แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - สิริเลขา

หน้า: [1] 2 3
1
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาให้กำลังใจนะคะ
ตอบคุณ lung_tom เรื่องเว้นบรรทัด แหะ ๆ คือก็อยากทำอย่างนั้นอยู่หรอกค่ะ ถ้าพอมีเวลา แต่เนื่องจากเขียนใน ms word ซึ่งจัดหน้าไว้โอเคแล้ว แต่พอ  copy มาวางในบอร์ดนี้ค่าจัดหน้าที่ตั้งไว้มันไม่ยอมมา พยายามจัดหน้าในบอร์ดนี้แล้ว แต่ยังงง ๆ กับเครื่องไม้เครืองมือค่ะ ไม่รู้ว่ามันทำได้แบบที่จัดหน้าใน ms word หรือเปล่า ครั้นจะต้องมานั่งเคาะ นั่ง enter บรรทัดใหม่ก็ชักไม่สนุกค่ะ ก็เลยเอาแบบนี้ไปก่อนละกันเนอะ ^__^

2
บทที่ 2
   
แหงนหน้ามองฟ้าเช้านี้ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสด ไม่มีเมฆสักก้อน พระอาทิตย์เลยได้ทีสาดแสงลงเต็มที่ แต่เพราะช่วงนี้อากาศหนาว แดดจ้าเช้านี้เลยทำให้รู้สึกอุ่นกำลังดีมากกว่าจะแสบร้อนระคายผิว และเมื่อมองลงไปเบื้องล่าง แควขนาดย่อมซึ่งแตกสายมาจากแม่น้ำใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตา น้ำใสแจ๋วจนแทบจะมองเห็นปลาว่ายเวียนไปวนมาอยู่ในนั้นเลยล่ะ (อันนี้ฉันเวอร์ไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วมองจากตรงนี้ไม่เห็นหรอก แต่ถ้าไปนั่งอยู่ริมตลิ่งล่ะก็ไม่แน่) ฉันยิ้มให้กับนกสองตัวที่บินมาเกาะส่งเสียงคุยกันจุ๊กจิ๊กอยู่ตรงหน้าต่าง รู้สึกสบายใจอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะรู้สึกได้ในสภาวะอย่างนี้
คืนก่อนที่จะถูกส่งตัวมาที่นี่ คนเผด็จการ เจ้าอารมณ์ และไร้เหตุผลที่สุดในโลกเท่าที่ฉันเคยรู้จักยังตามมาวนเวียนข่มขู่กระทั่งในความฝันของฉัน เธียรประกาศอย่างไม่ยอมแพ้ว่า เขาจะไม่มีวันยอมให้ฉันไปเป็นเมียน้อยเจ้าสัวธมเด็ดขาด แต่ในฝันฉันปากเก่ง ท้าไปว่าก็ให้เขามาคุกเข่าขอร้องฉันสิ แล้วฉันจะยอมเป็นผู้หญิงของเขาคนเดียวตลอดชีวิต โอ๊ย...ดีนะที่เป็นแค่ความฝัน และสาบานเลยว่าสิ่งที่ฉันฝันน่ะ มันเป็นผลมาจากความเครียด ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกเหมือนที่ซิกมันด์ ฟรอยด์กล่าวไว้แน่ ๆ และเธียรคงโกรธเกลียดจนไม่คิดจะแยแสฉันอีกหรอก ก็โดนตบไปเต็มแรงขนาดนั้น และนั่น...อาจจะเป็นตอนอวสานของเรื่องระหว่างฉันกับเธียรไปแล้วก็เป็นได้
ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ในเมื่อ...มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้ยิ่งมองไม่เห็นทาง
คนของเจ้าสัวธมขับรถมารับฉันถึงที่พักช่วงสาย ก่อนจะมุ่งหน้าออกไปยังนอกเมือง ป้ายข้างทางบอกว่าลุงคนขับกำลังมุ่งหน้าสู่เขาใหญ่ ฉันแปลกใจเพราะคิดว่าจะถูกส่งตัวไปยังคฤหาสน์ของเจ้าสัวธมซึ่งตั้งอยู่แถวอโศก แต่แล้วก็ยักไหล่ให้กับความคิดนั้น ฉันไม่ได้หวังว่าจะได้เชิดหน้าชูคอเป็นคุณนายของบ้านอีกคนหรอก จะให้ฉันไปซ่อนตัวอยู่ในป่าในดงที่ไหนก็ช่างเถอะ คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ
เมื่อถึงจุดหมาย บ้านทรงกระท่อมสีขาวที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้ฉันตะลึงจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตาอยู่ครู่ใหญ่
ฉันเคยเห็นบ้านหลังนี้...ที่ไหนสักที่มาก่อนแน่ ๆ สาบานได้
ไม่ใช่บ้านจริง ๆ หรอกที่เคยเห็นน่ะ แต่มันเป็นภาพวาดสีน้ำ...หรืออะไรสักอย่างที่คล้าย ๆอย่างนี้ ที่ไหนนะ ฉันเคยเจอภาพบ้านหลังนี้ที่ไหนมาก่อนนะ?
ยังนึกไม่ออกตอนนี้ แต่ช่างเถอะ เพราะตอนนี้ฉันหลงเสน่ห์บ้านหลังนี้เป็นที่เรียบร้อย อย่างน้อยก็ยังมีเรื่องดีๆเข้ามาในวันแย่ ๆของชีวิตบ้างล่ะน่ะ
บ้านขาวสองชั้นสไตล์อิงลิชคอททิจขนาดกะทัดรัด ดูอบอุ่น น่ารักเหมือนบ้านในฝันของฉันเลย ต้นตีนตุ๊กแกเลื้อยปกคลุมหลังคาและผนังบ้านบางส่วน หน้าต่างสีฟ้าเปิดอ้าปล่อยให้สายลมพัดล้อเล่นกับผ้าม่านสีขาวอย่างร่าเริงราวกับกำลังประกาศตัวว่ายินดีต้อนรับสมาชิกใหม่
มีผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่งยืนรอต้อนรับอยู่แล้ว แกแนะนำตัวเองพร้อมรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรว่าชื่อป้าเยื้อน เป็นคนดูแลบ้านหลังนี้ และพาฉันเข้าไปยังห้องพักพร้อมกับสาธยายตำแหน่งแห่งที่ของข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านต่าง ๆ
ถ้าข้างนอกที่ฉันเห็นปลุกความฝันในวัยเด็กที่หลับใหลมาแสนนานของฉันให้ตื่นขึ้นได้ล่ะก็ ข้างในบ้านก็สะกดให้ฉันนิ่งเพื่อซึมซับความอบอุ่นอ่อนหวานกับภาพที่ได้เห็น
โซฟาเบาะผ้าสีขาวลายดอกเล็ก ๆ สีฟ้าแดง มีหมอนอิงลายเข้าชุดจัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ผนังห้องสีฟ้าอ่อนมีภาพวาดที่คุ้นตาที่ฉันมารู้จักชื่อเจ้าของผลงานเอาเมื่อตอนเข้ามหาวิทยาลัยว่ามันคือภาพทุ่งดอกป๊อปปี้ของศิลปินชื่อดังผู้ล่วงลับ Claude Monet และเมื่อเดินไปตรงหน้าต่าง มองออกไปก็เห็นเนินสีเขียวสบายตาตัดกับท้องฟ้าสีแดงส้มของช่วงบ่ายแก่ ๆ เมฆขาวก้อนเล็ก ๆ กำลังเคลื่อนตัวอย่างอ้อยอิ่งผ่านดวงอาทิตย์ซึ่งสงบนิ่งอยู่ตรงมุม 30 องศากับพื้นดิน
ฉันไม่ใช่พวกเห็นแก่เงินหรือสิ่งของล่อตาล่อใจหรอกนะ แต่แหม...เล่นเตรียมบ้านในฝันไว้ต้อนรับซะขนาดนี้ ฉันก็ใจป้ำพอที่จะเพิ่มคะแนนนิยมให้เจ้าสัวธมอีกคะแนนเลยเอ้า!
ก็ในเมื่อมันเลี่ยงการทำหน้าที่เป็นผู้หญิงของเจ้าสัวธมไม่ได้แล้ว ฉันก็ต้องทำใจให้ยอมรับสภาพให้ได้สิ แล้วถ้าแค่ความเบิกบานใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ฉันยังสร้างให้ตัวเองไม่ได้ จะหวังให้ใครมาสร้างให้ล่ะ
มีความสุขกับสิ่งที่มีและเป็นอยู่ นี่ล่ะปรัชญาการดำเนินชีวิตของฉัน
การเดินทางไม่ทำให้ฉันเหนื่อยเท่าไหร่ พอจบการปฐมนิเทศจากป้าเยื้อนแล้วฉันก็เลยเดินสำรวจตรงระเบียงหลังบ้านที่ยื่นต่อเข้าไปในแม่น้ำ วิวสวย บรรยากาศดีมากเลยล่ะ  ฉันสังเกตเห็นเรือลำเล็ก ๆ ลำหนึ่งผูกติดอยู่กับท่าน้ำตรงปลายสุดของระเบียงด้วย ตอนนี้ฉันยังพายไม่เป็นหรอก แต่สาบานว่าฉันต้องได้พายเรือเล่นในธารน้ำสีเขียวมรกตนี้เล่นในอนาคตอันใกล้นี้ให้ได้
ฉันเก็บความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่มีสัญญาณใด ๆ จากเจ้าสัวธมมาถึงฉันบ้าง แต่ก็ดีแล้วล่ะ เขาอาจจะแก่จนหลง ๆ ลืม ๆ ไปว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งถูกส่งตัวมาที่นี่เพื่อรับใช้เขาแล้วก็ได้ ในเมื่อเจ้าหนี้ไม่มาใช้สิทธิ์ ฉันก็จะทำเฉย ไม่รู้ไม่ชี้และเริงร่าอยู่กับกระท่อมหลังน้อยของฉัน
อ๊ะ...อย่าหาว่าฉันโมเมนะ ก็... แหม ตอนนี้มีแค่ฉันคนเดียวที่อยู่ที่นี่นี่นา ฉันก็ถือว่ามันอยู่ภายใต้การครอบครองดูแลของฉันน่ะสิ
เสียงเคาะประตูสองสามครั้งทำให้ฉันต้องละความสนใจฉันจากภาพวิวเบื้องหน้า พอหันไปก็เจอป้าเยื้อนส่งยิ้มมาจากตรงประตูนั่นล่ะ
“อาหารเช้าพร้อมแล้วค่ะ คุณวารินจะให้ตั้งโต๊ะที่ไหนดีคะ”
ที่ไหนดีล่ะ ทานคนเดียวเหงาแย่เลย เมื่อวานตอนเย็นก็ทีหนึ่งแล้ว ปกติมื้อเช้ากับมื้อเย็นบ้านฉันจะอยู่กันเกือบพร้อมหน้า แต่ต่อไปนี้ก็คงไม่มีอะไรเหมือนเดิมได้อีกแล้ว บ้าจริง! ทำไมน้ำตามันเหมือนจะล้น ๆ ออกมาล่ะเนี่ย มันเลยเวลาที่จะมาเศร้าโศกกับเรื่องพวกนี้แล้วนะอินทุวาริน
“ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ขอเป็นตรงระเบียงริมน้ำนั่นได้มั้ยคะ”
ฉันตอบอย่างนอบน้อม ถึงป้าเยื้อนจะแสดงตัวว่าเป็นแม่บ้านที่มีหน้าที่ทำตามคำสั่งฉันก็เถอะ แต่ฉันไม่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้านายใคร ที่มาอยู่นี่ก็เพราะต้องมาชดใช้หนี้ คงไม่ต่างจากที่ป้าเยื้อนทำงานกินเงินเดือนจากเจ้าสัวธมเท่าไหร่หรอก
คำขอของฉันได้รับการตอบสนองจากป้าเยื้อนเป็นอย่างดี ตอนแรกฉันทานอย่างเร่งรีบ มันเคยตัวน่ะ เพราะเมื่ออยู่บ้านต้องรีบทานรีบเสร็จจะได้ไปทำงาน แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ฉันไม่มีโอกาสทำแบบนั้นแล้ว และวันนี้ก็ไม่มีแผนการใด ๆ ในหัวซะด้วย เลยลดความเร่งลง นั่งละเลียดชมน้ำชมฟ้าไปเรื่อย ๆ
ตอนป้าเยื้อนมาเก็บภาชนะ มีหญิงสาวน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันคนหนึ่งตามมาด้วย ป้าเยื้อนแนะนำว่าชื่อพิมพ์นลินหรือนิ่ม เป็นหลานสาวของแกเอง นิ่มท่าทางเป็นมิตร ฉันเลยรู้สึกดีขึ้นมาอีกหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ พอถามไถ่ก็ได้ความว่านิ่มทำงานอยู่ที่ไร่องุ่น ฉันเก็บอาการอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหว นิ่มเลยชวนฉันไปเที่ยวชมที่ไร่มันซะเลย
“พอเรียนจบนิ่มก็เตะฝุ่นอยู่สักพัก ไปสมัครงานเขาก็ต้องการแต่คนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น  ก็ถ้าไม่รับแล้วเมื่อไหร่เด็กจบใหม่อย่างนิ่มจะมีประสบการณ์ซะทีล่ะคุณวารินว่ามั้ย พอท่านเจ้าสัวรู้เรื่องเลยเมตตาให้มาทำงานที่นี่ นิ่มเองก็เพิ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงปีหรอกค่ะ”
น้ำเสียงและแววตาที่นิ่มพูดถึงท่านเจ้าสัวบ่งบอกว่าเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ฉันเลยไม่รู้จะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ การปฏิบัติของเจ้าสัวธมที่มีต่อลูกหลานคนในปกครองย่อมแตกต่างจากสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อลูกหนี้
“ช่วงนี้ที่ไร่ยุ่งกับเรื่องโรงแรมที่กำลังจะเปิดตัวเดือนหน้านี้แล้ว พนักงานบางส่วนเลยถูกเกณฑ์ไปช่วยงานทางนั้นก่อน คุณวารินเห็นทางด้านนู้นมั้ยคะ” ฉันหันไปตามทิศที่นิ่มชี้ให้ดู ก็เห็นอาคารสีควันบุหรี่รูปทรงคล้าย ๆ ปราสาทของทางยุโรปสมัยเก่าซึ่งฉันเห็นตั้งแต่มาคนขับรถพามาถึงในวันแรกแล้ว “นั่นล่ะค่ะโรงแรม”
“แล้วนิ่มมาพาฉันทัวร์ชมไร่อย่างนี้จะเป็นอะไรรึเปล่า” ฉันถามด้วยความเกรงใจ
“อย่ากังวลเลยค่ะ ผู้จัดการไฟเขียวให้นิ่มมาดูแลคุณวารินเอง” นิ่มยิ้มชอบใจก่อนจะขยายความเพิ่ม
 “งานนิ่มเป็นงานพวกเอกสาร ไม่ค่อยยากนักหรอกค่ะ แต่ก็วุ่นวายและต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ไอ้เจ้าคุณสมบัติข้อหลังนี่ล่ะค่ะที่ทำเอานิ่มอยากจะลาออกวันละร้อยรอบ แต่ก็เกรงใจท่านเจ้าสัว พอนิ่มรู้ว่าจะมีแขกของท่านมาพัก ก็เลยรีบเสนอตัวขอดูแลเอง ไม่อย่างนั้นนิ่มต้องถูกเกณฑ์ไปช่วยงานที่โรงแรมอีกคน เคยไปช่วยอยู่สองสามครั้ง เละทุกครั้ง โดนมิสเตอร์โหด...เอ่อ...คุณอธิคมผู้จัดการไร่น่ะค่ะดุตลอดเลย คุณวารินอย่าไปบอกใครนะคะว่านิ่มหาข้ออ้างไม่ไปช่วยงานโรงแรมน่ะ ไม่อย่างนั้นนิ่มแย่แน่”
ฉันยิ้มพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน แหม ไอ้เรื่องแบบนี้ไม่ใช่นิ่มคนเดียวหรอกที่เป็น ฉันก็ใช่ย่อยซะที่ไหน แต่จะอวดไปก็ใช่ที่ เอาเป็นว่านิสัยฉันกับนิ่มน่าจะคบกันได้อยู่นะ
นิ่มพาฉันเดินชมต้นองุ่นในไร่ กำลังออกผลดกน่าทานเชียวล่ะ และแน่นอนว่าฉันไม่ปฏิเสธที่จะลิ้มรสของมัน หวานฉ่ำชื่นใจจริง ๆ แต่นิ่มบอกว่าองุ่นพวกนี้จะเอาไปทำไวน์ ส่วนที่เอาลูกไปขายและแปรรูปนั้นจะอยู่อีกโซน ฉันก็อยากไปดูอยู่หรอกนะ แต่เกรงใจคนนำเที่ยว เอาไว้วันหลังดีกว่า ถึงนิ่มจะบอกว่ายินดีแต่ฉันก็ไม่กล้ายึดตัวเพื่อนใหม่ของฉันไว้ทั้งวันหรอก
ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าสัวธมทำไร่องุ่นด้วย แต่ก็นะ คนระดับนั้นคงมีธุรกิจในมือมากมาย ฉันเป็นใครถึงจะไปรู้เรื่องกับเขาทั้งหมดได้กันเล่า
ว่าแต่ที่นี่มีอนุคนอื่น ๆ ของเจ้าสัวอยู่ก่อนแล้วหรือเปล่านะ ฉันจะเจอสงครามแบบผู้หญิงหรือเปล่า เฮ้อ...ถึงฉันจะไม่ได้อยากแก่งแย่งชิงความรักใคร่จากเจ้าสัวธม ยิ่งเขาไม่เห็นหัวฉันได้เลยยิ่งดี แต่ฉันก็ไม่อยากมีปัญหากับใครนี่นา ฉันอยากอยู่อย่างสงบ ๆ น่ะ แต่ป้าเยื้อนกับนิ่มก็ดูเป็นมิตรดีอยู่ แถมนิ่มยังบอกอีกว่าผู้จัดการไร่สนับสนุนให้มาต้อนรับฉันอีก ก็น่าจะแปลว่าฉันอยู่ได้ไม่มีปัญหา อย่างน้อยก็คงไม่โดนบรรดาเมีย ๆ ของเจ้าสัวธมกลั่นแกล้งเหมือนในนิยายหรอกมั้ง

