บ ราคาตกไปด้วย โง่ ๆ และคนที่ซวยยิ่งกว่าคือ 

เธอที่อยู่บนรถม้าพลอยติดร่างแหไปด้วย 

มีเสียงดาบปะทะกันดังโช้งเช้ง เธอไม่กล้ายื่นหน้าออกไปดูเพื่อให้ตัวเองเสี่ยงเป็นเป้า 

ล้มตัวลงไปนอนราบเหมือนเดิม ไม่ให้ตัวเองเป็นเป้าเอาผ้าห่มมาคลุมตัว

เตรียมพร้อมใช้วิธีอำพรางเป็นก้อนผ้าห่ม 

นินจายังใช้วิชาพรางตัวกลมกลืนไปกำแพงได้เลย เธอคงไม่มีอะไรทำสินะ 

พลาดขึ้นมาก็ตายตามท้องเรื่องนะหลี่ซิงซาน จบสิ้นกันไป



หม่ากว่างหยูไม่ได้รู้สึกกลัว หรือแปลกใจที่มีกองโจรเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งซุ่มโจมตีเพื่อปล้นม้า 

หลังจากพวกเขาออกเดินทางจากในเมืองไม่ทันไร ไม่ถึงสิบหลี่เสียด้วยซ้ำ

คงเป็นเพราะทำเลบริเวณนี้ช่างเหมาะสมยิ่งนัก 

ซ้ายมือเป็นภูเขามีต้นไม้ใช้สุ่มยิ่งธนูได้อย่างเหมาะเจาะ ด้านขวาเป็นป่าต้นไม้หนาแน่น 

ทำให้ยากแก่การมองเห็น พวกโจรคงไม่รู้ว่า

เขาได้ให้คนเดินทางล่วงหน้าเพื่อสำรวจเส้นทางไว้ก่อนแล้ว

“ย้ายรถม้ากับม้าอีกแปดตัวมารวมกัน กระจายคนคุ้มกันทางนี้ให้ดี 

ส่วนการรับมือพวกโจรถ่อยพวกนั้นให้สำนักคุ้มภัยจัดการ 

และฟังให้ดีหากพวกเจ้าปล่อยให้ฮูหยินน้อยคลาดสายตาจนเกิดอันตรายกับนาง 

พวกเจ้าคงจะรู้บทลงโทษเป็นอย่างดี ไปดำเนินการได้” 

เขาสั่งการแต่ระวังให้เสียงไม่ดังพอให้คนนอกได้ยิน 

แล้วควบม้ามุ่งหน้าไปรวมกลุ่มของคนจากสำนักคุ้มภัยเพื่อรับมือกับผู้ร้าย

กลุ่มคนชุดสีเข้มเริ่มทะยอยออกมาจากป่าด้านขวามือ 

มีจำนวนราว ๆ ยี่สิบกว่าคน ไม่รวมมือธนูที่ภูเขาฝั่งซ้าย

“คุณชายรอง ท่านไปดูแลฮูหยินน้อยเถอะ 

ทางด้านนี้ปล่อยให้ข้ากับหนานกงหลี่เหยียนจัดการเอง” 

ผู้พูดคือซีเหมินจิ้น เขากำลังสั่งการลูกน้องให้เตรียมตัวทำงาน แม้จะนับเขาไปด้วย 

ก็มองเห็นว่ามีจำนวนคนตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด 

แต่เขารู้ว่าท่านพ่อไม่จ้างคนจากสำนักคุ้มภัยที่ฝีมือกระจอกมาเดินทางพร้อมกับเขาหรอก

อีกอย่างถ้าพวกเขารับมือไม่ไหว ใช่ว่าเขาจะไร้น้ำยา 

ความเป็นหมาป่าต้องคำสาปตระกูลหม่ามันร่ำร้องอยากจะเข่นฆ่าอยู่แล้ว 

ดีเสียอีกเขาจะได้ปลดปล่อยความบ้าคลั่งนี้ออกไปเสียบ้าง

“ข้าคิดว่ายิ่งข้าช่วยพวกท่านอีกแรง 

จัดการพวกมันได้ไวเมื่อไหร่ คณะเดินทางของเราก็ยิ่งปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้น 

