แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - buddy

หน้า: 1 ... 5 6 [7]
91
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๖
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2014, 10:18:15 PM »
บทที่ ๖

   งามรวีเดินออกจากประตูอพาร์ตเม้นต์อย่างสบายใจในเช้าวันนี้ แวะรับน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าที่แผงขายของเจ๊ลีอันเป็นกิจวัตรที่เธอทำเป็นประจำทุกวัน ก่อนจะเดินไปยังลานจอดรถเพื่อขับออกไปทำงาน ชีวิตเริ่มกลับมาปกติสุขอีกครั้ง อย่างน้อยเธอก็หวังอย่างนั้น 
   ตั้งแต่วันที่โลกหมุนกลับทิศพาเธอย้อนเวลาไปเจออดีต เธอก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระแวงระวัง ราวกับตัวเองกำลังหนีผู้ร้ายโรคจิตที่มาตามตื้อ ก่อนเข้าหรือออกอพาร์ตเม้นต์ก็ต้องมองตรวจรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้มาแอบซุ่มอยู่ กิจวัตรที่เคยปฏิบัติก็มีอันต้องงดเพราะกลัวจะไปเจอคนที่ไม่อยากเข้าใกล้คนนั้นอีก ก็ในเมื่อวาริทประกาศต่อหน้าว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอกลับไปรักเขา เธอรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็รู้ดีเหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้อันตรายมากแค่ไหน การหนีจึงดีกว่าเผชิญหน้า

   แต่หลายวันที่ผ่านไป เขาไม่ได้โผล่มาให้เห็นหน้า ไม่มีการติดต่อใดๆ จนเธอเองเริ่มวางใจ เขาคงแค่พูดพล่อยๆ ไปอย่างนั้นเอง นิสัยที่ฝังรากลึกไม่มีทางเปลี่ยนแปลง เขาเคยเป็นคนเอาแต่ใจ ชอบเอาชนะ ไม่เคยจริงจังกับเรื่องใด ผ่านไปหลายปีดีดัก เขาก็ยังคงเป็นวาริทคนเดิมอยู่นั่นเอง

   ยิ่งคิดก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าเธอทำถูกแล้วที่เลือกเจ็บในวันนั้น บางแผลเล็กรีบรักษา ดีกว่าปล่อยให้เรื้อรัง

   อันที่จริง เสี้ยวเล็กๆ ที่มักจะดื้อรั้นในหัวใจเธอก็แอบเสียความมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน ปกติก็มีแต่หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาขายขนมจีบทั้งๆ ที่เธอไม่เคยแสดงท่าทีสนใจใคร วันนั้นที่พบกันโดยบังเอิญวาริทก็ทำท่าทำทางขึงขังเสียขนาดนั้น เธอก็นึกว่าเขาจะมางอนง้อ แต่นี่กลับหายหน้าไปเสียเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสน่ห์ของเธอสงสัยจะติดลบในสายตาเขา แต่ก็ช่างปะไร เธอเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองมานานแล้ว ดีเสียอีกที่เส้นทางของเธอกับเขาไม่ต้องกลับมาพบกันอีก

   เรื่องที่ผ่านมานั้นจะโทษวาริททั้งหมดก็ไม่ได้ เธอเองก็อ่อนเดียงสาเกินไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าธรรมชาติของผู้ชายก็เป็นอย่างนั้นเอง โดยเฉพาะคนอย่างเขาที่ทั้งหน้าตาดี เรียนเก่ง กิจกรรมเยี่ยม บ้านยังรวยอีกตะหาก เป็นทายาทคนเดียวของตระกูลพันล้าน คุณสมบัติที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ต้องหลงเพ้อ เธอเองก็เถอะ ยังเคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับ ‘ภาพลวงตา’ เหล่านั้น

   คนเราเวลามีความรัก ก็มักจะเห็นภาพลวงตาเป็นภาพจริงสามมิติ เธอได้บทเรียนมาแล้ว จึงคอยระวังใจตัวเองเสมอมา ความใกล้ชิดทำให้เผลอใจได้ง่าย เธอจึงไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาใกล้จนเกินไป ไม่อยากเสียความรู้สึกเมื่อต้องเลิกคบใครสักคน

   หากจะต้องจากกันด้วยไม่ดี ไม่เคยมี ‘เรา’ เสียเลยคงดีกว่า

   ที่ผ่านมาผู้ชายที่เธอให้ความสนิทสนมด้วยจึงมีเพียงทัศนัยเท่านั้น ความสัมพันธ์แบบเพื่อนยืนยาวและมั่นคงกว่าความรักแบบฉาบฉวยของชายหญิง คนที่ไม่รู้จักเขาและเธอดีพอหลายคนมักเอาไปพูดลับหลังให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าเขาและเธอแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน บางทีเธอเลยแกล้งหยอกล้อหวานหยดใส่ทัศนัย ทำประชดไปเสียเลย คิดกันไปได้อย่างไร คนเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แก้ผ้ากระโดดน้ำมาด้วยกัน จะให้มาเปลี่ยนเป็นแก้ผ้าทำอย่างอื่น เธอล่ะคิดไม่ออกเลยว่าจะลงเอยอย่างไร

   แต่ตอนนี้ทัศนัยแต่งงานไปแล้ว มีภรรยาเป็นตัวเป็นตน เธอคงไม่กล้าแกล้งหยอกเล่นแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะไม่อยากให้ครอบครัวเพื่อนต้องร้าวฉาน เพื่อนสะใภ้ของเธอคนนี้ก็ดูจะขี้หึงอยู่ไม่น้อย แต่เธอเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ อีกหน่อยชนิสราก็คงเข้าใจเอง

   เธอเคยเจอชนิสราครั้งหนึ่งสมัยที่ทั้งสองเพิ่งจะเริ่มต้นคบกัน ชนิสรามารับทัศนัยที่สำนักงานนูโวดีไซน์ เขาแนะนำเธอให้รู้จักแฟนสาว แต่วันนั้นก็เพียงทักทายกันธรรมดา ไม่ได้สนทนาอะไรหลายคำ จะว่าให้ถูก สาวมั่นสุดเปรี้ยวไม่ได้เห็นเธออยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ ดีที่เธอเป็นคนไม่ถือสาท่าทางหยิ่งๆ ของคนรวย เพราะเจอมาบ่อยจนชิน ในเมื่อไม่อยากคุยด้วย เธอก็ไม่ตอแย นึกแล้วก็น่าประหลาดใจไม่น้อย เธอไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายเรียบๆ ดูอบอุ่นอ่อนโยนอย่างทัศนัยจะชอบสาวเปรี้ยวฉูดฉาดแถมไว้ตัวอย่างชนิสรา

   ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าจอดหน้าตึกสำนักงาน ก็เห็นรถของเพื่อนที่กำลังนึกถึงจอดรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าบ่าวหมาดๆ คงเพิ่งกลับจากฮันนีมูน แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู เสียงทัศนัยก็ดังออกมาจากห้องทำงานของเขา ตอนแรกที่คิดว่าจะเข้าไปคุยทักทายต้อนรับกลับมาทำงานเสียหน่อย งามรวีจึงต้องเบรกตัวโก่ง

    “เกิดไรขึ้นน่ะ บูม” กระซิบถามรุ่นน้องที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำรายการวัสดุก่อสร้างเพื่อเสนอลูกค้า

    “งานแก้ของเจ๊ตู้ทองน่ะพี่” หนุ่มน้อยกระซิบตอบ ไม่กล้าเงยหน้ามองเหตุการณ์เหมือนกลัวว่าจะโดนหางเลขเข้าไปด้วย

    “อะไรกัน เพิ่งกลับจากฮันนีมูนแท้ๆ เจ้าตึ๋งนะเจ้าตึ๋ง คงแก้งานชุ่ยๆ อีกละสิถึงได้โดนหนักอย่างนั้น” หญิงสาวมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นคนโดนดุยืนหน้าเหี่ยวท่าทางสงบเสงี่ยมเจี๋ยมเจี้ยม

    “ไม่รู้สิพี่ ผมก็ช่วยพี่ตึ๋งตรวจดูนะ มันก็โอเคแล้ว แต่พี่ทัดท่าทางอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เดินเข้ามาแล้วล่ะ”

    “สงสัยมีเมียแล้วเลือดลมฉีดแรง เลยของขึ้นง่าย ว่าไหมบูม” หญิงสาวล้อเพื่อน เจ้าคนฟังรีบพยักหน้าว่าเห็นด้วย เผลอหัวเราะกันเสียงดังจนคนในห้องหันมามอง พอเจอสายตาขวางๆ ส่งมา เจ้าบูมเลยรีบหุบปาก ก้มหน้าทำงานต่อ

   งามรวีเดินเข้าไปทักทายเพื่อน สวนทางกับตึ๋งที่หอบกระดาษแบบออกมาจากห้อง ตีหน้าเศร้าบวกเซ็งเบ้ปากให้หญิงสาวรุ่นพี่ เธอเลยตบบ่าให้กำลังใจเขาหน่อย

   ทัศนัยปั้นหน้ายิ้มให้เพื่อน แต่คนรู้จักกันมานานดูออกทันทีว่าเสแสร้ง

    “ฮันนีมูนเป็นไง ป้านันกับลุงพร เห่อลูกสะใภ้ไหม” ถามพลางนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน

    “ไม่หรอก ก็ธรรมดาของเขาล่ะ” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ สายตาไม่ละไปจากจอคอมพิวเตอร์ 

    “แล้วคุณนิดชอบบ้านนายที่เชียงใหม่ไหม” บ่าวสาวไปส่งตัวกันที่บ้านของทัศนัยที่ซื้อให้พ่อกับแม่ไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เชียงใหม่ อันที่จริง เขาซื้อไว้เผื่อตัวเองเวลาเกษียณด้วยเหมือนกัน

    “ไม่รู้สิ คงชอบมั้ง” คำตอบค่อยๆ สั้นลง

    “ตอนแรกก็นึกว่าจะไปฮันนีมูนกันที่ต่างประเทศ แต่ไปเชียงใหม่ก็ดีเหมือนกัน เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง” งามรวีทำเสียงร่าเริงหวังกู้สถานการณ์ แต่แล้วก็ถอดใจเมื่อคำตอบที่ได้จากเพื่อนรัก สั้นลงไปอีก

    “ฮื่อ ก็ดี”



   วาริทมองญาติสนิทที่เหมือนน้องสาวคลานตามกันมานั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บนโซฟา “ตกลงนี่ พูดอะไรไม่เป็นเลยนอกจากคำว่า ก็ดี ใช่ไหม”

   เจ้าสาวที่เพิ่งไปฮันนีมูนมาอย่างชริสรา เขาคาดหวังว่ากลับบ้านมาวันแรก จะโม้ไม่เลิกว่าไปทำอะไรมาบ้าง สนุกอย่างไรบ้าง มีความสุขมากขนาดไหน แต่นี่อะไร ไม่ว่าเขาถามถึงอะไรก็ตอบแต่ว่า...ก็ดี ผิดปกติวิสัยของชนิสราราวกับไม่ใช่คนเดียวกัน

    “ก็ทุกอย่างมันดี ไม่มีปัญหา เฮียนี่ยังไง เวลานิดมีปัญหาก็มาว่าว่าชอบหาเรื่อง นี่ไม่มีปัญหาก็ยังมาซักไซ้อีก” เธอบ่นยืดยาว แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีจริง “ว่าแต่เฮียเถอะ ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ล่ะ” เฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

    “ฉันเป็นไง” ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟา ถามเสียงเนือย

    “แน่ะ ยังมีหน้ามาถาม” เธอค้อน จงใจมองสภาพพี่ชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่าคนเพิ่งตื่นนอน ยังไม่ได้อาบน้ำ มันดูโทรมขนาดไหน แต่เฮียเมฆของเธอตอนนี้เกินกว่าสภาพนั้นไปมากโข หัวหูยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้พบหวี พบน้ำมาหลายวัน หนวดเคราก็ขึ้นครึ้ม จนแอบสงสัยว่าระว่างที่เธอไม่อยู่ มีใครแอบเอาพี่ชายเธอไปปล่อยเกาะแล้วเพิ่งส่งตัวกลับมาเมื่อเช้ารึเปล่า “สภาพเฮียเหมือน...”

    “เหมือนอะไร”

   ชนิสราเอ่ยเสียงกระซิบ “เหมือนผู้ชายอกหักประชดชีวิตน่ะสิ”

    “บ้าสิ” วาริทเอ็ดเสียงดัง “ฉันเนี่ยนะอกหัก” แค่นหัวเราะ

    “ก็แค่เหมือนแหละ รู้หรอกน่าว่า หล่อเลือกได้ อย่างเฮียน่ะมีแต่ทำสาวๆ อกหัก” น้องสาวยิ้ม “เอ...แต่ถ้าสาวไหนมาเห็นสภาพเฮียตอนนี้ อาจจะถอนสายบัวขอตัวลาไปเองเลย ไม่ต้องรอให้เฮียหักอกหรอก”

   วาริทเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเปรยขึ้น “แล้วถ้าฉันอกหักจริงๆ ล่ะ”

    “จริงดิ” ชนิสราถามเสียงสูง ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เชื่อหรอก อย่ามาอำเลย ไม่เห็นเฮียเคยคบผู้หญิงคนไหนจริงจังขนาดจะทำให้เฮียอกหักได้สักคน”

    “ไม่แน่หรอก อาจจะมีใครที่เขาไม่สนใจ แล้วก็เชิดใส่ฉันก็ได้” เขาพูดอย่างปลงๆ หันไปถามน้องสาว “ถ้าเราบังเอิญกลับไปเจอคนที่เคยเชิดใส่เรามาก่อน เราจะทำยังไง”

    “นิดน่ะเหรอ” เหยียดยิ้ม ยักไหล่ “ลองกล้าเชิดใส่นิดนะ นิดจะยั่วให้รักหัวปักหัวปำเลย แล้วพอรักนิด นิดก็จะเชิดใส่เขาบ้าง ให้ได้รู้สึกบ้างว่าโดนทิ้งน่ะเป็นยังไง”

   วาริทหัวเราะขำท่าทางขึงขังของน้องสาว “นายร้ายได้ออสการ์เลยนะเรา”

   แต่...นั่นสิ ‘โดนทิ้ง’ คำนี้แหละที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด วันหนึ่งบอกรัก วันต่อมาบอกเลิก มันไม่ใช่แค่โดนทิ้ง แต่มันคือ โยนทิ้ง ไร้ค่าจริงๆ

   จากวันที่งามรวีโยนเขาทิ้ง ไม่เคยมีคำอธิบาย ในตอนนั้นเขายังเด็กและยอมรับมันง่ายๆ แต่น่าแปลก พอกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อวันงานแต่งงานของชนิสรากับทัศนัย พอเขานึกถึงเรื่องที่ผ่านมาระหว่างเขากับเธอ มันกลับเจ็บจี๊ดขึ้นมาเลย นี่เขาความรู้สึกช้าขนาดเวลาผ่านไปเกือบสิบปีถึงเพิ่งรู้สึกเสียใจ

   หรือว่าความจริงมันเป็นแผลที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจเขาเสมอ พอได้พบกันอีก และเธอแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจเขา มันจึงกลายเป็นมีดที่กรีดให้แผลเปิดอีกครั้ง

   วันนั้นเธอผลุนผลันออกไปจากห้องพักในโรงแรม โดยไม่สนใจจะถามหรือรับฟังด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนก่อน ที่ทำให้เธอกับเขามานอนอยู่ในห้องเดียวกัน เหมือนว่าเธอไม่แคร์สักนิด ก็คงเหมือนความสัมพันธ์ข้ามคืนของเขากับเธอ ใจดำชะมัดผู้หญิงคนนี้ แต่ทำไมเขาถึงยังวนเวียนคิดถึงแต่ใบหน้าหวาน กลิ่นและสัมผัสของเธอมันจะทำให้เขาคลั่ง หลายวันมานี่ เขาปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความหลัง พะว้าพะวังกับสองความคิด อันหนึ่ง ในเมื่อเธอไม่เห็นเขาก็ปล่อยเธอไปผู้หญิงมีเยอะแยะ กับอีกความคิดหนึ่ง เขาจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะใจเธอให้ได้ นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขาคิดถึงได้มากขนาดนี้

    “ตกลงเฮียไปโดนของของใครมาเหรอ” ใบหน้าทะเล้นลอยอยู่ใกล้ๆ ดวงตาหยีทำเป็นหรี่เพ่งมองจับผิด น่าหมั่นไส้จนต้องผลักหน้าผากเบาๆ

    “ประสาท ฉันแค่เบื่อๆ เซ็งๆ โว้ย” แกล้งโวยวายกลบพิรุธ “ตกลงอารมณ์ดีแล้วสิ”

    “แน่ล่ะ เห็นความทุกข์ของเฮียแล้วนิดสบายใจ” ยิ้มกว้างจนน่าให้รางวัลด้วยมะเหงก ชนิสราคนเดิมกลับมาแล้ว เธอไม่เคยเศร้านาน

    “งั้นก็เล่ามาสิ ว่าทะเลาะอะไรกับทัศนัย”

    “โห เฮีย ไปเรียนดูหมอมาจากไหน ทายแม่นเชียว” ยังพยายามเฉไฉ

   ไม่เห็นต้องร่ำเรียนอะไร คนอย่างชนิสรามองง่ายจะตายไป “เล่ามาซะที”

    “ก็เรื่อง...” ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย “เรื่องที่บอกเตี่ยว่าท้องน่ะ”

    “นี่อย่าบอกนะว่าเรายังไม่ได้ไปสารภาพ” คนโดนถามมองมาตาละห้อย ค่อยๆ พยักหน้า “ไหนว่าจะบอกเตี่ยทันทีที่งานแต่งจบไง”

    “ก็...มันไม่รู้จะเริ่มยังไง พี่ทัดก็เลยบอกว่าจะไปคุยกับเตี่ยเอง เรื่องอะไร มีหวังเตี่ยไล่เตะออกจากบ้านไม่ทันพอดี”

   พี่ชายส่ายหน้าระอาใจ “เราเนี่ยนะ ขยันหาเรื่อง ไปเลย ไปกับฉัน” ลุกยืนกระฉับกระเฉง

    “ไปไหน”

    “อ้าว ก็ไปสารภาพความจริงไง” เขาฉุดเธอให้ลุกตาม

    “เดี๋ยว เอ่อ... ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินไรเลย ขอกินข้าวก่อนนะเฮีย”

    “ไม่ได้!”