ฉันกลับมาถึงบ้านตอนทุ่มกว่า ๆ แม้อากาศจะหนาวแต่ก็รู้สึกเหนียวเนื้อตัวจนต้องรีบอาบน้ำสระผม มันมีกลิ่นเนื้อกับกระเทียมติดอยู่น่ะ ก็เพราะเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาฉันไปฝากปากฝากท้องกับป้าเยื้อนที่บ้าน แทนการนั่งเหงากับมื้อเย็นอยู่ลำพังเหมือนทุกวัน ความที่เริ่มสนิทกับนิ่มมากขึ้น ทำให้ฉันกระดากใจน้อยลงไปเยอะ ป้าเยื้อนกับลุงสิงห์ผู้เป็นสามีต้อนรับขับสู้ฉันเป็นอย่างดี แต่ฉันก็ไม่ได้ไปกินเฉย ๆ นะ ก็ช่วยหยิบนู่นจับนี่ไม่น้อยเหมือนกัน นิ่มยังออกปากเลยว่าอยากให้ฉันมาทานด้วยทุกวันด้วยซ้ำ เพราะฉันเป็นลูกมือที่ยอดเยี่ยมของป้าเยื้อนมากกว่าเธอเป็นไหน ๆ เรื่องทำอาหารกับนิ่มไม่ถูกกันเลยว่างั้นเหอะ
ฉันยิ้มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปหรือไม่อยากเป็นลูกมือป้าเยื้อนหรอกนะ แต่จะให้ไปรบกวนทุกวันเห็นจะไม่ไหว เกรงใจลุงสิงห์น่ะ ปกติอยู่บ้านก็คงปล่อยตัวตามสบาย แต่พอมีฉันเป็นแขกก็คงต้องจัดเสื้อผ้าหน้าผมต้อนรับซะหน่อย ที่ฉันรู้เพราะนิ่มแซวว่าแกแต่งหล่อต้อนรับฉันน่ะ ฉันอยากจะบอกว่าไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรก็ได้ แต่มันคงแปลกพิลึกที่แขกจะไปบอกให้เจ้าของบ้านทำตัวตามสบาย เลยคิดว่าวันหลังชวนนิ่มมานั่งดินเนอร์ใต้แสงจันทร์ตรงระเบียงริมน้ำเป็นเพื่อนฉันดีกว่า
ที่บอกว่าดินเนอร์ตรงระเบียงริมน้ำก็เพราะฉันชอบมุมนี้เป็นพิเศษน่ะ ตอนเช้าก็จะมายืนมองพระอาทิตย์ค่อย ๆ สาดแสงทีละนิดจากทิวเขาด้านทิศตะวันออก พอตกเย็นก็นั่งดื่มด่ำกับธารน้ำที่สะท้อนแสงแดดสุดท้ายของวันเป็นสีทองวิบวับ ถ้าวันไหนข้างขึ้นยิ่งวิเศษ เพราะหลังจากดวงอาทิตย์เข้านอนแต่หัววันแล้ว พระจันทร์ก็แตะมือรับช่วงทำหน้าที่ทอแสงนวลยวนตา
อาบน้ำเสร็จตอนเกือบสองทุ่ม ฉันยังไม่รู้สึกง่วง ก็เลยสวมหมวกไหมพรมกับผ้าคลุมไหล่ลงมาตรงระเบียงริมน้ำ แสงจันทร์ส่องสว่างจนกลบดวงดาวน้อยใหญ่ไม่ให้เปล่งรัศมีออกมาได้เลยล่ะ
ขณะที่ฉันยืนอยู่ตรงบันไดที่ทอดลงไปสู่ระเบียงริมน้ำ ภาพความทรงจำอันแสนสุขในอดีตก็ฉายวาบเข้ามา มันชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันผ่านมานานแล้วเหลือเกิน

“ฉันว่าเธอเมาแล้วล่ะ พอได้แล้ว”
มือหนึ่งคว้าแก้วไปจากมือฉันอย่างเอาแต่ใจ ก็มานั่งตั้งวงรินกินเหล้าเคล้าแสงจันทร์ไม่ใช่เหรอ จะมาห้ามกันทำไมล่ะตาบ้า แล้วคนอื่นๆหายไปไหนกันหมดล่ะเนี่ย
“หืม? เมา? ใครเมา ถ้าฉันเมาจริง ๆ  จะไม่เห็นนายทำหน้าดุ ๆ อย่างนี้หรอก”
ฉันเห็นเขาขมวดคิ้วเหมือนขัดใจ เลยหัวเราะคิก แกล้งพูดไปว่า
“เพราะถ้าฉันเมาจริง ๆ ฉันจำอะไรไม่ได้หรอก แต่นี่ฉันยังรู้ตัวอยู่เลยนะว่านั่งอยู่กับ...นายเป็นใครนะ?”
คราวนี้เธียรหน้าบึ้งกว่าเดิมซะอีก แต่ฉันก็ยังนึกสนุกไม่เลิก
“รู้แล้ว นายคือหัวหน้าเธียรคนเก่ง นักเรียนดีเด่นสามปีซ้อน และ...อันนี้เจ๋งสุด”
ฉันหยุดรอดูท่าทีเขา และก็อมยิ้มเมื่อเขาทำท่าเหมือนกำลังตั้งใจฟัง แต่เธียรก็ยังเป็นเธียร ต่อให้อยากรู้แทบตายแต่ก็ยังทำหยิ่ง ปากหนักไม่พูดไม่ถามตามสไตล์เขานั่นล่ะ
“เพื่อนที่ฉันรักที่สุด”
ฉันว่าฉันคงเมาอย่างที่เธียรว่าจริง ๆ นั่นล่ะ ไม่งั้นคงไม่กล้าพูดแบบนั้นออกไปแน่ รู้สึกภูมิใจกับชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้เห็นท่าทางตะลึงคาดไม่ถึงของเธียรของเธียรอยู่หรอก แต่แล้วทำไมแววตาเขามันเป็นประกายวิบวับอย่างนั้นล่ะ
แน่ะ...ยังจะอมยิ้มแบบมีเลศนัยอีกด้วย ไม่ปลอดภัยแฮะ แกล้งเมาไม่รู้เรื่องไปเลยดีกว่า
“เฮ้ ไปไหนกันหมดเนี่ย ยัยสินีอยู่ไหน แม่แก่จ๋า ขอเหล้าหน่อย หัวหน้าเธียรขี้เหนียวยึดไว้กินคนเดียวหมดเลย”
สักพักเสียงพิชญ์สินีแม่แก่ของฉันก็ตอบกลับมา
“เมาแล้วก็ไปนอนวาริน อยากตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าไม่ใช่เหรอ ถ้ายังทำเป็นซ่าอยู่อย่างนี้อีกเดี๋ยวก็ลุกไม่ไหวหรอก”
ยัยแม่แก่และเพื่อนคนอื่น ๆ นั่งล้อมวงอยู่ในบ้าน คงจะเล่นไพ่กันอยู่ ทำไมไม่ชวนกันเลย เรื่องเสียงโชคนี่ฉันปลื้มกว่าดื่มเหล้าซะอีก ปล่อยให้ฉันนั่งตากน้ำค้างกลางแสงจันทร์อยู่กับเธียรสองคนได้ยังไง ไม่รู้เหรอว่ามันอันตราย (ต่อเธียร) มากเลยน่ะ
“เมาที่ไหน ถ้าฉันเมาฉันต้องจำไม่ได้สิว่าแกเป็นแม่แก่ของฉัน เป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด”
หางตาฉันเห็นเธียรเม้มปากทำหน้าเหมือนผิดหวังกับอะไรบางอย่าง จะอะไรก็ช่าง แค่แววตาไม่น่าไว้วางใจของเขามันหายไปก็เป็นพอ เฮ้อ...ค่อยยังชั่วหน่อย หาทางลงได้สวย เก่งมากอินทุวาริน
“ฉันไปเสี่ยงโชคบ้างดีกว่า”
ไม่รอฟังว่าเขาจะตอบอะไรหรือเปล่า ฉันลุกขึ้นทันที แต่ดันเซจะล้มหัวคะมำ ดีที่เธียรมาคว้าเอวไว้ได้ทัน
“ฉันว่าเธอไปนอนดีกว่า แค่จะลุกยืนยังโซซัดโซเซขนาดนี้ คิดว่าจะเล่นไพ่รู้เรื่องเหรอ ฉันขี้เกียจคอยบวกเลขช่วยเธอนะ”
เขาไม่ฟังความเห็นฉันด้วยซ้ำตอนที่บังคับฉันขึ้นไปนอนชั้นบน ตอนแรกฉันก็โวยวายอยู่หรอก แต่พอหัวถึงหมอนแล้วก็รู้สึกสบายตัว ไม่รู้จะดื้อไปนั่งหลังขดหลังแข็งกับพวกเพื่อน ๆในวงไพ่ต่อให้เมื่อยเปล่า ๆ ทำไม เธียรพูดถูก เวลาปกติฉันยังนับเลขผิด ๆ ถูก ๆ ไปเล่นตอนนี้มีหวังโดนเจ้ามือรับประทานแหงแซะ
มีเพื่อนผู้หญิงอีกคนนอนอยู่เตียงข้าง ๆ ใครหว่า? อ้อ...ยัยมัทนาเพื่อนรักอีกคนของฉันนี่เอง ยัยนี่หลับลึกแฮะ เสียงตึงตังขนาดนี้ยังไม่รู้สึกตัวอีก ช่าง...ตอนนี้ฉันชักเริ่มสะลืมสะลือ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ที่ถูกชัทดาวน์ มันไม่ได้ดับพรึบ แต่ค่อย ๆ ปิดทีละโปรแกรม สติจึงไม่ครบถ้วนนักตอนที่เธียรห่มผ้าให้ รู้ว่าเขานั่งข้าง ๆ พำพำอะไรสักอย่าง
ฉันหลับไปก่อนหรือหลังที่เขาจะกลับออกไปก็ไม่รู้ แต่มั่นใจว่าสัมผัสแผ่วเบาเหมือนขนนกที่คลอเคลียอยู่ตรงขมับน่ะ ฉันไม่ได้คิดไปเองแน่ ว่าแต่มันคืออะไรกัน?

