แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - devina

หน้า: [1] 2
1
1. กลิ่นไสว / devina / Trinity Romance I บทที่ 3
« เมื่อ: ธันวาคม 29, 2019, 01:57:45 AM »
บทที่ 3

         หลังใช้เวลาในช่วงค่ำของวันไปกับการพูดคุย และมื้ออาหารค่ำที่จงใจทำเพื่อเลี้ยงเด็กตรงหน้าอย่างเต็มที่ แพทย์ประจำปราการเหมันต์ก็ได้เข้ามารายงานสภาพอาการของปกรณ์ในตอนนี้ที่ยังคงต้องพักฟื้นหลังจากที่การใช้พลัสม่าต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้นหลายอย่างต่อเด็กชาย ที่ยังทำให้ต้องเฝ้าดูอาการต่อไป

         การได้นึกไปถึงตอนที่เขาผ่านสถานการณ์เฉียดอันตรายมาได้เพราะปกรณ์…ก็ได้ทำให้เขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างต่อปกรณ์ได้แล้วเช่นกัน

“หลังจากที่นายพักฟื้นตัวเองจนหายดีแล้ว ฉันไม่คิดจะกักตัวนายไว้ที่นี่ นายพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปตามทางของนายได้เลย”

   คำพูดเช่นนี้อาจจะฟังดูไร้ซึ่งความโอบอ้อมอารีต่อเด็กคนนึงและดูจะตัดรอน ความหวังหลายๆประการของเด็กชาย… แต่นัยต์ตาซื่อๆที่มองกลับมาก็ดูจะยอมรับและเข้าใจได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คิด…

รชตะใคร่ครวญทุกอย่างอยู่ในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคต่อมา

“และอีกทางเลือก นี่คือข้อเสนอด้วยความเต็มใจของฉัน…ฉันอยากให้นายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เพราะสถานการณ์ทางบ้านของนายเองที่เปลี่ยนไปแล้ว…หรือนายอยากจะกลับไปอยู่กับอชิระเพื่อจะได้ไปอยู่กับพี่ชายของนาย ทุกอย่างนายต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”
   
         ปกรณ์อยู่ในฐานะผู้ช่วยชีวิตที่เขาต้องตอบแทนน้ำใจ…และสถานการณ์ในตอนนี้ของปกรณ์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอชิระซึ่งเป็นผู้ที่เขารู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของอีกฝ่ายดี…การที่เขาคิดปล่อยปกรณ์ไปในตอนนี้อาจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดของการตอบแทน มอบที่พักพิงและความปลอดภัยอย่างสูงสุดให้อีกฝ่าย คือวิธีการตอบแทนของเขา แม้โลกของตนเองในตอนนี้อาจจะเป็นอันตรายรอบด้านที่พร้อมจะเข้ามาหาเด็กชายได้ทุกเมื่อตราบใดที่เขายังคงคิดมุ่งหน้าไปในเส้นทางที่กำลังเลือกเดินไปอยู่นี้ก็ตาม



“นายจะเป็นผู้เลือกชะตาชีวิตของตัวนายเอง แล้วยอมรับผลของสิ่งที่นายเลือกใช่มั้ย?”

“แน่นอนครับ…ผมยังไม่แน่ใจหรอกว่า จะอยู่กับคุณไปนานเท่าไหร่ แต่ขออยู่กับคุณไปก่อนระยะหนึ่ง”

   เด็กชายตัดสินใจได้ในทันที หัวใจรู้สึกพองโตขึ้นจากการที่เขาเอ่ยปากให้อยู่ที่นี่ด้วยกันด้วยตนเอง…แม้ในใจตอนนี้จะยังมีเรื่องความกังวลถึงพี่ชายเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ แต่ตัวเขายังไม่คิดว่าตนเองจะพร้อมไปอยู่กับอชิระเช่นกัน ยิ่งหากตัดสินใจกลับไปอยู่กับคนที่ชื่ออชิระในทันทีก็ยังไม่แน่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรเพราะยังไม่รู้จักอีกฝ่ายดีพอ

   แววตาสำนึกขอบคุณปรากฏขึ้นฉายชัด เขามองข้ามผ่านบรรยากาศดุดันน่าเกรงขามรอบตัวของปีศาจตรงหน้าไปเสียสิ้น

“ขอบคุณที่ให้ผมอาศัยอยู่ด้วย…ผมกำลังคิดอยู่ว่า ถ้าเหลือทางเลือกแค่ทางเดียวก็จะกลับไปกับคนของคุณอชิระ อย่างน้อยผมก็จะได้กลับไปอยู่กับพี่ชายน่ะ เพราะยังไงผมก็ไม่มีครอบครัวที่อยากจะกลับไปเท่าการได้ไปอยู่กับพี่”
   
   มีเพียงสายตาเย็นเยียบจากรชตะที่แสดงออกมา  ถึงอยากไปอยู่เขาก็ไม่คิดจะให้กลับไปอย่างแน่นอน สำหรับคนอย่างอชิระ เขารู้จักเป็นอย่างดี ยังเร็วเกินไปที่เด็กคนนี้จะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจตนนั้น ในเมื่อยังไม่รู้ถึงเจตนาแท้จริงของอชิระที่มีต่อปกรณ์กับพี่ชาย สิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดที่จะมอบให้ได้ในตอนนี้ก็คือเกราะคุ้มภัย และให้การสนับสนุนในสิ่งที่ปกรณ์ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคตข้างหน้า

   ชั่วขณะนั้นปกรณ์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนาวยะเยือกอย่างน่าประหลาดที่แผ่ขยายออกมาจากรอบตัวของปีศาจหนุ่ม เขาอาจจะคิดไปเองที่ ยามพูดถึงชายที่ชื่ออชิระนั้นนอกจากรชตะจะดูเหมือนรู้จักกับว่าที่พ่อบุญธรรมของเขา ยังดูเหมือนไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดาๆ

2
1. กลิ่นไสว / devina / Trinity Romance I บทที่ 2 จุดเริ่มต้น
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2019, 11:52:37 PM »
บทที่ 2

   ณ สถานที่ซึ่งไม่ต่างจากโลกมนุษย์นัก   ทว่าท่ามกลางดวงดาราบนฟากฟ้ากลับประดับอยู่ด้วยดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าที่โลกมนุษย์มากนัก  ทวีปรากัลป์ผืนทวีปใหญ่ ที่เป็นศูนย์รวมประชากรของมนุษย์และอมนุษย์มากที่สุด ทางตอนใต้ เป็นที่ตั้งของ ‘ราซอลท์’  ขุนเขาสูงชันที่ได้โอบล้อม คฤหาสน์หลังใหญ่ที่จุดไฟสว่างไสวไว้ราวกับปราการ เหนือขึ้นไปถูกสร้างเป็นยอดหอคอย เป็นห้องทำงานของผู้เป็นเจ้าของอาณาบริเวณกว่าพันไร่โดยรอบทั้งหมด ที่ถูกเรียกว่า ‘ ปราการตะวันดับ’ แห่งนี้

“ท่านอชิระ…”

   กลุ่มชายในชุดเครื่องแต่งกายรัดกุมแบบเดียวกันสีดำสนิท ปรากฏตัวขึ้นตรงลานระเบียงกว้างหินอ่อนสีขาวด้วย การมาดั่งเงาและไร้ซึ่งเสียงสัมผัส พวกเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดให้ปฏิบัติงานสำคัญ และได้มากล่าวรายงานผลการค้นหาตามหน้าที่

“ตามหาปกรณ์เจอหรือเปล่า”

   สีหน้าของชายหนุ่มท่าทางภูมิฐาน ใบหน้าเรียวคมหล่อเหลานั้นเคร่งเครียด…หลังจากเหม่อมองทั่วน่านฟ้าสีเทาหม่นที่มีคนของตนคอยประจำการณ์รักษาความปลอดภัยให้ตนเองตามปกติ แต่ในอีกฟากของมิติเวลาที่โลกมนุษย์นั้น คนของเขาก็กำลังออกตามหาตั้งแต่รุ่งสางของวันยามที่รู้ตัวว่าเด็กคนนั้นหายตัวไป…

“เราพบร่องรอยของกลุ่มคนของรชตะ…บริเวณใกล้กับบ้านของเด็กคนนี้  คนของสดายุที่ถูกส่งไปจัดการรชตะที่กำลังอยู่ในระหว่างภารกิจที่โลกมนุษย์นั้นทำงานล้มเหลว”

   เขาปรายสายตามองเด็กชายวัยรุ่นอีกคนในห้องของตนเองที่เพิ่งจะพาตัวมาวันแรก…เด็กคนนั้นกำลังนั่งจัดการกับอาหารตรงหน้าโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น  รูปร่างสันทัดมีกล้ามเนื้อตามตัวอย่างคนต้องใช้แรงกายทำงานในทุกวัน มือเองก็หยาบกร้านผิดกับเด็กทั่วไป

“วิศนะ…เธอดูจะไม่ร้อนใจเลยสักนิดที่น้องชายของตัวเองหายตัวไป”

   เด็กชายหยุดมือที่กำลังฉีกขนมปังตรงหน้า ปรายสายตามอง ผู้ที่พาตนมาที่นี่ด้วยความเย็นชา…

“ถ้าจะให้ดี…ผมขอให้น้องไม่คิดจะมาตามหาผมที่นี่ และหนีไปให้ไกลที่สุด…”

   พวกเขาสองคนพี่น้องถูกญาติของตนเองหลอก…ไม่รู้หรอกว่าคนพวกนี้จ่ายเงินให้ญาติของพวกเขาเท่าไหร่กันแน่ พวกนั้นถึงได้พาคนเหล่านี้บุกเข้าไปที่บ้าน และพาตัวเขามาที่นี่ โชคดีที่ในขณะนั้น ปกรณ์ที่ขอออกไปข้างนอกนั้นยังไม่กลับเข้ามา…เขาจึงถูกจับตัวมาก่อนเพียงคนเดียว ในขณะที่ตอนนี้ที่บ้านของเขา และอาจจะในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด อาจจจะมีคนของชายคนนี้คอยพลิกแผ่นดินหา…น้องชายของเขาอยู่ เขาได้แต่ภาวนาขอให้ปกรณ์ที่มีความสามารถพิเศษติดตัวนั้นสามารถรู้ตัวว่ากำลังถูกตามตัว แล้วหนีพ้นไปให้ได้

“หึ ไม่ต้องห่วง คนของฉันมีมากพอ อีกไม่นานก็จะตามตัวเจอและพวกเธอจะได้อยู่ด้วยกันกับฉันที่นี่”

“ฉันเองก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้….เอาเป็นว่า ฉันขอ ‘ตรวจสอบ’ เธอก่อนเป็นคนแรกแล้วกัน”

   อชิระใช้มือทำสัญญา หญิงสาวรับใช้ที่ประจำอยู่ในห้อง ก็ตรงเข้ามารับคำสั่ง

“ถอดเสื้อของเขาออก”

   วิศนะหยุดการกระทำทุกอย่างของตนลง พลางถดกายเข้ามุมโซฟาอย่างต้องการที่พึ่งพิงแม้มันจะเปล่าประโยชน์ก็ตาม   เขาพยายามปัดป้องออกจากมือซีดขาดของพวกเธอที่พยายามจะเข้ามาสัมผัสตัวเขา จากหญิงรับใช้ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลเกินปกติ เหล่านี้ 

“ปล่อยผม!!”

   ในที่สุดแขนซ้ายและขวาของเขาก็ถูกหญิงรับใช้สองคนตรึงไว้คนละข้าง…ส่วนหญิงรับใช้อีกคนก็เข้ามาปลดกระดุมเสื้อของเขาออก ในขณะที่ขาสองข้างที่พยายามถีบตัวออก ดิ้นรนสลัดให้สุดจากผู้คนที่เขามองว่า ราวกับเสียสติก็ราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น รัดเอาไว้ ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นเมื่อ สายตาของเขาปะทะเข้ากับเจ้าของสายตาเยียบเย็นสีม่วงคู่สวยของชายอีกคนที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีตัวตนอยู่ในห้องนี้ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่…

“เธอเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่หรือเปล่าวิศนะ”

   หลังทุกการดิ้นรนสงบลง อชิระก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความหมายบางอย่างขณะยืนดูหญิงรับใช้ ค่อยๆแกะกระดุมเสื้อของเด็กชายออกทีละเม็ด เผยให้เห็นผิวสีขาวเนื้อละเอียดภายใต้เสื้อเชิ้ตสีอ่อน เหนือขึ้นไปจากมัดกล้ามสมส่วนของเด็กชายที่มีเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันจากการออกแรงทำงานหนัก ร่องรอยสีแดงคล้ำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นสู่สายตาของทุกคน ณ ที่แห่งนั้น

“รอยปานสีแดง ใกล้กับตำแหน่งหัวใจ เป็นอย่างที่ท่านว่าไว้ค่ะ”

   เสียงของหญิงสาว ราวกับหุ่นยนต์ไร้ชีวิตชีวา เพียงรายงานตามหน้าที่แต่ก็มีความเคารพต่อผู้เป็นนายสูงสุด
รอยยิ้มเย็นๆกับร่องรอยความยินดีปรากฏขึ้นผ่านแววตาของบอสใหญ่สูงสุดของสถานที่แห่งนี้

“รอยปานนั่นคือรอยแผลที่ตกทอดมาจากอดีตชาติของนาย ถ้านายคือ พีรวัส อีกคนก็ต้องเป็น ทิวากาล ยินดีที่พวกเราได้พบกัน ‘อีกครั้ง’ ”

“สิงห์ นายพาตัววิศนะไปที่’ห้องนั้น’ เราต้องการให้คนทรงวิญญาณ  ทำให้ความทรงจำของเขากลับมาให้เร็วที่สุด”
 
   ชายอีกคนที่ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณมุมห้อง ปรายนัยต์ตาสีม่วงคู่สวยที่ดูดุๆคู่นั้นมาทางวิศนะที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยด้วยความหมายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา ส่วนวิศนะก็กำลังส่งสายขุ่นเคืองตอบกลับมาทางพวกเขา ดั่งสัตว์เล็กๆที่ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากยอมจำนนต่อโชคชะตาตนเอง…หลังรับคำสั่งจากผู้เป็นนายแล้ว ‘โซ่’ ที่สร้างขึ้นมาจากพลัสม่าด้วยความสามารถของเขา ก็เข้ารัดที่ข้อมือของเด็กชาย  เพียงเขาขยับข้อมือตนเองกลางอาการ ก็ราวกับจะสามารถลากดึงเด็กชายที่แข็งขืนไม่เชื่อฟังนั้นให้เดินตามตนเองไปได้แต่โดยดี แม้อันที่จริงจะเรียกว่า เด็กชายนั่นถูกโซ่ตรวนลากไปด้วยความสามารถของเขาพาตัวออกไปจากห้องนั้น

         ____________________________________________________________      

   ปราการเหมันต์ คือขุนเขาทั้งลูกทางตอนเหนือของทวีปรากัลป์ ณ โลกต่างมิติเวลาอันเป็นโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์ ดินแดนทางตอนเหนือที่มีอมนุษย์อาศัยอยู่ กว่าเจ็ดในสิบส่วนของประชากร สถานที่ซึ่งฟากฟ้าด้านนอกเองมักถูกปกคลุมด้วยแสงออโรร่าอาบคลุมทั่วน่านฟ้า สว่างเรืองแทนดวงดาราในช่วงค่ำคืน

“บ้านของเด็กคนนี้ รวมถึงเมืองทั้งเมืองมีแต่คนของอชิระอยู่เต็มไปหมด?”

“ใช่ครับ…พี่ชายของเด็กคนนี้เองก็น่าจะถูกพาตัวไปแล้ว”

“หลังจากรีดข้อมูลมาจาก ญาติที่เหลืออยู่ของเด็กทั้งสอง อชิระจ่ายเงินให้พวกเขาเพื่อให้พวกเขาพาไปหาเด็กทั้งสองคนที่อาศัยอยู่กับบ้านพ่อแม่หลังเดิม หลังจากที่ทั้งสองคนประสบอุบัติเหตุ…เป็นเงินที่มากพอดูพร้อมกับสัญญาว่าจะนำเด็กทั้งสองไปเลี้ยงดูอย่างดีเป็นลูกบุญธรรมของตนเองอีกด้วย”

“เพราะเด็กทั้งสองยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามกฏหมายของโลกมนุษย์ที่เมืองแห่งนั้น กำหนดให้ญาติของเด็กทั้งสองต้องรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเด็กๆ แต่พวกเขาก็คิดจะทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง  เพื่อยกเด็กทั้งสองคนให้กับอชิระ”

“ที่ยังทำไม่ได้ก็เพราะต้องได้รับความยินยอมจากตัวเด็กเองด้วย หลังจากรับเงินมาแล้วจำนวนหนึ่ง…พวกเขาอ้างว่าต้องการให้เด็กทั้งสองคนได้ทำความคุ้นเคยกับพ่อบุญธรรมตัวเอง ก็เลยให้คนของอชิระเข้าไปที่บ้าน พาตัวเด็กทั้งสองคนไปใช้เวลาช่วงปิดเทอมอยู่ด้วยกัน พร้อมกับจะหาทางเกลี้ยกล่อมให้เด็กทั้งสองคนตกลงไปอยู่กับอชิระ พวกเขาอ้างว่าทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตของเด็ก”

“ตั้งแต่ต้นนอกจากบ้านที่เป็นมรดกจากพ่อแม่ พวกเขาสองพี่น้องก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยสักอย่าง ศาลสั่งให้ญาติในฐานะผู้ปกครองเป็นผู้ให้การส่งเสียเลี้ยงดู รายจ่ายหลักของพวกเขาก็คือค่าเทอมของเด็กทั้งสองคน  วิศนะคนโตที่อายุ 17 ปี เขายืนยันที่จะอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม และพยายามที่จะเป็นภาระกับญาติของเขาน้อยที่สุด ด้วยการทำงานหนักตั้งแต่อายุ 12”

   สายตาของคนที่กำลังตั้งใจฟังข้อมูลทั้งหมด เบนไปยังข้างนอกหน้าต่างที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ทว่าสายตาคมก็ยังทันเห็นเงาของร่างเล็กๆ ที่หลบอยู่ที่มุมนึง ซึ่งคงมั่นใจว่าตนเองอำพรางตัวได้แนบเนียนพอแล้ว และกำลังคอยแอบฟังทุกอย่าง เพื่อลอบดูเชิงพวกเขาอยู่อย่างอดทน ทั้งที่ด้านนอกนั้นอากาศเรียกได้ว่าหนาวจับขั้วหัวใจ ณ ปราการเหมันต์ ที่อยู่ทางตอนเหนือของทวีปรากัลที่อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในฤดูหนาว

“ราโก้ พาเด็กนั่นเข้ามาข้างใน”

   เขาส่งสายตาให้ชายร่างยักษ์หน้าขรึม ออกไปหิ้วตัวเด็กชายเข้ามาข้างในที่อุ่นกว่าแต่โดยดี  ในตอนแรกก็ไม่คิดจะสนใจ เพราะคิดว่าหากหนาวจนทนไม่ไหวเด็กนั่นก็คงจะยอมแพ้เดินเข้ามาเองแต่ดูเหมือนความหัวรั้นในตัวเด็กชายจะมีมากกว่า

“เพิ่งฟื้นขึ้นมา…ก็คิดจะฆ่าตัวตายหนีปัญหารึไง?”

เด็กชายไม่ตอบ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงจามไม่หยุดตามมา เรื่อยๆ


            ______________________________________________________________________

        ห้องที่เขากำลังนอนซุกตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่นั้น ดูคล้ายกับฉากในหนังต่างประเทศแบบย้อยยุค ภายในห้องอบอุ่นด้วยไฟจากเตาผิงแบบโบราณ  ห้องภายในดั่งปราสาทของนักรบวีรชน รอบข้างตกแต่งด้วยอาวุธนานาชนิด และยังมี หมาป่าสีขาวตัวมหึมา นอนหมอบอยู่ข้างๆ โซฟาตัวที่รชตะ เวตราพิทักษ์นั่งจับจ้องเขาอยู่อย่างสงบ

“ผมคงไม่ต้องเล่าอะไรให้คุณฟังแล้วใช่มั้ย ในเมื่อคุณเหมือนจะรู้ทุกเรื่องแล้วนี่”

“เรายังมีเรื่องต้องคุยกัน…”

   นัยต์ตาเรียวคมที่ดูดุๆคู่นั้นกำลังประสานสายตากับเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม ซึ่งอีกฝ่ายก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัวว่ายังคงมีอีกสิ่งหนึ่งที่คนตัวโตกว่าตรงหน้ายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

“อีกเรื่องที่ฉันยังคาใจก็คือ  นายสะกดรอยตามฉันทำไม?”

เด็กชายถอนหายใจ อ้ำอึ้งอยู่นาน นึกถึงสิ่งที่จดจำเรียนรู้มาจากวิธีการพูดของพี่ชาย เรียบเรียงออกมาเท่าที่ความสามารถของเด็กอายุสิบขวบปีจะทำได้ ก่อนจะตอบออกมา
 
“ผมเป็นเด็ก…แล้วบางทีนั่นก็ทำให้ผมทำอะไรที่ไร้เหตุผล…อย่างเช่นการไล่ตามคนแปลกหน้าเพียงเพราะแค่คุณหน้าเหมือนคนในความฝันของผมมาก…ผมแค่อยากคุยกับคุณ…แค่อยากรู้ว่าทำไมผมต้องฝันเห็นคุณด้วย”

“พอรู้ว่าคุณตกอยู่ในอันตราย รู้ตัวอีกที ผมก็พาตัวเองมาอยู่หน้าตรอกนั่นแล้ว”

   เขาไม่คิดหรอกว่าคนที่เพิ่งพบกันจะมาเชื่ออะไรในสิ่งที่เขาพูด…และอีกอย่างมันก็ดูจะน่าเหลือเชื่อเกินไปที่การที่คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยไม่สิ เรียกได้ว่าอยู่กันคนละโลก แต่จู่ๆเขาก็ฝันถึงคนๆนี้ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่หลายต่อหลายครั้งจนเรียกได้ว่าจดจำใบหน้าของปีศาจตนนี้ได้อย่างแม่นยำ…

   ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้จักกัน และราวกับความฝันที่ได้ทำให้เขาได้เห็นว่าคนที่เคยได้แต่เห็นในยามหลับจะมีตัวตนอยู่จริงๆตรงหน้า เด็กชายทิ้งตัวลง เอนหลังกับโซฟาอุ่นๆอย่างรู้สึกคลายลงจากสิ่งรอบตัวได้บ้าง รอยยิ้มผ่อนคลายที่ถูกลบเลือนไปเพราะกำลังนึกกังวลไปถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันจากเหตุการณ์ต่างๆจนตั้งรับไม่ทันนั้นเริ่มจะกลับมาอีกครั้ง จนคนที่เรียกได้ว่าส่งกระแสความกดดันมาตรงหน้าแทบจะตลอดเวลาเพื่อจะคาดคั้นเอาความจริงนั้น อดจะถามไม่ได้

   จากสถานการณ์ที่ผ่านมาจนตอนนี้ มีอะไรที่ทำให้เด็กคนนี้เปลี่ยนแปลงจากความรู้สึกที่หนักอึ้งหลังรับรู้สถานการณ์ของตนเองแล้วกันแน่

“ยิ้มอะไรของนาย?”

   ร่องรอยความซุกซนเริ่มฉายชัดผ่านแววตาของเด็กชายตัวเล็ก

“คุณรชตะถ้าคุณมีตัวตนอยู่จริงๆ…หลายๆเรื่องที่มีคุณมาเกี่ยวข้องในความฝันของผมก็อาจจะเป็นเรื่องจริง…”

“ผมยินดีที่ได้เจอคุณ ถึงรอบตัวคุณจะมีแต่เรื่องอันตรายก็เถอะ…”

   รชตะแทบจะกุมขมับหลังจากได้ยินคำพูดของเด็กคนนึงที่กำลังถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อเขา

“ก็ไม่ได้อยากจะดับฝันนายหรอกนะ…แต่นั่นเป็นเพียงแค่ความฝันเพ้อเจ้อของนายไปคนเดียวและตัวตนของฉันก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่นายเคยคิดฝัน…”

   แม้พูดออกไปเช่นนั้น แต่ดูเหมือนเด็กชายจะไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

“ไม่ว่าจะโลกความจริงหรือโลกในความฝันผมรู้สึกว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด การที่คุณมีตัวตนอยู่ในโลกความจริง จู่ๆมันก็ทำให้ผมคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว…”

“เอาเป็นว่าผมขอโทษที่พูดอะไรไร้สาระไม่เข้าท่าแล้วกัน…”

“แล้วก็…ผมอยากขอบคุณที่ตอนนี้คุณยังอยู่ตรงหน้าผม”

   รชตะชะงักงัน…เป็นครั้งแรกที่อมนุษย์เช่นเขาได้เข้าใจ ความรู้สึกของมนุษย์ผ่านเด็กคนนึง นึกไม่ถึงว่าการคงอยู่ของตนเองจะกลายเป็นความน่าอบอุ่นใจของใครบางคนขึ้นมา มันคงจะเรียกว่าเป็นความรู้สึกเช่นนั้นที่กำลังเกิดขึ้นต่อเด็กตรงหน้า

คำพูดของปกรณ์ได้ทำให้ปีศาจเจ้าของแววตาดุดันจริงจังผ่อนคลายสายตาของตนเองลง…เพราะคงจะแค่ตอนนี้ที่เขายังไม่อยากจะทำลายภาพอะไรก็ตามในตนเอง ที่ได้กลายเป็นความหวังของเด็กคนนี้ลง

                                    





3
1. กลิ่นไสว / devina / Trinity Romance I บทที่ 1 เเรกพบ
« เมื่อ: ตุลาคม 24, 2019, 02:29:59 AM »
บทนำ

"คุณเลือดออก"

"ทำไมคุณมีเลือดออกในตาด้วย…"

"ถอยไป…"


   เสียงคำรามราวข่มกลั้น มาพร้อมกับนัยต์ตาเเข็งกร้าวเเละดุดันของเจ้าของนัยต์ตาเรียวคมที่ปรายสายตาเย็นเยือกทะลุขั้วหัวใจไปหายังเด็กชายร่างเล็ก เด็กน้อยที่จ้องเเล้วจ้องอีกด้วยความสนเท่ห์ มายังเเววตาของเขา รวมถึงก้มลงต่ำมองร่องรอยชื้นเเฉะสีเเดงฉานในช่วงบริเวณเอวของชายหนุ่มนิรนาม

   เขาไม่รู้หรอกว่าเด็กนี่จู่ๆก็โผล่มาได้ยังไงในสถานที่เเบบนี้ สถานที่ที่น่าจะมีเขาเพียงลำพังที่นอนรอความตายในตรอกเเคบๆเเละมืดมิด…เเต่จะอย่างไรเรื่องนี้ก็จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น…นึกไม่ถึงว่าการมาทำภารกิจทดสอบที่โลกมนุษย์ครั้งเเรกตามสิ่งที่คนพวกนั้นวางเเผนจัดการให้เขาจะมีหลุมพรางรออยู่  ทั้งการวางเงื่อนไขให้เขามาที่โลกมนุษตามลำพัง เเละบททดสอบของการพิสูจน์ตนเองต่อคนพวกนั้น นึกไม่ถึงว่าที่นี่จะถูกจัดฉากให้เป็นที่ล่าสังหารตนเอง เพราะความไว้ใจเเละเชื่อใจที่เขามีให้มากเกินไปต่อคนเหล่านั้น

   'ในครั้งนี้เขารนหาที่ตายให้ตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย'

"นั่นคือปืนนี่?!"

