แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - รัญชิดา

หน้า: [1] 2 3 ... 15
1

จบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
29/12/61
23:40




2
บทที่ 19
 ;D ;D ;D

3
บทที่ 18
   ;D ;D ;D ;D

4
บทที่ 17
 ;D ;D ;D ;D

5
บทที่ 16
 ;D ;D ;D ;D
   


6
บทที่ 15
 ;D ;D ;D ;D ;D

7
บทที่ 14
 ;D ;D ;D ;D

8

บทที่ 13
 ;D ;D ;D ;D ;D



9
บทที่ 12

   ชินดนัยเดินออกมาจากบาร์ วางแก้วเครื่องดื่มสีสวยที่โต๊ะเล็กตรงโซฟาสีแดงกลางห้อง ก่อนจะเลยมาฉุดแขนพิราอรให้ไปนั่งด้วยกัน

   “หมดเวลาทำงานแล้ว มาลองชิมผลงานผมหน่อยเป็นไง”

   “คิดจะตั้งตัวแข่งกับริคเหรอคะ”

   “ก็ไม่แน่ ถ้าไอ้หมอนั่นมันยังไม่เลิกทำท่าเหมือนจีบคุณ ผมจะไล่มันออก”

   “หึงเหรอคะ” พิราอรยิ้มสดใส นั่งเฉยไม่สนใจเมื่อเขาทอดแขนไปตามโซฟาคล้ายโอบเธอกลายๆ เขามาเอาใจอย่างนี้จะต้องมีแผนแน่ ถึงจะไม่ไว้ใจแต่เธอจะไม่แสดงความวิตกกังวลออกมาเด็ดขาด ในเมื่อเธอไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ก็พร้อมจะแลกได้ทุกอย่าง จอมวายร้ายอย่างชินดนัยจะต้องโดนดัดนิสัยเสียบ้าง บนโลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายดาย

   “ถ้าบอกว่าหึง จะเชื่อไหม”

   เธอส่ายหน้ายิ้มๆ ตอบโดยไม่ต้องคิด “ไม่เชื่อค่ะ”

   ชินดนัยนึกเกลียดรอยยิ้มของหญิงสาวเป็นครั้งแรก แต่เขาจะไม่มีปัญหากับมันตอนนี้ เขาไม่อยากทะเลาะกับเธอให้เสียเรื่อง เพราะว่าเขาจะกินเธอต่างหาก ชายหนุ่มยักไหล่ ยกแก้วจ่อป้อนถึงปาก

   “ลองชิมนี่ดีกว่า”

   “รสชาติดีค่ะ แต่ดูจะหนักวอดก้าไปนิด มีแบล็คเบอร์รี่ด้วยเหรอคะ”

   ชายหนุ่มพยักหน้า คะยั้นคะยอ “ดื่มให้หมดสิ”

   “คิดจะมอมฉันเหรอ” พิราอรเริ่มติดใจในรสชาติ ขณะที่ชินดนัยมองไม่วางตา เมื่อเธอเริ่มดื่มเขาก็พูดขึ้น

   “คุณก็รู้ว่าผมไม่จำเป็นต้องมอมคุณหรอกพีช อยากรู้ไหมว่าเวลามีเซ็กซ์ในห้องทำงานเป็นยังไง ตื่นเต้นแค่ไหน”

   หญิงสาวถึงกับสำลักเลยทีเดียว “คนบ้า คุณนี่มันคิดเป็นอยู่เรื่องเดียวจริงๆ”

   “ก็ผมมันคนตรงๆ ดูคุณสิเลอะเทอะไปหมดแล้ว” คนเจ้าเล่ห์เริ่มปัดมือไปตามเนื้อตัวหญิงสาว เสื้อขาวบางถูกน้ำก็เปียกแนบเนื้อ ยิ่งชินดนัยช่วยเหลือก็ดูจะยิ่งยุ่งไปใหญ่ มือไม้เขาวุ่นวายไม่ต่างจากหนวดหมึก “ถอดเสื้อออกก่อนดีไหม”

   พิราอรหัวเราะคิกคัก รู้ทันคนมือไว เธอตะครุบมือเขาที่วางแหมะเหนือเข่าทำท่าจะมุดรอดไปใต้กระโปรง ส่ายหน้าห้ามเขาช้าๆ รู้สึกว่าเนื้อตัวเธอเบาหวิว ล่องลอยแปลกๆ สายตาของหญิงสาวจ้องแก้วเครื่องดื่มนั่นอย่างสงสัย หรือที่เธอเข้าใจว่าเป็นวอดก้านั้นจะไม่ใช่

   “ในแก้วนั้นมีอะไรบ้างคะ”

   “มาร์ตินี่ บรั่นดี วอดก้า...” ชินดนัยยังบอกเพิ่มอีก 3-4 ชื่อ และพิราอรมั่นใจว่าไม่มีชื่อผลไม้ในส่วนผสมนี้เลย แม้ว่าเขาจะบอกในตอนท้ายว่า “มีผลแบล็คเบอร์รี่สดใส่ลงไปในแก้วมันจะช่วยให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น ก็ตามที่คุณเห็นนั่นแหละ”

   “คุณตั้งใจมอมฉันจริงๆ ด้วย” แม้จะรู้ตัวแต่ไม่ทันแล้ว หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความมึน ไม่น่าเชื่อเลยว่ารสชาติธรรมดาๆ จะทำให้มึนได้เร็วขนาดนี้ ไม่ถึงกับเมาหรอกแต่มันรู้สึกตัวเบา ไร้น้ำหนัก ทรงตัวลำบากจนต้องเอียงซบไปกับอกกว้าง

   “เสื้อคุณเปื้อน ถอดเถอะนะ” ชินดนัยเอ่ยอย่างมีน้ำใจเหลือเกิน แถมปากว่ามือถึงอีกต่างหาก

   “อย่านะคะชิน คุณกำลังจะทำให้ฉันผิดกฎของตัวเอง บาบิโลนไม่ใช่ม่านรูด” คนเคร่งกฎกลับเริ่มแกะกระดุมเสื้อของชายหนุ่ม

   “โธ่...พีช ผมก็ไม่คิดจะพาคุณเข้าม่านรูดสักที” แต่ตอนนี้และที่นี้เขาต้องการเธอ

   ชินดนัยเริ่มต้นจูบพิราอรอย่างนุ่มนวล ปลายลิ้นไล้เลียเครื่องดื่มที่ติดอยู่มุมปากหญิงสาว ค่อยๆ เลาะเล็มเข้าไปชิมความหวานภายใน ดูเหมือนเครื่องดื่มที่เขาผสมจะออกฤทธิ์ พิราอรผู้อ่อนหวานนุ่มนวลเมื่อคืนกลายเป็นสาวร้อนกระชากเสื้อเขาออกอย่างรุนแรง

   ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ ดึงให้เธอลุกขึ้นและดันไปชิดผนังกระจก ต่างช่วยกันดึงทึ้งเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็ว เสียงลมหายใจทั้งสองหอบกระเส่า หลังจากเสื้อยืดสีขาวถูกชายหนุ่มดึงพ้นออกไป ชินดนัยซุกไซ้เนินทรวงที่ล้นพ้นบราลูกไม้สีเนื้อ ไม่นานมันก็ถูกปลด โยนทิ้งไป

   “ผมเฝ้าฝันถึงแต่มันทั้งวัน” หลังจากฟอนเฟ้นจนพอใจ ชายหนุ่มก็เลื่อนขึ้นไปจูบหญิงสาวอย่างเร่งร้อน

   พิราอรตกอยู่ในห้วงเสน่หาและแรงปรารถนาอันเข้มข้น แอลกอฮอล์ในร่างช่วยให้เธอกล้าพอจะสอดมือเข้าไปใต้กางเกง เจ้าน้องชายของชินดนัยไวต่อสัมผัส มันขยายตัวตอบรับการลูบไล้ ชายหนุ่มสูดปากครางอย่างพอใจ

   “จะเก่งเกินไปแล้วพีช เราคงต้องรีบ ก่อนที่ผมจะบ้าตายไปซะก่อน” เขาล้วงกระเป๋าหลังดึงบางอย่างออกมา ก่อนจะเลื่อนกางเกงลง เขาฉีดซองสีเงินแล้วสวมปอกให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงจับขาหญิงสาวขึ้นไปเกี่ยวสะโพก กระโปรงเข้ารูปของเธอร่นขึ้นมากองรวมอยู่ที่เอวคอด นิ้วแข็งแรงโลมลูบสำรวจความชุ่มชื้นของกายสาว เมื่อเห็นว่าเธอพร้อมก็ย่อกายสอดเสยตัวตนเข้าไปอย่างรวดเร็ว

   ทุกแรงกระแทกกระทั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวเจ็บปวด หากสิ่งที่ได้คือความซ่านเสียวจนไม่อาจเก็บเสียงครวญครางไว้ได้ แผ่นหลังเปลือยเปล่าแนบไปกับความเย็นของผนังกระจก หญิงสาวขนลุกชันโอบกอดร่างกำยำของชินดนัยไว้เป็นหลักเมื่อเขายกร่างเธอขึ้นจนขาไม่แตะพื้น

   ความสุขเสียวก่อตัวตรงจุดที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวก่อนแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ริมฝีปากบดเบียดแลกลิ้นเร่าร้อน ขณะที่จังหวะการขยับกายเร่งเร้าถี่กระชั้นไม่นานชินดนัยก็ส่งหญิงสาวสู่จุดสูงสุด

   พิราอรสะเทิ้นสะท้านตัวสั่นระริก หัวใจเต้นรัวแรง สองแขนยังกอดรัดเขาไม่คลาย ชินดนัยถอดถอนตัวตน ปล่อยให้เธอยืนทว่าพิราอรขาอ่อนเกินกว่าจะทรงตัวได้ เขาจึงจับให้เธอหันหน้าเข้าผนังกระจก ร่างกายแข็งแกร่งเข้ามาประชิดบดเบียดทางด้านหลัง

   “ลองมองไปข้างล่างสิพีช เห็นไหมว่าเรากำลังรักกันท่ามกลางสักขีพยานเป็นร้อย”

   ชินดนัยกระซิบข้างหู เลียใบหูของเธอ จนหญิงสาวห่อไหล่ด้วยความเสียวซ่าน เนื้อตัวของเธอร้อนรุ่มไปด้วยความกระสัน น้องชายแข็งแกร่งร้อนผ่าวของเขาเสียดสีอยู่กับสะโพกกลมกลึง มือเขาอ้อมมาไล้วนอยู่ที่ปลายยอดอก

   เธอครางประท้วง เกิดความต้องการเขาอย่างประหลาด อยากให้เขากลับเข้ามาในตัวเธออีกครั้ง

   “ชินคะ”

   “มองดูพวกเขาไว้พีช” ชินดนัยดันแกนกายเข้าสู่ตัวเธออย่างช้าๆ เนิบนาบ เสียงหายใจของเขาเร้าอารมณ์หญิงสาวยิ่งนัก “ผม...จะรักคุณ ต่อหน้าพวกเขา”

   เสียงของเขาขาดห้วงเพราะจังหวะการเคลื่อนไหว พิราอรร้องออกมาเสียงดังยามที่เขาเร่งจังหวะรัวเร็ว ทรวงอกเธอเบียดอัดไปกับกระจกเย็นเยียบความซ่านสยิววิ่งพล่านไปทั่วร่าง เธอกำลังจะตาย หากชินดนัยยังทรมานกันอย่างนี้ ความอ่อนนุ่มภายในบีบรัดส่งสัญญาณ ชินดนัยเร่งเครื่องโจนจ้วงใส่เธออย่างหนักหน่วง ก่อนที่ทั้งคู่จะเนื้อตัวกระตุกเฮือก ส่งเสียงครางออกมาเกือบจะพร้อมกัน

   เขาถอนตัวออก พิราอรก็รูดตัวตามผนังลงไปนั่งอย่างหมดแรง ชินดนัยหัวเราะอย่างเอ็นดูช่วยอุ้มพาเธอไปส่งหน้าห้องน้ำ ต้องข่มใจแทบตายเพื่อจะไม่ตามเข้าไปรังแกเธออีก พิราอรรับไม่ไหวแล้วจริงๆ นัยน์ตาฉ่ำปรือ เนื้อตัวแดงก่ำ ขาสั่นระริก ผมยาวสยายยุ่งเหยิงแต่ก็ยั่วอารมณ์ให้กระเจิงง่ายๆ ชายหนุ่มรีบดันเธอเข้าห้องน้ำช่วยปิดประตูให้ แล้วถอยมาเก็บเสื้อขึ้นสวม แต่งกายเรียบร้อยก็นั่งเอนหลังหลับตาพิงโซฟาอย่างอิ่มเอมเคลิ้มฝัน

   เมคเลิฟ...ได้ผลดีเป็นบ้าเลยแฮะ ให้ตายเถอะ วันหลังเขาจะผสมแล้วหลอกล่อให้พิราอรดื่มอีกสักครั้ง


   ความสัมพันธ์ของพิราอรกับชินดนัยยังคงเป็นไปด้วยดี ทั้งคู่พูดคุยกันมากขึ้น รับรู้ว่าอีกฝ่ายชอบและไม่ชอบสิ่งใด ทว่าที่ยังค้างคาก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม แม้ว่าชายหนุ่มจะพยายามหว่านล้อมถึงการใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่เธอกลับแค่ยิ้มตอบแล้วเปลี่ยนไปเรื่องอื่น

   ชินดนัยไม่เคยรู้สึกไม่มั่นคงอย่างนี้มาก่อนเลย เขาเฝ้าแต่ถามตัวเองว่าทำไมเธอถึงได้ใจแข็งนัก หรือจะต้องให้เขาทดสอบความหึงหวงอีกรอบ ไม่! ไม่เด็ดขาด เขาจะไม่บ่มเพาะเชื้อพันธุ์ความหวาดระแวง ในเมื่อเขาตัดสินใจเลือกเธอแล้ว เขาก็จะเอาชนะใจเธอให้ได้

   รูปถ่ายของหญิงสาวในกระเป๋าสตางค์ถูกดึงออกมาดูอีกครั้ง เขาเก็บซ่อนมันเป็นอย่างดีในซอกหลืบที่ใครก็ไม่สามารถเปิดเจอ ทุกครั้งที่เขาไม่สบายใจก็มักจะหยิบรูปนี้ขึ้นมาดู รอยยิ้มสดใสของคนในรูปอดทำให้เขายิ้มตามไม่ได้ นี่มันอาจจะเป็นเวรกรรมที่เขาหลงมัวเมาลุ่มหลงในวังวันของราคะ พอคิดได้ว่าจะจริงจังกับใครสักคน บาปก็เลยตามสนองมองไม่เห็นทางว่าจะสมหวัง

   คืนนี้ก็ต้องมานั่งหง่าวคนเดียวในผับเพราะพิราอรขอลาไปถือศีลกับคุณแม่ที่สถานปฏิบัติธรรมทิพย์พิมานได้ 2 วันแล้ว เขาขับรถไปส่งเธอและบอกว่าจะไปรับ แม้เธอจะบอกว่าไม่ต้องก็ตาม พิราอรไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเขาเลย แต่ยิ่งเธอเพิกเฉยเขาก็ยิ่งร้อนรนจนเหมือนจะทนไม่ได้

   ชินดนัยหมุนเก้าอี้หันหน้าไปทางผนังกระจก ตรงที่เขาและเธอเคยตอบสนองความต้องการกันอย่างเร้าใจ ภาพเธอยามหลับตาพริ้ม แหงนเงยใบหน้าให้เขาซุกไซ้

   โอย...ตาย ทำไมเขาคิดถึงเธอได้ขนาดนี้

   “อยู่ไม่ได้แล้วโว้ย” ชายหนุ่มหยิบรูปเก็บใส่กระเป๋าตามเดิมแล้วลุกขึ้น

   จังหวะเดียวกับที่ประตูห้องทำงานถูกเปิดออก หญิงสาวในชุดสูทน้ำตาลเข้มยืนเด่นกลางกรอบประตู ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มอย่างประณีตบรรจงจนเดาอายุไม่ถูก ชินดนัยเผชิญหน้ากับน้าสาวอย่างไม่หวาดหวั่น จู่ๆ บุกมาหาถึงที่อย่างนี้ก็มีอยู่เรื่องเดียวนั่นแหละ

   “มาตรวจงานเหรอครับ”

   “มาตรวจทุกอย่างนั่นแหละ ลูกพีชไปไหน”

   “ไปปฏิบัติธรรมกับแม่เขาครับ น้ามีอะไรหรือเปล่า แล้วหนีน้าเดชมาอย่างนี้ก็ได้เหรอ”

   พัชนันท์เดินมานั่งลงบนโซฟากลางห้อง ใบหน้าเชิดขึ้นน้อยๆ แผ่นหลังเหยียดตรงสมฐานะนางพญาแห่งธุวพร

   “ฉันไม่จำเป็นต้องหนี คุณเดชให้ฉันมาดูความประพฤติพวกแกสองคน แต่ก็ดีแล้วที่ลูกพีชไม่อยู่ฉันจะได้คุยกับแกถนัดปากหน่อย”

   “ว่ามาสิครับ” จากที่คิดว่าจะไปนั่งดื่มกับริคาร์โดด้านล่าง ก็ต้องนั่งลงที่เก่า เป็นจำเลยของน้าสาวที่ดูแล้วคงตั้งใจมาจัดการเขา

   “ทำไมต้องปิดเรื่องที่พัก แกคิดจะทำอะไร”

   “ผมคงกลัวน้าไปโผล่ตอนกำลังโซโล่กับสาวๆ อยู่ล่ะมั้งครับ น้านันท์ยิ่งมาได้ถูกจังหวะอยู่ด้วย”

   พัชนันท์แค่นเสียงดูถูก “แต่ฉันก็ยังพลาด ทำไมแกถึงไม่บอกว่าพักที่เดียวกับลูกพีช ฉันอุตส่าห์ดีใจตอนที่แกบอกว่าสนใจเขา คิดว่าแกจะปรับปรุงนิสัยกินไม่เลือกแล้วจริงจังเข้าตามตรอกออกตามประตูแต่ก็เปล่า แกก็ยังคงเป็นแก ไอ้คนที่ไม่ให้เกียรติแม้กระทั่งผู้หญิงที่แกบอกว่าชอบ”

   คนมีชนัฏปักหลังหัวใจกระตุบวูบเหมือนงูถูกตีกระทบซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาจะบอกกับน้าสาวได้ยังไงว่าถึงมีอะไรกันแล้ว พิราอรก็ยังเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่เลย

   “วางใจเถอะครับ ลูกเลี้ยงน้านันท์ใจแข็งเป็นหิน เธอไม่ติดกับผมง่ายๆ หรอก”

   “ย้ายคอนโดซะ” พัชนันท์ไม่ฟังหลานชายแถมยังยื่นคำขาด “เจอกันแค่ที่ในผับนี่ก็อันตรายพอแล้ว ไม่ต้องไปพักที่เดียวกัน ชั้นเดียวกันหรอก ปล่อยให้ลูกพีชเขาได้อยู่สงบๆ นั่นแหละ”

   “ไหนน้าบอกว่าจะช่วยผม แล้วทำไมถึงต้องกีดกันกันเบอร์นี้”

   “ฉันจะช่วยก็ต่อเมื่อแกทำทุกอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ใช้ทางลัดเล่นไม่ซื่อกับลูกพีชแบบนี้ ฉันทำลายครอบครัวเขาพังมาครั้งหนึ่งแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้แกทำลายชีวิตเขาอีก”

   “น้านันท์ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอกค่ะ”

   “ลูกพีช!”

   พัชนันท์เหลียวมองหลัง ขณะที่ชินดนัยเบิกตากว้างมองหญิงสาวที่เข้ามาในห้องด้วยใบหน้าผ่องใส ชายหนุ่มลุกขึ้น เดินเข้าไปหาพร้อมกับดุไม่จริงจังนัก

   “ผมบอกแล้วไงว่าจะไปรับ แล้วรีบมาที่ผับนี่ทำไม”

   “เอาของฝากมาให้ค่ะ ไปหาแม่รอบนี้ได้ผลมัลเบอร์รี่มาหลายเลยตั้งใจเอามาฝากริค เผื่อเขาจะได้เครื่องดื่มใหม่ๆ” พิราอรส่งถุงกระดาษใบหนึ่งให้ชายหนุ่มช่วยถือ แล้วเดินเข้ามานั่งใกล้ๆ กับแม่เลี้ยง โดยชินดนัยนั่งเก้าอี้อีกตัว หญิงสาวไหว้แทบอกของแม่เลี้ยง

   “พีชขอโทษนะคะ ถ้าที่ผ่านมาเผลอทำอะไรให้น้านันท์รู้สึกไม่สบายใจ แต่พีชอยากให้น้ารู้ไว้ว่าพีชกับแม่ไม่เคยโทษน้านันท์เลยสักนิด” พิราอรหันไปหยิบถุงของฝากส่งให้ “นี่เป็นชาดอกคาโมมายด์ค่ะ มีคนเอามาให้คุณแม่ที่ทิพย์พิมาน ท่านว่ามากเกินไป เลยแบ่งมาฝากคุณพ่อกับน้านันท์ พีชโทรไปที่บ้าน รู้ว่าน้านันท์มานี่ก็เลยเอาติดมาค่ะ”

   “แล้วไหนล่ะของฝากผม”

   หญิงสาวยิ้มหวานเปิดกระเป๋าหยิบหนังสือเล่มหนึ่งยื่นให้ รอยยิ้มของพิราอรช่างบริสุทธิ์ซะจนคนคิดอกุศลต้องลอบถอนใจ รับหนังสือไปเปิดผ่านๆ ได้ยินเสียงหวานเอ่ยขึ้น

   “ฉันเล่าเรื่องของคุณให้แม่ฟัง ท่านเลยฝากเล่มนี้มาให้คุณค่ะ”

   ชินดนัยเงยหน้ามองหญิงสาว ก่อนยิ้มหน้าบาน อย่างน้อยเธอก็ยังมีแก่ใจบอกเรื่องเขากับแม่ ได้ยินแบบนี้ค่อยมีกำลังใจหน่อย แต่คู่มือดับทุกข์ที่ได้มานี่จะทำยังไงกับมันดี

   “อ่านให้จบนะคะ”

   พัชนันท์สังเกตปฏิกิริยาของหนุ่มสาวอย่างไม่ยอมละสายตา ความสนิทสนมที่เธอเห็นไม่ต่างจากคำรายงานของสิทธา เพียงแต่เธอยังไม่เจอจังหวะปากว่ามือถึงของหลานชาย นอกจากตอนที่เดินไปรับลูกเลี้ยงที่หน้าประตู ดูเหมือนลูกพีชก็ระวังดีอยู่ แทนที่จะปล่อยให้นายชินเข้าถึงตัวก็รีบส่งถุงของฝากให้ถือก่อน

   อาจไม่ร้ายแรงอย่างคิดไว้ แต่ยังไว้ใจไม่ได้!

