แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - รัญชิดา

หน้า: 1 ... 3 4 [5]
61
บทที่ 12

   เพลินตะวันสะดุ้งน้อยๆ เมื่อเปิดหน้าต่างมาเจอกับแผ่นหลังชวนซบของเกษตรหวา เขากำลังมุ่งหน้าไปทางเรือนใหญ่หรือถ้าจะให้ถูกก็คงจะวิ่งออกไปทางหน้าบ้าน แม้จะเห็นสักวาตื่นมาวิ่งออกกำลังกายแบบนี้เป็นประจำ แต่เธอก็ยังอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ที่จะต้องตื่นมาเจอผู้ชายอกสามศอกสวมเสื้อกล้ามโชว์ต้นแขนกำยำวิ่งผ่านเรือนไปทุกวันๆ บอกตรงๆ ต่อให้เป็นสาวถึกบึกบึนแค่ไหนก็คงจะอดรู้สึกสะเทือนซางไม่ได้ แล้วอีตาเกษตรนี่ก็ฟิตชะมัดตื่นมาวิ่งได้ทุกเช้าสิน่า บางวันเธอเดินสวนกับเขา บางวันก็เดินกลับเรือนมาด้วยกัน เพราะเธอเองต้องตื่นไปช่วยป้านุ่มเตรียมของใส่บาตร

   วันนี้เพลินตะวันตื่นสายไปหน่อย มันเป็นความผิดของคนที่เพิ่งวิ่งผ่านไปเมื่อกี้นั่นแหละ เมื่อคืนเธอนอนพลิกกลับไปมากว่าจะข่มตาหลับได้ จนป่านนี้เธอยังข้องใจไม่หายเลยว่าเมื่อวานเขาเป็นอะไรกันแน่ จะว่าทะเลาะกับแฟนก็คงไม่หรอก ออกจะจี๋จ๋ากันซะขนาดนั้น หรือว่าเครียดเรื่องย้ายอยากกลับบ้าน อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่ก็เขาตั้งเป้าหมายสร้างผลงานกับการประกวดของตำบลไว้แล้วจะมากังวลทำไม เฮ้อ...ไว้ค่อยตะล่อมถามทีหลังแล้วกัน ขืนนั่งเดาสุ่มแบบนี้เที่ยงเธอก็คงยังไม่ได้คำตอบ

   หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาแล้วรีบจัดการทำธุระส่วนตัวก่อนที่ป้าสีนุ่มจะมาตามถึงเรือน แม้ว่าจะเร่งตัวเองสักเท่าใดเธอก็ยังช้าและดูท่าว่าวันนี้ป้าสีนุ่มจะได้ลูกมือคนใหม่แล้ว เพลินตะวันยิ้มกว้างนัยน์ตาเป็นประกายขณะที่ยืนมองภาพสักวาหยิบขันข้าวส่งให้ผู้เป็นป้า ก่อนจะตามด้วยถุงกับข้าวและดอกไม้ ป้านุ่มคงมีความสุขเพราะหวังอยากจะให้หลานชายมาตักบาตรด้วยกัน หลังจากที่กล่อมพี่จันทน์ให้ตื่นมาใส่บาตรไม่เคยสำเร็จสักครั้งจนป้านุ่มทำใจและไม่เซ้าซี้พี่จันทน์ขี้เซาของเธออีก เว้นแต่วันสำคัญๆ ที่ป้านุ่มมักจะเอ่ยชวนและพี่จันทน์ของเธอก็รับปากแต่ก็ไม่เคยตื่นทันพระสักที วันนี้เห็นทีป้านุ่มจะเลิกง้อแบบถาวรเพราะได้หลานชายคนใหม่สมใจ งานนี้พี่จันทน์กะพ้อของเธอก็เตรียมตัวตกกระป๋องได้เลย

   "ทำไมเพิ่งมาล่ะเพลิน" ผู้เป็นป้าเอ่ยทักทันทีที่เธอเดินเข้าไปหา "ไม่ทันพระแล้วจ้ะแม่หนู สู้เกษตรหวาก็ไม่ได้วิ่งเสร็จแล้วยังมาตักบาตรกับป้าทัน ตื่นสายนะวันนี้น่าขายหน้าจริงๆ หลานสาวฉัน"

   เพลินตะวันหัวเราะและมองเลยไปที่เกษตรหวาของป้า ใบหน้าเขาดูสดชื่นแต่ดวงตายังเหมือนมีอะไรที่ต้องคิดอยู่ เธอจะจ้องมากก็กลัวเขาจะเข้าใจผิดจึงแค่ส่งยิ้มทักทายตามประสาก็แค่นั้น

   "วันนี้เพลินต่อให้เกษตรเขาก่อนหรอกป้า รับรองว่าพรุ่งนี้ไม่ได้กินเพลินหร๊อก" หญิงสาวแกล้งบอกเสียงสูง

   "อย่ามัวมายืนโม้อยู่เลย ช่วยเกษตรเขาเก็บของเถอะ แล้วพี่ชายเราน่ะตื่นหรือยัง ได้ข่าวว่าวันนี้จะต้องไปส่งดอกไม้ในตัวจังหวัดไม่ใช่เหรอ"

   "ตื่นแล้วจ้ะ อีกเดี๋ยวคงมากินข้าวกัน" เพลินตะวันเดินเข้าไปที่โต๊ะเล็กๆ สำหรับวางของใส่บาตร แล้วหยิบขันข้าวมาอุ้มไว้พลางบอกกับชายหนุ่ม "มาคุณ ฉันช่วยเก็บ"

   สีนุ่มมองดูข้าวของที่ไม่เยอะมาก เพลินตะวันเก็บคนเดียวก็หมด ภรรยาผู้ใหญ่เบิ้มจึงเอ่ยปากบอกกับชายหนุ่ม "เกษตรหวาจะกลับเรือนไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ เจ้าเพลินมาแล้วไม่ต้องห่วงป้า เดี๋ยวจะได้มากินข้าวกัน วันนี้จะไปทางไหนกันล่ะ"

   "ไปไหนกันดีคุณ" หนุ่มสาวมองหน้ากันก่อนที่เพลินตะวันจะถามชายหนุ่มราวกับจะปรึกษา สักวาเงียบเพราะไม่รู้จะตอบยังไง สีนุ่มเห็นแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มๆ นึกเอ็นดูเกษตรหนุ่มที่วัยไล่เลี่ยกับหลานชาย

   "งั้นเดี๋ยวค่อยมาคุยกันต่อแล้วกัน ไปอาบน้ำอาบท่าซะเถอะเกษตรแล้วมากินข้าวที่เรือนใหญ่จะได้ตกลงกันว่าวันนี้จะไปไหน เอาอย่างนี้ดีไหม"

   "ดีครับป้า งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ" สักวายิ้มกว้างกับภรรยาของผู้ใหญ่ ก่อนจะหันมาทางหลานผู้ใหญ่แล้วถามเพื่อความแน่ใจ "เก็บได้นะคุณ"

   "ไปเถอะ ฉันเก็บได้"

   เพลินตะวันเก็บของใส่บาตรเรียบร้อยก็เริ่มจัดโต๊ะอาหารทยอยยกถ้วยจานกับข้าวน่ากินมาวางไว้ สีนุ่มกลับเข้าห้องไปดูแลสามีที่วันนี้มีประชุมที่อำเภอ เพลินตะวันจึงต้องทำหน้าที่จัดโต๊ะคนเดียว หญิงสาวก้มลงหยิบจานในตู้หูก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาก็คิดว่าเป็นพี่ชายจึงร้องสั่ง

   "พี่จันทน์ยกถ้วยแกงจืดไปได้เลยนะ เดี๋ยวเพลินเอาจานกับช้อนตามไป" หญิงสาวประคองจานข้าวลุกขึ้นแล้วก็เห็นว่าเธอเข้าใจผิด "อ้าว คุณเองเหรอ ทำไมอาบน้ำเร็วจัง ฉันนึกว่าเป็นพี่จันทน์ซะอีก"

   "ผมก็อาบเหมือนทุกวันนั่นแหละ ไม่ช้าไม่เร็วหรอก" สักวาเดินมายกถ้วยแกงจืด คิ้วเข้มขมวดเมื่อเห็นยิ้มแปลกๆ ของหญิงสาว "ขำอะไร"

   "ไม่รู้สิ บอกไม่ถูก จริงๆ ฉันก็อยากจะกวนประสาทคุณหรอกนะ แต่เห็นท่าหงอยๆ แบบนี้แล้วกลัวไม่สนุก คุณเป็นอะไรหรือเปล่า เหมือนจะเครียดๆ นะ" เพลินตะวันตัดสินใจถามเขาไปตรงๆ

   คำถามนี้ทำให้สักวาถอนใจเฮือกค่อยๆ ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้แทนที่จะยกถ้วยแกงจืดออกไป ชายหนุ่มเงยหน้ามองเธออย่างไม่แน่ใจ แต่ก็ยอมเปิดปากในท้ายที่สุด เขาต้องระบายความอึดอัดออกมาบ้าง และตอนนี้ยัยผีกะหล่ำคงเป็นคนเดียวที่เขาจะพูดคุยได้แบบไม่ต้องเก๊ก ไม่ต้องรักษาภาพ เพราะถึงจะเจอกันได้ไม่นานแต่เขากับยัยนี่ก็เบ่งพลังใส่กันมาแล้วหลายครั้งหลายคราชนิดที่ว่าไม่บันยะบันยังซะด้วย แล้วจะไปกลัวอะไรกับการที่จะต้องยอมรับว่ามีปัญหากับแฟน แต่เพื่อความมั่นใจสักวาจะขอคำมั่นสัญญาเธอสักหน่อยแล้วกัน

   "คุณต้องสัญญาก่อนนะว่าจะไม่หัวเราะเยาะผมถ้าเล่าให้ฟัง"

   "อื้อ...ฉันสัญญา ว่ามาสิ"

   "คุณเคยงอนแฟนแบบไม่มีเหตุผลไหม"

   "หะ!" เพลินตะวันมองเขาหน้าเหวอและเกือบผิดคำสัญญาหัวเราะออกมาซะแล้ว ดีที่ยั้งตัวเองไว้ทัน ที่แท้ก็มีปัญหากับแม่ยอดยาใจจริงๆ โถๆๆ เกษตรหวาปรึกษาน้องเพลินน่ะมาถูกทางแล้ว "คุณทะเลาะกับนางไหเหรอ"

   สักวาพยักหน้ายอมรับกลายๆ ก่อนเสียงทุ้มจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ "ก็ไม่เชิงทะเลาะกันหรอก ยังไม่ทันได้เถียงกันเลยด้วยซ้ำ แต่คุณเคยเป็นไหม อารมณ์แบบอยากเรียกร้องให้คุณไก่ฟ้ามาอยู่ใกล้ๆ ดูแลไม่ห่าง ตัวติดกันตลอด"

   "เดี๋ยวนะเกษตรหวา แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ไก่หะ!" หญิงสาวเท้าสะเอวถามเสียงเขียว หน้าเธอเริ่มหงิกงอจนสักวาต้องยกมือยอมแพ้ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจว่ายัยผีกะหล่ำจะโกรธเขาด้วยเรื่องอะไร อ๋อ...เขาก็ลืมไป นายไก่ฟ้าไม่ใช่แฟนยัยนี่แต่เป็นติ่ง

   "ไม่เกี่ยวก็ไม่เกี่ยว ลืมที่ผมพูดไปแล้วกัน เฮ้อ...เราก็นึกว่าช่วยได้" ชายหนุ่มผุดลุกฉวยหยิบถ้วยแกงจืดมาถือไว้เตรียมยกออกไป แต่เสียงของเพลินตะวันทำให้เขาต้องชะงัก

   "ทำไม นางไหงอนที่คุณไม่มีเวลาให้เธองั้นเหรอ"

   "พูดให้ถูกผมว่าช่วงนี้จินนี่ต่างหากที่ไม่มีเวลาให้ผมน่ะ" สักวานั่งลงอีกครั้งและเริ่มต้นเล่าราวกับอัดอั้นมาเป็นชาติ

   เพลินตะวันฟังไปนานเข้าก็ต้องลากเก้าอี้มานั่งเพราะชักรู้สึกเหมื่อยขา ว่าไปแล้วเธออยากให้โหรามาอยู่ตรงนี้ด้วยจริงๆ รับรองว่าพี่นักเขียนของเธอจะต้องได้พล็อตรักหวานล้ำมาเขียนเป็นเรื่องได้แน่ๆ

   "ทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละ" สักวาสรุป

   ศิราณีเพลินตะวันกะพริบตาปริบๆ ด้วยความที่มั่นใจในทฤษฎีแน่นปึ้กจากการดูหนังรักมาแล้วนับร้อยเรื่อง แต่เธอกลับลืมไปว่าตัวเองนั้นขาดประสบการณ์ด้านความรักภาคปฏิบัติ เธอไม่มีสิทธิที่จะไปสอนจระเข้อย่างสักวาซึ่งดูท่าว่าจะว่ายน้ำคล่องปร๋อ ความรักจริงๆ เป็นยังไงหญิงสาวยังอธิบายไม่ได้เลย ถ้าให้บอกรายละเอียดเรื่องการปลูกบวบเหลี่ยมก็ว่าไปอย่าง แต่เมื่อเขาอุตส่าห์บากหน้าเล่ามาจนถึงขั้นนี้จะให้เธอไม่ดูดำดูดีก็กระไร เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังเป็นทุกข์ ถึงจะไม่เคยรู้จักแต่เธอก็คอหนังรักตัวยงมันคงมีสักเรื่องละที่ตรงกับสถานการณ์ของสักวา

   "คุณไม่ค่อยได้คุยกับเธอหรือเปล่าเธอก็เลยรู้สึกน้อยใจสุดท้ายก็มาเหวี่ยงใส่คุณอย่างนี้" ศิราณีมือใหม่เริ่มเดาสุ่ม

   "จินนี่ไม่เคยมีปัญหากับเวลาของผม" สักวาแก้ต่างให้คนรัก "เธอเข้าใจผมมาตลอด แม้ว่าตอนที่รู้ว่าผมย้ายผิดเธออาจจะหงุดหงิดไปบ้าง แต่เมื่อคุยกันเข้าใจทุกอย่างก็คลี่คลาย จินนี่ก็กลับมาเป็นแฟนที่น่ารักเหมือนเดิม แต่..."

   "แต่อะไร" เพลินตะวันขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้พลางถามอย่างตื่นเต้น

   "แต่เพ่หิวข้าวแล้วน้องเพลิน..."

   "พี่จันทน์!" เพลินตะวันนึกอยากจับพี่ชายใส่หม้อแกงจืดแล้วปิดฝาตั้งเตาไฟ ช่างโผล่มาได้ช่วงเวลาสำคัญ เลยไม่รู้กันว่า แต่ ของสักวานั้นคืออะไร หญิงสาวที่ถูกขัดจังหวะตวัดสายตามองพี่ชายและว่าเอาตรงๆ "เสียนิสัยมาแอบฟังคนเขาคุยกัน"

   "น้อยๆ หน่อยน้อง ถ้าพี่คิดจะแอบฟังแล้วพี่จะโผล่เข้ามาเสนอหน้าทำไมไม่ทราบ ว่าแต่...คุยเรื่องอะไรกันเหรอ ถึงต้องแอบมากระซิบกันในครัว" จันทน์กะพ้ออยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที แต่ด้วยความหิวที่มีมากกว่าความอยากรู้หนุ่มสวนดอกไม้จึงเลิกสนใจแล้วเปลี่ยนมาเร่งน้องสาวที่นั่งค้อนขวับๆ ใส่เขา "เกษตรรีบไหม ต้องคุยธุระให้จบเลยหรือเปล่า งั้นผมเอาแกงจืดกับจานไปกินข้าวรอก่อนนะ หิวมาก"

   "ไปพร้อมกันนี่แหละครับ ผมแค่คุยกับคุณเพลินเรื่องทั่วๆ ไป เอาเป็นว่าเราออกไปกินข้าวกันดีกว่า"

   "กู๊ด ไอเดีย" จันทน์กะพ้อขยิบตาใส่เกษตรหนุ่มก่อนจะเดินตามกันออกมาจากห้องครัวเพื่อเริ่มต้นมื้อเช้าและแยกย้ายต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตน

   ประเด็นรักร้าวของสักวาจึงมีอันต้องพักไว้ก่อน เกษตรหนุ่มนั่งยิ้มแย้มและร่วมพูดคุยกับทุกคนบนโต๊ะอาหารด้วยความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้น เขาเอียงหน้าไปทางโหราที่กำลังเล่าเรื่องตลกเรียกเสียงหัวเราะ นักเขียนสมองตันคนนี้มักมีอะไรขำๆ มาเล่าอยู่เสมอๆ จะว่าไปแล้วการย้ายผิดมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวร้ายนักสำหรับเขา มีที่พักที่ต้องบอกว่าดีที่สุดในบรรดาเพื่อนเกษตรตำบลด้วยกัน มีอาหารแสนอร่อยของป้านุ่ม มีบรรยากาศของครอบครัวที่อบอุ่นที่ยากจะหาได้

   ความทุกข์ที่สะสมมาทั้งคืนดูจะเบาบางลงเมื่อได้ระบายให้ใครฟังเขาก็โล่งอกอย่างน้อยก็ไม่ทุกข์คนเดียวให้ยัยผีกะหล่ำมาแบ่งๆ ไปบ้าง เรื่องจินตหราวาตีนั้นเขามั่นใจว่าจัดการได้ ก็ใช่ว่าจะไม่เคยโกรธ ไม่เคยง้อ เพื่อนางไหหัวใจของพี่หวาไม่ท้ออยู่แล้ว




   เรื่องของหัวใจถูกโยนทิ้งไว้เบื้องหลัง แม้สักวาจะหัวใจร้าวระบมแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยคิดเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องงาน ยิ่งงานช้างระดับจังหวัดแบบนี้เขายิ่งต้องทุ่มเทอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เสียยี่ห้อลูกชายราชินีหมอลำบานแย้มแห่งโกสุมพิสัย ภารกิจแรกของสักวาคือการเยี่ยมชมสวนดอกไม้ของจันทน์กะพ้อ ระหว่างที่นั่งกินข้าวเช้ากันนั้นเขาได้ยินป้าหลานคุยกันถึงเรื่องส่งดอกไม้ในตัวจังหวัด ยัยผีกะหล่ำคงเห็นเขาสนใจจึงขออนุญาตพี่ชายตามมาชมสวนด้วย

   จะว่าไปแล้วครอบครัวของผู้ใหญ่เบิ้มจัดว่าเป็นครอบครัวเกษตรกรโดยแท้ ถึงจะมีคนรุ่นใหม่อย่างหลานทั้งสองแต่ก็ไม่ยอมทิ้งรากเหง้าตรงข้ามหลานๆ กลับมาสานงานต่อได้อย่างน่ายกย่อง พูดให้หรูก็คือนำความรู้มาบูรณาการได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ สักวารู้มาว่าหลานทั้งสองของผู้ใหญ่เบิ้มเรียนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังที่โดดเด่นทางสายงานการเกษตร ซึ่งหากไม่อยากกลับมาทำงานสวนที่บ้านพวกเขาก็มีทางเลือกอื่น เช่น สอบเข้ารับราชการหรือไม่ก็ทำงานวิจัยให้บริษัทเอกชน มีหนทางหาเงินมากมายแต่ก็เลือกที่จะกลับมาใช้ชีวิตเกษตรกร แม้ว่าพี่น้องจะดูสลับงานกันไปบ้าง แต่หุ่นอย่างเพลินตะวันจะมาจับพวกงานสวยงามอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้คงไม่ไหว สักวาไม่คิดสนับสนุน บอกตรงๆ ว่าหุ่นเธอไม่ให้ ไปจับจอบขึ้นแปลงผักนั่นแหละเหมาะสมกับพลังของเธอ

   "เกษตรหวาครับ ถ้าสมมติว่าตำบลร้อยบุญได้เป็นตำบลเกษตรกรรมตัวอย่างขึ้นมา เกษตรหวาคิดว่าจะจัดงานฉลองแนวไหนครับ" นักเขียนสมองตันที่หลบหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุงถามอย่างนึกสนุก