"หุบปาก เเล้วก็อย่าส่งเสียงอีก ไม่งั้นฉันจะฆ่านายซะ"

   นัยต์ตาสีเเดงเลือดปรายตามองสิ่งมีชีวิตเล็กๆตรงหน้า ที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ตามเเบบมนุษย์ เเต่ก็เป็นอย่างที่คิด มีพลังงานบางอย่างใหลเวียนโอบคลุมอยู่รอบตัวเด็กคนนี้อยู่อย่างเข้มข้น

"นายใช้'พลัสม่า'ได้"

   เด็กนี่ทำหน้าเหรอหรา ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เเละเขาก็ไม่คิดจะอธิบายเรื่องยากๆให้เด็กที่ดูเเล้วไม่น่าเกินสิบสองปีโลกมนุษย์เข้าใจเเน่

"ลืมมันซะ "

   ปัญหาในตอนนี้คือเลือดของเขาที่ไหลออกไม่หยุดนั้น เป็นเพราะกระสุนที่โดนเต็มๆนั้นไม่ใช่กระสุนธรรมดา เเต่เป็นกระสุนเงินบริสุทธิ์ที่ใช้สำหรับการตัดกำลังการฟื้นฟูสภาพร่างกายของปีศาจโดยเฉพาะ  เขาเดาว่าต้องเป็นพวกนักล่าปีศาจที่ถูกจ้างวานมา…นักล่า หรือนักฆ่า…มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ศัตรูเป็นมนุษย์ที่ใช้พลัสม่าได้…นั่นเพราะ หากมีอะไรผิดพลาดทีหลังให้ภารกิจของพวกมันล้มเหลว ก็จะใช้นักล่าที่เป็ตมนุษย์เหล่านี้จุดประเด็นการล่าสังหารปีศาจขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของมนุษย์ ปกปิดร่องรอยสืบสาวไปหาตัวการจริงๆที่อาจจะเป็นปีศาจก็ได้ที่บงการสั่งอยู่เบื้องหลัง

   นัยต์ตาเรียวคมหลุบลงมองสภาพตนเอง พอเลือดไหลบ่าออกมาเรื่อยๆไม่ต่างจากน้ำพุ ถึงจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกเหตุเหนือผลของกลไปทางธรรมชาติไปไกลอย่างพวกเขาที่ถูกเรียกว่าอมนุษย์ก็ต้องมีการถึงขีดจำกัด ฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ราวกับรู้ว่าเขากำลังบาดเจ็บอยู่ เพราะเขาเพิ่งเสร็จสิ้นจากภารกิจสำคัญที่โลกมนุษย์ซึ่งกำลังโดยปกตินั้นได้ถูกตัดไปหลายส่วน เเล้วกำลังใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ก่อนเดินทางกลับโลกของตัวเอง นึกไม่ถึงว่าความประมาทถึงสามเรื่อง ไม่ว่าจะเหล้า ผู้หญิง เเละการไว้วางใจผู้คนในสถานที่เเปลกถิ่น จะทำให้เขาต้องมาอยู่ในจุดที่เสี่ยงอันตรายที่สุดเท่าที่มีมา

   ตอนนี้สิ่งที่เขาเห็น เเละจับจ้องอยู่คืออุณหภูมิอุ่นๆของสิ่งมีชีวิตเล็กๆตรงหน้า ที่เนื้อนิ่มๆอุ่นๆกำลังจับเนื้อตัวของเขาไปมา พลางคิดหาทางออกว่าจะเอายังไงกับสภาพของเขาในตอนนี้ สายตาของเขาเริ่มพร่าลง กลืนน้ำลายที่ลำคอเเห้งผากอย่างกระหาย เลือดสดๆอุ่นๆในยามนี้ จะช่วยเข้ามาเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่าของเขา

"ถ้านายอยากจะช่วยฉันนักล่ะก็ ขอเลือดของนายให้ฉันได้รึเปล่า…"

   เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปเเล้ว สัญชาตญาณดิบในเวลาที่ร่างกายอยู่ในภาวะเฉียดขีดอันตรายเเบบนี้ เกรงว่าถ้าไม่พูดตอนนี้ อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า มือของเขาคงไดักระชากร่างของเด็กนี่มาตรงหน้า เเล้วก็กัดคอดื่มเลือดด้วยความกระหายอย่างไม่อาจควบคุมตนเอง ถ้าจะต้องเป็นเเบบนั้นล่ะก็ สู้เอ่ยปากขอตรงๆดีกว่า

"คุณโจมตีไดัรึเปล่า ถ้าหากผมพาคุณเข้าใกล้พวกมันในระยะประชิด…เเบบไม่ทันตั้งตัวน่ะนะ"

"นายจะทำอะไร"

"ตอบผมก่อน…"

   เขาต้องการมั่นใจว่าคนๆนี้ จะไม่นำปัญหาตามมาภายหลัง เพราะที่ๆเขาโผล่มา มันไม่ไกลจากบ้านของเขานัก คนพวกนี้อันตรายเกินกว่าที่พวกเขาจะหนีไปเฉยๆ ดูจากการตามล่าชายคนนี้อย่างเอาเป็นเอาตาย หากพวกเขาหายไป สถานที่ใกล้เคียงก็คงไม่พ้นที่พวกมันจะต้องไปไล่ตามค้นหา เเม้เเต่บ้านของเขาที่พี่ชายรออยู่ก็ด้วย

"ถ้าเข้าใกล้ได้ขนาดนั้น…พวกมันจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตายตอนไหน"

"เอาเเค่สลบ เเล้วคุณก็จับกุมพวกเขา…"

"สัญญาว่าจะไม่ฆ่า…เเล้วผมจะเเสดงให้ดูว่าจะช่วยคุณยังไง"

   "ไม่ฆ่าทั้งผมเเล้วก็คนพวกนั้นถ้าไม่…"

เขาหยุดคำไปชั่วขณะพลางนึกอย่างคิดหนัก คำที่พวกผู้ใหญ่ชอบพูดกันน่ะ

"ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ คุณจะไม่ฆ่าพวกเขา เพราะมันไม่จำเป็น "

"…ก็ได้…"

   เชื่อเด็กนี่ ก็ยังดีกว่าหมอนี่กลัววิ่งหายไป เเล้วทำให้ศัตรูรู้ตัวว่าเขาอยู่นี่…น่าคิดว่าการที่ เด็กคนนี้ ถูกฝึกมาให้มีสติในสถานการณ์คับขันอันตรายได้อย่างน่าประหลาด…ใครกันที่สอนเด็กในเรื่องเเบบนี้

   เขาติดสัญญากับเด็กนี่อยู่ หนึ่งคือสัญญาว่าจะช่วยเหลือ กับอีกหนึ่งคือสัญญาที่จะไม่ฆ่า
เสียงพวกมันเข้าใกล้เข้ามาเเล้วยิ่งขึ้นทุกที…สาเหตุที่มันยังมองไม่เห็นเขาเพราะด้วยมนตราอำพรางที่ไม่อาจจะใช้ได้ตลอด…

   มาถึงขีดจำกัดของตนเองที่ทำอะไรไม่ได้ เขาได้ตกปากรับคำสัญญา เเสดงความเชื่อใจต่อเด็กนี่ให้ไว้ใจในตัวเขาไปเเล้ว

"ทีนี้เเสดงให้ฉันดูได้เเล้วว่าเเกทำอะไรได้บ้าง"

"เเบบนี้ฮะ"

   เด็กนั่นจับมือเขา…

วูบ!!!!

   สายลมเย็นๆ เเละกลิ่นไอของทะเลลอยขึ้นเเตะจมูก…ชายหนุ่มเห็นภาพฉากที่เป็นทะเลตรงหน้าเเล้วถึงกับตกตะลึงเหลือจะกล่าว จากตรอกมืดมิดคับเเคบซึ่งไม่กี่นาทีก่อนอาจจะเป็นที่ๆทำให้เขาตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ตอนนี้ทุกอย่างหายไปต่อหน้ากับตาตนเอง เหล่านักล่าเหล่านั้นเองก็จะไม่มีวันตามหาพวกเขาเจอเช่นกัน สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เด็กชายตัวเล็กที่เมื่อครู่เขาเองก็ไม่ได้นึกใส่ใจในตัวของมัน นัยต์ตาใสซื่อเเต่มาพร้อมกับรอยยิ้มพราวอย่างเด็กซนที่กำลังสนุกกับการละเล่น  โชคชะตานำพาให้เขามาพบกับเด็กประหลาดเข้าให้เเล้ว

"ถือว่าพักรบก่อนเเล้วกัน…"

   เด็กชายกล่าวพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้า สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นกังวลเมื่อเลื่อนลงมองต่ำที่รอยเลือดของคนตัวโตกว่าที่ในตอนนี้เห็นได้อย่างชัดเจน เเละมันดูเเย่มากจริงๆ

   จากตรอกมืดมิดคับเเคบ เมื่อครู่กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งอย่างทะเล เรียกสายตาตกตะลึงยิ่งกว่าครั้งไหนๆขึ้นต่อคนตัวโตกว่า พลันเห็นว่าเด็กคนนี้ร่างเล็กเพียงไร สูงยังไม่พ้นระดับเอวของเขาเท่านั้น
สายลมเย็นยะเยือกฉีกคร่าความรู้สึกเเห่งความเป็นความตายเมื่อครู่ไปสิ้น…


"คุณคิดจะฆ่าผมตั้งเเต่เเรกที่เห็น อีกอย่างคุณไม่ใช่มนุษย์ นั่นทำให้ผมไม่ไว้ใจคุณ"

"เเกเองก็ไม่ใช่มนุษย์"

   ชายหนุ่มหัวเราะเขามองเด็กชายอย่างประเมิณว่าจะเอาอย่างไรดี

   เด็กชายขมวดคิ้วหน้ายุ่ง ดูจะไม่ชอบใจต่อคำนี้เท่าไหร่นัก หากมองผ่านสายตาของคนตรงหน้าในความมืดเมื่อครู่ เขาคิดว่าพี่ชายคนนี้จะเเก่กว่านี้เพราะว่าความสูงของเขา จนเกือบจะเรียก'ลุง'

"คุณดูเด็กกว่าที่คิด"

   หากมองผ่านสายตาของปีศาจตรงหน้า เด็กนี่คงเป็นลูกหลานของคนที่ใช้พลัสม่าเป็นอย่างเเน่นอน เเละความสามารถนี้จะเรียกว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวมาเเต่กำเนิดก็ว่าได้เพราะความสามารถนี้ มันเป็นสิ่งที่หากคิดจะฝึกฝนน่ะได้ เเต่ต้องอาศัยประสบการณ์กว่าร้อยปี…เด็กนี่ผ่าเหล่าผ่ากอออกมาเกิดอย่างนับว่าไม่ธรรมดา

   ในตอนนี้พี่ชายตัวโตของเด็กน้อยกำลังหอบหายใจรัวเเรง เขาทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นทรายเย็นเฉียบราวคลายความตึงเครียดทั้งมวล บรรยากาศสงบราบคาบที่ไม่มีใครสักคนนอกจากพวกเขา กับคลื่นลมทะเลที่สงบบรรยากาศเย็นๆกับกลิ่นไอของทะเลช่วยให้รู้สึกสงบลง

"นายจะทำอะไร"

เด็กตัวน้อยทำท่าควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกง

"เมื่อกี้คุณขอเลือด…คุณเสียเลือดขนาดนี้ต้องหิวมาก"

"เเกดูคุ้นเคยกับ'ปีศาจ'ดีนี่"

"ผมน่ะตัวดึงดูดปีศาจเลยล่ะ  พี่ผมพูดนะ เขาบอกว่าพวกปีศาจมองว่า มนุษย์เป็นอาหารที่น่ากิน"

"เเกน่ะไม่น่ากินเลยสักนิด "

   ในยามปกติน่ะนะ สำหรับเขาอาหารที่ส่งเสียงดังน่ารำคาญเเบบนี้ ทำให้หมดความอยากอาหารมากกว่า…เเต่ก็ดีที่ในตอนนี้เขาไม่คิดว่ามันน่ากิน เพราะหากเป็นตรงกันข้าม หรือหากเขาไม่สามารถจะควบคุมสัญชาตญาณของตนเองได้ล่ะก็ เด็กนี่อาจจะไม่ได้มายืนยิ้มอย่างอารมณ์ดีอยู่ตอนนี้

   เด็กชายควานล้วงเจอสิ่งที่ต้องการ เขาล้วงมีดพกขนาดเล็กขึ้นมา

"ผมไม่ให้คุณกัดคอผมเเน่…ไม่งั้นพี่ผมไม่มีทางให้ผมออกมาเที่ยวเล่นอีก "

   เมื่อเห็นเด็กชายทำท่าจดๆจ้องๆ จะกรีดเนื้อตัวเอง เขาก็กระชากเเขนเล็กๆนั่นเข้ามาหาตัว จนร่างเล็กๆนั้นหล่นมานั่งบนตักเขา

   สำหรับคนที่ใช้พลัสม่าเป็น มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น เเละสร้างความเสียหายต่อผู้ให้เลือดน้อยที่สุด
เเต่ก่อนจะลงมือ เขาได้ถามย้ำต่อเด็กชายอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
 
"เเน่ใจนะว่าจะให้เลือดฉัน"

"เพื่อให้คุณจะได้มีเเรงกลับไปจัดการเรื่องของคุณให้เสร็จ…ไม่งั้นคนพวกนั้นจะเป็นอันตรายต่อคนอื่น"

…ความคิดดีจริงนะ  นอกจากต้องมาช่วยเขา ยังต้องมาเสียสละตัวเองด้วย หนี้ครั้งนี้จะชดใช้ให้ทีหลังอย่างเเน่นอน เขาหมายมั่นอยู่ในใจ


   สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้เด็กชายเเทบร้องออกมา เมื่อใบหน้าเรียวคมนั้นโน้มลงหา พร้อมกับสัมผัสนิ่งนานที่ริมฝีปากของเขาที่ตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนถูกสูบอะไรบางอย่างออกมาจากร่างกาย  เรี่ยวเเรงรู้สึกเหือดหายคล้ายจะทรงตัวไม่อยู่ เเต่เขาก็ไม่ได้ต้องเจ็บตัวรึต้องเลือดตกยางออกเเต่อย่างใด เเต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทนไม่ได้อยู่ดี เพราะพี่ชายเคยกำชับอย่างจริงจังว่า…อย่าให้ใครมาทำเรื่องเเบบนี้กับตนเอง เขาต้องทำอะไรสักอย่างให้ชายคนนี้หยุด

   รอยขมวดคิ้วมุ่นเกิดขึ้นพร้อมกับกับความชาเล็กๆที่เหมือนเพียงเเมลงสักชนิดกัดที่ใบหน้าซีกซ้ายของเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา…ที่เพิ่งรู้ตัวว่า…โดนเด็กตบหน้า

"คุณจูบผมทำไม!! "

   เขาช่วยขนาดนี้ ยังมาถูก'ทำอะไรเเปลกๆ' เด็กชายคิดว่าตนเองถูกเอาเปรียบมาก

"นี่ไม่ได้เรียกว่าจูบได้ด้วยซ้ำไอ้หนู มันคือการที่นายช่วยชีวิตฉันด้วยวิธีที่ปลอดภัยต่อตัวนายเอง"

   เขาพยายามจะทำให้เด็กนี่รู้สึกเเย่น้อยลงที่สุด เเต่วิธีนี้ก็เป็นการสร้างอันตรายให้กับเด็กนี่น้อยที่สุดเเล้ว เเล้วจะให้เขาทำยังไง

"มนุษย์ตอนจมน้ำเวลาไม่หายใจ ก็เริ่มต้นวิธีการช่วยชีวิตจากวิธีนี้ไม่ใช่รึไง"

   เขายกตัวอย่างให้มันเห็นภาพตาม

"รึจะให้ฉันฝังเขี้ยวบนคอนาย…"

"ก็ไม่เอาเหมือนกัน"

   เด็กชายรีบกล่าว พร้อมกับต้องยอมเข้าใจว่าถ้าคิดจะช่วยนี่ก็เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดเเล้ว อีกอย่างเขาเป็นคนเสนอความช่วยเหลือเอง ภาพที่เขาจะค่อยๆกรีดเลือดตนเองใส่ภาชนะให้อีกฝ่ายดื่มนั้นมันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาคิด เลยจริงๆ
"ขอโทษ…ที่ตบหน้าคุณฮะ"

   เด็กชายรีบกล่าวอย่างสำนึกผิด ความรู้สึกขอบคุณเข้ามาเเทนที่ ด้วยวิธีนี้เองที่ทำให้เขาไม่ต้องเสียเลือดเลยสักหยด

"ถ้าพูดมากอีกจะทำอีก"

   เเค่ความบังเอิญที่ทำให้เด็กนี่โผล่มาอยู่ตรงหน้าเขา เเค่เด็กนี่ไม่ได้วิ่งหนีเขาไปเเต่เเรกเห็น เเละการที่เด็กนี่ได้พาเขามายังที่ๆปลอดภัย เรื่องเเค่นี้มันเทียบไม่ได้กับที่เขาทำให้มันต้องมายุ่งกับเรื่องเสี่ยงอันตรายนี้เลย เเต่ตอนนี้เขาต้องใช้สมาธิ ตัดเสียงรบกวนรอบตัวให้น้อยที่สุด การที่เด็กนี่ยอมเงียบย่อมช่วยเขาในการหาทางออกจากเหตุการณ์ตรงหน้าได้ง่ายขึ้น

"จากความสามารถนี้ของนาย มาเตรียมเเผนการณ์ให้เข้าใจตรงกันก่อน"

"ปีศาจไม่น่าจะบาดเจ็บสาหัสได้ขนาดนี้ "

เด็กชายกล่าว…พลางคิดต่อถึงสิ่งที่พอเป็นไปได้

"พวกมันใช้พิษกับคุณใช่มั้ย"

   "ก็อย่างที่นายเห็น โดยปกติปีศาจจะฟื้นสภาพอาการบาดเจ็บของร่างกายได้เร็วมาก เเต่ฉันทำได้ช้าจนไม่ต่างกับมนุษย์ธรรมดา ถ้าเป็นเเบบนี้ต่อไปจะยิ่งอันตราย"

   ถ้าเขาออกจากที่เเห่งนั้นไม่ทัน. ต่อให้เป็นปีศาจที่เเข็งเเกร่งขนาดไหนเเต่ถ้าถูกทำให้ไม่สามารถใช้กำลังหรือความสามารถอันเป็นจุดเเข็งของตนเองได้ ก็ไม่มีประโยชน์

“ผมมีอะไรจะบอกก่อน พวกเราอยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็ต้องกลับไปใกล้ๆกับสถานที่เดิม”

“เเต่ผมสามารถเลี่ยงจุดบอดอันตรายจุดเดิมนั้นได้”

   ปีศาจหนุ่มพยักหน้ารับรู้ มันมาพร้อมกับรอยยิ้มที่สาดประกายอันตรายยิ่งกว่าเดิม

“เท่านี้ก็เกินพอ”

••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••••

"เป็นไปไม่ได้"

   ชายชุดเสื้อผ้าเเปลกตาเครื่องเเต่งกายสีเข้ม ครางเสียงเบา ด้วยความฉงนสนเท่ห์ ร่องรอยเลือดกองใหญ่อยู่ตรงนี้ รอยเท้าสุดท้ายเองก็อยู่ตรงนี้ เเต่คนทั้งคนกลับเหมือนหายตัวไปเฉยๆ

"สสารไม่เคยหายไปไหน ผมคิดว่า ปีศาจตนนี้มีความสามารถล่องหนอำพรางตัวได้"

   เหล่านักล่าที่มีเป้าหมายเพื่อจับตายปีศาจตนนี้ตามคำสั่งของผู้อยู่เบื้องหลังพบเจอร่องรอยสุดท้ายของชายหนุ่มในตรอกลึกหลังจากนั้นไม่กี่นาที เเต่เมื่อไปถึงก็พบเพียงความว่างเปล่า มีสัญญาณจากหัวหน้าให้ย้อนกลับมาที่ปากทาง เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการค้นหาที่ไร้ประโยชน์ เนื่องจากเขาเชื่อว่าพวกตนถูกกลบางอย่างทำให้รู้สึกว่าคนทั้งคนหายไปได้เเล้วกว่าจะมัวเเต่คิดหาตัวคนอีกฝ่ายก็จะอาศัยจังหวะหนีไปที่ปากทางออก มีความเป็นไปได้ทางเดียวที่พวกเขาคิดออกในตอนนี้ ก็คือ อีกฝ่ายอำพรางร่างกายไปกับความมืดมิดรอบด้านด้วยความสามารถของปีศาจ เเล้วออกไปก่อนโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คิดจะช้าไปมากกว่านี้เพื่อไม่ให้เเผนการของคนที่อีกนิดเดียวพวกเขาก็จะได้ตัวมานั้นสำเร็จเเน่ ดังนั้นกลุ่มนักล่านับสิบคนจึงเร่งรุดกันไปยังปากทางออกด้วยความเร็วสูงสุดของพวกเขา


   "พร้อมหรือยังเรื่องทุกอย่างจะจบลงที่ตรอกนี่…"

   เสียงทุ้มห้าวกล่าวยามสัมผัสได้ถึง ความเกร็งที่มือเล็กๆของเด็กชายกำลังเผลอบีบรัดที่ไหล่ของตน เด็กชายเองก็ตื่นเต้นกับสถานการณ์เสี่ยงตายตรงหน้าอยู่เช่นกัน เเม้ที่ผ่านมาจะพยายามทำตัวปกติ เเต่เขาในตอนนี้กำลังได้ยินเสียงในหัวใจของมันที่เต้นระรัวขึ้นอย่างยากจะควบคุม

   เพื่อความคล่องตัว เขาให้เด็กชายขึ้นมาขี่คอตนเอง…หลังจากนั้นจึงใช้ความสามารถของปกรณ์มาปรากฏตัวขึ้นที่ปากทางเดียวกับที่นักล่าปีศาจเหล่านี้ไล่ต้อนตนเองเข้ามา เเค่คราวนี้จะกลับกัน เพราะเขาจะเป็นฝ่ายไล่ต้อนพวกมันกลับเข้าไปที่ตรอกให้จนมุมเอง

   ที่มือของปีศาจหนุ่มคือปืนกระบอกหนึ่งที่ลักษณะทันสมัยเหมือนปืนที่โลกมนุษย์  ทว่าปืนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้กระสุน ในเมื่อมันเชื่อมโยงกับ พลัสม่าในร่างกายของเขา เเต่นั่นไม่ได้หมายถึงมันจะสามารถใช้ออกมาได้เรื่อยๆ ตัวเขาในสภาพบาดเจ็บจะใช้มันได้เเค่ระยะนึง เเผนของเขาไม่มีอะไรมากเล็งอัดระยะเผาขนในที่ๆไม่ใช่จุดสำคันอย่างท้ายทอย เเล้วควบคุมพลังในการยิงในเเต่ละครั้งด้วยปริมาณที่เหมาะสมไม่ให้ถึงกับตาย เพื่อกันไม่ให้ลุกขึ้นมาได้อีกเป็นครั้งที่2 รวดเร็ว รุนเเรง เเละเงียบเชียบไร้เสียง เพื่อให้ทุกอย่างจบโดยเร็วที่สุดในตรอกเเห่งนี้อย่างที่พวกมันจะไม่รู้ตัว ตามเงื่อนไขให้เพิ่มระดับความยากที่เด็กนี่ขอไว้ทุกประการ

   การเปิดฉากโจมตีเริ่มต้นขึ้นชนิดที่ไม่มีใครหน้าไหนจะตั้งตัวติด…เริ่มต้นจากกระสุนปริศนาที่สาดเข้ามาไม่ยั้งจากปากทางออก โดยที่เเม้พวกมันจะเริ่มเห็นเค้ารางของเป้าหมายที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บ ทว่าในตอนนี้กลับสามารถเคลื่อนไหวในพริบตาได้อย่างคล่องเเคล่ว เข้าใกล้เหล่าผู้ล่าที่ในตอนนี้กลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเเทน เเละกำลังถูกไล่ต้อนให้เข้ามาด้านในตรอกเเคบๆนั้นเรื่อยๆ

   ไม่มีใครสังเกตว่า ทำไมจู่ๆถึงได้มีเด็กชายคนนึงปรากฏตัวขึ้นกับเขา ไม่มีใครสังเกตว่า จริงๆนั้นปีศาจหนุ่มที่กำลังถูกพิษนั้นขยับร่างกายไม่ได้มาก  รูปเเบบการโจมตีที่จำกัด ถูกความเร็วในการเคลื่อนย้ายจากจุดนึงไปยังอีกจุดนึงช่วยอำพรางไว้ เพราะสายตาของปีศาจนั้นจับสัมผัสการเคลื่อนไหวในทุกการโจมตีสวนกลับของมนุษย์เอาไว้ได้ เเละคอยส่งสัญญาณให้ปกรณ์ใช้ความสามารถพาตัวเขาไปยังทิศทางที่สวนทางกับการโจมตี จนกระทั่งพวกมันค่อยๆล้มลงไปทีละคนในเวลาไม่นาน   จนเหลือพวกเขาเพียงลำพัง ในขณะที่พวกมันถูกเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่ ไม่สามารถทำอะไรต่อคนที่มีโอกาสโจมตีเเละหลบได้ตลอด สัญญาณระหว่างพวกเขาที่ใช้ในระยะเวลาสั้นๆนี้คือทิศทางของเข็มนาฬิกาที่เด็กชายเข้าใจได้ ในการส่งสัญญาณบอกเบาๆ เเละยังอาศัยการเคลื่อนไหวที่เเขนของเขาเองที่เล็งปากกระบอกปืนนั่นล่ะ เป็นตัวส่งสัญญาณโดยไม่ต้องเอ่ยเเม้เเต่นิดว่าเขาต้องการจะเคลื่อนไหวไปยังจุดไหน


"ทั้งหมดเป็นมนุษย์"

   ไม่นานตรอกคับเเคบนี้ก้ไม่เหลืออะไรเลยที่จะคุกคามพวกเขาได้อีก หลังจากปีศาจหนุ่ม ตรวจสอบด้วยตนเองจนเเน่ใจเเล้วว่าทั้งหมดเป็นมนุษย์จริงๆ ก็คิดถึงข้อสันนิษฐานที่ค้างคาใจว่า