ท่านเองก็วางแผนรับมือมาเป็นอย่างดีแล้ว ข้าเชื่อใจท่านคุณชายซีเหมิ้นจิ้น” 

ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขาเพียงแต่พยักหน้าให้ เป็นอันว่ามีความเห็นตรงกัน

“คุณชายรองกว่างหยู ท่านจะได้เปิดหูเปิดตา 

ได้เห็นการทำงานของสำนักคุ้มกันภัยอันดับหนึ่งของเมืองหลวงทำงานเช่นไร” 

หนานกงหลี่เหยียน ชักม้าเข้ามาร่วมบทสนทนาด้วยคำโอ้อวดเล็กน้อย 

เขาคิดอยากจะทักท้วงเรื่องอันดับหนึ่งแต่เสียงสั่งการของฝั่งศัตรูกระหึ่มขึ้นมาเสียก่อน

“โจมตี!”

“พวกเราเตรียมพร้อม”

ซีเหมินจิ้นสั่งการตั้งรับด้วยอาการสงบ 

แม้กระทั่งพวกโจรใกล้เขามา เขายังไม่สีหน้าตื่นเต้นสักนิด 

พวกนั้นราวกับวิ่งเข้ากองไฟ พากันร่วงไปกองกับพื้นทีละราย 

คนของสำนักคุ้มภัยมีรูปแบบการต่อสู้ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน พวกเขาเกาะกลุ่มกันเอาไว้ 

ช่วยผลัดกันเสริมแรงต่อสู้ข้าง ๆ กัน ครู่หนึ่งมีเสียงตะโกนมาจากทางด้านซ้ายที่เป็นภูเขา

“จัดการธนูแล้ว” 

เขาเดาว่าซีเหมินจิ้นคงสั่งคนอ้อมไปทางด้านหลังไม่ให้พวกนั้นรู้ตัว 

ตลบหลังสังหารพวกมันอีกที มิน่าคนจากสำนักคุ้มภัยถึงไม่กังวลเรื่องโดนลอบยิงด้วยธนู

อีกไม่นานพวกโจรกลุ่มนี้คงจัดการได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว และเขาคงจะพลาดการเล่นสนุกนี้ไป 

การออกกำลังกายก่อนสักเล็กน้อย เพื่อชิมลางก่อนจะรับมือกับกลุ่มโจรที่ใหญ่กว่านี้ 


เขาควบม้าออกไปตรงกลุ่มคนที่กระจัดกระจายกันอยู่ กวัดแกว่งกระบี่ใส่พวกมันไปได้สองคนในคราวเดียว 

กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายออกมา เขารู้สึกตื่นเต้น ต้องการสูดดมกลิ่นนี้ให้มากขึ้น และถ้าได้ลิ้มรส… 

บางทีอาจเป็นการลิ้มรสซานซานก็ไม่เลว เขายิ้มขณะที่คิดถึงนาง 

เขาอาศัยความได้เปรียบจากบนหลังม้าแทงกระบี่ใส่กลุ่มโจร 

ควบม้าหลบคนที่ต้องการจ้องจะเล่นงานม้าของเขา 

เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดร้องระงมไปทั่ว พื้นดินนองไปด้วยเลือด 

เป็นสีสันที่สวยงาม เสียดายว่าที่นี้มีคนมากเกินไปเขาก็อยากจะเปลี่ยนร่างดูสักหน่อย

 





--



ยิ่งปั่น ยิ่งดึก ฮ่าๆๆ  ;D

กว่าจะได้ฟิลเขียนก็ดึกทุกที

วันนี้สั่ง จิตวิทยาความฝัน คืออยากได้มานาน ของซิกมันฟรอยด์

ฉากต่อสู่ไม่ค่อยได้เขียน ก็สดๆ ได้ประมาณนี้แระ ฮ่าๆๆ

15
บทที่ 16  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



“ซานซานเจ้าถอนหายใจทำไม เจ้าหยุดทุบไหล่ให้ข้าแล้วนั่งพักก่อนเถิด”

“ข้าหรือ...” 