   "ผมคงไม่กล้าหวังขนาดนั้นหรอกครับคุณโหร"

   "คิดไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ คนเราอยู่ได้ด้วยความหวัง อย่างผมดั้นด้นมานี่ก็อยากได้พล็อตดีๆ ไปเขียน แต่ไอ้เพื่อนจันทน์สงสัยมันจะเข้าใจผิดคิดว่าผมอยากได้พล็อตบ้านไร่ปลายทุ่ง ตั้งแต่มานี่จิกใช้ไม่ว่างเว้น" โหราว่ากระทบเพื่อนรัก คนถูกว่ากระตุกยิ้มมุมปากอย่างเป็นต่อ

   "ก็แกบอกเองว่าตัน คิดอะไรไม่ออก ฉันก็เลยช่วยทะลวงพล็อตให้แกอยู่นี่ไง ได้ออกกำลังกายมากๆ สมองจะได้ปลอดโปร่งไม่ดีเหรอ"

   "เออ...ดี" โหราลากเสียงประชด "แต่ฉันจะหมดแรงตายในดงดอกไม้ของแกซะก่อนที่จะเขียนนิยายจบเรื่อง"

   "งั้นที่พี่โหรถามเกษตรหวาอยู่นี่ คือพี่ต้องการฉากงั้นเหรอ" เพลินตะวันร่วมวงสนทนาอย่างนึกสนุก

   "ช่าย...พี่อยากเขียนอะไรที่แปลกใหม่ แบบที่ บ.ก. อ่านแล้วต้องร้อง โฮ๊ะ! หะ! คุณพระช่วย! ตลอดทั้งเรื่องน่ะจ้ะ"

   "แล้วคุณโหรอยากให้งานฉลองรางวัลเป็นแบบไหนล่ะครับ" สักวาถามกลับและเห็นจันทน์กะพ้อส่ายหน้ายิ้มๆ แต่ยังไม่ได้ขัดคออะไร

   "พูดไปเดี๋ยวจะหาว่าผมบ้า" โหรายังไม่ยอมบอก จนเพลินตะวันชักอยากรู้ขึ้นมาบ้าง

   "บ้ายังไงพี่โหร"

   "อ๊าว! ก็พี่อยากได้ฉากงานวัด ขอแบบอลังๆ เลยนะเกษตร มีมหรสพครบชุด จัดหนักๆ ทั้งรำวง ลิเก หนังกลางแปลง สาวน้อยตกน้ำบลาๆๆ เอาให้เขียนบทบรรยายได้สักสามสิบหน้าเลยเป็นไง เกษตรพอจัดให้ผมได้ไหมครับ" ตอนท้ายนักเขียนหันไปถามผู้รับผิดชอบโครงการซึ่งฝ่ายนั้นก็ยิ้มรับพร้อมกับคำตอบนุ่มนวล

   "อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการโครงการประกวดนะครับว่าพวกท่านอยากเห็นงานฉลองรางวัลแบบอลังๆ อย่างคุณโหรหรือเปล่า"

   "จะยากอะไรวะไอ้โหร แกอยากได้ก็บนเข้าสิ ถือว่าช่วยเกษตรเขาอีกทาง เสนอสินบนหนักๆ เผื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแกจะเมตตา" จันทน์กะพ้อแนะนำขำๆ แต่โหรากลับดีดนิ้วอย่างถูกใจความคิดของเพื่อน

   "โอ้...ไอ้เพื่อนจันทน์ วันนี้พูดถูกใจพี่จริงๆ เดี๋ยวเย็นนี้พี่เลี้ยงเบียร์สามขวด แต่ว่า..."

   "แต่ว่าอะไรอีกครับไอ้เพื่อนโหร"

   "แต่ว่าแกต้องพาฉันไปโฉบแถวตำหนักเจ้าแม่ตะเพียนทองก่อนนะสิ ฉันจะได้มีแรงบันดาลใจในการเสนอสินบน จะว่าไปก็ไม่ได้เห็นหน้าเพื่อนน้องเพลินมาหลายวันแล้วนะ คิดถึงเจ้าแม่ใจจะขาด โอ๊ย...ไม่ไหวละยิ่งคิดยิ่งรุมร้อน ฉันขอตัวไปเก็บบัวก่อนแล้วกัน ผมขอตัวก่อนนะครับเกษตรหวา น้องเพลิน" โหราแยกตัวไปเก็บบัวอีกทาง หลังจากฝึกงานกับจันทน์กะพ้ออยู่หลายวันจนเชี่ยวชาญวิทยายุทธทั้งเก็บบัว ตัดดาวเรืองและสร้อยทอง ตอนนี้นักเขียนหนุ่มสามารถช่วยงานได้โดยไม่ต้องมีจันทน์กะพ้อยืนเป็นพี่เลี้ยงอีกต่อไป

   ลับหลังร่างสูงใหญ่ของโหราไปไม่นาน เจ้าของสวนดอกไม้ก็โปรยขึ้นมาอย่างขำๆ "ผมไม่นึกสงสัยเลยว่าทำไมมันถึงต้องมาอยู่ที่นี่แทนที่จะนั่งเขียนนิยายอยู่ในกรุงเทพ นี่ผมยังหาสาเหตุอยู่ว่าที่มันไม่มีผลงานออกมาเป็นเพราะว่าคิดไม่ออกหรือดอดไปจีบเมีย บ.ก. เข้าเขาถึงไม่ตีพิมพ์งานของมัน"

   "ตกลงพี่โหรคิดจีบตะเพียนจริงๆ เหรอพี่"

   "แกดูท่าทางมันสิ จริงหรือเล่น" จันทน์กะพ้อบอกอย่างหมั่นไส้ "ฉันล่ะอยากจะให้ตะเพียนเสกหนังควายไบซันเข้าท้องไอ้บ้านั่นสักสี่ห้าแผ่นมันจะได้เลิกซ่า นี่ถ้าลุงเบิ้มกับป้านุ่นได้ยินที่มันพูดเมื่อกี้มีหวังโดนด่าไฟแลบ โทษฐานไปลบหลู่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในหมู่บ้าน เกษตรหวาก็อย่าไปฟังมันมากนะครับ"

   "ผมว่าคุณโหรแกตลกดีนะครับ มีอารมณ์ขัน ผมยังคิดเลยว่าจะไปหาซื้องานเก่าๆ ของแกมาอ่าน"

   "ไม่ต้องหรอกครับที่ห้องผมก็มี เมื่อก่อนมันส่งมาให้อ่านบ่อยๆ บางเรื่องส่งไฟล์มาให้ก่อนส่งสำนักพิมพ์ซะอีก ถ้าเกษตรอยากได้เดี๋ยวให้เจ้าเพลินมันหยิบมาให้แล้วกัน ขืนรอผมหยิบเองคงไม่ได้อ่านหรอก"

   "คุณอย่าลืมเตือนฉันแล้วกัน" เพลินตะวันบอกกับชายหนุ่ม "เรามาเริ่มงานกันเลยไหม เดี๋ยวพี่จันทน์จะตัดดอกไม่ไม่ทันด้วย"

   "เอาสิ รบกวนคุณจันทน์พาเดินชมสวนหน่อยนะครับ"

   "ตามมาเลยครับ" เจ้าของสาวดอกไม้บอกด้วยความเต็มใจ ก่อนเดินนำหน้าพลางหยุดอธิบายเป็นจุดๆ

   สวนดอกไม้ของจันทน์กะพ้อไม่ได้ปลูกแค่เพียงชนิดเดียว หลานชายผู้ใหญ่เบิ้มจัดสรรที่ดินได้ดีพอสมควร รอบนอกขุดคูรอบและเอาดินมาทำเป็นคันกั้นน้ำสูงพอที่จะวางใจได้ว่าน้ำไม่ท่วม ในคูนั้นก็ปลูกบัวซึ่งโหรากำลังคัดเลือกดอกที่ใช้ได้เพื่อนำไปขายพร้อมๆ กับสร้อยทองและดาวเรืองที่กำลังตัด

   "ทำไมดาวเรืองตรงนั้นถึงปลูกในถุงล่ะครับ" เกษตรหนุ่มหยุดถามอย่างสงสัย

   "อ๋อ...แบ่งไว้สำหรับขายทั้งต้นครับ บางทีมีพวกจัดสวนติดต่อขอซื้อมา ตอนแรกๆ ถึงขั้นมาขุดกันเองเลยก็มี แต่ต้นดอกไม้เราเสียหายเยอะครับ หลังๆ ผมเลยสั่งให้คนงานแบ่งปลูกใส่ถุงไว้ส่วนหนึ่งเพื่อขายให้งานจัดสวนโดยเฉพาะระหว่างรอคนมาซื้อเราก็ตัดดอกขายไปพลางๆ ได้เงินเหมือนกันครับ"

   สักวารีบจดข้อมูลลงสมุดที่ถือติดมือมา หลังจากผ่านแปลงดาวเรื่องก็เลยมาถึงแปลงสร้อยทอง ช่อสีเหลืองอมเขียวเล็กๆ ชูชันเต็มแปลงดอกของมันยังไม่บานเต็มที่ จันทน์กะพ้ออธิบายว่าดอกสร้อยทองนั้นจะเก็บเกี่ยวขณะที่ดอกยังไม่บานเพราะใส่ถังอัดน้ำแข็งเก็บไว้ได้อีกหลายวัน ตัวปัญหาของสร้อยทองจะเป็นพวกเชื้อราจึงจำเป็นต้องฉีดยาประจำ วัชพืชก็เป็นอีกอย่างแต่ไม่สร้างความเดือดร้อนมากเกินไปตราบใดที่ยังถอนทิ้งทัน

   "ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีสองต้องฝึกงานของคณะ มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกผมว่า ยาฆ่าหนอน ฆ่าหญ้าที่ดีที่สุดคือนี่" หนุ่มสวนดอกไม้ยกมือขึ้นแล้วเอานิ้วชี้แตะนิ้วโป้ง "ตรามือ เจอหนอนให้บี้ เจอหญ้าให้ถอน"

   "แปลงเล็กๆ ก็ถอนเพลินอยู่หรอก วิทยุสักเครื่องเปิดเพลงกล่อมสบายใจ แต่มาระดับพ่อค้ารายใหญ่ก็ไม่ไหว" เพลินตะวันแย้ง

   "นั่นมันสวนผักของแกแล้วล่ะเจ้าเพลิน สวนดอกไม้ฉันน่ะไม่ค่อยได้ใช้สารเคมีหรอกนะ อย่างกับหญ้าก็ใช้คนงานถอน พี่บอกแกตั้งหลายครั้งเรื่องคนงาน แต่แกก็ยังอยากขยันโชว์พลัง เกษตรหวาก็ระวังๆ ตัวหน่อยนะครับ ขืนอยู่ใกล้ยัยเพลินมากๆ จะถูกคุณเธอใช้เอาได้"

   "คุณจันทน์เตือนช้าไปแล้วครับ กลิ่นถั่วฝักยาวยังเหม็นเขียวติดมือผมอยู่เลย" สักวาหัวเราะหึๆ พลอยทำให้เพลินตะวันขำไปด้วย

   "คุณลองไปเล่าให้พี่โหรฟังสิ เผื่อจะได้เป็นพระเอกนิยายกับเขาบ้าง ชีวิตรันทดซะขนาดนี้" หญิงสาวแนะนำเล่นๆ แต่พี่ชายของเธอกลับสนับสนุนจริงจัง

   "ว่าไปเรื่องของเกษตรนี่ก็คล้ายๆ นิยายอยู่นะครับ จะย้ายกลับบ้านแท้ๆ โชคชะตายังเล่นตลกส่งมาร้อยบุญซะงั้น แล้วนี่ได้เบาะแสหรือยังครับว่าทำไมการย้ายถึงผิดพลาด"

   "ยังเลยครับ คงต้องสืบต่อไป"

   “ผมเอาใจช่วยแล้วกันนะครับเกษตร เรื่องนี้มันมีกลิ่นทะแม่งๆ อยู่”

   สักวาเงียบ ไม่ปริปากบอกในสิ่งที่เขาได้รู้มา ตอนนี้ตัวเขาเองก็ชักจะเอนเอียงและเชื่อในสิ่งที่จันทน์กะพ้อสงสัยเพราะไม่ใช่แค่เจ้าของสวนดอกไม้คนเดียวเท่านั้น ความเคลือบแคลงของพี่หนิงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอนความมั่นใจของเขา หากภาคินหักหลังเขาจริงมันจะต้องมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้นเยอะ เกษตรหนุ่มรีบโยนความฟุ้งซ่านทิ้งไป เวลานี้เขาต้องหาหนทางกลับบ้านก่อนเรื่องอื่่นเอาไว้ทีหลัง

   เมื่อเสร็จจากสวนดอกไม้สักวาก็ถูกพาไปพบเกษตรกรอีกหลายคน เขาเริ่มเข้าใจความคิดของสีทันดรแล้วตำบลร้อยบุญนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะลงชิงชัยในความเป็นเจ้าแห่งตำบลเกษตรกรรมเพราะมีทั้งพืชสวน พืชไร่ และปศุสัตว์ แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่ก็น่าสนใจทีเดียว สมุดบันทึกงานของสักวาถูกใช้ไปหลายหน้าจนถูกสาวเจ้าถิ่นเอ่ยแซวว่าจะพอไหม

   และหลังจากล่ำลาเกษตรกรรายสุดท้ายของครึ่งวันเช้าเพลินตะวันก็พาสักวามาแวะหาอะไรกินกันที่ร้านน้าอ้อย ก่อนลงจากรถสาวสวนผักก็ไม่ลืมที่จะกำชับถึงกฎเหล็กตามที่เคยบอกเอาไว้ ทั้งสองพากันเดินเข้าไปในร้านและสอดส่ายสายตามองหาที่ว่าง เที่ยงวันแบบนี้ลูกค้าน้าอ้อยแทบจะขี่คอกัน ไม่มีที่ว่างสำหรับทั้งคู่จนเพลินตะวันเกือบชวนสักวากลับถ้าไม่ได้ยินเสียงเรียกจากมุมร้านด้านในสุด

   "น้องเพลิน"

   "จะบ้าตาย" หญิงสาวเบนหน้าไปตามเสียงเรียก ก่อนจะพึมพำเบาๆ

   สักวาตาไวเห็นเข้าก็ผิวปากถูกใจจนยิ้มกริ่ม "สงสัยคุณไก่จะจองที่นั่งไว้เผื่อเราสองคนด้วยนะคุณ ไปเถอะ"

   ไม่ต้องรอผู้นำ เกษตรหัวใจฟกช้ำเมื่อเช้าก็เดินตรงไปเข้าไปหาลูกชายกำนันโดยไม่ปรึกษาหญิงสาวที่มาด้วยกันสักคำ เพลินตะวันไม่มีทางเลือกนอกจากก้าวตาม ดูท่าดวงเธอช่วงนี้จะไม่ดีเอาซะเลยหลบไก่ฟ้าไม่เคยพ้น นั่นก็เหมือนล่องหนได้ เธอจะไปไหนก็แวบไปดักหน้าได้หมด

   "ทำหน้าให้มันดีๆ สิคุณ คนเขาอุตส่าห์มีน้ำใจ" สักวาหยุดรอและกระซิบกับเธอให้พอได้ยินกันสองคน

   "หมดอร่อยละฉันงานนี้" บอกอย่างเซ็งจัด ก่อนจะยิ้มแยกเขี้ยวให้ลูกชายกำนัน "พี่ไก่จะอิ่มแล้วเหรอจ๊ะถึงเรียกฉันมานั่งต่อ"

   "ใครว่าล่ะ พี่ก็เพิ่งมาถึง นี่เพิ่งสั่งผัดซีอิ้วไปหยกๆ น้องเพลินกับเกษตรหวามานั่งด้วยกันสิจ๊ะ นี่นะโต๊ะสุดท้ายพอดีเลย"

   "แหม...ขอบคุณนะครับคุณไก่ โชคดีจริงๆ เลยที่ได้เจอกัน งั้นพวกเราขอนั่งด้วยนะครับ" สักวาว่าแล้วก็ดึงแขนหญิงสาวให้นั่งลง และกวักมือเรียกลูกน้องน้าอ้อยเพื่อสั่งอาหาร

   ไก่ฟ้ายิ้มหวานจ้องเพลินตะวันราวกับเธอเป็นขนม หากแต่ใต้โต๊ะมาหินนั้น ขาของลูกชายกำนันถูกขาลูกน้องเตะยิกๆ เพื่อให้เขาสังเกตความสนิทสนมของสองหนุ่มสาว ไก่ฟ้าพยายามเตะกลับเพื่อบอกลูกน้องเป็นนัยว่าเขารับรู้แล้ว แต่เจ้าสองสมุนนั่นยังไม่เลิกจนชายหนุ่มต้องส่งสายตาเขียวปั้ดเป็นการเตือน

   "น้องเพลินไม่ถามพี่สักคำเลยเหรอว่าเมื่อวานเป็นไงบ้าง" ลูกชายกำนันเริ่มออดอ้อน

   "ก็ไม่เห็นพี่ไก่บุบสลายตรงไหนนี่จ๊ะ ฉันก็คิดว่าพี่ไม่เป็นไร"

   "ใครว่าล่ะน้องเพลิน พี่ไก่น่ะนะเจ็บหนักจนต้องซดน้ำใบบัวบกปั่นหมดไปเป็นเหยือกๆ เนาะกระทิงเนาะ" เจ้ากระทงรีบหาคนสนับสนุน

   "ใช่จ้ะน้องเพลิน พี่ไก่นะน่าสงสารกลับถึงบ้านนี่สั่นสะท้านไปทั้งตัว นอนครางฮือๆ อย่างกับนกพิราบที่วัดเลยจ้ะ"

   "เดี๋ยวนะ" เพลินตะวันห้ามตัวเองไม่ให้หัวเราะไม่ได้เสียแล้ว จากไก่ฟ้ากลับกลายเป็นนกพิราบไปซะแล้ว หญิงสาวพยายามกลั้นขำอยู่นานกว่าจะได้ถามต่อ "เมื่อวานฉันได้ข่าวว่าพี่ไก่มีอาการคล้ายๆ จะเป็นลม นี่พี่อาการหนักขนาดนี้เลยเหรอ"

   "ผมว่าน่าจะไปเช็คสุขภาพบ้างนะครับ" สักวาก้มหน้าซ่อนยิ้มจนปวดแก้ม เขาเองก็เห็นแบบเดียวกับเพลินตะวันนั่่นแหละ

   "แหม...น้องเพลินกับเกษตรหวาก็อย่าไปฟังไอ้พวกนี้มากนักเลย ความจริงผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ ก็แค่หน้ามืดนิดหน่อยเท่านั้นเอง"

   "นั่นสินะ ฉันก็ว่าพี่ไก่ออกจะแข็งแรง ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก"

   "ว่าแต่น้องเพลินเถอะจ้ะ ไปไหนกันมา"

   "ก็พาเกษตรดูแถวๆ นี้แหละจ้ะ แต่วันนี้พี่ไก่ไม่ต้องตามไปให้กำลังใจหรอกนะ ฉันกลัวว่าเดี๋ยวจะหน้ามืดไปอีก"

   เยส! เพลินตะวันร้องในใจที่ปิดประตูทุกบานไว้แล้ว หญิงสาวเหลือบมองเกษตรหนุ่มด้วยสายตาข่มขู่ คราวนี้ถ้าเกษตรหวาคิดจะชวนไก่ฟ้าให้ไปด้วยกันอีกละก็ได้เห็นฤทธิ์เธอแน่

   
   

62
บทที่ 11

   พลาด! คิดพลาด! ชีวิตพลาด! และจวนจะลงไปนอนดิ้นพราดๆ ทำไมผัดซีอิ้วของน้าอ้อยไม่อร่อยเหมือนเคย กินคะน้าก็ขม กลืนเส้นก็ติดคอ แถมกลิ่นซีอิ้วยังเหม็นหึ่ง!

   นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับไก่ฟ้า หรือว่าเขาลืมบีบแตรรถทักเจ้าแม่ตะเพียนทองตอนที่ขับผ่านตำหนักท่านมา จิตใจของเขาถึงได้หงุดหงิดหงุมหงิมเป็นยายฉิมเก็บเห็ดแบบนี้ นี่ขนาดผัดซีอิ้วของโปรดที่เคยกินอร่อยลิ้นก็แทบสิ้นรส

   ทั้งหมดนี้ก็เพราะโน่น...สองคนกลางทุ่งนาโน่นเลย ยิ่งมองยิ่งปวดใจทำไมจะต้องเดินตามกันต้อยๆ แบบนั้นมันบาดใจคนมองไม่รู้กันหรือไง เห็นแล้วก็อยากให้พ่อกำนันสั่งกวาดล้างพวกเพลี้ยให้สิ้นซาก เกษตรหวาจะได้ไม่ต้องพาน้องเพลินของเขามาลำบาก

   ไก่ฟ้าพลาดเองที่วันนี้เกิดอยากเล่นบทคุณชายแสนดี ทำใจกว้างสุขุมลุ่มลึก แล้วเป็นไงล่ะมานั่งเฉาเป็นพระเอกท้ายรถกระบะ เพื่อที่จะได้รู้ว่าตัวเองเลือกเล่นผิดบท เพราะคู่พระนางสองคนบนคันนานั้นทำท่าจะหวานกันจนเพลี้ยสลบไปแล้ว ส่วนเขากับสมุนต้องมานั่งกินกับผัดซีอิ้วขมๆ ให้ระทมหัวใจ

   "แบบนี้พี่ไก่ ยังจะคิดว่าไม่มีอะไรอีกไหม" เจ้ากระทงพูดผ่านสายลมเหมือนไม่ใช่เรื่องร้ายแรงสำหรับคนฟัง

   แต่ขณะนี้ไก่ฟ้าไม่ใช่ผู้ชายโลกสวยอีกแล้ว ความไม่แน่ใจเกิดขึ้นตีคู่สูสีมากับความระแวง ของรักของเขาจะถูกผู้บ่าวแดนไกลมาขโมยไปจากอ้อมอก แต่รักกันก็ต้องเชื่อใจ ไก่ฟ้ายังสับสนกับความคิดของตัวเอง อยากจะยึดมั่นอุดมการณ์เดิม แต่หัวใจดันเสียศูนย์มันไขว้เขวไปหมด

   ในที่สุดลูกชายกำนันก็หมดอารมณ์จะกินต่อ จึงปิดกล่องผัดซีอิ้วแล้วคว้าขวดน้ำดื่มขึ้นมาเปิด ยังไม่มีคำโต้แย้งใดๆ หลุดออกมา มีแต่สายตาเท่านั้นที่ยังจับจ้องอยู่ที่หนุ่มสาวกลางทุ่ง

   "พี่ไก่เป็นอะไรหรือเปล่าจ๊ะ" กระทิงเห็นลูกพี่เงียบไปจึงถามอย่างเป็นห่วง ก่อนจะหันไปดุเพื่อน "แกเลิกทำร้ายจิตใจพี่ไก่สักทีเถอะไอ้กระทา พูดมากจริงนะ นี่แกเมากล้วยแขกน้าอ้อยไง๊"

   "ที่พูดก็เพราะฉันห่วง" กระทาหน้าเสีย แต่ก็ยังไม่ยอม

   "แต่แก..."

   "พอๆ ไม่ต้องทะเลาะกัน" ในที่สุดลูกพี่ต้องออกปากห้าม ไก่ฟ้าถอนใจยาว หมุนฝาปิดขวดน้ำดื่มแล้วเก็บใส่ถุงเรียบร้อย "ฉันไม่เป็นอะไร ที่เงียบเพราะกำลังคิดว่าจะจัดการเกษตรหวายังไงดี เท่าที่ดูเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจีบน้องเพลิน พวกแกลองคิดดีๆ ที่เราได้ตามมานี่ก็เพราะเกษตรหวานะ ลำพังน้องเพลินน่ะไม่คิดชวนพวกเราอยู่แล้ว แต่ความใกล้ชิดระหว่างกันมันอันตราย ฉันไม่อยากให้น้องเพลินอยู่ใกล้ผู้ชายคนไหนนานๆ จะจัดการโจ่งแจ้งแบบคราวที่แล้วก็ไม่ไหว ขืนทำอีกทีน้องเพลินโกรธตายชัก งานนี้ตัดสินกันที่กำลังไม่ได้ มันต้องใช้สมอง"

   "งั้นที่เงียบนี่คือคิดใช่ไหมพี่"

   "เปล่า แต่แผนน่ะต้องมีแน่ แค่ตอนนี้คิดไม่ออกโว้ย ฉันกำลังปวดใจอยู่ แกไม่เห็นสองคนนั้นหรือไง ฉันอิจฉาเกษตรหวาจนขนตาจะไหม้อยู่แล้ว" ไก่ฟ้าทำท่าฮึดฮัด จนลูกสมุนกลั้นขำไม่ไหว

   "โธ่ ฉันก็นึกว่านั่งคิดเรื่องอะไร ที่แท้..." เจ้ากระทิงยังพูดไม่ทันจบก็ขำกลิ้งจนหงายท้อง

   "แล้วพี่ไก่จะทำยังไง"

   "ยังไม่รู้โว้ย อย่าเพิ่งถาม" ไก่ฟ้าทำหน้ายู่ "ว่าแต่ทำไมวันนี้ผัดซีอิ้วน้าอ้อยไม่อร่อยเลยวะ ผงชูรสหมดหรือไง"

   "เอ...ก็ไม่นะพี่ ฉันก็อร่อยปกติ แกล่ะกระทง"

   "ก็อร่อยเหมือนเดิม ที่พี่ไก่ไม่อร่อยสงสัยจะเป็นเพราะพิษรักแรงหึงซะล่ะมั้ง"

   "โถ...ไอ้กระทิงเดี๋ยวพ่อก็ถีบไปโน่น คนยิ่งหงุดหงิดอยู่" ไก่ฟ้ายกขาขู่ก่อนกำชับกับลูกสมุน "พวกแกเงียบไปเลยสองคนนั้นเดินกลับมาแล้ว อย่าเอ็ดไป เดี๋ยวไก่ตื่น"

   สามหนุ่มปรับหน้าตาและอารมณ์ให้เป็นปกติปกปิดความหงุดหงิด งุนงง สงสัยไว้มิดเม้นไม่เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวที่เดินกลับมาได้รับรู้

   ทางด้านของหนุ่มสาวที่ตกเป็นเป้าหมายของไก่ฟ้าก็ไม่ได้สุขสันต์หรรษาอย่าที่ลูกชายกำนันเข้าใจหรอก เพลินตะวันแทบจะพ่นไฟใส่สักวาได้เลยทีเดียวตอนที่เขาออกปากเอ่ยชวนแก๊งลูกชายกำนันให้ร่วมเดินทางมาด้วย และจนขณะนี้หญิงสาวก็ยังไม่เลิกบ่น

   "เพราะคุณคนเดียวเลย ทำไมจะต้องไปชวนพวกพี่ไก่มาด้วย นี่มาสำรวจพื้นที่การเกษตรนะไม่ใช่มาเดินพาเหรดแห่เทียนพรรษา"

   "อ้าว...คุณ นี่ผมหวังดีนะ มากันเยอะๆ จะได้ไม่เหงา ทำยังกับว่าเราสองคนสมัครสมานสามัคคีดีนักนี่"

   "มันก็ใช่ เราไม่ค่อยจะถูกกัน แต่ฉันจะขอบคุณมากถ้าคุณจะปล่อยให้ฉันเหงาๆ อยู่กับต้นไม้ใบหญ้ามากกว่ามีพี่ไก่และเดอะแก๊งคอยนั่งสังเกตพฤติกรรมแบบนี้"

   "ถามจริง ไม่ดีใจเหรอที่มีติ่งคอยตามกรี๊ดแบบนี้ ลองคิดดูสิมีตั้งหลายวิธีที่จะแปลงความปลาบปลื้มของติ่งให้เป็นประโยชน์ อย่างเช่น...เกณฑ์พวกนั้นไปเก็บถั่ว คุณจะได้ไม่ต้องเบียดเบียนเวลาราชการของผม"

   "อ๋อ...เพราะอย่างนี้ใช่ไหม" เพลินตะวันหยุดเดินและหันหลังกลับไปจ้องหน้ายิ้มๆ ของเกษตรหวาและคิดว่าตัวเองเริ่มตามเขาทัน "บอกฉันทีว่าเข้าใจไม่ผิด คุณคิดจะแกล้งฉันที่ใช้คุณเมื่อเช้าด้วยการชวนพี่ไก่มาป่วนใช่ไหม"

   "ไม่ ไม่ ไม่" สักวาปฏิเสธพัลวัน แต่รอยยิ้มในหน้านั้นไม่จางหายไปไหนเลย "อย่ามองผมในแง่ร้ายอย่างนั้นสิ งานนี้ผมไม่ได้คิดทำเล่นๆ นะ"

   "คุณจำไว้เลยนะ แค้นนี้ถ้ามีโอกาส ฉันชำระแน่" ขู่เสร็จหญิงสาวก็สะบัดหน้าเดินหนีพร้อมพึมพำแช่งชักสักวาให้ตกคันนาขาเคล็ดไปเลย

   สักวายักไหล่ไม่หวาดหวั่นกับคำขู่และแรงอาฆาตของแม่สาวสวนผัก อย่างน้อยยกนี้เขาก็มีชัยละ ถึงมันจะแลกมากับอาการหูชาเพราะคำบ่นของเธอก็ตาม แต่ถ้านับเรื่องความสะใจแล้วก็ถือว่าคุ้ม ทีหน้าทีหลังจะได้เข็ดไม่หลอกใช้แรงงานเขาอีก แต่เพลินตะวันเป็นคนฉลาด คราวหน้าถ้าจะแกล้งเธออีกเขาคงต้องทำให้มันแนบเนียนกว่านี้

   เกษตรตำบลผู้ถูกโชคชะตาพาพลัดเข้ามาในบ้านร้อยบุญค่อยๆ ระบายยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเริ่มมีอะไรสนุกๆ ทำแก้เบื่อแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าการยั่วให้แม่สาวสวนผักเกิดอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงได้นั้นจะบันเทิงเริงใจขนาดนี้ มั่นดีนักต้องจัดหนักเลย...

   ดูเหมือนวันนี้เพลินตะวันจะก้าวเท้าออกจากบ้านผิดไป เธอถึงต้องผจญกับคนบ้าๆ ทั้งเกษตรหวา พี่ไก่ฟ้าและเดอะแก๊งที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ท้ายรถนั่น หญิงสาวกรอกตามองฟ้า พ่นลมหายใจออกมา นึกปลงในใจว่าเธอจะหนีไปไหนได้

   "น้องเพลิน..."

   นั่นไงมหันตภัยเริ่มแล้วเพลินเอ๊ย!

   "อ้าว พี่ไก่ฉันนึกว่ากลับไปแล้วซะอีก ยังอยู่เหรอจ๊ะ" หญิงสาวแกล้งตีหน้าเหรอ

   ไก่ฟ้ากระโดดลงจากท้ายกระบะแล้วเดินมาหาหญิงสาวพร้อมขวดน้ำในมือ "โธ่...พี่จะทิ้งให้น้องเพลินตากแดดคนเดียวได้ไงล่ะจ๊ะ นี่จ้ะน้ำ เหนื่อยไหม"

   "ไม่หรอกจ้ะ ปกติเพลินอยู่ที่แปลงผักแดดแรงกว่านี้ นี่ตะวันจะตกดินอยู่แล้ว มันไม่ร้อนหรอก" หญิงสาวรับขวดน้ำมาแต่ยังไม่ทันได้เปิดดื่ม สักวาก็มาถึงพอดี เธอจึงเปลี่ยนใจส่งขวดน้ำให้เขาแทน "เอานี่เกษตร"

   "แหม...เหมือนรู้เลยนะ ขอบคุณครับ" เกษตรหนุ่มผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และกำลังคอแห้งยื่นมือไปรับขวดน้ำเปิดดื่มอักๆ ต่อหน้าเจ้าของแท้จริง

   ไก่ฟ้าน้ำตาจะไหล หัวใจของเขากำลังจะแหลกสลายไปในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า ถ้าน้องเพลินจะห่วงใยเอาใจใส่เกษตรหวาแบบนี้ พื้นที่หัวใจของหญิงสาวที่มาดหมายอาจจะไม่เหลือให้เขายืนอีกแล้ว

   "เฮ้ย! พี่ไก่" สองสมุนเรียกลูกพี่อย่างตกใจ ขณะที่เข้าไปประคองร่างที่กำลังเซน้อยๆ นั้น

   "พี่ไก่เป็นอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะเป็นลม กระทง กระทิงในรถมียาดม ยาลมอะไรไหมไปเอามาเร็ว" เพลินตะวันรีบสั่งการเมื่อเห็นท่าทางลูกชายกำนันไม่สู้ดีนัก

   "ไม่ต้องจ้ะ พี่ไม่ได้เป็นอะไร สงสัยลุกไวไปหน่อยมันเลยวูบ เอ่อ...น้องเพลินจ๊ะถ้ายังไงพี่ไก่ของกลับก่อนนะ"

   "จ้ะๆ แต่พี่ไก่ไหวแน่นะ" เพลินตะวันต้องการความมั่นใจ เพราะปกติแล้วไก่ฟ้าไม่ใช่คุณหนูขี้โรคที่โดนแดดโดนลมแล้วจะต้องล้มตึงแบบนี้ "ให้กระทงหรือกระทิงขับรถไปนะพี่อย่าขับเองมันอันตราย"

   "พี่ดีใจนะที่น้องเพลินยังเป็นห่วง นึกว่าอยากให้พี่ไก่คนนี้ตายเร็วๆ ซะอีก"

   "ฮื้อ...อะไรของพี่" หญิงสาวดุ "กระทิงขับรถไปแล้วกัน ส่วนกระทงก็ดูแลลูกพี่ให้ดี"

   หญิงสาวช่วยประคองไก่ฟ้าและค่อยกำกับสองสมุน เมื่อรถของลูกชายกำนันแล่นออกไป ก็เหลือแค่เธอกับสักวา เพลินตะวันหันกลับมาเจอรอยยิ้มรู้ทันและสายตาจับผิดก็เท้าเอวถามเขาตรงๆ

   "ยิ้มอย่างนี้หมายความว่าไง"

   "ก็...หมายความว่าใครน้า ปากบอกว่าไม่ชอบติ่งอย่างนั้น ไม่ชอบติ่งอย่างนี้ แต่พอเห็นติ่งเซก็รีบถลาไปประคองเลย เอ๊ะๆ แบบนี้เขาเรียกว่าไงนะ ปากไม่ตรงกับใจหรือเปล่า"

   "สาบานเลยนะว่าถ้าฉันปากตรงกับใจจริงๆ ละก็ คุณนี่แหละที่จะโดนหนักกว่าเพื่อน เก็บปากคุณไว้จู๋จี๋กับนางไหยอดรักเถอะ"

   หญิงสาวเดินขึ้นรถและติดเครื่องยนต์จนสักวาต้องรีบขึ้นรถตามเพราะเกรงว่าคุณเธอจะทิ้งเขาไว้กลางทุ่ง ซึ่งในภาวะอารมณ์ของเพลินตะวัน ณ จุดนี้ สักวาไม่ไว้ใจเธอเลย

   "โอเคๆ คุณใจเย็นๆ นะ ผมไม่ล้อแล้วก็ได้" ชายหนุ่มบอกขณะดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาด "ผมขอโทษ สัญญาว่าจะไม่แกล้งล้อคุณเรื่องคุณไก่ฟ้าอีก"

   คำตอบของเพลินตะวันคือการเข้าเกียร์จนรถกระชาก โชคดีที่สักวาคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่ได้แผลที่ระลึกจากเธอ

   "คุณเพลินฟังผมนะ คุณต้องคิดว่าตอนนี้คุณกำลังขับรถ มันไม่ใช่แค่เราสองคนที่เสี่ยง ยังมีเพื่อนร่วมท้องถนนเดียวกับเราอีกนะ คุณช่วยลดแรงอารมณ์ลงหน่อยเถอะ เพื่อความปลอดภัยนะ เดี๋ยวผมช่วยฉีดน้ำหมักก็ได้เอ้า!"

   ข้อเสนอของสักวาได้ผล เพลินตะวันเหยียบเบรกดังเอี๊ยดแล้วหันมาทางเขา "คุณพูดจริงนะ"

   "จริง"

   "ก็ได้ ตอนนี้หมดเวลางานของคุณแล้ว ห้ามพูดว่าฉันเบียดเบียนเวลาราชการอีก งานนี้คุณเป็นคนเสนอตัวช่วยเอง"

   สักวากัดริมฝีปาก ดูเหมือนเขาจะเสียท่าเธอซะแล้ว แต่เอาวะเพื่อความปลอดภัย เขาลืมไปได้ยังไงกันนะว่ายัยนี่ทั้งโหดทั้งเขี้ยว ชายหนุ่มนั่งเงียบยอมรับโดยดุษฎี

   เพลินตะวันออกรถอีกครั้งอย่างนุ่มนวลต่างจากครั้งแรกราวฟ้ากับเหว ดูเหมือนการเสนอตัวช่วยเธอฉีดน้ำหมักของเขาจะทำให้อารมณ์ของยัยผีกะหล่ำดีขึ้นผิดหูผิดตา เพราะนอกจากการขับรถที่ดีเยี่ยมแล้วแม่เจ้าพระคุณยังอุตส่าห์เปิดเพลงให้เขาฟังแก้กลุ้มอีก

   เชื่อแล้วว่าบ้านร้อยบุญเป็นศูนย์รวมของยอดมนุษย์สุดพิลึกพิลั่น เอ๊ะ! หรือว่าเขาหลงเข้ามาในอีกจักรวาลของค่ายหนังมาเวลกันแน่ ก็หลงดีใจว่าชนะ เฮอะ! ที่ไหนได้ละ คุณนายเพลินตะวันมาเหนือเมฆแบบนี้ พี่หวาจะแย่เอานะ แค่คิดถึงกลิ่นน้ำหมักสมัยเรียนก็สยองแล้ว ไม่อยากจะนึกถึงน้ำหมักของยัยผีกะหล่ำเลยให้ตายสิ!
   

63
นอนไม่หลับค่ะ เลยแอบมาวางแผนตามล่าหาทายาทที่หายสาปสูญไปของเผ่าคาตาลัน
คาตาลันคืออะไร เรามาทำความรู้จักกันก่อนดีไหม เอาเลยเดี๋ยวลืม ฮ่าๆๆ

คาตาลัน คือ ชนเผ่าเล็กๆ ที่ตลอดชีวิตไม่ต้องคิดทำอะไรนอกจากเดินไปเดินมาแถวๆ
ทะเลทรายในประเทศโรซามันดา

แต่กลายเป็นว่าเกิดการผิดพลาดทางเทคนิค เดินอยู่ดีๆ ก็มีโจรดักปล้น โดนปล้นไม่พอโดนพายุทรายอีก
พลัดพรากกันเนิ่นนานไม่รู้ใครเป็นใครทิ้งไว้แค่รอยสักปริศนา

ซาฟาไม่ใช่ชายในฝันของมะนอ ตอนแรกๆ ที่สร้างเขาขึ้นมามะนอรู้สึกยี้เขามากไม่รู้เป็นอะไร ตานี่จึงเป็นพระเอกที่เคราะห์ร้ายสุดๆ
มาดูกันว่ามะนอทำร้ายอะไรซาฟาไว้บ้าง (ใส่ความต้องการบางอย่างให้เขา ( พอใจหรือไม่พอใจในสถานภาพของตัวเอง) ตามที่ท่านประธานได้สอนไว้)

ย้อนกลับไปที่ ชีคถังแตก จุดกำเนิดของหนุ่มเนิร์ด ซาฟา
โผล่มาก็คู่หมั้นหายไป (ขั้นเติมอุปสรรค หรือปัญหา ที่ขัดขวางไม่ให้เขาไปถึงความต้องการนั้น) อินี่ก็ออกตาม ไม่ใช่ว่าห่วงคู่หมั้นตัวเองนะ ห่วงหน้าตาค่ะ กลัวชาวบ้านเขาจะหาว่าไม่มีน้ำยาคุ้มครองคู่หมั้น นั่นยังไม่หนำใจ
มะนอให้เขาเจอกับ ฟาดิลาห์ อินู๋นี่แซ่บซ่าบ้าระห่ำ ขนาดว่าถูกซาฟาจับตัวไปรีดความลับและพาไปหาคู่หมั้น
น้องนางก็ยังกลั้นใจหลอกพาพี่แกไปอีกทาง แต่จะหลอกกันท่าไหนได้รู้กันในเรื่องนี้ (สร้างความใกล้ชิด ขัดแย้ง เข้าใจผิด)

แล้วก็พากันเดินๆๆ ตามธรรมเนียม Desert Style จะให้เจอคู่หมั้นง่ายๆ ก็ไม่สะใจ ส่งโจรไปถล่มมันอีกสักยก
(บีบคั้นเขาด้วยความยากลำบากหรือความผิดพลาดที่มากขึ้น)

จึ้ก!!! อิซาฟาตาไม่ดีโดนมีดปักอกซะเกือบตาย แต่แล้วความจริงบางอย่างก็เผยออกมา
แน่นอนว่าคนที่สงสัยต้องเป็น....