      คนสั่งการนั้นต้องการอำพรางตัวตนเเน่นอนศัตรูจึงไม่ใช่ปีศาจมาเล่นงานเขาตรงๆ สำหรับเขาการลอบสังหารตนเองนั้นอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเขาชินชากับเรื่องเหล่านี้ เเล้วที่ผ่านมาก็ไม่คิดว่ามนุษย์จะพัฒนาอาวุธหรือยาพิษที่คาดไม่ถึงมาต่อกรกับปีศาจได้จริง ความประมาทจากการเห็นเเต่ชัยชนะเเละความเหนือกว่าศัตรูในทุกด้านของตนเองตลอดมา เกือบย้อนกลับมาทำร้ายเขาเสียเอง

   เเม้มีพลังที่จะจัดการมนุษย์เหล่านี้ได้อย่างง่ายดายเเต่เขาไม่คิดจะสังหารใครพร่ำเพรื่อ ไม่ใช่เพราะว่าเด็กนี่ขอไว้ เเต่เป็นเพราะปีศาจนั้นก็มีเกียรติศักดิ์ศรีของตนเองที่ต้องรักษา พวกเขาถูกเรียกว่าเป็นเผ่าพันธ์ุที่ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารเหนือขึ้นไปกว่าที่มนุษย์เคยสำคัญว่าตนเองว่าเป็นผู้ล่า เป็นผู้มีสติปัญญาเเละมีอารยธรรมสูงสุด ที่โลกของเขานั้นไม่ได้เป็นเช่นนั้น โลกที่ผู้อ่อนเเอกว่านั้นย่อมเสียเปรียบ คือลักษณะของอีกโลกนึงที่ต่างไปจากโลกมนุษย์เเห่งนี้อย่างสิ้นเชิง มนุษย์ในโลกของเขาหากอ่อนเเอก็อาจถูกคุกคามโดยเผ่าพันธ์ุที่เเข็งเเกร่งกว่า สำหรับเขาโลกมนุษย์ยังพอจะหาความสงบใจได้บ้าง เป็นเหตุผลที่คนต่างโลกเองก็อยากเดินทางมาอาศัยอยู่ยังโลกที่สงบสุขเเห่งนี้

   เขาจุดสัญญาณจบภารกิจทดสอบขึ้นเเทนสัญญาณฉุกเฉินอย่างที่คาดว่าน่าจะมีผู้ไม่ประสงค์ดีรอให้เขาจุดมันอยู่ เพียงไม่นานเหล่าปีศาจข้ารับใช้จากต่างโลกก็ปรากฏตัวขึ้นมาจากห้วงมิติเวลา…เขาเชื่อว่าจากบรรดาปีศาจที่ตกใจกับเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกับเขาหลังจบภารกิจ ต้องมีคนที่รอคอยให้เขาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือตามเเผนออกมาสังเกตการณ์เเน่ๆ ว่าเขายังอยู่หรือตาย…หากเขาจุดสัญญาณฉุกเฉินขึ้นในระหว่างภารกิจสำคัญ หน่วยช่วยเหลือจะรุดหน้ามาในทันที เเต่มันก็จะหมายถึงเขาไม่ผ่านในการทดสอบของพวกสมาคมปีศาจ จะต้องหมดคุณสมบัติในการสืบทอดตำเเหน่งหนึ่งในผู้นำในอนาคตต่อโดยปริยาย เรื่องใหญ่ยังรออยู่ในวันข้างหน้าหากเเค่นี้เขายังจัดการไม่ได้หนทางข้างหน้าก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

      
   นาฬิกาบนหอนาฬิกาใกล้ๆตีบอกเวลา หกโมงเย็น ร่างของปกรณ์ที่เหนื่อยล้า เเละเสียงที่เจื้อยเเจ้วถามนู่นนี่เขาไม่หยุด ว่าทำไมเหล่าลูกน้องของเขาจึงสามารถปรากฏตัวขึ้น เเล้วทำไมประตูจึงสามารถปรากฏขึ้น เเต่เขาไม่สนใจจะตอบคำถามในตอนนี้ จนเมื่อเสร็จสิ้นกับการพูดคุยกับคนของตนเองเเล้ว

   ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดต่อกัน เขาสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่ตกลง กับเสียงของลมหายใจที่สม่ำเสมอที่ให้สัมผัสอุ่นๆคลอเคลียอยู่ข้างๆ คอเล็กๆพับตกลงมาอิงเเอบที่ลาดใหล่ของเขาเป็นที่เรียบร้อย อาจเรียกได้ว่าน่าจะเป็นจุดอ่อนหรือผลข้างเคียงของความสามารถนี้ก็ได้ เมื่อใช้ไประยะนึงจนร่างกายเเละพลังของเด็กนี่ถึงขีดจำกัด ร่างกายจะตัดขาดทุกอย่างเข้าสู่โหมดการพักฟื้นโดยอัตโนมัติเหมือนถูกสับสวิทซ์
   เเต่เขาเห็นว่าเด็กนั่นพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเขาเเต่ก็หลับไปเสียก่อนโดยที่ยังไม่ได้พูดสิ่งใดต่อกัน เรื่องที่เขาอยากรู้ในตอนนี้มากพอๆกับเรื่องของนักล่าสังหารเหล่านี้ก็คือ เด็กนี่เป็นใครกันเเน่…
   ข้ารับใช้ที่ยืนรอรับคำสั่ง เห็นเพียงสีหน้าที่กำลังครุ่นคิดบางอย่างของผู้เป็นนาย มันสื่อถึงความหมายบางอย่างผ่านเเววตาโดยที่พวกเขาอ่านมันไม่ออก เป็นสายตาที่คลายลงชั่วขณะอย่างอ่อนใจ ก่อนมันจะเปลี่ยนมาสงบราบเรียบเหมือนเคย เเม้เพียงน้อยนิดก็พอจะสังเกตได้ว่า หากเป็นเเต่ก่อนก็คงจะได้เห็นสีหน้าที่เเสดงความไม่สบอารมณ์ต่อเรื่องที่เกิดขึ้น เเล้วก็ความโกรธ ทว่าในตอนนี้ราวกับเขามีสิ่งที่กำลังอยู่ในความสนใจยิ่งกว่าก็คือเด็กคนนึงที่กำลังนอนหลับอยู่ สิ่งนั้นเองที่ทำให้สายตาของเจ้านายของพวกเขาดูผ่อนคลายลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ

"ตามสืบเรื่องของตัวการ…เเล้วก็ตามสืบข้อมูลของเด็กคนนี้ด้วย"

   ปีศาจหนุ่มได้ตัดสินใจพาตัวเด็กคนนี้กลับไปด้วยเนื่องจากยังมีสิ่งที่เขายังค้างคาใจที่ต้องการคำตอบอยู่อีกมาก

__________________________________________________

ขอเปลี่ยนเเปลงชื่อเรื่องนะคะ


4
1. กลิ่นไสว / devina / Re: ใ น รั ต ติ ก า ล : บ ท น ำ
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2019, 09:09:19 PM »
เเวะมาทักทายก่อนนะฮะ  ติดตามต่อค่ะ :) :)

5
         
      เพทายมองดอกไม้ในมือตน มันเป็นดอกกุหลาบสีน้ำเงินที่กำลังส่งกลิ่นหอมโรยรินที่ปลายจมูก กลิ่นเดียวกับผู้ชายคนนั้นที่เดินเอามันมายัดใส่มือเขา เจ้าปีศาจตนนั้น เขาเห็นเพียงเเผ่นหลังสูงโปร่งที่กำลังจากไป เพทายจำได้ว่าคือมิวอิค ฉายาของมันนั้นคือเทวดาเเห่งเอเดน ปีศาจลูกครึ่งเทพผู้มีใบหน้างดงาม นัยต์ตาสีอเมทิสกับผมสีบรอนส์เทาราวกับเทวดาจริงๆ ใบหน้าที่ราวกับภาพวาดนั่น ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขาใบหน้านั้นเรียบเฉย ทว่ามุมปากนั้นยกขึ้น ปรากฏร่องรอยเเห่งความพอใจอันเเสนลึกลับ       

  ทว่าใครอีกคนที่กำลังถูกยื่นดอกไม้มาตรงหน้านั้นกลับไม่ได้นึกยินดีด้วย คิ้วเรียวขมวดมุ่นยามเห็นช่อดอกกุหลาบสีน้ำเงินเข้มที่ซ่อนความหมายร้อนเเรงอยู่ภายในนั้น...เจ้าของริมฝีปากสีกุหลาบปรากฏร่องรอยหยันขึ้น ต่อดอกไม้ในมือตน
   
   ไอ้หมอนี่ วอนหาเรื่องหรือไงวะ ถึงได้มาเล่นตลกเเบบนี้กับเขา? นี่มันเรื่องตลกที่สุดในชีวิตของเขาเลยนะ

   เขาไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้น....

"พี่!!"

   หญิงสาวในชุดนักศึกษาวิ่งมาทางพี่ชายของตน   พลันขมวดคิ้วมุ่น กับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตรงหน้า เเต่ยังไม่ทันจะถามใดๆ ดอกไม้ราคาเเพงก็ถูกยื่นมาตรงหน้า พร้อมคำสั่ง

"เวรัล เธอเอานี่ไปทิ้งให้พี่ที..."

"พี่ไม่ต้องการเห็นมันอีก.."

"คนใจร้าย.เเล้วคนให้จะรู้สึกยังไงเล่า?!!."

   รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นเเทนคำตอบรับจากเจ้าของใบหน้าเรียวได้รูปเปี่ยมเสน่ห์ที่เเฝงความอันตรายทุกย่างก้าว

"ใครสน? "

   เขาเดินจากไปเเล้ว พร้อมคำพูดเย็นชาไร้ความรู้สึก  เเต่มีหรือคนเป็นน้องสาวอย่างเธอจะยอมทำตาม พี่ชายจอมเผด็จการของตัวเอง เธอเห็นอยู่ว่าใครเอามาให้พี่ชาย เเต่เเค่ไม่หยิบยกมาพูดต่อหน้าให้พี่ชายต้องอารมณ์ขึ้นเท่านั้นเอง..

     ของอุตส่าห์ให้มาเเล้วจะเห็นค่าของมันสักนิดไม่ได้หรือไง คนที่ให้ย่อมรู้ว่าความหมายของดอกกุหลาบสีน้ำเงินที่พวกปีศาจชอบกันนั้นมีความหมายเป็นสากลเเฝงอยู่อย่างไร หญิงสาวไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องเเบบนี้จะเกิดขึ้นกับพี่ชายของเธอ...

"อีตาเผด็จการบ้าอำนาจ สุดเเสนร้ายกาจเอ๋ย นายเองก็มีเสน่ห์ในเเบบของนายสินะ"

    ว่าเเต่พี่ชายเธอไปทำอีท่าไหนเข้าถึงไปต้องตาผู้มีฉายาปีศาจในคราบเทวดาตนนั้นกันเเน่?

             •••••••••••••

...หงุดหงิดเเต่เช้าก็ตั้งเเต่ที่มีผู้ชายด้วยกันมาให้ดอกไม้เเล้ว..ใกล้เที่ยงคืนเขาไม่รู้ว่าจะไปที้ไหนก็มาจบตัวเองยังไนท์คลับที่ตัวเองชอบมา  เเต่คราวนี้มาคนเดียว ไม่ปล่อยให้เพื่อนจอมกวนหรือน้องสาวผู้น่ารำคาญตามมาด้วยดังเช่นที่ถูกรบเร้าขอตามมา

...ไนท์คลับสำหรับปีศาจโดยเฉพาะ...ที่เสียงเพลงจังหวะสนุกยังคงดำเนินไป ร่างสูงที่นั่งเพียงลำพังบนโซฟาสี่ที่นั่ง ถูกส่งสายตาเชิญชวนจากปีศาจสาวสวยรอบทิศทางเป็นระยะๆให้ไปสนุกด้วยกัน

"ดื่มด้วยคนได้มั้ย?"

"เธอเป็นใคร? เรียนที่ลีนิกซ์?"

"เหลือเชื่อที่นายไม่รู้จักฉัน "

   เขายักไหล่พร้อมตอบอย่างไม่ยี่หระใดๆ

"ฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องคนอื่น "

"เเต่ไม่มีใครไม่รู้จักนายนี่นะเพทาย"

   รอยยิ้มปรากฏขึ้นจากเจ้าของใบหน้าสวยเฉี่ยว ที่มีเซ็กส์เเอพเพียลพุ่งกระจายอยู่ในทุกสัดส่วนอย่างเร้าให้ชวนมอง

"ฉันสนใจในตัวนาย..ความสัมพันธ์เเบบวันไนท์เเสตนด์สักคืนนึงของพวกเราคงน่าจดจำ.."

    หญิงสาวหรี่ตาลง เชิญชวนอย่างเปิดเผยด้วยสายตาทรงเสน่ห์ที่ผู้ชายทั้งหลายต้องยอมสยบ ทว่าก็ต้องนิ่งค้างเมื่อเห็นว่าสายตาของเขาเบนไปอีกทาง  ไม่ได้ฟังที่เธอพูดเลย


    บุรุษปีศาจคนเดิมเมื่อเช้า ที่ให้ดอกกุหลาบกำลังมองมาทางนี้ พร้อมเเก้วเหล้าสีสวยในมือที่ชูขึ้น ราวกับกำลังเชิญชวนเขามาร่วมดื่มด้วยทีท่าสบายๆ นัยต์ตาสีม่วงสวยของมันทอประกายราวกับกำลังเล่นสนุก

   ..ไอ้บ้านั่นมันตามเขามาด้วย กำลังจ้องเขม็งตรงมาจากทางนั้นเชียวล่ะ มองให้พอเถอะ...จะได้รู้ชัดไงว่าเขาไม่มีทางตอบรับความรู้สึกของหมอนี่เเน่นอน

    ชายหนุ่มหันกลับมายังสถานการณ์ตรงหน้าของตนที่หญิงสาวในชุดเกาะอกเข้ารูปสีเเดงสุดเซ็กซี่กำลังกอดอกรอคอยเขา

"เจอคนรู้จักเหรอ หรือใครกำลังจับตามองนายอยู่หรือไง?"
   
"ขอจูบได้รึเปล่า..."

   ปีศาจหนุ่มกล่าวขึ้นเเทนคำตอบ

    หญิงสาวผลักอกของปีศาจหนุ่มไปชนกับเบาะโซฟากว้าง เธอเป็นฝ่ายเข้าประชิดเเละโน้มตัวลงไปเริ่มมันเสียเองเป็นการตอบรับ เพทายลืมเรื่องของบุรุษที่นั่งอยู่ไม่ห่างสายตาตนตรงนั้นไปชั่วขณะ เเล้วสัมผัสกับรสชาติเเปลกใหม่ที่เธอมอบให้

.....เขาตัดสินใจจะต่อด้วยการเปิดห้องสักคืนนึงกับเธอ...เพื่อลืมเรื่องในวันนี้ไปซะ

"ที่พูดเมื่อกี้น่ะ เธอยอม? "

    ปีศาจหนุ่มผละออกมาจากริมฝีปากของเธอเลื่อนตัวเข้ากระซิบที่ริมหู

"เเน่สิ ก็ฉันเป็นคนเสนอเอง"

"อย่าเสียใจทีหลังก็เเล้วกัน"

..เเค่คืนเดียวกับผู้ชายที่เธอชอบจริงๆ...เเต่นึกเเปลกใจที่ทุกอย่างมันง่ายดายเหลือเกิน

    สายตาของเพทายจับจ้องกลับไปยังตำเเหน่งเดิม ตรงที่คราวนี้นัยต์ตาสีม่วงสวยนั้น หรี่ตาลงจับจ้องมาทางนี้ด้วยบรรยากาศขั้วลบ ที่ต่างออกไปเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง เพทายคิดอย่างนึกสนุกว่าถ้ามันเห็นเขาควงเธอกลับไปเเบบนี้ ยังจะคิดเเบบเดิมกับเขาอยู่หรือเปล่า...

   คืนนี้จบลงที่ความปลอดโปร่งโล่งใจของเขา ที่ราวกับได้เอาชนะความรู้สึกอันไม่คุ้นเคยดั่งเช่นที่ผ่านมา ที่วนเวียนอยู่ข้างในใจตัวเองตั้งเเต่เช้า

    ทว่าคนที่มายืนขวางทางพวกเขาเอาไว้นั่นล่ะที่ปรายสายตามามองพวกเขา.. มันส่งบรรยากาศอันน่ากดดันเเละอันตรายออกมาอย่างเห็นได้ชัด

"อะไร?"

"นายจะตามฉันไปต่อกับเธอด้วยรึไง?"

   คงมีเพียงปีศาจสาวที่สังเกตเห็นว่าสายตาของปีศาจตนนั่นหรี่ลงจับจ้องเธออย่างน่ากลัวทีเดียว หญิงสาวยิ่งขยับกายเข้าใกล้เพทายโดยอัติโนมัติ เมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศเย็นยะเยือกจากชายตรงหน้า..'มิวอิค' หรือ ณภัทร ในขณะที่สายตาของเพทายนั้นราวกับจะท้าทายอีกฝ่ายอยู่ในที

"เสียใจด้วย เรื่องสนุกๆน่ะระหว่างฉันกับเธอเท่านั้น"

     รอยยิ้มร้ายกาจเเสนมั่นใจ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากสีกุหลาบ ของปีศาจหนุ่มฉายาสุภาพบุรุษซาตานคนนี้อีกครั้ง  นัยต์ตาของเขาราวกำลังสื่อความหมายต่อปีศาจหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าปีศาจในคราบเทวดาตนนี้ว่า อย่าได้เข้ามาในชีวิตของเขาอีกเป็นอันขาด....

     หมอนี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงได้กล้า..ให้ดอกไม้เขา มันไม่ได้สนใจเลยรึไงว่าเขากับมันเป็นเพศเดียวกัน...

    เพทายรั้งเธอให้เดินจากไปอย่างไม่คิดจะหันกลับมามองอีกเลย ทว่ากลับถูกคว้าข้อมือเอาไว้ เสียก่อนจนต้องปรายสายตามองกลับมา มันบีบมือเขาไว้เเน่นชั่วขณะ...ส่วนสายตาเบนหนีจากการมองใบหน้าของเขาราวกับมีอะไรบางอย่าง
ที่อยากจะพูด

....เเปลกคน.....

"ช่วงนี้ระวังตัวด้วย"

"อย่ามายุ่งเรื่องของฉัน"

    สวนกลับทันควันอย่างคนปากไว  เเม้ภายนอกจะปรากฏรอยยิ้มตอกกลับใส่หน้าอีกฝ่าย ทว่าในใจเขายิ่งหงุดหงิดขึ้นหลายเท่า....จนเเทบหมดอารมณ์ ไปในคืนนั้น



                        ______________________

   


   คงเป็นความยินดีครั้งเเรกยามที่รับรู้ได้ว่าตัวเองกลับมาเเล้ว เเม้จะฝันในเรื่องที่ตนเองอยากลืม เเต่มันกลับกลายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเดียวที่ยืนยันได้ว่าตัวเขาอาจจะมีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่

   นัยต์ตาสีดุจเเสงตะวันอันเปี่ยมพลังนั้นลืมตาขึ้นในความมืดมิดรอบตัว ความทรงจำที่ผ่านมายังคงชัดเจนราวกับเพียงเเค่ฝันเเล้วลืมตาตื่น ทว่าสิ่งที่หลั่งใหลแทรกเข้ามาในการรับรู้กลับทำให้ ต้องผวาลุกขึ้นมาอีกคราอย่างไม่สามารถจะข่มกลั้นความรู้สึกอันรุนแรงนี้ได้ เป็นความรู้สึกของคนที่สัมผัสความตายมาเเล้วครั้งนึง

   เขาตายแล้ว…นี่เป็นเรื่องจริง สัมผัสที่ว่าวิญญาณตัวเองถูกทำให้หลุดออกมาจากร่างด้วย ‘สิ่งนั้น’ มันชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธราวกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนไม่เลิก แต่เเล้วทำไม…?

   ทั้งความคงอยู่ของกายเนื้อที่หนักอึ้ง ความอบอุ่น ความเย็นชื้น ความร้อนผ่าวที่ใบหน้าของน้ำตาที่หลั่งใหลไม่หยุด เเละลมหายใจเเห่งชีวิต ทำไมทุกอย่างยังคงอยู่ เขาเชื่อว่าตัวเองตายไปแล้วจริงๆ

   คำตอบนั้นอยู่ตรงหน้าด้วยเเสงจันทร์ที่สาดกระทบลงมาจากภายนอก. เงารางเลือนในกระจกเเทนคำตอบว่ามีร่างนึงนั่งอยู่บนเตียงนอนในตอนนี้อยู่จริงๆ ร่างกายที่หนักอึ้งผ่อนตกลงพิงกับพนักเตียงอย่างคนไร้เรี่ยวเเรงชั่วขณะ

   เขาจะหัวเราะหรือร้องไห้กับเรื่องที่เกิดขึ้นดีล่ะ? ในเมื่อนี่มันไม่ใช่ร่างกายของเขา…

        เพทายสูดลมหายใจเข้าลึกๆเรียกสติตัวเอง หัวใจยังคงเต้นอย่างไม่ค่อยปกตินัก จากเรื่องราวต่างๆที่ประดังเข้ามาใส่ตัว..ได้ในตอนนี้คือเขาจะมัวมานอนอยู่ที่นี่ไม่ได้...ความทรงจำสุดท้าย ก่อนที่วิญญาณเขาจะออกจากร่าง มันเกิดขึ้นหลังจากที่เขาต่อสู้กับรชตะเพราะเรื่องของไอริณ...เเล้วถูกคนของพ่ออาศัยจังหวะนั้นพาตัวเขากลับบ้าน....มันน่าเเปลกที่....ไอริณปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ทำทีเป็นช่วยเขา เเล้วก็ใช้'สิ่งนั้น'เเทงทะลุเข้ากลางอกของเขา อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว..เหตุการณ์ทั้งหมดเหมือนจิ๊กซอว์เเต่ละชิ้นที่กระจัดกระจายไม่เป็นรูปร่างที่เเน่ชัดในหัวสมองของเขาเอง

"ไอริณ.."

   เบาะเเสทุกอย่างย้อนกลับไปที่เธอ ในช่วงที่เขาบอกเลิกเธอ เเม้ไอริณจะโกรธเขามาก เเต่ถ้าเทียบกับช่วงเวลาที่เธอเอาสิ่งที่เหมือนกริชนั่นเเทงใส่เขาอย่างไม่ลังเลนั้น มันต่างออกไป เหมือนไม่ใช่ตัวเธอเอง

   เขาพยายามนึกทว่าพอเริ่มรู้สึกปวดหัวหน่วงๆขึ้นมาเขาจึงหยุดคิด มากกว่านี้ไม่ไหวเเล้วจริงๆในตอนนี้

    เขาจะมัวมานอนอยู่ที่นี่ไม่ได้ เพราะยังไม่รู้อะไรเพิ่มขึ้นเลยสักอย่าง เเต่การที่ตัวเองได้นอนหลับอย่างสบายมาถึงในตอนนี้ก็เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างนึงว่า ที่นี่ปลอดภัยสำหรับเขามาตลอดในยามหลับ

    ปีศาจหนุ่มในตอนนี้เลือกที่จะนอนพักอีกครั้ง เเละไม่คิดปล่อยให้ช่วงเวลาในคืนนี้ ผ่านไปอย่างสูญเปล่า อย่างน้อยเขาก็คิดจะสำรวจที่นี่ รวมถึงรู้ให้ได้ว่าตนเองมาอยู่ในร่างใคร

    เขาพยายามเร่งเร้าประสาทสัมผัสของตนเองถึงขีดสุด โดยเฉพาะการได้ยิน...เพื่อจะจับสัมผัสให้ได้จากเสียงรอบตัวว่ามีกี่คนอยู่ที่นี่บ้าง เพราะจากเเค่ขนาดห้องที่กว้างไม่น้อยรวมถึงการตกเเต่งอย่างใส่ใจ ทำให้เขาพอจะนึกถึงอาณาบริเวณกของบ้านได้ทีเดียว

   
    สภาพของเขาเองในตอนนี้ เป็นเพียงร่างของเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่น่าจะยังไม่เข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ เขาลองขยับร่างกายดูเพื่อยืดเส้นยืดสาย กล้ามเนื้อของเขาช่างอ่อนลีบเหมือนคนไม่เเข็งเเรง เเถมผิวยังขาวซีดกว่าระดับปกติมาก เหมือนคนที่นอนป่วยบนเตียงมานานอย่างไรอย่างนั้น ที่สำคัญเขาหิวมากทีเดียว...มากเกินกว่าที่จะอยากกินอาหารปกติเเบบมนุษย์เเล้วค่อยๆรอร่างกายดูดซึมสารอาหาร เขาต้องการ'ดื่มเลือด' เพื่อชดเชยกับความอ่อนเเรงสะสมของร่างกายนี้..ความกระหายอันเเสนคุ้นเคยนี่เองเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ในทันทีว่าตนเองได้เข้ามาอาศัยในร่างของปีศาจสักตนนึง โชคดีที่มันเป็นเช่นนั้นเพราะหากเขามาอยู่ในร่างของมนุษย์ธรรมดาๆล่ะก็เขาไม่สามารถจะยอมรับเเละปรับตัวได้ในทันทีอย่างเเน่นอน เเละเพราะร่างนี้กำลังหิวเป้าหมายจึงถูกล็อคเป้าอย่างรวดเร็วด้วย 'คนที่ใกล้ตัวที่สุด'


   เเม้เเต่เสียงของลมหายใจที่ผ่านเข้าออกเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอของคนห้องข้างๆเขาก็ได้ยินมันชัดเจน เพทายในร่างเด็กหนุ่มเปิดประตูออกไปยังระเบียง สำหรับเขามันเป็นการง่ายที่จะทำทุกอย่างโดยไร้เสียง สายตาของเขากวาดผ่านตาอย่างรวดเร็วไปยังเบื้องล่าง มีคนเฝ้าอยู่จริงๆ ทว่ายังไม่สังเกตเห็นเขา ร่างเด็กหนุ่มเคลื่อนไหวรวดเร็วจนเห็นเป็นเงาดำพาดผ่านไปยังห้องข้างๆ

   'ประตูระเบียงไม่ได้ล็อค' อีกฝ่ายเป็นคนไม่ค่อยระวังตัว หรือจริงๆอาจมั่นใจว่ามีคนข้างล่างคอยคุ้มกันตนเองยู่เเล้วมากกว่า

         เเสงจันทร์จากภายนอกทำให้เห็นร่างของเขาเป็นเพียงเงาที่เดินสำรวจสิ่งต่างๆ เเล้วตรงมายังตำเเหน่งที่เตียงนอนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เขายอมรับว่าหิวจนเเทบอดใจไม่ไหวเเล้วจริงๆ เเต่จิตสำนึกก็ยังคงหลงเหลือที่คิดจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บน้อยที่สุด

    เเม้จะมืดเเต่นั่นก็ไม่เป็นอุปสรรค รูปโครงของร่างที่นอนหลับอยู่เป็นชายหนุ่มร่างสูง เเละน่าจะอยู่ในอาการหลับลึกทีเดียว เด็กหนุ่มเลื่อนกายตนเองเข้าไปใกล้ นิ้วมือของเขาวาดในสิ่งที่เป็นอักขระโบราณกลางอากาศ ตัวอักษรเหล่านั้นปรากฏเป็นเเสงสว่างท่ามกลางความมืดทีละตัวเเละหายเข้าไปในร่างของเป้าหมาย กันไว้ก่อนโดยเลือกที่จะใส่มนตราที่ทำให้หลับลึกเข้าไปในร่างของเป้าหมายกันไว้อีกชั้นหนึ่ง

     เพทายในร่างเด็กหนุ่มโน้มตัวลงไปใกล้ 'กลิ่นบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดเเทรกเข้ามาในประสาทสัมผัส  เขี้ยวเริ่มโผล่พ้นริมฝีปากโดยสัญชาตญาณความกระหายเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปะชัญญะ เขาในตอนนี้ยินดีจะเป็นปีศาจไร้สติที่ดื่มด่ำกับรสเลือดชั่วคราวอย่างเต็มที่ คมเขี้ยวนั้นฝังเข้าที่ต้นคอของร่างนั้นอย่างไม่ลังเล
     
     รสเลือดที่ผ่านพ้นลำคอที่เเห้งผากเข้าไปเป็นรสชาติที่ประหลาดมาก เเละทำให้สามารถเเยกเเยะได้ว่าคนๆนี้เป็นปีศาจเช่นกัน เลือดไม่ได้รสชาติดีเกินกว่ารสธรรมดาของเลือดอมนุษย์หรือมนุษย์ที่เคยดื่มเเต่...รสของมันกลับมีสิ่งที่ไม่คุ้นเคยเจือปน

    จนสุดท้ายเขาก็นึกออก เลือดของคนๆนี้ มีความพิเศษที่เเสดงลักษณะเฉพาะทางเผ่าพันธ์ุ   จนเขาสรุปว่าน่าจะเพราะความเป็นลูกครึ่งสองสายเลือดทำให้เลือดของเขารสชาติเเตกต่างจากใครๆ จะเป็นใครก็ตามยังไงก็นึกขอบคุณที่ไม่ตื่นขึ้นมาเสียก่อน  เเต่ยังไม่ทันจะวางใจได้นานนัก

    ขณะที่เลือดของชายคนนี้ไม่สามารถทำให้เขาผละออกจากร่างนี้ได้โดยง่าย จู่ๆคนใต้ร่างก็เกิดปฏิกิริยาขึ้นมาจนร่างเด็กหนุ่มสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงเเรงกดรั้งหนักๆที่ต้นคอตนเอง พร้อมกับสัมผัสของนิ้วมือที่เลื่อนผ่านขึ้นไปลูบเส้นผมของเขา เขาผละคมเขี้ยวออกมาโดยสัญชาตญาณเเล้วคิดจะรักษาระยะห่างออกจากคนๆนร้ในทันที...