3
“เท่าไหร่?”
นี่คือประโยคแรกของคนที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปีใช้ทักทายกันสินะ แถมยังวางท่าข่มฉันเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน คิดว่าหน้าดุ ๆ เคร่ง ๆ กับความสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตรของนายจะทำให้ฉันกลัว (เหมือนเมื่อก่อน) หรือไง
ฉันไม่แปลกใจหรอกที่เขามาเจอฉันในวันนี้ เพราะคิดไว้อยู่แล้วว่ายัยสินีต้องเอาเรื่องของฉันไปบอกเขาแน่ ๆ แถมยัยแม่แก่ยังจัดแจงนัดแนะให้เขากับฉันมาเจอกันได้ซะทีสมใจมันด้วย บางทีหวังดีกับจุ้นมันก็ต่างกันแค่เส้นบาง ๆ ล่ะนะ กรณียัยพิชญ์สินีนี่ฉันจะยอมกัดฟันรับว่าเป็นความหวังดีก็แล้วกัน
“สวัสดีเธียร ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีมั้ย”
ฉันตอบกลับด้วยประโยคทักทายที่ถูกหลักมารยาทการเข้าสังคม ถึงจะไม่ได้อยู่ในสังคมไฮโซอย่างนาย ฉันก็มีมารยาทพอที่จะไม่ทักทายคนอื่นด้วยคำว่า ‘เท่าไหร่’ หรอกย่ะ
“อย่าอ้อมโลก ฉันมีเวลาไม่มาก บอกมาว่าพี่ชายเธอติดหนี้เจ้าสัวธมเท่าไหร่”
โอ๊ย...ฉันเกลียดแกจริง ๆ ยัยพิชญ์สินี เจ้ากี้เจ้าการดีนัก ฉันพูดไม่ชัดรึไงว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น โดยเฉพาะตาบ้านี่ แล้วเป็นไง แค่นี้ชีวิตฉันยังเจ็บช้ำระกำทรวงไม่พอหรือไง ถึงต้องเอาคนเผด็จการ บ้าอำนาจ พูดจามะนาวไม่มีน้ำ กวนโมโหจนน่าชกสักหมัดอย่างนายคนนี้มาตอกย้ำความทุกข์ของฉันอีกน่ะ
“ไม่ได้อ้อมโลก ก็แค่คำทักทาย ถ้ามันทำให้เสียเวลาก็ขอโทษ ฉันไม่มีธุระอื่นแล้ว ลาก่อน สวั...”
“เธอตอบไม่ตรงคำถาม อินทุวาริน”
ฉันกัดฟันกรอด มันต้องเป็นฉันสิที่ต้องโกรธกับมารยาทแย่ ๆ ของเขา นายนี่ถือดียังไงมาทำหน้าไม่พอใจฉันอย่างนี้
“ถ้าเธอไม่ให้ข้อมูลอะไรเลย ฉันจะไปจัดการเรื่องนี้ให้เธอได้ยังไง”
“ไม่ต้องจัดการอะไร นี่ไม่ใช่เรื่องของนา...เอ่อ...คุณ”
แปลกใจที่แววตาของเขาวาวโรจน์ ก็จะให้ฉันเรียกเขาว่าอะไรล่ะ ไม่ได้จะกระแดะหรอกนะ แต่แค่รู้สึกว่าฉันกับเขาไม่เหมือนเดิม สถานะเพื่อนสนิทที่เคยมีนั้นคงจะสิ้นสุดไปตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ ยิ่งตอนนี้เขาก็เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงหนึ่งในทายาทของเจ้าสัวบัญชาเจ้าของกิจการหมื่นล้านด้วยแล้ว ฉันก็เลยต้องให้เกียรติซะหน่อยด้วยการเปลี่ยนสรรพนามจากนายเป็นคุณแทน
“แปลว่าเธอหรือครอบครัวเธอหาเงินมาใช้หนี้ได้แล้ว?”
ฉันไม่ตอบ ถ้าเขาจะเข้าใจอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน จะได้จบ ๆ ไป
“ไปเอาเงินมาจากไหน แล้วเงื่อนไขการใช้คืนเป็นยังไง”
ฉันตวัดสายตามองเขาอย่างเหลืออด นี่มันจะล้ำเส้นเกินไปแล้วนะนายคุณเธียรเอ๋ย แต่แทนที่จะสำนึก เขากลับทำตาดุ จ้องหน้าคาดคั้นจะเอาคำตอบจากฉันให้ได้ อยากรู้นักใช่มั้ย ได้...จัดให้ตามบัญชา
“ไม่ใช่เงินหรอกที่เอาไปใช้หนี้ แต่บังเอิญโชคดีที่เจ้าหนี้เขาตีราคาค่าตัวฉันให้สูงพอ ๆ กับหนี้ที่ติดอยู่ ก็เลยหยวน ๆ ยอมเปลี่ยนจากเงินเป็นฉันแทน ส่วนเงื่อนไขก็ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ไปคอยปรนนิบัติท่านเจ้าสัวนิด ๆ หน่อย ๆ ดูท่าจะสบายกว่านั่งทำงานในออฟฟิศตั้งเยอะ”
“หยุดนิสัยอวดเก่ง ช่างยั่วโมโหได้แล้ววาริน ฉันไม่มีวันยอมให้เธอเป็นผู้หญิงของเจ้าสัวธมแน่!”
ตาบ้านี่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ให้ตายสิ คิดว่าตัวเองยังเป็นหัวหน้าห้องคอยชี้นิ้วให้เบ๊อย่างฉันทำนู่นทำนี่ตามคำสั่งเหมือนสมัยก่อนอยู่หรือไง
“ฉันไปยั่วโมโหอะไร คุณถามฉันก็ตอบ แล้วที่จะไปเป็นผู้หญิงของใครมันก็เรื่องของฉัน”...ทีนายจะเป็นแฟนใครฉันยังไม่ก้าวก่ายเลย
“จะประชดอะไรก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย อย่าเอาแต่ใจตัวเองมากนัก”
หา? ฉันนี่นะประชด เอาแต่ใจตัวเอง?
ทำไมเขาเอานิสัยตัวเองมาสาดใส่หน้าฉันง่ายๆอย่างนี้ล่ะ
ถ้าก่อนหน้านี้ฉันเอาชนะความโกรธได้ล่ะก็ ตอนนี้ฉันก็เพลี่ยงพล้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขามีสิทธิ์อะไรมาว่าฉันอย่างนี้
“ถ้าเธอไม่พูด ฉันไปคุยกับพี่ชายเธอเองก็ได้...เอหรือจะคุยกับคุณแม่เธอเลยดี”
“อย่ายุ่ง!” ฉันกระชากเสียง แต่แทนที่เขาจะจ๋อย กลับจ้องหน้าฉันเขม็ง ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดนี่ อยากจ้องก็จ้องไป ให้ตาถลนออกจากเบ้าฉันก็ไม่ยอมแพ้หรอก เชอะ!
“อยากเป็นเมียเจ้าสัวธมนักรึไง”
คราวนี้ใครกันแน่ที่ประชด แต่ฉันไม่คิดจะต่อปากต่อคำให้เราสองคนต้องทะเลาะกันใหญ่โตหรอก แค่ที่เป็นอยู่มันก็เละเทะมากพอแล้ว
“ไม่ได้อยากเป็น แต่มันจำเป็น เพราะฉันไม่มีปัญญาหาเงินสิบกว่าล้านมาใช้หนี้”
“ก็คิดว่าฉันมาเจอเธอเพราะอะไรล่ะ ถามว่าไม่ได้เจอกันนาน สบายดีมั้ยรึไง ก็รู้ ๆ กันอยู่”
ว่าไงนะ รู้ ๆ กันอยู่อย่างนั้นเหรอ อ้อ...ใช่สิ นายมันเป็นคนดังนี่ ควงแฟนออกงานจี๋จ๋ากันลงสื่อบ่อยยิ่งกว่าดาราบางคนซะอีก คงเปรมอุราสินะ ฉันมันผิดเองล่ะที่ไปทักทายนายด้วยประโยคพื้นฐานของมนุษย์เดินดินทั่วไปน่ะ! แล้วถ้าจะไม่กวนโมโหฉันสักประโยคเขาจะชักดิ้นชักงอตายลงต่อหน้าเลยรึไง
นิ่งไว้อินทุวาริน อย่าได้ฟิวส์ขาดให้เขาได้ใจเป็นอันขาด
“ไม่ว่าเธอจะคิดอะไรอยู่ ก็ให้เข้าใจให้ถูกซะว่า ฉันไม่ได้ต้องการคำขอร้องจากเธอ แต่เป็นฉันเองที่เสนอตัวช่วยในเรื่องนี้”
ตบหัวแล้วลูบหลังเรอะ นายทำฉันโกรธเกินลิมิตไปเยอะแล้วเธียร คิดว่าฉันจะซาบซึ้งใจรึไง
“ไม่ว่าคุณจะคิดอะไรอยู่ ก็โปรดเข้าใจด้วยว่าฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ”
“มีเหตุผลหน่อย อินทุวาริน”
“คุณนั่นแหล่ะที่ไม่มีเหตุผล ฉันไม่ได้หน้าหนาพอที่จะรับเงินคุณมาฟรี ๆ แล้วจะใช้ชีวิตอย่างสบายใจได้หรอกนะ แต่ถ้าอยากจะให้ยืม ก็เลิกคิดไปได้เลย เพราะฉันไม่มีปัญญาหาเงินมาคืนคุณได้หรอก เงินตั้งมากมายขนาดนั้น”
เป็นไงล่ะ อึ้งไปเลยล่ะสิ ไม่รู้รึไงว่ากำลังพูดอยู่กับมนุษย์เหตุผลนิยมตัวแม่อยู่น่ะ
“ถ้าไม่อยากรับเงินฉันฟรี ๆ ก็เอาอะไรมาแลกสิ”
อ้าว ตาบ้านี่ คิดบ้างมั้ยที่พูดมาน่ะ
“ฉันจะมีอะไรไปแลก เงินตั้งสิบล้านนะ ถ้ามีเยอะขนาดนั้นฉันขายเอาเงินไปใช้หนี้เจ้าสัวธมเลยไม่ดีกว่าเหรอ”
“ก็เธอไงล่ะ”
หา?
“พูดเองไม่ใช่เหรอว่าค่าตัวเธอสูงพอ ๆ กับหนี้ที่ติดอยู่”
อะไรนะ!!!
มวลความโกรธก่อนหน้ากลายเป็นแค่ขี้ผงไปเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ฉันรู้สึกตอนนี้ มันจะมากเกินไปแล้ว
“ฉันไม่มีวัน...ไม่มีวันยอมให้ตัวเองเป็นแค่...แค่ผู้หญิงคนหนึ่งในสต็อคของคุณเด็ดขาด!”
มันยากนะที่จะต้องเค้นให้เสียงออกมาเป็นประโยคอย่างที่ใจคิด ในขณะที่เรากำลังโกรธจนหูอื้อตาลายไปหมดอย่างนี้ แต่ดูเขาสิ ไม่มีท่าทีจะสำนึกเลยว่าไม่ควรพูดกับฉันแบบนี้
ฉันไม่โกรธนายแล้วล่ะเธียร แต่เกลียด...เกลียดที่สุดในโลกเลยตอนนี้!
“ทำไม เป็นผู้หญิงของฉันมันไม่ดีตรงไหน หรือเธอชอบแก่ ๆ แบบเจ้าสัวธม อ้อ...ลืมไปว่าผู้ชายในฝันของเธอต้องเป็นรุ่นพี่เท่านั้นสินะ ไม่คิดจะสนใจคนรุ่นเดียวกันอย่างฉันบ้างเหรอ แต่จริง ๆ แล้วฉันเองก็เกิดก่อนเธอเหมือนกัน คุณสมบัติน่าจะเข้าข่ายสเปกของเธอบ้างนะ”
เวลาโกรธฉันไม่ค่อยโวยวาย เพราะความโกรธทำให้ฉันมึนจนคิดอะไรไม่ค่อยออก ยิ่งโกรธสุด ๆ ยิ่งเงียบกริบ ไม่พูดพร่ำทำเพลงหรอก แต่จะลงไม้ลงมือ เอาให้สาแก่ใจไปเลย เพราะสติยั้งคิดในช่วงเวลานั้นมันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว
เธียรเป็นคนผิวเข้ม แต่รอยบนแก้มซ้ายของเขาเป็นหลักฐานชัดเจนว่าฉันตวัดฝ่ามือลงไปแรงแค่ไหนและฉันจะไม่โทษตัวเอง ไม่เสียใจด้วยที่ทำแบบนี้
นี่ไม่ใช่ความผิดฉัน มันเป็นของผู้ชายที่อวดดี บ้าอำนาจ เอาแต่ใจตัวเองที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ล้วน ๆ

4
มีเรื่องที่อยู่ในโหลดองเยอะมาก แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบเรื่องนี้มาปัดฝุ่น เขียนทิ้ง ๆ ไว้ ตั้งแต่ปี 57 ผ่านมา 2 ปี ไอเดียเดิิมก็เลือน ๆ ไปเยอะเลย แต่ก็มีข้อดีคือมีไอเดียใหม่มาเติมเรื่องนี้ได้บ้าง ตั้งใจจะเอาให้จบในแรลลี่นี้ (หวังว่าจะทำได้)