   “ลูกพีชทำงานที่ผับนี้มาได้สักพักแล้ว มีเรื่องอึดอัดคับข้องใจไหมลูก อ้อ...น้าเพิ่งรู้ว่านายชินพักอยู่ที่เดียวกับหนู เลยมาคุยว่าจะให้ย้ายออกไปหาที่อื่น”

   “ไม่ต้องย้ายให้ยุ่งยากหรอกค่ะ พักที่เดียวกัน แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันสักหน่อย พีชไม่ลำบากอะไรเลยค่ะ ดีซะอีกมาทำงานก็มีคนขับรถให้ ขากลับก็ไม่ต้องห่วง อยู่นี่ก็ได้คุณชินคอยดูแลแนะนำ ได้เข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้น น้านันท์ไม่ต้องห่วงค่ะ”

   “อาทิตย์หน้าคุณเดชจะผ่าตัดแล้ว น้าคงยุ่งจนไม่มีเวลามาดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ถ้ามีปัญหาอะไรลูกพีชปรึกษาน้าได้ตลอดเวลานะลูก แล้วเย็นๆ ถ้าว่างก็แวะไปกินข้าวกับคุณพ่อบ้างนะ น้าได้ยินท่านบ่นถึงพีชกับชินหลายหนแล้วว่าเงียบหายกันไปเลย”

   “แล้วพรุ่งนี้พีชจะชวนคุณชินแวะเข้าไปนะคะ”

   พัชนันท์ลูบไหล่ลูกเลี้ยงอ่อนโยน ถึงไม่ใช่แม่แต่เธอก็นักและเอ็นดูพิราอรไม่ต่างจากลูก กับชินดนัยก็เช่นกันหลานชายคนเดียวที่พี่สาวกับพี่เขยทิ้งไว้ให้ ทำไมเธอจะไม่ห่วง เมื่อหลานชายให้ความสนใจในตัวลูกเลี้ยงเธอก็พร้อมจะสนับสนุน แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ซึ่งเธอยังมองไม่เห็นสิ่งนั้นในตัวของชินดนัยเลย

   “ความจริงพีชมาเหนื่อยๆ น่าจะกลับไปพักนะลูก กลับไปพร้อมน้าเลยไหม เดี๋ยวแวะไปส่ง”

   “ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนน้านันท์เปล่าๆ พีชแค่แวะเอาของฝากมาให้แล้วก็จะกลับไปพักเหมือนกันค่ะ คืนนี้ไม่ช่วยนะคะ” หญิงสาวหันไปยิ้มบอกชินดนัย

   “ไม่มีคุณผมก็เหนื่อย อยากกลับไปพักบ้าง” น้ำเสียงชายหนุ่มออดอ้อน แต่คนรู้ทันรีบดักคอ

   “อย่างแกเนี่ยนะจะเหนื่อย ไปทำอย่างอื่นมาหมดแรงมากกว่ามั้ง” พัชนันท์กวาดตามองหลานชายตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วว่า “ฉันว่าแกควรจะลงไปดูความเรียบร้อยกับสิทธาจะดีกว่านะ แล้วก็จำคำพูดของฉันไว้ให้ดีด้วย อย่าสร้างความลำบากใจให้กับลูกพีช”

   “น้าก็ลองถามพีชดูสิครับว่าลำบากใจไหม อยู่กับผมครื้นเครงจะตาย เนาะ” แววตาวาวๆ ของชายหนุ่ม ทำให้คนที่ถูกพูดถึงหน้าร้อนผ่าวเมินหน้าหนีไปอีกทาง

   “น้านันท์จะออกไปพร้อมพีชเลยไหมคะ”

   “ไปสิจ๊ะ”

   สองสาวจูงมือกันออกไปจากห้อง ทิ้งหนุ่มหล่อนั่งโดดเดียวลำพัง ชินดนัยมองหนังสือของฝากจากคุณทิพย์รดา รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้น เขาเคยเจอกับว่าที่แม่ยายเมื่อนานมาแล้ว ยังจดจำรอยยิ้มเปี่ยมด้วยเมตตาของท่านได้เป็นอย่างดี พิราอรเหมือนแม่ราวกับถอด ใจเย็น สุภาพ และตอนนี้เขาก็ได้ค้นพบอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ลูกพีชได้โคลนนิ่งแม่ของเธอมานั่นก็คือ ความหนักแน่น เด็ดเดี่ยว

   ชายหนุ่มเดินไปยืนมองผ่านผนังกระจกลงสู่ด้านล่าง พรุ่งนี้เป็นเช้าวันจันทร์คนในผับจึงบางตา เหลือเพียงแต่สมาชิกลูกหลานไฮโซผู้มีอันจะกิน ไม่ต้องดิ้นรนลุกขึ้นไปทำงานแต่เช้า นี่คือภาพที่เขาเห็นจนเจนตาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี เป็นครั้งแรกที่เขายอมรับกับตัวเองว่าเริ่มเบื่อ ความคิดนี้มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรกันนะ

   ชินดนัยอยากเป็นผู้ชายธรรมดา เช้าทำงาน เย็นเลิกงานกลับบ้านมาเจอหน้าลูกเมีย แบ่งปันเรื่องราวระหว่างวันให้ใครสักคนรับฟัง ยิ้มหัว เล่าเรื่องตลกขบขันไปด้วยกัน ไม่หรอก เขาทำอย่างนั้นไม่ได้แน่ คนอย่างเขากับคำว่าครอบครัวมันดูเป็นอะไรยากจะบรรจบกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะเมื่อไร

   “คงต้องจีบคุณจริงๆ แล้วมั้งพีช” เสียงทุ้มพึมพำ ขณะสายตามองตามสองสาวที่เดินหายไปทางด้านหลังประตูเข้าออกของผู้บริหาร

   คืนนั้นชายหนุ่มกลับถึงห้องพักเกือบตี 4 และเมานิดหน่อย หลังจากลงมาเดินตรวจความเรียบร้อย ชินดนัยไปหยุดพักที่บาร์เครื่องดื่มของริคาร์โดแล้วได้เจอกับพิมพา ท่าทางเพื่อนสาวของเขาจะติดใจไอ้หนุ่มบาร์เทนเดอร์เอาจริงๆ ปกติพิมพาจะโปรยเสน่ห์ไปเรื่อยไม่หยุดกับผู้ชายคนไหน อาจจะเป็นเพราะมีลักษณะนิสัยคล้ายคลึงกันเธอกับเขาจึงคบกันได้นาน แต่เขาก็เห็นแล้วว่าเธอมานั่งเป็นแขกประจำของบาบิโลนแทบทุกคืน

   ชีวิตคู่ของเธอล้มเหลวภายในเวลาแค่ข้ามคืน หลังจากงานแต่งเสร็จสิ้นวันรุ่งขึ้นเธอก็เซ็นใบหย่าไว้ให้สามีดูต่างหน้าแล้วบินไปอยู่ต่างประเทศ เมื่อกลับมามีอิสระอีกครั้ง พิมพาจึงหวงแหนความโสดยิ่งกว่าสิ่งใด เขาก็เหมือนเธอ แต่ตอนนี้เขาไม่อยากโสดแล้ว และพิมพาเองก็คงติดใจริคาร์โดอยู่ไม่น้อย ไอ้หมอนั่นก็บื้อชะมัด ผู้หญิงยื่นไมตรีแทนที่จะรับกลับสนใจแต่เหล้า ไม่ด่าว่าบ้าก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าอีกแล้ว เขานั่งฟังสองคนนั้นเกทับกันด้วยความหมั่นไส้ พอได้โอกาสเลยขอตัวกลับ แต่ผับก็ปิดไปนานแล้ว เหลือแค่พนักงานที่ช่วยกันจัดการความสะอาดเรียบร้อย

   เขาไม่สนหรอกว่าสองคนนั่นจะพากันไปต่อหรือเปล่า แต่เขาพุ่งตรงกลับห้อง อยากไปหาคนที่คิดถึงตลอดสามวันที่ผ่านมา

   แม้จะมึนๆ ไปบ้าง แต่ชินดนัยก็พยายามประคองตัวเองมาจนถึงห้อง คีย์การ์ดของพิราอรยังอยู่กับเขา จนแล้วจนรอดเธอก็ยังไม่ได้ให้ช่างมาเปลี่ยนคีย์การ์ดใหม่ เขาถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ใจจริงอยากเข้าไปหาเธอ ไปกกกอดให้สมกับที่คิดถึงแต่คืนนี้คงไม่เหมาะ เธอกลับมาเหนื่อยๆ และเขาก็สติไม่เต็มร้อย คิดถึงมากแค่ไหนก็ต้องตัดใจ ขืนทำอะไรบุ่มบ่ามจะเสียเรื่องเปล่าๆ คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มจึงเปลี่ยนทิศเดินมาเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง

   เข้ามาได้ก็ถอดเสื้อผ้าเหวี่ยงไปทั่ว ถึงห้องนอนทั้งเนื้อตัวเหลือเพียงบ็อกเซอร์กับหนังสือคู่มือดับทุกข์ ของฝากจากว่าที่แม่ยายถูกโยนแหมะบนโต๊ะเล็กข้างเตียง ชินดนัยปรือตาทิ้งกายลงบนเตียงนุ่ม นอนคว่ำหน้าแล้วหลับด้วยความอ่อนเพลีย



   หลังจากได้พักกายพักใจเต็มที่ พิราอรก็ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์อันปลอดโปร่ง หญิงสาวออกไปตลาดซื้อของสดตั้งใจจะกลับเข้ามาทำของกินง่ายๆ สำหรับสองคน ก่อนกลับเธอแวะร้านขายยาและได้สิ่งของที่ต้องการจนครบ

   ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมาพิราอรทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับชินดนัย ทุกอย่างมันดูง่ายดายแต่เธอรู้ดีแก่ใจว่ามันไม่ง่ายเลย มันเป็นการลงทุนที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง แม้ว่าชินดนัยจะทำเหมือนหลงใหลคลั่งไคล้เธอ แต่จะมั่นใจได้ยังไงว่าเขาจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป

   คนเราไม่ใช่จะอยู่กันด้วยความสัมพันธ์ทางกายอย่างเดียว เธอยอมรับว่ามีความสุขเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับเขา แต่ความสุขชั่วคราวมันจะมีประโยชน์อะไร เขาชวนแต่งงานแล้วยังไง ชวนเพื่อรับผิดชอบ ชวนด้วยกลัวว่าเธอจะท้องเพราะเขาไม่ได้ใส่ถุงยาง ถ้าเขาคิดได้แค่นี้ เธอจะไม่มีวันตกลงแต่งงานกับเขาเด็ดขาด

   ชินดนัยใจร้ายกับเธอ หลอกล่อให้เธอติดกับเขา ไม่ว่าจะด้านพละกำลังหรือชั้นเชิงลีลารัก เธอสู้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เรื่องสติปัญญาเธอไม่แพ้เขาแน่นอน เธอจะไม่ยอมเสียตัวให้เขาฟรีๆ แน่ มันจะไปยากอะไรในเมื่อเธอก็เริ่มชอบเขาขึ้นมาบ้างแล้ว เธอยอมรับว่าหวั่นไหวกับสายตา กับรสจูบดูดดื่ม ชอบความเอาอกเอาใจที่เขาทำให้ และไม่นึกรังเกียจสัมผัสของเขา มันทำให้เธอได้เรียนรู้และมีความสุข สิ่งที่เธอจะทำต่อไปก็แค่เล่นตามเกม และรอคอยวันที่จะชนะ

   พิราอรตั้งใจจะกำราบคนบาปให้สิ้นฤทธิ์

   หญิงสาวกลับถึงคอนโดในช่วงสาย รู้ว่านี่ยังไม่ใช่เวลาตื่นของชินดนัยจึงยังไม่ไปรบกวนเขา จากการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าเขาเองก็เหนื่อย เขาควรได้นอนพักอย่างเต็มที่

   ชั่วโมงต่อมาพิราอรยกสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาสองจานมาที่ห้องของชายหนุ่ม ตอนนี้เธอเข้าห้องเขาได้อย่างไม่ต้องกระดากใจแล้ว แต่เสื้อผ้าระเกะระกะที่เขาถอดทิ้งไว้ทำให้เธออยากจะตีมือสักที หญิงสาววางของกินบนโต๊ะแล้วเดินมาหยิบเสื้อผ้านั้นขึ้นมาถือไว้ เพราะตะกร้าอยู่ในห้องนอน

   “สายป่านนี้ทำไมยังไม่ตื่นอีกนะ”

   เสียงประตูเลื่อนเปิดทำให้คนบนเตียงขยับผงกหัวขึ้นมาปรือตามอง “พีชเหรอ”

   “จะเที่ยงแล้วค่ะ เห็นคุณยังไม่ออกไปเลยมาดู เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวนั่งลงบนเตียง ได้กลิ่นแปลกๆ จึงสูดจมูกฟุดฟิด “เมื่อคืนดื่มเหรอคะ”

   “พอดีก่อนผับปิดแวะไปนั่งคุยกับริคมาน่ะ มึนอยู่เหมือนกัน”

   “งั้นก็ไปล้างหน้า อาบน้ำเถอะค่ะ จะได้สดชื่น ฉันทำสปาเก็ตตี้มาเผื่อ อุ๊ย!” หญิงสาวอุทานเมื่อคนที่ซบนิ่งกับหมอนพุ่งตัวเข้ากอดเอวคอด หนุนตักเธอแทน กล้ามเนื้อตึงแน่น แผ่นหลังกว้าง ผิวขาวสะอาดของเขาทำให้เธอหน้าแดงระเรื่อ คนบ้า! นอนแก้ผ้าอีกแล้ว

   “อาบน้ำให้หน่อย”

   “อาบเองสิคะ”

   “แต่ในห้องน้ำก็สนุกดีนะพีช”

   “ทะลึ่ง” หญิงสาวซัดเผียะเข้าที่หัวไหล่ ไม่ต้องอธิบายหรอกว่าเขากำลังหมายถึงอะไร เธอยังจำได้ด้วยซ้ำว่าเขาอยากสั่งอ่างอาบน้ำมาติดตั้งเพิ่ม คนบ้านี่ชอบแกล้งให้เธออายได้เรื่อยๆ สิน่า

   “ผมชอบเวลาคุณหน้าแดงอย่างนี้ ขอกินคนทำสปาเก็ตตี้ได้ไหม”

   “ไม่ได้ค่ะ ถ้าดื้อจะอดกินทั้งสปาเก็ตตี้ ทั้งคนทำนะคะ”

   “หือ...พูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย” ชายหนุ่มดีดตัวลุกนั่งมองเธอตาวาว พิราอรอมยิ้มอายไม่ยอมตอบ การกระทำของเธอทำให้เขายิ้มกว้าง ชะโงกหน้าเข้ามาหอมแก้มแดงๆ ดังฟอด แล้วโดดลงจากเตียง “รอผมแป๊บเดียวที่รัก เดี๋ยวจะกลับมากินให้เกลี้ยงเลย”


10
   เสียงโทรศัพท์มือถือของพัชนันท์ดังขึ้นพอดีกับที่เจ้าของเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอเลิกคิ้วให้สามีแล้วเดินผ่านหน้ามาคว้าโทรศัพท์ กดรับ

   “ว่าไงสิทธา”

   “ผมมีเรื่องสำคัญจะรายงานครับ”

   พัชนันท์ขมวดคิ้ว เรื่องสำคัญของสิทธาจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะเธอกำลังให้เขาจับตาดูความเคลื่อนไหวของชินดนัยกับพิราอรไว้ สองคนนั้นมีเรื่องอะไรกันอีก หลังจากมากินข้าวเย็นที่บ้านวันนั้นก็ยังไม่ได้เจอกันอีก สิทธาโทรมากลางดึกแบบนี้ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ เธอจึงหันไปชี้ไม้ชี้มือบอกสามีว่าจะไปคุยโทรศัพท์ที่นอกระเบียง

   “ว่ามาสิทธา”

   หลังจากนั้นพัชนันท์ก็รับฟังคำรายงานยาวเหยียดละเอียดยิบของคุณผู้จัดการผู้เปรียบเสมือนมือขวาของเธอ คิ้วเรียวได้รูปขมวดแล้วคลายอยู่หลายครั้งกระทั่งสิทธาสรุปปิดท้าย

   “ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นผมคิดว่าคุณชินคงไม่ปล่อยให้พลาด แต่กับคุณพีช ผมไม่กล้าคิดครับ”

   “ไม่เป็นไรสิทธา จับตาดูสองคนนั้นต่อไป เรื่องอื่นฉันจะจัดการเอง ไปทำงานต่อเถอะ เออ แล้วคืนนี้สองคนนั้นไปด้วยกันหรือแยกกันไป”

   “มาด้วยกันครับ รถคุณชิน”

   “อืม...แค่นี้แหละ เดี๋ยวฉันจัดการต่อเอง” วางสายจากสิทธาปุ๊บ แม่เลี้ยงสุดแซบก็กดเบอร์ของสาทิตที่อยู่ภูเก็ตทันที ถ้าต้องการรีดความลับของไอ้หลานตัวดีมันก็ต้องเริ่มจากสาทิตนี่แหละ




   คนที่กำลังจะถูกล้วงความลับต่างๆ หาได้เฉลียวใจ เดินยิ้มกริ่มขึ้นไปชั้นสองของบาบิโลน ตรงไปที่ห้องทำงาน เคาะประตูเป็นจังหวะ เรียกคนในห้องเสียงหวาน

   “พีชจ๋า...”

   คนในห้องไม่ขานตอบเพราะรู้ดีว่าอีกเดี๋ยวก็ต้องเปิดเข้ามา หญิงสาวนั่งพิจารณาตัวเลขรายรับรายจ่ายของผับต่อ จากตัวเลขที่ผ่านมากิจการของบาบิโลนดีทีเดียว ต่อให้ไม่มีเธอมานั่งบริหารผับก็ยังไปต่อได้เพราะทุกวันนี้เธอก็แค่เดินไปเดินมาไม่เห็นจะได้ทำอะไรเลย แม่เลี้ยงของเธอจัดระบบไว้ได้ดีมาก

   “เป็นไงที่รัก ผลกำไรพอที่เราจะไปฮันนีมูนรอบโลกได้หรือยัง” ชินดนัยเดินอ้อมมาหลังเก้าอี้ วางมือบนไหล่ ก้มลงหอมแก้มนวลอย่างรวดเร็ว

   “คุณ!” พิราอรทำหน้าดุ แต่คนถูกดุกลับยิ้มกว้าง หน้าระรื่น

   “ครับผม”

   “อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ คนอื่นเห็นเข้า จะคิดว่าไง”

   “อยากคิดอะไรก็คิดไปสิ แค่คุณรู้ว่าผมคิดยังไงก็พอ” ชายหนุ่มพิงสะโพกกับโต๊ะทำงาน สบตาเธออย่างจริงจัง

   “แล้วคุณคิดยังไงล่ะคะ”

   ชินดนัยใช้นิ้วแตะปลายคางเธอให้เงยหน้าขึ้น พิราอรหลับตาลงเมื่อปากนุ่มถูกเขาครอบครอง ก่อนถอยออกไป ถามเหมือนขู่

   “ถ้ายังไม่เก็ท จะปิดห้องปล้ำ”

   หญิงสาวหัวเราะคิกคัก ไม่ได้มีท่าทีซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาต้องการจะบอกผ่านจูบนั้นเลย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เขางงไปหมดแล้ว

   พอเอาเข้าจริงแล้วทุกอย่างมันผิดพลาด ไม่เป็นไปตามเขาคาดไว้เลย พิราอรผู้แสนจะเรียบร้อยครองตัวอยู่ในศีลในธรรม กลับกลายเป็นผู้หญิงที่ไม่แคร์กับความสัมพันธ์ไม่มั่นคงแน่นอนกับเขาเลย เธอเพิกเฉย ปล่อยผ่าน ไม่คร่ำครวญเรียกหาความรับผิดชอบ ทั้งที่ร่างกายและอารมณ์ของเธอก็ตอบสนองกับเขาเป็นอย่างดี

   เขาไม่ได้หวังจะให้ออกมาเป็นแบบนี้ เขาอยากให้เธอเรียกร้อง ผูกมัด หรืออะไรก็ได้เพื่อแสดงให้รู้ว่าเซ็กซ์ระหว่างกันมันมีค่าสักนิด ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องวันไนต์สแตนด์ ชินดนัยกำลังจะบ้าตายกับเรื่องนี้

   ทำไมไม่มีใครเตือนเขาบ้างว่าเวลาคิดจะมีเมียมันช่างยากเย็นเหลือเกิน มันผิดที่เขาเอง หลงรักใครไม่รักดันไปหลงรักแม่ชี ขนาดจับโยนขึ้นเตียงทำพรหมจรรย์ขาดไปแล้วตั้งหลายรอบก็ยังอุตส่าห์ยึดมั่นถือมั่น

   เอาซี้...ให้มันรู้ไปว่าคนบาปอย่างเขาจะเอาชนะเธอไม่ได้

   ชายหนุ่มเริ่มแผนการด้วยการเล่นปูไต่ปลายนิ้วไปบนเรียวแขน วันนี้พิราอรสวมเสื้อสูทเข้ารูปคลุมทับเสื้อยืดสีขาว ท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงเอแนบตามรอยโค้งเว้าของเอวคอดและสะโพกผาย ตอนนี้เสื้อสูทตัวนอกถูกเจ้าของถอดพาดทิ้งไว้ที่โซฟาจึงเหลือแค่เสื้อยืดขาวบางซ่อนชายใต้กระโปรงสีดำ ท่อนแขนเล็กๆ ไร้การปกปิด

   มันช่างเป็นความมิดชิดแสนเย้ายวนอะไรอย่างนี้ ชินดนัยหายใจขัด เกิดความต้องการขึ้นมาอย่างประหลาดเพียงแค่ได้สัมผัสเนื้อตัวเธอ ประกายไฟปรารถนาลามเลียทั่วร่าง จะเป็นยังไงนะถ้าเขามีเซ็กซ์กับเธอที่นี่ แนบแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเธอกับผนังกระจกเย็นเฉียบและดำดิ่งเข้าไปในความชุ่มชื่นนุ่มนวลดุจกำมะหยี่ ให้ความร้อนผ่าวของเธอโอบรัดตัวตนของเขา

   บ้าเอ๊ย เขาต้องได้เธอเดี๋ยวนี้!

   “เหลืออีกเยอะไหม อยากดื่มอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวผมผสมเครื่องดื่มให้ชิม เอาไหม”

   พิราอรมองเขาราวกับไม่เชื่อ “คุณทำเป็นด้วยเหรอคะ เอ๊ะ! แล้วนั่นทำไมดูหน้าแดงๆ ริคผสมเหล้าให้ชิมเหรอ”

   ชายหน้าแดงรู้สึกเขินขึ้นมาจริงๆ  รีบยืดตัวยืนตรงเดินขัดๆ ไปหลังบาร์เล็ก หยิบแฟลร์ชูอวดเธอ พิราอรยิ้มขำ กอดอก เอนหลังพิงเก้าอี้ ยกเรียวขาขึ้นไขว้กัน ขณะรับชมลีลาบาร์เทนเดอร์มือใหม่

   ชินดนัยทำอย่างคล่องแคล่ว หยิบส่วนผสมเทใส่แฟลร์แล้วเริ่มต้นเขย่า ตลอดเวลาสายตาของเขาไม่เคยคลาดจากใบหน้างาม พิราอรไม่ใช่ขนมหวาน ถ้าเขาอยากรับประทานมันก็ต้องขุดหลุมล่อ และเขาก็รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ลิ้มรสเนื้อนุ่มหอมหวาน

   ชายหนุ่มกระแทกแฟลร์กับบาร์ ก่อนเทเครื่องดื่มใส่ลงไปในแก้ว เขาจะตั้งชื่อมันว่า

   ‘เมคเลิฟ’

11
บทที่ 11

   “ฉะ...ฉัน ทำไม่เป็น” หญิงสาวอึกอัก ขัดเขิน หน้าแดงก่ำ เลื่อนสายตาลงมองสิ่งที่ชินดนัยเรียกว่าน้องชาย มันดันขึ้นจนกางเกงเขาตุง นั่นยิ่งทำให้เธอประหม่า

   “ลงมือเถอะพีช ถอดกางเกง ปล่อยมันออกมาก่อน ผมจะตายอยู่แล้ว”

   พิลาอรปลดเข็มขัดเขาอย่างกลัวๆ กล้าๆ สายตาจดจ่ออยู่กับกางเกงยีนสีเข้ม และความปูดโป่งของแก่นกายที่ขยายตัวใต้กางเกงตัวนั้น

   “เร่งมือหน่อยพีช”

   หญิงสาวหลับตาปี๋รูดซิปจนสุด เขาขยับสะโพกช่วยอำนวยความสะดวกให้ อดขำท่าทางเงอะงะขัดเขินของเธอไม่ได้ เมื่อสลัดกางเกงจนหลุดไปแล้วชายหนุ่มจึงจับมือของเธอไปวางที่ตรงนั้น…น้องชายที่กำลังประกาศอิสรภาพของเขา

   “อุ๊ย” พิราอรสะดุ้งลืมตามาเจอกับรอยยิ้มล้อเลียนของเขา

   “อยากทำเหมือนที่ผมทำไหม”

   “หมายถึงใช้ปากเหรอคะ”

   “ครับ” หัวใจของชินดนัยลุ้นระทึก รอคอยและวาดหวังว่าคนขี้อาจจะกล้า

   ทว่าเธอสั่นหน้าปฏิเสธแทบทันที แค่นี้ก็อายไม่รู้จะอายยังไงแล้ว แต่เขาก็ยิ้มอย่างเข้าใจมือใหม่ เอ่ยสอนอย่างใจดีว่า

   “งั้นก็เริ่มทำความรู้จักมันก่อน รอให้คุ้นเคยกันแล้วค่อยลองทำทีหลัง เดี๋ยวผมช่วยสอน”

   มือเขานำทางมือเธอสอดหายเข้าไปใต้ชั้นในสีขาว ผ่านกลุ่มขนระคายมือและเจอกับความแข็งแกร่งอุ่นจัด สีหน้าของชายหนุ่มเริ่มเปลี่ยนไป แววตาเขาเข้มข้นด้วยอารมณ์ปรารถนา ริมฝีปากล่างถูกกัดกลั้นเสียงคราง ชินดนัยกำลังจะตายเพราะมือไม้ไร้เดียงสาของเธอ

   “อ่า...อย่างนั้นแหละพีช สัมผัสมัน แตะต้องมัน อย่างที่คุณต้องการ เลื่อนมือของคุณขึ้นมาคนสวย อย่างนั้นแหละ ถอดกางเกงบ้านั่นทิ้งไปเลย”

   พิราอรเริ่มตระหนักในพลังอำนาจของตน ร่างกายของเขากำลังตกเป็นเบี้ยล่างของเธอ ทุกครั้งที่เธอแตะต้องเจ้าน้องชาย เขาจะเกร็งสูดปากอย่างเสียวซ่าน ใบหน้าแหงนเงยขึ้น เธอขยับมือเคล้นคลึงจนมันขยายขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องให้บอก ก่อนจะดึงชั้นในของเขาออก ปลดปล่อยความแข็งแกร่งให้เป็นอิสระโดยสมบูรณ์

   เมื่อได้เห็นมันเต็มตาก็อดรู้สึกเขินอายไม่ได้ เสียงครางแหบพร่าเรียกร้องสัมผัสจากมือเธอ พิราอรข่มความอายทำตามความต้องการของเขา กระตุ้นเร้าจนเขาแข็งขึง ไม่อาจทานทนต่อแรงอารมณ์ได้

   “พอแล้วพีช ผมไม่ไหวแล้ว” เขาพูดรัวเร็วกระชากเธอเข้ามาจูบอย่างร้อนแรง

   พิราอรตอบสนองเขาเต็มอารมณ์ ไม่มีการเหนี่ยวรั้งใดๆ อีกแล้ว ชินดนัยพลิกร่างหญิงสาวให้นอนราบอยู่ด้านล่างและเริ่มจูบเธออย่างล้ำลึก มือแกร่งลูบไล้บีบเค้นปลุกเร้า ไม่มีส่วนไหนที่เขาไม่ได้แตะต้อง ไม่มีส่วนไหนที่เขาไม่ได้ฝากรอยจูบตีตรา ในจังหวะที่หญิงสาวนอนอ่อนระทวย เขาก็ใช้ขาดันขาเธอเปิดกว้างพร้อมรับแก่นกายร้อนจัด จังหวะหนึ่งที่เขาชะงัก

   ไม่มีถุงยาง!