    “เฮียก็ อย่าดุนักสิ พี่ทัดก็ดุนิดมากระบุงโกยแล้ว” ตาตี่อ้อนจนดูน่าสงสาร

   แต่เขาไม่ “สมน้ำหน้า”

    “เหอะ ผู้ชายเหมือนกัน เข้าข้างกันดีนักนะ”

    “ฉันไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ” เดินนำตัวปัญหาไปยังห้องทานข้าว วันนี้จะไม่ยอมให้เธอรอดตัวไปได้อีก ต้องบอกความจริงกับแปะสมพงษ์ให้ได้

    “เฮีย ถามหน่อยสิ ถ้าแฟนเฮียบอกให้เฮียเล่าเรื่องแฟนเก่าให้ฟัง เฮียจะโกรธไหม”

    “โกรธ” เขาตอบส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง ก่อนจะหันไปสั่งคนรับใช้ให้ตั้งโต๊ะอาหารบริการแขก

    “นั่นไง ผู้ชายเหมือนกันเข้าข้างกันจริงๆ ด้วย”

    “เรื่องที่ผ่านมาก็ปล่อยให้มันผ่านไป ผู้หญิงน่ะชอบฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพื่ออะไร”

    “แหม ก็ตะเข็บมันเย็บไม่ดี ใส่ไม่สบายก็ต้องหา ต้องเลาะมันทิ้งสิ”

    “พูดอะไรของเรา ไม่เห็นรู้เรื่อง”

    “ก็เรื่องผู้หญิงคนนั้นน่ะสิ” น้ำเสียงตะหวัดแบบนี้ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก

    “งานรวี?”

    “นั่นแหละ แตะไม่ได้เลย ถามทีไรต้องทำเป็นโกรธทุกที”

   วาริทเกือบลืมความรู้สึกหนักๆ ที่ทับอยู่ในใจมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ตกลงพวกเขา...มีอะไรกันจริงๆ หรือ” เสียงเขาเกือบหายเข้าไปในคอตอนท้ายประโยค ต้องกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน

    “โอ้ย จะเหลือเหรอ”

    “ผู้ชายอะไรวะ กินที่ลับไขที่แจ้ง” ถ้าอยู่ต่อหน้าต้องประเคนหมัดให้หน้าหงายสักที แต่จะไปโกรธนายทัศนัยนั่นก็ไม่ถูก ผู้หญิงก็คงให้ความร่วมมือด้วย สเป็คเธออยู่แล้วนี่ผู้ชายนุ่มๆ อบอุ่นๆ

    “พี่ทัดไม่ได้พูดหรอก ก็บอกแล้วไงว่าถามทีไร ก็แกล้งทำเป็นโกรธแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง เฮียว่านิดจะทำยังไงดี ทำงานใกล้กันแบบนั้น นิดไม่ไว้ใจเลย”

   คำถามของชนิสราไม่ได้เข้าหูเลย เพราะวาริทกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก งามรวีรังเกียจเขา เธอไม่อยากเข้าใกล้เขา ทั้งๆ ที่เขาจะเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ ไม่ใช่ว่าหึงหรอกนะ ในเมื่อเขาก็ไม่ได้รักเธอเสียหน่อย ก็แค่อยากรู้นักว่าระหว่างผู้ชายในสเป็คที่มีภรรยาแล้ว กับผู้ชายนอกสเป็คที่เธอเป็นเมีย ผู้หญิงอย่างงามรวีจะเลือกใคร


โปรดติดตามตอนต่อไป


ผ่านไปอีกบทล่ะ เขียนแบบนี้รู้สึกยากกว่าที่ผ่านมา
เพราะอยากลองเล่นกับความรู้สึกของตัวละครบ้าง
ลังเล สับสน อยากจะเดินหน้า แต่ก็ไม่กล้า จะถอยหลังก็ไม่ต้องการ
เขียนๆ แล้วก็เลยออกจะงงงวยกล้วยทอด ฮาๆๆๆ
อ่านแล้วมึนก็อภัยให้มือใหม่ด้วยละกันค้าบบบบ

92
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๕
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2014, 10:05:55 PM »
บทที่ ๕

   งามรวีรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการหลับและการตื่น เปลือกตาหนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น อยากขยับเขยื้อนร่างกายแต่ทำไม่ได้อย่างใจ เธอรู้สึกเหมือนโดนเหล็กหนักทาบทับอยู่บนยอดอก ขาสองข้างปวดหนึบ ร่างกายคล้ายกลายเป็นอัมพาตไปทั้งตัว เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ได้ยินเสียงดังฟืดฟาดเบาๆ คล้ายเสียงคนกำลังหายใจ ดังอยู่ใกล้ ใกล้มาก...ใกล้เกินไปไหม

    สติเธอเริ่มแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย หญิงสาวหันหน้ามองซ้ายขวาแล้วก็ใจหายวาบเมื่อเห็นใบหน้าของใครบางคนอยู่เกือบชิด เสียงฟืดฟาดที่ได้ยินเป็นเสียงกรนเบาๆ ที่ดังมาจากใบหน้าขาวมีไรเคราบางๆ รอบปากหนาได้รูป สัญชาตญาณสั่งให้รีบมองสำรวจตัวเอง พยายามพยุงกายลุกขึ้น แต่ติดท่อนแขนหนักที่พาดทับที่เนินอก ผงกหน้าขึ้นมองเห็นท่อนขาในกางเกงสีกรมท่าเกี่ยวรัดน่องขาวของเธอไว้ กระโปรงเลิกขึ้นสูงจนถึงต้นขาดูสภาพน่าหวาดเสียว ส่วนสำคัญของเขาแนบชิดอยู่ตรงต้นขาและตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามันกำลังตื่นตัว

    หญิงสาวดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการแข็งแรง แต่ร่างใหญ่ของคนข้างตัวกลับยิ่งเพิ่มแรงรัดเธอหนักขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวหวาดกลัวจนต้องแผดเสียงร้องลั่น

    “ไอ้บ้า โรคจิต ปล่อยเดี๋ยวนี้” คนโรคจิตสะดุ้งตื่น มองหาต้นเสียงอย่างงงๆ

    “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไอ้หื่น ไอ้วิปริต” เธอดิ้นสุดแรงเกิดจนหลุดพ้นจากอ้อมแขนอ้อมขาที่เหนียวอย่างกับปลาหมึกได้สำเร็จ ใจอยากรีบกระโจนหนีออกจากเตียงไปตั้งหลัก แต่ขาแข้งทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย

    “โอ๊ยยย..” หญิงสาวคราง เจ็บร้าวไปทั่วขาจนน้ำตาแทบเล็ด ล้มตัวลงนอนราบกับเตียงอีกครั้งเหมือนคนหมดแรง

    “เป็นอะไร” คนเพิ่งตื่นถามอย่างอาทร น้ำตาคลอหน่วยทำเอาเขาใจเสีย แต่เรียวขาขาวยวนตาก็ดึงดูดสายตาหนุ่มเสียจริง ต้องรีบเสมองใบหน้าสวยที่บูดเบี้ยวเหมือนกินบอระเพ็ดมา ยกหลังมือแตะหน้าผากเธอเบาๆ ไม่ร้อนเท่าเมื่อคืนแล้ว

   งามรวีรีบเปิดตามอง ใบหน้าที่เห็นอยู่ใกล้ตา เป็นใบหน้าของใครบางคนที่เธอเคย...รู้จัก เธอกะพริบตาถี่ๆ ‘อย่านะ อย่ามาประสาทหลอนตอนนี้’ เธอเตือนตัวเอง ก่อนเบิกตามองอีกครั้ง

    “วา...ริท...” นั่นใช่เสียงรำพึงของตัวเธอเองหรือเปล่า ทำไมมันดังเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

   ชายหนุ่มเผยยิ้มกว้างที่ได้ยินชื่อตัวเองจากปากเธอ ปากกระจับที่เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะได้สัมผัสลึกซึ้งอีกครั้ง เมื่อคืนก็แทบอดใจไม่ไหว ถ้าไม่ติดว่ากวางสาวของเขาไข้ขึ้นสูง เขาคงยอมทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษ แอบทักทายริมฝีปากอิ่มสวยนี้ไปแล้ว ในเมื่ออดทนมาได้ทั้งคืน ก็ทนอีกหน่อยเป็นไร มันยังไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ขณะแรกที่กลับมาพบกันหลังจากห่างหายกันไปเกือบสิบปี

    “คุณปวดหัวหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามเสียงอ่อน แตะมือลงข้างแก้มเนียนแผ่วเบา แต่หญิงสาวสะบัดหน้าหนี รังเกียจสัมผัสจากคนข้างกาย

    “อย่ามาแตะตัวฉัน” งามรวีทำเสียงแข็งทั้งๆ ที่ใจสั่นระรัว ไม่อยากเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง อาการปวดแปลบที่ขาทั้งสองบอกว่า ใช่ นี่เรื่องจริง ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้เป็นเขาจริงๆ “โอย...” เธอครางออกมาเบาๆ ให้กับอาการเจ็บขา และเจ็บใจในความกลมของโลกใบนี้

   วาริทสังเกตเห็นเธอจับขาตัวเองร้องคราง “ขาคุณเป็นอะไร ไหนดูสิ” ไวเท่าคำพูด ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับขาขาวนวล

    “อย่ายุ่งกับฉันนะ ปล่อยฉัน” งามรวีแผดเสียงลั่นห้องทุบตีคนปากว่ามือถึงเหมือนบ้าคลั่ง แต่คนโดนทุบกลับไม่สนใจ จับท่อนขาพลิกทั้งซ้ายขวา ก็มองไม่เห็นบาดแผลตรงไหน

    “โอ๊ย ฉันเจ็บนะ จะหักขากันหรือไง” หญิงสาวยังโวยวายไม่เลิก

    “เจ็บอะไรนักหนาเนี่ย ไม่เห็นมีแผลอะไรเลย สำออยหรือเปล่า” ยิ่งเห็นเธอโกรธยิ่งอยากยั่ว เขาคงเป็นโรคจิตจริงๆ

    “ก็ใครว่าฉันเป็นแผลเล่า ตะคริวกิน!” หญิงสาวตวาดลั่น แล้วก็ต้องหน้าบูดอีกครั้งเมื่อกล้ามเนื้อบีบตัวแรงจนปวดแปลบ

   วาริทมองสาวหน้าสวยบีบนวดขาตัวเอง ลาดไหล่ขาวนวลเนียนน่าสัมผัส เมื่อคืนหลังออกจากลิฟต์ เขาก็สั่งให้โรงแรมเปิดห้องพักให้ ทางโรงแรมรีบกุลีกุจอเปิดห้องให้พักฟรีเพราะกลัวว่าเขาจะร้องเรียนเรื่องลิฟต์ค้าง เขาพาเธอมานอนพัก เจ้าหน้าที่โรงแรมจัดหาพยาบาลมาช่วยจนเธอคืนสติ แต่เธอจะจำอะไรได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไข้เธอขึ้นสูง ตัวร้อนจี๋ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมทิ้งยาลดไข้ไว้ให้เพราะเป็นนโยบายของโรงแรม เขาเลยต้องคอยเช็ดตัวให้คนกึ่งหลับกึ่งตื่นเกือบทั้งคืน จนตัวเองก็ง่วงขึ้นมาเหมือนกัน ถึงล้มตัวลงนอนบนเตียง กะว่าจะแค่หลับประเดี๋ยวเดียว แต่เตียงอุ่นแถมได้หมอนข้างนุ่มนิ่มเลยทำให้หลับเพลินยาวจนมาตื่นตอนสาวเจ้าแหกปากลั่นแสบแก้วหู นึกแล้วก็อดยิ้มขำหมอนข้างจำเป็นของเขาไม่ได้ คงโดนกอดแน่นจนไม่ได้ขยับตัว ตะคริวจับไปเลย

    “จะ จะทำอะไรน่ะ อย่านะ” หญิงสาวละล่ำละลักถามเสียงสั่น เมื่อเห็นเขาเข้ายึดขาของเธอไว้แน่น ความกลัวพุ่งขึ้นจับจิต ดูสายตาเขาสิไม่ต่างจากพวกโจรปล้นสวาทเลย แถมเครื่องแต่งตัวเธอตอนนี้ก็หล่อแหลมมากเสียด้วย

    “อย่านะ ปล่อยฉันนะ วาริท อย่า ช่วยด้วย!!” เธอตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ แม้ไม่แน่ใจว่าใครจะยื่นมือมาช่วยเธอได้ในยามนี้

    “เงียบ!!” เสียงห้าวเข้มตวาด ดับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของงามรวีได้ชะงัด หญิงสาวใจเต้นรัว มองตาขวางที่เขาส่งมา นั่นไม่ร้ายเท่าใบหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้ จนเธอต้องผงะหนี หัวใจเธอเต้นแรงจะแทบจะกระโจนออกมา เธอโทษเขาที่ทำให้เธอประหม่า ไม่สิ เธอกลัวต่างหาก หญิงสาวหลับตาปี๋เมื่อใบหน้าเขาใกล้จนเกือบชิด นี่เขาจะล่วงเกินเธอทั้งๆ ที่เธอไม่มีทางสู้แบบนี้จริงๆ หรือ ใช่สิ เขามันคาสิโนว่าตัวพ่อนี่นา

   เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างถูกยกลอยขึ้น “อย่า!!”

   แต่เธอคาดผิด เขาวางขาทั้งสองข้างของเธอพาดลงบนตักตัวเอง มืออุ่นบีบนวดไปตามกล้ามเนื้อขา

    “ทะ ทำอะไร” เธอถามออกไปอย่างขลาดๆ

    “ก็บอกว่าตะคริวกินไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มเหลือบมองเธอแวบหนึ่งก่อนหันไปสนใจขาเธอต่อ เขานวดไล่ไปตามกล้ามเนื้อจากต้นขาไปถึงน่อง “เจ็บไหม” เสียงทุ้มถามโดยไม่มองหน้า จึงไม่เห็นว่าหญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ เขาไล่นิ้วมือไปจนถึงข้อเท้าและจับปลายเท้าบิดแหงนเข้าหาตัวหญิงสาว

    “โอ๊ย!!!!” ความเจ็บแล่นปราดเหมือนเข็มนับล้านเล่มแทงลงบนขาเธอ

    “เจ็บหน่อยเดี๋ยวก็หาย ไม่เจอกันนาน ขี้โวยวายขึ้นนะ” ชายหนุ่มบ่นล้อๆ เขาไม่ได้จะแกล้งเธอเลย แต่วิธีเหยียดกล้ามเนื้อแบบนี้จะช่วยให้ตะคริวคลายลงง่ายขึ้น อย่างไรเสียก็ถือว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเขาที่จะต้องช่วยเธอ ก็ในเมื่อเธอยอมเสียสละตัวเอง แม้จะไม่ได้เต็มใจก็ตามเถอะ ยอมเป็นหมอนข้างให้เขากอดทั้งคืน เขาก็จำต้องบริการเธอกลับ จะได้หายกัน

   แต่พอสองมือได้นวดคลำไปตามเพรียวน่องกับต้นขาขาวก็แทบจะทำให้ตบะแตกอยู่เหมือนกัน มันนุ่มหนั่นเต็มมือพานให้คิดเลยเถิดไปถึงข้างในที่ซ่อนอยู่ใต้เดรสบางเบาของเธอว่าจะให้ความรู้สึกแบบไหนกัน ชายหนุ่มต้องสูดหายใจลึกระงับอารมณ์ปรารถนาของตัวเอง ‘เฮ้ย ไอ้เมฆ อย่าหื่นนัก เดี๋ยวเธอรู้ก็เสียฟอร์มหมด’

