แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - buddy

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8
91
1. ปัณณ์นภัส และ mamae / เปิดบ้านนักเขียน
« เมื่อ: สิงหาคม 31, 2014, 05:51:58 PM »
สวัสดีสองสาวสุดเฟี้ยว อย่าลืมมาลงนิยายนะจ๊ะ ขอให้จบทั้งคู่จ้า


92
3. buddy / บีเลิฟ / ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๕
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 11:08:59 AM »
บทที่ ๕

   ในระหว่างที่ชาวคณะบีพีเอฟกำลังเดินลุยสวนลงทุ่งเพื่อเยี่ยมตรวจสุขภาพให้ชาวบ้านในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญอย่างหมู่บ้านบางกะลา ผู้บริหารบีพีเอฟอย่างสวิตต์ก็กำลังเครียดหนัก ตลอดสองวันที่ผ่านมาเขาต้องขลุกอยู่กับวีรัชในห้องทำงานฝ่ายไอทีตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อสืบเรื่องบัญชีเงินบริจาคของมูลนิธิที่วีรัชบอกว่า ถูกถอนเงินออกไปจนหมด ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งคือ เจ้าแฮกเกอร์จอมป่วนที่ชักจะ ‘หยอก’ แรงขึ้นเรื่อยๆ

สวิตต์ไม่อยากจะเชื่ออีกต่อไปว่า แฮกเกอร์ที่ทำเรื่องเช่นนี้ได้จะเป็นแค่มือสมัครเล่น เขาโทรไปสืบถามทางธนาคารด้วยความร้อนใจและหวังจะเอาผิดธนาคารเต็มที่ที่ปล่อยให้ใครก็ไม่รู้เจาะเข้าระบบถอนเงินของลูกค้าไปจนเกลี้ยง แต่ก็ต้องหงายหลังกลับมา เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าบัญชีของมูลนิธิยังอยู่ปกติ ยอดเงินไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

“ระบบของเรามีความปลอดภัยสูงสุด มีเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการของธนาคารคอยดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีทางที่จะเกิดข้อผิดพลาดแบบนั้นได้หรอกครับ” ผู้จัดการธนาคารยืนยันหนักแน่น

แต่เมื่อเขาลองเข้าระบบเพื่อตรวจสอบด้วยตัวเอง กลับพบว่ายอดเงินในบัญชีเป็นศูนย์ วีรัชก็ดูเหมือนจะมึนไปเหมือนกันว่า จอมป่วนกำลังทำอะไรของมัน ถ้าเงินยังมีอยู่ในธนาคาร แล้วทำไมไม่สามารถตรวจสอบได้จากระบบอินเตอร์เน็ต วีรัชคงจนปัญญาแล้วจึงเสนอทางออกให้ติดต่อแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีช่วยสืบหาคนร้าย

“ไม่ได้” เขาปฏิเสธ “ฉันไม่ต้องการให้ใครเข้ามายุ่มย่ามกิจการภายในของเรา”

“แต่คุณก็เห็นแล้วว่า...เอ่อ...มันอาจต้องใช้เวลานานกว่านี้ หากจะแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมได้” เขาเลี่ยงที่จะสารภาพว่าจนปัญญา

“ไหนนายว่ามันเป็นแค่มือสมัครเล่นไม่ใช่เหรอ” สวิตต์คอด “แสดงว่านายก็มือสมัครเล่นเหมือนกันสินะ”

วีรัชนิ่วหน้า โดนปรามาสซึ่งๆ หน้าแบบนี้ถ้าเป็นเวลาปกติคงมีสวน แต่ยามนี้ต้องสงบเสงี่ยมลงหน่อย “ผมอาจจะประเมินมันต่ำไป เพราะอย่างนี้ไง เราถึงต้องแจ้งความ”

“ไม่” สวิตต์เสียงแข็งอีกครั้ง

หัวหน้าหน่วยไอทีส่ายหน้าอย่างรำคาญใจ “คุณกลัวอะไร กับอีแค่แจ้งความ”

“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ต้องการให้ใครมายุ่มย่ามเรื่องภายในของมูลนิธิ” สวิตต์บอกปัดด้วยเหตุผลเดิม

“หรือคุณกลัวตำรวจจะขุดคุ้ยเรื่องการตายของดร.ปณิธาน?” วีรัชถามลอยๆ น้ำเสียงกึ่งยั่วเย้า

“เหลวไหล นายหุบปาก แล้วก็ทำงานตามเงินเดือนที่ฉันจ่ายเถอะ” สวิตต์ตอกกลับ มองวีรัชที่ยักไหล่เบ้หน้าท่าทางกวนประสาทเหมือนเคย ก่อนจะกลับไปตั้งหน้าตั้งตารัวแป้นพิมพ์ ราวกับว่ายิ่งรัวเร็วเท่าไหร่ ปัญหาก็จะแก้ไขได้เร็วเท่านั้น

หากสวิตต์รู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตลอดสองวันมานี้ เขาเห็นวีรัชก้มหน้าขะมักเขม้นอยู่กับการตรวจสอบ กินนอนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จะห่างจอก็เพียงเฉพาะเวลาต้องไปปลดทุกข์เท่านั้น เขาไม่อยากเชื่อนักหรอก ว่ามันจะเกินมือวีรัช เพราะหมอนี่ก็เป็นแฮกเกอร์มือฉมังคนหนึ่งเหมือนกัน ฉายา ‘เดอะโกส’ ผีร้ายที่เคยแฮกเข้าระบบของรัฐบาลจนต้องโทษจำคุกมาแล้ว พ้นโทษออกมาก็ยังไม่เข็ด แต่รู้วิธีไม่ให้โดนจับได้ง่ายๆ เหมือนก่อน แถมยังแอบเปิดเวบสอนวิธีการแฮกเวบไซต์ เรียกว่าถ้ามีการมอบปริญญา วีรัชก็คงได้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ละมัง

เขาได้รู้จักวีรัชเมื่อสามปีที่แล้ว ผ่านการแนะนำจากพันเอกธีรยุทธ นายทหารนอกราชการที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน ขณะนั้นเขากำลังมองหาผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเก่งๆ สักคน แม้จะไม่ชอบท่าทางยั่วโทสะคนได้ตลอดเวลาของวีรัช แต่เพราะท่านธีรยุทธรับรอง เขาจึงตกลงรับไว้ แล้วนายคนนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาวางใจให้วีรัชช่วยงานได้หลายเรื่อง แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาไม่พร้อมจะให้ใครร่วมรับรู้ รวมทั้งเรื่องอุบัติเหตุนั่นด้วย

การเสียชีวิตของดร.ปณิธาน ตำรวจสรุปว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุ จากผลการชันสูตร พบว่าผู้ตายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสูง นั่นเองที่เป็นข้อสันนิษฐานว่าเป็นสาเหตุของการขับรถตกสะพาน สื่อมวลชนลงข่าวการตายของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังเพียงฉาบฉวย แต่มุ่งประเด็นไปที่เรื่องความไม่ปลอดภัยของแยกที่มีลักษณะเหมือนตัววายบริเวณต่างๆ ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และการติดตั้ง crash cushion หรืออุปกรณ์ลดแรงปะทะในบริเวณจุดเสี่ยง

ข่าวการตายของดร.ปณิธานจึงเงียบหายไปจากความสนใจในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมกับความจริงที่ว่า ดอกเตอร์ปณิธานแพ้แอลกอฮอล์อย่างรุนแรง

สวิตต์เคยคะยั้นคะยอให้ดอกเตอร์ดื่มในงานเลี้ยงของมูลนิธิงานหนึ่งเพราะไม่รู้มาก่อน มารดาของเขาออกโรงปฏิเสธแทนและเล่าให้ฟังว่า ดอกเตอร์เคยลองดื่มเพียงครั้งเดียวเมื่อตอนแตกเนื้อหนุ่ม แล้วก็เกิดอาการแพ้หายใจไม่ออก จนถูกหามส่งโรงพยาบาล แทบเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นก็ไม่เคยเข้าไปข้องเกี่ยวกับของมึนเมาใดๆ อีกเลย

เรื่องนี้รู้กันเฉพาะคนใกล้ชิด รวมทั้งคุณพรรณรายภรรยา แต่เธอก็หมดโอกาสที่จะอุทธรณ์เรื่องนี้ให้ใครได้ยิน เพราะเกิดเหตุการณ์โจรปล้นบ้านและทำร้ายเธอจนเสียสติไปเสียก่อน คนที่น่าสงสารที่สุดในเหตุการณ์นี้คือ ปุณิกา ลูกสาวคนเดียวที่ต้องกลายเป็นกำพร้าทั้งพ่อและแม่ภายในเวลาไม่ถึงเดือน

อันที่จริง เขานับถือเธอมากทีเดียวที่อดทนต่อความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ฝ่าฟันจนเรียนจบปริญญาเอก เธอคงตั้งใจจะเดินตามรอยพ่อถึงได้กลับมาทำงานที่นี่ ตอนนี้ก็คงกำลังสนุกกับการลงภาคสนาม น่าเสียดาย ถ้าไม่ติดเรื่องยุ่งทางนี้ เขาคงได้ตามไปด้วย

มันก็น่าแปลกเหมือนกันที่เขารู้สึกประทับใจเธอตั้งแต่วันแรกที่กลับมาพบกัน จะว่าเพราะเคยเจอกันมาก่อนในสมัยเด็กก็ไม่น่าใช่ เพราะก่อนหน้านั้นเขาจำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ ต่อเมื่อกลับมาพบกันอีกครั้งนั่นแหละ ความหลังจึงค่อยฟื้นตื่นจากการหลับใหล บุคลิกเงียบขรึมของเธอช่างแตกต่างจากความร่าเริงสมัยยังเยาว์ คงเป็นเพราะผ่านเรื่องเจ็บปวดใจมาอย่างสาหัส แต่ความนิ่งของเธอกลับดึงดูดให้เขารู้สึกอยากเข้าใกล้ เขาไม่เคยเชื่อเรื่องรักแรกพบหรอก แต่ความรู้สึกพิเศษที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี่คืออะไร เขาก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ดูสิ แค่นึกถึงรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าหวาน เขาก็อดยิ้มตามไม่ได้ เมื่อไหร่หนอ เธอจะกลับมาเสียที

“เฮ้ย! มันกลับมาแล้ว!” เสียงร้องอย่างตื่นเต้น ดึงสวิตต์กลับมาที่ห้องทำงานของฝ่ายไอทีอีกครั้ง พอเห็นวีรัชยิ้มแฉ่งอยู่ ก็รีบเดินเข้าไปหาทันที ภาพบนจอคอมพิวเตอร์ทำให้รู้สึกโล่งอก

“นายทำยังไงให้เงินกลับมา” สวิตต์ถาม แต่คนถูกถามนั่งกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองจอคอมพิวเตอร์เฉย “เอ้า ทำอมภูมิอยู่ได้ บอกมาเร็ว”

วีรัชเหลือบตามองสวิตต์ ทำหน้าเหนื่อยหน่ายราวกับเขามาขัดอารมณ์สุนทรีย์ของตน “ผมก็...ไม่ได้ทำอะไร”

สวิตต์ยืดตัวตรง “หมายความว่าไง”

“ก็ตามนั้น ผมเข้าไปในระบบของธนาคารอีกรอบ ตรวจสอบดูอีกทีก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ แล้วพอออกมา มันก็บิงโก เงินกลับมาเหมือนเดิม”

“เป็นไปได้ไหมที่มันจะเป็นความผิดปกติของระบบธนาคาร” สวิตต์ตั้งข้อสังเกต

วีรัชส่ายหน้าช้าๆ ยกมือลูบคางตัวเองอย่างใช้ความคิด เสียงเตือนจากโทรศัพท์มือถือว่ามีข้อความเข้า เขาจึงยกขึ้นดู ข้อความที่ได้รับทำให้เขาขมวดคิ้วยุ่ง

“อะไร” สวิตต์ถาม แต่แทนที่จะตอบวีรัชกลับส่งโทรศัพท์ให้เขาอ่านเอาเอง

‘คราวหน้าฉันจะเอาเงินสกปรกของพวกแกไปให้หมดจริงๆ ระวังไว้ให้ดี’

“นี่หมายความว่า ไอ้บ้านั่นมันยอมคืนเงินกลับมาให้เราเอง อย่างนั้นเหรอ” สวิตต์ถาม

“คุณบอกผมสิว่า มันหมายความว่ายังไง” วีรัชตอบกวนยวนประสาทตามสไตล์

“ฉันว่านายต้องรีบหาตัวแฮกเกอร์จอมป่วนนี่แล้ว มันชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน”

“นั่นสิ มันทำให้ผมสงสัยจริงๆ”

“นี่นายเพิ่งเริ่มสงสัยเหรอว่ามันเป็นใคร” สวิตต์ถามเสียงหยัน

“เปล่า” วีรัชปฏิเสธเสียงสูง “ผมสงสัยว่ามันหมายถึงอะไร ที่ว่า เงินสกปรก น่ะ” หรี่ตามองเจ้านายสุดหล่ออย่างประเมิน สวิตต์จ้องกลับอย่างไม่ลดละเช่นกัน จนวีรัชต้องเป็นฝ่ายเมินหนี “ผมคงไม่สามารถจับตัวมันได้หรอก คงต้องให้ตำรวจช่วย”

“นี่นายคิดว่าฉันกลัวตำรวจจริงๆ รึไง เอาสิ ถ้านายยอมประจานตัวเองว่าแฮกเกอร์มือหนึ่งอย่างเดอะโกสโดนลูบคม ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไรที่จะให้ตำรวจเข้ามายุ่ง” สวิตต์ยิ้มเยาะ

วีรัชยืนขึ้นประจันหน้าอย่างท้าทาย “แหม ได้ยินคนเรียกชื่อเดอะโกสแล้วมันรู้สึกคันไม้คันมือ ตกลง ผมจะลากตัวมันมาให้คุณเอง แต่มีข้อแม้”

“ฉันไม่จำเป็นต้องรับข้อแม้อะไรทั้งนั้น นายคิดว่าฉันจ่ายเงินเดือนแสนแพงให้นายมานั่งกระดิกเท้าเล่นหรือไง” สวิตต์ว่าก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางประตูห้อง พอปัญหาคลี่คลาย ความเหน็ดเหนื่อยเพราะไม่ได้นอนมาตลอดสองวันสองคืนก็ส่งผล

วีรัชรีบเอ่ยขึ้น “จะเจอตัวมันได้ คุณต้องบอกผม เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการตายของดอกเตอร์ปณิธานใช่ไหม”

สวิตต์หันกลับมาช้าๆ “ดอกเตอร์เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ แทนที่จะผูกเรื่องเป็นนิยายฆาตกรรม นายควรจะใช้หัวสมองของนายคิดหาวิธีจับตัวมันให้ได้จะดีกว่า ก่อนที่ฉันจะหาคนมาทำงานนี้แทนนาย” เขาว่าเสียงเรียบแต่เฉียบขาดก่อนจะเดินออกจากห้องไป

เจ้าของห้องได้แต่หัวเราะหึกับตัวเอง สักวันเขาจะรู้ให้ได้ว่าสวิตต์กุมความลับอะไรเอาไว้ ส่วนไอ้เจ้าแฮกเกอร์จอมป่วนนั่นก็...ช่างมันปะไร เรื่องตามล่าตัวมันไม่ได้กวนใจเขาเลยสักนิด ในเมื่อเขารู้ดีอยู่แล้วว่ามันเป็นใคร


หลังจากเสร็จภารกิจที่หมู่บ้านบางกะลา ทีมงานบีพีเอฟก็บอกลาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดและชาวบ้านเพื่อเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านห่างไกลอีกแห่งในจังหวัดใกล้เคียง ผู้ใหญ่บ้านคนเดิมขับรถมาส่งสมาชิกทั้งหมดที่ปั๊มน้ำมันที่มารับ รถตู้ของมูลนิธิจอดรออยู่แล้ว แต่ละคนยังรู้สึกคึกคักครึกครื้นไม่มีทีท่าเหน็ดเหนื่อย พูดคุยหยอกเย้ากันสนุกสนานตลอดเวลาเดินทาง

“ที่บางกะลานี่แค่เบาะๆ เดี๋ยวเราไปจัดหนักกันที่ท่าต้นสูง พี่เดือนหมดโควตาแล้วนะครับ ห้ามเมา” เอกรินทร์หยอกพลางหัวเราะรื่น

“ยังย่ะ ฉันยังเหลือโควตาของปีที่แล้ว ยังใช้ไม่หมด” คนโดนแซวย้อน ก็ปีที่แล้วเธอตั้งครรภ์ จึงไม่ได้ออกเดินทางลงภาคสนามกับทีมงาน

“โอ้ย ปีที่แล้วไม่นับครับ แหม ปีก่อนพี่ไม่เมารถก็จริง แต่เมารักจนอ้วกแตกอ้วกแตน หนักกว่านะนั่น เมานานเก้าเดือนเลย”

“ทะลึ่งแล้วนะ ไอ้น้องเอก” เดือนเพ็ญส่งกำปั้นมาเตือน เพราะนั่งไกล เลยเอื้อมไม่ถึงกบาลรุ่นน้อง

เอกรินทร์ยกมือไหว้ปลก ไม่ต่างกับลิงหลอกเจ้า ทำเอาชาวคณะขำในท่าทะเล้น “ขอโทษคร้าบ ผมผิดไปแล้ว”

“เออ สำนึกผิดก็ดี สังคมให้อภัย”

“ไม่เอา ผมมันพวกต่อต้านสังคม ให้อะไร ผมก็ไม่เอา” ว่าพลางทำหน้าเบ้ ยักไหล่

“เพี้ยนนะแก มิน่า เพื่อนๆ เขาถึงไม่อยากคบ ดูสิ ทั้งรถ มีฉันใจบุญยอมคุยกับแกคนเดียว” เดือนเพ็ญทวงบุญคุณ“จริงไหมจอม” พยายามหาพวก

“ไม่รู้สิครับ ไม่รู้ใจบุญ หรือเพี้ยนพอกัน” ตอบจบก็โดนมะเหงกเคาะไปกลางหน้าผากทันที

“นี่แน่ะ หลอกด่าฉัน” หันไปทางตัวต้นเรื่องก็เห็นหัวเราะสะใจจนตัวงอ ไม่รู้ขำจริงหรือแกล้ง แต่มันน่านัก “นันท์ยืมมะเหงกเขกไอ้ลิงนั่นที หมั้นไส้นัก”

“อย่าเลย ผมกลัวลิงกัด ไม่รู้ฉีดยาหรือยัง” รัฐนันท์ตอบยิ้มๆ

“แหม พี่นันท์ก็ ผมไม่ดุขนาดนั้น” เอกรินทร์เสียงอ่อย แต่พอรุ่นพี่หันไป ก็แยกเขี้ยวจนเห็นเหงือกเหมือนลิงขู่ใส่ กับเดือนเพ็ญที่อายุต่างแต่เข้าทำงานรุ่นเดียวกัน หยอกแรงได้ แต่กับหัวหน้าทีมอย่างรัฐนันท์...ลิงเกรงใจ

“เราต้องไปต่อรถอีกไหมคะ” ปุณิกาถาม เมื่อสงครามน้ำลายสงบลง

“ครับ แต่ไม่เกินสิบห้านาที”

“ดีจัง” อริสาร้องอย่างยินดี “ขากลับลงมาจากบ้านบางกะลา สากินฝุ่นมาจนอิ่มแล้ว”

“น้องสาไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ รับรองไม่มีฝุ่นให้กินแล้ว” เดือนเต็มว่า

“จริงจ้ะ” เอกรินทร์รีบเสริม “เดี๋ยวเขามีแฮ้กส์แจก”

“ลูกอมน่ะเหรอคะ” อริสาถาม แต่ทั้งรถหัวเราะครืน

“เดี๋ยวถึงก็รู้เองน่า” รัฐนันท์ตัดบท ปล่อยให้สองสาวน้องใหม่มองหน้ากันอย่างสงสัย มันต้องมีความนัยอะไรแน่หรือจะโดนรับน้องแบบโหดๆ เหมือนอย่างที่เคยคุยเล่นกันก่อนออกเดินทางเสียก็ไม่รู้


โปรดติดตามตอนต่อไป


ช่วงแรกนี่เป็นของเก่า เอามาเล่าใหม่ ตั้งแต่สมัยลงแรลลี่เมื่อสองสามแรลลี่ก่อน เผื่อคนที่ลืมไปแล้ว ก็จะได้ทวนกันใหม่ พยายามเขียนให้สนุก หวังว่าคนอ่านจะสนุกไปด้วยนะคะ  ;D

93
3. buddy / บีเลิฟ / ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๔
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 11:03:15 AM »
บทที่ ๔

   ไม่นานหลังจากรถตู้เคลื่อนออกนอกเขตกรุงเทพมหานคร นักดนตรีคณะบีพีเอฟก็เริ่มบรรเลงเพลงขับกล่อมเพื่อนร่วมทาง โดยมีแกนนำเป็นกีต้าร์โปร่งมือดีและนักร้องสาวเสียงหวานนั่งประจำเป็นคู่หูอยู่ที่เบาะท้าย ร้องเพลงไปก็เย้าแหย่กันไป สร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะให้ชาวคณะ

น้องใหม่สองคนนั่งแถวหน้า มีรัฐนันท์หัวหน้าทีมลงภาคสนามคุมอยู่ติดประตู “หนวกหูหน่อยนะครับคุณปุ่น” เขาตะโกนข้ามอริสาที่นั่งอยู่ตรงกลางไปคุยกับ ‘แขกพิเศษ’ อย่างเกรงใจ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ สนุกดี” เธอปรบมือตามจังหวะ สนุกสนานไปกับบรรยากาศครื้นเครง หลายเพลงไม่เคยได้ยินมาก่อน บางเพลงเป็นบทเพลงอมตะที่เคยผ่านหูร้องตามได้

“จริงด้วยค่ะ นึกถึงบรรยากาศตอนออกค่ายอาสาฯ สมัยเรียนหนังสือนะคะ” อริสาชวนคุยบ้าง   

“เคยไปออกค่ายกับเขาด้วยหรือ เราน่ะ” รัฐนันท์มองหญิงสาวที่นั่งข้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ท่าทางนุ่มนิ่มเป็นคุณหนูแบบนี้ พ่อแม่ยอมให้ออกมาจากบ้านก็เก่งแล้ว

“เคยสิคะ สนุกจะตาย สาน่ะคนสำคัญของค่ายเลยนะคะ”

“ผอมจนลมพัดปลิวแบบเธอน่ะนะคนสำคัญ”

“แน่นอนค่ะ ก็เป็นเหรัญญิกคอยกุมเงินไงคะ ไม่สำคัญเหรอ”

รัฐนันท์เบ้หน้า “ว่าแล้ว อย่างเราจะไปทำอะไรเป็น”

“แหม อย่ามาดูถูกกันหน่อยเลยพี่นันท์ ขุดดิน ปลูกป่า สร้างฝาย สาเคยทำมาหมดแล้วทั้งนั้น”

รัฐนันท์ส่ายหน้าไม่อยากจะเชื่อราคาคุย หันไปถามอีกคน “คุณปุ่นเคยไปออกค่ายบ้างไหมครับ”

“ไม่เคยค่ะ ตอนอยู่ที่โน่น เวลามีวันหยุดยาวก็จะพากันไปตั้งแคมป์เที่ยวเสียมากกว่า ไม่ค่อยทำตัวเป็นประโยชน์สักเท่าไหร่” ความสนุกในวัยเรียน แค่นึกถึงก็รู้สึกสนุกแล้ว

“ไปตั้งแคมป์ที่ไหนเหรอคะ” อริสาถามแทรกขึ้น

“ก็ตามภูเขา แม่น้ำ แล้วแต่เพื่อนชวนค่ะ ใครชวนไปไหนก็ไป ถ้าไม่ติดอะไร”

“น่าสนุกจังค่ะ สาก็อยากไปตั้งแคมป์นอนในป่าบ้างเหมือนกัน คงตื่นเต้นดีนะคะ”

“อะไรๆ ก็สนุกไปหมดเลยนะเรา” รัฐนันท์ค่อนอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดู

“ก็จริงนี่คะ” หันไปชวนเพื่อน “ไว้เราหาโอกาสไปเที่ยวป่ากันนะคะคุณปุ่น ไม่ให้พี่นันท์ไป” แอบกระซิบแต่คนโดนพาดพิงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ มีหรือจะไม่ได้ยิน

“เอาเถอะ อย่างกับฉันอยากไปนักนี่  คุณปุ่นอย่าไปวางใจยัยเด็กต๊องนี่นะครับ เดี๋ยวพาหลงป่าล่ะแย่เลย เป็นภาระคุณปุ่นอีก”

“พี่นันท์น่ะสิต๊อง มาว่าสาแบบนั้นได้ไง” คนโดนว่าทำหน้าเง้าอย่างแสนงอน

“นี่เธอกล้าว่ารุ่นพี่ติงต๊องเหรอ” เขาชี้หน้าคาดโทษ

หญิงสาวยกมือปิดปาก สั่นหัวดิก “ปะ เปล่า เปล่านะคะ สาไม่ได้ตั้งใจ” เสียงอ่อยลงไปถนัด ยิ่งเห็นหัวหน้าทีมทำหน้าบูดยิ่งลนลาน “สาขอโทษค่ะ อย่าโกรธสานะคะ”

รัฐนันท์ไม่ได้โกรธจริงจังอะไร เพียงอยากจะแหย่น้องใหม่เล่นเท่านั้นเอง เห็นท่าทางหงอๆ แล้วมันขัดหูขัดตาชอบกล คอยดูเถอะ จะแกล้งให้หนักเชียว

หลังจากแวะพักทานมื้อเที่ยงที่ประจวบคีรีขันธ์ บทเพลงก็เริ่มเบาจังหวะลงและฟังสบายขึ้น จะเพราะท้องอิ่มหรือเพลงเย็นๆ ช่วยกล่อมก็ไม่ทราบได้ ไม่นานสมาชิกทั้งคันรวมทั้งนักร้องนักดนตรีก็พร้อมใจกันหลับผล็อย ยกเว้นคนขับที่ต้องหันไปเปิดวิทยุฟังเบาๆ เป็นเพื่อนคลายเหงา

ความครึกครื้นเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากแวะพักรถที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง เหล่าสมาชิกแยกย้ายกันทำธุระส่วนตัวแล้วกลับมารวมตัวกันที่รถอีกครั้ง ปุณิกาสังเกตเห็นว่าไม่มีใครกลับขึ้นรถตู้เลย จึงยืนรออยู่ใกล้ สิบนาที สิบห้านาทีก็แล้ว หัวหน้าทีมเองก็นั่งอ่านเอกสารเฉย ไม่เห็นเรียกคนขึ้นรถ ด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถามรัฐนันท์

“เราไม่ไปกันต่อหรือคะ”

รัฐนันท์เงยหน้า ส่งยิ้มให้ “ไปครับ รอรถมารับ”

“อ้าว เปลี่ยนรถเหรอคะ” อริสาถามแทรกขึ้น

“ใช่ รถตู้เข้าหมู่บ้านไม่ได้”

สองสาวมองหน้ากัน รัฐนันท์จึงอธิบายเพิ่ม “หมู่บ้านต้องขึ้นเขาไป และทางก็ค่อนข้างแคบ สวนกันลำบาก รถใหญ่อย่างรถตู้เข้าไม่ได้ คนขับก็ไม่ชำนาญทาง เลยต้องอาศัยรถท้องถิ่น”

“แล้วไปอีกไกลไหมคะ” ปุณิกาหวั่นใจนิดหน่อย เพราะตะวันก็เริ่มบ่ายคล้อยลงแล้ว

“ไม่ไกลหรอกครับ ประมาณสองสามชั่วโมงก็ถึง”

เสียงแตรรถเรียกความสนใจของทุกคน รถสองแถวสีแดงเก่าคร่ำสนิมเขรอะเข้ามาจอดเทียบ คนขับยิ้มกว้างเห็นฟันเหลืองเด่นอยู่บนใบหน้าคล้ำจัด ส่งเสียงห้าวสำเนียงถิ่นใต้มาทัก “โทดที มาแชไปหิด พร้อมไปแล้วม้าย”

รัฐนันท์และชาวคณะพร้อมใจกันยกมือไหว้ “ไม่นานครับผู้ใหญ่ ไปกันเลยไหม”

“ไปๆ ขึ้นเลย” ผู้ใหญ่กวักมือเรียก

หัวหน้าทีมหันไปสั่งการ เหล่าสมาชิกจึงช่วยกันขนสัมภาระเปลี่ยนขึ้นรถสองแถว อริสามองสภาพรถสองแถวที่ผุจนสนิมขึ้นเต็มไปหมดตลอดตัวถัง หลังคาบุบบี้มีลังกระดาษสี่ห้าใบวางเทินคาดด้วยยางสีดำเส้นใหญ่ เครื่องยนต์ส่งเสียงครางหึ่งราวกับคนที่เหนื่อยจนแทบจะหมดแรง สภาพนี้จะพาไปถึงหมู่บ้านเป้าหมายหรือไม่ เธอไม่กล้าคิด

“เอ้า มัวยืนบื้ออะไรอยู่” เสียงเรียกของรัฐนันท์ทำเอาคนกำลังคิดเพลินๆ สะดุ้ง “เอานี่ไป” เขาส่งกล่องใบโตให้

หญิงสาวรับมาแล้วแทบทรุดลงไปกองเพราะไม่ได้เตรียมตั้งหลักกับความหนักของกล่อง คนยื่นให้ยังไม่สะใจ วางกระเป๋าใบย่อมอีกใบ เทินขึ้นไป สั่งสำทับเสียงเข้ม “เอาขึ้นรถเร็วสิ”

อริสาย่นหน้าใส่คนวางอำนาจ ยื่นของให้คนอื่น แต่ตัวเองกลับเดินตัวปลิวไปที่รถ กล่องและกระเป๋าน้อยใหญ่ถูกจัดเรียงขึ้นรถคันใหม่ เหลือพื้นที่ให้คนนั่งอยู่ครึ่งคัน รถสองแถวตอนนี้ไม่เหลือสักแถวเพราะกลายเป็นที่วางของหมด คนจึงต้องกระเด็นลงมานั่งที่พื้นรถแทน ปุณิกาถูกคะยั้นคะยอให้ไปนั่งหน้าคู่คนขับ จะได้ไม่ต้องเบียดกับสมาชิกคนอื่นๆ อริสาย่องจะตามไปด้วย แต่โดนดึงไว้

“จะไปไหน เราน่ะต้องมานั่งหลัง ขึ้นไปเลย” ว่าพลางโบกมือไล่ให้ขึ้นรถ ก่อนหันไปหาสาวร่างท้วมเพื่อนร่วมทีมอีกคน “พี่เดือนครับไปนั่งหน้ากับคุณปุ่นเถอะ นั่งหลังเดี๋ยวจะเมา”

“โธ่ พี่นันท์ สาก็เมารถเหมือนกันนะคะ” ตีหน้าเสียน่าสงสาร

“กลัวเมา?” ชายหนุ่มถาม เลิกคิ้วมองหยั่งเชิง เห็นน้องใหม่พยักหน้างึกงัก “กลัวเมาก็รออยู่ที่นี่ละกัน ดีไหมจ๊ะ” น้องใหม่รีบสั่นหน้า “งั้นจะขึ้นรถไปดีๆ หรืออยากโดนทิ้งไว้ที่นี่ เลือกเอา” รัฐนันท์ยื่นคำขาด ก่อนหันไปมองสำรวจความเรียบร้อยเป็นสุดท้าย หันไปโบกมือให้คนขับรถตู้ “ไปก่อนนะพี่แสง”

เมื่อลูกอ้อนไม่เป็นผล ขืนชักช้าอาจโดนทิ้งจริงๆ อริสาจึงจำใจต้องมุดลอดใต้แขนสองหนุ่มที่ยืนบังอยู่ท้ายรถเข้าไปแทรกตัวนั่งลงท่ามกลางกองสัมภาระ

“น้องอริสานั่งข้างๆ พี่ก็ได้จ้ะ” เอกรินทร์มือกีต้าร์ผู้ร่าเริงตลอดเวลาขยับที่ให้ แต่ก็กว้างแค่พอหย่อนก้นลงได้เท่านั้น หญิงสาวต้องกอดเข่าเอาไว้ ไม่อย่างนั้นก็จะไปเกยเข่าของเอกรินทร์กับจอมใจที่นั่งขนาบอยู่สองข้างซ้ายขวา อีกสามหนุ่มยืนเกาะอยู่ท้ายรถ เสียงรัฐนันท์ตะโกนบอกคนขับให้ออกรถได้เลย ไม่นานเครื่องยนต์ก็เริ่มเดินและรถค่อยๆ เคลื่อนตัว

ผ้าใบที่ถูกดึงลงมาปิดสองข้าง และสามหนุ่มที่ยืนปิดท้ายรถ ทำให้บรรยากาศในช่องแคบที่คนห้าคนนั่งเบียดกันอยู่แสนจะอึดอัด อริสารู้สึกราวตัวเองเป็นพวกต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย พยายามมองลอดช่องผ้าใบออกไป ก็มองไม่เห็นชัด ทั้งๆ ที่สภาพรถแสนจะเก่า คนขับก็ยังตะบึงแบบไม่มีถนอมคันเร่ง หลายต่อหลายครั้งที่รถกระเด้งกระดอนอย่างแรงจนตัวแทบลอย เลี้ยวทีคนนั่งก็เอนเค้เก้ไปกองรวมกันแทบจะเป็นก้อนเดียว หญิงสาวนึกภาพรถกระเด้งจนล้อหลุดกระเด็นวิ่งนำไปก่อนแบบที่เคยเห็นในหนังตลก แล้วก็ต้องรีบสั่นหน้าโดยเร็วเพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์ที่จินตนาการขึ้นจริงๆ ประเมินจากสภาพรถแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้สูงมากทีเดียวเสียด้วย

ผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้โดยสารแต่ละคนก็เริ่มขยับ หยิบผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ขึ้นมาคลุมปิดหน้าปิดตา อริสามองเหลียวซ้ายแลขวาไม่เข้าใจ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียว รถก็เลี้ยวเข้าเส้นทางที่เป็นทางลูกรัง ฝุ่นทางเล็ดลอดผ่านผ้าใบบังเข้ามาในรถคลุ้งจนแทบสำลัก อริสาได้แต่ยกคอเสื้อขึ้นมาปิดจมูกแก้ขัด หลับตาแน่นปี๋ น่าเจ็บใจจริงเชียว ไม่มีใครบอกให้เธอเตรียมตัวไว้บ้างเลยว่าจะเจอกับอะไร

ดวงตะวันค่อยๆ เคลื่อนลงต่ำ แสงสว่างก็ค่อยเลือนรางลงเรื่อยๆ แต่รถก็ยังเร่งรุดไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เธอเดาเอาว่ารถคงกำลังไต่ขึ้นเนิน เพราะกระเป๋าที่วางเทินอยู่ข้างหลัง ไหลลงมากระแทกศีรษะอยู่หลายหน จนคอแทบเคล็ด ลมที่ลอดช่องผ้าใบเข้ามาเย็นขึ้นจนรู้สึกได้

ราวกับนานนับปีกว่าความทรมานจะจบสิ้นลง ในที่สุดรถก็ค่อยๆ ชะลอจนจอดสนิท ได้ยินเสียงพูดคุยเคล้าเสียงหัวเราะสนุกสนานอื้ออึงอยู่นอกรถ อริสาก้าวลงจากรถอย่างมึนๆ รู้สึกสะท้านไปกับอากาศเย็นภายนอก ไม่รู้ขึ้นเขามาสูงเท่าไร เหลือบไปเห็นพี่เดือนเดินหน้าซีด ไปหลบอาเจียนดมยาดมอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ มีดร.ปุณิกาคอยลูบหลังให้

“เอ้า อย่ามัวชักช้าอยู่ ช่วยกันขนของไปโรงนอนก่อน” เสียงร้องสั่งงานของรัฐนันท์ ดังมาพร้อมกับมือใหญ่คว้าแขนอริสาลากกลับไปที่ท้ายรถ ยกกระเป๋าสามใบมายื่นส่งให้ นี่คุณพี่เห็นเธอเป็นยอดหญิงจอมพลังหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่เป็นรุ่นน้องจะทำอะไรได้ นอกจากต้องยอมรับมาโดยดุษฎี แค่ไม่อยากขัดใจคนหน้าดุหรอก ถึงได้ยอม

“แล้วโรงนอนอยู่ไหนคะ”