เธอเผลอถอนหายใจตอนไหนกัน เธอคงคิดมากเกินไป เฮ้อ ถอนหายใจจริงเสียด้วย

“เจ้าเหนื่อยมากหรือไม่” เขาเบี่ยงตัวมาหาเธอแล้วดึงมือไปบีบเบา ๆ 

เดี๋ยวก่อนนะ เรื่องราวกลายมาเป็นโหมดถึงเนื้อถึงตัวอีกแล้วเหรอ 

เขาเอาแต่ถามเธอว่าเหนื่อยไหม 

แต่ตัวเขานั้นแหล่ะเป็นต้นเหตุทั้งนั้น

“ท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ” เธอย้อนถาม

“สะใภ้ตระกูลหม่าทุกคนล้วนเป็นสตรีที่น่ายกย่อง”

“ยกเว้นข้า” เธอตอบแบบไม่ใส่ใจ 

“ในเมื่อท่านเข้ามานั่งพัก ท่านไม่จำเป็นต้องสนใจข้าหรอกท่านพี่” 

ให้เขานั่งอยู่เฉย ๆ เธอล่ะจะขอบคุณมาก เพราะเหนื่อยเธอเลยอยากจะพาลไปหมด 

การเป็นสะใภ้ตระกูลหม่าคือการใช้ร่างกายแลกกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นของตัวเอง 

และของคนอื่น นี่มันภารกิจกู้โลกหรือไง เธอต้องการเป็นยอดวีรสตรีที่ไหนกัน

“ได้ ข้าตกลง” เธอไม่สนใจฟังคำตอบของเขาหรอก หันหน้าไปมองทางหน้าต่าง ขยับออกห่างไปอีกนิด 

มองดูต้นไม้สีเขียว ๆ ทำให้จิตใจสงบได้สักหน่อย

ต่างคนต่างนั่งอยู่ข้าง ๆ กัน โดยไม่สนทนาอะไรสักพักหนึ่ง เขาก็ออกไปขี่ม้าด้านนอกตามเดิม 

เธอเริ่มสังเกตว่าต้นไม้เริ่มมีจำนวนบางตามากขึ้น หรือใกล้จะถึงในเมืองแล้ว 

เธอรู้กสึกกระตือรือล้น อย่างน้อยถ้ามีโรงเตี๊ยม 

สิ่งอำนวยความสะดวกต้องมา ไม่ว่าจะอาหารร้อน ๆ ที่พักที่แสนสบาย 

เธอไม่แน่ใจว่าเขาจะพักในเมืองสักคืนหนึ่งหรือเปล่า เธออยากจะอาบน้ำ

เสียงอึกทึกของผู้คนที่ทำการค้า และเสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดัง กุบกับ เพิ่มความคึกคักให้กับบรรยากาศ 

ผู้คนสัญจรไปมากันไม่น้อย เธอไม่รู้ว่าจำนวนประชากรขนาดนี้จะเรียกว่าเมืองได้หรือเปล่า 

ที่เห็นผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยอยู่ตอนนี้ 

ถ้าให้กะคร่าว ๆ น่าจะมีไม่ต่ำกว่าห้าร้อยคน อาคารบ้านเรือนอีก 

เรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ มีสองชั้นบ้าง 

สามชั้นบ้าง มันดูใหญ่โตกว่าที่เธอคิด ฝีมือช่างไม้ยุคโบราณนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ 

ร้านค้าต่าง ๆ มีสินค้าละลานตาไปหมด ร้านเสื้อผ้า ร้านขายพวกกระดาษพู่กัน 

ร้านขายพัด ร้านของกินตามแผง ผักผลไม้ 

ของสดก็มี ร้านของเล่นเธอเห็นมีว่าวแขวน 

เธอไม่เคยเห็นของโบราณมาก่อน เกิดความรู้สึกคันไม้คันมืออยากไปแตะไปสัมผัสดูสักหน่อย 