   หญิงสาวหยุดร้องไปแล้ว แต่ใบหน้ายังเหยเกเพราะปวดขา

    “ไหนลองขยับลุกขึ้นสิ” ชายหนุ่มสั่ง พยายามบังคับทำเสียงเข้มจริงจัง หญิงสาวเขยื้อนขาทั้งสองข้างได้แล้ว ใจเธอดีขึ้นเป็นกอง วางขาทั้งสองลงข้างเตียงและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอต้องหนีไปให้ไกล เรื่องบังเอิญนี้มันร้ายกาจเกินไป เกินกว่าที่เธอจะรับได้ แต่เพียงแค่ก้าวเดียวร่างเธอก็ซวนเซ ขาเธอขยับได้แล้วก็จริง แต่เพราะลุกเร็วเกินไป หน้าเลยมืด สองแขนแข็งแรงโอบพยุงเธอเอาไว้

   บ้าชะมัด ทำไมต้องกลับมาเจอกันในสภาพที่เธออ่อนแอขนาดนี้ด้วย เสียหน้าชะมัด

   ชายหนุ่มกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แนบชิด ใจเต้นรัว แม้จะมีเสื้อผ้าเป็นปราการกั้น แต่มันก็ไม่ได้หนาจนเขาไม่รู้สึกถึงอกอวบอิ่มที่เกยแนบอยู่บนตัวเขา ไหล่กับต้นคอนวลเนียนที่แอบชื่นชมเมื่อสักครู่ก็อยู่ใกล้ปากแค่นิดเดียว ถ้าเขาก้มลงไปลิ้มลองมันจะให้รสชาติแบบไหนนะ อุตส่าห์ทำใจแข็งได้แล้วเชียว ทำไมเธอถึงดูยั่วยวนนักนะ เวลาสิบปีที่ผ่านไปทำให้เธอสวยสะพรั่งอวบอิ่มได้มากขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ

   ร่างบางพยายามดันตัวเองออก แต่แขนทั้งสองข้างของเขารัดแน่นอย่างกับคีม ใบหน้าเขาก็ลอยอยู่ไม่ห่าง มันทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลย

    “จะไปไหน เธอยังไม่หายดีนะ พักก่อนเถอะ” เขาปลอบเสียงอ่อนโยน น้ำเสียงแบบนี้แหละที่เคยทำให้เธอแพ้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันจะไม่มีครั้งที่สองเด็ดขาด

    “ปล่อยฉัน” เธอสั่งเสียงเรียบ

   แต่เขาตอบกลับน้ำเสียงยั่วเย้า “เธอนี่ยังเป็นเด็กดื้อเหมือนเดิมเลยนะ”

   คนดื้อหน้านิ่ว “ฉันไม่ใช่เด็ก นายด้วย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” เสียงสั่งเฉียบขาดขึ้นอีก

   แทนที่จะเชื่อ เขากลับกอดประคองเชิงบังคับให้เธอนั่งลงบนเตียง กดไหล่เธอไว้ “ถ้าไม่อยากให้ฉันกอดก็นั่งเฉยๆ นะเด็กดี”

   น้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขามันกวนโมโหเธอจริงๆ “นายก็ยังเหมือนเดิมไม่มีผิด”

    “ยังไงเหรอจ๊ะ” เขาลอยหน้าถาม

    “วางอำนาจ หลงตัวเอง ชอบเอาเปรียบผู้หญิง” งามรวีพยายามสะกดใจให้เข้มแข็ง ตอกหน้าผู้ชายตรงหน้า คนที่เธอลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยรู้จัก และไม่เคยคิดว่าจะต้องกลับมาพบกันอีก

   สายตาดูแคลนที่ส่งมาทำเอาอารมณ์รื่นเริงที่ได้ยั่วเย้าเธอมอดไปเลย “ถ้าฉันเป็นอย่างที่เธอว่า เมื่อคืนเราคงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว” เขายังฝืนยิ้ม ส่งสายตาหวามมองไปตลอดเรือนร่างสาว

   งามรวีไม่อาจทนต่อสายตาสื่อความหมายเช่นนี้ได้ มันทำให้เธอระลึกว่า ครั้งหนึ่ง ตัวเองเคยเป็นผู้หญิงใจง่ายแค่ไหน ความรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจสั่งให้มือบางตวัดอย่างรวดเร็วไปบนใบหน้าครึ้มเครา “สกปรก”

   แรงตบไม่ได้ทำให้วาริทเจ็บ แต่มันทำให้เขาโกรธ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าทำแบบนี้กับเขา อันที่จริงสาวๆ ยินดีพลีร่างให้เขาเชยชมโดยไม่ต้องข่มใจแบบที่เขาปฏิบัติต่อเธอเลยด้วยซ้ำ นอกจากไม่เห็นความดี ยังมาด่าทอดูถูกเขาว่าเป็นคนวางอำนาจเอาเปรียบเพศแม่อีก

    “ก็ใครมันจะสะอาด แสนดีเหมือนเพื่อนเธอล่ะ อร่อยไหม กินเพื่อนตัวเองน่ะ” เขาไม่ใช่คนขี้ประชดประชันหรอกนะ แต่ครั้งนี้ขอยกเว้น

    “นายหมายถึงใคร” เธอถามเสียงแข็ง

    “ก็เจ้าบ่าวหมาดๆ เมื่อคืนยังไงล่ะ ผู้ชายอบอุ่นอ่อนโยนแบบนั้น สเปคเธอนี่นา”

    “นายนี่มันทุเรศจริงๆ อย่านึกว่าผู้ชายคนอื่นเขาจะสำส่อนเหมือนตัวเองนะ”

    “จะมากไปแล้วนะ งามรวี” เขาเริ่มเสียงเข้มขึ้นบ้างเหมือนกัน

   เธอยิ้มเยาะ “ไม่มากไปหรอก คำนั้นน่ะเหมาะกับคนไม่รู้จักพออย่างนายแล้ว” เพียงเท่านั้น ปากสวยก็ไม่อาจเอ่ยคำเชือดเชือนได้อีก เมื่อถูกจู่โจมอย่างรวดเร็ว วาริทอยากจะลงโทษคนปากร้ายให้รู้ตัวบ้าง ว่าไม่ควรหยาบหยามผู้ชายอย่างเขา

   หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้ดิ้นรนทุบทีเขาอย่างขัดเคืองและหวาดหวั่น เสียงร้องถูกกลืนหายไป สองมือหนาประคองใบหน้าสวยให้รับรสสัมผัสที่โหยหา เรียกร้องและเชิญชวนไปพร้อมๆ กัน แต่ดูจะไม่เป็นผลนัก เธอยังพยายามสะบัดหนี และเมื่อไม่สำเร็จ เล็บแหลมคมจึงถูกใช้เป็นอาวุธข่วนเข้าที่ใบหน้าชายหนุ่มอย่างแรง

    “โอ๊ย...” วาริทผละจากปากสวยอย่างเสียดาย รู้สึกแสบจี๊ดบนผิวหน้าตรงที่โดนข่วน “เพิ่งรู้นะว่าเดี๋ยวนี้ชอบความรุนแรง นายทัดสอนมาหรือไง”

   เธอชี้หน้าเขา โกรธจนพูดไม่ออก ที่สำคัญรอยที่เขาประทับลงบนปากเธอเมื่อครู่ ทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด ใจเธอเต้นแรงสั่นระรัว มันน่าโมโหไหมล่ะ ทำไมไม่รู้จักห้ามตัวเอง ทั้งๆ ที่เรื่องระหว่างเขาและเธอผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว

   งามรวีสูดหายใจลึกพยายามระงับอารมณ์ปั่นป่วน การกลับมาพบกันอีกครั้งโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน ไม่เคยแม้แต่จะคาดคิดด้วยซ้ำ ทำเอาเธอเสียศูนย์ไปชั่วขณะ หากต้องการพาตัวเองให้หลุดพ้นจากผู้ชายร้ายกาจคนนี้ได้ เธอต้องห้ามสติแตก เหตุผล...เธอต้องใช้เหตุผลอย่างสุขุม ถ้าอยากเอาชนะเขา

    “วาริท ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราถึงมาอยู่ห้องเดียวกัน แต่ช่างเถอะ เรื่องบังเอิญมีเยอะแยะไป จริงไหม” เธอหยุดนิดหนึ่ง กระตุกมุมปากเหมือนพยายามฝืนยิ้ม

    “เมื่อคืน...” เขาอยากจะอธิบาย แต่เธอยกมือห้ามไว้ ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเรื่องระหว่างเขาและเธออีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว

    “เรื่องที่ผ่านมา ฉันต้องการให้มันผ่านไป เราสองคนก็...ต่างคนต่างไป”

   ชายหนุ่มยิ้ม ส่ายหน้าช้าๆ “เธอนี่...เหลือเชื่อจริงๆ” เมื่อนาทีที่แล้วยังร้องโวยวายลั่น มานาทีนี้ทำวางมาดอย่างกับนักวิชาการอธิบายเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ ใช่ ผู้หญิงนี่ทำนายยากยิ่งกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติเสียอีก

    “ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ฉันก็จะกลับบ้านล่ะ นายก็ควรกลับบ้านนายเหมือนกัน” เธอว่าพลางขยับเลี่ยงเขาเพื่อไปหยิบกระเป๋าสะพายของเธอที่เห็นวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือที่มุมห้อง

   มือหนาคว้าแขนเธอไว้ “เข้าใจอะไร งามรวี”

   เธอมองมือเขา พยายามดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุม “ก็...ฉันกลับบ้านฉัน นายกลับบ้านนาย โชคดี”

   วาริทคว้าท่อนแขนทั้งสองของผู้หญิงดื้อ ดึงเธอเข้ามาแนบชิด รอยยิ้มเยาะติดจะเครียดเคร่ง “ไม่ต้องมาอวยพร ฉันโชคดีเสมอ โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง เธอก็รู้นี่” กระหวัดร่างบางไว้แน่นแนบกาย “ถ้าเธออยากลืมเรื่องในอดีตนัก ฉันนี่แหละจะเตือนความจำให้เองว่าเธอเคยรักฉัน...มากแค่ไหน”   

   สองสายตาส่งประกายเข้าโรมรันกันอย่างดุเดือด สองหัวใจก็ต่างต่อสู้กันตามความมุ่งหมายของตน

   ฝ่ายหนึ่งพร่ำเตือนตัวเอง ‘อย่าใจอ่อน อย่าอ่อนแอ อย่าแพ้เขา’

   ส่วนอีกฝ่ายก็หมายมาด ‘ถ้าคิดจะหนีไปดื้อๆ เหมือนอย่างที่เคย ก็อย่าหวังเลยว่าครั้งนี้เขาจะยอม ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายกลับมาหาเขาเองนี่’


โปรดติดตามตอนต่อไป


ผ่านไปอีกบท ต่อไปจะเริ่มยากมากขึ้น เพราะต้องหาเหตุการณ์มาดำเนินเรื่อง ดึงๆ ผลักๆ กันต่อไป
ก็ลองดูว่ามันจะออกมาเป็นยังไง  ;D ;D ;D

93
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่นัก บทที่ ๔
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2014, 05:07:05 PM »
บทที่ ๔

   ในห้องจัดเลี้ยงแบบบอลรูมตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผ้าไหมสีทองและสีขาวไปทั่วบริเวณ โคมแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ห้อยระย้า ส่องแสงเหลืองนวลสว่างไสว เก้าอี้ทุกตัวผูกด้วยโบว์ผ้าไหมสีทองอลังการ แขกเหรื่อนั่งกระจายเต็มทั่วทุกโต๊ะ ต่างแต่งกายด้วยชุดราตรีสุดหรู ประดับประดาด้วยเครื่องประดับราคาแพง สะท้อนแสงแวววาววูบวาบจนน่าหวั่นเกรงว่าถ้ามองจ้องตรงๆ อาจจะทำให้ประสาทตาเสื่อมได้

   วาริทคุ้นเคยกับงานหรูหราที่แขกครึ่งค่อนงานมีตราตั้งเป็นคุณหญิงคุณนายเช่นนี้เป็นอย่างดี ด้วยธุรกิจของครอบครัวที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในส่วนอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ทายาทคนเดียวอย่างเขาต้องติดสอยห้อยตามบิดามารดาไปร่วมงานเลี้ยงประเภทนี้อยู่บ่อยๆ แต่งานนี้ออกจะพิเศษกว่างานอื่นๆ ที่เคยไปมา เพราะชื่อเจ้าของงานที่ติดหราอยู่บนเวที ‘ชนิสรา-ทัศนัย’ อักษรภาษาอังกฤษตัวเอ็นและตัวทีที่พันเกี่ยวกัน เหมือนเป็นสัญญาณที่บอกว่าเจ้าของตัวอักษรทั้งสองตกลงจะผูกพันเกี่ยวกันเป็นคนเดียว

   ‘ถ้านิดแต่งงานนะ อย่าหวังเลยว่าจะมาใส่ชุดฟูฟ่องอย่างกับสุ่มไก่ ยืนประจำหน้าประตูอย่างกับผีเฝ้าศาล ยิ่งให้ไปคล้องพวงมาลัยบนเวทีด้วยนะ เมินซะเถอะ นิดไม่ใช่ศาลพระภูมินะ’

   เธอวาดฝันไว้ว่า ‘งานแต่งนิดจะต้องแปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร บรรยากาศฮิบๆ สถานที่ก็ต้องเป็นที่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะไปจัดมาก่อน ให้สมชื่อนักจัดงานมือโปรอย่างชนิสราหน่อย’

   แต่สุดท้ายยัยน้องสาวตัวแสบก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะเตี่ยยื่นคำขาด ‘ถ้าลื้อไม่จัดงานตามที่อั้วบอก ก็ไม่ต้องแต่ง อยากท้องโย้ไม่มีผัวก็ตามใจลื้อ’ ชนิสราเลยต้องยอมมาอยู่ในชุดเจ้าสาวสุ่มไก่ ยืนเคียงข้างกับชายหนุ่มมาดเท่ในชุดสูทสีขาวสะอาดตาคอยไหว้ต้อนรับแขกที่มางานอยู่ด้านหน้าประตูห้องบอลรูมในโรงแรมหรูกลางเมือง เห็นแล้วเขาก็อดขำไม่ได้

   แปะสมพงษ์กับอึ้มวรรณีเจ้าภาพฝ่ายหญิงเดินไปเดินมาคุยกับแขกเหรื่อในงานหน้าตาชื่นบาน แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้น ในอกอาจจะกำลังกลัดหนอง เพราะเรื่องที่น้องสาวตัวแสบดันไปโกหกเตี่ยกับแม่ว่าตัวเองท้อง เพื่อจะบังคับให้ทั้งสองท่านอนุญาตให้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก แถมยังมาขอร้องแกมบังคับให้เขาตกกระไดพลอยโจนช่วยเธอเก็บความลับอีกด้วย

   ‘เฮียนี่เหมือนพี่ทัดไม่มีผิด ชอบกดดันนิด หาว่าเป็นลูกอกตัญญู นิดยังไม่เห็นว่าตัวเองอกตัญญูตรงไหน’ คำพูดยังพอทนแต่ท่าทางไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่แคร์นี่มันทำเอาเขาคันมะเหงกขึ้นมาเลย

   ‘นี่ไม่รู้ตัวจริงๆ เรอะ’ เขาย้อน

   ‘ถ้าหมายถึงเรื่องที่นิดอำเตี่ยกับแม่ เอาน่าเฮีย เรื่องมันจำเป็น ถึงขั้นนี้ก็เลยตามเลย เดี๋ยวจบงานแต่งนิดจะไปสารภาพบาปกับเตี่ยและแม่เอง’

   เขาได้แต่ถอนหายใจ ดูแม่ตัวแสบเลือกใช้คำ ‘อำเตี่ยกับแม่’ สงสารอาแปะกับอาอึ้มจริงๆ หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ลูกสาวแต่งงานด้วยเหตุผลท้องก่อนแต่ง คงไม่มีพ่อแม่คนไหนภาคภูมิใจยินดีได้เต็มที่หรอก ถ้าหลังงานแต่งแล้วชนิสราไม่ยอมสารภาพ เขานี่ล่ะ จะเป็นคนเปิดเผยความจริงเสียเอง

   ทั้งความเป็นญาติและความที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก ชนิสราเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของเขา การแต่งงานแบบสายฟ้าแลบแบบนี้ทำให้เขาเป็นห่วงเธอไม่น้อย เวลาเพียงเดือนกว่าๆ ที่ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน เขาเชื่อว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งคู่รู้จักเนื้อแท้ของกันและกันหรอก และเมฆหมอกก็เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ชีวิตคู่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ เมื่อชนิสราเดินเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ กระซิบกับเขา

   “เฮียเห็นแม่นั่นหรือยัง”

   “แม่ไหน” ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ

   “ก็แม่หุ้นส่วนพี่ทัดน่ะซี” เธอว่าเสียงสูง “ใจกล้ามาก กล้ามาเสนอหน้างานแต่งฉัน ท้าทายกันนะเนี่ย” น้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ลมใส่แร้งแถวๆ นี้

   “นี่เรายังไม่เลิกระแวงอีกเหรอ” พี่ชายถามเสียงระอา

    “นิดไม่ได้ระแวงนะ เฮีย ดูสิ เพื่อนที่ไหนจะคุยอี๋อ๋อกันแบบนั้น” เธอผงกหน้าไปทางเจ้าบ่าวที่กำลังหัวเราะร่าพูดคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง วาริทมองตามสายตาเจ้าสาวไปยังคู่สนทนาที่กำลังคุยกันอย่างออกรส “มายืดออดอ้อนเจ้าบ่าวคนอื่นในงานแต่งของเขาแท้ๆ หน้าไม่อายจริงๆ”