บทที่ 1

ข้าวของบางส่วนถูกจัดลงในกระเป๋าไปบ้างแล้ว แต่พอฉันมองไปรอบ ๆ ตัวก็ต้องนิ่วหน้า ที่เหลืออีกกองพะเนินนี่ล่ะ จะเอาไปด้วยดีมั้ยหว่า
เฮ้อ...ฉันเกลียดการเปลี่ยนแปลง เกลียดที่สุด!
วันนี้เป็นวันลอยกระทง และฉันก็จะทึกทักเอาว่าวันนี้เป็นวันเกิดของฉัน ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ผิดซะหน่อยที่ฉันจะคิดแบบนี้ ก็ฉันเกิดวันเพ็ญเดือนสิบสอง แม่เล่าให้ฟังว่าจริง ๆ แล้ววันที่หมอนัดทำคลอดฉันมันถัดไปอีกสองวัน แม่เลยทำเปรี้ยวไปลอยกระทงตั้งแต่หัวค่ำก่อน แต่ขณะที่กำลังอธิษฐานขอให้ฉันคลอดง่ายเกิดมาแข็งแรงสมบูรณ์อยู่นั้น ก็น้ำเดินปวดท้องขึ้นมาอย่างหนัก แม่บอกว่าเหมือนฉันจะรีบร้อนอยากมาดูพระจันทร์เต็มดวงด้วยยังไงยังงั้น ดีนะที่ไม่คลอดตอนอยู่ในรถ แต่พอไปถึงโรงพยาบาล เบ่งอยู่ไม่ถึงสามชั่วโมงฉันก็ออกมาอวดโฉมให้พ่อกับแม่น้ำตาไหลด้วยความปลาบปลื้มแล้ว คำอธิษฐานของแม่ได้ผลเกินคาดจริง ๆ
เพราะเกิดในคืนวันลอยกระทง แม่เลยอยากให้ชื่อของฉันมีคำที่สื่อถึงวันนี้ เลยเป็นที่มาของชื่อ อินทุวาริน...พระจันทร์และสายน้ำ
อ๊ะ...นี่ไงล่ะ หลักฐานยืนยันวันเกิดของฉัน อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันรู้สึกดีได้บ้างเมื่ออ่านข้อมูลในสูติบัตรที่แม่อุตส่าห์เคลือบพลาสติกไว้อย่างดี
ชื่อตัว – ชื่อสกุล
ด.ญ. อินทุวาริน วิทยานนท์
เกิดเมื่อวันที่ 5 เดือน พฤศจิกายน เวลา 23.45 ตรงกับวัน พฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ปี เถาะ
แหม... ชีวิตนี้ฉันก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องให้ภูมิใจในตัวเองมากเท่าไหร่หรอก แค่ขอปลื้มกับวันเกิดตัวเองซักหน่อย จะเป็นไรไป ฉันทึกทักเอาว่าตัวเองมีวันเกิดสองวัน คือวันที่ 5 และวันลอยกระทง (แต่ถ้าปีไหนที่วันลอยกระทงตรงกับวันที่ 5 ก็เซ็งนิดหน่อย เพราะหาเรื่องฉลองได้แค่วันเดียว)
รู้สึกแช่มชื่นขึ้นเล็กน้อย ก็ฉันมันเป็นพวกสุขนิยม อะไรที่พอจะทำให้จิตใจเบิกบานได้ฉันรับเอาไว้ในชีวิตหมดล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นความทุกข์ที่เผชิญอยู่ตอนนี้ก็หนักหนาจนยากที่ความร่าเริงใด ๆ จะเบียดเข้ามาแทนที่ได้หมด
ไม่อยากจะเชื่อว่าชีวิตที่เดินทางผ่านเทศกาลวันลอยกระทงมาอย่างราบรื่นถึง 26 ครั้งของฉันกำลังสะดุดเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่ล้มตัวนอนขวางทางอย่างหน้าไม่อายเข้าให้แล้ว ช่างเป็นต้นไม้ที่ใจดำซะจริง ๆ มาขวางฉันทำไม
เจ้าต้นไม้ใหญ่นั่น ฉันก็อุปมาไปอย่างนั้นล่ะ (จะเขียนทั้งทีก็ต้องมีการเล่นโวหารภาพพจน์บ้างสิ) ไม่ใช่ต้นไม้จริง ๆ หรอก แต่เป็นคน--ชายแก่ (แก่คราวพ่อฉันเลยล่ะ) ชื่อเจ้าสัวธม นอกจากหน้าตาที่ดูดีเกินวัย 60 กับฐานะมหาเศรษฐีหมื่นล้านของเมืองไทยแล้ว ฉันก็ไม่เห็นว่าจะเป็นคนน่านิยมชมชอบตรงไหน
แต่ว่าไปแล้วฉันก็รู้สึกกระดากปากแฮะ เหมือนฉันเป็นพวกเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงยังไงยังงั้น เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชอบหน้าเจ้าสัวธม แต่ธุรกิจของครอบครัวฉันซึ่งพี่ปวีณ์ พี่ชายคนเดียวของฉันบริหารอยู่ก็พึ่งพาอาศัยเจ้าสัวธมมาตลอด แต่มันก็เป็นเพราะเหตุนี้ล่ะนะ ที่พาชีวิตฉันมาเจอสภาวะที่เป็นอยู่ในตอนนี้
แม้จะรู้ดีว่าการพร่ำบ่นก่นด่าโชคชะตาไม่อาจะเปลี่ยนแปลงอนาคตที่ถูกกำหนดไว้นี้ได้ แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยระบายความอัดอั้นตันใจให้จางลงไปได้บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม กำแพงแห่งความทุกข์หนักอึ้งก็ยังสูงตระหง่านเกินกว่ามือจะยื่นขึ้นไปถึงยอดมันได้อยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ (ลองนึกภาพความสูง 165 เซนติเมตรของฉันและยื่นมือขึ้นไปจนสุด แต่ก็ยังห่างไกลจากขอบยอดของกำแพงปัญหาอยู่อีกหลายโยชน์ดูสิ น่าสมเพชสุด ๆ)
ใครจะไปคิดว่าเรื่องน้ำเน่าแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง นี่มันยุคไหนกัน เค้าเลิกทาสกันไปตั้งแต่ปีมะโว้แล้วไม่ใช่หรือไง ทำไมยังมีเรื่องแม่ส่งลูกสาวไปถวายตัวให้ท่านเจ้าคุณที่มีนามว่าเจ้าสัวธม ปุณเดชาเพื่อใช้หนี้อยู่อีกด้วย (ตาแก่เจ้าเล่ห์ พี่ชายฉันให้ฉายาเจ้าสัวธมอย่างนี้)
ฉันร้องไห้กับเรื่องนี้จนเบื่อแล้วล่ะ แม้ว่าจะยังแอบมีน้ำตาซึมอยู่บ้างก็เถอะ แต่มาถึงตอนนี้แล้ว มีแต่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเท่านั้นล่ะที่จะช่วยให้ฉันรอดจากเวรกรรมครั้งนี้ได้ แต่คนอับโชคอย่างฉันน่ะเหรอ ทำบุญกับกองสลากทุกงวด ไม่เคยใกล้เคียงสักรางวัล เพิ่งฝันสลายไปเมื่อไม่กี่วันนี่เอง เหลืออีกตั้งหลายวันกว่าจะถึงงวดต่อไป ถึงจะฟลุ้คถูกรางวัลขึ้นมาจริง ๆ ก็คงไม่ทันตามกำหนดที่เจ้าสัวธมสั่งมาหรอก เพราะฉันต้องไปถวายตัววันพรุ่งนี้แล้ว
แน่ล่ะ ฉันไม่ได้เต็มใจที่จะพาตัวเองไปบูชายัญสักนิด แต่หน้าอมทุกข์เหมือนคนหมดอาลัยตายอยากของพี่ปวีณ์มันคอยหลอนจนฉันคิดว่า ถ้าฉันพลอยทำหน้าเหมือนกำลังจะถูกส่งเชือดเข้าอีกคน พี่ชายฉันคงหมดกำลังที่จะแบกรับความรู้สึกผิดเข้าสักวันแน่ ๆ ดังนั้น ฉันจึงทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในโลก...การเสแสร้ง ฉันยิ้มให้พี่ชาย (ไม่ได้ร่าเริงเบิกบานนักหรอก นั่นจะยิ่งทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่) บอกด้วยท่าทางราวกับเรื่องนี้เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยว่า
“อย่างน้อยไม่ต้องห่วงว่าวารินจะขึ้นคาน ไปอยู่กับเจ้าสัวธมก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องนั่งทำบัญชีงก ๆ ให้เหนื่อยเหมือนอยู่กับพี่วีอีกแล้ว สบายจะตาย นี่พี่ทำหน้าเศร้าเพราะเสียดายที่ไม่มีใครช่วยงานใช่มั้ย ขอโทษนะคะพี่ชาย วารินเบื่อทำงานละ ไปอยู่กับเจ้าสัวธมจะได้มีเงินเยอะ ๆ แล้วจะช็อปปิ้งลั้นลาให้ฉ่ำอุราไปเลยดีกว่า”
พี่ปวีณ์ส่ายหน้าเหมือนระอาใจกับการเล่นไม่เข้าเรื่องของฉัน แต่ช่างเถอะ อะไรที่จะทำให้บรรยากาศไม่อมทุกข์เกินไปฉันทำได้หมดล่ะ ถึงข้างในใจของฉันมันจะแห้งแล้งเหมือนต้นไม้ที่ใกล้จะตายก็ตาม
ส่วนแม่ของฉันน่ะเหรอ อืม...จะบอกว่าท่านไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนก็ไม่ถูก แต่พฤติกรรมก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าโศกเศร้าเสียใจในชะตากรรมของลูกสาวเอาซะเลย ก็ในขณะที่พี่ชายของฉันคัดค้านการส่งตัวฉันไปขัดดอกอย่างเต็มที่ แม่กลับเผด็จการออกคำสั่งที่ฉันจำใจต้องทำตามอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“แม่น่ะแก่แล้ว แกอยากเห็นแม่ลำบาก ทำงานงก ๆ หาเงินมาใช้หนี้หรือไง ไหนจะเจ้าตัวเล็กสองตัวนั่นอีก แกไม่สงสารหลานรึยัยวาริน”
นี่ล่ะคำพูดของแม่ฉัน เจ้าตัวเล็กสองตัวที่ว่านั่นก็คือเปเป้กับป๊อปปิ้น ลูกชายวัย 7 ขวบและลูกสาววัย 4ขวบของพี่ปวีณ์
“พี่ชายเรามีบุญคุณกับแม่มากนะวาริน ความจริงตาปวีณ์จะไม่ดูแลแม่กับแกก็ได้ แต่เขาก็เห็นแก่พ่อของแก อุตส่าห์ทำงานเหนื่อยอยู่คนเดียวเลี้ยงทั้งลูกเลี้ยงทั้งแม่และส่งเสียแกจนเรียนจบ พอพี่เขาเดือดร้อนเราจะดูดายได้หรือ”
ไม่ต้องแปลกใจที่แม่ฉันจะพูดอย่างนี้ เพราะแม่ของฉันไม่ใช่แม่ของพี่ชายฉัน หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ฉันกับพี่ปวีณ์เป็นลูกพ่อเดียวกันแต่คนละแม่นั่นละ แม่ของพี่ปวีณ์เสียไปนานแล้ว และพ่อก็มาแต่งงานใหม่กับแม่ฉัน ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาตลอดจนกระทั่งพ่อล้มป่วยและจากไปเมื่อตอนฉันอายุสิบหก พี่ปวีณ์ซึ่งเพิ่งเริ่มรับช่วงกิจการรับเหมาก่อสร้างของครอบครัวได้ไม่นานก็ต้องรับภาระหนัก แถมเมียที่แต่งงานกันได้ไม่กี่ปีก็หนีไปกับชู้ ทิ้งเจ้าเปเป้กับป๊อปปิ้นไว้ให้พี่ชายฉันรับผิดชอบคนเดียว
ฉันรับรู้ถึงความลำบากของพี่ปวีณ์มาตลอด และก็มุ่งมั่นที่จะช่วยงานครอบครัวอย่างเต็มที่ แต่ไอ้ความคิดที่ว่าจะเอาตัวไปขัดดอกเพื่อกอบกู้สถานะบริษัทไม่เคยอยู่ในหัวเลย ให้ตายสิ ทำไมถึงได้เกิดเรื่องบ้า ๆแบบนี้กับฉันได้นะ
ฉันไม่อยากให้พี่ชายฉันเป็นทุกข์มากไปกว่าที่เป็นอยู่ และรู้ว่าแม่เองก็คงไม่สบายใจอยู่ลึก ๆ (ค่อนข้างลึกเลยล่ะ คุณนายอินทิราแม่ของฉันน่ะซ่อนความรู้สึกเก่งจะตาย เผลอ ๆ อาจจะลืมไปเลยก็ได้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่) ดังนั้นสิ่งที่ฉันแสดงออกต่อหน้าทุกคนก็คือแสร้งทำเป็นว่าทำใจได้ ยอมรับชะตากรรม แต่เมื่ออยู่คนเดียว ฉันหลอกตัวเองไม่ได้หรอกว่าฉันไม่เป็นไร เพราะจริง ๆ แล้วฉันเป็น...เป็นมากด้วย เพียงแค่คิดว่าจะต้องไปเป็นผู้หญิงของเจ้าสัวธม ท้องไส้ก็ปั่นป่วนจนต้องขย้อนออกมา นี่จริง ๆ นะ ฉันอ้วกเลยล่ะเมื่อคิดเรื่องนี้ขึ้นมาทีไร และมันก็ทำให้ฉันแทบจะหมดแรง จึงพยายามสั่งตัวเองให้เลิกคิดซะ ในเมื่อมันถูกกำหนดไว้อย่างนี้ ก็คงหวังพึ่งแค่ปาฏิหาริย์เท่านั้นล่ะที่จะช่วยให้ฉันหลุดพ้นไปได้
“อย่าใช้คำว่าหยิ่ง เพราะจริง ๆ แล้วแกโง่”
เสียงยัยพิชญ์สินี เพื่อนสนิทของฉันดังแว่วมาในความคิดอีกครั้ง เพื่อนคนนี้ได้ฉายาว่าแม่แก่ เพราะคอยเป็นห่วงเป็นใย เจ้ากี้เจ้าการทุกเรื่องในชีวิตของเพื่อนทุกคนในกลุ่มยิ่งกว่าแม่แท้ ๆ ของพวกเราเองเสียอีก
และเพราะความเจ้ากี้เจ้าการของยัยนี่ล่ะ ที่ทำให้ตะกอนขุ่นข้นในใจฉันฟุ้งขึ้นมาอีก ทั้ง ๆ ที่พยายามจะไม่คิดแล้ว แต่เมื่อมีอะไรไปสะกิด มันก็หยุดไม่ได้ เหมือนกับที่ฉันหลอกตัวเองไม่ได้ว่าฉันไม่เป็นอะไรนั่นล่ะ
“ไปบอกเธียร เขาไม่ยอมให้แกไปเป็นอะไรที่ทำให้แกต้องอ้วกแตกอยู่อย่างนี้แน่”
ก็นี่ยังไงล่ะ เหตุผลที่ฉันไม่ค่อยอยากจะบอกยัยสินีเรื่องเจ้าสัวธม ไม่ใช่เพราะอายหรอก แต่เพราะรู้ว่ามันจะนำฉันไปสู่บทสนทนาที่ฉันไม่อยากไปถึงต่างหาก ยัยนี่รู้ใจฉันดีอยู่แล้วว่าฉันไม่อยากพูดถึงเขา แต่กลับทรยศความเชื่อใจฉันด้วยการทะลุขึ้นมากลางปล้องเอาซะเลย ไม่มีการอารัมภบทด้วยหลังจากที่ฉันอัพเดตสเตตัสตัวเองให้ฟัง
ฉันไม่ได้หยิ่งนะ แต่...เธียรนี่นะ? ไม่มีทาง!
ดังนั้นฉันจึงเฉย ทำเป็นว่าไม่ได้ยินคำแนะนำอันมีค่านั้น แต่แม่แก่ของฉันมันยอมเบรกซะที่ไหน
“ไหนแกเคยบอกว่าไม่โกรธกันไง ทำไมฉันพูดถึงเธียรแล้วต้องเงียบด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะยัยวาริน ฉันเชื่อว่าแค่แกเอ่ยปาก เธียรเขาไม่มีทางปฏิเสธแกแน่”
ฉันถอนใจอย่างระอา รู้ล่ะว่ายัยสินีหวังดี แต่เชื่อว่าเพื่อนคงยังไม่เข้าใจความรู้สึกของฉันหรอก
“ฉันก็คิดว่าเขาคงไม่ปฏิเสธหรอก แต่ไม่อยากรบกวน”
“นี่...ช่วยหยิ่งให้ถูกเวล่ำเวลาหน่อย แกจะยอมไปเป็นเมียน้อยเจ้าสัวธมทั้ง ๆ ที่มีทางที่ดีกว่าเปิดกว้างรออยู่ตรงหน้าจริง ๆ น่ะหรือ”
“ไม่มีหรอกทางเปิดกว้างที่แกพูดน่ะ”
“มีสิ ก็ฉันกำลังบอกแกอยู่นี่ไง มันจะตายหรือไงถ้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนน่ะ”
“ไม่ตาย แต่ไม่อยากทำ” ฉันกระแทกเสียงสูงเข้าบ้าง ยัยสินีเลยเงียบ แต่สีหน้ายังบ่งบอกชัดเจนว่าไม่ยอมแพ้แน่
“พอเถอะสินี แค่นี้ยัยวารินมันก็เครียดมากอยู่แล้ว แกจะชวนทะเลาะทำไมอีก” เสียงขรึมของยัยมัทนา เพื่อนอีกคนซึ่งมาร่วมรับฟังปัญหาชีวิตของฉันในวันนี้แทรกขึ้นมา
“ฉันไม่ได้ชวนทะเลาะ แต่ช่วยหาทางออกอยู่นี่ไง แต่มันกลับโง่ หยิ่งไม่เข้าเรื่อง”
ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงกระชากผม จับตบซ้ายตบขวาให้หน้าหันไปสี่ห้าตลบแล้วโทษฐานพูดจาไม่เข้าหู แต่นี่เป็นยัยพิชญ์สินี แม่แก่ที่เคารพรักของเพื่อน ๆ และฉันรู้ว่าทุกอย่างที่ยัยนี่พูดมาตั้งอยู่บนพื้นฐานความหวังดีเป็นห่วงเป็นใยต่อฉันจากใจจริง ฉันเลยเก็บไม้เก็บมือไว้ที่เดิม
“ขอเงินเพื่อนสิบบาท มันต่างจากขอเงินเพื่อนสิบล้านมากนะ พิชญ์สินี” ฉันสงบสติอารมณ์ พูดด้วยน้ำเสียงที่มักจะใช้ยามเมื่อต้องออกไปพรีเซ้นต์งานหน้าชั้นเรียน
“ก็ไม่ได้ให้แกไปขอ แต่ให้ไปยืม” เพื่อนรักฉันเลยแย้งกลับมาด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังอภิปรายในห้องประชุมเข้าบ้าง
“ยืม?”
ฉันมั่นใจว่าสีหน้าที่แสดงออกไปนั้น ยัยพิชญ์สินีต้องคิดว่ามันคงเพิ่งบอกว่าพรุ่งนี้โลกจะแตกแน่
“เงินต้นสิบล้าน ถ้ารวมดอกจะเท่าไหร่ ชาตินี้ทั้งชาติฉันยังไม่รู้จะมีปัญญาหาได้ถึงครึ่งหรือเปล่า แกลองเสนอมาซิว่าจะให้ฉันเอาอะไรไปใช้คืน”
เงียบกันไปสักพัก ยัยมัทนาจึงพยักหน้าหงึกหงักราวกับเพิ่งรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ฉันประกาศเมื่อครู่
“ฉันว่าฉันเข้าใจยัยวารินว่ะสินี แกไม่เข้าใจมันอย่างที่ฉันเข้าใจเหรอ”
คราวนี้ยัยแม่แก่ของฉันเกิดอาการใบ้รับประทานเข้าให้ แต่สักพักมันก็กลับมาฮึดฮัดราวกับเหตุผลที่ฉันบอกไปเมื่อครู่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ฉันไม่น่าเก็บเอามาคิดเลยยังไงยังงั้น แถมยังส่งค้อนปะหลับปะเหลือกให้ยัยมัทนาที่ยืนทำท่าราวกับเป็นพหูสูตเรื่องการเข้าใจจิตใจมนุษย์อยู่ข้าง ๆ อีกด้วย แต่ก็ยังดีที่ยอมเลิกพูดประเด็นนี้ซะที ยัยมัทนาก็เลยต้องไปโอ๋ยัยสินีแทนฉันซะนี่ ตกลงใครกันแน่ที่กำลังมีปัญหา แต่ถึงอย่างนั้นยัยพหูสูตมันก็ยังอุตส่าห์หันมาปลอบฉันด้วยคำพูดที่ไม่ค่อยรื่นหูเอาซะเลย
“สมัยนี้คนเค้าฮิตมีสามีแก่ แกก็คิดซะว่าอินเทรนด์ละกัน ดูอย่างยัยจีรวรรณสิ ผัวมันน่ะอายุมากกว่าพ่อมันเองซะอีก”
ถ้ายัยมัทนามันจะจบแค่คำว่าอินเทรนด์ ไม่ยกตัวอย่างประกอบฉันจะซาบซึ้งมาก แต่ในเมื่อพูดชื่อคู่อรินัมเบอร์วันของฉันขึ้นมา ก็ช่วยไม่ได้ที่จะได้รับสายตาพิฆาตจากทั้งฉันและยัยพิชญ์สินีไปโดยปริยาย
“คิดได้ไงให้ดูยัยนิมโฟเป็นตัวอย่าง ถอนคำพูดเลยยัยมัท”
นิมโฟ คือฉายาที่เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มฉันเรียกยัยจีรวรรณ มันมาจากชื่อเต็ม ๆ คือ นิมโฟมาเนีย หรือโรคขาดผู้ชายไม่ได้ แรงไหมล่ะพวกฉัน แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพฤติกรรมล่าแต้มที่ยัยจีรวรรณมันอวดอ้างสรรพคุณออกมาเองหรอกนะ พวกเพื่อน ๆ ถึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ตั้งฉายานี้ให้ แต่เราไม่เคยไปพูดกันนอกกลุ่มให้ใครได้ยินหรอก ถึงจะเกลียดขี้หน้ากันแค่ไหน แต่ก็รู้ขอบเขตดี ขืนไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าจะซวยโดนฟ้องฐานหมิ่นประมาทได้น่ะสิ และพวกเราก็ไม่มีใครใช้คำนี้กับยัยจีรวรรณกันพร่ำเพรื่อหรอก ยิ่งยัยพิชญ์สินียิ่งน้อยครั้งที่จะหลุดปากออกมา แต่วันนี้ถึงขนาดเรียกศัตรูหมายเลขหนึ่งว่า ‘นิมโฟ’ ล่ะก็ แปลว่าแม่แก่ของฉันยั้วะจัดแล้วล่ะ
“เออ ๆ ลืมคิดไปว่ะ โทษทีนะเพื่อน”
ฉันอาจจะรังเกียจพฤติกรรมล่าผู้ชายของยัยจีรวรรณก็จริง แต่น่าแปลกที่ฉันดันเกิดความเห็นใจที่ยัยนี่ยอมเป็นเมียน้อยนักธุรกิจต่างชาติซึ่งแก่คราวพ่อ อย่างยัยจีรวรรณไม่น่าจะยอมหยุดแค่การเป็นน้อยของใครในเมื่อยัยนี่รักอิสระและมีความสุขกับการเฟลิตไปทั่วอย่างนั้น บางทียัยจีรวรรณคงมีเหตุผลจำเป็นที่ต้องยอมสละความสุขในชีวิตบางอย่างเพื่อแลกกับอะไรที่สำคัญกว่าก็ได้
ก็คงเหมือนกับฉันในตอนนี้...