และถ้าเป็นไปได้เธอก็อยากไปเดินช้อปสักนิด แต่ติดที่เธอไม่มีกระเป๋าสตางค์ 

พูดง่าย ๆ คือ มีแต่ตัวกับเสื้อผ้า เครื่องประดับราคาแพงยังไม่มีสักชิ้น

หม่ากว่างหยูบังคับม้าเข้าไปที่หน้าต่างที่ภรรยาของเขากำลังส่งสายตาเป็นประกายออกมาจากในตัวรถม้า 

“ซานซานเจ้าอยากออกมาเดินเล่นหรือไม่”

“ท่านพี่พาข้าออกมาเที่ยวชมสักครู่เถิด” นางแทบไม่ละสายตาไปจากร้านรวงด้านหน้า

“ให้ม้าไปพักที่โรงเตี๊ยมก่อน หลังจากกินอะไรแล้ว ข้าจะพาเจ้าออกมา”

“ขอบคุณท่านพี่” 

นางตอบพร้อมกับยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี เด็กหนอเด็ก

ก่อนหน้านี้สักครึ่ชั่วยาม นางทำหน้าบึ้งหน้างอนัก 

เขาหันไปสั่งการให้คนตระกูลหม่าดูแลม้าอย่างรอบคอบ 

พร้อมทั้งขอให้สำนักคุ้มภัยคอยตรวจตราความปลอดภัยอย่างเข้มงวดด้วย 

ยิ่งผู้คนพลุ่กพล่านยิ่งอันตราย ขบวนรถม้าเช่นนี้ย่อมเป็นจุดสนใจของทุกคน

“คุณชายรอง” ซีเหมินจิ้น คนของสำนักคุ้มภัยเรียกเขา 

ต้องถือว่าเขาเป็นหัวหน้าที่ทำงานได้อย่างดี ทำให้เขาเบาใจไปมากทีเดียว

“มีอะไรหรือคุณชายซี” 

ม้าของสำนักคุ้มภัยที่ชายผู้นี้ขี่อยู่เป็นม้าที่รูปร่างปราดเปรียว คงจะมีฝีเท้าจัดวิ่งได้รวดเร็ว

“หลังจากเข้าพักที่โรงเตี๊ยม ข้ามีเรื่องต้องการจะปรึกษาคุณชายรองอย่างเร่งด่วนจะได้หรือไม่ 

เราอาจประสบกับความยุ่งยากบางอย่าง” 

เขาคะเนอยู่บ้างเหมือนกันว่าจะต้องมีปัญหาตามมา 

อีกทั้งท่านพ่อได้เกริ่นถึงอุปสรรคในการทำงานครั้งนี้ให้เขาฟังหลายเรื่อง ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจมากนัก

“ได้” เขาตอบแล้วหันไปมองรถม้าของซานซาน เกรงว่าคงจะทำให้นางผิดหวังเสียแล้ว

“ขออภัยคุณชายรอง ข้ารู้ว่าอาจเป็นการล่วงเกินและเสียมารยาทมากไป 

แต่ท่านคงกำลังเป็นห่วงฮูหยินน้อยกระมัง 

เรื่องงานการเร่งด่วนเช่นนี้คงจะกักตัวคุณชายนานพอควร ข้าขอบังอาจเสนอการจัดการชั่วคราว 

ท่านรองหัวหน้าของข้า หนานกงหลี่เหยียน น่าจะเป็นทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้ ให้เขาอยู่เป็นเพื่อนางก่อน ท่านไม่ต้องกังวล 

เขามีน้องสาวน่าจะอายุรุ่นราวคร่าวเดียวกับฮูหยินของคุณชายรอง ถึงได้เอ็นดูนางนัก 

และตั้งแต่เขามาที่ตระกูลหม่าคงทำให้เขานึกถึงน้องสาวและเปรยถึงนางที่แต่งงานไปอยู่ต่างเมืองให้ข้าฟังบ่อย ๆ”

“ข้าเข้าใจดี ถ้าเช่นนั้นรบกวนคุณชายซีเป็นธุระจัดการให้ข้าด้วย เดี๋ยวข้าจะบอกนางเอาไว้ก่อน 

ต้องขอบคุณคุณชายซีเหมินจิ้นเป็นอย่างมาก” 