“เดินตามเขาไป เดี๋ยวก็เจอเองล่ะ” บอกส่งๆ ก่อนก้าวขึ้นรถไปรื้อของออกมาอีก

อริสาเดินตามเอกรินทร์ไปจนถึงอาคารโปร่งชั้นเดียว หลังคามุงกระเบื้องสีฟ้าซีดซึ่งครั้งหนึ่งคงเคยเป็นสีน้ำเงินสดใส กำแพงอิฐฉาบปูนสูงแค่เอวกั้นเป็นรั้วโดยรอบ เปิดช่องเป็นทางเข้าออกอาคารไว้สองข้าง ภายในตัวอาคาร นอกจากกองเก้าอี้ที่วางซ้อนกันอยู่ที่มุมหนึ่งแล้วก็ไม่มีอะไรอีก พื้นซีเมนต์ผิวเรียบมีร่องรอยว่าผ่านการใช้งานมานานจนเป็นสีเทาเข้ม

“เราจะนอนกันที่นี่หรือคะ” อริสาเอ่ยถามหลังจากวางกระเป๋าสามใบที่ถือมาลงบนพื้นข้างๆ กองสิ่งของที่พวกรุ่นพี่คนอื่นๆ ขนมา

“ใช่แล้วจ้ะ” เอกรินทร์ตอบ “นี่เป็นอาคารเอนกประสงค์ของหมู่บ้าน ใช้เป็นทั้งที่ประชุม เป็นโรงเรียน และตอนนี้ก็เป็นห้องนอนสำหรับแขกผู้มีเกียรติอย่างพวกเราด้วย” อธิบายต่อด้วยท่าทางภูมิใจ

อริสากำลังคิดว่าจะนอนกันเข้าไปได้อย่างไรบนพื้นซีเมนต์ ก็พอดีหญิงชาวบ้านสามสี่คนเดินหอบเสื่อและเครื่องนอนอื่นๆ เข้ามาให้

เธอจึงเข้าไปช่วยสาวชาวบ้านจัดการที่หลับที่นอนหมอนมุ้ง ได้ยินเสียงเอกรินทร์เจรจากับสาวๆ เป็นภาษาใต้ คล่องปรี๋อจนน่าเชื่อว่าจะเป็นคนใต้ ทั้งๆ ที่รูปร่างหน้าตาออกจะขาวเหมือนคนเหนือเสียมากกว่า

แม้จะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ก็พอจับใจความได้ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บีพีเอฟมาลงพื้นที่ที่หมู่บ้านบางกะลาแห่งนี้ เอกรินทร์หันมาอธิบายเพิ่มเติมว่า

“เรามากันทุกปี ทำงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นโครงการต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านหมู่นี้ เน้นให้พวกเขามีสุขอนามัยที่ดี และมีอาชีพ สามารถพึ่งพาตนเองได้”

“มิน่า สาเห็นพวกพี่ๆ สนิทสนมกับชาวบ้านกันทั้งนั้น”

“ชาวบ้านเขาก็เห็นเราเป็นเหมือนลูกหลาน เขารู้ว่าเรามาช่วยพัฒนา เขาก็ต้อนรับอย่างดี” จอมใจเสริมยิ้มๆ

“คืนนี้จะมีงานเลี้ยงด้วย เมียผู้ใหญ่เกณฑ์สาวๆ ไปช่วยกันทำครัวอยู่” พี่สาวที่กำลังช่วยปูที่นอนให้ เจรจาภาษากลางชัดถ้อย

“แหม ลาภปาก แต่อย่าให้ถึงกับต้องล้มวัวเหมือนปีที่แล้วเลยนะจ๊ะแม่”

หญิงสาวที่เอกรินทร์เรียกแม่หัวเราะ ไม่รู้ว่าเขินหรือขันกับท่าทางก้อร่อก้อติกของเขากันแน่ เดือนเพ็ญกับปุณิกาเดินเข้ามาสมทบ ใบหน้าคนเมารถยังซีดเผือด เห็นที่นอนก็ล้มตัวลงนอนแผ่หมดสภาพ

“คืนนี้ให้พี่เดือนแกพักเอาแรงก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีแรงเปรี้ยวได้เหมือนเดิม” เอกรินทร์หันมาแซวคู่หูนักร้องเสียงทองที่นอนหายใจระรวย ไม่มีแรงจะตอบโต้ “ดร.น่าจะวิจัยยาที่ช่วยให้แกชินสักทีนะครับ ขึ้นมากี่รอบกี่รอบ แกก็เมาไม่สร่าง นางเมรีมาเจอนางเดือนเพ็ญหน่อยเถอะ ไม่ได้แอ้มพระสุธนหรอก”

“ฉันเมารถนะแก ไม่ได้เมาเหล้า แล้วพระสุธนน่ะคู่มโนราห์โว้ย ไม่ใช่นางเมรี มั่วจริงๆ”

“อ้าวเหรอเจ๊ แหม ตอนเรียนไอ้ผมมันก็ถนัดแต่วรรณคดีฝรั่งซะด้วย สามก๊กของเชคสเปียร์เนี่ย เล่มโปรดของผมเลย อ่านจนปรุแล้ว”

ทั้งที่รู้ว่าโดนยั่วประสาท แต่คนเพิ่งอาเจียนมา หมดแรงจะต่อกร มือข้างหนึ่งยังถือยาดมจ่อจมูก อีกมือเหวี่ยงเปะปะ “ไปมั่วที่อื่นเลยแก ชิ้วๆ คนจะพัก”

“แหม พี่เดือนผมไม่ใช่แมลงวัน มาโบกมือไล่อย่างนี้” เอกรินทร์ยังไม่ยอมเลิกแซว “จะให้ผมไปมั่วที่ไหนได้ ผมรักแต่พี่เดือนเพ็ญ แม่ดวงแขรัชนีกรยอดบุหลันของเอกรินทร์คนนี้คนเดียวเท่านั้น”

คนโดนแซวทำได้แค่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะให้รู้ว่ารำคาญ ไม่มีแรงจะเถียง ปล่อยให้อีกฝ่ายหัวเราะลงลูกคออย่างย่ามใจ
“มัวเล่นอะไรกันอยู่ เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง ผู้ใหญ่เขาเรียกชาวบ้านมาชุมนุมแล้วนะ” เสียงรัฐนันท์ร้องถามมาแต่ไกลหยุดเสียงเฮฮาของเอกรินทร์ได้ทันที

“จอม ชุดปฐมพยาบาลที่เตรียมมาให้เขาอยู่ไหนน่ะ อย่าลืมเอาไปด้วยนะ มอบกันคืนนี้เลย พรุ่งนี้ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ”

ตามกำหนดการ ทีมแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจะมาร่วมสมทบในวันพรุ่งนี้ และออกเยี่ยมตรวจสุขภาพของชาวบ้านแต่ละหลัง โดยแบ่งเป็นสามทีม แยกกันไปสามสาย หลังจากตรวจสุขภาพครบทุกครัวแล้ว คณะของบีพีเอฟจะจัดอบรมเรื่องการดูแลสุขอนามัยพื้นฐาน ซึ่งเคยอบรมไปแล้วตอนที่มาเยือนหมู่บ้านบางกะลาแห่งนี้เมื่อปีก่อน ครั้งนี้จึงเป็นการติดตามผลว่าชาวบ้านได้เรียนรู้ที่จะดูแลอนามัยของตัวเองหรือไม่

รัฐนันท์มองหาไม่เห็นพนักงานภาคสนามคนใหม่ “อริสาไปไหน”

เหล่าสมาชิกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เพราะไม่แน่ใจว่าเด็กใหม่หายไปไหน เมื่อครู่ยังเห็นนั่งหัวเราะคิกคักอยู่เลย เผลอแวบเดียว หายตัวไปไวอย่างกับล่องหน

“เห็นเดินออกไปทางด้านหลังน่ะค่ะ” ปุณิกาชี้ไปทางด้านหลังของอาคาร เธอบังเอิญสังเกตเห็นอริสาเดินตามหญิงชาวบ้านที่มาช่วยปูที่นอนออกไป ที่ไม่ได้ถามเพราะคิดว่าอาจจะไปห้องน้ำ

รัฐนันท์ก้าวยาวๆ ไปตามทางที่ด็อกเตอร์สาวชี้ ด้านหลังอาคารอเนกประสงค์เป็นป่าที่อยู่ใกล้หน้าผาเพียงนิดเดียว ทะเล่อทะล่าซุ่มซ่ามอย่างยัยบ๊องนั่น เดินร่วงตกหน้าผาไปไม่รู้ตัวจะยุ่ง เขาส่งเสียงเรียกเมื่อมองหาไม่เจอตัว สักพักจึงได้ยินเสียงขานรับ พอตามเสียงไปจนเจอตัวก็อดไม่ไหว ปล่อยเสียงหัวเราะดังลั่น

“พี่นันท์ช่วยสาขึ้นไปก่อนสิคะ มัวแต่หัวเราะอยู่ได้”

รัฐนันท์เดินไปยืนใกล้หลุมที่อริสานั่งจุมปุ๊กอยู่ ถามเสียงเจือขัน “ลงไปทำอะไรในนั้น”

“สาจะไปห้องน้ำ แต่มันสะดุดอะไรไม่รู้ลื่นลงมาอยู่ในนี้น่ะ”

ชายหนุ่มส่ายหน้า ท่าทางนุ่มนิ่มเป็นคุณหนูแบบนี้ เขาดูออกตั้งแต่มาทำงานวันแรกแล้วว่า คงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำอะไรไม่เป็นแน่ๆ แล้วก็จริงเสียด้วย อันที่จริงหลุมนั้นไม่ได้ลึกมาก สูงแค่เลยเอวของหญิงสาวมาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แค่จะดึงตัวเองขึ้นมายังทำไม่ได้ อย่างนี้มันต้องสั่งสอนให้ช่วยตัวเองเสียหน่อย “จะไปห้องน้ำเหรอ ก็มาถึงแล้วไง หลุมเนี่ยชาวบ้านเขาเคยใช้เป็นส้วมสมัยก่อน”

“อี๋!!! เอาสาขึ้นไปนะ เร็วสิ” หญิงสาวโวยวายร้อนรน “มิน่าล่ะ เหม็นชะมัดเลย พี่นันท์เร็วสิ เอาสาขึ้นไป”

“เรื่องอะไร ตัวเราเหม็นขนาดนี้ พี่ไม่กล้าจับหรอก” รัฐนันท์หยิบท่อมไม้ใกล้มือยื่นส่งให้ “เอ้า จับนี่ละกัน”

อริสาขยับเข้ามาใกล้ขอบหลุม ไม่ยอมแตะพื้นดิน “มาใกล้ๆ หน่อยสิคะ” ปล่อยมือที่บีบจมูก ยืดตัวยึดปลายไม้ที่คนส่งให้ยื่นรอไว้เสียห่างเหมือนแกล้ง แต่แม้จะยึดไม้ได้แล้ว พยายามใช้เท้าไต่ขอบดึงตัวขึ้น แต่ก็ร่วงกลับลงไปเพราะดินผนังหลุมร่วน ยึดได้ลำบาก

อริสายิ่งโวยวาย “สาไม่ไหวแล้วนะพี่นันท์ เจ็บมือแล้ว” ครางเสียงเครือเหมือนคนร้องไห้ แล้วจู่ๆ เธอก็ปล่อยมือที่ยึดไม้ไว้ ทำให้รัฐนันท์ที่ดึงอยู่อีกด้านถึงกับหงายหลัง ดีที่ยั้งทัน ไม่ก้นจ้ำพื้น

“นี่!” ชายหนุ่มตั้งท่าจะโวยแต่พอเห็นคนที่นั่งอยู่ในหลุมร้องไห้กระซิกๆ ก็เปลี่ยนใจ ‘โธ่เอ้ย ทั้งซุ่มซ่าม ทั้งขี้แง’

“เอ้า ไม่ขึ้นมาแล้วหรือไง จะนอนในหลุมส้วมนี่เหรอ” ยัยขี้แงร้องเสียงดังขึ้นไปอีก “ก็ได้ๆ ส่งมือมา เดี๋ยวดึงขึ้นให้” แต่สาวเจ้าไม่ยอมขยับ ฟ้าเริ่มมืดลงทุกที คงหมดเวลาเล่นสนุกล่ะ ชายหนุ่มกระโดดลงไปในหลุม พยุงน้องใหม่ให้ยืนขึ้น

“สาไม่ไหวแล้ว ไม่มีแรงแล้ว” หญิงสาวโอดครวญน่าสงสาร “มันเหม็นน่ะ หายใจไม่ออกแล้ว”

“เหม็นอะไรเล่า อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า นี่มันใช่หลุมส้วมที่ไหน พี่แค่หลอกเล่น เชื่อคนง่ายจริง ไม่ได้เรื่องเลยเรานี่ ขึ้นไปได้แล้ว เร็วเข้า ฟ้าจะมืดแล้วนะ” อริสาหยุดสะอื้น แต่ก็ยังยักแย่ยักยันอยู่ รัฐนันท์รำคาญตาจึงถือวิสาสะอุ้มหญิงสาวจนตัวลอย

“ว้าย! พี่นันท์ จะทำอะไรสา”

“ร้องอย่างกับจะโดนปล้ำ ขึ้นไปเร็วๆ” สั่งเสียงเข้ม

อริสาตะกายออกจากอ้อมแขนแข็งแกร่งปีนขึ้นหลุมได้สำเร็จ พริบตาเดียวชายหนุ่มก็ดึงตัวเองขึ้นจากหลุมอย่างง่ายดายขึ้นมายืนเคียงข้างกัน

“คราวหลังจะไปไหนก็เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างนะ ดูสิ เสียเวลาคนอื่นต้องมาตาม” รัฐนันท์เอ็ด ยกมะเหงกดันหน้าผากเด็กใหม่เบาๆ ก่อนจะเดินหนีกลับไปที่อาคารอเนกประสงค์

คนโดนเอ็ดยืนพูดไม่ออก ยกมือลูบหน้าผาก ขณะสำรวจความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำไมใจหวิวๆ เกิดมาในชีวิตไม่เคยโดนผู้ชายคนไหนอุ้มแนบอก นางเอกในละครคงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แบบนี้เองเวลาโดนพระเอกอุ้ม

‘เดี๋ยวนะ! อีตารัฐนันท์จอมโหดเนี่ยนะพระเอก ไม่มีทาง หนอย แกล้งหลอกให้ตกใจนึกว่าเป็นหลุมส้วมจริงๆ ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าให้ถึงทีฉันบ้างละกัน’   


โปรดติดตามตอนต่อไป

94
3. buddy / บีเลิฟ / ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๓
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 10:58:21 AM »
บทที่ ๓

   เช้าวันเสาร์ ปุณิกาออกจากบ้านพร้อมแม่นมอุ่นตรงไปยังโรงพยาบาลที่แม่ของเธอรักษาตัวอยู่ ดำเนินการเรื่องเอกสารเสร็จสิ้น ก็เข้าไปรับตัวแม่ถึงเตียง ถึงแม้จะไม่พูดคุยอะไร แต่เธอก็รู้ว่าแม่ดีใจ สีหน้าของท่านสดชื่นขึ้นกว่าทุกๆ ครั้งที่เธอมาเยี่ยม

“กลับบ้านเรากันนะคะแม่” เธอกระซิบบอก ก่อนจะพยุงมารดาขึ้นจากรถเข็นเข้าไปนั่งที่เบาะด้านหลังของรถ แม่อุ่นตามไปนั่งข้างๆ กอดประคองคนป่วยเอาไว้

ตลอดทางที่ขับรถกลับบ้าน หญิงสาวพยายามชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่เสียงตอบก็มาจากแม่นมอุ่นเท่านั้น พรรณรายนั่งเหม่อ มองไปนอกหน้าต่างเฉย โลกภายนอกกระจกรถที่วิ่งผ่านสายตาไปนั้น จะเข้าไปถึงการรับรู้ของสมองบ้างหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้

แต่พอขับรถเข้าจอดในบ้าน ทันทีที่ลงจากรถ พรรณรายก็มีอาการตื่นเต้น ร่างแข็งเกร็ง ตาลืมโพลง จนแม่อุ่นตกใจร้องเรียกปุณิกาเสียงหลง หญิงสาวรีบลงจากที่นั่งคนขับ วิ่งเข้าไปหา เนื้อตัวแม่เย็นเชียบ เธอจึงโอบแม่เข้ามากอดไว้ ลูบหลังแล้วตบเบาๆ หวังให้อาการหวาดผวานั้นบรรเทาลง

“ไม่ต้องกลัวนะคะแม่ นี่บ้านของเรา” หญิงสาวประคองใบหน้ามารดาให้มองมาที่เธอเท่านั้น “บ้านของครอบครัวเราไงคะ มีพ่อ มีแม่ มีหนูปุ่น บ้านที่เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แม่จำได้ใช่ไหมคะ” เธอพร่ำพูดซ้ำๆ จนอาการแข็งขืนของมารดาเริ่มผ่อนคลายลง จึงค่อยๆ ประคองพากันเดินเข้าบ้าน

ห้องรับแขกอันเป็นสถานที่เกิดเหตุตามคำบอกเล่าของแม่อุ่น ถูกปรับเปลี่ยนจนไม่เหลือเค้าเดิม ทั้งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องตกแต่งทุกชิ้นถูกเปลี่ยนหมด แม้แต่สีผนังก็ทาใหม่ทั้งบ้าน เงินเก็บก้อนสุดท้ายของพ่อ หมดไปกับการเปลี่ยนโฉมบ้านใหม่ทั้งข้างนอกข้างใน แต่ก็นับว่าคุ้ม ปุณิกายิ้มพอใจ ที่แม่ยอมนั่งลงบนโซฟาผ้าสักหลาดสีตองอ่อนตัวใหม่โดยไม่มีท่าทางหวาดกลัวอีก

เธอหยิบอัลบั้มภาพเก่าของครอบครัวออกมาเปิดดู พร้อมกับชวนแม่คุย ในระหว่างที่รอแม่อุ่นเตรียมห้องพัก

“ภาพนี้ปุ่นอายุสามขวบ แม่จำได้ไหม เราไปปิกนิกกันที่น้ำตก ที่นั่นมีลิงด้วย พ่อเล่าว่ามันจับกระโปรงปุ่นเพราะจะแย่งขนมในมือ หนูก็เลยกลัวจนร้องไห้จ้าจนน้ำตกแทบแตกแน่ะ ขนาดลิงยังตกใจวิ่งหนีกระเจิงไปเลย”

“นี่งานฉลองวันเกิดพ่อที่ออฟฟิศ เราแอบวางแผนกับมาดามผางไปเซอร์ไพรส์พ่อกัน จำได้ไหมคะ พ่อบ่นอุบเลยว่าคราวหลังไม่เอาแล้ว พ่อไม่ชอบเซอร์ไพรส์ กลัวหัวใจวาย แต่เราก็แอบทำกันอีกบ่อยๆ เนอะ เพราะเราชอบ”

“ภาพนี้ปุ่นเป็นคนถ่ายให้พ่อกับแม่เอง จำได้ไหมคะ ถ่ายเบี้ยวเสียไปตั้งหลายอัน แต่ก็ดื้อจะถ่ายใหม่ให้ได้ แต่จะว่าไปภาพนี้ก็ออกมาสวยนะคะ แสงสีพอดีเลย ปุ่นก็มีหัวทางการถ่ายภาพเหมือนกันนะคะ แม่ว่าไหม”

ปุณิกาเชื่อว่าในส่วนลึก มารดายังจำเรื่องราวของครอบครัวได้ เพราะบางครั้งท่านก็จะลูบมือผ่านภาพบางภาพ หากมีอาการตอบสนองเช่นนี้ เธอก็จะรีบชวนคุยเรื่องราวเกี่ยวกับภาพนั้นทันที

แต่อาการตอบสนองก็ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก ส่วนใหญ่แล้ว พรรณรายจะนั่งเหม่อลอย ดวงตาไร้จุดหมาย ไม่ว่าคนชวนคุยจะคุยจนเสียงแหบน้ำลายแห้ง ก็ไม่ได้รับการสนใจ

“พอก่อนเถอะลูก วันนี้คุณพรรณรายคงเหนื่อยมากแล้ว” แม่อุ่นติง เมื่อเห็นหญิงสาวขยับจะหยิบอัลบั้มภาพเล่มใหม่มาคุยกับแม่ “แม่อุ่นว่าพาเธอไปอาบน้ำนอนพักดีกว่านะคะ” ว่าพลางเข้ามาประคองแขนคนป่วยให้ลุกขึ้น

ปุณิกาช่วยประคองมารดาเดินขึ้นบันได ไปยังห้องพักชั้นสอง ห้องนอนใหญ่ของพ่อกับแม่ถูกปิดตาย ห้องนอนแขกได้รับการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องผู้ป่วย

“ปุ่นจะช่วยอาบน้ำแม่นะคะ” เธอกระซิบบอก พยุงมารดาเข้าไปในห้องอาบน้ำ

น้ำอุ่นผสมไว้พร้อมในอ่างอาบน้ำ แม่อุ่นจัดการเปลื้องชุดออกจากตัวผู้ป่วย พยุงพาไปนั่งในอ่าง แต่คนขันอาสาแต่แรกกลับนิ่งขึง ทั้งที่ตั้งใจจะอาบน้ำให้แม่ แต่ปุณิกากลับขยับไม่ออก เธอค่อยๆ คุกเข่าลงข้างอ่าง มือกำฟองน้ำแน่นจนสั่น น้ำตาค่อยๆ ไหลริน เมื่อไล่สายตาไปตามเนื้อตัวของมารดา บาดแผลที่โดนทำร้ายกลายเป็นรอยแผลเป็นน้อยใหญ่เต็มไปตลอดเนื้อตัว แผลใหญ่สุดเป็นเส้นยาวอยู่กลางหลัง เธอไม่เคยรู้เลยว่ารอยแผลที่หมอบอกว่าโดนของมีคมบาดทั่วทั้งตัว มันจะกลายเป็นแผลเป็นที่ตอกย้ำความเจ็บปวดมาได้จนถึงทุกวันนี้

“ทำไมต้องทำกับแม่ปุ่นขนาดนี้” เธอรำพึงเสียงเครือ สงสารมารดาจับจิต โจรชั่วอยากได้อะไรก็เอาไป ทำไมต้องทำร้ายกันจนปางตายเช่นนี้ แม่เป็นผู้หญิงอ่อนหวานและใจดี ไม่ควรต้องมาเจอกับเรื่องเลวร้ายอย่างนี้เลย

“หนูปุ่น” แม่อุ่นผละมือที่ประคองคนป่วยมากอดปลอบอีกคนแทน “เข้มแข็งไว้นะลูก มามะ แม่อุ่นจะอาบน้ำให้คุณพรรณรายเอง หนูไปรอข้างนอกเถอะ”

หญิงสาวยื้อฟองน้ำกลับ ปาดน้ำตาทั้งสองข้างแก้ม “ไม่ค่ะ หนูจะอาบเอง” เธอค่อยๆ บรรจงลูบฟองน้ำไปบนผิวมารดาแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าแผลที่เย็บไว้อย่างดีแล้วนั้น จะปริแตกให้แม่ของเธอต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

ปล่อยน้ำตาให้รินไหลปนไปกับน้ำที่ใช้อาบให้มารดา นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะต่อไปนี้ เธอจะพยายามฟื้นความทรงจำดีๆ มาลบภาพความโหดร้ายให้กับแม่ให้ได้ และคนชั่วที่ทำร้ายแม่เธอก็จะต้องได้รับกรรมที่มันก่อ หญิงสาวสัญญากับตัวเองในใจ

 
ค่ำคืนที่อบอุ่นของปุณิกา เพราะได้กลับมานอนข้างๆ มารดาอีกครั้ง หลังจากจากกันไปหลายปี กลับกลายเป็นค่ำคืนเหน็บหนาวของใครอีกคน

สวิตต์ยังเอนหลังบนเก้าอี้นุ่มที่ระเบียงคอนโดชั้นสามสิบของเขา วิวแม่น้ำเจ้าพระยาคืนนี้ ไม่น่ารื่นรมย์เหมือนเคย หนังสือในมือ ก็ไม่ได้ช่วยดึงจิตใจให้จดจ่ออยู่กับมัน แต่มักลอยไกลไปถึงคนที่ไม่ได้เห็นหน้าวันนี้

หนุ่มใหญ่ยกไวน์ขึ้นจิบ พยายามเพ่งสายตาสมาธิไปที่ตัวหนังสือแต่ก็ช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน เสียงโทรศัพท์มือถือดังเป็นสัญญาณว่ามีข้อความเข้า สวิตต์หยิบขึ้นมากดดูด้วยความหวังลึกๆ บางทีเธออาจจะคิดถึงเขาเหมือนกัน แต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าขึ้นทันทีเมื่อเห็นข้อความ

‘ฉันจะตามล้างแก่ทุกชาติ จาก ภูตินรก’

พวกโรคจิตส่งข้อความมาตอนใกล้เที่ยงคืนอีกแล้ว มันน่ารำคาญใจเสียจริง เขากำลังจะกดลบทิ้งก็พอดีมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า จึงเปลี่ยนไปกดรับสายแทน

“มีอะไร วีรัช โทรมาซะดึกเชียว”

“คุณได้ข้อความแล้วใช่ไหม” เสียงถามเรื่อยๆ เหมือนเจ้าตัวไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร

“ใช่ นี่อย่าบอกนะว่านายเป็นคนส่ง”

คนฟังหัวเราะหึ “ถึงผมจะเพี้ยนแต่ผมไม่ขี้เล่นขนาดนั้น”

สวิตต์ขมวดคิ้ว “นายหมายความว่าไง”

“คุณลองดูสิว่าใครส่งมา” น้ำเสียงติดตลกตลอดเวลาของวีรัชบางครั้งก็กวนประสาทคนฟังอยู่เหมือนกัน

ชายหนุ่มกดดูข้อความอีกครั้ง เลขหมายที่โชว์ว่าเป็นผู้ส่งคือ เบอร์โทรศัพท์ของเขาเอง “บ้าฉิบ!! นี่มันอะไรกันวีรัช หรือว่า...”

“ใช่ เหมือนเดิม”   

คำตอบทำเอาสวิตต์หัวเสีย หลายครั้งแล้วที่มูลนิธิโดนพวกแฮกเกอร์ก่อกวน และคำอธิบายต่อมาของวีรัช ผู้จัดการเทคโนโลยีสารสนเทศของมูลนิธิยิ่งทำให้อยากบีบคอไอ้พวกนี้นัก

“มันลอบเข้าระบบโทรศัพท์ของเรา เปลี่ยนหมายเลขฉุกเฉินเป็นเบอร์โทรศัพท์ของคุณ แล้วก็ส่งข้อความบ้านั่นถึงเบอร์โทรศัพท์พนักงานมูลนิธิทุกคนที่มีอยู่ในฐานข้อมูล ไอ้นี่มันชอบลอบแทงข้างหลัง เผลอหน่อยเป็นไม่ได้” วีรัชหัวเราะราวกับเป็นเรื่องสนุก การเล่นไล่จับกับแฮกเกอร์จอมป่วนอาจเป็นเรื่องสนุกของไอทีมือหนึ่งอย่างวีรัช แต่สำหรับสวิตต์ มันน่ารำคาญเหมือนยุงที่บินวนตอมหน้าตอมตา แต่จับตัวไม่ได้สักที พอเผลอมันก็แอบเจาะดูดเลือดเรา แต่พอจะตบ มันก็บินหนีไปอีก

คราวที่แล้ว ลอบเข้าระบบป้องกันอัคคีภัย เปิดเสียงเตือนภัยจนอลหม่านไปทั้งตึก อีกคราวก็แกล้งตัดน้ำตัดไฟ กว่าจะแก้ไขได้ พนักงานก็ต้องทำงานใต้แสงไฟฉุกเฉินอยู่ครึ่งค่อนวัน แล้วคราวนี้ถึงขนาดแกล้งส่งข้อความไปหาพนักงานโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ของเขาเลยทีเดียว ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน เขาพยายามบอกให้วีรัชจัดการมันให้เด็ดขาด แต่ถูกปฏิเสธด้วยข้ออ้างที่ว่า ถ้าจะให้เด็ดขาดก็ต้องแจ้งตำรวจ ซึ่งเขาไม่ต้องการแบบนั้น

“มันเป็นใคร นายรู้ตัวแล้วหรือยัง” สวิตต์ถาม พยายามรักษาโทนเสียงไม่ให้แสดงอารมณ์ที่กำลังเดือดอยู่ข้างใน

“พวกสมัครเล่นน่ะ น่าจะเจ้าเดิม สงสัยมันจะแค้นที่ผมเตะตูดมันออกไปจากระบบได้คราวที่แล้ว” วีรัชตอบเสียงร่าเริงเช่นเดิม

“อย่าประมาทนะ ฉันไม่อยากเสี่ยง”

“ไม่ต้องห่วงน่า ระบบสำคัญของเรามันแฮกเข้ามาไม่ได้อยู่แล้ว อันที่จริงผมก็ไม่เห็นมันจะสนใจด้วยซ้ำ มันชอบเข้ามาหยอกเล่นแบบนี้แหละ ผมถึงว่ามันน่าจะเป็นพวกชอบลองของ เดี๋ยวผมจัดการมันก่อน”

“นี่ แล้วส่งข้อความบอกทุกคนด้วย เดี๋ยวเขาจะเข้าใจผิดกันหมด คิดว่าฉันเป็นโรคจิต” สวิตต์สั่งก่อนที่วีรัชจะรีบตัดสายไป สองสามนาทีต่อจากนั้น ก็มีข้อความจากเบอร์ของเขาส่งมาอธิบายว่าข้อความแรกเป็นความเข้าใจผิด ให้ลบทิ้งเสีย วีรัชคงจัดการเตะไอ้เจ้าแฮกเกอร์นั่นกระเด็นออกจากระบบไปได้แล้ว

สวิตต์จัดการลบทั้งสองข้อความทิ้ง โยนมือถือลงไปบนเก้าอี้อย่างหงุดหงิด หนังสือที่กำลังอ่านค้างอยู่ก็หมดอารมณ์ที่จะอ่านต่อแล้ว หากเป็นพวกมือสมัครเล่นชอบลองของอย่างที่วีรัชว่า เขาก็ไม่ห่วงและเชื่อมั่นว่าคนของเขาจัดการได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ ความระแวงสั่งให้รีบเดินเข้าห้องไปเปิดคอมพิวเตอร์ เชื่อมต่อเข้าระบบเพื่อตรวจสอบไฟล์สำคัญต่างๆ ด้วยตัวเอง โล่งใจขึ้นเมื่อมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ จึงปิดคอมพิวเตอร์และตั้งใจจะเข้านอน

หากทว่าเมื่อเอนกายลงบนเตียง ภาพของหัวหน้าทีมวิจัยคนใหม่ก็ผุดขึ้นในความคิดอีกครั้ง เขาจำได้ว่าสมัยเด็กคุณพ่อเรียกเธอว่าหนูปุ่น แต่เขาเรียกยัยขี้แงจอมขี้งอน เพราะเธอมักจะทำหน้าเง้าเวลาที่ ดร.ปณิธานเอาแต่ทำงานไม่สนใจเธอ หรือไม่ก็แอบไปร้องไห้คนเดียวในสวน เธอจะจำเรื่องราวเหล่านี้ได้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะตอนนั้นเธอยังเล็กนัก อ่อนกว่าเขาร่วมสิบปี แต่เขาไม่ลืม ยิ่งพอได้พบเธออีกครั้ง ความทรงจำก็ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล

เด็กขี้แงเติบโตขึ้นเป็นสาวสวย เพียบพร้อมทั้งรูปทรัพย์และสติปัญญา เธออาจจะเป็นคนที่เขากำลังเฝ้ารอ ตลอดสี่สิบปีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ผู้หญิงสวยระดับนางเอกนางงามที่เข้ามาติดพัน ไม่เคยมีคนไหนที่ทำให้หัวใจเขาเต้นรัวเร็วยามอยู่ใกล้ และรู้สึกรื่นรมย์ไปด้วยเพียงได้เห็นรอยยิ้มเธอ แค่นึกถึงใบหน้าสวยหวานก็ทำเอาเขาหุบยิ้มไม่ลงเสียแล้ว

ดีกรีปริญญาเอกทางด้านชีววิทยาประยุกต์และเทคโนโลยีชีวภาพจากออสเตรเลียอย่างเธอ จะหางานทำที่อื่นที่ได้เงินเดือนสูงกว่านี้ก็ย่อมทำได้ แต่เธอก็เลือกทำงานกับมูลนิธิของเขา ‘อุดมการณ์’ ของดร.ปณิธานอาจจะเป็นยีนที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมไปสู่ลูกสาว แต่เธอจะเหมือนหรือแตกต่างจากพ่อของเธอล่ะ จะเป็นอย่างที่เธอว่าไหม เธอเป็น...ลูกไม้ที่กลายพันธุ์ 

บางทีเขาน่าจะตามไปลงพื้นที่กับเธอด้วย เขาไม่ได้ลงพื้นที่นานมากแล้ว เพราะอายุที่มากขึ้นและภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลจัดการ มันคงสนุกที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเธอตลอดห้าวัน สวิตต์นึกขำตัวเองในใจ นี่เขากลายเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าที่เพิ่งตกหลุมรักครั้งแรกในชีวิตไปแล้วหรือนี่

แต่ความตั้งใจของสวิตต์ก็มีอันต้องพับไป วันจันทร์มาถึง และเขาทำได้เพียงส่งทีมงานขึ้นรถตู้ก่อนออกเดินทางในเวลาเช้ามืดที่หน้าสำนักงานมูลนิธิ

“น่าเสียดายนะครับที่คุณสวิตต์ไปกับพวกเราไม่ได้” รัฐนันท์หัวหน้าทีมภาคสนามเอ่ย

“ผมก็เสียดาย อุตส่าห์ตั้งใจไว้แล้วเชียว นี่ถ้าไม่ติดว่ากลุ่มทุนที่เราเคยติดต่อไปขอเข้ามาเยี่ยมชมมูลนิธิของเราแล้วละก็ ผมไม่พลาดแน่งานนี้” เขาคุยกับคนตรงหน้า แต่สายตากลับมองเลยไปยังสาวสวยที่อยู่ข้างหลัง “เดินทางปลอดภัยกันนะครับ ฝากดูแลพนักงานใหม่ของเราด้วย”

รัฐนันท์พยักหน้ารับคำหนักแน่น สายตาผู้ชายเหมือนกันพอจะดูออกหรอกว่าประธานบีพีเอฟหมายความเฉพาะเจาะจงถึงใครเป็นพิเศษ “ไม่ต้องห่วงครับ ไปสามสิบสองกลับสามสิบสองครับ”

สวิตต์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปลาคนที่เขาจะไม่เห็นหน้าไปอีกหนึ่งสัปดาห์

“น่าเสียดายนะคะที่คุณสวิตต์ไปด้วยไม่ได้” ปุณิกาเอ่ยจากใจจริง

“ครับ ผมก็เสียดาย คุณปุ่นดูแลตัวเองดีๆ นะครับ มีปัญหาอะไรก็โทรหาผมได้ตลอดเวลา” เขาต้องห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปคว้ามือเธอไว้

หญิงสาวพยักหน้ารับ ยกมือไหว้ลาเขาก่อนจะเดินตามกลุ่มไปขึ้นรถตู้ที่จอดรออยู่แล้ว มีสายตาห่วงใยของอีกคนคอยส่งจนรถตู้ลับหายไปในหมู่ยานยนต์บนท้องถนน สวิตต์อาจจะยังอ้อยอิ่งอาลัยอยู่ตรงนั้นอีกครู่ ถ้าไม่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาขัดจังหวะ

“มีอะไร วีรัช” กรอกเสียงใส่โทรศัพท์ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าตึก

“มีเรื่องนิดหน่อย”

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ ไอ้แฮกเกอร์มือสมัครเล่นของนายทำอะไรให้ปวดหัวอีกแล้ว” เขาถามอย่างเซ็งๆ และคำตอบที่ได้รับหยุดอาการเซ็งได้ชะงัด อันที่จริงมันทำให้โลกของสวิตต์หยุดหมุนไปชั่วอึดใจหนึ่งเลยทีเดียว

“เงินในบัญชีบริจาคหายไป...”


