แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - k_ko

หน้า: [1]
1
7. ตามฝัน / เอวิตา / ตอนที่ 8 เธอใครกันแน่
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2015, 11:07:14 PM »
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือของหญิงสาวทำให้มาเฟียหนุ่มลืมตาโพรงตามสัญชาตญาณ แล้วรีบมองคู่นอนของตัวเองทันทีราวกับกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เขารู้สึกโล่งอกเมื่อเธอยังซุกซบอยู่กับอกอุ่นของเขา และก็เผลอคิดไปว่าถ้าเธอลืมตาตื่น คงจะรีบผลักเขาออกอย่างรังเกียจทันที ดังนั้นระหว่างนี้ขอเก็บเกี่ยวความอ่อนอุ่นของเรืองร่างงามโดยการกระชับกอด แล้วจุมพิตที่หน้าผากกลมมนอย่างหลงใหล แต่จะว่าไปแล้ว เขาไม่อยากให้เธอลืมตาตื่นขึ้นมาเลย เพราะใบหน้าอ่อนใสยามหลับน่าทะนุถนอมนัก
อเล็กซิสไม่เข้าใจตัวเอง ว่าทำไมนับวันเขายิ่งอยากใกล้ชิดเธอ จากตอนแรกแค่จะเอาคืนให้สาแก่ใจเท่านั้น แต่ตอนนี้อยากครอบครองเธอทั้งจิตวิญญาน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าหญิงสาวรังเกียจเขาเหลือเกิน แม้จะยอมศิโรราบต่อในสิ่งที่เฝ้าปรนเปรอ ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอมีใจให้ ทุกอย่างล้วนเป็นความใคร่ทั้งนั้น แต่สำหรับตัวเขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่ามันมีอะไรมากกว่าความปรารถนาหรือเปล่า ยังเป็นสิ่งที่ค้างคาใจ และต้องค้นหาคำตอบต่อไป
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นอีกครั้ง หลังผ่านไปสิบนาที คราวนี้ดาลันเริ่มรู้สึกตัว ขยับกายจะลุกขึ้น ทว่าพอรู้ตัวว่าอยู่ในอ้อมกอดมาเฟียหนุ่ม เธอก็รีบกระถดหนีทันที ก่อนจะลุกไปหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงมาดูเวลา
“ตายจริง สายอีกแล้วเหรอ” หญิงสาวพึมพำเบาๆ แต่คนแกล้งหลับก็ได้ยินชัดเจน
ดาลันเดินไปคว้าเสื้อผ้าที่ตัวเองถอดไว้ที่โซฟามาถือไว้ ก่อนจะรีบเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำอย่างรวดเร็ว โดยมีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมองตามอย่างหงุดหงิด
ร่างสูงใหญ่ยันตัวลุกขึ้น บิดกายซ้ายขวาเพื่อไล่อาการง่วงขบ ก่อนจะลุกไปหยิบเสื้อผ้าที่ถอดไว้ที่โซฟามาสวมใส่ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี
“อุ๊ย!” ดาลันตกใจที่เห็นเขากำลังใส่เสื้อผ้า จึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินไปหยิบกระเป๋าสะพายที่โซฟา แล้วทำท่าจะเดินออกจากห้องไป แต่ก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเข้มที่ดังขึ้นจากทางข้างหลัง
“จะรีบไปไหน” ถามทั้งๆ ที่รู้
“หมดเวลาแล้ว” ดาลันจ้องอีกฝ่ายตาเขม่ง
“แล้วไง ถ้าฉันไม่ให้ไป เธอก็ออกจากห้องนี้ไม่ได้”
“มันจะมากไปแล้วนะ” หญิงสาวบอกอย่างเหลืออด
“ไม่มีคำว่ามากสำหรับคนที่เป็นนางบำเรอหรอก” อเล็กซิสเดินไปรั้งร่างอรชรเข้ามากอด แล้วทำท่าจะจูบเธอ ทว่าอีกฝ่ายหันหน้าหลบอย่างขยะแขยง ทำให้เขายิ่งรู้สึกโมโห จึงดันหญิงสาวไปชิดกับกำแพงห้อง แล้วขังเธอไว้ด้วยแขนแข็งแกร่งทั้งสองข้าง
“นี่! สายมากแล้วนะ ฉันจะรีบไปส่งลูก”
คำว่า ‘ลูก’ ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนวูบไหวไปเล็กน้อย เมื่อตะหนักว่าเธอเคยผ่านผู้ชายคนอื่นมาแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร ก็แค่หึงหวงคนที่มาซ้ำรอยต่อจากเขาเท่านั้น
“ยังไม่ให้ไป” สิ้นคำ ริมฝีปากได้รูปก็ประกบไปที่กลีบปากสีชมพูระเรื่ออย่างเร่าร้อน แม้หญิงสาวจะขัดขืนเพียงใดก็ต้องยอมสยบแก่เขาในที่สุด จนสาแก่ใจมาเฟียหนุ่มแล้วจึงถอนจูบออกมา
ดาลันขยี้ปากแรงๆ ต่อหน้าเขา ดวงตาคู่สวยแดงก่ำ มีหยาดน้ำตามาคลอคลองด้วยความคับแค้นใจ
“ถ้าครั้งต่อไป ยังทำตัวเหมือนถูกข่มขืนอยู่อีก เธอจะไม่ได้กลับไปรับไปส่งลูกอีกเลย คอยดู”
‘ไอ้เลว ป่าเถื่อนที่สุด’ หญิงสาวได้แต่ก่นด่าในใจ สะบัดหน้าไปมองทางอื่นอย่างระยับอารมณ์ ถ้าไม่ติดว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงลูกของเธอ ก็อยากจะลองดีกับเขาสักตั้ง ให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลยว่าใครจะอยู่ใครจะไป
“ยืนเฉยอยู่ทำไมล่ะ จะรีบไปรับลูกไม่ใช่หรือไง”
ดาลันหันมามองค้อน ก่อนจะผลักแขนแข็งแกร่งออกอย่างแรง แล้วเดินออกจากห้องพักไปทันที โดยมีสายตาเฉียบคมมองตามหลังพร้อมกับยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ

ดาลันกลับมาถึงบ้านตามกำหนดเดิมที่ตั้งใจเอาไว้ เป็นเพราะคนที่เธอตราหน้าว่า ‘ป่าเถื่อน’ ขับรถมาส่งถึงหน้าบ้าน แม้เธอจะปฏิเสธไปหลายสิบรอบ แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงทำแบบเดิม คือผลักเธอเขามาในรถจนศีรษะไปกระแทกกับเบาะ  แล้วก็ขับออกมาทันที ดังนั้นตลอดเวลาที่อยู่ในรถจึงไม่มีการคุยอะไรกัน นอกจากบอกการทางแบบถามคำตอบคำเท่านั้น ซึ่งเธอก็รู้สึกหงุดหงิดในระดับหนึ่ง ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาในบ้านแล้ว ก็ต้องลบความรู้สึกต่างๆ ออกจากหัวสมองและใบหน้า เพราะเธอจะไม่เอาสิ่งไม่ดีเข้ามาในบ้านเป็นอันขาด
“เด็กๆ ตื่นยังคะ” ดาลันถามคนสนิทเมื่อเข้ามาในบ้าน เห็นอีกฝ่ายกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่
“น่าจะตื่นกันแล้วค่ะ เดี๋ยวป้าขึ้นไปดูก่อนนะคะ” ชะเอมบอกด้วยรอยยิ้ม และไม่ถามเจ้านายสาวให้มากความ เพราะรู้ว่าเธอคงลำบากใจในการตอบคำถามของนาง
“ฝากด้วยนะคะ เดียร์ขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อน แล้วจะรีบลงมาค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เป็นหน้าที่ของป้าอยู่แล้ว คุณเดียร์ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
เมื่อเห็นเจ้านายสาวพยักหน้า ชะเอมก็เดินขึ้นไปดูเด็กๆ บนบ้าน ดาลันจึงเดินขึ้นไปบ้าง แต่แยกเข้าห้องตัวเองเพื่อไปทำธุระส่วนตัว

เมื่อเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง ดาลันยังติดใจคำพูดหนึ่งของมาเฟียหนุ่ม ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังสงสัยอะไรอยู่หรือเปล่า แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อสิบนาทีก่อนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันถามจริงๆ เธอมีคู่แฝดหรือเปล่า”
คำถามที่จู่ๆ ก็โพล่งออกมาทำให้หญิงสาวประหลาดใจไม่น้อย เธออึ้งไปหายวินาทีก่อนจะตอบกลับไป
“ไม่มี”
“แน่ใจนะ”
“แน่ใจสิ ถามทำไม”
“ฉันก็แค่สงสัยอะไรบางอย่าง”
ดาลันขมวดคิ้วแทบจะชนกันอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเงยหน้าสบตากับชายหนนุ่มเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เขาจ้องมองเธอเขม็งราวกับกำลังจับผิดอะไรอยู่ แต่เมื่อไม่มีบทสนทนาต่อจากนั้น เธอก็เปิดประตูลงจากรถไปโดยไม่มีคำล่ำลา แต่คำถามของเขายังคงค้างคาใจถึงตอนนี้ พลางคิดว่าเขากำลังสงสัยอะไรในตัวเธอ หรือว่าหน้าเธอไปเหมือนกับใคร แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ขออย่างเดียวว่าอย่าเกี่ยวพันมาถึงลูกๆ ของเธอก็พอ เพราะเธอไม่มีวันยอมให้ใครมาแตะต้องลูกของเธออย่างเด็ดขาด

หลังจากไปส่งดาลันที่บ้าน อเล็กซิสก็ขับรถมาที่โรงแรมเดิมที่ตัวเองพักอยู่ ซึ่งตลอดเวลาเขาครุ่นคิดแต่เรื่องของดาลันกับผู้หญิงคนนั้นที่เคยเจอเมื่อหลายปีก่อนว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แม้ความรู้สึกเขาจะบอกว่าใช่ แต่ทำไมเธอถึงไม่มีภาพทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย แถมไม่เคยถามถึงเรื่องราวในอดีต มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หรือเธอจะความจำเสื่อม” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
ยังไม่ทันที่เขาจะคิดอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น มาเฟียหนุ่มหยิบมากดรับเมื่อเห็นว่าเป็นลูกน้องที่ดูแลคาสิโนที่มาเก๊าโทรมา
“มีอะไร” เขาถามเป็นภาษาจีนกลาง
“เกลือเป็นหนอนครับเสี่ย ไอ้หยางจงมันยักยอกเงินของเราไป แถมยังไปเข้ากับฝ่ายตรงข้าม พาพวกมาถล่มคาสิโนเราครับเสี่ย”
“แล้วตอนนี้สถานการณ์ที่คาสิโนเป็นยังไงบ้าง”
“ตอนนี้ปิดให้บริการอยู่ครับ แต่คนของเราตายสาม เจ็บสิบครับเสี่ย ไม่ใช่คนของเราสู้ไม่ได้นะครับ แต่คนของมันเยอะกว่า...” เฟิงถังยังพูดไม่ทันจบมาเฟียหนุ่มก็โพล่งขึ้นเสียงเข้ม
“ฉันจะไปมาเก๊าคืนนี้ บอกคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม”
“ครับเสี่ย แค่นี้นะครับ”
ปลายสายวางหูไปแล้ว แต่อเล็กซิสยังกำโทรศัพท์มือถือแน่น เขาล่ะเกลียดพวกเลี้ยงไม่เชื่องจริงไ แถมยังมาทรยศหักหลังอีก เขาคงไม่ปล่อยให้ลอยนวลแน่ มาเฟียหนุ่มรีบโทรไปบอกบีเกียร์ให้จองตั๋วเครื่องบินเดินทางไปมาเก๊าทันที ก่อนจะรีบขับรถไปที่โรงแรม โดยลืมคิดถึงเรื่องของดาลันไปชั่วขณะ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทิ้งลูกน้องไว้ที่กรุงเทพฯ หนึ่งคนเพื่อคอยดูแลหญิงสาวระหว่างที่เขาไม่อยู่

หลังจากไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนเสร็จแล้ว ดาลันก็แวะไปเยี่ยมชลธารที่โรงพยาบาล ซึ่งได้รับข่าวดีว่าอีกหนึ่งอาทิตย์เพื่อนรักจะออกจากโรงพยาบาลและกลับมาอยู่ที่บ้านตามปกติ เธอจึงเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังว่าเกิดเหตุการณ์อะไรกับตัวเองบ้าง ยกเว้นเรื่องการที่ต้องไปเป็นนางบำเรอให้คนบ้ากามนั่น เป็นเรื่องเดียวที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟังได้ แม้แต่ตัวเองยังไม่อยากยอมรับความจริง ว่ายอมทำสิ่งที่อดสูที่สุดในชีวิตลงไปแล้ว
“เค้าให้เธอไปทำงานใช้หนี้ช่วงกลางคืน ทำอะไรน่ะ แล้วจะเอาเวลาไหนพักผ่อนเนี่ย รู้มั้ยว่าเธอดูโทรมไปมากเลยนะเดียร์” ชลธารบีบแขนเพื่อนไปมาราวกับจะสำรวจว่าหญิงสาวผอมไปหรือเปล่า
“จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อหาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยเขาไม่ได้นี่” ดาลันตอบเสียงเศร้า
“แล้วเค้าให้เธอไปทำอะไร ที่ไหน แล้วหน้าตาเค้าเป็นยังไง หนุ่มหรือแก่ ไว้ใจได้หรือเปล่า”
คุณแม่ยังสาวถอนหายใจ
“ถามเป็นชุด จะให้ฉันตอบคำถามไหนก่อนเนี่ย”
“เอาคำถามแรกก่อนแล้วกัน”
พอเพื่อนบอกให้ตอบคำแถมแรก หญิงสาวก็ถึงกับหน้าซีด เธอพยายามเลี่ยงแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังวกมาถามอีกเป็นครั้งที่สอง ทำให้เธอต้องรีบตอบกลับไปเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
“ไปวางแผนการตลาดให้เค้าน่ะ พอดีกลางวันฉันต้องทำงานที่บริษัท ก็เลยขอไปทำช่วงกลางคืนแทน แล้วก็พักที่บริษัทเขาเลย กลับตอนเช้าทันไปส่งเด็กๆ ไปโรงเรียนพอดี”
“ฉันว่าไม่ถึงเดือน เธอต้องตายแน่ๆ”
“เอาน่า แค่สองเดือนเอง นี่ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว ฉันยังปกติอยู่ ยังไม่ตาย” แม้ปากจะบอกว่ายังไหว แต่ร่างกายกับหัวใจอ่อนล้าเหลือเกิน
“เอาอย่างนี้ ถ้าฉันออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ ฉันจะไปรับไปส่งเด็กๆ เอง เธอจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง” ชลธารบอกอย่างเห็นใจ เพราะถ้าเพื่อนเธอยังทำงานหนักแบบนี้ ไม่ถึงเดือนได้ถูกหามเข้าโรงพยาบาลแน่ๆ
“ขอบใจมากนะชล” ดาลันบีบมือเพื่อนเบาๆ ด้วยความซึ้งใจ “แล้วเรื่องคดีล่ะ ไปถึงไหนแล้ว”
“จนบัดนี้ยังจับคนที่ขับรถชนฉันไม่ได้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ไม่อยากจะสนใจ ตอนนี้คิดแค่เรื่องงานกับหลานๆ ฉันอยากออกจากโรงพยาบาลจะแย่อยู่แล้ว”
“ก็แค่อีกอาทิตย์เดียวเอง อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวฉันจะพาเด็กๆ มารับ” ดาลันยิ้มให้เพื่อน
“ขอบใจมากนะ ออกไปแล้วฉันจะรีบลุยงานให้เต็มที่เลย ยิ่งได้ยินว่าออร์เดอร์เข้าเยอะแบบนี้ ยิ่งคันไม้คันมือ” ชลธารทำท่าเกามือไปมาทำให้คนมองอดหัวเราะไม่ได้
“ก็ได้น้าอนงค์กับอายศคอยช่วยดูแลให้แหละ ไม่งั้นฉันคงหัวหมุนแน่ๆ”
ชลธารมีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเมื่อเพื่อนรักพูดถึงอนงค์วตีกับชัยยศ เพราะเธอระแคะระคายชายหญิงคู่นี้ว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีในบริษัทที่เธอกำลังตรวจสอบค้างอยู่ แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เพราะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นอย่างที่เธอสันนิษฐานหรือเปล่า จึงไม่อยากปรักปำให้เพื่อนไม่สบายใจ
“ยังไงก็ต้องคอยตรวจสอบฝ่ายบัญชีดีๆ โดยเฉพาะเงินที่ซัพพลายเออร์กับลูกค้าโอนเข้ามา”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันกำชับกับน้าอนงค์ไว้แล้ว”
“อย่าลืมว่าน้าอนงค์ไม่ใช่ญาติของเธอ แถมยังมีข่าวเรื่องชู้สาวกับอายศตั้งแต่คุณพ่อของเธอยังมีชีวิตอยู่ ขอโทษที่พูดตรงๆ ฉันไม่อยากให้เธอไว้ใจใครง่ายๆ โดยเฉพาะช่วงที่บริษัทอยู่ในภาวะวิกฤติแบบนี้” ชลธารจับมือเพื่อนไว้แน่น มองหน้าด้วยสายตาจริงจัง จนดาลันเริ่มตระหนักต่อสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“ขอบใจชลมาก ที่ช่วยเตือนสติฉัน ฉันจะต้องเข้มงวดกับทุกคนให้มากกว่านี้”
ชลธารพยักหน้า แล้วยิ้มบางให้ ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับที่นางพยาบาลถือยาเข้ามาในห้องพอดี ดาลันจึงขอตัวกลับก่อน เพื่อจะให้เพื่อนได้พักผ่อนหลังจากมาเยี่ยมได้เกือบชั่วโมงแล้ว
“แล้วเจอกันอาทิตย์หน้านะ”
“โอเค อย่าลืมเอาชุดมาให้ฉันเปลี่ยนด้วยล่ะ”
ดาลันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินออกจากห้องไปอย่างครุ่นคิด คำพูดของเพื่อนเรื่องอนงค์วตีกระทบใจเธอไม่น้อยเลย แต่ ณ ตอนนี้เธอคงไม่มีเวลาไปนั่งค้นหาความจริงอะไร เพราะแค่ปัญหาของตัวเองก็ยังไม่มีทางออก คงได้แค่ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และภาวนาให้เรื่องเลวร้ายต่างๆ ผ่านไปโดยเร็ว ประดุจฟ้ากระจ่างดาวที่ไร้หมู่เมฆมาบดบัง

หลายวันแล้วที่เอ็นโซ่ติดต่อดาลันไม่ได้ หัวใจเขาร้อนรุ่มจนไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร นึกอยากจะวางภาระบนบ่าลง แล้วออกไปตามหาหัวใจ แต่ถ้าทำอย่างนั้นธุระกิจที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างคงจะพังทลายไม่เป็นท่า แต่ถ้าเขานิ่งเฉยอยู่แบบนี้ ก็คงจะเสียเธอไปในไม่ช้า ชายหนุ่มหยิบผ้าพันพอสีเทาที่เธอเคยถักให้ขึ้นมาสูดดม กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ซึ่งเป็นกลิ่นประจำตัวของหญิงสาวยังติดตรึง ทำให้เขาอดถึงไปถึงวันที่ได้ผ้าพันคอผืนนี้มาไม่ได้
“คริสต์มาสนี้ เดียร์คงไม่มีของมีค่าอะไรจะให้ นอกจากของขวัญชิ้นนี้” หญิงสาวยื่นกล่องของขวัญขนาดเหมาะมือให้มาเฟียหนุ่ม ที่วันนี้เขาเอาใจเด็กๆ โดยการแต่งตัวเป็นซานตาคลอสผู้ใจดี “ขอบคุณสำหรับของขวัญของเด็กๆ และก็ของเดียร์นะคะ เด็กๆ ชอบมาเลยค่ะ” ดาลันยิ้มหวาน
“ของขวัญที่เดียร์ให้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ล้วนมีคุณค่าสำหรับผมเสมอ” ซาตาคลอสหนุ่มยิ้มจนหนวดกระดก ก่อนจะขอแกะของขวัญด้วยความตื่นเต้น โดยมีหญิงสาวยืนลุ้นอยู่ข้างๆ
“ผ้าพันคอ...ขอบคุณมากนะครับ” เขายิ้มอีกครั้ง พลอยทำให้หญิงสาวยิ้มตามไปด้วย
“เดียร์ถักเองกับมือเลยนะคะ ถักทั้งหมดสี่ผืน ให้โดนัทกับบัตเตอร์ และก็คุณ”
“แล้วอีกผืนล่ะ” เขาถามเสียงขุ่นอย่างไม่เก็บซ่อนความไม่พอใจ อีกฝ่ายจึงรีบตอบกลับไปทันทีราวกับกลัวว่าเขาจะน้อยใจ
“ก็ถักให้ตัวเองสิคะ ทำตาขวางแบบนี้ จะไม่ให้เดียวถักให้คนอื่นบ้างหรือไง” ดาลันอยากยั่วอารมณ์เขา ซึ่งก็ได้ผล
“ไม่ให้ถักให้ใครทั้งนั้น นอกจากครอบครัวของเรา” เอ็นโซ่อยากจะดึงร่างอรชรเข้ามากอดแล้วจุมพิตคนชอบยั่ว แต่ก็เกรงจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เพราะหญิงสาวค่อนข้างหวงตัว ไม่เหมือนกับผู้หญิงทั่วไปที่เขารู้จัก และเขาก็อยากให้เกียรติเธอจึงเก็บความปรารถนานั้นไว้อย่างอดทน “สัญญาได้มั้ย ว่าจะไม่ถักให้ใคร”
“งั้นเดียร์ขอไว้สามคนได้มั้ย แล้วสัญญาว่าจะไม่ถักให้ใคร” หญิงสาวยิ้มกริ่มเหมือนจะยั่วคนขี้หวงอีกครา ซึ่งก็ได้ผลชงัก ซาตาคลอสหนุ่มหน้าแดง เม้มริมฝีปากเน้น ก่อนจะถามเสียงลอดไรฟัน
“ใคร!”
“แค่นี้ต้องทำเสียงดุด้วย” หญิงสาวแกล้งดุกับพร้อมทำตาโตใส่เขา ทว่ามุมปากมีรอยยิ้มนิดๆ
“เดียร์ ผมถามจริงๆ” น้ำเสียงเขาร้อนรน เพราะอยากรู้ว่าคนพิเศษอีกสามคนของเธอเป็นใคร
“อ่ะๆ บอกก็ได้ ก็คุณพ่อ ป้าเอม แล้วก็ยัยชลเพื่อนของเอมไง”
เอ็นโซ่เป่าปากอย่างโล่งออก แต่ก็มองเธออย่างคาดโทษ
“ทีหลังอย่าแกล้งผมแบบนี้อีกนะ รู้รึเปล่า”
“อะไร แค่นี้ก็หาว่าแกล้งแล้ว ซาตาคลอสอะไร ขี้น้อยใจจริงๆ” เธอทำหน้ายู่ล้อเลียนเขา
“ใครว่าขี้น้อยใจ ขี้หวงต่างหาก ทั้งหวงทั้งหึงเลย”
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้ แก้มที่เป็นสีชมพูระเรื่อก็แดงก่ำด้วยความขวยเขิน หญิงสาวเดินหนีไปดื้อๆ เพราะรู้สึกเสียการควบคุม และอาจจะทำอะไรเปิ่นๆ ถ้ายังอยู่ต่อหน้าเขา
เอ็นโซ่เห็นแล้วอาการของหญิงสาวก็อดยิ้มไม่ได้ นึกอยากจะเปิดเผยความในใจที่มีต่อเธอไวๆ จะได้อยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวเสียที เพราะนอกจากเขาจะรักแม่แล้ว ยังรักลูกทั้งสองของเธอไม่แพ้กัน มันเป็นความผูกพันตั้งแต่เด็กทั้งสองยังไม่เกิดออกมาดูโลกด้วยซ้ำ ยังนึกเสียใจว่าเขากับเธอน่าจะเจอกันเร็วกว่านี้ หญิงสาวจะได้ไม่ต้องพบเจอเรื่องร้ายๆ ให้เป็นตราบาปกับชีวิต แต่ถึงกระนั้นเขาก็พร้อมจะปกป้องเธอกับเด็กๆ ด้วยหัวใจรักที่มีให้กับเธอเพียงแค่คนเดียว

มาเฟียหนุ่มจรดจมูกลงที่ผ้าพันคอสีเทาอีกครั้ง เขาอยากจะสูดดมความหอมของกลิ่นเชอร์รี่บลอสซัมให้จารไปในหัวใจ ประหนึ่งมีร่างอรชรมายืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ เหมือนเมื่อวันวาน ทว่ายังไม่ทันจะสาแก่ความคิดถึง ก็มีเสียงแหลมๆ ของใครบางคนมาทำรายความรื่นรมย์ของเขาเสียก่อน
“คิดถึงไปก็เท่านั้นแหละ แม่นั่นคงไม่กลับมาสนใจพี่แล้วล่ะ” ซอลย่ายิ้มมุมปากด้วยความสะใจ ที่ทำให้แม่ม่ายลูกติดออกไปจากชีวิตของพี่ชายเธอได้
“รู้ได้ยังไง” เอ็นโซ่ถามเสียงขรึม
“ก็หล่อนเข้าใจว่าพี่มีแฟนแล้วน่ะสิ อุ๊ย! ไม่ใช่ๆ หล่อนกลับไปอยู่บ้านตั้งหลายเดือนแล้ว ไก่แก่แม่ปลาช่อนขนาดนั้น คงไม่ปล่อยให้ตัวเองแห้งเหี่ยวหรอก” หญิงสาวหัวเราะกลบเกลื่อน แต่คนเป็นพี่ก็รู้จักน้องสาวของตัวเองดี จึงรีบลุกจากโซฟามาบีบแขนบอบบางทั้งสองข้างอย่างคาดคั้น
“เดียร์ไม่ใช่คนแบบนั้น พูดมาว่าเธอไปพูดอะไรกับเดียร์กันแน่!”
“ไม่ๆ ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย สาบานได้” ซอลย่ารีบละล่ำละลักบอก เพราะรู้สึกรวดร้าวไปทั้งแขน บทพี่ชายเธอจะโกรธขึ้นมาก็ไม่เคยยั้งมือ และถ้าเธอบอกความจริงออกไป มีหวังโดนบีบคอตายแน่ๆ
“ฉันไม่เชื่อหรอก เดียร์ไม่เคยมางเมินกับฉัน เธอต้องพูดอะไรกับเดียร์แน่ๆ”
“ไม่ ฉันไม่เคยพูด โอ๊ย! ปล่อยนะ ฉันเจ็บ”
เอ็นโซ่เพิ่มแรงบีบให้น้องสาวรับสารภาพ แต่เธอกลับร้องไห้โฮออกมา เขาจึงผลักร่างบางไปที่โซฟาอย่างแรงด้วยความโมโห
“ถ้าเธอไม่พูดความจริง ก็อย่าหวังว่าฉันจะตามใจเธออีก และเธอก็ห้ามออกนอกบ้านด้วย” พูดจบเขาก็เดินกระแทกส้นเท้าเข้าห้องทำงานอย่างอารมณ์เสีย ทว่าซอลย่าวิ่งมาขวางทางเสียก่อน
“พี่จะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!”
“แล้วทีเธอทำกับฉันล่ะ”
ซอลย่าอึกอัก ก่อนจะเอ่ยขอโทษในที่สุด
“ก็พี่อยากรักมันมากกว่าฉันทำไมล่ะ”
เอ็นโซ่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด แต่พอเห็นน้องสาวมีน้ำตาคลอก็อดสงสารไม่ได้ จึงดึงเข้ามาสวมกอด
“ถ้าฉันไม่รักเธอ ป่านนี้คงจะทิ้งให้อยู่คนเดียวไปแล้ว”
“แต่พี่ก็รักมันมากกว่า” หญิงสาวสะอึกสะอื้น
“เธอจะรู้ดีไปกว่าฉันได้ยังไงซอลย่า และความรักก็มีหลายรูปแบบ ไม่สามารถเอาไม่เปรียบเทียบได้หรอกว่าคนไหนรักมากกว่า คนไหนรักน้อยกว่า” เมื่อน้องสาวคลายสะอื้นแล้ว จึงเชยคางมนขึ้นสบตา “แล้วเธอพอจะบอกฉันได้หรือยัง ว่าเธอไปพูดอะไรกับเดียร์”
“ก็แค่บอกไปว่าพี่มีแฟนแล้ว ก็เท่านั้น”
มาเฟียหนุ่มถอนหายใจ
“ทีหลังอย่าพูดแบบนี้อีก แล้วก็ไม่ต้องอิจฉาหรือน้อยอกน้อยใจ เพราะถึงยังไงฉันก็รักเธอไม่น้อยไปกว่าใครอยู่แล้ว เพราะเธอคือน้องสาวของฉัน เข้าใจมั้ยซอลย่า”
หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะมองพี่ชายตาหวานแล้วสวมกอดอย่างออดอ้อน
“ถ้าพี่รักฉัน วันนี้พาฉันออกไปเที่ยวหน่อยได้มั้ย นะนะ ฉันอยากฟังเพลง และก็อยากดื่มไวน์ด้วย”
“ก็ได้ แต่เธอต้องสัญญา ว่าจะไม่ทำอย่างนี้อีก”
“สัญญา” ซอลย่ากระโดดหอมแก้มพี่ชายด้วยความดีใจ ก่อนจะวิ่งขึ้นไปบนชั้นบนเพื่อแต่งตัวเตรียมออกไปเที่ยวของนอกในรอบหลายเดือน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านเธอถูกพี่ชายคลุมประพฤติตลอดเพราะเป็นโรคนิมโฟมาเนีย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มาเฟียหนุ่มทิ้งน้องสาวไปไหนนานๆ ไม่ได้
เอ็นโซ่ได้แต่ทุกข์ใจในพฤติกรรมของน้องสาว แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เขารัก การที่เธอทำตัวห่างเหินไม่ใช่เพราะมีคนอื่น แต่เป็นเพราะเข้าใจผิดเรื่องเขานี่เอง
“ต้องหาเวลาไปปรับความเข้าใจหน่อยแล้ว” มาเฟียหนุ่มบอกกับตัวเอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเองเพื่อเคลียร์งานที่ทำค้างไว้ตั้งแต่เมื่อเช้า เสร็จแล้วจึงพาน้องสาวคนเดียวไปท่องราตรีตามที่ได้สัญญาเอาไว้