   “ฉันก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ” นอกจากหุ้นส่วนบริษัทของนายทัศนัยที่ชื่อง่ำหรือง่ามเนี่ย หน้าตาคุ้นชะมัด

   “เฮียรู้ไหมพี่ทัดสารภาพกับนิดนะว่าแม่นั่นตามพี่ทัดไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน ก็คงไม่พ้นเป็นคู่ขากันมาก่อน พี่ทัดน่ะซื่อจะตาย แถมยังใจดีกับใครๆ ไปทั่ว ตามมารยาผู้หญิงอย่างแม่นั่นไม่ทันหรอก”

   “นิด ช่วงนี้ดูละครบ้างไหม” พี่ชายถามเสียงเรียบ

   เจ้าสาวหันมามอง คิ้วขมวด “เฮีย นี่มันใช่เวลาถามเรื่องละครไหม ไม่มีเวลาดูเรื่องไหนทั้งนั้นแหละ”

   “แหม ก็เห็นทำตัวเหมือนนางร้ายในละครเด๊ะ” ชายหนุ่มเปรยเบาๆ เพ่งมองหญิงสาวในชุดราตรีสีน้ำเงิน พยายามนึกให้ออกว่าเคยเจอที่ไหน ถ้าได้เห็นหน้าชัดๆ เขาต้องจำได้แน่

   พอดีแม่เจ้าสาวเข้ามาดึงตัวนางร้ายมือใหม่ไปไหว้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ชายหนุ่มจึงถือโอกาสเดินเฉียดเข้าไปใกล้เพื่อมองให้ชัดว่าเธอคนนั้นเป็นใคร อาจจะเป็นสาวสวยในบัญชีของเขาสักคนหนึ่งจึงได้ดูคุ้นตานัก ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ง่ายเลย เขาจะคุยกับเธอตรงๆ ว่าน้องสาวของเขาไม่ปลื้ม จะได้หาทางปรับความเข้าใจกัน หรือถ้าเธอเป็นอย่างที่ชนิสราพูด ก็จะได้คุยกันให้ชัดว่าทำอย่างไรเธอจึงจะเลิกวอแวทัศนัย

   ยิ่งเดินเข้าใกล้ วาริทยิ่งรู้สึกหัวใจตัวเองเต้นเร็วขึ้น ‘จะตื่นเต้นทำไมวะเนี่ย’ เขาบ่นตัวเองในใจ จะว่าเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์ก็ไม่น่าใช่ เขาเพิ่งดื่มไปแค่สองแก้ว โดยปกติปริมาณแอลกอฮอล์ระดับนี้ไม่ทำให้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ ชุดกระโปรงสายเดี่ยวสีน้ำเงินยาวถึงเข่าขับผิวขาวของเธอให้สว่างสวย ผมเกล้าเป็นมวย มีปรอยผมห้อยระย้าทำให้คอระหงนั้นดูเซ็กซี่เหลือเกิน พอเขาเดินใกล้ เธอก็ผละจากเจ้าบ่าว เดินเลยออกไปทางประตูห้อง

   ‘แน่ะ จะหนีไปไหน แม่กวางน้อย’ เขานึกสนุก จินตนาการตัวเองเป็นเสือร้าย รอจังหวะกระโจนขย้ำกวางสาว

   ผู้คนในสังคมให้ฉายาเขาว่าเป็นคาสโนว่าอันดับต้นของเมืองไทย แต่เขาไม่เคยยอมรับ เขาน่ะหรือนักรัก มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่มีคนไหนเลยที่เขากล้าพูดได้เต็มปากว่า...รัก อีกอย่าง เขาก็ไม่เคยคบผู้หญิงหลายๆ คนพร้อมกัน ถึงจะไม่ได้รัก แต่อย่างน้อยเขาก็ให้เกียรติผู้หญิงที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย

   เสียงพิธีกรประกาศเชิญบ่าวสาวขึ้นเวที ไฟในห้องดับลง เสียงดนตรีบรรเลง แสงไฟฟอลโลว์สว่างจับเฉพาะที่คู่บ่าวสาวขณะเยื้องกรายเคียงคู่กันเข้ามาจากประตู

   ‘เอาไฟมาส่องตามอย่างกับหากบ’ เขานึกถึงคำวิพากษ์ของชนิสราอีก ดูเหมือนแม่ตัวดีจะขัดใจพิธีการทั่วไปของงานแต่งไปเสียหมด แล้วดูสิ ตอนนี้คุณเธอกลับยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เดินเคียงคู่เจ้าบ่าวสุดหล่อของเธอเป็นกบให้ไฟส่องตามอย่างปีติยินดี

   ชนิสรายอมทุ่มขนาดนี้ เขาก็ไม่อยากให้ชีวิตรักของน้องสาวต้องสะดุดเพราะมือที่สาม พยายามกวาดสายตาหาสาวในชุดน้ำเงิน แต่เธอหายไปในความมืดของห้องเสียแล้ว ทันทีที่ไฟในห้องกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง เขาก็เริ่มภารกิจตามล่าแม่สาวปริศนาคนนั้นอีกครั้ง กวาดตามองไปรอบๆ ดูเหมือนเธอไม่ได้อยู่ในหมู่แขกเหรื่อ ชักจะทำตัวลึกลับเกินไปแล้ว เขาโทษเธอที่ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายแปลกๆ แบบนี้

   นั่นอย่างไร! เธอกำลังจะเดินออกไปจากห้อง ใช่เธอแน่ๆ วาริทรีบก้าวยาวๆ ตามไปทันที แต่ที่นอกห้อง เธอหายตัวไปอีกครั้ง

   “เฮียเมฆ มองหาใครคะ” เพื่อนสาวคนหนึ่งของชนิสราที่เขารู้จักดีทักขึ้น

   “เออ...ก้อยเห็นผู้หญิงชุดสีน้ำเงินที่เพิ่งเดินออกมาจากงานไหม”

   “อ๋อ ผู้หญิงสวยๆ ผมเกล้าเหรอคะ เห็นเดินไปทางห้องน้ำน่ะค่ะ” วาริทพยักหน้ารับ ยิ้มหวานให้กับรอยยิ้มล้อเลียนของสาวน้อยที่คงคิดว่าเขาวิ่งไล่ตามสาวสวยทุกคน

   ชายหนุ่มเดินไปยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้องน้ำหญิง สักพักก็ได้ยินเสียงอาเจียนโอ้กอ้ากมาจากในห้องน้ำ เขายิ่งหวั่นใจแทนชนิสราหนักขึ้น หรือว่า...ผู้หญิงคนนี้จะท้องกับทัศนัย ถ้าเป็นอย่างนั้น ยัยหนูนิดของเขาก็เจอปัญหาใหญ่เสียแล้ว

   ไม่นานหญิงสาวปริศนาก็เดินคุยโทรศัพท์มือถือออกมาจากห้องน้ำ วาริทแกล้งหันไปมองทางอื่นเพราะกลัวโดนหาว่าเป็นโรคจิตมายืนด้อมๆ มองๆ มีพิรุธหน้าห้องน้ำหญิง ไม่ได้ตั้งใจจะสอดเลย หูเขามันดี ได้ยินเอง เสียงหวานตอบคนในโทรศัพท์ไปว่า

   “ไม่มีทาง หนูไม่ยอมเสียเขาไปหรอกค่ะ เขาจะต้องอยู่กับหนูเท่านั้น แค่นี้ก่อนนะคะ”

   นั่นปะไร สุภาษิตว่าไว้ไม่มีผิด เสียทองเท่าหัว ไม่มีใครยอมเสียผัวให้คนอื่น น้ำเสียงเคร่งเครียดอย่างนี้ ชนิสราคงได้ฝึกบทนางร้ายสมใจ เขาเดินตามเธอไป นึกว่าเธอจะกลับเข้างาน แต่เธอกลับเดินเลี้ยวไปทางลิฟต์โดยสาร

   งามรวียกมือขึ้นลูบหน้า ความรู้สึกวิงเวียนเริ่มก่อตัวขึ้นจนเดินแทบไม่ตรง ต้องเกาะผนังพยุงตัวเองเดินไปตามทางจนถึงหน้าลิฟต์ หญิงสาวปลอบตัวเองให้แข็งใจอีกนิด บ้านอยู่ไม่ไกล ขับรถแป๊บเดียวก็ถึง เธอกดลิฟต์ย้ำๆ รู้สึกขัดใจที่มันช่างเดินทางช้าเหมือนแกล้ง ห้องจัดเลี้ยงอยู่บนชั้นสิบเธอต้องลงไปที่ชั้นสองเพื่อออกทางเชื่อมไปที่จอดรถของโรงแรม

   ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวรีบผลุบเข้าไปและกดปิดทันที แต่ประตูก็ถูกกั้นให้เปิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนชายหนุ่มร่างสูงจะเดินตามเข้ามา งามรวีไม่อยากสนใจใครทั้งสิ้นกดปิดอีกครั้งและกดชั้นสองเป้าหมายของเธอ ก่อนจะถอยไปยืนหลบมุมผนัง หลับตาลงช้าๆ ไม่ได้สนใจผู้ร่วมทาง

   ลิฟต์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงไปช้าๆ กระตุกอย่างแรงจนร่างเธอเซไปชนชายหนุ่มร่วมลิฟต์ ท่อนแขนแข็งแรงโอบเธอไว้มั่น หญิงสาวหวีดร้องเบาๆ อย่างตกใจ เมื่อไฟเพดานดับลง ต่อเมื่อรู้ตัวว่ามืออุ่นจัดกอดกระชับเธออยู่จึงรีบดันตัวหนี

   “นี่คุณ ปล่อยนะ มากอดฉันทำไม” เธอส่งสายตาพิฆาตไปให้ใบหน้าในเงามืด

   “ผมก็ไม่ได้อยากกอด คุณเองต่างหากที่โผเข้ามาหาผม” เขาโต้กลับ เธอถอยออกห่างจากคนแปลกหน้าที่ฉวยโอกาสแล้วยังมากล่าวหาว่าเธอหน้าด้านโผไปหาเขาเอง บ้าชะมัด

   “สวัสดีค่ะ แผนกรักษาความปลอดภัยนะคะ มีใครติดอยู่ในลิฟต์หรือเปล่าคะ” เสียงดังออกมาจากลำโพงเล็กๆ เหนือแป้นตัวเลขชั้นเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

   “มี” สองเสียงตอบรับขึ้นพร้อมกัน

   “มีทั้งหมดกี่ท่านคะ”

   “สอง” หนุ่มสาวร้องรับขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง

   “ไม่ต้องตกใจนะคะ เกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องเล็กน้อย เรากำลังส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”

   ไม่นานตัวลิฟต์ก็เหมือนค่อยๆ เคลื่อนที่ลง งามรวีอึดอัดเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองเธออยู่ในความมืด หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอก ขยับคอเสื้อให้ขึ้นสูง นึกอยากได้เสื้อสักตัวมาปิดบังนวลเนื้อให้พ้นจากสายตาชายไร้มารยาทผู้นี้ เมื่อทนอึดอัดไม่ไหว เธอจึงจ้องกลับ ถือคติว่าพวกโรคจิตยิ่งทำท่ากลัว จะยิ่งได้ใจ

   ใบหน้าในเงามืดมีเค้าคมคาย สายตาที่ยังคงจับจ้องมาที่เธอทำเอาขนลุก อาการเวียนศีรษะและผะอืดผะอมกำเริบขึ้นอีก ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นด้วย ลิฟต์กระตุกอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนผู้โดยสารสาวเซถลากลับไปอยู่ในอ้อมอกคนโรคจิตอีกจนได้ เธอพยายามยันกายหนีแต่เรี่ยวแรงไม่มีเหลือเสียแล้ว

   “ปล่อย...ฉัน...” เสียงเธอแผ่วเบาก่อนจะเงียบหาย

   ชายหนุ่มเขย่าตัวเรียก “เธอ เธอ” แต่เธอไม่ตอบ แม้จะมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองพอควร แต่มันออกจะแปลกไปสักหน่อยที่เธอจะวิ่งมาซุกอกเขานิ่งเงียบแบบนี้ ต่อเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก แสงจากภายนอกจึงทำให้วาริทเห็นว่า หญิงสาวในอ้อมกอดหมดสติไปเสียแล้ว

   “เธอกลับมาซบอกฉันเองนะ งามรวี”


โปรดติดตามตอนต่อไป

บทนี้เคยเป็นบทแรกและบทเดียวของพล็อตเก่าเรื่องนี้ เอามาปัดฝุ่นตกแต่งใหม่
มีหลุดๆ ไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้แฮะ  ::)
ครึ่งเดือนสี่บท ถ้ายังเก็บสถิตินี้ต่อไปได้ก็มีหวังจบล่ะคร้าบบบ  ;D ;D ;D

94
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๓
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2014, 12:34:35 PM »
บทที่ ๓

   ทันทีที่เคลื่อนรถออกจากอพาร์ตเม้นต์ที่ไปส่งงามรวี ทัศนัยก็รีบโทรศัพท์หาเจ้าของสายที่ไม่ได้รับกว่าสิบสายในโทรศัพท์ของเขา อันที่จริงเขาได้คุยกับชนิสราแล้วตอนที่เธอโทรเข้ามาครั้งแรกเมื่อช่วงบ่าย บอกไปแล้วด้วยว่ากำลังประชุมสำคัญอยู่กับลูกค้า แต่เธอก็ยังกระหน่ำโทรมาอีกหลายสาย ซึ่งเขาคาดว่าคงจะโทรมานัดทานข้าวเพราะส่งข้อความตบท้ายมาว่า ‘มาหานิดที่ร้านประจำของเรานะคะ วันนี้หนึ่งทุ่มค่ะ’

   นี่ก็ใกล้เวลานัดเต็มที เขาจึงอยากโทรบอกเธอว่าอาจจะไปถึงช้า เสียงเพลงรอสายดังอยู่นานจนโอนเข้าฝากข้อความ ทัศนัยกดปิดและเร่งความเร็วรถขึ้น

   ชายหนุ่มอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ รู้สึกกระปรี้ประเปร่าทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้มซุกซนน่ารักของชนิสรา ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาตกหลุมรักสาวเปรี้ยวอย่างนี้ ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองชอบผู้หญิงเรียบๆ เย็นๆ มากกว่า อาจจะเรียกว่าเป็นบุพเพสันนิวาสก็คงไม่ผิดใครบางคนคงขีดเส้นทางของเขาและเธอไว้แล้วให้มาพบกัน และถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็น เหมือนที่เขาว่า...จำกันได้

   ชนิสราเป็นฟรีแลนซ์รับจัดงานแต่งงาน เขาเคยถามเธอว่าทำไมถึงเลือกทำอาชีพนี้ เธอว่า ‘งานแต่งงานมีแต่เรื่องให้รื่นเริงยินดี นิดชอบบรรยากาศงานแต่งค่ะ’ เธอเป็นแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่คบกันมา เขาไม่เคยเห็นเธอเคยมีเรื่องโกรธขึ้งอะไรหรือใครทั้งนั้น อะไรที่จะมาขัดใจเธอ เธอก็แค่ ‘เชิดใส่’ ไม่สนใจไปเลย ทุกครั้งที่เขาอยู่กับเธอจึงมีแต่เรื่องราวสนุกสนานเฮฮา

   เขายังจำวันแรกที่พบเธอได้ งานเปิดอาคารวงจันทร์ตะวันวาดอย่างเป็นทางการ อาคารนี้เป็นตึกแฝดที่สร้างเป็นโรงแรมระดับห้าดาวตึกหนึ่ง อีกตึกเป็นพื้นที่สำนักงานที่หรูหราทันสมัย ตระกูลเตือนตะวันและพันธมิตรชาวสิงคโปร์ร่วมหุ้นกันสร้างขึ้น บริษัทของเขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการโครงการ เริ่มตั้งแต่วางคอนเซ็ป ออกแบบ วางและตรวจระบบ ตลอดจนตกแต่งให้พร้อมใช้งาน

   ในงานเปิดตัวมีแขกวีไอพี คนเด่นคนดังในวงสังคมมาร่วมงานมากหน้าหลายตา ตัวเขาเองนั้นไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษเลย นอกจาก ‘พยัคฆ์ เตือนตะวัน’ ลูกชายคนโตของตระกูลเตือนตะวัน เขารู้จักพยัคฆ์ตั้งแต่ตอนที่อยู่เมืองนอก และความรู้จักคุ้นเคยกันนี่เองที่มีส่วนทำให้เขาได้รับงานผู้จัดการโครงการใหญ่ระดับนี้ และก็เป็นโครงการที่สร้างชื่อให้นูโวดีไซน์ได้อย่างที่หวังและตั้งใจ