เขาเข้าใจดีจะทำการใหญ่ เรื่องในครอบครัวบางครั้งต้องรอก่อน 







คณะเดินทางได้แยกย้ายไปทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ใครดูแลม้า ป้องกันภัยก็ทำไป

ใครต้องการปรึกษาหารือรับมือกับการเดินทางก็ปิดห้องอยู่กันไป 

ส่วนคนที่ไม่มีหน้าที่อย่างเธอก็เตร็ดเตร่อยู่ด้านล่างของโรงเตี๊ยม รอคนนำเที่ยวอย่างใจจดจ่อ เมื่อไหร่จะมาสักที 

ท่านพี่ขี่ม้ามาบอกเธอล่วงหน้าว่ามีการเปลี่ยนแผน เขามีบางอย่างต้องไปจัดการเร่งด่วน เธอไม่ห่วงหรอก 

แต่เวลาที่เธอรอนี่สิเกือบชั่วโมงแล้ว เขาจะอาบน้ำแต่งตัวใหม่หรือไงนะ

“เจ้ารอข้าอยู่หรือซานเอ๋อร์” 

เธอหันกลับไปมองคุณชายเจ้าสำราญเดินนวยนาดมา นี่เขารู้หรือไม่รู้ว่าเธอรอเขาอยู่

เธอเลิกคิ้วแล้วก้มมองสภาพตัวเอง “ข้าแต่งกายเช่นนี้ ท่านควรเรียกขานให้ถูกต้องได้หรือไม่ เหยียนเกอเกอ” 

จะอาศัยให้คนอื่นพาเที่ยว ต้องมีการตีซี้กันสักเล็กน้อย 

เธอรู้สึกสบายใจเสียอีกที่เปลี่ยนไกด์นำเที่ยวเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คนตระกูลหม่า 

ไม่ต้องห่วงวางตัวมาก เธอจะเป็นในแบบของเธอ 

“ชิงซานเจ้าอยากไปที่ใดก่อน” คำถามนี้ถูกใจเธอมาก

แน่นอนเธออยากไปร้านขายเครื่องประดับ แล้วต่อด้วยร้านเครื่องสำอางดีไหม

“ท่านหิวหรือไม่” เพื่อไม่ให้การทัวร์ของเธอสะดุด เธอจำเป็นต้องเตรียมพร้อม

“ไม่” เขาตอบได้ดีมากอีกแล้ว จะได้ไม่มีการบ่นหิวกลางทาง ส่วนเธอน่ะ สั่งอาหารสำหรับพกพากับเสี่ยวเอ้อไว้แล้ว 

ท่านพี่ให้คนตระกูลหม่าอีกสองคนคอยติดตามไปด้วย เธอเลยไม่กลัวเรื่องต้องแบกสัมภาระ โดยเฉพาะของกิน

“เชิญท่าน” 

เธอผายมืออย่างน้อบน้อม 



เป้าหมายร้านแรกกลับเป็นร้านเครื่องหอม เพราะกลิ่นหอมเย็น ๆ ทำให้เธอเดินเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว 

กลิ่นนี้ดมแล้วรู้สึกผ่อนคลาย

ไม่เชิงทำให้ใจสงบเหมือนไปเดินอยู่ในโรงเจวัดจีนอะไรพวกนั้น มีความสดชื่นในอากาศ 

เหมือนยืนอยู่ในที่มีโอโซนสะอาดมันโล่งไปหมด 

พอเดินเข้าไปในร้านคนขายทุกคนดูเหมือนจะมีลูกค้าที่ต้องดูแลจนแทบไม่ได้สนใจเธอ 

มันฮอตฮิตขนาดนี้เลยเหรอ มีคนมากจนแทบทำให้เธอมองไม่เห็นกระปุกเครื่องหอม 

หรืออะไรก็ตามที่เขาขายกันอยู่ สาว ๆ ยุคนี้คงจะใช้กันเป็นประจำสินะ ไหนจะมีธูปหอมอีก

“เหยียนเกอเกอ พวกเราออกไปดีกว่า เดี๋ยวจะเดินเบียดแม่นางพวกนี้” 