อินู๋ฟาดิลาห์ผู้ฉลาดล้ำ แต่อิซาฟามันตายยากตายเย็นสงสัยจะรู้ว่าจะได้เป็นพระเอกเรื่องนี้ พออาการดีก็ตะเกียกตะกายไปหาคู่หมั้น
แต่มันดันลากฟาดิลาห์ของมะนอไปด้วยแถมกักขังอย่างแน่่นหนา แต่ก็นั่นแหละใครจะยอม ขังดียังไงนางเอกก็หนีได้วันยันค่ำ
(ช่วงบีบคั้นเขาด้วยความยากลำบากหรือความผิดพลาดที่มากขึ้น)

แล้วส่งนู๋ฟาดิลาห์ไปค้นหาคำตอบในเรื่องที่สงสัย อิซาฟากลับบ้านไม่เจอตัวประกัน ก็อาวววว ออกตามหาอีก
กลับมาที่ทะเลทรายกันอีกที คราวนี้บุกรังโจรกันเลยจ้า มาหาต้นตอ (คราวนี้มะนอจะพาพวกเขาออกมาจากสถานการณ์สะเทือนซางทั้งหมดทั้งมวลด้วยความสามารถของพวกเขาเอง)

จากนั้นมะนอก็ปิดจ๊อบ ตามแผนที่ท่านประธานเคยสอนไว้ ขอบคุณค่ะพี่ฟี โฮ๊ะๆๆๆ
ทีนี้คำว่า จบ ก็มายืนกวักมือยิกๆ รอมะนอแล้ว เหลืออีกกี่วันนี่ อ๋อ 28 วัน
ไม่ต้องเขียนเวิ่นเว้อมาก ร่างแรก 28 วัน รีไรต์สักครึ่งปี อืม...คุณค่าที่อิฉันคู่ควร (ปาดน้ำตา กระซิกๆ)


28 วันจากนี้จะทำอะไรบ้าง????

จะเขียนเรื่องนี้คู่ไปกับสาวสวนผักที่ยังมาราธอนอยู่ ปรับแผนแล้วว่าจะเขียนสาวสวนผัก อาทิตย์ละบท บทละ 8-9 หน้า

เวลาที่เหลือมะนอจะยกให้คาตาลัน ถ้ามันจะห้วน จะสั้น อ่อนน้ำตาลไปหน่อย ก็อย่าเพิ่งเฉดหัวมะนอออกไปจากอ้อมใจนะคะ

28 วันนี่มันบีบลำไส้ ตับไตและม้ามน่าดู แต่นู๋ทำได้ นู๋โม้ไว้เยอะ ดึกแล้วนู๋ควรจะนอนซะทีเถอะ

ครึ้มอกครึ้มใจ ตอนเขียน 45 วัน แผนการยังไม่แน่นอย่างนี้เลยนะเนี่ย จบแน่มะนอเอ๊ย นอนๆๆ พรุ่งนี้เริ่มเลย
โอ้ววววว มีฟามสุข ฝุดๆ เบย สำหรับคืนนี้กรอบขอบพระคุณที่ทนอ่านมาจนจบ
เตรียมตัวพบกับ เล่ห์รักคาตาลัน ได้เลยค่ะ แควนๆ ;D  ;D ;D

64
4. ปัณณ์นภัส / มะนอแน่ / รออยู่นะ...ปัณณ์นภัส
« เมื่อ: พฤษภาคม 06, 2014, 11:10:35 PM »
ฮ่าๆ ไม่มีอะไร ใจความตามหัวข้อ

มาเซย์ไฮบัดดี้ที่รักและเคารพ

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า...พี่คอปจบเบิ้ลสองเรื่อง

ว้าวววววววว

65
บทที่ 10

   "ฮื้อ...อะไรของแกวะไอ้กระทง"

   ไก่ฟ้าทำเสียงรำคาญก่อนจะลดหนังสือพิมพ์กีฬารายวันลง และทันใดนั้นความสนใจต่อข่าวสารสโมสรฟุตบอลทีมโปรดที่กำลังจะก้าวสู่ตำแหน่งแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็พลันถึงกาลสิ้นสุด เมื่อสายตาของไก่ฟ้าถูกตรึงอยู่กับหญิงสาวคนต้นเหตุที่ทำให้ลูกน้องสะกิดแขนเขาไม่หยุด ทฤษฎีโลกกลมยังคงใช้ได้ไก่ฟ้าไม่ติดใจจุดนี้เพราะหลายทีที่ได้เจอกับเพลินตะวันโดยบังเอิญ ทว่าวันนี้มันแปลกที่เธอมีไอ้หนุ่มหน้ามนช่วยถือถุงบวบเดินตามหลังต้อยๆ นี่สิ

   ผู้ชายคนนั้นคือใคร!

   "พี่ไก่เห็นไหม วันนี้น้องเพลินพกหนุ่มมาด้วย" เจ้ากระทงลูกน้องที่แสนจงรักภักดีและหูตาไวปานวอกยังคงกระตุ้นความสนใจให้ลูกพี่ได้ไม่หยุด

   "เออ! ฉันเห็นแล้ว ใครวะมันช่างกล้านักมายุ่งกับน้องเพลินของฉัน เดี๋ยวเถอะจะโดนมิใช่น้อย" ไก่ฟ้าคำรามออกมาอย่างดุดัน นัยน์ตาของลูกชายกำนันลุกวาว ขณะหัวใจของเขากำลังร้าวราน

   เป็นที่รู้กันทั่วทั้งตำบลร้อยบุญว่าเพลินตะวันเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวในชีวิตที่ไก่ฟ้าคิดจะรัก เขาให้สัญญากับเธอในใจ ใช่เลย เขาบอกกับเธอในใจด้วยเกียรติของลูกชายกำนันว่าจะขอรักเธอข้ามภพข้ามชาติ ความรักของเขาที่มีต่อเพลินตะวันมันยิ่งใหญ่มาก หากจะเปรียบเป็นต้นไม้มันก็เริ่มจากเมล็ดพันธุ์ชั้นเยี่ยมค่อยๆ เติบโตเป็นต้นกล้าหยั่งรากลึกแตกกิ่งก้านสาขาจนกลายเป็นต้นรักขนาดสามคนโอบ

   แม้น้องเพลินจะนิ่งเฉยไม่เคยมีปฏิกิริยาตอบสนองเขาก็ไม่สน เพราะเชื่อว่าผู้หญิงดีๆ มักจะสงวนท่าทีแบบนี้ทั้งนั้น ไม่เห็นจะเป็นไรถึงยังไงเขาก็รักน้องเพลินในแบบที่เธอเป็น ต่อให้เยือกเย็นเป็นน้ำแข็งแถวอลาสก้าหรือหลอมเหลวประหนึ่งลาวาในภูเขาไฟแถวหมู่เกาะอินโดเขาก็ยังรัก

   แต่วันนี้หัวใจที่แข็งแกร่งปานหินผากลับถูกภาพตำตากัดกร่อนจนเกือบจะกลายเป็นหินทรายแถวๆ แพะเมืองผี น้องเพลินคนดีพาชายไหนมาเหยียบย่ำหัวใจพี่ไก่ฟ้าถึงนี่ หรือเธอจะคิดว่ามาไกลถึงตลาดสามสุขแล้วไม่มีใครรู้ใครเห็น โธ่...น้องเพลินทำไมทำร้ายจิตใจกันอย่างนี้

   หัวใจของชายชาตรีเจ็บแปลบ ด้วยระยะห่างหลายร้อยเมตรบวกกับพิษรักทำให้ไก่ฟ้าดวงตาพร่าเลือนไม่อาจเห็นหน้าค่าตาศัตรูหัวใจได้อย่างชัดเจน เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าไอ้หนุ่มคนนั้นคือใครกันแน่

   "มองไม่เห็นวุ้ย! พวกแกช่วยฉันดูสิ มันเป็นใคร"

   สองสมุนรับคำสั่งพลางก้าวไปยืนเบื้องหน้าลูกพี่ จากนั้นเจ้ากระทงและกระทิงยกมือเท้าสะเอวแทบจะพร้อมกันราวกับนัดแล้วเพ่งสายตาไปที่เป้าหมาย ครู่เดียวเจ้ากระทงก็ดีดนิ้ว ลากเสียงร้องอย่างจำได้

   “อ๋อ...รู้แล้วๆ ว่ามันเป็นใคร"

   "ใคร" ไก่ฟ้าถามอย่างอดทนอยากจะแล่นไปบดขยี้ชายแปลกหน้าให้แหลกคามือ

   "นั่นน่ะก็เกษตรหวาผู้ฆ่าปลิงไงพี่ไก่ แหม...ไอ้เราก็เล็งตั้งนานนึกว่าใครที่แท้ก็เกษตรนี้เอง ว้า...อารมณ์เสีย" เจ้ากระทงบ่นผิดหวังเพราะคิดว่าจะเกิดศึกชิงนางกลางตลาดสามสุขให้เป็นข่าวใหญ่ลือไปหกตำบลเสียแล้ว พอเห็นเป็นเกษตรตำบลคนใหม่ก็หมดอารมณ์ลุ้นคงเหลือแค่อารมณ์สงสัย "ว่าแต่...ทำไมเกษตรหวาถึงมากับน้องเพลินของพี่ได้ล่ะ ปกติขวัญใจพี่ไก่ไม่ค่อยให้ใครช่วยนี่ ดูอย่างพี่ไก่สิเสนอหน้าไปช่วยทีไรเป็นได้หงายเงิบกลับมาทุกครั้ง"

   คนเคยหงายเงิบหรี่ตามองลูกน้องอย่างขัดจิต "ไอ้กระทง ฉันเกือบจะเคลิ้มเลี้ยงข้าวแกแล้วนะ ที่แกอุตส่าห์ทำให้ฉันเบาใจเรื่องผู้ชายที่มากับน้องเพลิน แต่แกต้องอดก็เพราะประโยคหลังนี่แหละ น้องเพลินของฉันเขาขี้เกรงใจโว้ย...เลยไม่อยากให้ใครต้องลำบาก"

   เจ้ากระทงผู้ลาภปากเพิ่งหลุดลอยไปเสียดายสุดแสน แต่ก็ยังมั่นใจในความจริงที่พูดออกมาเพียงแต่ว่าคราวนี้เจ้าตัวเลือกที่จะนิ่ง ไม่พูดอะไรให้แสลงใจลูกพี่ซ้ำสอง เพราะไม่แน่ว่าคราวนี้พี่ไก่อาจจะประเคนแข้งให้แทนข้าวก็เป็นได้

   "แล้วเอาไงต่อดีล่ะพี่ไก่" กระทิงลูกสมุนอีกคนขอความเห็น

   ลูกพี่ใหญ่เอานิ้วถูคางระหว่างมองหนุ่มสาวไกลๆ อย่างใช้ความคิด สมองของไก่ฟ้าประเมินความน่าจะเป็นออกมาทีละขั้นตอน เมื่อเหตุร้ายดูจะคลี่คลายไปเพราะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่มีสิทธิ์เป็นไปได้ตอนนี้สองคนนั้นคงไม่ได้มาสวีทหวานกันแน่ ไก่ฟ้าตะหนักดีแก่ใจว่าเกษตรหวาเป็นชายชาตรีที่มีน้ำใจล้นเปี่ยม ดูอย่างคราวนั้นที่ช่วยเอาปลิงออกจากหลังเขาสิ ไม่แน่ว่าสองคนนั้นอาจมาทำธุระอย่างอื่น แล้วทีนี้เมื่อน้องเพลินผู้แสนจะน่ารักและบอบบางของเขาต้องแบกถุงบวบหนักอึ้ง เกษตรหวาก็เลยเสนอตัวช่วยเหลือตามวิสัยหนุ่มน้ำใจงาม ใช่แล้ว! มันต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ 

   ลูกชายกำนันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อหาข้อสรุปให้กับตัวเองได้ ไก่ฟ้ามั่นใจว่ายังไงสเปคของเพลินตะวันก็ไม่ใช่แบบเกษตรหวา ถึงแม้ว่าในสายตาของสาวๆ ส่วนใหญ่อาจจะมองเกษตรตำบลคนนี้เป็นหนุ่มหล่อล่ำน่าลากไปขย้ำในดงปอเทือง แต่ก็นั่นแหละแค่คนส่วนใหญ่ โชคดีจริงๆ ที่น้องเพลินจัดอยู่ในกลุ่มผู้หญิงส่วนน้อยที่ไม่ได้ชายตาแลหนุ่มๆ แค่เพียงผิวเผิน เขารู้ดีเวลาที่น้องเพลินมองมันเป็นยังไง สายตาของเธอจะมองกราดถ้วนทั่วอย่างกับลำแสงเอ็กซเรย์ มองใครทีสายตาของเธอนี้ราวจะมองให้ทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

   ผู้ชายในฝันของเพลินตะวันเป็นแบบไหนทำไมไก่ฟ้าจะไม่รู้ เกษตรหวานะเหรอ ฮึ ไม่ใช่แน่ๆ ฉะนั้นเขาก็สบายใจได้ มันอาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ดีแล้วที่เขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรที่มันรุนแรงและทำลายภาพพจน์ผู้ชายอารมณ์ดี นี่ถ้าเขาบุ่มบ่ามอย่างครั้งที่บุกปิดถนนละก็น้องเพลินต้องโกรธเขาจริงจังแน่

   "ไม่ต้องเอาไงทั้งนั้น แค่รู้ว่าเป็นเกษตรหวาฉันก็สบายใจแล้วละ ไม่มีอะไรหรอกเขาอาจติดรถน้องเพลินมาทำธุระก็ได้ พวกแกก็รู้ว่าเกษตรหวาเขาพักอยู่ชายคาเดียวกับน้องเพลินแล้วเขาก็เพิ่งย้ายมาใหม่ สุดที่รักของฉันก็แค่ทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีเท่านั้นแหละ พวกแกได้ของครบหรือยังล่ะจะได้กลับบ้านกันสักที"

   "อ้าว...แล้วพี่จะไม่เข้าไปทักเขาหน่อยเหรอ" กระทงยังหวังเห็นลูกพี่แสดงพลังหนุ่ม

   "ไม่!" ไก่ฟ้าแข็งใจตอบพร้อมเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยขณะให้เหตุผล "กฎของฉัน ความรักคือการไว้ใจซึ่งกันและกัน ฉัน...รักน้องเพลินเกินกว่ามานั่งระแวงเรื่องไม่เป็นเรื่อง"

   พูดจบไก่ฟ้าก็เดินตรงไปที่รถ ปล่อยให้สองสมุนมองตามราวกับแผ่นหลังลูกพี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ไม่ปาน กระทงและกระทิงค่อยๆ เบนหน้ามาสบตากันแล้วลงความเห็น

   "วันนี้พี่ไก่มาแปลกแกว่าไหม กล้าพูดนะ ไม่ระแวง อุแหม่...ตอนแรกนี่ฉันนึกว่าจะวิ่งไปกระชากเกษตรมาชกซะแล้ว"

   "แกพูดเหมือนไม่รู้จักพี่ไก่ อีกเดี๋ยวก็พาพวกเราไปปิดถนน เชื่อสิ" กระทิงบอกอย่างรู้นิสัยลูกพี่

   "เออว่ะ สงสัยจะจริง"

   สองสมุนของไก่ฟ้ามองหน้ากันแล้วหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะวิ่งตามหลังลูกพี่ไปที่รถ ปล่อยให้ความรักของลูกพี่ไก่ฟ้าเป็นปริศนาต่อไป ก็เห็นพี่ไก่ตามจีบน้องเพลินตั้งแต่ยังใช้คำนำหน้าว่าเด็กหญิงจนป่านนี้น้องเพลินก็ใกล้วัยตะกายคานเข้าไปทุกทีแล้วแต่ยังไม่เห็นจะมีวี่แววยอมตกลงปลงใจร่วมหอกับพี่ไก่สักที ช่างเป็นมหากาพย์ความรักที่ยาวนานนิรันดรจริงๆ
   เพราะว่าไก่ฟ้าพาลูกสมุนกลับบ้านไปก่อนแล้ว พวกเขาจึงไม่มีโอกาสได้รู้ว่าแท้จริงนั้นผู้ชายน้ำใจงามในความคิดของเขามันผิด!