   ชินดนัยรู้ดีว่ามีความเสี่ยง จะทำยังไงได้ล่ะ ให้วิ่งกลับไปเอาถุงยางที่ห้องตอนกำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มเนี่ยนะ เขาไม่ทำบ้าๆ อย่างนั้นแน่ พิราอรก็คงลืมคิดถึงเรื่องนี้ แต่เขารู้ว่าจะทำยังไงเธอถึงจะไม่ท้อง เขาไม่ใช่พวกไก่อ่อนสอนขัน ทุกอย่างกำหนดได้ ชายหนุ่มเดินหน้าสอดลึกตัวตนเข้าไปในความอ่อนนุ่มที่โอบรัด แก่นกายแข็งแกร่งเหยียดตึงในความคับแน่นแสนอ่อนหวาน ได้ยินเสียงคนใต้ร่างครวญครางประท้วงจึงต้องหยุดปลอบประโลม

   “อดทนนิดเดียวพีช คนเก่งของผม” เขาพรมจูบเว้าวอนเชิญชวนให้เธอเคลิบเคลิ้มจนหลงลืมความเจ็บปวด ก่อนกดกายฝากฝังเข้าไปจนสุดทาง

   “อ๊ะ!”

   “อย่าเกร็งพีช คุณกำลังจะทำให้ผมทนไม่ไหว” ชินดนัยกัดฟันกรอด อดทนจนเธอคลายความเจ็บปวด จึงค่อยขยับสะโพกถอดถอนแล้วกลับเข้าไปอีกครั้ง

   ชินดนัยอยากถาโถมกายแกร่งเข้าหาตามแรงปรารถนาที่ซ่านกระสัน เธอคับแคบและบีบรัดตัวตนของเขา มันเป็นความสุขแสนทรมานเกินทนไหว ชายหนุ่มผู้เจนสนามรักจะต้องอดทนอดกลั้นต่อแรงอารมณ์ที่พัดโหมของตัวเอง แม้จะอยากทำให้เธอหลอมละลายด้วยความหนักหน่วง แต่หยดน้ำเล็กๆ ที่หางตาเตือนให้เขาต้องใจเย็น บรรจงจูบซับน้ำตาให้ ฝ่ามือเขานวดเฟ้นทรวงสล้างเมามัน ขณะจุดที่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียวเคลื่อนไหวไปอย่างยากลำบากในช่วงแรก ความอ่อนนุ่มดุจกำมะหยี่หากแต่รัดแน่น กล้ามเนื้อของเธอคือสิ่งมหัศจรรย์ มันสร้างทั้งความทรมานและความสุขในคราวเดียวกัน

   เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางตามครรลอง ทั้งสองก็ถูกความปรารถนาเล่นงานหนักหน่วง จากความเนิบนาบนุ่มนวลจึงนำมาสู่ความเร่งเร้าร้อนแรง

   “ขยับตอบรับผมที่รัก เราจะสนุกไปด้วยกัน”

   หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่าย โดยมีเขาช่วยกำหนดจังหวะในช่วงแรก ความสุขแล่นพล่านไปตลอดร่าง ชินดนัยเร่งจังหวะรัวเร็ว ทุกการโจนจ้วงหนักหน่วงเรียกเสียงครางจากคนเบื้องล่าง

   “ชิน...ชินคะ”

   “ผมรู้ที่รัก คุณรู้สึกถึงมันใช่ไหม” เสียงครางหอบฟังไม่ได้ศัพท์แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นของใคร

   พิราอรร้อนราวกับร่างกายจะแตกสลาย ทุกการกระแทกกระทั้นรุนแรงส่งให้เธอทะยานขึ้นไปอย่างไร้ขอบเขต มีความต้องการที่จะแนบชิดเรือนร่างกับกายแกร่งของเขาอย่างไม่สิ้นสุด ความสุขสมก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นโถมซัดเธอครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายเสียงหวานก็กรีดร้องออกมาอย่างสุดกลั้น ร่างกายเกร็งรับซ่านสยิว เมื่อชินดนัยขยับแก่นกายสอดลึกเป็นครั้งสุดท้าย ความอบอุ่นฉีดพล่านเข้ามาในเรือนกายหญิงสาวอย่างที่ใครก็ไม่คาดฝัน

   เสียงครางของเขายังคงดังขาดเป็นช่วง กดสะโพกเกร็งกระตุก แล้วซานซบลงบนอกเธอ เกลือกกลิ้งใบหน้าราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน โดยที่ยังไม่ถอดถอนตัวตนออกไป ลืมสิ้นถึงความตั้งใจก่อนหน้านี้ ช่างหัวไปเลยถ้าเธอจะท้องเขาก็จะแต่งงานสร้างครอบครัวที่มั่นคงกับเธอ หรือหากเธอไม่ท้อง เขาก็จะแต่งงานกับเธอ และทำให้ท้องอยู่ดี

   พิราอรไล้แผ่นหลังกว้างอย่างเคลิ้มฝัน เธอกดจูบบนบ่ากว้าง ได้ยินเสียงชินดนัยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพลิกกายนอนหงายพลางดึงเธอเข้าไปกอด หญิงสาวโอนอ่อนแต่โดยดีรอบกายตอนนี้มีแต่เสียงของลมหายใจที่ยังไม่ปกตินัก กลิ่นความปรารถนาปะปนกับกลิ่นกาย กลิ่นเหงื่อชวนซาบซ่านในอารมณ์ ชายหนุ่มวนนิ้วเล่นกับหัวไหล่ขาวนวลเนียน

   “มีความสุขไหมพีช” เขาถามและหัวเราะเบาๆ เมื่อศีรษะของเธอพยักน้อยๆ อยู่กับอกกว้าง ลูกพีชของเขากลายเป็นสาวน้อยขี้อายแสนน่ารักจนอยากจะจับเธอฟัดอีกสักรอบ แต่ยังก่อนมันมีเรื่องสำคัญที่สุดที่เขาต้องคุยกับเธอ แม้จะดูไม่เข้าท่านัก แต่เพื่อความสบายใจทั้งเขาและเธอ เรื่องนี้ไม่คุยกันคงจะไม่ได้

   “รู้ใช่ไหมว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้ใส่ถุงยาง” คำถามของเขาทำให้เธอซุกหน้ากับอกกว้างมากขึ้น ชายหนุ่มยิ้มเอ็นดู กระชับกอดแน่นกว่าเดิม “เลิกอายได้แล้ว”

   “ว้าย” พิราอรตกใจที่ร่างเธอลอยขึ้นมานอนเกยบนตัวเขา ตลอดร่างกายเปล่าเปลือยขยับเสียดสี น้องชายผู้แข็งแกร่งร้อนแรงที่เพิ่งสงบไปไม่นานดูจะเริ่มคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

   “เราต้องคุยกันเรื่องนี้” ชินดนัยประคองหน้าเธอไม่ยอมให้หันหนี ทว่าสายตาเขากลับหลุบต่ำมองทรวงอกที่เบียดกับอกเขา ยอดทรวงของเธอกำลังเบ่งบานจนเขาปากคอแห้ง กระหายที่จะลิ้มรสของมันเจียนคลั่ง “คุณกำลังทำให้ผมเสียสมาธิ ให้ตายสิพีช”

   “มันไม่ใช่ความผิดฉัน”

   “เราแต่งงานกันไหม”

   “ไม่ค่ะ” ทั้งที่ยังอายอยู่มากแต่ก็ตอบกลับได้อย่างเด็ดเดี่ยวจนคนที่มั่นใจในตัวเองอย่างชินดนัยยังคาดไม่ถึง เขาหวังว่าเธอน่าจะเสียใจกับการเสียตัวให้เขาบ้างแต่ก็เปล่า

   “เมื่อกี้ผมอาจจะทำให้คุณมีลูกได้นะ” ลองหยั่งเชิงดูอีกสักรอบ

   “ฉันเรียนสุขศึกษามา แม้รู้ว่าจะได้ผลไม่เต็มร้อย แต่ระยะนี้ฉันคิดว่ามัน...ปลอดภัยค่ะ คุณไม่ต้องห่วงหรอก”

   บ้าบอ ชายหนุ่มเริ่มเดือดดาลทั้งน้ำเสียง สายตา สีหน้านั่นมันหมายความว่าไง เธอคิดว่าเขาห่วงตัวเองว่าจะต้องมารับผิดชอบหากเกิดอะไรผิดพลาดแล้วเธอท้องงั้นเหรอ บ้านะสิ!

   “ไม่ห่วงไม่ได้พีช ตัวผมนะพร้อม แต่คุณล่ะพร้อมกับผมไหม ที่พูดนี่เพราะกลัวคุณคิดมากต่างหาก ผมแคร์คุณนะ คุณเป็นเมียผม”

   รอยยิ้มของพิราอรไปไม่ถึงดวงตา และชินดนัยก็สังเกตเห็น เธอยังมีเรื่องคาใจแต่เลือกจะไม่พูดกับเขาตรงๆ ผู้หญิงดื้อด้าน เขาพลีกายใจเปิดทางให้ขนาดนี้ยังไม่รีบรวบรัดไว้อีก

   “เรื่องระหว่างเรายังไงมันก็ต้องเกิดขึ้น คุณพูดเองนี่คะ ฉันไม่โทษคุณฝ่ายเดียวหรอก ฉันเองก็มีความสุขกับประสบการณ์แปลกใหม่ที่คุณสอนให้ แต่ฉันคงรับตำแหน่งเมียของคุณไม่ได้หรอกค่ะ ระหว่างเรามันก็แค่ความหวั่นไหว ใกล้ชิดจนเลยเถิด อย่าหาคำไหนมาผูกมัดตัวเองเลย”

   “งั้นก็ลองเลยเถิดกันอีกสักยกเป็นไงพีช ไหนๆ คุณมั่นใจว่าปลอดภัยก็สบายใจได้เลย สนุกให้เต็มที่ ผมจะสอนอีกหลายประสบการณ์ตื่นเต้นให้คุณจนฟ้าสางเลยเป็นไง”

   มือของชายหนุ่มตะปบเข้าที่สะโพกกลมกลึงกดเน้นให้ส่วนที่อ่อนไหวของเธอขยับเสียดสีกับเจ้าน้องชายที่ขยายตัวเรียกร้องจนแกร่งกระด้าง

   พิราอรสบตาเขาอย่างหวั่นไหว แต่เหมือนว่าคำพูดของเธอจะไปปลุกเสือร้ายให้อารมณ์เสียเข้าแล้ว พริบตาเดียวเขาก็พลิกกายอยู่เหนือร่างเธอ แววตาขุ่นมัวแต่ก็เต็มไปด้วยความต้องการอันเข้มข้น หญิงสาวเรียนรู้ที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม สายน้ำเชี่ยวกราดที่ชื่อว่าชินดนัยจะสาดซัดทุกอย่างที่ขวางหน้า หากอยากรักษาตัวรอดก็อย่าริอ่านคิดไปขวางเขาเด็ดขาด

   หญิงสาวขยับกลีบปากเปิดรับการรุกรานแสนเร่าร้อน เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดหยอกล้อไม่มีใครยอมใคร สองแขนโอบรัดกันและกันเอาไว้แน่น บดเบียดเรือนกายเข้าหากันดั่งจะผสานให้เป็นเนื้อเดียว

   ชายหนุ่มลากลิ้นลงมาไล้เลียดึงดูดยอดอกเข้าสู่ปาก เสียงหวานครางระส่ำแอ่นกายขึ้นอย่างเชิญชวน ความปรารถนาในครั้งนี้ดูชินดนัยจะตั้งใจทำให้เธอบ้าคลั่งอย่างเต็มที่ ยิ่งเธอร้องครวญครางดังมากเท่าไรเขาก็ยิ่งเพิ่มความทรมานแสนหวานให้เธอมากเท่านั้น

   ร่างเปล่าเปลือยถูกเขาฟอนเฟ้น ส่วนที่อ่อนไหวเปียกชื้น บดเบียดเนินเนื้อถูไถเชิญชวน หากแต่ชินดนัยยังคงเกลือกกลิ้งใบหน้าคมสันกับเต้าเต่งตึงเต็มมือ หญิงสาวเสียวซ่านสะท้านไหว ริมฝีปากของเธอแห้งผากจนต้องดึงหน้าเขาให้เงยขึ้น บอกเสียงหวิว

   “จะทรมานฉันไปถึงไหน”

   “จนกว่าคุณจะยอมเป็นเมียผมนั่นแหละ” ชินดนัยขยับกายขึ้น ปากเขาอยู่ชิดปากเธอ แต่ยังใจแข็งไม่ยอมจูบ นั่นยิ่งทำให้พิราอรร้อนเร่า

   “อ๊ะ!” ยอดอกข้างหนึ่งถูกมือเขาบดบี้ เนื้อตัวของเธอสั่นสะท้านด้วยความต้องการ พิราอรไม่อาจต่อต้านอารมณ์ของตนเองได้อีกต่อไป เธอตวัดแขนโน้มหน้าเขาลงมาและเป็นฝ่ายจูบเขาก่อน จูบแบบที่เธอต้องการ กวาดต้อนสำรวจในปากเขาถ้วนทั่ว

   “จูบได้ดี” ชายหนุ่มกระซิบชม ยันแขนชันกายขึ้นนั่งพร้อมกับยกร่างบอบบางขึ้นคร่อมร่างของตน คิ้วเข้มเลิกสูง สบตาเธออย่างท้าทาย “บทเรียนต่อไปคือทำตามใจปรารถนา เมื่อคุณไม่อยากเป็นเมียผม คุณก็ต้องบริการตัวเองแล้วละที่รัก เพราะผมจะทำให้เฉพาะเมียเท่านั้น”

   พิราอรหน้าแดงซ่านเจ้าน้องชายของเขาชูชันหยอกล้อกับส่วนอ่อนไหวที่ชุ่มฉ่ำพรั่งพร้อม สายตาเขาร้อนแรง เสียงเขาสั่นพร่าเร่งเร้า

   “กล้าๆ หน่อยพีช ถ้าต้องการก็แค่พามันเข้าไปในตัวคุณ”

   “ฉะ...ฉัน” หญิงสาวหายใจหอบกระเส่า ความต้องการดูอยู่เหนือความอาย เธอคุกเข่ากับเตียงนุ่ม มือน้อยจับตัวตนเขาจดจ่อ ค่อยๆเลื่อนกายลงครอบครองความร้อนจัดนั้น ความเสียดเสียวทำให้เธอตวัดแขนโอบกอดเขาเอาไว้ ก้มลงกัดบ่ากว้างระบายความเสียวซ่าน เมื่อรับตัวตนของเขาเอาไว้ทั้งหมด

   “พีช...” ชินดนัยเองก็สุขล้นไม่ต่างจากเธอ จากที่คิดว่าจะให้เธอคุมเกมก็ดูจะไม่ทันใจเสียแล้ว สองมือของเขาจับเอวคอดขยับกายแกร่งสอดสวนขึ้นมาอย่างหนักหน่วง

   “อ๊ะ”

   “ขยับลงมาแรงๆ พีช” เมื่อจัดองศาได้เข้าที่ เขาสั่งแทบจะเรียกได้ว่าคำราม

   แล้วบทเพลงรักอันเร่าร้อนก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวขยับกายขึ้นลงเป็นจังหวะบนตักแข็งแกร่ง สองแขนโอบรัดร่างกายกำยำซบใบหน้าลงไปที่บ่ากว้าง เสียงเนื้อกระทบกันดังเป็นจังหวะเร้าใจ ก่อนจะพลิกใบหน้าเข้าหาประกบริมฝีปากแนบแน่น ฝ่ามือใหญ่กอบกุมทรวงอกอวบ

   พิราอรถอนจูบสะบัดผมอย่างเร่าร้อน ให้ตายชินดนัยก็จะไม่มีวันลืมภาพอันเซ็กซี่นี้ และเมื่อเธอแอ่นกายไปด้านหลังเล็กน้อยชายหนุ่มกัดฟันสอดสวนเร่งจังหวะรัวเร็วจนเธอครางระส่ำ ไม่นานความสุขสมก็ฉีดพล่านเข้าสู่กายเธอ หญิงสาวซบอกเขาอย่างอ่อนแรง

   ชินดนัยขบเม้มติ่งหูนุ่มนิ่มกระซิบเย้าเสียงพร่า “ได้ขึ้นครูของจริงแล้วเมียจ๋า”

   “คุณมันบ้า”

   “มีบ้ากว่านี้อีกนะ อยากลองดูไหม” ชายหนุ่มถอนกายออก หญิงสาวครางโหย  ยังไม่ทันได้ล้มตัวลงนอน ชินดนัยลงไปยืนข้างเตียง มองร่างระทดระทวยก่อนอุ้มเธอไว้

   “พอก่อนนะคะ ฉันไม่มีแรงแล้วค่ะ อยากนอนพักค่ะ”

   “จะนอนทั้งแบบนี้ได้ไง” ดวงตาเขาเป็นประกายวาบหวามกวาดมองเรือนร่างเปล่าเปลือยในอ้อมแขน คราบไคลร่องรอยของอารมณ์รักที่ร่วมกันก่อปรากฏชัด “ไปอาบน้ำกันดีกว่า”

   “คุณอาบก่อนเถอะค่ะ ฉันไม่ไหวจริงๆ”

   “เดี๋ยวก็รู้ ไหวไม่ไหว”

   “คุณชิน...”

   พิราอรไม่มีโอกาสได้อ้างอะไรอีก ทันทีที่ประตูห้องน้ำปิดยังไม่สนิทดีด้วยซ้ำชินดนัยก็กดจูบลงมาอย่างเร่าร้อนปลุกเร้าเธออย่างรัญจวนใจ ไม่นานเสียงหวานก็ครางสะท้านพร้อมกับเสียงครางอย่างมีความสุขของคนบ้าพลัง ชินดนัยทำตามที่เขาพูดไว้ นั่นคือรักเธอจนฟ้าสางจริงๆ




   ช่วงหัวค่ำผับบาบิโลนคนยังไม่เยอะนักสิทธาจึงมีเวลามาเกาะบาร์พูดคุยกับริคาร์โด บาร์เทนเดอร์สุดหล่อพยักพเยิดให้ผู้จัดการหันไปมองด้านหลัง ชินดนัยเดินโอบเอวพิราอรเข้ามาทางประตูผู้บริหาร

   “ตกลงคู่นี้ยังไงกัน”

   “ความสัมพันธ์คลุมเครือ”

   “ปกติไม่ยุ่งกับคนในปกครองนี่ แถมคุณพีชยังเป็นลูกสาวคุณเดชอีก ทำไมหนนี้บอสถึงกล้า”  ริคาร์โดยังสงสัยไม่หาย “ยิ่งนานวันยิ่งออกอาการนะ อุตส่าห์โล่งใจเห็นสองสามคืนก่อนยังคั่วสาวอื่นอยู่ คืนนี้ดันควงกันมาแถมออร่าความหวานเปล่งประกายยังกับคู่บ่าวสาว ผมว่าคุณพีชตกอยู่ในอันตรายแล้วล่ะ เรารีบแยกคู่นั้นให้ห่างกันจะดีกว่า”

   “หรือไม่ก็...” สิทธายักไหล่ ทำหน้าปลงเห็นด้วยกับเพื่อน “เราอาจจะช้าไปแล้ว”

   “โอ้ ไม่นะ คุณพีชของผม” เพียงเท่านั้นสองหนุ่มก็ถอนหายใจออกมาเกือบพร้อมกัน ดูจากสีหน้าอิ่มเอม แววตาฉ่ำหวานราวกับเพิ่งไปกระโดดลงบ่อน้ำเชื่อมมากันอย่างนั้น ไม่แน่เมื่อคืนที่ชินดนัยรีบร้อนตามพิราอรไปอาจจะปรับความเข้าใจกันได้แล้ว

   “แหมๆๆ วันนี้ดูบอสทั้งสองอารมณ์ดีจังเลยนะครับ สนใจรับเครื่องดื่มสักแก้วก่อนทำงานไหม”

   ชินดนัยแกล้งชี้หน้าคาดโทษริคาร์โด “อย่าแซวริค ของฉันขอเหมือนเดิม”

   “แล้วของคุณพีชล่ะครับ”

   “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันผสมให้เขาเอง” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เปลี่ยนโทนเสียงบอกกับหญิงสาวที่เอาแต่ยิ้มเขินๆ “ไปรอที่ห้องนะ เดี๋ยวผมขอดูข้างล่างสักพักแล้วจะตามขึ้นไป”

   พิราอรส่งยิ้มหวานให้ทุกคน “ขอตัวก่อนนะคะ”

   สามสายตามองตาหญิงสาวไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง สิทธาสายลับสองหน้านึกกังวลใจ เรื่องนี้เขาจะต้องคุยกับพัชนันท์เจ้านายที่แท้จริง ส่วนริคาร์โดรู้สึกเสียดายลึกๆ สัญชาตญาณบอกเขาว่าพิราอรกำลังมีความรักกับผู้ชายที่มองตามเธอด้วยแววตาหวงแหนแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสุดฤทธิ์สุดเดชนั่นแหละ

   “เมื่อคืนหลังจากคุณกลับไปแล้ว ผู้หญิงที่ของคุณ มานั่งดื่มต่อที่นี่ ดูเธอเสียเซลฟ์น่าดู”

   “เธอไม่ใช่ผู้หญิงของฉันและ...ตลกน่าริค ผิงน่ะนะจะเสียเซลฟ์ เธอบ่นว่าอกหักรึเปล่า” ริคาร์โดพยักหน้า ชินดนัยจึงถามต่อ “แล้วบอกไหมว่าในชีวิตเธอไม่เหลือใครอีกแล้ว จากนั้นก็ฟูมฟายต่อว่าโชคชะตา แต่กลับกระดกเหล้าเข้าปากเหมือนดื่มน้ำ”

   “ทำไมคุณรู้”

   “ระวังตัวให้ดีนะริค” ชายหนุ่มเตือนด้วยรอยยิ้ม ยกเบียร์ขึ้นดื่มแล้วส่งแก้วคืน

   “ให้ผมระวังอะไร”

   ชินดนัยหัวเราะขบขันพลางเฉลย “นายกำลังโดนผิงตกไง อย่าเผลอไปหลงคารมเจ้าหล่อนเข้าล่ะ ฉันขอเตือนเอาไว้”

   “แต่ท่าทางเธอไม่ได้สนใจผมเลยนะ”

   “ก็นั่นละไม่เด็ด นายจะสนใจผู้หญิงที่จ้องนายตาเป็นมันไหมล่ะ ก็ไม่ใช่ไหม เอาเป็นว่าถ้าเธอท้านายดื่มก็อย่าหลงไปรับคำเข้าล่ะ หมดท่าฉันจะขำให้ เออนี่สิทธา” ชินดนัยมองไปรอบผับแล้วถาม “ไอ้ลูกไม่รู้จักพ่อได้โผล่มาอีกหรือยัง”

   “ตั้งแต่วันนั้นก็ยังนะครับ”

   “ดี งั้นพวกคุณก็ช่วยดูความเรียบร้อยกันไปก่อนนะ ผมขึ้นไปคุยธุระกับพีชสักหน่อย” ชินดนัยทิ้งท้ายแล้วเดินเร็วๆ จากไป

   “สาบานนะว่าจะคุยธุระจริงๆ มองตามตาเป็นมันขนาดนั้น ถ้าบอกว่าจะขึ้นไปกินคุณพีชยังจะน่าเชื่อกว่า”

   “เหลวไหลน่าริค” สิทธาตัดสินใจเด็ดขาดเรื่องนี้จะปล่อยผ่านไปไม่ได้ เขาจะต้องรายงานพัชนันท์ให้ทราบ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายใหญ่โต คิดแล้วผู้จัดการหนุ่มก็ผุดลุกขึ้น “ฉันต้องไปเหมือนกัน”

   “เฮ้ๆ จะรีบไปไหน ลูกค้ายังไม่เยอะเลย อย่าบอกนะว่าจะตามขึ้นไปคุยกับสองคนนั้นด้วย”

   “เรื่องของฉันน่า นายดูแลตัวเองให้ดีเถอะ มาโน่นแล้ว”