   ภาพของชนิสราในวันแรกที่เขาพบเธอเปรี้ยวจัดจี๊ดเข้าไปในทรวง เธอสวมชุดเกาะอกต่อกางเกงห้าส่วนรัดรูปสีดำ เนื้อผ้าเงาวับขับผิวขาวนวลให้กระจ่างสว่างเป็นเดือนในหมู่ดาว เขาแน่ใจว่าตนเองไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่ชื่นชอบผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยเป็นพิเศษ แต่ชนิสราวันนั้นตรึงตาจนเขาต้องมองตามเธอไปทุกที่ ใบหน้าจิ้มลิ้มแต่งจัด มาสคาร่าเข้มทำให้ดวงตาเรียวอย่างสาวหมวยดูโตขึ้น ปากบางเคลือบลิปสติกสีแดงคอยขยับสั่งงานคนนั้นทีคนนี้ที กำไรแฟชั่นสี่ห้าอันที่เธอสวมกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลาที่เธอเดินปราดไปทั่วงาน คอยตรวจและกำกับงานในจุดต่างๆ

   ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเธอเป็นภรรยาสาวของพยัคฆ์ ที่พ่อเจ้าประคุณพาเข้าบ้านโดยไม่ปรึกษามารดาจนตกเป็นข่าวคุณแม่ไม่ปลื้มดังไปทั่ววงสังคม ยังรู้สึกละอายใจนิดๆ ที่แอบมองเมียชาวบ้านอยู่ได้ ทันทีที่พยัคฆ์พาเดินเข้ามาแนะนำ เขาก็รีบยกมือไหว้เธอทันที เพราะพยัคฆ์ถือเป็นรุ่นพี่ที่เขานับถือ

    ‘อุ้ย!’ เธอร้องรีบยกมือไหว้ตอบ ‘ไม่ต้องไหว้นิดหรอกค่ะ นิดไม่น่าจะอายุมากกว่าคุณนะคะ’ เธอหลิ่วตาให้อย่างเชิงล้อเชิงพ้อ

    ‘ไม่เป็นไรหรอกครับ ภรรยาพี่ก็ถือว่าเป็นพี่ด้วยเหมือนกัน’ เขาจำได้ว่าตอบไปอย่างนั้น แถมยังส่งสายตาแซวรุ่นพี่ไปด้วย ยังผลให้ทั้งคู่หัวเราะเสียงดัง จนเขาหน้าเหลอเพราะยังไม่รู้ตัวว่าปล่อยไก่ไปตัวโต

    ‘เห็นไหมล่ะนิด ใครๆ ก็เห็นว่าเราเหมาะกัน’ หนุ่มใหญ่โอบเอวสาวสวย เอ่ยล้อเลียนเสียงหวาน

   เธอผลักอกเขาเบาๆ ‘อย่ามาทำปากดีเลยพี่ยักษ์ เดี๋ยวหวานใจตัวจริงจะมาแหวะอกนิดน่ะสิ’ หันมาอธิบายคนเข้าใจผิด ‘นิดเป็นออร์กาไนเซอร์งานนี้ค่ะ ไม่อาจเอื้อมตำแหน่งสะใภ้เตือนตะวันหรอกค่ะ’

   ทัศนัยยังจำความรู้สึกนั้นได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน มันเป็นความรู้สึกประสมกันระหว่างความอายกับความโล่งอก ชนิ สราบอกเขาว่าใบหน้าเขาตอนนั้นเองที่ทำให้เธอหลงรักเขา ‘หน้าพี่ทัดเหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วนึกหาคำแก้ตัวไม่ออก มันทั้งตลกทั้งน่ารักเลยค่ะ’

   ก่อนกลับออกจากงานวันนั้น เขาทำใจกล้าเดินเข้าไปคุยกับเธออีกครั้ง ด้วยไม่คุ้นกับการจีบสาว เขาปล่อยมุกเปิ่นๆ ออกไปอีกหลายกระบุง ถึงจะได้เบอร์โทรศัพท์เธอกลับมาสมใจ แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะโทรไปเริ่มต้นคุยอย่างไร จนกระทั่งเธอต้องเป็นฝ่ายโทรหาเขาเอง ประโยคแรกที่เธอพูดคือ ‘ตกลงคุณเป็นนักสะสมเบอร์โทรสาวๆ เหรอคะ’

   เขาอึ้ง ทั้งตกใจที่เธอโทรหา และงงกับประโยคทักทาย น้ำเสียงเธอออกจะห้วนนิดๆ เมื่อบอกต่อมาว่า ‘งั้นช่วยลบเบอร์ฉันออกไปด้วย ฉันไม่ใช่ของสะสม แค่นี่นะ’ เขาต้องรีบรนรานรั้งเธอไว้ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและความสัมพันธ์จริงจังต่อมา

   แม้ชนิสราจะดูแตกต่างจากเขามาก เขาค่อนข้างระวังความคิดและสงวนคำพูดจนใครๆ ชอบว่าทำหน้าขรึมเคร่งตลอดเวลา เธอคิดเร็ว พูดเร็ว ทำอะไรเร็วไปหมด จนบางครั้งเขาเองยังตามไม่ทัน แต่การได้อยู่ใกล้เธอทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เติมพลังชีวิต ในทุกวันที่หน้าที่การงานทำให้เคร่งเครียด มีแต่ปัญหาให้ปวดหัวตลอดเวลา การได้ใช้เวลาร่วมกับเธอทำให้เขาผ่อนคลายและชุ่มชื่นหัวใจ

   บางสิ่งในชีวิตของเราที่ขาดหายไป เราอาจไม่เคยรู้ว่าขาด จนกว่าจะได้พบมัน เหมือนที่เขาได้พบ ‘น้องนิด’ ของเขา

   หนึ่งทุ่มครึ่งไปแล้วเมื่อทัศนัยเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถหน้าร้านอาหารที่เป็นสถานที่นัดหมาย น่าแปลกที่ชนิสราไม่ได้โทรตามอีกเลย นี่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ปกติเธอจะโทรตามเสมอถ้าเขามาสาย ทัศนัยกดโทรศัพท์หาขณะที่ก้าวเดินเข้าประตูร้าน ไม่มีเสียงตอบรับ แต่ที่โต๊ะด้านในสุดของร้านมีมือหนึ่งโบกไหวๆ เรียกความสนใจเขาอยู่ ชายหนุ่มยิ้ม กดวางสายโทรศัพท์และเดินตรงไปหาหวานใจ

   เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาจึงเพิ่งเห็น ชนิสราไม่ได้มาคนเดียว…

    “สวัสดีครับ คุณลุง คุณป้า” ทัศนัยยกมือไหว้ทักทายเจ้าสัวสมพงษ์และคุณวรรณี พ่อและแม่ของชนิสรา เขาเคยพบท่านทั้งสองมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อชนิสราพาไปแนะนำตัวที่บ้านของเธอ แต่วันนี้ดูทั้งสองผู้ใหญ่ออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกันที่พบเขาที่นี่ ท่าทางชนิสราจะหาเรื่อง ‘เซอร์ไพรส์’ ทุกคนอีกแล้ว

   “พี่ทัดสั่งอาหารก่อนนะคะ” ชนิสราว่าพลางส่งสัญญาณเรียกพนักงานเสิร์ฟให้นำเมนูอาหารมาให้

   ชายหนุ่มรับเมนูมา แต่บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่เต็มแล้ว เขาไม่คิดว่าควรจะสั่งเพิ่มอีก จึงสั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น ทั้งเจ้าสัวสมพงษ์และคุณวรรณีแม้จะดูงงๆ เมื่อแรก แต่ก็ยิ้มแย้มเชื้อเชิญให้เขาสั่งอาหารเพิ่ม ไม่ต้องเกรงใจ ทั้งคู่ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี หรืออาจจะใจดีเฉพาะกับลูกสาวคนโปรดเท่านั้นเสียก็ไม่รู้ เขาพอจะคาดเดาได้ว่าชนิสราได้รับการประคบประหงมอย่างไรมาตั้งแต่เกิด สำหรับครอบครัวเศรษฐีแบบนี้ ชนิสราไม่ใช่เพียงไข่ในหิน แต่เธอเป็นไข่ในเพชรต่างหาก

   มื้ออาหารไม่ได้น่าอึดอัด เพียงแต่อะไรบางอย่างทำให้ทัศนัยรู้สึกแปลกๆ มันไม่น่าจะแค่การมาทานข้าวร่วมกันเท่านั้น เขาแค่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ชนิสราสดใสร่าเริงตามปกติของเธอ เจ้าสัวและคุณวรรณีอารมณ์ดีหัวเราะไปกับทุกเรื่องเล่าของลูกสาวคนดี บรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวดำเนินต่อไปอย่างแสนสุขจนกระทั่งถึงเวลาของหวาน

    “เอาล่ะค่ะ ที่นิดชวนเตี่ยกับแม่มาพบพี่ทัดเพราะมีเรื่องจะประกาศค่ะ” ชนิสราเริ่มเรื่อง ทุกคนในที่นั้นมองเธออย่างสนใจใคร่รู้ “นิดกับพี่ทัด...เราจะแต่งงานกันค่ะ”

    “หา!!”
    “เฮ้ย!!”

   ทั้งว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขยอุทานขึ้นพร้อมกัน ส่วนว่าที่แม่ยายหาตัวช่วยล้วงมือควักยาดมออกมาจากกระเป๋าถือ ทั้งหมดพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ มีเพียงชนิสราที่นั่งยิ้มแป้นมองทุกคน

   ทัศนัยตั้งสติได้ก่อนใคร “นิดครับ รู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา”

   “ทราบดีค่ะ พี่ทัดไม่อยากแต่งงานกับนิดเหรอคะ” เธอถามเอียงคอมองเขา

   “ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่า...”

   “พี่ทัดไม่รักนิดใช่ไหมคะ” น้ำเสียงงอน ตาปรอย เจอไม้นี้เข้าไป เขาก็ไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว

   “ลูกนิด เรื่องนี้เรากลับไปคุยกันที่บ้านก่อนดีไหมลูก” คุณวรรณีพูดปลอบเสียงอ่อน

   “คุยเรื่องสินสอดเหรอคะ คุยกันตรงนี้เลยก็ได้ค่ะ แต่เตี่ยกับแม่อย่าเรียกแพงนักนะ” เธอเสนอ ไม่ได้เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจเจตนาของคนบอกก็ไม่รู้

   “อานิด เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่นา” เจ้าสัวปราม “ชีวิตทั้งชีวิตนาลูกเอ๊ย เตี่ยว่า...”

   “ก็เพราะมันเป็นทั้งชีวิตยังไงล่ะคะ นิดถึงตัดสินใจแล้วว่านิดอยากอยู่กับพี่ทัด” น้ำเสียงจริงจังไม่เหมือนชนิสราเลยจริงๆ

   “ไม่ได้ เตี่ยไม่ยอม” เจ้าสัวเริ่มเสียงแข็งขึ้นบ้าง

   “ทำไมคะ เตี่ยไม่อยากให้นิดมีความสุข อยู่กับคนที่นิดรักหรือไงคะ” ลูกสาวไม่ลดราวาศอกเช่นกัน

   “ลูกนิด ไม่เอานะลูก เรื่องแบบนี้มันรีบๆ เร่งๆ ไม่ได้” คุณวรรณีพยายามเกลี่ยกล่อม

   ชนิสราหน้าบึ้ง มองไปทางแฟนหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “นิดท้องค่ะ”

   “ไอหยา!!”
   “ฮึ้ยยย!!”

   อีกครั้งที่ว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขยอุทานขึ้นพร้อมกัน คราวนี้เสียงดังกว่าเดิม จนหลายคนในร้านหันมามอง ส่วนคุณวรรณีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สูดยาดมดังฟืดฟาดอย่างหมดแรง

   “ถ้าไม่ยอมให้แต่ง นิดก็จะอุ้มท้องโชว์ไปเลย” ชนิสราสำทับ เธอพูดหน้าตาเฉยเหมือนเรื่องท้องก่อนแต่งไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร

   “นิด พูดอะไรออกไปน่ะ” ทัศนัยจับแขนบางแน่น เขารู้สึกหน้าชาโกรธขึ้นมาติดหมัด ยิ่งมองเห็นสายตาขึ้งของเจ้าสัวกับคุณวรรณีเขายิ่งรู้สึกอยากแทรกแผ่นดินหนีความอับอาย “มาคุยกันหน่อย” ว่าพลางดึงแขนสาวเจ้าให้ลุกเดินออกจากโต๊ะไป

   ทัศนัยพาชนิสราออกไปนอกร้าน หามุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวสักหน่อย

   “นิด ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกไป ไม่เป็นห่วงความรู้สึกของเตี่ยกับแม่บ้างหรือไง ท่านอายุมากแล้ว เกิดช็อคหัวใจวายขึ้นมาทำยังไง”

   เธอทำหน้าเบื่อโลก “พี่ทัดไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เตี่ยกับแม่แข็งแรงดี ถ้าไม่ใช้ไม้นี้เตี่ยกับแม่ก็ขวางไม่เลิกหรอก” เธอเปลี่ยนทีท่าเป็นอ้อนออดเหมือนแมวน้อย กอดแขนเขาไว้ “เรารักกันไม่ใช่เหรอคะ นิดรู้ว่าพี่ทัดรักนิด เราแต่งงานกันนะคะ”

   ชายหนุ่มโอบร่างบางไว้ เขาทั้งรักทั้งหวงแหนเธอ “แต่พูดแบบนั้นออกไปมันส่งผลเสียกับตัวนิดเอง พี่รักและให้เกียรตินิดมาตลอด เราไม่เคยมีอะไรเกินเลยกัน พี่ไม่เห็นความจำเป็นที่นิดจะต้องทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียงแบบนี้เลย” ปลอบเสียงอ่อนหวังให้เธอเปลี่ยนใจ

   “ขอบคุณค่ะ” เธอเขย่งขึ้นจุมพิตแก้มเขาเบาๆ “ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่นิดไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงหรืออะไรทั้งนั้น แต่งเสร็จแล้วเราค่อยบอกความจริงพวกท่านก็ได้ นิดแค่อยากให้เราได้อยู่ด้วยกัน เตี่ยกับแม่หวงนิดจะตาย ทำไมนิดจะไม่รู้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ รออีกสิบปีเราก็ไม่ได้แต่งงานกันหรอกค่ะ”

   “แต่พี่รอได้ ดีกว่าทำให้ท่านไม่พอใจไม่ใช่เหรอ” เขายังไม่ละความพยายาม

   เธอโอบแขนกอดเขาไว้ ซบใบหน้าลงบนอกผึ่งผาย ปลายนิ้วซุกซนไล้แผ่วเบาไปตามลำแขนล่ำที่ประคองกอดเธอไว้ “แน่ใจเหรอคะว่ารอได้” เงยหน้ามองชายคนรัก

   ทัศนัยต้องพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมตัวเอง ใบหน้าสวยลอยเด่นอยู่ใกล้ๆ เพียงขยับลงไปนิดเดียวเขาก็คงจะได้ลิ้มรสหวานจากเรียวปากนุ่มที่เคยแลกสัมผัสอ่อนอุ่นกัน เขาก็เพียงผู้ชายธรรมดาที่มีความต้องการตามสัญชาตญาณ แต่เขาไม่อยากให้เรื่องระหว่างเขาและเธอเกินเลย หากตัวเธอเองยังไม่แน่ใจว่าต้องการมันจริงๆ หรือไม่

   “นิดแน่ใจแล้วหรือ” เขาถามเสียงแผ่ว

   “ไม่เคยแน่ใจเท่านี้มาก่อนเลยค่ะ” เธอตอบฉะฉานเหมือนเคย โปรยยิ้มยั่วเย้าจนเขาแทบไม่อยากห้ามตัวเองอีกต่อไป แต่ไม่ใช่ที่นี่ ในเวลาที่พ่อแม่ของเธอยังรออยู่ในร้าน

   ชายหนุ่มคลายอ้อมกอด คุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสาว “ขอให้พี่มีเรื่องเล่าบ้างนะ เวลาที่ลูกๆ ของเราถามว่าพ่อขอแม่แต่งงานยังไง” เขาถอดแหวนที่สวมติดนิ้วออก เอ่ยเสียงอ่อนโยน “แหวนของแม่ให้พี่มาตั้งนานแล้ว ขอเป็นแหวนหมั้นคนที่พี่รักที่สุดไว้ก่อน “สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ จุมพิตหลังมือน้อยอย่างแสนรัก “แต่งงานกับพี่นะคนดี”

   ชนิสรารู้สึกว่าสายตาเธอพร่ามัว ต่อเมื่อกะพริบตาเท่านั้นเอง น้ำตาแห่งความยินดีก็ล้นเอ่อลงข้างแก้ม ตอบเสียงเครือ “ค่ะพี่ทัด”

   ทันทีที่เขาลุกขึ้น เธอก็โผเข้ากอดเขาไว้แน่น ทั้งชีวิตต่อไปนี้ เธอจะเป็นของเขา และเขาจะเป็นของเธอคนเดียว ชนิสราสัญญากับตัวเอง
 


โปรดติดตามตอนต่อไป


เสร็จไปหนึ่งคู่ อิอิ อาทิตย์นี้ช้าไปหนึ่งบท ต้องพยายามเร่งเครื่องหน่อยแล้ว ฮุยเลฮุย ฮุยเลฮุย  :o ::) :-*

95
บทที่ ๒

เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต

   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงสาดฉานไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

   ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

   เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปในฉับพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

   สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มแบบนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

   หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา

   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

   นางส่ายหน้า

   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

   นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

   นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว

   “ถ้าข้าไม่เคยได้ยินเสียงเจ้าร้อง ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นใบ้”