ต่อข้างล่างนะคะ

66
บทที่ 9

   “คุณคิดว่าไงเรื่องโครงการพี่ดอน”

   สักวาเงยหน้าจากเอกสารที่ได้รับมาเมื่อชั่วโมงก่อน ในนั้นเป็นข้อมูลโครงการประกวดตำบลเกษตรกรรมตัวอย่าง ซึ่งมีรายละเอียดที่มาโครงการ จุดประสงค์และผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าผู้ร่วมโครงการจะได้รับหลังการประกวดเสร็จสิ้น

   หลังจากนั่งหารือกันอยู่นานในช่วงท้ายของการสนทนาเกษตรอำเภอก็ยื่นเอกสารเหล่านี้มาให้สักวา นาทีนั้นเขายอมรับว่าไม่พร้อมเพราะถ้าว่ากันจริงๆ สักวาแทบยังไม่รู้จักตำบลในความรับผิดชอบของตัวเองดีพอที่จะรับงานใหญ่ขนาดนี้เลย จริงอยู่ที่ร้อยบุญอาจจะเป็นหนึ่งในตำบลที่มีความพร้อมหลายด้าน แต่สำหรับตัวสักวาแล้ว เขายังสะกดคำว่าพร้อมกับสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เลย

   “อ้าว...ฉันนึกว่าคุณรับทำโครงการนี้แล้วซะอีก เห็นตอบพี่ดอนไปแบบนั้น” แม่สาวสวนผักตอบโดยที่ตายังจ้องถนน ดูเหมือนวันนี้เพลินตะวันจะตั้งใจขับรถเป็นพิเศษ

   สักวาเบนหน้ากลับมามองตรงไปยังถนน มุมปากของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย “ก็คุณจะให้ผมปฏิเสธพี่เขาไปตรงๆ เลยหรือไง ทางผู้ใหญ่เขาคงพิจารณาเห็นควรว่าตำบลของเรามีความเหมาะสม”

   “แน่นอน เรื่องเกษตรกรรมบ้านร้อยบุญไม่เป็นรองใครในสามสุขหรอก”

   “นั่นผมก็รู้ ดูอย่างคุณสิ ตัวแค่นี้ปลูกผักเป็นสิบไร่ ถึกแท้ๆ”

   “แล้วปัญหาของคุณอยู่ตรงไหนมิทราบ บอกฉันหน่อยเถอะเกษตรหวา” เพลินตะวันหันมาขมวดคิ้วใส่ชายหนุ่มแวบหนึ่งก่อนหันหน้ากลับ พยายามไม่สนใจคำชมกึ่งประชดของเขา

   สักวามองเอกสารในมือ ปัญหาของเขานะเหรอ มันก็อยู่ที่ใจไงล่ะ เขาไม่อยากจะหยิบจับทำอะไรเลยในตอนนี้ เพราะหัวใจของเขายังร้อนผ่าวกับความผิดพลาดเรื่องการโยกย้ายที่ทำงาน เขาอยากจะอยู่นิ่งๆ อาจจะออกตรวจแปลง ให้คำปรึกษาแนะนำชาวบ้านบ้าง แต่เขายังไม่พร้อมสำหรับงานใหญ่ระดับส่งชุมชนเข้าประกวด

   แล้วชายหนุ่มก็คิดถึงภาคิน เพื่อนรักที่ทำเรื่องย้ายกลับไปพร้อมกัน ถ้างานนี้มีภาคินอยู่ มันคงไม่ตกมาถึงมือเขาหรอก สักวาจำชายหนุ่มคนที่เหมาะสมกระตือรือร้นทะเยอทะยานแสวงหาความก้าวหน้าในสายงาน ภาคินเป็นคนเก่งและมีฝีมือ เรื่องการประกวดอย่างนี้เชื่อขนมกินได้เลยว่าไม่พลาด

   “คิน...นายน่าจะอยู่ตรงนี้จัง” เกษตรตำบลหนุ่มบ่นพึมพำ

   “อะไรนะคุณ”

   “เปล่า...ไม่มีอะไร ผมกำลังคิดว่าทำไมพี่ดอนถึงเลือกเรา อีกห้าตำบลมีข้อบกพร่องตรงไหน”

   “บ้านยิ้มกับเดือนสว่างน้ำท่วมตัดสองตำบลนี้ออกไปได้เลย สามสุขก็ไม่ไหวเพราะส่วนใหญ่เน้นการท่องเที่ยว คราวนี้ตัวเลือกก็เหลืออยู่แค่สามตำบล นั่นคือ ร้อยบุญ ตะแบกบานแล้วก็ท่ามะลิ ฉันไม่สงสัยหรอกว่าทำไมพี่ดอนถึงได้เลือกคุยกับเราก่อน เกษตรตำบลของท่ามะลิกับตะแบกบานแก่เกินกว่าจะมาวิ่งวุ่นกับโครงการนี้”

   “รู้ดีจัง” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบ

   “ฉันจะถือว่าเป็นคำชมนะเกษตร”

   “อืม...ตามใจคุณเลยแล้วกัน” สักวาส่ายหน้าอ่อนใจกับสาวสวนผักมือสากจอมถึก เธออยากคิดเข้าข้างตัวเองก็เชิญเลย เพื่อความสบายใจ

   ภายในรถเงียบไปได้สักพัก ต่างฝ่ายต่างใช้ความคิดของตน เพลินตะวันขับรถอย่างตั้งใจ ขณะที่สักวานั่งมองข้างทางเรื่อยเปื่อยแต่แล้วโทรศัพท์ของชายหนุ่มก็สั่นระรัว เขาวางเอกสารไว้หน้าคอนโซลรถแล้วขยับหยิบเครื่องมือสื่อสารทันสมัยออกจากกระเป๋ากางเกง คิ้วเข้มขมวดทันทีที่เห็นรูปและเบอร์คนโทรมาปรากฏหน้าจอ

   พี่หนิงโทรหาเขา หรือว่าจะได้เรื่องแล้ว!

   “สวัสดีครับพี่หนิง”

   “แกไม่ต้องมากพิธีเลยไอ้หวา” ปลายสายตอบกลับมาอย่างสนิทสนมจนสักวาอดยิ้มไม่ได้

   “มากที่ไหน ความจริงต้องมีดนตรีบรรเลงก่อนนะพี่”

   “เอ๊ะไอ้นี่กวนรมณ์แท้ แกไม่อยากรู้เหรอว่าฉันโทรมาทำไม”

   “อยากสิพี่ มีอะไรรีบบอกมาให้หมดเลย” สักวาเร่ง

   “แกยุ่งอยู่หรือเปล่า นี่ฉันไม่อยากเบียดเบียนเวลาราชการหรอกนะ แต่ว่าถ้าโทรตอนกลางคืนฉันก็รอสายแกตลอดศก”

   “ก็นั่นมันเวลาครอบครัว” เกษตรตำบลหนุ่มแก้ตัวพร้อมยิ้มขำ “มีอะไรว่ามาเลย ผมว่าง”

   “แกตั้งใจฟังฉันให้ดีนะหวา แล้วแกก็ตอบฉันมาตามความจริงอย่ากั๊กเป็นอันขาด เพราะมันอาจทำให้รูปคดีเปลี่ยนไปได้”

   “เมื่อไรจะเล่าสักทีครับพี่”

   “เออก็จะเล่าอยู่นี่ไง วุ้ย!” ปลายสายสะบัดเสียงรำคาญ “ก่อนอื่นฉันต้องขอถามแกสักหน่อยว่าหนังสือขอย้ายนี่แกไม่ได้ทำเรื่องเองใช่ไหม”

   “เปล่า คินทำให้ ช่วงนั้นผมกำลังวุ่นๆ กับโครงการน้ำอยู่ พี่ก็รู้นี่นางานส่งท้ายหวาแทบจะมรณากันเลยทีเดียว แต่ผมก็อ่านนะ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติ อย่าบอกนะว่าพี่สงสัยคิน”

   “เออ ฉันสงสัย”

   สักวาส่งเสียงค้าน ไม่มีวันเป็นไปได้ที่ภาคินจะหักหลังเขา หลายคนในสำนักงานอาจจะมาว่าเขาทั้งคู่แข่งกันทำตัวโดดเด่น แต่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องของการทุ่มเทให้กับงานที่รับผิดชอบมากกว่า บ่อยไปที่ต่างฝ่ายต่างช่วยงานกัน ไม่มีเหตุผลอะไรจูงใจให้เชื่อได้เลย

   “พี่หนิงมั่วแล้ว ก็คินยังรับปากกับผมเลยว่าจะกลับไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ แล้วทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนี้ล่ะ”

   “เรื่องนั้นฉันยังไม่รู้ แต่ฉันได้กลิ่นตุๆ แล้ว และแก...ไอ้หวา อย่ามาโลกสวย ไว้ฉันหาหลักฐานมัดตัวเพื่อนรักแกได้เมื่อไรเถอะ ฉันจะโก่งราคาค่าสืบให้น่าดูเชียว ว่าแต่ทางโน้นเป็นไงบ้าง สุขสามฤดูจริงไหม”

   สักวายิ้มขื่นปรายตามองหญิงสาวที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วเพ่งสมาธิอยู่กับการขับรถ จากประสบการณ์ครั้งก่อนเขาจึงรู้ว่าเพลินตะวันกำลังนั่งหูผึ่งเก็บข้อมูลสนทนาทั้งหมดเอาไว้ ก็ดีเขาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้เหมื่อยปาก ส่วนสุขสามฤดูของพี่หนิงนั้นมันคงไม่ใช่แล้ว

   “อย่าให้ผมพูดเลยพี่ บางทีชื่อก็อาจเป็นแค่ตัวหลอก”

   ธุรการสาวจากเมืองกรุงหัวเราะเสียงดังจน เพลินตะวันหันมองอย่างลืมตัว สักวารีบบุ้ยปากให้เธอกลับไปสนใจถนน เสียงของคนกรุงก็ดังขึ้นอีก

   “แสดงว่าแกโดนหลอกล่ะสิ เอาน่าทนๆ หน่อย อยากกลับบ้านไปครองรักกับนางไหไวๆ ก็รีบสร้างผลงานเข้า งานใหญ่ๆ ใครเสนอมา แกรับไว้เลย ผลงานเข้าตากรรมการเรื่องย้ายแกจะได้ผ่านฉลุย”

   “ผมก็คิด แต่มันไม่ค่อยจะมีกะจิตกะใจ”

   “แล้วจะทำไงพ่อคุณ นั่งซึมกะทืออยู่นั่นสักเจ็ดแปดปีน่ะเหรอ เออก็เข้าท่านะ แต่ฉันเตือนว่านางไหของแกคงไม่บ้าเซิ้งรอแกกลับไปหรอก ถ้ามันจะนานขนาดนั้น เป็นฉัน ฉันก็เพลียย่ะ”

   “พี่หนิงก็ ผมก็แค่รอเวลาหางาน...”

   ฉับพลันสายตาของสักวาก็สะดุดเข้ากับปึกเอกสารที่วางไว้ นี่ไงงานใหญ่ที่เขาเพิ่งได้รับมา จะเกิดอะไรขึ้นถ้าร้อยบุญได้รางวัล แน่นอนคนที่จะได้เครดิตและคำชื่นชมคงเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากเขา เกษตรตำบลคนใหม่ของบ้านร้อยบุญ โอ้...พี่หนิงนี่ฉลาดเป็นบ้าเลย

   “นึกออกแล้วพี่ อยู่ใกล้ๆ หน่อยไม่ได้พ่อจะโดดหอมแก้มสักฟอด ขอบคุณมากครับที่ช่วยชี้ทางให้ แล้วผมจะโทรไปหานะพี่”

   “เฮ้ย! เดี๋ยวไอ้หวา อะไรของแกวะ”

   “ไม่มีอะไร แค่นึกวิธีสร้างผลงานได้แล้ว ส่วนเรื่องย้ายผิดนั่นพี่ก็สืบต่อไปเถอะ แต่ยังไงผมว่าคินคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอก แต่แค่นี้ก่อนนะพี่ พอดีต้องอ่านเอกสาร” สักวากดวางสายแล้วคว้าปึกกระดาษโครงการสร้างผลงานขึ้นมาอ่านอย่างตั้งใจอีกครั้ง

   “พอมาอ่านอีกที โครงการนี้ก็น่าสนใจอยู่นะคุณ” เสียงทุ้มดังขึ้นหลังจากอ่านอย่างละเอียด และเพลินตะวันก็ขับรถเข้าเขตตำบลร้อยบุญแล้ว

   “อ๋อเหรอ” เธอทำเสียงสูงซึ่งไม่ค่อยน่าฟังเท่าไรแถมยังมองหน้าสักวาเหมือนรู้ทันอีก “ความน่าสนใจของโครงการคงจะอยู่ตรงคุณได้สร้างผลงานล่ะมั้งเกษตร”

   “ผลงานของผม ก็ผลประโยชน์ของชาวบ้าน วินๆ ทั้งสองฝ่ายคุณคิดว่าไงล่ะ หรือไม่อยากทำซะแล้ว”

   “ฉันอยากทำโครงการนี้ก็เพื่ออยากให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ ได้รับความรู้ แต่ดูแล้วคุณจะพุ่งเป้าไปที่รางวัลมากกว่า ฉันเลยเกรงว่าผลสัมฤทธิ์ที่ได้จะไม่ตรงกับจุดประสงค์โครงการและชาวบ้านก็จะได้ประโยชน์ไม่คุ้มกับที่เหนื่อย”

   สักวาพยายามนับหนึ่งถึงร้อย ใช่เลย สำหรับยัยมือสากปากร้ายคนนี้หนึ่งถึงสิบไม่พอหรอก ดูเอาเถอะบทคุณเธอจะพยศขึ้นมาก็สรรหาเรื่องอ้างได้ทันที

   “จำได้ว่าตอนแรกคุณพูดเหมือนอยากร่วมโครงการ แต่พอจะถึงบ้านคุณกลับพูดเหมือนไม่อยากทำซะแล้ว เอ๊ะ ยังไงกัน” สักวายังคงหลอกล่ออย่างใจเย็น

   “ถามใจเกษตรดูเถอะ ฉันไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกษตรรับปากจะทำโครงการนี้แล้วมาเหยาะแหยะทีหลัง ฉันนี่แหละจะดับฝันเรื่องการย้ายของเกษตรให้ไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า!”

   “งั้นเราก็เจ๊ากัน คุณและชาวบ้านได้ประโยชน์ ส่วนผมได้ผลงาน มีความสุขกันทั้งสองฝ่าย คุณเตรียมตัดชุดสวยไว้ถ่ายรูปคู่กับโล่รางวัลได้เลย”

   “ฉันอยากเตือนไว้สักอย่าง เกษตรอย่ามั่นใจอะไรให้มันมากนัก เพราะถ้าหากสิ่งที่คุณหวังมันพลาด คุณนั่นแหละจะเป็นคนที่เจ็บที่สุด”

   “พูดงี้แสดงว่าคุณยังไม่รู้จักผมดีพอ”

   “ฉันก็จะได้รู้เร็วๆ นี้แหละ” หญิงสาวยักไหล่และไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้คนข้างๆ แอบหมั่นไส้กับอาการไม่อินังขังขอบของเธอ

   สักวาเลิกสนใจหญิงถึกแล้วหันมาอ่านข้อมูลโครงการต่อ ตอนนี้สมองเขาแล่นมากๆ วาดฝันถึงวันที่เขาพาร้อยบุญประสบความสำเร็จ ผลงาน รางวัลชนะเลิศ ทั้งหมดนี้จะเป็นตั๋วเบิกทางสู่ถิ่นฐานโกสุมพิสัยและที่นั่นเขาจะได้ครองรักกับจินตหราวาตีไปตลอดกาล

   “จะนั่งยิ้มอีกนานไหมเกษตร ฉันจะได้ฝากล็อกรถให้ด้วย”

   ฝันหวานของสักวาถูกเบรกกะทันหัน เพลินตะวันจอดที่ประจำแล้วหันมาถาม เกษตรตำบลผู้ค้นพบทางสว่างนิ่วหน้าแล้วเปิดประตูลงจากรถ หญิงสาวหลังดับเครื่องยนต์แล้วลงเดินไปดักหน้าเกษตรหนุ่ม   “สัญญากับฉันว่าคุณจะไม่ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง”

   สักวามองความจริงจังที่แผ่ซ่านออกจากร่างของสาวสวนผัก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดพลางยื่นรายละเอียดของโครงการให้เธอ

   “อ่านซะ แล้วพรุ่งนี้ไปสำรวจหมู่บ้านกันว่ามันมีปัญหาตรงไหนที่จะทำให้เราถูกหักคะแนน”

   จากนั้นสักวาก็เดินตรงกลับเรือนที่พักทันที ไม่มีคำสัญญาหลุดออกมาจากปากเกษตรตำบลคนใหม่ แต่สิ่งที่เขาบอกนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายนัก อย่างน้อยเขาก็อยากเริ่มด้วยการกำจัดปัญหามากกว่าก่อปัญหาใหม่ให้ชาวบ้าน

   เพลินตะวันรู้จุดประสงค์ของเขาแล้ว แม้ว่าเธอจะไม่ได้ตั้งความหวังกับเกษตรคนใหม่มากเท่าใด แต่การได้รู้ว่าเขาจะใช้ตำบลร้อยบุญเป็นส่วนหนึ่งของบันไดการโยกย้าย จุดนี้เธออดเสียความรู้สึกไม่ได้ เขาไม่มีความจริงใจเลย แต่เธอก็ไม่มีอำนาจบังคับความคิดใคร เธอไปจี้ให้เขาเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อทุ่มเทให้คนร้อยบุญไม่ได้ บางทีเขาอาจจะกลับไปทำประโยชน์ให้บ้านเกิด ดูเหมือนคนรักของเขาจะรออยู่ที่นั่น การย้ายกลับไปเจอคนรัก เจอเพื่อนสนิท มันก็อาจจะทำให้เกษตรหวาทำงานอย่างมีความสุขก็ได้

   เธอควรจะทำใจให้กว้างและยอมรับแนวทางของเขา ก็เอาเป็นว่าในระยะสั้นเกษตรหวาคงช่วยพัฒนาตำบลร้อยบุญได้ แต่เธอคงจะต้องหวังกับคนใหม่ที่จะย้ายมาแทนเขาในเวลาอันใกล้นี้

   หญิงสาวรวบเอกสารแล้วออกเดิน ตอนแรกคิดว่าจะขึ้นไปหาป้านุ่มที่เรือนใหญ่ แต่เกิดเปลี่ยนใจเดินกลับเรือนตัวเองเสียอย่างนั้น อาบน้ำให้สมองโล่งๆ สักหน่อยคงดี นี่ขนาดเธอเลิกทำตัวเป็นศัตรูกับสักวาแล้วนะ ถ้าเกิดเป็นเมื่อวันก่อนไม่อยากจะคิดเลยว่าเธอกับเขาอาจจะจอดรถชกปากกันกลางทางหรือไม่ก็อาจจะรุนแรงกว่านั้น แต่มันคงไม่ใช่ต่างคนต่างกลับเรือนของตัวเองเงียบๆ แบบนี้แน่

   คิดผิดหรือถูกนะยัยเพลิน เธอสงบศึกเร็วไปไหม ให้ตายสิ! ตอนนี้เธออยากหาอะไรมาฟาดหัวเกษตรหวาสักป้าบจริงๆ

   หมั่นไส้!!!





   ข่าวการประกวดตำบลเกษตรกรรมตัวอย่างตกเป็นหัวข้อสำคัญของบทสนทนาบนโต๊ะอาหารในค่ำวันนั้น ลุงเบิ้มออกตัวแรงอย่างเคย ผู้ใหญ่บ้านหน้าใหญ่ใจโตไม่เพียงแต่ให้การสนับสนุน ลุงเบิ้มถึงกับประกาศตนเลยว่า ไม่ว่าเกษตรหวาต้องการอะไรให้บอกเบิ้มได้ตลอดเวลา ผู้ใหญ่เบิ้มคนนี้พร้อมจะยอมพลีชีพเพื่อร้อยบุญและการสถาปนาตำบลร้อยบุญให้เป็นตำบลเกษตรกรรมตัวอย่างนั้นมันช่างเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เสียจนผู้ใหญ่คนนี้น้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้มประหนึ่งโล่รางวัลนั้นถูกเชิญมารอมอบที่หัวบันไดบ้านแล้ว

   “แกดูลุงแกยังเพลิน” จันทน์กะพ้อใช้ศอกกระทุ้งน้องที่นั่งข้างๆ

   “ฉันนึกภาพนี้ออกมาตั้งแต่อยู่ที่อำเภอแล้วละ” หญิงสาวส่ายหน้า แล้วเอื้อมมือไปตักทอดมันที่อยู่เยื้องไปทางด้านโหรา เธอถอยมือกลับมาเพราะมันไกลเกินกว่าจะตักถึง

   “นี่จ้ะพี่ตักให้” นักเขียนหนุ่มตักทอดมันสองชิ้นใส่จานให้น้องสาวของเพื่อนพร้อมบริการราดน้ำจิ้มตามให้ด้วย

   “ขอบคุณจ้ะพี่โหร วันนี้พี่จันทน์พาไปเที่ยวไหนบ้างพี่”

   “ก็ที่เดิมๆ ที่มันเคยพาไปนั่นแหละน้องเพลิน ยิ่งพูดพี่ยิ่งเพลีย สิ้นเดือนนี้พี่จะคิดค่าจ้างมันแล้ว บอกจะพาไปเจอสาวก็โอ๊ย...สาวเหลือน้อยเลยน้อง สงสัยนิยายเรื่องใหม่ของพี่นางเอกคงเป็นอมตะเพราะว่าได้กินเด็กแน่ๆ”

   “เอ...ไอ้นี่พูดจาน่าเตะซะแล้ว หลานสาวป้าพรแกสวยนะโว้ย” จันทน์กะพ้อคุยข่ม ขณะที่คนอื่นนั่งอมยิ้มกับการโต้คารมของสองหนุ่มที่ฝีปากทัดเทียมกัน

   “เออ สวยวัยใส จีบไปก็คุก ฉันไม่เอาหรอกว่ะ”

   “ต้องสวยแบบเพื่อนฉันใช่มะ”

   “ถูกต้องเลยจ้าน้องเพลิน” โหรายกนิ้วโป้งให้หญิงสาวแล้วแกล้งเอียงหน้าไปกระซิบกระซาบ “ถ้าน้องเพลินยอมเป็นแม่สื่อให้พี่โหรนะ พี่โหรจะเขียนนิยายให้น้องเพลินเป็นนางเอกเลยเอ้า”

   เพลินตะวันหัวเราะชอบใจ ก่อนพูดดัก “ฉันไม่เป็นนางเอกกินเด็กนะพี่โหร”

   “เฮ้ย...อันนั้นพี่จะเก็บไว้ให้ไอ้จันทน์” คราวนี้ทั้งวงพากันหัวเราะ ไม่เว้นแม้แต่สักวาที่นั่งฟังเงียบๆ มาโดยตลอด เพลินตะวันเผลอสบตากับคนที่นั่งตรงข้ามโดยบังเอิญก่อนที่เธอจะเฉไฉมองไปทางอื่นแทน

   สักวาชะงักกับอาการห่างเหินนั้น ก็ไม่ใช่ว่าเขากับเพลินตะวันจะใกล้ชิดสนิทแนบนักหรอก แต่ค่ำนี้เธอยังไม่ยอมพูดกับเขาเลย ยัยผีกะหล่ำเรื่องมากทำท่าว่าโกรธเขามาสักร้อยชาติ คงไม่พ้นเรื่องประกวดนั่นหรอก โธ่เอ๊ย แล้วก็มาทำอาสาเป็นพี่เลี้ยง ท่าจะงานล่มเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มแล้วกระมัง

   ก็ได้...ในเมื่อไม่สนใจเขา เขาก็จะหาที่ปรึกษาคนใหม่ อย่างไรจันทน์กะพ้อก็รู้ดีพอๆ กัน แถมยังกว้างขวางเพราะเขาวิ่งรับซื้อดอกไม้ทั่วทั้งตำบลอีก ฮึ นึกว่าเขาจะง้อเหรอ เชิญงอนให้สบายพระทัยไปเลยยัยผีกะหล่ำ!