   สิทธายักไหล่ เบนหน้าไปตรงทางเข้า หญิงสาวคุ้นหน้าคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา ชุดเกาะอกสีแดงของเธอเฉิดฉายสะกดสายตาผู้คน หากแต่ทิศทางของเธอกลับเดินตรงมาที่บาร์เครื่องดื่มของริคาร์โด

   “ฉันว่าเธอเอาจริงนะริค อย่าลืมที่คุณชินเตือนซะล่ะ ห้ามตอบรับคำท้าเธอเด็ดขาด” ผู้จัดการหนุ่มหัวเราะหึๆ แล้วเดินตรวจตราความเรียบร้อย





12
   “ผมก็แกล้งยั่วคุณไปงั้นแหละ บอกแล้วว่าคุณทำให้ผมแทบหมดสมรรถภาพทางเพศ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องเอาคืนคุณบ้าง เห็นว่าหึงขนาดนี้ค่อยชื่นใจหน่อย ที่ลงทุนไปไม่เสียเปล่า”

   “ผู้หญิงสามคนนั้นคุณจ้างพวกเธอมาเหรอคะ”

   “สองคนแรกตกเอาในผับนั่นล่ะ หล่อๆ อย่างผมเรื่องแค่นี้สบายมาก แต่ผิง...คนที่คุณเจอคืนนี้เขาเป็นเพื่อนผม ผมวานให้เขามาช่วยหน่อย โอ๊ะ!” คนหล่อถูกหยิกจนร้องลั่น

   “เล่นกันเนียนเลยนะคะ ตอนที่คุณเปิดห้องเข้ามาพร้อมเธอ ฉันไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโมโหได้ขนาดนั้น”

   “คุณไม่ได้โมโห คุณหึง” ชินดนัยแก้ยิ้มๆ แล้วดึงเธอมาจูบเอาดื้อๆ

   พิราอรอึกอัก เริ่มหูอื้อตาลายกับการจู่โจมปานสายฟ้าแลบของเขา ถ้าขืนเป็นอย่างนี้เธอคงถูกเขากลืนกินเอาจริงๆ แต่เธอพร้อมแล้วหรือ จริงอยู่ที่ผ่านมาเขาเป็นคนเดียวที่เธอยอมให้ถึงเนื้อถึงตัว แต่ประวัติความร้ายกาจของชินดนัยเธอทำใจมองผ่านไปได้แล้วหรือ

   แน่นอนว่าความสัมพันธ์ที่กำลังจะเกิดมันมาจากความพึงพอใจ ความหลงใหล ความเสน่หาต่อกัน หากแต่ความผูกพันระหว่างกันไม่มีเลย เธอกับเขายังแทบไม่รู้จักตัวตนแท้จริงของกันและกันด้วยซ้ำ

   “อย่ากลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลยพีช ผมทำอะไร ผมรู้ใจตัวเองดี” เขากระซิบจี้ใจดำ ทำลายความสับสน แล้วจูบมุมปากเธอเบาๆ ริมฝีปากเขาไล่พรมจูบไปทั่วใบหน้า เสียงทุ้มเว้าวอนอ่อนหวาน “ถ้าเรามีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็อย่าปฏิเสธมันเลย เราทั้งคู่ต่างรู้ดีไม่ว่าช้าหรือเร็วสิ่งนี้ก็ต้องเกิดขึ้น”

   “ฉัน...” พิราอรยังไม่ทันได้พูดก็ถูกปิดปากเสียแล้ว ครั้งนี้ชินดนัยไม่ปล่อยให้เธอคิดมาก เขาจูบราวกับจะสูบวิญญาณ ดึงความเร่าร้อนที่ซุกซ่อนในตัวของเธอตื่นไปกับจูบนี้

   หญิงสาวสั่นสะท้านเหมือนคนเป็นไข้ มือเขาลูบไล้แผ่วเบาแต่ร้อนแรงราวเปลวไฟลามเลียไปทั่วร่าง ความผิดชอบชั่วดีถูกลบเลือนไปหมดแล้ว จะหลงเหลืออยู่ก็แค่เพียงแรงอารมณ์ที่กำลังลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วร่างของเธอก็ถูกเขาอุ้มขึ้นในวงแขน

   “ครั้งแรกของเราต้องไม่ใช่ที่โซฟานี่ แต่ผมสัญญาว่าคุณจะต้องได้ลองสักครั้ง” แล้วเขาก็จูบเธออย่างหนักหน่วง

   พิราอรหน้าแดงจัด ยกมือกอดคอเขาเอาไว้ แต่กระนั้นก็มั่นใจว่าเขาคงไม่ปล่อยให้เธอตกลงมาแน่ ชินดนัยแข็งแรงมาก ในขณะที่อุ้มเธอเดินเข้าห้องนอน ปากของเขายังคงจูบคลอเคลียกับเธอไม่ห่าง จูบย้ำหนักเบาสลับกันแต่ก็เร้าอารมณ์ได้อย่างประหลาด ไม่นานเขาก็วางเธอให้นั่งลงบนเตียงนุ่ม แล้วถอยไปถอดเสื้อของตัวเองทิ้ง

   หัวใจหญิงสาววาบหวามไปกับแผงอกตึงแน่น กล้ามเนื้อได้สัดส่วนน่าแตะต้องลูบไล้ เธอมองดูมันอย่างสนใจใคร่รู้ ร่างกายของเขาจะนุ่มนิ่มหรือตึงแน่น คล้ายว่าเขาจะเดาความคิดของเธอออก ชินดนัยก้าวเข้ามาจับมือข้างหนึ่งของเธอวางทาบบนอกแกร่ง

   “คุณอาจจะยังสับสน แต่หลังจากนาทีนี้ไป ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้น พีช...ไม่มีอะไรน่ากลัว ร่างกายผมก็รับรู้ได้ไปกับสัมผัสของคุณ ปล่อยตัวปล่อยใจตามสบายนะ อยากสัมผัสส่วนไหนของร่างกายผมก็ลองดู มันเป็นของคุณแล้ว”

   มือนุ่มเริ่มขยับไปตามกล้ามเนื้อเรียบตึง หากแต่ให้สัมผัสที่นุ่มนวล นิ้วเธอปัดผ่านยอดอกสีเข้ม มันตอบรับปลายนิ้วของเธอด้วยการชูชันขึ้น พิราอรเงยหน้าขึ้นมองการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าหล่อเหลา เห็นได้ชัดว่าชินดนัยก็กำลังตื่นเต้นไม่ต่างจากเธอ

   “คุณเหงื่อออกเยอะเลยค่ะ”

   “ทำไงได้ก็เครื่องมันเริ่มร้อนแล้ว เดี๋ยวจะเยอะกว่านี้อีก เรามาเริ่มกันเลยไหม ผมอยากกอดคุณใจจะขาดแล้ว” ใบหน้าคมโน้มลงมาเกือบชิดทว่าถูกฝ่ามือเธอกางกั้นไว้อย่างเฉียดฉิว ชินดนัยพลิกหน้าจูบกลางฝ่ามือ หญิงสาวครางหวิวพร้อมกับดึงมือหนี

   “พูดว่าคุณรักฉัน”

   “ผมรักคุณ”

   ง่ายๆ อย่างนี้เอง พิราอรยิ้มเยาะตัวเอง คำพูดที่อยากฟังก็ได้ฟังแล้ว อย่าคิดอะไรเลย คนอย่างชินดนัยจะให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ คำว่ารักผูกมัดเขาไม่ได้ หากเธออยากหยุดเขา เธอก็ต้องปล่อย หยิบยื่นอิสรภาพคืนให้เขา แต่ต้องเป็นการปล่อยที่ทำให้เขา ไม่อยากไปไหน ไม่ต้องการอิสรภาพและทำให้เขาขาดเธอไม่ได้

   มันก็อย่างกับที่เขาบอก สิ่งนี้ยังไงก็ต้องเกิดขึ้น เขาและเธอใกล้ชิดกันเกินไป และเขาคงไม่ใจดีคิดปล่อยเธอแน่ แต่พิราอรจะไม่ยอมเสียทุกอย่างให้เขาไปฟรีๆ เหมือนกัน

   หญิงสาวมองเขาอย่างเชิญชวนเป็นครั้งแรก ก่อนจะยกมือสั่นน้อยๆ ประคองใบหน้าคมสัน ไล้ปลายนิ้วไปตามโครงหน้าได้สัดส่วนงดงามราวรูปปั้นเทพบุตร ไม่หรอก ชินดนัยไม่ใช่เทพบุตร เขาเป็นจอมอสูร จอมวายร้ายที่กำลังจะแผดเผาเธอด้วยไฟแห่งราคะ

   “ขอบคุณที่อย่างน้อยก็ทำให้ฉันสบายใจว่าได้นอนกับผู้ชายที่รักฉัน” ริมฝีปากนุ่มประกบปากของชายหนุ่ม ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ความเข้าใจของเธอ

   ชินดนัยถูกจู่โจมอย่างสะเปะสะปะ จนความปรารถนาลุกฮื่อขึ้นมา เขาไม่ได้บอกรักเธอเพื่อเอาใจ แต่พูดไปคงไม่เชื่ออีก เอาไว้ค่อยอธิบายกันอีกรอบแล้วกัน ตอนนี้เรียวลิ้นของเธอกำลังสร้างความปั่นป่วนรัญจวนใจอย่างหนัก

   หลังจากที่ถูกเธอเปิดฉากเป็นฝ่ายเริ่มรุก ชายหนุ่มก็ไม่ยอมน้อยหน้า ตั้งใจสอนบทเรียนให้เธอตั้งแต่แรกเริ่ม ลูกพีชช่างอ่อนหวานเสียจนเขาอยากกลืนกินเธอไปทั้งตัว เขาจูบเธออย่างหลงใหลเนิ่นนาน ก่อนผละออกลมหายใจของทั้งคู่ถี่กระชั้น

   ปลายจมูกของชินดนัยแตะเล่นกับปลายจมูกของหญิงสาว เขายิ้มอ่อนหวานก่อนก้มลงซุกไซ้อย่างบ้าคลั่ง จากปากนุ่มสู่ซอกคอหอมกรุ่น พิราอรถูกดันให้นอนลงบนเตียงโดยมีร่างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามตามทาบทับอยู่ด้านบน เดรสเกาะอกของเธอถูกชายหนุ่มรูดซิปลงแล้วดึงมันลงมา ทรวงอกอวบอิ่มยังคงถูกซ่อนใต้บราไร้สายบดบังความงดงาม หากแต่ชินดนัยไม่อาจปล่อยมันให้อยู่ต่อไปได้

   เมื่อจัดการดึงกระโปรงเธอพ้นปลายเท้าก็รีบกลับมาปลดเปลื้องมันออกเหวี่ยงทิ้งไปข้างเตียง เนินทรวงอวบอิ่มเคร่งครัดสะท้านไหวตามแรงหายใจท้าทายสายตาสร้างความพึงพอใจให้แก่ชายหนุ่ม

   ใบหน้าคมสันลดลงไปเกลือกกลิ้งหยอกเย้า พิราอรแอ่นอกขึ้นรับสัมผัสเขาอย่างเสียวซ่าน เสียงหวานสั่นพร่าครางชื่อเขาออกมา

   “ผมชอบที่คุณเรียกชื่อผมอย่างนี้” เสียงของชินดนัยก็สั่นพร่าไม่ต่างกัน ปลายนิ้วซุกซนลูบไล้ผิวเนียนนุ่ม มันเป็นไปอย่างเชื่องช้าราวกับว่าเขาต้องการสำรวจทุกอย่างบนเรือนร่างนี้ “ผมรักคุณพีช ไม่ว่าคุณจะเชื่อแบบไหน แต่ขอยืนยันว่า...ผมรักคุณ”

   ในที่สุดพิราอรก็ไม่อาจต้านทานแรงปรารถนาของตัวเองได้ หญิงสาวลูบเส้นผมดำขลับและกดหน้าเขาแนบอกอิ่ม แรงหายใจหอบสะท้าน เมื่อปากเขาครอบครองยอดอกข้างหนึ่ง ปลายลิ้นตวัดปาดเลีย ดูดดื่มมันอย่างเร่าร้อน มือเขาบีบคลึงยอดทรวงอกอีกข้างราวกับกลัวว่ามันจะน้อยใจ

   “ชินคะ...ฉัน”

   “ไม่เป็นไรพีช ไปกับผมเรื่อยๆ” เขาเลื่อนตัวขึ้นมาจูบเธอ สวนทางกับมือร้อนที่ลูบไล้ลงต่ำไปถึงหน้าท้อง สร้างความทรมานปั่นป่วนให้กับหญิงสาวจนไม่อาจอยู่เฉยได้ สองร่างบดเบียดเสียดสี เสียงลมหายใจร้อนผ่าวรินรดผิวกาย ในยามที่เขาไล้เลียผ่านลงมาจนถึงหน้าท้อง ชั้นในลูกไม้ถูกรูดลงไป แล้วชินดนัยก็ทำให้หญิงสาวแทบกรีดร้องออกมา

   ชายหนุ่มวนลิ้นรอบสะดือจูบต่ำลากเรื่อยราวกับนักเดินทาง ผิวกายของเธอหวานล้ำ ในที่สุดเขาก็มาถึงจุดที่หวานสุดใจ มือเขาดันขาของเธอให้ตั้ง เกาะกุมสะโพกกลมกลึงเอาไว้ยกมันขึ้นน้อยๆ แล้วซุกหน้าลงไป

   พิราอรหวีดร้องด้วยความเสียวสยิวพลางบิดตัวหนีแต่ถูกเขาตรึงเอาไว้ ความปรารถนาซาบซ่านหมุนวนเป็นเกลียวแน่น เธอครางเสียงดังเมื่อส่วนอ่อนไหวในร่างกายถูกลิ้นสากของเขาไล้เลีย หญิงสาวอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ร่างกายเธอเปียกชุ่มไปด้วยความกระสันรัญจวนและมันกำลังเบ่งบานตอบสนอง

   ชินดนัยเพลิดเพลินกับความหวานตรงหน้า กลืนกินความหวานล้ำทุกหยาดหยด เขาอยากกระโจนลงไปในเหวแห่งความปรารถนานี้ใจจะขาด แต่เพราะเสียงหวานสะท้านกับร่างกายที่บิดเกร็งของเธอเตือนให้เขาใจเย็น

   “ไม่ต้องอายพีช คุณน่ารักที่สุด” เขาห่อลิ้นสอดลึกเข้าออก หลอกล่อให้เธอบ้าคลั่ง มือของเธอดึงทึ้งเส้นผมเขาระบายความเสียวซ่าน บางครั้งก็กดศีรษะเขาให้ใกล้ชิดแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียว

   “ฉันไม่ไหวแล้ว”

   “อย่าเกร็งพีช ปล่อยตัวตามสบาย แล้วเราจะมีความสุขด้วยกัน” เขาปลอบพร้อมแทรกนิ้วเข้ามาเพิ่มความทรมาน พิราอรไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เมื่อลิ้นร้อนๆ กับนิ้วแข็งแรงของเขากระตุ้นเร้าความต้องการของเธอ จนไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉยได้ ปลายเล็บของเธอฝังลงบนไหล่เปลือยของเขา ในยามที่เธอแอ่นเนินเนื้อขึ้นรับสัมผัสของเขา

   หญิงสาวเหมือนลูกโป่งที่ถูกเขาอัดลมปล่อยให้ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดสูงสุดความสุขซาบซ่านก็ทำให้ลูกโป่งนั้นแตกกระจาย

   เหลือเพียงลมหายใจหอบกระชั้น ร่างกายเกร็งกระตุกบีบรัดนิ้วแกร่ง พิราอรปรือตาหวานฉ่ำมองชายที่ยังแทรกายอยู่กลางขนาบด้วยเรียวขาเธอ ชินดนัยยิ้มหวาน จูบต้นขาเธออย่างแสนรัก ก่อนเลื่อนตัวขึ้นมาประกบปากนุ่ม ให้เธอได้ลิ้มรสชาติความสุขสมของตนเอง สองร่างกอดกระหวัดรัดแน่น ท่อนขาก่ายเกย พิราอรลูบไล้เนื้อตัวเขาอย่างเคลิบเคลิ้มจนสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง หญิงสาวเพิ่งรู้ว่าเขายังไม่ได้ถอดกางเกง

   ชินดนัยเงยหน้าจากซอกคอระหง ส่งยิ้มยั่ว ก่อนจับร่างหญิงสาวพลิกให้เธอขึ้นมาอยู่บนตัวเขา ทรวงอกงามดังบัวปริ่มน้ำบดเบียดอกแกร่ง ยอดทรวงของเธอไว้ต่อความรู้สึกยิ่งนักและเขาก็รู้สึกถึงมันเช่นกัน

   ชายหนุ่มขยับนั่งพิงหลังกับหัวเตียงกระซิบข้างหูบอกเธอเสียงกระเส่า ขณะแอ่นแกนกายใต้กางเกงให้เสียดสีกับความอ่อนนุ่มหวานฉ่ำที่เขาเพิ่งสำรวจไปหมาดๆ

   “ถึงตาคุณแล้วพีช ก่อนน้องชายผมจะแข็งตายคาที่”

13
บทที่ 10

   พิราอรยืนกอดอกมองผ่านผนังกระจกบานใหญ่ลงไปยังโถงเบื้องล่าง ชินดนัยอยู่ตรงมุมมืดที่ไม่มีใครเห็นหากไม่สังเกตดีๆ ทว่าเธอในห้องทำงานชั้นบนที่ออกแบบมาให้สามารถมองเห็นทุกอย่าง และก็ต้องยอมรับกับตัวเองว่าสายตาของเธอมองเฉพาะเจาะจงไปที่เขาเหมือนกับสองวันก่อน

   ชินดนัยคนเดิม นั่งดื่มอยู่ตรงมุมเดิม จะเปลี่ยนไปก็แค่ผู้หญิงที่เขากำลังซุกหน้าคลอเคลียซอกคอเจ้าหล่อน รอยยิ้มของผู้หญิงคนนั้น เป็นเหมือนมีดกรีดหัวใจเธอ และเมื่อเขาเงยหน้าพูดอะไรบางอย่างกับเจ้าหล่อน พิราอรก็ได้เห็นว่าศีรษะของผู้หญิงคนนั้นเอียงบดบังหน้าของเขา

   หัวใจของพิราอรชาหนึบเมื่อสรุปกับตัวเองว่าทั้งคู่กำลังจูบกัน สองมือข้างกายกำเข้าหากันแน่น ก็ไม่แน่หรอกเผลอๆ เขาอาจจะเขมือบผู้หญิงคนนั้นลงท้องไปก็ได้ ตัวอันตรายเริ่มแผลงฤทธิ์แล้วสินะ คืนวานเป็นสาวลูกครึ่ง คืนก่อนเป็นสาวหวานแต่พอเข้ามุมอับเจ้าหล่อนก็กลายเป็นสาวร้อนตอบโต้กับเขาอย่างถึงพริกถึงขิง และคืนนี้เหยื่อสาวของเขาเป็นสาวเปรี้ยวจี๊ดในชุดเกาะอกสีแดงเพลิง มีเค้าว่าจะเร่าร้อนยิ่งกว่าสองคนที่ผ่านมา

   ส่วนเธอ...กลายเป็นแม่ชีที่ถูกลืม หญิงสาวละสายตาจากภาพไม่น่าดูนั้น ถอยกลับไปนั่งกุมขมับที่โต๊ะทำงาน สกัดความฟุ้งซ่านสับสนของตัวเอง อย่างไรมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ก็เธอเองไม่ใช่รึไงที่ผลักไสให้เขาไป

   พิราอรเอาฝ่ามือทั้งสองข้างมาปิดหน้า เพิ่งรู้ว่าเธอสนใจผู้ชายที่หมกมุ่นในกามารมณ์อย่างเขา ผู้ชายที่รู้ดีว่าจะไม่หยุดแค่เธอเพียงคนเดียว เธอกำลังสับสนอย่างหนัก ไม่อยากให้เขาเข้าใกล้เพราะกลัวว่าต้องเสียใจ แต่ก็ไม่อยากให้เขาไปใกล้ใครเพราะเห็นทีไรใจก็เจ็บแปลบ

   ชินดนัยไม่ใช่คนที่เธอจะบงการเขาได้ง่ายๆ เธอรู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด และเมื่อไม่ได้จากเธอเขาก็ต้องไปหาจากที่อื่น ถ้าเธอต้องการหยุดเขา เธอก็ต้องเสี่ยงกับการสูญเสียที่จะไม่ได้อะไรคืนกลับมา ดูอย่างตอนนี้เป็นไงคนที่ต้องกลัดกลุ้มหาใช่ใครที่ไหนก็เป็นเธอแค่คนเดียว

   ตั้งแต่วันที่เขาให้เธอขับรถมาผับเอง ชินดนัยกลับมาเป็นหนุ่มโสด เจ้าเสน่ห์  ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่สาวๆ มองตามตาปรอย จ้องแต่จะยื่นไมตรีให้ การมีเธออยู่ข้างกายคงทำให้เขาลำบากอยู่เหมือนกัน

   เรื่องของความต้องการมันห้ามกันไม่ได้ เขาเป็นผู้ชายอย่างไรมันก็ต้องมีบ้าง ขนาดอยู่กับเธอเขายังถึงเนื้อถึงตัวอยู่บ่อยๆ ดีเท่าไรที่เธอยังมีพ่อกับน้านันท์คอยค้ำคออยู่ ชินดนัยคงไม่กล้า แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่ทำอะไร หลายครั้งที่เธอกับเขาใกล้ชิดกันก็เป็นเขาเองที่ยับยั้งความต้องการเอาไว้ ไม่อยากจะคิดเลย หากเธอไม่ใช่ลูกสาวของพ่อ เขาคงหมดความอดทนและพาเธอเตลิดไปไหนถึงไหนแล้ว

   พิราอรอ่อนด้อยประสบการ เทียบชั้นกับเขาไม่ได้ แม้จะขัดขืนแต่สุดท้ายก็โอนอ่อนไปกับการเล้าโลมของเขา เธอเผลอไผลทุกครั้งที่เขาแตะต้องสัมผัส สมองพร่าเลือน สติล่องลอยเคลิบเคลิ้ม ร่างกายอ่อนเปลี้ยจนต้องเกาะกอดเขาไว้เป็นหลัก ความใกล้ชิดหมิ่นเหม่ขอบเหวแห่งความปรารถนาทำให้เธอไม่สบายใจ แต่เตือนตัวเองเท่าใดก็ยังพ่ายแพ้

   ชินดนัยร้ายกาจ เขาควบคุมตัวเองได้ดีแต่เชื่อว่าสักวันต้องพลาด และเมื่อวันนั้นมาถึงคนที่จะเสียใจก็คือเธอ พิราอรไม่เคยหวาดหวั่นกับชายใด แต่กับชินดนัย เธอหนีเขาไม่ได้ พอๆ กับทำใจรักเขาไม่ลงนั่นแหละ

   ผู้ชายอย่างเขาจะจริงจังอะไร ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าแค่ผละจากเธอไป เขาก็สามารถกอดจูบกับผู้หญิงคนอื่นได้อย่างสนิทใจ พิราอรไม่อยากยอมรับว่าเจ็บปวดกับภาพที่เห็นแต่มันก็คือความจริง หัวใจของเธอร้าวราน รอยจูบหวานล้ำเป็นสิ่งลวงตา เขาสร้างขึ้นเป็นกับดักของความเสน่หาล่อลวงให้เธอไปไหนไม่รอด

   หยุดซะตอนนี้เถอะพีชอย่าไปผูกหัวใจกับผู้ชายร้ายการอย่างชินดนัยเลย ถ้าเธอหยุดเขาไม่ได้ เธอก็ต้องหยุดหัวใจตัวเอง

   หญิงสาวเรียกกำลังใจให้กลับคืนมา ก่อนจะเปิดแฟ้มบัญชีประจำเดือน ตั้งใจตรวจดูแต่เพราะไม่มีสมาธิ หลังจากกวาดตามองตัวเลขคร่าวๆ แล้วคิดอะไรไม่ออก แฟ้มบัญชีในมือก็ถูกปิด พร้อมกับประตูห้องที่ถูกผลักเข้ามา

   ในห้องทำงานนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถเข้าออกโดยไม่ต้องเคาะและในเมื่อพิราอรนั่งอยู่ในห้องแน่นอนว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาต้องเป็นชินดนัย

   “อ้าว! ยังไม่กลับอีกเหรอ”

   พิราอรยังไม่ทันได้ตอบ เสียงหวานกระเส่าของใครคนหนึ่งก็แทรกเข้ามาจากด้านหลังของชายหนุ่ม

   “ไม่เข้าไปล่ะคะ รอฉันเหรอ อุ๊ย! ห้องไม่ว่างนี่นา” เป็นผู้หญิงชุดแดงที่ขลุกอยู่กับชินดนัยข้างล่าง เจ้าหล่อนตกใจอยู่บ้าง แต่ก็วูบเดียว ก่อนที่ริมฝีปากสีแดงสดจะคลี่ยิ้มเย้ายวนใจส่งให้คนในห้องแล้วสอดเรียวแขนคล้องแขนของชินดนัย พลางเลิกคิ้วมองอย่างท้าทาย

   “อีกเดี๋ยวห้องก็ว่างแล้วค่ะ”

   คนในห้องยืนขึ้นทันที พอเดาออกว่าทั้งคู่พากันขึ้นมาทำไมบนนี้ แม้จะย้ำกับตัวเองว่ามันเป็นเรื่องของเขา แต่มือไม้ของเธอก็ยังอดสั่นไม่ได้ โชคดีที่สองคนนั้นยังยืนกันอยู่หน้าห้อง เธอจึงมีเวลาปรับตัวปรับใจ รีบหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย ฝืนยิ้มให้ทั้งคู่เหมือนปกติ

   “ฉันกำลังจะกลับพอดีค่ะ เชิญพวกคุณตามสบาย” พิราอรเดินไปที่ประตู กำลังจะผ่านสองหนุ่มสาวไป แต่แล้วชินดนัยก็รั้งแขนเธอเอาไว้

   “เดี๋ยวก่อนพีช”

   “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้” รอยยิ้มของเธอเกือบเรียกได้ว่าเป็นการแสยะยิ้ม มือก็แกะมือเขาออก “เชิญทำธุระส่วนตัวกันให้สบายใจเลยค่ะ”

   “พีช! เดี๋ยวพีช!”