เขายิ้มไม่พูดจา หมุนตัวเดินออกไป

พอออกมาหน้าร้านได้ เธอก็ยังไม่รู้จะเริ่มที่ร้านไหนต่อ เพราะตอนนั่งรถม้า 

กับเวลาเดินด้วยขาของตัวเอง ระยะทางมันแตกต่างกันมาก ร้านแต่ละร้านที่เธอสนใจก็ไม่ได้อยู่ติดกัน

“ชิงซานเจ้าสนใจจะไปร้านไหน อยากดูอาภรณ์สตรีชักชุดหรือไม่”

เธอส่ายหน้า “ต้องเป็นของบุรุษสิ ข้าอยากได้ที่ใส่แล้วไม่รุ่มร่าม เพื่อสะดวกต่อการเดินทาง” 

อย่างชุดดำของพวกลอบสังหารเป็นไง คงจะใส่แล้วเท่ ง่ายต่อการหลบหนีผู้ร้ายในตอนกลางคืนด้วย

“แปลกคน เจ้าซื้อเก็บเอาไว้ก่อน ค่อยไว้ใส่ตอนกลับตระกูลหม่า 

อาภรณ์ของบุรุษเจ้าซื้อไปใส่เพียงไม่กี่ครั้ง ย่อมต้องทิ้ง ไม่ก็ต้องยกให้เด็กคนอื่นไป”

“กลับไปข้าก็ยังใส่ได้ เหยียนเกอเกอท่านอาจไม่รู้ว่าข้ากำลังเริ่มหัดขี่ม้า 

การใส่อาภรณ์เช่นบุรุษถึงจะขี่ม้าได้คล่องแคล่วขึ้น”

เขายิ้มมุมปาก “มีจอมยุทธหญิงตั้งมากมายที่สามารถขี่ม้าได้คล่องแคล่วโดยไม่ต้องใส่ชุดบุรุษ”

เธออยากจะกลอกตาใส่เขา

เรื่องนั้นใครก็รู้ว่าไม่เกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่สำหรับคนหัดใหม่ แค่พลาดเหยียบชายกระโปรงตัวเองก็ตกม้าคอหักได้แล้ว

“ข้าไม่ใช่จอมยุทธหญิง ข้าเป็นสตรีธรรมดาผู้หนึ่ง”

“เอาล่ะ ข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้วก็ได้ ไหนบอกข้าสิเจ้าอยากไปร้านไหนต่อ ถ้าไม่รีบไป 

เดี๋ยวสามีเจ้าออกมาตามกลับ เจ้าจะอดเดินเที่ยวเอาได้ ชิมถังหูลู่ตรงนั้นไหม”

“ไม่ดีกว่า ข้าไม่ชอบของหวานนัก” (เดี๋ยวฟันผุ)

“ตามใจเจ้า”





หลังจากที่เดินเข้าเดินออกร้านนั้นร้านนี้โดยมีเหยียนเกอเกอเดินตามหลัง เธอคิดว่าพี่ชายสุดหล่อคนนี้ 

เป็นคนใช้ได้ทีเดียว แค่มองข้ามเรื่องพูดจากวนประสาทไปบ้าง ถือว่าน่าคบหาแอดเฟรนด์ 

เขาดูเหมือนจะปากร้ายแต่ตามใจเธอพอสมควร 

ถ้าไม่ติดว่าสถานะของหลี่ชิงซานมีสามีแล้ว เธอคงทำตัวสนิทสนมกับเขาได้มากกว่านี้ 

เดินไปทางไหนก็มีแต่สาว ๆ มองตาม

 

บางคนใจกล้าโยนผ้าเช็ดหน้าให้ก็มี แต่ขอโทษเถอะโมเม้นต์นี้เขาเลือกฉัน เธอคิดเข้าข้างตัวเองอย่างสนุก ๆ 

ทำให้เดินไปหุบยิ้มไม่ได้เลย

พอเริ่มหิวเธอเรียกเอาห่อผ้าอาหารออกมาจากคนหิ้วด้านหลังมากิน 

เดินผ่านร้านดอกไม้ ให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนยุคปัจจุบัน 