   “เราไม่ได้เป็นใบ้!” นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก

   “นั่นนะสินะ เสียงเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”

   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว

   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”

   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ

   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก

   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า

   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า

   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย

   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”

   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก

   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ

   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน

   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”

   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

   ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”

   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

   ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง

   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”

   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ

   “ราชอาชา…”

   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว

   การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”

   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม

   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่เหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม

   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า

   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง

   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 

   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่

   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด

   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

   บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด

   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”

   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ

   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”

   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่าใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่

   แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

   การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

   นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป

   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่

   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

:-* รอบที่แล้วลงถึงบทที่ ๒ ดูสิคราวนี้จะลงได้ถึงบทไหน  ::)

96
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2014, 09:55:49 PM »
บทที่ ๒

   ถนนสายหลักของเมืองหลวงมียวดยานขวักไขว่ทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนเมืองหลายคนจึงหนีรถติดออกไปซื้อที่พักอาศัยแถบชานเมืองแทน ‘ทัศนัย’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

หากฝนหลงฤดูไม่เทลงมาอย่างหนักตั้งแต่ออกจากออฟฟิศลูกค้าที่เขาและหุ้นส่วนเพิ่งไปคุยงานกันมา ป่านนี้เขาคงขึ้นทางด่วนกลับถึงบ้าน นอนพักผ่อนสบายกายาไปแล้ว แต่เขาไม่โทษตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้ามาออกกำลังกายเท้าเหยียบคันเร่งและเบรกอยู่บนถนนในเมืองหรอก ถึงแม้ว่าแม่เจ้าประคุณจะชิงนอนคอพับหลับสบายใจไปแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนออกจากออฟฟิศยังส่งเสียงบ่นแจ๋วๆ อยู่เลย

‘งามรวี’ เพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ญาติแต่ความผูกพันก็เทียบระดับนั้น ยิ่งมาร่วมลงขันกันเปิดบริษัทออกแบบและตกแต่งภายใน ยิ่งทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ในขณะที่เขาเรียนจบมัณฑนศิลป์มาโดยตรง งามรวีเรียนจบเศรษฐศาสตร์แต่มีใจรักในเรื่องการตกแต่งจึงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมฝึกฝนด้วยตัวเองจนมีความชำนาญพอตัว ปกติหน้าที่ออกไปพบลูกค้าตั้งแต่คุยคอนเซ็ปไปจนถึงการนำเสนอแบบ ตลอดจนทวงเงินค่างวด เขาจะยกให้งามรวีเป็นคนจัดการทั้งหมด เป็นแม่ทัพหญิงที่ออกไปลุยกับลูกค้า ซึ่งเธอก็ดูแลได้ดีเสมอ แต่สำหรับลูกค้ารายนี้ เธอถึงกับออกปากขอความช่วยเหลือ

‘นายช่วยแบกหน้าหล่อๆ ไปรับคำด่าของคุณลูกค้าหน่อยเถอะ’

‘พูดแบบนี้ ตกลงว่าหน้าฉันหล่อหรือเหมือนกระโถนกันแน่’

เธอหัวเราะ ‘แหม ฉันหมายความว่าถ้าได้เห็นหน้าหล่อๆ ของคนออกแบบ ระดับฮอร์โมนในร่างกายเจ้แกอาจจะกลับสู่ระดับปกติ เลิกวีนเลิกเหวี่ยงใส่ฉันสักที’

งามรวีบ่นเรื่องการเปลี่ยนแบบของลูกค้าคนนี้ทุกครั้งที่เธอกลับจากประชุม เขาก็เหนื่อยใจอยู่เหมือนกัน เพราะกลับจากการนำเสนอแบบทีไร ทีมงานออกแบบของเขาต้องรื้องานแก้ไขยุบยับไปเกือบทุกจุด จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า ‘เจ้เย็นจิตคุณนายตู้เพชร’ ลูกค้าของงามรวีคนนี้น่าจะมานั่งออกแบบเองแทนการเปิดร้านเพชรจะง่ายกว่า ปกติแค่งานออกแบบตกแต่งโชว์รูมเล็กๆ ในห้างสรรพสินค้าแบบนี้ เขาใช้เวลาไม่กี่เดือนก็ปิดจ็อบได้แล้ว แต่นี่คุยกันมาเกือบปี คุณเย็นจิตยังเย็นใจเหมือนการเปิดร้านเพชรเป็นงานอดิเรกเสียอย่างนั้น

‘ค่อยๆ ทำไปนะคะทัด คุณพี่เค้าไม่รีบค่า’ งามรวีมักจะทำเสียงอ่อนเสียงหวานจีบปากจีบคอบอกเขา เวลาที่เขาเอะอะเรื่องแก้งาน วันนี้เขาได้เห็นแล้วว่าเธอเลียนได้เหมือนต้นแบบจริงๆ

หลังจากคุณนายเย็นจิตสั่งงานให้แก้นู่น ปรับนี่ เปลี่ยนนั่น จนคนรับคำสั่งมึน คุณเย็นจิตก็ตบท้ายว่า

‘แบบของคุณน้องมันไม่ใกล้ใจพี่เลยน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไร พี่ไม่รีบค่ะ สาขาที่ดูแลอยู่ตอนนี้ก็ล้นมือแล้ว ร้านนี้ก็ค่อยๆ ทำไปนะคะคุณน้อง’ ก่อนจะยกกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเรือนหมื่นคล้องแขนเดินนวยนาดจากไป

ที่หวังว่าแบบที่นำมาเสนอครั้งนี้น่าจะลงตัวที่สุดแล้ว เพราะแก้มาเป็นสิบเที่ยว เลยต้องผิดหวังพับเก็บกลับบ้านไปพร้อมคำติอีกกองโต งามรวีก็โกรธจนหน้าย่นเป็นกระดาษยับเลยทีเดียว

‘บ้าจริง! รู้อย่างนี้ไม่รับงานนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เสียเวลาชะมัด ฉันว่าเราแก้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายพอ ถ้ารอบหน้ายังจะหาเรื่องเปลี่ยนอะไรอีก ก็ให้ไป ‘เจ้ไม่รีบ’ กับคนอื่นเถอะ’ เธอระบายความอึดอัดทันทีที่ขึ้นรถ เขาเลยต้องเป็นฝ่ายใจเย็น

‘เอาน่า กฎข้อหนึ่งของงานบริการ ลูกค้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ’

‘และข้อสอง ถ้าลูกค้าผิดก็ให้ย้อนกลับไปดูข้อหนึ่งน่ะเหรอ เฮอะ’ เธอประชด ‘กฎของฉันคือลูกค้าดีเราบริการ ลูกค้าอันธพาลเราต้องสั่งสอน’ เสียงเครียดปนเหี้ยม

‘ใจเย็นๆ’ เขาพยายามปลอบ

‘โอ๊ย ถ้าฉันไม่เย็น ป่านนี้คุณพี่เย็นใจโรคจิตผมดำหมดหัวแล้ว’

‘หมายความว่าไง’

‘เอ้า ก็โดนฉันถอนหงอกหมดหัวน่ะสิ’

ทัศนัยหัวเราะ นี่ล่ะงามรวี ชื่อแสนหวาน ใบหน้าแสนสวย แต่ใครได้รู้จักตัวจริงต้องถอยไปตั้งหลัก กะพริบตา แล้วดูให้ชัดๆ อีกที   

ทัศนัยเหลือบตาขึ้นมองตัวเลขสีแดงบนสัญญาณไฟจราจรที่ค่อยๆ นับถอยหลัง แยกไฟแดงนี้ เขาติดอยู่เกือบชั่วโมงแล้ว เพราะถนนข้างหน้ามีการก่อสร้างทำให้พื้นผิวจราจรลดน้อยลง ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา ฝนยังพรำทำให้คนที่กำลังนอนหลับสบายคงจะเริ่มหนาว เธอขยับตัวยกแขนขึ้นกอดอก ทัศนัยจึงเอื้อมมือไปปรับแอร์ให้เบาลง และหยิบเสื้อแจ็คเกตที่เบาะหลังมาคลุมให้ แต่นั่นกลับทำให้คนกำลังหลับลืมตาตื่น

“ถึงไหนแล้วเนี่ย” เสียงถามงัวเงีย

“ใกล้ถึงบ้านแล้ว เลี้ยวแยกหน้านี่ล่ะ” เขามองเธอยกมือปิดปากหาว “ไปอดนอนมาจากไหน”

เธอส่ายหน้า “เมื่อคืนนอนไม่หลับนิดหน่อย”

“มีปัญหาที่บ้านเหรอ” เขาว่าจะถามนานแล้ว แต่มัวคุยกันเรื่องลูกค้าเจ้าปัญหาจนลืม

งามรวีไม่ตอบ เมื่อคืนเธอโทรมาหาเขา คุยนั่นคุยนี่ ไม่มีสาระอะไร แต่จากที่คบกันมานาน ทำให้พอรู้ว่าเธอกำลังมีเรื่องไม่สบายใจและต้องการ ‘เบี่ยงเบนความสนใจ’ ของตัวเองโดยการหาเพื่อนคุย เขาบอกเธอว่าวันนี้จะไปหาที่บ้านที่นครปฐม แต่ยังไม่ได้ออกเดินทาง เธอก็โทรมาบอกเสียก่อนว่ากลับกรุงเทพฯ แล้ว เนื่องจากคุณเย็นจิตขอนัดคุยเรื่องแบบ

ทั้งสองนั่งคู่กันมาเงียบๆ งามรวีเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ อันที่จริงเขาพร้อมจะรับฟังทุกปัญหาของเธอ แต่ก็นั่นล่ะ เธอมักเลือกเล่าเพียงบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งเขาเองก็เคารพความคิดของเธอ ไม่เคยเซ้าซี้ถาม

“ถ้านายต้องเลือกระหว่างสิ่งที่นายรักกับความถูกต้อง นายจะเลือกอะไร” จู่ๆ เธอก็ถามขึ้น

เขานิ่งตรอง ก่อนจะว่า “มันก็อยู่ที่ว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร”

“ก็หมายถึงสิ่งทั่วๆ ไปนั่นแหละ” เธอไม่ยอมอธิบายให้ชัดเจน

“ถ้าสิ่งนั้นไม่มีชีวิตจิตใจ ฉันก็คงเลือกความถูกต้อง แต่ถ้าสิ่งนั้นมีหัวใจ เราจะเลือกเพราะเรารัก หรือเลือกเพราะความถูกต้องมันก็ผิดทั้งนั้น”

เธอพยักหน้าช้าๆ แค่นหัวเราะ “คนเรานี่ก็แปลกดี เป็นฝ่ายถูกเลือกก็ไม่ชอบใจ เป็นฝ่ายเลือกก็ไม่สบายใจ”

“ตกลงไม่สบายใจเรื่องอะไร”

“แม่สาวที่มาตกหลุมเสน่ห์นายคนล่าสุดชื่ออะไรนะ” เธอเปลี่ยนเรื่องไปเฉย

“ชนิสรา แล้วเธอก็ไม่ใช่แม่สาวคนล่าสุด เธอเป็นคู่หมั้นฉัน” เขาตอบยิ้มๆ

“อ้อ ใช่ หมั้นสายฟ้าแลบ งานแต่งอย่าลืมบอกฉันล่ะ”

เขาไม่แน่ใจว่ามีไอของความน้อยใจติดอยู่ในคำพูดน้ำเสียงเหมือนล้อเลียนนั่นหรือเปล่า เขาไม่ได้บอกใครเรื่องหมั้น ชนิสรากับเขาคบกันมาเดือนกว่า วันหนึ่งเขาและเธอนัดไปทานข้าวร้านประจำด้วยกัน เธอนึกสนุกบอกเขาว่า ‘นิดจองพี่ทัดแล้วนะ’ จัดแจงหาแหวนมาแลกกันใส่ในวันนั้นเอง เขาก็ตามใจเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกหวือหวาแบบเด็กๆ เท่านั้น พองามรวีหรือใครถามว่าแหวนอะไร เขาก็ตอบตามตรงว่าแหวนหมั้น หลายคนพอได้ยินก็รัวคำถามมาทันที จริงเหรอ หมั้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ มีเพียงงามรวีที่เพียงแค่พยักหน้ารับทราบแล้วก็ไม่พูดอะไร

พอพ้นสี่แยกไฟแดงมาได้ รถก็เริ่มไหลคล่องขึ้น ทัศนัยเลี้ยวรถเข้าซอยไปจอดหน้าตึกสีฟ้าสูงแปดชั้น อพาร์ตเม้นต์ในซอยแคบแต่พลุกพล่านแห่งนี้ เป็นที่พักอาศัยของงามรวีมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ย้ายออกแล้วก็ย้ายกลับเข้ามาใหม่ รวมเวลาก็นับสิบปีได้ เขาเคยถามว่าทำไมไม่ไปหาที่พักที่ดูดีมีคุณภาพชีวิตมากกว่านี้ และจำคำตอบของเธอได้แม่น

‘ชีวิตที่ดีคือการอยู่ในกลุ่มของคนดีๆ มีน้ำใจห่วงหาอาทรกัน ฉันอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยแล้ว”

“แต่คอนโดที่ฉันแนะนำ มันมีระบบรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ดูแลอาคารที่เป็นมืออาชีพ มันน่าจะเหมาะกับผู้หญิงที่อยู่ตามลำพังอย่างเธอมากกว่านะ”

“ที่นี่ฉันก็มีเพื่อนเยอะแยะ คอยดูแลเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน ถ้าจะให้ย้ายไปอยู่คอนโดที่นายแนะนำ ก็เท่ากับหนีไปอยู่ตัวคนเดียว คุณภาพชีวิตมันจะดีขึ้นตรงไหน’

เขาอาจจะไม่เก่งในเรื่องการต่อล้อต่อเถียงหรือไม่งามรวีก็มีเหตุผลที่ทำให้เขาต้องยอมจำนนเสมอ งามรวีมีพี่สาวแต่เสียชีวิตไปนานแล้ว เธอใช้ชีวิตลำพังในเมืองฟ้าอมรที่ผู้คนไม่ค่อยเอื้ออาทรกันสักเท่าไหร่ นั่นบ่มเพาะความเข้มแข็งไว้เต็มหัวใจ

“ขอบใจนะ จะขึ้นไปหาอะไรกินก่อนไหม” งามรวีถาม

“ไม่ล่ะ มีนัดแล้ว”

“สวีทกันเหลือเกิ้น” เธอลากเสียงยาวยิ้มล้อเลียน

“เตรียมตัดชุดไว้ละกัน คงอีกไม่นานหรอก” เขาหัวเราะเขินๆ

เธอเลิกตามอง “จริงน่ะ! ไม่เร็วไปหรือ เพิ่งจะเดือนเดียวเองนี่”

“ความรักไม่มีเร็วหรือช้าไปหรอก”

“ผู้ชายก็อย่างนี้ ความรักเริ่มต้นที่ร้อย” น้ำเสียงกึ่งค่อนกึ่งล้อ

ทัศนัยยิ้ม “มันจะเริ่มที่ศูนย์หรือร้อยไม่สำคัญ ขอให้มาพบที่ระดับเดียวกันและรักษามันไว้เท่านั้นก็พอ”   

“แหม พ่อนักรัก เอาเถอะ รีบไป เดี๋ยวแฟน เอ้ย คู่หมั้นจะรอ ขับรถดีๆ ล่ะ” เธอว่าก่อนจะลงไปเปิดประตูหลังหยิบแฟ้มและม้วนเอกสารเพื่อเอากลับไปตรวจแก้ โบกมือลารถที่ค่อยเคลื่อนออกจากลานจอด หันหลังกลับเดินเข้าประตูอพาร์ตเม้นต์ แวะเอาของฝากไปให้พี่ประนอมที่เป็นคนดูแลตึก ก่อนจะเดินไปกดลิฟต์ขึ้นชั้นสี่ที่เป็นห้องของเธอ

ห้องพักของงามรวีเป็นแบบสองห้องนอน เธอเช่าห้องนี้เพื่อพักกับพี่สาวก่อนที่พี่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนีไปสวรรค์ อณาจักรทั้งหมดตอนนี้จึงกลายเป็นของเธอ ห้องนอนพี่สาวแปรสภาพเป็นห้องเก็บของไปโดยปริยาย เจ้าของอพาร์ตเม้นต์มีธุรกิจและครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศ และให้ประนอมที่เป็นญาติสนิทคอยดูแลให้

ด้วยความที่เธอเช่าอาศัยมานานมาก แม้จะมีการขึ้นราคาค่าเช่าในบางปี ราคาห้องพักที่จ่ายอยู่ตอนนี้เมื่อเทียบกับขนาดของห้องแล้วยังถือว่าถูกมาก ประจวบกับทำเลที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่เพียงไม่ถึงร้อยเมตร เลยปากซอยไปไม่ไกลก็เป็นทางขึ้นรถไฟฟ้าด้วย ถ้าเป็นห้องพักในคอนโดมิเนียมแบบที่ทัศนัยเคยแนะนำให้เธอไปอยู่ ค่าเช่าที่เธอจ่ายคงพอสำหรับห้องขนาด 20 กว่าตารางเมตรเท่านั้น