2
7. ตามฝัน / เอวิตา / ตอนที่ 7 ความทรงจำสีเทา
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2015, 11:05:44 PM »
วันนี้ทั้งวันมาริโอพยายามติดต่อพี่ชายหลายครั้ง แต่ก็โทรไม่ติดเพราะอีกฝ่ายปิดเครื่อง และยิ่งมารู้จากเลขาฯ ของอเล็กซิสที่อิตาลีแจ้งว่า เจ้านายเลื่อนกำหนดไปจีนและญี่ปุ่นก็ทำให้สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะปกติพี่ชายจะเป็นคนทำอะไรมีแบบแผนและตรงต่อเวลาเสมอ จึงตัดสินใจโทรไปหาบอดี้การ์ดคนสนิทของอเล็กซิสเพื่อหาคำตอบ
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำให้บีเกียร์หน้าแหย เพราะเบอร์ที่โทรมาเป็นเบอร์น้องชายต่างแม่ของเจ้านาย ครั้นจะไม่รับสายก็กลัวมีความผิด แต่ถ้ารับแล้วบอกความจริงไปก็มีความผิดเช่นกัน เผลอๆ จะมากกว่าอย่างแรก จึงทำเป็นไม่สนใจ ทว่าปลายสายก็ยังโทรมาเรื่อยๆ ทำให้เขาอดกดรับไม่ได้ พร้อมกับบอกตัวเองในใจว่างานนี้โดนทั้งขึ้นทั้งล่องแน่ๆ
“สวัสดีครับคุณมาริโอ”
“นี่นายอยากจะลองดีกับฉันใช่มั้ย” มาริโอแกล้งทำเสียงดุใส่
“เปล่าครับเปล่า พอดีเข้าห้องน้ำอยู่ คุณมาริโอมีอะไรหรือครับ” บีเกียร์รีบถามกลับอย่างกระตือรือร้น
“พี่ชายฉันไปไหน”
“เอ่อ...คือ”
“พูดมาให้หมด ห้ามกั๊กแม้แต่นิดเดียว” ชายหนุ่มทำเสียงเข้มอีกครั้ง แต่เมื่ออีกฝ่ายยังอึกๆ อักๆ เขาจึงคาดโทษออกไป “อย่าคิดว่าเป็นคนของอเล็กซ์ แล้วฉันจะเล่นงานไม่ได้นะ”
“ครับ...ผมเข้าใจครับ แต่ถ้าบอกไป...”
“ฉันรับผิดชอบเอง”
เมื่อได้รับการยืนยัน เขาก็สบายใจขึ้นมาหน่อย
“ที่นี้จะพูดได้หรือยัง หรือจะต้องให้ฉันเอาลูกปืนง้างปาก”
“พูดแล้วครับ แหม...คุณมาริโอก็ ใจเย็นๆ สิครับ คือตอนนี้คุณอเล็กซ์ออกไปข้างนอกครับ”
“กับใคร!”
“กับ…กับ...เอ่อ...ลูกสาวของลูกหนี้คนหนึ่งครับ”
“ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าห้ามกั๊ก ไอ้บีเกียร์!” มาริโอชักโมโห
“ครับ เธอชื่อดาลันครับ มาอยู่กับคุณอเล็กได้สองวันแล้วครับ”
“คนนี้หรือเปล่าที่ทำให้พี่ชายฉันไม่ยอมไปจีนกับญี่ปุ่น”
“ครับ”
“สวยเหรอ” มาริโอนึกอยากเห็นหน้า เพราะเธอสามารถอยู่กับอเล็กซ์ได้เกินหนึ่งวัน ซึ่งผิดแผกจากผู้หญิงคนอื่นที่จะได้นอนกับพี่ชายเขาแค่หนึ่งคืนเท่านั้น ก็ไม่เรียกมาใช้บริการอีก
“เธอก็สวยดีครับ แต่มีลูกแล้วสองคน”
“หา! นี่อเล็กซ์นิยมแม่ม่ายลูกติดแล้วหรือไง แต่ก็เอาเถอะ แค่ฉันรู้สาเหตุก็สบายใจแล้ว แค่นี้นะ”
“ครับ”
เมื่อวางหูจากบีเกียร์ มาริโอก็นึกอยากมาเห็นหน้าผู้หญิงของพี่ชายซะแล้วสิ อีกอย่างช่วงนี้กำลังเบื่อๆ งานก็เริ่มเบาลง ไปพักผ่อนที่ประเทศไทยบ้างคงดี แค่คิดก็รู้สึกสุนทรีย์แล้ว บางทีเขาอาจจะได้เจอเนื้อคู่นั่นก็เป็นได้
“สาวเอเชีย ตัวเล็กๆ บางๆ แถมเอาใจเก่ง” ได้ยินแต่คำล่ำลือ แต่ยังไม่เคยได้สัมผัส คราวนี้คงได้ลองสักที เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็โทรไปให้เลขาฯ จัดการตั๋วเครื่องบินและที่พัก ซึ่งเอาคนละที่กับพี่ชาย เขาคงไปเที่ยวให้หนำใจก่อน แล้วค่อยไปหาพี่ชายทีหลัง ไม่อย่างงั้นคงโดนด่าจนหมดความรื่นรมย์แน่
อเล็กซิสขับรถสปอร์ตคันหรูออกมาจากโรงแรมอย่างไม่รีบร้อน ข้างๆ มีหญิงสาวหน้าบูดบึ้งนั่งหันหน้าออกหน้าต่างตลอดเวลา จึงไม่มีการสนทนากันตลอดเส้นทาง กระทั่งรถยนต์มาจอดสนิทที่สถานที่แห่งหนึ่ง ทำให้หญิงสาวขมวดคิ้วมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรออกมา เดินตามเขาลงจากรถไปเงียบๆ ดีเหมือนกันมาสถานที่แบบนี้ เธอจะได้รอดตัวจากการเป็นนางบำเรอหนึ่งวัน
เมื่อเขาเดินเข้ามาในผับที่แสนคุ้นเคย ก็ถูกเชิญให้เข้าไปนั่งในมุมวีไอพีทันที ซึ่งก็เป็นที่นั่งประจำที่มาทุกครั้ง ส่วนดาลันขยับมานั่งที่โซฟาเดี่ยว ซึ่งห่างจากเขาพอสมควร
“สวัสดีค่ะ ดีใจจังที่เห็นเสี่ยอีกครั้ง วันนี้รับอะไรดีคะ” พอลล่าแทบยกมือไหว้แนบอก เธอโชคดีอีกครั้งที่ผู้ใหญ่ให้มาบริการหนุ่มหล่อกระเป๋าหนักคนนี้
“บรั่นดี”
“เอาอะไรเพิ่มอีกมั้ยคะ” หญิงสาวยิ้มเก๋ ทว่าเขากลับมองผ่านเธอไปข้างหลัง พลอล่ามองตามสายตาไปก็เห็นผู้หญิงหน้าตาดีอยู่ในชุดปอนๆ นั่งหน้านิ่งอยู่ จึงเอ่ยถามชายหนุ่ม “มาด้วยกันหรือคะ” เมื่อเขาพยักหน้า เธอจึงขยับไปถามหญิงสาวอย่างสุภาพ
“รับอะไรดีคะ”
ดาลันจะสั่งน้ำส้ม ก็เกรงว่าจะดูหน่อมแน้มกับสถานที่นี้มากเกินไป จึงสั่งสปายไปขวดหนึ่งกับของขบเคี้ยว ซึ่งก็เห็นรอยยิ้มหยันจากคนบ้ากาม แต่เธอก็ไม่สนใจ นั่งมองอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางคิดในใจว่า สถานที่แห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงไม่กล้ามาเหยียบที่นี่อีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันก็เป็นเพียงความทรงจำสีเทา ที่เธอประมาทเลินเล่อในการใช้ชีวิตเท่านั้น จึงไม่อยากจะเก็บมาใส่ใจให้ปวดร้าว คิดเพียงแค่ว่าทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็พอ
“ชอบที่นี่หรือเปล่า” เขาพูดลอยๆ ขึ้นมา
ดาลันปรายตามองคนถามเล็กน้อย
“เฉยๆ”
“นึกว่าชอบ” ชายหนุ่มประชดมากกว่าพูดธรรมดา
“ชอบอยู่บ้านกับลูกๆ มากกว่า” เธอเน้นคำว่า ‘ลูก’ เป็นพิเศษ ซึ่งมันก็ทำให้คนฟังรู้สึกวาบในอกไปครู่หนึ่งก่อนจะเป็นปกติเมื่อเห็นพนักงานสาวเอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ
พอลล่าวางเครื่องดื่มกับของขบเคี้ยวให้หญิงสาว ก่อนจะบริการชายหนุ่มอย่างออกนอกหน้า และคราวนี้เธอก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เมื่อลำแขนแข็งแรงเกี่ยวเธอมานั่งที่ตัก แล้วจูบที่ข้างแก้มเสียงดัง ทำเอาเธอขนลุกขนชันไปทั้งตัว
“ทำแบบนี้พอลล่าเขินนะคะ” หญิงสาวสอดแขนคล้องคอเขาไว้ พร้อมเผยอปากรอจูบจากเขา แต่ก็ผิดหวังเมื่อชายหนุ่มบอกให้รินบรั่นดีให้หน่อย
ดาลันปรายตามองเล็กน้อยแล้วก็เสมองไปทางอื่น พลางคิดว่าผู้ชายคงจะเหมือนกันหมดคือหาดีไม่ได้ ทว่าภาพใครคนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง เขาไม่โทรมาหาเธอหลายวันแล้ว คงจะมีความสุขกับคนรักของเขา ดาลันพยายามทำใจโดยการดื่มสปายแบบรวดเดียวหมดขวด แล้วมองไปข้างหน้าด้วยสายตาว่างเปล่าระคนเปลี่ยวเหงา
ถึงอเล็กซิสจะให้ความสนใจกับพนักงานสาวเป็นพิเศษ แต่เขาก็คอยลอบมองดาลันตลอด สีหน้าและแววตาที่เปลี่ยนไปทำให้อยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จะเป็นเรื่องคืนนั้นหรือเปล่า แล้วจะมีเขาในความทรงจำบ้างไหม อยากเข้าไปนั่งในใจเธอจริงๆ
“สปายเธอหมดแล้ว ไปเอามาเพิ่มอีกขวดนึง” อเล็กซิสสั่งพนักงานสาวที่นั่งแนบชิดเขาอยู่
พอลล่ารู้สึกขัดใจเล็กน้อย แต่ในเมื่อเป็นหน้าที่ของตัวเองก็ต้องทำ ร่างบางผละออกจากอกอุ่น ก่อนจะไปสั่งสปายให้หญิงสาวที่นั่งเซื่องซึมอยู่อีกโซฟา
เมื่อพอลล่าเดินออกไปแล้ว อเล็กซิสก็พูดลอยๆ ขึ้นมา
“อยากกลับเมื่อไหร่ก็บอกนะ”
“ถ้าหมายถึงบ้าน อยากกลับตอนนี้เลย” ดาลันตอบเสียงแข็ง และไม่มีหางเสียงใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับเขาไม่จำเป็นต้องสุภาพ
“ยังไม่ถึงเวลา” เขาตอบน้ำเสียงเย็นชา
“หึ” ดาลันทำเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะหยิบของขบเคี้ยวขึ้นมากินฆ่าเวลา ซึ่งก็เป็นจังหวะเดียวกับโทรศัพท์มือถือของเธอสั่นสะเทือน ดาลันหยิบขึ้นมาดูก็เห็นมาเป็นเอ็นโซ่ แวบแรกเธอเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความดีใจ ทว่าพอนึกอะไรได้เธอก็กดปิดโทรศัพท์แล้วนั่งทานขนมขบเคี้ยวตามเดิม ซึ่งการกระทำของเธออยู่ในสายตาของมาเฟียหนุ่มตลอด
เมื่อความหงุดหงิดมารบกวนจิตใจ ก็ทำให้เขาไม่อยากอยู่ต่อ ชายหนุ่มควักเงินมาวางบนโต๊ะปึกนึง ซึ่งก็เป็นขณะเดียวกับที่พอลล่าเดินมาที่โต๊ะพอดี หญิงสาวตาโตเมื่อเห็นเงินหลายหมื่น แต่ก็แอบเสียดายที่อยู่กับเขาได้แค่แป๊บเดียวเท่านั้น
“เสี่ยจะกลับแล้วหรือคะ”
“ใช่”
“แต่พอลล่าเพิ่งเอาสปายมาให้คุณเขาเองนะคะ” พอลล่าหันไปมองดาลัน ซึ่งหญิงสาวก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“เขาอยากกลับแล้ว” อเล็กซิสหมายถึงดาลัน เจ้าตัวจึงรีบร้องบอกทันที
“ถ้าคุณอยากอยู่ต่อก็ตามสบายนะ ฉันยังไงก็ได้”
พอลล่ามองชายหนุ่มด้วยสายตาเว้าวอน เพราะอยากให้เขาอยู่ต่อ ขณะที่ผู้หญิงอีกคนทำเป็นไม่แยแส ด้วยความโมโหทำให้เขาดึงพอลล่ามาจูบหนักๆ จนหญิงสาวตกตะลึงในคราวแรก แต่ก็จูบตอบอย่างเมามันแบบไม่เกรงสายตาใครหลังจากนั้น ก็เธอรอเวลานี้มานาน
ดาลันรีบหันหน้าไปทางอื่นด้วยความกระดาก คิดไม่ถึงว่าเขาจะกล้าจูบผู้หญิงแบบประเจิดประเจ้อแบบนี้ แม้จะไม่มีใครสนใจมองเท่าไหร่ แต่ก็ควรอายเธอบ้าง หรือว่าเห็นเธอเป็นเพียงนางบำเรอ จึงไม่ใส่ใจอะไร
ดาลันทำเป็นไม่สนใจ ยกสปายขวดที่สองขึ้นมาดื่ม แต่ยังไม่ทันจะหมดดี ก็ถูกฉุดให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ยังไม่ทันตั้งตัวจึงเสียหลักล้มไปกับพื้น แต่มือหนาประคองไว้ได้ก่อน ทำให้เธอตกอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ ทว่าพอตั้งหลักได้ก็รีบผละห่างทันที เพราะไม่อยากซ้ำรอยพนักงานสาวคนนั้น นั่นก็ทำให้ได้รับสายตาเยาะหยันกลับมา แต่เธอก็ไม่สนใจ ก่อนจะถูกเขาฉุดเร็วๆ ไปที่รถที่จอดอยู่
เมื่อประตูรถเปิดออก เธอก็ถูกผลักเข้าไปข้างในอย่างแรงจนศีรษะกระแทกกับเบาะนั่ง ทว่ายังไงทันจะตั้งตัวก็ถูกคนบ้ากามบดจูบอย่างหนักหน่วง จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ซึมออกมา หญิงสาวพยายามจะดันหน้าเขาออกเพราะรู้สึกเจ็บไปทั้งปาก แต่ก็ไม่เป็นผล ชายหนุ่มยังคงบดขยี้อย่างรุนแรงเหมือนไปเก็บกดมาจากไหน ทั้งที่เพิ่งจูบกับผู้หญิงคนนั้นมาสดๆ ร้อนๆ คิดแล้วก็ขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก นึกอยากจะยกเลิกสัญญาและหาเงินมาใช้หนี้เขาให้หมด จะได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมสักที...แต่คงจะไม่มีวันนั้น เพราะเงินไม่ได้หามาง่ายๆ ดั่งใจคิด
อเล็กซิสถอนจูบออกมาดื้อๆ เมื่อสาแก่ใจแล้ว เขาขยับมานั่งที่เบาะตามเดิมแล้วสตาร์ทรถออกไปทันที โดยไม่สนใจหญิงสาวที่หันมามองหน้าเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ไม่รู้สิ...เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทำไมบางครั้งถึงอยากให้เธอใส่ใจความรู้สึกเขาบ้าง ไม่ใช่ทำเย็นชาขยะแขยงราวกับเขาเป็นตัวเชื้อโรค แต่กับคนอื่นเธอสามารถยิ้มและพูดดีๆ ด้วยได้
แต่ก็ช่างเถอะ...สำหรับเขาขอแค่ได้แก้แค้นก็เพียงพอแล้ว และสถานที่ที่เขาจะไปต่อจากนี้ ก็คงทำให้เธอระลึกอะไรได้มากขึ้น

รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดที่โรงแรมสี่ดาวที่อยู่ไม่ไกลจากผับแห่งนั้นมากนัก เมื่อเขาหันไปมองคนข้างๆ ก็พบว่าเธอหลับไปแล้ว อาจเป็นเพราะสปายที่ดื่มเข้าไปเกือบสองขวด แต่เขาจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น จึงเอื้อมมือหมายจะไปเขย่าร่างอรชรให้รู้สึกตัวตื่น ทว่าพอทอดสายตามองใบหน้านวลใกล้ๆ หัวใจเขาก็เต้นแรงอย่างประหลาด มีความคิดที่อยากจะหอมแก้มหญิงสาวให้ชื่นใจ ชายหนุ่มขยับตัวไปใกล้คนขี้เซาดังใจคิด แต่เสียงที่ลำตัวเสียดสีกับเบาะคงดังไปหน่อย คนที่ผล็อยหลับไปจึงรู้สึกตัวตื่น พอเห็นใบหน้าคมคายโน้มเข้ามาใกล้ ด้วยความตกใจจึงผลักหน้าเขาออกห่างทันที และด้วยความที่ตัวเองมีเล็บ จึงทำหน้าใบหน้าขาวคมมีริ้วแดงเป็นทางยาว
“จะทำอะไร!” ดาลันถามอย่างประหวั่น ทว่าในน้ำเสียงกับไม่มั่นคงนัก เพราะเธอรู้สึกมึนหัวนิดหน่อย ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ก็พอมีสติรับรู้ทุกอย่างดี
“ฉันมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ อย่าลืมสิว่าเธอมีหน้าที่อะไร” เขาพูดเสียงเข้ม พร้อมกับลูบหน้าตัวเองไปด้วย เพราะรู้สึกแสบนิดๆ ที่ข้างแก้ม
หญิงสาวกัดฟันแน่น ก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างเพื่อสงบสติอารมณ์ ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่โรงแรมที่ชายหนุ่มพักอยู่ จึงหันมาถามเสียงขุ่น
“คุณมาที่นี่ทำไม”
“ก็แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ” เขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็จับปฏิกริยาของหญิงสาวไปด้วย
ดาลันถอนหายใจ ก่อนจะเปิดประตูออกไปจากรถก่อนเขา แล้วจึงรู้ตัวว่า เธอไม่สามารถควบคุมการทรงตัวของตัวเองได้ จึงยืนพิงประตูรถเอาไว้
“ไง แค่เห็นโรงแรม ถึงกับเข่าอ่อนเลยหรือไง”
“คุณพูดอะไรของคุณ”
สีหน้างุนงงของหญิงทำให้เขารู้สึกสับสนเล็กน้อย ก่อนจะลบมันออกไป
“จะยืนอยู่ทำไม หรือว่าเมาจนเดินไม่ไหว ต้องให้อุ้มเข้าไปมั้ย” มาเฟียหนุ่มประชดประชัน
“ไม่จำเป็น” ดาลันตอบเสียงสะบัด ก่อนจะเดินนำหน้าเขาไปอย่างหงุดหงิด ทว่าระหว่างเดินเข้าโรงแรม หญิงสาวใช้ความพยายามอย่างมากในการเดินตัวตรง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ดังใจเท่าไหร่

เมื่อเข้ามาในโรงแรม หญิงสาวก็เดินไปนั่งที่โซฟารับแขก ระหว่างรอชายหนุ่มติดต่อกับทางเคาน์เตอร์ ไม่นานเขาก็มันมามองทางเธอเป็นเชิงว่าเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินไปที่ลิฟต์ ทำให้เธอต้องลุกตามเขาไปอย่างเสียไม่ได้ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะเริ่มชินกับการเป็นนางบำเรอเขาแล้ว แค่คิดก็รู้สึกอเนจอนาถใจอย่างบอกไม่ถูก ที่คนรักศักดิ์ศรีอย่างดาลันต้องมาเดินตามผู้ชายเข้าโรงแรมเพื่อทำหน้าที่บำบัดความใคร่ให้เขา แถมยังเป็นโรงแรมแรกที่เธอเคยเข้าเสียด้วย...ช่างบังเอิญจริงๆ
“ฉันจะค้างที่นี่จนถึงเช้า” อเล็กซิสพูดขึ้นลอยๆ เมื่อเข้ามาในห้องพักแล้ว
ดาลันพยักหน้ารับรู้ ก่อนเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟา เธอรู้สึกง่วงจนอยากจะนอนเสียตรงนี้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงเขาดังขึ้นเสียก่อน
“ถอดเสื้อผ้าออก”
หญิงสาวถลึงตามองเขาอย่างไม่พอใจทันที
“มองหน้า อยากให้ฉันถอดให้ก็บอกสิ” ชายหนุ่มลดน้ำเสียงต่ำลงจนเกือบพร่า
ดาลันถอนหายใจดังเฮือก
“ขอฉันนั่งพักเหนื่อยก่อนได้มั้ย”
“เวลามีจำกัด นี่ก็ค่อนคืนเข้าไปแล้ว หรือเธอจะทดเวลาเหนื่อยให้ ฉันก็จะให้เวลาเธอพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วมาล้างหน้าไก่ตอนเช้า” มาเฟียหนุ่มยกมุมปากขึ้นอย่างเยาะหยัน ทำให้คนฟังเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น
“ฉันไม่คิดเลยนะ ว่าคุณจะหยาบคายได้ถึงเพียงนี้”
“ฉันจะหยาบคายมากกว่านี้ ถ้าเธอยังไม่ทำคำสั่งฉัน ฉันบอกให้ถอดเสื้อผ้า! อย่าให้ต้องย้ำเป็นครั้งที่สาม”
ดาลันนัยน์ตาสั่นระลิก รู้สึกอดสูเกินกว่าจะมองหน้าใครได้ โสเภณียังมีโอกาสได้ต่อรอง แต่เธอไม่ได้รับสิทธิ์นั้นเลย หญิงสาวจำต้องถอดเสื้อตัวเองออกอย่างช้าๆ จนเหลือแต่ชุดชั้นในสีขาวบริสุทธิ์เหมือนดังผิวของเธอ แต่ดูเหมือนว่าคนบ้าอำนาจยังไม่พอใจ
“อีกสองชิ้นจะเหลือไว้ทำไม”
ดาลันมองคนถามด้วยสายตาเคียดแค้น ก่อนจะเสไปมองทางอื่นขณะถอดบราเซียลูกไม้และกางเกงในสีขาว ไม่นานเรืองร่างอรชรทรงนาฬิกาทรายก็ปรากฏต่อสายตามาเฟียหนุ่ม
อเล็กซิสลอบกลืนน้ำลายลงคอเอื๊อกใหญ่ เมื่อเห็นเรือนร่างเย้ายวนที่เขารอคอย ใจหนึ่งก็อยากกระโจนเข้าไปตะครุบเหยื่อสาว แต่อีกใจก็อยากสนุกกับเธอก่อน จึงเลือกอย่างหลังโดยไม่ลังเล ชายหนุ่มรีบถอดเสื้อผ้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินเข้าไปอุ้มร่างงามมาแนบอก ท่ามกลางความตกใจของหญิงสาว ก่อนจะพาเธอเข้าห้องน้ำไปเพื่อชำระล้างร่างกายให้สดชื่น

ดาลันถูกวางบนเคาน์เตอร์หินอ่อนข้างอ่างล้างหน้าทรงกลม ด้วยความกระดากอายเธอจึงถัดตัวลงมายืนข้างล่าง แต่ก็ถูกเขาอุ้มไปวางบนนั้นอีกครั้ง
“นั่งเฉยๆ” เขาสั่งเสียงเฉียบ
“ทำไมต้องอาบน้ำด้วยกันด้วย” เธอถามโดยไม่กล้าสบตาเขา ใบหน้าแดงก่ำ
“อย่าทำเป็นไม่เคย”
“แต่ฉันไม่ชอบ”
“ไม่ชอบก็เรื่องของเธอ” อเล็กซิสบอกอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงไปหาหน้าอกอวบอิ่มแน่นคัดที่เขาคุ้นเคย ทว่ายังไม่ทันจะได้สัมผัส หญิงสาวก็ใช้สองมือประคองหน้าเขาไว้ไม่ให้เข้าใจทรวงนุ่มของเธอ
“อะไร!” มาเฟียหนุ่มถามเสียงกร้าว
“ช่วยปิดไฟก่อนได้มั้ย” หญิงสาวบอกอย่างกระดาก อย่างน้อยความมืดก็อำพรางความอดสูของเธอได้บ้าง
“ปิดแล้วจะเห็นอะไร”
“ขอร้อง...”
มาเฟียหนุ่มฮึดฮัดอย่างขัดใจ แต่ในท้ายที่สุดก็เอื้อมมือไปหรี่ไฟให้มืดลง คงเหลือแต่แสงบางๆ พอให้เห็นเพียงเงาสลัวเท่านั้น แล้วจึงกลับมาสนุกกับร่างอรชรต่อ
ทุกครั้งที่เพลงพิศวาสถูกจุดขึ้น หญิงสาวจะทำเป็นด้านชาไร้ความรู้สึกเหมือนกับตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ทว่าพอผ่านไปสักพัก เธอก็ไม่อาจทานทนความร้อนรุ่มที่เขาปนเปรอได้ สุดท้ายก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับรสสัมผัสแสนหวามราวกับคนไร้สติ เพราะเขาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้หยุดพักแม้เพียงเสี้ยววินาที
เมื่ออเล็กซิสอิ่มหนำกับอกอวบแล้ว เขาก็จับขาเรียวทั้งสองข้างของดาลันยกขึ้นในท่านั่ง แล้วจัดการช่วงชิมความหอมหวานจากซอกกุหลาบอย่างหิวกระหาย สร้างความหฤหรรษ์ให้หญิงสาวในทันที เธอครวญครางเสียงหวาน เกร็งมือที่เท้าไปข้างหลังเพื่อรองรับน้ำหนักตัวเองไว้แน่น หลับตาปี๋ด้วยความเสียวสยิว และสะดุ้งทุกครั้งเมื่อลิ้นร้อนสัมผัสกับจุดอ่อนไหวที่สุดของตัวเอง
“ได้โปรดหยุดทรมานฉันซักทีเถอะ...” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาเบาหวิวเหมือนกับลำเมอมากกว่าขอร้อง ทว่าคนชำชองในเรื่องรักก็ยังได้ยิน เขาเร่งจังหวะหวังให้หญิงสาวไปแตะฝั่งฝันก่อนราวกับเอาใจ แล้วจึงพาตัวเองไปแตะฝั่งฝันบ้างก็ยังไม่สาย เพราะยังมีเวลากกกอดเธอทั้งคืน ให้อิ่มหนำกับรสสวาทจนไปถึงรุ่งเช้าก็ยังได้
มาเฟียหนุ่มกระหยิ่มยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่เขากำหนด หญิงสาวครางออกมาเสียงดังอย่างสุขสม ก่อนจะหอบเหนื่อยเมื่อได้สัมผัสกับความหวานล้ำที่เขาเป็นคนมอบให้ อเล็กซิสยืดตัวเต็มความสูงผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่ต้องก้มหน้าหลายนาที ก่อนจะเอี้ยวตัวไปเปิดฝักบัวให้ละอองน้ำอุ่นโปรยปรายมากระทบตัวเขาและร่างอรชรที่ถัดตัวลงมาจากเคาน์เตอร์อ้างล้างหน้า
“ฉันทำให้เธอแล้ว ถึงคิวเธอทำให้ฉันบ้าง”
“ทำอะไร” ดาลันทำหน้าตื่นตระหนก รีบเฟดตัวห่างจากเขา แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เมื่อมาเฟียหนุ่มดึงมือมือไปจับตัวตนของเขา ที่ตอนนี้แข็งจัดรอเวลาปลดปล่อยพิษปรารถนาออกมาเต็มทนแล้ว ทว่าเธอรีบดึงมือออกอย่างกระดาก แล้วหันหน้าหนีไปทางอื่น
“ถ้ายังชักช้า ฉันจะให้เธอทำทั้งคืน” เขาบอกเสียงเข้ม ทำให้หญิงสาวหันมาค้อน ก่อนจะจำใจนั่งคุกเข่าแล้วทำตามที่เขาร้องขอแบบขอไปที ทว่าเสียงครางในลำคอของเขาที่เล็ดลอดออกมาเป็นระยะๆ กลับทำให้เธอวูบไหวอย่างประหลาด จึงเผลอดูดดื่มน้ำฝืดเฝื่อนลงลำคออย่างไม่นึกรังเกียจ มือทั้งสองข้างก็ลูบสะโพกเกร่งของเขาไปด้วย ในขณะเดียวกันชายหนุ่มคอยประคองศีรษะเธอไปตามจังหวะอย่างเอ็นดู เพราะรู้สึกเคลิบเคลิ้มเกินกว่าจะควบคุมตัวเองได้ ไม่นานก็ปลดปล่อยพิษปรารถนาออกมาอย่างสุดพลัง ได้ไปแตะฝั่งฝันเหมือนกับเธอในคราวแรก
“วันนี้ทำได้ดีนะ” เขาดึงแขนหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน แล้วจุมพิตที่หน้าผากเนียนแผ่วเบา “หันหลังสิ ฉันจะถูสบู่ให้”
ดาลันยอมทำตามแต่โดยดี โดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ กระทั่งเขาถูสบู่ให้เธอเสร็จ ก็บอกให้เธอถูให้เขาบ้าง ดาลันทำตามโดยไม่ปริปากบ่น เพราะกำลังตื่นเต้นกับรูปร่างกำยำที่มีมัดกล้ามไปทุกสัดส่วนของร่างกาย แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่รู้สึกพิศวาสเขาอยู่ดี และก็คิดว่าต่อให้ต้องทำแบบนี้อีกเป็นร้อยครั้ง ก็คงไม่มีความรู้สึกนั้นอยู่ในใจ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเธอจำใจทำเพื่อใช้หนี้เท่านั้น