   “เรื่องการประกวดผมคงต้องรบกวนของคำแนะนำจากคุณจันทน์บ้างนะครับ” สักวาเริ่มต้นด้วยการหนุ่มเจ้าของสวนดอกไม้รายใหญ่ของตำบลคุย

   “ยินดีครับเกษตร จะให้ช่วยอะไรบอกได้เลย แต่จริงๆ แล้วเรื่องในร้อยบุญนี่คนที่รู้ดีที่สุดต้องยัยเพลินนะครับ เขาเคยทำงานเป็นลูกมือเกษตรก้าน”

   “อ๋อครับ คุณเพลินเขารับอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้ผมแล้ว งานนี้ผมคิดว่ายังไงก็ไม่พลาด จริงไหมคุณ” เกษตรตำบลแกล้งเลิกคิ้วถามพี่เลี้ยง

   “ก็...แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าน้ำไม่ท่วมร้อยบุญซะก่อน”

   “โอ๊ย....” โหราร้องขัด “เลิกกลัวเลยจ้ะน้องเพลิน วันนี้พี่ก็ไปเสริมคันกั้นมาอีก รับรองได้ว่าไม่ท่วมชัวร์”

   “งั้นก็ดีเลยครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมกับคุณเพลินจะแวะไปดูระดับน้ำจากนั้นก็ไปสำรวจดูปัญหาของเกษตรกรในตำบล แล้วก็...”

   “พรุ่งนี้ฉันต้องเก็บบวบแล้วก็ฉีดน้ำหมักกวางตุ้ง” เพลินตะวันเอ่ยขัดแผนการของเกษตรหนุ่ม

   “งั้นก็...” สักวากำลังจะเปลี่ยนแผนแต่หญิงสาวก็ร่ายยาวถึงกิจกรรมของเธออีกคำรบ

   “เก็บบวบ ฉีดน้ำหมักกวางตุ้งเสร็จแล้วก็ต้องเอาบวบไปส่งอีก ส่งเสร็จฉันก็ว่าจะเลยไปดูปุ๋ยที่สั่งร้านไว้”

   “จากนั้นก็พาเกษตรไปทำงานจ้ะ” ป้าสีนุ่มที่เลี้ยงดูหลานสาวมานานย่อมรู้นิสัยใจคอว่าเพลินตะวันกำลังรวนใส่เกษตร เธอจึงช่วยสรุปให้พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบ “ตามนี้นะลูก เอาจ้ะหนุ่มๆ กินกันต่อ เดี๋ยวจะได้ไปพัก จันทน์เดี๋ยวพรุ่งนี้ป้าฝากขนมกลีบลำดวนไปส่งร้านป้าอ้วนด้วยนะลูก เขาโทรมาสั่งเมื่อเย็นนี้ แหมดีใจจัง เพิ่งเอาไปให้ชิมไม่เท่าไรก็สั่งแล้ว”

   “แบบนี้เขาเรียกฝีมือจ้ะที่รัก” ผู้ใหญ่เบิ้มป้อนคำหวานให้ภรรยาคู่ยากอายม้วน เรียกรอยยิ้มจากบรรดาหลานๆ จะเว้นก็แต่คนที่เพิ่งถูกบังคับทางอ้อมอย่างเพลินตะวันเท่านั้น เธอยิ้มแต่รอยยิ้มนั้นกลับขึ้นไปไม่ถึงดวงตา

   หลังจากมื้อค่ำผ่านไปทุกคนต่างแยกย้ายกลับเรือน เพลินตะวันเกาะติดพี่ชายกับเพื่อนนักเขียนแจและยังคงทำตัวเป็นเจ้าหญิงพิกุลทองเฉพาะเจาะจงกับสักวาเหมือนเดิม

   แน่นอนว่าสักวาไม่สน ก็มันเรื่องอะไรล่ะ เขาคิดหาเหตุผลที่เธอจะโกรธมาหลายรอบแล้วก็ยังไม่เห็นจะเจอประเด็นไหน ถ้าเขาไม่สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้านก็ไปอย่าง ถ้าเป็นอย่างนั้นเพลินตะวันมีสิทธิ์โกรธเขาได้เต็มที่ แต่นี่ก็เปล่าถึงเขาจะต้องการสร้างผลงาน ชาวบ้านก็ได้รับผลประโยชน์เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวถ้าจะเหมาะกว่า

   เอาละหวา...สักวาบอกตัวเองในใจ เลิกกังวลกับสาวสวนผักได้แล้ว แกไม่ได้ทำผิด แกไม่ได้เห็นแก่ตัว เท่านี้ทุกอย่างก็จบปิ๊ง!!!

   เมื่อถึงเรือนพักชายหนุ่มก็เหลือบมองนาฬิกาตรงข้างฝา ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มอ่อนโยน ก่อนหยิบโทรศัพท์คู่ใจขึ้นมากดเบอร์ที่เขาจำได้แม่นไม่ว่าหลับหรือตื่น เขารอสายจนกระทั่งสัญญาณถูกตัดไป ปลายทางไร้การตอบรับ ชายหนุ่มจึงกดโทรซ้ำ

   ความผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นในจิตใจของเกษตรหนุ่ม สักวาเพียรกดเบอร์เดิมซ้ำๆ เกือบครึ่งชั่วโมงเขาถึงจะได้ยินเสียงใสๆ หวานๆ ของนางไหดาวคณะหมอลำบานแย้ม จินตหราวาตีทักเขาด้วยน้ำเสียงมีความสุข ไม่รู้ว่าเขาหงุดหงิดหรือเปล่าจึงเผลอคิดไปว่าเสียงของคนรักจะระริกระรี้เกินเหตุ

   “พี่หวา จินนี่ขอโทษนะพอดีโทรศัพท์มันอยู่ในห้อง”

   “ไม่เป็นไรจ้ะ พี่รอได้”

   นี่คือข้อเสียอย่างหนึ่งของเขา อาจเป็นเพราะจินตหราวาตีอายุน้อยกว่าเขาและพวกเขาเติบโตมาด้วยกัน ใกล้ชิดกันแต่เล็กๆ นางไหคนนี้จะติดนิสัยขี้อ้อนและทุกคนก็มักยอมตามใจเธอเพราะความน่ารักน่าเอ็นดู สักวาเองก็เช่นกัน ไม่ว่าสาวคนรักอยากได้อะไรเขาก็มักตามใจเธอและให้อภัยเธอได้ตลอดไม่ว่าความผิดนั้นจะร้ายแรงแค่ไหน

   ความรักของสักวาคือการทำทุกสิ่งทุกอย่างให้จินตหราวาตีมีความสุข รอยยิ้มของเธอนั่นแหละคือความสุขที่แท้จริงของเขา หลายครั้งที่เขาจำเป็นต้องโกหก ทำเหมือนไม่ทุกข์ ไม่โกรธ ทั้งที่ภายในใจก็รู้สึก แต่ทุกอย่างก็เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะทำให้จินตหราวาตีเศร้าหมองเสียใจ

   “วันนี้พี่หวาทำงานเหนื่อยไหม คิดถึงจินนี่หรือเปล่า”

   “ได้ยินเสียงจินนี่พี่ก็หายเหนื่อยแล้ว”

   สักวาเดินออกมานอนคุยโทรศัพท์นอกเรือนชานเพราะลมโชยเย็นสบาย แสงเดือนแสงดาวช่วยบรรเทาความคิดถึง ชายหนุ่มบอกเล่าเรื่องราวระหว่างวันให้กับสาวคนรักที่อยู่ไกล และเพราะมั่นใจว่าไม่มีใครมารบกวนเขาจึงระบายทุกอย่างเต็มที่ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของเพลินตะวัน!





   ด้วยความว้าวุ่นใจทำให้สาวสวนผักไม่อาจข่มตาหลับได้ แม้จะรู้ตัวว่างานรออยู่มากในวันพรุ่งนี้แต่ความรู้สึกหน่วงๆ ในใจที่มีก็ทำให้เธอต้องลงมาเดินเล่นเตร็ดเตร่ข้างๆ เรือน เวลาที่มีเรื่องให้คิดเพลินตะวันก็มักจะเดินเล่นอย่างนี้ บางทีก็เลยไปคุยกับเกษตรก้าน แต่คราวนี้ไม่มีเกษตรตำบลคนเก่าที่เธอเคารพอยู่อีกแล้ว กว่าจะรู้ตัวหญิงสาวก็เดินมาเกือบถึงเรือนพักเกษตร

   เพลินตะวันคงจะเบนเข็มกลับทันทีถ้าเธอไม่ได้ยินชื่อตัวเอง คิ้วเรียวขมวดอย่างสงสัย เกษตรหวาคุยอยู่กับใครแล้วทำไม่ต้องพูดถึงเธอ หญิงสาวยอมเสียมารยาทขยับเข้าไปใกล้อีกนิดแล้วย่องไปหลบข้างเสาใต้ถุนเรือน ความมืดช่วยอำพรางกายและเธอก็เชื่อว่าสักวาคงไม่มีเวลาสังเกตสิ่งใดเนื่องจากกำลังนินทาเธออย่างเมามัน

   “จินนี่จะให้พี่ทำยังไง พี่ไม่เข้าใจยัยผีกะหล่ำนั่นเลย พี่ดูเป็นคนเลวขนาดนั้นเลยเหรอ ทั้งๆ ที่พี่ก็ทำประโยชน์ให้ชุมชนเหมือนกัน...จ้า พี่หวาไม่ได้คิดมากเรื่องนี้หรอก พี่หวาคิดมากอยู่เรื่องเดียวแหละ ก็คิดถึงจินนี่ม้ากมากไง อ้าว...จินนี่ง่วงแล้วเหรอจ๊ะ งั้นก็ไม่เป็นไรจ้ะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกันใหม่ก็ได้ ตั้งใจซ้อมนะจ๊ะ จ้า...พี่หวาก็คิดถึงจินนี่จ้า จุ๊บๆ”

   เพลินตะวันเบ้ปากล้อเลียนคำพูดท่าทางของชายหนุ่มแบบไร้เสียง เฮอะ! คิดถึงม้ากมาก ฟังแล้วอยากจะอ้วกมันเสียตรงนี้ หวานเลี่ยนและเอียนที่สุด และตอนนี้เธอก็ได้รู้ความจริงอีกอย่างหนึ่งแล้วว่าสักวาตั้งฉายาให้เธอว่า...ผีกะหล่ำ

   มันน่านัก! เธอขบเขี้ยวอย่างโมโห เสียงกระดานบนเรือนลั่นเพราะเขาเดิน เพลินตะวันคิดว่าเกษตรหวาคงกลับเข้าห้องไปนอน เธอจึงขยับออกจากข้างเสาตั้งใจกลับเรือนตัวเองบ้าง แต่แค่เพียงก้าวแรกที่ออกจากใต้ถุน น้ำเย็นๆ ก็ราดลงมาบนหัวเธออย่างจัง

   ซวยชะมัด สักวาเดินออกมาล้างหน้า!!!

   เพลินตะวันสกัดกั้นอารมณ์และเสียงกรีดร้องของตัวเองเอาไว้ น้ำทั้งขันทำให้ตัวเธอเปียกชุ่ม เสียงคนข้างบนถอนใจอย่างมีความสุข

   “เฮ้อ...ชื่นใจจริงเลย ไปนอนฝันถึงจินนี่ดีกว่า จินนี่จ๋ามาหาพี่หวาในฝันนะจ๊ะที่ร้ากกกกก”

   เสียงพูดลอยหายไปพร้อมกับเสียงปิดประตูลงกลอน เพลินตะวันลูบหน้าที่เปียกโชกไปด้วยน้ำ หัวหูและเสื้อผ้าของเธอเปียกลู่แนบร่าง หรือนี่จะเป็นเวรกรรมจากการแอบฟังเขา หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปบนเรือนพร้อมสายตาอาฆาตแค้น คราวนี้ทำเธอแสบนัก แค่นินทาเธอก็โกรธจนอยากจับเขาบดแล้วหมักทำปุ๋ยชีวภาพแล้ว นี่ยังมาเอาน้ำราดหัวเธออีก ฮึ่ม...ฉันจะต้องแก้แค้น!!!

67
บทที่ 8

   “เอ่อ...ถ้าน้ำลดและมีความเป็นไปได้สูงว่าจะไม่ท่วมเข้าหมู่บ้าน งั้นเกษตรคงมีเวลาคิดหาวิธีปราบเพลี้ยให้ชาวบ้าน" เพลินตะวันมองหน้าเกษตรคนใหม่อย่างจริงจัง

   "เพลี้ย?" คนถูกมองเลิกคิ้วสูง ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเธอมากนัก เพลี้ยอะไรอีกล่ะ

   "ใช่เพลี้ย เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลน่ะ เกษตรรู้จักไหม ตัวมันเป็นแบบ..."

   “พอๆ ไม่ต้องเวิ่นเว้อ” ด้วยเกียรติของเกษตรตำบลสักวาจะทนให้เธอดูถูกเขาไม่ได้เด็ดขาด ยัยผีกะหล่ำมือสากทำเสียงดูถูกเหมือนไม่แน่ใจว่าเขาจะรู้จักเพลี้ยที่เธอพูดถึง มันจะมากไปแล้ว ชายหนุ่มคิดอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก "คุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คิดว่าผมจะไม่รู้จักไอ้ตัวที่คุณพูดถึง เข้าเรื่องเถอะคุณมีปัญหาอะไรกับมัน"

   "ฉันน่ะไม่ แต่ชาวบ้านน่ะมี"

   “อ๋อ...ที่แท้ก็เรื่องของชาวบ้านนี่เอง” สักวาพยักหน้างึกงักไม่ได้รู้สึกผิดสักนิดที่ประโยคนั้นของเขาเป็นการว่าเหน็บอยู่กรายๆ

   เพลินตะวันใช่ว่าจะไม่รู้ตัว นายเกษตรปากร้าย คิดว่าเธอแคร์หรือไงกับถ้อยคำเสียดสีพวกนั้น จ้างให้ก็ไม่สนใจหรอก จะคิดยังไงช่างเขา ชาวบ้านสำคัญกว่า

   "ค่ะ มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน ที่คุณก็จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเหมือนกัน ตอนนี้มันระบาดมาก ถ้าเกษตรรู้จักเพลี้ยนั่น เกษตรก็คงจะรู้ด้วยใช่ไหมว่าผลของมันจะออกมายังไงถ้าพวกมันทำลายข้าวของชาวบ้าน เกษตรคิดว่าจะมีวิธีช่วยพวกเขาได้ไหม" ท่าทางคุกคามของหลานสาวทำให้ประมุขของบ้านต้องเอ่ยยั้ง

   "แกจะไปคาดคั้นอะไรกันวะ เกษตรหวาเพิ่งมาถึงยังไม่เต็มวันเลยนะ ให้เขาพักผ่อนก่อนสิวะ"

   "อ้าว...ชาวบ้านเดือดร้อน รอได้ด้วยเหรอลุงเบิ้ม"

   "เจ้าเพลิน” เสียงเนิบๆ นิ่มๆ ของป้าสีนุ่มดังขึ้น ก่อนที่มือบอบบางของคู่ชีวิตผู้ใหญ่เบิ้มจะตักแกงส้มใส่จานข้าวหลานสาว “วันนี้แดดร้อน ทุกคนคงจะเพลียน่าดู โดยเฉพาะหนุ่มๆ ของเรา เสร็จจากนี่แล้วป้าว่าแยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยมาถกปัญหากัน อีกอย่างถ้านั่งคุยอย่างนี้มีหวังตะเพียนต้องกลับบ้านดึกแน่ๆ จริงไหมจ๊ะ”

   ตะเพียนทองยิ้มอย่างหวาดๆ และรีบพยักหน้าเห็นด้วยกับป้าสีนุ่ม ซึ่งทุกคนในที่นี้รู้ดี ยกเว้นเกษตรคน ใหม่ และถ้าใครที่คิดจะขัดคอป้าสีนุ่มละก็ผิดถนัด

   “จริงจ้ะป้า ฉันว่าเรารีบกินกันเถอะจ้ะ”

   เพลินตะวันสบตากับเพื่อน จากนั้นจึงหันไปทางป้า แน่นอนว่าปัญหาของเธอถูกป้านุ่มดีดกระเด็นตกใต้ถุนเรือนไปเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก้มลงเขี่ยข้าวในจาน หากแต่สมองยังครุ่นคิดวนเวียน คืนนี้เธอจำเป็นต้องหยุด แต่พรุ่งนี้เธอจะลุยเต็มที่

   เช้าวันรุ่งขึ้นเพลินตะวันตื่นแต่เช้ามาช่วยป้าสีนุ่นเตรียมกับข้าวใส่บาตร มันเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอ นับตั้งแต่สูญเสียพ่อแม่ไป สิ่งเดียวที่เธอพอจะทำให้พวกท่านได้นั่นคือการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ การกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านทำให้เธอได้มีเวลาให้ตัวเองและมีเวลาให้ครอบครัวที่เหลืออยู่มากขึ้น

   น่าเศร้าที่บางคนพ่อแม่อยู่ครบแต่กลับไม่มีเวลาให้ท่าน ไม่เคยคิดว่าพวกท่านจะต้องการการดูแลเอาใจใส่ แต่สำหรับคนขาดแม่และสูญเสียพ่ออย่างเพลินตะวันนั้น ครอบครัวมีค่ามากที่สุด เธออาจจะดื้อรั้นดันทุรังกับใครๆ แต่เธอจะสงบได้อย่างรวดเร็วเมื่อรู้ว่าคนในครอบครัวไม่สบายใจกับการกระทำของเธอ โชคดีที่ทุกคนเข้าใจความคิดและทัศนคติของเธอ เมื่อเธอคิดจะทำสิ่งใด คนในครอบครัวก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

   หญิงสาวร่วมตักบาตรกับสีนุ่นและช่วยถือถาดขันข้าวขึ้นไปเก็บบนเรือนใหญ่ ก่อนจะเดินกลับเรือนของตน ขากลับเธอเจอสักวา ก็ค่อนข้างแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเกษตรในชุดออกกำลังกาย สวมกางเกงวอร์มพร้อมเสื้อกีฬาแขนกุดอวดต้นแขนกล้ามเป็นมัดๆ มีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดคอ ท่าทางเขาคงจะออกมาวิ่งนานพอสมควรเพราะใบหน้าคมเข้มนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ

   เขาเองก็ชะงักเมื่อเห็นเธอ แต่ก็ยังปากดีกวนประสาท “ตื่นแต่เช้าไปสำรวจเพลี้ยกระโดดหรือไงคุณ”

   เพลินตะวันขมวดคิ้วและเอียงคอมองเขาอย่างพิจารณา นี่ถ้าไม่เคยได้ยินเขาอ้อนแฟนมาก่อน เธอก็จะเชื่อสนิทใจเลยว่าตอนก่อนที่เขาจะเกิดมาเทวดาคงยัดตำแยใส่ปากฝากรักมาเป็นแน่ถึงพูดอะไรไม่ค่อยเข้าหูอย่างนี้

   “เปล่า ฉันมาใส่บาตรกับป้านุ่มกำลังจะกลับเรือน คุณล่ะไปวิ่งหนีหมาที่ไหนมาเหงื่อซ่กเลย” เธอว่าแล้วเดินต่อ ซึ่งเรือนของเธอกับเรือนพักของสักวาต้องใช้เส้นทางเดียวกันดังนั้นเขาจึงต้องเดินตามเธอไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

   “ผมก็คิดว่าวิ่งหนีพ้นแล้วนะ แต่ดันมาพลาดท่าโดนกัดเอาแถวนี้” เกษตรปากเสียโต้กลับมาไม่ลดละ

   “นี่เกษตร ฉันอยากจะทำความเข้าใจกับคุณก่อน” น้ำเสียงของเพลินตะวันนั้นหนักแน่นทีเดียว

   “เรื่องอะไรล่ะ”

   “ทุกเรื่อง!” เพลินตะวันรู้ตัวว่าถูกมองอย่างระแวง แต่เธอก็คิดไตร่ตรองดีแล้วสำหรับเรื่องนี้ “ฉันรู้สึกว่าคุณไม่ชอบหน้าฉัน อาจถึงขั้นเกียจขี้หน้าเลยด้วยซ้ำ”

   “ก็...ไม่ถึงขนาดนั้น” เขาบอกเหมือนจะยอมรับ “ผมคิดว่ามันไม่ค่อยยุติธรรมสักเท่าไรที่คุณลากผมไปมาระหว่างตลาด - ร้อยบุญ ร้อยบุญ - ตลาด แล้วคุณก็ยังทำผมเจ็บตัวด้วย คำขอโทษของคุณก็ดูเหมือนว่าพูดออกมาโดยไม่รู้สึกร่วมไปกับมัน”

   เพลินตะวันหยุดเดินและผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะหมุนร่างกลับมาเผชิญหน้ากับเขา “ถ้าวันนั้นฉันทำให้คุณขุ่นเคืองมากขนาดนี้ ฉันก็ขอโทษอีกทีแล้วกัน ก็ใช่ฉันมันสะเพร่าไม่ดูตามาตาเรือ ความจริงวันนั้นฉันควรถามคุณสักนิด แต่ทุกอย่างมันก็ผิดพลาดไปแล้ว ฉันย้อนเวลาไปถามคุณในตอนนั้นไม่ได้ นอกจากขอโทษ”

   “ทำไม”

   “ทำไมอะไร” เพลินตะวันไม่เข้าใจคำถาม

   “ก็ทำไมคุณถึงได้มาขอโทษผม เมื่อคืนยังทำท่าเหมือนผมเป็นหนอนกะหล่ำตัวล่ำๆ ที่คุณจ้องจะบี้ให้แหลกคามืออยู่เลย”

   “ไม่รู้สิ พอดีฉันมาคิดได้ว่า ถ้าฉันมีปัญหากับคุณมันจะมีผลกระทบหลายอย่าง อย่างแรกคือเราอยู่บ้านรั้วเดียวกัน และงานของฉันกับคุณก็แทบจะต้องพบเจอกันตลอด เพราะฉะนั้นฉันขอเริ่มต้นใหม่ เราดีกันนะ”

   เพลินตะวันยื่นมือออกมาข้างหน้าและฉีกยิ้มให้เขาอย่างเป็นมิตร เห็นได้ชัดว่าเกษตรคนใหม่ปรับอารมณ์ตามเธอไม่ทัน

   สักวาดูงงๆ แต่ก็ยอมยื่นมือออกมาสัมผัสกับมือกระด้างของหญิงสาว แรงบีบหนักหน่วงบอกว่าเจ้าของมือสากนั้นยินดีที่จะโยนความบาดหมางระหว่างกันทิ้งไป

   “ฉันเคยติดตามลุงก้าน เอ๊ย เกษตรก้านลงแปลงบ่อยๆ คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้”

   “ทำไมจะต้องรังเกียจด้วยล่ะ ดีเสียอีกมีคุณไปด้วยหมาจะได้ไม่กัด” สักวาหัวเราะออกมาอย่างชอบใจเมื่อแม่สาวมือสากตวัดสายตาเขียวปัดมาที่เขา “ผมล้อเล่นน่า”

   เพลินตะวันชำเลืองมองเหมือนจะค้อน แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินอีกครั้ง บรรยากาศที่เริ่มต้นอย่างขุ่นมัวเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี รับกับสภาพอากาศยามเช้าของบ้านร้อยบุญ ในช่วงท้ายฤดูฝนแบบนี้ยามเช้ามักจะสดใส หากพอตกบ่ายฝนก็จะเริ่มตั้งเค้าดำทะมึนดูน่ากลัว มรสุมกำลังจะผ่านพ้นไปพร้อมกับการลุ้นระทึกของชาวร้อยบุญว่าจะรอดจากอุทกภัยหรือไม่

   “ดูเหมือนฝนใกล้จะหมดแล้วนะ ถ้าพายุไม่เข้ามาอีก ร้อยบุญก็น่าจะรอด” สักวาชวนคุย

   “ตะเพียนก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน”

   “นี่ถึงขนาดพึ่งเจ้าแม่เลยเหรอคุณ” สักวาถามขำๆ เพราะเมื่อคืนผู้ใหญ่เบิ้มแนะนำกับเขาว่าตะเพียนทองนั้นเป็นร่างทรง

   “ฉันไม่ได้ถามเจ้าแม่ ฉันถามยัยตะเพียนต่างหาก คุณทำเป็นเล่นไปยัยนั่นเก่งนะเรื่องดินฟ้าอากาศนี่” เพลินตะวันไม่ได้บอกเหตุผลว่าทำไมเพื่อนรักถึงเชี่ยวชาญด้านนี้ ปล่อยให้สักวาคิดว่าเป็นอิทธิฤทธิ์เจ้าแม่ตามที่เขาเชื่อนั่นแหละ เธอก็ขี้เกียจอธิบายด้วย

   “แถวนี้น้ำท่วมบ่อยไหม”

   “แทบจะไม่เคยเลย”

   “ไม่น่าล่ะ แต่ทุกคนก็ดูช่วยกันดีนะ”

   “ก็เพราะว่าพวกเขามีผลผลิตรอเก็บเกี่ยวอยู่นะสิ มันไม่คุ้มกันหรอกถ้าจะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้น้ำท่วมทุ่งและรอเงินชดเชยจากรัฐที่ค่อนข้างแน่ชัดมักจะมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์”

   “ยังไง” สักวาถามกลั้วหัวเราะ

   “ก็อุปสงค์กับอุปทานมันขัดแย้งกันนะสิ เราลงทุนไปตั้งเยอะแต่เขาชดเชยนิดเดียว แต่ก็นะโทษเขาก็ไม่ได้ ช่างเถอะ ฟังจากที่ลุงเบิ้มบอกเมื่อคืน ฉันคิดว่าตำบลเราน่าจะรอด”

   “ฝนเว้นช่วง น้ำก็จะลดระดับลง ถ้าคันกั้นไม่พังก็น่าจะพอไหว เมื่อวานเสริมคันกันอีกร่วมห้าสิบเซ็นต์” สักวารู้ดีเพราะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมคันกั้นน้ำ

   “ขอให้เป็นอย่างที่คุณว่าเถอะ ถ้าน้ำไม่ท่วม ฉันก็จะดีใจมากๆ เดี๋ยวฉันจะเลยไปดูน้ำสักหน่อย คุณอยากไปด้วยกันไหม” เพลินตะวันกับสักวาเดินคุยกันมาจนกระทั่งถึงเรือน หญิงสาวจึงหันมาชวนและเขาก็พยักหน้า

   “ได้สิ เสร็จจากนั้นถ้าคุณว่างก็ช่วยไปส่งผมที่แปลงนาที่คุณว่ามีเพลี้ยกระโดดหน่อย”

   “งั้นอีกชั่วโมงเจอกันที่บ้านนู้น” หญิงสาวหมายถึงเรือนใหญ่ของลุงกับป้า “เราต้องไปกินข้าวเช้ากันที่นั่น ป้านุ่มทำเผื่อคุณไว้แล้ว”

   “ผมเกรงใจลุงกับป้าคุณจัง”

   “ไม่ๆๆ ไม่ต้องคิดมาก ตอนลุงก้านอยู่ก็แบบนี้แหละ เราอยู่กันจนเหมือนญาติ อีกหน่อยคุณก็ชิน”

   “ตำบลอื่นมีแบบนี้ไหม มีบ้านหลังใหญ่ มีอาหารอร่อยๆ ครบทุกมื้อ”

   เพลินตะวันยิ้มนัยน์ตาเป็นประกายสดใส “คุณอาจจะโชคร้ายเรื่องย้ายผิดที่ แต่คุณก็โชคดีที่ได้ย้ายมาอยู่ตำบลร้อยบุญ เกษตรตำบลอื่นน่ะไม่ได้เป็นแบบนี้หรอก อาหารการกินก็ต้องหาต้องทำเอง ส่วนที่อยู่ก็ที่ทำการหมู่บ้าน อันที่จริงโครงการนี้ของเกษตรอำเภอคนเก่าก็ดีนะ แต่สงสัยท่านจะลืมคิดไปว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลอื่นเขาไม่ได้บ้าพลังเหมือนกำนันไก่โต้งกับลุงของฉัน เกษตรคนอื่นก็เลยซวยไป แต่คุณอย่าเที่ยวไปอวดเรื่องนี้กับเพื่อนๆ เกษตรคนอื่นเชียวนะ เพราะว่ามันจะยิ่งทำให้พวกเขาอิจฉาคุณมากขึ้น”

   “คุณด้วยรู้เหรอว่าผมย้ายมาผิดที่”

   “ไม่รู้ก็บ้าแล้ว เมื่อวานตอนคุณอ้อนแฟนคุณน่ะ ฉันได้ยินคุณพูดหมด”

   “นิสัย” ชายหนุ่มหน้ามุ่ย ออกปากว่าอย่างไม่เกรงใจ แต่เธอกลับหัวเราะ ถอดรองเท้าแตะก้าวลงไปในอ่างล้างเท้าและขึ้นเรือน เห็นหญิงสาวขึ้นบันไดได้สองขั้น สักวาก็ได้ยินเสียงเธอลอยมา

   “เกษตรกลับเรือนไปอาบน้ำแต่งตัวไป๊ เดี๋ยวจะพาไปปราบเพลี้ย”

   ชายหนุ่มส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเดินตรงไปยังเรือนพักของตน ว่าไปการผูกมิตรกับยัยผีกะหล่ำนั่นก็ดีไปอย่าง เขาจะได้ไม่ต้องมาปวดขมับ ตับ ไต คิดหาถ้อยคำต่อล้อต่อเถียงกับเธอให้สิ้นเปลืองพลังงาน แม้ว่าจะค่อนข้างงุนงงกับอารมณ์แปรปรวนของยัยนั่น จะไม่งงยังไงไหว เมื่อวานยังกัดเขาอยู่ พอเช้าตรู่มาขอผูกมิตร สงสัยเมื่อคืนจะละเมอตกเตียงหัวโขกพื้นจนสมองกลับกระมัง




   หญิงสาวผู้ถูกนินทาลับหลังไม่ได้สมองกลับอย่างที่สักวาคิด เพลินตะวันหันกลับไปมองด้านหลังของเกษตรคนใหม่ ก่อนถอนใจออกมาแรงๆ ให้ตาย! เธอนอนคิดพลิกไปพลิกมาตลอดทั้งคืนก่อนจะตัดสินใจชวนเขาไปอย่างนั้น เหตุผลก็ง่ายแสนง่ายนั่นคือเพื่อความสงบสุขในการทำงาน เธอไม่อยากให้ความบาดหมางของเธอกับเขาเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะรู้ดีว่าตัวเองนั้นแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวไม่ค่อยจะออกนัก ทำไงได้คนเรามันก็ต้องมีข้อเสียกันทั้งนั้น ก็เรื่องนี้แหละที่ทำให้เธอคิดหาหนทางจบปัญหาทุกอย่างให้งดงาม

   เธอรู้ว่าสักวาไม่ได้ตั้งใจมาพัฒนาร้อยบุญแต่แรก เขามาเพราะความผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสารเรื่องการย้าย น้ำเสียงละห้อยหาของเขาที่พร่ำรำพันกับคนรักยังสะเทือนใจเธอไม่หาย มีคนรักรอเขาอยู่ที่บ้านเกิดและตอนนี้ฝ่ายนั้นก็เหมือนจะยังไม่หายโกรธเขา

   สักวาคงจะอยู่เป็นภาระของป้านุ่มไม่นาน เธอพอคาดเดาเหตุการณ์ได้ เป็นใครก็คงทำแบบเดียวกัน ถ้ามีโอกาสสักวาก็คงจะร่อนใบขอย้ายกลับบ้านเกิดทันที

   “ก็ใช้ชีวิตที่นี่ให้มีความสุขแล้วกันนะเกษตร” หญิงสาวอวยพรก่อนเดินผ่านนอกชานเปิดประตูเรือนเข้าไปภายใน

   สมาชิกทุกคนมาเจอกันอีกครั้ง มื้อเช้าที่เรือนใหญ่วันนี้มีกับข้าวหลายอย่างตั้งรออยู่ ลุงผู้ใหญ่และหลานๆ ปรึกษากันหลังกินข้าวอิ่ม วันนี้เพลินตะวันต้องเก็บถั่วฝักยาวไปส่งที่ตลาด ส่วนจันทน์กะพ้อกับโหรานั้นไม่ต้องไปส่งดอกไม้ที่ไหน เพราะวันพระเพิ่งผ่านไป สองหนุ่มจึงตั้งใจจะไปดูคันกั้นและจะอยู่เฝ้าดูระดับน้ำร่วมกับชาวบ้านหมู่อื่น

   “งั้นเดี๋ยวเกษตรก็ไปกับฉันเลย ไปดูคันกั้นน้ำเสร็จแล้วก็ไปเก็บถั่วข้างๆ แปลงถั่วเป็นนาลุงนวย ถ้าเกษตรไม่ช่วยฉันเก็บถั่ว เกษตรก็ไปเดินดูเพลี้ยกระโดดที่นั่นรอฉันก็ได้”

   สักวาหันไปมองหญิงสาวเพราะสะดุดหูกับคำพูดของเธอ นี่อย่าบอกนะว่าเธอคิดว่าเขาจะช่วยเก็บถั่ว งานใครงานมันเถอะแม่คุณ

   “เอาเป็นว่าผมจะไปเดินดูเพลี้ยแถวนั้นรอคุณแล้วกัน”

   เพลินตะวันหัวเราะแล้วแกล้งบอกอย่างผิดหวัง “โธ่...ฉันก็นึกว่าจะได้คนช่วยแล้วเชียว ก็ได้ๆ เอาตามนั้นแหละ”

   ดูเหมือนสถานการณ์ที่ดีขึ้นระหว่างเธอกับสักวาจะทำให้ทุกคนตกใจและตามไม่ทัน ก่อนลงจากเรือนใหญ่จันทน์กะพ้อที่ทนสงสัยอะไรได้ไม่นานก็ดึงแขนน้องสาวเอาไว้ เมื่อเห็นว่าสักวาลงเรือนไปเรียบร้อยจึงได้ถาม

   “บอกพี่หน่อยเถอะน้องรัก แกญาติดีกับเกษตรเขาตั้งแต่ตอนไหนวะ”

   “ตอนเช้า”

   “อะไรวะ เมื่อคืนยังทำท่าเหมือนจะโดดงับหูเขาอยู่เลย”

   “พี่จันทน์ก็...” เพลินตะวันลากเสียงยานคาง “ฉันน่ะมืออาชีพ เวลาทำงานฉันก็อยากจะได้ร่วมงานกับคนที่ไม่มีปัญหา ฉันก็เลยจัดการเคลียร์กับเกษตรแถมยังใจดีอาสาเป็นพี่เลี้ยงให้เขาด้วยน้า”

   “โห...ไม่น่าเชื่อ น้องเพลินนี่สุดยอดจริงๆ” โหรายังอดทึ่งไม่ได้

   “ก็ต้องทำค่ะพี่โหร ดีกว่ามามีปัญหา อีกอย่างเราอยู่กันแค่นี้ เพลินขี้เกียจฟังป้านุ่มบ่น”

   “คิดได้อย่างนี้ก็ดี” จันทน์กะพ้อเห็นด้วย “รีบลงไปเถอะ เดี๋ยวเกษตรเขาจะรอนาน”

   “จ้ะ ฉันไปนะพี่” เพลินตะวันยิ้มหวาน โบกมือลาสองหนุ่ม แม้ว่าทั้งหมดจะต้องไปเจอกันที่คันกั้นน้ำอีกครั้ง

   “งงไหมไอ้โหร” จันทน์กะพ้อกอดอกมองลงจากเรือนเห็นเกษตรกำลังขึ้นฟ้าสะอื้นปุโรทั่ง “บางทีฉันก็ตามอารมณ์ยัยเพลินไม่ทันจริงๆ ว่ะ”

   “แกก็อย่าไปคิดอะไร น้องเพลินก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากมีปัญหา สงบศึกซะเรื่องจะได้ไม่เยอะ ฉันว่าน้องสาวแกทำถูกแล้ว”

   “ถูกต้องสำหรับมัน แต่คงไม่ถูกใจสำหรับใครบางคน” จันทน์กะพ้อทิ้งท้ายอย่างครุ่นคิด ก่อนจะคลายมือออกและตบไหล่เพื่อน “ช่างมันโว้ย เราไปกันดีกว่า เสร็จแล้วฉันจะพาแกไปชะเง้อมองหลังคาตำหนักเจ้าแม่”

   แม้จะถูกใจ แต่โหราก็ยังแก้อายด้วยการด่าเพื่อนรักขมุบขมิบ

   “ไอ้บ้าจันทน์ ฉันเขินนะ แต่รีบไปเถอะ แกอย่ามัวช้าสิ”




   สักวาเดินลัดเลาะตามคันนาพร้อมกับสำรวจเจ้าตัวปัญหาอย่างขมักเขม่น หลังจากแยกกันตรงแปลงถั่ว ชายหนุ่มก็เดินผ่านแปลงกะหล่ำ แปลงกวางตุ้ง และแปลงบวบของเพลินตะวันไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมมือเธอถึงได้ด้านและหยาบกระด้างขนาดนั้น

   ไม่อยากเชื่อเลยว่าทั้งหมดที่เขาเห็นเป็นฝีมือของเพลินตะวัน ยัยผีกะหล่ำทำได้ยังไง ผักหลายชนิดถูกปลูกในพื้นที่ขนาดยี่สิบไร่โดยประมาณ เธอบอกกับเขาอย่างภูมิใจว่าทุกอย่างที่เขาเห็นได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเธอแต่เพียงผู้เดียว ขึ้นแปลง ขุดหลุม เพาะเมล็ดหรือแม้กระทั่งการต่อสายน้ำหยด

   แปลงถั่วฝักยาวของเธอก็คงประมาณสองงานเศษ สักวาไม่ได้เข้าไปใกล้เพราะมันปลูกอยู่คนละด้านกับนาลุงนวย เพลินตะวันชี้อาณาเขตและอธิบายกับเขาว่านาใครเป็นนาใคร ก่อนจะถามเขาเป็นครั้งสุดท้าย

   “แน่ใจนะว่าไม่ช่วยกันเก็บถั่วจริงๆ สนุกน้า”