ฉันกลับไปเก็บข้าวของอีกครั้ง พยายามนึกหาเรื่องที่พอจะทำให้จิตใจร่าเริงได้บ้าง มันก็พอจะมีอยู่หรอก แต่มันน้อยเกินไปสำหรับสถานการณ์อย่างนี้ รู้อย่างนี้ฉันเก็บออมเรื่องดี ๆ ไว้ในความทรงจำให้เยอะ ๆ ก็ดีหรอก เวลาหดหู่จะได้เอาออกมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายไม่ต้องขัดสนอย่างตอนนี้ เฮ้อ...
ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่านี่มันเป็นฝันร้ายเท่านั้น
ฉันทำใจไม่ได้ ต่อให้แสร้งทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าคนอื่น ๆ แต่ความจริงก็คือฉันยังไม่พร้อม และไม่คิดว่าจะมีวันพร้อมสำหรับสิ่งที่จะต้องเผชิญ แค่คิดก็สะอิดสะเอียน ขยะแขยงจนอยากกลั้นใจตายให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
ร่างกายของฉัน ความสาวของฉันกำลังจะถูกสังเวยให้ชายแก่คราวพ่อคนหนึ่งอย่างนั้นจริง ๆ หรือ!
นี่ฉันจะลืมความรู้สึกแย่ ๆ บ้างสักนาทีไม่ได้เลยหรือไง ทำไมมันยากอย่างนี้นะ
กล่องไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าใบเล็กที่วางอยู่ตรงหัวเตียงส่งกระแสจิตเรียกร้องฉันอีกครั้ง หลังจากที่ฉันพยายามปฏิเสธความปรารถนาของมันนับครั้งไม่ถ้วน ไม่สิ ไม่ใช่ความปรารถนาของกล่องไม้หรอก เป็นของฉันเองต่างหาก ฉันตั้งใจว่าจะไม่เอามันไปด้วย จะลืมมันซะ ชีวิตของฉันต่อจากนี้คงจะมีแต่คำว่าเป็นไปไม่ได้เสียแล้วสำหรับเจ้าของกล่องไม้ใบนี้...
แต่ทำไมเสียงเขาถึงยังติดแน่นอยู่ในความทรงจำฉันนักนะ

5
น่าสนใจมากค่ะ เอาใจช่วยให้ถึงเป้าหมาย มาพยายามไปด้วยกันนะคะ ^_^

6
 
     บทที่ 1 (3)

     กานดาสิริถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อได้รับเมล์คอนเฟิร์มแบบแปลนบ้านพักตากอากาศราคาเฉียดห้าล้านจากลูกค้าในที่สุด หลังจากที่ความ ‘เยอะ’ ของรายนี้ทำเอาเธอปวดเศียรเวียนเกล้าหลายไปตลบ

     แต่ถึงจะเจอปัญหาจุกจิกสารพัด หญิงสาวก็ยังรักงาน รักในวิชาชีพของเธออยู่ไม่เปลี่ยน โชคดีที่แม้ฐานะทางบ้านเธอจะไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ทำให้เธอไม่คิดจะดิ้นรนไปหาบริษัทที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่านี้ เธอมีความสุขกับที่นี่ แม้ช่วงนี้จะเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริษัทก็ตาม

     ความจริงแล้วบริษัทไอริส อาร์คิเทค แอนด์ คอนซัลแทนท์ ซึ่งเธอทำงานอยู่นี้เป็นบริษัทขนาดย่อมที่รับออกแบบและให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างบ้านเป็นหลัก มูลค่างานที่รับส่วนใหญ่จะอยู่ที่หลักไม่เกินยี่สิบล้าน แต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาผู้บริหารคนก่อนก็ขายหุ้นทั้งหมดให้กับกลุ่มบริษัทพีเอเค เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่นซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างทุกรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ แม้โดยรวมแล้วจะเกิดผลดีต่อพนักงานในเรื่องความมั่นคงและสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ก็มีบางส่วนที่กังวลใจเพราะระบบการประเมินผลงานที่เข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม ใครที่พอจะรู้ชะตาว่าอยู่ต่อก็อาจจะไม่รุ่ง ตัดสินใจลาออกไปก่อนก็มีหลายคน ส่วนคนที่อยู่ ก็มีทั้งชอบระบบใหม่ และอยู่เพราะไม่มีที่ไปก็ไม่น้อย

     สำหรับเธอเองนั้น จะว่าไม่มีที่ไปเธอก็คิดว่าตัวเองไม่อับจนหนทางหรอกถ้าจะหาจริง ๆ แต่จะว่าชอบระบบใหม่เลยตัดสินใจอยู่ต่อก็ไม่เชิง มันก็แค่เธอไม่มีปัญหาอะไรกับการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้

     แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก มันยังมีอีกเหตุผลที่กานดาสิริไม่ค่อยอยากจะยอมรับกับตัวเองนัก แต่มันก็หลอกตัวเองไม่ได้เลยว่า เธอไม่ย้ายไปไหน เพราะเหตุผลที่ว่าบริษัทที่เข้ามาซื้อกิจการนั้นคือบริษัทของครอบครัวภูมิ เธอคิดอย่างงมงายเล็ก ๆ ไปว่า บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาณอะไรสักอย่างระหว่างเธอกับเขาก็ได้ และเธอก็อยากอยู่เพื่อรอดูว่า ลมที่พัดผ่านไปแล้ว จะมีโอกาสหวนกลับมาในชีวิตเธออีกสักครั้งบ้างหรือไม่

     ภูมิคือสายลมนั้น แต่กานดาสิริคิดว่าส่วนใหญ่แล้วเขาเป็นพายุเสียมากกว่า ความเอาแต่ใจอารมณ์ร้อนของเขาได้พัดทำลายหัวใจของเธอจนยากจะปะติปะต่อให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้จนถึงทุกวันนี้

     เธอพบกับภูมิครั้งแรกในงานรับน้อง เขาโดดเด่นในบรรดาชายหนุ่มในคณะและทั้งมหาวิทยาลัย นอกจากความเป็นทายาทนักธุรกิจหมื่นล้านแล้ว ภูมิยังสร้างคุณสมบัติด้านความเจ้าชู้และเจ้าพ่อปาร์ตี้ให้กับตัวเองเพิ่มอีกข้อ แม้เขาจะเป็นผู้ชายที่หล่อและมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างร้ายกาจ แต่กานดาสิริก็บอกตัวเองว่าอย่าแม้แต่จะคิดเล่นกับไฟอย่างเขา
แต่แม้จะสร้างกำแพงแน่นหนา ทว่าเธอก็คือผู้หญิงที่มีอารมณ์เพ้อฝันไม่ต่างจากหญิงสาวคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกัน ถึงเธอจะอยู่ในกลุ่มที่เพื่อน ๆ เรียกกันว่าเนิร์ด แต่เธอก็ไม่ได้เนิร์ดสุดขั้วจนไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากตำราเรียนเลยซะหน่อย การได้เรียนร่วมคณะเดียวกันกับภูมิ ได้เห็นเขาอยู่บ่อยครั้ง มันก็อดที่จะแอบมองแอบชื่นชมความหล่อของเขาบ้างไม่ได้

     แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตสงบของเด็กเนิร์ดอย่างเธอก็ถูกรบกวน เมื่อจู่ ๆ หนุ่มฮ็อตประจำคณะอย่างภูมิข้ามเส้นเข้ามา แรก ๆ นั้นกานดาสิริคิดว่าภูมิคงแค่อยากให้เธอช่วยติวหนังสือให้ เพราะเธอก็ช่วยติวให้เพื่อน ๆ หลายคน แต่เธอพบว่าเหมือนตัวเองสอนหนังสือสังฆราช ภูมิไม่ได้ไม่รู้เรื่องในวิชาที่ขอให้เธอช่วยติวเลย ตรงกันข้าม เขารู้ลึกกว่าเธอด้วยซ้ำทั้ง ๆ ที่เธอเห็นเขาเข้าเรียนแทบนับครั้งได้

     และเธอก็ได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วระดับไอคิวของภูมินั้นสูงเกินคนปกติไปไม่น้อย และเขาได้คะแนนความชื่นชมจากเธอเพิ่มขึ้นจากคุณสมบัติข้อนี้ ก่อนที่จะถูกหักจนติดลบเมื่อเธอพบว่าระดับอีคิวของเขาช่างสวนทางกับระดับไอคิวอย่างน่าเป็นห่วง

     แต่ก็นั่นล่ะ ช่วงแรก ๆ ใคร ๆ ก็สร้างภาพให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น แม้แต่คนที่ดูดีทุกมุมมองอยู่แล้วอย่างภูมิก็ยังปิดซ่อนนิสัยเอาแต่ใจเจ้าอารมณ์ขี้โมโหของเขาไว้จากเธอได้อย่างมิดชิด กานดาสิริไม่โทษตัวเองหรอกว่าช่างอ่อนไหวไร้เดียงสาจนไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้ชาย จะเอาอะไรกับเด็กสาวที่เพิ่งเงยหน้าจากตำราขึ้นมาก็มองเห็นมารร้ายในคราบเทพบุตรยืนส่งยิ้มพร้อมกับยื่นมือมาหาตรงหน้าได้ล่ะ

     คำว่ารักหลุดจากปากภูมิอย่างง่ายดาย แม้เธอจะไม่เชื่อเต็มร้อย แต่มันก็ยากเหลือเกินที่จะห้ามหัวใจไม่ให้หวั่นไหว

     ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนั้นมันช่างสดชื่นอ่อนหวานจนยากจะปฏิเสธ ทุกครั้งที่สบตากับภูมิ เธอรู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนชิงช้าที่แกว่งสูงขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ทั้งหวาดหวั่นแต่ก็ตื่นเต้นมีความสุขจนอยากจะแกว่งไกวอยู่อย่างนั้นไปตลอดไม่มีวันหยุด

     กานดาสิริถอนใจกับความไม่รู้จักเข็ดหลาบของตัวเอง ไม่มีใครนั่งอยู่บนชิงช้าที่แกว่งไปมาได้ตลอดหรอก ถ้าไม่ยอมหยุด ก็มีโอกาสที่เชือกจะขาด หรือหลุดตกลงมาได้ในสักวันหนึ่ง

     โชคร้ายที่เธอหยุดไม่ทัน เพียงแค่วูบเดียวที่เผลอ เธอก็พลาดตกลงมา กว่าจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เจ็บจนแทบจะลุกขึ้นยืนไม่ไหวเสียแล้ว
และนับแต่นั้นมา เธอก็ไม่คิดจะนั่งชิงช้าอีกเลย


7
บทที่ 1 (2)

      มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ คงมีใครสักคนบนโลกนี้ที่จะเก่งกล้าพอที่จะโน้มน้าวให้คนอย่างภูมิเปลี่ยนพฤติกรรมเหลวไหลไม่รู้จักโตของเขาได้ แต่กานดาสิริไม่คิดว่าคนคนนั้นจะเป็นเธอ
      เธอรับปากตามคำขอร้องของสมภพ และแน่นอนว่าฝ่ายนั้นไม่ได้รับการยืนยันใด ๆ ว่าความพยายามของเธอจะประสบผล เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยที่เคยสนิทกันยังไม่อาจเปลี่ยนเขาได้ แล้วคำพูดเพียงไม่กี่คำจะสร้างปาฏิหาริย์เปลี่ยนจากดำเป็นขาวได้อย่างไร
      กานดาสิริสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เรียกความกล้าที่หลบซ่อนอยู่ในส่วนลึก ๆ ของความรู้สึกออกมาก่อนจะก้าวเท้าไปหยุดตรงหน้าโต๊ะซึ่งมีชายหนุ่มเจ้าปัญหากำลังนั่งเอนหลังพิงพนักหลับตาอย่างสบายอยู่
      หญิงสาวแสร้งส่งเสียงกระแอม ครั้งแรกไม่ประสบผล จึงตามมาด้วยครั้งที่สองและสาม แต่ฝ่ายนั้นก็ยังหลับตาพริ้มไม่รับรู้อยู่เช่นเดิม เธอจึงเปลี่ยนเป็นยื่นมือไปเขย่าแขนเขาเบา ๆ แต่ก็ยังนิ่งอยู่ จึงเพิ่มน้ำหนักแรงขึ้น
      กานดาสิริไม่เชื่อหรอกว่าทำขนาดนี้แล้วภูมิจะยังไม่รู้สึกตัว เห็นมุมปากเขาขยับยิ้มก็รู้ว่าถูกแกล้งเข้าให้แล้ว น่าโมโหนัก
      “ถ้าคุณยังไม่ตื่นอีก ฉันคงต้องเรียกรถพยาบาล การหมดสติในที่ทำงานไม่ใช่สถานการณ์ปกติของพนักงานที่นี่”
      ภูมิยอมลืมตาขึ้นมา แต่ยังมีหน้ามาแกล้งทำเป็นสะลึมสะลือทั้ง ๆ ที่แววตาเปล่งประกายเจิดจ้าขนาดนั้น ร้อยเธอก็ไม่เชื่อพันเธอก็ไม่เชื่อหรอกว่าเมื่อกี้เขาหลับ
      “อ้าว นี่ผมเผลอหลับอีกแล้วเหรอ โทษทีนะ เมื่อคืนหนักไปหน่อย”
      คำว่าหนักที่เขาเน้นย้ำส่งผลให้คลื่นความขุ่นใจของเธอกระเพื่อมอย่างไม่อาจห้าม แต่กานดาสิริก็เก่งพอที่จะตีหน้าเฉยราวกับไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในความรู้สึกเธอได้อย่างแนบเนียน
      “พี่ตั้มเรียกประชุมงาน และทุกคนกำลังรอคุณอยู่”
      “ผมไม่คัดค้านอะไร เอาอย่างที่พวกคุณลงมติกันได้เลย” ภูมิตอบง่าย ๆ และทำท่าจะหลับตานอนอีกครั้ง
      “ทุกคนอยากได้อะไรที่มากกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยจากคุณค่ะ และถึงแม้ว่าคุณตั้งใจจะเก็บซ่อนไอเดียเจ๋ง ๆ ไว้เพราะกลัวคนอื่นจะรู้ว่าคุณไม่ใช่คนไม่เอาไหนอย่างที่คุณแสดงออกมาก็ตาม แต่ในฐานะพนักงานของที่นี่ คุณต้องเข้าประชุมค่ะ”
       ภูมิหรี่ตามองเธออย่างมีเลศนัย “ผมแค่มาเรียนงาน”
      “การเข้าร่วมประชุมคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้งานค่ะ”
      “ก็ถ้าคุณว่าอย่างนั้น” ภูมิลุกขึ้นยืนอย่างเกียจคร้าน บิดตัวไปมาแล้วสางผมที่ยุ่ง ๆ อยู่แล้วให้ยิ่งยุ่งไม่เป็นทรง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังดูมีเสน่ห์อันยากจะต้านทานอยู่ไม่เปลี่ยน
      “บอกหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณถึงถูกเลือกให้เป็นคนมาเชิญผม” เขาถามขณะตามหลังกานดาสิริที่ก้าวฉับ ๆ อยู่ข้างหน้าระหว่างทางเดินไปยังห้องประชุม
       กานดาสิริหยุดหันหลังกลับมามอง “ไม่มีอะไรพิเศษหรอกค่ะ ก็แค่เรื่องบังเอิญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ว่าฉันเคยเรียนที่เดียวกับคุณ พี่ตั้มเลยคิดว่าคุณอาจจะยอมรับฟังเพื่อนร่วมรุ่นบ้าง”
      “อ้อ ที่แท้ก็หัวหน้าคนเก่งสั่งมานี่เอง โชคดีจริง ๆ ที่ผมบังเอิญเป็นเพื่อนร่วมรุ่น เพราะไม่อย่างนั้นคุณคงไม่แม้แต่จะรับรู้การมีตัวตนของผมในบริษัทนี้ด้วยซ้ำ”
      “ฉันรับรู้ว่าคุณคือส่วนหนึ่งของที่นี่ คุณต่างหากที่ไม่เคยพยายามปรับตัวให้เข้ากับการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่นี่”
      “ง้านเรอะ”
       กานดาสิริพยายามระงับความโกรธที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการหันหลังและก้าวต่อ มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกสำหรับคนอย่างภูมิที่จะพูดจากวนประสาทและไม่สนใจว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง เธอจะไม่ยอมให้เขาชนะด้วยการแสดงความรู้สึกขุ่นเคืองไม่พอใจนี้ออกไปให้เขาเห็นหรอก
      “คุณเป็นห่วงผมเรื่องการปรับตัวในที่ทำงานใช่มั้ย”
      “ที่ฉันเป็นห่วง” กานดาสิริหยุดและหันไปหาเขาอีกครั้ง คราวนี้ภูมิก้าวมาอยู่ข้าง ๆ เธอ มันใกล้มากจนเธอแทบจะต้องแหงนหน้ามองเพราะความสูงของเธอเพียงระดับไหล่เขาเท่านั้น “คือการที่คนอื่น ๆ กล่าวหาพี่ตั้มในเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างเช่น ประจบสอพลอคุณเพราะคุณเป็นลูกชายผู้บริหารระดับสูงทั้ง ๆ ที่มันไม่จริง”
      “จริงสิ บังเอิญผมดันเป็นลูกชายของคุณทรงธรรม สิทธิเดชา ผู้บริหารระดับสูงของที่นี่จริง ๆ”
      “ฉันหมายถึงเรื่องที่คนอื่นกล่าวหาพี่ตั้ม”
      ภูมิยิ้มหยัน ความเฉยชาอาบไปทั้งใบหน้า “คุณห่วงเขา”
      กานดาสิริจับความนัยจากน้ำเสียงนั้นได้ทันที “ฉันห่วงเขาในฐานะรุ่นน้องที่รักและหวังดีต่อรุ่นพี่ ลูกน้องที่เคารพหัวหน้า”
      “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ภูมิรู้สึกโล่งและอุ่นซ่านขึ้นทันทีกับคำอธิบายนั้น
      “แต่สายตาและน้ำเสียงของคุณไม่ได้บอกอย่างนั้น และฉันก็ไม่ชอบ แค่พฤติกรรมที่คุณทำอยู่ก็สร้างปัญหาให้พี่ตั้มมากพอแล้ว ขอร้องว่าอย่าสร้างมันเพิ่มด้วยเรื่องที่คุณคิดอกุศลไปเอง”
       “แล้วคุณไม่ห่วงผมเหรอกานดาสิริ”
      กานดาสิริไม่ชอบเลยที่เขาเรียกชื่อเต็มของเธอ เพราะมันมักจะหมายความว่าเขากำลังโกรธ ซึ่งมันแย่ก็ตรงที่เธอไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นต้นเหตุของความรู้สึกนั้น
      “คุณไม่มีอะไรน่าห่วงนี่” เธอโกหก ไม่เคยเลยที่เธอจะไม่เป็นห่วงเขา ไม่ว่าในตอนนี้หรือในอดีต
      “งั้นก็แปลว่าการที่ผมไม่พยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่เป็นปัญหาสินะ”
      “เป็นสิ การที่คุณทำตัวมีอภิสิทธิ์เหนือพนักงานคนอื่น มันทำให้ทุกคนไม่พอใจและข้องใจในอำนาจการบริหารงานของพี่ตั้ม”
      “อ้อ...” ภูมิหยุดเดิน ความเจ็บปวดส่งผ่านมาทางดวงตาเมื่อจ้องมองเธอ “งั้นผมก็ไม่ต้องกังวลอะไรสิ เพราะนั่นไม่ใช่ปัญหาของผม”