   “ปล่อยไปเถอะค่ะ หน้าตึงเป็นหนังกลองขนาดนั้น จ้างให้ก็ไม่ฟังคุณหรอก” หญิงสาวข้างกายเอ่ยขึ้นพลางเอียงหน้าซบไหล่ ไต่นิ้วบนอกกว้างชักชวนชายหนุ่มอย่างซุกซน “เราไปต่อกันไหม ไหนๆ ห้องก็ว่างแล้ว”

   “ตลกแล้วผิง นี่จะสมบทบาทเกินไปละ” ชายหนุ่มหน้าขรึม คิ้วเข้มขมวด ใช้มือผลักศีรษะที่ซบไหล่ออกอย่างไม่เกรงใจ

   ชินดนัยเดินเข้าห้อง สั่งโดยไม่มองให้เธอเข้ามาและปิดประตูด้วย เขาตรงไปยังบาร์เครื่องดื่มจัดการเทเหล้าใส่แก้วแล้วเอามาส่งให้

   “พอจะสรุปอาการว่าไง”

   “ฉันว่าไม่ใช่แค่คุณที่ชอบเธอหรอกฝ่ายเดียวหรอก เธอเองก็มีใจเหมือนกัน”

   “อืม...ก็คิดว่างั้นแหละ”

   “แล้วทำไมไม่รีบตามไปล่ะ”

   “อยากรู้ว่าพีคสุดๆ จะอาการเป็นยังไง” ชินดนัยตอบแล้วเดินกลับไปเติมเหล้าเพิ่มอย่างใจเย็น

   “รักเขาชอบเขาแล้วยังจะเล่นตัวไม่เข้าท่า ฉันขอเตือนนะชิน ถ้าไม่รีบคุยกันให้เข้าใจ เธออาจจะตัดใจแล้วเกลียดคุณเลยก็ได้นะ”

   ประโยคของหญิงสาวทำให้ชินดนัยชักใจแกว่ง และเธอก็ยังตอกย้ำด้วยคำพูดที่ว่า

   “ถ้าความรู้สึกของคุณพีชชัดเจน คุณจะแกล้งยั่ว แกล้งหยอกก็อาจจะพอกอบกู้สถานการณ์ได้ แต่นี่เธอยังไม่ได้ปักใจรักคุณ แถมมาเจอคุณหิ้วฉันขึ้นมาบนห้องคาตาอย่างนี้...”

   “พอๆ เลิกพูดเลยผิง จะไปไหนก็ไปเถอะ”

   “แล้วคุณล่ะ”

   “ก็รอล็อกห้องหลังจากคุณออกไปไงล่ะ แล้วก็เลิกมองผมด้วยสายตาหยาดเยิ้มนี่สักทีเถอะ ผมไม่หลงกลคุณหรอก ถ้าอยากดื่ม ไปดื่มต่อข้างล่างโน่น คุณน่าจะชอบบาร์เทนเดอร์ของที่นี่” ชินดนัยดึงแก้วออกจากมือหญิงสาวแล้วลากเธอให้ออกไปนอกห้อง “ผมได้ยินว่าริคคิดสูตรใหม่ๆ ได้อีกหลายแก้ว ก่อนผับปิด คุณคงอ้อนหมอนั่นจนมันยอมผสมเหล้าให้ชิมสักแก้ว ยังไงก็ดูแลตัวเองนะ”

   “คุณชินครับ คุณชิน” เสียงเรียกจากหน้าห้องทำให้ชายหนุ่มรีบเดินไปเปิดประตู เจอกับสิทธาที่หน้าตาไม่สู้ดีนัก

   “มีอะไร”

   “มีพวกขี้เมาจะลวนลามคุณพีชครับ ผมให้คนไปตามพี่โต้งมาจัดการแล้ว ตอนนี้...”

   “บ้าฉิบ!” ชายหนุ่มสบถพร้อมกับหันไปบอกคนในห้อง “ผิงกลับเองนะ ผมไปละ”

   “เดี๋ยวสิชิน” คำพูดของพิมพาดูจะไม่ทันการแล้ว เพราะขาดคำชินดนัยก็ลงบันไดทีละสองขั้นก่อนจะหายไปทางประตูเฉพาะผู้บริหาร หญิงสาวเดินเข้าไปสอบถามสิทธาก็ได้ความว่าการ์ดในผับจัดการกับคนที่มาลวนลามพิราอรแล้ว และฝ่ายนั้นก็กลับบ้านไปเรียบร้อย สิทธาขึ้นมาก็เพื่อจะรายงานให้ชินดนัยทราบ แต่ยังพูดไม่จบชินดนัยก็รีบวิ่งแจ้นไปแล้ว

   พิมพามองตามแล้วส่ายหน้า “ฉันต้องแต้มบุญเยอะขนาดไหนถึงได้เห็นนายชินดนัยวิ่งหน้าตั้งตามแม่ชีไปต่อหน้าต่อตาอย่างนี้”
 


   ชินดนัยลงมาสอบถามบรรทัดจนรู้ว่าขี้เมาพวกนั้นถูกจัดโยนออกไปนอกผับแล้ว ส่วนพิราอรก็กลับไปแล้วเช่นกัน ชายหนุ่มรีบขับรถตามไปติดๆ แต่ก็ยังช้ากว่าอยู่ดี รถของหญิงสาวจอดตรงที่ประจำ เขาเป่าปากอย่างโล่งอก ตลอดทางอดนึกห่วงไม่ได้ แม่ชีผีเด็กแว้นเข้ารึไงขับรถเร็วเกินไปแล้ว แค่ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงห้อง เขายังตามเธอไม่ทันเลย

   ระหว่างอยู่ในลิฟต์ชายหนุ่มได้แต่คิดหาสารพัดวิธีง้อ ลูกพีชโกรธนั่นละแน่ และอาจจะตกใจไอ้พวกบ้าหน้ามืดมาวุ่นวายกับเธออีก โชคดีของมันที่บรรทัดจัดการเรียบร้อยแล้ว ไม่งั้นเขาคงได้เสียเวลากระทืบมันอีกพักใหญ่

   ชายหนุ่มเริ่มกังวลใจ แค่ห่างสายตานิดเดียวก็เป็นเรื่อง ดูเหมือนคราวนี้เขาจะเล่นหนักเกินไปแล้ว ไม่น่ายั่วเธอเลย พิราอรไม่ชอบให้ใครมาทำอะไรรุ่มร่ามกันในผับ ถึงกับออกปากบ่นบ่อยครั้ง เป็นเขาที่คอยพูดยั่วเย้าให้เธออายแล้วเลิกสนใจ แต่นี่เขาจงใจทำให้เธอเห็นตั้ง 3 วันติด สร้างเรื่องราวใหญ่โต ทำให้เธอคิดว่าเขามีอะไรกับผู้หญิงพวกนั้น เพียงเพราะอยากรู้ว่าเธอคิดยังไง

   ใช่...ทั้งหมดที่เห็นมันเป็นแผนของเขา ตอนแรกก็คิดว่าจะเอาจริงนั่นแหละ แต่เพราะมันไม่ใช่พิราอรไง สุดท้ายเขาก็ต่อไม่ได้ เขาไม่ได้อยากได้ผู้หญิงพวกนั้น เขาอยากได้ลูกพีช!

   ทุกความทรมานที่กักเก็บไว้ ไม่สามารถปลดปล่อยกับใครอื่นได้ ต้องเป็นเธอ ต้องเป็นพิราอรเท่านั้น แต่ชินดนัยไม่ใช่คนชอบเสียสละ เมื่อรู้ความต้องการตัวเองดีแล้ว เขาก็อยากให้พิราอรได้รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของตัวเธอบ้าง มันจะได้เสมอกัน เขาจึงจัดการโทรตามพิมพามาเพื่อแสดงละครเล็กๆ น้อยๆ ใครจะคิดว่ามันได้ผลดีเกินคาด แทนที่จะได้เห็นพิราอรโมโหปึงปัง เธอกลับล้มกระดานทิ้งกันมาหน้าบึ้งๆ อย่างนี้ เขาจะทำไงต่อดีล่ะ

   ลิฟต์เปิดออกชินดนัยก้าวตรงไปยังห้องหญิงสาว ลองเคาะหลายครั้งแต่กลับไม่มีเสียงตอบกลับออกมา เสียงเคาะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์

   “พีชเปิดประตูออกมาคุยกันก่อน” ชายหนุ่มตะโกนซ้ำๆ โชคดีที่ทั้งชั้นมีกันอยู่แค่สองคน ถ้าเธอทนฟังได้ก็ทนไปเถอะ “พีชเปิดประตูให้ผมหน่อย ไม่งั้นผมพังนะ”

   ครั้งนี้คำขู่ของชินดนัยไม่ได้ผล คนในห้องยังเก็บตัวเงียบกริบ จากที่มั่นใจว่าขู่แล้วเธอจะรีบรนรานเปิดประตูก็ดูจะผิดคาด จนชายหนุ่มเริ่มหมดปัญญา แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังเหลือไม้เด็ดอีกอย่าง

   “ไม่น่าเคาะให้เจ็บมือเล้ย” ชายหนุ่มสะบัดมือ ด่าตัวเอง ก่อนจะตะโกนบอกคนข้างใน “คุณเลือกเองนะพีช”

   ชินดนัยเดินกลับมาห้องตัวเอง ตรงเข้าห้องนอนดึงลิ้นชักชั้นบนออกมา ดวงตาคมกริบเปล่งประกายเมื่อของที่ต้องการยังนอนนิ่งอยู่ในนั้น เขารีบหยิบมันแล้วกลับไปห้องของหญิงสาวอีกครั้ง

   เขาแตะคีย์การ์ดและผลักประตูห้องให้เปิดออกอย่างง่ายดาย เจ้าของห้องได้แต่มองคนบุกเข้ามาตาโต เธอเห็นเขาล็อกห้อง เดินพลิกคีย์การ์ดเข้ามาด้วยรอยยิ้มกวนๆ

   “ที่แท้คุณก็เอาไปจริงๆ”

   หญิงสาวมองคีย์การ์ดแล้วมองหน้าชินดนัยอย่างกล่าวหา ซึ่งคนจริงอย่างเขากล้าทำก็กล้ารับ

   “อื้อ...ผมเป็นคนเอาไปเองแหละ ก็ไม่เห็นคุณเคยถามอะไรนี่ นึกว่าเลยตามเลย”

   พิราอรกัดปากเจ็บใจ ไม่ถามก็เพราะคิดว่าเขาคงไม่ได้หยิบไป ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่อยากกล่าวหา ไม่คิดเลยว่าจะเอาไปจริงๆ คนเจ้าเล่ห์!

   “ฉันขอคืนด้วยค่ะ”

   “อยากได้ก็มาเอา” ชินดนัยชูมันต่อหน้า ไม่ยอมคืนให้โดยง่าย เพียงแต่ครั้งนี้พิราอรไม่ยอมหลวมตัวหลงกลอีกแล้ว

   “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะได้บอกช่างให้มาเปลี่ยนใหม่ยกชุดไปเลย”

   “คุณโกรธผมเหรอพีช โกรธผมเรื่องอะไร”

   นั่นสิ โกรธเรื่องอะไร ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ

   “ฉันคิดว่าคุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ”

   “ตาขวาง หน้าบึ้ง เสียงขุ่น อาการฟ้องออกอย่างนี้ จะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อยเถอะพีช”

   คนโกหกไม่เนียนค้อนขวับ เมินหน้าหนีไปทางอื่น “ฉันไม่จำเป็นต้องโกหกหรอกค่ะ ว่าแต่คุณเถอะ ทำไมถึงรีบกลับมา เสร็จธุระแล้วหรือคะ”

   “ยังไม่เสร็จนะสิ ถึงได้รีบตามมานี่”

   “งั้นก็กลับไปซะ” คราวนี้หญิงสาวลืมตัวสะบัดเสียงใส่

   ชินดนัยชะงัก มองเธอเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน แต่พอคิดถึงคำพูดของพิมพาก็ค่อยๆ คลี่ยิ้มประจบ “กลับไปทำไม ธุระอยู่นี่”

   “เลิกล้อฉันสักทีเถอะค่ะ มีอะไรจะพูดก็พูดมา ฉันไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคุณแล้ว ฉันเหนื่อย รู้ไหมคะว่าฉันเจออะไรมาบ้าง”

   พิราอรทิ้งตัวนั่งลงอย่างอ่อนแรง ใช่ เธอเหนื่อยเพราะนอนดึกติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว ซ้ำมาคิดมากเรื่องของเขา แล้วก็หงุดหงิดกับพวกขี้เมาในผับ มันทำให้เส้นประสาทเธอตึงเครียด ตอนนี้ไม่มีแก่ใจจะเล่นเกมอะไรกับชินดนัยทั้งนั้น เขาก็ช่างไม่รู้อะไรซะเลย พูดจาวกวนกวนประสาท จะเอายังไงไม่พูดมาสักที

   “รีบพูดธุระของคุณมาเถอะค่ะ ฉันอยากนอนพักแล้ว”

   “คุณโอเคไหมพีช พวกมันทำอะไรคุณ ขอผมดู” ชายหนุ่มรีบเข้าไปดูอาการ

   ทว่าพิราอรเบี่ยงหน้าหลบ “ฉันไม่เป็นไรค่ะ”

   “คุณโกหกอีกแล้ว สิทธาบอกกับผมว่า...” ชินดนัยประคองใบหน้าหญิงสาวให้หันกลับมา มองดวงตาคู่สวยฉ่ำวาวด้วยหยาดน้ำตาเอ่อคลอแล้วก็ใจหายวูบ “พีช...ผมขอโทษ”

   แค่เพียงคำพูดง่ายๆ ก็ทำให้น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมา ชายหนุ่มดึงร่างเธอเข้ามากอด จูบซับน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน

   “ผมขอโทษที่ดูแลคุณไม่ดี ไม่เป็นไรแล้วนะ ผมมาแล้ว”

   “คุณรู้ไหมว่าฉันต้องเจออะไรบ้าง คุณเคยรู้บ้างไหม” กำปั้นเล็กๆ ทุบอกกว้างระบายความโกรธ ตัดพ้อต่อว่าเสียงสั่นเครือ “ในขณะที่ฉันต้องเจอกับขี้เมาพวกนั้น คุณก็กำลังเสวยสุขกับผู้หญิงของคุณ”

   “ไม่...พีช ไม่เลย คุณเข้าใจผิด ทั้งหมดที่เห็นนั่น มันไม่จริงเลย มันแค่ละครฉากหนึ่ง ที่ผมสร้างขึ้นมาลองใจคุณ”

   คำพูดของชินดนัยทำให้คนได้ยินหยุดมือ ขมวดคิ้ว มองเขาเขม็ง ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม อดใจไม่ไหว กดจูบลงไประหว่างคิ้ว คนถูกจูบจะผละหนีก็ถูกวงแขนแข็งแกร่งโอบรัดเอาไว้

   “ทีนี้จะยอมรับได้หรือยังว่าหึงผม”

   “คุณจะหลงตัวเองเกินไปหน่อยแล้วนะคะ”

   “ไม่เลยสักนิด ผมหลงคุณต่างหาก” ชายหนุ่มดึงเธอเข้ามาชิดจนแทบจะขึ้นมานั่งอยู่บนตักซ้ำยังเอาปลายจมูกมาเขี่ยปลายจมูกเธอ พูดด้วยเสียงกระเส่า “หลงหัวปักหัวปำ”

   “ฉันไม่เชื่อ”

   “ไม่เป็นไร ผมมีวิธีทำให้คุณเชื่อ” ชินดนัยยืนยันคำพูดด้วยการกดจูบลงมาอย่างหนักหน่วง ปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดยั่วเย้าเชิญชวนให้เธอเพริดไปกับเขา ตักตวงความหวานจนพอใจหายคิดถึงนั่นแหละจึงยอมถอนจูบ แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยความปรารถนามองเธอราวกับสะกด “คราวนี้เชื่อผมหรือยัง”

   พิราอรยังคงมองหน้าเขานิ่ง จิตใจสับสน ว้าวุ้น มือของเธอยังคงวางท่าผลักไส แม้จะอยู่ใกล้ชิดกันอย่างนี้ แต่เธอก็ยังคงไม่ไว้ใจเขา ชินดนัยคลายอ้อมแขนเล็กน้อย ก่อนจะยกร่างเธอขึ้นมานั่งบนตัก กอดเธอเอาไว้ ก่อนจะสารภาพออกมาหมดเปลือก

   “ผมไม่รู้จะบอกยังไงให้คุณเชื่อ เพราะคนอย่างผมมานั่งพูดอะไรหวานๆ มันก็ไม่น่าเชื่ออยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้หลังจากที่เราจูบกันทั้งในผับ ในห้องทำงาน ผมเฝ้าคิดแต่ว่าจะทำยังไงถึงจะได้จูบคุณอีก”

   “คุณหมกมุ่นเกินไปไงคะ”

   คนหมกมุ่นยิ้มพร้อมกับเอียงหน้าซบต้นแขนนุ่ม ยอมรับออกมาตรงๆ “ก็คงจริง แต่ไม่ทั้งหมด ถ้าผมหมกมุ่นกับเรื่องอย่างว่า คงจะไประบายกับใครก็ได้ให้หายอยาก แต่มันไม่ใช่ไง ผมพยายามแล้วกับผู้หญิงพวกนั้น คุณรู้ไหมเกิดอะไรขึ้นกับผม มันเหมือนมีภาพหลอนของคุณคอยยืนเท้าเอวดูอยู่ข้างเตียง เจอแบบนั้นใครจะมีอารมณ์ทำอะไรต่อ”

   พิราอรหน้าแดงกับคำพูดแสนจะจริงใจของเขา ต่อให้เขาจะเคยชินกับเรื่องพวกนี้ยังไงก็ไม่เห็นจะต้องอธิบายเสียชัดเจนจนเธอเห็นภาพอย่างนี้

   “ฉันคงเป็นมารความสุขคุณ”

   “คุณเป็นนางฟ้าของคนบาปต่างหาก นางฟ้าเนื้อหวาน แง่มๆ” เขาแกล้งงับเนื้อนวล ดูดดึงจนเกิดเสียง ทำเอาคนถูกงับขนลุกซู่ ขยับตัวเตรียมจะหนี เขาก็ดักขึ้นว่า “จำได้ไหมคืนแรกที่เราเจอกัน คุณก็นั่งตักผมอย่างนี้ แล้วก็ยุกยิกๆ จนไอ้น้องรักผมตื่นขึ้นมา คืนนั้นผมต้องนอนแช่น้ำเย็นๆ อยู่ตั้งนานกว่าอาการจะสงบลงได้”

   “ปะ ปล่อย ฉันลงเถอะค่ะ”

   “ผมเคยปล่อยคุณไปครั้งหนึ่งแล้ว เสียใจด้วยนะพีช ไม่มีครั้งที่สองสำหรับนายชินดนัย”

   “คุณกำลังทำให้ฉันกลัวนะคะ”

   “ไม่บอกก็รู้ ตัวสั่นออกอย่างนี้ ทำใจดีๆ ไว้ครับแม่ชี ไม่เห็นต้องกลัวเลย นี่คือเรื่องพื้นฐานของผู้ชายกับผู้หญิงที่รักกันเหมือนอย่างเรา ผมอาจจะมีโลดโผนไปบ้าง แต่รับรองว่าไม่ถึงขั้นวิตถารแน่นอน”

   “คุณชิน!” เธอเรียกเสียงหลง “นี่คุณคิดจะทำอะไรคะ”

   “ชงเข้มมาซะขนาดนี้ยังกล้าถาม คราวนี้ผมจะกินคุณจริงๆ แล้วนะ กลืนกินทั้งตัว ไม่ยอมปล่อย”

   “ไม่ค่ะ” พิราอรออกแรงขัดขืน พยายามจะลงจากตัก แต่กลายเป็นว่ายิ่งขยับยิ่งถูกรัดแน่น สะโพกกลมกลึงบดเบียดบนตักเขา “อย่าทำอะไรบ้าๆ นะคะ เรายังไม่รู้จักกันดีพอ”

   “คุณโกรธไหมเวลาที่เห็นผมจูบกับคนอื่น” จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่องถาม ทว่าคำตอบที่ได้คือความเงียบ คนถามจึงสรุปเองว่า “โกรธสินะ”

   “ฉันแค่ไม่ชอบค่ะ คุณก็รู้ว่าฉันไม่อยากให้ใครมาทำอะไรอย่างนั้นในผับของเรา บาบิโลนไม่ใช่ม่านรูดนะคะ”



14
บทที่ 9

   ไฟทุกดวงในผับบาบิโลนถูกสั่งเปิดทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาผับปิด เสียงโวยวายดังขึ้นก่อนจะสงบอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนจังก้าล้อมสกัดไว้ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งถูกสั่งปิดทางเข้าออก ส่วนภายในก็มีเสียงประกาศผ่านเครื่องเสียงบนเวทีสั่งให้นักเที่ยวทุกคนอยู่ในความสงบ แยกกลุ่มชายหญิงออกไปยืนคนละฝั่ง

   ชินดนัยรีบสั่งให้สิทธาพาพิราอรไปส่งที่คอนโดเพราะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากมีการตรวจค้น เธอควรเรียนรู้ทุกสถานการณ์ก็จริงแต่กรณีนี้มันหนักหนาเกินไปและเธอยังใหม่เกินกว่าจะต่อรองกับใครได้ อีกอย่างเขาไม่อยากให้ลูกพีชที่แสนดีของน้านันท์ต้องขึ้นโรงพัก ถูกซักมากๆ เข้าจะพาลท่องคาถาชนะมารใส่ร้อยเวรเอาได้ คาถาบทนี้เก็บไว้ท่องปราบเขาคนเดียวก็พอ

   สิทธารับคำสั่ง เร่งหาคนไว้ใจได้รีบพาหญิงสาวออกไปจากผับให้ทันเวลา ก่อนที่ตำรวจจะไปปิดทางออกทางนั้น ทุกอย่างเรียบร้อยผู้จัดการผับเดินกลับมาเยื้องอยู่ด้านหลังของชินดนัยขณะที่ชายหนุ่มยังเจรจากับตำรวจอย่างใจเย็น

   เพราะเคยผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้วชินดนัยควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ไม่โวยวายเกรี้ยวกราดฟาดงวงฟาดงาใส่เจ้าหน้าที่ เมื่อสิทธาเข้ามากระซิบว่าส่งพิราอรเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่มีอะไรให้กังวล เหลือแค่จัดการเรื่องเฉพาะหน้านี่ให้มันผ่านไปก็พอ

   เจ้าหน้าที่ประกาศแจ้งขอดูบัตรประชาชนและตรวจหาสารเสพติด ชินดนัยกับพรรคพวกถอยออกมายืนอยู่รอบนอกอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะกฎที่เข้มงวดและการตรวจค้นที่ค่อนข้างละเอียด พวกเขาจึงไม่ห่วง แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจได้

   ดวงตาคมกริบขอบชินดนัยเหลือบมองทางกลุ่มสาวๆ เพื่อนเที่ยวของชยิน จะมีปัญหาก็เพราะคนพวกนี้นี่แหละ คอยดูเถอะถ้ามันทำอะไรที่ผิดกฎของผับนี้ละก็เขาจะยินยอมให้ดำเนินคดีเต็มที่เลยทีเดียว ดูซิว่าไอ้หมอนั่นมันจะยังทำกร่างอยู่ไหม

   เวลาล่วงเข้าเช้าวันใหม่แต่ผับบาบิโลนวันนี้ยังคงมีแสงไฟส่องสว่างอยู่ ลูกค้าเกือบทั้งหมดถูกปล่อยตัวกลับบ้าน เพราะหลังจากตรวจบัตรประชาชนและตรวจหาสารเสพติดเสร็จสิ้นแล้วคนที่ไม่มีปัญหาก็กลับได้ จะเหลือแค่เพียงกลุ่มสาวน้อยเจ้าปัญหา 5 คน นั่งก้มหน้านิ่ง