โปรดติดตามตอนต่อไป

95
3. buddy / บีเลิฟ / ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๒
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 10:53:50 AM »
บทที่ ๒

   มอเตอร์ไซค์สปอร์ตทัวริ่งสีเขียวใบไม้ชะลอเข้าเทียบจอดริมฟุตปาธ หญิงสาวซ้อนท้ายถอดหมวกกันน็อคกระโดดลงมายืนหน้ามุ่ย ก่อนสะบัดหน้าอย่างงอนๆ เดินหลบแดดไปยืนพิงกำแพงอิฐสูงระดับเอว ยกมือขึ้นพัดเร็วๆ อีกมือกระพือคอเสื้อพึ่บพั่บระบายความร้อน ดวงตาเรียวกรีดมาสคาร่าสีเข้มจิกมองตามชายหนุ่มคนขี่ที่ก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์ เดินไปยังรถเข็นใกล้ๆ ก่อนจะกลับมายื่นถุงน้ำอัดลมให้

เธอรับมาดูดอย่างรวดเร็วด้วยความกระหาย รวดเดียวหมด ส่งถุงเปล่าคืนให้เขาเหมือนแกล้ง ชายหนุ่มมองถุงน้ำแข็งในมือ อมยิ้ม ส่ายหน้าน้อยๆ เดินกลับไปยังรถเข็นขายน้ำเจ้าเดิมอีกครั้ง

“นี่มันบ่ายแล้วนะ พี่เข้ม อะไรกัน ขี่วนไปวนมาอยู่แถวนี้แหละ ไหนว่าจะไปหาเพื่อนที่ทำสำนักพิมพ์ไง” เธอแหวใส่ทันทีที่เขาเดินกลับมา

“ก็จำได้ว่าอยู่แถวนี้” เขาตอบ เดินมายืนพิงกำแพงอิฐข้างๆ เธอ ดูดน้ำอัดลมสีดำอย่างสบายอารมณ์

“แล้วทำไมไม่โทรถามทางเขาเล่า เอาแต่ขี่มอเตอร์ไซค์หา มันจะได้เรื่องที่ไหน นี่ฉันร้อนจนหน้าจะลอกแล้วนะ” เธอโวย มีอย่างที่ไหน ปล่อยให้ ‘เจ๊นกน้อยแห่งบ้านบางโพระ’ นั่งตากแดดจนจะกลายเป็นนกย่างอยู่รอมร่อ

“ก็บอกแล้วให้รอที่โรงแรม ไม่เชื่อ”

ท่าทางเย็นใจไม่ทุกข์ไม่ร้อนของเขาดูน่าหมั่นไส้นัก คำพูดที่คล้ายตำหนิเธอว่าอยากตามมาเองทำไม ยิ่งฟังขัดหู แต่มันก็เป็นความจริงทั้งนั้น เธอเองที่ขอตามขึ้นมาเที่ยวกรุงเทพฯ ขอตามมาหาเพื่อนเขาที่ทำสำนักพิมพ์ เพราะอยากรู้ให้ชัดว่าที่เขาหายขึ้นกรุงเทพฯ มาหลายๆ วันแล้วอ้างว่ามาติดต่อเรื่องพิมพ์หนังสือขาย มันจริงอย่างที่เขาอ้างหรือเปล่า เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นได้ออกหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ได้แต่เทียวไปเทียวมากรุงเทพฯ สงขลา

ความจริงแล้วเธอแอบสงสัยมากกว่าว่าเขาอาจมีเมียซ่อนไว้ที่กรุงเทพฯ เพราะเธอแสดงออกชัดเจนอยู่แล้วว่าชอบเขา แต่พ่อคุณกลับเล่นตัวทำไม่สนเธอเสียอย่างนั้น หกปีที่เขาอยู่กับเธอ หลายครั้งที่เธอพยายามเข้าหา พร้อมจะพลีร่างให้ แต่เขากลับบ่ายเบี่ยงตลอด ขนาดขึ้นมากรุงเทพฯ นอนห้องเดียวกันแท้ๆ เขายังไม่ยอมแตะต้องเธอสักนิดเดียว บางครั้งมันก็ทำให้เธอพอใจที่เขาไม่ปฏิบัติกับเธอเหมือนผู้ชายทั่วไป แต่หลายครั้งมันก็ทำให้รำคาญใจ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเมียอยู่แล้ว เขาก็คงเป็นเกย์อย่างที่พวกเด็กๆ มันลือกัน

นกน้อยภาวนาขอให้เป็นอย่างแรกเถอะ จะให้ใช้สามีร่วมกับผู้หญิงคนอื่น เธอยอม แต่ถ้าต้องใช้สามีร่วมกับผู้ชาย ถึงจะรักพี่เข้มแค่ไหน เธอก็รับประทานไม่ลงล่ะ

“โทรศัพท์ดัง” เสียงพี่เข้มเตือน นกน้อยถึงได้ยินเสียงมือถือที่ดังอยู่ในกระเป๋า รีบหยิบออกมากดรับ

“จ๋าเฮียตง สบายดี” ส่งเสียงหวานเจี๊ยบไปทันทีที่รับสาย คนที่โทรมาเป็นทั้งลูกค้าและคู่ค้าที่สำคัญ “ใช่ อยู่กรุงเทพฯ จ้า แหม เฮียล่ะก็ นกน้อยก็มาเที่ยวเปิดหูเปิดตาบ้างสิจ๊ะ จะให้อุดอู้อยู่แต่บ้านนอกก็ตามเขาไม่ทันกันพอดี” ยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อได้ฟังข่าวจากคนโทรมา “ต้าย จริงเหรอเฮีย ใหม่ๆ เพิ่งมาเลยเหรอ ได้จ้ะเฮีย ได้ แล้วนกน้อยจะแวะไปหานะ บายๆ” ปากอิ่มแดงยังคงยิ้มค้าง หายหงุดหงิดกับอากาศร้อนและคนใจเย็นเกินเหตุไปเลยทีเทียว

ชายหนุ่มหรี่ตามองอย่างจับผิด  “เฮียตงค้าเนื้อน่ะเหรอ”

นกน้อยหัวเราะคิกคัก “แหม พี่เข้ม ไปตั้งฉายาให้แกอย่างนั้น”

“ไหนว่าจะเลิกแล้วไง” เขาพูดเสียงเรียบ แต่คนฟังก็พอจับสำเนียงได้ว่ากำลังโดนตำหนิ

“โถ ไม่มีอะไรเลยพี่เข้ม เฮียแกก็แค่คิดถึง อยากให้แวะไปหาก็เท่านั้น ไม่เอาน่า อย่าหึงไปเลยนะจ๊ะ คนดี” แกล้งเบียดกระแซะหยอกเอาใจ แต่คนโดนหยอกยังวางท่าเฉย พูดเรียบๆ เหมือนเคย

“มันบาปนะนกน้อย เลิกได้ก็เลิกเถอะ”

หญิงสาวถอนหายใจหนัก “ฉันก็ว่าจะเลิกนั่นแหละ แต่ก็อดสงสารพวกเด็กๆ มันไม่ได้ มันไม่มีที่ไป ความรู้ก็ไม่มี มันก็เหมือนฉันตอนมาอยู่ใหม่ๆ ทั้งโง่ ทั้งไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ตัวคนเดียว ต้องผจญเวรผจญกรรมเท่าไหร่กว่าจะพอตั้งตัวได้”

ชายหนุ่มยืนดูดน้ำอัดลมเฉย เธอมักอ้างเหตุผลนี้เสมอ เขาเองไม่ใช่ญาติพี่น้อง แต่เพราะเห็นว่าเธอมีบุญคุณ จึงได้พยายามเตือนอยู่หลายครั้ง ไม่อยากให้ดำเนินชีวิตบนถนนโลกีย์อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองนั่นล่ะว่าจะเลือกเส้นทางไหน

“พี่เข้มไปส่งฉันที่บ้านเฮียตงหน่อยสิ” เธอชวน

“นั่งแท็กซี่ไปเองละกัน ฉันยังไม่เสร็จธุระ” เขาตอบ โยนถุงน้ำแข็งเปล่าไปลงถังขยะที่อยู่ข้างเสาไฟฟ้าตรงหน้าแม่นราวจับวาง

“เอาไว้พี่ค่อยมาหาเพื่อนพรุ่งนี้สิ วันนี้ตามหาจนทั่ว หมดไปครึ่งวันแล้ว นี่ฉันก็หิวไส้จะขาดแล้วด้วย” เธอต่อว่า

“พรุ่งนี้ก็จะกลับบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ” เขาอ้าง

ก็จริงอย่างที่เข้มว่า แต่เธอไม่อยากยอมง่ายๆ ทำท่าสะบัดสะบิ้ง ราวเด็กที่โดนขัดใจ แต่อีกฝ่ายกลับยืนเฉย ไม่สนใจสักนิด เธอจึงได้แต่ถอนหายใจแรง ให้เขารู้ว่ากำลังไม่พอใจ สะบัดหน้าเชิดใส่

สายตาบังเอิญมองผ่านม่านต้นไม้ไปเห็นรถเก๋งสีขาวที่จอดอยู่หน้าตึกพอดี รอยครูดที่กันชนท้ายกับเลขทะเบียนเป็นพยาน เธอจำได้แม่น

“เฮ้ย! นั่นมันรถคันเมื่อเช้านี่นา พี่เข้มๆ ดูเร็ว”

ชายหนุ่มเหลือบไปมอง

“แหม อีคุณนาย ทำงานตึกใหญ่โต แต่ชนคนแล้วหนี เราขึ้นไปเอาเรื่องมันเลยดีไหมพี่” ชวนพร้อมลากแขน แต่ชายหนุ่มขืนตัวไว้

“ช่างมันเถอะน่า เราก็ไม่ได้เสียหายอะไรมาก” อันที่จริง เขาเองเป็นฝ่ายผิดที่ไปชนท้ายรถเธอ แถมยังยุให้นกน้อยไปหาเรื่องโวยวาย แม่คุณก็ช่างยุขึ้นเสียจริงเชียว

แม่นกน้อยหรี่ตามอง เรียกเสียงเฮี้ยบ “พี่เข้ม! นี่อย่าบอกนะว่า หลงเสน่ห์อีคุณนายหน้าสวยนั่น”

“จะบ้าไปใหญ่แล้ว อย่างนั้นน่ะนะสวย ต้องอย่างนกน้อยนี่สิถึงเรียกว่าสวยได้” เขาชมเอาใจ หวังให้เธอลืมเรื่อง ‘คุณนาย’ คนนั้น

“ฉันก็ว่า พี่เข้มคงไม่ตาต่ำแบบนั้นหรอก ผู้หญิงอะไร นมก็ไม่มี ก้นก็แฟบ อย่างกะไม้กระดาน แต่งตัวเชยกว่าฉันเป็นร้อยเท่า ไม่รู้หลุดมาจากโลกไหน”

ท่าทางจะไม่ชอบหน้าคุณนายคนนั้นเอาจริงๆ จังๆ เขารีบเตือนเพื่อเปลี่ยนประเด็น “จะรีบไปหาเฮียตงไม่ใช่เหรอ”

นกน้อยอ้อยอิ่งตื้อให้เขาไปส่งอีกรอบ แต่เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ยอมตามใจแน่แล้วก็ได้แต่ถอนใจ ตีหน้าเศร้าเดินไปเรียกแท็กซี่ เธอก็พอเข้าใจล่ะว่าเขาไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจของเธอ ถึงได้พยายามชวนให้เลิกอยู่บ่อยๆ แต่ใช่ว่ามันเริ่มแล้วจะเลิกได้ง่ายๆ เสียที่ไหน

ชายหนุ่มส่งเพื่อนสาวขึ้นรถแท็กซี่ ก่อนจะขึ้นมอเตอร์ไซค์ทะยานออกไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้สำหรับวันนี้ ต้องขอบใจเฮียเนื้อสดนั่นเหมือนกันที่ดึงนกน้อยออกไปจนได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์วนอยู่อีกกี่รอบ ในใจเขาประหวัดไปถึงเจ้าของรถเก๋งสีขาว เธอทำงานที่นั่นหรือนี่

เจ้าของรถเก๋งสีขาวกำลังฟังบรรยายสรุปจากทีมวิจัยของมูลนิธิอยู่ในห้องประชุมเล็กที่ติดกับห้องทำงานของสวิตต์อย่างตั้งใจ

“เราทราบกันดีว่า เชื้อไข้หวัดนกมีการพัฒนาตัวเองรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เชื้อที่แพร่ระบาดในปี ๒๕๔๗ นั้นรุนแรงกว่าที่ระบาดในฮ่องกง ปี ๒๕๔๐ และสายพันธุ์ใหม่ที่พบในเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีความรุนแรงถึงระดับไฮลีท็อกซิก (highly toxic) มีการคาดการณ์ว่าไข้หวัดนกจะกลับมาระบาดในภูมิภาคเอเชียอีกครั้งในปีสองปีนี้ และเป็นไปได้มากว่าความรุนแรงของเชื้อจะเพิ่มขึ้นอีก และที่น่ากลัวที่สุดคือการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสจนสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน ซึ่งนั่นถือได้ว่าเป็นหายนะอย่างใหญ่หลวงทีเดียว”

ภาพบนหน้าจอเปลี่ยนจากภาพวงจรการระบาดของเชื้อจากนกสู่คน ไปเป็นภาพผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก ‘พลวัฒน์’ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโสยังคงรายงานต่อ “ทุนวิจัยที่ได้รับจากอเมริกาเป็นทุนเฉพาะสำหรับการวิจัยการกลายพันธุ์ของเชื้อไข้หวัดนก เป้าหมายเพื่อหาทางป้องกันการกลายพันธุ์ รวมทั้งพัฒนายาที่จะใช้รักษาอาการของโรคได้อย่างรวดเร็ว อีกสองปีก็จะครบกำหนดที่เราต้องส่งมอบผลการวิจัยให้ทางอเมริกาแล้วครับ”

“นอกจากทุนของอเมริกาแล้ว เราได้รับเงินช่วยเหลือจากที่อื่นอีกบ้างไหมคะ” ปุณิกาถาม ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของมูลนิธิที่สวิตต์พาเธอไปทำความคุ้นเคยเมื่อสักครู่ กว้างขวางและมีมาตรฐานระดับโลกทีเดียว และนั่นย่อมหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

“ก็ยังมีอีกหลายประเทศทางยุโรปที่ให้การสนับสนุนเราอยู่ แต่ผมคงต้องเรียนตามตรงว่าผมไม่ทราบในรายละเอียด” เขาตอบน้ำเสียงเย็นชาพอๆ กับใบหน้าซีดขาวเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

“อันที่จริงเราได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอกชนหลายหน่วยงานในเมืองไทยนะครับ” สวิตต์อธิบายเพิ่มเติม “แต่เงินทุนในส่วนนั้นจะมุ่งเน้นไปที่การออกภาคสนามเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของคนในพื้นที่ชนบทห่างไกล การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ แต่การให้ความรู้กับชาวบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย”

“ดิฉันเห็นด้วยค่ะ หากคนเราไม่เรียนรู้ว่าจะอยู่อย่างปลอดภัยได้อย่างไร ต่อให้การพัฒนาทางการแพทย์ก้าวไกลไปสักแค่ไหน เราก็ยังตามหลังโรคอยู่ดี” ปุณิกาออกความเห็นบ้าง เธอเห็นชายหนุ่มมองเธอยิ้มๆ จึงเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม แต่เขาก็เพียงเสมองไปทางจอภาพ ตั้งใจฟังการบรรยายของพลวัฒน์ต่อ

หลังการบรรยายเสร็จสิ้น พลวัฒน์ก็ขอตัวไปทำงานของตัวเองต่อ สวิตต์ถามปุณิกาในระหว่างเดินไปยังห้องวิจัย

“สัปดาห์หน้าเราจะลงพื้นที่กันที่ภาคใต้ ด็อกเตอร์สนใจไหมครับ”

“จะดีหรือคะ ดิฉันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานภาคสนาม เกรงจะไปเกะกะเขาเปล่าๆ” เธอเอ่ยอย่างเกรงใจ

“คงไม่หรอกครับ ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับด็อกเตอร์มากกว่า อยู่ที่เมืองนอกมานาน ได้ร่วมทริปไปกับทีมสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านจริงๆ จะได้รู้ได้เห็นอะไรชัดเจนขึ้น แล้วค่อยกลับมาเริ่มงานเต็มตัว”

“ถ้าคุณสวิตต์เห็นว่าเหมาะ ดิฉันก็ไม่มีปัญหาค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะแจ้งคุณนันท์ แล้วให้เขาอธิบายรายละเอียดกับด็อกเตอร์อีกทีนะครับ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณคุณสวิตต์มากนะคะ อ้อ แล้วต่อไปกรุณาเรียกดิฉันด้วยชื่อเถอะค่ะ เรียกว่าด็อกเตอร์ตลอดแบบนี้ ดิฉันฟังแล้วเหมือนตัวเองผิดปกติ ไม่เหมือนชาวบ้านอย่างไรไม่รู้” เธอสารภาพอย่างเขินๆ

“ก็คุณไม่เหมือนใครจริงๆ” เขาพูดยิ้มๆ ทำเอาคนฟังถึงกับหน้าร้อนเขินหนักกว่าเดิม พอเขาเปิดประตูห้องวิจัยให้ เธอจึงรีบเดินหนีเข้าห้องทำงานอย่างรวดเร็ว ตรงไปยังโต๊ะทำงานของเธอ ทุกคนในทีมดูจะสนใจกับงานตัวเองจนไม่มีเวลาใส่ใจพนักงานใหม่ หญิงสาวจึงคว้าเอกสารที่วางกองบนโต๊ะมาอ่านเพื่อทำความคุ้นเคย

เวลาผ่านไปจนปุณิการู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าเหลือเธออยู่เพียงคนเดียวในห้องวิจัยเสียแล้ว ให้มันได้อย่างนี้สิ คนที่นี่มองไม่เห็นเธอหรืออย่างไร ไม่ทัก ไม่คุย แยกย้ายกันกลับบ้านก็ไม่มีใครบอกเธอเลยสักคำ อดนึกค่อนแคะให้ไม่ได้ว่า สงสัยจะมองกล้องเห็นแต่เชื้อโรคจนมองไม่เห็นคนเป็นๆ เสียแล้วกระมัง ก็ดีเหมือนกันที่ได้ไปออกภาคสนามสัปดาห์หน้า พวกนี้คงไม่ทันสังเกตหรอกว่าเธอหายไปไหน

หญิงสาวเก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้านบ้างเหมือนกัน เปิดประตูออกไปก็เกือบชนเข้ากับคนที่สวนเข้ามา

“อ้าว คุณอริสา มีอะไรให้ช่วยคะ”

“เอ่อ พี่นันท์ให้สาเอารายละเอียดการเดินทางลงพื้นที่สัปดาห์หน้ามาให้ด็อกเตอร์ค่ะ” เธอบอกเสียงแผ่ว “ด็อกเตอร์จะกลับแล้วเหรอคะ ขอโทษนะคะ สามัวแต่แก้เอกสารจนช้าเลย”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อ้อ แล้วเรียกปุ่นเฉยๆ ก็ได้ค่ะ เราน่าจะรุ่นเดียวกัน” ปุณิกาตอบมองเอกสารในมือก่อนจะเก็บลงกระเป๋า เงยหน้าส่งยิ้มให้พนักงานเดินสาร “คุณสาเป็นอย่างไรบ้างคะวันแรก” ถามแล้วก็ต้องหัวเราะคิก เมื่อเห็นอีกคนทำท่าปาดเหงื่อ

“ยุ่งมากเลยค่ะ เพราะเขากำลังเตรียมงานลงพื้นที่กัน แต่ก็สนุกค่ะ สาดีใจมากเลยที่พี่นันท์ยอมให้ไปลงพื้นที่ด้วย นึกว่าจะโดนทิ้งให้เฝ้าออฟฟิศคนเดียวเสียแล้ว อ้อ แล้วสาก็ดีใจมากด้วยที่ด็อกเตอร์ เอ้ย ที่คุณปุ่นจะไปด้วยกัน เราไปเป็นเพื่อนกันนะคะ น้องใหม่สองคน”

“ เอ แล้วจะมีการรับน้องใหม่แบบโหดๆ ไหมล่ะคะเนี่ย” ปุณิกาถามเล่นๆ แต่ทำเอาคนโดนถามหน้าแหย

“นั่นสิคะ พี่นันท์ยิ่งดุๆ อยู่ด้วย”

ปุณิกาหัวเราะขำท่าทางเหมือนเด็กกลัวผู้ใหญ่ของเพื่อนร่วมรุ่น หรือเธอจะแก่รุ่นกว่าอริสาเสียก็ไม่รู้ อย่างไรก็ตาม เธอก็สบายใจขึ้นมากที่อย่างน้อยก็มี ‘เพื่อนใหม่’ แล้ว แม้จะไม่ได้ทำงานแผนกเดียวกัน แต่ก็ทำให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวกับงานใหม่สถานที่ใหม่จนเกินไปนัก

เพราะบังเอิญว่าอริสากำลังจะกลับบ้านและมันก็เป็นทางผ่านของเธอพอดี ปุณิกาจึงแวะส่งเพื่อนใหม่ที่ใกล้หน้าปากซอยบ้าน ก่อนจะตรงขึ้นทางด่วนกลับบ้าน แม่อุ่นนั่งรอต้อนรับอยู่ที่ม้าหินในสวนหน้าบ้าน

“เป็นอย่างไรบ้างลูก งานวันแรก” ถามขึ้นทันทีที่เธอเปิดประตูลงจากรถ

“ก็ดีค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ยิ้มโรยๆ ส่งให้

“เหนื่อยเหรอ แหม วันแรก เขาก็ใช้งานเราหนักเลยหรือนี่ มิน่าตอนพ่อเราทำงาน ถึงได้ทำหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้กลับบ้านกลับช่อง” แม่อุ่นบ่นอย่างกรุ่นๆ จนเธอต้องแก้ความเข้าใจผิด

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ แม่อุ่น” เพราะที่เหนื่อยนั้นไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องคนที่ร่วมงานด้วยมากกว่า พวกเขาอาจจะพอรู้ว่าเธอเป็นลูกใคร และอาจจะคิดสรุปไปด้วยว่า เธออาศัยเส้นสายเข้ามาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกวิจัย “พอดีวันนี้อ่านเอกสารเยอะน่ะค่ะ เลยเริ่มตาลาย” หัวเราะแก้เกี้ยวให้แม่นมสบายใจ

“งั้นเข้าบ้านก่อน แม่อุ่นเตรียมอาหารไว้รอแล้ว จะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมลูก”

หญิงสาวพยักหน้า ยิ้มสดใส “ก็ดีค่ะ เหนื่อยปุ่นไม่กลัว แต่กลัวหิว”

แม่นมหัวเราะลูกสาวนอกไส้ เดินไปปิดประตูรั้วก่อนจะตามเข้าบ้าน จัดโต๊ะอาหารเรียบร้อยก็พอดีปุณิกาลงมาจากห้องพอดี

“โอ้โห น่าทานทั้งนั้นเลย”

“งั้นทานเยอะๆ นะ” แม่นมยิ้มภูมิใจ

“อุ้ย ทานเยอะไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวอ้วน อายุมากแล้วต้องคุมน้ำหนักหน่อย เดี๋ยวไม่สวยไม่มีใครมาขอ” เธอต่อปากต่อคำ แต่ก็ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ อย่างเอร็ดอร่อย

“ไม่มีใครมาขอก็ไม่เป็นไร แม่อุ่นดูแลหนูเอง ไม่เห็นง้อใครเลย”

ปุณิกายิ้มตาหยี ไม่ว่าอะไร กินข้าวต่ออย่างสบายใจ

“วันนี้แม่อุ่นไปทำเรื่องรับตัวคุณพรรณรายกลับบ้านแล้วนะ หมอเขานัดให้ไปรับได้วันเสาร์”

หญิงสาวพยักหน้ารับทราบ

“หนูปุ่นแน่ใจแล้วหรือลูก กลับมาที่สภาพแวดล้อมเดิมๆ แม่เขาอาจจะอาการทรุดลง” แม่นมอุ่นปรึกษาอย่างเป็นห่วง

“แต่เราก็ปรับปรุงบ้านใหม่ ไม่เหมือนเดิมแล้วนี่คะ ปุ่นอยากอยู่ใกล้แม่ค่ะ อยากดูแลท่าน ทิ้งให้เป็นภาระแม่อุ่นมาตั้งนานแล้ว”

“ภารงภาระอะไรเล่าลูก คุณพรรณรายไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ ตัวแม่อุ่นเองก็ไม่มีใคร ดีใจเสียอีกที่ได้ดูแลเธอ”

“ขอบคุณนะคะ” ปุณิกาเอื้อมมือไปกุมมืออวบของแม่นมอุ่น อีกฝ่ายก็กระชับมือมั่น ยิ้มอ่อนโยน สำหรับผู้หญิงตัวเปล่าอย่างอุ่นทิพย์ นายจ้างเป็นครอบครัวเดียวที่เธอมี

“อ้อ สัปดาห์หน้าปุ่นจะต้องไปลงพื้นที่นะคะ”

“ไปหลายวันเลยหรือ”

“ห้าวันค่ะ ล่องใต้ไปหลายจังหวัดอยู่เหมือนกัน”

“อันตรายไหมลูก ทำไมเราเป็นนักวิจัยต้องไปลงพื้นที่ด้วยหรือ” แม่นมถามอย่างกังวล

“ไม่อันตรายหรอกค่ะ ไปกับทีมเป็นสิบคนเลย” ถึงจะไม่รู้สถานการณ์แต่ก็ต้องยืนยันความปลอดภัยไว้ก่อนเพื่อให้คนฟังสบายใจ “อีกอย่างการได้ลงไปศึกษาพื้นที่ก็เป็นประโยชน์นะคะ น่าสนุกด้วย”

“อย่ามัวแต่นึกสนุก ต้องดูแลตัวเองดีๆ รู้ไหม” แม่อุ่นเตือนอย่างเป็นห่วง

หญิงสาวรับคำมั่นเหมาะ ก้มหน้ากินข้าวต่ออย่างสบายใจ เสาร์นี้เธอก็จะได้รับแม่มาอยู่บ้านแล้ว เธอเชื่อว่าการดูแลอย่างใกล้ชิดจากลูกจะต้องทำให้แม่อาการดีขึ้น ถึงจะมีความทรงจำที่เลวร้ายที่บ้านหลังนี้ แต่ความทรงจำดีๆ ของแม่และเธอมีมากกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า และมันจะช่วยเยียวยาให้แม่หายป่วยได้เร็วขึ้นแน่นอน

ปุณิกากลับขึ้นห้องพักอีกครั้งหลังอาหาร ว่าจะหยิบรายละเอียดลงพื้นที่มาอ่าน แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เดินไปเปิดลิ้นชัก หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา

ปกหนังสีดำเก่าคร่ำไปตามกาลเวลา เธอเปิดไปหน้าที่มีรูปคู่ของเธอกับพ่อกอดคอกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสนุกและความสุข แม่เป็นคนถ่ายรูปนี้ ตอนที่พ่อพาเราไปเชียร์ฟุตบอลทีมโปรดที่สนามย่านรามคำแหง เธอยกรูปถ่ายขึ้นแนบอก รำพึงแผ่วเบา “หนูคิดถึงพ่อค่ะ”

เนิ่นนานกว่าเธอจะวางมันกลับลงไปในบันทึก พลิกต่อไปที่หน้าสุดท้าย

‘เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือจากพระเจ้าสู่ซาตาน โลกก็คงพินาศในไม่ช้า ฉันได้แต่หวังว่ามิมิคจะช่วยเราได้’

หากถ้อยคำเหล่านี้อยู่ในหนังสือนวนิยาย เธอคงไม่สนใจอะไร แต่การที่มันถูกบันทึกไว้ในบันทึกของพ่อ ในวันสุดท้ายก่อนที่ท่านจะประสบอุบัติเหตุ อะไรบางอย่างกระตุ้นเตือนให้เธอสนใจมัน...พ่อหมายถึงอะไรกันแน่


โปรดติดตามตอนต่อไป

96
3. buddy / บีเลิฟ / ปักษาสวรรค์ ตอนที่ ๑
« เมื่อ: สิงหาคม 06, 2014, 10:47:51 AM »
บทที่ ๑

   เช้าวันจันทร์ ถนนทุกสายในกรุงเทพมหานครคลาคล่ำไปด้วยยานยนตร์นานาชนิด ติดเรียงกันเป็นสายราวกับทุกคนทุกคันกำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกันหมด รถที่ค่อยเคลื่อนไปได้ทีละเมตรสองเมตร ทำเอาทั้งสารถีและผู้โดยสารร่วมชะตากรรมส่วนใหญ่เหนื่อยหน่ายไปกับการจราจรอันแสนคับคั่ง แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ ‘ปุณิกา แสงสุรทิน’

เธอไม่ได้วิตกทุกข์ร้อนใจอะไรกับสภาพจราจร แสงเช้ากำลังอบอุ่นพอดี เป็นวันที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นอะไรใหม่...และความหวัง วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน งานที่เธอเฝ้าฝันมาตลอด ความตื่นเต้นกับสิ่งที่จะได้พบ ทำให้ลืมความวุ่นวายบนท้องถนนไปเลยทีเดียว

เธอออกจากบ้านย่านรามอินทราแต่เช้าตรู่ เผื่อเวลาสำหรับรถติด ความไม่คุ้นเคยกับการขับรถในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้เดินทางได้ช้าลงเพราะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เป้าหมายของเธอคือตึกสำนักงานของมูลนิธิดร.บ๊อบบี้ผางที่ถนนสาทร หลังจากลงทางด่วน เลี้ยวเข้าถนนพระรามสี่ รถก็เริ่มเคลื่อนได้เร็วขึ้นจากทีละหนึ่งเมตร เป็นทีละสองเมตร กว่าจะเบี่ยงออกซ้ายเพื่อเลี้ยวเข้าสาทรได้ ก็ต้องลุ้นจนเหงื่อชุ่มมือ

การจราจรดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลายขึ้นบนถนนสาทร แต่โล่งใจได้ไม่เท่าไหร่ ปุณิกาก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงดังปังพร้อมกับแรงกระเทือนมาจากด้านหลังรถ เช้าที่อบอุ่นแจ่มใสของเธอจากไปพร้อมการมาถึงของมอเตอร์ไซค์เจ้ากรรมที่วิ่งมาชนท้าย

หญิงสาวพารถเคลื่อนเข้าเทียบทางเท้า ก่อนจะลงจากรถไปตรวจสอบความเสียหาย มีรอยบุบและสีถลอกเล็กน้อย หันไปมองคู่กรณี ก็เห็นกำลังเคลื่อนมอเตอร์ไซค์มาจอดต่อท้าย คนขับเป็นชาย มีสาวนุ่งกระโปรงสั้นท่าทางเปรี้ยวจี๊ดนั่งซ้อนท้าย ถึงรถจะไม่ได้เสียหายหนัก และไม่อยากจะเอาเรื่องเพราะต้องรีบไปตามนัด แต่ก็เห็นว่าควรตักเตือนคนขี่รถไม่ระวังเสียหน่อย

พ่อหนุ่มนักบิดสวมเสื้อกล้ามดำกางเกงยีนส์ขาดเข่าก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์ ถอดหมวกกันน็อคออกโชว์ใบหน้าเหี้ยมใต้แว่นกันแดดสีดำสนิท หนวดเคราครึ้มราวไม่ได้โกนมาสิบปี ผมหยิกดำฟูเป็นกระเซิงจนรังนกยังต้องอายที่ไม่รุงรังเท่า ปุณิกาลังเลนิดหนึ่ง หรือควรจะปล่อยเลยตามเลย ทางใครทางมันไปซะ

แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจหรืออ้าปากพูดอะไร เสียงแปร๋นของสาวที่ซ้อนท้ายก็ดังแทรกเข้ามา

“นี่!! คุณนาย!! ขับรถประสาอะไรยะ นึกจะหยุดก็หยุด คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าถนนหรือไง” ว่าพลางพาร่างอวบอิ่มในชุดกระโปรงสีบานเย็นสั้นแค่คลุมบั้นท้าย ก้าวมายืนเท้าสะเอวอยู่ต่อหน้าคู่กรณี “นี่ดีนะที่พี่เข้มของฉันขี่มาช้า ไม่งั้นชนกันเปิดเปิงไปแล้ว โอ๊ย เช้าๆ มาทำให้รมณ์เสีย นี่คุณนาย ถามหน่อยเถอะ ได้ใบขับขี่มายังไง จับสลากมาเหรอยะ”

ปุณิกามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างงงๆ ปากเคลือบลิปสติกสีแดงชาดขยับต่อว่าฉอดๆ เสื้อคอปาดสีขาวทำให้เห็นความอิ่มที่กระเพื่อมไปตามจังหวะขณะที่เธอออกท่าออกทางโวยวาย ดูแล้วไม่น่าสบายใจเท่าไหร่ หันไปทางนายสารถีกลับตรงกันข้าม ยืนเกาะมือจับรถมอเตอร์ไซค์ท่าทางไม่ทุกข์ไม่ร้อน มีรอยยิ้มยียวนติดบนริมฝีปากหนา ดูกวนประสาทเสียเหลือเกิน

“นี่ ไม่ต้องมามองพี่เข้มของฉันนะยะ เห็นคนหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะหล่อนเนี่ย” เธอว่าพลางก้าวมายืนขวางสายตา “แน่ะ ว่าแล้วยังมายืนตีหน้าซื่อ นี่ตกลงจะไม่ขอโทษกันเลยใช่ไหม หา”

แม้จะไม่เคยชกมวย แต่ปุณิกาก็คิดว่าเธอพอเข้าใจแล้วว่านักมวยที่โดนน็อคสลบกลางอากาศนั้นรู้สึกอย่างไร ขอโทษเหรอ ตกลงเธอกลายเป็นคนผิดไปได้อย่างไร แล้วนายหัวรังนกนั่นน่ะนะ...หล่อ?!?

“ฉันไม่ได้...”