   
    ทว่าชั่วเวลาเพียงไม่กี่วินาที สถานการณ์ก็กลายเป็นเขาเสียเองที่ถูกพลิกตัวไปอยู่ใต้ร่างของชายคนนี้ เขาเผชิญหน้ากับเจ้าของนัยต์ตาสีม่วงที่ส่องประกายเด่นชัดในความมืด มือของมันเอื้อมไปกดสวิทยังโคมไฟที่หัวเตียง ทำให้ทุกอย่างถูกเฉลยอย่างยากจะยอมรับในความจริง ช่วงเวลาราวกับถูกหยุดไว้ตรงนั้น เมื่อเขาเองก็คิดไม่ออกว่าควรจะพูดอะไรต่อคนที่เขาถือวิสาสะกัดคอดื่มเลือด เเต่จะให้เขาขอบคุณคนๆนี้ ปากก็หนักจนพูดไม่ออก เเล้วทำไมโชคชะตาต้องทำให้เป็นปีศาจตนนี้กับเขาต้องมาเจอกันอีก? 

"นึกว่านายจะไม่ตื่นขึ้นมาเเล้ว 'เพทาย'.."

    สีหน้าของเขาคงกำลังเเสดงความประหลาดใจที่สุดในชีวิตออกมาที่มันเองก็รู้เรื่องนี้ ความรู้สึกโล่งอกจู่ๆก้ผุดเเทรกขึ้น...ความคิดที่ว่าคนๆนี้อาจเป็นผู้อยู่ในเหตุกาาณ์ตอนนั้นทำให้เขาวางใจลงได้บ้าง ต่อหน้าคนๆนี้เขาคงไม่ต้องเเสร้งทำเป็นคนอื่นเพื่อปิดบังอีกต่อไปในเมื่อนัยต์ตาของอีกฝ่ายไม่มีความคลางเเคลงต่อสิ่งใดเลยสักนิดต่อตัวเขาราวเข้าใจดีว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ใด มันนิ่งสงบราวกับว่าไม่มีสิ่งใดจะสร้างความประหลาดใจให้กับคนๆนี่ได้เลยเเม้เเต่เรื่องราวอันเเสนผิดเพี้ยนตรงหน้า

....สิ่งที่ขาดหายไปตอนนั้น เพิ่มมาอีกชิ้นส่วนต่อไม่ได้มีเพียงเเค่ไอริณที่อยู่กับเขา มิวอิคอาจเป็นคนที่จะให้คำตอบเขาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

"ต้องการเลือดอีกรึเปล่า? "


    นึกไม่ถึงว่าคำพูดต่อมาของอีกฝ่ายจะเป็นเรื่องนี้ นอกจากจะไม่ติดใจต่อเรื่องเมื่อครู่ ยังเป็นฝ่ายเสนอเองอีกด้วย

"ไม่ล่ะ"

    เพทายตอบกลับไม่เต็มเสียงนัก ยั้งคำว่า'ฝันไปเถอะ' ไม่ให้ออกไป เขารู้สึกเหมือนตนเองหน้าเห่อร้อนขึ้นนิดๆ พอรู้ว่าทำอะไรกับปีศาจตนนี้ลงไป คงจะมีความเผลอไผลอีกเป็นครั้งที่สองอยู่หรอก

 "ฉันต้องรีบไปจากที่นี่ เล่าทุกอย่างที่นายรู้มาให้หมด"

   เพทายเข้าเรื่องที่ตนอยากรู้ในทันทีอย่างไม่ให้เสียเวลาอีก ทว่าสิ่งนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ย้อนเข้าตัวเขาเองเสียอย่างนั้น

"วิธีนี้น่าจะเร็วกว่า..."

 "วิธีไหน?"

    คนสมองเร็วคิดว่าตนไม่น่าถาม ในเมื่อรู้ได้ในทันทีว่า'วิธีไหน' ที่อีกฝ่ายกำลังคิดอยู่

   'ความทรงจำของมิวอิคจะไหลผ่านเข้ามาในการรับรู้ของเขาผ่าน'เลือด'มันคือกฏอันเเสนง่ายดายของการเเลกเปลี่ยนความทรงจำที่ต้องยินยอมทั้งสองฝ่าย...เเต่มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

"มันจะ'เร็ว'ก็ต่อเมื่อ พวกเราอยู่ยังสถานที่ที่เป็นสื่อกลางไม่ใช่รึไง'"

"ร่างกายของฉันเป็นสื่อกลางที่ดีอยู่เเล้ว"

   น้ำเสียงมั่นใจตอบกลับมา
 
"นึกไม่ถึงว่านายจะมีความสามารถพิเศษด้านนี้"

    เขากล่าวอย่างคลางเเคลง ทว่ากลับถูกย้อนกลับมาอีกครั้ง ด้วยรอยยิ้มสบายๆที่ปรากฏขึ้นราวท้าทายว่าเขากล้ารึเปล่า

"ไม่ลองเเล้วจะรู้?"

    เพทายสาบานกับตนเองว่า ครั้งสุดท้ายเเล้วจริงๆที่เขาจะดื่มมัน ยอมกลืนน้ำลายตัวเองในครั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ

                                              _______________________

บทเดิมยังไปต่อไม่จบ ยังวางแผนไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนออกมายังไง ยิ่งปล่อยนานก็ยิ่งลากยาวมาจนจะหมดเดือน เดือนนี้คงไม่จบเเต่ก็อยากเขียนต่อไปเรื่อยในส่วนที่อยากจะเติมเต็มเนื้อเรื่องมันเข้าไปค่ะ  ;D

6
“ถ้านายไม่มา ไม่ใช่เเค่จะสร้างปัญหาให้ตัวนายเอง เเต่นี่จะทำให้พวกเราที่เหลือเดือดร้อนไปด้วย เพราะปู่จะไม่ยอมเปิดพินัยกรรม”

   บทสนทนาในรถที่มีเพียงทิวากาล เเละเขานั่งมาด้วยกัน ที่จริงบรรยากาศก็ไม่ได้ชวนกดดันอย่างที่คิด สาเหตุที่ทิวากาลเย็นชากับตัวเขาเองนั้นเขาพอจะรู้จากพีรภัทรมาบ้างเเล้ว เเม่ของทิวากาลคือภรรยาใหญ่ของบ้าน ส่วนเเม่ของเขาเป็นภรรยารอง  ที่จริงเเล้วฐานะของเพทายนั้นไม่ใช่ฐานะผู้สืบทอดลำดับต้นของการันต์ เดชะฤทธิ์ ผู้เป็นพ่อ เเต่เพราะผู้นำตระกูลอย่างไอยรันต์ เดชะฤทธิ์ ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ของเพทายให้ความเอ็นดู เเละคาดหวังในตัวเพทายชนิดเเสดงออกชัดเจนมากกว่าทายาทคนใดทั้งหมด เลยทำให้ชีวิตของเพทาย กับเเม่ เเละน้องสาว ถูกทายาทคนอื่นเพ่งเล็งอยู่เสมอ ความอึดอัดที่เจอมาตลอดตั้งเเต่อาศัยอยู่ในบ้านใหญ่ตั้งเเต่วัยเด็ก รวมถึงการเผชิญกับเเผนการต่างๆที่บรรดาภรรยาของพ่อล้วนสร้างขึ้นเพื่อเเย่งชิงผลประโยชน์เเละอำนาจ ทำให้เพทายเเปรเปลี่ยนมันเป็นความปราถนาอันเเรงกล้าที่ตนเองจะต้องพาเเม่เเละน้องสาวออกมาใช้ชีวิตอยู่โดยเป็นอิสระจากคนของตระกูลเดชะฤทธิ์ให้ได้ในสักวันนึง

    ในวันเกิดอายุครบร้อยเก้าสิบปีที่เพทายผ่านพ้นพิธีบรรลุนิติภาวะของปีศาจ ซึ่งตามกฏหมายของโลกเเห่งนี้ทำให้มีสิทธิ์ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ชิ้นเเรกในนามของตนเอง สิ่งที่เพทายเลือกก็คือบ้านที่ในอดีตเคยเป็นของแม่เขา ที่เขาซื้อคืนมาจากญาติพี่น้องของเเม่เอง ‘บ้านธรรมดาๆหลังหนึ่ง’ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเเม่นั่นเองที่เพทายมอบให้เธอเป็นของขวัญในวันเกิดของเขาเอง 

   เพทายนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาในสายตาของญาติพี่น้องรอบตัวเขาเเสดงให้เห็นว่าเป็นพวกล้างผลาญเงินตระกูล เอาเเต่เที่ยวเล่นรักสนุก ก่อเรื่องก่อราวไปทั่ว ไม่สนใจใยดีในการเข้ามาเรียนรู้กิจการของตระกูลเดชะฤทธิ์เเม้เเต่น้อย เมื่อเขาคิดว่าการใช้ชีวิตเหลวเเหลกของตนเองจะทำให้ถูกตัดสิทธิ์ออกจากกองมรดกที่เต็มไปด้วยการห้ำหั่นกันระหว่างญาติพี่น้องนี้ เเละจะทำให้บรรดาภรรยาทั้งหลายของพ่อหมดความสนใจในการคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องกำจัด เเต่ผลลัพธ์กลับต่างออกไปจากที่เพทายคาดไว้พอสมควร

   พีรภัทรเล่าให้เขาฟังว่า ทั้งพ่อเเละปู่ยังคงรอคอยให้เพทายกลับบ้าน เเม้จะทำตัวเหลวเเหลกอย่างไร ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเพทายนั้นมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะรับสืบทอดทุกอย่างของตระกูลเดชะฤทธิ์ เเต่เหตุผลที่ว่านั่นจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะเห็นด้วย ไม่มีใครเข้าใจว่าทั้งคู่มองเห็นอะไรในตัวปีศาจลูกของภรรยารองคนนึงที่ต่อต้านพวกเขาเสมอมา เรียกได้ว่าเเทบจะเป็นขั้วตรงข้ามกับสิ่งที่เป็นเเบบอย่างอันดีกับทายาทคนอื่นในตระกูล เเละความรู้สึกว่าผู้นำตระกูลตัดสินอย่างอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของทุกคนนั่นเองที่ ยิ่งส่งผลเป็นความเกลียดชังในตัวเพทายให้ทวีเพิ่มมากขึ้นจากคนรอบตัว

                  ……………………………

   รถเเล่นมาจอดเทียบยัง คฤหาสถ์ใหญ่ของตระกูลในช่วงกลางดึก น่าเเปลกที่เเม้จะเป็นอาณาบริเวณขนาดใหญ่เเต่บรรยากาศข้างในกลับดูวังเวงเเละเงียบเชียบอย่างน่าผิดปกติ  เขาถูกพี่ทิวากาลพามายังส่วนทางเดินเเยกอีกทางเเละเดินลึกเข้าไปถึงเรือนพักเเยกที่มีอาณาเขตเป็นส่วนตัวด้วยสวนที่มีร่มไม้ครึ้ม

7
5. Devina / รัญชิดา / Reborn บทที่ 6 การเริ่มต้น (100%)
« เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 12:53:18 PM »

         รถสปอร์ตคันหรูเเล่นเข้ามาเทียบจอดยังเเปลงที่ดินว่างเปล่าในย่านใจกลางเมืองที่ราคาเเพงระยับ ปีศาจร่างสูงสามตนตั้งใจจะมาวางเเผนเรื่องการดำเนินการก่อสร้างสถานบันเทิงเพิ่มอีกหนึ่งเเห่ง เพื่อขยายธุรกิจส่วนตัวของพวกเขาเอง  ผู้ที่จะได้เป็นเจ้าของมันนั้นต้องผ่านขั้นตอนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางกฏหมายทั้งกับทางคนจากทางภาครัฐเองเเละกับเจ้าของเดิม เพื่อที่จะดำเนินการได้อย่างถูกกฏหมายโดยไม่มีปัญหามาสร้างความรำคาญใจในภายหลัง กว่าจะได้เป็นเจ้าของพื้นที่ทำเลทองตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาอดทนรอคอยมันมาร่วมปีทีเดียว

   “น่าเเปลกที่พื้นที่ตรงนี้จู่ๆ เพทาย ก็ถอนตัวออกไป ทั้งๆที่เเต่ก่อนยังงัดข้อกับคุณไม่เลิกราเเท้ๆ”

   เป็นคนของเลขาประจำตระกูลนั่นเองที่ออกความเห็นขึ้นมา ช่วงนี้พวกเขาต่างคนก็ต่างยุ่งในการสะสางเรื่องของตัวเองหลังจากที่หายไปสามเดือน ทุกอย่างยังคงรอคอยให้เขามาจัดการต่อเเม้ในที่ผ่านมานั้น เพทายจะมีเพื่อนอย่างพีรภัทรคอยดูเเลเรื่องต่างๆซึ่งก็ไม่พ้นกิจการที่พวกเขาลงทุนร่วมกันเเละเขาเองก็มีมิวอิค เเละเเอสรอน เป็นหุ้นส่วนคอยดูเเลธุรกิจส่วนตัว


   “ร้านอาหารงั้นเหรอ? ท่าทางกลับมาคราวนี้สมองมันจะเพี้ยนแล้วจริงๆ นายทำอะไรกับมันกันเเน่รชตะ”

   เเอสรอนเองก็เเปลกใจที่ โดยสรุปเเล้วสิทธิในการเปิดกิจการในพื้นที่ราคาเเพงระยับใจกลางเมืองตรงนั้น เพทายเลือกที่จะถอนตัวออกไปพ้นทางพวกเขาเสียที ไม่เข้ามายุ่งย่ามวุ่นวายในเเบบในอดีตที่เมื่อเขาได้อะไรมันก็ต้องได้ด้วยอย่างที่เป็นมาเสมอ

   ผ่านไปถึงช่วงระยะเวลาสามเดือนในการเริ่มต้นชีวิตในร่างใหม่ของปกรณ์ รชตะก็ได้รับการรายงานถึงความเคลื่อนไหวของปกรณ์ในร่างเพทาย ไม่ว่าปกรณ์จะทำอะไรที่ไหนเรียกได้ว่ามีคนคอยรายงานกับเขาตลอด ไม่นานข่าวการเปิดธุรกิจใหม่ของปกรณ์ในพื้นที่ใกล้ๆกันกับเขาก็เกิดขึ้นเพียงเเต่ตอนนี้เป็นธุรกิจส่วนตัวเล็กๆของปกรณ์เองที่ดูเเลมันด้วยตัวเองกับคนในครอบครัวคือเเม่เเละน้องสาว

   โดยมันหันไปลงทุนเปิดสวนอาหารบนชั้นลอยฟ้าของคอนโดตึกคู่เเฝดที่ตนเองเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นย่านที่พักใกล้กับมหาวิทยาลัยเเละย่านธุรกิจของเมือง ปกรณ์กำลังเริ่มต้นสานต่อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เพทายเป็นผู้บุกเบิก คอนโดเเห่งนี้รวมไปถึงส่วนของเเมนชั่นที่จงใจสร้างโดยจำลองคอนโดหรูมาให้ผู้ที่ต้องการเช่าอาศัยเเบบชั่วคราวได้สัมผัสบรรยากาศเเบบเดียวกัน

   หลังจากเสร็จธุระเรื่องงานของตนเองเเล้ว ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาขับรถพาทุกคนมายัง‘ทวินริเวอร์การ์เด้น’ ตึกคู่เเฝดใจกลางเมืองที่ เพทายเป็นผู้ครอบครองมันเเต่เพียงผู้เดียวโดยปราศจากหุ้นส่วนเช่นเขาอย่างที่เเล้วมา
   
   พวกเขาไม่ได้นัดกับปกรณ์ไว้ สิ่งที่พวกเขาเห็นเมื่อขึ้นมาบนชั้นสูงสุดก็คือ เพทาย เดชะฤทธิ์ที่กำลังลงมาจัดการดูเเลความเรียบร้อยบนร้านอาหารเปิดใหม่นี้ด้วยตัวเอง รชตะเห็นสิชล เเละเวรัลอยู่พร้อมหน้า ไม่ใช่เเค่นั้น เเม้เเต่พีรภัทรเอง รวมถึงมิวอิค ก็มาในฐานะเเขกของที่นี่ด้วย

“ไม่นึกว่าจะได้เจอพวกนายที่นี่ อย่างกับนัดกันมาเเบบนี้”

   ปกรณ์ออกมาทักทายทุกคนที่กำลังแสดงสีหน้าที่เเตกต่างกันออกไป เเต่ดูเหมือนว่าาการมาของเเขกที่ไม่ได้เชิญอย่าง ณภัทร รชตะ เเละเเอสรอน จะทำให้ พีรภัทรไม่พอใจอยู่บ้างเช่นกัน

    คงมีเพียงเเม่ของเขาเเละน้องสาวที่ดูจะดีใจไม่น้อยที่ในที่สุดลูกชายของตัวเองก็มีเพื่อนคนอื่นๆมาหาบ้าง สิชลไม่ได้รู้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับเพื่อนคนอื่นๆนักนอกจากรชตะ เธอไม่ต้องการให้ลูกชายสร้างศัตรูเพิ่มขึ้นอีกเเล้ว เเค่เพียงไม่ได้เจอหน้าลูกสามเดือนโดยที่ไม่รู้ว่าผ่านความเป็นความตายไปอย่างไรก็เป็นการอดทนที่มากพอของเธอ

   ทุกคนที่มาได้รับการต้อนรับอย่างดีจากสิชล มันไม่ต่างจากการมาเข้าร่วมงานเลี้ยงเเสดงความยินดีต่อเพื่อนคนนึงที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจที่เพทายปกปิดเรื่องนี้อย่างเงียบๆมาโดยตลอด เเละรอคอยทุกอย่างเข้าที่เข้าทางจึงคิดบอกคนครอบครัว สิ่งที่ปกรณ์พอจะมองเห็นคือความใส่ใจที่เพทายมีต่อสถานที่เเห่งนี้เเละการใส่ใจถึงอนาคตต่อไปข้างหน้าของสิชลและเวรัล ความต้องการของเพทายก็คือการออกจากการพึ่งพาตระกูลเดชะฤทธิ์ หากไม่ได้พีรภัทรที่รู้ใจเพทายที่สุดว่าต้องการอะไรเเละคิดจะทำอะไรล่ะก็หลายๆเรื่องเขาก็คงตัดสินใจเองโดยไม่คำนึงถึงในสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมมีความปราถนาที่จะทำมันให้สำเร็จ
   
               ………………………………………


   ขณะของมื้ออาหารที่ถูกเอาใจใส่อย่างอบอุ่นกำลังดำเนินไป มันเป็นความรู้สึกที่เหล่าปีศาจที่ไม่ได้ถูกเชิญมาทั้งสี่คนนั้นไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง  รชตะนั้นตกอยู่ในความคิดของตนเองชั่วขณะ ตึกเเห่งนี้ที่เพทายเป็นเจ้าของมันได้สำเร็จ เเทนการมุ่งไปกับการขยายธุรกิจให้เเตกเเขนงออกไปจนเกินกำลังของตนเองตามความตั้งใจเดิมของเพทาย และปกรณ์ที่คิดจะปรับปรุงพื้นที่สำหรับงานอสังหาริมทรัพย์ที่เพทายมีอยู่เเล้วนั้นเสียเเทน วิธีนี้เเม้จะต้องใช้เงินลงทุนจากเงินส่วนตัวที่เพทายมีสะสมเอาไว้ ทว่าย่อมไม่มากไปกว่าที่เพทายในอดีตคิดวางเเผนเอาไว้ เเสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่ปกรณ์จะยังไม่คิดตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆที่เพทายกำลังคิดจะลงมือทำ 

   รชตะเริ่มเข้าใจความคิดของปกรณ์ ยามเมื่อเจ้าตัวเล่าถึงเเผนธุรกิจของตนเอง นัยต์ตาเเจ่มใสเปี่ยมพลังชีวิตของมนุษย์ผู้มาอาศัยในร่างปีศาจคนนี้สะท้อนสู่สายตาของเขา มันเต็มไปด้วยเเผนการต่างๆ การพุ่งเป้าเดียวของมนุษย์อย่างปกรณ์ที่คิดจะเข้าจัดการกับทรัพย์สินของเพทายนั้นมีหลายอย่างอยู่ในใจที่เขารู้สึกว่ามนุษย์คนนี้กำลังเริ่มขยับขยายต่อไปเรื่อยๆในทิศทางที่เขาไม่สามารถอ่านออก ที่สำคัญมนุษย์ตนนี้เเสดงความไว้วางใจต่อตัวเขามากกว่าที่คิดเเละไม่ได้คิดปิดบังมันต่อเขาเลยสักนิด

   
   เพราะเวรัลเเละสิชลรับหน้าที่ดูเเลทุกคน ทำให้รชตะมีโอกาสมาคุยกับปกรณ์เป็นการส่วนตัวที่มุมสงบไร้ใครมารบกวน ความหลังระหว่างเขากับเพทายผุดเเทรกขึ้นมายามเห็นคนตรงหน้าที่เเตกต่างกันราวอย่างสิ้นเชิง

   เเต่ก่อนนั้นไม่ว่าเขาหรือเพทายจะตัดสินใจไปเลือกพื้นที่เพื่อทำการลงทุนที่ไหนในเมืองนี้ ก็ล้วนมีความคิดใกล้เคียงกัน อย่างการเปิดธุรกิจสถานบันเทิงหรือบ่อนคาสิโนถูกกฏหมาย ความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้นหลายๆครั้งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เหตุผลนั้นมาจาก ไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไรก็ตามเพทายเองก็รวดเร็วพอที่จะคิดทำในสิ่งเดียวกันกับเขา ไม่ว่าเขาจะมองเห็นโอกาสในการลงทุนที่ไหนอีกฝ่ายก็ราวกับอ่านความคิดของเขาได้ล่วงหน้า ไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไรที่ตรงนั้นจะต้องมีเพทายมามีส่วนร่วมในการเเบ่งผลประโยชน์กับเขาด้วยเสมอ บ่อยครั้งที่มันทั้งกวนประสาทเเละน่าหงุดหงิดใจที่มีคนรู้ทันความคิดของตนเองไปเสียทุกเรื่องเเต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งข้อเสนอเเละผลประโยชน์ที่จะได้รับก็ไม่ได้ถูกเอาเปรียบจนเกินไปนักเรียกได้ว่าพอจะเชื่อใจปีศาจตนนี้ได้ในระดับนึง

   ในตอนที่กลับมาพร้อมกับคนอื่นที่มาอาศัยร่างของปีศาจตนนี้ สิ่งที่เพทายทิ้งไว้ให้ปกรณ์นั้นในทีเเรกเขาคิดว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะต้องตกเป็นของเขา เพราะการคิดในมุมมองของตนเองว่า มนุษย์ที่เพิ่งมาใช้ชีวิตใหม่คนนี้น่าจะไม่สามารถดูเเลมันต่อจากเพทาย และจะเป็นอย่างไรเมื่อมองเห็นทรัพย์สินที่เพทายหาได้มากองอยู่ตรงหน้า คนส่วนใหญ่คงเลือกจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับความโชคดีที่สิ่งต่างๆมีพร้อมอยู่เเล้วโดยเลือกที่จะหยุดอยู่เเค่นั้นเเละทิ้งความยุ่งยากเเละปัญหาที่พร้อมจะเข้ามาจากการเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองอาจไม่เคยทำมันมาก่อน นั่นเป็นโอกาสที่เขารอคอยให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถอนตัวออกไปและเลือกที่จะยอมรับผลประโยชน์ที่เขาจะหยิบยื่นให้ เพื่อให้มันหลีกทางให้เขาดำเนินธุรกิจนี้เเต่เพียงผู้เดียวเป็นสิ่งที่เขาคาดเอาไว้