   “อายุต่ำกว่า 20 นะครับ กลุ่มนี้ แถมยังดื่มเหล้าเมามาย แต่ผมตรวจปัสสาวะไม่พบสารเสพติดครับ”

   “น้องๆ เขามากับผม ไม่มีปัญหาหรอกหมวด ปล่อยกลับบ้านไปเถอะ แล้วเราค่อยคุยกันนอกรอบ”

   ชินดนัยหน้าเครียด เพราะคำต่อรองเข้าข่ายดูหมิ่นเจ้าพนักงานนั้น เป็นของชยิน ไอ้ลูกไม่รู้จักพ่อพ่นมันออกมาโดยไม่ผ่านการกลั่นกรองของสมอง มันน่าจะย้ายก้นออกไปเสียตั้งแต่ตรวจสารเสพติดเสร็จแล้วแต่มันกลับขออยู่ต่อแถมกางปีกปกป้องเด็กสาวกลุ่มนั้นอีก ชายหนุ่มปรายตาไปทางสิทธา ฝ่ายนั้นส่ายหน้าเป็นเชิงปรามให้เขาเฉยไว้ก่อน เขาจึงได้แต่กอดอกมองอย่างหงุดหงิด

   “ทางบาบิโลนก็มีความผิดนะครับ”

   “นี่หมวดไม่ได้ฟังที่ผมพูดเหรอ ไม่เข้าใจตรงไหนครับ อยากไปคุยกับพ่อผมไหม คุณรู้ไหมว่าผมลูกใคร”

   “ถ้าตัวคุณยังไม่รู้ ผมเองก็จนใจครับ”

   คำพูดแสนสุภาพนั้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินต้องรีบเบนหน้าซ่อนรอยยิ้มสะใจไปทางอื่น ต่างพากันระอาใจกับคำพูดสิ้นคิดนั้น

   “ผมขอเชิญทั้งหมดไปที่ สน. ด้วยนะครับ”

   ร้อยตำรวจเอกสุระ หัวหน้าชุดตรวจค้นพยักหน้าให้ลูกน้องพาเด็กสาวทั้ง 5 คนขึ้นรถ ชินดนัยกับพวกเดินตาม ส่วนชยินที่แม้จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ทว่าเจ้าตัวไม่ยอมกลับแถมโวยวายขอตามไปสถานีตำรวจด้วย ผู้หมวดหนุ่มจึงเหยียดยิ้มท้าทาย

   “ระวังโดนข้อหาเมาแล้วขับด้วยนะครับ”



   กว่าการสอบปากคำลงบันทึกประจำวันจะเสร็จก็แทบสว่างคาตา ชินดนัยเดินปิดปากหาวลงจากสถานีตำรวจพร้อมกับสิทธา ในขณะที่ชยินนั้นถูกคนของพ่อพาตัวกลับไปแล้วแถมยังช่วยไกล่เกลี่ยให้ด้วย เนื่องจากชยินนั้นผิดเต็มประตูทั้งฝ่ากฎผับและฝืนกฎหมาย

   เรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะมันกับน้องๆ นั่นแหละคิดแล้วยังโมโหไม่หาย โชคยังดีบาบิโลนไม่เคยมีคดีมาก่อน แม้ครั้งนี้จะผิดที่อนุญาตให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไป แต่ไม่พบความผิดอื่น เจ้าหน้าที่จึงแค่ว่ากล่าวตักเตือน หากเจอยาเสพติดคงยุ่งยากกว่านี้ นี่ถ้าไอ้ชยินมันไม่เอาบัตรของตัวเองให้เด็กพวกนั้นใช้ผ่านเข้าทางวีไอพีปัญหามันก็คงไม่เกิด เพราะทางผับก็เตรียมตัวรับการสุ่มตรวจไว้แล้ว

   “ต่อไปประตูวีไอพีของผับเราคงต้องเปลี่ยนมาใช้สแกนม่านตาแล้วมั้งคุณสิทธา จะได้หมดปัญหาบารมีพ่อบารมีแม่เสียที”

   “ผมว่าช่วยได้แค่ระยะสั้นๆ ครับ”

   “ไหนลองเสนอวิธีแก้ไขระยะยาวมาสิ”

   สิทธาตอบหน้าตาย “ก็แค่ไม่ให้คนที่ไม่รู้ว่าพ่อตัวเองเป็นใครเข้าผับครับ”

   ชายหนุ่มหัวเราะกับคำตอบของผู้จัดการมาดนิ่ง อันที่จริงสิทธาเป็นคนเข้มงวดและไม่เคยกล่าวล่วงเกินลูกค้าเลย ไอ้ชยินนี่มันเลวหาที่เปรียบจริงๆ

   “จะสว่างแล้วคุณกลับไปนอนพักเถอะ เหนื่อยเลยนะคืนนี้”

   “คุณชินเหนื่อยกว่าผมเสียอีก ท่าทางผู้หมวดคนนั้นไม่ธรรมดาเลยนะครับ ดูหน้าใจดีแต่จริงจังตรงเผง”

   “รุ่นใหม่ไฟแรง ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องไปคิดมากหรอก ทางใครทางมัน อาชีพอย่างเรามันเลี่ยงเขายาก ก็แค่ทำตัวเราให้สะอาดเท่านั้น”

   “ดีนะครับที่พาคุณพีชกลับเสียก่อน”

   “ใช่” ชินดนัยพยักหน้าเห็นด้วย “ถ้าขืนยังอยู่ผมคงโดนข้อหาพยายามฆ่าไอ้บ้านั่นแน่ หมั่นไส้มานานแล้ว ชอบมาตอแยกับพีช”

   สิทธายืนอึ้งกับคำตอบ คนพูดเสร็จก็เดินไปที่รถขับออกไป จากท่าทางและน้ำเสียงดูเหมือนปัญหาเรื่องผับจะไม่สร้างความหงุดหงิดให้กับชินดนัยได้เลยเมื่อเทียบกับเรื่องชยินให้ความสนใจและพยายามจีบพิราอร ผู้จัดการหนุ่มไม่อาจคาดเดาความรู้สึกของใครได้ แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าชินดนัยจริงจังกับพิราอรมากกว่าผู้หญิงคนอื่น คงต้องบอกคุณนันท์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่วนคุณนันท์จะจัดการหลานชายกับลูกเลี้ยงอย่างไรก็สุดแท้



   การเปิดประตูห้องเพื่อจะพบว่ามีสาวสวยน่าปรารถนาคนหนึ่งกำลังใจจดใจจ่อรอคอยเขากลับเป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ในความคิดของชินดนัยเลยแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว พิราอรตัวเป็นๆ เนื้อหอมๆ อยู่ในห้องเขาในเวลาที่ไม่ควรจะอยู่

   ชายหนุ่มยืนตะลึง สายตาคมมองตรงไปยังใบหน้าเนียนสวย คิ้วเรียวขมวด สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล พิราอรยืนขึ้นทันทีที่เห็นเขา เธอยังอยู่ในชุดเดิมที่ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบเมื่อตอนหัวค่ำ เดรสหนังสายเดี่ยวรัดรูปสีดำ ผิวขาวนวลของลาดไหล่มีสายผ้าเล็กๆ สีดำตัดพาดผ่าน มองครั้งใดก็อยากเอื้อมมือไปกระชากให้มันขาดติดมือออกมา

   ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้ากำลังถูกแทนที่ด้วยอารมณ์บางอย่าง เล่นมารอถึงในห้องอย่างนี้ ต่อให้นุ่งขาวห่มขาวเขาก็ยังหวั่นไหว พิราอรดูจะมีอิทธิพลมากเกินไปแล้ว

   “ทำไมยังไม่นอน” มายืนยั่วอย่างนี้ถ้าอดใจไม่ไหวขึ้นมาก็ต้องโทษเธอนั่นแหละ

   “ฉันเป็นห่วงค่ะ เป็นไงบ้างคะ”

   “เรียบร้อยแล้ว ทางเราถูกเตือนให้เข้มงวดมากขึ้น อย่าให้ตรวจพบอีกไม่งั้นจะโดนสั่งปิดผับและยึดใบอนุญาต คุณกลับไปห้องเถอะ ผมจะนอนแล้ว” ชินดนัยออกปากไล่ตรงๆ พลางถอดเสื้อนอกโยนส่งๆ ไปบนโต๊ะ แต่คนถูกไล่ยังอึกอักไม่ขยับไปไหน

   ถ้าเป็นเวลาอื่นพิราอรคงสะบัดหน้ากลับห้องไม่สนใจ แต่เพราะรู้ว่าเขาต้องเจอกับอะไรมาบ้างจึงอยากช่วยเหลือแบ่งเบา ไม่อยากเอาเปรียบเขาในเมื่อบาบิโลนก็เป็นของเธอ อย่างน้อยๆ ให้เธอได้ช่วยอะไรบ้างก็ยังดี เขากลับมาป่านนี้ก็คงจะเหนื่อยมาก ดวงตาดูโรยเพราะอดนอน หญิงสาวอยากช่วยโดยไม่รู้เลยว่าความมีน้ำใจกำลังจะนำภัยมาสู่ตนเอง

   “คุณหิวไหมคะ ฉันจะอุ่นอะไรร้อนๆ ให้กิน เสร็จแล้วจะได้อาบน้ำแล้วนอนพัก” หญิงสาวถามขณะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อเห็นว่าเขาดึงชายเสื้อตัวในออกมาปลดกระดุมจนหมด สาบเสื้อแยกจากกันเผยมัดกล้ามตรงแผงอกและหน้าท้องเป็นลอน

   “เมื่อกี้ไม่หิว แต่ตอนนี้หิวแล้ว”

   “งั้นรอเดี๋ยวนะคะ ฉันจะอุ่นโจ๊กร้อนๆ ให้”

   “พีช...”

   ชินดนัยก้าวเข้าประชิดดึงร่างเธอมาแนบอก ก้มลงสบตากันในระยะใกล้ เปลวไฟปรารถนากำลังคุกรุ่นในตาคม ต้นเขาขยับเบียดชิดกับขาเธอ พิราอรยืนตัวแข็งทื่อตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกเมื่อเขากระซิบเสียงพร่าข้างหู

   “ผมไม่อยากกินโจ๊ก และชุดของคุณก็เซ็กซี่เกินกว่าจะทำครัว”

   “คุณจะทำอะไรคะ”

   “ผมจะกินคุณ”

   พิราอรไม่มีโอกาสส่งเสียงร้องเพราะขาดคำ เขาก็ปิดปากเธอด้วยปากเขาทันที หญิงสาวผวาเฮือกไปทั้งร่าง ครั้งนี้ชินดนัยจูบเหมือนกับคนอดอยากใกล้ตายและมีอาหารรสโอชาวางอยู่ตรงหน้า ลิ้นของเขากวาดกระหวัดเกี่ยวรัดเร่งเร้าเรียกร้อง มือเขาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเลื่อนลงต่ำจนถึงสะโพกกดให้แนบชิดเบียดอัดกับต้นขาแกร่งยิ่งกว่าเดิม ร่างกายทุกส่วนถูกกระตุ้นจนลุกฮือด้วยไฟอารมณ์

   “คุณทำให้ผมทนไม่ไหวเองนะพีช” เขากระซิบเสียงพร่า ลมหายใจร้อนปะทะผิวหน้าแดงก่ำ แล้วเขาก็กดจูบลงมาเต็มอารมณ์หวาม ดูดดึง ดื่มด่ำ ซาบซ่าน ไปทั้งร่างกาย

   ไม่ไหว ใกล้จะขาดใจแล้ว...หญิงสาวคิดอย่างทดท้อหมดแรงขัดขืนหลับตายอมจำนน สองมือเคยดันบ่ากว้างก็ไต่ขึ้นไปโอบรอบคอเขา โน้มลงมาเบียดชิดยิ่งกว่าเดิม ราวกับชินดนัยรู้เวลาก่อนเธอจะขาดใจไปต่อหน้าชายหนุ่มถอนปากออกเปลี่ยนมาซุกไซ้ซอกคอระหงแทน ทุกการสัมผัสลูบไล้สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้กับหญิงสาว มันทั้งจั๊กจี้และซ่านสยิวอยู่ในที แต่ที่เธอต้องการไม่ใช่แบบนี้

   ความคิดเด็ดเดี่ยวถูกสั่นคลอนจนพังทลายเมื่อชายหนุ่มแกล้งเม้มเนินอกที่พ้นเสื้อ พิราอรส่งเสียงครางออกมาอย่างรัญจวนใจ แต่แล้วร่างของเธอก็ถูกผลักออก

   “กลับห้องคุณไปซะ ถ้าไม่อยากถูกผมจับกดลงบนพื้นตอนนี้” ชินดนัยหันหลังให้กับภาพชวนตบะแตกนั่น สั่งเสียงเฉียบขาด

   พิราอรยืนสั่นสะท้านแววตาหวานเยิ้ม ริมฝีปากแดงฉ่ำยั่วยวน สายเสื้อข้างหนึ่งถูกเขาปลดลงมาแล้ว เนินอกมีรอยแดงจากการดูดเม้มลิ้มรสหวานของกายสาว ทุกอย่างกำลังเดินมาสุดทาง ความต้องการที่อัดแน่นมันจวนระเบิดแล้วถ้าเธอยังไม่ไปก็เตรียมตัวร้องครวญครางใต้ร่างเขาได้เลย

   เสียงประตูปิดลงพร้อมกับความอดทนอดกลั้นที่จวนจะระเบิด ชายหนุ่มถอดเสื้อ ถอดกางเกงคลายความอึดอัดของร่างกาย ก่อนจะเตะมันไปส่งๆ แล้วเดินเข้าห้องน้ำ น้ำเย็นๆ ไหลเป็นสายราดรดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าขับไล่ความเครียดขึงของร่างกายที่ฟ้องชัดเจนว่าต้องการเพียงใด

   ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เขาต้องทนเก็บกักความต้องการเอาไว้ เก็บจนมันจวนจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ชินดนัยคนบาปทำตัวเป็นสมภารจำศีลรักษาพรหมจรรย์

   บ้า...เขาต้องบ้าแน่ๆ ที่ปล่อยเธอให้หลุดมือไปอย่างนี้

   มันไม่ใช่เรื่องยากหากจะจับเธอกดลงกับพื้นแล้วแทรกกายบรรเลงเพลงรักจนเสร็จสิ้น ท่าทางโอนอ่อนยินยอมของเธอแทบทำให้เขาคลั่ง พิราอรอ่อนหัดนักแค่ถูกเขาเล้าโลมถูกจุดเธอก็อ่อนระทวยสิ้นท่า แต่สิ่งที่เขากังวลคือเหตุการณ์หลังจากนั้น บ้าชะมัด กับคนอื่นทำไมเขาไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากนอนกับเขาเสร็จแล้วเจ้าหล่อนจะเป็นยังไง แต่กับพิราอรเขาคิด เธอจะมีชีวิตอย่างไรหลังจากนั้น เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเคยนอนด้วย และมันจะไม่จบแค่มีเซ็กซ์เสร็จแล้วต่างคนต่างไป

   อีกหนึ่งเหตุผลที่เขายอมรับก็คือความรู้สึกผูกพันที่มันมากเกินกว่ามีให้ผู้หญิงคนไหน เขาไม่อยากจะเจาะจงเรียกความรู้สึกนั้นว่ายังไง รู้แค่ว่าสนใจ เป็นห่วงความรู้สึกของเธอ อยากทะนุถนอม ทำให้เธอมีความสุขอย่างที่สุดพร้อมๆ กับเขา

   รักเหรอ?

   ไม่หรอก ชินดนัยสะบัดศีรษะแรงๆ ใต้สายน้ำ ความคิดขัดแย้งผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน เขายังไม่รักเธอหรอก ก็คงแค่อยากได้ตามประสานั่นแหละจึงสนใจมากเป็นพิเศษ ชอบจนต้องยอมรับกับน้านันท์ว่าชอบ อยากได้ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่เห็นเธอมานั่งทำการบ้านในผับแล้ว มันคงเป็นความรู้สึกคาใจที่ว่าอยากได้แล้วยังไม่ได้นั่นเอง

   ถ้ารักเธอ เขาจะไปกอดจูบกับผู้หญิงอื่นได้เหรอ แต่เขาก็ไม่ได้นอนกับใครนานแล้วอีกใจหนึ่งยังคิดเหตุผลหักล้าง ใช่...มันต้องเป็นเพราะเหตุผลนี้เพราะไม่ได้ระบายความต้องการกับใครมันก็เลยดูเก็บกดจนความคิดสับสนวุ่นวาย ตอนที่อยู่ภูเก็ตมีผู้หญิงมากมายนับไม่ถ้วน แต่พอมาอยู่นี่เขายังไม่ได้นอนกับใครเลย เต็มที่ก็แค่กอดจูบกันในผับ แล้วผละออกมาเพราะต้องพาพิราอรกลับด้วย ใช่ๆ มันต้องเป็นเพราะอย่างนี้แหละ เขาเคร่งเครียดเกินไปและไม่ได้ระบายความต้องการออก เขาแค่อยากครอบครองเนื้อตัวหอมกรุ่น อยากได้ยินเสียงครางกระเส่า เขาแค่อยากได้ เขายังไม่ได้รักเธอ

   เพื่อยืนยันความคิดที่ถูกต้อง พรุ่งนี้เขาจะลองพิสูจน์ดูสักตั้ง




   ข่าวการตรวจค้นผับบาบิโลนทราบความมาถึงบ้านธุวพร เดชทัตและพัชนันท์นึกกังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและอยากทราบผลการตรวจค้น เจ้าพ่อสถานบันเทิงจึงสั่งให้ภรรยาโทรเรียกลูกสาวและหลานชายมาคุยกันที่บ้านและถือโอกาสกินข้าวเย็นด้วยกันเสียเลยเพราะตั้งแต่หนุ่มสาวเข้าไปจัดการดูแลผับทั้งคู่ก็ไม่ได้แวะมาที่บ้านเลย

   ตกเย็นพิราอรก็มาถึงก่อน เดชทัตนั่งมองลูกสาวจากในสวนและนึกโล่งใจที่ลูกไม่ได้มาพร้อมกับชินดนัยอย่างครั้งก่อน ความหวาดระแวงที่เคยมีก็พอคลายลง

   “ฉันกำลังนึกอยู่เลยว่าถ้าลูกพีชมากับนายชิน ฉันจะทำยังไงดี เห็นขับรถมาเองแบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย”

   “คุณกลัวอะไรอยู่เหรอ” ดูเหมือนพัชนันท์ก็มีความคิดไม่ต่างจากเขา เพียงแค่ภรรยาเลือกจะพูดระบายออกมาแทนที่จะนึกห่วงเงียบๆ อย่างเขา

   “ผู้หญิงดีๆ ที่ต้องมาอยู่ใกล้นายชิน ฉันก็กลัวทั้งนั้นละค่ะ” พัชนันท์ลดเสียงเบาลงเพราะพิราอรกำลังเดินเข้ามาหา

   “สวัสดีค่ะคุณพ่อ น้านันท์ มาเดินออกกำลังกายกันเหรอคะ”

   “พ่อเห็นแดดอ่อนก็เลยชวนน้านันท์เขามาเดินรับลมเล่นกันน่ะลูก นั่งก่อนสิ เป็นไงบ้างได้เริ่มงานมาสักระยะแล้ว”

   พิราอรยิ้มเนือยๆ กำลังจะอ้าปากเล่า เสียงรถของชินดนัยก็แล่นเข้ามา ก่อนเบรกเสียงดังจอดข้างๆ รถของเธอ หญิงสาวได้ยินเสียงพัชนันท์ร้องเฮ้อ ท่าทางอ่อนใจ

   “ลูกพีชยังไม่ต้องรีบเล่าหรอกลูก รอโค้ชหนูก่อนเถอะ แต่งตัวหล่อเหมือนพร้อมออกล่าเหยื่อสาวสำหรับคืนนี้เลย”

   หญิงสาวยิ้มนิดๆ นึกเห็นด้วยกับแม่เลี้ยง วันนี้ดูชินดนัยหล่อร้ายกว่าทุกวัน ตระเตรียมการบางอย่างของเขาทำให้เธอเชื่อหมดใจว่าคืนนี้เขาจะออกล่าจริงๆ

   เมื่อตอนหลังจากที่วางสายจากแม่เลี้ยง เขาก็โทรเข้ามาถาม ทั้งคู่จึงรู้ว่าถูกสั่งให้เข้าไปรายงานผลเรื่องการตรวจค้น พิราอรนึกแปลกใจตอนเขาบอกให้เธอขับรถไปเอง แต่ก็ไม่ได้ถามเหตุผล เพราะบางทีเขาอาจจะอยากทำธุระส่วนตัวอย่างที่เธอเคยพูดไว้

   อันที่จริงมันก็แปลกตั้งแต่เขาโทรมาบอกแล้ว ปกติเป็นต้องวิ่งแจ้นมาเคาะประตูอ้อนขอนั่นนี่ จนเธอรู้สึกผิดที่หลงคิดว่าเขาขโมยคีย์การ์ดเธอไป การไม่ต้องเผชิญหน้ากันหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนมาหมาดๆ ทำให้พิราอรโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่ไม่ต้องเจอกัน เธอเองทำหน้าไม่ถูกหรอก สีหน้าที่เต็มไปด้วยความต้องการของเขายังติดตา รอยจูบ สัมผัสจากฝ่ามือร้อนผ่าวที่ลูบไล้เนื้อตัว ไม่เจอหน้ากันเป็นดีที่สุด ถึงจะหนีไม่พ้น แต่ก็พอยืดเวลาทำใจได้อีกสักหน่อย

   “สวัสดีครับน้าเดช สวัสดีครับน้านันท์คนสวย”

   “คงสวยน้อยกว่าสาวๆ ของแกมั้ง”

   ชายหนุ่มฉีกยิ้มทะเล้น แกล้งเหลือบมองไปทางพิราอรแวบหนึ่งแล้วว่า “น้าสวยน้อยกว่าครับ แต่น้าแซบมากกว่ามาก”

   คนไม่แซบนั่งคอแข็ง ถูกค่อนขอดซึ่งหน้าอย่างนี้นึกหมั่นไส้คนพูดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ลองให้เธอแซบขึ้นมาเถอะ เขานั่นแหละที่จะร้อง

   “นั่งก่อนสิชิน เป็นไงบ้างล่ะ น้ากำลังถามลูกพีชพอดีเราก็มาถึง ก็ดีจะได้คุยพร้อมๆ กันไปเลย”

   “คุณพ่อฟังจากคุณชินเถอะค่ะ เพราะว่าพีชเองก็ไม่ทราบรายละเอียดเหมือนกัน”

   “อ้าว!” สามีภรรยาอุทานพร้อมกัน ก่อนหันไปทางคุณชินของลูกพีช

   “พอดีผมเห็นว่ามันจะยุ่งยากกับพีชมากเกินไปครับ เลยให้กลับคอนโดก่อน ส่วนผลการตรวจค้นไม่มีอะไรต้องห่วงครับ ไม่เจอยาเสพติด เจอแต่เด็กอายุไม่ถึง 20 ปี 5 คน”

   “แล้วเข้าไปได้ยังไง ก็รู้นี่น่าว่าจะมีการสุ่มตรวจ”

   “ทางผับเราทราบดีครับ เพียงแต่ครั้งนี้จะโยนความผิดมาให้เราทั้งหมดมันก็ไม่ใช่ น้าเดชพอเคยผ่านหูเรื่องลูกชายของท่านชยุตบ้างไหมครับ”

   “แสบอยู่นะ คนเป็นพ่อตามเก็บกวาดให้แทบไม่ไหว”

   “นั่นละครับตัวการเลย”

   “แล้วมาเกี่ยวอะไรกับเรา” พัชนันท์เอ่ยถาม ขณะที่พิราอรยังนั่งนิ่งเป็นผู้ฟังที่ดีแล้วก็เกือบจะสำลักน้ำลายตัวเองกับคำตอบห้วนๆ ของชินดนัย

   “ก็มันมาจีบลูกพีช”

   หญิงสาวกระแอมสองสามครั้งก่อนแก้ “เขาแค่ชวนดื่มด้วยเฉยๆ ค่ะ”

   เดชทัตหัวเราะกับคำตอบของลูกสาว แล้วสั่งให้ชินดนัยเล่าต่อ “ไหนเล่ามาให้หมดซิ เรื่องมันเป็นยังไง”

   “ก็มันจีบลูกพีชไม่ได้ มันก็โทรเรียกเด็กเอ๊าะๆ มาแก้ขัด แล้วก็เอาบัตรวีไอพีของเราให้เด็กพวกนั้นใช้ผ่านประตูเข้ามา แล้วก็คงจะเป็นวันมหามงคลของผับเราครับ พวกนั้นเข้ามานั่งได้แป๊บเดียว ตำรวจก็ตามเข้ามา”

   “ไกล่เกลี่ยกันได้ก็ดีแล้ว คราวหลังก็ระวังหน่อยแล้วกัน ถ้าเรื่องมันบานปลาย เราจะลำบาก”

   “ครับน้า”

   “แล้วเป็นไงบ้างลูกสาวน้าพอจะเป็นงานบ้างยัง”