3
7. ตามฝัน / เอวิตา / ตอนที่ 6 ของสมนาคุณนางบำเรอ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2015, 11:04:52 PM »
ดาลันกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งเมื่อคนบ้ากามยอมปล่อยตัว แต่ทันทีที่ลงจากรถตู้เธอก็แทบทรุดลงไปกองกับพื้น โชคดีได้คนของเขาช่วยพยุงไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นคงจะเป็นเป้าสายตาของใครหลายๆ คน หญิงสาวฝืนเดินเข้าไปในโรงเรียนเพื่อรับลูกทั้งสองอย่างทรมาน ไหนจะระบมไปทั้งตัวราวกับถูกรถทับ ไหนจะเจ็บใจที่ถูกเขาดูถูกเหยียบหยาม แต่เมื่อเห็นหน้าลูกปากเธอก็ยิ้มออกมาโดยอัตโนมัติ แข่งขาพลันมีแรงก้าวเดินอย่างไม่น่าเชื่อ
“วันนี้แม่เดียร์ทำงานเหนื่อยมั้ครับ”
คำถามแรกของลูกชายทำเอาเธอน้ำตาแทบร่วง รู้สึกรังเกียจตัวเองที่ตัดสินใจขายศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง
“ไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ”
“แม่เดียร์ขา วันนี้โดนัทวาดรูปเสร็จแล้วนะคะ”
“ไหนขอแม่เดียร์ดูหน่อยได้มั้ยจ๊ะ” ดาลันนั่งยองๆ ลงไปคุยกับลูกสาว ขณะที่โดนัทหยิบกระดาษสีขาวออกมาจากกระเป๋าเป้สีหวาน
“โดนัทวาดรูปดอกไม้ค่ะ จะได้เป็นกำลังใจให้แม่เดียร์”
คราวนี้ดาลันไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ สวมกอดลูกทั้งสองพร้อมกับสะอื้นออกมาเบาๆ โดยไม่สนสายคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ทว่าพอตั้งสติได้แล้ว ก็รีบใช้หลังมือปาดน้ำตาอย่างลวกๆ
“แม่เดียร์ร้องไห้ทำไมคะ” โดนัสถามเสียงใส
“แม่เดียร์ปลื้มที่โดนัทวาดรูปให้ไง” บัตเตอร์บอกยิ้มๆ
ดาลันยิ้มบางให้ลูกทั้งสองพลางลูบศีรษะน้อยๆ อย่างเอ็นดู
“เรารีบกลับบ้านกันเถอะจ้ะ ป่านนี้ป้าเอมคงทำอะไรอร่อยๆ รอแล้ว”
“ครับ/ค่ะ” โดนัทบัตเตอร์จูงมือคุณแม่คนละข้าง ก่อนจะเดินไปที่รถที่จอดหน้าโรงเรียนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เมื่อกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่ดาลันทำเป็นอันดับแรกคือชำระรอยมลทินออกจากตัว หญิงสาวใช้ใยบวบขัดอย่างแรงจนผิวเนียนขึ้นริ้วแดงไปหมด เธอรู้สึกขยะแขยงในตัวเขา แต่ก็ปฏิเสธสัมผัสจากเขาไม่ได้เช่นกัน นี่คือสิ่งที่เธอสมเพชตัวเอง ดาลันมองรอยคิสมาร์กตามเนินอกเรื่อยไปถึงขาอ่อนด้วยความรู้สึกอดสู แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“ทำให้หน่อยสิ” เขาดึงมือเธอให้มาจับความอ่อนนุ่มที่กำลังแข็งตัวเต็มที่
ดาลันหน้าร้อนวูบ รีบเอามือออกทันที
 “มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอ” แม้จะไม่เห็นใบหน้าของเขา แต่เธอก็จ้องมองผ่านความมืดอย่างเคียดแค้น
“อย่าลืมสิว่าเธอมีหน้าที่อะไร”
“แต่ฉันทำไม่ได้”
“เพื่อแลกกับเวลาช่วงกลางวัน”
ดาลันกำมือเข้าหากันแน่น เขาเอาสิ่งที่เธอต้องการมาแลกเปลี่ยนอย่างชั่วร้าย
“ถ้าฉันเปลี่ยนใจ ต่อให้เธอตั้งใจทำ ฉันก็ไม่คิดว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยน”
หญิงสาวน้ำตาเอ่อคลอ เขาจะดูถูกศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงของเธอไปถึงไหน แค่นี้ก็บอบช้ำจนไม่กล้าออกไปสู้หน้าใครแล้ว แต่ดาลันไม่มีเวลาคิดนาน กลั้นใจก้มลงไปทำตามที่เขาต้องการอย่างจำทน
เวลาตอนกลางวันสำหรับเธอมีค่ามาก นอกจากจะเป็นเวลางานแล้ว ยังช่วยให้เธอหลุดพ้นจากการเป็นนางบำเรอชั่วคราว ไม่ต้องโดนเขาหักหาญน้ำใจให้เจ็บช้ำ แถมยังมีเวลาคิดอ่านหาทางแก้ไขปัญหาชีวิต 
ดาลันอดทนทำให้เขาจนอีกฝ่ายสำเร็จความปรารถนา เธอคงจะรู้สึกดีอยู่บ้าง ถ้าเขาไม่บังคับให้กลืนกินน้ำฝาดเฝื่อนเข้าไปในคอ เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจจนอยากจะบีบคอเขาให้ตายคามือ แต่ก็ทำได้เพียงเป็นเบี้ยล่างยอมทำตามคำสั่งเขาอย่างตรอมตรมเท่านั้น
“ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ เธอมาหาฉันสองทุ่มถึงหกโมงเช้าที่โรงแรมเดิมที่เคยมาครั้งแรก จำเอาไว้นะ ฉันไม่ชอบคนผิดเวลา” เขาบอกเสียงเข้มอย่างไม่เหลือร่องรอยความพิศวาส ก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดโคมไปหัวเตียง แล้วลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไป
หญิงสาวหันไปมองทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดสนิท สาปแช่งเขาในใจอย่างเกลียดชัง เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เขาสอนให้เธอทำตัวราวกับโสเภณีแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่นั่นยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่เขาใช้ลูกๆ ของเธอเป็นเครื่องต่อรอง เพราะรู้ว่ายังไงเสียก็ต้องยอมจำนน
“อย่าให้ถึงวันของฉันบ้าง ฉันจะเอาคืนอย่าสาสมเลย” ดาลันพูดเสียงลอดไรฟัน พลางมองตรงไปข้างหน้าด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย

อเล็กซิสกลับมาพักผ่อนที่โรงแรมได้ไม่นาน ก็ออกไปตรวจเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์แต่งบ้านสินค้าที่นำเข้าจากอิตาลี คงจะมีแค่งานนี้เท่านั้นที่เป็นธุรกิจสีขาวที่ใช้ทำบังหน้า นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นบ่อนกาสิโน ค้าอาวุธสงคราม นำเข้าของหนีภาษี ล้วนเป็นธุรกิจสีเทาทั้งสิ้น
เหตุที่ออกไปตรวจงานด้วยตัวเอง เพราะชายหนุ่มเป็นนักออกแบบนั่นเอง เขาจบสถาปนิกจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเวลานั้นเขาเป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัยด้วย โดยวาดฝันไว้ว่าหลังจากเรียนจบแล้วอยากผันตัวเองเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เพราะสนุกกับการได้เล่นกีฬา และจะทำงานอดิเรกที่ชอบไปด้วย นั่นก็คือออกแบบเฟอร์นิเจอร์และสุขภันฑ์
แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้เดินตามฝัน อเล็กซิสถูกเรียกตัวกลับมาที่อิตาลีหลังเรียนจบเพื่อมารับช่วงกิจการต่อจากบิดาที่เป็นมาเฟีย ซึ่งก็คือธุรกิจสีเท่านั่นเอง
ตั้งแต่วันนั้นชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากผู้ชายอบอุ่นที่มีรอยยิ้มเสมอ ถูกฝึกให้เข้มแข็ง อดทน รวมถึงยังต้องเรียนศิลปะป้องกันตัวทุกรูปแบบ และการใช้อาวุธทุกประเภท โดยเฉพาะปืนที่ถูกฝึกเป็นพิเศษ
เมื่อเขาชำนาญการแล้ว บิดาก็ให้เขามาเรียนรู้ง่านต่างๆ ตั้งแต่อายุยี่สิบสาม และหลังจากนั้นไม่นานมารดาเขาก็เสียชีวิตอย่างปริศนา ความเสียใจที่ถาโถมเข้ามาทำให้ชายหนุ่มกลายเป็นคนนิ่งขรึมเย็นชา เขาไม่พูดไม่จากับใครเป็นเวลาถึงสองปี และบิดาเขาก็เสียชีวิตตามไปอีกคนพร้อมกับพี่น้องร่วมสาบาน กิจการทุกสิ่งทุกอย่างจึงตกมาที่เขาคนเดียว ในฐานะพี่ชายคนโต ด้วยความรับผิดชอบที่เกินกำลังบวกกับต้องดูแลลูกน้องกว่าร้อยชีวิต เขาจำเป็นต้องเด็ดขาดในทุกๆ เรื่อง
“โซฟาตัวนี้สวยมากนะคะ คุณอเล็กซ์เป็นคนออกแบบหรือเปล่า” ผู้จัดการสาวประจำโชว์รูปเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศเอ่ยถามชายหนุ่ม ขณะเห็นเขายืนมองโซฟาอย่างพินิจพิเคราะห์
“ใช่ เธอคิดว่าเป็นยังไงบ้าง” เขาถามโดยไม่มองหน้าหญิงสาว
“โซฟาชุดนี้คงได้แรงบันดาลใจมาจากเรือ เพราะเหมือนเอาเรือมาดัดแปลงและตัดเบาะใส่ ลักษณะเด่นอยู่ที่ดีไซน์เก๋ ล้ำสมัย ที่สำคัญไม่เหมือนใคร นี่แหละเอกลักษณ์การดีไซน์ของคุณอเล็กซ์”
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ แรงบันดาลใจออกแบบโซฟาชุดนี้ เกิดขึ้นตอนที่เขาไปล่องเรือที่เวนิส บรรยากาศสวยงามทำให้นึกอยากจะออกแบบเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น พอกลับมาที่โรมเขาก็เริ่มออกแบบอย่างจริงจัง โดยใช้เวลาแค่สองวัน แล้วจึงส่งไปที่โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้ผลิต และส่งขายในประเทศและต่างประเทศ
“ว่าแต่ เมื่อไหร่คุณอเล็กซ์จะให้ใส่ชื่อเป็นคนออกแบบคะ”
“ฉันก็แค่ทำสนุกๆ” เขาบอกอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วเฟอร์นิเจอร์ตัวอื่นล่ะ เอาออกมาโชว์หรือยัง”
“เรียบร้อยหมดแล้วค่ะ เชิญชั้นสองเลยค่ะ” หญิงสาวเดินนำขึ้นไปบนโชว์รูมชั้นสอง ทีแรกกะจะชวนเขาคุยเพื่อความใกล้ชิดสักหน่อย ทว่าพอถึงชั้นสองเขาก็บอกให้เธอกลับไปทำงาน ผู้จัดการสาวเลยรู้สึกเสียดายนิดหน่อย เพราะนานๆ ที่เจ้าของบริษัทจะแวะเข้ามาดูกิจการ
อเล็กซิสใช้เวลาอยู่ที่โชว์รูมเกือบสองชัวโมง ก็เดินทางไปคุยธุรกิจกับลูกค้าต่างชาติต่อจนถึงหัวค่ำ แล้วจึงกลับเข้าโรงแรมพักผ่อน จริงๆ เขามีบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่จากตอนแรกที่ตั้งใจจะอยู่ไม่กี่วัน จึงพักที่โรงแรมเพื่อความสะดวกสบาย ทว่าตอนนี้กลับต้องอยู่ยาวเพราะอยากจะลงทัณฑ์ใครบางคน แค่คิดก็อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็วๆ จริงๆ เขาไม่น่ายื่นข้อเสนอเรื่องเวลาให้เธอเลย กลายเป็นว่าเขาเสียอีกที่รู้สึกทรมาน เมื่อคิดว่าอยากจะสัมผัสเนื้อนิ่มๆ ตลอดเวลา
ว่าแต่วันแรกที่เจอกัน หญิงสาวแลดูเย็นชาเหมือนจำเขาไม่ได้ ผิดกับเขาที่จำเธอได้แม่นแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี อย่างว่า คงจะมีผู้ชายมากหน้าหลายตาผ่านเข้ามาในชีวิต และเขาก็เป็นแค่เพียงผู้ชายคนหนึ่งที่บังเอิญมาเจอกัน เธอจะมาใส่ใจอะไร ดีล่ะ งั้นพรุ่งนี้ต้องมาระลึกความทรงจำกันหน่อย มาเฟียหนุ่มยกมุมปากขึ้นอย่างหมายมาด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างอย่างเหนื่อยล้า ไม่นานก็ผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจนถึงเช้า

แสงสว่างลอดรอยต่อระหว่างม่านสองผืนมากระทบใบหน้าเนียนใสที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้า ถ้าเป็นทุกวัน เวลานี้หญิงสาวคงตื่นขึ้นมาทำธุระส่วนตัวแล้ว ทว่าด้วยความเพลียจัดจากการทำหน้าที่นางบำเรอ ทำให้ร่างอรชรยังคงหลับสนิท กระทั่งป้าเอมมาเคาะประตู เธอจึงรู้สึกตัว
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
“คุณเดียร์ ตื่นหรือยังไงคะ ลุกไหวมั้ย ให้เอมไปส่งเด็กๆ แทนมั้ยคะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ เดียร์ขอเวลาสิบนาที จะรีบลงไปนะ” หญิงสาวบอกทั้งที่ยังรู้สึกสะลึมสะลือ ทว่าพอเห็นนาฬิกาที่ฝาผนังบอกเวลา 7.30 เธอก็รีบเด้งตัวขึ้นจากที่นอนทันที
“ตายแล้ว จะแปดโมงแล้วเหรอ” ด้วยความที่กลัวลูกๆ จะไปโรงเรียนสาย เธอจึงรีบก้าวลงจากเตียงอย่างรวดเร็วเป็นผลให้ร่างกายทรุดลงไปกับกองพื้นทันที หญิงสาวข่มความเจ็บปวดที่แล่นแปล๊บไปยังทุกส่วนของร่างกาย ยันตัวลุกขึ้นโดยเกาะขอบเตียงไว้ ก่อนจะฝืนเดินเข้าไปห้องน้ำอย่างทรมาน ไม่คิดเลยว่าการเป็นนางบำเรอจะบั่นทอนร่างกายได้ขนาดนี้

ดาลันลงมาข้างล่างในอีกสิบนาทีต่อมา ก็เห็นลูกๆ มองเธออย่างสงสัย แต่ไม่มีใครถามอะไรออกมา จึงบอกให้เด็กๆ ไปรออยู่ที่รถ เพื่อที่ตัวเองจะได้คุยกับคนสนิทอย่างเต็มที่
“เรื่องหนี้สิน ป้าเอมไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดียร์เคลียร์กับนายทุนเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่เดียร์ไปต้องทำงานให้เขาช่วงกลางคืนเป็นเวลาสองเดือน ยังไงฝากป้าเอมดูแลเด็กๆ ตอนที่เดียร์ไม่อยู่ด้วยนะ”
คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบหกสิบปีมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง นางเดาได้ว่างานที่ว่าคืองานอะไร แต่ก็ไม่คิดจะถามให้อีกฝ่ายต้องกระดากอาย แค่นี้ก็คงจะกล้ำกลืนเต็มทนแล้ว
“ได้ค่ะ คุณเดียร์ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะผ่านมันไปด้วยกัน” ชะเอมจับมือเรียวทั้งสองข้างไว้อย่างให้กำลังใจ
“ขอบคุณค่ะป้า เดียร์ไปก่อนนะ เด็กๆ สายแล้ว อ้อ เดียร์เริ่มงานตั้งแต่คืนนี้เลย กลับตอนเช้าทันมาส่งเด็กๆ พอดี”
“ค่ะ ดูแลตัวเองดีๆ นะคะ” ชะเอมยิ้มให้ร่างอรชรที่อยู่ในชุดเรียบง่าย ทว่าแววตาเศร้าโศกเหลือเกิน นางสงสารเจ้านายสาวที่ต้องมารับใช้หนี้แทนบิดาตั้งหลายร้อยล้าน ลำพังเรื่องในอดีตเธอก็แบกรับมามากพอแล้ว ยังมาเจอเคราะห์กรรมที่ไม่ได้ก่ออีก แล้วแบบนี้นางจะทิ้งคนที่เลี้ยงมากับมือได้อย่างไร ถ้าคุณผู้หญิงยังอยู่ คงไม่ยอมให้ลูกสาวคนเดียวต้องมาใช้ตัวขัดดอกแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิงสงสารจนเก็บน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
ติ๊งหน่อง...
เสียงกริ่งหน้าบ้านทำให้ชะเอมต้องรีบเช็ดน้ำตา
“แตงไปดูซิ ใครมาติดต่ออะไร”
“ค่ะป้า” แตงเดินออกมาจากห้องครัว ก่อนจะรีบวิ่งไปดูที่หน้าบ้าน เมื่อเห็นว่ามาส่งของจึงเปิดประตูให้ แล้วเดินมาบอกชะเอมที่ยืนรออยู่ที่ประตูด้านใน “เขามาส่งโซฟาค่ะป้าเอม”
“โซฟาอะไร ใครสั่ง” ชะเอมทำหน้างง
“คุณเดียร์ค่ะ”
“คุณเดียร์นี่นะสั่งโซฟา”
“ค่ะ ก็เค้าบอกคุณดาลัน”
“อืมๆ งั้นป้าไปหาที่วางก่อนนะ แตงก็คอยดูไว้แล้วกัน” พูดจบชะเอมก็รีบไปเคลียร์พื้นที่ในบ้าน โชคดียังเหลือมุมว่างให้วางโซฟาตัวใหม่ ไม่อย่างนั้นต้องขยับพื้นที่ตรงห้องรับแขก กลายเป็นงานช้างอีก แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้านายสาวจะสั่งโซฟามาทำไม อีกอย่างก่อนจะออกไปก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้
‘คงจะรีบ เลยไม่ได้สั่งไว้’ ชะเอมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น จึงไม่ได้โทรถามหญิงสาว ก่อนจะเดินออกไปบอกให้พนักงานยกโซฟาเข้ามาในบ้านได้
เมื่อจัดวางเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็ตกแต่งมุมนั้นใหม่อย่างสวยงาม เวลาเจ้านายสาวกลับมาจะได้รู้สึกสบายใจ เพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของหญิงสาว นางก็มีความสุขมากแล้ว ก่อนจะกลับเข้าไปในห้องครัวเตรียมทำขนมกับอาหารเย็นให้เด็กๆ หลังกลับมาจากโรงเรียน

เมื่อส่งลูกๆ เสร็จ ดาลันก็เดินทางเข้ามาที่บริษัทเพื่อสะสางงานที่ทำค้างไว้ตั้งแต่วันก่อน ทว่าเมื่อเปิดอีเมลดูก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นออเดอร์สั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก หญิงสาวมีรอยยิ้มครั้งแรกในรอบหลายวัน จึงรีบสั่งงานให้ฝ่ายการตลาดรีบติดต่อลูกค้าทันที ก่อนจะนั่งตรวจเอกสารผลประกอบการเมื่อไตรมาสที่ผ่านมา เพื่อขอทำเรื่องกู้กับธนาคารอีกรอบ เธอจะต้องทำทุกวิถีทางในการหาเงินมาใช้หนี้ให้เร็วที่สุด
ดาลันนั่งทำงานเพลินจนเลยเวลาทานข้าวกลางวัน มารู้สึกตัวอีกทีก็ถึงเวลาที่ต้องออกไปรับลูกอีกแล้ว และหลังจากนั้นก็ต้องไปทำหน้าที่นางบำเรอต่อ แค่คิดว่าจะเจอหน้าคนบ้ากามคนนั้นเธอก็อยากผูกคอตายแล้ว หญิงสาวถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะนึกได้ว่าการที่มีอะไรกับเขาเมื่อวานอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้ไม่ได้ป้องกันตัวเอง จึงรีบพนมมือภาวนาขออย่าให้ตั้งท้องเลย เพราะเธอคงรับไม่ได้ถ้ามีคนเลวอย่างเขาเป็นพ่อ
“มันคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอก...”

ดาลันกลับถึงบ้านพร้อมลูกๆ ในตอนเย็น เพราะแวะไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่ซูเปอร์มาเก็ตแถวโรงเรียนก่อน ทว่าพอเดินเข้าไปในบ้านก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นโซฟาเรือแจวสีแดงสดตั้งอยู่ที่มุมหน้าต่างบานกระจกพร้อมโต๊ะรับแขกเล็กๆ สีขาว ข้างๆ กันมีแจกันทรงสูงประดับดอกไม้เมืองหนาว ซึ่งเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ที่ซื้อมาเก็บไว้นานแล้ว คาดว่าชะเอมคงจัดหามาวางให้ดูสดใสยิ่งขึ้น แต่โซฟารับแขกดีไซน์เก๋นี้ คนสนิทของเธอคงไม่ได้ซื้อมาแน่ เพราะราคาคงจะขึ้นหลักแสน
“ป้าเอมเอาโซฟามาจากไหนคะ สวยจังเลย” โดนัทไม่พูดเปล่า ชวนพี่ชายไปนั่งเล่น แถมยังกระโดนขึ้นกระโดดลงอย่างสนุกสนาน
ดาลันมองหน้าชะเอมอย่างต้องการคำตอบ
“คุณเดียร์ไม่ได้สั่งมาหรือคะ”
“เปล่านะ มาส่งผิดบ้านหรือเปล่า”
ชะเอมทำหน้าเหลอหลา
“ในใบส่งของระบุว่าคุณเดียร์เป็นคนสั่ง ไม่เชื่อลองดูนี่สิคะ” ชะเอมหยิบใบส่งของที่วางไว้บนโต๊ะรับแขกใหญ่ให้หญิงสาวดู
“เดียร์ไม่ได้สั่งนะ” ก่อนจะนึกอะไรได้ เมื่อสะดุดกับคำว่านำเข้าจากประเทศอิตาลี คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนายทุนบ้ากามนั่น หึ คงคิดว่าเธอจะปลาบปลื้มดีใจสิท่า ฝันไปเถอะ! “เดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าเอมให้คนเอาไปทิ้งนะ เดียร์ไม่อยากได้”
ทุกคนในบ้างหันมามองเธอเป็นสายตาเดียว
“ทำไมคะแม่เดียร์ โดนัทว่ามันสวยดีออก นิ่มดีด้วย”
“มันไม่ใช่ของที่แม่เดียร์สั่งค่ะ และแม่เดียร์ก็ไม่อยากมีของแบบนี้ในบ้าน”
ทุกคนที่ทำหน้าสงสัย
“เอาเป็นว่า ทำตามที่เดียร์บอกนะคะป้าเอม”
เมื่อคนสนิทพยักหน้า หญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง สร้างความงุนงุนให้เด็กๆ ทั้งสองว่ามารดาของตัวเองเป็นอะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็ยังอารมณ์ดีอยู่ โดนัทจึงเอ่ยถามป้าเอมด้วยความสงสัย
“แม่เดียร์โกรธใครคะ”
“แม่เดียร์โกรธคนส่งของค่ะ คงจะส่งของผิด”
“ส่งผิดก็เปลี่ยนได้นี่ ทำไมต้องเอาไปทิ้งด้วย” บัตเตอร์ตั้งขอสังเกต
ชะเอมยิ้มให้กับเด็กๆ
“แม่เดียร์คงมีเหตุผล ป้าเอมว่าเราอย่าไม่สนใจเลยนะ ไปอาบน้ำกันดีกว่า จะได้ลงมาทานข้าวเย็นกัน นะคะคนดีของเอม” ชะเอมเดินไปกอดเด็กทั้งสองอย่างแสนรัก ก่อนจะจูงมือขึ้นบ้านไปอาบน้ำตามที่บอก ซึ่งเด็กๆ ก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย และลืมเรื่องโซฟาเจ้าปัญหาไปในที่สุด

ใกล้เวลาทำงานของหญิงสาวแล้ว แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงา อเล็กซิสรู้สึกหงุดหงิดเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายมาสาย หรืออาจจะไม่มาตามที่ตกลงกันไว้ จึงเรียกบอดี้การ์ดมาสั่งงาน หมายจะให้ไปรับเธอถึงบ้าน ทว่ายังไม่ทันจะพูดอะไร ร่างอรชรก็ปรากฏแก่สายตา วันนี้เธอใส่เสื้อยืด กางเกงยีน ไม่แต่งหน้าทำผมอะไรเลย จึงดูแตกต่างจากเมื่อวาน แต่จะว่าไปแล้วก็เหมือนกับตอนที่เขาเจอเธอครั้งแรกไม่มีผิด
อเล็กซิสบอกคนของตัวเองให้กลับไปอยู่ที่ห้องพัก ก่อนจะเรียกหญิงสาวให้มานั่งที่หน้าโต๊ะทำงาน
“มาตรงเวลาดีนี่” มาเฟียหนุ่มกอดอกมองคนตรงหน้าด้วยแววตาค้นหา
“ค่ะ” เธอตอบแบบขอไปที
“เห็นโซฟาหรือยัง” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แววตามีล่องรอยการคาดหวังอย่างไม่ตั้งใจ
“โซฟาเรือ” เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า “ของคุณส่งไปหรือคะ ตายจริง ฉันนึกว่าส่งผิดบ้าน ให้คนยกไปทิ้งแล้วค่ะ”
ชายหนุ่มหน้าตึงขึ้นมาทันที และยิ่งเห็นสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของหญิงสาวก็ยิ่งโมโหหนักที่เธอทำเป็นรังเกียจของของเขา แต่ก็พยายามเก็บอารมณ์นั้นไว้ รอปลดปล่อยทีเดียวตอนที่เธอต้องทำหน้าที่นางบำเรอ!
‘จะเก็บไว้เป็นเสนียดจัญไรหรือไง เห็นแล้วขยะแขยง’ ดาลันแบะปากเล็กน้อยเมื่อนึกถึง นั่นยิ่งทำให้เขาเกือบสติแตก มองใบหน้าเกลี้ยงเกาด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ราวกับข่มใจ
“ก็ดี”
ดาลันแปลกใจที่ไม่เห็นเขาเกรี้ยวกราดอย่างทุกครั้ง แต่ก็ดีเธอจะได้ไม่เจ็บตัว
“ออกไปกับฉัน” อเล็กซิกลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน
“ไปไหน” หญิงสาวลุกขึ้นตาม
“เดี๋ยวก็รู้เอง” เขาพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก็เดินนำหน้าไปที่ประตู โดยมีสายตาของดาลันมองตามร่างสูงใหญ่ไป หวังว่าเขาคงไม่ไปเซฟเฮ้าท์กลางป่านั่นอีก แค่คิดก็รู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งสรรพางค์กายแล้ว ที่โดนปู้ยี่ปู้ยำด้วยเพลิงพิศวาสจนนับครั้งไม่ถ้วน

4
ระหว่างสามวันนี้ดาลันวิ่งแลกเช็คเป็นว่าเล่น แต่ได้เงินมาเพียงไม่กี่แสนบาท ครั้นจะกู้นอกระบบก็เกรงจะเป็นภาระมากเกินไปเพราะสู้ดอกเบี้ยไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจขายสินค้าที่มีอยู่ในสต๊อกทั้งหมดได้เงินมาสามล้านบาท สรุปตัวเลขแล้วเธอมีเงินในบัญชีประมาณเจ็ดล้านบาท ยังไม่รวมกับมูลค่าบ้านกับสิ่งของเบ็ดเตล็ดที่ตั้งใจว่าจะขาย แต่ถึงกระนั้นก็ยังได้ไม่ถึงครึ่งดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอยู่ดี
ดาลันทำใจแล้ว อะไรมันจะเกิดก็ให้มันเกิด เธอพร้อมเผชิญหน้ากับความจริง และวันนี้ก็ถึงกำหนดที่จะต้องเข้าไปเคลียร์ดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมด หญิงสาวตั้งใจว่าจะไม่ไปเจรจากับเขา และก็อยากรู้ว่านายทุนจอมโหดจะเอายังไงต่อไป บางทีมันอาจจะไม่รุนแรงอย่างที่คิดก็ได้ เธอภาวนาขอให้เป็นอย่างนั้น