   เเต่ปกรณ์กลับเลือกที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างอดทน เเม้มันจะยอมรับกับเขาเองว่า ธุรกิจที่เพทายกำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่ธุรกิจที่ถนัดของตนเองก็ตาม แม้ ความทรงจำในช่วงชีวิตก่อนของปกรณ์อาจจะเป็นการทำธุรกิจเเต่ก็เป็นในด้านที่ตรงไปตรงมาอย่างขาวสะอาดเเละเป็นธุรกิจที่ต้องทุ่มทั้งกำลังสมอง เเรงไอเดีย เวลาเเละเเรงกาย  ไม่ใช่ธุรกิจในเเบบที่กำลังทำอยู่ซึ่งอาศัยเงิน เเละอิทธิพลอำนาจที่มี ซึ่งบางทีเงินต่อเงินก็คืออำนาจต่อรองเเละคอนเนคชั่นในระหว่างเพื่อนพ้อง็ช่วยในการควบคุมกิจการของพวกเขาให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น บางครั้งมันได้คาบเกี่ยวกับบุคคลในธุรกิจสีเทา เเละเต็มไปด้วยอันตรายจากการต้องเเย่งชิงผลประโยชน์จากคนที่ต้องการในสิ่งเดียวกัน ตลอดมานั้นเพทายยังไม่เคยคิดจะงัดข้อตรงๆกับรชตะมาก่อน ในทุกครั้งเมื่อกลายเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทับซ้อน เพทายจะยื่นข้อเสนอที่พวกเขารับได้ทั้งสองฝ่ายขึ้นมาเเละช่วยกันดูเเลกิจการนั้นๆ การถอนตัวออกมาโดยง่ายของปกรณ์หันมามุ่งความสนใจในสิ่งที่ตนทำได้ เขามองว่าตัวมันเองก็ตัดสินใจทำอะไรอย่างไตร่ตรองในกำลังของตนเองอยู่ไม่น้อย

   ก่อนที่เขาจะทะเลาะกับเพทายด้วยเรื่องเพียงเเค่ผู้หญิงเพียงคนเดียวจากชนวนอันคุกรุ่นที่เกิดขึ้นเพราะเพทายมีสัมพันธ์กับผู้หญิงของเขาทั้งที่ก็รู้ว่าเขากำลังคบอยู่ ตัวเขากับเพทายยังอยู่ในระหว่างการเเบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวในการซื้อพื้นที่ทำเลทองนึงที่เขาคิดจะเปิดสถานบันเทิงอีกเเห่ง เขาอยากได้พื้นที่นี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวนั่นหมายถึงเขาเองก็ไม่คิดจะยกให้ใครเเม้ครั้งนี้เพทายเองจะอยากได้มันเช่นกัน

    ที่ผ่านมาเมื่อเขาต้องการอะไร อยากได้รึอะไรอยากครอบครองอะไรหากเป็นเรื่องวัตถุถึงเเม้เขาจะเเสดงความไม่พอใจชัดเเละพร้อมจะกำจัดคนๆนั้นให้พ้นทาง เเต่เพทายก็ไม่ได้ทำให้เขานึกโกรธถึงขั้นลงไม้ลงมือจริงๆมานานเเล้ว ภาพลักษณ์ของความเป็นอริกันที่ทุกคนมองเห็นนั้นเกิดขึ้นตั้งเเต่อดีตเเต่หนหลังที่พวกเขายังเป็นเพียงวัยรุ่นที่เคยต่อสู้เเข่งขันกันมาก่อน ยามเมื่อโตๆกันเเล้ว เขาเองก็เพิ่งจะค้นพบว่า ถึงเพทายจะไม่ใช่คนน่าคบเท่าไหร่ เเต่ก็ไม่ได้เเย่กว่าใครหลายๆคน ถ้าไม่นับเรื่องนั้น…

    เพราะเรื่องผู้หญิงกลับเรียกได้ว่าทำให้เขานึกเกลียดอีกฝ่ายขึ้นมาได้จริงๆ เรียกได้ว่าโกรธจนหน้ามืดโดยไม่สนใจว่าจะเป็นหุ้นส่วนร่วมผลประโยชน์ใดๆ รู้เพียงว่าเขาอยากทำให้มันรู้สำนึกด้วยตัวเขาจริงๆ เขาคิดจะฆ่าเพทายจริงๆถ้าหากทำได้โดยที่ไม่ต้องมารับผิดชอบในผลของการกระทำตนเองทีหลัง มีคนอีกมากที่ตั้งตารอดูให้มันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าสุดท้ายเพทายจะฆ่าเขา รึเขาจะฆ่าเพทาย ก็ล้วนเเต่มีคนพร้อมรอรับผลประโยชน์อยู่ในเบื้องหลังทั้งสิ้น

   อาจเพราะบรรยากาศรอบตัวของปกรณ์นั้นต่างออกไปจากเพทายเเม้จะอยู่ในร่างของคนๆเดียวกัน ในตอนนี้เขาจึงไม่อาจบอกได้ว่า ตนเองเป็นอะไรไปกันเเน่ที่เหมือนถูกเเววตาที่ซื่อตรงของมนุษย์ตรงหน้าดึงดูดให้ชวนมองไม่เลิก เขานึกค้นหาความเป็นตัวตนที่เเท้จริงของมนุษย์จากต่างโลกผู้นี้
สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในของคนนี้ๆกำลังค่อยๆเผยออกมา เเละสร้างความเปลี่ยนเเปลงบางอย่างให้เกิดขึ้นกับใจของเขาทีละน้อย ที่สำคัญเขาเองก็กำลังเริ่มที่จะยอมรับต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเช่นกันตั้งเเต่

   ปกรณ์ไม่ได้รู้ว่าคำกล่าวของตนเองยังคงตรึงค้างอยู่ในความรู้สึกของใครบางคนไปเเล้ว ยามเมื่อเขาถามมันตามตรงว่า

“ทั้งที่รู้อดีตทั้งหมดระหว่างพวกเราไปเเล้วทำไมถึงได้เชื่อใจที่จะเปิดเผยทุกอย่างกับฉัน?”

“อย่างน้อยคนเเรกที่ฉันเจอในโลกนี้ก็คือนาย เพราะว่านายเเสดงออกตรงๆว่าเกลียดเจ้าของร่างนี้ นายไม่คิดเหรอว่าความตรงไปตรงมาของนายอย่างน้อยมันทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆรู้สึกวางใจเหมือนกันน่ะ”

“หึ นี่น่ะเหรอเหตุผล พูดอะไรเสียยืดยาว เชื่อใจคนอื่นง่ายเกินไปรึเปล่า”

“ขอบคุณที่เตือน นายนี่มันคนดีจริงๆนะ”

   รชตะนั้นหากไม่ได้เห็นว่ามนุษย์คนนี้สายตาเเสดงความยอมรับในตัวเขามากขนาดไหน เขาคงจะคิดว่าอีกฝ่ายกวนประสาทเขาอยู่แน่ๆ
   
   ไม่ว่าจะมองโลกในเเง่ดีหรือมองโลกตามความเป็นจริง จะถูกเรียกว่าเป็นคนเช่นไรเเต่ปกรณ์ถือหลักในการมองเห็นสิ่งต่างๆให้น่าสบายใจมากขึ้นกับชีวิตตนเอง ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่ารชตะเคยทำอะไรเอาไว้บ้าง เพราะพีรภัทรนั้นพร้อมจะเล่าเรื่องของทุกคนให้เขาฟังอยู่เเล้ว เเละเเต่ละเรื่องของรชตะ แอสรอน หรือณภัทร ก็ไม่ได้มีเรื่องดีๆเเบบคนปกติทำกันเท่าไหร่นักเรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจกันเต็มขั้นที่จะมองสิ่งต่างๆด้วยผลประโยชน์ก่อนเสมอ หากไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะต้องเสียเปรียบถึงจะเข้าร่วม เพทายเองก็เรียกได้ว่าเป็นคนประเภทเดียวกันกับพวกเขา เเค่หัวเร็วพอที่จะอยู่กับคนเหล่านี้อย่างไม่เสียเปรียบก็เท่านั้น เป็นเหตุผลให้คนประเภทเดียวกันจึงไม่ชอบอยู่กับคนที่รู้ทันความคิดของตัวเองทุกย่างก้าว

    แต่ตั้งเเต่เริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างคนอื่น ปกรณ์ท้าทายตัวเองไปกับการได้เริ่มเปลี่ยนเเปลงหลายสิ่งในชีวิตของเพทาย ไม่ใช่เเค่เรื่องการสานต่อธุรกิจที่เพทายได้สร้างเอาไว้ เเม้เเต่ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวของเพทายเขาก็ไม่ละเว้นปล่อยผ่านที่จะทำให้มันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนเองก็ด้วย เขาตั้งใจที่จะเรียนรู้จากปีศาจเหล่านี้ให้มากที่สุดเช่นกันจึงไม่คิดจะด่วนสรุปตัดสินใครไปตามสิ่งที่พีรภัทรกล่าวว่าไว้ว่าไม่อยากให้เขาไว้วางใจพวกของรชตะนัก

   เมื่อมองย้อนกลับไปเเล้วเวลากับคนในครอบครัวเเละเพื่อนนั้นเป็นสิ่งมีค่า เเต่ดูเหมือนเพทายในอดีตจะใช้ชีวิตไม่ต่างจากเขานัก คือยอมสละเวลาในส่วนนี้มาตั้งหน้าตั้งตาเดินตามเกมส์เเห่งโชคชะตาเพื่อเพิ่มพูนระดับฐานะของตนเอง เพทายอาจมีทุกอย่างที่คนทั่วไปปรารถนา รชตะเองก็เช่นกันทว่าปกรณ์พอจะเห็นว่า การที่คนรอบตัวของเพทายเองนั้นไม่เคยหยุดเเสวงหา เหตุผลนั้นก็เพราะพวกเขาต้องการอิสระจากอำนาจเเละอิทธิพลจากคนในตระกูลของพวกเขาเองในอนาคตที่เมื่อหากคิดเปรียบเทียบล่ะก็ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นคงเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆที่ลอยลำอยู่บนทะเลที่คนรุ่นก่อนได้บุกเบิกเส้นทางเอาไว้ ทั้งเพทายเองนั้นไม่สนหรอกว่ามันจะเเตกต่างกันขนาดไหนระหว่างสิ่งที่ตนเองทำได้กับสิ่งที่คนในตระกูลรุ่นก่อนทำได้เพราะเเค่ได้ทำมันสำเร็จในก้าวเเรกที่เริ่มต้นในตอนนี้ตั้งเเต่ที่ยังเรียนไม่จบนั่นหมายถึงการได้เริ่มสร้างความเปลี่ยนเเปลงโชคชะตาทีละนิดให้กับตัวพวกเขาเอง


   กว่าพวกเขาจะตัดสินใจกลับก็ปล่อยเวลาถึงช่วงหัวค่ำ ที่เเสงสียามค่ำคืนของเมืองที่ไม่เคยหลับใหลเเห่งนี้กำลังส่องประกายบนยอดตึกเเห่งนี้ เป็นวิวที่งดงามและน่าจดจำสำหรับอาคันตุกะปีศาจทั้งสี่คน ขณะที่ณภัทรเเยกตัวกลับไปเเล้ว ปีศาจตนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เเค่เห็นมาปรากฏตัวที่นี่ก็เหนือความคาดหมายมากเเล้วเเต่ไม่มีใครคิดจะก้าวก่ายธุระของใคร การไปการมาที่ไม่เเน่นอนของณภัทรเป็นเรื่องเคยชินสำหรับพวกเขาไปเเล้ว

“อย่างกับไม่ใช่คนที่พวกเรารู้จัก”

   เเอสรอน เปรยขึ้นลอยๆหลังจากพวกเขาได้ร่ำลาทุกคนตามมารยาท เเละลงลิฟท์มาจนถึงชั้นล่าง

“การที่มันรู้จักหยุดรู้จักพอเเบบนี้ก็เป็นเรื่องดีของพวกเราไม่ใช่รึไง?”

   รชตะกล่าว ในความคิดของเขาตราบใดที่ปกรณ์ในร่างเพทายใช้ชีวิตอย่างสงบไม่เข้ามาขวางทางเส้นทางของเขา เขาเองก็จะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของอีกฝ่ายเช่นกัน
   

      ……………………………………………………………………………


   ทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติหลังจากเเขกทั้งหมดกลับกันไปเเล้ว ในช่วงเย็นลิฟท์ชั้นบนก็เปิดขึ้นอีกครั้ง เเต่คราวนี้เป็นกลุ่มคนในชุดเสื้อสูทดำที่ขึ้นมานั่นเองเเละต่างเป็นคนที่เคยเห็นหน้าค่าตากันเป็นอย่างดีตั้งเเต่การตัดสินใจออกมาจากบ้านตระกูลเดชะฤทธิ์ ทิวากาล เดชะฤทธิ์ ลูกชายคนโตของบ้านที่เกิดจากภรรยาอีกคนของพ่อปรากฏตัวขึ้น ความเย็นชาทางสายตาที่เเสดงออกชัดมาจากเขาทำให้บรรยากาศอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัวเมื่อครู่ถูกครอบงำด้วยความรู้สึกหนักอึ้งทั้งในใจของสิชล และเวรัล มันเกิดขึ้นทุกครั้งยามเจอกับปีศาจตนนี้ เพราะทิวากาลนั้นไม่เคยยอมรับพวกเขาว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเลยสักนิด

“พี่ทิวากาล”

   เวรัลรู้ดีว่าหากไม่ได้มีธุระใดจริงๆพวกเธอคงไม่ได้เห็นเขามาปรากฏตัวให้เห็นง่ายๆ

“เพทายอยู่ไหน?”

   สายตาคม มองทะลุผ่านทั้งสองคนผ่านไปราวกับอากาศธาตุ

“หายหัวไปไม่กลับบ้าน รู้บ้างหรือเปล่าว่าพ่อเป็นห่วงขนาดไหนในตอนได้ยินข่าวลือที่ว่าตายไปเเล้ว อุส่าต์หนีออกจากบ้านได้สำเร็จ นึกไม่ถึงว่าจะโง่ให้คู่อริตัวเองดักเล่นงาน”

   คำพูดของทิวากาลนั้นสร้างความสงสัยให้กับทุกคนเพียงเเต่ยังไม่คิดจะถามในตอนนี้
ในความคิดของสิชลกับเวรัลนั้นเเปลกใจตั้งเเต่ต้นเเล้วว่าทั้งที่คนของทางเดชะฤทธิ์มาเอาตัวเพทายไปตามคำสั่งของผู้เป็นบิดา แต่ทำไมสุดท้ายเเล้วกลับเป็นรชตะที่อยู่กับเพทาย เเต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตอนนั้น สิชลในตอนนี้วางใจในตัวรชตะอย่างมาก เพราะลูกชายตัวเองรอดชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัยกับปีศาจที่เธอรับรู้มาตลอดว่ามีความสัมพันธ์ไม่ลงรอยกับลูกชายตัวเอง  และรชตะคิดที่จะฆ่าเพทายจริงๆเพราะการก่อเรื่องก่อราวของเพทาย เเต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำเเละพาลูกชายเธอกลับมา เเค่นี้มันก็มากพอเเล้วที่เธอจะเชื่อใจ

   ปกรณ์ในร่างเพทายเดินเข้ามาโอบไหล่เเม่กับน้องสาว สายตาของเขาไม่ได้สื่อเเสดงอารมณ์ใดๆเพียงทักทายอีกฝ่ายตามมารยาทเท่านั้น 

“พี่มีอะไรกับผมเหรอครับ”

“พ่อเรียกตัวเเกกลับบ้าน เเละฉันเอานี่มาให้”

   บุรุษปีศาจสายตาเย็นชายื่นธุระของตนมาตรงหน้า มันคือบัตรเชิญเข้าร่วมงานอะไรสักอย่างนึงที่ตกเเต่งด้วยกระดาษสีทองเรียบหรู สำหรับสามคน เขากล่าวขอบคุณเเม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายก็คงไม่รับ เเละเเสดงออกชัดว่าไม่อยากจะมาเสวนากับพวกเขานักก็ตาม พร้อมกับเเสดงความสนใจอย่างเต็มที่ว่าคนจากตระกูลเดชะฤทธิ์นั้นกำลังโยนเรื่องอะไรมาให้พวกเขากันเเน่

“เดือนหน้าในระยะเวลาหนึ่งเดือนก่อนการเปิดพินัยกรรมของปู่ พวกเราทุกคนที่มีสายเลือดเดชะฤทธิ์จะต้องไปรวมตัวที่ ‘เกาะนิคมเมฆา’ ทุกคนให้ปู่เห็นหน้า”

               ………………...........................

8
คะมาตอบเเล้วค่ะ. เราอยากจะเเสดงความตกใจของตัวละครออกมาค่ะ. เเต่จริงๆมันควรจะต้องมีคำพูด รึคำอุทานอะไรอย่างนี้มาก่อนการใส่เครื่องหมายต่างๆใช่ไหมค่ะ. นี่เราเล่นใส่ “ !! ” เลยทำให้คนอ่านงงกันไปเลยทีเดียว  ::)

9
5. Devina / รัญชิดา / Reborn บทที่ 5 เปลี่ยนทาง (100%)
« เมื่อ: เมษายน 15, 2019, 07:38:51 PM »

        วินาทีเเรกที่ปกรณ์ในร่างเพทายเห็นเวรัล ภาพซ้อนทับของศศินากลับผุดเเทรกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม หญิงสาวนักศึกษาที่กำลังยืนนิ่งอย่างตกตะลึง ถูกเจ้าของร่างสูงคว้าเข้าไปกอดอย่างเเสนคิดถึง ปีศาจสาวตนนี้มีบรรยากาศคล้ายศศินาอยู่หลายส่วนเเม้หน้าตาของเธอจะไม่ได้เหมือนกับศศินาเลยก็ตาม เเต่ทั้งวิธีการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การเเสดงออกต่างๆ มันไม่ได้เเตกต่างจากน้องสาวของเขาคนนั้นเลย ก่อนมาที่นี่ข้อมูลทั้งหมดของเพทายที่ปกรณ์ควรรู้เขาก็จดจำมาหมดเเล้วจากรชตะ เเต่เมื่อได้มาสัมผัสกับบุคคลใกล้ชิดของเพทายด้วยตัวเองกลับได้รับความรู้สึกเชื่อมโยงกับตนเองในภพก่อนอย่างเหลือเชื่อ

   รชตะกับณภัทรปล่อยให้พี่น้องได้มีเวลาอยู่กันตามลำพังอย่างไม่คิดขัดจังหวะ พวกเขาเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกัน เเต่ปกรณ์สังเกตว่ารชตะเองก็ยังคงรอคอยเหมือนมีเรื่องจะพูดกับเขาเช่นกัน

“เล่ามาให้หมดเลยนะว่าพวกพี่ไปทำอะไรกันมาสามเดือน”

   เสียงของเธอสั่นเครือเเทบอยากจะร้องไห้ เเต่ก็สะกดข่มเอาไว้เพราะตระหนักว่าพวกตนไม่ได้อยู่ตามลำพัง เวรัลต่อหน้าพี่ชายนั้นเธอไม่ค่อยจะเเสดงความอ่อนเเอให้เขาเห็นนัก เพราะจะถูกคนปากร้ายว่าได้ว่าอ่อนเเอไม่เอาไหน

   ปกรณ์เล่าเเค่ในสิ่งที่ตนคิดว่าจะจบความสงสัยของเวรัลได้ชั่วคราว พร้อมกล่าวว่า เขากลับมาอย่างปลอดภัยแล้วเธอเองก็อย่าห่วงเลย

 “พี่อยากกลับบ้าน อยากกลับไปหาเเม่ด้วย”

   เวรัลขมวดคิ้วมุ่นหลังได้รับการตอบกลับจากพี่ว่า ตนเองเสียความทรงจำไปในหลายๆเรื่องเเต่ยังไม่อยากคิดซักไซ้ให้มากความ เมื่อได้รับรู้ว่าพี่ชายกับรชตะไปปรากฏตัวที่หอเกียรติยศมาเมื่อครู่ต่อหน้าเหล่าประธานนักศึกษาเพื่อสยบข่าวลือไร้สาระเเละเข้าร่วมเกมส์ของสมาคมทันเวลา

    ความจริงส่วนนึงที่ปกรณ์กล่าวได้เต็มปากก็คือเรื่องที่รชตะช่วยเขาไว้นั่นเอง ใบหน้าของปีศาจหนุ่มประกอบด้วยรอยยิ้มละมุนสายตาอย่างที่คนเป็นน้องลอบมองอย่างนึกเเปลกใจ นอกจากเสียความทรงจำในเเบบที่ดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่พี่เธอคงไม่ได้สมองกระทบกระเทือนไปด้วยหรอกนะ

   “ไอ้เพ!!!”

   อีกคนที่เข้าสวมกอดเพทายจนร่างของพวกเขาล้มลงไปกองกับพื้นก้นกระเเทกด้วยกันกลับเป็นเจ้าของร่างสูงโปร่งไม่คุ้นหน้าคุ้นตา


“!!”

   ความตระหนกปรากฏผ่านเเววตาของปกรณ์ในร่างเพทาย ร่างที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นผมสีเเสดเเปลกตาจนเหมือนย้อม นัยต์สีน้ำเงินเข้มที่มองเขาอยู่นั่นก็ปรากฏร่องรอยความดีใจอย่างกับเด็ก เเต่เป็นเด็กโข่งในร่างคนตัวโตที่สูงพอๆกับเขา เห็นเเล้วดูขัดตาอย่างยิ่ง…ปกรณ์รู้สึกว่าโชคชะตาจะทำให้เขาห่วงหาต่อคนในภพเดิมไปถึงไหน ดูท่าพวกเราคงหนีกันไม่พ้นจริงๆ ไอ้คนที่กอดเขาอยู่ไม่ยอมปล่อยนี่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่มีบรรยากาศคลัายกับพีรวัสอย่างยิ่ง

“ไอ้พีปล่อยก่อน”

“พี?”

   คนเป็นเพื่อนสะดุดใจกับคำเรียกนั้นเเต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร ปกรณ์เองก็เรียกไปด้วยความชินปาก เเม้จะได้รับข้อมูลในทุกเรื่องของเพทาย มาจากรชตะเเล้วก็ตามว่าคนๆนี้คือ พีรภัทร หรือ พีทเพื่อนสนิทของเพทายเเต่เมื่อได้มาเจอตัวจริงความรู้สึกก็ไม่ได้ต่างจากที่เจอเวรัลเลย ความคะนึงหาในสิ่งที่ตนเองคุ้นเคยจากภพก่อนทำให้เกิดความอบอุ่นเเทรกเข้ามาเป็นระยะๆในใจของเขา เรียกได้ว่าไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวเพียงลำพังไปเสียทีเดียว

“ขอขัดจังหวะหน่อยเหอะ พวกนายคงไม่คิดว่าจะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้ไปตลอดหรอกใช่มั้ย?”
   
   สีหน้าไม่สบอารมณ์เป็นของรชตะ เเต่คนพูดคือณภัทรที่มองเรื่องตรงหน้าเป็นเรื่องสนุกมากกว่า เมื่อเห็นอารมณ์ของเพื่อนเปลี่ยนเเปลงไป ปกรณ์มองหน้ารชตะพร้อมกล่าวว่า

“เพื่อนกอดเพื่อนที่ไม่ได้เจอกัน ทำให้นายหงุดหงิดขนาดนั้น?”