เธอวางของที่หอบหิ้วมาทั้งหมดลงบนโซฟา เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเย็นมาดื่ม คอที่แห้งผากชุ่มชื้นขึ้น ความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจก็ดูจะเพลาลง แม่เคยบอกว่าเธอติดน้ำเย็น แม้แต่เวลาที่เป็นหวัดก็ยังอดไม่ได้

‘งามธาตุไฟนี่ค่ะ ก็ต้องดื่มน้ำเย็นดับร้อน’ เธอหาข้อแก้ตัวไปอย่างนั้น และแม่ก็เลยต่อยอดบ่นยาวไปหลายกระบุง

พอนึกถึงแม่ ก็ทำให้นึกได้ เธอเดินกลับไปที่กระเป๋าสะพาย หยิบซองจดหมายสีขาวที่จ่าหน้าผู้รับถึงเธอ ดึงกระดาษข้างในออกมาเปิดอ่าน เธออ่านไปรอบหนึ่งแล้วตอนอยู่ที่บ้าน แต่ก็อยากจะอ่านซ้ำ เผื่อว่าการอ่านถ้อยคำเหล่านี้ซ้ำๆ จะทำให้อาการหัวใจบีบรัดเหมือนโดนฉีกทึ้งนี้จางลง

‘ความรักเป็นเช่นนี้ล่ะสิ...การจะต้องสูญเสียดวงใจไป มันเป็นเช่นนี้เองสินะ’ เธอคิด น้ำตาพานรื้นขึ้นมา

งามรวีผุดลุกขึ้นทันที ป่วยการที่จะมานั่งฟูมฟายตอนนี้ เวลามีไว้เพื่อแก้ปัญหา เธอเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วกลับมาที่โซฟา หยิบม้วนกระดาษและแฟ้มเสนองานขนไปวางไว้ที่โต๊ะทำงาน

การตัดสินใจออกจากงานประจำเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจเข้าหุ้นกับทัศนัยเปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายในเป็นความเสี่ยงที่เธอทำใจยอมรับมาแต่แรกแล้ว ทัศนัยเป็นคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด มากพอที่จะให้ร่วมรับความเสี่ยงด้วยกัน เขาและเธอเป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก แม้พ่อแม่ของทัศนัยไม่ชอบให้เธอไปสุงสิงกับลูกชายคนเดียวของพวกเขานัก เพราะรังเกียจที่บ้านเธอเป็นเพียงครอบครัวคนขายปลาอยู่ในตลาด แต่ทัศนัยก็ยังแอบมาเล่นกับเธอและแบ่งปันขนมนมเนยให้กันเสมอ

เมื่อทัศนัยตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ เธอจึงขอทางบ้านสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวงด้วย แม้จะไม่ได้สอบติดอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ของเพื่อนยังคงแน่นเหนียว

หลังเรียนจบทัศนัยต้องการเดินทางไปหาน้าสาวที่อเมริกาเพื่อเรียนต่อปริญญาโท เขาชวนเธอและเธอเองก็อยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดนสร้างประสบการณ์ให้ตัวเองเหมือนกัน พ่อไม่ยอมอนุญาตให้เธอไปพร้อมทัศนัยเพราะเป็นห่วงลูกสาว ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนให้แม่ช่วยพูดอย่างไร พ่อก็ไม่มีอ่อนข้อ คงเป็นโชคชะตาของเธอเอง พ่อประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อนที่ทัศนัยจะเดินทางเพียงไม่กี่สัปดาห์

เธอสัญญากับแม่ว่าจะไปปีเดียว เธอจะทำงานที่ร้านอาหารของน้าสาวของทัศนัยและจะส่งเงินกลับมาช่วยเหลือทางบ้านด้วย เธอไม่เคยผิดสัญญา ยกเว้นกำหนดเวลาที่บอกไว้ว่าปีเดียวยืดยาวออกไปเกือบสี่ปี จนทัศนัยเรียนจบกลับมาเมืองไทยแล้ว เธอก็ยังคงใช้ชีวิตเสรีอยู่ที่อเมริกาต่อ ถือโอกาสลงเรียนคอร์สออกแบบตกแต่งภายในสั้นๆ ที่ไม่แพงจนเกินไป

เงินที่เธอส่งกลับบ้านเป็นเงินทุนที่แม่ใช้ปรับปรุงบ้านเป็นที่พักอาศัยแบบโฮมสเตย์ เธอตั้งชื่อให้มันว่า ‘บ้านรักธารา’ ลูกค้าที่ไปพักที่บ้านของเธอจะได้แอบอิงบรรยากาศริมน้ำที่ร่มรื่นเย็นสบาย เธอรักบรรยากาศริมคลองของบ้านเกิด ก็เธอธาตุไฟนี่นา มีแต่น้ำเท่านั้นที่หยุดไฟไม่ให้เผาตัวเองได้

ธุรกิจที่ร่วมกันทำกับทัศนัยไปได้ดีในช่วงแรก และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ‘นูโวดีไซน์’ เริ่มสร้างชื่อ หาที่ยืนให้ตัวเองในวงการจนได้รับโอกาสให้ออกแบบและตกแต่งภายในคอนโดมิเนียมหรูในย่านธุรกิจหลักใจกลางเมือง มูลค่าโครงการนับร้อยล้าน หากโครงการนี้สำเร็จ นอกจากชื่อเสียงแล้ว ผลงานยังเป็นเครื่องการันตีเพื่อให้ลูกค้าใหม่ของนูโวดีไซน์เชื่อมั่นในคุณภาพมากขึ้น

ทั้งเธอและทัศนัยรวมทั้งทุกคนในทีม ทุ่มเททำงานกันอย่างหนักเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ถูกใจลูกค้ามากที่สุด ความผิดมหันต์ของเธอคือ การทำงานอย่างทุ่มเททำให้ลืมไปว่า งานเดินนำหน้าเงินไปไกลขนาดไหนแล้ว เจ้าของโครงการไม่จ่ายเงินงวดที่เรียกเก็บตามกำหนด แต่ทีมงานของเธอก็ยังเดินหน้าทำงานต่อไปด้วยความหวังว่าเมื่อจบงานจะได้ทั้งเงินทั้งกล่องพร้อม แต่เรื่องราวครั้งนี้ไม่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

เจ้าของโครงการถูกฟ้องล้มละลาย ตามด้วยข้อหาสารพันทั้งแพ่งและอาญาเพราะเข้าไปเกี่ยวโยงกับนักการเมืองคดโกงจนโดนจับได้ โครงการที่กำลังจะเดินหน้าไปด้วยสวยเลยต้องชะงัก ติดเบรกจนนูโวดีไซน์ล้มหัวคะมำกันทั้งทีม เงินงวดไม่ได้รับ ข้าวของที่เตรียมสั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ หลายออเดอร์ยกเลิกไม่ทัน หนี้ก้อนโตกลายมาเป็นของนูโวดีไซน์ เงินสำรองของบริษัทหายไป แทนที่ด้วยเงินกู้เพื่อพยุงบริษัท

ยามเข้าตาจน ต้องจำใจให้ทีมงานบางส่วนออกไปหางานใหม่ งามรวีวิ่งหางานมาป้อนให้บริษัทจนขาแทบขวิด จำเป็นต้องลดอัตราค่าจ้างออกแบบเพื่อช่วงชิงลูกค้า แต่ที่ได้มาก็ล้วนเต็มไปด้วยปัญหา เหมือนเช่นรายของเจ้เย็นจิตตู้เพชรเคลื่อนที่นี่ ผ่านมาเจ็ดเดือนงานยังเดินย่ำอยู่กับที่ แม้เธอจะเอ่ยปากกับทัศนัยว่าจะขอแก้เป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอรู้ดีว่า เธอต้องการงานนี้ ต้องการเงินทุกบาทเท่าที่ความอดทนและพยายามจะสรรหามาได้

สำหรับคนบางคนงานคือเงิน แต่สำหรับเธอ งานหมายถึงชีวิต...ทั้งของเธอและของคนที่เธอรัก
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

:'( :'( บทนี้ออกจะดราม่านิดๆ เพราะพยายามเล่าปมของตัวละคร บทหน้าจะต้องพยายามลดอารมณ์ม่าๆ หน่อยแล้ว  :'( :'(

97
:-* :-* :-*บทที่ ๑ อีกกี่ครั้งก็ยังรักเธอออออ  :-* :-* :-*

บทที่ ๑

   ณ เขมรัฐนคร

   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้างวางพื้นบ้างเรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน

ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน

   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกันปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่าเล็กน้อย ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา

   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระแวงถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน

   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกหรือ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว

   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมขนมของตัว

   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”

   “อย่าเพิ่ง อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”

   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่ตรอกใดมา จึงไม่รู้จักขนมพื้นบ้านสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้

คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง

ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   
“ทหารม้าเขมรัฐ” คนขรึมเอ่ยเสียงเคร่ง ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   
“จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   
กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป

‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนบนที่ราบสูงแห่งนี้ เป็นยอดวาณิช ถนัดการค้ายิ่งกว่าใครในภูมิภาค
   
ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   
ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม

   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่

   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ

   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพลางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป

   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย

   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป

   “สนใจอะไรนางนักหนา”

   “แค่สงสัยน่ะ”

   “สงสัยอะไร”

   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น

พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน

   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธาร

   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” ด้วยวิธีดำเนินการทางการทูตที่เฉียบแหลม ใช้ทรัพย์ในดินอันอุดมไปด้วยทองและอัญมณีมีราคา แลกเปลี่ยนเป็นความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันก็ใช้พวกเมืองรอบด้านนั่นเองเป็นกันชนป้องกันการรุกรานจากเมืองอื่น หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะต่างมีสัญญาผูกพันกับเขมรัฐทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ

“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง

“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน

   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”

“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”

   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง

   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย

   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐทุกยุคสมัยถึงพยายามขอซื้อเมืองท่าของปาล แทนการขออนุญาตผ่านทางที่ต้องเจรจากันทุกสามปี

   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ

   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น

   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”

เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว

   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้

   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายยังไม่ทำให้หวาดหวั่นเท่าความรู้สึกของชายที่แข็งตึงตรงต้นขา กระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต

   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิดกรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม

   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ

   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ

   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน

   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว

   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”

   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือดด้วยใบไม้ หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น


   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต

   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงสาดฉานไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปในฉับพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มแบบนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา

   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

นางส่ายหน้า

   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว

   “ถ้าข้าไม่เคยได้ยินเสียงเจ้าร้อง ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นใบ้”

   “เราไม่ได้เป็นใบ้!” นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก

   “นั่นนะสินะ เสียงเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”

   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว

   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”

   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ

   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก

   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า

   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า

   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย

   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”

   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก

   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ

   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน

   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”

   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”

   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง

   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”

   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ

   “ราชอาชา…”

   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว

การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”

   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม

   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่เหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม

   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า

   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง

   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 

   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่

   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด

   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด

   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”

   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ

   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”

   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่าใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่

แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป

   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่

   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

98
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๑
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 02, 2014, 09:35:35 AM »
บทที่ ๑

ทางเดินซีเมนต์ยกสูงกว้างราวสองสามเมตรมีผู้คนสัญจรไปมาไม่หนาแน่นแม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ลำคลองฝั่งซ้ายมือมีน้ำไหลเอื่อยมองดูใสสะอาดตา แสดงให้เห็นว่าผู้คนในชุมชนตลาดบุญจำเริญช่วยกันดูแลลำน้ำของพวกเขาเป็นอย่างดี ตลอดทางที่เดินผ่านมานั้นเป็นห้องแถวไม้สองชั้นเก่าครึตามอายุของตลาดโบราณแห่งนี้ หลายห้องเมื่อมองเข้าไปจะเห็นเพียงข้าวของวางเกะกะเหมือนห้องเก็บของเสียมากกว่าที่พักอาศัย บางห้องปิดเงียบ แต่ก็ยังมีบางห้องที่มีผู้เฒ่าผู้สืบทอดกิจการของครอบครัวนั่งเฝ้าประจำร้าน ทั้งร้านขายยา แว่นตา เสื้อผ้า ของชำ รวมถึงขนมและอาหารท้องถิ่น พอให้เห็นบรรยากาศของตลาดอยู่บ้าง สิ่งที่ตลาดเก่าแห่งนี้ดูจะขาดไปคงมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ ผู้ซื้อ

‘วาริท’ จึงหยุดทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อและผู้บริโภคไปตลอดทางที่เดินเข้ามา ข้าวของและขนมบางอย่างเขารู้สึกคุ้นตาเหมือนเคยเห็นเมื่อตอนยังเยาว์ หากออกไปจากเมืองโบราณแห่งนี้แล้วคงหาซื้อที่ไหนไม่ได้แน่

“นี่เฮีย! เดินเร็วๆ หน่อยได้ไหม เราไม่ได้มาชิลล์ช้อปชิมกันนะ” คนที่เร่งเดินเลยไปล่วงหน้าต้องย้อนกลับมาฉุดแขนเขาให้ละจากร้านขายของเล่นเด็กที่เขากำลังสนใจสอบถามราคา

ชายหนุ่มยอมเดินตามแรงฉุดไปโดยดี “จะรีบไปไหนนัก บ้านเขาคงไม่ดำน้ำหนีเราไปได้หรอก” เสียงจิ๊จ๊ะของคนที่เดินจ้ำๆ นำหน้านั้น ทำให้เขาอมยิ้ม

‘ชนิสรา’ ลูกผู้น้องของเขาเป็นลูกสาวคนเดียวของอาแปะหรือพี่ชายของพ่อ เจ้าสัวสมพงษ์มีร้านขายทองหลายร้อยสาขาทั่วประเทศ เขาและเธอเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็กๆ เขาเป็นลูกคนเดียว ส่วนพี่ชายสามคนของชนิสราล้วนแล้วแต่อายุห่างจากเธอกว่าสิบปี ทำให้วาริทกับชนิสราสนิทสนมกันเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน จะห่างหายกันไปบ้างก็ตอนที่เขาสอบติดมหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่และต้องไปเรียนไกลบ้าน

ด้วยความที่เป็นลูกสาวคนเดียวของเสี่ยร้านทอง โดนตามใจมาแต่น้อย ชนิสราจึงโตขึ้นเป็นหญิงสาวที่ออกจะเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย และชอบมีความคิดแผลงๆ ประจำ บางทีน่ารำคาญ แต่บางครั้งก็น่าสนุกดี ดูอย่างคราวนี้ เธอโทรไปปลุกเขาแต่ไก่โห่

“เฮีย ตื่นยัง” เสียงถามสดใสแสดงว่าตื่นเต็มตาแล้ว

เขาสิงัวเงียตอบไป “ฮื่อ ก็ตื่นตอนนิดโทรมาเนี่ยแหละ”

“เออ ดีแล้ว เดี๋ยวไปรับนะ”

“เดี๋ยวๆๆ จะไปไหน” เขาผุดลุกขึ้นนั่ง

“นครนายก”

“ห๊ะ! ไปทำ...” ยังถามไม่จบประโยค แม่คุณก็วางสายไปเสียแล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมง รถสปอร์ตรุ่นล่าสุดก็มาจอดหน้าบ้านเขา แสดงว่าชนิสราแต่งตัวพร้อมแล้วตอนที่โทรมาหาเขา ตัวเขาเองยังไม่ได้แปรงฟันเลยด้วยซ้ำ เพราะพอวางสาย ก็เผลอเอนตัวลงและเผลอหลับต่อ ก็เมื่อคืนเขาไปร่วมปาร์ตี้สละโสดของเพื่อนสนิทเสียจนฟ้าเกือบสาง เพิ่งจะได้นอนไปแค่สามชั่วโมง

“เฮีย!!! ไหนว่าตื่นแล้ว” ชนิสรากระโดดขึ้นเตียง กระชากผ้าห่มออก ฉุดแขนล่ำของพี่ชาย โหวกเหวกลั่น “ตื่นๆๆๆ สายแล้ว”

เขาจำยอมลุกขึ้นตามแรง “สายที่ไหน นี่มันเพิ่งเจ็ดโมงเองนะ”

“เมื่อคืนดึกอีกล่ะสิ บอกแล้วไงว่าจะไปต่างจังหวัดวันนี้”

‘บอกตอนไหนวะ’ เขาพยายามนึก

“ไปเร็วๆ เลย ไปล้างหน้าอาบน้ำ ให้เสร็จในครึ่งชั่วโมงนะ ไม่งั้นโดนดีแน่” เธอคาดโทษ ก่อนจะกระโดดลงจากเตียง เดินหน้างอจากไป

ก่อนที่จะโดนกระโดดทับรอบสอง วาริทรีบลุกขึ้นจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยตาม ‘คำสั่ง’ ของน้องสาวตัวดี พอเขาพร้อม เธอก็รีบร้อนลากตัวเขาขึ้นรถทันที ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตว่าน้องสาวของเขาวันนี้กลายเป็น...น้องชาย