“อย่ามาเถียง” เจ้าหล่อนชี้หน้า “ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่าหล่อนหยุดรถกลางถนน ไม่งั้นจะชนกันได้ยังไง นี่ คุณนาย ตกลงกันง่ายๆ ดีกว่า แล้วต่างคนต่างไป จะจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่ว่ามา” ขู่เสียงเข้ม มือเท้าสะเอว ท่าทางนักเลงโต

ปุณิกาตั้งสติได้ ตอบกลับไปเสียงเข้มพอกัน “ฉันไม่จ่ายหรอกนะ เพราะฉันไม่ใช่ฝ่ายผิด พวกคุณต่างหากที่ขี่รถไม่ระวัง ถึงมาชนท้ายรถฉัน”

“ต๊ายๆๆ อีหน้าด้าน ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับ เห็นชัดๆ ว่าหล่อนหยุดรถ ถึงได้ชนเข้าให้ หนอย ไม่รู้ฤทธิ์นังนกซะแล้ว มิน่าคันมือมาตั้งแต่เช้า วันนี้ขอตบอีคุณนายเมืองกรุงให้หายคันหน่อยเถอะวะ” คราวนี้ไม่ใช่เพียงเสียงเข้ม แต่ท่าทางคุกคามทำเอาปุณิกาต้องถอยสองก้าวไปตั้งหลัก ดีที่นายหน้าเข้มหัวฟูเข้ามายื้อแขนนักเลงสาวไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นคงได้มีการออกกำลังรับอรุณบนถนนเป็นแน่

ปุณิกาฉลาดพอที่จะไม่หลงกลมีเรื่องกับอันธพาลคู่นี้ ไม่แน่ทั้งสองอาจจะเป็นมิจฉาชีพที่คอยล่าคนดีๆ ในสังคมก็ได้ ถึงได้มายืนโวยวายกรรโชกทรัพย์ค่าเสียหายแบบนี้ เธอมองซ้ายขวา ไม่เห็นตำรวจที่พอจะพึ่งได้ จึงได้แต่ส่งสายตาตำหนิไปต่อว่านายหัวรังนกกับแม่นักเลงสาว ก่อนจะรีบถอยกลับไปขึ้นรถ ได้ยินเสียงโวยวายลั่นตามมาข้างหลัง

“นี่ๆ เดี๋ยวสิโว้ย จะหนีไปไหน อีคุณนาย ชนแล้วหนีเหรอ กลับมาคุยกันก่อนซี...โธ่เว้ย นึกว่าแน่”

ความตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาทำให้ปุณิกาขับรถเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว คอยมองแต่กระจกหลังระแวงว่าทั้งสองคนนั่นจะขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา ค่อยหายใจคล่องขึ้นเมื่อไม่เห็นว่าถูกตาม แต่การพะวงหลังก็ทำให้เธอขับรถเลยทางเลี้ยวเข้าตึกที่ทำการของมูลนิธิบีพีเอฟ หญิงสาวถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ก่อนย้ายรถเข้าเลนขวาเพื่อกลับรถ

เสียเวลากับการกลับรถร่วมชั่วโมง เพราะการจราจรอีกฝั่งหนาแน่นกว่า ในที่สุดปุณิกาก็มาถึงเป้าหมายเสียที หญิงสาวสูดหายใจลึก มองอาคารสีเขียวตองอ่อนสูงห้าชั้นตรงหน้า ในที่สุดเธอก็กลับมาที่นี่อีกครั้ง มันไม่ได้ดูใหญ่โตเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน จะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยไปปลูกตึกที่สูงกว่าขึ้นมาข่ม หรือเพราะวันนี้เธอไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

จะเป็นเพราะอะไรก็ช่างก่อนเถอะ ยังไม่ใช่เวลาหาคำตอบ วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน และเธอ...กำลังจะสาย

แม้จะแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่าเป็นพนักงานใหม่ของที่นี่ แต่หญิงสาวก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นตึก เธอจึงต้องเสียเวลาอีกสองสามนาทีในการแลกบัตร และอีกสองสามนาทีในการถามทาง รวมเวลาที่วิ่งกระหืดกระหอบไปจนถึงห้องปฐมนิเทศก็ทำให้เธอสายไปกว่ากำหนดนัดหมายถึงสิบห้านาที

“ขอโทษค่ะ เอ่อ...ที่นี่ใช่ห้องปฐมนิเทศพนักงานใหม่หรือเปล่าคะ” ปุณิกาถามหลังจากเปิดประตูห้องประชุมเข้าไป แต่กลับพบว่ามีเพียงหญิงสาวหน้าตาสดใสนั่งอยู่ลำพัง

“ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม เธอคงเข้าใจในอาการลังเลของคนมาใหม่จึงเสริมขึ้น “พอดีเครื่องฉายมีปัญหานิดหน่อยค่ะ เจ้าหน้าที่เลยออกไปตามช่างมาดู”

ปุณิกาถอนใจโล่งอก อย่างน้อยโชว์ก็ยังไม่เริ่ม ถือว่าไม่สายเกินไปจนน่าเกลียด เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ถัดจากสาวสวยที่นั่งอยู่ก่อน กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสำรวจ ห้องประชุมสามเอที่อยู่บนชั้นสามแห่งนี้เป็นห้องประชุมแบบบอร์ดรูม คือมีโต๊ะวงรีสีน้ำตาลเข้มตัวเขื่องตั้งอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยเก้าอี้สำนักงานสีส้มแสดประมาณสิบตัว ฝาผนังฝั่งตรงข้ามกับที่เธอนั่งอยู่ เป็นชั้นแขวนสามชั้นลดหลั่นกัน มีใบประกาศใส่กรอบตั้งอยู่เรียงราย สลับกับถ้วยและโล่รางวัลรูปร่างแปลกตา ที่หัวโต๊ะมีคอมพิวเตอร์แบบพกพาวางเปิดค้างอยู่เคียงข้างกับเครื่องโปรเจคเตอร์ หรือเครื่องฉายภาพที่สาดแสงสีฟ้าไปยังจอด้านหน้าห้อง เจ้าเครื่องนี้เองกระมังที่ช่วยซื้อเวลาให้เธอ

“เริ่มงานวันแรกเหมือนกันหรือคะ” เสียงสดใสดังมาจากข้างตัว

ปุณิกาหันไปก็พบรอยยิ้มของเจ้าของคำถาม “ค่ะ” พยักหน้าส่งยิ้มตอบไมตรี

“ดีใจจังเลย นึกว่าจะต้องนั่งโด่เด่อยู่คนเดียวซะแล้ว ชื่ออริสานะคะ”

ปุณิกานึกขำคำสารภาพซื่อๆ กับท่าทางโล่งใจของอีกฝ่าย แนะนำตัวกลับ “ปุณิกาค่ะ”

“สาอยู่ฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม คุณปุณิกาอยู่ฝ่ายไหนคะ”

ไม่น่าเชื่อว่าสาวสวยใบหน้าจิ้มลิ้ม พูดจาเสียงนุ่มนิ่ม ท่าทางน่ารักคนนี้จะเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม น่าจะอยู่ฝ่ายต้อนรับประชาสัมพันธ์เสียมากกว่า แต่ยังไม่ทันที่เธอจะตอบคำถาม ประตูก็เปิด เจ้าหน้าที่ชายหญิงสองคนเดินเข้ามาและตรงไปยังเครื่องฉายภาพ เจ้าหน้าที่ชายในชุดช่างสีน้ำเงินกดปุ่มนั้นปุ่มนี้บนเครื่อง โดยมีเจ้าหน้าที่หญิงสวมแว่นกรอบหนาสีดำยืนหน้านิ่วอยู่ใกล้ๆ และทันทีที่เจ้าหล่อนเหลือบมาเห็นพนักงานใหม่อีกคนในห้อง ก็รีบส่งยิ้มหวานให้ทันที

“อ้าว ด็อกเตอร์ มาถึงแล้วหรือคะ ดิฉันให้เด็กโทรหา นึกว่าจำวันผิดเสียอีก”

ปุณิกายกมือรับไหว้แทบไม่ทัน แค่ประเมินจากสายตา ก็ดูออกชัดว่าเจ้าหน้าที่สาวผู้นี้สูงวัยกว่าเธอแน่นอน “ขอโทษค่ะ พอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อย เลยมาช้า”

“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไม่ได้เริ่มกันเลย” ส่งค้อนให้ช่างที่กำลังซ่อมเครื่องอยู่อย่างขะมักเขม้น ก่อนจะหันมายิ้มแย้มแนะนำตัว “นี่เอมอรเองนะคะ จำได้ไหม เราคุยกันทางโทรศัพท์”

“จำได้สิคะ”  แม้เสียงแจ่มแจ๋วที่ได้ยินทางโทรศัพท์และหน้าตาที่จินตนาการไว้จะขัดกับความเป็นจริงก็ตามที แต่เธอก็จำเอมอรได้แน่นอน เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ผู้นี้ประสานงานกับเธอตั้งแต่การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ครั้งแรก

ในที่สุดเครื่องฉายก็เลิกดื้อและเริ่มทำหน้าที่ของมัน เอมอรกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเปิดวีดีทัศน์เล่าเรื่องราวความเป็นมาของ ‘มูลนิธิดร.บ๊อบบี้ผาง’ หรือชื่อย่อว่า ‘บีพีเอฟ’ อันเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ก่อตั้งมาร่วมสามสิบปีโดยศัลยแพทย์ชาวฮ่องกง ดร.บ๊อบบี้ ผาง

ดร.ผางทำงานอาสาสมัครสาธารณสุขในถิ่นทุรกันดารของประเทศไทยร่วมกับดร.ปณิธานเพื่อนร่วมชั้นเรียนแพทยศาสตร์มาตั้งแต่เพิ่งศึกษาจบ การได้เห็นผู้คนในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญได้มีสุขอนามัยที่ดีขึ้นเป็นแรงบันดาลใจให้ดร.ผางก่อตั้งมูลนิธิขึ้นด้วยทุนส่วนตัว จากความมุ่งมั่นและการทำงานอย่างหนักของดร.ผาง ทำให้บีพีเอฟเป็นที่ยอมรับมากขึ้นและได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากทั้งภาคธุรกิจและองค์กรสาธารณกุศลที่ดำเนินงานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขหลายแห่งทั่วโลก เพื่อทำการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชนบทที่ยังด้อยพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘คนทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนมีสิทธิที่จะมีชีวิตอย่างสง่างาม มีความเป็นอยู่ที่ดี ปลอดภัยจากโรคร้าย นั่นคือความเชื่อของสามีของฉัน เราจึงเลือกดอกเบิร์ดออฟพาราไดซ์มาเป็นสัญลักษณ์ของเรา นกจากสรวงสวรรค์จะประทานความเป็นอยู่ที่ดีแก่มนุษยชาติ’

คำกล่าวทิ้งท้ายของมาดามผางภรรยาของดร.ผางก่อนจบวีดีทัศน์ทำเอาปุณิกาน้ำตาซึม มันทำให้เธอคิดถึงใครคนหนึ่งสุดหัวใจ เขาเคยบอกเธอไว้เมื่อนานมาแล้ว ‘ทุกชีวิตมีคุณค่าในตัวเอง’ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอต้องการกลับมาทำงานที่มูลนิธิแห่งนี้ หญิงสาวต้องรีบกรีดน้ำที่รื้นบนขอบตา เมื่อเอมอรลุกขึ้นยืน และเริ่มต้นอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำงานของมูลนิธิในปัจจุบัน กฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของพนักงาน หลังจากนั้นก็เปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยจนสมควรแก่เวลา

“เอาล่ะค่ะ ถ้าไม่มีข้อสงสัยเพิ่มเติมแล้ว ต่อไปดิฉันจะพาคุณอริสาและดร.ปุณิกาเยี่ยมชมแผนกต่างๆ ของเรานะคะ”

เอมอรพาพนักงานใหม่ทั้งสองเยี่ยมชมชั้นสามก่อน นอกจากห้องประชุมแบบเดียวกับที่ใช้สำหรับการปฐมนิเทศ ก็ยังมีห้องประชุมขนาดใหญ่อยู่อีกสองห้องซึ่งบางโอกาสก็ใช้สำหรับอบรมพนักงานด้วย อีกด้านของตัวตึกเป็นออฟฟิศของแผนกทรัพยากรมนุษย์ มีห้องออกกำลังกายเล็กๆ เอาไว้สำหรับบริการพนักงาน

ลงมาชั้นสองเป็นที่ตั้งของส่วนงานบัญชี จัดซื้อและโลจิสติกส์ รวมทั้งฝ่ายประสานงานกลางและฝ่ายประชาสัมพันธ์ ส่วนชั้นล่างสุด

“และที่นี่ก็คือแผนกที่สำคัญที่สุดของบีพีเอฟค่ะ แผนกบริการปากและท้องนั่นเอง” เอมอรแนะนำอย่างติดตลกเมื่อพาทั้งสองสาวลงมาถึงชั้นล่างอันเป็นห้องอาหารบริการพนักงาน “ส่วนสาวสวยท่านนี้ก็คือพี่สุชาดาผู้อำนวยการฝ่ายค่ะ”

คนถูกแนะนำตัวอยู่ในชุดกุ๊กสีขาวสะอาดตา สวมหมวกคลุมผมไว้อย่างมิดชิด “แหม คุณเอม วันนี้แต่งตั้งพี่เป็นถึงผู้อำนวยการเชียวหรือคะ สงสัยต้องโยนตะหลิวกระทะทิ้ง ให้สมกับตำแหน่งเสียแล้ว” แล้วต่างก็หัวเราะกันครื้นเครง ก่อนเอมอรจะแนะนำเด็กใหม่ทั้งสอง ส่วนผู้อำนวยการฝ่ายปากท้องก็แนะนำเมนูเด็ดประจำวัน ที่อยู่บนเตาเตรียมพร้อมให้บริการมื้อเที่ยง

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มทักมาจากข้างหลัง เรียกทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ให้หันไปมอง

“อ้าว คุณสวิตต์ ดิฉันกำลังจะพาพนักงานใหม่ไปแนะนำพอดีเลยค่ะ” เอมอรเอ่ยเสียงหวาน ยกมือไหว้นอบน้อม ดูกิริยาแล้วก็พอทำให้ประเมินได้ว่า ชายหนุ่มอายุราวปลายสามสิบในชุดสูทสากลสีเทาผู้นี้ต้องมีตำแหน่งสูงในองค์กรเป็นแน่

“กำลังคุยอะไรกันสนุกเชียว” เขาถามยิ้มๆ

“ก็เหมือนเคยค่ะ พี่สุชาดากำลังอบรมวิชาสมุนไพรในอาหารให้น้องๆ ฟัง” เอมอรแซวแม่ครัวใหญ่ประจำห้องอาหารตามประสาคนคุ้นเคย ก่อนจะหันไปแนะนำสองสาวให้รู้จักผู้มาใหม่ “นี่คุณสวิตต์ ประธานบริหารมูลนิธิของเราค่ะ”

พนักงานใหม่พร้อมใจกันยกมือไหว้ เอมอรแนะนำต่อ “นี่คุณอริสา เจ้าหน้าที่ภาคสนามคนใหม่ค่ะ แล้วนี่ก็...”

“ยินดีต้อนรับครับ ด็อกเตอร์ปุณิกา” หนุ่มใหญ่ยื่นมือมาทักทายตามธรรมเนียมฝรั่ง   

ปุณิกาเอ่ยขอบคุณ สัมผัสมือเขาตามมารยาท เธอจำมิสเตอร์สวิตต์ ผางได้ ลูกชายคนเดียวของดร. ผาง ผู้รับสืบทอดตำแหน่งประธานบริหารของบีพีเอฟต่อจากบิดาที่ล้มป่วย หลายครั้งที่ได้เห็นเขาจากภาพข่าวที่เฝ้าติดตามมาตลอด ไม่นึกว่าตัวจริงของเขาจะดูภูมิฐานและหนุ่มกว่าในภาพข่าวมากนัก

“เป็นเกียรติของบีพีเอฟที่ด็อกเตอร์ตอบรับข้อเสนอของเรา” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มจริงใจ

“บีพีเอฟต่างหากล่ะคะที่ให้เกียรติดิฉันได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” เธอยิ้มตอบ

“ผมยังระลึกถึงดร.ปณิธานเสมอ ท่านคงดีใจที่คุณมาร่วมงานกับเรา” 

หญิงสาวพยักหน้า “ดิฉันก็หวังเช่นนั้นค่ะ”

ชายหนุ่มส่งยิ้มหวานให้ ก่อนจะหันไปถามเอมอร “โปรแกรมของด็อกเตอร์เรียบร้อยหรือยังครับวันนี้”

“อ๋อ เหลือแค่พาชมชั้นสี่กับห้าค่ะ ดิฉันพามาข้างล่างก่อน เดี๋ยวว่าจะพาไปพบคุณสวิตต์ที่ห้องทำงาน”

“ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมรับช่วงต่อเอง เชิญครับ ทั้งสองท่านเลย” สวิตต์ว่าพลางเดินนำไปก่อน สองสาวพนักงานใหม่จึงลาเอมอรและสุชาดา ก้าวตามไปติดๆ

สวิตต์พาทั้งสองมาที่ชั้นสี่ ซึ่งทั้งชั้นเป็นของฝ่ายประสานงานโครงการและปฏิบัติการภาคสนาม รวมทั้งห้องเก็บเครื่องมือและอุปกรณ์ ส่งอริสาให้ทีมงานปฏิบัติการภาคสนาม ก่อนจะเดินตรงไปยังบันไดเพื่อขึ้นไปชั้นห้า

“ออกกำลังหน่อยนะครับ ประหยัดพลังงาน” เขาชวนยิ้มๆ

สำนักงานผู้บริหารอยู่ที่ชั้นห้าหรือชั้นบนสุดของตึก ตรงข้ามกับห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์และฝ่ายวิจัยและพัฒนา แทนที่จะตรงเข้าห้องทำงาน สวิตต์พาพนักงานใหม่เดินไปตามทางระหว่างสำนักงานผู้บริหารกับห้องวิจัยและพัฒนา ซึ่งตรงไปสุดทางที่สวนแบบเปิดโล่งนอกอาคาร

“พนักงานของเราทำงานกันอย่างหนักโดยเฉพาะแผนกวิจัย คุณพ่อเลยคิดสร้างสวนหย่อมเล็กๆ เอาไว้ให้เป็นที่ผ่อนคลาย” เขาแนะนำเมื่อเปิดประตูกระจกออกมาภายนอก 

ลานหญ้ากว้างประมาณ ๓๐ ตารางเมตร มีอิฐสีเทาปูเป็นทางเดินแยกไปยังชิงช้าที่ตั้งอยู่ริมกำแพงด้านซ้าย และม้านั่งเรียงเป็นแถวอยู่ริมกำแพงด้านขวา ด้านหน้าที่ติดกับถนนมีกระถางต้นไม้ปลูกสูงระดับศีรษะ แม้ไม่ได้ให้ร่มเงา แต่สีเขียวก็พอให้ดูชื่นตาสบายใจ หลังคาไม้ระแนงมีเถาวัลย์พันเกี่ยวพอบังแดดได้เล็กน้อย ตึกสูงขนาบสองข้างช่วยให้ร่มเงาและเป็นช่องให้ลมพัดผ่าน ทำให้บรรยากาศในสวนบนดาดฟ้าไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป

“ตอนผมยังเด็ก เวลามารอคุณพ่อทำงาน ก็มักจะมานั่งเล่นที่สวนนี้ประจำ แต่ก่อนยังไม่มีตึกสูงขนาบแบบนี้ แดดร้อนแทบตายแต่ก็ทนนั่งไปได้” เขาชวนคุย เดินไปนั่งยังม้าไม้ที่ใต้ร่มกันสาด มุมด้านในนี้มีลมโกรกตลอดเวลาเย็นสบาย

“อาการของด็อกเตอร์ผางเป็นอย่างไรบ้างคะ” ปุณิกาถาม ข่าวของด็อกเตอร์ผางที่โดนโจรทำร้ายตอนลงพื้นที่ในเขตจังหวัดหนึ่งทางชายแดนภาคตะวันตกของไทย โด่งดังจนขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แม้ตอนนั้นเธอจะยังเล็กอยู่ แต่ก็พอรู้ความ พ่อไปเยี่ยมอาการของด็อกเตอร์ผางแล้วถึงกับน้ำตาซึม หลังจากนั้นเธอก็ทราบเพียงว่าท่านกลายเป็นอัมพาตไม่สามารถมาทำงานในมูลนิธิที่ตนเองก่อตั้งไว้ได้อีก ปล่อยให้มาดามผางภรรยาดูแลมูลนิธิตามลำพัง จนกระทั่งลูกชายสำเร็จการศึกษาแล้วกลับมาช่วยบริหารงาน

“ท่านเสียแล้วครับ เมื่อปีกลาย” สวิตต์ตอบโดยไม่มองคนถาม

หญิงสาวจับกระแสในน้ำเสียงที่ยังบอกถึงความเศร้าได้อย่างชัดเจน “ดิฉันเสียใจด้วยนะคะ”

เขาตอบเสียงเรียบ “ดีแล้วครับ ท่านทรมานมานาน”

เธอไม่กล้าถามถึงมาดามผางต่อ เพราะเกรงว่าจะได้คำตอบเป็นเรื่องเศร้าอีก แต่เขาก็พูดขึ้นเองเหมือนรู้ใจ

“ตอนนี้คุณแม่ก็กลับไปอยู่บ้านคุณพ่อที่ฮ่องกง นานๆ ถึงจะมาเมืองไทยสักที” เขาเงยหน้ามองเธอ รอยยิ้มเศร้านั้นทำให้ใบหน้าเข้มดูอ่อนโยนขึ้น “แล้วคุณแม่ของด็อกเตอร์ล่ะครับ ผมไม่ได้ไปเยี่ยมท่านนานแล้ว”

เป็นฝ่ายปุณิกาบ้างที่เกิดอาการพูดไม่ออก อาชญากรรมที่เกิดกับแม่ของเธอก็เป็นข่าวดังไม่แพ้กัน และผลของมันก็ยังตามหลอกหลอนอยู่จนถึงทุกวันนี้ “ก็ยังเหมือนเดิมค่ะ โชคดีที่มีแม่อุ่นช่วยดูแล ดิฉันกำลังคิดว่าจะรับท่านกลับมาอยู่ที่บ้าน”

“ผมก็ต้องเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณพรรณรายด้วยนะครับ”

ปุณิกาอยากจะฝืนยิ้มขอบคุณแต่ก็ทำไม่ได้ นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับแม่ทีไร ก็ปวดหัวใจแน่นในอกจนหายใจลำบากทุกครั้ง โชคชะตาเล่นตลก คนบนฟ้าช่างใจไม้ไส้ระกำ พ่อของเธอเสียชีวิตไปไม่ถึงเดือน กลิ่นควันธูปงานศพยังไม่จางหาย บ้านเธอก็โดนขโมยขึ้นและพวกมันทำร้ายมารดาของเธอจนเสียสติ เธอต้องกลายเป็นเหมือนลูกกำพร้า ทั้งที่แม่ยังมีชีวิต ยังจำภาพตัวเองนอนร้องไห้เกาะขอบเตียงมองแม่ที่เอาแต่นอนตาลอยได้ชัดเจน ช่วงชีวิตนั้นเธออาจจะเสียผู้เสียคนไปแล้ว หากไม่มีแม่นมที่ดูแลเธอมาตั้งแต่เล็กคอยให้กำลังใจและเตือนสติ

‘หนูปุ่นต้องกลับไปเรียนนะลูก ถ้าหนูปุ่นเลิกเรียน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดก็จะไร้ความหมาย’

‘แต่หนูห่วงแม่ค่ะ แม่อุ่น’

‘ไม่ต้องห่วงลูก แม่อุ่นรักแม่ของหนูเหมือนน้องสาวแท้ๆ เราโตมาด้วยกัน อย่างไรเสียแม่อุ่นก็ไม่ทิ้งแม่ของหนูหรอก นอกจากแม่อุ่นจะตายเสียก่อน’

เด็กหญิงปุณิกาในเวลานั้นถึงกับใจหาย โผเข้ากอดแม่นมแน่น ‘ไม่นะคะ แม่อุ่นอย่าตายนะ หนูไม่เหลือใครแล้ว’ สะอื้นไห้จนตัวโยน

‘โถ แม่คุณ นิ่งซะนะ แม่อุ่นไม่ตายหรอก จะอยู่รอร่วมงานรับปริญญาหนูปุ่น แทนคุณพ่อคุณแม่นะลูก’ 

และแม่อุ่นก็ทำตามสัญญาจริงๆ แม้จะไม่มีพ่อกับแม่ แต่การมีแม่นมอุ่นไปร่วมในงานสำเร็จการศึกษาก็ทำให้เธอมีความสุขและอบอุ่นใจ เสียงของชายหนุ่มคู่สนทนาดึงเธอกลับมาที่ตึกบีพีเอฟอีกครั้ง เขาคงเห็นเธอนิ่งเงียบไปนาน ถึงได้พยายามทำเสียงร่าเริง ให้เธอคลายเศร้า

“น่าเสียดาย ผมเลยอดกินชีสเค้กอร่อยๆ อีกเลย ผมจำได้นะด็อกเตอร์ ตอนเด็กๆ คุณพรรณรายมักจะอบขนมเค้กมาฝากพนักงานที่นี่ประจำ แล้วผมก็มักเป็นคนประเดิมเสมอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพนักงานกับเขาหรอก”

หญิงสาวขันกับท่าทางเขินๆ ของอีกฝ่าย “คุณสวิตต์คงผูกพันกับที่นี่มาก”

"อาจจะเพราะผมโตมาพร้อมๆ กับตึกหลังนี้และมูลนิธิแห่งนี้ละมังครับ” ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ยิ้มกว้าง “ด็อกเตอร์ปณิธานคุณพ่อของคุณเป็นตัวอย่างของนักพัฒนาจริงๆ ตอนที่ผมเริ่มทำงานที่นี่ใหม่ๆ ก็ได้ท่านล่ะครับที่ช่วยสอนทุกอย่าง ผมเป็นผมได้ในวันนี้ก็เพราะท่าน ตอนที่ท่านเสีย ผมรู้สึกเหมือนเสียเสาหลักของมูลนิธิเลยทีเดียว ผมถึงดีใจมาก ที่เราได้ร่วมงานกัน”

หญิงสาวตระหนักดีว่าพ่อทำงานหนักขนาดไหน ท่านเข้าร่วมงานของมูลนิธิตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโดยการชักนำของด็อกเตอร์ผาง เวลาส่วนใหญ่ของพ่อก็จะคลุกอยู่แต่ในห้องวิจัยที่มูลนิธิ หลายครั้งที่เธอยังนึกน้อยใจที่พ่อเหมือนจะรักทุกคนบนโลก เป็นห่วงทุกคนบนโลก...ยกเว้นเธอ แม้ตั้งใจว่าจะกลับมาสานงานต่อจากพ่อ แต่เธอจะสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจได้เท่าท่านหรือไม่ก็ไม่รู้ “ดิฉันอาจจะทำให้คุณสวิตต์ผิดหวัง”

“ไม่มีทางหรอกครับ ผมเชื่อว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น” เขาพยักหน้าอย่างเชื่อมั่นเต็มที่

หญิงสาวหัวเราะเบาๆ “ใครๆ ก็มักจะบอกว่าดิฉันเป็นลูกไม้ที่กลายพันธุ์ไปแล้วค่ะ”

ทั้งสองหนุ่มสาวหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ปุณิกาสบสายตามั่นคงของหนุ่มใหญ่ตรงหน้า ดวงตาเรียวบนใบหน้าหล่อเข้มตามสมัยนิยมของสวิตต์ คงทำเอาสาวๆ หัวใจละลายได้ง่ายๆ แต่ต้องไม่ใช่สำหรับเธอ การกลับมาที่บีพีเอฟสำคัญเกินกว่าจะวอกแวกไปเรื่องอื่นใด

ยังมีปัญหาที่ต้องสะสาง ยังมีปริศนาที่ต้องแก้ และเธอก็ตั้งใจแล้วว่าจะทำให้สำเร็จจงได้


โปรดติดตามตอนต่อไป

97
บทที่ ๘

   หลังแยกจากงามรวี ทัศนัยก็เดินตามภรรยาไปดูภาพยนตร์เรื่องดังที่กำลังเข้าฉาย หนังรักแนววัยรุ่นไม่ใช่แนวที่เขาชื่นชอบสักเท่าไหร่ แค่เพื่อคนที่รัก คนเรายอมเปลี่ยนรสนิยมได้เสมอ

การเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนที่เรารักไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก ก็ในเมื่อเธอเป็นเจ้าของหัวใจเขา มันก็ธรรมดาที่หัวใจมันพร้อมยอมตามใจเจ้าของมันอยู่แล้ว จะมีก็คงแค่เรื่องเดียวที่เขายอมปล่อยตามใจเธอไม่ได้

อีกครั้งแล้วที่เธอแอบทำอะไรลับหลังเขา ครั้งที่แล้วที่โกหกเรื่องตั้งท้อง เขาไม่ได้มีโอกาสอธิบายให้พ่อกับแม่ของเธอเข้าใจ เพราะท่านทั้งสองโกรธจนกลับบ้านไปเสียก่อน เขาจะตามไปอธิบายปรับความเข้าใจในวันรุ่งขึ้น เธอก็บอกว่าสารภาพความจริงกับพ่อและแม่ไปแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อย เขาไม่ได้เฉลียวใจกับทีท่าปั้นปึ่งของพ่อตาแม่ยายสักนิด เพราะนึกว่าเป็นอาการของพ่อกับแม่ที่หวงลูกสาวคนเดียวไม่อยากให้แต่งงาน ในคืนแต่งงานเขาก็ให้คำมั่นสัญญากับท่านอย่างสุจริตใจว่าจะดูแลชนิสราให้ดีที่สุด เพราะเธอเป็นดวงใจของเขาเหมือนกัน

เขาเพิ่งจะมาตาสว่างตอนไปฮันนีมูน เมื่อเธอหลุดปากว่าแท้ที่จริงเธอยังไม่ได้บอกความจริงกับพ่อแม่ของตัวเอง

ยอมรับเลยว่าโกรธมาก การเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยการโกหกมันเป็นเรื่องน่ายินดีเสียที่ไหน

‘ก็นิดกลัวเตี่ยกับแม่จะไม่ยอมให้เราแต่งงานกัน พี่ทัดไม่รู้หรอกว่าเตี่ยกับแม่น่ะชอบพานิดไปดูตัว นิดไม่ชอบการคลุมถุงชน ไม่อยากแต่งงานกับคนที่นิดไม่ได้รัก นิดผิดเหรอคะ แล้วพี่ทัดทนได้เหรอคะถ้านิดจะแต่งงานไปเป็นของคนอื่น’

เธอร่ายเหตุผลแก้ตัวยาวเหยียด เขาต้องนับหนึ่งถึงร้อย พยายามเข้าใจเหตุผลของเธอ ทำใจให้อภัยเธอ สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วมันกลับไปแก้ไขไม่ได้

‘สัญญากับพี่นะนิด ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีก ตอนนี้เราเป็นคนคนเดียวกันแล้ว อย่าทำอะไรโดยไม่ปรึกษากันก่อน’ เขาขอสัญญาและเธอก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่มาวันนี้ เธอก็ทำมันอีก มิน่าเล่าถึงได้จำเพาะเจาะจงต้องมากินข้าวร้านนี้สาขานี้ให้ได้

“นิดรู้มาก่อนใช่ไหม”

“รู้อะไรคะ” ถามหน้าซื่อ

“ก็ที่เรามาพบคุณเมฆวันนี้”

“ฮื้อ” เธอส่ายหน้าจนผมสะบัด “นิดก็ประหลาดใจเหมือนกันที่มาเจอเฮียที่นี่”

“อย่าโกหกพี่”

เธอทำหน้าม่อย “ก็... นิดแค่เปรยให้เฮียฟังว่ายัยรัศมีนั่นถังแตก พลอยทำให้บริษัทพี่ทัดลำบากไปด้วย แต่ที่เฮียเมฆเขามาซื้อโครงการนี้ไปทำต่อ มันความคิดของเขาเองนะคะ นิดไม่รู้เรื่องเลย ก็คงอย่างที่เฮียเมฆบอก เขาคงอยากลงมือทำอะไรจริงๆ จังๆ กับเขาบ้าง อาซิ่มก็บ่นให้นิดฟังเหมือนกันว่าเฮียลอยไปลอยมา นี่ก็คงโดนแม่บ่นมาเยอะเลยต้องหาอะไรทำ” พูดจายาวพรืดแทบไม่หายใจ ส่อพิรุธเป็นที่สุด

ทัศนัยจ้องหน้าเธอ “เราเคยคุยกันแล้วนะ พี่ไม่ชอบให้เรามีความลับต่อกัน”

ภรรยาสาวกอดแขนซบไหล่ออดอ้อน “พี่ทัดอย่าโมโหสิ นิดเป็นผู้บริสุทธิ์นะคะงานนี้ นิดไม่รู้เรื่องจริงๆ ถ้านิดรู้ว่าเฮียจะซื้อโครงการนี้มาทำต่อ นิดก็ต้องบอกพี่ทัดก่อนอยู่แล้ว วันนี้เฮียโทรมานัดกินข้าว นิดก็นึกว่ามากินข้าวคุยกันธรรมดา จริงๆ นะคะที่รัก”

เจอลูกอ้อนเข้าให้ ทัศนัยก็ได้แต่ทอดถอนใจ เขาไม่เชื่อหรอกว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างที่แก้ตัว สองพี่น้องคู่นี้สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้องแท้ๆ คลานตามกันมา แต่จะคาดคั้นไปให้มันได้ประโยชน์สำหรับใครเล่า เพิ่งเข้าใจว่ามีเมียกะล่อนมันก็น่าปวดหัวเหมือนกัน เขามันพวกตรงไปตรงมาเสียด้วย คงต้องยอมก้มหน้ารับความรู้สึกหนักอึ้งที่ถูกมองว่าอาศัยความมีฐานะของภรรยาต่อไป


ความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของทัศนัยคงไม่แตกต่างจากสภาพที่งามรวีเป็นอยู่ในขณะนี้เท่าไรนัก ชายหนุ่มที่นั่งเคียงข้างเธอและกำลังตั้งใจขับรถไปอย่างเชื่องช้าจนน่ารำคาญ กำลังผิวปากสบายใจ ไม่สนเสียงแตรที่กดไล่หลัง เขาบอกว่าอยากคุยเรื่องงาน แต่ตั้งแต่ขึ้นรถมาก็ยังไม่เห็นเขาเอ่ยถึงงานสักคำ

“เลี้ยวซ้ายข้างหน้านี้แหละค่ะ” เธอบอกทาง

“อ้าว คุณไม่บอกแต่เนิ่นๆ ล่ะ เข้าซ้ายไม่ทันแล้ว” เขาตอบ ขับตรงไปหน้าตาเฉย

“งั้นก็ชิดขวาเลย เดี๋ยวยูเทิร์นข้างหน้านี้ได้”

“ไม่ต้องหรอก ผมรู้ทางลัด ไม่ต้องเสียเวลายูเทิร์น”

งามรวีสังหรณ์ใจว่า ทางลัดของเขาน่าจะเสียเวลามากกว่ายูเทิร์นของเธอ ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัดสินใจถูกหรือเปล่าที่ขึ้นรถมากับเขา

“คุณตั้งใจทำอะไรของคุณกันแน่ คุณวาริท”

“เรียกว่าเมฆสิ เหมือนที่เคยเรียกน่ะ” หันไปยิ้มหวาน แต่เจอหน้าเข้มตาเขียวตอบกลับ รอยยิ้มทะเล้นเลยหุบฉับ “โอเคๆ อยากเรียกอะไรก็ตามใจ”

“ฉันถามว่าคุณกำลังทำอะไรกันแน่”

“ก็พาคุณไปส่งบ้านน่ะสิ”

“ฉันหมายถึงคุณเข้ามาซื้อกิจการบ้านกังสดาลทำไม”

เขาแสร้งถอนหายใจ เหมือนเหนื่อยกับการอธิบายเรื่องง่ายๆ ให้เด็กหัวทื่อเข้าใจ “ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ ผมอยากเริ่มกิจการของตัวเองบ้าง”

“แล้วทำไมต้องเป็นโครงการนี้ อย่างคุณจะทำโครงการไหนก็ได้ เงินคุณมีเยอะแยะ”

เขาหัวเราะ “นี่อย่าบอกนะว่าคุณคิดว่าผมมาทำโครงการนี้เพราะคุณเป็นผู้จัดการอยู่” ลงลูกคอจนคนฟังทั้งโกรธทั้งเสียหน้า

“ฉันไม่ได้คิด!” อยากจะหาอะไรยัดปากอุดเสียงหัวเราะลงลูกคอนั่นนัก

“ไม่คิดก็ไม่คิดสิ ไม่เห็นต้องตะคอก” เขายิ้มเย้า “อย่าลืมว่าผมเป็นเจ้านายคุณอยู่นะ” ถูกใจเขาเหลือเกินที่เห็นเธอทำท่าฟึดฟัดด้วยความโกรธ มันน่ารักกว่าทำมึนตึงเย็นชากว่าเป็นไหนๆ เขากระแอมก่อนพูดเสียงจริงจัง “ลองถามตัวคุณเองสิว่าทำไมคุณถึงทุ่มเทให้โครงการนี้ตั้งแต่แรก ก็เพราะคุณเห็นว่ามันมีศักยภาพใช่ไหมล่ะ ผมก็มองเห็นอย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ”

เขานิ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “อีกอย่าง ผมก็อยากช่วยนายทัดด้วย ตอนนี้เขาก็เท่ากับเป็นน้องชายผม ถึงหน้าจะแก่กว่าผมก็เถอะ” หันมาหลิ่วตาให้หญิงสาว “ยัยนิดรักทัศนัยมากนะ ผมไม่ยอมให้ความรักของน้องสาวมีปัญหาหรอก”

งามรวีมองเขาอย่างไม่เข้าใจ นาทีหนึ่งเขากวนประสารทจนน่าโมโห แล้วอีกนาทีก็เปลี่ยนมาพูดจาจริงจังจนเหมือนไม่ใช่วาริทที่เธอรู้จัก อันที่จริงก็ใช่ว่าเธอจะรู้จักเขาลึกซึ้ง จากกันไปตั้งเกือบสิบปี คนเราก็ต้องเปลี่ยนกันไปบ้างเป็นธรรมดา บางครั้งเธอก็เผลอคิดเปรียบเทียบวาริทคนเมื่อเกือบสิบปีก่อนกับคนที่อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้ แน่นอนว่ารูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา สมัยก่อนหุ่นเขาสะโอดสะอง แต่ตอนนี้ดูหนาขึ้น ใบหน้าเข้ม แข็งแกร่งอย่างผู้ชายเต็มตัว ไรเคราที่กรอบหน้าทำให้เขาดูหล่อเซ็กซี่ขึ้น

“อย่าจ้องผมแบบนี้สิ มันทำให้ผมไม่มีสมาธิ” เขาพูดเสียงแหบต่ำ แต่ทำเอาเธอสะดุ้ง

“เปล่าซะหน่อย ใครจ้องคุณ” เธอปฏิเสธ หันหน้าหนีไปมองทางอื่น ทางไหนก็ได้ที่ไม่มีเขา บ้าไปแล้ว งามรวี เธอกล้าคิดได้อย่างไรว่าเขาเซ็กซี่ สมองเธอต้องมีอะไรผิดพลาดไปแน่ๆ ท่องไว้เลยว่าเขาเป็นผู้ชายร้ายกาจ ความเจ็บช้ำที่เขาทำกับเธอไว้ เขาไม่แยแสแม้แต่จะเอ่ยขอโทษด้วยซ้ำ

“ผมก็แค่บอกเผื่อไว้ เราต้องทำงานด้วยกันอีกนาน”

หญิงสาวได้ยินเสียงเขาพูด เธอรู้เลยว่าเขากำลังยิ้มเยาะ “แต่ฉันไม่คิดว่าเราจะต้องเจอกันอีกนาน คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าให้ฉันเปิดโครงการให้ได้ภายในหนึ่งเดือน”

“คุณคิดว่าสามารถทำได้ไหมในหนึ่งเดือน” เขาเปลี่ยนมาทำเสียงจริงจังอีกแล้ว ให้ตายเถอะ เธอตามอารมณ์เขาไม่ทันจริงๆ

“ฉันจะพยายามให้เต็มที่ ของตกแต่งที่ต้องนำเข้าส่วนใหญ่เราได้รับเรียบร้อยแล้ว เหลืออีกไม่กี่รายการที่ออร์เดอร์ถูกยกเลิกไปตอนที่เกิดเรื่องกับคุณรัศมี พรุ่งนี้ฉันจะสรุปรายการของที่ต้องสั่งซื้อมาให้ เราสามารถหาของทดแทนที่มีอยู่ในประเทศได้ ไม่จำเป็นต้องนำเข้า จะได้ไม่เสียเวลา”

“คุณนี่มืออาชีพจริงๆ ผมดีใจนะที่ได้ร่วมงานกับคุณ” เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน หยอดคำหวานเชื่อมหัวใจเธอเสียหน่อย
งามรวีนิ่ง ถ้าเป็นปกติ เธอคงตอบกลับไปตามธรรมเนียมว่า ‘เช่นกันค่ะ’ แต่ครั้งนี้มันไม่ปกติ เธอพูดไม่ออก แม้สำนึกของมืออาชีพจะพยายามผลักดัน สิ่งที่เธออยากจะตอกใส่หน้าเขาคือ เธอไม่ยินดีสักนิดที่ได้ร่วมงานกับเขา เธออุตส่าห์ลืมเรื่องเก่าๆ ได้แล้ว เขากลับมาทำไม มาบังคับให้เธอต้องอยู่ใกล้เขาทำไม มาทำให้เธอหวั่นไหว...ทำไม

การจมอยู่ในความคิดทำให้เธอลืมโลกความจริงไปชั่วขณะ ต่อเมื่อสังเกตดีๆ จึงเพิ่งเห็นว่าวิวด้านนอกหน้าต่างไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

“นี่คุณจะขับไปไหนน่ะ” เธอถามเสียงดัง

“ก็ไปส่งคุณน่ะสิ”

“นี่ไม่ใช่ทางไปที่พักฉันนะ” เสียงเธอเขียวจัด

“ทางลัด”

“ทางลัดบ้าอะไร อย่ามาเล่นตลกกับฉันนะ นี่มันที่ไหนก็ไม่รู้”

เขามองซ้ายทีขวาที “จริงด้วย นี่มันที่ไหนหว่า สงสัยผมคงหลงทางแล้วล่ะ”

“คุณนี่มัน...” งามรวีอยากจะหันไปบีบคอสารถีจอมกวนนัก แต่ทำได้แค่กำหมัดแน่น “หลงแล้วยังขับไปอยู่ได้ จอดรถ”

“จอดทำไม”

“ฉันจะกลับแท็กซี่เอง”

“ได้ไง ไม่ได้หรอก นี่มันดึกแล้วนะ”

เธออยากจะทุบเขาสักอัก ถ้าเขาปล่อยให้เธอกลับแท็กซี่เองตั้งแต่แรกป่านนี้เธอถึงบ้านนานแล้ว “ปล่อยฉันลง เดี๋ยวนี้!”