“หึๆ สามเดือน ที่ผ่านมาฉันเองก็อยากรู้เเล้วสิว่าพวกนายไปทำอะไรกันมา”
   
   ณภัทรราวกับจงใจจุดประกายความสงสัยของทุกคนอีกครั้ง

“หึ นั่นเองฉันกับเวรัลก็อยากรู้ ว่าตกลงนายเอาเพทายของพวกเราไปทำอะไรกันเเน่”

   สายตาของพีรภัทรเเสดงความไม่ไว้วางใจอย่างยิ่งส่งตรงไปยังรชตะที่เเววตาเย็นยะเยือกขึ้นว่าเดิม
ก่อนที่เขาจะเดินตรงไปคว้ามือข้างนึงของเพทายขึ้น พลันลวดลายสัญลักษ์เเห่งสัญญาระหว่างกันก็ปรากฏขึ้นในทันทีให้ทุกคนได้ประจักษ์

“เกมส์ที่ 113 ในครั้งนี้ หวังว่ากลุ่มของพวกเราคงจะร่วมมือกันเป็นอย่างดีไปจนจบเกมส์นะ”

   สิ้นเสียงเย็นชาจากรชตะพีรภัทรเเละเวรัลหันไปหาเพทายอย่างต้องการคำอธิบาย เเต่ได้รับคำตอบเพียงเเรงกอดรัดอย่างเเสนคิดถึงจากเจ้าตัวเท่านั้น

“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล รู้เเค่ว่าฉันปลอดภัยกลับมาเพราะรชตะก็พอเเล้ว”

   ปกรณ์จงใจกล่าวเพื่อให้พีรภัทรลดทีท่าความเป็นศัตรูลงต่อรชตะ ช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องเห็นสายตาที่เเสดงความประหลาดใจของพีรภัทร เพราะเเต่ก่อนนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่คนอย่างเพทายจะพูดอะไรเช่นนี้ออกมา มันอาจทำให้พีรภัทรรู้สึกขัดเเย้งอยู่บ้างกับสิ่งที่ได้ยินจากเพทาย เเต่อย่างน้อยเขาก็ยังฟังในสิ่งที่ออกมาจากเพทายบ้างล่ะ

   ส่วนรชตะนั้นเขาไม่สนใจหรอกว่าสายตาคนอื่นจะมองเช่นไร เเต่เป็นอีกครั้งที่เขาต้องสังเกตมนุษย์โลกจากต่างภพที่มาอาศัยร่างของคู่อริตนเองอย่างไม่อาจละสายตา เเค่เพียงคนในครอบครัวเเละเพื่อนของเพทายซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆเลยกับเจ้าตัว เเต่การเเสดงออกของปกรณ์นั้นมันเป็นอะไรที่เกินกว่าความเป็นคนนอกจะเเสดงออกมาได้ ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาขับรถไปส่งเจ้าของร่างเพทายคนใหม่นี้ที่บ้าน เขาตอบรับการเชิญชวนของเวรัลที่ชวนทุกคนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน ซึ่งมีเพียงณภัทรที่ขอเเยกตัวออกไป

   ยามเมื่อปกรณ์เจอ สิชล หญิงสาววัยกลางคนเเม่ของสองพี่น้องเวรัลเเละเพทายเองก็เช่นกัน สายตาอันอบอุ่นของเเม่ซ้อนทับกับลัลนาเเม่ของเขาในภพก่อน น้ำตาของเธอไหลออกมายามโผเข้ากอดลูกชาย ปกรณ์กอดตอบเธออย่างยินดี ไม่มีอะไรทางร่างกายที่เหมือนกันเลยระหว่างสิชล กับลัลนา สิชลเป็นปีศาจร่างอวบท้วมท่าทางอ่อนโยนใจดีตนนึง ปกรณ์รับรู้จากรชตะทั้งหมดเเล้วว่า นิสัยของเพทายยามอยู่กับคนในครอบครัวตัวเองนั้นเป็นยังไง เพทายนั้นเคยผ่านช่วงเวลาที่ก้าวร้าวกับเเม่ตัวเองมาก็มากเเละยังเคยกล่าวโทษเเม่ตนเองในตอนที่เเม่ตัดสินใจพาพวกตนเดินออกมาจากบ้านตระกูลเดชะฤทธิ์ เเต่คนเป็นเเม่ยามนี้เชื่อว่าคงลืมหมดสิ้นว่าลูกตัวเองนั้นเคยทำอะไรกับตนไว้บ้าง คงเป็นสายใยระหว่างเเม่ลูกนั่นล่ะที่ทำให้ทุกสิ่งหมดความหมายลง มันเชื่อมโยงจิตใจของพวกเขาเอาไว้ด้วยกันอย่างเห็นได้ชัดในตอนนี้

   เพทาย เดชะฤทธิ์ คนเก่าไม่อาจจะมีสายตาเช่นนี้ได้ พอๆกับที่สิ่งนี้เองก็ไม่เคยเกิดขึ้นจากรชตะ การเเสดงออกถึงความรักเเละความอบอุ่นในครอบครัวสำหรับปีศาจเเล้ว สำหรับโลกที่เขาเติบโตขึ้นมา เขาไม่เคยรู้สึกเเปลกๆเช่นนี้ที่หัวใจตัวเอง ไม่เชิงว่าอยากต่อต้านรู้เเค่ว่าสายตาของมันทำให้เขาเริ่มคิดอีกครั้งว่า เอาเพทายคนเดิมที่เขารู้จักสันดานของมันดีคนนั้นกลับมา ก้อนเนื้อที่กลางอกของเขาจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกทำให้ปั่นป่วนได้เเบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ใจของเขากำลังรู้สึกขัดเเย้งกับการเเสดงออกที่ไม่คุ้นเคยจากคนตรงหน้า

……………………………………..…………….....…………………………………………

“รชตะ อยู่ทานข้าวด้วยกันกับเเม่ก่อนเถอะ”


   สิชลรั้งรชตะที่คงรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงส่วนเกินของบ้านหลังเล็กๆเเห่งนี้ชั่วขณะ เเละกำลังจะเดินออกไป เเต่สายตาของสตรีวัยกลางคนทำให้คนที่ทำอะไรตามใจตนเองไม่นึกถึงจิตใจใครอย่างเขานั้นยั้งปากตัวเองที่คิดปฏิเสธเอาไว้ก่อน


   คนเป็นเเม่นั้นหลังจากที่เธอรู้ว่า ลูกชายตัวเองเสียความทรงจำ เเต่ตลอดระยะเวลาที่หายไปสามเดือนนั้นได้รชตะที่พาไปรักษาตัวในโรงพยาบาลส่วนตัวนั่นเองเเละจากที่ปกรณ์ไม่ลืมเล่าเรื่องที่ตนเองที่เสียเลือดอย่างหนักได้รับยาที่สกัดจากเลือดของรชตะก็ยิ่งทำให้ สิชลที่เคยได้ยินจากพีรภัทรเเละเวรัลมาก่อนว่ารชตะเป็นต้นเหตุให้เพทายหายตัวไปนั้นมองคนที่ถูกกล่าวว่าเป็นคู่อริของลูกชายด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง       

   เวรัลเเละพีรภัทรสันนิษฐานกันไปว่ายังไงก็ต้องเป็นฝีมือของคู่อริสักคนของเพทายที่ลอบทำร้ายอย่างแน่นอน ความขัดเเย้งในเรื่องของผลประโยชน์ทำให้คิดก่อเหตุลงมือ เพราะเคยมีคำกล่าวว่า หากไม่มีเพทายสักคนกลุ่มของเพทายเองก็ไม่น่าจะอาจหาญไต่เต้าขึ้นมาหากินกับผลประโยชน์ในพื้นที่อิทธิพลของพวกมาเฟียได้


-------

      เขากับพีรภัทรนอนคุยกันจนดึกดื่นไม่พ้นเรื่องของการเริ่มต้นฟื้นความทรงจำของเพทายให้ตัวเขาเองมากที่สุด พีทหรือพีรภัทรเป็นเพื่อนตั้งเเต่สมัยเด็กของเพทายที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งเเต่พวกเขาวิ่งเล่นด้วยกันในสวนหลังบ้าน

      เขารับรู้จากรชตะเเล้วว่า เพทายนั้นเดิมทีเรียนรู้การทำธุรกิจต่างๆ จากผู้เป็นพ่อนั่นเอง ตระกูลเดชะฤทธิ์เปรียบเสมือนเบ้าหลอมเพทายในวัยเด็กให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างเพทายกับพ่อนั้นไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขามีภรรยาใหม่เเละลูกนอกสมรสอีกหลายคน การห้ำหั่นเเย่งชิงตำเเหน่งภรรยาหลักของตระกูลเดชะฤทธิ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เเม่ไม่อยากอยู่ในสภาพเช่นนั้นจึงตัดสินใจเดินออกมาโดยไม่เอาทรัพย์สินใดๆของตระกูลเดชะฤทธิ์ออกมา 

    บ้านกลางเก่ากลางใหม่หลังนี้เองก็เป็นมรดกของยาย ช่วงเวลาของความลำบากเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาถูกพ่อตัดขาดช่องทางการเงินที่เคยได้รับทุกทาง เเต่คนอย่างเพทาย เดชะฤทธิ์นั้น คิดว่าขอเเค่มีสมอง มันก็นำพาสิ่งต่างๆมาได้เอง คนที่สอนเขาในเรื่องนี้ ก็มีเเต่ การันต์ เดชะฤทธิ์ ผู้เป็นพ่อนั่นเอง ธุรกิจใดที่ทำเเล้วได้เงิน ไม่ว่าจะอยู่ในขอบเขตของด้านสว่างเเละด้านมืด หรือจะเป็นสีเทา เพทายเรียนรู้มันจากผู้เป็นพ่อตั้งเเต่ในวัยเด็ก

      พีรภัทรรู้ทุกเรื่องของเพทายจริงๆ เเม้เเต่รหัสในบัญชีธนาคารของอีกฝ่าย หรือเเม้เเต่จำนวนทรัพย์สินทั้งหมดที่เพทายมีในตอนนี้ ปกรณ์อดนึกทึ่งไม่น้อย เมื่อพีรภัทรเอาเอกสารส่วนตัวของเขาในตู้เซฟมาให้ดู ทรัพย์สินของเพทาย เดชะฤทธิ์ ที่หามาได้ด้วยตัวเองเเม้จะถูกผู้เป็นพ่อตัดขาดโอกาสทุกช่องทางนั้น มันมากพอดูสำหรับเพทายที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย นั่นเพราะเพทายเดินหน้าทำธุรกิจอย่างเต็มรูปเเบบโดยหวังที่จะหยัดยืนด้วยตัวเองเเละคิดจะเอาชนะพ่อตัวเองในสักวันนึง

     จากคำบอกเล่าของพีรภัทรทำให้เขารู้ว่าระหว่างพ่อกับลูกต้องคิดมาห้ำหั่นกันด้วยเรื่องในครอบครัว ความทะเยอทะยาน ความโลภ ความฉลาดเฉลียว เล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่างๆ เพทายเรียนรู้มันจากผู้เป็นพ่อมาจนหมดสิ้น ทว่าเพทายก็มีจุดยืนการใช้ชีวิตของตนเองที่ชัดเจน ที่คงจะมีเพียงพีรภัทรที่เชื่อในตัวเพทายอย่างหมดใจ เขาเชื่อว่าคนอย่างเพทายนั้นร้ายเเต่กับคนที่ควรร้ายเเละจะตรงไปตรงมากับคนที่เขามองเห็นเเล้วว่าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ออกมาจากเพทายนั้นมักจะทำร้ายจิตใจของผู้คนหากมันคาบเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง เเต่ไม่เคยเลยที่เขาจะใช้กำลังบังคับคู่เข็ญให้ได้มา หรือใช้วิธีการเเบบที่มาเฟียหรือนักเลงอันธพาลใช้กัน เขาจะใช้วิธีการเช่นนั้นกับคนที่ควรจะใช้จริง นั่นทำให้ปกรณ์คิดว่าอย่างน้อยเพทายนั้นโชคดีเเล้วที่มีเพื่อนเเละครอบครัวที่เชื่อในตนเอง มันส่งผลให้ตัวเขาในชาตินี้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลยจริงๆ

   คืนนั้นคงจะมีเพียงพีรภัทรที่นั่งมองใบหน้ายามหลับที่ดูไร้เดียงสาของเพื่อนตัวเองราวกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ใบหน้าที่ดูผ่อนคลายสบายใจลงจากความหนักอึ้งต่างๆ เพทายในตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กธรรมดาๆคนนึงในยามหลับ คงมีเเค่ตอนนี้เท่านั้นที่คนเป็นเพื่อนจะยอมเปิดช่องว่างให้เขาเข้าใกล้ขนาดนี้

   “หึ เพทายรู้มั้ยนายเเปลกไปขนาดไหน…เเต่ฉันก็ชอบที่นายเป็นเเบบนี้”

……………………………

“ฉันนึกว่านายฆ่าเพทายไปเเล้วเสียอีก…นายสืบรู้รึยังว่าใครคิดฆ่าเจ้านั่น?”

   นิ้วมือเเกร่งขยี้ดับควันจากบุหรี่ในมือตนตรงที่เขี่ยบุหรี่บนชานระเบียงกว้างที่สร้างจากหินอ่อนสีขาวที่เปิดโล่ง ก่อนจะหันกลับไปยังอีกสองคนภายในห้อง


“ตอนนี้เรารู้เเค่ว่าอาจเป็นฝีมือของศัตรูคู่เเค้นเก่าของเดชะฤทธิ์ที่เริ่มจะเคลื่อนไหวเเล้วครับ”

   เลขาประจำตระกูลกล่าวต่อเเอสรอนแทนเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างคุณชายของตระกูลทั้งสองคนมาคุจนเกินไปนัก ในตอนนี้หัวคิ้วคนหน้านิ่งกระตุกวูบเพราะเป็นอีกครั้งที่มีคนคิดว่าเขาจะต้องฆ่าเพทายจริงๆด้วยเรื่องผู้หญิงคนเดียว  รชตะที่กำลังนั่งจิบไวน์ของตนเองอยู่ดีๆปรายสายตาที่สาดประกายเย็นชาตอบกลับไปหาคนที่กล่าวหาตนเอง เเอสรอน เคอร์เทียร์ คือผู้ใช้นามสกุลเดียวกับตนเอง มีลำดับญาติกับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่คลานตามกันมา มีสายเลือดเดียวกันของตระกูลเวตราพิทักษ์เช่นเดียวกัน

    เลขาประจำตระกูลได้เเต่เพียงลอบถอนหายใจ เเอสรอน นายน้อยปีศาจเจ้าของใบหน้าหล่อคมคายที่มาพร้อมรอยยิ้มที่สาดประกายอันตรายประดับอยู่บนใบหน้าตนนี้  มีความพอใจที่ได้ทำลายบุคลิกส่วนตัวที่เหมือนภูเขาไฟในช่วงเวลาสงบที่รอการปะทุได้อย่างง่ายดายของปีศาจลูกพี่ลูกน้องของตนเหลือเกิน แต่พวกเขาทั้งสองคนคือผู้นำพาอนาคตของตระกูลในเวลานี้ เเละเขาไม่อยากเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างแน่นอน

“ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็ถอนหุ้นออกมาซะ ตระกูลเดชะฤทธิ์ในอดีตก็สร้างศัตรูไว้มาก บางทีช่วงขาลงน่ะ เอาอะไรมาฉุดก็หยุดไม่อยู่หรอกนะ พวกเราอาจจะต้องตัดความเสี่ยงในเรื่องนี้ทิ้งไป”

   เเอสรอนกล่าวต่อ ข้อมูลจากเลขาเเละที่ปรึกษาทางการเงินของตระกูลเวตราพิทักษ์ พลอยทำให้ทั้งสองคนที่นั่งพูดคุยกันในเรื่องธุรกิจได้ความกระจ่างในหลายๆเรื่อง  พวกเขากำลังตามสืบในเรื่องของเพทายเเละตระกูลเดชะฤทธิ์ มันไม่พ้นเรื่องการตามสืบว่าตระกูลเดชะฤทธิ์ไปมีศัตรูที่ไหนบ้าง เพราะดูเหมือนสิ่งที่พวกเขาคาดการณ์กันจะเริ่มเป็นจริง และส่วนไหนที่น่าจะสร้างปัญหาให้ในอนาคต พวกเขาก็ยินดีที่จะตัดมันทิ้งอย่างรวดเร็วโดยไม่ไว้หน้าเเก่ใครทั้งสิ้น

   ทั้งเเอสรอน และรชตะ พวกเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาด้วยกันตั้งเเต่สมัยเด็ก เเละมีหน้าที่ต้องช่วยดูเเลธุรกิจของตระกูลเวตราพิทักษ์ทั้งคู่ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลของพวกเขากับตระกูลเดชะฤทธิ์นั้นสลับสับเปลี่ยนมาเคยเป็นทั้งหุ้นส่วนทางธุรกิจเเละคู่เเข่งทางธุรกิจตั้งเเต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษของพวกเขา เเละในตอนนี้ก็เรียกได้ว่าตัดกันไม่ขาด ตระกูลของพวกเขาหวนกลับมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับตระกูลเดชะฤทธิ์ โดยมีพวกเขารับหน้าที่คอยดูเเลผลประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือของตระกูล ทว่าตอนนี้ทั้งสถานะทางการเงินรวมถึงความมั่นคงทางกิจการของทางฝ่ายเดชะฤทธิ์เริ่มสั่นคลอน มันปรากฏจุดที่เป็นปัญหาให้เห็นทีละน้อย เเละมันย่อมส่งผลถึงความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจร่วมกัน

“พวกเรายังไม่รู้เจตนาเเน่ชัดของคนพวกนั้น ปล่อยให้คนของเราตรวจสอบก่อนเถอะ”

“และฉันคิดว่าพวกเราควรเดินหน้าเตรียมตัวสำหรับเกมส์ที่ 113 ไปพร้อมๆกับการจับตาดูคนที่น่าสงสัยผ่านสายตาของพวกเราเอง”

   ขณะที่เเอสรอนเองก็ไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธต่อความคิดของรชตะ นัยต์ตาเรียวคมที่แฝงประกายอันตรายของรชตะนั้นดูมีทีท่าอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนปีศาจทั้งสองตนในห้องสังเกตเห็นได้

    รชตะยังไม่คิดบอกใครทั้งนั้นเเม้เเต่เเอสรอน ว่าเพทายเป็นคนอื่นมาอาศัยร่างตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่ได้มีผลกระทบใดๆร้ายแรง มันเป็นการง่ายมากที่ ปกรณ์ในร่างของเพทายจะถูกใช้ประโยชน์หากมีคนรู้ความจริงในข้อนี้ ซึ่งในตอนนี้มีเพียงยายของเขาที่รู้เรื่องนี้เพียงคนเดียว เเละท่านก็ไม่คิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปในทางโลกนัก ท่านยังไว้ใจให้เขาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองอย่างน้อยก็ในตอนนี้ เเต่เเอสรอนนั้นต่างกัน เขารู้จักนิสัยของลูกพี่ลูกน้องตนเองดีว่าจะทำสิ่งใดต่อไปหากรู้ว่ามีมนุษย์ที่ไม่ได้รู้เรื่องใดๆเกี่ยวกับโลกเเห่งนี้เลยมาอาศัยในร่างของเพทาย ปกรณ์จะต้องตกอยู่ในการควบคุมของใครคนใดคนนึง เขาจะปล่อยให้ปกรณ์ในร่างเพทายถูกคนอื่นควบคุมได้อย่างไร หากมันจะต้องเป็นเช่นนั้นก็ให้เป็นเขาเองเสียเถอะ เพราะในเมื่อเพทายตัวจริงนั้นเรียกได้ว่าหาเรื่องยุ่งๆมาให้เขา ทว่านอกจากเรื่องนี้จะทำให้เขาเกือบถูกคดีความโดยส่วนเดียวก็ยังคงไม่มีเรื่องอื่นให้รำคาญใจ

   ไม่ใช่ว่านึกอยากช่วยเหลือใดๆ เส้นทางของพวกเขานั้นมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องอยู่เเล้ว เเต่จากการที่ได้เห็นเจ้าคนที่ฟื้นขึ้นมาพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะเเละความคิดความอ่านเฉพาะตัวคนนี้เเล้วดูเหมือนว่า การที่มนุษย์จากต่างโลกคนนึงจะใช้ชีวิตเช่นไรบนโลกที่ตนเองไม่รู้จัก มันได้กลายเป็นอีกสิ่งนึงที่สร้างความสนใจให้กับเขาไปเเล้วในตอนนี้






___________________

เพื่อนออกเเบบให้ วาดเเละลงสีให้ค่ะเป็น คาเเรกเตอร์ตัวละครรนึงที่คิดไว้ตั้งเเต่ก่อนเริ่มเรื่อง ตอนนี้ได้กลายเป็นรูปตัวละครรชตะพระเอกของเรื่องเเล้วค่ะ ส่วนเด็กอีกคนในภาพนั้นจะมีบทบาทต่อๆไปในเรื่องค่า
(ลบรูปเดิมรูปในตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการลงสีไว้เสรจจะเอามาลงค่ะ)

10
5. Devina / รัญชิดา / Reborn บทที่ 4 สัญญาครั้งใหม่ 100%
« เมื่อ: เมษายน 08, 2019, 12:03:56 AM »
“พรุ่งนี้เช้านายต้องไปกับฉันที่ลีนิกซ์”
    รชตะทำใจได้เเล้วว่าเรื่องทุกเรื่องบนโลกใบนี้คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่ต้องยอมรับให้ได้ว่าตนเองนั่นล่ะที่ต้องเป็นคนอธิบายทุกเรื่องราวให้มนุษย์จากต่างโลกผู้นี้เข้าใจ

“ฉันขอเข้าเรื่องเลยเเล้วกัน เหตุผลที่ฉันต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของนายทั้งที่ไม่อยากเลยสักนิดก็เพราะฉันถูกกล่าวหาว่าฆ่านายตายด้วยเรื่องที่พวกเราทะเลาะกันรุนแรงเพราะเรื่องผู้หญิง”

“ฉันกับเพทายหลังจากที่พวกเราต่อสู้กันก็เพราะเธอคนนั้น เรื่องจบลงที่พวกเราต่างฝ่ายต่างบอกเลิกกับเธอในภายหลัง เหตุผลของนายในตอนนั้นบอกเเค่ว่าเบื่อเธอเเล้วเท่านั้น เเต่นายหายตัวไปหลังจากนั้นด้วยท่าทางที่เเปลกไปจากทุกที ฉันเป็นคนตามไปพบนายในอีกที่หนึ่ง…เพราะจดหมายนัดพบที่ลงตราเลือดของนาย เเต่รู้มั้ยว่าฉันพบอะไร ตัวนายในสภาพนอนในโลงเเก้วเหมือนเจ้าชายนิทราในบ้านร้างหลังหนึ่ง กับการที่มีคนเข้ามาเจอฉันอยู่กับนายในตอนนั้น”

“เผลอพลั้งมือฆ่านายจนต้องเอานายมาคืนสภาพรักษาตัวในโลงรักษาสภาพร่างกายเอาไว้ก่อน ข่าวลือนี่เเพร่กระจายออกไปทั่วมหาวิทยาลัย”

“เเล้วทุกคนก็เชื่อ?”

“ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อเเต่สิ่งนี้ทำให้พวกเราอยู่ในสถานะที่เเย่ทั้งคู่ มีคนที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เเน่นอนพวกมันรอคอยที่จะใช้ประโยชน์จากพวกเราอยู่ อย่างน้อยก็ใน ‘เกมส์คัดเลือกผู้นำทายาท’รุ่นที่113ของทางสมาคมปีศาจ’”

“ฉันยอมรับว่าพวกเราไม่เคยลงรอยกันเลยสักนิด แต่นายช่วยดูเอาเองต่อจากนี้เเล้วกันว่าฉันคิดจะฆ่านายจริงๆอย่างที่ถูกกล่าวหารึเปล่า”
   นัยต์ตาเรียวคมสีเเดงเลือดทอประกายเเรงกล้ามันทั้งเด็ดเดี่ยวเเละบ่งบอกถึงความทะนงในศักดิ์ศรีเเห่งตนของปีศาจตนนี้

   ปกรณ์ในร่างของเพทายถอนหายใจ ถ้ารชตะในตอนนี้หรือในสามเดือนก่อนคิดจะฆ่าเขาจริงๆคงมีวิธีการที่ดีกว่านี้ที่จะไม่ให้ตัวเองต้องมาตกที่นั่งลำบากด้วยเหตุที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้น หรือเเม้เเต่การต้องยอมใช้เลือดตัวเองมาทำยารักษาเขาในภายหลังเเบบนี้ก็ไม่น่าใช่วิธีการของคนที่คิดจะฆ่ากันจริงๆ อย่างน้อยๆรชตะก็ต้องมีสิ่งที่จะมาข่มขู่และต่อรองกับเขาเพื่อให้เขาดำเนินตามเกมส์ที่ต้องการ เเต่การเเสดงออกทางอารมณ์ของรชตะในครั้งเเรกสุดที่เจอกันจนมาถึงตอนนี้มันดูเเปลกในความรู้สึกของเขา เเม้ปีศาจตนนี้จะเป็นคนเเปลกหน้าที่เพิ่งเจอเเละบังคับเขาให้ทำสิ่งต่างๆ เเต่ก็เป็นไปเพื่อจะพิสูจน์ความจริงที่เจ้าตัวยืนกรานหนักแน่นว่าตนเองไม่ได้เป็นคนทำ

“หึ ถึงจะโกรธจะเกลียดนายยังไงมาก่อน เเต่ถ้าฉันคิดจะฆ่านายจริงนายต้องตายหลังจากที่ฉันได้รับสืบทอดตำเเหน่งเเล้วเท่านั้นเพทาย”

   คำพูดนั้นสายตาคนพูดราวกับจะส่งผ่านไปยังที่ๆไกลเเสนไกลออกไปราวอยากส่งให้เจ้าของร่างตัวจริงได้รับรู้ รชตะเล่าถึงความต้องการของเพทายให้กับปกรณ์ฟัง เพทายในอดีตนั้นเป็นหนึ่งในคนที่มีจุดมุ่งหมายในสิ่งเดียวกันกับรชตะเเละคอยขับเคี่ยวกับปีศาจตนนี้มาจนถึงตอนนี้ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อกันเเต่ตอนนี้คงไม่มีอีกเเล้ว ปกรณ์นั้นเพิ่งเริ่มเข้าใจในสิ่งเเปลกๆที่ตนเองอธิบายไม่ถูก สายตาของรชตะเป็นประเภทคนที่หากรักรึเกลียดจะเเสดงออกตรงๆอย่างเปิดเผยเพราะเเบบนั้นเขาถึงไม่คิดว่าคนๆนี้จะต้องเสเเสร้งเเกล้งทำให้เขาเชื่อ

“นายคนก่อนถึงจะร้ายก็เเสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่มีลอบกัดใคร เพราะเเบบนั้นจึงมีทั้งคนที่เกลียดเเละคนที่รักนายกำลังรอการกลับไปของนายอยู่”

   ‘กลับไปกับฉัน ไปยืนยันตัวเองต่อหน้าทุกคนว่านายยังไม่ตาย’ เป็นคำกล่าวสุดท้ายของรชตะ

   ปกรณ์เพียงรับรู้ว่าเพทายในอดีตมีอิทธิพลมากพอต่อคนที่มหาวิทยาลัยถึงขั้นสามารถก่อสงครามเเละสิ่งที่ผู้ไม่หวังดีคาดหวังที่จะให้เกิดขึ้นก็คือการปลุกปั่นความขัดเเย้งระหว่างกลุ่มของเพทายเเละกลุ่มของรชตะให้เกิดขึ้นก่อนการเสนอชื่อผู้นำทายาทของทางสมาคมปีศาจ ที่จะคัดเลือกทายาทปีศาจจากตระกูลทรงอิทธิพล      

        มหาวิทยาลัยลีนิกซ์นั้นเป็นสถาบันการศึกษาของอมนุษย์ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ มันหมายถึงการมีโอกาสได้รับการสนับสนุนทางอำนาจในอนาคตโดยมีเครือข่ายพันธมิตรเป็นสมาคมปีศาจปกรณ์สรุปกับตนเองง่ายๆว่ามหาวิทยาลัยลีนิกซ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างคอนเนคชั่นในอนาคตในระหว่างตระกูลปีศาจด้วยกันเพราะเหตุนี้ทั้งเพทายเเละรชตะจึงถูกทางครอบครัวส่งมาเข้าเรียนที่นี่ เเละมีหน้าที่ที่จะต้องเรียนจบกลับไปสืบทอดการเป็นผู้นำในตระกูลต่อในอนาคตไม่ว่าจะเป็นการถูกยอมรับจากสมาคมปีศาจหรือจากทายาทปีศาจตระกูลอื่นๆด้วยกันก็ล้วนเป็นจุดมุ่งหมายที่ทำให้เหล่านักศึกษาปีศาจที่ลีนิกซ์เรียกได้ว่าต้องเเข่งขันห้ำหั่นกันเพื่อพิสูจน์ตนเองให้ถูกยอมรับในความสามารถ พวกเขาไม่ใช่ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล ตระกูลปีศาจนั้นผู้นำตระกูลสามารถมีภรรยาหลายคนเเละมีทายาทหลายคนตามต้องการ คนที่มีความสามารถโดดเด่นจึงจะถูกยอมรับ การเเข่งขันกันในระหว่างพี่น้องเเละเพื่อนปีศาจด้วยกันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในสังคมของเหล่าอมนุษย์อย่างปีศาจ

   จู่ๆรชตะก็เห็นว่าเพทายราวกับกำลังครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง สีหน้าก็ดูผ่อนคลายขึ้นมากหลังจากที่เขาค่อยๆเล่าทุกสิ่งให้ฟังจนเขาอยารู้นักว่า มันมีอะไรน่าโล่งใจตรงไหนกัน หรือหัวสมองของมนุษย์จากต่างโลกคนนี้จะได้รับการกระทบกระเทือนจนเพี้ยนไปเเล้ว

   เเต่รชตะนั้นคงไม่มีทางเข้าใจว่าปกรณ์ผู้เบาใจลงนั้นเพียงเห็นว่าเเท้จริงเรื่องทั้งหมดที่เขากำลังเผชิญอยู่บนโลกนี้ก็ไม่ต่างจากในโลกที่จากมาสักเท่าไหร่ ในเมื่อจะมนุษย์หรือปีศาจทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนให้ได้มามีความปรารถนาเป็นของตัวเอง อดีตชายหนุ่มร่างท้วมเพียงเเค่รู้สึกว่าตนเองแค่กำลังเริ่มต้นในเส้นทางครั้งใหม่ของตนเองเท่านั้นมันอาจคล้ายกับเส้นทางในวันวานที่เขาเผชิญาการร้อยรัดของโชคชะตาให้ต้องฝ่าฟัน

“เรื่องสัญญาที่นายพูดถึง...สัญญาข้อเเรกรวมถึงการไม่โกหกกันด้วยรึเปล่า?”