แต่ไม่น่าสนใจสำหรับเธอ ต้องตรงโน้น มีโต๊ะไม้แผงเล็ก ๆ 

ดูหมือนจะเป็นการเทน้ำตาลบนแผ่นหินอะไรสักอย่างวาดเส้นเป็นรูปสิงสาราสัตว์ 

มังกร เสือ กระต่าย นก เด็ก ๆ ยืนล้อมดูกันเกือบสิบคน 

เด็กพวกนี้ไม่ไปโรงเรียนกันหรือไงนะ หรืออาจารย์ไปอบรมเลยหยุดกัน

“สวย…” 

เธอเอ่ยปากชมรูปมังกรที่เด็กคนหนึ่งถือไม้เล็ก ๆ ที่ติดกับน้ำตาลเส้นรูปมังกรออกมา 

ตอนแรกเขาลังเลที่จะกัดกินคงเพราะเสียดาย 

แต่กลิ่นหอมหวานคงยั่วจมูกจนเขาทนไม่ไหวกัดไปคำแรกได้ในที่สุด

“ชิงซานไหนเจ้าบอกว่าไม่ชอบของหวาน เจ้าสนใจอยากได้สักอันไหม ข้าจะซื้อให้เจ้า”

เธอรีบปฏิเสธ “ข้าแค่ต้องการยืนดูเฉย ๆ ข้าไม่ได้อยากกิน” 

“พิลึกคน ทำอย่างกับเจ้าไม่เคยเห็นก่อน ตอนเด็ก ๆ เจ้าไม่เคยออกมาเดินเที่ยวงานเทศกาลบ้างหรือ” 

“เคย แต่เมืองที่ข้าอยู่ไม่มีแบบนี้” เธอตอบไปตามความเป็นจริง 

“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้เจ้ายังอยากไปดูอะไรอีกหรือไม่ 

ถ้าไม่เราจะได้รีบกลับ ป่านนี้สามีของเจ้าอาจกำลังกังวลใจที่ไม่เห็นเจ้ากลับไปสักที 

ข้าคิดว่าไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว” 

เธอไม่มีนาฬิกาจะไปดูเวลาตรงไหน 

แค่เริ่มรู้สึกเมื่อยข้าเท่านั้นเอง แต่พี่ชายคนหล่อเป็นคนบอก เธอก็เชื่อล่ะนะ

“ข้าไม่คิดว่าพวกเราจะเดินกันมานานขนาดนี้ ข้ารู้สึกเกรงใจเหยียนเกอเกอจริง ๆ 

ต้องขอบคุณท่านที่มาเป็นเพื่อนข้าเดินเที่ยวเล่น” 

เธอโค้งต่ำคำนับให้เขาอย่างสวยงาม 

รู้สึกเพลิดเพลินกับการช้อปความว่างเปล่าเป็นอย่างมาก เธอไม่อยากจะใช้คำว่าบัดซบ 

ท่านพี่ลืมให้เงินเธอ! น่าเศร้าแต่เหยียนเกอเกอเป็นคนจ่ายให้ส่วนใหญ่เป็นของกินแปลก ๆ 

ที่เธอไม่เคยกิน อย่างแป้งทอดกลมแบน 

เดี๋ยวเธอต้องขโมยเงินท่านพี่มาใช้คืนเขา หรือไม่ก็เลี้ยงขนมเขาแทน 

แล้วให้ทิปสองคนที่แบกของกินให้เธอกับกระบอกน้ำอีกด้วย





เนื่องจากพวกเธอเริ่มเดินจากที่ไกลก่อน ขากลับค่อยเลือกแวะร้านที่ไม่ห่างจากโรงเตี๊ยมนัก 

ใช้เวลาประมาณสิบนาทีเดินกลับถึงที่พักอย่างไม่เหนื่อยเท่าไหร่ แยกย้าย ร่ำลากันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

เอาเป็นว่าการเดินย้ำตลาดในเมืองครั้งนี้ เธออิ่มตาอิ่มใจครบถ้วน ไม่เสียเงินสักเหรียญ นับว่าได้กำไร 