   “ถ้าไม่นับเรื่องเมื่อคืนก็ถือว่าเรียนรู้ได้เร็วครับ” น้ำเสียงชายหนุ่มราบเรียบ หากแต่แววตาลึกซึ้งกินนัย

   พิราอรผินหน้าหลบไปทางอื่น รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ราวกับจะจับไข้กับสายตานั้น ไอ้ที่ว่าเรียนรู้ได้เร็วนี่มันเรื่องไหนกันแน่

   “ลูกพีชหัวไวอย่างนี้ อีกไม่นานแกก็คงได้กลับภูเก็ตแล้วละ” พัชนันท์แกล้งว่า เพราะสังเกตเห็นหนุ่มสาวมีพิรุธแปลกๆ ดูลูกเลี้ยงจะไม่ค่อยสบตาหลานชายเธอเลย

   “น้านันท์นี่ใจร้ายจัง ยังไม่ทันเสร็จศึกก็เตรียมจะเนรเทศขุนพลแล้ว”

   “อยู่สอนงานแม่ทัพไปก่อนเถอะ ท่านขุนพล อย่าเพิ่งรีบกลับเลย ทางนั้นสาทิตน่าจะจัดการได้”

   “ครับ คงดีใจมาก ที่จะได้ลากฝรั่งกร่างๆ ไปซัดหลังผับโดยไม่มีใครห้าม”

   เดชทัตส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนหันไปถามลูกสาว “เป็นไงลูก นั่งเงียบเลย หิวข้าวแล้วยัง”

   “ป่านนี้ในครัวคงตั้งโต๊ะเสร็จแล้ว ฉันว่าพวกเราย้ายเข้าข้างในกันดีกว่าค่ะ” พัชนันท์ชักชวน ก่อนทั้งหมดจะเดินกลับเข้าไปยังห้องรับประทานอาหาร

   มื้อค่ำของบ้านธุวพรเริ่มไวกว่าปกติเพราะทั้งลูกและหลานเจ้าของบ้านจะต้องไปทำงานกันต่อ บทสนทนาบนโต๊ะยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับผับบาบิโลน แม้ชินดนัยจะผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว ทว่าบางครั้งเดชทัตก็ไม่ลืมถามความคิดเห็นของลูกสาว

   พิราอรแม้จะยังเป็นมือใหม่ แต่เธอได้พี่เลี้ยงดี มีความคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมานำเสนอให้พ่อได้แนะนำ ถึงจะเป็นเรื่องงานแต่พ่อลูกก็ได้คุยกันมากกว่าในยามปกติ รอยยิ้มประดับใบหน้าของเดชทัตไม่เคยจางหาย ความสุขเล็กๆ ของเจ้าพ่อสถานบันเทิงก็คือการได้แลกเปลี่ยนความคิดกับลูกสาวที่คนเป็นพ่อหวาดหวั่นว่าลูกจะหนีไปบวชชี เมื่อพิราอรก้าวหน้ามากอย่างนี้เขาก็พอวางใจ

   ค่ำวันนั้นหนุ่มสาวล่ำลาเดชทัตและพัชนันท์ ก่อนจะเดินกันมาที่รถ ระหว่างทางชินดนัยลอบสังเกตแฟชั่นคุมผับของพิราอร

   คืนนี้เป็นชุดเดรสคอเต่าแขนกุดสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย ถึงจะไม่เปิดเผยเนื้อหนังมังสา แต่สัดส่วนโค้งเว้าเข้ารูปพอดีของชุดสวยตัวนั้นก็ยังคงน่าปรารถนาอยู่ ขณะที่กำลังใช้สายตาโลมเลียเบื้องหลังอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ เธอก็หันขวับกลับมา ทำเอาเขาสะดุดลมหายใจ ทำอะไรไม่ถูกไปเลย

   “มีอะไรเหรอ”

   พิราอรหลงลืมความตั้งใจที่จะถามทันทีที่เห็นแววหื่นกระหายในดวงตาคู่คม หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อสั่นหน้าปฏิเสธ

   “ไม่มีอะไรค่ะ” แล้วเธอก็ก้าวยาวๆ ขึ้นรถขับออกไป

   ไม่นานพิราอรก็ถึงผับ ชินดนัยขับตามมาจอดรถไม่ไกลนัก ก่อนจะลงจากรถและชวนเธอเข้าผับพร้อมกัน หญิงสาวเอียงคอมองคนที่เดินข้างๆ อย่างแปลกใจ ทำไมวันนี้เขาถึงดูกระตือรือร้นมากนัก

   คืนนี้ผับดูเงียบเหงาทั้งที่เป็นคืนวันเสาร์ เนื่องจากการตรวจค้นของตำรวจเมื่อคืน หลายคนจึงเปลี่ยนใจไปใช้สถานบันเทิงอื่นชั่วคราว

   “คืนนี้สงสัยแขกซุปเปอร์วีไอพีของเราจะไม่มาแฮะ” เสียงทุ้มมาจากข้างกาย

   “แต่สาวๆ ก็ยังเยอะอยู่นะคะ”

   “แบบนี้แหละที่ผมต้องการ”

   พิราอรขัดหูกับน้ำเสียงร่าเริงนั้น เธอกับชินดนัยเดินไปที่บาร์เครื่องดื่ม เก้าอี้หน้าบาร์ของริคาร์โดมีสาวๆ นั่งอยู่เต็ม ทำไมวันนี้ลูกค้าผู้หญิงเยอะจัง

   “ไงริค คืนนี้สาวตรึมเลยนะ”

   “ธรรมดาของคนหน้าตาดีก็งี้แหละ คืนนี้ดื่มอะไรดีครับ” ริคาร์โดถามหญิงสาว ก่อนนำเสนอ “ถ้าคิดไม่ออกคืนนี้ผมมีค็อกเทลสูตรใหม่แนะนำ อยากลองดูไหมครับ”

   “ขอเป็นม็อกเทลอย่างเดิมดีกว่า แกจะมอมเธอแต่หัวค่ำไม่ได้นะ คืนนี้ขับรถมาเองด้วย”

   “ถ้าไม่มีใครไปส่ง ผมก็ว่างนะครับ”

   “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันดื่มได้ คุณริคลองทำให้ชิมดูหน่อยเถอะค่ะ”

   “ขอให้ฉันด้วย”

   พิราอรหันไปมองคนข้างๆ อย่างไม่เชื่อหู เธอรู้ว่าชินดนัยดื่มเครื่องดื่มทุกชนิด แต่ไม่เคยได้ยินเขาสั่งค็อกเทลเลยสักครั้ง ริคาร์โดเองก็คงไม่ต่างกัน แต่เมื่อทั้งคู่มองตามสายตาของชินดนัยแล้วจึงพบคำตอบ

   “เราก็นึกว่าคุณชินดนัยจะให้เกียรติชิม ที่แท้ก็มีแผน” ริคาร์โดเริ่มลงมือผสมเครื่องดื่ม

   ทว่าพิราอรยังสนใจหญิงสาวที่กำลังทอดสะพานให้ชินดนัยอยู่ แม้จะเคยเห็นเขากอดจูบผู้หญิงอื่นแต่เขาไม่เคยทำในตอนที่เธออยู่ด้วยเลยและความคิดนี้มันทำให้เธอหงุดหงิด ผู้หญิงกลุ่มนั้นสวยแซบตามรสนิยมของเขา หนึ่งในกลุ่มนั้นคือดาราสาวที่กำลังได้รับความนิยม เกมนี้คงไม่มีใครถูกล่า น่าจะเป็นการสมประโยชน์ทั้งสองฝ่ายมากกว่า

   “พีช พีช คุณพีชครับ!”

   “คะ...คะ”

   “ทางนั้นมีแต่สาวๆ ไม่น่าสนใจหรอกครับ มองหน้าผมยังดีซะกว่า” ริคาร์โดยิ้มกว้างพลางยื่นแก้วเครื่องดื่มสีสวยให้ บนปากแก้วมีเลมอนฝานบางๆ เสียบอยู่ “ลองชิมดูครับว่าผ่านไหม ผมตั้งชื่อมันว่า พริตตี้พีช”

   “ริค...” ชินดนัยลากเสียงยานคาง ชายหนุ่มละสายตาจากกลุ่มสาวๆ ที่เล็งไว้ ก่อนหันหน้ากลับมาเตือนบาร์เทนเดอร์หน้าหล่อเสียงเรียบ “บอกไม่รู้จักจำนะว่าห้ามจีบเจ้านาย”

   “ก็เห็นคืนนี้คุณมีเป้าหมายแล้วผมเลยอยากช่วยดูแลคุณพีชบ้าง”

   พิราอรยิ้มขำหน้าตาอ้อนๆ ของริคคาร์โด เธอรู้ว่าเขาแกล้งหยอกเล่น จึงไม่คิดอะไรมาก ทุกคืนถ้าเดินผ่านบาร์เขาก็หยอดมุกหวานแบบนี้ทุกครั้ง หญิงสาวไม่ได้รู้สึกอะไรเลยนอกจากขบขันเสียมากกว่า

   “พีชดูแลตัวเองได้ค่ะ” หญิงสาวยกแก้วพริตตี้พีชขึ้นดื่ม ก่อนย่นหน้าน้อยๆ “ดูเหมือนแอลกอฮอร์จะแรงไปหน่อยนะคะ ต้องลองถามคนอื่นดูเพิ่ม เพราะพีชไม่ค่อยสันทัดเลยบอกได้แค่นี้ค่ะ”

   “ไหนขอผมชิมบ้าง” ชินดนัยไม่รอให้เจ้าของอนุญาตก็คว้าแก้วของพิราอรดื่ม แล้วหันไปมองริคาร์โด

   “ไปแย่งคุณพีชทำไม เอ้า! แก้วนี้ของคุณ” บาร์เทนเดอร์หนุ่มเลื่อนแก้วให้แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาคาดโทษของชินดนัย ก็แค่เพิ่มช็อตในเครื่องดื่มของพิราอรแค่นั้นทำเป็นมองตาเขียว

   “ถ้าไม่อยากย้ายไปผสมเหล้าหลังผับก็อย่าแอบเพิ่มช็อตให้ลูกพีชอีก” ชายหนุ่มคว้าแก้วของตัวเองมาถือไว้ บอกให้หญิงสาวขึ้นไปรอบนห้อง “คุณขึ้นไปบนห้องเถอะ ข้างล่างนี้ผมดูต่อเอง คืนนี้คนไม่มาก ถ้าอยากกลับก่อนก็ได้ อย่าให้ดึกนัก ขับรถคนเดียวมันอันตราย”

   “แล้วนั่นจะไปไหน” ริคคาร์โดถามได้ตรงใจพิราอรนัก ทว่าคำตอบของชินดนัยก็สร้างความขัดใจให้เธอได้มากเช่นกัน

   “ไปทำธุระส่วนตัว!”


15
บทที่ 8

   ในหัวของพิราอรหมุนคว้าง ขาแข้งอ่อนแรงลงทุกขณะ ในจังหวะที่คิดว่าตัวเองเข่าอ่อนจะทรุดลงไปกองกับพื้น แขนข้างหนึ่งของชินดนัยก็ตวัดรัดเอวดึงเข้าไปแนบชิด ต้นขาของเธอกับเขาแนบสนิทเกือบเป็นเนื้อเดียว เขารัดเธอราวกับต้องการให้หลอมละลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ไม่มีส่วนใดไม่แนบชิดตั้งแต่หน้าอกลงมา

   เขายังคงบดเบียดริมฝีปากอย่างรุนแรงเร่าร้อน พิราอรเผลออ้าปากร้องเมื่อเขาแกล้งกัดริมฝีปากล่างและนั่นคือการกระทำที่ยืนยันความพ่ายแพ้ของเธออย่างสมบูรณ์

   ชินดนัยตวัดกวาดความหวานล้ำ เขาเชื่อว่าเหล้าแค่ไม่กี่แก้วจะทำให้เขาเมาได้ แต่เมื่อเหล้ามาเจอกับความหวานล้ำไม่ประสาของพิราอรมันกลับทำให้เขาปั่นป่วนไปหมด ความปรารถนาลุกโชนโหมกระหน่ำร่างกายเขาตื่นตัวและตื่นเต้นกับการบดเบียดแนบชิดของกันและกัน ชายหนุ่มถอนจูบเพื่อให้เธอได้มีอากาศหายใจ แต่ไม่คิดจะปล่อยให้เธอหลุดพ้นจากอ้อมกอด

   ชายหนุ่มซุกไซ้ต้นคอระหง ขบเม้มยั่วเย้าเรียกเสียงประท้วงจากหญิงสาว ด้วยประสบการณ์และชั้นเชิงที่เหนือกว่าไม่มีทางที่พิราอรจะรอดพ้นมือเขาไปได้

   อึดใจต่อมาชินดนัยก็รวบร่างหญิงสาวช้อนตัวเธอขึ้นมาและกดจูบลงไปอย่างวาบหวามพลางเดินไปที่โซฟาอย่างไม่รีบร้อน ความขุ่นเคืองเจอจางแต่สิ่งที่เข้มข้นขึ้นจนถึงตึงเครียดก็คือความปรารถนา เขาต้องการเธอจนใกล้จะหมดขีดจำกัดของความอดทนแล้ว!

   แผ่นหลังของพิราอรสัมผัสกับโซฟาตัวยาว ตามด้วยแรงกดทับจากร่างกายใหญ่โตของชินดนัย หญิงสาวได้สติ ผวาเฮือกพลิกหน้าหนีสองมือยันใบหน้าและอกกว้างของชายหนุ่ม สมองพยายามคิดหาทางรอด ในที่สุดก็พึมพำท่องบทสวดออกเร็วป๋อจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง

   “นะโม พุทธายะ โมคคัล…”

   “เดี๋ยวๆ พีช” ชินดนัยรีบขัดก่อนที่พิราอรจะบริกรรมคาถาจนจบบท เขาหยุดทุกการกระทำ ชันแขนกับโซฟายกตัวขึ้นเพื่อจะได้มองคนข้างล่างได้ถนัด ในดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าไม่รู้ว่าจะเครียดหรือขำก่อนดี “นี่มันใช่เวลาสวดมนต์ไหมคุณ”

   “ถ้าคุณทำอะไรฉันมากกว่านี้ ฉันจะเกลียดคุณไปตลอดชีวิต”

   เอากับคุณเธอสิ! อยากจะหัวร่อให้กลิ้งหล่นโซฟาแต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้เหลือแค่กระตุกยิ้มมุมปาก ชินดนัยยังคงนอนทาบทับให้ร่างกายส่วนสำคัญด้านล่างเตือนเธอว่าอย่าเล่นตุกติก เขาพร้อมจะเปลี่ยนใจไปต่อได้ทุกเมื่อ

   ชายหนุ่มแกล้งร้อง เฮ้อ...ดังๆ ดับเพลิงปรารถนาที่กำลังลุกลาม ก็ดีพิราอรชิงห้ามไว้ก่อน เพราะเขาเองก็แทบจะยั้งไม่อยู่แล้วเหมือนกัน  แต่เหนือความคาดหมายหน่อยๆ ก็คือเธอดันสวดคาถาใส่เขาซะนี่ จะต้องรู้สึกยังไงดี แล้วที่สวดนั่นคาถาอะไรของเธอ

   เขาไม่ได้กลัวถูกเกลียด แต่เพราะเป็นพิราอร...แม่ชีที่แสนน่ารัก และตอนนี้เขายิ่งรู้สึกเอ็นดูเธอขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แม้จะอยากครอบครองให้สิ้นเรื่องแต่ทั้งช่วงเวลา สถานที่ไม่เอื้ออำนวยสักอย่าง หลังจากได้เธอแล้วปัญหาจะตามมาอีกหลายขบวน

   “ตกลงเมื่อกี้สวดอะไร”

   “ฉะ...ฉันเลือกไม่ถูกว่าสถานการณ์นี้จะสวดคาถาบทไหน กันภัย แคล้วคลาด หรือชนะมาร”

   เสียงหวานยังฟังดูขลาดๆ ไม่รู้ว่าคนพูดกลัวหรือเขินที่ยังนอนกอดกันอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าจะให้ปล่อยก็รอไปก่อนเถอะ

   “แล้วตกลงสวดอะไร” ชายหนุ่มแกล้งคาดคั้น เห็นเธอเงียบ ก็โน้มใบหน้าลงไป “พีช...ไม่ตอบ ผมต่อนะ รอบนี้จะไม่หยุดด้วย”

   “เดี๋ยวค่ะ ตะ...ตอบแล้ว คาถาชนะมาร!”

   ชินดนัยกลั้นหัวเราะจนไหล่กว้างสั่นแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา โอ๊ย...เขาอยากจะบ้า นี่เห็นเขาเป็นยักษ์เป็นมารเลยหรือ

   “มั่นใจไหมว่าปราบมารอย่างผมได้”

   พิราอรมองเขาอย่างไม่แน่ใจ แล้วสั่นหน้า

   “ทีหลังอย่าไปนั่งกับแขกอย่างนั้นอีก ต่อให้เป็นซุปเปอร์วีไอพีก็ห้าม” หลังจากควบคุมความขบขันได้ ชายหนุ่มก็ยื่นคำขาด แกล้งเคาะปลายนิ้วชี้กับปลายจมูกเธอยั่วเย้า ก่อนเปลี่ยนอารมณ์ถามเธอเสียงหวาน “เมื่อกี้มันแตะตรงไหนบ้าง ตรงนี้ใช่ไหม”

   ไหล่เปลือยถูกเขาจูบเลาะเล็มลิ้มรสเนื้อนวลหอมหวาน เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากันอีกครั้ง พิราอรก็ใบหน้าแดงก่ำราวเป็นไข้ เนื้อตัวสั่นสะท้านจนเขารู้สึก หญิงสาวหลบตาพยายามดันร่างเขาออก

   “ลุกเถอะค่ะ ตัวคุณหนัก ฉันหายใจไม่ออก”

   “งั้นผมช่วย ผายปอดให้”

   “อย่าค่ะ”

   “ห้ามเก่งจัง คราวนี้จะสวดคาถาไหนดี” ชายหนุ่มแกล้งต่อว่า กดจมูกสูดแก้มแดงๆ ดังฟอด ก่อนจะดึงเธอให้ลุกขึ้น สายตาละห้อยหาจ้องเรียวขาเหมือนยังตัดใจไม่ขาด

   พิราอรรีบขยับไปนั่งชิดโซฟาอีกด้านหนึ่ง พยายามดึงชายกระโปรงที่ร่นขึ้นมาปิดต้นขา แต่ด้วยความยาวของชุด เมื่อนั่งแบบนี้ก็ปกปิดได้ไม่มากพออย่างที่คิด เธอเห็นลูกตาของชินดนัยวิบวับราวกับมันยิ้มได้ อยากตบสักฉาด แต่จากที่สัมผัสร่างกายกันเมื่อครู่ รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงแข็งขึง ถึงแค้นใจแต่เธอควรอยู่ห่างๆ เขาไว้ก่อนจะดีกว่า

   “นายชยินนั่นเป็นลูกชายของท่านชยุต เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่ใครๆ ก็เกรงใจ ภายนอกมันก็ดูเหมือนกร่างๆ อาศัยบารมีพ่อเบ่งไปวันๆ แต่จริงๆ แล้วไอ้หมอนี่ก็แสบใช่ย่อย มีข่าวพัวพันทั้งเรื่องยาและค้าผู้หญิง” เสียงทุ้มพูดขึ้นทำลายความเงียบ

   “ฉันจะระวังตัวค่ะ”

   “ไม่ได้อยากให้แค่ระวัง อยู่ให้ห่างๆ มันไว้จะดีมาก เส้นสายของเราไม่เกี่ยวข้องกัน อำนาจคนละขั้ว มันไม่เกรงใจใครหรอก ถ้ามีเรื่องผมกลัวจะกระทบกันไปหมด ที่มันมานั่งผับเราบ่อยๆ นี่ก็จับตากันอยู่ว่ามานั่งธรรมดาหรือมาขยายตลาด” ชายหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ จับมือเธอคลึงเล่น “ผมไม่ใช่พ่อพระ แถมยังเป็นคนบาปเต็มตัว กลัวแต่ว่าถ้ามันมาตอแยกับคุณมากๆ จะลืมตัวกระทืบมันเข้า”

   พิราอรตาโต อ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคำพูดทำนองนี้จะหลุดออกมาจากปากเขา อย่าบอกนะว่าที่ทำไปเมื่อกี้คือความหึงหวง บ้า...เขาต้องบ้าไปแล้วถ้าเป็นงั้นจริง มันต้องมีหลายอารมณ์มากกว่าที่จะข้ามขั้นไปถึงจุดหึงหวงซึ่งกันและกัน

   แต่ที่แน่ๆ เธอยังไม่เคยรู้สึกอะไรพิเศษกับเขาเลย จะมีก็แต่อารมณ์วาบหวิวที่ถูกเขาปลุกเร้ากอดจูบลูบไล้กระตุ้นให้มันตื่นขึ้นมา เธอเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบ สัมผัสที่เขาแตะต้องเนื้อตัว จะเหมาว่าชอบเขาก็คงไม่ใช่ เกลียดไหมมันก็ไม่เชิง เธอแค่มึนงงสับสนมากกว่าทั้งที่ปฏิเสธได้แต่แรกก็ปล่อยกายปล่อยใจยินยอมเขาจนเกือบยั้งใจกันไม่อยู่ โชคดีที่สำนึกผิดชอบชั่วดียังยับยั้งไว้ให้หยุดทุกอย่างได้ทัน

   “คุณพูดเหมือนกับว่า...” พิราอรไม่กล้าพูดออกมาจึงเงียบไปเฉยๆ

   ชินดนัยหัวเราะทั้งที่ไม่มีอะไรน่าขำ เขาเดาความคิดหญิงสาวออก แววตากระจ่างใสอธิบายความรู้สึกงุนงงสงสัยได้ดีกว่าคำพูด การมองเขาตื่นๆ แล้วหน้าแดงแจ๋นี่ก็ไม่ต้องคิดเป็นอื่นหรอก ด้วยกลัวว่าพิราอรจะเขินหนักไปกว่านี้ ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้างชะโงกหน้าไปจุ๊บมุมปากเธอเสียอีกหนึ่งครั้งก่อนลุกขึ้นเดินไปที่ประตู แล้วหันกลับมาบอกยิ้มๆ

   “หึงคุณนะเหรอ ถ้างั้นผมก็ต้องรักคุณนะสิ”

   “ฉันจะไปรู้คุณเหรอ”

   “ไม่รู้ก็ไม่รู้ รู้ตอนไหนช่วยบอกผมด้วยแล้วกัน” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน แล้วสั่งต่อว่า “นั่งรอผมในห้องนี่แหละ สังเกตการณ์จากในนี้จะดีกว่า คืนนี้เสียฤกษ์แล้ว ขืนมีใครมาขายขนมจีบคุณอีกคงได้เปลี่ยนผับเป็นเวทีมวยซะแน่  อ้อ...ถ้าง่วงก็นอนก่อนได้ ผับปิดแล้วผมจะมารับ”

   ประตูปิดเรียบร้อย พิราอรรีบวิ่งไปกดล็อก ยืนพิงบานประตูด้วยใจระทึก พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

   เกือบไปแล้ว...แค่เพียงไม่กี่นาทีเธอเกือบจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปง่ายๆ ใช่...เขาเสียฤกษ์แต่เธอเกือบเสียตัว หญิงสาวหลับตาพยายามสงบสติ ชยินอันตรายเธอรู้ระหว่างที่ช่วยเช็ดตัวมือไม้เขาไม่อยู่สุขนัก แต่หมอนั่นก็ไม่ได้บุกจู่โจมเหมือนชินดนัย ทั้งหมดนี้ตัวอันตรายแท้จริงก็คนใกล้ตัวนี่แหละ

   จากความใกล้ชิดเร่าร้อนเธอเชื่อว่าเขาสามารถโอ้โลมปลุกเร้าอารมณ์ให้เธอคล้อยตามได้ เพราะก็เห็นอยู่ว่าช่วงหลังเธอแทบจะไม่ได้ขัดขืนเลย หญิงสาวยกมือทาบอก หัวใจเธอยังเต้นตึกตักๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนร่างกายมันพร้อมจะตอบสนองเขาไปเสียทุกส่วน

   เธอต้องบ้าแน่ หญิงสาวสั่นหน้ารัวเร็ว ตัดสินใจเดินไปที่บาร์เครื่องดื่มหยิบแก้วตั้งไว้ เริ่มเปิดขวดเหล้า ดมกลิ่นเลือกเอาที่ไม่แรงนัก จนกระทั่งเลือกเหล้าได้หนึ่งขวด เทใส่แก้ว แล้วถือทั้งหมดไปวางบนโต๊ะที่ตั้งหน้าโซฟา

   พิราอรเดินถือแก้วเหล้าไปหยุดยืนตรงผนังกระจก สายตาเธอมองความวุ่นวายเบื้องล่าง จะมืดสลัวแค่ไหนก็ยังอุตส่าห์ตาดีเห็นผู้ชายที่เพิ่งคลุกคลีกับเธอในห้องนี้ยืนนัวเนียกับผู้หญิงคนหนึ่ง มือของฝ่ายหญิงวางทาบกับอกกว้าง ใบหน้าแหงนเงยเชิญชวน ในขณะที่ฝ่ายชายลูบไล้เส้นผมยาวเลื่อนลงไปจนถึงลำแขนกลมกลึง

   เหล้าในแก้วถูกเจ้าของดื่มรวดเดียวหมด หญิงสาวเบ้หน้าเมื่อความร้อนขมปร่าไหลผ่านลำคอ กลิ่นไม่แรงติดจะหอมแต่ดีกรีกลับแรงเหลือเกิน เหล้าอะไรของเขากันนะ แม่ชีผิดศีลรีบเดินกลับไปรินน้ำเปล่าแล้วดื่มอักๆ มือสั่นๆ น้อยๆ รู้สึกในหัวโหวงเหวงเล็กน้อย แต่พอมองไปข้างล่างก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

   เหล้าแก้วต่อๆ มา ลื่นคอดื่มง่ายขึ้น หญิงสาวแสยะยิ้มเมื่อคิดถึงคำพูดของชินดนัยในคืนที่เจอกันครั้งแรกที่นี่

   ...ผมสามารถนอนคุยกับคนที่ไม่รู้จักชื่อได้ทั้งคืน…

   มันคุยไม่ใช่การคุยธรรมดาหรอก มองตากันหวานเยิ้มขนาดนั้น คนบ้าตัณหา เห็นแก่ตัวที่สุด! ไม่ใช่เธอก็ใครก็ได้งั้นสิ เขาเก่งอยู่แล้วนี่ ไม่แน่ว่าคืนนี้เธออาจจะต้องกลับแท็กซี่ก็ได้ ชินดนัย...คุณมันบ้าที่สุดเลย!