“ทุกๆเรื่องที่นายต้องการรู้ฉันจะไม่ปิดบัง เเละทุกๆเรื่องที่ฉันอยากรู้ก็หวังว่านายจะไม่ปิดบังเช่นกัน”

        ปกรณ์กล่าวความต้องการเเท้จริงของตนออกมา เขาใคร่ครวญอยู่นาน ความต้องการของตนเองในตอนนี้มีเพียงเท่านี้จริงๆ  เพราะเขาเองก็ต้องพึ่งพาอาศัยปีศาจตนนี้ในเรื่องของข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในโลกใบนี้เช่นกัน ไม่มีใครที่จะรู้จักตัวตนที่เเท้จริงของเขาดีไปกว่าปีศาจตนนี้เเล้ว

“ทั้งหมดที่มีด้วยเกียรติของฉัน สัญญานี่หมายถึงพวกเราจะเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว”

   รชตะกล่าวหนักเเน่นมือของพวกเขายื่นออกมาผสานกันอย่างยอมรับซึ่งกันเเละกัน
   พวกเขาทำสัญญาระหว่างกันด้วยการกรีดเลือด เลือดของเขาเเละเลือดของรชตะที่ปลายนิ้วหัวเเม่มือของพวกเขาเองเกิดการสัมผัสกันเมื่อเคลื่อนเข้าหากัน จู่ๆเลือดก็เกิดปฏิกิริยาเป็นลวดลายคล้ายอักขระอะไรบางอย่างเกี่ยวกระหวัดกันราวกับเถาวัลย์มันเคลื่อนไหวผ่านระหว่างข้อมือไปถึงต้นเเขนของพวกเขาเอง ปกรณ์ได้รับคำอธิบายว่าที่เลือดของพวกเขาเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตได้นั้นเพราะมันตอบสนองต่ออำนาจของจิตผู้เชื่อมโยงอยู่กับกายนี้นี่คือหนึ่งในความพิเศษในร่างกายของอมนุษย์อย่างเผ่าพันธ์ุปีศาจ

    พวกเขามีภาวะปัจจัยของร่างกายเเละจิตที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้พลังอำนาจเหนือธรรมชาติมาตั้งเเต่เกิดเป็นพรสวรรค์ของเหล่าปีศาจเลือดบริสุทธิ์ ด้วยสัญญานี่เเละเงื่อนไขระหว่างพวกเขาตามที่ตกลงกันพวกเขาจะไว้ใจซึ่งกันเเละกันจนกว่าปัญหาของพวกเขาจะจบลง หากใครคนใดคนนึงโกหกคนนั้นย่อมต้องสูญเสียพลังสัจจะวาจาส่วนนึงไปเป็นผลให้ไม่สามารถที่จะใช้พลังใดๆของตนทำอะไรอีกฝ่ายได้นั่นจะหมายถึงการเป็นฝ่ายฆ่าตัวเองด้วยน้ำมือของตนเองก็นับว่าถูกใจต่อปกรณ์ไม่น้อยในเงื่อนไข เพราะในระหว่างพวกเขาซึ่งเป็นคนเเปลกหน้าระหว่างกัน ก้าวเเรกของการจะเริ่มไว้ใจกันท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่อาจรู้ทิศทางเเน่นอนในอนาคต นี่จะเป็นความอุ่นใจนึงที่เขาพอจะทำได้ในตอนนี้ระหว่างกัน คือการมองเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอยู่อย่างใกล้ชิด

“ไปนอนได้เเล้ว”

“เดี๋ยว มีอีกเรื่อง”

   ปกรณ์รั้งอีกฝ่ายไว้ จนเจ้าของเเผ่นหลังเเกร่งหันหน้ากลับมา

“ยังไม่พอใจอะไรกับสัญญารึไง?”

“เปล่า เเค่จะขอบคุณสำหรับเลือดของนาย”

    เขาชูถุงยาในมือขึ้น ถ้อยคำขอบคุณง่ายๆในเเบบของปกรณ์อดีตชายหนุ่มร่างท้วมเป็นไปตามปกติยามรู้สึกสำนึกในความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่เมื่อมันถูกเเสดงออกด้วยตัวตนของใครอีกคนที่การเเสดงออกนี้ไม่มีวันที่จะปรากฏขึ้นได้จากเจ้าของร่างคนเดิม ด้วยสายตาของเพทาย เดชะฤทธิ์ที่มองเขาอย่างขอบคุณเช่นนี้อย่างที่คงไม่มีใครในโลกเคยได้เห็นมาก่อนเเม้เเต่ตัวเขาเอง

   ให้ตายเถอะเขากำลังเป็นคนเเรกที่ได้เห็นมัน  รชตะคิดว่าบางทีเขาอาจต้องการเพทายคนเดิมกลับคืนมา คนที่ไม่เคยเลยที่จะทำให้เขารู้สึกถึงอะไรเเปลกๆที่กำลังเกิดขึ้นที่ใจตัวเองได้เเบบนี้เเถมมันยังตรึงสายตาของเขาไว้ได้ในขณะนึงจากสิ่งที่ไม่เคยเลยที่จะได้เห็นจากเพทายคนก่อน ปีศาจหนุ่มหันกลับออกเดินไปยังห้องของตนพยายามไม่ใส่ใจต่อภาพที่เห็นเเละคำขอบคุณเมื่อครู่ แม้คนทางเบื้องหลังได้ทิ้งค้างความรู้สึกบางอย่างไว้ที่ใจของเขาอย่างยากจะยอมรับไปเเล้วก็ตาม

………………………………………………………………………………………………………………
........………………………………........…………………………………………………………………



“ใกล้ครบกำหนดหมดสถานภาพนักศึกษาของเจ้าสารเลวนั่นเเล้วไม่ใช่หรือ?”

“เจอเรื่องเเบบนี้เข้าไปไม่อยากเชื่อว่าเธอจะไม่ทำอะไรเลยนะเวรัล ”

“ถึงตอนนั้นล่ะเธอเองที่จะอยู่ยากขึ้น เตรียมตัวเตรียมใจไว้เถอะ ศัตรูของพี่เธอน่ะ พวกเขาคงจะรอเวลานี้มานานเเล้ว”

   ถ้อยคำเหล่านี้เป็นของเพื่อนนักศึกษาชั้นปีเดียวกันที่เธอรู้จักดี มันไม่ได้เข้าหู เวรัล เดชะฤทธิ์เลยเเม้เเต่น้อย หญิงสาวนักศึกษาปีหนึ่งเดินผ่านมันไปเหมือนเพียงได้ยินเสียงของสายลมที่เพียงพัดผ่าน พลันครุ่นคิดถึงปีศาจตนนั้น เจ้าบ้าที่กำลังทำให้เป็นห่วงอยู่ในตอนนี้

   ผ่านมาจะครบกำหนดสามเดือนเเล้วที่พี่ชายของเธอหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มันก็ตั้งเเต่ที่พี่ชายกลับมาจากการทะเลาะกับนักศึกษารุ่นเดียวกันที่ชื่อรชตะ ซึ่งเขาเองก็มีอิทธิพลเเละอำนาจพอดูในมหาวิทยาลัยลีนิกซ์เเห่งนี้ อิทธิพลเหนืออิทธิพลในหมู่นักศึกษาปีศาจด้วยกันที่คนที่นี่ตระหนักดี ส่วนพี่ชายของเธอก็เป็นประเภทที่เคยกลัวการข่มขู่ของใครเสียที่ไหนในเมื่อชื่อเสียงของเขาในมหาวิทยาลัยเเห่งนี้ก็สะสมชื่อเสียงเเย่ๆมามากอพอดูในฐานะจอมวายร้ายเเห่งลีนิกซ์ที่คอยก่อกวนเส้นทางของรชตะมาโดยตลอด เเต่คราวนี้เธอคิดว่ามันล้ำเส้นของปีศาจอย่างรชตะมากเกินพอ มากจนเธอคิดว่าคนอย่างรชตะอาจตัดสินใจฆ่าพี่ชายของเธอไปแล้วจริงๆ

    และจู่ๆพ่อก็เรียกตัวพี่ชายของเธอกลับบ้านอย่างกระทันหัน เเน่ล่ะว่าพี่ชายของเธอไม่ยอมกลับง่ายๆคนอย่างเขาเคยยอมให้ใครมาบังคับได้เสียที่ไหนเเม้เเต่พ่อแท้ๆของตัวเอง เเต่คราวนี้พ่อเองก็เหมือนจะมีเรื่องอะไรบางอย่างถึงต้องส่งคนของตัวเองมาเอาตัวพี่ไปในทันที เธอขาดการติดต่อกับเขาตั้งเเต่ตอนนั้นที่พ่อของเธออาศัยช่วงเวลาที่เพทายกำลังได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับรชตะ เอาตัวเขากลับบ้านไปในตอนนั้น ถึงเเม่จะไปอ้อนวอนถึงหน้าประตูบ้านตระกูลเดชะฤทธิ์เพื่อขอพบเขาเเต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับกลับใดๆถึงข่าวคราวของพี่เลยสักนิด

   แต่ดูเหมือนว่าคนจงใจหาเรื่องจะยังไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ในเมื่อเธอยังคงมาขวางหน้าเวรัลที่คิดจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง
   เวรัล เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของใบหน้าเย่อหยิ่งทว่างดงามผู้ยืนขวางหน้าท้าทายตนเองอยู่ในตอนนี้ เธอเรียกได้ว่ามีอำนาจสะกดสายตาต่อผู้มองอย่างยิ่งไม่ว่าใครต่อใคร เเละเธอคนนี้เองที่เป็นชนวนเหตุให้พี่ชายของเธอต้องถึงขั้นเเตกหักกับคู่อริของตนเองมาเเล้วเมื่อสามเดือนก่อน ความงามระดับล่มเมืองนั้นเรียกได้ว่าไม่เกินเลยต่อปีศาจสาวสายเลือดบริสุทธิ์นาม ไอริณ คนนี้ แต่นางพญาสาวเเห่งมหาวิทยาลัยชื่อเสียงระดับประเทศกลับถูกพี่ชายของเธอบอกเลิกในทันทีเมื่อเธอตัดสินใจคบกับพี่ชายของเธอ ราวกับว่าความรู้สึกของเธอเป็นเพียงของเล่นสนุกสำหรับเพทายเท่านั้นที่นึกจะเขี่ยเธอทิ้งเมื่อไรก็ได้ เธอเสียหน้าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต มันควรหรอกที่พี่ชายของเธอจะถูกหญิงสาวเเค้น ข่าวลือว่าพี่ชายเธอถูกรชตะสั่งเก็บจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูในตอนนี้ ยิ่งเสริมให้ตัวตนของปีศาจนามรชตะ เวตราพิทักษ์ เเฟนคนเเรกไอริณคนนี้ ดูน่าหวั่นเกรงเเละอันตรายขึ้นหลายเท่า ช่วงเวลาเกือบสามเดือนที่พวกเขาหายตัวไปด้วยกัน ไร้คำตอบจากปีศาจทรงอิทธิพลผู้นั้นว่า ทำไมเขาไม่คืนร่างกายของพี่ชายเธอมารักษาต่อ ในตอนที่เขาถูกค้นพบว่าอยู่กับพี่ชายของเธอในสภาพที่ร่างของพี่ไม่ต่างจากเจ้าชายนิทรา เพทายถูกพ่อเอาตัวไปเเต่ทำไมสุดท้ายเขาถึงไปอยู่กับรชตะในสภาพเหมือนคนตายเเบบนั้นเป็นสิ่งที่เธอคิดว่าเรื่องราวชักชวนสับสนเเละน่าสงสัยอย่างยิ่ง มันใกล้เวลาที่พี่ของเธอกับปีศาจตนนั้นที่หายไปด้วยกันจะหมดสถานภาพนักศึกษาลงทุกที เพทายจะยังมีชีวิตอยู่จริงๆรึเปล่า

“ประกาศเรียกประชุมสมาชิกของสภานักศึกษาเเห่งลีนิกซ์เรื่องการส่งรายชื่อตัวแทนเข้าร่วมเกมส์การคัดเลือกผู้นำทายาทรุ่นที่ 113 ของทางสมาคมปีศาจ”

   สิ้นเสียงประกาศจากตึกกลางของมหาวิทยาลัยนั้นเองที่ทำให้ความสนใจของทุกคนถูกดึงไปรวมที่จุดๆเดียวกัน ไอริณละความสนใจจากเวรัลที่ไม่มีทีท่าจะเเสดงปฏิกิริยาใดๆโต้ตอบเลยสักนิด ทั้งเธอเเละเหล่านักศึกษาปีศาจกำลังมารวมตัวกันด้วยจุดหมายเดียวกัน คือเกมส์ประเพณีของเหล่านักศึกษาลีนิกซ์เเต่ละคณะสาขาวิชาต่างๆที่จะมารวมตัวเข้าเเข่งขันกัน กล่าวได้ว่าทั้งหมดของการเข้าร่วมมหาวิทยาลัยลีนิกซ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับประเทศนั้นก็เพื่อจะมีส่วนร่วมเป็นส่วนนึงในเกมส์นี้สักครั้งในชีวิต ทุกคนต่างมุ่งหวังที่จะเข้าร่วมเกมส์การทดสอบของทางสมาคมปีศาจซึ่งผู้ชนะจะได้รับรางวัลตอบเเทนในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งโอกาสในการได้รับเงินทุนสนับสนุนรวมถึงโอกาสในการเสริมสร้างโปรไฟล์ของตนเองให้โดดเด่นกว่าใครหลังจากเรียนจบ กล่าวคือเส้นทางสู่ความก้าวหน้าในอนาคตเปิดกว้างขึ้นจากการทำความรู้จักผู้คนต่างๆในเกมส์นี้นั่นเอง ผลจากการทำความรู้จักเเละเข้าร่วมกลุ่มกับเพื่อนนักศึกษาที่มีทั้งอิทธิพลเเละความสามารถตั้งเเต่ชั้นปีแรกไป ล้วนเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ได้ในระหว่างการเข้าร่วมเกมส์นี้เเละมีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานในเเบบของมหาวิทยาลัยลีนิกซ์ ว่ากันว่าระบบเกมส์ทดสอบที่ออกเเบบโดยทางสมาคมปีศาจนี้ล้วนจัดการทดสอบที่ไม่ธรรมดามันถูกออกเเบบโดยคำนวณจากพื้นฐานเป็นรายบุคคลของนักศึกษาเเละสามารถส่งผลถึงงานในอนาคตหลังเรียนจบของคนๆนั้นเป็นการตอบแทน

   เวรัลมารวมตัวกับคนอื่นๆที่ลานกว้างอย่างเหม่อลอย เหล่าคนที่รู้จักพี่ชายเธอล้วนเเต่มีคำถามอยากจะถามเธอ เเต่เธอยังไม่พร้อมที่จะตอบพวกเขา หากใครเข้ามายุ่งกับเธอในตอนนี้คงมีเพียงความมืดหม่นบนนัยต์ตาสีเเดงเลือดของเธอเเทนคำตอบ

   แต่จู่ๆ เวรัลก็รู้สึกได้ถึงเงาของร่างสูงกว่าที่ยืนค้ำหัวเธออยู่ มันชนเธอที่กำลังตั้งสติจนเซออกไปเล็กน้อย ความรู้สึกใกล้ชิดมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่ริมหูเมื่อคนผู้นั้นโน้มตัวลงมาใกล้เธอ

“ไอ้ปีศาจนั่นมันไปไหนซะล่ะ? น่าเสียดายที่สุดท้ายคนปากดี ก็ลาโลกไปซะก่อน หึ”

   เป็นแอสรอน เคอร์เทียร์ หนึ่งในผู้สมัครที่เคยปะทะฝีปากกับพี่ชายของเธออยู่บ่อยครั้งนั่นเองที่ปรากฏตัวขึ้น ปีศาจตนนี้คงจะอยากรู้เพียงว่าตกลงพี่ชายของเธอตายไปเเล้วจริงๆตามข่าวลือหรือเปล่า ปีศาจสาวรุ่นน้องเพียงเงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวโตกว่าตรงหน้าอย่างด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่คิดต่อปากต่อคำเขาคงอยากจะมาเพื่อเยาะเย้ยพี่ชายของเธอ เเอสรอนเองเป็นหนึ่งในคู่อริของพี่ชายเเต่ไหนเเต่ไรมาทั้งทัศนคติเเะการกระทำของพวกเขาก็ไม่เคยจะลงรอยกันเลยสักนิด คอยจะหาเรื่องกันตลอดเวลาที่มีโอกาส ที่สำคัญเเอสรอนกับเพทายยังทำธุรกิจเเบบเดียวกันในเขตเดียวกัน มันไม่ใช่ธุรกิจที่ขาวสะอาดนัก บ่อยครั้งที่พวกเขามักจะปะทะกันเพราะผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนที่ต่างฝ่ายก็อ้างสิทธิในความเป็นเจ้าของ

   เวรัลถอนหายใจเธอเป็นฝ่ายเดินหนีไปอีกทาง เกมส์บ้านี่จะเป็นยังไงก็ช่างใครจะชนะใครจะช่วงชิงอะไรจากเกมส์นี้เธอไม่สนใจ เธอเเค่อยากได้พี่ชายของเธอกลับคืนมาเท่านั้น ยามอยู่ด้วยกันเธอรู้สึกเพียงว่าเขาเป็นจอมเผด็จการเเม้เเต่กับน้องสาวตัวเอง มีช่วงเวลาที่เธอรู้สึกเกลียดพี่ชายตัวเองบ่อยครั้ง เเต่พอมาจนถึงตอนนี้ บอกได้เลยว่าเธอขอให้เรื่องที่พี่ชายตายไปเเล้วเป็นเพียงเรื่องโกหก การมีพี่ชายปากร้าย ไม่มีนิสัยความเป็นสุภาพบุรุษ เเละยังเป็นคนร้ายกาจในสายตาคนอื่นยังดีเสียกว่าการต้องอยู่เพียงลำพังในตอนนี้ เวรัลเพิ่งจะตระหนักว่าเขาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเธอที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นเเละปลอดภัยยามอยู่ในมหาวิทยาลัยเเห่งนี้ เเค่รู้สึกว่าเขาเคยบอกเธอว่าอยากเข้าร่วมเกมส์นี้มาก จนเธอคิดว่าเขาอาจจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเธอที่นี่เเละทำเหมือนทุกอย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        ลานกว้างในอาคารหอคอเเห่งเกียรติยศของมหาวิทยาลัยลีนิกซ์สถานที่จัดประชุมนั้นคลาคล่ำไปด้วยเหล่านักศึกษาปีศาจทั้งหมดที่เข้าร่วมลงทะเบียนกันเรียบร้อย นักศึกษาปีศาจทุกคณะทุกสาขาเหล่าผู้ชมอาจคิดว่ามาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา เพราะในปีนี้อะไรก็พลิกผันไม่เเน่ไม่นอนไปเสียหมด อย่างเช่น ตัวเต็งของปีอย่างรชตะ เเละเพทาย ที่จนเเล้วจนรอดใกล้ถึงเวลานับถอยหลังสู่การปิดรับสมัครไปทุกที ก็ยังไม่โผล่หน้ามาให้ประธานของรุ่นที่กำลังรอคอยการยืนยันตัวตนผู้สมัครเห็นหน้าเสียที เสียงส่วนใหญ่พูดคุยกันถึงผู้สมัครเเละต่างคาดเดาไปถึงโจทย์ของปีนี้ คำพูดที่ว่า“เกมส์นี้จะไม่มีเพทายกับรชตะเข้าร่วมจริงๆ” ก็สร้างความผิดคาดให้กับทุกคน เพราะม้ามืดกลับกลายเป็นว่า กลุ่มของผู้สมัครคนอื่นเสียเเทนอย่างเช่นเเอสรอน เเละ ‘รูน’ พี่ชายต่างเเม่ของเธอที่ไม่ว่าเธอจะไปถามเรื่องของเพทายในตอนที่ถูกพ่อเอาตัวไปสักเท่าไหร่ การได้รับการตอกกลับใส่หน้ามาเช่นเดิมว่าเขาไม่รู้เรื่อง มันน่าหงุดหงิดเหลือเกินสำหรับเธอเเต่เขาเป็นลูกชายสุดรักของพ่อที่ทั้งเธอเเละเพทายนั้นไม่สามารถจะเเตะต้องได้ หลังจากเวรัลลงทะเบียนเรียบร้อยก็ตัดสินใจเดินออกมาด้านนอกไม่อยากรอคอยอีกต่อไป สังเกตว่ามหาวิทยาลัยในตอนนี้เงียบสงัดไปในทันทีเพราะทุกคนไปรวมตัวอยู่ในที่เดียวกันคือหอด้านใน เธอรู้เเค่ว่าตนเองอยากกลับบ้านจึงออกมานั่งสงบสติอารมณ์ตัวเองสักพัก พอหัวเริ่มโล่งขึ้นก็คิดถึงเรื่องการออกไปตามหาปีศาจรุ่นพี่อย่างรชตะอีกคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปตามตัวได้ที่ไหน

“มานั่งทำอะไรตรงนี้?”

   เวรัลเงยหน้าขึ้นจากม้านั่ง ร่างสูงเพรียวของ ‘มิวอิค’ หรือณภัทรปรากกฏสู่สายตา เธอมักจะเห็นเขาอยู่กับพี่รชตะเเละในตอนนี้ก็เห็นเขาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข เเถมยังมาพร้อมกับสาวสวยอีกตามเคย เขาเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าอยู่ในตอนนี้ ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่เเสดงปฏิกิริยาใดๆต่อการที่เพื่อนถูกหาว่าฆ่าใครตายตามข่าวลือ เเถมเขาน่าจะเป็นคนเเรกๆที่เดินออกมาจากหอเกียรติยศด้วยซ้ำ เธอโง่รึเปล่านะ กังวลจนเเทบบ้าไปเองอยู่คนเดียว ถึงนี่จะไม่ใช่ปัญหาของเขาเองโดยตรงเขาจึงไม่รู้สึกอะไร เเต่อย่างน้อยการเห็นการใช้ชีวิตเป็นปกติสุขของเขาในตอนนี้ก็พอจะทำให้อารมณ์เธอเริ่มเย็นลงตามไปด้วย

“รชตะอยู่ที่ไหน เขาได้ติดต่อรุ่นพี่มาบ้างหรือเปล่า พี่ไม่รู้สึกอะไรเลยรึไง?”
   
   เวรัลอดไม่ได้ที่จะถาม บทจะเจอตัวเขามันง่ายเสียที่ไหน ส่วนมิวอิคนั้นเเม้จะเคยเจอกันไปเเล้วเมื่อสามเดือนก่อนเเละเธอยังคงถามเขาด้วยเรื่องเดิมๆ สายตาของมิวอิคมองปีศาจรุ่นน้องด้วยความหมายบางอย่าง พลันรอยยิ้มเเสนเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้น

“อย่าใจร้อน ไม่ใช่ฉันไม่รู้สึกอะไร เเต่ฉันเชื่อว่ารชตะจะยังไม่ฆ่าพี่เธอในตอนนี้หรอก”
   
   ดูการตอบของเขา เป็นการวิเคราะห์ที่น่าหวั่นใจเหลือเกิน เขายังกล่าวต่อด้วยคำพูดสุดกำกวม ราวกับนักมายากลที่กำลังเเสดงโชว์อยู่ตรงหน้า

“ถ้ายังนั่งรออยู่ตรงนี้ อีกไม่กี่นาทีพวกเขาก็น่าจะเดินออกมาเเล้ว”

   ขณะนั้น เวรัลเพิ่งจะสังเกตเห็นรถสปอร์ตคันหรูสองที่นั่งสีน้ำเงินอันเเสนคุ้นตาที่ไม่ได้เห็นเป็นเวลาสามเดือนจอดคู่อยู่กับ คันสีเหลืองรุ่นเดียวกันของพี่มิวอิค ปีศาจสาวเบิกตาโพลง กับทะเบียนรถR4xxx ที่เห็นอยู่เบื้องหน้า กำลังมีนักศึกษาคนอื่นเดินออกมา เธอได้ยินเสียงพูดคุยกันตลอดทางมาจากทางเบื้องหลัง แสงไฟกระพริบปลดล็อกรถหรูสีน้ำเงินสว่างขึ้น และเสียงฝีเท้าที่บ่งบอกว่าพวกเขามาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆกับเธอเเล้ว
   
   “กำลังหาตัวอยู่เลยเวรัล”

____________

(จบบที่4 ค่ะปล่อยทิ้งค้างอย่างยืดเยื้อสุดๆกว่าจะจบลง ช้าขนาดนี้เพราะความขี้เกียจเเละความไปต่อไม่ถูกในเนื้อเรื่องล้วนๆ)

   



11
เเนวจีนพีเรียด  น่าสนใจ  8)

12
     เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่า ในอดีตนั้นก่อนที่วิทยาการของโลกใบนี้จะก้าวไปไกล เหล่าปีศาจนั้นพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามนตรามาก่อน เเม้ในตอนนี้พวกเขาจะกล่าวว่า หาได้ยากเเล้วที่จะมีผู้รู้จักใช้มัน เพราะความสะดวกสบายในโลกยุคอนาคตทำให้ผู้คนพึ่งพาสิ่งเหล่านี้น้อยลงเรื่อยๆจนเเทบจะสาปสูญคนที่สามารถใช้มันไปในที่สุด

   สถานที่ที่มี'น้ำ' เป็นสื่อกลางทางวิญญาณลำดับที่หนึ่ง มันได้เเปรสภาพร่างกายของพวกเขาให้อยู่ในคลื่นความถี่เดียวกัน ให้สามารถรับรู้อะไรบางอย่างร่วมกันเเม้เเต่การเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความทรงจำ   สิ่งที่ต้องการในพิธีนี้ก็คือน้ำสองอย่าง หนึ่ง'น้ำ'ที่ปรับจูนสภาพร่างกายของทั้งสองไว้ในคลื่นความถี่เดียวกัน มันคือ'บ่อรวมวิญญาณ'เเห่งนี้ สถานที่ที่ในอดีตปีศาจเคยใช้มันในการเริ่มพิธีอ่านความทรงจำได้โดยง่ายที่สุด

      ครั้งเเรกของเขานั้นมันเจ็บจนอยากจะผลักอีกฝ่ายออก ทว่าปีศาจตรงหน้าก็ราวกับปราการเหล็กที่ไม่ยอมถอยง่ายๆ
     'การกัด'ที่ว่าทำให้ปกรณ์เเทบช็อค เมื่อได้เห็นว่ามันคือวิธีการเเบบไหน เขาตื่นมาไม่ทันไร ยังมาเห็นตนเองโดนดูดเลือดสดๆจากคอโดยตรง ไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้เเล้วงั้นเหรอ? ปกรณ์คิดว่ามันเป็นวิธีที่เอาเปรียบร่างกายของเขาอยู่ฝ่ายเดียวเพราะ 'เลือด'ของเขากลายเป็นสื่อกลางที่สองของพิธีการ เลือดที่มาจากร่างกายของปกรณ์ มันทำหน้าที่ถ่ายทอดความทรงจำให้ผู้ดื่มมันรับรู้ได้ทีละขณะ เมื่อมีผู้เริ่มพิธีอยู่ก็คือสตรีชราที่ วาดวงเวทเป็นรูปดาวหกเเฉกบนพื้น เเล้วลงอักขระอันซับซ้อนด้วยเลือดของเธอที่กรีดจากเเขนอยู่เบื้องบน