8
ขอบคุณมากค่ะ เอาใจช่วยคุณมะนอแน่เช่นกันนะคะ

9
บทที่ 1 (1)
   
“เอาอีกแล้วนะ หมอนั่นน่ะ”
กานดาสิริชะงักกับเสียงที่ไม่เบานักของคนซึ่งเพิ่งก้าวเข้ามาในห้องแพนทรีของออฟฟิศ มือที่จับแก้วกาแฟอยู่เกิดสั่นขึ้นมาน้อย ๆ เมื่อหันไปก็เห็นชาญชัย สถาปนิกรุ่นราวคราวเดียวกับเธอกำลังเดินเข้ามาด้วยสีหน้าขุ่นขึ้ง
“คราวนี้อะไรล่ะ”
นิภาดา สถาปนิกอีกคนที่กำลังนั่งเคี้ยวอาหารอย่างเหนื่อย ๆ อยู่ในห้องนี้ก่อนแล้วเป็นฝ่ายถาม กานดาสิริมองแซนวิชที่อยู่ในมือของหล่อนแล้วก็เห็นใจ เป็นอาหารเที่ยงที่ไม่เจริญปากสักเท่าไหร่ แต่ในสภาวะที่มีงานเร่งด่วนเป็นไฟลนก้นอยู่ตอนนี้ การออกไปหาอะไรทานข้างนอกเป็นทางเลือกที่ลืมไปได้เลย เธอเองก็พึ่งกาแฟแก้วนี้เพื่อเติมพลังต่อสู้กับอีกครึ่งที่เหลือของวันนี้เช่นกัน
“ก็เหมือนทุกครั้ง หลับสบายไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าคนอื่นกำลังหัวหมุนปั่นงานจะไม่ทันอยู่แล้ว” ชาญชัยกระแทกเสียงตอบ
แต่นิภาดายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “คิดซะว่าเขาเหมือนลูกพี่ตั้มที่มานั่งเล่นนั่งหลับรอพ่อช่วงปิดเทอมก็แล้วกัน ถึงเขาจะไม่มานั่งหลับอยู่ตรงนั้น เราก็ทำงานหัวหมุนอยู่ดีนั่นล่ะ”
ชาญชัยแค่นเสียงในลำคอ ซึ่งกานดาสิริตีความได้ง่าย ๆ ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของเพื่อนร่วมงาน
“กานล่ะว่าไง”
ชาญชัยหันมาทางเธอบ้าง แต่ยังไม่ทันนึกหาคำตอบ นิภาดาก็แทรกขึ้นมาก่อน
“ได้ข่าวว่าพี่ตั้มขอให้เธอช่วยเตือน ๆ เขานี่”
“กานเนี่ยนะ?” ชาญชัยหันสีหน้าประหลาดใจไปทางนิภาดา
“ใช่ ก็สองคนนี้เรียนมาด้วยกัน”
“ไม่ยักรู้ว่าหมอนั่นจบมหาลัยชั้นนำของประเทศมาได้ ดูท่าแล้วเหมือนพวกที่ซื้อใบปริญญาซะมากกว่า ได้ข่าวว่าไปเรียนเมืองนอกก็ไม่เรียน ดีแต่เที่ยวเตร่ไปวัน ๆ จนที่บ้านต้องตามตัวกลับเมืองไทยก่อนจะผลาญเงินไปมากกว่านี้ ”
“จริง ๆ แล้วคุณภูมิเป็นคนเก่งมากนะ เพียงแต่เขาไม่ค่อยขยัน ไม่ค่อยชอบเรียน แบบว่าเขามีวิถีที่...ค่อนข้างต่างจากพวกเรามากไปหน่อยน่ะ” กานดาสิริพยายามตอบอย่างให้ความยุติธรรมกับคนที่ถูกพาดพิง
“เห็นได้ชัดเจนมาก ลูกชายมหาเศรษฐีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของที่นี่ จะมาใช้ชีวิตเหมือนพนักงานเงินเดือนหลักหมื่นอย่างพวกเราก็คงประหลาดล่ะ”
นิภาดากลอกตาอย่างเอือม ๆ ก่อนจะหันไปจัดการแซนวิชที่เหลือ หล่อนไม่มีปัญหากับภูมิ ไม่ว่าจะในฐานะลูกชายผู้ถือหุ้นหรือเพื่อนร่วมงาน ตราบใดที่สถานะเหล่านั้นไม่กระทบกับวิถีชีวิตของหล่อน
เมื่อไม่มีใครออกความเห็นอะไรอีก ชาญชัยจึงคว้าแก้วกาแฟและเดินดุ่มออกจากห้องแพนทรีไป กานดาสิริเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี ถึงคำแนะนำของนิภาดาจะดูเข้าท่า ก็ใช่ว่าจะทำตามได้ง่าย เพราะภูมิไม่ใช่เด็กหกขวบเหมือนลูกชายสมภพหัวหน้าของทุกคน แต่เขาอยู่ที่นี่ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง และถึงเขาจะเป็นทายาทผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถูกส่งมาศึกษาการทำงานเพียงชั่วคราว แต่ก็ใช่ว่าเขาจะได้รับอภิสิทธิ์ให้มาสาย บ่ายหลับ กลับก่อน หรือบางไม่นึกอยากจะมาก็หายไปเฉย ๆ สร้างความหงุดหงิดขัดเคืองและก่อให้เกิดบรรยากาศอึมครึมแก่พนักงานคนอื่นในบริษัทได้เสียหน่อย
กานดาสิริเองก็ไม่มีปัญหาอะไรกับอภิสิทธิ์แย่ ๆ ที่ภูมิได้รับหรอก แต่เพราะพฤติกรรมเหล่านี้มันสร้างข้อครหาให้กับสมภพ หัวหน้าซึ่งเธอรักและเคารพเหมือนพี่ชายคนหนึ่ง มันเลยทำให้เธอค่อนข้างเป็นกังวล ไม่สบายใจที่สมภพถูกมองว่าอยุติธรรม ประจบประแจง ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบในที่ทำงานของภูมิซึ่งในอนาคตคงจะกลายมาเป็นผู้บริหารของที่นี่
“พี่ตั้มจะไม่ทำอะไรหน่อยเหรอคะ”
เธอจำวันที่เข้าไปขอคุยกับสมภพเรื่องนี้ได้ และสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนปกติของสมภพก็ทำให้เธอสบายใจขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“จะให้ทำอะไรล่ะ คุณภูมิเขาก็ทำงานเรียบร้อยดีนี่”
“แต่คนอื่น ๆ...”
“เขาแค่มาเรียนงานไม่กี่เดือนเดี๋ยวก็คงย้ายไปแล้ว พี่ไม่อยากให้เขารับโปรเจ็คใหญ่ มันจะติดพันกันให้วุ่นเปล่า ๆ” สมภพอธิบายอย่างอารมณ์ดี
“ถึงเขาไม่คิดจะมีน้ำใจช่วยงานคนอื่นแต่อย่างน้อยเรื่องมาสายกับหลับในที่ทำงานก็น่าจะได้รับการตักเตือนนะคะ”
“นี่ถ้าไม่รู้จักเราดี พี่จะคิดว่าเราอิจฉาคุณภูมินะเนี่ย” สมภพแซวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่กานดาสิริไม่ขำ
“กานเป็นห่วงพี่ตั้มต่างหาก ตอนนี้คนอื่นพากันบ่นกันใหญ่ ลำเอียงบ้างล่ะ ประจบประแจงบ้างล่ะ กานไม่อยากได้ยินใครพูดถึงพี่ตั้มแบบนั้น เพราะมันไม่จริง”
“ใช่ มันไม่จริง แล้วเราจะเก็บมาคิดทำไม”
“พี่ตั้มคะ...”
สมภพวางแฟ้มงานบนโต๊ะ เอนหลังพิงพนักอย่างผ่อนคลายขณะทอดสายตามองหญิงสาวร่างแบบบางที่มีความกังวลฉาบใบหน้าอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ “พี่ขอบใจที่เราเป็นห่วง แต่พี่ไม่ใช่หัวหน้าที่เก่งกาจอะไรมากมายหรอกนะกาน พี่ไม่สามารถทำให้คุณภูมิปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของที่นี่ได้”
“ไม่ใช่ความผิดของพี่ตั้มเลยนะคะ ผู้ชายคนนั้นทำตัวเองต่างหาก”
“ก็นั่นล่ะ คือสิ่งที่พี่กำลังบอกเราอยู่ พี่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นหัวหน้าคุณภูมิ ดังนั้น ไม่แปลกหรอกที่จะถูกลูกน้องคนอื่น ๆ ตำหนิ”
“ตำหนิเรื่องไม่จริงน่ะสิคะ พี่ตั้มไม่ได้เป็นคนอย่างที่ถูกกล่าวหาซะหน่อย ไม่ใกล้เคียงสักนิด”
“พี่ดีใจที่เรารู้จักพี่ดีนะ แต่จะหวังให้คนอื่นเป็นเหมือนเราไปซะทุกคนคงไม่ได้”
“พี่ตั้มก็บอกทุกคนสิคะว่าพี่ตั้มไม่ใช่คนแบบนั้น พี่ตั้มไม่อธิบาย คนก็เข้าใจพี่ตั้มผิดต่อไป”
“กานคิดจริง ๆ เหรอว่า ถ้าพี่อธิบายแล้วคนอื่นจะเข้าใจพี่ถูกต้อง”
กานดาสิริพูดไม่ออก
“เราเป็นเด็กดีนะ ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด อย่าเป็นกังวลกับปัญหาเล็กน้อยพวกนี้เลย”
กานดาสิริพยักหน้าช้า ๆ ความจริงใจส่งผ่านออกมาทางดวงตากลมโตของเธอ “ไม่ว่าใครจะพูดยังไง กานก็เชื่อมั่นในตัวพี่ตั้มค่ะ”
สมภพยิ้มรับ แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว “กานเคยเรียนที่เดียวกับคุณภูมินี่”
กานดาสิริทำหน้างง ๆ แต่ก็พยักหน้ารับ “พี่ตั้มก็รู้แล้วนี่คะ”
“มีปัญหาอะไรกันรึเปล่า”
“คะ?” คราวหนี้เธอยิ่งงงหนัก “ไม่มีนี่คะ ทำไมพี่ตั้มถามอย่างนี้”
“ก็เห็นไม่ค่อยพูดกัน”
“กานก็ไม่ค่อยพูดกับคนอื่นตั้งหลายคน” สมภพก็จับน้ำเสียงเจือความกระด้างแม้เพียงน้อยนิดนั้นได้
“พี่ไม่ได้จะจับผิดอะไรนะ แค่ถามดู จริง ๆ ก็มีหลายคนในรุ่นเดียวกับพี่ที่พี่ไม่ค่อยสนิทด้วย เลยไม่รู้จะคุยอะไร เรากับคุณภูมิคงเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย”
กานดาสิริก้มหน้าหลบตาเมื่อตอบออกมาสั้น ๆ
“ค่ะ”
สมภพมองหญิงสาวอย่างพินิจพิจารณาอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
“จะรบกวนเกินไปหรือเปล่าถ้าพี่จะขอให้กานช่วยพูดกับคุณภูมิเรื่องนี้บ้าง”



เขียนไปแก้ไป นึกไม่ออกก็ข้ามไปเขียนซีนต่อไป อาจจะเดินเรื่องแบบงง ๆ ไม่ปะติดปะต่อ ดราฟแรกของนักเขียนสมัครเล่น ขอให้จบก่อน ค่อยแก้ไข ตัดส่วนที่เกิน เติมส่วนที่ขาดตอนรีไรต์ก็แล้วกันนะคะ


10
1. ตามฝัน / สิริเลขา / แผนซ่อนรัก
« เมื่อ: กรกฎาคม 21, 2014, 08:30:46 PM »

ในเช้าที่แสนจะสดใส ท่ามกลางแสงแดดอุ่นๆ สายลมพัดมาเอื่อยๆ พอหยอกล้อให้เหล่าต้นไม้ส่ายไหวไปมาดูเพลินตา บรรยากาศนั้นตรงข้ามกับความรู้สึกของหญิงสาวเจ้าของใบหน้ารูปหัวใจ ผู้ซึ่งนั่งทอดอารมณ์อยู่ตรงม้านั่งตัวหนึ่งในสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ นิ้วเรียวของเธอกำลังเลื่อนหน้าจอแทบเล็ตคู่ใจกลับไปกลับมาเพื่อมองภาพในข่าวนั้นซ้ำอีกเป็นรอบที่นับไม่ถ้วน

ชายหนุ่มเครื่องหน้าเข้มส่งสายตาชวนใจละลายออกมาจากเจ้าแทบเล็ตยี่ห้อผลไม้นั้น กุลธิดาอยากจะยิ้มให้กับคนในรูปภาพนั่นอยู่หรอก ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้จิตใจเธอมันหดหู่และสิ้นหวังจนเกินจะมีแรงพอที่จะบังคับริมฝีปากให้ทำอย่างนั้นได้ และสาเหตุที่ทำให้เธอมีอาการอย่างนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ก็ผู้ชายที่เธอจ้องมองอยู่ตอนนี้นี่ล่ะ

ศิโรตม์หรือที่เพื่อนๆ เรียกกันว่าเสือคือผู้ชายคนนั้น ชายหนุ่มที่อยู่ในภาพข่าวตรงหน้าตอนนี้ แต่อยู่ในใจเธอมานานเหลือเกิน

กุลธิดาละสายตาจากหน้าจอขนาดเกือบสิบนิ้วแล้วเหม่อมองไปยังแผ่นฟ้ากว้างสุดสายตาเบื้องหน้า หวนนึกถึงตอนเรียนอยู่ปีสอง ครั้งแรกที่เธอได้พบกับเขา ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาได้กว่าสามปีแล้ว แต่เรื่องราวยังคงฝังลึกอยู่ในห้วงคำนึงของเธอไม่เคยจางหายไปได้เลย

วันนั้นเป็นวันงานฟุตบอลประเพณีของมหาวิทยาลัยที่รินดาราเพื่อนสนิทของเธอเรียนอยู่ ถึงกุลธิดาจะไม่ใช่นักศึกษาสถาบันเดียวกันกับเพื่อนแต่ก็ถูกลากให้ไปร่วมเชียร์ฟุตบอลในครั้งนี้ด้วย ระหว่างที่เพื่อนรักตรงจุดนัดพบอยู่คนเดียวด้วยความงุนงงเพราะไม่เคยมางานนี้มาก่อนและไม่รู้จักใครสักคนด้วย ก็มีชายหนุ่มร่างสูง คะเนด้วยสายตาก็ไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร ผู้เป็นเจ้าของใบหน้าที่สามารถสะกดคนรอบข้างให้เหลียวมองแต่เขาเพียงคนเดียวราวกับถูกมนต์สะกด เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าพร้อมกับส่งประกายบางอย่างในแววตาที่เธอไม่อาจแปลความหมายได้มาให้

“ใช่กุลหรือเปล่าครับ?”