วันนี้อเล็กซิสนั่งรอลูกหนี้คนสวยทั้งวัน ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นเท่านั้น เพราะไม่เคยต้องมานั่งรอใครหลายชั่วโมงขนาดนี้ ชายหนุ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางมองรูปหญิงสาวที่เขาสั่งให้ลูกน้องสะกดรอยตามมาตลอดสามวัน ดูท่าเธอคงจะเครียดไม่น้อย แต่จะให้ทำยังไงได้ อยากหยิ่งยโสกับเขาก็ต้องโดนแบบนี้ล่ะ และเขาจะไม่อ่อนข้อให้เด็ดขาด
“ดูท่าวันนี้ เธอคงไม่มาที่นี่แน่นอนครับ” บีเกียร์เข้ามารายงาน เมื่อลูกน้องโทรมาแจ้งว่าหญิงสาวกลับเข้าบ้านพร้อมลูกๆ ไปหลายชั่วโมงแล้ว และก็ไม่มีวีแววว่าจะขับรถออกมาข้างนอก
“ดี!” เขาเค้นเสียงเข้ม “พรุ่งนี้หลังจากที่เธอไปส่งลูกแล้ว ให้จับตัวมาที่เซฟเฮ้าส์ ฉันจะไปรอเธออยู่ที่นั่น”
“คุณอเล็กซ์จะเก็บเธอหรือครับ” เห็นหญิงสาวตัวคนเดียวต้องเลี้ยงลูกตั้งสองคน ก็อดสงสารไม่ได้ จึงเผลอถามในสิ่งไม่ควรถามออกไป เมื่อนึกได้ก็ต้องรีบหลบสายตาคมดุของเจ้านาย
“ทำเท่าที่ฉันบอกพอ ออกไปได้แล้ว”
“ครับ” บีเกียร์รีบคำนับมาเฟียหนุ่ม ก่อนจะสาวเท้าเร็วๆ ออกจากห้องรับแขกไปทันที
อเล็กซิสถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ทำไมเขาถึงรู้สึกงุ่นง่านขนาดนี้ การที่อยากจะเจอใครสักคนแล้วไม่ได้เจอมันทำให้เขากระสับกระส่ายจนนั่งไม่ติดเชียวหรือ
ชายหนุ่มกำลังคิดว่าเขาอาจจะแค้นเธอมากที่โดนลบเหลี่ยม เลยอยากจะเอาคืนเร็วๆ ถึงได้มีอาการพาลโกรธเช่นนี้ คงไม่ใช่อยากเจอหน้าเพราะคิดถึงอะไรหรอก เมื่อคิดได้แบบนั้นเขาก็อารมณ์ดีขึ้น จึงคว้ากุญแจรถออกจากห้อง ไปหาความสำราญยามราตรีอย่างที่ควรจะทำ จะได้ไม่หมกมุ่นอยู่กับการคิดถึงใครบางคนให้งุ่นง่านอีกต่อไป

หลังกลับมาจากรับลูกที่โรงเรียน ดาลันก็เก็บตัวอยู่ในห้องนอน โดยให้เหตุผลว่าปวดหัว แต่จริงๆ แล้วเธอกำลังนั่งสวดมนต์เพื่อผ่อนคลายความตรึงเครียดในการหาเงินตลอดสามวันที่ผ่านมา คงจะมีเพียงธรรมะเท่านั้นที่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้สงบมากขึ้น และพรุ่งนี้ก็ตั้งใจว่าหลังจากไปส่งลูกแล้ว เธอจะเข้าไปไหว้อากงที่ศาลเจ้าสักหน่อย เผื่อเรื่องร้ายๆ ที่กำลังประสบจะได้กลายเป็นดีขึ้นมาเสียที…โดยหารู้ไม่ว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกที


รุ่งเช้าวันใหม่ ดาลันตื่นเช้าเป็นปกติ ทั้งๆ ที่ไม่ได้นอนดึก แต่ใบหน้าของเธอกลับหมองคล้ำหมดราศรีจนชะเอมร้องทัก บอกให้หญิงสาวขึ้นไปแต่งหน้าให้สดใสกว่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าเธอยังต้องไปหาลูกค้า จำเป็นต้องมีใบหน้าที่สดใสกว่านี้ หญิงสาวเข้าใจว่าคนสนิทหวังดี และก็จริงอย่างที่นางบอก จึงกลับขึ้นไปแต่งหน้าอีกครั้ง ทั้งๆ ที่ภายในทุกข์ระทมเกินกว่าที่จะพูดคุยกับใครได้
ดาลันกลับลงมาอีกครั้งด้วยใบหน้าสดใสกว่าเดิม แต่มันก็เพียงหน้ากากเท่านั้น ใครจะรู้ว่าตอนนี้เธอเครียดเพียงใด หญิงสาวไม่มีอารมณ์ทานอาหารเช้า เมื่อลูกๆ ทานอาหารเสร็จ เธอก็ขับรถไปส่งที่โรงเรียนตามปกติ ซึ่งระหว่างทางเธอสังเกตเห็นว่ามีรถตู้ขับตามมา แต่ก็คิดว่าอาจจะวิตกไม่เอง เพราะนี่แค่เลยนัดจ่ายดอกเบี้ยมาแค่หนึ่งวันเท่านั้น นายทุนหน้าเลือดคงไม่ถึงกับส่งคนมาอุ้มเธอหรอก ทว่าหญิงสาวคิดผิด!
หมับ!
“พวกนาย!” ดาลันตกใจ เมื่อจู่ๆ มีคนมาจับแขนเธอขณะกำลังจะเปิดประตูรถ หลังจากส่งลูกๆ เข้าโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าไม่อยากมีปัญหา ไปกับผมเดี๋ยวนี้” เขาสั่งเสียงเข้ม
ดาลันกำลังจะอ้าปากร้องขอความช่วยเหลือ ทว่าพอมีอะไรแข็งๆ มาจี้ที่เอวหญิงสาวก็หุบปากฉับทันที ยอมเดินตามร่างสูงเดินไปขึ้นรถตู้แต่โดยดี
“จะพาฉันไปไหน” จริงๆ เธอก็พอเดาได้ว่าพวกนี้เป็นใคร เพราะจำผู้ชายที่เดินมาเปิดประตูให้เธอตอนไปพบนายทุนหน้าเลือดได้ แต่ก็ถามออกไปเมื่อเห็นว่ากำลังออกนอกเส้นทางไปโรงแรมหรูที่เธอไปเมื่อวันก่อน
“นั่งเงียบๆ เถอะ ถึงแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง”
“แล้วจะพาฉันกลับมามั้ย ฉันเป็นห่วงลูก” ดาลันรู้สึกกระวนวายใจระคนตื่นกลัว
“นั่นขึ้นอยู่กับคุณ”
“ทำไมเจ้านายคุณถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ เงินตั้งหลายสิบล้าน ให้เวลาแค่สามวัน ใครจะไปหาได้ทัน” หญิงสาวบ่นออกมาอย่างน้อยใจ แต่ก็ไม่มีใครเห็นใจเธอสักคน นั่งหน้าเคร่งกันเป็นแถว
“ถ้าอยากกลับ ก็อย่าพูดคำนี้กับคุณอะ” เขาเกือบจะหลุดชื่ออเล็กซิสออกมาแล้ว “ฟรานเชสโก้เด็ดขาด”
“หึ!” ดาลันทำเสียงขึ้นจมูก รู้สึกเกลียดผู้ชายที่ชื่อฟรานเชสโก้มากขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่า พร้อมกับสบถในใจอีกหลายยก คนหน้าเลือดแบบนี้คงจะไม่ตายดีหรอก แถมแช่งชักหักกระดูกให้เขาไปที่ชอบ...ที่ชอบเร็วๆ

รถตู้สีดำติดฟิล์มทึบขับเข้ามาในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสวนป่าแถบชานเมือง และบริเวณรอบๆ ก็ไม่มีบ้านตั้งอยู่เลยสักหลัง ดาลันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี พลางคิดว่าถ้าเขาสั่งเก็บเธอ คงจะไม่ใครหาศพเจอแน่ๆ แล้วถ้าเธอตายไปจริงๆ แล้วลูกเธอจะอยู่อย่างไร หญิงสาวอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ ให้สาแก่ใจ แต่ทำได้เพียงเดินตามแรงฉุดของคนที่ตัวใหญ่กว่า เพราะตอนนี้เธอหมดเรี่ยวและพร้อมจะทรุดไปกองกับพื้นได้ทุกเมื่อ ถ้าเขาปล่อยแขนเธอลง
เมื่อเข้ามาในบ้านชั้นเดียวที่ไม่มีหน้าต่าง หญิงสาวก็ประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นการตกแต่งภายในดูหรูหรากว่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ภายนอกเต็มไปด้วยป่าและต้นหญ้ารกชัฏ ในบ้านกลับสว่างด้วยโคมไฟระย้าแบบคริสตัล และสวยสะดุดตาด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์น
ดาลันรีบกวาดสายตามองนายทุนหน้าเลือดทันที แต่ก็ไม่เห็นเขาอยู่ในบ้าน ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่กำลังปะทะตัวเธอทำให้รู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ ทว่าพอนึกอะไรได้ก็รีบถอยห่างจากชายฉกรรจ์ที่พาตัวเธอมาทันที
“รออยู่ในห้องนี้นั่นแหละ เดี๋ยวคุณฟรานเชสโก้คงออกมา” ชายคนที่ฉุดเธอมาเป็นคนพูด ขณะที่หญิงสาวมองเขาอย่างหวาดระแวง
เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสามออกจากบ้านไปแล้ว หญิงสาวก็รีบวิ่งไปที่ประตูหมายจะเปิดออก ทว่ามันถูกล็อกจากภายนอก ดาลันหัวใจเต้นแรงกว่าเดิม เขย่าลูกบิดและทุบประตูหวังจะให้มันเปิด แต่ก็เหนื่อยเปล่า เพราะไม่มีใครเดินมาเปิดประตูให้เธอสักคน
“เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้เปิดไง”
โครม! โครม! โครม!
“บ้าเอ๊ย! จะมาขังฉันไว้แบบนี้ไม่ได้นะ ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้”
ดาลันทั้งทุบทั้งเขย่าประตู ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมามีแต่ความเงียบงันจากคนภายนอก แต่เธอยังไม่หมดความหวัง เดินหาสิ่งที่พอจะทุบลูกบิดได้ จนมาเธอกับรูปหล่อม้าทองเหลืองซึ่งตั้งโชว์อยู่ในตู้บิ้วอิน หญิงสาวคว้ามันออกมาทันที แต่ยังไม่ทันจะเดินไปที่ประตูเธอก็มีเสียงเหี้ยมเกรียมดังขึ้นเสียก่อน
“หยุดบ้าได้แล้ว!”
ดาลันหันไปมองตามเสียงก็เห็นนายทุนหน้าเลือดยืนอยู่หน้าห้องด้านใน ใบหน้าเขาถมึงทึงจนดูบิดเบี้ยว ใจหนึ่งอยากจะทุ่มม้าทองเหลืองตัวนี้ใส่หน้าเขานัก แต่ถ้าทำอย่างนั้นเธอคงไม่มีชีวิตรอด หรืออาจจะออกไปไม่ครบสามสิบสอง จึงวางมันไว้ที่เดิม แล้วเดินมานั่งที่โซฟารับแขก
“ทำไมเมื่อวานไม่มาตามนัด” เขาเดินมาหยุดที่โซฟาตัวที่เธอนั่งอยู่ พลางมองด้วยสายตาดุดันต่างจากเมื่อครั้งแรกที่เจอกันอย่างสิ้นเชิง
“ยังหาเงินไม่ได้” หญิงสาวตอบโดยไม่สบตาเขา
“หาไม่ได้ก็นิ่งเฉยหรือไง!” อเล็กซิสดึงร่างอรชรขึ้นมาจากโซฟา แล้วบีบแขนทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น
ดาลันรู้สึกปวดร้าวราวกับกระดูกกำลังจะหัก แต่ก็ไม่ร้องขอให้เขาปล่อย กัดฟันมองหน้าคนใจดำด้วยสายตาเกลียดชัง
“ใครบอกว่าฉันนิ่งเฉย ฉันวิ่งหาเงินทุกวัน ขายทุกอย่างจนไม่มีอะไรจะขายอยู่แล้ว แต่มันก็ยังไม่พอ”
“หึ! แล้วจะเอายังไง” เขาผลักเธอลงไปที่โซฟาเช่นเดิม เมื่อเห็นหญิงสาวแสดงอาการเจ็บปวดจากการที่ถูกเขาบีบแขนเมื่อครู่
“ขอเวลาอีกซักเดือนได้มั้ย”
“ไม่ได้! อีกเดือน ดอกเบี้ยก็จะเป็นทั้งหมดเจ็ดเดือน เธอมีปัญญาจ่ายเหรอ” อเล็กซิสกอดอกมองหญิงสาวด้วยสายตาสำรวจ ทว่าพอเธอเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เปลี่ยนเป็นดุดันทันที
“มี! ฉันจะหามาให้ได้” เธอไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างเขาเด็ดขาด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีทางหาเงินมาใช้หนี้ได้
“จะเอาอย่างนั้นก็ได้ แต่บอกไว้เลยนะ ถ้าถึงวันนั้นไม่มีเงินมาจ่าย เธอจะต้องเอาลูกทั้งสองคนมาขัดดอกแทน” อเล็กซิกยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นรอยประหวั่นในสายตาของหญิงสาว ดาลันรีบปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที
“นี่จิตใจคุณทำด้วยอะไร แม้แต่เด็กน้อยตาดำๆ ก็จะไม่เว้นเลยหรือไงฮะ” เธอลุกขึ้นจ้องหน้าเขาอย่างเหลืออด
“จะกลัวอะไร ถ้ามั่นใจว่าหาเงินมาจ่ายได้ จริงมั้ย”
ดาลันหน้าซีด เมื่อถูกตอกกลับด้วยความจริงเช่นนี้ แต่ถึงยังไงเธอก็ไม่มีทางเอาลูกทั้งสองมาต่อรองกับเรื่องพวกนี้เด็ดขาด
หญิงสาวกัดฟันแน่น นันย์ตาสั่นระริก มองนายทุนหน้าหล่อแต่ใจดำอำมหิตยิ่งกว่าซานตาน
“แล้วถ้าฉันยอมทำตามข้อเสนอที่คุณเคยพูดไว้ล่ะ”
อเล็กซิสหัวเราะออกมาทันที แต่เป็นเสียงหัวเราะที่น่าสะอิดสะเอียดที่สุดสำหรับคนฟังอย่างเธอ
“ในที่สุด...ในที่สุดเธอก็ยอมเอาตัวเขาแลก หึๆ” ชายหนุ่มมองหญิงสาวด้วยสายตาเยาะยัน ทว่าแฝงไปด้วยความพอใจอยู่ลึกๆ ที่สุดท้ายแล้วเธอก็ยอมเป็นนางบำเรอ ถึงจะไม่ไม่ยินดีก็ช่าง แต่เขาก็ไม่สน
ดาลันรู้สึกอดสูจนอยากจะฆ่าตัวตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าไม่ติดว่าเป็นห่วงลูกทั้งสองเธอคงไม่ยอมทำแบบนี้ เพราะมันไม่เหลือแม้ศักดิ์ศรีความเป็นคนให้เธอหยัดยืน แต่จะให้ทำยังไงได้เมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก
“คุณบอกเงื่อนไขมา ว่าฉันต้องทำยังไงบ้าง” ร่างอรชรทรุดนั่งบนโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก หญิงสาวเสมองไปทางอื่นเพราะไม่อยากสบตาคนใจดำเช่นเขา
อเล็กซิสนั่งข้างๆ เชยคางมนขึ้นสบตา
“หกสิบล้านใช่มั้ย ง่ายๆ เธอก็ต้องมาอยู่กับฉันหกสิบวัน”
หญิงสาวอึ้งไปนิดนึง ก่อนต่อรอง
“แต่ฉันต้องไปรับไปส่งลูก ไหนจะงานฉันอีก” ดาลันปัดมือเขาออกจากคางอย่างรังเกียจ
“งานของเธอฉันไม่สน ฉันให้เวลาเธอแค่ไปรับส่งลูกเท่านั้น เสร็จแล้วต้องมาหาฉัน”
มือเรียวกำมือเข้าหากันแน่น จ้องมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฉันไม่ได้บังคับ จะไม่ทำตามนี้ก็ได้”
อเล็กซิกลุกขึ้นเดินไปที่ห้องด้านในที่เขาเดินออกมาครั้งแรก ดาลันหันไปมองตามร่างสูงใหญ่ทันที เธอไม่มีเวลาคิดนานเพราะเป็นลูกไก่ในกำมือ จึงรีบลุกขึ้นตามเขาไป ทันคว้าแขนหนั่นแน่นที่เต็มไปด้วยมัดกร้ามพอดี ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะเดินเข้าไปในห้อง
“ตกลงตามนั้น”
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนออกทอประกายเจิดจ้า มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างพึงใจ เขาดึงหญิงสาวเข้ามาในห้องนอนของบ้านหลังนี้ ก่อนจะรวบร่างอรชรที่ยังไม่ได้ตั้งตัวเอาไว้ในอ้อมอก กลิ่นหอมจากกายสาวทำให้เลือดในกายฉีดพล่านจวนเจียนจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ถ้าไม่ได้ยินเสียงของเธอดังขึ้นมาเสียก่อน
“ปล่อยนะ!” ดาลันพยายามขัดขืน
“ลืมแล้วหรือว่าเธอมีหน้าที่ต้องทำอะไร” เขาบอกเสียงพร่า ทำให้หญิงสาวที่ตั้งท่าขัดขืนยืนตัวแข็งทื่อทันที นรกบนดินกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว และเธอกำลังถูกลงทัณฑ์จากรรมที่ไม่ได้ก่อ แค่คิดน้ำตาก็เอ่อคลอเต็มดวงตาคู่สวย ทว่าหญิงสาวก็พยายามข่มมันเอาไว้ เพราะไม่อยากให้เขาดูหมิ่นตัวเองไปมากกว่านี้
เมื่อหญิงสาวสงบลงเหมือนสั่งได้ ริมฝีปากร้อนผ่าวก็เข้าครอบครองกลีบปากเย็นชืดทันที เขาเก่งพอจะรู้วิธีเปิดปากอิ่มคู่นั้นด้วยการใช้มือฟอนเฟ้นไปที่ทรวงอกแน่นคัด ไม่นานหญิงสาวก็ร้องครางออกมาอย่างลืมตัว คนหิวกระหายไม่รอช้า แทรกลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดควานหาความหวานละมุนอย่างหื่นกระหาย ทว่ามืออีกข้างก็ยังเคล้นคลึงทรวงสล้างอย่างย่ามใจ
แปลกที่ชายหนุ่มโหยหาสัมผัสนี้เหลือเกิน และเขาไม่อาจต้านทานความปรารถนาที่มีต่อตัวเธอได้ อเล็กซิสยังคงบดจูบคนในอ้อมกอดอย่างหนักหน่วง จนแทบจะกลืนกินเธอได้ทั้งร่าง เมื่อสาแก่ใจแล้วเขาก็ช้อนร่างอรชรไปวางบนเตียงนอน แล้วจัดการถอดเสื้อผ้าของหญิงสาวออกทันที
ดาลันรู้สึกสมเพชตัวเองที่บางครั้งก็เผลอไผลไปกับสัมผัสของเขา แต่ต่อให้ดิ้นรนขัดขืนยังไงก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือซานตานอยู่ดี จึงกัดฟันอดทน แล้วภาวนาให้มันจบเร็วๆ เธอจะได้ออกจากนรกนี้ไปเสียที
เมื่ออาภรณ์หลุดออกจากร่างไร้งามที่ติ ดาลันก็รีบหันหลังหนี ยกมือทั้งสองข้างปิดอกขาวอวบของตัวเองไว้ด้วยความกระดากอาย ขณะที่ชายหนุ่มตาลุกวาว กายช่วงร่วงบีบรัดเขม็งเครียดไปหมด อยากจะปลดปล่อยพันธนาการความใคร่ออกมาเหลือเกิน แต่มันคงเร็วเกินไป เพราะเขายังไม่ได้เล่นสนุกกับเธอเลย
“ช่วยปิดไฟก่อนได้มั้ย ขอร้องเถอะ” ถึงจะอยู่ในฐานะนางบำเรอ แต่ก็กระดากอายเกินกว่าที่จะมีอะไรกับเขาในที่สว่างแบบนี้ มันน่าอดสูสิ้นดี
“ทำไมฉันต้องทำตามคำพูดของเธอ”
หญิงสาวกัดฟันแน่น นึกเกลียดผู้ชายคนนี้ขึ้นสมอง เกลียดจนไม่อยากเห็นหน้า ทำไมเขาถึงไม่มีความละอายบ้าง ใจดำยังไม่พอ ในหัวยังมีแต่กิเลสตัณหา บ้ากามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“งั้นก็ตามใจ อยากจะทำอะไรก็ทำ” เธอจะนอนเป็นท่อนไม้นี่แหละ ดูซิยังจะมีอารมณ์ร่วมรักกับเธออยู่ไหม
มือหนาพลิกร่างอรชรกลับมา แล้วจัดการถอดเสื้อผ้าให้เธอดูอย่างช้าๆ และก็เป็นอย่างที่คิด หญิงสาวหลับตาปี๋เหมือนกลัวเขาเสียเต็มประดา ต่างจากผู้หญิงคนอื่นที่มองเขาอย่างคลั่งไคล้ จนอยากจะเป็นคนเดิมเกมเสียเอง
เมื่อถอดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว มือหนาก็เอื้อมไปปิดโคมไฟที่หัวเตียงทั้งๆ ที่ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เอาเสียเลย ห้องทั้งห้องจึงมืดมิดเพราะไม่มีหน้าต่าง ไม่มีแสงใดๆ ลอดเข้ามา ทำให้หญิงสาวสบายใจขึ้นนิดหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนเห็นคนที่เกลียดมายุ่มย่ามอยู่บนตัวเธอ ดาลันหลับตาลง ทำเป็นตุ๊กตาไม่มีชีวิต ไม่ตอบสนองความต้องการของเขา แต่ทำได้ไม่นาน ร่างกายก็ทรยศเธออีกครา
อเล็กซิสบดจูบหญิงสาวอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง ก่อนจะขยับลงมาดื่มด่ำกับเนินทรวง และอกอิ่มเต็มไม้เต็มมือ มือร้อนลูบไล้ไปตามส่วนเว้าโค้งประดุจนาฬิกาทราย เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหุ่นแบบนี้จะมีลูกถึงสองคน ถ้าไม่รู้ประวัติมาก่อน คงคิดว่าเธอเป็นสาวแรกรุ่นที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่
ชายหนุ่มเคลื่อนมือจากสะโพกกลมกลึงไปที่จุดบอบบาง เพียงแค่สัมผัสเบาๆ กายสาวก็สะท้านเยือก มาเฟียหนุ่มยกยิ้มพอใจ เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังมีความรู้สึกอยู่ แม้จะไม่ตอบสนองอย่างผู้หญิงที่เคยนอนกับเขาก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่าฝืนไม่ได้นานหรอก เพราะเขาชำนาญในการปลุกเร้าสตรีเพศยิ่งกว่าใคร
เมื่ออิ่มหนำกับทรวงสล้างอวบอิ่ม อเล็กซิสขยับตัวลงมาหมายชิมน้ำหวานบ้าง กลิ่นกายสาวช่างหอมยั่วยวนจนเขาอยากจะฝากฝั่งตัวตนลงไปลงไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เพราะไม่อยากให้เธอทรมานจนเกินไป แค่นี้ก็เจ็บปวดใจมากแล้วที่ต้องฝืนทนมานอนกับเขา แต่จะให้ทำยังไงได้ ก็อยากทำไม่ดีกับเขาก่อนทำไม อีกอย่างเขาก็ไม่ได้แก้แค้นเธออย่างหนักหน่วงเสียหน่อย ออกจะทะนุถนอมเอาใจ เพราะยังมีเวลาเหลืออยู่ให้แก้แค้นตั้งห้าสิบเก้าวัน
ทันทีที่ลิ้นร้อนลากผ่านจุดอ่อนไหว กายสาวก็สั่นสะท้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หญิงสาวพยายามเบี่ยงตัวหนีความเสียวซ่านที่ไม่เคยพานพบ แต่ก็ถูกตรึงด้วยมือใหญ่ทั้งสองข้าง ทำให้เธอขยับตัวไปไหนไม่ได้
“อย่าทำแบบนี้ ขอร้องเถอะ!” ดาลันเกลียดเขาเหลือเกิน แต่ก็ไม่อาจต้านทานความรัญจวนที่เขามอบให้ได้ กายสาวบิดเร่า ร้องครางออกมาอย่างสุขสมระคนสมเพศตัวเอง
“พอแล้ว หยุดทรมานฉันซักที”
ชายหนุ่มไม่สนใจ ยิ่งเร่งจังหวะรัวเร็วจนร่างอรชรบิดเกร็ง มือทั้งสองข้างกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ...ปล่อย...ปล่อยฉัน” ดาลันครางออกมาเบาๆ ตอนนี้หัวสมองพร่าเบลอไปหมด เธอพยายามยับยั้งชั่งใจแล้ว แต่ก็ยังถูดำฤษณาครอบครองจิตใจให้ด่ำดิ่งสู่ก้นเหวลึก จนยากจะควบคุมความต้องการของตัวเอง
อเล็กซิกกระหยิ่มยิ้มเมื่อมันใจว่าหญิงสาวใกล้แตะฝั่งฝันแล้ว เขาเลิกทรมานเธอด้วยสัมผัสนุ่มๆ ขยับขึ้นมาทาบทับพร้อมแทรกความร้อนจัดเข้าไปในกายอุ่น แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย เธอยังคงแน่นฟิตราวกับสาวแรกรุ่น เขาจึงค่อยๆ บดเบียดอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างก็ฟอนเฟ้นอกอิ่มเต็มไม้เต็มมือไปด้วย
“เธอฟิตเหลือเกิน...สาวน้อย” เขาพึมพำอย่างพอใจ เมื่อฝังตัวตนเข้าไปในกายสาวได้สำเร็จ ก่อนจะบดสะโพกรัวเร็วตามอารมณ์ปรารถนาที่พุ่งยานไปอย่างไม่มีจุดหมาย ความสุขสมทำให้เขาครางกระหึ่มในลำคอพร้อมเร่งจังหวะอย่างเร่าร้อนรุนแรง ไม่นานเขาและเธอก็ได้ไปแตะโค้งฟ้าที่สวยงามสมการรอคอย
ดาลันหอบเหนื่อยอยู่ใต้ร่างกำยำ ไม่คิดเลยว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งเธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย แถมยังสวมกอดเขาไว้แน่นด้วยความสิเน่หา คิดแล้วก็รังเกียจตัวเองที่เผลอไผลกับสิ่งที่เขาปรนเปรอจนถลำลึก ร้องครางร่วมไปกับเขา จากที่ตั้งใจว่าจะเป็นเพียงไม้ท่อนหนึ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจเท่านั้น
อเล็กซิสขยับลงมาข้างๆ ร่างงาม ก่อนจะเอี้ยวตัวไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง แสงสว่างทำให้หญิงสาวพยายามปกปิดร่างกายให้มากที่สุด
“อยากไปอาบน้ำมั้ย” เขาถามดีๆ
“อยากลับบ้าน” เธอตอบเสียงห้วน
“ยังไม่ถึงเวลา ฉันจะให้เธอกลับก็ต่อเมื่อถึงเวลาไปรับลูกเท่านั้น เสร็จแล้วก็ต้องมาอยู่กับฉัน...ทั้งคืน”
“แค่นี้คุณยังไม่พออีกเหรอ” ดาลันหันมามองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตารังเกียจ
“มันจะไม่น้อยไปหน่อยหรือ” เขาเลิกคิ้วใส่หญิงสาวพร้อมมองอย่างเหยียดๆ “อย่าบอกนะว่าไม่ชอบ”
ดาลันปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะร่างกายตอบสนองตามแรงกระตุ้นทุกอย่าง แม้พยายามฝืนแล้ว สุดท้ายก็พ่ายต่อเพลิงปรารถนา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชอบในสิ่งที่เขาทำ
“เอาเป็นว่า ถึงเวลาแล้วฉันจะให้คนไปรับไปส่งที่บ้านของเธอเอง”
“ไม่ต้อง! ฉันไม่อยากให้คนที่บ้านรู้ ว่าสุดท้ายแล้วต้องมาเป็นนางบำเรอขัดดอก ถึงเวลาเดี๋ยวฉันมาเอง” เธอบอกน้ำเสียงกระแทกกระทั้น แล้วหันหลังให้เขา
“งั้นก็มาให้ตรงเวลาด้วย ฉันไม่ชอบคนไม่รักษาเวลา เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน”
มือหนากระชากร่างอรชรให้ขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นกายเธอยังกระตุ้นความปรารถนาเขาได้เสมอ ชายหนุ่มเริ่มปรนเปรอหญิงสาวอีกรอบอย่างเรียกร้องถวิลหาในคราแรก และจบลงอย่างหนักหน่วงในตอนท้าย สร้างความหฤหรรษ์ให้เขาไม่รู้จบ ซึ่งมันคุ้มค่าต่อการรอคอยที่แสนยาวนาน ในที่สุดเขาก็ได้แก้แค้นเธอแล้ว ถึงจะเป็นการแก้แค้นที่แสนรัญจวนใจก็เถอะ

5
ร่างอรชรเดินเข้ามาในบริษัทอย่างอ่อนระโหยโรยแรง แต่ก็พยายามกวาดสายตามองสำนักงานแห่งนี้ราวกับเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อเก็บรายรายละเอียดไว้ในความทรงจำ เธอไม่รู้ว่าอีกสามวันข้างหน้าจะได้เข้ามาทำงานที่อีกหรือไม่ ถ้ายังหาดอกเบี้ยไปจ่ายนายทุนหน้าเลือดไม่ได้
ทว่ายิ่งมองก็ยิ่งสะท้อนใจอย่างหนัก ขณะที่เธอต้องวิ่งหาเงินแทบตาย พนักงานของที่นี่กับหัวร่อต่อกระซิกอย่างมีความสุข บางคนก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุย บางคนก็หยิบขึ้นมากดเล่น บางกลุ่มก็สุมหัวคุยกันราวกับเวลานี้เป็นพักกลางวัน ไม่มีใครสนใจทำงานสักคน เธอไม่แปลกใจเลยทำไมนับวันกิจการถึงแย่ลง รวมทั้งจิตใจเธอด้วย

กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์ภายในดังขึ้น ฉุดอนงค์วตีที่กำลังพลอดรักอยู่กับชัยยศต้องผละห่างด้วยความตกใจ ก่อนจะสบถออกมาอย่างหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ แต่ก็ลุกจากโซฟาไปรับโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงาน
“ฮัลโหล”
“คุณอนงค์วตีคะ คุณดาลันเข้ามาในบริษัทแล้วค่ะ” โอเปอร์เตอร์โทรเข้ามารายงาน เพราะนางสั่งไว้ตั้งแต่เช้าแล้วว่า ถ้าหญิงสาวเข้ามาเมื่อไหร่ให้โทรบอกด้วย
“ขอบใจนะ” พูดจบก็วางโทรศัพท์ไว้ที่แป้นดังเดิม แล้วหันมาคุยกับคู่ขาด้วยสีหน้าไม่สลดหดหู่กับการกระทำของตัวเอง “ฉันขอตัวไปแสดงบทแม่เลี้ยงที่แสนดีก่อนนะ”
“ผมก็จะไปทำงานเหมือนกัน” ชัยยศลุกจากโชฟา
“งั้นคุณออกไปก่อน จะได้ไม่น่าเกลียด”
“คุณคิดว่าคุณอื่นไม่รู้หรือไง” หนุ่มใหญ่มองร่างท้วมด้วยสายตาว่างเปล่า
“อย่าพูดมาก” อนงค์วตีทำตาโตปรามคู่ขาของตัวเอง ก่อนจะมองตามหลังเขาไปจนอีกฝ่ายปิดประตู นางทิ้งช่วงประมาณสิบห้านาทีเพื่อให้ไม่ดูน่าเกลียด ว่าอยู่ในห้องด้วยกันตั้งแต่เช้า จากนั้นจึงเดินออกจากห้องทำงานของตัวเองไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อเข้ามาในห้องทำงาน ดาลันก็แทบทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความท้อแท้และสิ้นหวัง ยอมรับว่าก่อนหน้านี้แม้เศรษฐกิจจะตกต่ำ บริษัทจะขาดสภาพคล่อง เธอก็ยังไม่รู้สึกเครียดขนาดนี้ แต่พอรับรู้ว่าบิดามีหนี้สินมหาศาลจากแม่เลี้ยงเมื่อสองวันก่อน เธอก็ถึงกับเป็นลมหมดสติ และยิ่งได้เข้าไปเจรจากับเจ้าหนี้ เธอก็แทบไม่เห็นทางออกของปัญหานี้เลย หรือจะต้องยอมขายศักดิ์ศรีอย่างที่เขาปรามาส แลกกับทรัพย์สินที่มีอยู่น้อยนิดในตอนนี้ เพื่อให้ทุกอย่างก้าวต่อไปได้
“ไม่มีทาง เราจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายเลวๆ คนนั้นเด็ดขาด” ดาลันกำมือเข้าหากันแน่นอย่างเจ็บแค้น
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
เสียงเคาะประตูฉุดหญิงสาวออกจากความนึกคิดของตัวเอง ดาลันพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะบอกคนเคาะประตูให้เข้ามาภายในได้
“เดียร์ ไปคุยกับคุณฟรานเชสโก้เป็นยังไงบ้างลูก เขายอมประนอมหนี้ให้เราหรือเปล่า” อนงค์วตีเอ่ยถามอย่างห่วงใยเมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานของหญิงสาว
“ไม่เลยค่ะ เขาบอกให้จ่ายดอกเบี้ยคงข้างทั้งหมดภายในสามวัน”
“ตายแล้ว แล้วจะไปหาเงินที่ไหนมาจ่ายล่ะเนี่ย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ” องค์วตีทำหน้าเครียด ก่อนจะดึงเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของหญิงสาวออกมานั่ง
“ถามจริงๆ เถอะค่ะ ทำไมคุณพ่อต้องไปกู้ยืมเงินเขามาเยอะขนาดนี้ด้วย แล้วเงินตั้งห้าร้อยล้าน มันไปอยู่ไหนหมดคะ” ดาลันถามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
อนงค์วตีทำหน้าเศร้า มองหญิงสาวอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
“น้าก็ไม่อยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บหรอกนะ แต่ถ้าเดียร์อยากรู้จริงๆ น้าก็จะเล่าให้ฟัง”
มาถึงตอนนี้ ต่อให้เรื่องมันเกี่ยวพันกับเธอ หรือโหดร้ายเพียงใด ก็คงจะไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว ดาลันมองหน้าแม่เลี้ยงราวจะบอกว่าเธอพร้อมที่จะฟังทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
“พูดมาเถอะค่ะ”
“จริงๆ ที่บริษัทมีปัญหาการเงินมาเจ็ดแปดปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมี แต่ตอนนั้นเรากู้เงินธนาคารมาสิบล้าน หมุนเวียนได้ไม่นานก็หมดอีก จนเมื่อห้าปีก่อน คุณเดชได้ตกลงกู้เงินกับคุณกร คุณพ่อของคุณธนทัต ซึ่งทางนั้นก็อยากจะดองกับทางเรา และจะมอบเงินก้อนนี้เป็นค่าสินสอด แต่ก็มีปัญหาอย่างที่เดียร์รู้นั่นแหละ หลังจากนั้นคุณเดชก็ได้รู้จักกับคุณฟรานเฟสโก้ที่บ่อนมาเก๊า ก็เป็นที่มาของหนี้ก้อนนี้ ตอนแรกมันก็ไม่เยอะขนาดนี้หรอก แต่หลังๆ คุณเดชไปเล่นมากขึ้น ก็ยิ่งเป็นหนี้เยอะขึ้น จนทางนั้นจับทำสัญญา น้าที่มารู้ทีหลังก็จำต้องรับเป็นพยานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าน้ารู้ก่อนหน้านี้ น้าจะไม่ยอมให้คุณเดชเข้าบ่อนเด็ดขาด” พูดไปอนงค์วตีก็สะอื้นไปด้วย ทำให้หญิงสาวอดสงสารไม่ได้ จึงลุงขึ้นมาปลอบแม่เลี้ยงที่แสนดี
“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า ไม่ใช่ความผิดของคุณน้าหรอกนะคะ เดียร์เองก็มีส่วนผิดที่ไม่ช่วยคุณพ่อในตอนนั้น ถ้าเดียร์ยอมอดทนอยู่กับคุณธนทัต ทุกอย่างก็คงไม่ลงเอยแบบนี้ คุณพ่อก็จะได้ไม่เครียด จนเส้นเลือดในหัวสมองแตก ดังนั้นหนี้ก้อนนี้เดียร์จะเป็นคนรับผิดชอบเองค่ะ”
“แต่มันเยอะมากเลยนะเดียร์ น้าล่ะสงสารเดียร์จริงๆ เสียดาย ถ้าน้ามีเงินเก็บซักสิบล้านนะ น้าจะยกให้เดียร์หมดเลย จะได้รีบไปเอาจ่ายดอกเบี้ยให้เค้าซะ” น้ำเสียงของอนงค์วตีดูเป็นเดือดเป็นร้อนแทน จนลูกเลี้ยงต้องรีบปลอบด้วยความซึ้งใจ
“ขอบคุณที่เห็นใจเดียร์ค่ะ แต่ที่คุณน้าช่วยดูแลกิจการให้เดียร์อยู่ทุกวันนี้ เดียร์ก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว ส่วนเรื่องเงินเดียร์จะจัดการเองค่ะ แต่ถ้าเดียร์หายไปยังไง ฝากคุณน้าช่วยดูแลหลานๆ กับบริษัทด้วยนะคะ” หญิงสาวบอกเสียงสั่นเครือราวกับรู้อนาคตของตัวเอง ทำให้คนฟังอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ 
“ทำไมพูดเป็นลางอย่างนั้นล่ะ ไม่ดีนะลูก อย่าพูดแบบนี้อีกเป็นอันขาด” อนงค์วตีดึงหญิงสาวไปกอดปลอบ
“เดียร์พูดเผื่อไว้น่ะค่ะ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เดียร์กลัวว่าถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ จะไม่มีใครช่วยดูลูกกับบริษัทน่ะค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงนะ น้าจะช่วยดูทุกอย่าง และจะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรเดียร์ทั้งนั้น น้าสัญญา”
ดาลันกระชับกอดแม่เลี้ยงแน่นขึ้น รู้สึกมีกำลังใจที่อย่างน้อยก็มีคนเห็นใจเธอ และเป็นที่พึ่งสุดท้ายยามไม่มีใครให้คำปรึกษา โดยหารู้ไม่ว่า นางเป็นยิ่งกว่าอสรพิษที่พร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อ

ตั้งแต่ได้เจอหน้าลูกหนี้สาวสาว อเล็กซิสก็แทบไม่ได้ออกจากห้องพักไปไหน เพราะรอดูประวัติของหญิงสาว ที่ให้คนสนิทไปสืบตั้งแต่เมื่อวาน และถึงแม้ภายนอกเขาจะไม่แสดงออกว่าให้ความสนใจในตัวเธอ แต่ลึกๆ แล้วเขาอยากรู้ว่าสถานภาพตอนนี้ของเธอเป็นอย่างไร ถ้ายังไม่มีใคร เขาจะได้ทำอะไรสนุกมือหน่อย ก็รอคอยมาตั้งหลายปี จู่ๆ โชคชะตาก็จูงมือเธอมาส่งถึงที่ แถมยังอยู่ในสถานะลูกหนี้อีก คราวนี้ต่อให้ติดปีกบินก็หนีไปไหนไม่รอด
“คุณอเล็กซ์ ได้ประวัติลูกสาวคุณเดชอุดมมาแล้วครับ”
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนสว่างวาบขึ้นมาทันที แต่หันไปมองลูกน้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ตอนนี้เธออยู่กับใคร” เขาถามเสียงเข้ม
“อยู่กับลูกสองคนครับ”
หัวใจของมาเฟียหนุ่มเต้นผิดไปจังหวะหนึ่ง แต่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
“แค่นั้นเหรอ”
“ครับ เธอเป็นแม่ม่ายครับ”
“แม่ม่าย...” อเล็กซิสครางออกมาเบาๆ
“นี่เป็นประวัติทางการศึกษาครับ มีประวัติส่วนตัวนิดหน่อยอยู่ในนั้นด้วย” บีเกียร์ยื่นซองสีน้ำตาลให้เจ้านายหนุ่ม
“ขอบใจ วันนี้ฉันอนุญาตให้นายกับคนอื่นไปพักผ่อนได้”
“แล้วคุณอเล็กซ์ไม่ออกไปข้างนอกหรือครับ” เขาหมายถึงผับร้านประจำที่ชายหนุ่มมักจะไปทุกคืน
“ไม่ ตอนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“ครับ” บีเกียร์โค้งให้ ก่อนจะขอตัวออกไปจากห้องรับแขก จริงๆ ห้องสูทนี้สามารถพักได้เกือบสิบคน แต่ชายหนุ่มกลับเปิดห้องพักซึ่งอยู่ถัดลงไปอีกหนึ่งชั้นให้ลูกน้อง นั่นเป็นเพราะเขาอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว ท่ามกลางห้องกว้างใหญ่ ที่แม้อยู่กันสองคนก็ยังรู้สึกเดียวดาย แต่สำหรับอเล็กซิส มันคือความเคยชินเสียแล้ว เขาต้องการความเป็นส่วนตัว จนบางครั้งกลายเป็นคนรักสัดโดษโดยไม่รู้ตัว
มาเฟียหนุ่มหยิบประวัติของหญิงสาวขึ้นมาดู ก็พบว่าเธออายุแค่ยี่สิบหกปีเท่านั้น ถึงว่าใบหน้ายังอ่อนเยาว์ราวกับสาวน้อยแรกรุ่น ทำให้เขาหวนคิดไปถึงห้าปีก่อน ตอนได้พบกับเธอครั้งแรก ตอนนั้นคงจะแค่ยี่สิบเอ็ดปี
หญิงสาวเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานก็แต่งงานกับลูกชายมหาเศรษฐีที่พ่อหาให้ ทว่าอยู่กันไม่ถึงเดือนก็มีอันต้องเลิกลา จึงขอบิดาไปอยู่อเมริกา และคลอดลูกที่นั่น ไม่มีใครรู้ว่าเป็นลูกที่เกิดจากลูกชายมหาเศรษฐี หรือกับหนุ่มที่อเมริกากันแน่ เพราะไม่มีการเปิดเผยออกมาจนถึงทุกวันนี้
หญิงสาวอยู่ที่อเมริกาถึงห้าปีก็หอบลูกกับเมืองไทย เพราะบิดาสุภาพไม่แข็งแรง แต่พอกลับมาได้ไม่นาน บิดาก็เสียชีวิตด้วยเส้นเลือดในสมองแตก เธอจึงรับหน้าที่บริหารงานแทนบิดาทั้งหมด โดยมีแม่เลี้ยงคอยเป็นผู้ช่วยคนสำคัญ
เมื่ออ่านประวัติของดาลันจบแล้ว เขาก็รู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก ข้างในมันรู้สึกวูบโหวงอย่างประหลาด ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงกร้านโลก แต่ความจริงบางอย่างกลับตอกย้ำว่าเธอไร้เดียงสา
“สรุปเธอเป็นคนยังไงกันแน่...ดาลัน”

วันทั้งวันดาลันไม่มีสมาธิทำงานเลย เครียดกับหนี้สินที่มากมายมหาศาล จะหันไปทางไหนก็มีแต่คนปฏิเสธให้ความช่วยเหลือ นั่นเป็นเพราะบิดาทำเสียเครดิต สงสัยคราวนี้เธอคงต้องยอมแพ้จริงๆ
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือทำให้ดาลันแค่เหลือบตาไปมอง แต่ก็ไม่คิดจะหยิบขึ้นมารับสาย ทั้งๆ ที่อยากฟังเสียงเขายิ่งกว่าใคร ชายหนุ่มโทรเข้ามาอีกหลายครั้ง จนเจ้าของโทรศัพท์ต้องกลั้นใจปิดเสียง กระทั่งเมื่อเขาหยุดโทรแล้ว เธอจึงถอนหายใจออกมา
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
คราวนี้โทรศัพท์บนโต๊ะดังบ้าง ดาลันนึกอยากจะทุ่มทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอคิดว่าอาจจะเป็นลูกค้าติดต่อมา เธอจึงยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วฝืนกรอกเสียงเรียบๆ ทักทาย
“สวัสดีค่ะ”
“ทำไมไม่รับโทรศัพท์ผม” เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติแล้ว แต่ก็ยังดูห้วนอยู่ดี และคนฟังก็รับรู้ได้
“เดียร์ปิดเสียงน่ะ ก็เลยไม่ได้ยิน” ทั้งๆ ที่เธอไม่มีสิทธิ์จะโกรธเขา แต่ก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เดียร์ยังไม่หายเครียดเหรอ” เอ็นโซ่ถามเสียงอ่อนลง
“หายแล้ว ว่าแต่เอ็นโซ่มีอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีเดียร์จะรีบทำงานน่ะ” หญิงสาวพยายามตัดบท เพราะยิ่งคุยกับเขาเธอก็ยิ่งปวดหัวใจ เจ็บแปลบเมื่อนึกภาพถึงเขากำลังมีความสุขกับผู้หญิงคนอื่น
“ก็ไม่มีอะไรหรอก พอดีเห็นเดียร์เครียดๆ ก็เลยอยากโทรมาคุยด้วย”
“ขอบคุณนะ”
“ไม่เป็นไร แค่อยากให้รู้ว่าเป็นห่วง”
ดาลันแค่นยิ้ม น้ำตาเอ่อคลอด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“เดียร์รู้”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่เดียร์ยังไม่รู้...” เขาอยากจะบอกเหลือเกิน แต่ในเมื่อโดนปฏิเสธมารอบหนึ่งแล้ว ก็ทำให้ไม่กล้าพูดอีก
“อะไร”
ชายหนุ่มยิ้มบาง อย่างที่ไม่เคยยิ้มให้ใครมาก่อน
“คิดถึง...อยากไปหา”
หญิงสาวเพียงกะพริบ หยดน้ำตาก็ไหลเป็นทาง เป็นคำหวานที่ฟังแล้วปวดใจเป็นที่สุด
“จะมาได้เหรอ”
“นั่นสิ” เอ็นโซ่แค่นยิ้มบ้าง ลำพังแค่ธุรกิจเขาคงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ที่จะห่วงก็มีเพียงน้องสาวคนเดียวเท่านั้น “แต่ยังไงก็จะหาโอกาสไปให้ได้ คิดถึงครอบครัวของเรา”
‘ครอบครัวของเรา’ ดาลันเข้าใจความหมายนั้นดี แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะใช้คำนั้นแล้ว
“เมื่อคืน เอ็นโซ่อยู่บ้านหรือเปล่า”
“อยู่สิ มีอะไรเหรอ”
“เอ็นโซ่ อยู่นี่นี่เอง เดินตามหาตั้งนาน”
เสียงหวานที่แทรกเข้ามาในโทรศัพท์ ตอกย้ำสิ่งที่ซอลยาพูดเมื่อคืนว่าเขามีคนเคียงข้างกายแล้ว และเธอก็ควรอยู่ในฐานะเพื่อนเท่านั้น อย่างที่เคยบอกกับเขาไปเมื่อหลายปีก่อน แม้ในหัวใจจะไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักครั้ง
“เดียร์ ยังอยู่หรือเปล่า”
“ยัง...อยู่” เธอตอบกลับไปเหมือนคนไร้วิญญาณ เพราะจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันไปหายไปตั้งแต่ได้ยินเสียงผู้หญิงแทรกขึ้นมาเรียกเขาอย่างสนิทสนม
“เดี๋ยวดึกๆ โทรไปใหม่นะ พอดีติดธุระน่ะ”
“ได้ แค่นี้นะ” ดาลันวางโทรศัพท์ลง แล้วหลับตาข่มความเจ็บปวดที่เอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ เธอควรจะทำอย่างไรกับชีวิตที่มีแต่ความทุกข์นี้ดี ปัญหาเก่าก็ยังแก้ไม่ได้ ปัญหาใหม่ก็มารบกวนจิตใจไม่หยุดหย่อน รู้ไหมว่าเธออยากจะหายไปจากตรงนี้เหลือเกิน...แต่ก็ทำไม่ได้
หญิงสาวไม่มีเวลาเสียใจนาน เพราะเงยหน้ามองนาฬิกาที่ฝาผนัง ก็ได้เวลาไปรับลูกอีกแล้ว เธอลุกไปเข้าห้องน้ำล้างคราบน้ำตา ก่อนจะแต่งหน้าบางๆ เผื่อกลบรอยหมองคล้ำที่มีอยู่เต็มหน้า แต่ไม่สามารถกลบแววตาที่มีแต่ความหมองเศร้าได้

วันนี้เอ็นโซ่มาทำธุระที่ฝรั่งเศสด้วยเครื่องบินส่วนตัว เมื่อเขาผ่านมาเห็นร้านจิวเวลรีของเพื่อนที่ตั้งปารีส จึงซื้อแหวนแทนใจหนึ่งวง หวังจะเก็บไว้ให้ใครบางคนเมื่อเจอกัน แต่ด้วยขนาดที่เล็กเกินไป จึงสั่งขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น ระหว่างที่รอเขาก็ออกมาเดินแถวนั้นพลางโทรหาดาลันไปด้วย ก่อนเพื่อนของเขาจะออกมาเรียก เพราะเห็นว่าแก้ไขขนาดแหวนเสร็จแล้ว จะได้ออกไปหาอะไรทานกัน
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ” หญิงสาวเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม
“แหวนเสร็จแล้วรึไง”
“เสร็จแล้วสิ น่าอิจฉาผู้หญิงคนนั้นจังเลยนะ แหวนวงนี้มีแค่วงเดียวเท่านั้น และพลอยสีชมพูเม็ดนี้ก็หายากมากด้วย เธอคงจะดีใจ ที่คุณซื้อแหวนวงนี้ให้”
“ฉันก็หวังว่าเธอจะดีใจที่เห็นแหวนวงนี้” เอ็นโซ่ไม่กล้าคาดหวัง เพราะดาลันเป็นคนไม่ค่อยรับของจากคนอื่นง่ายๆ โดยเฉพาะของมีค่าเช่นนี้ แต่เขาก็จะทำให้เธอรับให้ได้
“อะไรกัน ของสวยงาม เล่อค่าขนาดนี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนเห็นแล้วไม่ชอบหรอก นอกจากผู้หญิงคนนั้นจะไม่อยากได้มากกว่า”
คำพูดเหมือนจะตอกย้ำทำให้คนฟังถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ และหญิงสาวก็สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเพื่อนชาย จึงเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกเครียด ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศในการพูดคุยดีขึ้นถนัดตา

ดาลันมาถึงโรงเรียนก่อนเวลาเลิกยี่สิบนาที จึงนั่นรออยู่ในรถก่อน เพราะยังไม่พร้อมที่จะสนทนากับใครในตอนนี้ กระทั่งเห็นประตูโรงเรียนเปิดกว้าง มีเด็กกับผู้ปกครองทยอยกันเดินออกมา หญิงสาวจึงลงจากรถไปรับลูกทั้งสองที่ป่านนี้คงมองหาเธอแล้ว
เมื่อก่อนเธอมีแต่ช่วงเวลาแห่งความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หากแต่ตอนนี้ดาลันเข้าใจความหมายของคำว่า ‘หน้าชื่น อกตรม’ แล้วว่าเป็นอย่างไร
“สวัสดีครับ/ค่ะ” โดนัท บัตเตอร์ ยกมือไหว้คุณแม่ทันทีที่เห็นหน้า
“วันนี้การบ้านเยอะหรือเปล่าลูก”
“ไม่เยอะครับ กลับไปทำแป๊บเดียวก็เสร็จ” บัตเตอร์ยิ้มกว้าง
“โดนัทล่ะจ๊ะ”
“ไม่เยอะเหมือนกันค่ะ”
“งั้นรีบกลับกันเถอะจ้ะ ป่านนี้ป้าเอมทำขนมอร่อยๆ ไว้รอแล้ว” พูดจบดาลันก็จูงเด็กทั้งสองไปที่รถ ซึ่งจอดไว้ข้างกำแพงโรงเรียน ซึ่งระหว่างทางหญิงสาวก้มหน้าเล็กน้อยเพราะไม่อยากทักทายใคร วันนี้เธอเครียดเกินกว่าที่จะยิ้มออกมาได้จริงๆ
เมื่อขึ้นมาบนรถ คนช่างสังเกตก็จับได้ว่าสีหน้าของมารดาดูเปลี่ยนไป ดูไม่ร่าเริง คุยเล่นเหมือนทุกครั้ง จึงเอ่ยถามออกมาตามประสาเด็ก
“แม่เดียร์เป็นอะไรหรือเปล่า” บัตเตอร์ที่นั่งคู่กับคุณแม่ขมวดคิ้วสงสัย
“เปล่านี่ แม่เดียร์ไม่ได้เป็นอะไร” ดาลันฝืนยิ้มให้ลูกชาย
“ก็เห็นทำหน้าบึ้งๆ”
ดาลันหัวเราะกลบเกลื่อน
“เปล่าหน้าบึ้งซักหน่อย พอดีอากาศมันร้อน แม่เดียร์ก็เลยเหนื่อยๆ เข้าใจมั้ยจ๊ะ” หญิงสาวเอื้อมมือไปโคลงหัวลูกชายเบาๆ
เด็กน้อยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหยิบภาพวาดระบายสีที่คุณครูให้ทำวันนี้ให้คุณแม่ดู
“บัตเตอร์ให้แม่เดียร์ครับ”
ดาลันหันไปมองก็ถึงกับน้ำตาซึม เมื่อเห็นภาพวาดครอบครัว ซึ่งมีเธอ ชลธาร ป้าเอม โดนัท และบัตเตอร์ ด้านหลังเป็นบ้านหลังเล็ก รอบๆ มีต้นไม้ ดอกไม้ขึ้นเต็มไปหมด แม้จะวาดได้ไม่สวยงามนัก แต่เธอก็รู้ว่าลูกชายตั้งใจวาดแค่ไหน ดูจากลายเส้นที่ลงน้ำหนักจนเข้มและแทบไม่มีการลบ แถมยังเขียนชื่อกำกับไว้ที่คนแต่ละคนด้วยว่าเป็นใคร
“ขอบคุณครับ แม่เดียร์จะเอาไปใส่กรอบให้นะ”
“แต่บัตเตอร์ว่ามันยังไม่ค่อยสวยนะ”
“ก็ค่อยๆ ฝึกไปสิจ๊ะ วาดบ่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้นเอง” ดาลันยิ้มให้ลูกชาย ก่อนจะหันไปมองลูกสาวที่เบาะหลัง “แล้วโดนัทล่ะจ๊ะ มีภาพอะไรมาอวดแม่เดียร์มั้ย”
“โดนัทยังวาดไม่เสร็จเลยค่ะ อีกอย่าง โดนัทยังนึกไม่ออกเลยว่าจะวาดอะไร”
“ก็ปรึกษาพี่บัตเตอร์สิจ๊ะ...บัตเตอร์ สอนน้องวาดรูปด้วยนะจ๊ะ”
“ครับ” บัตเตอร์รับคำ พลางหยิบรูปวาดในมือมารดามาพิจารณาอย่างตั้งใจ ทำให้คนเป็นแม่อดถามขึ้นมาไม่ได้ เมื่อคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เธอต้องคุยกับลูกๆ เพราะอยากให้พวกเขายอมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
“โดนัท บัตเตอร์ ฟังแม่เดียร์นิดนึงจ้ะ ถ้าในอนาคตเราต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น ซึ่งอาจจะคับแคบกว่าเดิม ลูกคิดว่ายังไง”
“ทำไมต้องย้ายด้วยล่ะคะ” โดนัททำหน้าสงสัย
“แล้วเราจะย้ายไปอยู่ที่ไหน น้าชลกับป้าเอมจะไปอยู่กับเราด้วยหรือเปล่า” บัตเตอร์มีสีหน้ากังวล
“ตอนนี้แม่เดียร์ไม่ได้มีเงินเหมือนแต่ก่อน และแม่เดียร์มีความจำเป็นต้องขายบ้านหลังนี้เพื่อเอาไปใช้หนี้ ดังนั้นเมื่อขายบ้านหลังนี้แล้ว เราก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนน้าชลจะไปอยู่ด้วยหรือไม่ แม่เดียร์ยังไม่ได้ถาม แต่ป้าเอมไปอยู่กับพวกเราแน่ๆ”
“บัตเตอร์อยู่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีแม่เดียร์ น้าชล และก็ป้าเอมก็พอ”
“อ้าว แล้วไม่มีโดนัทด้วยเหรอ” สาวน้อยทำหน้างอใส่พี่ชาย
“ต้องมีสิ เพราะเราเป็นพี่น้องกันนี่”
ดาลันซึ้งใจลูกๆ จนไม่อาจกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาได้ ซึ่งลูกชายก็เอาผ้าเช็ดหน้าซับให้อย่างอ่อนโยน โดยมีลูกสาวช่วยปลอบอีกคน นี่ใช่ไหมที่เรียกว่ากำลังใจที่ยิ่งใหญ่ จากนี้ไปเธอคงมีแรงกายแรงใจต่อสู้ไปอีกเยอะเลย

6
7. ตามฝัน / เอวิตา / ตอนที่ 3 ผู้ชายร้ายกาจ
« เมื่อ: กันยายน 22, 2015, 09:59:27 PM »
วันนี้ดาลันตื่นแต่เช้ากว่าทุกวัน เพราะเธอมีนัดไปเจรจากับนายทุนที่โรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่ง หญิงสาวกล้าไม่คาดหวังว่ามันจะสำเร็จ เพราะถ้าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด คนที่เสียใจที่สุดก็คงไม่พ้นตัวเอง จึงเผื่อใจไว้ห้าสิบห้าสิบ ใช้ความจริงใจเข้าสู้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไม่ท้อแท้เด็ดขาด ที่ผ่านมาเธอร้องไห้มามากพอแล้ว ดังนั้นวันนี้จะไม่มีน้ำตา ดาลันบอกกับตัวเอง ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายและกุญแจรถลงมาข้างล่าง ก็เห็นลูกๆ กำลังทานอาหารเช้าอยู่ เธอจึงเดินไปที่โต๊ะอาหาร
“ไปส่งโดนัทกับบัตเตอร์แค่นี้ ทำไมต้องแต่งตัวสวยด้วยคะ” โดนัทมองคุณแม่ยังสาวตาพราวด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติเวลาที่ไปส่งที่โรงเรียน คุณแม่ของเธอมักใส่เสื้อยืดกางเกงยีน
บัตเตอร์มองตามน้องสาว แต่ไม่พูดอะไร
“แม่เดียร์จะเลยไปธุระต่อค่ะ ก็ต้องแต่งตัวสวยๆ สิคะ”
“หวังว่าคงไม่ได้ไปเดทกับหนุ่มๆ ที่ไหนนะ” คนหวงทั้งแม่และน้องรีบบอกตาเขียว ทำเอาคนฟังอดขำไม่ได้
“แล้วถ้าคุณแม่ไปเดทกับหนุ่มๆ บ้าง จะเป็นอะไรไปครับบัตเตอร์” ป้าเอมเอ่ยแซวขำๆ
“บัตเตอร์ก็จะโทรไปฟ้องคุณลุงเอ็นโซ่” ในบรรดาผู้ชายทั้งหมดที่บัตเตอร์รู้จัก เด็กน้อยยอมให้เอ็นโซ่เข้าใกล้ดาลันได้เพียงคนเดียว เพราะเป็นผู้ชายคนแรกที่เขารู้จักและสนิทสนมมาตั้งแต่จำความได้ จนบางครั้งคิดไปว่าเป็นคุณพ่อของตัวเองด้วยซ้ำ
“จ้างให้คุณลุงเอ็นโซ่ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะคุณลุงเอ็นโซ่อยู่อเมริกา” ดาลันยั่วลูกชาย
“คุณลุงเอ็นโซ่เคยบอกกับบัตเตอร์ว่า ถ้าบัตเตอร์มีเรื่องสำคัญ คุณลุงจะรีบมาทันที” เด็กน้อยทำหน้าเป็นต่อ
“ใช่ค่ะ คุณลุงเอ็นโซ่ก็เคยบอกกับโดนัทเหมือนกัน” สาวน้อยรีบเข้าข้างพี่ชาย
ดาลันหันไปทำตาปริบๆ กับชะเอม ไม่คิดเลยว่าทั้งลูกสาวลูกชายจะช่างพูดขนาดนี้
“ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นค่ะลูก แม่เดียร์ไปธุระ แล้วก็จะเลยไปทำงาน บ่ายๆ ก็มารับลูกๆ ที่โรงเรียนค่ะ ไม่มีเถลไถลแน่นอน” ดาลันยิ้มให้กับลูกๆ ทั้งสอง เด็กๆ จึงตักอาหารทานต่ออย่างสบายใจ

หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ดาลันก็ขับรถไปส่งลูกสาวกับลูกชายที่โรงเรียนตามปกติ จากนั้นก็ตรงไปยังโรงแรมที่นัดหมายทันที เธอต้องการไปถึงก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง เพราะการจราจรในกรุงเทพฯ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เกิดไปถึงที่นัดหมายช้า นายทุนคงจะไม่เมตตาเธอแน่
และก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ พอออกมาจากโรงเรียนได้ไม่นาน ฝนที่ไม่มีเค้าว่าจะตกมาก่อน ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทำให้การจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วกลายเป็นอมพาต ตอนแรกเธอยังใจเย็นเพราะคิดว่ายังมีเวลาอีกชั่วโมงกว่า ทว่าเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมง รถยังไม่ขยับ ดาลันก็เริ่มกระสับกระส่ายนั่งไม่ติดเสียแล้ว
“ตายๆ ฉันต้องรีบไปทำธุระนะ ทำไมรถไม่ขยับเลยเนี่ย” หญิงสาวนั่งบ่นอยู่คนเดียว วิตกกังวลจนใจสั่นไปหมด แต่พอผ่านไปยี่สิบนาที รถก็เริ่มขยับ แต่ก็ไปได้ที่ละนิดเท่านั้น จนดาลันอยากจะเอารถจอดข้างทางแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปยังที่นัดหมาย ถ้าไม่ติดว่าฝนยังตกไม่หยุด
“ฉันต้องตายแน่ๆ” เธอเห็นเวลาที่คอนโซลรถยนต์บอกเวลาเก้าโมงตรง ซึ่งเป็นเวลานัดแล้วก็อยากจะร้องไห้ อยากจะโทรไปเลื่อนหรือขอโทษก็ไม่มีเบอร์ติดต่อ เพราะให้ไว้แต่ชื่อโรงแรมกับหมายเลยห้องเท่านั้น หญิงสาวกำพวงมาลัยไว้แน่นเพื่อข่มความเครียดที่มีมากขึ้นทุกขณะ แล้วค่อยๆ ขับรถไปอย่างใจเย็น ในที่สุดเธอก็ถึงโรงแรมที่นัดหมาย ทว่าเลทไปครึ่งชั่วโมง
เมื่อจอดรถเป็นที่เรียบร้อย ดาลันก็รีบเดินกึ่งวิ่งเร็วๆ ไปที่เคาน์เตอร์ บอกให้เจ้าหน้าที่โทรแจ้งเจ้าของห้องว่าเธอกำลังขึ้นไปพบ พอได้รับอนุญาต หญิงสาวก็รีบสาวเท้าไปที่ลิฟต์ตามเจ้าหน้าที่บอก ก่อนจะกดชั้นบนสุด ซึ่งเป็นห้องพิเศษระดับวีไอพี ตอนแรกก็เคยสงสัยว่าทำไมต้องมานัดเจอที่โรงแรมด้วย แล้วเธอจะปลอดภัยหรือเปล่า นายทุนรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ แต่ ณ ตอนนี้เธอลืมความหวาดกลัวต่างๆ คิดแต่เพียงว่าจะหาข้อแก้ตัวยังไงให้ดูดีกับการมาสายของตัวเอง โดยเฉพาะครั้งนี้ที่เป็นนัดที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอเลยก็ว่าได้
ร่างอรชรมาหยุดที่หน้าประตูไม้สักบานใหญ่ซึ่งแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง ไม่ถึงอึดใจก็มีคนมาเปิดประตู หญิงสาวตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าดุๆ มามองมา แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนต่างชาติ เธอจึงเอ่ยทักทายเป็นภาษาอังกฤษ
“สวัสดีค่ะ ดิฉัน...ดาลัน เป็นลูกสาวของคุณเดชอุดม มาขอพบคุณฟรานเชสโก้ค่ะ”
“ท่านรอคุณอยู่ข้างในนานแล้ว เชิญ” ชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาน่าเกรงขามภายมือเชิญ เธอจึงเดินเข้าไปข้างในด้วยหัวใจที่เต้นระทึก คราวนี้ความกลัวมีมากกว่าความรู้สึกผิดเสียแล้ว
“เดินตรงไปที่ห้องรับแขกด้านใน ท่านรอยู่ในนั้น”
“ค่ะ”
ตอนนี้ดาลันไม่รู้คิดผิดหรือคิดถูกที่ตัดสินใจมาที่นี่คนเดียว เพราะตั้งแต่ย่างก้าวเข้ามาในห้องพักสุดหรู เธอก็เห็นแต่ผู้ชายชาวต่างชาติใส่สูทหน้าขรึมยืนอยู่หลายคน ราวกับว่านายทุนคนนี้เป็นเจ้าพ่อมาเฟียยังไงยังงั้น และถ้าวันนี้ตกลงกันไม่ได้ เธอจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไหม แค่คิดก็อยากจะหันหลังเดินกลับ แต่คงไม่ทันแล้ว เมื่อเห็นคนที่คาดว่าจะเป็นนายทุนนั่งหันหลังมองทิวทัศน์จากชั้นที่สี่สิบผ่านกระจกใสทรงสูงอย่างเงียบขรึม
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยทักทายเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดในชีวิตเป็นภาษาอังกฤษ
“สวัสดีค่ะ ดิฉัน...ดาลัน เป็นลูกสาวของคุณเดชอุดม จะมาขอเจรจาเรื่องหนี้สินทั้งหมดค่ะ”
“หึ! จะมาขอเจรจา แต่มาสายตั้งสี่สิบนาทีนี่นะ” เขากลับตอบกลับเป็นภาษาไทย เสียงดัง ฟังชัด จนคนฟังสะดุ้งเฮือก แต่ก็พยายามเก็บอาการตื่นตระหนกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอโทษค่ะ คือจริงๆ ดิฉันออกมาแต่เช้าแล้ว แต่ระหว่างเดินทางฝนตกหนัก รถติดมาก คือ...มันสุดวิสัยจริงๆ น่ะค่ะ” หญิงสาวพยายามขอความเห็นใจ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่แยแส เพราะถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่หันมาคุยกับเธอดีๆ ดาลันเห็นเพียงกลุ่มผมของนายทุนที่โผล่พ้นขึ้นมาจากพนักเก้าอี้กับแขนเสื้อสูทเท่านั้น
“แค่เริ่มต้น เธอก็ทำให้ฉันไม่อยากจะเจรจาเสียแล้ว เธอรู้มั้ยว่านาทีนึงฉันสามารถหาเงินได้เท่าไหร่ แล้วนี่สี่สิบนาทีหมดไปกับการนั่งรอ เธอจะชดเชยยังไง!” คนที่มีแต่ตัวเลขอยู่ในหัวตลอดเวลาหันมามองตัวแทนลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ทว่าพอมองเห็นร่างอรชรที่อยู่ในชุดเดรสสีครีมคลุมทับด้วยเสื้อสูทพอดีตัว เผยให้สัดส่วนเย้ายวนใจ เขาก็ถึงกับตกตะลึง และยิ่งพิจารณาตั้งแต่ใบหน้ารูปไข่ ที่มีเครื่องหน้าลงตัวตั้งแต่คิ้วที่เรียวดั่งคันศร วาดผ่านดวงตากลมหวานภายใต้แพขนตาหนา จมูกโด่งเชิดปลายเล็กน้อย รับกับริมฝีปากปากอิ่มรูปกระจับ หัวใจเขาก็เต้นแรงอย่างเกินควบคุม ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอคนสวยมาก่อน แต่ไม่คิดว่าจะเจอ...
“ดิฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ” ดาลันยกมือไหว้ขอโทษ เธอรู้ว่าตัวเองผิดที่มาช้า แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำให้เขาเสียหายถึงขนาดนี้ ใบหน้าของหญิงสาวซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวและตกใจ จึงไม่ได้สังเกตใบหน้าของอีกฝ่าย ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมองชัดๆ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นนายทุนยังหนุ่มยังแน่น แถมยังหน้าตาดี ไม่ได้มีอายุอย่างที่คิดเอาไว้แต่แรก แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังรู้สึกประหวั่นอยู่ดีเมื่อเขายังทำหน้าบึ้งตึง มองเธออย่างไม่พอใจ
“มานั่งตรงนี้ แล้วก็ตอบมาว่าจะใช้หนี้ยังไง”
ดาลันเดินตัวสั่นไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา ทำให้ชายหนุ่มได้พิจารณาใบหน้าเนียนสวยได้ชัดขึ้น
“ขอเรียนตามตรงนะคะ ดิฉันเพิ่งทราบว่าคุณพ่อไปทำสัญญากู้เงินจากคุณเมื่อสองวันนี้เอง ที่ผ่านมาคุณพ่อไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้” หญิงสาวพยายามพูดขอความเห็นใจ แต่แววตาของคนฟังที่มองอย่างเหยียดๆ ก็ทำให้ความกล้าที่มีอยู่ลดน้อยลงทุกที “และตอนนี้ธุระกิจที่ทำอยู่ก็ประสบปัญหา คงจะยังเคลียร์เงินต้นกับดอกเบี้ยไม่ได้เร็วๆ นี้น่ะค่ะ”
“หึ!” ชายหนุ่มยกมือกอดอก มองคนตรงหน้าอย่างประเมิน “ถ้าเข้ามาคุยกับฉัน แล้วมีแต่ตัวเปล่าเข้ามา ก็อย่าหวังว่าจะเดินตัวลอยออกไป”
ดาลันสะดุ้งเฮือก เธอรู้ว่าตัวเลขที่บิดาไปกู้มาสูงมาก แค่ดอกเบี้ยที่ไม่ได้ส่งมาหกเดือนก็แปดหลักแล้ว ขายทรัพย์สินทั้งหมดก็ยังคงไม่พอดอกเบี้ย แต่ถ้าจะให้เธอไปหามาจ่ายภายในระยะเวลาไม่กี่วันก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ตอนนี้ในหัวมีแต่ใบหน้าลูกๆ เธอคงได้เจอพวกเขาวันนี้เป็นวันสุดท้าย แค่คิดหัวใจก็สะท้านเยือก อยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เพื่อระบายความคับแค้น ทว่ากลับไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมาจากดวงตาคู่งาม
“ดิฉันไม่ได้มาตัวเปล่าค่ะ ดิฉันมีโฉนดที่ดินติดตัวมาด้วย มันอาจจะไม่พอจ่ายดอกเบี้ย แต่ดิฉันก็อยากให้คุณช่วยรับไว้ก่อน เป็นประกันว่าฉันจะไม่หนีไปไหน และจะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ให้เร็วที่สุด” ดาลันบอกเสียงสั่นพร่าพลางยื่นซองใส่โฉนดที่ดินให้เขาดู แต่ชายหนุ่มปัดออกอย่างไม่แยแส
“ฉันให้เวลาเธอสามวัน สำหรับจ่ายดอกเบี้ยคงค้าง ฉันว่าหน้าตาอย่างเธอ คงจะหาไม่ยากหรอก”
รอยยิ้มเหยียดหยามกับสายตาดูถูกของเขาทำให้เธอถือกำมือแน่น ผู้ชายคนนี้นอกจากเลือดเย็นแล้วยังไม่ให้เกียรติผู้หญิง คอยดูนะ ถ้าหาเงินมาได้เมื่อไหร่ เธอจะปาใส่หน้าเขาให้หน้าแหกไปเลย เกลียดนักพวกทำนาบนหลังคน
“แล้วถ้าหาไม่ทันล่ะคะ”
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นแล้วหัวเราะหึขึ้นมา
“ฉันอนุญาตให้ใช้ตัวขัดดอกได้”
“อะไรนะ!” ดาลันกัดฟันกรอด ลุกขึ้นพรวดทันที “คนอย่างคุณมันสารเลวจริงๆ คิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่างหรือไง”
“ฉันก็ไม่คิดว่าผู้หญิงที่สามารถนอนกับผู้ชายคนไหนก็ได้ เลวไปกว่าฉันหรอก” ชายหนุ่มตะคอกกลับ ดวงตาวาววับราวกับจะจับเธอหักคอให้ได้ ทำเอาหญิงสาวถอยฉาก รู้สึกสะท้านในอกอย่างบอกไม่ถูก
“คุณหมายถึงใคร”
“หมายถึงคนที่ทำตัวอย่างงั้น เปรียบเปรยให้ฟัง เผื่อเธอจะรู้จักผู้หญิงประเภทนี้”
“เราควรคุยกันแต่เรื่องหนี้” ดาลันจ้องมองเขาเขม็งด้วยความกรุ่นโกรธ
“งั้นเหรอ ได้สิ สรุปสั้นๆ เลยนะ ฉันให้เวลาเธอแค่สามวันเท่านั้นสำหรับดอกเบี้ย ถ้าเธอหามาจ่ายไม่ได้ ก็อย่าหาว่าทางนี้ใจร้าย”
“สามวันเหรอ...” หญิงสาวปากคอสั่น กำมือแน่น ทั้งโกรธทั้งเกลียดผู้ชายคนนี้ ทำไมบิดาเธอต้องไปกู้เงินคนเลวๆ อย่างเขาด้วย แล้วถ้าเธอไม่สามารถหาเงินมาใช้ดอกเบี้ยภายในเวลาที่กำหนดจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตเธอจะไม่ป่นปี้เพราะโดนผู้ชายคนนี้ปู้ยี่ปู้ยำหรอกหรือ
“ฉันจะรีบโอนเงินมาให้ แล้วจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก!” เธอรีบเดินนออกจากห้องแสนหรูหราไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่มองซ้าย มองขวา มองหน้าใครทั้งนั้น และถ้าทำได้ ก็ไม่อยากหายใจเอาอากาศของที่นี่เข้าปอดด้วยซ้ำ มีแต่มลพิษและสิ่งที่น่าขยะแขยง โดยเฉพาะรอยยิ้มเยาะยันกับสายตาที่ชอบดูถูกของเขา เธอรังเกียจจนอยากจะอาเจียนออกมา

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อร่างอรชรพ้นสายตาไปแล้ว จริงๆ เมื่อครู่เขาเกือบจะลุกขึ้นไปกระชากตัวเธอมาสั่งสอนที่บังอาจมาปากดีต่อว่าเขา แต่ก็พยายามสงบสติอารมณ์เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา งานนี้เธอได้ใช้หนี้อย่างไม่ลืมหูลืมตาแน่ เขาสาบาน!
“คุณอเล็กซ์ ตั๋วเครื่องบินไปจีนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนที่พัก น่าจะคอนเฟิร์มเย็นนี้” บอดี้การ์ดคนหนึ่งเข้ามารายงานเมื่อได้รับการติดต่อกับเลขาฯ ของเจ้านายหนุ่ม
“เลื่อนไปก่อน ตอนนี้ฉันยังไม่อยากไปไหนทั้งนั้น” เขาตอบโดยไม่มองหน้าลูกน้อง
“เลื่อนเป็นวันไหนครับ”
ชายหนุ่มเงยหน้ามองคนสนิทด้วยสายตาดุดัน
“ไม่มีกำหนด!”
“ครับๆ” บอดี้การ์ดร่างใหญ่รับคำอย่างกลัวๆ ก่อนจะเดินออกไป ทว่า...
“เดี๋ยว! ให้คนไปสืบประวัติลูกสาวของนายเดชอุดมหน่อย ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกับใคร และทำธุรกิจอะไร แล้วรีบมารายงานฉัน”
“ได้ครับ” หวังว่าคราวหนี้คงจะหมดคำสั่งจริงๆ บอดี้การ์ดหนุ่มโค้งให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะเดินออกมาจากห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว สงสัยคราวนี้คงอยู่เมืองไทยยาวแน่ๆ

ดาลันกลับมานั่งหมดแรงในรถพลางสาระตะว่าเธอจะไปหาเงินที่ไหนตั้งหกสิบล้านสำหรับดอกเบี้ย แล้วอีกห้าร้อยร้านสำหรับเงินต้น ถ้าธุรกิจเสื้อผ้าส่งออกของเธอยังดีอยู่ ยังคงจะหมุนเวียนได้บ้าง แต่นี่ไม่เหลืออะไรจะให้แปรเป็นเงินได้เลย นอกจากบ้านหลังสุดท้ายที่อาศัยอยู่ ต่อให้เอาไปจำนองก็คงได้ไม่ถึงสิบล้าน ขายทรัพย์สินทุกอย่าง ก็คงได้อีกสักห้าล้าน แล้วอีกสี่สิบกว่าล้านภายในเวลาสามวันล่ะ จะหาจากไหน
“ถ้าเดียร์มีปัญหาเรื่องเงิน ผมช่วยเดียร์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกี่ดอลลาร์ผมก็ให้เดียร์ได้”
“เอ็นโซ่...” คำพูดของชายหนุ่มวนเวียนอยู่ในความนึกคิด แต่เธอก็ไม่กล้าพอที่จะโทรไปรบกวนเขา
“ฉันอนุญาตให้ใช้ตัวขัดดอกได้”
“ไม่! ไอ้บ้า! ไอ้เลว! ฉันไม่มีวันให้คนสารเลวย่างแกแตะต้องตัวฉันหรอก” ดาลันอยากจะร้องให้ แต่น้ำตามันตกในไปหมดแล้ว ในเมื่อไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ จึงตัดสินใจโทรไปหาเอ็นโซ่ เธอไม่รู้หรอกว่าเขามีฐานะร่ำรวยแค่ไหน แล้วถ้ามาช่วยเธอจะทำให้เขาลำบากหรือเปล่า หญิงสาวอดคิดมากไม่ได้ จึงวางโทรศัพท์ลงข้างตัว แต่ด้วยความที่อยากได้ยินเสียงเขา อยากได้กำลังใจให้เธอมีแรงสู้ต่อไป จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาชายหนุ่มอีกครั้ง โดยลืมไปว่าเวลานี้ที่อเมริกาดึกมากแล้ว

กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นหลายรอบทำให้หญิงสาวเดินมาดูที่โซฟา เมื่อเห็นเป็นโทรศัพท์ของพี่ชายก็ไม่อยากจะยุ่งด้วย ทว่าภาพที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้เธอเปลี่ยนความคิด มองซ้ายมองขวาดูว่าพี่ชายเธออยู่แถวนี้หรือเปล่า พอไม่เห็นจึงหยิบขึ้นมากดรับ
“ฮัลโหล”
เสียงผู้หญิงรับสายทำให้ดาลันเงียบไป
“ต้องการพูดกับใครคะ”
“เอ่อ...นั่นใช่โทรศัพท์ของคุณเอ็นโซ่หรือเปล่าคะ”
“ใช่” ซอลย่าตอบเสียงห้วน
“รบกวนขอสายคุณเอ็นโซ่หน่อยค่ะ” เธอบอกอย่างเกรงใจเพราะจำได้ว่าเป็นเสียงน้องสาวเขา
“คงจะไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้พี่เอ็นโซ่กำลังมีความสุข” หญิงสาวเน้นเสียงตรง ‘ความสุข’ เป็นพิเศษ
ดาลันเข้าใจว่าเขากำลังดูทีวีอยู่อย่างมีความสุข จึงขอร้องอีกฝ่ายอย่างใจเย็น
“รบกวนเรียกให้หน่อยได้มั้ยคะ พอดีฉันมีธุระสำคัญจะคุยกับเขาจริงๆ”
“เธอนี่ยังไง ฟังไม่รู้เรื่องเหรอ ที่ฉันบอกว่าเขากำลังมีความสุข หมายถึงเขากำลังนอนกับคนรักของเขา จะให้ฉันไปตามมาคุยกับเธอหรือไง ไม่มีมารยาท แค่นี้นะ อ้อ...ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องโทรมาหาพี่เอ็นโซ่อีก เพราะเขามีแฟนแล้ว ถ้าไม่อยากให้ความรักเขาต้องมีปัญหา ก็เลิกติดต่อเขาซะ แค่นี้แหละ!” ซอลย่ากดวางสายแล้วแสยะยิ้ม รู้สึกสะใจที่ได้แกล้งอีกฝ่าย ต่อไปนี้จะได้เลิกยุ่งกับพี่ชายเธอเสียที

ดาลันยังคงช็อกไม่หายกับสิ่งที่ได้ยิน แค่หล่อนบอกว่าเขากำลังมีอะไรกับผู้หญิงอื่นหัวใจเธอก็บีบรัดอย่างรุนแรง แต่นี่เขามีคนรักเป็นตัวเป็นตนแล้ว เธอยังจะไปรบกวนเขามันสมควรแล้วหรือ
“เอ็นโซ่...” ทำไมความรู้สึกตอนนี้เหมือนกำลังอกหัก ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน เธอรู้สึกเจ็บปวด รวดร้าว เหมือนคนกำลังขาดอากาศหายใจ ทำไมทุกสิ่งทุกอย่างต้องประเดประดังเข้ามาพร้อมกันตอนนี้ด้วย แค่เรื่องหนี้สินก็ทำเธอแทบบ้าแล้ว ยังมาเจอเรื่องที่ทำให้หมดกำลังใจอีก “ชีวิตฉัน...ทำไมมันถึงเลวร้ายขนาดนี้...ทำไม...”
หญิงสาวปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น ทั้งๆ ที่สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะไม่ร้องไห้ แต่ก็ทำไม่ได้ ตอนนี้เธอรู้สึกอ่อนแอ ท้อแท้ สิ้นหวัง ราวกับถูกขังในห้องมืด ไร้แสงสว่างและทางออกสำหรับชีวิต หรือสุดท้ายต้องยอมจำนนต่อโชคชะตาจริงๆ

วันนี้เอ็นโซ่เข้านอนเร็วกว่าปกติ เพราะเขารู้สึกเพลียกับการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานมาตลอดสัปดาห์ ตอนแรกเขาตั้งใจจะโทรหาดาลันทันทีที่กลับมาถึงบ้าน แต่พอนึกได้ว่าหญิงสาวไม่ชอบคุยในเวลาทำงาน จึงตั้งใจจะโทรตอนเช้าแทน ซึ่งเป็นช่วงที่เธออยู่บ้านพอดี เขาจึงขึ้นมานอนพักผ่อนก่อน แต่ก็เผลอหลับยาวโดยลืมโทรศัพท์ไว้บนโซฟารับแขก
สำหรับเขา ความรักคือสิ่งที่ไกลตัวและคิดว่าไม่มีจริง แต่โชคชะตาก็พัดพาเธอเข้ามาในชีวิต ทำให้เขารู้ว่า ‘รักแรกพบ’ กำลังเกิดขึ้นกับเขาแล้ว
ย้อนไปเมื่อห้าปีก่อน เขาได้พบกับเธอที่สนามบินสนามบินจอห์น เอฟ เคนเนดี ตอนนั้นเขากลับจากยุโรป ส่วนเธอเพิ่งเดินทางมาจากประเทศไทย การเดินสวนกันในครั้งแรกเขาทำได้แค่มอง และเจอกันอีกครั้งในร้านกาแฟของสนามบิน แปลก...เขารู้สึกดีใจที่เห็นเธอเดินเข้ามาในร้าน แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกกับเขาตอนนี้นี่เอง เมื่อมีคนเดินมาชนเธอจนเสียหลักเป็นเหตุให้กาแฟที่ถืออยู่หกใส่เขา ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ เขาคงไม่ไว้หน้าใคร ทว่าครั้งนี้กลับใจเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และความใกล้ชิดในครั้งนั้น ก็ส่งผลถึงความสัมพันธ์จนถึงทุกวันนี้
ในที่สุด...มาเฟียผู้มีหัวใจด้านชาเช่นเขาก็รู้จักคำว่า ‘รัก’ เข้าจนได้

7
7. ตามฝัน / เอวิตา / ตอนที่ 2 น้ำตาผู้แพ้
« เมื่อ: กันยายน 15, 2015, 08:16:57 PM »
ในห้องสี่เหลี่ยมสีขาว มองไปโดยรอบไม่มีอะไรจรรโลงใจเลยสักนิด ถึงแม้ในห้องจะมีโทรทัศน์ให้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่คนที่นอนแบ็บอยู่ในห้องก็ไม่คิดจะเปิดดู เธออาศัยเพียงหนังสือนิยายที่ให้เพื่อนเอามาทิ้งไว้ให้เท่านั้นอ่านแก้เหงาไปวันๆ และก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับไปทำงานเสียที เธอคิดถึงตัวเลข คิดถึงบ้าน และหลานๆ ใจแทบขาดแล้ว นี่ก็ไม่ได้เจอกันเกือบอาทิตย์ ไม่รู้เพื่อนรักจะเป็นอย่างไรบ้าง ยิ่งคิด จิตใจคนป่วยก็ยิ่งหดหู่ กลายเป็นโรคซึมเศร้าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทว่าขณะที่หญิงสาวกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง ก็มีคนเปิดประตูเขามาพร้อมกับส่งเสียงเล็กๆ ดังลั่น ทำให้คนป่วยรีบหันไปมอง
“น้าชล...โดนัทมาเยี่ยมแล้ว” โดนัทร้องเรียกน้าสาวตั้งแต่หน้าประตู ก่อนจะวิ่งมาหาคนป่วยที่เตียงนอนด้วยความดีใจ
“อ้าว โดนัท บัตเตอร์ มาได้ยังไงลูก” และพอมองไปที่ประตู “เดียร์ ป้าเอม” หญิงสาวครางออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ช่วงนี้งานยุ่งน่ะ เลยไม่ค่อยได้แวะมา ชลเป็นไงบ้าง อาการดีขึ้นหรือยัง” ดาลันถามด้วยความเป็นห่วง
“ฉันเข้าใจ ที่บริษัทคงวุ่นวายน่าดู ส่วนฉัน ก็ดีขึ้นนิดหน่อย ไม่เจ็บแผลเหมือนช่วงแรกๆ แต่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ หมอบอกว่าต้องทำกายภาพบำบัด คงเป็นเดือนกว่าจะเดินได้”
“น้าชลสู้ๆ นะครับ ขอให้หายเร็วๆ จะได้กลับบ้านไปเล่นกับบัตเตอร์”
“ใช่ค่ะ โดนัทคิดถึงน้าชลมากๆ เลย” เด็กน้อยไม่พูดเปล่า จับมือน้าสาวมาแนบหน้า มองคนป่วยอย่างให้กำลังใจ
“ที่คิดถึง เพราะไม่มีใครเล่นเกมเศษรฐีด้วยใช่มั้ยล่ะ” ชลธารยิ้มกว้าง
“ใครว่าล่ะ ไม่มีคนทำขนมเค้กให้ทานต่างหาก” ป้าเอมรีบฟ้อง เพราะเด็กๆ ชอบทานขนมเค้กฝีมือชลธารมาก ตั้งแต่หญิงสาวเกิดอุบัติเหตุ เด็กๆ ก็อดทานขนมเค้กไปด้วย นางซื้อจากข้างนอกมาให้ก็ไม่ถูกใจ บอกจะทานฝีมือของหน้าชลเท่านั้น
“นั่นไง น้าชลก็คิดว่าหลานๆ จะคิดถึงน้าชล ที่แท้ คิดถึงแต่ขนมเค้ก น่าน้อยใจจัง” ชลธารแสร้งทำหน้าเศร้า
“ไม่ใช่นะครับ พวกเราคิดถึงน้าชลจริงๆ ขาดน้าชลไปคนนึง บ้านเราดูเงียบๆ ยังไงไม่รู้ จริงๆ นะครับ” บัตเตอร์รีบแก้ตัวให้น้าสาวสบายใจ
คำพูดของบัตเตอร์ ทำให้ชลธารมองหน้าดาลันอยากนึกทึ้ง ไม่คิดว่าเด็กอายุสี่ขวบจะรู้จักพูดถึงเพียงนี้
“ขอบใจนะจ๊ะที่คิดถึงน้าชล น้าชลจะรีบหาย และกลับไปทำขนมเค้กให้หลานๆ ทานเร็วๆ นะจ๊ะ โดนัท บัตเตอร์” ชลธารลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสองคนอย่างเอ็นดู
“แล้วนี่ตำรวจจับคนที่ขับรถชนเธอได้หรือยัง” ดาลันเอ่ยถามพลางเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง
“ยังเลย ได้แต่ส่งคนมาสอบปากคำ แต่คดีไม่คืบ ฉันว่ามันคงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้วล่ะ ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของฉันแล้วกัน อยู่ในช่วงเบญจเพศพอดี”
“คิดแบบนั้นก็ดีค่ะ จะได้ไม่ทุกข์ ป้าแนะนำให้คุณชลสวดมนต์ทุกวัน อโหสิกรรมให้คนที่ขับรถชนเรา และแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร เดี๋ยวอะไรที่ร้ายๆ ก็จะกลายเป็นดีจ้ะ”
ดาลันพยักหน้าเห็นด้วย “จริงขอป้าเอมนะ ณ ตอนนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าใช้ธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจ”
“เดียร์...ดูเธอธรรมะธรรมโมขึ้นเยอะเลยนะ กำลังมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ชลธารรู้สึกเป็นห่วงเพื่อน เพราะปกติดาลันไม่ใช่คนปลงชีวิตขนาดนี้ เพื่อนของเธอออกจะเป็นผู้หญิงทำงานที่ทันสมัย ถึงจะมีทำบุญเข้าวัดบ้าง แต่ก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องเจ้ากรรมนายเวร หรือเอาธรรมมาสอนกันแบบป้าเอม แสดงว่าต้องมีเรื่องทุกข์ใจแบบแก้ไม่ตกแน่ๆ
ดาลันสายหัวน้อยๆ จริงๆ อยากจะเล่าให้เพื่อนรักฟัง แต่พูดตอนนี้คงไม่เหมาะ เพราะลูกๆ ของเธออยู่ด้วย จึงปฏิเสธออกไป
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมาก ช่วงนี้งานที่บริษัทค่อนข้างยุ่ง ฉันอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมบ่อยๆ แต่จะให้ป้าเอมพาเด็กๆ มาเยี่ยมบ่อยนะๆ”
ชลธารพยักหน้าเข้าใจ “ฉันอยากหายเร็วๆ นะ จะได้ไปช่วยเธอทำงาน ช่วยเลี้ยงหลานๆ ด้วย”
ดาลันดึงมือเพื่อนมากอบกุม “ขอบใจมากเพื่อน รักษาตัวเองให้หายดี เรื่องงานไม่ต้องเป็นห่วง ฉันยังดูแลได้ แค่นี้ไม่เกินความสามารถหรอก แต่อาจจะเหนื่อยหน่อยเท่านั้นเอง”
“สู้ๆ นะ” ชลธารวางมือทับหลังมือเพื่อนแล้วขยับเบาๆ
“จ้ะ นี่ใกล้เวลาทานยาแล้วใช่มั้ย ฉันกลับก่อนแล้วกัน เธอจะได้พักผ่อน ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็โทรมาบอกนะ”
“คงไม่เอาอะไรเพิ่มแล้วล่ะ ขอบใจมากนะที่มาเยี่ยม” ชลธารยิ้มบาง 
“ต้องมาสิ อย่าคิดมากนะ เดี๋ยวก็หาย”
“อืม ฉันจะรีบหายนะ”
ดาลันยิ้มให้ ก่อนจะชวนเด็กๆ กลับบ้าน เพราะได้เวลาพักผ่อนของชลธารแล้ว โดนัทกับบัตเตอร์จึงมาหอมแก้มคุณน้ายังสาว แล้วโบกมือบ๊ายบายตามประสาเด็ก จากนั้นทั้งหมดก็เดินตามดาลันออกไป ความเงียบเหงาจึงกลับมาปกคลุมภายในห้องอีกครั้ง
ชลธารถอนหายใจเบาๆ การที่เห็นเพื่อนกับหลานๆ ในวันนี้ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย แต่ใบหน้ากับคำพูดของเพื่อนรัก ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าที่บริษัทเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า เธอทำบัญชีให้ดาลันมาหลายปี ทำไมจะไม่รู้ผลประกอบการว่าเป็นอย่างไร หวังว่าช่วงเวลาที่เธอไม่อยู่ ดาลันจะผ่านวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยดี
หญิงสาวพนมมือขึ้นไหว้สิ่งศักดิ์ที่นับถือ แล้วอธิษฐานในใจ
‘ลูกอยากกลับไปช่วยเพื่อนทำงาน ส่วนคนที่ทำให้ลูกเจ็บ ลูกขออโหสิกรรมให้ทั้งหมด ขอเพียงให้ลูกกลับมาเดินได้ในเร็ววันด้วยเถอะ สาธุ’