     สื่อกลางที่สาม 'ร่างกายที่สัมผัส' รชตะไม่ได้จับมือของเขา เเต่มือขาวซีดนั้นกำลังกอบกุมที่ท้ายลำคอของเพทายเพื่อจะตรึงไว้ ก่อนจะโน้มหน้าลงฝังเขี้ยวลงไปที่ลำคอของอีกฝ่ายโดยไม่เปิดโอกาสให้คนใต้ร่างมีโอกาสจะเบี่ยงตัวขยับหนีได้
         เเละเมื่อเลือดของปกรณ์ซึมซาบเข้าสู่การลิ้มรสของรชตะ ความทรงจำที่เชื่อมโยงกับจิตของปกรณ์ก็หลั่งใหลเข้าสู่การรับรู้ของปีศาจผู้เริ่มพันธะสัญญาเเลกเปลี่ยนความทรงจำนี้ในทันที
    อะไร?
  นัยต์ตาเรียวคมสีเเดงเลือด จำต้องเพ่งมองคู่อริของตนอีกครา ไม่ใช่เพราะคิดว่ามันจะต้องเจ็บรึเปล่าที่ถูกเขาดูดเลือด นัยต์ตาหรี่ลงจับจ้องราวกับจะให้ทะลุร่างกายนี้ไปสู่สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องลึก ร่างกายนี่ใช่เพทายอย่างเเน่นอน เเต่สิ่งที่เห็นภายในกลับไม่ใช่ ความทรงจำที่ถูกบันทึกในจิตของร่างที่เขากำลังดื่มเลือด กำลัฃงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อตรงในการบอกเล่าความจริง ความทรงจำเฉพาะตัวที่มีเพียงเเต่เจ้าของมันเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ
     ภาพทั้งหมดที่หลั่งใหลเข้ามาในหัวของปีศาจหนุ่มมากมายราวกับหนังบนจอโทรทัศน์ กลับกลายเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มร่างอ้วนคนหนึ่ง
     เรื่องราวของชายหนุ่มร่างอ้วนเข้ามาเเทนที่ความทรงจำที่น่าจะเป็นของเพทาย เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากการใช้ชีวิตของมนุษย์ในโลกที่คล้ายกับโลกนี้ คนๆนี้ทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อครอบครัว ก่อนที่ชะตาชีวิตอันเเสนสั้นจะทำให้เขาต้องเดินมาถึงความตายเพราะอุบัติเหตุ เเละได้เพียงเฝ้ามองคนที่ตัวเองรัก ในขณะที่ตนเองตายไปเเล้ว จนกระทั่งความทรงจำล่าสุด..ก็คือร่างของเพทายที่ฟื้นขึ้นมา พร้อมๆกับจิตของชายร่างอ้วนที่ยังคงมีความทรงจำจากต่างโลกในร่างของเพทาย เดชะฤทธิ์ ที่เขารู้จักดี   
     ร่างกายของเพทายอาจหลอกให้คิดได้ว่าเป็นคนๆเดียวกัน เเต่จิตใจนั้นไม่สามารถโกหก รชตะรู้สึกว่าตนเองจำต้องยอมรับควมจริงเรื่องนี้เเต่โดยดี ทั้งๆที่เรื่องบ้าๆเเบบนี้อาจจะมีเพียงหนึ่งในล้านที่จะเกิดขึ้นได้ ความจริงปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วให้รับรู้โดยง่ายดายโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆมาเสริม เพราะตัวเขาเป็นคนเร่งรัดที่จะรู้ความจริงจึงเอาตัวเพทายมาที่นี่ ถ้าเขาจะปฏิเสธสิ่งที่เห็นผ่านสายตาของตนเองก็เท่ากับว่าต้องโกหกตัวเองด้วย เเต่ที่ไม่เข้าใจเลยก็คือคือความเจ็บปวดอย่างน่าประหลาดที่ลุกลามขึ้นมาที่ใจของเขาเอง
     สายตาของปกรณ์กำลังทอดมองผืนน้ำดำมืดที่มองไม่เห็นก้นบึ้งทางเบื้องหน้าเเทน เพื่อไม่ให้ร่างกายเเละจิตใจของตนเองเครียดเกร็งจากสัมผัสบาดลึกที่คอของตนเพราะปีศาจตรงหน้าไม่คิดจะหยุดง่ายๆ เเม้ถูกบอกว่าเป็นปีศาจตนนึง เเต่ใช่ว่าร่างกายจะเเข็งเป็นปราการเหล็กจนไม่รู้สึกรู้สาใดๆ เเต่หากเขาเป็นมนุษย์ล่ะก็ การถูกเอาเลือดออกจากตัวขนาดนี้ก็คงจะหมดสติไปเเล้ว
     ปกรณ์ไม่รู้ว่ามันยาวนานเเค่ไหน จากตอนเเรกที่เจ็บชาที่ลำคอ จากคมเขี้ยวที่ฝังเข้ามา เขาไม่สามารถจะมองเห็นว่า สีหน้าของรชตะนั้นได้เปลี่ยนเเปลงไปเเล้วทีละขณะ
    เพราะมันเป็นความรู้สึกที่รชตะยากจะยอมรับได้ในตอนนี้ ในความคิดของรชตะทั้งที่พวกเขาไม่เคยเลยที่จะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เเต่สิ่งที่เห็นมันทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เพทาย คนนั้น ตายไปเเล้วจริงๆ จิตของร่างนี้ ที่เขาสัมผัสได้อย่างใกล้ชิดอยู่นั้นไม่ใช่จิตของเพทายอีกต่อไปเเล้วเเต่เป็นจิตของคนอื่นที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ เรียกได้ว่าโชคชะตาได้นำพาคนๆนี้มาที่โลกของเขา เเละต้องกลายเป็นเพทายโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย
    ปกรณ์รู้สึกได้ว่า ร่างกายของเพทายไม่สามารถรับไหวอีกต่อไปต่อพิธีการที่เเม้กินเวลาไม่กี่นาทีเเต่ราวกับยาวนานนับชั่วโมงสำหรับคนที่ต้องเป็นฝ่ายบริจาคเลือด ต่อให้เป็นปีศาจที่เก่งมาจากไหนก็ไม่น่าจะทำตัวปกติได้ถ้าถูกสูบเลือดไปมากขนาดนี้
     เขาคิดว่าสาเหตุที่รชตะไม่ยอมหยุด คงเป็นเพราะกลิ่นเลือดที่หอมอบอวลจนล่อใจ เเม้เเต่ปกรณ์เองเมื่อมาอยู่ในร่างของเพทาย ที่ประสาทสัมผัสของปีศาจนั้นมีความละเอียดเเละเฉียบคมในการเเยกเเยะสิ่งต่างๆได้ดีไม่ว่าจะทางการมองเห็น ได้ยินหรือได้กลิ่น เขายังต้องยอมรับว่ากลิ่นเลือดของตัวเองนั้นสามารถทำให้เหล่าอมนุษย์คลั่งตายได้เลยทีเดียว
   รชตะรู้สึกว่าตนเองยากจะถอนคมเขี้ยวของตนออกมาจากร่างกายของเพทาย สิ่งที่ได้รับรู้มันทำให้รชตะไม่อยากหยุดลงเเค่นี้จนชักจะเกินเลย เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน การดื่มด่ำกับรสชาติพิเศษนี้ไม่เหมือนกับครั้งไหนๆ เพราะมันมอบความเจ็บหน่วงที่กลางอกตนเองอย่างไร้สาเหตุให้กับเขาเมื่อได้มองผ่านความทรงจำของบุคลอื่นในร่างกายของคนคุ้นเคย เเต่คนที่อยู่ใต้ร่างในตอนนี้ไม่ใช่คนที่เขารู้จักอีกต่อไป
     มันทั้งบีบรัด อย่างน่าอึดอัดยามที่จิตใจของเขาผลิตภาพความทรงจำที่มีเพทายอยู่ในนั้นขึ้นมาไม่ได้หยุด เขาเพียงคิดว่าที่นึกถึงอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้งนั้นเป็นเพราะมันเป็นเพียงคนที่นิสัยเเตกต่างจากคนอื่นจนมีลักษณะเฉพาะตัวที่น่าจดจำเเม้จะเป็นในทางเลวร้ายก็ตาม เเละยังเป็นคนที่เขาเจอในมหาวิทยาลัยมาเกือบสามปี เรียนในคณะเดียวกัน สาขาเดียวกันความรู้สึกจึงเเตกต่างออกไปจากคนอื่นเท่านั้นเอง
     เเละหากมันยังอยู่ตรงนี้จริงๆ เขาไม่มีทางเลยที่จะได้ดื่มเลือดจากคอมันง่ายๆเเบบนี้ ปีศาจหนุ่มหยุดการกระทำทุกอย่างลง เเล้วเงยหน้าขึ้นช้าๆ       
นัยต์ตากำลังสบประสานสายตากับคนที่กำลังอดทนอดกลั้นไม่ให้ตนเองล้มลงไปเสียก่อนโดยไม่ยอมเเพ้เช่นกัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเย็นชา
"นายเป็นมนุษย์"
    สายตาเรียวคมจับจ้องเเววตาของปกรณ์ที่เเตกต่างออกไปจากความเป็นเพทาย เดชะฤทธิ์ในยามปกติอย่างสิ้นเชิง ในที่สุดเขาก็พบคำตอบ สายตาของมนุษย์ในร่างปีศาจย่อมจะต่างออกไปจากความเป็นปีศาจจริงๆ
   
     ปกรณ์ยังคงฝืนตัวเองเอาไว้เพื่อสู้หน้ากับรชตะ
ร่างกายของเพทายไม่ใช่ภาชนะถ่ายทอดความทรงจำที่ไม่มีขีดจำกัด จิตใจของร่างนี้ก็เป็นเพียงมนุษย์ที่เพิ่งจะรู้ชะตากรรมตนเองได้ไม่นานเมื่อได้มาอาศัยร่างของปีศาจ เขาไม่อยากเเสดงความอ่อนเเอให้อีกฝ่ายเห็นเมื่อรชตะรู้เเล้วว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย เขาคิดว่าร่างนี้ไม่น่าจะอ่อนเเออย่างมนุษย์ขนาดนี้ถ้าอยู่ในสภาวะปกติ ตอนนี้รับรู้ได้เลยว่า 'เลือดของเพทายก็สูญเสียออกไปพอสมควร' เเละมันออกจะเเบกรับมากเกินไปสำหรับร่างกายที่เพิ่งจะได้สติขึ้นมาที่โรงพยาบาลในไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า
    ใช่ว่าจะไม่รู้ ตลอดช่วงเวลาที่รชตะเห็นความทรงจำของเขา ทุกกระบวนการนั้นเขาเองก็รับรู้มันไปด้วยกัน ในตอนเริ่มเขาคิดว่าตนเองคงจะเป็นฝ่ายเดียวที่ไม่ได้เห็นอะไรเลย ทว่ากลับกลายเป็นว่าเขาดันไปเห็นความทรงจำของรชตะในขณะที่มีเพทายอยู่ในนั้นเเทรกเข้ามาเป็นระยะๆด้วย เเม้จากที่ได้ยินจากคนตรงหน้าว่า เป็นศัตรูกันมากกว่าจะเป็นมิตร  เเต่ความสัมพันธ์ระหว่างปีศาจทั้งสองดูจะเเตกต่างจากการเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้กันตลอดเวลา ในเมื่อในความทรงจำที่เขามีโอกาสได้เห็นพวกเขาเองก็มีตอนที่พูดคุยกันดีๆอยู่เหมือนกันเเม้จะได้ไม่นานก็เถอะ  ยิ่งไปกว่านั้นเขาสัมผัสได้ถึงจิตใจที่กำลังผิดเเปลกไปของรชตะยามที่รู้เเล้วว่าเพทายอาจไม่ได้มีชีวิตอยู่เเล้ว   ปีศาจตนนี้เเม้เเสดงออกว่า เพทายเป็นเเค่ใครคนนึงที่ไม่ได้มีค่าใดๆให้ต้องเปลืองพื้นที่ในใจให้จดจำ เเต่จิตใจของรชตะเองก็มีความรู้สึกต่อความสูญเสียนี้ มันไม่สามารถที่จะปิดบังการรับรู้ผ่านจิตของปกรณ์ได้ ในเมื่อเขาเองก็กำลังเป็นส่วนนึงในพิธีการนี้ เเค่นี้ปกรณ์คิดว่าเขาไม่ขาดทุนนักหรอกที่ได้เข้าใจสองปีศาจนี้มากขึ้น

      ใบหน้าได้รูปที่ซีดขาวกว่าปกติของเพทายก็ปรากฏรอยยิ้มออกมายามนึกถึงเรื่องนี้ เขาอาจสรุปอย่างคิดในมุมมองของตนเองได้ว่า
     จากความทรงจำในส่วนอื่นๆของรชตะที่เขาเห็น มันเป็นเส้นทางที่รชตะก้าวขึ้นมาสู่การมีอำนาจในมือเหนือผู้คน เเละปีศาจตนนี้ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อจะรักษามันไว้     เขาได้เห็นเพทายผ่านมุมมองของรชตะ การเจอเพทายที่มีเเรงทะเยอทะยานใกล้เคียงกันก้าวขึ้นมาบนเส้นทางเดียวกันกับตัวเอง...คนประเภทเดียวกัน...เดินมาบนเส้นทางเดียวกัน เเต่ผลลัพธ์ออกมาต่างกันด้วยทั้งนิสัย เเละความทะเยอทะยานของเพทายนั้นมีมากกว่ารชตะอย่างเข้าขั้นถลำลึกจนสามารถจะคิดตักตวงผลประโยชน์เข้าหาตัวให้ได้มากที่สุดโดยไม่สนใจว่าจะทำอะไรร้ายๆต่อคนรอบตัว
     เเท้จริงรชตะอาจจะยังไม่สังเกตเห็นว่าถ้าหากคู่อริคนสำคัญคนนี้ของรชตะยังมีชีวิตอยู่ เพทายจะเป็นศัตรูซึ่งอาจกลายมาเป็นมิตรในสักวันนึงหากระหว่างพวกเขาสามารถมีผลประโยชน์ร่วมกันขึ้นมา มันหมายความว่าระหว่างเขากับปีศาจตนนี้ก็ไม่ใช่ศัตรูกันทุกเวลา
    เเละอีกสิ่งที่เขาต้องทำใจยอมรับให้ได้ก็คือสิ่งที่ร่างนี้ก่อทิ้งเอาไว้ก่อนตายนั้นมีมาก เเต่ปกรณ์เริ่มทำใจได้ว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อยังมีลมหายใจ ก็ยังคงมีโอกาสเดินหน้าเปลี่ยนเเปลงให้มันดีขึ้นทีละน้อย


   เมื่อปกรณ์ลืมตาขึ้นอีกครั้งเขาพบว่าตัวเองตื่นขึ้นกลางดึกบนเตียงที่รชตะให้เขาได้มีเวลาส่วนตัวได้ตามสบาย หลังจากฝืนตัวเองถ่อสังขารมาถึงสถานที่ส่วนตัวของปีศาจตนนี้ที่เเยกออกจากคฤหาสถ์ใหญ่ของคนใน’ตระกูลเวตราพิทักษ์’ ปกรณ์นอนหลับเป็นตายโดยไม่คิดสนใจอะไรทั้งนั้นเพื่อจะพักฟื้นร่างกายของเพทายให้มากที่สุด
   เขาได้รับรู้จากรชตะเเล้วว่าสตรีชราซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณยายของรชตะก็คือนายหญิงใหญ่ผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้นำตระกูลคนปัจจุบัน เเม้ในตอนนี้ความรับผิดชอบส่วนใหญ่ในการดูเเลกิจการของตระกูลจะอยู่กับเเม่ของรชตะเเต่สตรีชราก็ยังคงมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจสิ่งต่างๆตามต้องการในสถานที่เเห่งนี้ รวมถึงการออกคำสั่งให้รชตะถอยห่างออกจากตัวเขา ปกรณ์ต้องขอบคุณหญิงชราคนนี้เพราะเธอเป็นคนจับเเยกรชตะออกมาเมื่อคนๆนี้ในภายหลังยืนกรานอย่างคนดื้อเเพ่งที่จะตรวจสอบตัวเขาอีกครั้งด้วยการทำพิธีเเลกเปลี่ยนความทรงจำต่อไปโดยอ้างว่าเรื่องนี้เหลือเชื่อเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ในการตรวจสอบครั้งเดียว ปีศาจตนนี้ไม่ได้ห่วงเลยว่าเลือดของเขาจะหมดตัวก่อนรึเปล่านั่นล่ะที่ปกรณ์นึกกรุ่นๆในอกอยู่เช่นกันจนนึกอยากต่อยหน้า
   ภาพของสตรีชรายังคงติดตาเขาไม่ลืมยามที่ร่างเล็กเพรียวบางของเธอเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากอีกจุดนึงมายืนบนผิวน้ำก่อนจะกระชากตัวรชตะออกจากตัวเขาจนหมอนั่นเซถลาออกไปปะทะกับต้นไม้ใหญ่ทางเบื้องหลัง เขารู้สึกสะใจไม่น้อยที่คนตัวโตกว่ากลับถูกสตรีชราร่างเล็กจัดการ เเต่ถึงอยากจะหัวเราะเเต่ก็หัวเราะไม่ออกเพราะมันยิ่งตอกย้ำว่าเขากำลังอยู่ในโลกที่อปกติจากความเป็นโลกเดิมของตนอย่างสิ้นเชิงจนเขาไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ ในเมื่อทุกสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติสำรับเขากลับกลายเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ เเละมันกำลังทำให้เขานึกถึงว่าตัวเองอาจจะกำลังอยู่ในบทบาทของตัวเอกหนังไซไฟสักเรื่องก็เป็นได้
   ในขณะนั้นตัวเขาก็เริ่มรู้สึกตัวรุมๆเหมือนจะเป็นไข้ หัวสมองที่เคยคิดวิเคราะห์เรื่องของรชตะอยู่ก็หยุดทำงานเสียดื้อๆ เขาไม่สนใจหรอกว่ารชตะที่เพิ่งจะหลังกระเเทกโดยเเรงนั้นจะได้สติขึ้นหรือเปล่า ยายของรชตะเป็นคนพยุงเขาขึ้นมาเหนือน้ำเเล้วปล่อยหลานตัวเองให้ไปนั่งสงบสติอารมณ์อยู่ไกลๆ เป็นที่มาว่าเขามานอนหลับอย่างสบายใจไร้กังวลได้ชั่วขณะโดยยังไม่เเม้เเต่จะคิดว่าบ้านตระกูลเวตราพิทักษ์จะต้อนรับเขาในสถานะไหน
   หลังหวนนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ข้างในใจที่พอจะสงบจากเรื่องราวต่างๆลงเเล้ว พลอยทำให้นัยต์ตาเรียวคู่สวยหันไปสำรวจบริเวณโดยรอบ สายตาไปปะทะเข้ากับพระจันทร์ดวงขนาดมหึมาข้างนอกที่ปรากฏผ่านหน้าต่างบานสูงของที่พักที่ดูคล้ายสไตล์ตะวันตกจากโลกเดิมอยู่บ้าง มันใหญ่จนดูใกล้กับเขาเเละกำลังส่องเเสงสว่างเรืองท่ามกลางความมืดมิดไร้ดวงดาวสะท้อนความเป็นโลกที่เเตกต่างจากโลกมนุษย์ธรรมดาๆที่จากมาโดยสิ้นเชิง ปีศาจหนุ่มที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากความตายมาได้ลุกขึ้นจากเตียง เดินเข้าใกล้ชานระเบียงหินอ่อนสีขาวเบื้องนอกห้องที่ประดับด้วยกระถางดอกกุหลาบสีเเปลกตาอย่างสีน้ำเงินบานสะพรั่งอย่างชวนมอง
   หัวสมองเริ่มปลอดโปร่งยามพบกับพื้นที่กว้างโล่งสายตา เขาพบว่ามันไม่จบเพียงเเค่พื้นที่ห้องพักส่วนตัวเล็กๆอย่างที่คิดในเมื่อมันเชื่อมต่อกับพื้นที่อีกส่วนหนึ่งของระเบียงไปยังชานระเบียงกว้างที่เปิดเผยทรรศนียภาพอันงดงามของสวนเบื้องล่างที่เหล่าดอกไม้ยามราตรีเปล่งเเสงออกมาราวกับหิ่งห้อย ปกรณ์เพ่งมองสุดทางของพื้นที่ส่วนนี้ที่ไปจบอยู่ที่ห้องของใครสักคนทางเบื้องหลังของเขา ห้องนั้นใหญ่กว่าห้องของเขามากที่เดียว เขาเพิ่งรู้ว่าเเท้จริงห้องของเขาเป็นชานระเบียงคู่ติดกับห้องข้างๆเเต่จะเป็นห้องของใครนั้นปกรณ์ไม่เเปลกใจเท่าไหร่ยามเมื่อ เเสงไฟที่ส่องลอดผ่านออกมานั่นได้สะท้อนเงาของร่างสูงคุ้นตาที่เพิ่งจะเเยกกันไม่กี่ชั่วโมงก่อนเหมือนกำลังเเต่งตัวอยู่ในห้อง นี่มันบ้านใครกันล่ะยังไงปีศาจตนนี้ก็ต้องเก็บเขาไว้ไกล้ตัวไม่ให้ไกลหูไกลตาจนคิดหนีไปเสียก่อน
   ปีศาจหนุ่มที่เพิ่งฟื้นตัวไม่คิดจะปะทะกับรชตะในตอนนี้เขาหันหลังให้ เเล้วทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้ยาวน่าสบายตัวหนึ่งตรงนั้น ปล่อยให้สายลมเอื่อยๆพัดพาเอาความเย็นฉ่ำของอากาศที่นี่โอบล้อมรอบตัวเขาเอาไว้ แต่จู่ๆ กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกกุหลาบสีน้ำเงินที่อยู่รอบตัวก็เเปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงของคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ มาพร้อมกับที่เงาของร่างสูงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเเต่เขายังไม่อยากคิดจะใส่ใจในตอนนี้เลยสักนิด
   นัยต์ตาเรียวคมสีเเดงเลือดปะทะเข้ากับคนที่มานอนสบายอารมณ์อยู่ตรงนี้ที่สีหน้าดีขึ้นมากเเล้ว  มือเเกร่งล้วงลงไปหยิบบางอย่างออกมาจากอกเสื้อ โยนให้คนที่นอนอยู่นั้นเงยหน้าขึ้นมาคุยกับเขา
“ดีขึ้นหรือเปล่า? สิ่งที่นายกินเข้าไปตอนหลับไม่ใช่ยาลดไข้ธรรมดา”
    เขาจำได้ว่าสตรีชราให้เขากินบางอย่างก่อนจะหลับไปปกรณ์ตั้งใจฟังที่เขาพูดต่อ
“มันถูกเรียกว่า ‘ยาเลือดสกัด’ ที่ทำมาจากเลือดของฉันเอง”
“ฉันต้องขอบคุณนายสินะที่บริจาคเลือดคืนให้ฉันน่ะ”
   ใบหน้าซีดขาวของเพทายกำลังปรากฏร่องรอยอ่อนจางของรอยยิ้มที่มุมปาก
“นายรับยานี่มาตั้งเเต่สามเดือนก่อนที่กลายเป็นเจ้าชายนิทราเเล้ว”
    สามเดือน? ปีศาจตนนี้บริจาคเลือดตัวเองให้เขามาตลอดงั้นหรือ เรื่องนี้เเทบไม่อยากเชื่อ ก่อนการที่ตนเองฟื้นขึ้นมาได้นั้นรชตะย่อมเหมือนกับลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ว่าจะมีผลตอบเเทนกลับมาหรือเปล่า อะไรที่ทำให้คนๆนี้ยอมเสียสละเพื่อคู่อริของตนเองปกรณ์คิดว่ามันต้อเป็นเรื่องทำให้รชตะเดือดร้อนมากทีเดียว เพราะคนๆนี้คงไม่ใช่พ่อพระที่เกิดเห็นใจคู่อริตัวเองขึ้นมาง่ายๆ
“ร่างของนายที่ใกล้เคียงกับคำว่าตายไปเเล้ว มีเพียงเลือดของปีศาจเลือดบริสุทธิ์ด้วยกันเท่านั้นที่จะช่วยคงสภาพเอาไว้ได้ระยะหนึ่ง”
“จะให้ตอบเเทนอะไรก็ว่ามา”
    ปกรณ์กล่าวอย่างสงบ เขาคิดว่านี่คงเป็นสิ่งที่รชตะอยากจะพูดใส่หน้าเขาจริงๆ และรอยยิ้มก็กำลังปรากฏขึ้นกับบุรุษปีศาจผู้เปี่ยมเสน่ห์อันตรายตรงหน้า
“พวกเรามาทำสัญญากันเถอะเพทาย”





   
   


13
5. Devina / รัญชิดา / Re: จัดหน้าง่ายๆ กับจิจ้า
« เมื่อ: มีนาคม 22, 2019, 11:01:38 PM »
ขอบคุณมากค่ะ. พอมองผ่านโทรศัพท์ เเท็บเลต
เราจะไม่เห็นเลยว่า เวลาเพื่อนๆอ่านเราจัดหน้าได้เเย่ขนาดไหนน เหอๆ
จะเอา setting ตามนี้ ไปใช้เลยค่ะ

14
1. มะยม / ฟีลิปดา / Re: รักได้ไหม บทที่3 น่ารัก
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2019, 09:29:03 PM »
ตั้งเเต่ช่วงบทเเรกเราชอบบรรยากาศในเรื่องนี้ เช่น เรื่องบรรยากาศของสถานที่ ,อารมณ์ความรู้สึกตัวละคร 
เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ไปด้วยขณะที่เรากำลังล้มลุกกะเรื่องของตัวเอง มันรู้สึกไม่เงียบเหงาจริงๆค่ะ ออกตัวก้าวเเรกในการเป็นนักหัดเขียน เรารู้สึกว่า นี่มันสนุกต่างออกไปเยอะเลย เวลามีเพื่อนเขียนไปด้วยกัน เราโครตดีใจที่ได้ลงเเรลลี่ไปกับพวกคุณ  55

15
5. Devina / รัญชิดา / Re: REBORN บทนำ
« เมื่อ: มีนาคม 18, 2019, 09:27:06 AM »
ขอบคุณค่ะเดียวจะเเก้ในคอมเน้อ

หน้า: [1] 2