   ผับใกล้ปิดชินดนัยตั้งใจขึ้นไปตามพิราอรกลับ แต่หลังจากทั้งเคาะทั้งเรียกอยู่นานคนข้างในก็ไม่ตอบรับจนเขาต้องย้อนลงไปขอกุญแจสำรองจากสิทธา ผู้จัดการรีบมาช่วยไขให้ ชายหนุ่มกำลังจะเข้าไปแต่เห็นสิทธายังอยู่จึงเลิกคิ้วถาม

   “เข้าห้องได้แล้ว ขอบคุณมาก ถ้าไม่มีอะไรก็กลับบ้านเถอะ ผมจะพาพีชกลับเหมือนกัน”

   สิทธาพยายามถ่วงเวลาเก็บข้อมูล แต่ดูเหมือนชินดนัยจะระวังตัวมากขึ้น เข้าห้องได้ก็รีบปิดประตูปล่อยให้ผู้จัดการหนุ่มยืนเซ่ออยู่หน้าห้องนั่นเอง แล้วอย่างนี้จะรายงานคุณนันท์ว่ายังไงดี

   หนุ่มนอกห้องอับจนหนทาง ขณะที่หนุ่มในห้องกวาดตามองไปรอบๆ กลับไม่เห็นใคร หายไปไหนกันนะ เดินเข้าไปที่โซฟาแล้วถึงเจอคำตอบ ที่แท้คุณหนูลูกพีชก็มาหลับอยู่นี่เอง

   กำลังจะสะกิดเรียกแต่สายตาไปสะดุดเข้ากับแก้วและขวดเหล้าที่วางอยู่ คิ้วเข้มขมวดดวงตามองไปที่ขวดเหล้าสลับกับหญิงสาวหลับตาพริ้มบนโซฟา

   “แอบกินเหล้าเหรอเนี่ย พีช...” ชินดนัยย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้า มือจับไหล่นุ่มเขย่าเบาๆ “พีช...ตื่นเถอะ กลับบ้านกัน”

   “ฮื้อออออ อย่ามากวน ฉันจะนอน”

   “แอบกินเหล้าเหรอ เมาหรือเปล่า”

   “ไม่มาววว”

   อ๋อ...ถ้าแบบนี้เมาแน่นอน ชายหนุ่มถอนใจหยิบกระเป๋าใบเล็กของเธอมาสะพาย ก่อนจะช้อนร่างเจ้าของกระเป๋าอุ้มขึ้นอย่างง่ายดาย แม้เจ้าตัวจะพึมพำอะไรออกมาแต่ก็น่าดีใจที่ไม่ได้เป็นคาถาอะไรอีก คนถูกอุ้มขยับตัวยุกยิกวางมือแหมะกับอกแกร่งและนิ่งไปคงขยับได้องศาที่เหมาะสมแล้ว

   ชินดนัยอุ้มพิราอรลงมาจากห้องทำงาน สิทธายืนอยู่ไม่ไกลเห็นเข้าก็ตะลึงอ้าปากค้างรีบวิ่งเข้าไปถามด้วยความตกใจ

   “คุณพีชเป็นอะไรครับ”

   “สงสัยจะง่วงหนักไปหน่อย” ชายหนุ่มตอบหน้าตาย สั่งให้ผู้จัดการช่วยเดินตามไปเปิดรถให้

   โชคดีที่มีทางออกเฉพาะและรถจอดใกล้กับทางออก สิทธายืนมองชินดนัยจัดท่าให้พิราอรนอนสบาย ประตูรถปิดและชินดนัยแบบมือขอกุญแจรถคืน

   “จะไหวเหรอครับ ให้ผมตามมิลินนั่งไปเป็นเพื่อนไหม”

   “เป็นเพื่อนใคร ผมหรือพีช” ชินดนัยย้อนถามยิ้มๆ ตบบ่าสิทธาสองสามครั้งแล้วว่า “ขอบคุณมาก ไม่ต้องห่วงเจ้านายหรอก ผมดูแลเธอได้ รับรองว่าริ้นไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม กลับบ้านได้แล้วสิทธาเดี๋ยวก็เช้าพอดี ผมไปนะ”

   ดึกดื่นป่านนี้ถนนค่อนข้างโล่ง ชินดนัยไม่มีเค้าว่าจะง่วงเพราะนอนดึกจนชิน เขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่พัก ทุลักทุเลอยู่พักใหญ่ก็อุ้มร่างไม่ได้สติของพิราอรเข้าไปในลิฟต์ มายืนอึ้งก็ตอนที่ลิฟต์เปิดแล้วไม่รู้จะไปห้องใครนั่นแหละ

   “ขี้เซาแถมเมาไม่รู้เรื่อง น่าอุ้มเข้าห้องแล้วลักหลับซะเลย” ชายหนุ่มส่ายหน้าระอาแล้วก้าวไปทางห้องของหญิงสาว ค่อยวางเธอลงให้ยืนพิงเขาแล้วเปิดกระเป๋าเอาคีย์การ์ดเปิดห้อง พอเปิดได้ก็อุ้มเธอขึ้นเหมือนเดิม

   ชินดนัยวางหญิงสาวบนเตียงนุ่ม เห็นเอวบางร่างน้อยแต่พออุ้มนานๆ ก็เล่นเอาหอบเหมือนกันนะเนี่ย เขาช่วยถอดรองเท้าให้ ส่วนเดรสสั้นปาดบ่าสุดเซ็กซี่ขยี้ใจนั้นได้แต่ยืนมองอย่างเสียดายก่อนจะตวัดผ้าห่มคลุมให้ เขาไม่ใช่พระเอกแสนดีที่พอนางเอกเมามายแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้อย่างสุภาพบุรุษ ตรงข้ามเลยล่ะเขากล้ายอมรับตรงๆ เลยว่าแค่คิดจะจับพิราอรลอกคราบความคึกคักก็บังเกิดทันที จินตนาการถึงเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธอใต้ร่างเขาไม่สิ้นสุด ขอย้ำว่านี่แค่คิด แล้วถ้าได้แตะจริงๆ คงพากันเตลิดเปิดเปิง ลูกพีชได้ร้องครวญครางแทนท่องคาถาชนะมารแน่

   ต้องออกไปแล้ว!

   ชายหนุ่มข่มความต้องการอันท่วมท้น แข็งใจหันหลังให้หญิงสาว แล้วรีบคว้าคีย์การ์ดติดมือออกมา ก้าวเร็วๆ พาตัวเองไปอยู่ในโซนปลอดภัย เพราะถ้าเกิดปล่อยให้ใจอ่อนแล้วอย่างอื่นแข็งขึงได้เป็นเรื่องแน่




   พิราอรตื่นมาพร้อมความกระอักกระอ่วน ท้องไส้ปั่นปวน ศีรษะหนักอึ้ง อยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำแต่ก็ลุกไม่ขึ้น ได้แต่ยกมือนวดคลึงบริเวณขมับหวังไล่อาการมึนงง เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เหมือนมีอะไรแล่นมาจุกอยู่ที่คอ ทรมานจนทนนอนต่อไม่ไหว หญิงสาวลากสังขารมาโก่งคอใส่ชักโครกอย่างหมดไส้หมดพุง

   อ้วกกกกก

   ความทรมานผ่านไป ทิ้งไว้เพียงรสขมของน้ำดีที่น่าสะอิดสะเอียน หญิงสาวอยากบ้วนปากแต่หมดแรงจนต้องหลับตานั่งกับพื้นพิงโถชักโครกอย่างหมดสภาพ เป็นนานกว่าจะยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อและน้ำตาออกไปลวกๆ แม้แขนขาจะยังสั่นอยู่บ้าง แต่ก็พอจะประคองตัวเองไปที่อ่างล้างหน้า เปิดน้ำบ้วนปาก

   กว่าหญิงสาวจะกลับมามีสภาพใกล้เคียงกับพิราอรคนเดิมก็ปาเข้าไปบ่ายกว่า ในหัวยังคงรู้สึกโหวงเหวงเล็กน้อย จึงทำได้เพียง นอนโง่ๆ อยู่บนโซฟา กาแฟดำเข้มจัดดูจะช่วยเธอไม่ได้มากนัก ดื่มเข้าไปหวังจะถอนก็เหมือนยิ่งจะซ้ำให้หนักขึ้น เธอจึงหลับตานอนนิ่งๆ และเผลอหลับไป

   เพราะเสียงเรียกหน้าห้องทำให้สะดุ้งตื่น พิราอรงัวเงียลุกขึ้นนั่งสะบัดหัวแรงๆ ก่อนจะตื่นเต็มตาเพราะเสียงร้อนรนของคนข้างนอก หญิงสาวรีบวิ่งไปเปิดประตูตามเสียงเรียกนั้นจนลืมเช็คสภาพของตัวเองว่าเป็นอย่างไร

   “อื้อฮือ” ดวงตาของชินดนัยเต้นเป็นประกายขบขันเมื่อเห็นหญิงสาวที่มาเปิดประตูให้ “นี่สร่างดีหรือยัง”

   “คุณมีอะไร”

   “ขอเข้าไปนั่งข้างในได้ไหมล่ะ ขี้เกียจยืนคุย เมื่อยขา”

   เจ้าของห้องเบี่ยงตัวหลบให้เขาเข้ามา โซฟาที่เธอครอบครองมาตั้งแต่ช่วงเช้าเขาก็นั่งลงหน้าตาเฉย ไม่ได้ดูร่องรอยเลยว่าเธอใช้งานมันอยู่ ที่อื่นก็มีทำไมไม่นั่ง

   “ท่าทางคุณไม่ดีเลยนะ”

   “ตื่นมาอ้วกจนหมดไส้หมดพุงแล้วก็นอนอึนทั้งวัน ฉันจะสดใสเหมือนดอกไม้แรกแย้มได้ไงล่ะ” พิราอรไม่ยอมแพ้ ทรุดนั่งลงโซฟาตัวเดียวกับเขาแต่คนละแถบ “ว่าธุระคุณมาเถอะ”

   “แค่จะมาถามว่าคืนนี้จะไปไหม แต่ดูสภาพแล้ว นอนพักดีกว่ามั้ง”

   “ฉันไม่ต้องไปก็ได้เหรอ”

   “ได้สิ ผับของคุณ จะไปไม่ไปก็สิทธิ์ของคุณ”

   “งั้นฉันก็มอบอำนาจให้คุณไปตั้งแต่วันนี้ก็ได้งั้นสิ ฉันจะได้นอนสบายๆ อยู่ห้อง”

   ชินดนัยกดยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยยั่ว “ก็ย่อมได้ ถ้าคุณไม่กลัวผมฮุบผับคุณนะ”

   “ทำอย่างกับว่าฉันอยากได้นักนี่ คุณจะออกไปกี่โมง”

   “ถ้าคุณไปผมก็จะรอ”

   “ฉันขับรถไปเองก็ได้ เผื่อคุณอยากไปต่อ”

   ชินดนัยมองคนที่พูดเรื่อยๆ เหมือนไม่ใส่ใจ ก็ไอ้ท่าหลับตาคลึงขมับนั่นล่ะทำให้เขาฉุกคิด อยู่ดีๆ ทำไมพิราอรถึงได้นึกครึ้มดื่มเหล้าย้อมใจเสียเมาแอ๋ ถ้าไม่ใช่...

   “ผับปิดตีสอง ผมยังจำเป็นต้องไปต่ออีกเหรอ พาตัวเองกลับห้องนอนก็จะไม่ไหวแล้วมั้ง” เขาลองยังเชิง

   “จะไปรู้เหรอ ฉันก็เกรงใจ คุณยังหนุ่มแน่นแถมไม่ใช่พระอาจจะมีธุระส่วนตัวต้องทำ” เธอเน้นเสียงคำว่าส่วนตัวหนักๆ

   ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ ก่อนจะย้อนถาม “ธุระส่วนตัวที่ว่านี่ หมายถึงผู้หญิงเหรอ เพราะถ้าใช่ มันก็แน่นอนอยู่แล้ว คุณมาถูกทางแล้วล่ะที่เข้าใจว่าผมไม่ใช่พระ แถมพละกำลังยังล้นหลามข้ามคืน แต่ผมสงสัยอย่างหนึ่ง”

   “อะไร เฮ้ย!”

   เพราะชินดนัยขยับเข้ามารวดเร็ว ทิ้งระยะห่างจากเธอไม่มากนัก แรงขยับทำให้พิราอรลืมตามองเขาหน้าตื่น คิดหนีก็ไม่รู้จะหลบไปไหนเพราะติดพนักโซฟา

   “ทำไมเมื่อคืนถึงดื่มเหล้าจนเมาขนาดนั้น” เขาถาม ลมหายใจร้อนปะทะแก้มนวลที่เริ่มจะระเรื่อขึ้น

   “ฉะ...ฉันแค่ อยากลองหัดดื่ม”

   “ไม่มีเหตุผลอื่นเหรอ” เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้อีก

   “ไม่มี ฉันจะดูแลผับก็ต้องหัดดื่มไว้บ้าง จะมาคออ่อนไม่ได้ ก็เลยลองดู”

   พิราอรไม่กล้าสบตากับเขา เพียงวูบเดียวที่มองกันเธอก็รู้ว่าเขาไม่เชื่อ ก็ช่างสิ เรื่องของเขา สิ่งสุดท้ายที่เธอคิดจะทำก็คือการยอมรับว่าไม่พอใจที่เห็นเขายืนนัวเนียกับผู้หญิงอื่นทั้งๆ ที่เพิ่งผละจากเธอไป เขาอาจไม่ตะขิดตะขวงใจ แต่เธอรังเกียจความมักง่ายเอาไม่เลือกนั้น

   “อยากดื่มผมไม่ว่าหรอก แต่อย่าคิดดื่มประชด เพราะมันจะนำความหายนะมาสู่ตัวคุณเอง”

   “บอกตัวเองเถอะค่ะ”

   “ผมชอบให้คุณบอกผมมากกว่า” เขาตอบกลับมาหน้าระรื่น สังเกตเห็นไฟโทสะในดวงตาคู่หวาน จึงเลิกคาดคั้นและถอยห่างให้เธอมีพื้นที่ได้หายใจหายคอ ก่อนบอก “ที่หลังถ้าจะหัดดื่มผมจะสอนให้”

   ชายหนุ่มทิ้งสายตามองเธอเหมือนรู้ทัน แต่พิราอรเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ได้ยินเสียงเขาพูดว่า

   “ถ้าไปก็เตรียมตัวนะ เดี๋ยวเย็นๆ ผมมาเคาะห้องเรียก ไปด้วยกันนี่แหละ ถ้ามีคุณอยู่ด้วยธุระส่วนตัวของผมที่คุณกังวลนั้นมันก็ไม่จำเป็นหรอก เมื่อคืนคุณก็น่าจะรู้แล้วว่าเราคงเข้ากันได้ดี”

   หากชินดนัยทอดเวลาช้ากว่านั้นสักวินาที หมอนอิงในมือพิราอรที่เพิ่งตกลงบนพื้นคงมีโอกาสได้ฟาดหน้าหล่อๆ ของเขาก่อนที่มันจะตกลงมา
   


   การเข้ามารับงานดูแลผับต่อจากพ่อโดยมีชินดนัยคอยเป็นพี่เลี้ยงช่วยให้พิราอรเรียนรู้งานได้รวดเร็วมากขึ้น ท่าทีเรื่อยเปื่อยของชินดนัยที่เขาแสดงออกมานั้นเป็นเพียงสิ่งลวงตา ในยามที่ต้องทำงานเขาก็จะจริงจังและเด็ดขาด แนะนำในสิ่งที่เธอควรทำ และตักเตือนในเรื่องที่เธอยังไม่เข้าใจนัก

   พิราอรมานึกย้อนดูแล้วตัวเธอช่างมีความคิดคร่ำครึเหมือนคนแก่ บางเหตุการณ์ที่เห็นในผับเธอก็รับไม่ได้ แต่ดูชินดนัยจะไม่เป็นปัญหา เขาพยายามบอกให้เธออย่าคิดมาก คนที่กล้าออกมาเที่ยวกลางคืนอย่างน้อยเจ้าตัวก็ต้องมั่นใจว่าเอาตัวรอดได้ เธอก็เพียงแค่ระวังไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีงามขึ้นในผับก็พอ หากเหตุการณ์มันผิดปกติจวนตัวก็ให้เรียกบรรทัดมาจัดการ

   ทุกสถานที่ย่อมมีกฎเกณฑ์ เมื่อออกนอกกฎก็ต้องออกไปให้พ้น ในธุรกิจสีเทาไม่มีขาวล้วนและดำสนิท พบเห็นผู้คนเมามายไม่ได้สติยังพอทำใจมองผ่านได้ แต่บางครั้งเธอก็ไม่ชอบใจนักที่ได้เห็นเด็กวัยรุ่นกอดจูบนัวเนียกันในมุมมืด เมื่อหันไปหมายจะบอกกับพี่เลี้ยงหนุ่มเขาก็ทำยิ้มกรุ้มกริ่ม หัวเราะหึๆ และแกล้งมองเธอตาวาวๆ เหมือนอยากทำตามวัยรุ่นพวกนั้นบ้าง

   “ไฟรักมันยากจะหักห้าม เข้าไปขวางมันบาปนะครับแม่ชี ไปเถอะ อย่าจ้องนาน เดี๋ยวน้องเขาจะเขิน”

   เขาบอกเธอเพียงแค่นั้นแล้วโอบเอวดันให้เธอเดินผ่านไป พิราอรยังขัดใจแต่จำต้องปล่อยตามที่ชินดนัยบอก ตราบใดที่ลูกค้าพวกนั้นยังไม่เปลี่ยนผับของเธอให้กลายเป็นม่านรูด เธอก็จะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น

   ความสัมพันธ์ของเธอกับชินดนัยอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าไม่นับสายตาที่มองมาราวจะกลืนกินยามเผลอตัวของเขา หญิงสาวร้อนผ่าวไปทั้งร่าง รอยสัมผัสที่เขาทิ้งไว้ยังจดจำไม่ลืมและพร่ำเตือนตัวเองเสมอว่าอย่าริอ่านทำอย่างนั้นอีกถ้าไม่อยากเสียใจ

   แต่นอกจากสายตาแล้วชินดนัยก็ไม่ได้รุกรานอะไรเธออีก นอกจากแตะนิดโอบหน่อยจนพิราอรเริ่มชินและขี้เกียจจะเทศนาสั่งสอนเพราะลงความเห็นว่าจะเจ็บคอและเสียเวลาเปล่าๆ

   คืนนี้หญิงสาวถูกพี่เลี้ยงสั่งห้ามเด็ดขาดว่าผับไม่ปิด อย่าได้คิดลงไปอวดโฉมด้านล่างอีกแม้แต่น้อย เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลก็เป็นเพราะคืนนี้แขกวีไอพีอย่างชยินมานั่งวางท่าอยู่โต๊ะประจำ พอเห็นเธอเมื่อตอนหัวค่ำก็รีบเชื้อเชิญให้ร่วมโต๊ะ โชคดีที่เธอไปกับชินดนัย พี่เลี้ยงของเธอหัวไวรีบหาช่องบ่ายเบี่ยงจนหลุดออกมาได้ หลังจากนั้นเธอก็ถูกสั่งให้มายืนเมียงมองอยู่ในห้องทำงานนี่ แต่อยู่บนนี้ก็ดีไม่ต้องวุ่นวายเสียงดัง

   มุมปากของหญิงสาวโค้งขึ้นเมื่อเหลือบมองหูฟังป้องกันเสียงรบกวนวางนิ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ชินดนัยให้เธอมา จำได้ว่าตอนเขายื่นมาให้เธอก็แค่มองหน้าเขางงๆ

   ‘ก็เห็นทำเหมือนไม่ชอบเสียงดังตั้งแต่แรกๆ แล้ว ผมเลยหามาให้ เพื่อสุขภาพหูของคุณหนูพิราอร’

   เขาก็เป็นอย่างนี้ ภายนอกดูร้าย ภายในร้ายยิ่งกว่า แต่เพราะได้อยู่ใกล้ชิดกันมาสักระยะมันก็มีมุมที่เธอไม่นึกว่าเขาจะคิดถึงอย่างเช่นเรื่องหูฟังกันเสียงรบกวนนั่น บางทีเขาก็ดูใจดี แต่บางทีเขาก็ดูคุกคาม แต่ที่เห็นประจำจนชินตาและขัดใจเสมอก็ตรงที่เขาชอบเลื้อยกับแขกสาวๆ

   พิราอรถอนใจ เตือนตัวเองว่าเขามีสิทธิ์ เธอไม่ควรรู้สึกอะไรทั้งนั้นและก็ดีแล้วที่เขาไปรุ่มร่ามกับผู้หญิงอื่น หากไม่มีทางระบายพลังหนุ่มออกเสียบ้าง เธอนั่นแหละจะตกอยู่ในอันตราย

   หญิงสาวเดินไปที่ผนังกระจกแล้วมองลงไปหลุบตามองฝ่าความมืดของชั้นล่าง ถึงจะเตือนตัวเองอย่างไรแต่สิ่งแรกที่พิราอรมองหาก็ยังคงเป็นเขา

   “ฮั่นแน่...แอบมองหาผมอยู่หรือเปล่า”

   คนที่มองหาเปิดประตูห้องเข้ามา หญิงสาวมองเขาเพียงแวบเดียวและกวักมือเรียก

   “มาดูนี่สิคะ” ดวงตาพิราอรยังจับจ้องเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง เด็กสาวทรงผมยังตัดสั้นเหมือนเด็กมัธยมต้น เมื่อชินดนัยมายืนไม่ไกลนัก เธอจึงถาม “ถึง 18 หรือยังคะนั่น ยังเด็กมากอยู่เลย ปล่อยให้เข้ามาได้ยังไง”

   “เมื่อกี้ยังไม่มีเลย”

   สีหน้าของชินดนัยไม่ชอบใจนัก ชายหนุ่มมองจุดที่พิราอรพูดถึง มันเป็นโต๊ะของชยินนั่นแหละ คงเป็นแขกของไอ้คนไม่รู้จักพ่อตัวเอง เด็กสาว 5 คนนั่งรายล้อมมัน เป็นภาพธรรมดาแต่ก็ไม่เหมาะเพราะยังดูเด็กมากจริงๆ

   “ไล่ออกไปดีกว่ามั้ง ถ้ายังอายุไม่ถึงก็คงต้องเชิญออกกันตรงๆ ผมไม่อยากเสี่ยง การสุ่มตรวจยังคงทำอยู่ ถ้าพลาดขึ้นมาและจะซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง ไอ้เวรนี่มันขยันหางานให้ผมจริงๆ นะ”

   “ฉันไปด้วยไหมคะ”

   “ถ้าคุณออกไปช่วยผมไล่เด็กพวกนั้นออกไปแล้วคงต้องห้ามมวยผมกับไอ้บ้านั่นต่อ มันคงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่คุณแทน เพราะฉะนั้นรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวผมกลับมารับ” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย ดูเหมือนวันนี้คงมีเรื่องให้เขาต้องปะทะคารมกับชยินอีกแล้ว

   “แย่แล้ว คุณชินคะ!”

   “อะไรเหรอ”

   น้ำเสียงตื่นตระหนกของพิราอรทำให้ชายหนุ่มชะงัก หมุนกายกลับก่อนเดินเร็วๆ มาหา หญิงสาวหน้าซีดเผือดชี้ให้เขาดู สิ่งที่เห็นทำให้ชินดนัยหงุดหงิดจนอยากตะบันหน้าใครสักคน

   “บ้าฉิบ!”


หน้า: [1] 2 3 ... 15