“เฮ้ย นี่นึกอะไรขึ้นมา ทำไมแต่งตัวแบบนี้” เขาหัวเราะลั่นเมื่อหนุ่มน้อยค้อนให้ เสื้อเชิ้ตสีฟ้าพับแขนขึ้นถึงข้อศอก สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีดำ กางเกงยีนสีกาแฟตัวโคร่งยาวกรอมรองเท้าหนังกลับสีน้ำตาล ที่ดูเป็น ‘แมน’ มากที่สุดคงเป็นหมวกแก๊ปที่รวบเก็บผมยาวไว้ข้างในและรอยเมคอัฟเป็นไรหนวดและเครา ทำให้หน้าหวานดูเข้มขึ้น

“อย่ามามัวแต่หัวเราะนะ รีบมาเร็ว” ว่าพลางลากแขนพี่ชายเดินดุ่มๆ ไปขึ้นรถ

วาริทยังอดหัวเราะไม่ได้ทุกครั้งที่เหลือบไปมองน้องสาวที่พยายามแต่งแมนขับรถหน้าตาเคร่งเครียด “พ่อหนุ่มหน้าใส ตกลงจะบอกได้หรือยังจ๊ะว่านึกพิสดารอะไรขึ้นมา”

“มันจำเป็น” เธอตอบเสียงสะบัด

“นี่อย่าบอกนะว่า...แต่งเอาใจแฟน ไม่ยักรู้ว่าเขาอยู่ชมรมป่าไม้สัมพันธ์”

“อย่ามาว่าพี่ทัดของเค้านะ เฮียน่ะสิ พวกชอบไม้ป่าเดียวกัน ป่านนี้ถึงยังไม่มีเมีย”

“รู้ได้ยังไงว่าไม่มี แอบนอนใต้เตียงฉันหรือไง” ตอบเสียงเย้าปนขัน

“ทะลึ่ง ขืนนอนอยู่ใต้เตียงเฮีย ก็ไม่ต้องหลับต้องนอนทั้งคืนนั่นแหละ”

“นั่นแน่ ใครกันหว่าที่ทะลึ่ง” เขาแกล้งชี้นิ้วแหย่ใกล้หน้านวล “ระวังให้ดี จะไปซ่อนใต้เตียงเราในคืนเข้าหอ”

มือน้อยละจากพวงมาลัยมาปัดนิ้วที่ชี้อยู่ใกล้ตา แถมฟาดเข้าให้ที่ต้นแขน “ลามกที่สุด หลับไปเลย ง่วงไม่ใช่เหรอ ถึงแล้วจะเรียก”

วาริทคร้านจะตอแย อยากพาไปไหนก็ไป เขาไม่ได้มีธุระอะไรอยู่แล้ววันนี้ เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้หลับไปอย่างง่ายดาย มาตื่นอีกทีตอนที่สารถีสาวในคราบหนุ่มปลุกเรียก

“ไป ลงไปกันเร็ว” ว่าพลางรีบรุดลงไปยืนจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ทาง

“ตกลงเราพาเฮียมาทำอะไรที่นี่เนี่ย” เขาเข้ามายืนข้างน้องสาว มองดูป้ายเก่าเอียงกะเท่เร่ ‘ตลาดบุญจำเริญ’

“มาจับแมว!”

วาริทรีบคว้าแขนน้องสาวเอาไว้ก่อนเธอจะออกเดิน “เดี๋ยวๆ คุยกันให้รู้เรื่องก่อนได้ไหม เริ่มงงจริงๆ แล้วนะ”

ชนิสราหันขวับมามอง สายตากังวลแบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ทำให้เขาหวั่นใจไม่น้อย

“นิด เป็นอะไร” เขาถามเสียงอาทร

“เฮีย พี่ทัศเค้า...” เธอพูดเพียงเท่านั้น น้ำตาหยดน้อยก็รินไหล คราวนี้วาริทตกใจจริงๆ

“ใจเย็นๆ นิด เฮ้ย อย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวหนวดที่เขียนไว้หายหรอก” เขาปลอบ

คนกำลังเศร้ารีบปาดน้ำตา กลั้นสะอื้น ส่งค้อนให้พี่ชาย “ห่วงแต่หนวดเนี่ยนะ เฮียบ้า”

“มีเรื่องอะไร ไหนเล่าให้ฟังซิ” เขาถามเสียงอ่อนโยน

ปริศนาจึงเริ่มคลี่คลาย ชนิสราได้ข่าวมาว่าทัศนัยแฟนหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกันกับเพื่อนสาวคนสนิทที่เป็นหุ้นส่วนบริษัทออกแบบตกแต่งภายในมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน และทั้งสองแอบมาพลอดรักกันที่บ้านของผู้หญิงคนนั้น ที่เปิดเป็นโฮมสเตย์อยู่ที่นี่ เธอจึงต้องการมาจับให้ได้คาหนังคาเขา

“นิดถึงต้องปลอมตัวมาแบบนี้ไง เขาจะได้จำไม่ได้”

พี่ชายส่ายหน้า “แล้วไม่คิดว่าเขาจะจำฉันได้เหรอ”

“ก็ช่างปะไร จำได้ ก็คุยกับเขาสิ จะได้ช่วยนิดสืบด้วย” ท่าทางกังวลเศร้าสร้อยถูกสะบัดทิ้ง “รีบไปเร็วเฮีย เดี๋ยวหนีกันไปก่อน”

วาริทจึงจำต้องเดินตามน้องสาวผ่านห้องแถวตลาดบุญจำเริญมาจนถึงบ้านไม้สักสองชั้นทาสีเหลืองอ่อนหลังนี้ ชานหน้าบ้านมีโต๊ะเก้าอี้หวายสานตั้งอยู่สองชุด ตกแต่งด้วยเบาะสีฟ้าอ่อน บนโต๊ะกระจกมีเมนูอาหารแผ่นเล็กตั้งเสียบอยู่ระหว่างตุ๊กตาเด็กชายหญิงที่วางหันก้นชนกันไว้ ริมหลังคากระเบื้องมีโมบายรูปปลาทองสานจากริบบิ้นสีสดใสห้อยเรียงประดับ กระดิ่งเล็กๆ ที่ผูกอยู่ส่งเสียงเบาๆ ยามลมโชย เหนือขึ้นไปบนระเบียงชั้นสอง ตลอดราวลูกกลึงสีไม้มีกระถางดอกไม้วางเรียงราย ดอกกล้วยไม้ในกระถางมีทั้งสีขาวสีม่วงอ่อนทำให้บรรยากาศของตัวบ้านดูอ่อนโยนขึ้น 

เหนือประตูบ้าน ป้ายไม้สีขาวประดับตัวอักษรไม้ฉลุสีฟ้าว่า ‘บ้านรักธารา’

ภายในบ้านทาสีครีมวาดสีสันเป็นลายไม้ดอกชนิดต่างๆ ตามผนัง พัดลมเพดานหมุนเบาๆ ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่น ริมผนังด้านขวา มีหมอนสามเหลี่ยมสีครามวางบนเบาะสำหรับรองนั่งหรือรองนอนตามอัธยาศัยของแขกผู้มาเยือน

“ไม่เห็นมีใครเลย กลับเถอะ” วาริทบอก

ชนิสรามองหน้าพี่ชาย สายตาเธออ่านได้ชัดเจนว่า ‘อย่าปอดไปหน่อยเลยเฮีย’ ก่อนจะเดินอาดๆ เข้าไปในบ้านอย่างถือวิสาสะ เธอเปิดผ้าม่านที่บังประตูทางซ้ายมือ เข้าไปสอดส่ายสายตามอง มันเป็นห้องนอนรวม มีฟูกคลุมผ้าลายทางสีรุ้งและหมอนหุ้มปลอกลายเดียวกับฟูกวางเรียงกันเกือบสิบชุด แต่ไม่มีใครกำลังใช้งานที่นอนเหล่านั้น

“ใจเย็นสินิด เดี๋ยวก็โดนจับข้อหาบุกรุกหรอก” พี่ชายรั้งแขนไว้ก่อนน้องสาวจะเดินเข้าห้องไปดูให้ชัดตา

“ใครหน้าไหนมันจะกล้า ก็ลองดูสิ”

แน่ะ พูดจาเป็นนักเลงเชียว วาริทนิ่วหน้าในความดื้อดึงของน้องสาว เธอก้าวเข้าห้องไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่มุมห้องสำรวจ นึกว่าแฟนหนุ่มกับเพื่อนสาวจะไปหลบในนั้นหรือไร เดินไปชะโงกมองที่หน้าต่าง และแน่นอนว่าไม่เห็นอะไรนอกจากลำน้ำที่หน้าบ้าน

“นั่น พวกคุณทำอะไรกันน่ะ” เสียงเข้มจากด้านหลังทำเอาชายหนุ่มสะดุ้ง

“เอ่อ...” เขารีบกวักมือเรียกน้อง หันไปยิ้มหวานกับเจ้าของเสียง หญิงสูงวัยนุ่งผ้าซิ่นสวมเสื้อคอระบาย ผมสีดอกเลารวบเป็นมวยไว้ด้านหลัง “บ้านสวยดีนะครับป้า”

เจ้าถิ่นมองอย่างสงสัย “ขอบใจ มีเรื่องอะไรให้ช่วยหรือเปล่า” มองเลยไปยังหนุ่มน้อยที่เดินเข้ามาสบทบ คงกำลังประเมินว่านี่มันผู้หญิงหรือผู้ชายหรือทอมหรือกระเทยกันแน่

“ทัดอยู่ไหม” เจ้าหนุ่มหลากเพศถามพรวดขึ้น

วาริทรีบยกมือปิดปากคนใจร้อน “น้อง เอ่อ เพื่อนผมหมายถึงยังทันอยู่ไหม ห้องเต็มหรือยังครับป้า”

“อ๋อ จะมาพักเหรอ มีสิ ว่างทั้งห้องรวม ห้องเดี่ยวเลย”

“แขกไม่เยอะเหรอป้า” เขาถาม

“จ้า ไม่ค่อยมีแขกหรอกช่วงนี้ ไม่รู้ไปไหนกันหมด ตกลงจะอยู่ห้องไหน อยู่กี่คืนกันละพ่อ” ถามพลางเดินเข้าไปหลังเคานเตอร์ เปิดฝากระติกน้ำแข็ง หยิบผ้าเย็นมายื่นให้คนละผืน แขกทั้งสองรับมาถือไว้เฉย

“จะขอดูห้องเดี่ยวหน่อยได้ไหมครับ” ชายหนุ่มถาม

คุณป้ามองทั้งสองหนุ่มสลับไปมา วาริทเดาว่าป้าคงกำลังคิดว่า พวกเขาเป็นคู่ขากันหรือเปล่า “เอาสิ” ตอบแล้วก็เดินนำขึ้นบันไดที่ด้านหลังผนังติดกับเคานเตอร์ พาสองแขกขึ้นมาบนชั้นสอง ที่ชั้นสองมีห้องอยู่สามห้อง โถงกลางบ้านอยู่ติดกับประตูทางออกไประเบียง ลักษณะการตกแต่งดูเรียบง่ายด้วยสีโทนอ่อนคล้ายกับชั้นล่าง ป้าเจ้าของบ้านพาชมห้องนอนทั้งสาม ภายในห้องมีเพียงเตียงนอนจัดไว้เป็นระเบียบ มุ้งพับตลบขึ้น และโต๊ะวางทีวีขนาดเล็กอยู่ที่มุมห้อง ห้องริมดูจะใหญ่กว่าห้องอื่น มีห้องน้ำในตัวและเป็นห้องเดียวที่มีตู้เสื้อผ้า

หลังจากที่พาแขกทัศนาจนทั่วก็พากลับลงมาที่ชั้นล่าง “มีแค่นี้แหละ ชอบห้องไหนล่ะ” ป้าถาม

ทั้งสองหนุ่มมองหน้ากัน ก่อนวาริทจะเป็นฝ่ายตอบ “เดี๋ยวขอปรึกษาเพื่อนก่อนนะครับ”

ป้าใจดีเริ่มหน้าตาไม่ดี เพราะคงรู้สึกว่าเจ้าหนุ่มทั้งสองนี่มันท่าทางพิลึกชอบกล แต่ก็พยักหน้าแกนๆ

วาริทดึงชนิสราออกไปที่หน้าบ้าน เอ่ยขึ้นเสียงเบา “เห็นไหมล่ะไม่อยู่”

“หนีกลับไปแล้วแน่เลย” หญิงสาวเข่นเขี้ยว “เฮียไปถามดูสิ ว่าแม่เจ้าของนั่นยังอยู่ไหม”

วาริทนิ่วหน้าถาม “เขาชื่ออะไรล่ะ”

“ง่าม”

“ผู้หญิงบ้าอะไรชื่อง่าม” เขาว่า

“ไม่งั้นก็ชื่อง้ำ” ชนิสราตอบ

“นี่ยิ่งเพี้ยนใหญ่ แน่ใจเหรอเราว่าเขาชื่อนี้” ชายหนุ่มกอดอก

“โอ๊ย ไม่รู้ ตอนที่ฟังอรดาเล่า นิดโกรธจนหูชา จำไม่ได้หรอกว่าชื่ออะไร”

เวรกรรม นี่ล่ะชนิสราตัวจริง เวลาลมขึ้นเป็นไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม โทสะทำหูตึงไปชั่วขณะ ไม่ฟังอะไร ไม่ฟังใครทั้งนั้น “ขืนเข้าไปถามหาคนชื่อพิลึกๆ แบบนี้ ป้าแกเอาไม้กวาดไล่ตีออกมาแน่ๆ แกยิ่งมองพวกเราแปลกๆ อยู่ด้วย”

ชนิสรากอดอกบ้าง “แล้วจะเอายังไงล่ะ”

“กลับกันก่อนเถอะ” พี่ชายแนะนำ และโดยไม่ฟังคำค้าน เขารีบเดินไปบอกป้าที่ยืนรออยู่ว่าเปลี่ยนใจแล้ว จะไปค้างในเมืองแทน ได้รับเสียงแข็งๆ และสายตาตำหนิของป้าตอบรับ แต่เขาไม่มีเวลาสนใจ รีบดึงแขนน้องสาวออกห่างจากบ้านรักธารา

เมื่อพ้นระยะมาแล้วจึงเขกมะเหงกลงบนหัวน้องเบาๆ เป็นการเรียกสติ “เราเนี่ยนะ หูเบาอย่างนี้ทุกที ความจริงทัศนัยอาจไม่ได้มาที่นี่ก็ได้ ขี้หึงขนาดนี้ ระวังเขาจะทนไม่ไหว” ดูสิ ไปลากเขามาจากเตียงแต่เช้าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ

“นิดไม่ได้หึงขนาดนั้นสักหน่อย เรื่องมันมีมูลนะเฮีย” เธอไม่ยอมโดนดุฝ่ายเดียว

“มูลอะไร” เขาซัก แต่เธออึ้ง เขาเลยถือโอกาสสั่งสอนเสียเลย

“มูลมีอยู่ในหัวเราน่ะสิ มูลเลื่อยน่ะรู้จักไหม” จิ้มนิ้วดันขมับคนเอาแต่ใจแถมใจร้อนจนหัวคลอน “สมองขี้เลื่อย หลงกลยัยอรดานั่นแล้ว เพื่อนเราคนนี้ตัวเราเองก็รู้ดีว่านิสัยเขาเป็นยังไง ไม่ใช่แค่แมงเม้าท์นะ ยัยอรดาเพื่อนนิดน่ะเข้าขั้นนางพญาเม้าท์ จริงเท็จจับมาปั้นได้หมด นี่หวังจะเผาเรือนเราหรือเปล่าไม่รู้ เมื่อไหร่จะเลิกคบสักที”

“ก็...” หญิงสาวเสียงอ่อย มันก็จริงอย่างที่วาริทว่าอยู่เหมือนกัน

“เฮียจะบอกให้นะ คนเราจะแต่งงานกัน มันก็ต้องไว้ใจกันสิ ถ้าไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจกัน ต่อให้รักกันมากแค่ไหนก็ไปไม่รอด เชื่อเฮียสิ”

“ไม่เชื่อ”

“อ้าว ทำไมไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อหรอก ไว้เฮียแต่งแล้วค่อยมาสอน” ชนิสราแลบลิ้นใส่ ก่อนจะเผ่นปรู๊ดไปโดยเร็วไม่รอรับมะเหงกของเฮียที่อาจจะลอยมาอีกลูก


โปรดติดตามตอนต่อไป


 :-* :-* :-* :-* :-* :-* :-*

พล็อตเรื่องนี้ย้อนไปตั้งแต่ปี 2552 เริ่มเขียนนิยายใหม่ๆ ว่าจะเขียนเป็นอีโรติก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เขียน
ก็เลยหยิบมาปัดฝุ่นใหม่ ตัดเรตลง ให้เหลือพออุ่นๆ
อยากจะเขียนให้ออกแนวน่ารัก สนุกสนาน แต่ไม่รู้จะได้ไหม เพราะตั้งใจไว้อย่างไร ไม่เคยสำเร็จ ออกดราม่าตลอด ฮาๆๆๆ
ก็ลองดูอีกที ต้องฝึกคุมโทนเรื่องให้เก่งกว่านี้  ::)

99
อิอิ ซ้อมเสียงเฉยๆ ค่ะ
มั่นใจว่านักข่าวมะดี้ไม่มีเหงาแน่ๆ ได้เป็นนักข่าวห้องนี้
ดีใจๆๆๆๆ

รอลุ้นอยู่นะคะ  ;D

หน้า: 1 ... 5 6 [7]