หนุ่มแปลกหน้าที่ดูดีเกินคนปกติทั่วไปแม้จะอยู่ในชุดเสื้อกีฬางานบอลกับกางเกงยีนส์สีหม่นๆ แถมยังมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะพราวตามใบหน้าเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงทุ้มน่าฟัง กุลธิดาทำหน้าเหลอหลาหันมองไปรอบๆเพื่อมองหาว่าเขาพูดกับคนอื่นหรือเปล่า

แต่ศิโรตม์ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายงุนงงอยู่นาน เขาเอ่ยสำทับอีกครั้งเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้หญิงสาว

“ถ้าคุณคือกุลธิดา เพื่อนของรินดารา ก็ไม่ต้องมองหาคนอื่นหรอกครับ เพราะผมกำลังพูดกับคุณนั่นล่ะ”

“คุณหมายถึงรินดารา ภาสกรวงศ์ ใช่หรือเปล่าคะ?” กุลธิดาถามอย่างไม่แน่ใจ

“อืม...เต็มยศเลยแฮะ” ศิโรตม์ยิ้มนัยน์ตาเป็นประกาย “ใช่ครับ รินดารา ภาสกรวงศ์ เด็กศิลปะศาสตร์ปีสอง ลูกสาวคนสวยของคุณดนัย ภาสกรวงศ์ นักธุรกิจชื่อดังคนนั้นล่ะครับ”

“อ้อ...ค่ะ” กุลธิดารับคำก่อนจะนิ่งเงียบไปด้วยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อ แต่สักพักก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็วจนคนฟังรู้สึกขำอยู่ในใจกับท่าทางเหมือนกระต่ายตัวน้อยๆ ที่กำลังตื่นตูมของเธอ

“ชื่อกุลธิดา เรืองธานินทร์ค่ะ เรียนอยู่ปีสอง คณะมนุษยศาสตร์ภาษาอังกฤษ แต่ไม่ใช่เด็กมหาวิทยาลัยเดียวกับคุณหรอกนะคะ คือตอนสอบฉันเลือกม.เกษตรฯน่ะ ไม่ได้เลือกที่เดียวกับยัยริน”

ศิโรตม์ถึงกับอึ้งไปหลายวินาทีหลังจากได้ยินคำตอบที่ไม่คาดฝันจากคนตรงหน้า เขากลั้นหัวเราะอย่างยากลำบากขณะตอบกลับหญิงสาวไป

“ผมศิโรตม์ ผดุงเดชศิริ ชื่อเล่นชื่อเสือ อยู่ปีสอง คณะเศรษฐศาสตร์ ลูกแม่โดมครับ ตอนสอบก็ตั้งใจมาสอบตรงเข้าที่นี่ที่เดียวไม่ได้เลือกที่อื่นเลยครับ แต่ตอนนี้ชักจะเสียดายขึ้นมาแล้วสิที่ไม่ได้เลือกม.เกษตรฯ”

กุลธิดาหน้าแดงด้วยความอายและโมโหตัวเอง ที่มัวแต่ตื่นเต้นจนทำตัวเฟอะฟะ มีอย่างที่ไหนไปสาธยายประวัติตัวเองให้เขาฟังจนถูกล้อเลียนกลับมา หญิงสาวจึงได้แต่ก้มหน้างุดเพราะทำตัวไม่ถูก

“ทีนี้เราสองคนก็รู้จักกันแล้ว รินให้ผมมารับกุลเพราะวุ่นอยู่กับกองสวัสดิการ ยังปลีกตัวมาไม่ได้ตอนนี้ เข้าไปนั่งดูบรรยากาศในสนามก่อนมั้ย เดี๋ยวรินก็คงตามไป”

กุลธิดาหรี่ตามองอีกฝ่ายด้วยความระแวงทันที ถึงหน้าตาเขาจะหล่อชวนเคลิ้มก็เถอะ แต่เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายที่จะยอมเดินตามคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงห้านาทีไปต้อยๆ ได้หรอกนะ

“ทำหน้าอย่างนี้แปลว่าไม่ไว้ใจผมใช่มั้ย”

พอถูกถามเข้าตรงๆ คนขี้ระแวงก็ถึงกับปั้นหน้าไม่ถูก เลยใช้ความเงียบแทนคำตอบ แต่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับตัวไปตามคำเชิญ

“กะแล้วเชียว เป็นอย่างที่รินบอกไว้จริงๆด้วย”

คราวนี้กุลธิดาจ้องอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ แต่ศิโรตม์ก็ไม่ได้แปลกใจกับท่าทีของหญิงสาวนัก

“เอาเป็นว่าแผนแรกคือพากุลไปนั่งในสนามก่อนไม่สำเร็จ แต่ไม่เป็นไรผมเตรียมแผนสองไว้แล้ว”

“แผนสอง?” คำว่าแผนทำให้กระต่ายตื่นตูมใจตุ้มๆ ต่อมๆ ขึ้นมาทันที

“ก็นั่งรออยู่เป็นเพื่อนกุลตรงนี้จนกว่ารินจะมาไง ไม่ต้องกลัวนะ ผมไม่ทำอะไรหรอก เชื่อใจได้” เจ้าของแผนการกล่าวยิ้มๆ กุลธิดาอยากจะเชื่ออยู่หรอกถ้าเขาจะไม่มองเธอด้วยแววตาที่เธอแปลความหมายไม่ออกแบบนั้น

“หิวหรือเปล่า ผมไปซื้ออะไรมาให้กุลทานเล่นก่อนดีกว่า รออยู่ตรงนี้อย่าไปไหนนะครับ”

ไม่รอฟังคำตอบ ศิโรตม์เร่งฝีเท้าไปยังซุ้มขายเครื่องดื่มที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับน้ำเปล่าและขนมขบเคี้ยวหลายห่อ เขาเปิดขวดน้ำแล้วยื่นให้กุลธิดา แต่เธอกลับมองอย่างไม่ไว้ใจ

“นี่ผมเปิดมันต่อหน้ากุลเลยนะ คิดว่าผมจะแอบเอาอะไรใส่ลงไปในน้ำนี่หรือไงครับ”

“นี่ก็อยู่ในแผนสองด้วยหรือเปล่าคะ” กุลธิดาถามเสียงเบา รู้สึกกลัวระคนเกรงใจคนถูกถาม ทว่าเขาไม่ยอมตอบแต่มองเธอด้วยสายตาที่แปลความหมายไม่ออกแบบนั้นอีกแล้ว และมันก็ทำให้เธอชักจะหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ หงุดหงิดศิโรตม์ที่มองเธอด้วยแววตาแบบนั้น และหงุดหงิดตัวเองที่...ปฏิเสธว่าไม่ชอบสายตาคู่นั้นไม่ลงนี่น่ะสิ

ในที่สุดกุลธิดาก็ยอมรับน้ำขวดนั้นมาไว้ในมืออย่างเสียไม่ได้ โทษว่าเป็นเพราะอากาศร้อนจนเธอชักจะคอแห้งก็แล้วกันถึงได้ยอมเสี่ยงดื่มมัน หน้าตาท่าทางเขาก็ดี แถมตรงนี้ก็คนเยอะแยะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก คิดไปคิดมาแล้ว ดีเสียอีกที่มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนแก้เก้อ

ถึงแม้เวลาอยู่กับครอบครัวหรือกับเพื่อนสนิทอย่างรินดาราแล้วกุลธิดาจะพูดเก่งเป็นต่อยหอย แต่พอได้มาอยู่กับคนหล่อออร่าสว่างจ้าอย่างศิโรตม์เข้าแล้ว คนช่างจ้อกลับกลายเป็นนางพิกุลทองไม่กล้าพูดเพราะกลัวดอกพิกุลร่วงไปเสียอย่างนั้น ได้แต่เป็นฝ่ายนั่งฟังเขาคุยเพลินจนลืมว่าตัวเองนั้นกำลังรอเพื่อนรักอยู่ กระทั่งรินดารามาถึงในอีกเกือบสามสิบนาทีต่อมานั่นแหละ ฝันหวานตอนกลางวันแดดเปรี้ยงในครั้งนั้นถึงได้จบลงเสียที


11
3. ม่านราตรี / mamae / Re: # 25-26 (ยังคุยอยู่นะคะ ^--^)
« เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2014, 08:50:54 PM »
ตอนนี้ก็ศึกษาการเขียนนิยายอย่างจริงจัง จนบางครั้งก็เพลิน มัวแต่อ่านแนวทาง ไม่แบ่งเวลามาเขียนซะงั้น

12
3. ม่านราตรี / mamae / Re: # 21 (ยังคุยอยู่นะคะ ^--^)
« เมื่อ: พฤษภาคม 27, 2014, 07:07:16 AM »
คนอ่านยังไงไม่รู้ คนเขียน มีซีนที่ชอบพิเศษอยู่ คิดว่าน่าจะมีบ้างสักคนสองคนในโลกนี้ที่ชอบเหมือนกันค่ะ  :D

13
3. ม่านราตรี / mamae / Re: # 19 (ยังคุยอยู่นะคะ ^--^)
« เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2014, 07:16:32 AM »
สวัสดีค่ะพี่ฟี ห่างหายไปหลายวันไปเที่ยวค่ะ เลยหาเวลาเข้ามาคุยด้วยไม่ค่อยได้ แต่เข้ามาอ่านตลอดค่ะ  :D

เรื่องA เรื่อง B บัวล่ะไม่เคยมีเผื่อไว้เลย เหมือนนึกอะไรได้ก็เขียนๆไป แล้วพอมันตันก็ย้อนกลับไปมองแล้วรื้อเขียนใหม่ มันเลยติดๆขัดๆไปไม่ถึงไหนซะงั้น
ต่อไปนี้จะต้องคิดเหตุการณ์ไว้หลายๆเหตุการณ์อย่างพี่ฟีแล้วค่ะ

14
3. ม่านราตรี / mamae / Re: # 14 (ยังคุยอยู่นะคะ ^--^)
« เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2014, 09:38:51 AM »
แหะๆ ยกมือสารภาพว่าเป็นอีกคนที่ไม่ค่อยรู้เป้าหมายของตัวละครตัวเองเท่าไหร่ อ่านแล้วนึกถึงตอนเรียนยังไงไม่รู้ ที่ต้องทำ business plan  มีการกำหนด mission vision strategy goal บัวเลยเกิดความคิดว่าเอามาใช้กับการเขียนนิยายก็น่าจะเวิร์ค(มั้ย) ที่แน่ๆตอนนี้ต้องกลับไปทบทวนดูว่าเป้าหมายพระเอกนางเอกคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยกำหนดกลยุทธ์ที่จะไปสู่เป้านั้นได้สำเร็จ

15
3. ม่านราตรี / mamae / Re: # 12 (ยังคุยอยู่นะคะ ^--^)
« เมื่อ: พฤษภาคม 18, 2014, 10:56:28 AM »
ก็ไอ้เจ้าความสมเหตุสมผลนี่ล่ะค่ะที่ทำให้บัวติดแหงกอยู่ที่เดิม ความที่เป็นคนค่อนข้างปกติมั่กๆๆๆๆ 555 เลยไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเหตุผลของตัวละครที่ตัวเองสร้างขึ้นมาสักเท่าไหร่ค่ะ
อย่างตอนนี้ก็คือพระเอกยอมเล่นละครว่าเป็นแฟนกับนางร้าย แต่ยังบอกนางเอกไม่ได้เพราะนางร้ายขอร้องไว้ ปัญหาคือ เขียนเองก็ไม่เห็นด้วยเองว่า ทำไมถึงบอกไม่ได้(วะ) แหะๆ แอบไม่สุภาพ
คือตามพล็อตมันต้องไม่ให้นางเอกรู้ว่าเป็นการเล่นละคร  ถ้าจะใช้เหตุผลนี้เหตุผลเดียว บัวก็ชักจะเกลียดพระเอกตัวเองซะแล้ว ทำไมต้องไปตามใจคนอื่นแล้วทำร้ายนางเอกด้วย แต่ยังหาเหตุผลที่ make sense มากกว่านางร้าย ขอร้องไม่ได้ซะที
เลยติดยาวอย่างกะรถแถวแยกอโศกอยู่เลยค่ะตอนนี้ :(

หน้า: [1] 2 3