สำหรับภรรยาคนทำการค้าน่าจะถือว่าผ่าน เธอเคาะประตูเรียกท่านพี่สองสามคำแล้วผลักเข้าไป

หม่ากว่างหยูนั่งหน้าถมึงทึงบนเก้าอี้ในห้อง ทำไมเธอรู้สึกเหมือนเห็นคุณพ่อนั่งรอลูกสาวที่โดดเรียนกลับมาบ้านกันล่ะ 

เธอไม่ได้หนีเที่ยวสักหน่อย แถมได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องและเป็นทางการแล้วนี่น่า 

ไม่น่ามีอะไรผิดผลาด หรือเรื่องงานจะมีปัญหาร้ายแรง ม้าเกิดท้องเสียกระทันหัน

“ท่านพี่ ข้ากลับมาแล้ว” เธอพูดเสียงเบา ยืนรอดูท่าทีก่อน จะได้วิ่งหนีได้ทัน

“อ๋อ เจ้ายังรู้จักรีบกลับสินะ” 

ใครช่วยแปลที เขาพูดแบบนี้หมายความว่าอะไร 

ตอนเดินกลับมาท้องฟ้ายังไม่มืดสักนิด และเธอคิดว่าอีกหลายชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์ตกดิน

“เส้นทางการไปส่งรถม้าไม่ค่อยราบหรือท่านพี่” เธอเลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม 

คิดว่าต้องเป็นเรื่องนี้แน่ ทำให้เขาทำหน้าไม่สบอารมณ์ในขณะนี้ (ทำให้เขามีใบหน้าหงิกงออย่างกับคนโดนหยิกหัวนม 55)

“ซานซานอย่าเปลี่ยนเรื่อง” 

เธอนิ่วหน้า ‘เปลี่ยนเรื่อง’ แล้วเธอผิดตรงไหน หรือเธอต้องพูดเรื่องกลับมาโรงเตี๊ยมช้า

“ข้าต้องเขียนคำสารภาพผิดเรื่องไหนหรือท่านพี่” เธอทำเป็นเฉไฉ

“ยังไม่รู้ตัวอีก เจ้า ๆ” เขายกมือมาชี้หน้าเธอ “เจ้าสำนึกบ้างหรือไม่ซานซาน เจ้าเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว 

เจ้าจะเที่ยวไปไหนต่อไหนกับชายอื่นสองต่อสอง ใช้ได้หรือไม่ ตอบข้ามาสิ” 

เขาถามเสียงเย็น แต่ท่านพี่เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ เธอไปกับผู้ชายอีกตั้งสองคน 

รวมเป็นสามคน คงไม่ผิดหรอกมั้ง แถมเธอยังแต่งชุดผู้ชายไปด้วย

“ไม่ใช่ว่าท่านพี่ให้เหยียนเกอเกอ พาข้าไปเดินเที่ยวตลาดแทนท่านหรือ” 

เธอถามเขาด้วยใบหน้าใสซื่อและบริสุทธิ์ใจ ในเมื่อคนทำงาน 

ใครจะไปรบกวนให้พาไปเที่ยวอีก เธอยังมีคุณธรรมพอ

“ข้าเคยบอกแล้วว่า ไม่ให้เรียกเขาว่าเหยียนเกอเกอ เจ้าไม่เคยฟังที่ข้าพูดกล่าวตักเตือนเลยซานซาน” 

เธอเคยโดนห้ามตอนไหน ถ้าเขาเคยพูดไว้ล่ะก็ ชิบ...หายแล้ว เธอคิดอยากล่องเรือออกไปผจญภัยกับแก๊งโจรสลัดทันทีเลย 



 





333

ปั่นเสร็จ ไม่ได้อ่านทวนนะคะ ลงเลย  ;D

ตั้งชื่อตอน สปอลย์ตอนหมดเลย 555

การต่อสู้กับจิตใจตัวเอง นี่มันทรมานชัดๆ สองทุ่มยังอ่านการผจญภัยท่านวีดอยู่ ต้องตัดใจ  :-[ มาแต่งนิยายแรลลี่


หน้า: [1] 2 3 ... 19