อเล็กซิสมาถึงเมืองไทยได้หลายวันแล้ว ครั้งนี้เขามากับบอดี้การ์ดเพียงแค่สองคนเท่านั้น และจะอยู่เคลียร์งานที่กรุงเทพฯ อีกสามวัน จากนั้นก็จะเดินทางไปจีนกับญี่ปุ่นต่อ ตามด้วยตะวันออกกลางอีกสามสี่ประเทศ แล้วจึงเดินทางกลับอิตาลี ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดสองเดือน
การมาไทยและจีนทุกครั้งเขามักไปทำบุญให้มารดาเพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน ตกค่ำก็จะเดินทางมาที่ผับแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านประจำ และทุกครั้งเขาจะนั่งที่เดิมนั่นคือโซฟาตัวในสุดของร้าน เพราะมันสามารถมองเห็นแขกที่เดินเข้ามาใหม่ได้อย่างชัดเจน
เขาทำอย่างนี้มาห้าปีแล้ว จนทางร้านมอบบัตรวีไอพีให้ และพร้อมที่จะจัดเตรียมโต๊ะสำหรับแขกกิตติมาศักดิ์ให้ทันที เพียงแค่เขาโทรมาว่าจะมานั่งดื่มที่ร้านนี้ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคาดหวังที่สุดว่าจะได้เจอใครบางคนอีกครั้งกลับไม่มีวี่แวว
จริงๆ ก็แค่อยากเจอ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เพราะถ้ามีอะไรมากกว่านั้น เขาคงพลิกแผ่นดินตามหาไปแล้ว และคนอย่างอเล็กซิสก็ยึดคติที่ว่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
“เสี่ยขา อยากดื่มอะไรดีคะ บรั่นดีหรือวิสกี้ พอลล่าจะได้สั่งมาให้” เด็กนั่งดริ๊งก์ระดับทอปโมเดลถูกส่งมาเอาใจแขกวีไอพีตามคำสั่งของเจ้าของร้าน ซึ่งเธอกำลังถูกสายตาอิจฉาริษยาจ้องมองมาเป็นสิบๆ คู่ ที่ได้อยู่บริการลูกค้าหนุ่มหล่อราวกับรูปปั้นสลักของเทพเจ้ากรีก แต่ถ้าเขาจะยิ้มอีกสักนิด คงจะทำให้ใบหน้าดุดันดูผ่อนคลายไม่น้อยเลย
“บรั่นดี”
“งั้นรอซักครู่นะคะ” พลอล่าโน้มตัวมาบอกจนปากของเธอเกือบจะแนบชิดใบหูของอีกฝ่าย และเมื่อได้กลิ่นอาฟเตอร์เชฟในแบบที่ไม่เหมือนใคร หญิงสาวก็อยากจะฝังจุมพิตไปที่แก้มของเขาเหลือเกิน ผู้ชายอะไรนอกจะหล่อ ล่ำ กล้ามโต ยังมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย ทำเอาผู้หญิงอย่างเธอแทบจะหลอมละลายตายไปต่อหน้าต่อตาเขาจริงๆ ‘ถ้าได้ซักที จะเป็นบุญไปชั่วชีวิตเลย’
อเล็กซิสไม่แยแสกับสิ่งรอบข้าง เพราะจุดประสงค์ของการมาที่นี่เพื่อหาคน ไม่ใช่มาหาผู้หญิงไปนอนด้วย และถ้าเขาอยากจะหาผู้หญิงไปนอนด้วยจริงๆ คงจะไม่ใช่เด็กนั่งดริ๊งก์หรือผู้หญิงที่มาเที่ยวในผับแห่งนี้ แค่เขาสังการ บรรดาบอดี้การ์ดก็ไปหานางงามนางแบบมาบรรณการให้เขาถึงที่ ทว่า...ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เขาเสียเหลี่ยมให้กับใครบางคน เป็นเหตุให้เขาต้องมารอเจอเธออีกครั้งตลอดระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา
“มาแล้วค่ะเสี่ย” พอลล่ายื่นแก้วบรั่นดีให้ชายหนุ่ม
“ขอบใจ”
“เสี่ยชื่อะไรคะ แล้วมาที่นี่คนเดียวเองเหรอ แบบนี้ก็เหงาตายสิคะ” พอลล่าพยายามฉอเลาะ เผื่อเขาจะใจดีชวนเธอกลับไปนอนด้วย คราวนี้ล่ะ แม่จะทำให้รักให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว หญิงสาวมโนไปไกล ขณะที่ชายหนุ่มยังคงละเลียดดื่มบรั่นดีไปเรื่อยๆ สายตาทอดไปยังประตูทางเข้าร้านราวกับรอใครสักคนอย่างตั้งใจ “เสี่ยอ่ะ ไม่ตอบคำถามพอลล่าเลย”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ หันมามองสาวนั่งดริ๊งก์ด้วยสายตารำคาญ
“รินบรั่นดีอย่างเดียวพอ ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น รับประกันว่าเธอจะได้ทริปอย่างงาม”
พอลล่ารู้สึกขัดใจ แต่ไม่กล้าแสดงออกมากนัก และยอมทำตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย
‘อยากจะรู้นักว่าคุณหมายตาผู้หญิงคนไหนอยู่ หึ’
เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน อเล็กซิสก็โทรไปบอกลูกน้องให้หาผู้หญิงเตรียมไว้ เขาจะกลับไปที่โรงแรมประมาณตีหนึ่ง และให้ส่งคนมารับเขาด้วย เพราะวันนี้ดื่มเข้าไปค่อนข้างหนักเกรงว่าจะขับรถไม่ไหว ซึ่งบอดี้การ์ดคู่ใจก็รีบรับคำอย่างรวดเร็ว เขาจึงกดวางหู หันมารับแก้วบรั่นดีจากพอลล่าต่อ
“เสี่ยนี่คอแข็งเหมือนกันนะคะ ดื่มไปตั้งสิบแก้ว ยังปกติอยู่เลย” พอลล่าจีบปากจีบคอชมพลางขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม แอบหวังในใจว่าเขาจะพิศวาสเธอบ้าง
อเล็กซิสหยิบแบงก์พันในกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาปึกหนึ่ง แล้วจับยัดไปที่ล่องอกของหญิงสาวจนตุง ก่อนจะแบนสายตาไปที่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย
‘อกอีพอลล่าจะแตก’ หญิงสาวดีใจจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ สวมกอดชายหนุ่มโดยเน้นให้หน้าอกของตัวเองเบียดกับแขนของเขา เผื่อจะมีอะไรสปาร์คขึ้นมาบ้าง แต่เปล่าเลย เขานิ่งเฉยอย่างกับหุ่นยนต์ แถมใช้สายตาเย็นชามองเธออย่างไม่พอใจ พอลล่าจึงรีบถอยออกห่าง
“ขอโทษค่ะ พอลล่าดีใจมากไปหน่อย อย่าโกรธพอลล่านะคะ”
“ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรเธอหรอกนะ แต่ฉันไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับฉันให้มากนัก” อเล็กซิสทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก็หยิบแบงก์พันในกระเป๋ามาปึกหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็เดินออกจากผับไปอย่างไม่แยแสใครทั้งสิ้น
พอลล่ารู้สึกงุนงงในความเย็นชาของเขา แต่พอถามจากคนเก่าๆ ที่ทำงานในผับแห่งนี้ก็รู้ว่าเขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว มาที่นี่ก็ไม่ได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ นอกจากนั่งดื่มและก็มองอะไรไปเรื่อยเปื่อย ถึงเวลาก็กลับ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเขาทริปให้ทางร้านและพนักงานหนักมาก เจ้าของผับจึงยกให้เป็นแขกวีไอพีอันดับหนึ่งไปโดยปริยาย
‘หล่อ สปอร์ต ใจดี ขนาดนี้ ทำยังไงอีพอลล่าจะได้กินล่ะเนี่ย’ ยิ่งคิดก็ยิ่งเปรี้ยวปาก จึงหยิบเงินที่เขายัดใส่ร่องอกเมื่อครู่มาดมกลิ่นมือของเขา ‘ชื่นใจจัง ถ้าพรุ่งนี้มาอีก พอลล่าจะจัดให้อย่างงามเลย’ หญิงสาวยิ้มกรุ้มกริ่ม ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัวอย่างอารมณ์ดี

หลังจากส่งลูกทั้งสองเข้านอนแล้ว ดาลันก็มานั่งข้างหน้าต่างในห้องนอนของตัวเอง เหม่อมองดาวบนท้องฟ้าที่มืดมิดพลางคิดถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาหลายปี ช่วงเวลาในตอนนั้นมีทั้งสุขและเศร้าคละเคล้ากันไป เธอเคยคิดว่าจะผ่านความทุกข์ตรมที่มีอยู่ไปได้อย่างไร แม้ช่วงนั้นจะไม่หนักหนาเท่าช่วงนี้ แต่เธอก็ผ่านมันไปได้โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายคนหนึ่ง และตอนนี้เธอก็คิดถึงเขาเป็นอย่างมาก อยากให้เขามาอยู่เคียงข้างเหมือนเมื่อห้าปีก่อน
“ไม่...เราจะไม่ดึงใครมาเดือดร้อนเรื่องของเรา เราต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง” ดาลันบอกกับตัวเองอย่างนั้น แต่ไม่อาจกักกลั้นน้ำตาที่พรั่งพรูลงมาได้ ถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ เธอก็จะไม่ยึดติดกับสิ่งใด จะขายทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงบ้านหลังนี้ อย่างน้อยเขาได้เงินไปบางส่วน ก็คงให้โอกาสเธอได้ทำงานหาเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ แต่ถ้าเขาไม่ยอมล่ะ เธอจะเอาอะไรไปต่อรอง ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด จึงระบายออกมาด้วยการซบหน้าไปที่แขนแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้คนที่กำลังเศร้าโศกเสียใจหันมาสนใจ เธอยังคงร้องไห้ระบายความเสียใจอยู่อย่างนั้น จนเสียงเรียกเข้าดังเป็นรอบที่สาม เธอจึงลุกจากเก้าอี้มาดูโทรศัพท์ที่วางไว้บนเตียง
“เอ็นโซ่...” หญิงสาวครางชื่อคนที่โทรมาเบาๆ ก่อนจะหายใจลึกๆ ให้หยุดสะอื้น แล้วกดรับ “หวัดดีจ้ะ” ดาลันทักทายเป็นภาษาอังกฤษ
“ทำอะไรอยู่ ทำไมรับโทรศัพท์ช้าจัง”
“เอ่อ...พอดีเดียร์...เข้าห้องน้ำ” หญิงสาวตอบตะกุกตะกัก
“ทำไมน้ำเสียงเป็นอย่างงั้น เหมือนกำลังร้องไห้”
“คือ...” เธอไม่รู้จะโกหกยังไง สุดท้ายก็สารภาพความจริง “ใช่ ก่อนหน้านี้เดียร์กำลังร้องไห้ แต่ตอนนี้หยุดแล้ว”
“เดียร์มีเรื่องทุกข์ใจอะไรเหรอ คุยกับผมได้ทุกเรื่องนะ เดียร์รู้มั้ย จริงๆ ผมอยากโทรมาคุยกับเดียร์ทุกวันเลย แต่กลัวเดียร์จะรำคาญ เพราะไหนจะต้องทำงาน เลี้ยงลูกอีก ผมเป็นห่วงเดียร์มากนะ” เอ็นโซ่บอกจากใครจริง เมื่อก่อนเขาเคยห่วงเธออย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิม อาจจะมากกว่าเดิมเพราะไม่ได้อยู่ใกล้กันเหมือนแต่ก่อน ครั้นจะมาหาก็ติดงานหลายอย่าง จึงได้แต่โทรมาคุยด้วยเท่านั้น
“ขอบคุณมากนะ เดียร์ก็เครียดเรื่องทั่วๆ ไปแหละ คิดอะไรไม่ออก ก็เผลอร้องไห้ออกมา”
“แต่เมื่อก่อนเดียร์เข้มแข็งกว่านี้นี่ ทำไมกลับมาบ้านถึงได้อ่อนแอแบบนี้ กลับมาอยู่กับผมมั้ย ผมจะสัญญาว่าจะดูแลเดียร์กับลูกอย่างดีเลย และจะไม่มีวันทำให้เดียร์ร้องไห้เสียใจเด็ดขาด”
เขาไม่เคยนึกรังเกียจที่เธอมีลูกถึงสองคน ตรงกันข้ามเขากลับรักเธอกับเด็กๆ มาก และก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ จากการที่พาเธอไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล และคอยดูแลจนกระทั่งหญิงสาวคลอด จากนั้นก็คอยไปรับไปส่งตลอด จนใครๆ เข้าใจผิดว่าเขาเป็นสามีของเธอ ซึ่งเขาก็ยินดีที่จะเป็นแบบนั้น ทว่าเจ้าตัวกลับปฏิเสธความรักจากเขา โดยให้เหตุผลว่าเธอไม่คู่ควร นั่นทำให้เขาเสียใจ แต่ก็ไม่อาจไปจากชีวิตเธอได้
“ขอบคุณนะเอ็นโซ่ เอ็นโซ่ช่วยเดียร์มาเยอะแล้ว เดียร์ขอช่วยตัวเองบ้าง ถ้าเดียร์หวังแต่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เดียร์จะยืนด้วยตัวเองได้ยังไง แต่เอ็นโซ่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เดียร์ยังมีป้าเอม ยัยชล แล้วก็เจ้าตัวยุ่งคอยเป็นกำลังใจ เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้”
“เฮ้อ...ขอให้ผ่านไปได้จริงๆ เถอะ อย่ามาโกหกกันนะ ถ้าเดียร์มีปัญหาเรื่องเงิน ผมช่วยเดียร์ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะกี่ดอลลาร์ผมก็ให้เดียร์ได้”
แม้ลึกๆ อยากจะลองยืมเงินเขาเพื่อมาแก้ปัญหา แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยออกไป เธอไม่รู้หรอกว่าเขามีเงินมากแค่ไหน แต่เพื่อมิตรภาพดีๆ ที่จะยังมีอยู่ตลอดไป เธอจะไม่เอาเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก เรื่องทั่วๆ ไปนั่นแหละ ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนไหวง่ายจะตาย เอ็นโซ่ไม่รู้หรือไง” หญิงสาวพยายามพูดเสียงดังกลบเกลื่อนเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ ทั้งๆ ที่ข้างในตึงเครียดจวนเจียนจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว
“ถ้าไม่มีอะไรมากก็ดี ไม่อย่างงั้นผมคงเป็นห่วงเดียร์จนนอนไม่หลับแน่”
“ไม่มีอะไรจริงๆ นี่ก็ดึกมากแล้ว เดียร์จะเข้านอนแล้วนะ” ดาลันรีบตัดบท เพราะกลัวตัวเองจะหลุดพูดอะไรมากไปกว่านี้
“ครับ หลับฝันดีนะ”
“จ้ะ”
เมื่ออีกฝ่ายวางหูไปแล้ว เธอก็เป่าปากอย่างโล่งอก
จริงๆ แล้วเอ็นโซ่เป็นผู้ชายคนเดียวที่เธอเฝ้าคิดถึง เพราะเขาดีกับเธอมาก แต่เธอคงไม่เห็นแก่ตัวพอเอาภาระของตัวเองไปแขวนไว้ที่เขา ถ้าเธอยังเป็นคุณหนูดาลัน ไพรัชณรงค์ อย่างเช่นเมื่อห้าปีก่อน เธอคงไม่มีทางปฏิเสธเขาแน่ แต่ ณ ตอนนี้นอกจากจะมีเรือพ่วง ยังมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว อย่าว่าแต่จะแต่งงานกับเขาเลย แค่คิดว่าจะให้เขาช่วยเหลือก็ไม่สมควร ผู้ชายดีๆ อย่างเอ็นโซเหมาะกับผู้หญิงดีๆ มีชาติตระกูล ไม่ใช่แม่ม่ายลูกติดอย่างเธอ ไม่คู่ควรกันเลยจริงๆ

“แหม พอได้คุยกับผู้หญิงคนนั้น ถึงกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เลยนะ ถามจริงเถอะ ผู้หญิงมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องไปยุ่งกับยัยแม่ม่ายนั่นด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ ทำอย่างกับโลกนี้มีหล่อนแค่คนเดียวอย่างนั้นแหละ” ซอลย่าอดกระแนะกระแหนไม่ได้ เพราะอิจฉาที่พี่ชายให้ความสำคัญเป็นพิเศษ บางครั้งอาจจะมากกว่าเธอด้วยซ้ำ
“เดียร์เป็นคนดี และฉันก็อยากช่วย”
“ดีแตกน่ะสิ ถ้าดีจริงคงไม่ระเห็จมาอยู่ถึงอเมริกาหรอก” ซอลย่าเชิดหน้ามองพี่ชาย
“หยุดพูดถึงเรื่องนี้ซักที และถ้าฉันจะรักใครชอบใครก็ไม่ต้องมายุ่ง” เอ็นโซ่เดินหนีน้องสาวไปที่ห้องทำงาน ทว่าอีกฝ่ายรีบวิ่งมาดึงแขนเขาไว้
“เดี๋ยวก่อนสิ”
“มีอะไร” เขาถามเสียงห้วน
“คือ...คืนนี้ฉันเหงาจังเลย...” หญิงสาวทำเสียงออดอ้อนเหมือนทุกครั้ง แต่คนเป็นพี่กลับรู้สึกเอือมระอา
“กลับไปรอที่ห้อง เดี๋ยวฉันจะให้ทรอสจัดการให้” เขาบอกโดยไม่หันไปมองน้องสาว
“เมื่อไหร่จะให้ฉันหาเองบ้าง รู้มั้ยว่าบางคนที่พี่หามาก็น่าเบื่อ”
“เธออยากเป็นโรคตายหรือไง ถ้าไม่กลัวก็ออกไปเลยซอลย่า” เขาบีบแขนทั้งสองข้างของน้องสาวอย่างแรงพร้อมตะคอกใส่หน้าเธอ ทำให้ซอลย่ารู้สึกน้อยใจออกแรงสะบัดตัวออกจากมือแข็งปานคีมเหล็กของพี่ชาย
“ทำไมต้องโมโหขนาดนี้ด้วย ทีกับฉันที่เป็นน้องแท้ๆ พี่ไม่เคยพูดดีๆ ด้วยเลย ทีกับคนอื่น...” เธอยังพูดไม่ทันจบ เอ็นโซ่ก็สวนขึ้นมาอย่างเหลืออด
“พอๆ อย่าให้ฉันต้องอารมณ์เสียมากไปกว่านี้ กลับไปรอที่ห้อง หรือจะไปรอที่ห้องรับแขกก็ตามใจ แต่บอกไว้ก่อนห้ามมาประเจิดประเจ้อต่อหน้าคนของฉันเด็ดขาด”
“ก็ได้!” หญิงสาวกระแทกเสียงใส่ ก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองแล้วปิดประตูดังปั้ง!
เอ็นโซ่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์โกรธ ถ้าชีวิตเขาไม่ติดว่าต้องดูแลน้องสาวอย่างใกล้คิด คงจะทำอะไรได้ถนัดมากกว่านี้ และคงจะไปหาคนที่เขาคิดถึงทุกลมหายใจเข้าออกไปแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเดินหน้าบึ้งตึงเข้าห้องทำงานของตัวเองเพื่อไปสะสางงานและสงบสติอารมณ์

8
เสียงหัวเราะสลับกับเสียงตะโกนของเด็กสองคนที่กำลังเล่นกัน ทำให้คนที่ต้องการใช้สมาธิในการอ่านรายงานรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย จึงย้ายที่ทำงานลงไปที่สวนหย่อมหน้าบ้าน ทว่านั่งได้ไม่นาน ความร้อนที่คาดว่าทะลุสามสิบเจ็ดองศา ก็ทำให้ร่างอรชรกลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง ท่ามกลางความงุนงงของของเด็กน้อยทั้งสอง ก่อนเด็กหญิงดาริยาหรือน้องโดนัทจะเอ่ยถามคนเป็นแม่ด้วยน้ำเสียงเล็กแหลม
“แม่เดียร์เป็นอะไรคะ หอบงานไป หอบงานมา ไม่เหนื่อยหรือคะ”
“เหนื่อยสิคะลูก” ดาลันพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนักพร้อมทิ้งตัวลงบนโซฟา แล้วทอดสายตาไปที่เด็กน้อยทั้งสองอย่างแสนรัก
“ก็หนูสองคนส่งเสียงดัง ทำให้คุณแม่ไม่มีสมาธิทำงานไงล่ะคะ คุณแม่ถึงหอบงานไปหอบงานมาอย่างที่พวกหนูเห็น” ป้าชะเอมเดินออกมาจากครัวพอดีจึงบอกกับเด็กๆ ก่อนจะวางจานผลไม้ที่จัดเรียงอย่างสวยงามไว้บนโต๊ะรับแขก
“จริงหรือครับยายเอม ขอโทษนะครับแม่เดียร์ บัตเตอร์กับโดนัทจะเล่นกันเบาๆ นะครับ” เด็กชายดนัยภัทร หรือน้องบัตเตอร์เข้าไปอ้อนมารดาโดยการสวมกอด ทำให้อีกคนรีบเข้าไปสวมกอดบ้างอย่างกลัวจะน้อยหน้า
“ขอบใจจ้ะ ว่าแต่เลิกเล่นกันเมื่อไหร่ อย่างลืมเก็บของเล่นเข้าที่นะ และห้ามให้ยายเอมเก็บให้เด็ดขาด ถ้าแม่เดียร์เห็น แม่เดียร์จะตีทั้งคู่เลย” หญิงสาวทำเสียงเข้มเล็กน้อย แต่สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ให้ยายเอมช่วยเก็บก็ไม่ได้หรือคะ” โดนัทถามอย่างต่อรอง เพราะของเล่นที่รื้อออกมาไม่ใช่น้อยเลย
“ไม่ได้ เพราะยายเอมไม่ได้เล่นด้วย ใครเล่น คนนั้นต้องเป็นคนเก็บค่ะ เข้าใจมั้ยคะลูก”
“เข้าใจค่ะ/ครับ” เด็กทั้งสองตอบรับพร้อมกันทำให้คนเป็นแม่ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ รวมถึงชะเอมด้วย ที่แม้จะเป็นเพียงคนรับใช้ แต่หญิงสาวก็ให้เกียรตินางเสมอ นางรักจึงรักและเอ็นดูเจ้านายทั้งสามมากขึ้นไปอีก
ติ๊งหน่อง...
เสียงออดหน้าบ้านดังขึ้น ฉุดคนทั้งสี่ให้หันไปมองที่หน้าต่างบานกระจก เห็นคนรับใช้สาววิ่งไปที่หน้าประตู ก่อนจะเปิดออกให้แขกผู้มาเยือนขับรถเข้ามาภายใน เมื่อดาลันเห็นรถก็รู้ทันทีว่าใครมาหาเธอ พลางคิดในใจว่าคงจะมีธุระสำคัญ เพราะปกติแม่เลี้ยงจะไม่ค่อยมาหาที่บ้าน เนื่องจากเจอกันที่บริษัทเกือบทุกวันอยู่แล้ว
“รบกวนป้าเอมเตรียมของว่างด้วยนะคะ” ดาลันหันไปบอกคนสนิท
“ได้ค่ะคุณเดียร์”
เมื่อชะเอมเดินหายเข้าไปในครัว ดาลันก็บอกกับลูกทั้งสองอย่างนิ่มนวล
“โดนัท บัตเตอร์ คุณยายมาคุยธุระกับแม่เดียร์ หลังสวัสดีคุณยายแล้ว ให้ขึ้นไปเล่นบนห้องก่อนนะลูก แม่เดียร์จะให้พี่แตงขึ้นไปอยู่เป็นเพื่อนนะ”
“โดนัทอยู่เป็นเพื่อนแม่เดียร์ไม่ได้หรือคะ” โดนัทจับมือมารดาอย่างออดอ้อน
“ไม่ได้ เพราะแม่เดียร์ต้องคุยธุระกับคุณยาย เราเป็นเด็ก ต้องอยู่ส่วนเด็ก เข้าใจหรือเปล่า” บัตเตอร์ดุน้องแทนมารดา ทำให้คนเป็นแม่อดขำไม่ได้ และเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะแบะปากร้องให้ เธอก็รีบอุ้มขึ้นมาปลอบอย่างอ่อนโยน
“พี่บัตเตอร์พูดถูก แต่อาจจะใช้น้ำเสียงเข้มไปหน่อย” ดาลันยิ้มให้ลูกชาย “ถ้าโดนัทกับบัตเตอร์เล่นอยู่ข้างล่าง แม่เดียร์ก็จะคุยงานกับคุณยายไม่รู้เรื่อง แล้วก็จะเสียงานนะลูก ทีนี้ถ้าเสียงาน แม่เดียร์ก็ไม่มีเงิน แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเทอมให้โดนัทล่ะคะ ทีนี้เข้าใจหรือยังลูก”
“เข้าใจค่ะ” โดนัทพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะปาดน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตากลมใสป้อยๆ
เมื่อแม่ลูกทำความเข้าใจกันเสร็จแล้ว อนงค์วตีก็เดินเข้ามาในบ้านด้วยรอยยิ้ม ทักทายเจ้าของบ้านกับเด็กๆ หอมปากหอมคอแล้วก็มานั่งที่โต๊ะรับแขก ซึ่งชะเอมเตรียมอาหารว่างไว้รอแล้ว
“คุณน้ามีอะไรด่วนหรือเปล่าคะ” เมื่อส่งลูกๆ ขึ้นชั้นสองแล้ว ดาลันก็เดินมานั่งที่โต๊ะรับแขกฝั่งตรงข้ามกับอนงค์วตี
“จริงๆ น้าก็ไม่อยากมารบกวนเวลาพักผ่อนของเดียร์หรอกนะ แต่เผอิญมีเรื่องร้อนใจ กลัวว่าถ้ารอถึงวันจันทร์จะไม่ทันกาล” อนงค์วตีไม่พูดเปล่า หยิบซองสีน้ำตาลจากกระเป๋าเอกสารส่งให้ลูกเลี้ยงดูทันที
“คืออะไรคะ” สีหน้าของหญิงสาวซีดเผือดด้วยความตกใจ ช่วงนี้เธอเจอแต่เรื่องหนักๆ เข้ามาในชีวิต ตั้งแต่ธุรกิจของครอบครัวประสบปัญหาขาดทุน บิดาเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกและเสียชีวิตในเวลาถัดมา ซ้ำร้ายเพื่อนรักที่เป็นฝ่ายบัญชีก็มาประสบอุบัติเหตุรถชน และนี่ยังจะมีอะไรอีก เท่านี้เธอยังเครียดไม่พออีกหรือไง
“ลองอ่านดูสิ น้าเองก็พูดไม่ออก บอกไม่ถูก ก่อนหน้านี้ก็เป็นลมไปรอบนึงแล้ว ตอนเห็นเอกสารนี่แหละ”
คำพูดของแม่เลี้ยงยิ่งทำให้เธอใจสั่น ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดซองออกดู แต่ในเมื่อยังไงก็หนีความจริงไปไม่พ้น จึงตัดสินใจเปิดซองด้วยหัวใจที่เต้นตึกตัก มือไม้เย็นเฉียบเหมือนคนกำลังจะเป็นลม ดาลันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นใจดึงเอกสารออกมาดูอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของคุณเดชอุดม น้าห้ามก็ไม่ฟัง แล้วนี่ดูสิ คนที่อยู่ข้างหลังต้องมานั่งรับผิดชอบ น้าล่ะสงสารหนูเดียร์จริงๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง”
ดาลันได้แต่นิ่งอึ้ง อ่านเอกสารในมือแทบไม่ออก เพราะหยาดน้ำใสๆ กบดวงตาทั้งสองข้างจนพร้าเบลอไปหมด หญิงสาวใช้หลังมือซับน้ำตา แล้วกลั้นใจอ่านข้อความในเอกสารจนจบ นั่นก็ทำให้เธอถึงกับเป็นลมสลบคาโต๊ะรับแขก อนงค์วตีตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบตะโกนเรียกชะเอมให้เข้ามาดูแล เมื่อหญิงสาวฟื้นขึ้นมาแล้ว นางจึงของตัวกลับบ้าน เพราะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนกัน โดยมีชะเอมพยุงไปส่งถึงรถ จากนั้นอนงค์วตีก็ขับรถออกจากบ้านไปด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