“ไม่เอาน่า ทุกปัญหามีทางออก ใจเย็นๆ เมื่อครู่เรายังคุยกันดีอยู่เลย” เขาเอ่ยเสียงอ่อนเหมือนสำนึกผิด

เธอคงใจดำมากถ้ายังขืนโวยวาย พูดเสียงเรียบระงับอารมณ์โกรธ “จอดรถ”

“โธ่...งาม”

เสียงอ่อนวิงวอนของเขาแบบนี้ ช่างเหมือนเมื่อก่อน นี่เขาตั้งใจจะกวนตะกอนในใจเธอไปถึงเมื่อไหร่ “ฉันบอกให้จอดรถ แล้วก็ลงไปถามทางเขา เดี๋ยวก็ยิ่งหลงไปไกลหรอก”

วาริทยิ้มกว้าง ยอมเทียบรถเข้าจอดโดยดี แต่ไม่ลงไปถามทางอย่างที่เธอแนะ เขากดปุ่มอะไรสักอย่างแล้วหน้าจอขนาดเล็กก็เริ่มทำงาน ความจริงส่งเสียงทักทาย

...รถของเขามีระบบนำทาง!!

งามรวีเริ่มแน่ใจว่าหนึ่งเดือนที่จะต้องทำงานร่วมกับวาริท เธอจะอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนาอย่างแน่นอน และมันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นอีตาบ้าจอมกวนประสาทคนนี้นี่ล่ะ หญิงสาวกระแทกตัวพิงเบาะอย่างโกรธจัด เพราะไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไร เธอจึงเลือกกดเปิดวิทยุและเร่งเสียงให้ดังพอที่เธอจะไม่ต้องได้ยินเสียงเขา ถ้ามีม่านกั้นระหว่างคนขับกับที่นั่งข้างคนขับคงจะดีไม่น้อย

“อย่าปิดเสียงนะ” เธอชี้หน้า เมื่อเห็นเขาทำท่าจะหรี่เสียงวิทยุลง

วาริทยอมเธอโดยดี ถึงเสียงเพลงจะดังกว่าเสียงบอกทางก็ไม่เป็นไร เขาคงไม่หลงไปมากกว่านี้ล่ะ แค่หลงรักผู้หญิงคนนี้คนเดียว เขาก็ต้องคิดวางแผนจนมึนหัว จะหลอกล่อขอคืนดีกับเมียตัวเองทำไมมันยากนักก็ไม่รู้

แต่เขาไม่ถอยง่ายๆ หรอก ความต้องการเอาชนะมันชัดเจนขึ้นทุกวัน และนี่ก็เป็นสัญญาณที่ดี เขาถือคติว่าคนยิ่งโกรธมาก ยิ่งเกลียดมาก ก็จะยิ่งรักมาก มันทำให้เขาสบายใจขึ้นเปราะหนึ่ง ถ้าเธอคิดว่าเขาเป็นแค่เจ้านายคงไม่ทำเคียดขึงใส่เขาเช่นนี้หรอก เขาเริ่มมั่นใจว่าเธอยังมีความรู้สึกต่อเขาแน่ๆ เพียงแต่มันจะมากหรือน้อย จะดีหรือไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่รู้ รู้แต่ว่า ภายในหนึ่งเดือน เขาต้องพางามรวีคนเมื่อสิบปีที่แล้วกลับมาให้ได้


โปรดติดตามตอนต่อไป

98
บทที่ ๗

   รถแท็กซี่จอดเทียบที่หน้าทางเข้าห้างสรรพสินค้า งามรวีก้าวลงจากรถ รีบร้อนเดินเข้าประตูห้าง เธอเสียเวลาไปเป็นชั่วโมง เพราะเจ๊อ้อส รถเก๋งคู่ใจ ออกอาการรวนสตาร์ทไม่ติดเอาดื้อๆ ลุงกล่ำรปภ.ที่อพาร์ตเม้นต์พยายามช่วยหาสาเหตุแต่ก็ไม่พบ จะรอเรียกช่างก็ไม่มีเวลาแล้ว เพราะลูกค้า หรือจะเรียกให้ถูก ลูกหนี้คนสำคัญ โทรเรียกตัวให้ไปพบด่วน

   คุณรัศมีโทรมาหาเธอตั้งแต่เช้า ต้องการจะคุยเรื่องโครงการบ้านกังสดาล คอนโดมิเนียมหรูสไตล์รีสอร์ทกลางเมืองหลวงที่แออัดอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้กำลังชะงักงันเนื่องจากเจ้าของโครงการอย่างคุณรัศมีโดนฟ้องล้มละลาย และแถมพ่วงด้วยอีกหลายคดีที่เข้าไปมีส่วนพัวพันการคอรัปชั่นของนักการเมืองดังคนหนึ่ง แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่การที่โครงการถูกหยุดไว้ ทำให้นูโวดีไซน์ในฐานะผู้จัดการโครงการพลอยลำบากไปด้วย

   การเจรจาครั้งแรกในรอบสามเดือนครั้งนี้จึงมีความหมายมากสำหรับอนาคตของนูโวดีไซน์ ตลอดเวลาที่ผ่านมางามรวีพยายามติดต่อคุณรัศมีแต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคุยด้วยตลอด มาวันนี้ฟ้ายังไม่เป็นใจ ทำให้เธอเสียเวลาจนมาสายเกือบชั่วโมง พยายามโทรหาเพื่อแจ้งว่าจะมาช้า ลูกหนี้ก็ดันไม่ยอมรับสายอีก เจ้าหนี้อย่างเธอเลยต้องวิ่งจนขาแทบขวิด คนในห้างพากันมองอย่างสงสัย แต่ไม่มีเวลาห่วงสวยล่ะ เกิดคุณรัศมีโกรธหนีกลับไปก่อนล่ะแย่เลย เธอไม่ยอมชวดโอกาสทวงหนี้ครั้งนี้หรอก

   “งาม!” เสียงคุ้นเคยเรียกดังพอจะหยุดคนกำลังเร่งฝีเท้าได้อย่างดี ทัศนัยควงแขนภรรยาสาวเดินเข้ามาหา “ไหนว่าจะไปพบคุณรัศมีไม่ใช่เหรอ”

   “ใช่น่ะสิ” หันไปยิ้มให้ภรรยาเพื่อนก่อนอธิบายต่อ “คุณรัศมีนัดให้มาพบที่ร้านรวงข้าวนี่แหละ ไปก่อนนะสายแล้ว”

    “เดี๋ยวสิ เราก็จะมาที่ร้านนี้พอดี ไปด้วยกันเลยดีกว่า อยากเจอคุณรัศมีเหมือนกัน”

    “แต่...” มองชนิสราอย่างเกรงใจ อุตส่าห์ควงกันมากินข้าว จะมานั่งคุยเรื่องธุรกิจ เดี๋ยวก็โดนเหวี่ยงใส่อีก

   แต่สองสามีภรรยาเดินนำเข้าประตูร้านไปแล้ว เธอเลยได้แต่เดินตามเข้าไป คุณรัศมีจองห้องส่วนตัวไว้แล้ว พนักงานต้อนรับจึงพาทั้งสามเดินเข้าไปด้านในสุดของร้าน

   ประตูบานเลื่อนเปิดออก ทัศนัยและชนิสราเดินเข้าไปก่อน เสียงทักทายร่าเริงทำให้งามรวีใจชื้น คุณรัศมียังไม่ได้หนีกลับไปไหน

   หากพอเดินเข้าไปเห็นว่าใครรออยู่ในห้อง หัวใจเธอก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม คุณรัศมีหายไปไหน แล้วนายคนนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง...นายวาริท

    “เชิญคุณทัดกับเพื่อนนั่งก่อนนะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง”

   งามรวีถูกดึงให้นั่งลงอย่างงงๆ เสียงทุ้มพูดจาเป็นงานเป็นการ ผิดจากวาริทที่เธอเคยรู้จัก นี่เขาคิดจะทำอะไรของเขา มาซื้อกิจการต่อจากคุณรัศมีทำไม

    “ตั้งแต่กลับจากเมืองนอก ผมก็ยังไม่ได้ทำอะไรจริงจัง อยากจะเริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาบ้าง”

   อย่ามาทำเป็นอ้าง พ่อแม่ตัวเองมีกิจการอยู่ตั้งมากมาย อยากจะไปทำที่ไหนก็ไปได้ ทำไมต้องมาจำเพาะเจาะจงเป็นโครงการบ้างกังสดาลที่เธอเป็นผู้จัดการโครงการอยู่ด้วย แล้วดูสายตาที่มองมานั่นสิ มันบอกชัดเลยว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างอื่น

    “ผมก็เห็นว่าบ้านกังสดาลเป็นโครงการใหญ่ น่าสนใจมาก รู้สึกเสียดายครับ ถ้าจะปล่อยให้ขายทอดตลาด”

   มันแน่อยู่แล้ว ทีมงานนูดีไซน์ทุ่มเทแรงกายแรงใจเต็มที่เพื่อให้โครงการนี้โดดเด่นที่สุด

    “บังเอิญผมทราบจากนิดว่านูโวดีไซน์ของคุณทัดเป็นผู้จัดการโครงการนี้อยู่พอดี โชคดีของผมครับ ที่ได้คนคุ้นเคยกันช่วยจัดการโครงการให้”

    ‘คนคุ้นเคย’ งามรวีเกลียดเวลาที่เขาพูดคำนี้แล้วมองที่เธอ เขาจงใจตอกย้ำอดีตที่เธอพยายามลืม

    “ผมอยากให้นูโวดีไซน์เป็นผู้จัดการโครงการต่อไป เงินงวดที่ค้างชำระและค่าของที่ทางคุณได้ดำเนินการสั่งซื้อและนำเข้ามาแล้ว ผมยินดีจ่ายคืนให้ทั้งหมด มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว”

   นั่นอย่างไร ตานี่มีแผนอะไรอยู่แล้วแน่ๆ

    “ผมต้องการให้นูโวดีไซน์ส่งตัวแทนมานั่งทำงานร่วมกันกับผมที่นี่ ซึ่งคุณงามรวีก็น่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุด เพราะประสานงานกันมาตั้งแต่แรกกับคุณรัศมี โครงการนี้ล่าช้ามามากแล้ว ผมไม่อยากให้เราเสียเวลาไปแม้แต่นาทีเดียว ผมต้องการเปิดตึกนี้ให้ได้ภายในเดือนหน้า”

   งามรวีคอแข็ง จ้องเขม็งไปที่ผู้พูด จากหางตาเธอรู้ว่าทัศนัยหันมามอง อาจจะต้องการความเห็นจากเธอ แต่หญิงสาวรู้โดยไม่ต้องคิดว่าเธอต้องการอะไร “ดิฉันคิดว่า เวลาเดือนเดียวคงเป็นไปไม่ได้แน่ค่ะ ในเมื่อคุณรัศมีตัดสินใจขายโครงการนี้ให้คุณแล้ว สัญญาที่ทำไว้กับนูโวดีไซน์ก็ควรจะจบลงเช่นกัน พวกเราขอถอนตัวค่ะ”

    “งาม...” ทัศนัยเรียกเพื่อน ก่อนจะหันไปบอกเจ้าของโครงการคนใหม่ “ผมขอตัวคุยกับเพื่อนสักครู่นะครับ”

   ทัศนัยแตะแขนงามรวีเบาๆ เป็นเชิงชวนให้ออกไปคุยกันข้างนอก หญิงสาวเดินตามเขาออกไปอย่างว่าง่าย เมื่อออกมานอกร้าน เขาก็ยิงคำถามทันที ไม่ได้สังเกตใบหน้าซีดเผือดของเพื่อนสาว

    “งามคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงปฏิเสธ”

    “ฉันไม่ชอบ เอ่อ ฉันหมายถึง ท่าทางอย่างนายคนนั้น คุณวาริทน่ะ ก็รู้ๆ กันดีว่าเขาไม่เคยทำอะไรจริงจัง นี่ก็คงแค่เห่อชั่วครั้งชั่วคราวตามประสาคนมีเงิน เขาจะทำให้เราลำบากกว่าเดิมนะทัด”

    “มันก็จริงที่คุณเมฆยังเป็นมือใหม่ในธุรกิจนี้ แต่เงินลงทุนไม่ใช่น้อยๆ ถึงเขาไม่ทำต่อ ครอบครัวของเขาคงไม่ยอมเสียเงินฟรีหรอกมั้ง การที่เขามาเทคโอเวอร์ เราก็น่าจะได้ค่าตอบแทนตามที่เราควรได้สำหรับงานที่พวกเราทำให้คุณรัศมีไมใช่หรือ” ครอบครัวของวาริทเป็นเจ้าของบริษัทอหังสาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า เรื่องเงินทุนไม่ใช่ปัญหาแน่

    “แต่ว่า...งามไม่อยากทำโปรเจคนี้ต่อแล้ว”

   ทัศนัยมองเพื่อนอย่างค้นหา แต่งามรวีก็พยายามหลบสายตา “ขอเหตุผลดีๆ ให้เราได้ไหมงาม”

   จะให้บอกอย่างไรได้ว่า นายวาริทเป็นใคร สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอในอดีต ไม่เคยแพร่งพรายออกจากปากให้เพื่อนหรือใครๆ ได้รับรู้ เธอกลัว ไม่อาจยอมรับสายตาดูหมิ่นจากใครได้ โดยเฉพาะจากคนใกล้ชิด

   เธอพบวาริทตั้งแต่ตอนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในภาคเหนือ เพราะเรียนอยู่คณะและสาขาเดียวกัน ได้รวมกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกันตลอดเวลา เธอแอบชื่นชมเขาอยู่เงียบๆ ก็เขาทั้งหล่อ ขี้เล่น เป็นดาวเด่นที่ใครๆ ก็รู้จัก ทั้งคนในคณะ คนนอกคณะ แม้แต่อาจารย์ก็ยังเอ็นดูเขาเป็นพิเศษ เวลาอยู่ด้วยกันในกลุ่ม เขาทำให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน เธอไม่รู้เลยว่าความรู้สึกแบบเพื่อนมันค่อยๆ เปลี่ยนแปรไปตอนไหนอย่างไร แค่รู้สึกว่าการได้อยู่ใกล้เขา ทำให้เธอมีความสุข เธอคิดว่าเธอรักเขา การที่เขาดูแลเอาใจใส่เธอก็ทำให้คิดว่าเขารู้สึกพิเศษกับเธอเช่นกัน

   แต่ตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไป เธอตระหนักดีว่ามันไม่ใช่ความรัก มันเป็นเพียงแค่ความหลงใหลในภาพฉาบฉวยภายนอก เขาไม่ได้ปฏิบัติกับเธอพิเศษเหนือคนอื่น ถ้าเธอสำคัญกว่าคนอื่นจริง เขาคงไม่ทำกับเธอแบบนั้น

   คำว่ารักของเขาเผื่อแผ่ให้ผู้หญิงทุกคน 

   งามรวีสูดหายใจลึก ตั้งสติ “เวลามันกระชั้นชิดเกินไป มันเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งมอบงานให้ได้ในเดือนหน้า ทัดก็รู้ถ้าเราทำไม่ได้ตามกำหนด เราจะต้องโดนปรับ”

    “แต่เราไม่เห็นว่ามันจะยากเกินไป ของที่สั่งซื้อจากต่างประเทศก็เข้ามาครบแล้ว งานที่ต้องใช้เวลานาน เราก็ทำหมดแล้วนี่” ท่าทางงามรวีหงุดหงิดกระสับกระส่าย “งามมีอะไรที่ไม่ได้บอกเราหรือเปล่า” เขาถามเสียงอ่อนโยน จับมือเพื่อนสาวไว้ มือเธอเย็นเฉียบ เกิดอะไรขึ้นกับงามรวีผู้เข้มแข็งของเขา

   เธอยังคงส่ายหน้าให้กับคำถามอาทรของเรา ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ “เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรืองาม ถ้าวันนี้คนที่มาคุยไม่ใช่คุณวาริท แต่เป็นคุณรัศมีตามที่เราคุยกันไว้ เราจะยอมผ่อนปรนทุกอย่างขอเพียงให้เขาชำระหนี้ ไม่อย่างนั้นบริษัทของเราแย่แน่ นี่คุณวาริทก็บอกเองว่ายินดีจะชดใช้หนี้ทั้งหมดที่คุณรัศมีทำไว้กับเรา แต่กลับเป็นฝ่ายเราที่ปฏิเสธการชำระหนี้ งามว่ามันไม่แปลกไปหน่อยหรือ”

   งามรวีเหลือบตามองเขา เธอเห็นแววตาห่วงใยบริสุทธิ์ของเพื่อนที่ทำให้ใจอ่อน ความหวั่นไหวของเธอจะทำร้ายเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอด้วย ที่ใครว่ายิ่งเกลียดยิ่งเจอ มันใช่จริงๆ นึกว่าจะรอดพ้นจากผู้ชายคนนั้นแล้ว สิ่งที่น่าหงุดหงิดใจที่สุดคือเธอไม่รู้ว่าเขาวางแผนอะไรไว้

   แต่ก็ช่างปะไร ในเมื่อตัวเธอเองเป็นเจ้าของหัวใจตัวเองไม่ใช่หรือ ตัดสินใจแล้วว่าจบ ทำใจว่าจบมานานแล้ว เขาจะทำอะไรได้ถ้าทำใจให้มั่นคงซะอย่าง ตอนนี้เธอโตแล้ว ไม่มีทางเผลอไผลไปกับความรู้สึกวาบหวามชั่วครู่จากภาพลักษณ์ฉาบฉวยภายนอกได้ง่ายๆ เหมือนก่อน

    “ก็ได้...” เพื่อครอบครัว เพื่อบริษัท เธอจะยอมทำในสิ่งที่ฝืนใจ     

   สองหนุ่มสาวจากนูโวดีไซน์กลับเข้าไปในห้องเจรจาอีกครั้ง สองพี่น้องที่กำลังซุบซิบคุยกันหันมามองและฉีกยิ้มกว้างอย่างส่อพิรุธ การสนทนาส่วนที่เหลือเป็นการเป็นงานเหมือนไม่ใช่การคุยในกลุ่มญาติมิตร งามรวีเลือกที่จะนิ่งเงียบ ปล่อยให้พวกดองกันคุยกันเอง

    “งั้นเริ่มงานกันพรุ่งนี้เลย พบกันพรุ่งนี้นะครับคุณงามรวี” วาริทเอ่ยขึ้นก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย หญิงสาวไม่ตอบรับไม่ปฏิเสธ เดินไม่สนใจเสียงนกเสียงกาออกไปจากร้าน

    “เดี๋ยวสิ งาม” ทัศนัยเร่งเดินมาเรียกไว้ “จะกลับแล้วเหรอ”

    “ฮื่อ นัดช่างซ่อมรถไว้” เธอตอบเสียงเหนื่อย

    “อ้าว รถเป็นอะไร”

    “ไม่รู้สิ สตาร์ตไม่ติดตั้งแต่เช้า เลยมาสายน่ะสิวันนี้”

    “งั้นเดี๋ยวเราไปช่วยดู”

   ชนิสราได้ยินเท่านั้นก็รีบเข้าไปคล้องแขน อ้อนสามี “พี่ทัดคะ เราจะไปดูหนังกันไม่ใช่เหรอคะ”

   งามรวีมองท่าทางเหมือนแมวน้อยคลอเคลียเจ้าของของมัน ผิดตรงที่เจ้าแมวเหมียวตัวนี้มองเธอตาแข็งเหมือนจะบอกว่าตัวเองต่างหากที่เป็นเจ้าของผู้ชายคนนี้ ใครก็อย่ามาแหยม เธอรีบปฏิเสธความหวังดีของเพื่อน “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจัดการเอง ไปก่อนนะ”

   ว่าแล้วรีบเดินหนี เพราะไม่ชอบสายตาหวงก้างคู่นั้นเอาเสียเลย เธอไม่รู้มาก่อนว่าชนิสรากับวาริทเป็นพี่น้องกัน แต่มารู้ตอนนี้ก็ไม่ได้แปลกใจอะไรนักหนา มิน่าเล่า กับเมียเพื่อนคนนี้ เธอถึงรู้สึกศรศิลป์ไม่ค่อยกินกันอย่างไรไม่รู้ ชนิสราเย่อหยิ่ง วาริทเอาแต่ใจ ชนิสราแสนเปรี้ยว วาริทก็เจ้าชู้ประตูดิน สองพี่น้องนี่ไม่น่าเข้าใกล้ทั้งคู่

   คิวแท็กซี่หน้าห้างค่อนข้างยาว แต่เธอยังพอมีเวลา จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรยืนยันเวลานัดกับช่างซ่อมรถ

    “รถเสียเหรอ” เสียงกระซิบทำเอาสะดุ้งเพราะมันดังอยู่ใกล้หู หันไปก็เจอใบหน้าหล่อเหลาลอยอยู่ใกล้ตา หญิงสาวผงะถอยจนเกือบตกฟุตบาธ ดีแต่มือหนาคว้าเอวไว้ทัน

    “นี่ ปล่อยฉันนะ”

    “ถ้าไม่กอดไว้ เธอก็หงายหลังตกทางเท้าก้นจ้ำไปแล้ว แหม ไม่เห็นความดีกันเลย” ท่าทางเคร่งขรึมในห้องเจรจาในร้านอาหารเมื่อครู่ หายไปไหนหมด เหลือเพียงใบหน้าทะเล้นและรอยยิ้มกรุ่มกริ่มที่มองทีไร เธอต้องรู้สึกหงุดหงิดทุกที เขายอมปล่อยเธอโดยดีแต่คว้าข้อมือไว้ ไม่ยอมขยับออกห่าง “ไปกับผม เดี๋ยวไปส่ง”

    “ฉันกลับแท็กซี่สะดวกกว่า” เธอพยายามบิดข้อมือออกจากเขา

    “สะดวกกว่ายังไง ไหนจะต้องเสียตังค์ ต้องคอยบอกทาง จะนั่งสบายๆ ก็ไม่ได้ เกิดเจอแท็กซี่โรคจิตพาไปทำมิดีมิร้ายจะทำยังไง” คำพูดไม่เท่าไหร่ แต่เสียงที่ไม่ได้เบาเอาเสียเลย มันทำให้คนรอบข้างมองมาที่เธอ

    “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณไม่ทราบ อย่ามายุ่งกับฉันได้ไหม”

    “ไม่ได้ เรื่องอะไรผมจะปล่อยให้เมียนั่งแท็กซี่กลับบ้านเอง”

   งามรวีอยากจะกรี๊ด เขาพูดไม่ได้ออมเสียงเลย คนที่รอรถแท็กซี่อยู่ในคิวพากันมองมาที่เธอ บางคนมองอย่างสงสัย บ้างก็อมยิ้ม ใบหน้าเธอร้อนผ่าวทั้งโกรธทั้งอาย ไม่มีทางแก้ไขนอกจากเดินหนีออกไปจากที่ตรงนั้น

    “งาม รอก่อนสิ” ชายหนุ่มรีบก้าวยาวๆ ตามสาวเจ้าที่จ้ำหนี เขาคว้าแขนเธอไว้ แต่พอหันกลับมา ฝ่ามือบางก็ฟาดลงบนใบหน้าเขาเต็มมือ

    “อย่ามาปากพล่อยพูดจาลามปามฉันอีก!!” ดวงตาวาวโรจน์ ใบหน้าแดงจัด แสดงให้รู้ว่าโกรธจริง

   เขาต้องใช้ไม้อ่อนเข้าช่วย “ผมขอโทษที่ปากเสีย” แกล้งตบปากตัวเองเบาๆ มองแล้วงามรวีอยากจะจัดให้อีกสักสองสามฉาด “ไปกับผมเถอะ ดูสิ คนมองเรากันใหญ่แล้ว”

   เธอรู้ว่ากำลังเป็นจุดสนใจ จึงเลือกที่จะเดินหนี หนีทั้งกลุ่มคนในบริเวณนั้นและผู้ชายร้ายกาจคนนี้ด้วย แต่เขาจิกไม่ปล่อย ยังตามมาคอยกวนใจไม่ห่าง

    “ไม่เอาน่า เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว อีกหน่อยเราก็ต้องทำงานด้วยกัน คุณจะมาทำแง่งอนใส่ผมอย่างนี้ มันไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลยจริงๆ นะ”

   งามรวีชะงักเท้าหันกลับมามองเขม็ง “คุณวาริท คุณอาจจะกำลังเข้าใจอะไรผิด เราไม่ได้สนิทกันมากพอที่ดิฉันจะไปเล่นแง่งอนใส่ ดิฉันยินดีเสมอถ้าเราจะคุยกันเรื่องงาน แต่ในเวลาแบบนี้ กรุณาอย่าก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของดิฉัน”

    “การที่เราเคย...” เขาเห็นเธอเม้มริมฝีปาก ตาวาวอีกแล้ว จึงต้องรีบเบรกลิ้นตัวเอง รุกมากเธอก็วิ่งหนีเท่านั้น “เอาล่ะๆ” เขายกมือยอมแพ้ “ผมก็แค่อยากจะคุยกับคุณเรื่องโครงการที่เราจะต้องร่วมกันทำให้สำเร็จ คุณบอกว่าเราคุยกันเรื่องงานได้ใช่ไหม” เธอนิ่งเขาจึงรุกต่อ “น่า ให้ผมไปส่งเถอะ แล้วเราก็คุยกันในรถก็ได้” เธอยังคงนิ่ง “ผมสัญญา จะไม่ทำอะไรคุณ ไม่ต้องกลัวหรอก”

    “ฉันไม่ได้กลัวคุณ”

   เขากระหยิ่ม “งั้นก็ดี ไป รถผมจอดชั้นสอง” เขาแตะเอวเธอเบาๆ ดีใจที่เธอยอมตามเขาไปโดยดี

   งามรวีพยายามคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เธอควรจะใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจกับเขา สร้างระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้าง เรื่องในอดีตจบไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะขุดคุ้ย เธอเป็นมืออาชีพพอที่จะไม่ให้เรื่องส่วนตัวมาทำให้เสียงาน สิ่งที่เป็นปัญหาของเธอ คือท่าทางเขาไม่ค่อยจะให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่   

   หากทว่า งามรวีไม่รู้เลยว่า วาริทคิดตรงกันข้ามกับเธอโดยสิ้นเชิง เขาจะขุดอดีตออกมาวางตรงหน้าเธอ เขายอมรับเลยว่าเอาเรื่องงานเป็นข้ออ้าง เขาต้องการให้เธอยอมรับเขา เหมือนอย่างเมื่อสิบปีก่อนที่เธอเคยยอมรับ ปัญหาของเขาก็แค่จะทำอย่างไร ไม่ให้เธอรู้ตัวและตื่นหนีไปเสียก่อน


โปรดติดตามตอนต่อไป

บทนี้ลองเทคนิคการเขียนแบบสองมุมมองสลับกันระหว่างบทบรรยายและบทสนทนา
ช่วงตอนที่งามรวีฟังวาริทอธิบาย บทสนทนาเป็นมุมวาริท บทบรรยายเป็นมุมงามรวี
อ่านแล้วงงก็ช่วยบอกกันด้วยนะคะ จะได้จัดการแก้ไข

พี่นายมะโรงจังถามว่าแม่ตัวดีนี่ใคร ฮาๆๆๆ แบบว่าคนเขียนก็ไม่รู้เหมือนกัน
ชื่อนี้เป็นชื่อเก่าของพล็อตเก่า พอดีพล็อตใหม่นางเอกไม่แสบซ่าเหมือนพล็อตเก่า
แต่บัดดี้ก็ยังหาชื่อใหม่ไม่ได้ เลยขอใช้ชื่อเก่าไปก่อน อย่าว่ามักง่ายเลยเด้ออออ
อายจัง  :-[ :-[ :-[

99
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๖
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 24, 2014, 10:18:15 PM »
บทที่ ๖

   งามรวีเดินออกจากประตูอพาร์ตเม้นต์อย่างสบายใจในเช้าวันนี้ แวะรับน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋เป็นอาหารเช้าที่แผงขายของเจ๊ลีอันเป็นกิจวัตรที่เธอทำเป็นประจำทุกวัน ก่อนจะเดินไปยังลานจอดรถเพื่อขับออกไปทำงาน ชีวิตเริ่มกลับมาปกติสุขอีกครั้ง อย่างน้อยเธอก็หวังอย่างนั้น 
   ตั้งแต่วันที่โลกหมุนกลับทิศพาเธอย้อนเวลาไปเจออดีต เธอก็ต้องใช้ชีวิตอย่างระแวงระวัง ราวกับตัวเองกำลังหนีผู้ร้ายโรคจิตที่มาตามตื้อ ก่อนเข้าหรือออกอพาร์ตเม้นต์ก็ต้องมองตรวจรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ได้มาแอบซุ่มอยู่ กิจวัตรที่เคยปฏิบัติก็มีอันต้องงดเพราะกลัวจะไปเจอคนที่ไม่อยากเข้าใกล้คนนั้นอีก ก็ในเมื่อวาริทประกาศต่อหน้าว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เธอกลับไปรักเขา เธอรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็รู้ดีเหมือนกันว่าผู้ชายคนนี้อันตรายมากแค่ไหน การหนีจึงดีกว่าเผชิญหน้า

   แต่หลายวันที่ผ่านไป เขาไม่ได้โผล่มาให้เห็นหน้า ไม่มีการติดต่อใดๆ จนเธอเองเริ่มวางใจ เขาคงแค่พูดพล่อยๆ ไปอย่างนั้นเอง นิสัยที่ฝังรากลึกไม่มีทางเปลี่ยนแปลง เขาเคยเป็นคนเอาแต่ใจ ชอบเอาชนะ ไม่เคยจริงจังกับเรื่องใด ผ่านไปหลายปีดีดัก เขาก็ยังคงเป็นวาริทคนเดิมอยู่นั่นเอง

   ยิ่งคิดก็ยิ่งเชื่อมั่นว่าเธอทำถูกแล้วที่เลือกเจ็บในวันนั้น บางแผลเล็กรีบรักษา ดีกว่าปล่อยให้เรื้อรัง

   อันที่จริง เสี้ยวเล็กๆ ที่มักจะดื้อรั้นในหัวใจเธอก็แอบเสียความมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองอยู่บ้างเหมือนกัน ปกติก็มีแต่หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาขายขนมจีบทั้งๆ ที่เธอไม่เคยแสดงท่าทีสนใจใคร วันนั้นที่พบกันโดยบังเอิญวาริทก็ทำท่าทำทางขึงขังเสียขนาดนั้น เธอก็นึกว่าเขาจะมางอนง้อ แต่นี่กลับหายหน้าไปเสียเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสน่ห์ของเธอสงสัยจะติดลบในสายตาเขา แต่ก็ช่างปะไร เธอเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเองมานานแล้ว ดีเสียอีกที่เส้นทางของเธอกับเขาไม่ต้องกลับมาพบกันอีก

   เรื่องที่ผ่านมานั้นจะโทษวาริททั้งหมดก็ไม่ได้ เธอเองก็อ่อนเดียงสาเกินไป ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าธรรมชาติของผู้ชายก็เป็นอย่างนั้นเอง โดยเฉพาะคนอย่างเขาที่ทั้งหน้าตาดี เรียนเก่ง กิจกรรมเยี่ยม บ้านยังรวยอีกตะหาก เป็นทายาทคนเดียวของตระกูลพันล้าน คุณสมบัติที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ต้องหลงเพ้อ เธอเองก็เถอะ ยังเคยหลงใหลได้ปลื้มไปกับ ‘ภาพลวงตา’ เหล่านั้น

   คนเราเวลามีความรัก ก็มักจะเห็นภาพลวงตาเป็นภาพจริงสามมิติ เธอได้บทเรียนมาแล้ว จึงคอยระวังใจตัวเองเสมอมา ความใกล้ชิดทำให้เผลอใจได้ง่าย เธอจึงไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้ชายคนไหนเข้ามาใกล้จนเกินไป ไม่อยากเสียความรู้สึกเมื่อต้องเลิกคบใครสักคน

   หากจะต้องจากกันด้วยไม่ดี ไม่เคยมี ‘เรา’ เสียเลยคงดีกว่า

   ที่ผ่านมาผู้ชายที่เธอให้ความสนิทสนมด้วยจึงมีเพียงทัศนัยเท่านั้น ความสัมพันธ์แบบเพื่อนยืนยาวและมั่นคงกว่าความรักแบบฉาบฉวยของชายหญิง คนที่ไม่รู้จักเขาและเธอดีพอหลายคนมักเอาไปพูดลับหลังให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าเขาและเธอแอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน บางทีเธอเลยแกล้งหยอกล้อหวานหยดใส่ทัศนัย ทำประชดไปเสียเลย คิดกันไปได้อย่างไร คนเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แก้ผ้ากระโดดน้ำมาด้วยกัน จะให้มาเปลี่ยนเป็นแก้ผ้าทำอย่างอื่น เธอล่ะคิดไม่ออกเลยว่าจะลงเอยอย่างไร

   แต่ตอนนี้ทัศนัยแต่งงานไปแล้ว มีภรรยาเป็นตัวเป็นตน เธอคงไม่กล้าแกล้งหยอกเล่นแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะไม่อยากให้ครอบครัวเพื่อนต้องร้าวฉาน เพื่อนสะใภ้ของเธอคนนี้ก็ดูจะขี้หึงอยู่ไม่น้อย แต่เธอเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ อีกหน่อยชนิสราก็คงเข้าใจเอง

   เธอเคยเจอชนิสราครั้งหนึ่งสมัยที่ทั้งสองเพิ่งจะเริ่มต้นคบกัน ชนิสรามารับทัศนัยที่สำนักงานนูโวดีไซน์ เขาแนะนำเธอให้รู้จักแฟนสาว แต่วันนั้นก็เพียงทักทายกันธรรมดา ไม่ได้สนทนาอะไรหลายคำ จะว่าให้ถูก สาวมั่นสุดเปรี้ยวไม่ได้เห็นเธออยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ ดีที่เธอเป็นคนไม่ถือสาท่าทางหยิ่งๆ ของคนรวย เพราะเจอมาบ่อยจนชิน ในเมื่อไม่อยากคุยด้วย เธอก็ไม่ตอแย นึกแล้วก็น่าประหลาดใจไม่น้อย เธอไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายเรียบๆ ดูอบอุ่นอ่อนโยนอย่างทัศนัยจะชอบสาวเปรี้ยวฉูดฉาดแถมไว้ตัวอย่างชนิสรา

   ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าจอดหน้าตึกสำนักงาน ก็เห็นรถของเพื่อนที่กำลังนึกถึงจอดรออยู่ก่อนแล้ว เจ้าบ่าวหมาดๆ คงเพิ่งกลับจากฮันนีมูน แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าประตู เสียงทัศนัยก็ดังออกมาจากห้องทำงานของเขา ตอนแรกที่คิดว่าจะเข้าไปคุยทักทายต้อนรับกลับมาทำงานเสียหน่อย งามรวีจึงต้องเบรกตัวโก่ง

    “เกิดไรขึ้นน่ะ บูม” กระซิบถามรุ่นน้องที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำรายการวัสดุก่อสร้างเพื่อเสนอลูกค้า

    “งานแก้ของเจ๊ตู้ทองน่ะพี่” หนุ่มน้อยกระซิบตอบ ไม่กล้าเงยหน้ามองเหตุการณ์เหมือนกลัวว่าจะโดนหางเลขเข้าไปด้วย

    “อะไรกัน เพิ่งกลับจากฮันนีมูนแท้ๆ เจ้าตึ๋งนะเจ้าตึ๋ง คงแก้งานชุ่ยๆ อีกละสิถึงได้โดนหนักอย่างนั้น” หญิงสาวมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นคนโดนดุยืนหน้าเหี่ยวท่าทางสงบเสงี่ยมเจี๋ยมเจี้ยม

    “ไม่รู้สิพี่ ผมก็ช่วยพี่ตึ๋งตรวจดูนะ มันก็โอเคแล้ว แต่พี่ทัดท่าทางอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เดินเข้ามาแล้วล่ะ”

    “สงสัยมีเมียแล้วเลือดลมฉีดแรง เลยของขึ้นง่าย ว่าไหมบูม” หญิงสาวล้อเพื่อน เจ้าคนฟังรีบพยักหน้าว่าเห็นด้วย เผลอหัวเราะกันเสียงดังจนคนในห้องหันมามอง พอเจอสายตาขวางๆ ส่งมา เจ้าบูมเลยรีบหุบปาก ก้มหน้าทำงานต่อ

   งามรวีเดินเข้าไปทักทายเพื่อน สวนทางกับตึ๋งที่หอบกระดาษแบบออกมาจากห้อง ตีหน้าเศร้าบวกเซ็งเบ้ปากให้หญิงสาวรุ่นพี่ เธอเลยตบบ่าให้กำลังใจเขาหน่อย

   ทัศนัยปั้นหน้ายิ้มให้เพื่อน แต่คนรู้จักกันมานานดูออกทันทีว่าเสแสร้ง

    “ฮันนีมูนเป็นไง ป้านันกับลุงพร เห่อลูกสะใภ้ไหม” ถามพลางนั่งลงที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อน

    “ไม่หรอก ก็ธรรมดาของเขาล่ะ” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ สายตาไม่ละไปจากจอคอมพิวเตอร์ 

    “แล้วคุณนิดชอบบ้านนายที่เชียงใหม่ไหม” บ่าวสาวไปส่งตัวกันที่บ้านของทัศนัยที่ซื้อให้พ่อกับแม่ไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เชียงใหม่ อันที่จริง เขาซื้อไว้เผื่อตัวเองเวลาเกษียณด้วยเหมือนกัน

    “ไม่รู้สิ คงชอบมั้ง” คำตอบค่อยๆ สั้นลง

    “ตอนแรกก็นึกว่าจะไปฮันนีมูนกันที่ต่างประเทศ แต่ไปเชียงใหม่ก็ดีเหมือนกัน เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง” งามรวีทำเสียงร่าเริงหวังกู้สถานการณ์ แต่แล้วก็ถอดใจเมื่อคำตอบที่ได้จากเพื่อนรัก สั้นลงไปอีก

    “ฮื่อ ก็ดี”



   วาริทมองญาติสนิทที่เหมือนน้องสาวคลานตามกันมานั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บนโซฟา “ตกลงนี่ พูดอะไรไม่เป็นเลยนอกจากคำว่า ก็ดี ใช่ไหม”

   เจ้าสาวที่เพิ่งไปฮันนีมูนมาอย่างชริสรา เขาคาดหวังว่ากลับบ้านมาวันแรก จะโม้ไม่เลิกว่าไปทำอะไรมาบ้าง สนุกอย่างไรบ้าง มีความสุขมากขนาดไหน แต่นี่อะไร ไม่ว่าเขาถามถึงอะไรก็ตอบแต่ว่า...ก็ดี ผิดปกติวิสัยของชนิสราราวกับไม่ใช่คนเดียวกัน

    “ก็ทุกอย่างมันดี ไม่มีปัญหา เฮียนี่ยังไง เวลานิดมีปัญหาก็มาว่าว่าชอบหาเรื่อง นี่ไม่มีปัญหาก็ยังมาซักไซ้อีก” เธอบ่นยืดยาว แสดงว่าอารมณ์ไม่ดีจริง “ว่าแต่เฮียเถอะ ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ล่ะ” เฉไฉเปลี่ยนเรื่อง

    “ฉันเป็นไง” ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักโซฟา ถามเสียงเนือย

    “แน่ะ ยังมีหน้ามาถาม” เธอค้อน จงใจมองสภาพพี่ชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็พอเข้าใจอยู่หรอกว่าคนเพิ่งตื่นนอน ยังไม่ได้อาบน้ำ มันดูโทรมขนาดไหน แต่เฮียเมฆของเธอตอนนี้เกินกว่าสภาพนั้นไปมากโข หัวหูยุ่งเหยิงเหมือนไม่ได้พบหวี พบน้ำมาหลายวัน หนวดเคราก็ขึ้นครึ้ม จนแอบสงสัยว่าระว่างที่เธอไม่อยู่ มีใครแอบเอาพี่ชายเธอไปปล่อยเกาะแล้วเพิ่งส่งตัวกลับมาเมื่อเช้ารึเปล่า “สภาพเฮียเหมือน...”

    “เหมือนอะไร”

   ชนิสราเอ่ยเสียงกระซิบ “เหมือนผู้ชายอกหักประชดชีวิตน่ะสิ”

    “บ้าสิ” วาริทเอ็ดเสียงดัง “ฉันเนี่ยนะอกหัก” แค่นหัวเราะ

    “ก็แค่เหมือนแหละ รู้หรอกน่าว่า หล่อเลือกได้ อย่างเฮียน่ะมีแต่ทำสาวๆ อกหัก” น้องสาวยิ้ม “เอ...แต่ถ้าสาวไหนมาเห็นสภาพเฮียตอนนี้ อาจจะถอนสายบัวขอตัวลาไปเองเลย ไม่ต้องรอให้เฮียหักอกหรอก”

   วาริทเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะเปรยขึ้น “แล้วถ้าฉันอกหักจริงๆ ล่ะ”

    “จริงดิ” ชนิสราถามเสียงสูง ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่เชื่อหรอก อย่ามาอำเลย ไม่เห็นเฮียเคยคบผู้หญิงคนไหนจริงจังขนาดจะทำให้เฮียอกหักได้สักคน”

    “ไม่แน่หรอก อาจจะมีใครที่เขาไม่สนใจ แล้วก็เชิดใส่ฉันก็ได้” เขาพูดอย่างปลงๆ หันไปถามน้องสาว “ถ้าเราบังเอิญกลับไปเจอคนที่เคยเชิดใส่เรามาก่อน เราจะทำยังไง”

    “นิดน่ะเหรอ” เหยียดยิ้ม ยักไหล่ “ลองกล้าเชิดใส่นิดนะ นิดจะยั่วให้รักหัวปักหัวปำเลย แล้วพอรักนิด นิดก็จะเชิดใส่เขาบ้าง ให้ได้รู้สึกบ้างว่าโดนทิ้งน่ะเป็นยังไง”

   วาริทหัวเราะขำท่าทางขึงขังของน้องสาว “นายร้ายได้ออสการ์เลยนะเรา”

   แต่...นั่นสิ ‘โดนทิ้ง’ คำนี้แหละที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด วันหนึ่งบอกรัก วันต่อมาบอกเลิก มันไม่ใช่แค่โดนทิ้ง แต่มันคือ โยนทิ้ง ไร้ค่าจริงๆ

   จากวันที่งามรวีโยนเขาทิ้ง ไม่เคยมีคำอธิบาย ในตอนนั้นเขายังเด็กและยอมรับมันง่ายๆ แต่น่าแปลก พอกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อวันงานแต่งงานของชนิสรากับทัศนัย พอเขานึกถึงเรื่องที่ผ่านมาระหว่างเขากับเธอ มันกลับเจ็บจี๊ดขึ้นมาเลย นี่เขาความรู้สึกช้าขนาดเวลาผ่านไปเกือบสิบปีถึงเพิ่งรู้สึกเสียใจ

   หรือว่าความจริงมันเป็นแผลที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจเขาเสมอ พอได้พบกันอีก และเธอแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจเขา มันจึงกลายเป็นมีดที่กรีดให้แผลเปิดอีกครั้ง

   วันนั้นเธอผลุนผลันออกไปจากห้องพักในโรงแรม โดยไม่สนใจจะถามหรือรับฟังด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนก่อน ที่ทำให้เธอกับเขามานอนอยู่ในห้องเดียวกัน เหมือนว่าเธอไม่แคร์สักนิด ก็คงเหมือนความสัมพันธ์ข้ามคืนของเขากับเธอ ใจดำชะมัดผู้หญิงคนนี้ แต่ทำไมเขาถึงยังวนเวียนคิดถึงแต่ใบหน้าหวาน กลิ่นและสัมผัสของเธอมันจะทำให้เขาคลั่ง หลายวันมานี่ เขาปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความหลัง พะว้าพะวังกับสองความคิด อันหนึ่ง ในเมื่อเธอไม่เห็นเขาก็ปล่อยเธอไปผู้หญิงมีเยอะแยะ กับอีกความคิดหนึ่ง เขาจะทำอย่างไรเพื่อเอาชนะใจเธอให้ได้ นี่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขาคิดถึงได้มากขนาดนี้

    “ตกลงเฮียไปโดนของของใครมาเหรอ” ใบหน้าทะเล้นลอยอยู่ใกล้ๆ ดวงตาหยีทำเป็นหรี่เพ่งมองจับผิด น่าหมั่นไส้จนต้องผลักหน้าผากเบาๆ

    “ประสาท ฉันแค่เบื่อๆ เซ็งๆ โว้ย” แกล้งโวยวายกลบพิรุธ “ตกลงอารมณ์ดีแล้วสิ”

    “แน่ล่ะ เห็นความทุกข์ของเฮียแล้วนิดสบายใจ” ยิ้มกว้างจนน่าให้รางวัลด้วยมะเหงก ชนิสราคนเดิมกลับมาแล้ว เธอไม่เคยเศร้านาน

    “งั้นก็เล่ามาสิ ว่าทะเลาะอะไรกับทัศนัย”

    “โห เฮีย ไปเรียนดูหมอมาจากไหน ทายแม่นเชียว” ยังพยายามเฉไฉ

   ไม่เห็นต้องร่ำเรียนอะไร คนอย่างชนิสรามองง่ายจะตายไป “เล่ามาซะที”

    “ก็เรื่อง...” ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย “เรื่องที่บอกเตี่ยว่าท้องน่ะ”

    “นี่อย่าบอกนะว่าเรายังไม่ได้ไปสารภาพ” คนโดนถามมองมาตาละห้อย ค่อยๆ พยักหน้า “ไหนว่าจะบอกเตี่ยทันทีที่งานแต่งจบไง”

    “ก็...มันไม่รู้จะเริ่มยังไง พี่ทัดก็เลยบอกว่าจะไปคุยกับเตี่ยเอง เรื่องอะไร มีหวังเตี่ยไล่เตะออกจากบ้านไม่ทันพอดี”

   พี่ชายส่ายหน้าระอาใจ “เราเนี่ยนะ ขยันหาเรื่อง ไปเลย ไปกับฉัน” ลุกยืนกระฉับกระเฉง

    “ไปไหน”

    “อ้าว ก็ไปสารภาพความจริงไง” เขาฉุดเธอให้ลุกตาม

    “เดี๋ยว เอ่อ... ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินไรเลย ขอกินข้าวก่อนนะเฮีย”

    “ไม่ได้!”

    “เฮียก็ อย่าดุนักสิ พี่ทัดก็ดุนิดมากระบุงโกยแล้ว” ตาตี่อ้อนจนดูน่าสงสาร

   แต่เขาไม่ “สมน้ำหน้า”

    “เหอะ ผู้ชายเหมือนกัน เข้าข้างกันดีนักนะ”

    “ฉันไม่ได้เข้าข้างใครทั้งนั้นแหละ” เดินนำตัวปัญหาไปยังห้องทานข้าว วันนี้จะไม่ยอมให้เธอรอดตัวไปได้อีก ต้องบอกความจริงกับแปะสมพงษ์ให้ได้

    “เฮีย ถามหน่อยสิ ถ้าแฟนเฮียบอกให้เฮียเล่าเรื่องแฟนเก่าให้ฟัง เฮียจะโกรธไหม”

    “โกรธ” เขาตอบส่งๆ ไปอย่างนั้นเอง ก่อนจะหันไปสั่งคนรับใช้ให้ตั้งโต๊ะอาหารบริการแขก

    “นั่นไง ผู้ชายเหมือนกันเข้าข้างกันจริงๆ ด้วย”

    “เรื่องที่ผ่านมาก็ปล่อยให้มันผ่านไป ผู้หญิงน่ะชอบฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพื่ออะไร”

    “แหม ก็ตะเข็บมันเย็บไม่ดี ใส่ไม่สบายก็ต้องหา ต้องเลาะมันทิ้งสิ”

    “พูดอะไรของเรา ไม่เห็นรู้เรื่อง”

    “ก็เรื่องผู้หญิงคนนั้นน่ะสิ” น้ำเสียงตะหวัดแบบนี้ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก

    “งานรวี?”

    “นั่นแหละ แตะไม่ได้เลย ถามทีไรต้องทำเป็นโกรธทุกที”

   วาริทเกือบลืมความรู้สึกหนักๆ ที่ทับอยู่ในใจมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ตกลงพวกเขา...มีอะไรกันจริงๆ หรือ” เสียงเขาเกือบหายเข้าไปในคอตอนท้ายประโยค ต้องกระแอมเบาๆ กลบเกลื่อน

    “โอ้ย จะเหลือเหรอ”

    “ผู้ชายอะไรวะ กินที่ลับไขที่แจ้ง” ถ้าอยู่ต่อหน้าต้องประเคนหมัดให้หน้าหงายสักที แต่จะไปโกรธนายทัศนัยนั่นก็ไม่ถูก ผู้หญิงก็คงให้ความร่วมมือด้วย สเป็คเธออยู่แล้วนี่ผู้ชายนุ่มๆ อบอุ่นๆ

    “พี่ทัดไม่ได้พูดหรอก ก็บอกแล้วไงว่าถามทีไร ก็แกล้งทำเป็นโกรธแล้วก็เปลี่ยนเรื่อง เฮียว่านิดจะทำยังไงดี ทำงานใกล้กันแบบนั้น นิดไม่ไว้ใจเลย”

   คำถามของชนิสราไม่ได้เข้าหูเลย เพราะวาริทกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก งามรวีรังเกียจเขา เธอไม่อยากเข้าใกล้เขา ทั้งๆ ที่เขาจะเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ ไม่ใช่ว่าหึงหรอกนะ ในเมื่อเขาก็ไม่ได้รักเธอเสียหน่อย ก็แค่อยากรู้นักว่าระหว่างผู้ชายในสเป็คที่มีภรรยาแล้ว กับผู้ชายนอกสเป็คที่เธอเป็นเมีย ผู้หญิงอย่างงามรวีจะเลือกใคร


โปรดติดตามตอนต่อไป


ผ่านไปอีกบทล่ะ เขียนแบบนี้รู้สึกยากกว่าที่ผ่านมา
เพราะอยากลองเล่นกับความรู้สึกของตัวละครบ้าง
ลังเล สับสน อยากจะเดินหน้า แต่ก็ไม่กล้า จะถอยหลังก็ไม่ต้องการ
เขียนๆ แล้วก็เลยออกจะงงงวยกล้วยทอด ฮาๆๆๆ
อ่านแล้วมึนก็อภัยให้มือใหม่ด้วยละกันค้าบบบบ

100
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๕
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 20, 2014, 10:05:55 PM »
บทที่ ๕

   งามรวีรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการหลับและการตื่น เปลือกตาหนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น อยากขยับเขยื้อนร่างกายแต่ทำไม่ได้อย่างใจ เธอรู้สึกเหมือนโดนเหล็กหนักทาบทับอยู่บนยอดอก ขาสองข้างปวดหนึบ ร่างกายคล้ายกลายเป็นอัมพาตไปทั้งตัว เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ได้ยินเสียงดังฟืดฟาดเบาๆ คล้ายเสียงคนกำลังหายใจ ดังอยู่ใกล้ ใกล้มาก...ใกล้เกินไปไหม

    สติเธอเริ่มแจ่มชัดขึ้นทีละน้อย หญิงสาวหันหน้ามองซ้ายขวาแล้วก็ใจหายวาบเมื่อเห็นใบหน้าของใครบางคนอยู่เกือบชิด เสียงฟืดฟาดที่ได้ยินเป็นเสียงกรนเบาๆ ที่ดังมาจากใบหน้าขาวมีไรเคราบางๆ รอบปากหนาได้รูป สัญชาตญาณสั่งให้รีบมองสำรวจตัวเอง พยายามพยุงกายลุกขึ้น แต่ติดท่อนแขนหนักที่พาดทับที่เนินอก ผงกหน้าขึ้นมองเห็นท่อนขาในกางเกงสีกรมท่าเกี่ยวรัดน่องขาวของเธอไว้ กระโปรงเลิกขึ้นสูงจนถึงต้นขาดูสภาพน่าหวาดเสียว ส่วนสำคัญของเขาแนบชิดอยู่ตรงต้นขาและตอนนี้เห็นได้ชัดว่ามันกำลังตื่นตัว

    หญิงสาวดิ้นรนอย่างหนักเพื่อให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการแข็งแรง แต่ร่างใหญ่ของคนข้างตัวกลับยิ่งเพิ่มแรงรัดเธอหนักขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวหวาดกลัวจนต้องแผดเสียงร้องลั่น

    “ไอ้บ้า โรคจิต ปล่อยเดี๋ยวนี้” คนโรคจิตสะดุ้งตื่น มองหาต้นเสียงอย่างงงๆ

    “ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไอ้หื่น ไอ้วิปริต” เธอดิ้นสุดแรงเกิดจนหลุดพ้นจากอ้อมแขนอ้อมขาที่เหนียวอย่างกับปลาหมึกได้สำเร็จ ใจอยากรีบกระโจนหนีออกจากเตียงไปตั้งหลัก แต่ขาแข้งทั้งสองไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย

    “โอ๊ยยย..” หญิงสาวคราง เจ็บร้าวไปทั่วขาจนน้ำตาแทบเล็ด ล้มตัวลงนอนราบกับเตียงอีกครั้งเหมือนคนหมดแรง

    “เป็นอะไร” คนเพิ่งตื่นถามอย่างอาทร น้ำตาคลอหน่วยทำเอาเขาใจเสีย แต่เรียวขาขาวยวนตาก็ดึงดูดสายตาหนุ่มเสียจริง ต้องรีบเสมองใบหน้าสวยที่บูดเบี้ยวเหมือนกินบอระเพ็ดมา ยกหลังมือแตะหน้าผากเธอเบาๆ ไม่ร้อนเท่าเมื่อคืนแล้ว

   งามรวีรีบเปิดตามอง ใบหน้าที่เห็นอยู่ใกล้ตา เป็นใบหน้าของใครบางคนที่เธอเคย...รู้จัก เธอกะพริบตาถี่ๆ ‘อย่านะ อย่ามาประสาทหลอนตอนนี้’ เธอเตือนตัวเอง ก่อนเบิกตามองอีกครั้ง

    “วา...ริท...” นั่นใช่เสียงรำพึงของตัวเธอเองหรือเปล่า ทำไมมันดังเหมือนลอยมาจากที่ไกลแสนไกล

   ชายหนุ่มเผยยิ้มกว้างที่ได้ยินชื่อตัวเองจากปากเธอ ปากกระจับที่เขาปรารถนาเหลือเกินที่จะได้สัมผัสลึกซึ้งอีกครั้ง เมื่อคืนก็แทบอดใจไม่ไหว ถ้าไม่ติดว่ากวางสาวของเขาไข้ขึ้นสูง เขาคงยอมทิ้งความเป็นสุภาพบุรุษ แอบทักทายริมฝีปากอิ่มสวยนี้ไปแล้ว ในเมื่ออดทนมาได้ทั้งคืน ก็ทนอีกหน่อยเป็นไร มันยังไม่ใช่ตอนนี้ ไม่ใช่ขณะแรกที่กลับมาพบกันหลังจากห่างหายกันไปเกือบสิบปี

    “คุณปวดหัวหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามเสียงอ่อน แตะมือลงข้างแก้มเนียนแผ่วเบา แต่หญิงสาวสะบัดหน้าหนี รังเกียจสัมผัสจากคนข้างกาย

    “อย่ามาแตะตัวฉัน” งามรวีทำเสียงแข็งทั้งๆ ที่ใจสั่นระรัว ไม่อยากเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง อาการปวดแปลบที่ขาทั้งสองบอกว่า ใช่ นี่เรื่องจริง ผู้ชายที่อยู่ต่อหน้าเธอตอนนี้เป็นเขาจริงๆ “โอย...” เธอครางออกมาเบาๆ ให้กับอาการเจ็บขา และเจ็บใจในความกลมของโลกใบนี้

   วาริทสังเกตเห็นเธอจับขาตัวเองร้องคราง “ขาคุณเป็นอะไร ไหนดูสิ” ไวเท่าคำพูด ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับขาขาวนวล

    “อย่ายุ่งกับฉันนะ ปล่อยฉัน” งามรวีแผดเสียงลั่นห้องทุบตีคนปากว่ามือถึงเหมือนบ้าคลั่ง แต่คนโดนทุบกลับไม่สนใจ จับท่อนขาพลิกทั้งซ้ายขวา ก็มองไม่เห็นบาดแผลตรงไหน

    “โอ๊ย ฉันเจ็บนะ จะหักขากันหรือไง” หญิงสาวยังโวยวายไม่เลิก

    “เจ็บอะไรนักหนาเนี่ย ไม่เห็นมีแผลอะไรเลย สำออยหรือเปล่า” ยิ่งเห็นเธอโกรธยิ่งอยากยั่ว เขาคงเป็นโรคจิตจริงๆ

    “ก็ใครว่าฉันเป็นแผลเล่า ตะคริวกิน!” หญิงสาวตวาดลั่น แล้วก็ต้องหน้าบูดอีกครั้งเมื่อกล้ามเนื้อบีบตัวแรงจนปวดแปลบ

   วาริทมองสาวหน้าสวยบีบนวดขาตัวเอง ลาดไหล่ขาวนวลเนียนน่าสัมผัส เมื่อคืนหลังออกจากลิฟต์ เขาก็สั่งให้โรงแรมเปิดห้องพักให้ ทางโรงแรมรีบกุลีกุจอเปิดห้องให้พักฟรีเพราะกลัวว่าเขาจะร้องเรียนเรื่องลิฟต์ค้าง เขาพาเธอมานอนพัก เจ้าหน้าที่โรงแรมจัดหาพยาบาลมาช่วยจนเธอคืนสติ แต่เธอจะจำอะไรได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะไข้เธอขึ้นสูง ตัวร้อนจี๋ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมทิ้งยาลดไข้ไว้ให้เพราะเป็นนโยบายของโรงแรม เขาเลยต้องคอยเช็ดตัวให้คนกึ่งหลับกึ่งตื่นเกือบทั้งคืน จนตัวเองก็ง่วงขึ้นมาเหมือนกัน ถึงล้มตัวลงนอนบนเตียง กะว่าจะแค่หลับประเดี๋ยวเดียว แต่เตียงอุ่นแถมได้หมอนข้างนุ่มนิ่มเลยทำให้หลับเพลินยาวจนมาตื่นตอนสาวเจ้าแหกปากลั่นแสบแก้วหู นึกแล้วก็อดยิ้มขำหมอนข้างจำเป็นของเขาไม่ได้ คงโดนกอดแน่นจนไม่ได้ขยับตัว ตะคริวจับไปเลย

    “จะ จะทำอะไรน่ะ อย่านะ” หญิงสาวละล่ำละลักถามเสียงสั่น เมื่อเห็นเขาเข้ายึดขาของเธอไว้แน่น ความกลัวพุ่งขึ้นจับจิต ดูสายตาเขาสิไม่ต่างจากพวกโจรปล้นสวาทเลย แถมเครื่องแต่งตัวเธอตอนนี้ก็หล่อแหลมมากเสียด้วย

    “อย่านะ ปล่อยฉันนะ วาริท อย่า ช่วยด้วย!!” เธอตัดสินใจตะโกนขอความช่วยเหลือ แม้ไม่แน่ใจว่าใครจะยื่นมือมาช่วยเธอได้ในยามนี้

    “เงียบ!!” เสียงห้าวเข้มตวาด ดับเสียงร้องขอความช่วยเหลือของงามรวีได้ชะงัด หญิงสาวใจเต้นรัว มองตาขวางที่เขาส่งมา นั่นไม่ร้ายเท่าใบหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้ จนเธอต้องผงะหนี หัวใจเธอเต้นแรงจะแทบจะกระโจนออกมา เธอโทษเขาที่ทำให้เธอประหม่า ไม่สิ เธอกลัวต่างหาก หญิงสาวหลับตาปี๋เมื่อใบหน้าเขาใกล้จนเกือบชิด นี่เขาจะล่วงเกินเธอทั้งๆ ที่เธอไม่มีทางสู้แบบนี้จริงๆ หรือ ใช่สิ เขามันคาสิโนว่าตัวพ่อนี่นา

   เธอสะดุ้งเฮือกเมื่อรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างถูกยกลอยขึ้น “อย่า!!”

   แต่เธอคาดผิด เขาวางขาทั้งสองข้างของเธอพาดลงบนตักตัวเอง มืออุ่นบีบนวดไปตามกล้ามเนื้อขา

    “ทะ ทำอะไร” เธอถามออกไปอย่างขลาดๆ

    “ก็บอกว่าตะคริวกินไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มเหลือบมองเธอแวบหนึ่งก่อนหันไปสนใจขาเธอต่อ เขานวดไล่ไปตามกล้ามเนื้อจากต้นขาไปถึงน่อง “เจ็บไหม” เสียงทุ้มถามโดยไม่มองหน้า จึงไม่เห็นว่าหญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ เขาไล่นิ้วมือไปจนถึงข้อเท้าและจับปลายเท้าบิดแหงนเข้าหาตัวหญิงสาว

    “โอ๊ย!!!!” ความเจ็บแล่นปราดเหมือนเข็มนับล้านเล่มแทงลงบนขาเธอ

    “เจ็บหน่อยเดี๋ยวก็หาย ไม่เจอกันนาน ขี้โวยวายขึ้นนะ” ชายหนุ่มบ่นล้อๆ เขาไม่ได้จะแกล้งเธอเลย แต่วิธีเหยียดกล้ามเนื้อแบบนี้จะช่วยให้ตะคริวคลายลงง่ายขึ้น อย่างไรเสียก็ถือว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเขาที่จะต้องช่วยเธอ ก็ในเมื่อเธอยอมเสียสละตัวเอง แม้จะไม่ได้เต็มใจก็ตามเถอะ ยอมเป็นหมอนข้างให้เขากอดทั้งคืน เขาก็จำต้องบริการเธอกลับ จะได้หายกัน

   แต่พอสองมือได้นวดคลำไปตามเพรียวน่องกับต้นขาขาวก็แทบจะทำให้ตบะแตกอยู่เหมือนกัน มันนุ่มหนั่นเต็มมือพานให้คิดเลยเถิดไปถึงข้างในที่ซ่อนอยู่ใต้เดรสบางเบาของเธอว่าจะให้ความรู้สึกแบบไหนกัน ชายหนุ่มต้องสูดหายใจลึกระงับอารมณ์ปรารถนาของตัวเอง ‘เฮ้ย ไอ้เมฆ อย่าหื่นนัก เดี๋ยวเธอรู้ก็เสียฟอร์มหมด’

   หญิงสาวหยุดร้องไปแล้ว แต่ใบหน้ายังเหยเกเพราะปวดขา

    “ไหนลองขยับลุกขึ้นสิ” ชายหนุ่มสั่ง พยายามบังคับทำเสียงเข้มจริงจัง หญิงสาวเขยื้อนขาทั้งสองข้างได้แล้ว ใจเธอดีขึ้นเป็นกอง วางขาทั้งสองลงข้างเตียงและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอต้องหนีไปให้ไกล เรื่องบังเอิญนี้มันร้ายกาจเกินไป เกินกว่าที่เธอจะรับได้ แต่เพียงแค่ก้าวเดียวร่างเธอก็ซวนเซ ขาเธอขยับได้แล้วก็จริง แต่เพราะลุกเร็วเกินไป หน้าเลยมืด สองแขนแข็งแรงโอบพยุงเธอเอาไว้

   บ้าชะมัด ทำไมต้องกลับมาเจอกันในสภาพที่เธออ่อนแอขนาดนี้ด้วย เสียหน้าชะมัด

   ชายหนุ่มกอดร่างนุ่มนิ่มไว้แนบชิด ใจเต้นรัว แม้จะมีเสื้อผ้าเป็นปราการกั้น แต่มันก็ไม่ได้หนาจนเขาไม่รู้สึกถึงอกอวบอิ่มที่เกยแนบอยู่บนตัวเขา ไหล่กับต้นคอนวลเนียนที่แอบชื่นชมเมื่อสักครู่ก็อยู่ใกล้ปากแค่นิดเดียว ถ้าเขาก้มลงไปลิ้มลองมันจะให้รสชาติแบบไหนนะ อุตส่าห์ทำใจแข็งได้แล้วเชียว ทำไมเธอถึงดูยั่วยวนนักนะ เวลาสิบปีที่ผ่านไปทำให้เธอสวยสะพรั่งอวบอิ่มได้มากขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ

   ร่างบางพยายามดันตัวเองออก แต่แขนทั้งสองข้างของเขารัดแน่นอย่างกับคีม ใบหน้าเขาก็ลอยอยู่ไม่ห่าง มันทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลย

    “จะไปไหน เธอยังไม่หายดีนะ พักก่อนเถอะ” เขาปลอบเสียงอ่อนโยน น้ำเสียงแบบนี้แหละที่เคยทำให้เธอแพ้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันจะไม่มีครั้งที่สองเด็ดขาด

    “ปล่อยฉัน” เธอสั่งเสียงเรียบ

   แต่เขาตอบกลับน้ำเสียงยั่วเย้า “เธอนี่ยังเป็นเด็กดื้อเหมือนเดิมเลยนะ”

   คนดื้อหน้านิ่ว “ฉันไม่ใช่เด็ก นายด้วย ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” เสียงสั่งเฉียบขาดขึ้นอีก

   แทนที่จะเชื่อ เขากลับกอดประคองเชิงบังคับให้เธอนั่งลงบนเตียง กดไหล่เธอไว้ “ถ้าไม่อยากให้ฉันกอดก็นั่งเฉยๆ นะเด็กดี”

   น้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาวของเขามันกวนโมโหเธอจริงๆ “นายก็ยังเหมือนเดิมไม่มีผิด”

    “ยังไงเหรอจ๊ะ” เขาลอยหน้าถาม

    “วางอำนาจ หลงตัวเอง ชอบเอาเปรียบผู้หญิง” งามรวีพยายามสะกดใจให้เข้มแข็ง ตอกหน้าผู้ชายตรงหน้า คนที่เธอลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยรู้จัก และไม่เคยคิดว่าจะต้องกลับมาพบกันอีก

   สายตาดูแคลนที่ส่งมาทำเอาอารมณ์รื่นเริงที่ได้ยั่วเย้าเธอมอดไปเลย “ถ้าฉันเป็นอย่างที่เธอว่า เมื่อคืนเราคงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว” เขายังฝืนยิ้ม ส่งสายตาหวามมองไปตลอดเรือนร่างสาว

   งามรวีไม่อาจทนต่อสายตาสื่อความหมายเช่นนี้ได้ มันทำให้เธอระลึกว่า ครั้งหนึ่ง ตัวเองเคยเป็นผู้หญิงใจง่ายแค่ไหน ความรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจสั่งให้มือบางตวัดอย่างรวดเร็วไปบนใบหน้าครึ้มเครา “สกปรก”

   แรงตบไม่ได้ทำให้วาริทเจ็บ แต่มันทำให้เขาโกรธ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าทำแบบนี้กับเขา อันที่จริงสาวๆ ยินดีพลีร่างให้เขาเชยชมโดยไม่ต้องข่มใจแบบที่เขาปฏิบัติต่อเธอเลยด้วยซ้ำ นอกจากไม่เห็นความดี ยังมาด่าทอดูถูกเขาว่าเป็นคนวางอำนาจเอาเปรียบเพศแม่อีก

    “ก็ใครมันจะสะอาด แสนดีเหมือนเพื่อนเธอล่ะ อร่อยไหม กินเพื่อนตัวเองน่ะ” เขาไม่ใช่คนขี้ประชดประชันหรอกนะ แต่ครั้งนี้ขอยกเว้น

    “นายหมายถึงใคร” เธอถามเสียงแข็ง

    “ก็เจ้าบ่าวหมาดๆ เมื่อคืนยังไงล่ะ ผู้ชายอบอุ่นอ่อนโยนแบบนั้น สเปคเธอนี่นา”

    “นายนี่มันทุเรศจริงๆ อย่านึกว่าผู้ชายคนอื่นเขาจะสำส่อนเหมือนตัวเองนะ”

    “จะมากไปแล้วนะ งามรวี” เขาเริ่มเสียงเข้มขึ้นบ้างเหมือนกัน

   เธอยิ้มเยาะ “ไม่มากไปหรอก คำนั้นน่ะเหมาะกับคนไม่รู้จักพออย่างนายแล้ว” เพียงเท่านั้น ปากสวยก็ไม่อาจเอ่ยคำเชือดเชือนได้อีก เมื่อถูกจู่โจมอย่างรวดเร็ว วาริทอยากจะลงโทษคนปากร้ายให้รู้ตัวบ้าง ว่าไม่ควรหยาบหยามผู้ชายอย่างเขา

   หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้ดิ้นรนทุบทีเขาอย่างขัดเคืองและหวาดหวั่น เสียงร้องถูกกลืนหายไป สองมือหนาประคองใบหน้าสวยให้รับรสสัมผัสที่โหยหา เรียกร้องและเชิญชวนไปพร้อมๆ กัน แต่ดูจะไม่เป็นผลนัก เธอยังพยายามสะบัดหนี และเมื่อไม่สำเร็จ เล็บแหลมคมจึงถูกใช้เป็นอาวุธข่วนเข้าที่ใบหน้าชายหนุ่มอย่างแรง

    “โอ๊ย...” วาริทผละจากปากสวยอย่างเสียดาย รู้สึกแสบจี๊ดบนผิวหน้าตรงที่โดนข่วน “เพิ่งรู้นะว่าเดี๋ยวนี้ชอบความรุนแรง นายทัดสอนมาหรือไง”

   เธอชี้หน้าเขา โกรธจนพูดไม่ออก ที่สำคัญรอยที่เขาประทับลงบนปากเธอเมื่อครู่ ทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบไปหมด ใจเธอเต้นแรงสั่นระรัว มันน่าโมโหไหมล่ะ ทำไมไม่รู้จักห้ามตัวเอง ทั้งๆ ที่เรื่องระหว่างเขาและเธอผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว

   งามรวีสูดหายใจลึกพยายามระงับอารมณ์ปั่นป่วน การกลับมาพบกันอีกครั้งโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน ไม่เคยแม้แต่จะคาดคิดด้วยซ้ำ ทำเอาเธอเสียศูนย์ไปชั่วขณะ หากต้องการพาตัวเองให้หลุดพ้นจากผู้ชายร้ายกาจคนนี้ได้ เธอต้องห้ามสติแตก เหตุผล...เธอต้องใช้เหตุผลอย่างสุขุม ถ้าอยากเอาชนะเขา

    “วาริท ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราถึงมาอยู่ห้องเดียวกัน แต่ช่างเถอะ เรื่องบังเอิญมีเยอะแยะไป จริงไหม” เธอหยุดนิดหนึ่ง กระตุกมุมปากเหมือนพยายามฝืนยิ้ม

    “เมื่อคืน...” เขาอยากจะอธิบาย แต่เธอยกมือห้ามไว้ ไม่ต้องการรับรู้อะไรทั้งนั้น ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเรื่องระหว่างเขาและเธออีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว

    “เรื่องที่ผ่านมา ฉันต้องการให้มันผ่านไป เราสองคนก็...ต่างคนต่างไป”

   ชายหนุ่มยิ้ม ส่ายหน้าช้าๆ “เธอนี่...เหลือเชื่อจริงๆ” เมื่อนาทีที่แล้วยังร้องโวยวายลั่น มานาทีนี้ทำวางมาดอย่างกับนักวิชาการอธิบายเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ ใช่ ผู้หญิงนี่ทำนายยากยิ่งกว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติเสียอีก

    “ในเมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ฉันก็จะกลับบ้านล่ะ นายก็ควรกลับบ้านนายเหมือนกัน” เธอว่าพลางขยับเลี่ยงเขาเพื่อไปหยิบกระเป๋าสะพายของเธอที่เห็นวางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือที่มุมห้อง

   มือหนาคว้าแขนเธอไว้ “เข้าใจอะไร งามรวี”

   เธอมองมือเขา พยายามดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุม “ก็...ฉันกลับบ้านฉัน นายกลับบ้านนาย โชคดี”

   วาริทคว้าท่อนแขนทั้งสองของผู้หญิงดื้อ ดึงเธอเข้ามาแนบชิด รอยยิ้มเยาะติดจะเครียดเคร่ง “ไม่ต้องมาอวยพร ฉันโชคดีเสมอ โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิง เธอก็รู้นี่” กระหวัดร่างบางไว้แน่นแนบกาย “ถ้าเธออยากลืมเรื่องในอดีตนัก ฉันนี่แหละจะเตือนความจำให้เองว่าเธอเคยรักฉัน...มากแค่ไหน”   

   สองสายตาส่งประกายเข้าโรมรันกันอย่างดุเดือด สองหัวใจก็ต่างต่อสู้กันตามความมุ่งหมายของตน

   ฝ่ายหนึ่งพร่ำเตือนตัวเอง ‘อย่าใจอ่อน อย่าอ่อนแอ อย่าแพ้เขา’

   ส่วนอีกฝ่ายก็หมายมาด ‘ถ้าคิดจะหนีไปดื้อๆ เหมือนอย่างที่เคย ก็อย่าหวังเลยว่าครั้งนี้เขาจะยอม ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายกลับมาหาเขาเองนี่’


โปรดติดตามตอนต่อไป


ผ่านไปอีกบท ต่อไปจะเริ่มยากมากขึ้น เพราะต้องหาเหตุการณ์มาดำเนินเรื่อง ดึงๆ ผลักๆ กันต่อไป
ก็ลองดูว่ามันจะออกมาเป็นยังไง  ;D ;D ;D

101
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่นัก บทที่ ๔
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2014, 05:07:05 PM »
บทที่ ๔

   ในห้องจัดเลี้ยงแบบบอลรูมตกแต่งอย่างหรูหราด้วยผ้าไหมสีทองและสีขาวไปทั่วบริเวณ โคมแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ห้อยระย้า ส่องแสงเหลืองนวลสว่างไสว เก้าอี้ทุกตัวผูกด้วยโบว์ผ้าไหมสีทองอลังการ แขกเหรื่อนั่งกระจายเต็มทั่วทุกโต๊ะ ต่างแต่งกายด้วยชุดราตรีสุดหรู ประดับประดาด้วยเครื่องประดับราคาแพง สะท้อนแสงแวววาววูบวาบจนน่าหวั่นเกรงว่าถ้ามองจ้องตรงๆ อาจจะทำให้ประสาทตาเสื่อมได้

   วาริทคุ้นเคยกับงานหรูหราที่แขกครึ่งค่อนงานมีตราตั้งเป็นคุณหญิงคุณนายเช่นนี้เป็นอย่างดี ด้วยธุรกิจของครอบครัวที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในส่วนอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ทายาทคนเดียวอย่างเขาต้องติดสอยห้อยตามบิดามารดาไปร่วมงานเลี้ยงประเภทนี้อยู่บ่อยๆ แต่งานนี้ออกจะพิเศษกว่างานอื่นๆ ที่เคยไปมา เพราะชื่อเจ้าของงานที่ติดหราอยู่บนเวที ‘ชนิสรา-ทัศนัย’ อักษรภาษาอังกฤษตัวเอ็นและตัวทีที่พันเกี่ยวกัน เหมือนเป็นสัญญาณที่บอกว่าเจ้าของตัวอักษรทั้งสองตกลงจะผูกพันเกี่ยวกันเป็นคนเดียว

   ‘ถ้านิดแต่งงานนะ อย่าหวังเลยว่าจะมาใส่ชุดฟูฟ่องอย่างกับสุ่มไก่ ยืนประจำหน้าประตูอย่างกับผีเฝ้าศาล ยิ่งให้ไปคล้องพวงมาลัยบนเวทีด้วยนะ เมินซะเถอะ นิดไม่ใช่ศาลพระภูมินะ’

   เธอวาดฝันไว้ว่า ‘งานแต่งนิดจะต้องแปลก แหวกแนว ไม่เหมือนใคร บรรยากาศฮิบๆ สถานที่ก็ต้องเป็นที่ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะไปจัดมาก่อน ให้สมชื่อนักจัดงานมือโปรอย่างชนิสราหน่อย’

   แต่สุดท้ายยัยน้องสาวตัวแสบก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะเตี่ยยื่นคำขาด ‘ถ้าลื้อไม่จัดงานตามที่อั้วบอก ก็ไม่ต้องแต่ง อยากท้องโย้ไม่มีผัวก็ตามใจลื้อ’ ชนิสราเลยต้องยอมมาอยู่ในชุดเจ้าสาวสุ่มไก่ ยืนเคียงข้างกับชายหนุ่มมาดเท่ในชุดสูทสีขาวสะอาดตาคอยไหว้ต้อนรับแขกที่มางานอยู่ด้านหน้าประตูห้องบอลรูมในโรงแรมหรูกลางเมือง เห็นแล้วเขาก็อดขำไม่ได้

   แปะสมพงษ์กับอึ้มวรรณีเจ้าภาพฝ่ายหญิงเดินไปเดินมาคุยกับแขกเหรื่อในงานหน้าตาชื่นบาน แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้น ในอกอาจจะกำลังกลัดหนอง เพราะเรื่องที่น้องสาวตัวแสบดันไปโกหกเตี่ยกับแม่ว่าตัวเองท้อง เพื่อจะบังคับให้ทั้งสองท่านอนุญาตให้แต่งงานกับผู้ชายที่เธอรัก แถมยังมาขอร้องแกมบังคับให้เขาตกกระไดพลอยโจนช่วยเธอเก็บความลับอีกด้วย

   ‘เฮียนี่เหมือนพี่ทัดไม่มีผิด ชอบกดดันนิด หาว่าเป็นลูกอกตัญญู นิดยังไม่เห็นว่าตัวเองอกตัญญูตรงไหน’ คำพูดยังพอทนแต่ท่าทางไม่รู้ ไม่ชี้ ไม่แคร์นี่มันทำเอาเขาคันมะเหงกขึ้นมาเลย

   ‘นี่ไม่รู้ตัวจริงๆ เรอะ’ เขาย้อน

   ‘ถ้าหมายถึงเรื่องที่นิดอำเตี่ยกับแม่ เอาน่าเฮีย เรื่องมันจำเป็น ถึงขั้นนี้ก็เลยตามเลย เดี๋ยวจบงานแต่งนิดจะไปสารภาพบาปกับเตี่ยและแม่เอง’

   เขาได้แต่ถอนหายใจ ดูแม่ตัวแสบเลือกใช้คำ ‘อำเตี่ยกับแม่’ สงสารอาแปะกับอาอึ้มจริงๆ หัวอกคนเป็นพ่อแม่ ลูกสาวแต่งงานด้วยเหตุผลท้องก่อนแต่ง คงไม่มีพ่อแม่คนไหนภาคภูมิใจยินดีได้เต็มที่หรอก ถ้าหลังงานแต่งแล้วชนิสราไม่ยอมสารภาพ เขานี่ล่ะ จะเป็นคนเปิดเผยความจริงเสียเอง

   ทั้งความเป็นญาติและความที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก ชนิสราเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของเขา การแต่งงานแบบสายฟ้าแลบแบบนี้ทำให้เขาเป็นห่วงเธอไม่น้อย เวลาเพียงเดือนกว่าๆ ที่ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน เขาเชื่อว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทั้งคู่รู้จักเนื้อแท้ของกันและกันหรอก และเมฆหมอกก็เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ชีวิตคู่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ เมื่อชนิสราเดินเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ กระซิบกับเขา

   “เฮียเห็นแม่นั่นหรือยัง”

   “แม่ไหน” ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ

   “ก็แม่หุ้นส่วนพี่ทัดน่ะซี” เธอว่าเสียงสูง “ใจกล้ามาก กล้ามาเสนอหน้างานแต่งฉัน ท้าทายกันนะเนี่ย” น้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ลมใส่แร้งแถวๆ นี้

   “นี่เรายังไม่เลิกระแวงอีกเหรอ” พี่ชายถามเสียงระอา

    “นิดไม่ได้ระแวงนะ เฮีย ดูสิ เพื่อนที่ไหนจะคุยอี๋อ๋อกันแบบนั้น” เธอผงกหน้าไปทางเจ้าบ่าวที่กำลังหัวเราะร่าพูดคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง วาริทมองตามสายตาเจ้าสาวไปยังคู่สนทนาที่กำลังคุยกันอย่างออกรส “มายืดออดอ้อนเจ้าบ่าวคนอื่นในงานแต่งของเขาแท้ๆ หน้าไม่อายจริงๆ”

   “ฉันก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ” นอกจากหุ้นส่วนบริษัทของนายทัศนัยที่ชื่อง่ำหรือง่ามเนี่ย หน้าตาคุ้นชะมัด

   “เฮียรู้ไหมพี่ทัดสารภาพกับนิดนะว่าแม่นั่นตามพี่ทัดไปอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน ก็คงไม่พ้นเป็นคู่ขากันมาก่อน พี่ทัดน่ะซื่อจะตาย แถมยังใจดีกับใครๆ ไปทั่ว ตามมารยาผู้หญิงอย่างแม่นั่นไม่ทันหรอก”

   “นิด ช่วงนี้ดูละครบ้างไหม” พี่ชายถามเสียงเรียบ

   เจ้าสาวหันมามอง คิ้วขมวด “เฮีย นี่มันใช่เวลาถามเรื่องละครไหม ไม่มีเวลาดูเรื่องไหนทั้งนั้นแหละ”

   “แหม ก็เห็นทำตัวเหมือนนางร้ายในละครเด๊ะ” ชายหนุ่มเปรยเบาๆ เพ่งมองหญิงสาวในชุดราตรีสีน้ำเงิน พยายามนึกให้ออกว่าเคยเจอที่ไหน ถ้าได้เห็นหน้าชัดๆ เขาต้องจำได้แน่

   พอดีแม่เจ้าสาวเข้ามาดึงตัวนางร้ายมือใหม่ไปไหว้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ชายหนุ่มจึงถือโอกาสเดินเฉียดเข้าไปใกล้เพื่อมองให้ชัดว่าเธอคนนั้นเป็นใคร อาจจะเป็นสาวสวยในบัญชีของเขาสักคนหนึ่งจึงได้ดูคุ้นตานัก ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ง่ายเลย เขาจะคุยกับเธอตรงๆ ว่าน้องสาวของเขาไม่ปลื้ม จะได้หาทางปรับความเข้าใจกัน หรือถ้าเธอเป็นอย่างที่ชนิสราพูด ก็จะได้คุยกันให้ชัดว่าทำอย่างไรเธอจึงจะเลิกวอแวทัศนัย

   ยิ่งเดินเข้าใกล้ วาริทยิ่งรู้สึกหัวใจตัวเองเต้นเร็วขึ้น ‘จะตื่นเต้นทำไมวะเนี่ย’ เขาบ่นตัวเองในใจ จะว่าเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์ก็ไม่น่าใช่ เขาเพิ่งดื่มไปแค่สองแก้ว โดยปกติปริมาณแอลกอฮอล์ระดับนี้ไม่ทำให้รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ ชุดกระโปรงสายเดี่ยวสีน้ำเงินยาวถึงเข่าขับผิวขาวของเธอให้สว่างสวย ผมเกล้าเป็นมวย มีปรอยผมห้อยระย้าทำให้คอระหงนั้นดูเซ็กซี่เหลือเกิน พอเขาเดินใกล้ เธอก็ผละจากเจ้าบ่าว เดินเลยออกไปทางประตูห้อง

   ‘แน่ะ จะหนีไปไหน แม่กวางน้อย’ เขานึกสนุก จินตนาการตัวเองเป็นเสือร้าย รอจังหวะกระโจนขย้ำกวางสาว

   ผู้คนในสังคมให้ฉายาเขาว่าเป็นคาสโนว่าอันดับต้นของเมืองไทย แต่เขาไม่เคยยอมรับ เขาน่ะหรือนักรัก มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่มีคนไหนเลยที่เขากล้าพูดได้เต็มปากว่า...รัก อีกอย่าง เขาก็ไม่เคยคบผู้หญิงหลายๆ คนพร้อมกัน ถึงจะไม่ได้รัก แต่อย่างน้อยเขาก็ให้เกียรติผู้หญิงที่เขามีความสัมพันธ์ด้วย

   เสียงพิธีกรประกาศเชิญบ่าวสาวขึ้นเวที ไฟในห้องดับลง เสียงดนตรีบรรเลง แสงไฟฟอลโลว์สว่างจับเฉพาะที่คู่บ่าวสาวขณะเยื้องกรายเคียงคู่กันเข้ามาจากประตู

   ‘เอาไฟมาส่องตามอย่างกับหากบ’ เขานึกถึงคำวิพากษ์ของชนิสราอีก ดูเหมือนแม่ตัวดีจะขัดใจพิธีการทั่วไปของงานแต่งไปเสียหมด แล้วดูสิ ตอนนี้คุณเธอกลับยิ้มหวานหยาดเยิ้ม เดินเคียงคู่เจ้าบ่าวสุดหล่อของเธอเป็นกบให้ไฟส่องตามอย่างปีติยินดี

   ชนิสรายอมทุ่มขนาดนี้ เขาก็ไม่อยากให้ชีวิตรักของน้องสาวต้องสะดุดเพราะมือที่สาม พยายามกวาดสายตาหาสาวในชุดน้ำเงิน แต่เธอหายไปในความมืดของห้องเสียแล้ว ทันทีที่ไฟในห้องกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง เขาก็เริ่มภารกิจตามล่าแม่สาวปริศนาคนนั้นอีกครั้ง กวาดตามองไปรอบๆ ดูเหมือนเธอไม่ได้อยู่ในหมู่แขกเหรื่อ ชักจะทำตัวลึกลับเกินไปแล้ว เขาโทษเธอที่ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายแปลกๆ แบบนี้

   นั่นอย่างไร! เธอกำลังจะเดินออกไปจากห้อง ใช่เธอแน่ๆ วาริทรีบก้าวยาวๆ ตามไปทันที แต่ที่นอกห้อง เธอหายตัวไปอีกครั้ง

   “เฮียเมฆ มองหาใครคะ” เพื่อนสาวคนหนึ่งของชนิสราที่เขารู้จักดีทักขึ้น

   “เออ...ก้อยเห็นผู้หญิงชุดสีน้ำเงินที่เพิ่งเดินออกมาจากงานไหม”

   “อ๋อ ผู้หญิงสวยๆ ผมเกล้าเหรอคะ เห็นเดินไปทางห้องน้ำน่ะค่ะ” วาริทพยักหน้ารับ ยิ้มหวานให้กับรอยยิ้มล้อเลียนของสาวน้อยที่คงคิดว่าเขาวิ่งไล่ตามสาวสวยทุกคน

   ชายหนุ่มเดินไปยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้องน้ำหญิง สักพักก็ได้ยินเสียงอาเจียนโอ้กอ้ากมาจากในห้องน้ำ เขายิ่งหวั่นใจแทนชนิสราหนักขึ้น หรือว่า...ผู้หญิงคนนี้จะท้องกับทัศนัย ถ้าเป็นอย่างนั้น ยัยหนูนิดของเขาก็เจอปัญหาใหญ่เสียแล้ว

   ไม่นานหญิงสาวปริศนาก็เดินคุยโทรศัพท์มือถือออกมาจากห้องน้ำ วาริทแกล้งหันไปมองทางอื่นเพราะกลัวโดนหาว่าเป็นโรคจิตมายืนด้อมๆ มองๆ มีพิรุธหน้าห้องน้ำหญิง ไม่ได้ตั้งใจจะสอดเลย หูเขามันดี ได้ยินเอง เสียงหวานตอบคนในโทรศัพท์ไปว่า

   “ไม่มีทาง หนูไม่ยอมเสียเขาไปหรอกค่ะ เขาจะต้องอยู่กับหนูเท่านั้น แค่นี้ก่อนนะคะ”

   นั่นปะไร สุภาษิตว่าไว้ไม่มีผิด เสียทองเท่าหัว ไม่มีใครยอมเสียผัวให้คนอื่น น้ำเสียงเคร่งเครียดอย่างนี้ ชนิสราคงได้ฝึกบทนางร้ายสมใจ เขาเดินตามเธอไป นึกว่าเธอจะกลับเข้างาน แต่เธอกลับเดินเลี้ยวไปทางลิฟต์โดยสาร

   งามรวียกมือขึ้นลูบหน้า ความรู้สึกวิงเวียนเริ่มก่อตัวขึ้นจนเดินแทบไม่ตรง ต้องเกาะผนังพยุงตัวเองเดินไปตามทางจนถึงหน้าลิฟต์ หญิงสาวปลอบตัวเองให้แข็งใจอีกนิด บ้านอยู่ไม่ไกล ขับรถแป๊บเดียวก็ถึง เธอกดลิฟต์ย้ำๆ รู้สึกขัดใจที่มันช่างเดินทางช้าเหมือนแกล้ง ห้องจัดเลี้ยงอยู่บนชั้นสิบเธอต้องลงไปที่ชั้นสองเพื่อออกทางเชื่อมไปที่จอดรถของโรงแรม

   ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก หญิงสาวรีบผลุบเข้าไปและกดปิดทันที แต่ประตูก็ถูกกั้นให้เปิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนชายหนุ่มร่างสูงจะเดินตามเข้ามา งามรวีไม่อยากสนใจใครทั้งสิ้นกดปิดอีกครั้งและกดชั้นสองเป้าหมายของเธอ ก่อนจะถอยไปยืนหลบมุมผนัง หลับตาลงช้าๆ ไม่ได้สนใจผู้ร่วมทาง

   ลิฟต์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวลงไปช้าๆ กระตุกอย่างแรงจนร่างเธอเซไปชนชายหนุ่มร่วมลิฟต์ ท่อนแขนแข็งแรงโอบเธอไว้มั่น หญิงสาวหวีดร้องเบาๆ อย่างตกใจ เมื่อไฟเพดานดับลง ต่อเมื่อรู้ตัวว่ามืออุ่นจัดกอดกระชับเธออยู่จึงรีบดันตัวหนี

   “นี่คุณ ปล่อยนะ มากอดฉันทำไม” เธอส่งสายตาพิฆาตไปให้ใบหน้าในเงามืด

   “ผมก็ไม่ได้อยากกอด คุณเองต่างหากที่โผเข้ามาหาผม” เขาโต้กลับ เธอถอยออกห่างจากคนแปลกหน้าที่ฉวยโอกาสแล้วยังมากล่าวหาว่าเธอหน้าด้านโผไปหาเขาเอง บ้าชะมัด

   “สวัสดีค่ะ แผนกรักษาความปลอดภัยนะคะ มีใครติดอยู่ในลิฟต์หรือเปล่าคะ” เสียงดังออกมาจากลำโพงเล็กๆ เหนือแป้นตัวเลขชั้นเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

   “มี” สองเสียงตอบรับขึ้นพร้อมกัน

   “มีทั้งหมดกี่ท่านคะ”

   “สอง” หนุ่มสาวร้องรับขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง

   “ไม่ต้องตกใจนะคะ เกิดกระแสไฟฟ้าขัดข้องเล็กน้อย เรากำลังส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”

   ไม่นานตัวลิฟต์ก็เหมือนค่อยๆ เคลื่อนที่ลง งามรวีอึดอัดเพราะรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองเธออยู่ในความมืด หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอก ขยับคอเสื้อให้ขึ้นสูง นึกอยากได้เสื้อสักตัวมาปิดบังนวลเนื้อให้พ้นจากสายตาชายไร้มารยาทผู้นี้ เมื่อทนอึดอัดไม่ไหว เธอจึงจ้องกลับ ถือคติว่าพวกโรคจิตยิ่งทำท่ากลัว จะยิ่งได้ใจ

   ใบหน้าในเงามืดมีเค้าคมคาย สายตาที่ยังคงจับจ้องมาที่เธอทำเอาขนลุก อาการเวียนศีรษะและผะอืดผะอมกำเริบขึ้นอีก ดูเหมือนจะรุนแรงมากขึ้นด้วย ลิฟต์กระตุกอย่างรุนแรงอีกครั้ง จนผู้โดยสารสาวเซถลากลับไปอยู่ในอ้อมอกคนโรคจิตอีกจนได้ เธอพยายามยันกายหนีแต่เรี่ยวแรงไม่มีเหลือเสียแล้ว

   “ปล่อย...ฉัน...” เสียงเธอแผ่วเบาก่อนจะเงียบหาย

   ชายหนุ่มเขย่าตัวเรียก “เธอ เธอ” แต่เธอไม่ตอบ แม้จะมั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองพอควร แต่มันออกจะแปลกไปสักหน่อยที่เธอจะวิ่งมาซุกอกเขานิ่งเงียบแบบนี้ ต่อเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก แสงจากภายนอกจึงทำให้วาริทเห็นว่า หญิงสาวในอ้อมกอดหมดสติไปเสียแล้ว

   “เธอกลับมาซบอกฉันเองนะ งามรวี”


โปรดติดตามตอนต่อไป

บทนี้เคยเป็นบทแรกและบทเดียวของพล็อตเก่าเรื่องนี้ เอามาปัดฝุ่นตกแต่งใหม่
มีหลุดๆ ไปบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้แฮะ  ::)
ครึ่งเดือนสี่บท ถ้ายังเก็บสถิตินี้ต่อไปได้ก็มีหวังจบล่ะคร้าบบบ  ;D ;D ;D

102
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๓
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2014, 12:34:35 PM »
บทที่ ๓

   ทันทีที่เคลื่อนรถออกจากอพาร์ตเม้นต์ที่ไปส่งงามรวี ทัศนัยก็รีบโทรศัพท์หาเจ้าของสายที่ไม่ได้รับกว่าสิบสายในโทรศัพท์ของเขา อันที่จริงเขาได้คุยกับชนิสราแล้วตอนที่เธอโทรเข้ามาครั้งแรกเมื่อช่วงบ่าย บอกไปแล้วด้วยว่ากำลังประชุมสำคัญอยู่กับลูกค้า แต่เธอก็ยังกระหน่ำโทรมาอีกหลายสาย ซึ่งเขาคาดว่าคงจะโทรมานัดทานข้าวเพราะส่งข้อความตบท้ายมาว่า ‘มาหานิดที่ร้านประจำของเรานะคะ วันนี้หนึ่งทุ่มค่ะ’

   นี่ก็ใกล้เวลานัดเต็มที เขาจึงอยากโทรบอกเธอว่าอาจจะไปถึงช้า เสียงเพลงรอสายดังอยู่นานจนโอนเข้าฝากข้อความ ทัศนัยกดปิดและเร่งความเร็วรถขึ้น

   ชายหนุ่มอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ รู้สึกกระปรี้ประเปร่าทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้มซุกซนน่ารักของชนิสรา ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาตกหลุมรักสาวเปรี้ยวอย่างนี้ ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองชอบผู้หญิงเรียบๆ เย็นๆ มากกว่า อาจจะเรียกว่าเป็นบุพเพสันนิวาสก็คงไม่ผิดใครบางคนคงขีดเส้นทางของเขาและเธอไว้แล้วให้มาพบกัน และถูกชะตากันตั้งแต่แรกเห็น เหมือนที่เขาว่า...จำกันได้

   ชนิสราเป็นฟรีแลนซ์รับจัดงานแต่งงาน เขาเคยถามเธอว่าทำไมถึงเลือกทำอาชีพนี้ เธอว่า ‘งานแต่งงานมีแต่เรื่องให้รื่นเริงยินดี นิดชอบบรรยากาศงานแต่งค่ะ’ เธอเป็นแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่คบกันมา เขาไม่เคยเห็นเธอเคยมีเรื่องโกรธขึ้งอะไรหรือใครทั้งนั้น อะไรที่จะมาขัดใจเธอ เธอก็แค่ ‘เชิดใส่’ ไม่สนใจไปเลย ทุกครั้งที่เขาอยู่กับเธอจึงมีแต่เรื่องราวสนุกสนานเฮฮา

   เขายังจำวันแรกที่พบเธอได้ งานเปิดอาคารวงจันทร์ตะวันวาดอย่างเป็นทางการ อาคารนี้เป็นตึกแฝดที่สร้างเป็นโรงแรมระดับห้าดาวตึกหนึ่ง อีกตึกเป็นพื้นที่สำนักงานที่หรูหราทันสมัย ตระกูลเตือนตะวันและพันธมิตรชาวสิงคโปร์ร่วมหุ้นกันสร้างขึ้น บริษัทของเขาได้รับมอบหมายให้เป็นผู้จัดการโครงการ เริ่มตั้งแต่วางคอนเซ็ป ออกแบบ วางและตรวจระบบ ตลอดจนตกแต่งให้พร้อมใช้งาน

   ในงานเปิดตัวมีแขกวีไอพี คนเด่นคนดังในวงสังคมมาร่วมงานมากหน้าหลายตา ตัวเขาเองนั้นไม่ได้รู้จักใครเป็นพิเศษเลย นอกจาก ‘พยัคฆ์ เตือนตะวัน’ ลูกชายคนโตของตระกูลเตือนตะวัน เขารู้จักพยัคฆ์ตั้งแต่ตอนที่อยู่เมืองนอก และความรู้จักคุ้นเคยกันนี่เองที่มีส่วนทำให้เขาได้รับงานผู้จัดการโครงการใหญ่ระดับนี้ และก็เป็นโครงการที่สร้างชื่อให้นูโวดีไซน์ได้อย่างที่หวังและตั้งใจ

   ภาพของชนิสราในวันแรกที่เขาพบเธอเปรี้ยวจัดจี๊ดเข้าไปในทรวง เธอสวมชุดเกาะอกต่อกางเกงห้าส่วนรัดรูปสีดำ เนื้อผ้าเงาวับขับผิวขาวนวลให้กระจ่างสว่างเป็นเดือนในหมู่ดาว เขาแน่ใจว่าตนเองไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่ชื่นชอบผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยเป็นพิเศษ แต่ชนิสราวันนั้นตรึงตาจนเขาต้องมองตามเธอไปทุกที่ ใบหน้าจิ้มลิ้มแต่งจัด มาสคาร่าเข้มทำให้ดวงตาเรียวอย่างสาวหมวยดูโตขึ้น ปากบางเคลือบลิปสติกสีแดงคอยขยับสั่งงานคนนั้นทีคนนี้ที กำไรแฟชั่นสี่ห้าอันที่เธอสวมกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งตลอดเวลาที่เธอเดินปราดไปทั่วงาน คอยตรวจและกำกับงานในจุดต่างๆ

   ตอนแรกเขาเข้าใจว่าเธอเป็นภรรยาสาวของพยัคฆ์ ที่พ่อเจ้าประคุณพาเข้าบ้านโดยไม่ปรึกษามารดาจนตกเป็นข่าวคุณแม่ไม่ปลื้มดังไปทั่ววงสังคม ยังรู้สึกละอายใจนิดๆ ที่แอบมองเมียชาวบ้านอยู่ได้ ทันทีที่พยัคฆ์พาเดินเข้ามาแนะนำ เขาก็รีบยกมือไหว้เธอทันที เพราะพยัคฆ์ถือเป็นรุ่นพี่ที่เขานับถือ

    ‘อุ้ย!’ เธอร้องรีบยกมือไหว้ตอบ ‘ไม่ต้องไหว้นิดหรอกค่ะ นิดไม่น่าจะอายุมากกว่าคุณนะคะ’ เธอหลิ่วตาให้อย่างเชิงล้อเชิงพ้อ

    ‘ไม่เป็นไรหรอกครับ ภรรยาพี่ก็ถือว่าเป็นพี่ด้วยเหมือนกัน’ เขาจำได้ว่าตอบไปอย่างนั้น แถมยังส่งสายตาแซวรุ่นพี่ไปด้วย ยังผลให้ทั้งคู่หัวเราะเสียงดัง จนเขาหน้าเหลอเพราะยังไม่รู้ตัวว่าปล่อยไก่ไปตัวโต

    ‘เห็นไหมล่ะนิด ใครๆ ก็เห็นว่าเราเหมาะกัน’ หนุ่มใหญ่โอบเอวสาวสวย เอ่ยล้อเลียนเสียงหวาน

   เธอผลักอกเขาเบาๆ ‘อย่ามาทำปากดีเลยพี่ยักษ์ เดี๋ยวหวานใจตัวจริงจะมาแหวะอกนิดน่ะสิ’ หันมาอธิบายคนเข้าใจผิด ‘นิดเป็นออร์กาไนเซอร์งานนี้ค่ะ ไม่อาจเอื้อมตำแหน่งสะใภ้เตือนตะวันหรอกค่ะ’

   ทัศนัยยังจำความรู้สึกนั้นได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน มันเป็นความรู้สึกประสมกันระหว่างความอายกับความโล่งอก ชนิ สราบอกเขาว่าใบหน้าเขาตอนนั้นเองที่ทำให้เธอหลงรักเขา ‘หน้าพี่ทัดเหมือนเด็กที่ทำผิดแล้วนึกหาคำแก้ตัวไม่ออก มันทั้งตลกทั้งน่ารักเลยค่ะ’

   ก่อนกลับออกจากงานวันนั้น เขาทำใจกล้าเดินเข้าไปคุยกับเธออีกครั้ง ด้วยไม่คุ้นกับการจีบสาว เขาปล่อยมุกเปิ่นๆ ออกไปอีกหลายกระบุง ถึงจะได้เบอร์โทรศัพท์เธอกลับมาสมใจ แต่ก็คิดไม่ตกว่าจะโทรไปเริ่มต้นคุยอย่างไร จนกระทั่งเธอต้องเป็นฝ่ายโทรหาเขาเอง ประโยคแรกที่เธอพูดคือ ‘ตกลงคุณเป็นนักสะสมเบอร์โทรสาวๆ เหรอคะ’

   เขาอึ้ง ทั้งตกใจที่เธอโทรหา และงงกับประโยคทักทาย น้ำเสียงเธอออกจะห้วนนิดๆ เมื่อบอกต่อมาว่า ‘งั้นช่วยลบเบอร์ฉันออกไปด้วย ฉันไม่ใช่ของสะสม แค่นี่นะ’ เขาต้องรีบรนรานรั้งเธอไว้ นั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและความสัมพันธ์จริงจังต่อมา

   แม้ชนิสราจะดูแตกต่างจากเขามาก เขาค่อนข้างระวังความคิดและสงวนคำพูดจนใครๆ ชอบว่าทำหน้าขรึมเคร่งตลอดเวลา เธอคิดเร็ว พูดเร็ว ทำอะไรเร็วไปหมด จนบางครั้งเขาเองยังตามไม่ทัน แต่การได้อยู่ใกล้เธอทำให้เขารู้สึกเหมือนได้เติมพลังชีวิต ในทุกวันที่หน้าที่การงานทำให้เคร่งเครียด มีแต่ปัญหาให้ปวดหัวตลอดเวลา การได้ใช้เวลาร่วมกับเธอทำให้เขาผ่อนคลายและชุ่มชื่นหัวใจ

   บางสิ่งในชีวิตของเราที่ขาดหายไป เราอาจไม่เคยรู้ว่าขาด จนกว่าจะได้พบมัน เหมือนที่เขาได้พบ ‘น้องนิด’ ของเขา

   หนึ่งทุ่มครึ่งไปแล้วเมื่อทัศนัยเลี้ยวรถเข้าไปจอดในลานจอดรถหน้าร้านอาหารที่เป็นสถานที่นัดหมาย น่าแปลกที่ชนิสราไม่ได้โทรตามอีกเลย นี่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ปกติเธอจะโทรตามเสมอถ้าเขามาสาย ทัศนัยกดโทรศัพท์หาขณะที่ก้าวเดินเข้าประตูร้าน ไม่มีเสียงตอบรับ แต่ที่โต๊ะด้านในสุดของร้านมีมือหนึ่งโบกไหวๆ เรียกความสนใจเขาอยู่ ชายหนุ่มยิ้ม กดวางสายโทรศัพท์และเดินตรงไปหาหวานใจ

   เมื่อเดินเข้าไปใกล้เขาจึงเพิ่งเห็น ชนิสราไม่ได้มาคนเดียว…

    “สวัสดีครับ คุณลุง คุณป้า” ทัศนัยยกมือไหว้ทักทายเจ้าสัวสมพงษ์และคุณวรรณี พ่อและแม่ของชนิสรา เขาเคยพบท่านทั้งสองมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อชนิสราพาไปแนะนำตัวที่บ้านของเธอ แต่วันนี้ดูทั้งสองผู้ใหญ่ออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกันที่พบเขาที่นี่ ท่าทางชนิสราจะหาเรื่อง ‘เซอร์ไพรส์’ ทุกคนอีกแล้ว

   “พี่ทัดสั่งอาหารก่อนนะคะ” ชนิสราว่าพลางส่งสัญญาณเรียกพนักงานเสิร์ฟให้นำเมนูอาหารมาให้

   ชายหนุ่มรับเมนูมา แต่บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่เต็มแล้ว เขาไม่คิดว่าควรจะสั่งเพิ่มอีก จึงสั่งเพียงเครื่องดื่มเท่านั้น ทั้งเจ้าสัวสมพงษ์และคุณวรรณีแม้จะดูงงๆ เมื่อแรก แต่ก็ยิ้มแย้มเชื้อเชิญให้เขาสั่งอาหารเพิ่ม ไม่ต้องเกรงใจ ทั้งคู่ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี หรืออาจจะใจดีเฉพาะกับลูกสาวคนโปรดเท่านั้นเสียก็ไม่รู้ เขาพอจะคาดเดาได้ว่าชนิสราได้รับการประคบประหงมอย่างไรมาตั้งแต่เกิด สำหรับครอบครัวเศรษฐีแบบนี้ ชนิสราไม่ใช่เพียงไข่ในหิน แต่เธอเป็นไข่ในเพชรต่างหาก

   มื้ออาหารไม่ได้น่าอึดอัด เพียงแต่อะไรบางอย่างทำให้ทัศนัยรู้สึกแปลกๆ มันไม่น่าจะแค่การมาทานข้าวร่วมกันเท่านั้น เขาแค่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ชนิสราสดใสร่าเริงตามปกติของเธอ เจ้าสัวและคุณวรรณีอารมณ์ดีหัวเราะไปกับทุกเรื่องเล่าของลูกสาวคนดี บรรยากาศอบอุ่นของครอบครัวดำเนินต่อไปอย่างแสนสุขจนกระทั่งถึงเวลาของหวาน

    “เอาล่ะค่ะ ที่นิดชวนเตี่ยกับแม่มาพบพี่ทัดเพราะมีเรื่องจะประกาศค่ะ” ชนิสราเริ่มเรื่อง ทุกคนในที่นั้นมองเธออย่างสนใจใคร่รู้ “นิดกับพี่ทัด...เราจะแต่งงานกันค่ะ”

    “หา!!”
    “เฮ้ย!!”

   ทั้งว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขยอุทานขึ้นพร้อมกัน ส่วนว่าที่แม่ยายหาตัวช่วยล้วงมือควักยาดมออกมาจากกระเป๋าถือ ทั้งหมดพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ มีเพียงชนิสราที่นั่งยิ้มแป้นมองทุกคน

   ทัศนัยตั้งสติได้ก่อนใคร “นิดครับ รู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา”

   “ทราบดีค่ะ พี่ทัดไม่อยากแต่งงานกับนิดเหรอคะ” เธอถามเอียงคอมองเขา

   “ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ว่า...”