หลังจากแม่เลี้ยงกลับไปแล้ว ดาลันก็อยู่ในอาการซึมเศร้าอย่างเห็นได้ชัด จนชะเอมต้องเข้ามาปลอบและให้กำลังใจ เธอไม่รู้เลยว่าจะผ่านช่วงเวลาที่โหดร้ายไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีลูกที่ต้องรับผิดชอบ เธอคงทิ้งทุกอย่างแล้วไปสงบสติอารมณ์ที่ไหนสักแห่ง เมื่อคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็เอ่อคลอเต็มดวงตาคู่สวย ก่อนจะไหลรินอาบแก้มอย่างคนที่หมดสิ้นหนทาง
“อย่าร้องสิคะคนดีของเอม เดี๋ยวมันก็ผ่านไปค่ะคุณเดียร์” ชะเอมดึงร่างอรชรมาสวมกอดให้กำลังใจ
“เมื่อไหร่ล่ะคะ เดียร์แบกรับทุกอย่างจนจะรับไม่ไหวอยู่แล้ว” หญิงสาวกอดคนสนิทไว้แน่นแล้วระบายความอัดอั้นออกมาอย่างหนัก ไม่คิดเลยว่าจากชีวิตสุขสบาย อยากได้อะไรก็ได้ ไม่เคยเจอกับความยากลำบากมาก่อน จะมาย่ำแย่หมดเนื้อหมดตัวถึงเพียงนี้
“แบกไม่ไหวก็ปล่อยวางเถอะค่ะ กลับมานับหนึ่งใหม่อย่างคนธรรมดา เอมเชื่อว่าคนเก่งๆ อย่างคุณเดียร์คงลำบากได้ไม่นาน เดี๋ยวก็ตั้งหลักได้ค่ะ” ชะเอมมั่นใจในตัวเจ้านายสาว แม้ตอนนี้จะล้มลุกคลุกคลานเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่สักวันเธอจะลุกขึ้นยืนด้วยขาของตัวเองอีกครั้งอย่างสง่าผ่าเผย
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกป้าเอม” ดาลันดันตัวออกมองคนสนิททั้งน้ำตา “ลำพังนับหนึ่งใหม่ เดียร์ไม่ซีเรียสเลย แต่นี้มันติดลบมหาศาล ขายบ้าน ขายรถ ขายทรัพย์สินทั้งหมด ยังไม่ได้เศษเสี้ยวของดอกเบี้ยเลย”
“แต่ถึงกระนั้นก็ต้องสู้นะคะ คุณเดียร์ยังมีลูกที่ต้องดูแล อย่าเพิ่งท้อแท้สิ้นหวัง และป้าอยากจะบอกว่า ไม่ว่าคุณเดียร์จะตกระกำลำบากแค่ไหน ป้าก็จะไม่ทิ้งคุณเดียร์กับเด็กๆ เด็ดขาดค่ะ” ชะเอมจับมือเจ้านายสาวไว้มั่น มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาอย่างสงสารและเห็นใจ นางรับใช้ครอบครัวนี้ตั้งแต่มารดาของดาลันยังไม่เสียชีวิต และเลี้ยงดาลันมาตั้งแต่เด็กจนโต จนเป็นแม่นมให้ลูกทั้งสองของดาลัน ความรักความผูกพันจึงมีอย่างมากมาย และตั้งแต่บิดาของดาลันเสียชีวิต นางก็ไม่ขอรับเงินเดือนจากหญิงสาวอีกเลย เพราะรู้ว่าเธอเองก็ลำบากไม่น้อย
“ขอบคุณค่ะป้าเอม” ดาลันโผเข้าสวมกอดร่างท้วมอีกครั้ง ตราบชีวิตยังไม่สิ้น ก็ดิ้นกันต่อไป “เดียร์จะไม่ท้อ เดียร์จะผ่านมันไปให้ได้ เดียร์สัญญา”
“ดีค่ะ ป้าจะช่วยสวดมนต์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คุณเดียร์ผ่านอุปสรรคนี้ไปให้ได้นะคะ” ชะเอมลูบหลังเจ้านายสาวเบาๆ อย่างปลอบโยน ทำให้คนที่สะอื้นฮักสงบลงได้ นางจึงหยิบทิชชูมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้ ขณะที่ดาลันเองก็อมยิ้มเมื่อภาพในวัยเด็กหวนมาในความนึกคิดอีกครั้ง
“เมื่อก่อนที่โดนคุณแม่ตี ป้าเอมก็คอยซับน้ำตาให้”
ชะเอมตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ
“แต่ถ้าเลือกได้ เอมอยากทำอยากอื่นให้คุณเดียร์มากกว่าการซับน้ำตานะคะ”
“ป้าเอมรู้มั้ย บางครั้ง...การที่เราได้ร้องไห้ออกมา มันก็ทำให้สบายใจขึ้นนะคะ”
“ถ้าสบายใจขึ้น ป้าก็ดีใจค่ะ ต่อไปนี้ถ้าคุณเดียร์เครียด หรือไม่สบายใจอะไร ก็มาเล่าให้ป้าฟังได้นะคะ อย่างน้อยการที่ได้พูด ได้คุย ก็ยังดีกว่าเก็บความทุกข์เอาไว้คนเดียว”
“ค่ะ ขอบคุณป้าเอมมากนะคะ ที่อยู่เคียงข้างกันเสมอ เดียร์สัญญาว่าจะดูแลป้าเอมในฐานะญาติผู้ใหญ่ตลอดไปค่ะ”
คราวนี้ชะเอมน้ำตาร่วงเผาะ แม้ดาลันจะพูดประโยคนี้เสมอ แต่นางก็รู้สึกปลาบปลื้มทุกครั้งที่ได้ยิน
“ขอบคุณค่ะ...คุณเดียร์”

อนงค์วตีกลับถึงบ้านพักในอีกสองชั่วโมงถัดมา นางรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เมื่อผลักภาระก้อนมหาศาลออกจากตัวได้สำเร็จ จริงอยู่นางควรรับผิดชอบคู่กับลูกเลี้ยงในฐานะผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัท แต่ในเมื่อพ่อของหล่อนเสียชีวิตไปแล้ว นางก็ไม่มีอะไรผูกพันกับคนตระกูลนี้ จะให้มาร่วมใช้หนี้ด้วยยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ นางไม่มีทางให้เงินที่ยักยอกมาหลายสิบล้านบาทกระเด็นออกจากบัญชีของตัวเองเด็ดขาด
“กลับมาแล้วเหรอนงค์ ลูกเลี้ยงของเธอว่ายังไงบ้าง” ชัยยศถามภรรยาด้วยใบหน้าอยากรู้
“จะว่าอะไรได้ ก็ในเมื่อพ่อของมันเป็นคนเซ็นชื่อทุกอย่าง ก็รับผิดชอบไปคนเดียวเถอะ” อนงค์วตีบอกอย่างไม่แยแส
“แล้วนงค์จะทำยังไงต่อไปล่ะ จะถอนหุ้นออกจากบริษัทเลยมั้ย เราจะได้ไปเริ่มต้นทำธุระกิจที่เชียงใหม่ด้วยกัน”
“ยัง ถ้าฉันไปตอนนี้ นังเดียร์ต้องสงสัยฉันแน่ ฉันจะรอดูท่าทีของนายทุนอีกซักพัก ว่าจะเอายังไง ฉันว่าเงินขนาดนั้น เขาคงไม่ยอมแน่ เผลอๆ ถ้านังเดียร์อาจจะถูกอุ้ม ถ้าไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย ไว้ถึงเวลานั้นเราค่อยไปเริ่มต้นทำธุระกิจตัวใหม่ก็ยังไม่สาย”
อนงค์วตีแสยะยิ้ม ตลอดเวลาที่ผ่านมานางไม่เคยรักบิดาของดาลันเลย แต่ที่ต้องทนอยู่เพราะเงินเพียงตัวเดียว เขาสามารถให้เงินนางได้ทุกครั้งที่ร้องขอ จนนางสามารถซื้อบ้านเดี่ยวหลังละยี่สิบล้านได้ และเมื่อเขาโอนหุ้นของบริษัทให้อีกสามสิบเปอร์เซ็นต์ นางก็เหมือนเสือติดปีก เข้ามาช่วยสามีดูแลบริษัทในฐานะรองกรรมการบริหาร และนั่นก็ทำให้นางมีช่องทางหาเงินได้เพิ่มมากขึ้น
 “จะว่าไปแล้วก็สงสารเดียร์เหมือนกันนะ” ชัยยศแอบชอบหญิงสาวมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ครอบครองสมดังใจปรารถนา เพราะติดที่บิดาของเธอคอยกันท่าตลอดเวลา เขาจึงแบนเข็มมาที่อนงค์วตี ถึงจะอายุเข้าเลขสี่ นางก็ยังเร่าร้อนน่าสัมผัสสำหรับเขาเสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ลืมหญ้าอ่อนอย่างดาลันอยู่ดี
“ไปสงสารมันทำไม!” อนงค์วตีตวาดแวดทันที “อย่าบอกนะว่าจะเอามันทำเมียอีกคน”
ถ้าได้ก็ดี เขาอยากจะพูดไปอย่างนั้น แต่ก็นิ่งเงียบไม่ต่อความยาวสาวความยืดให้เรื่องบานปลาย
“พูดอะไรอย่างนั้น เดียร์น่ะ รุ่นลูกผมเลยนะ ผมก็แค่เอ็นดูเด็กสองคนนั้นเฉยๆ”
“เอ็นดูเหรอ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ฉันบอกไว้เลยนะ ถ้าคุณคิดนอกใจฉันเมื่อไหร่ ก็อย่าเหลืออะไรไว้ทำพันธุ์เลย!” อนงค์วตีจ้องต่ำไปที่เป้ากางเกงของชัยยศ แล้วช้อนตาขึ้นมองหน้าสามีอย่างดุดัน เธอทั้งรักทั้งหวงผู้ชายคนนี้ เพราะเขาสนองความต้องการของเธอได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องบนเตียง ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเคยเป็นผู้ช่วยของเดชอุดมมาก่อน นางก็จะให้เขาย้ายมาเป็นเลขาฯ ของตัวเอง จะได้อยู่ห่างจากนังลูกเลี้ยงเสียที บอกตรงๆ นางไม่สบายใจเลยที่ทั้งสองคนทำงานใกล้ชิดกัน
“ไม่เอาน่า เธอทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้ ฉันจะไปมองคนอื่นอีกได้ยังไง” ชัยยศรีบลุกจากโซฟามาเอาใจอนงค์วตีด้วยการสวมกอด แล้วจุมพิตหนักๆ ไปที่แก้มของเธออย่างเสน่หา เพียงแค่นี้ร่างอวบอิ่มก็อ่อนระทวย เปิดโอกาสให้เขาจุดไฟพิศวาสได้ตามอำเภอใจ โดยไม่สนว่าตรงนี้จะเป็นห้องรับแขกที่มีแสงสว่างส่องเข้ามาอย่างทั่วถึงก็ตาม

รุ่งเช้าวันใหม่ ดาลันตื่นเช้ากว่าทุกวัน เพราะอยากใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดา และในช่วงสายเธอตั้งใจพาลูกๆ ไปไหว้ศาลเจ้าไต้ฮงกงที่มูลนิธิแห่งหนึ่ง ที่นี่เปรียบเสมือนที่พึ่งทางใจสำหรับคนทั่วไปรวมถึงคนที่มีเชื้อสายจีน ซึ่งมารดาของเธอเคยพามาไหว้ตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก พอโตขึ้น เวลามีเรื่องไม่สบายใจก็มักจะมาทำบุญไหว้พระที่นี่ เธอเชื่อมั่นว่าจะได้รับสิ่งดีๆ กลับไปเสมอ แต่ต้องทำความดีควบคู่ไปด้วยสิ่งที่ขอถึงจะสัมฤทธิ์ผล
“เตรียมของไหว้เสร็จแล้วค่ะ คุณเดียร์จะไปกี่โมงคะ” ชะเอมเอ่ยถามเมื่อเจ้านายสาวเดินเข้ามาในบ้าน
“ซักสิบโมงก็ได้ค่ะ ป้าเอมไปด้วยกันนะคะ จะได้มีคนช่วยดูเด็กๆ”
“ได้ค่ะ งั้นป้าไปเตรียมอาหารเช้าก่อนนะคะ อ้อ เมื่อคืนขึ้นไปร้องไห้อีกใช่มั้ย ตาถึงได้บวมขนาดนี้”
“เห็นชัดเลยหรือคะ”
“ค่ะ นี่ถ้าเด็กๆ เห็น จะต้องทักแน่ๆ ว่าทำไมคุณแม่ถึงตาบวม”
“แล้วมีวิธีแก้มั้ยคะป้าเอม”
“งั้นป้าจะเอาถุงชาที่ชงไหว้พระเมื่อเช้าไปแช่ตู้เย็น เสร็จแล้วจะให้แตงเอาขึ้นไปให้ คุณเดียร์ก็ค่อยๆ ประคบที่ตานะคะ เดี๋ยวก็หายค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะ” ดาลันเดินเข้าไปสวมกอดร่างท้วมอย่างขอบคุณ
“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าบอกแล้วไง อะไรที่ป้าพอช่วยได้ ป้าจะช่วยอย่างเต็มที่ งั้นป้ารีบไปจัดการให้ก่อนนะคะ”
หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ แล้วเดินขึ้นห้องของตัวเองไปเงียบๆ เธอมีเวลาสร้างกำลังใจให้ตัวเองอีกหนึ่งวันเต็มๆ ก่อนจะไปเจอกับนายทุนหน้าเลือด ที่จะยึดทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่หลงเหลืออยู่ ไม่เว้นแม้แต่ตัวเธอกับลูกในวันรุ่งขึ้น

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว ดาลันกับลูกๆ และชะเอมมาไหว้พระที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง โชคดีช่วงนี้ไม่ใช่เทศกาล ที่ศาลเจ้าจึงมีคนไม่มากนัก ดาลันฝากให้ชะเอมดูลูกทั้งสอง ก่อนตัวเองจะเดินเข้าไปในศาลเจ้าไหว้หลวงปู่ไต้ฮงที่ตัวเองนับถือ
เมื่อดาลันเดินเข้าไปในศาลเจ้าแล้ว โดนัทกับบัตเตอร์ก็รอมารดาอยู่กับชะเอม แต่ด้วยความที่เป็นเด็กไฮเปอร์ทั้งคู่ จึงไม่อยู่นิ่ง วิ่งไหล่จับกันจนชะเอมรู้สึกปวดหัว ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่มีคนมาชวนชะเอมคุย นางจึงไม่ค่อยได้หันไปดูเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่หน้าศาลเจ้าสักเท่าไหร่ อาศัยฟังเพียงเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่เท่านั้น
โดนัทกับบัตเตอร์เล่นซ่อนแอบตามประสาเด็กๆ แต่ไม่ว่าโดนัทไปแอบที่ไหน คนเป็นพี่ก็หาตัวเจอตลอด คราวนี้โดนัทจึงคิดจะไปแอบหลังประตูหน้าศาลเจ้า แต่ด้วยความเร่งรีบจึงวิ่งชนร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาด้านในเสียหลักล้มลงไปกับพื้น
“เจ็บหรือเปล่าครับคนดี” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เจ็บค่ะ แต่หนูต้องรีบไปแอบแล้ว”
คนฟังทำหน้าฉงน แต่ก็อมยิ้มเมื่อเห็นเด็กชายที่มีใบหน้าคล้ายกันกำลังเดินมองซ้ายมาขวา เดินมาทางนี้
“อย่าออกไปข้างนอกเลยครับ เดี๋ยวรถชนนะ แอบข้างหลังลุงก็ได้ ไม่มีคนเห็นหรอก” เขาบอกอย่างอ่อนโยน ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่า ปกติเขาไม่ใช่คนรักเด็ก แต่กลับถูกชะตากับเด็กน้อยคนนี้ โดยเฉพาะดวงตากลมบ๊อกของเธอ ช่างน่ารักน่าชังจนอยากจะอุ้มขึ้นมากอด แล้วหอมแก้มแดงๆ ที่เต็มไปด้วยเลือดฝาดสักทีสองทีให้หายมันเขี้ยว
“งั้นคุณลุงอย่าบอกพี่บัตเตอร์นะว่าโดนัทอยู่ตรงนี้”
“ไม่บอกครับ”
บัตเตอร์เดินตามหาน้องสาวไปทั่ว จนมาสะดุดตากลับชายร่างสูงที่ยืนเยื่องกับประตูทางเข้า ซึ่งเขาเห็นน้องสาวจอมซนโผล่หัวมาแอบมอง พบสบตากับเขาก็ผุบไปอยู่หลังต้นขาของผู้ชายคนนั้น เขาจึงรีบวิ่งไปดึงตัวน้องสาวออกมาพร้อมกับสั่งสอนชุดใหญ่
“โดนัทไปแอบด้านหลังคนแปลกหน้าได้ยังไง เดี๋ยวก็โดนจับตัวไปหรอก” บัตเตอร์ดุน้องด้วยน้ำเสียงจริงจัง จนโดนัทหน้าเสียมีน้ำตามาคลอเบ้า
“ก็คุณลุงบอกว่าให้แอบได้นี่” น้องสาวตอบกลับพี่ชายแบบซื่อๆ
บัตเตอร์มองหน้าคุณลุงที่ว่าอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะจูงมือน้องสาวไปหาชะเอม แต่ก็ไม่วายหันมามองชายร่างสูงด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
ชายหนุ่มเห็นแววตาของคนเป็นพี่ก็อดขำไม่ได้ ตัวแค่นี้แววตาหาเรื่องไม่เบา ที่สำคัญหวงน้องสาวเสียด้วยสิ เสียดายที่เขามีเวลาไม่มากนัก ไม่อย่างนั้นจะเข้าไปทักทายสองพี่น้องที่หน้าตาน่ารักราวกับลูกครึ่งสักหน่อย
ร่างสูงใหญ่เดินเข้าไปในศาลเจ้าแบบจีน ซึ่งก็สวนทางกลับดาลันที่เดินออกมาพร้อมกับกลุ่มคนที่มาสวดมนต์อีกสี่ห้าคน หญิงสาวมีสีหน้าสดใสขึ้นกว่าตอนแรกมากนัก เพราะใช้ไม้เสี่ยงทายสิ่งที่อธิษฐานขอพรกับหลวงปู่เอาไว้ และผลที่ออกมาก็คือ ‘เช้งปวย ’
“ดื้อกับป้าเอมหรือเปล่าเด็กๆ” ดาลันถามมาแต่ไกล
“ไม่ค่ะ/ไม่ดื้อครับ” โดนัทกับบัตเตอร์ตอบออกมาพร้อมกัน คนเป็นแม่จึงลูบศีรษะทั้งคู่อย่างเอ็นดู
“ดีมากจ้ะ” แล้วหันไปถามชะเอม “ป้าเอมจะไปไหว้ข้างในมั้ยคะ เดี๋ยวเดียร์ดูเด็กๆ เอง”
“ไม่ค่ะ ป้าไหว้ตรงนี้แล้ว”
“งั้นกลับกันเลยนะคะ เดียร์ว่าจะแวะไปเยี่ยมชลที่โรงพยาบาลซักหน่อย”
“ดีครับ บัตเตอร์คิดถึงน้าชลจะแย่อยู่แล้ว” บัตเตอร์กับโดนัทกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“โดนัทก็เหมือนกัน”
ดาลันยิ้มให้ลูกทั้งสอง ก่อนจะจูงมือโดนัทกับบัตเตอร์ออกจากศาลเจ้า ตรงไปที่ลานจอดรถของมูลนิธิ โดยมีชะเอมถือถุงของไหว้เดินตามทั้งสามไป การทำบุญไหว้พระในวันนี้ทำให้จิตใจแจ่มใสมากขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหลีกเลี่ยงสิ่งที่ต้องเผชิญในอนาคตได้ เพราะทุกอย่างถูกพรหมลิขิตไว้หมดแล้ว


-------------------------------------------------------------

1 เครื่องเสี่ยงทายหรือไม้เสี่ยงทาย ( ไป , โปย , ปวย , เช้งปวย ฯลฯ) ลักษณะเป็นไม้นูนโค้งหลังเต่า, ด้านหน้าเรียบซึ่งสามารถนำมาประกบเข้าหากันเป็นอันเดียว มีสองอันเป็นหนึ่งชุด ถ้าเสี่ยงทายในครั้งแรกและได้ผล คว่ำหนึ่งอัน-หงายหนึ่งอัน แสดงว่าสิ่งที่อธิฐานจะสำเร็จ



 
 





9
7. ตามฝัน / เอวิตา / บทนำ กลลวงบ่วงรักซาตาน
« เมื่อ: กันยายน 12, 2015, 02:23:25 PM »
ภายในห้องทำงานสีขาวสลับดำขนาดกว้างขวาง ด้านหลังเป็นหน้าต่างบานกระจกทรงยาว สามารถมองเห็นทิวทัศน์กรุงโรมได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมองไปตรงมุมไหนของห้องก็ดูโมเดิร์นด้วยเฟอร์นิเจอร์ออกแบบเฉพาะตัว ยกเว้นกรอบรูปที่มีตัวอักษรจีนสีแดงที่แขวนไว้กลางห้อง บกบอกว่านิยมวัฒธรรมตะวันออกไม่น้อย ทั้งๆ ที่ตัวเองเกิดที่ตะวันตก และถ้าสังเกตให้ดี เจ้าของห้องมีส่วนคล้ายชาวเอเชีย โดยเฉพาะดวงตาเรียวสีน้ำตาลอ่อน และผิวที่ขาวละเอียดกว่าผู้ชายทั่วไป
ถึงเขาจะดูหล่อเนียบภายใต้ชุดสูทสุดหรูปานเจ้าชาย แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้าคมคายแฝงไปด้วยความโหดเถื่อนแบบฉบับมาเฟีย เขาสามารถใช้อาวุธได้ทุกชนิดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และสิ่งที่ติดตัวตลอดเวลาคือปืนพก FN-57 นั่นเป็นเพราะธุระกิจสีเทาที่เขาทำอยู่ นอกจากจะมีศัตรูเยอะแล้ว ยังขัดผลประโยชน์กับผู้มีอิทธิผลอย่างนับไม่ถ้วน แต่ด้วยอำนาจเงินที่มีล้นฟ้า ทำให้เขายืนอยู่ในสังคมได้อย่างสง่าผ่าเผย และตอนนี้เขาก็ยังได้ครอบครองสโมสรฟุตบอล เอเอสโรม่า มามาดๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่อยากได้ แล้วไม่ได้ เขามีทุกอย่างในชีวิต ยกเว้นความรัก!
“อเล็กซ์ นายจะไปเมืองไทยอีกแล้วหรือวะ”
มาริโอ น้องชายต่างแม่ที่เกิดห่างกันเพียงสิบห้านาทีเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของชายหนุ่มโดยไม่เคาะประตู และเพียงแค่โผล่หน้าเข้ามาก็ถามด้วยน้ำเสียงยียวน แต่สำหรับอเล็กซิสชินกับนิสัยไร้มารยาทของน้องชายแล้ว จึงไม่ได้ถือสาอะไร แต่ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาโดนไม่ได้รับอนุญาต คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะพูด เพราะเขาไม่เคยไว้หน้าใคร
“ใช่” ชายหนุ่มตอบโดยไม่มองหน้าน้องชายจอมยียวน
“มีอะไรดี”
“ไปทำงาน ไม่ได้ไปหาอะไรดีๆ”
“เปลี่ยนให้ฉันดูแลเอเชียบ้างสิ ให้ฉันอยู่แต่ยุโรปกับออสเตรเลีย รู้มั้ยว่าเบื่อจะตาย” มาริโอทำหน้าซังกะตาย เพราะเขาดูแลธุรกิจของครอบครัวในแถบยุโรปเหนือและออสเตรเลีย เจอแต่ผู้หญิงผมบลอนด์หน้าตาจืดๆ เขาอยากจะเจอผู้หญิงผมดำหน้าคมๆ ตัวเล็กๆ บ้าง เปลี่ยนบรรยากาศคงจะทำให้ชีวิตเขารื่นรมย์ขึ้นอีกเยอะ
“นายพูดจีน ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี อาหรับได้หรือไง ถึงอยากจะไปดูแลเอเชีย”
“มีภาษาอังกฤษไว้ทำไมล่ะ” มาริโอยักไหล่
“บางอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก”
“นายก็พูดอย่างนี้ทุกครั้ง รู้หรอกน่าว่ากันท่า” มาริโอมองหน้าพี่ชายอย่างรู้ทัน ซึ่งคนถูกกล่าวหาว่ากันท่าเงยหน้าสบตาหมายเอาเรื่อง
“อย่ายั่วประสาทฉัน”
“ก็แค่พูดความจริง ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นว่าสเปกนายเป็นสาวเอเชีย นายก็เลยกลัวฉันไปจีบผู้หญิงของนายใช่มั้ยล่ะ”
“พูดพล่อยๆ ฉันไม่มีสเปกอะไรทั้งนั้น ถ้านายจะมากวนประสาทฉันด้วยเรื่องเดิมๆ ก็รีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะทำงาน” อเล็กซิสรู้สึกรำคาญจึงพูดเสียงดังใส่คนเป็นน้อง ทว่าอีกฝ่ายกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
“จะอารมณ์เสียอะไรนักหนา จริงจังมากๆ ระวังเป็นบ้านะ” มาริโอพูดกลั้วหัวเราะ เขารู้ว่าภายใต้สีหน้าเอาจิงเอาจังของพี่ชาย แท้จริงแล้วแฝงได้ด้วยความอ่อนโยนเหมือนกับมารดาที่จิตใจดี แต่ตอนนี้ลาโลกไปพร้อมกับมารดาของเขาแล้ว ทว่าน้อยคนนักที่จะได้เห็นมุมนั้นของชายหนุ่ม เพราะตั้งแต่อเล็กซิสขึ้นมาดูแลกิจการต่อจากบิดา ก็กลายเป็นคนเด็ดขาดจริงจัง จึงเป็นที่เกรงขามของลูกน้องทุกคน
อเล็กซิสถอนหายใจ เขาไม่รู้จะทำยังไงกับน้องชายคนนี้ดี นอกจากจะทำงานไม่ได้เรื่องแล้ว ยังชอบมายั่วประสาทให้รู้สึกหงุดหงิดอยู่เสมอ สู้น้องชายอีกคนไม่ได้ ถึงจะไม่ได้เป็นพี่น้องคลานตามกันมา แต่ก็รักไม่ต่างกับพี่น้องท้องเดียวกัน รายนั้นทำงานเก่ง ไม่ต้องให้เขาไปตามล้างตามเช็ดเหมือนมาริโอ ที่ให้ทำงานอะไรก็พลาดตลอด ดีที่ว่ายังมีฝีมือด้านการต่อสู้อยู่บ้าง ไม่อย่างงั้นคงโดนคู่อริตามเก็บไปนานแล้ว
“สรุปมีอะไรจะคุยกับฉันมั้ย ถ้าไม่มีก็กลับไปได้แล้ว”
มาริโอปรับสีหน้าเข้มขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้เขาจะไม่เอาอ่าวในสายตาของพี่ชาย แต่เรื่องซิกซ์เซ้นส์เขาไม่เคยพลาด
“ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจะเตือนว่า ให้ระวังคนใกล้ตัวเอาไว้ให้ดีๆ”
“คนใกล้ตัวฉัน นายหรือไง” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน ดวงตาวาววับ
“ฉันเป็นพี่น้องกับนายนะโว้ย ถึงจะคนล่ะแม่ก็เถอะ หึ! นายรู้ว่าฉันหมายถึงใคร อย่ามาทำแกล้งโง่หน่อยเลย” มาริโอกอดอกมองพี่ชายด้วยสีหน้ายียวน
“ฉันจะไม่ตัดสินคนจากคำพูดคนอื่น จนกว่าฉันจะเห็นด้วยตาของตัวเอง” อเล็กซิสบอกเสียงเข้ม ใบหน้าแน่วแน่เหมือนทุกครั้ง ถึงแม้ธุรกิจที่เขาทำอยู่จะมีทั้งสีขาวและสีเทา แต่เขาก็ยุติธรรมพอที่จะตัดสินคนคนหนึ่งจากสิ่งที่เห็น ไม่ใช่น้ำลายของคนอื่น และนั่นก็ทำให้ลูกน้องทุกคนล้วนซื่อสัตย์ภักดีและเกรงขามเขาทุกคน
“งั้นก็ตามใจ แล้วอย่ามาพูดทีหลังว่าไม่เตือนก็แล้วกัน” พูดจบมาริโอก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่มีคำล่ำลา อเล็กซิสมองตามหลังร่างสูงโปร่ยแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าคนใกล้ตัวที่น้องชายหมายถึงคือใคร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรผิด เขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินใครว่าเป็นคนทรยศ!

10
7. ตามฝัน / เอวิตา / Re: เปิดบ้านนนนนนน
« เมื่อ: กันยายน 08, 2015, 10:59:25 AM »
วันนี้จะเริ่มนับหนึ่งแล้วค่ะ^^

หน้า: [1]