   “พี่ทัดไม่รักนิดใช่ไหมคะ” น้ำเสียงงอน ตาปรอย เจอไม้นี้เข้าไป เขาก็ไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว

   “ลูกนิด เรื่องนี้เรากลับไปคุยกันที่บ้านก่อนดีไหมลูก” คุณวรรณีพูดปลอบเสียงอ่อน

   “คุยเรื่องสินสอดเหรอคะ คุยกันตรงนี้เลยก็ได้ค่ะ แต่เตี่ยกับแม่อย่าเรียกแพงนักนะ” เธอเสนอ ไม่ได้เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจเจตนาของคนบอกก็ไม่รู้

   “อานิด เรื่องนี้มันเรื่องใหญ่นา” เจ้าสัวปราม “ชีวิตทั้งชีวิตนาลูกเอ๊ย เตี่ยว่า...”

   “ก็เพราะมันเป็นทั้งชีวิตยังไงล่ะคะ นิดถึงตัดสินใจแล้วว่านิดอยากอยู่กับพี่ทัด” น้ำเสียงจริงจังไม่เหมือนชนิสราเลยจริงๆ

   “ไม่ได้ เตี่ยไม่ยอม” เจ้าสัวเริ่มเสียงแข็งขึ้นบ้าง

   “ทำไมคะ เตี่ยไม่อยากให้นิดมีความสุข อยู่กับคนที่นิดรักหรือไงคะ” ลูกสาวไม่ลดราวาศอกเช่นกัน

   “ลูกนิด ไม่เอานะลูก เรื่องแบบนี้มันรีบๆ เร่งๆ ไม่ได้” คุณวรรณีพยายามเกลี่ยกล่อม

   ชนิสราหน้าบึ้ง มองไปทางแฟนหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น “นิดท้องค่ะ”

   “ไอหยา!!”
   “ฮึ้ยยย!!”

   อีกครั้งที่ว่าที่พ่อตาและว่าที่ลูกเขยอุทานขึ้นพร้อมกัน คราวนี้เสียงดังกว่าเดิม จนหลายคนในร้านหันมามอง ส่วนคุณวรรณีเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สูดยาดมดังฟืดฟาดอย่างหมดแรง

   “ถ้าไม่ยอมให้แต่ง นิดก็จะอุ้มท้องโชว์ไปเลย” ชนิสราสำทับ เธอพูดหน้าตาเฉยเหมือนเรื่องท้องก่อนแต่งไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายอะไร

   “นิด พูดอะไรออกไปน่ะ” ทัศนัยจับแขนบางแน่น เขารู้สึกหน้าชาโกรธขึ้นมาติดหมัด ยิ่งมองเห็นสายตาขึ้งของเจ้าสัวกับคุณวรรณีเขายิ่งรู้สึกอยากแทรกแผ่นดินหนีความอับอาย “มาคุยกันหน่อย” ว่าพลางดึงแขนสาวเจ้าให้ลุกเดินออกจากโต๊ะไป

   ทัศนัยพาชนิสราออกไปนอกร้าน หามุมที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวสักหน่อย

   “นิด ทำไมถึงพูดแบบนั้นออกไป ไม่เป็นห่วงความรู้สึกของเตี่ยกับแม่บ้างหรือไง ท่านอายุมากแล้ว เกิดช็อคหัวใจวายขึ้นมาทำยังไง”

   เธอทำหน้าเบื่อโลก “พี่ทัดไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ เตี่ยกับแม่แข็งแรงดี ถ้าไม่ใช้ไม้นี้เตี่ยกับแม่ก็ขวางไม่เลิกหรอก” เธอเปลี่ยนทีท่าเป็นอ้อนออดเหมือนแมวน้อย กอดแขนเขาไว้ “เรารักกันไม่ใช่เหรอคะ นิดรู้ว่าพี่ทัดรักนิด เราแต่งงานกันนะคะ”

   ชายหนุ่มโอบร่างบางไว้ เขาทั้งรักทั้งหวงแหนเธอ “แต่พูดแบบนั้นออกไปมันส่งผลเสียกับตัวนิดเอง พี่รักและให้เกียรตินิดมาตลอด เราไม่เคยมีอะไรเกินเลยกัน พี่ไม่เห็นความจำเป็นที่นิดจะต้องทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียงแบบนี้เลย” ปลอบเสียงอ่อนหวังให้เธอเปลี่ยนใจ

   “ขอบคุณค่ะ” เธอเขย่งขึ้นจุมพิตแก้มเขาเบาๆ “ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่นิดไม่สนใจเรื่องชื่อเสียงหรืออะไรทั้งนั้น แต่งเสร็จแล้วเราค่อยบอกความจริงพวกท่านก็ได้ นิดแค่อยากให้เราได้อยู่ด้วยกัน เตี่ยกับแม่หวงนิดจะตาย ทำไมนิดจะไม่รู้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ รออีกสิบปีเราก็ไม่ได้แต่งงานกันหรอกค่ะ”

   “แต่พี่รอได้ ดีกว่าทำให้ท่านไม่พอใจไม่ใช่เหรอ” เขายังไม่ละความพยายาม

   เธอโอบแขนกอดเขาไว้ ซบใบหน้าลงบนอกผึ่งผาย ปลายนิ้วซุกซนไล้แผ่วเบาไปตามลำแขนล่ำที่ประคองกอดเธอไว้ “แน่ใจเหรอคะว่ารอได้” เงยหน้ามองชายคนรัก

   ทัศนัยต้องพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมตัวเอง ใบหน้าสวยลอยเด่นอยู่ใกล้ๆ เพียงขยับลงไปนิดเดียวเขาก็คงจะได้ลิ้มรสหวานจากเรียวปากนุ่มที่เคยแลกสัมผัสอ่อนอุ่นกัน เขาก็เพียงผู้ชายธรรมดาที่มีความต้องการตามสัญชาตญาณ แต่เขาไม่อยากให้เรื่องระหว่างเขาและเธอเกินเลย หากตัวเธอเองยังไม่แน่ใจว่าต้องการมันจริงๆ หรือไม่

   “นิดแน่ใจแล้วหรือ” เขาถามเสียงแผ่ว

   “ไม่เคยแน่ใจเท่านี้มาก่อนเลยค่ะ” เธอตอบฉะฉานเหมือนเคย โปรยยิ้มยั่วเย้าจนเขาแทบไม่อยากห้ามตัวเองอีกต่อไป แต่ไม่ใช่ที่นี่ ในเวลาที่พ่อแม่ของเธอยังรออยู่ในร้าน

   ชายหนุ่มคลายอ้อมกอด คุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสาว “ขอให้พี่มีเรื่องเล่าบ้างนะ เวลาที่ลูกๆ ของเราถามว่าพ่อขอแม่แต่งงานยังไง” เขาถอดแหวนที่สวมติดนิ้วออก เอ่ยเสียงอ่อนโยน “แหวนของแม่ให้พี่มาตั้งนานแล้ว ขอเป็นแหวนหมั้นคนที่พี่รักที่สุดไว้ก่อน “สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ จุมพิตหลังมือน้อยอย่างแสนรัก “แต่งงานกับพี่นะคนดี”

   ชนิสรารู้สึกว่าสายตาเธอพร่ามัว ต่อเมื่อกะพริบตาเท่านั้นเอง น้ำตาแห่งความยินดีก็ล้นเอ่อลงข้างแก้ม ตอบเสียงเครือ “ค่ะพี่ทัด”

   ทันทีที่เขาลุกขึ้น เธอก็โผเข้ากอดเขาไว้แน่น ทั้งชีวิตต่อไปนี้ เธอจะเป็นของเขา และเขาจะเป็นของเธอคนเดียว ชนิสราสัญญากับตัวเอง
 


โปรดติดตามตอนต่อไป


เสร็จไปหนึ่งคู่ อิอิ อาทิตย์นี้ช้าไปหนึ่งบท ต้องพยายามเร่งเครื่องหน่อยแล้ว ฮุยเลฮุย ฮุยเลฮุย  :o ::) :-*

103
บทที่ ๒

เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต

   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงสาดฉานไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

   ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

   เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปในฉับพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

   สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มแบบนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

   หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา

   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

   นางส่ายหน้า

   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

   นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

   นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว

   “ถ้าข้าไม่เคยได้ยินเสียงเจ้าร้อง ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นใบ้”

   “เราไม่ได้เป็นใบ้!” นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก

   “นั่นนะสินะ เสียงเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”

   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว

   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”

   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ

   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก

   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า

   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า

   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย

   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”

   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก

   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ

   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน

   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”

   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

   ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”

   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

   ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง

   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”

   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ

   “ราชอาชา…”

   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว

   การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”

   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม

   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่เหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม

   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า

   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง

   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 

   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่

   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด

   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

   บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด

   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”

   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ

   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”

   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่าใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่

   แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

   การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

   นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป

   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่

   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

:-* รอบที่แล้วลงถึงบทที่ ๒ ดูสิคราวนี้จะลงได้ถึงบทไหน  ::)

104
7. กุลภัสสร์ และ buddy / แม่ตัวดีที่รัก บทที่ ๒
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2014, 09:55:49 PM »
บทที่ ๒

   ถนนสายหลักของเมืองหลวงมียวดยานขวักไขว่ทั้งๆ ที่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คนเมืองหลายคนจึงหนีรถติดออกไปซื้อที่พักอาศัยแถบชานเมืองแทน ‘ทัศนัย’ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

หากฝนหลงฤดูไม่เทลงมาอย่างหนักตั้งแต่ออกจากออฟฟิศลูกค้าที่เขาและหุ้นส่วนเพิ่งไปคุยงานกันมา ป่านนี้เขาคงขึ้นทางด่วนกลับถึงบ้าน นอนพักผ่อนสบายกายาไปแล้ว แต่เขาไม่โทษตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้ามาออกกำลังกายเท้าเหยียบคันเร่งและเบรกอยู่บนถนนในเมืองหรอก ถึงแม้ว่าแม่เจ้าประคุณจะชิงนอนคอพับหลับสบายใจไปแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนออกจากออฟฟิศยังส่งเสียงบ่นแจ๋วๆ อยู่เลย

‘งามรวี’ เพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่ญาติแต่ความผูกพันก็เทียบระดับนั้น ยิ่งมาร่วมลงขันกันเปิดบริษัทออกแบบและตกแต่งภายใน ยิ่งทำให้ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ในขณะที่เขาเรียนจบมัณฑนศิลป์มาโดยตรง งามรวีเรียนจบเศรษฐศาสตร์แต่มีใจรักในเรื่องการตกแต่งจึงศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมฝึกฝนด้วยตัวเองจนมีความชำนาญพอตัว ปกติหน้าที่ออกไปพบลูกค้าตั้งแต่คุยคอนเซ็ปไปจนถึงการนำเสนอแบบ ตลอดจนทวงเงินค่างวด เขาจะยกให้งามรวีเป็นคนจัดการทั้งหมด เป็นแม่ทัพหญิงที่ออกไปลุยกับลูกค้า ซึ่งเธอก็ดูแลได้ดีเสมอ แต่สำหรับลูกค้ารายนี้ เธอถึงกับออกปากขอความช่วยเหลือ

‘นายช่วยแบกหน้าหล่อๆ ไปรับคำด่าของคุณลูกค้าหน่อยเถอะ’

‘พูดแบบนี้ ตกลงว่าหน้าฉันหล่อหรือเหมือนกระโถนกันแน่’

เธอหัวเราะ ‘แหม ฉันหมายความว่าถ้าได้เห็นหน้าหล่อๆ ของคนออกแบบ ระดับฮอร์โมนในร่างกายเจ้แกอาจจะกลับสู่ระดับปกติ เลิกวีนเลิกเหวี่ยงใส่ฉันสักที’

งามรวีบ่นเรื่องการเปลี่ยนแบบของลูกค้าคนนี้ทุกครั้งที่เธอกลับจากประชุม เขาก็เหนื่อยใจอยู่เหมือนกัน เพราะกลับจากการนำเสนอแบบทีไร ทีมงานออกแบบของเขาต้องรื้องานแก้ไขยุบยับไปเกือบทุกจุด จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่า ‘เจ้เย็นจิตคุณนายตู้เพชร’ ลูกค้าของงามรวีคนนี้น่าจะมานั่งออกแบบเองแทนการเปิดร้านเพชรจะง่ายกว่า ปกติแค่งานออกแบบตกแต่งโชว์รูมเล็กๆ ในห้างสรรพสินค้าแบบนี้ เขาใช้เวลาไม่กี่เดือนก็ปิดจ็อบได้แล้ว แต่นี่คุยกันมาเกือบปี คุณเย็นจิตยังเย็นใจเหมือนการเปิดร้านเพชรเป็นงานอดิเรกเสียอย่างนั้น

‘ค่อยๆ ทำไปนะคะทัด คุณพี่เค้าไม่รีบค่า’ งามรวีมักจะทำเสียงอ่อนเสียงหวานจีบปากจีบคอบอกเขา เวลาที่เขาเอะอะเรื่องแก้งาน วันนี้เขาได้เห็นแล้วว่าเธอเลียนได้เหมือนต้นแบบจริงๆ

หลังจากคุณนายเย็นจิตสั่งงานให้แก้นู่น ปรับนี่ เปลี่ยนนั่น จนคนรับคำสั่งมึน คุณเย็นจิตก็ตบท้ายว่า

‘แบบของคุณน้องมันไม่ใกล้ใจพี่เลยน่ะค่ะ แต่ไม่เป็นไร พี่ไม่รีบค่ะ สาขาที่ดูแลอยู่ตอนนี้ก็ล้นมือแล้ว ร้านนี้ก็ค่อยๆ ทำไปนะคะคุณน้อง’ ก่อนจะยกกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเรือนหมื่นคล้องแขนเดินนวยนาดจากไป

ที่หวังว่าแบบที่นำมาเสนอครั้งนี้น่าจะลงตัวที่สุดแล้ว เพราะแก้มาเป็นสิบเที่ยว เลยต้องผิดหวังพับเก็บกลับบ้านไปพร้อมคำติอีกกองโต งามรวีก็โกรธจนหน้าย่นเป็นกระดาษยับเลยทีเดียว

‘บ้าจริง! รู้อย่างนี้ไม่รับงานนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เสียเวลาชะมัด ฉันว่าเราแก้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายพอ ถ้ารอบหน้ายังจะหาเรื่องเปลี่ยนอะไรอีก ก็ให้ไป ‘เจ้ไม่รีบ’ กับคนอื่นเถอะ’ เธอระบายความอึดอัดทันทีที่ขึ้นรถ เขาเลยต้องเป็นฝ่ายใจเย็น

‘เอาน่า กฎข้อหนึ่งของงานบริการ ลูกค้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ’

‘และข้อสอง ถ้าลูกค้าผิดก็ให้ย้อนกลับไปดูข้อหนึ่งน่ะเหรอ เฮอะ’ เธอประชด ‘กฎของฉันคือลูกค้าดีเราบริการ ลูกค้าอันธพาลเราต้องสั่งสอน’ เสียงเครียดปนเหี้ยม

‘ใจเย็นๆ’ เขาพยายามปลอบ

‘โอ๊ย ถ้าฉันไม่เย็น ป่านนี้คุณพี่เย็นใจโรคจิตผมดำหมดหัวแล้ว’

‘หมายความว่าไง’

‘เอ้า ก็โดนฉันถอนหงอกหมดหัวน่ะสิ’

ทัศนัยหัวเราะ นี่ล่ะงามรวี ชื่อแสนหวาน ใบหน้าแสนสวย แต่ใครได้รู้จักตัวจริงต้องถอยไปตั้งหลัก กะพริบตา แล้วดูให้ชัดๆ อีกที   

ทัศนัยเหลือบตาขึ้นมองตัวเลขสีแดงบนสัญญาณไฟจราจรที่ค่อยๆ นับถอยหลัง แยกไฟแดงนี้ เขาติดอยู่เกือบชั่วโมงแล้ว เพราะถนนข้างหน้ามีการก่อสร้างทำให้พื้นผิวจราจรลดน้อยลง ความมืดเริ่มโรยตัวลงมา ฝนยังพรำทำให้คนที่กำลังนอนหลับสบายคงจะเริ่มหนาว เธอขยับตัวยกแขนขึ้นกอดอก ทัศนัยจึงเอื้อมมือไปปรับแอร์ให้เบาลง และหยิบเสื้อแจ็คเกตที่เบาะหลังมาคลุมให้ แต่นั่นกลับทำให้คนกำลังหลับลืมตาตื่น

“ถึงไหนแล้วเนี่ย” เสียงถามงัวเงีย

“ใกล้ถึงบ้านแล้ว เลี้ยวแยกหน้านี่ล่ะ” เขามองเธอยกมือปิดปากหาว “ไปอดนอนมาจากไหน”

เธอส่ายหน้า “เมื่อคืนนอนไม่หลับนิดหน่อย”

“มีปัญหาที่บ้านเหรอ” เขาว่าจะถามนานแล้ว แต่มัวคุยกันเรื่องลูกค้าเจ้าปัญหาจนลืม

งามรวีไม่ตอบ เมื่อคืนเธอโทรมาหาเขา คุยนั่นคุยนี่ ไม่มีสาระอะไร แต่จากที่คบกันมานาน ทำให้พอรู้ว่าเธอกำลังมีเรื่องไม่สบายใจและต้องการ ‘เบี่ยงเบนความสนใจ’ ของตัวเองโดยการหาเพื่อนคุย เขาบอกเธอว่าวันนี้จะไปหาที่บ้านที่นครปฐม แต่ยังไม่ได้ออกเดินทาง เธอก็โทรมาบอกเสียก่อนว่ากลับกรุงเทพฯ แล้ว เนื่องจากคุณเย็นจิตขอนัดคุยเรื่องแบบ

ทั้งสองนั่งคู่กันมาเงียบๆ งามรวีเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ อันที่จริงเขาพร้อมจะรับฟังทุกปัญหาของเธอ แต่ก็นั่นล่ะ เธอมักเลือกเล่าเพียงบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งเขาเองก็เคารพความคิดของเธอ ไม่เคยเซ้าซี้ถาม

“ถ้านายต้องเลือกระหว่างสิ่งที่นายรักกับความถูกต้อง นายจะเลือกอะไร” จู่ๆ เธอก็ถามขึ้น

เขานิ่งตรอง ก่อนจะว่า “มันก็อยู่ที่ว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร”

“ก็หมายถึงสิ่งทั่วๆ ไปนั่นแหละ” เธอไม่ยอมอธิบายให้ชัดเจน

“ถ้าสิ่งนั้นไม่มีชีวิตจิตใจ ฉันก็คงเลือกความถูกต้อง แต่ถ้าสิ่งนั้นมีหัวใจ เราจะเลือกเพราะเรารัก หรือเลือกเพราะความถูกต้องมันก็ผิดทั้งนั้น”

เธอพยักหน้าช้าๆ แค่นหัวเราะ “คนเรานี่ก็แปลกดี เป็นฝ่ายถูกเลือกก็ไม่ชอบใจ เป็นฝ่ายเลือกก็ไม่สบายใจ”

“ตกลงไม่สบายใจเรื่องอะไร”

“แม่สาวที่มาตกหลุมเสน่ห์นายคนล่าสุดชื่ออะไรนะ” เธอเปลี่ยนเรื่องไปเฉย

“ชนิสรา แล้วเธอก็ไม่ใช่แม่สาวคนล่าสุด เธอเป็นคู่หมั้นฉัน” เขาตอบยิ้มๆ

“อ้อ ใช่ หมั้นสายฟ้าแลบ งานแต่งอย่าลืมบอกฉันล่ะ”

เขาไม่แน่ใจว่ามีไอของความน้อยใจติดอยู่ในคำพูดน้ำเสียงเหมือนล้อเลียนนั่นหรือเปล่า เขาไม่ได้บอกใครเรื่องหมั้น ชนิสรากับเขาคบกันมาเดือนกว่า วันหนึ่งเขาและเธอนัดไปทานข้าวร้านประจำด้วยกัน เธอนึกสนุกบอกเขาว่า ‘นิดจองพี่ทัดแล้วนะ’ จัดแจงหาแหวนมาแลกกันใส่ในวันนั้นเอง เขาก็ตามใจเพราะเห็นเป็นเรื่องสนุกหวือหวาแบบเด็กๆ เท่านั้น พองามรวีหรือใครถามว่าแหวนอะไร เขาก็ตอบตามตรงว่าแหวนหมั้น หลายคนพอได้ยินก็รัวคำถามมาทันที จริงเหรอ หมั้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ มีเพียงงามรวีที่เพียงแค่พยักหน้ารับทราบแล้วก็ไม่พูดอะไร

พอพ้นสี่แยกไฟแดงมาได้ รถก็เริ่มไหลคล่องขึ้น ทัศนัยเลี้ยวรถเข้าซอยไปจอดหน้าตึกสีฟ้าสูงแปดชั้น อพาร์ตเม้นต์ในซอยแคบแต่พลุกพล่านแห่งนี้ เป็นที่พักอาศัยของงามรวีมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ย้ายออกแล้วก็ย้ายกลับเข้ามาใหม่ รวมเวลาก็นับสิบปีได้ เขาเคยถามว่าทำไมไม่ไปหาที่พักที่ดูดีมีคุณภาพชีวิตมากกว่านี้ และจำคำตอบของเธอได้แม่น

‘ชีวิตที่ดีคือการอยู่ในกลุ่มของคนดีๆ มีน้ำใจห่วงหาอาทรกัน ฉันอยู่ที่นี่มานานจนคุ้นเคยแล้ว”

“แต่คอนโดที่ฉันแนะนำ มันมีระบบรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ดูแลอาคารที่เป็นมืออาชีพ มันน่าจะเหมาะกับผู้หญิงที่อยู่ตามลำพังอย่างเธอมากกว่านะ”

“ที่นี่ฉันก็มีเพื่อนเยอะแยะ คอยดูแลเป็นหูเป็นตาให้กันและกัน ถ้าจะให้ย้ายไปอยู่คอนโดที่นายแนะนำ ก็เท่ากับหนีไปอยู่ตัวคนเดียว คุณภาพชีวิตมันจะดีขึ้นตรงไหน’

เขาอาจจะไม่เก่งในเรื่องการต่อล้อต่อเถียงหรือไม่งามรวีก็มีเหตุผลที่ทำให้เขาต้องยอมจำนนเสมอ งามรวีมีพี่สาวแต่เสียชีวิตไปนานแล้ว เธอใช้ชีวิตลำพังในเมืองฟ้าอมรที่ผู้คนไม่ค่อยเอื้ออาทรกันสักเท่าไหร่ นั่นบ่มเพาะความเข้มแข็งไว้เต็มหัวใจ

“ขอบใจนะ จะขึ้นไปหาอะไรกินก่อนไหม” งามรวีถาม

“ไม่ล่ะ มีนัดแล้ว”

“สวีทกันเหลือเกิ้น” เธอลากเสียงยาวยิ้มล้อเลียน

“เตรียมตัดชุดไว้ละกัน คงอีกไม่นานหรอก” เขาหัวเราะเขินๆ

เธอเลิกตามอง “จริงน่ะ! ไม่เร็วไปหรือ เพิ่งจะเดือนเดียวเองนี่”

“ความรักไม่มีเร็วหรือช้าไปหรอก”

“ผู้ชายก็อย่างนี้ ความรักเริ่มต้นที่ร้อย” น้ำเสียงกึ่งค่อนกึ่งล้อ

ทัศนัยยิ้ม “มันจะเริ่มที่ศูนย์หรือร้อยไม่สำคัญ ขอให้มาพบที่ระดับเดียวกันและรักษามันไว้เท่านั้นก็พอ”   

“แหม พ่อนักรัก เอาเถอะ รีบไป เดี๋ยวแฟน เอ้ย คู่หมั้นจะรอ ขับรถดีๆ ล่ะ” เธอว่าก่อนจะลงไปเปิดประตูหลังหยิบแฟ้มและม้วนเอกสารเพื่อเอากลับไปตรวจแก้ โบกมือลารถที่ค่อยเคลื่อนออกจากลานจอด หันหลังกลับเดินเข้าประตูอพาร์ตเม้นต์ แวะเอาของฝากไปให้พี่ประนอมที่เป็นคนดูแลตึก ก่อนจะเดินไปกดลิฟต์ขึ้นชั้นสี่ที่เป็นห้องของเธอ

ห้องพักของงามรวีเป็นแบบสองห้องนอน เธอเช่าห้องนี้เพื่อพักกับพี่สาวก่อนที่พี่จะตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนีไปสวรรค์ อณาจักรทั้งหมดตอนนี้จึงกลายเป็นของเธอ ห้องนอนพี่สาวแปรสภาพเป็นห้องเก็บของไปโดยปริยาย เจ้าของอพาร์ตเม้นต์มีธุรกิจและครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในต่างประเทศ และให้ประนอมที่เป็นญาติสนิทคอยดูแลให้

ด้วยความที่เธอเช่าอาศัยมานานมาก แม้จะมีการขึ้นราคาค่าเช่าในบางปี ราคาห้องพักที่จ่ายอยู่ตอนนี้เมื่อเทียบกับขนาดของห้องแล้วยังถือว่าถูกมาก ประจวบกับทำเลที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่เพียงไม่ถึงร้อยเมตร เลยปากซอยไปไม่ไกลก็เป็นทางขึ้นรถไฟฟ้าด้วย ถ้าเป็นห้องพักในคอนโดมิเนียมแบบที่ทัศนัยเคยแนะนำให้เธอไปอยู่ ค่าเช่าที่เธอจ่ายคงพอสำหรับห้องขนาด 20 กว่าตารางเมตรเท่านั้น

เธอวางของที่หอบหิ้วมาทั้งหมดลงบนโซฟา เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเย็นมาดื่ม คอที่แห้งผากชุ่มชื้นขึ้น ความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจก็ดูจะเพลาลง แม่เคยบอกว่าเธอติดน้ำเย็น แม้แต่เวลาที่เป็นหวัดก็ยังอดไม่ได้

‘งามธาตุไฟนี่ค่ะ ก็ต้องดื่มน้ำเย็นดับร้อน’ เธอหาข้อแก้ตัวไปอย่างนั้น และแม่ก็เลยต่อยอดบ่นยาวไปหลายกระบุง

พอนึกถึงแม่ ก็ทำให้นึกได้ เธอเดินกลับไปที่กระเป๋าสะพาย หยิบซองจดหมายสีขาวที่จ่าหน้าผู้รับถึงเธอ ดึงกระดาษข้างในออกมาเปิดอ่าน เธออ่านไปรอบหนึ่งแล้วตอนอยู่ที่บ้าน แต่ก็อยากจะอ่านซ้ำ เผื่อว่าการอ่านถ้อยคำเหล่านี้ซ้ำๆ จะทำให้อาการหัวใจบีบรัดเหมือนโดนฉีกทึ้งนี้จางลง

‘ความรักเป็นเช่นนี้ล่ะสิ...การจะต้องสูญเสียดวงใจไป มันเป็นเช่นนี้เองสินะ’ เธอคิด น้ำตาพานรื้นขึ้นมา

งามรวีผุดลุกขึ้นทันที ป่วยการที่จะมานั่งฟูมฟายตอนนี้ เวลามีไว้เพื่อแก้ปัญหา เธอเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา แล้วกลับมาที่โซฟา หยิบม้วนกระดาษและแฟ้มเสนองานขนไปวางไว้ที่โต๊ะทำงาน

การตัดสินใจออกจากงานประจำเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจเข้าหุ้นกับทัศนัยเปิดบริษัทออกแบบตกแต่งภายในเป็นความเสี่ยงที่เธอทำใจยอมรับมาแต่แรกแล้ว ทัศนัยเป็นคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด มากพอที่จะให้ร่วมรับความเสี่ยงด้วยกัน เขาและเธอเป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก แม้พ่อแม่ของทัศนัยไม่ชอบให้เธอไปสุงสิงกับลูกชายคนเดียวของพวกเขานัก เพราะรังเกียจที่บ้านเธอเป็นเพียงครอบครัวคนขายปลาอยู่ในตลาด แต่ทัศนัยก็ยังแอบมาเล่นกับเธอและแบ่งปันขนมนมเนยให้กันเสมอ

เมื่อทัศนัยตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ เธอจึงขอทางบ้านสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยในเมืองหลวงด้วย แม้จะไม่ได้สอบติดอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ของเพื่อนยังคงแน่นเหนียว

หลังเรียนจบทัศนัยต้องการเดินทางไปหาน้าสาวที่อเมริกาเพื่อเรียนต่อปริญญาโท เขาชวนเธอและเธอเองก็อยากลองไปใช้ชีวิตในต่างแดนสร้างประสบการณ์ให้ตัวเองเหมือนกัน พ่อไม่ยอมอนุญาตให้เธอไปพร้อมทัศนัยเพราะเป็นห่วงลูกสาว ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนให้แม่ช่วยพูดอย่างไร พ่อก็ไม่มีอ่อนข้อ คงเป็นโชคชะตาของเธอเอง พ่อประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อนที่ทัศนัยจะเดินทางเพียงไม่กี่สัปดาห์

เธอสัญญากับแม่ว่าจะไปปีเดียว เธอจะทำงานที่ร้านอาหารของน้าสาวของทัศนัยและจะส่งเงินกลับมาช่วยเหลือทางบ้านด้วย เธอไม่เคยผิดสัญญา ยกเว้นกำหนดเวลาที่บอกไว้ว่าปีเดียวยืดยาวออกไปเกือบสี่ปี จนทัศนัยเรียนจบกลับมาเมืองไทยแล้ว เธอก็ยังคงใช้ชีวิตเสรีอยู่ที่อเมริกาต่อ ถือโอกาสลงเรียนคอร์สออกแบบตกแต่งภายในสั้นๆ ที่ไม่แพงจนเกินไป

เงินที่เธอส่งกลับบ้านเป็นเงินทุนที่แม่ใช้ปรับปรุงบ้านเป็นที่พักอาศัยแบบโฮมสเตย์ เธอตั้งชื่อให้มันว่า ‘บ้านรักธารา’ ลูกค้าที่ไปพักที่บ้านของเธอจะได้แอบอิงบรรยากาศริมน้ำที่ร่มรื่นเย็นสบาย เธอรักบรรยากาศริมคลองของบ้านเกิด ก็เธอธาตุไฟนี่นา มีแต่น้ำเท่านั้นที่หยุดไฟไม่ให้เผาตัวเองได้

ธุรกิจที่ร่วมกันทำกับทัศนัยไปได้ดีในช่วงแรก และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ‘นูโวดีไซน์’ เริ่มสร้างชื่อ หาที่ยืนให้ตัวเองในวงการจนได้รับโอกาสให้ออกแบบและตกแต่งภายในคอนโดมิเนียมหรูในย่านธุรกิจหลักใจกลางเมือง มูลค่าโครงการนับร้อยล้าน หากโครงการนี้สำเร็จ นอกจากชื่อเสียงแล้ว ผลงานยังเป็นเครื่องการันตีเพื่อให้ลูกค้าใหม่ของนูโวดีไซน์เชื่อมั่นในคุณภาพมากขึ้น

ทั้งเธอและทัศนัยรวมทั้งทุกคนในทีม ทุ่มเททำงานกันอย่างหนักเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด ถูกใจลูกค้ามากที่สุด ความผิดมหันต์ของเธอคือ การทำงานอย่างทุ่มเททำให้ลืมไปว่า งานเดินนำหน้าเงินไปไกลขนาดไหนแล้ว เจ้าของโครงการไม่จ่ายเงินงวดที่เรียกเก็บตามกำหนด แต่ทีมงานของเธอก็ยังเดินหน้าทำงานต่อไปด้วยความหวังว่าเมื่อจบงานจะได้ทั้งเงินทั้งกล่องพร้อม แต่เรื่องราวครั้งนี้ไม่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง

เจ้าของโครงการถูกฟ้องล้มละลาย ตามด้วยข้อหาสารพันทั้งแพ่งและอาญาเพราะเข้าไปเกี่ยวโยงกับนักการเมืองคดโกงจนโดนจับได้ โครงการที่กำลังจะเดินหน้าไปด้วยสวยเลยต้องชะงัก ติดเบรกจนนูโวดีไซน์ล้มหัวคะมำกันทั้งทีม เงินงวดไม่ได้รับ ข้าวของที่เตรียมสั่งซื้อนำเข้าจากต่างประเทศ หลายออเดอร์ยกเลิกไม่ทัน หนี้ก้อนโตกลายมาเป็นของนูโวดีไซน์ เงินสำรองของบริษัทหายไป แทนที่ด้วยเงินกู้เพื่อพยุงบริษัท

ยามเข้าตาจน ต้องจำใจให้ทีมงานบางส่วนออกไปหางานใหม่ งามรวีวิ่งหางานมาป้อนให้บริษัทจนขาแทบขวิด จำเป็นต้องลดอัตราค่าจ้างออกแบบเพื่อช่วงชิงลูกค้า แต่ที่ได้มาก็ล้วนเต็มไปด้วยปัญหา เหมือนเช่นรายของเจ้เย็นจิตตู้เพชรเคลื่อนที่นี่ ผ่านมาเจ็ดเดือนงานยังเดินย่ำอยู่กับที่ แม้เธอจะเอ่ยปากกับทัศนัยว่าจะขอแก้เป็นครั้งสุดท้าย แต่เธอรู้ดีว่า เธอต้องการงานนี้ ต้องการเงินทุกบาทเท่าที่ความอดทนและพยายามจะสรรหามาได้

สำหรับคนบางคนงานคือเงิน แต่สำหรับเธอ งานหมายถึงชีวิต...ทั้งของเธอและของคนที่เธอรัก
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

:'( :'( บทนี้ออกจะดราม่านิดๆ เพราะพยายามเล่าปมของตัวละคร บทหน้าจะต้องพยายามลดอารมณ์ม่าๆ หน่อยแล้ว  :'( :'(

105
:-* :-* :-*บทที่ ๑ อีกกี่ครั้งก็ยังรักเธอออออ  :-* :-* :-*

บทที่ ๑

   ณ เขมรัฐนคร

   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้างวางพื้นบ้างเรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน

ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน

   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกันปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่าเล็กน้อย ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา

   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระแวงถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน

   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกหรือ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว

   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมขนมของตัว

   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”

   “อย่าเพิ่ง อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”

   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่ตรอกใดมา จึงไม่รู้จักขนมพื้นบ้านสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้

คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง

ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   
“ทหารม้าเขมรัฐ” คนขรึมเอ่ยเสียงเคร่ง ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   
“จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   
กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป

‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนบนที่ราบสูงแห่งนี้ เป็นยอดวาณิช ถนัดการค้ายิ่งกว่าใครในภูมิภาค
   
ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   
ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม

   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่

   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ

   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพลางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป

   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย

   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป

   “สนใจอะไรนางนักหนา”

   “แค่สงสัยน่ะ”

   “สงสัยอะไร”

   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น

พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน

   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธาร

   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” ด้วยวิธีดำเนินการทางการทูตที่เฉียบแหลม ใช้ทรัพย์ในดินอันอุดมไปด้วยทองและอัญมณีมีราคา แลกเปลี่ยนเป็นความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนบ้าน ในขณะเดียวกันก็ใช้พวกเมืองรอบด้านนั่นเองเป็นกันชนป้องกันการรุกรานจากเมืองอื่น หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะต่างมีสัญญาผูกพันกับเขมรัฐทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ

“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง

“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน

   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”

“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”

   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง

   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย

   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐทุกยุคสมัยถึงพยายามขอซื้อเมืองท่าของปาล แทนการขออนุญาตผ่านทางที่ต้องเจรจากันทุกสามปี

   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ

   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี

ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น

   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”

เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว

   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้

   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายยังไม่ทำให้หวาดหวั่นเท่าความรู้สึกของชายที่แข็งตึงตรงต้นขา กระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต

   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิดกรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม

   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ

   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ

   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน

   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว

   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”

   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือดด้วยใบไม้ หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น


   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต

   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงสาดฉานไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน

ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”

เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปในฉับพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน

   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด

สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มแบบนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่

หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา

   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”

นางส่ายหน้า

   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”

นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 

นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว

   “ถ้าข้าไม่เคยได้ยินเสียงเจ้าร้อง ข้าคงนึกว่าเจ้าเป็นใบ้”

   “เราไม่ได้เป็นใบ้!” นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก

   “นั่นนะสินะ เสียงเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”

   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว

   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”

   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ

   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก

   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า

   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า

   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย

   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”

   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก

   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ

   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน

   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”

   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก

ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”

   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ

ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง

   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”

   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ

   “ราชอาชา…”

   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว

การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”

   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม

   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่เหมือนคำภาวนาจะไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม

   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า

   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง

   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 

   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่

   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด

   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”

บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด

   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”

   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ

   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”

   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่าใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่

แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”

การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม

นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป

   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่

   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา
 


โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8