   “เอาไว้สนุกวันหลังดีกว่า วันนี้ผมตั้งใจมาปราบเพลี้ย เสียใจด้วยนะสาวน้อย” สักวาทิ้งท้ายแล้วปลีกตัวออกมา

   เพลินตะวันไม่มีปัญหาอยู่แล้วกับเรื่องแค่นี้ เธอไม่เซ้าซี้และมุ่งหน้าไปทำงานของตัวเองเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่วายตะโกนข้ามฟากมาที่เขา

   “เดินดีๆ นะเกษตร ตกคันนาขาหักระวังนางไหไม่รักนะ”

   แล้วเธอก็ผลุบหายไปในดงถั่วฝักยาวที่เลื้อยพันหลักสูงท่วมหัว สักวาถูกทิ้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกตา อากาศยามเช้าสดชื่นนัก นานมาแล้วที่เขาไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้ สักวาหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปหยดน้ำปลายยอดข้าวแล้วส่งให้สาวคนรักพร้อมข้อความสั้นๆ เช้านี้พี่คิดถึงจินนี่ที่สุด

   ชายหนุ่มเริ่มการเดินสำรวจตามที่เคยทำมา การสุ่มเก็บตัวอย่างประชากรเพลี้ยกระโดดว่าพวกมันแพร่กระจายมากน้อยเพียงใด เขาผ่านนาของลุงนวยไปสู่ผืนนาที่ติดต่อกัน แดดยังไม่ร้อนมากนักและเมื่อเริ่มงานสักวาก็มักจะลืมปัญหาอื่นจนหมด รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาเจอยัยผีกะหล่ำเดินไต่คันนามาหาเขานั่นแหละ

   “เก็บถั่วเสร็จแล้วเหรอ”

   “เสร็จแล้ว” เธอพยักหน้าที่มีเม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดขึ้นมาตามไรผม “เป็นไงบ้างเพลี้ยเยอะไหม”

   “ก็พอมีอยู่นะ แต่ว่าไม่น่ากลัวเท่าไรหรอก อาจจะเป็นเพราะฝนตกแล้วเจ้าของนาเปิดน้ำทิ้งเพลี้ยมันเลยขยายพันธุ์ไม่ได้ แต่ยังต้องดูที่นาแปลงอื่นด้วย จริงสิเดี๋ยวคุณต้องไปส่งถั่วที่ตลาดใช่ไหม ผมขอติดรถไปหาพี่ดอนหน่อยสิ”

   “ได้เลย เกษตรจะเดินดูต่ออีกไหมล่ะ ฉันจะได้ช่วยหา เสร็จแล้วเราก็ไปแลกรถกับพี่จันทน์ จากนั้นก็ไปตลาด” หญิงสาววางแผนการเดินทาง

   “แล้วทำไมเราไม่เอารถคุณจันทน์มาตั้งแต่แรก” สักวาอดสงสัยไม่ได้

   “ก็มันชิน นี่ฉันเกรงใจคุณหรอกถึงได้คิดจะไปเปลี่ยนรถ ถ้าตัวคนเดียวฉันก็ซิ่งไปกับฟ้าสะอื้นแล้ว”

   “ขอบคุณที่ยังคิดถึงผม”

   เพลินตะวันหรี่ตามองคนพูดและรู้ว่าถูกประชด เกษตรหวานี่ไม่คิดจะเก็บความไม่ชอบไว้กับตัวเลยนะ จะอะไรนักหนากับรถคู่บารมีของเธอ ไม่อยากจะคุยว่าสภาพแบบนี้เคยบรรทุกผักทีเต็มคันรถมาแล้วนะคะเกษตร

   “ผมไม่ได้รังเกียจรถเก่า ขอให้เข้าใจไว้ด้วย แต่ไอ้รถคันนี้มันทำผมเจ็บตัวมาแล้ว คุณจะดูแผลไหม” สักวาทำท่าจะดึงริมฝีปากล่างของตัวเองโชว์แผลให้เธอดู

   “ไม่ต้องๆ” เพลินตะวันรีบห้ามแล้วบอกให้เขาเดินตามไปที่รถ




   เพลินตะวันเดินกลับมาที่รถหลังจากหอบถุงถั่วฝักยาวไปส่งให้ร้านอาหารตามสั่งทั่วทั้งตลาด สักวาปิดปากเงียบและไม่ยอมเสนอตัวช่วยเธอแม้แต่น้อย พอเธอเปิดประตูรถเขาก็พูดว่า

   “คุณออกกำลังกายแบบนี้ทุกวันมิน่าถึงไม่มีปัญหาเรื่องไขมันส่วนเกิน”

   “ไม่ต้องมาพูดดีเลยเกษตร ช่วยฉันหอบหน่อยก็ไม่ได้” เธอย่นจมูกใส่ก่อนติดเครื่องยนต์ “ไปสำนักงานเลยนะ

   สักวาพยักหน้าเงียบ แม้ในใจจะรู้สึกสนุกขึ้นมานิดหน่อยที่ได้แกล้งยัยผีกะหล่ำได้ รถแล่นออกจากตลาดได้ไม่นานก็ถึงสำนักงานเกษตรอำเภอ ชายหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเพลินตะวันก้าวลงจากรถมาด้วย

   “จะไปไหน”

   “เธอชูถุงถั่วที่ล้วงจากหลังเบาะให้เขาดู “จะเอานี่ไปฝากพี่เอยสักหน่อยไหนๆ ก็มาแล้ว”

   ยัยผีนี่ช่างกว้างขวางเสียจริง สักวาคิดค่อนแล้วเดินเข้าไปในสำนักงาน เมื่อก้าวพ้นบันไดก็พบกับสีทันดรที่เดินอยู่แถวนั้นพอดี

   “อ้าว หวา เพลินมาพอดีเลย” เกษตรอำเภอร้องออกมาอย่างดีใจ รีบเดินเข้ามาใกล้พวกเขา “พี่กำลังอยากเจอ กะว่าจะให้พี่เอยโทรไปตามอยู่เชียว ไปคุยกันที่ห้องดีกว่า มีงานใหญ่มารออีกแล้วไอ้น้อง”

   ประโยคหลังสีทันดรบอกกับสักวาโดยเฉพาะ เกษตรอำเภอรูปหล่อตบบ่าเกษตรตำบลรุ่นน้องแล้วกล่าวอย่างยินดี จะมีก็แต่สักวานั่นแหละที่รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา งานใหญ่อีกแล้ว ดูเหมือนที่นี่จะมีเรื่องให้เขาตื่นเต้นตลอดเวลาเลยจริงๆ

   จากน้ำท่วม สู่เพลี้ยกระโดด แล้วนี่ยังจะมีงานใหญ่อีก ไม่อยากจะคิดว่าฟ้าเข้าข้าง แต่นี่มันช่างเหมาะแก่การสร้างผลงานจริงๆ ชายหนุ่มยิ้มกริ่มอย่างมีความหวัง

68
บทที่ 7

   จันทน์กะพ้อกับนักเขียนสมองตันเพื่อนรักเดินทางมาถึงก่อนใครเพื่อน เพราะสองหนุ่มไม่ได้มีเหตุให้หยุดโต้คารมกันกลางทางเหมือนคู่ของน้องสาวกับเกษตรคนใหม่ แถมเจ้ารถคู่ใจก็ไม่โกโรโกโสเหมือนเจ้าฟ้าสะอื้นอีกด้วย ชายหนุ่มจอดรถหน้าบ้าน ยังไม่ทันได้ไปไหนก็ถูกป้าสีนุ่มเรียกให้ขึ้นไปยังเรือนใหญ่ กลิ่นหอมบางอย่างลอยออกมาจากในครัว

   วันนี้สีนุ่มลองทำขนมสูตรใหม่ พอเห็นหลานชาย กลับถึงบ้านเธอจึงรีบดึงตัวเอาไว้และยกถาดขนมกลีบลำดวนฉบับแม่นุ่มชวนชิมมาเสิร์ฟ

   "มาพอดีเลย กำลังหาหน่วยกล้าตาย ชิมขนมให้ป้าหน่อยนะสองหนุ่ม ป้าอยากรู้ว่าสูตรนี้ใช้ได้หรือเปล่า เผื่องานลอยกระทงปลายปีนี้ป้าจะได้ทำขายคู่กับกระทงของป้าศรีนวลเขา"

   “หุ่นอวบอ้วน ผิวขาวนวลกำลังดี ขอให้พี่จันทน์ชิมหน่อยนะจ๊ะ” เจ้าของสวนดอกไม้หยิบขนมขึ้นมาเอ่ยเสียงหวาน ก่อนจะส่งมันเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เพราะความเหนื่อยที่ต้องตะลอนส่งของทั่วจังหวัด จากตอนแรกที่ตั้งใจจะแค่ชิมสองหนุ่มก็เผลอลืมตัวจัดการขนมถาดนั้นจนเกือบหมดในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะโหราที่เคี้ยวจนแก้มตุ่ย หลังจากวางแก้วน้ำหวานลง นักเขียนหนุ่มก็ฉีกยิ้มประจบเจ้าของขนมทันที

   “อร่อยที่สุดเลยจ้ะป้า”

   “จริงเหรอลูก” ป้าสีนุ่นอุทานอย่างตื่นเต้น ก่อนบอกอย่างยินดี “งั้นกินเยอะๆ นะ เดี๋ยวป้าไปทำให้ใหม่ อันนี้อร่อยแล้วใช่ไหมพ่อจันทน์ พ่อโหร ใช้ได้นะ”

   “อร่อยที่สุดเลยครับป้า” สองหนุ่มประสานเสียง ผู้เป็นป้ายิ้มแก้มปริรีบกลับเข้าครัวเพื่อทำขนมเพิ่ม

   จันทน์กะพ้อไม่รอช้า นั่งเหยียดขาผ่อนคลาย เท้ามือหนึ่งไปด้านหลัง อีกมือก็นั่งลูบท้องอย่างแสนสุข ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มแอบมองเพื่อนอย่างครุ่นคิด พอลับหลังป้าหนุ่มสวนดอกไม้ก็เริ่มลงมือทำตามแผนที่ผุดขึ้นระหว่างทาง มันคงไม่ราบรื่นนักหากไอ้โหรยังนั่งตาแป๋วอยู่ตรงนี้ เขาคิดออกแล้วแต่ต้องไล่ไอ้เพื่อนซื้อบื้อไปไกลๆ ก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวเหยื่อจะไหวตัวทัน ไอ้โหรมันยิ่งไม่เหมือนชาวบ้านเขาเสียด้วย

   "แกไปอาบน้ำอาบท่าไปไอ้โหร เย็นนี้ค่อยมากินข้าวที่นี่ แล้ววันนี้กรุณาแต่ตัวให้หล่อๆ หน่อยนะ อย่าเที่ยวได้ใส่ผ้าขาวม้ามาเชียวละแก เกรงใจลุงเบิ้ม"

   "ทำไมวะ นุ่งผ้าขาวม้ามันโล่งๆ สบายดีออก ทำอย่างกับฉันไม่เคยนุ่งผ้าขาวม้านั่งกินข้าวกับลุงเบิ้มอย่างนั้น แกบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าให้ทำตัวสบายเหมือนที่นี่เป็นบ้านฉัน" โหรากำลังเพลิดเพลินกับขนมกลีบลำดวนที่เหลืออย่างเอร็ดอร่อยหยุดเถียงเพื่อน เพราะตอนนี้เขาเริ่มชินกับการนุ่งผ้าขาวม้ามากขึ้นแล้ว เพิ่งรู้ว่ามันสบายกว่าใส่กางเกงตั้งเยอะ   แต่กระนั้นหนุ่มนักเขียนก็ยอมลุกเดินลงจากเรือนใหญ่หลังจากจัดการกับขนมที่เหลือจนหมด โหราไม่นึกเฉลียวใจเลยว่าเพื่อนรักคิดก่อการใหญ่ลับหลัง

   จันทน์กะพ้อแอบย่องมาชะโงกหน้ามองจนแน่ใจว่าเหยื่อพ้นพื้นที่อันตราย ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงพลางกดเบอร์น้องสาวนอกไส้และออกคำสั่งแบบรวดเดียวจบ

   "ตะเพียน เดี๋ยวเย็นนี้มากินข้าวที่บ้านลุงเบิ้มนะ มีแขกคนสำคัญจะแนะนำให้รู้จัก อ้อ...แล้วถ้ารักพี่วันนี้ขอให้ทำตัวสวยๆ ประดุจเทพีเลยนะน้อง อะไร ไม่บอก อย่าๆ อย่าเพิ่งสงสัย อยากรู้อะไรมาหาคำตอบเอง แค่นี้นะ"

   เจ้าของสวนดอกไม้ยิ้มอย่างหมายมาด แค่นี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนจันทน์กะพ้อ ที่เหลือก็แค่นั่งเวลารอให้สองคนนี้โคจรมาพบกัน อู๊ย...กามเทพจันทน์แทบรอไม่ไหวแล้ว

   เสียงเครื่องยนต์ของเจ้าฟ้าสะอื้นของเพลินตะวันเคลื่อนเข้าไปจอดที่โรงรถ แม้จันทน์กะพ้อจะได้ยินแต่ความปลื้มปิติกับแผนการ ยังทำให้ชายหนุ่มหน้าบานเป็นกระด้งแถมยังนั่งยิ้มหวานกับถาดขนม จนกระทั่งเพลินตะวันโผล่หน้าขึ้นมาบนเรือน

   "นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อะไรพี่ นี่อย่าบอกนะว่าคิดถึงนางเอกลิเกจนตาลาย" เพลินตะวันแขวะพี่ชายด้วยใบหน้าเซ็งที่สุด "ลุงเบิ้มยังไม่กลับอีกเหรอ แล้วเกษตรเขาจะเอาเสื้อผ้าที่ไหนผลัดล่ะ"

   "เกษตรอะไรของแกวะ"

   "นู่นไง เกษตรคนใหม่ของตำบลเรา" น้องสาวบุ้ยหน้าไปด้านหลังพร้อมเปิดโอกาสให้พี่ชายได้ยลโฉมเกษตรคนใหม่ชัดๆ

   "เฮ้ย!" จันทน์กะพ้อตกใจแทบหงายท้อง เพราะเกษตรคนใหม่ดันกลายเป็นคนที่ยัยเพลินคว้ามาผิดตัว มาได้ไง ชายหนุ่มส่งสายตาเชิงถามไปที่น้องสาว

   "บังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต เซอร์ไพรส์ไหมพี่" เพลินตะวันยักไหล่ตอบได้น่าหมั่นไส้ที่สุด

   “เออ...มาก” จันทน์กะพ้อตวัดสายตามองน้องเคืองๆ คนอุตส่าห์ถามเงียบๆ ไม่อยากให้แขกแตกตื่น แต่นังน้องแสบดันตอบได้ น่าดีดกะโหลกสั่งสอนสักที

   "อย่ามัวมานั่งตาค้างอยู่พี่ เกษตรเขาเพิ่งกลับจากช่วยชาวบ้านกรอกทรายใส่กระสอบ คงเหนียวตัวแย่แล้วมั้ง กระเป๋าเสื้อผ้าก็ติดรถลุงเบิ้มไปอีก ฉันวานพี่จันทน์หาเสื้อผ้าให้เขาผลัดก่อนแล้วกันนะ เดี๋ยวฉันมา" เพลินตะวันกลับหลังหันเดินลงบันได

   "แกจะไปไหน" พี่ชายรีบถาม เมื่อน้องก้าวลงบันไดได้สองขั้น

   "จะไปอาบน้ำไงพี่ ร้อนจะตายอยู่แล้ว" คนที่ยังไม่ทันได้ไปไหนตะโกนตอบพร้อมก้าวต่อ

   "ไอ้โหรมันกำลังอาบอยู่ แกอย่าเพิ่งไป ขึ้นมาคุยกับฉันก่อน"

   "ฉันก็ไม่ได้จะเข้าไปอาบห้องเดียวกับพี่โหรนะพี่" เพลินตะวันเดินลงบันไดอีกขั้น จันทน์กะพ้อก็ว่าอีก

   "นั่นแหละมันน่าเกลียด มานั่งเล่าเรื่องเกษตรให้ฉันฟังดีกว่า เป็นไงมาไงกัน" หนุ่มสวนดอกไม้ขยับที่ให้เกษตรคนใหม่ "มาครับเกษตร มานั่งก่อน"

   เกษตรคนใหม่นั่งลงอย่างว่าง่าย ความจริงแล้วสักวาขี้เกียจยืนฟังสองพี่น้องเถียงกันมากกว่า แค่นี้ก็ปวดขาปวดแขนจะแย่ ยัยผีกะหล่ำนี่ก็ดื้อน่าดู ส่วนคนพี่ก็หวงเกินเหตุ จะหวงทำไม วัยใกล้คานขนาดนี้จะมีใครก็ให้มีไปเถอะ...เป็นเขาหน่อยไม่ได้ จะแถมกะหล่ำให้อีกสองคันรถเลยด้วยเอ้า!

   ผู้บ่าวสายเลือดสารคามได้แต่นั่งมองหน้างอๆ ของสาวสวนผัก จันทน์กะพ้อเดินหายเข้าไปหยิบขวดน้ำเย็นและแก้วมาเตรียมให้ สักวาเทน้ำบริการตัวเองและนึกปลงอนิจจังกับชะตาชีวิตตัวเอง ดูเหมือนลักขณาราศีเกิดของเขาจะถูกดาวมฤตยูเคลื่อนทับดวงชะตาเป็นแน่ เขาถึงหนีไม่พ้นคนเพี้ยนๆ ในตำบลนี้

   โอ้...พระพรหมใยต้องส่งผมมาที่นี่ ต่อให้มันบังเอิญ โลกกลม ผมก็กลุ้มนะคร้าบบบบ!!!




   ดวงอาทิตย์เริ่มเคลื่อนลงต่ำจนลับหาย เวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำถูกทดแทนด้วยแสงนีออนจากหลอดไฟจอมประหยัด รถผู้ใหญ่เบิ้มตีโค้งผ่านรั้วบ้านแล่นเข้าไปจอดป้ายประจำรวมกับรถของหลานๆ ข้าราชการระดับท้องถิ่นลงจากรถและกระชับปมผ้าขาวม้าที่ผูกเอวให้แน่น ก่อนเดินขึ้นเรือนตามกลิ่นหอมของอาหารที่ภรรยาสุดที่รักเตรียมไว้คอยท่า

   "กลับมาแล้วเหรอพี่ผู้ใหญ่ เหนื่อยไหมพี่ นี่น้ำเย็นจ้ะ" สีนุ่นเดินออกมาต้อนรับคู่ชีวิตพร้อมกับส่งแก้วน้ำเย็นชื่นใจให้

   "ขอบใจจ้ะแม่นุ่ม" ผู้ใหญ่ยิ้มกว้างพลางชะเง้อหาหลานๆ "พวกนั้นไปไหนกันล่ะ เจ้าเพลินพาเกษตรกลับมาถึงหรือยัง"

   "ถึงแล้วจ้ะพี่ หนุ่มๆ เขานั่งคุยกันอยู่ข้างในนั่นแหละ ส่วนแม่หลานสาวเห็นบอกว่าจะไปอาบน้ำ อีกเดี๋ยวคงโผล่มา"

   "งั้นพี่เบิ้มไปอาบน้ำบ้างดีกว่า เดี๋ยวได้ออกมากินข้าวกัน หิวไส้จะขาดอยู่แล้ว" พ่อบ้านร้อยบุญลูบพุงอ้อน "เออ...แล้วบ้านพักของเกษตรหวาเรียบร้อยหรือยังแม่นุ่ม"

   "ฉันให้ชะอมจัดการทำความสะอาดและเอาเครื่องนอนไปให้ครบแล้ว เข้าพักได้เลยจ้ะ แต่เห็นว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของเกษตรอยู่ท้ายรถของพี่นี่"

   “ใช่ พี่เพิ่งนึกได้ตอนที่ไปถึงบ้านกำนันนั่นแหละ จะเอากลับมาให้ก็น่าเกลียด เดี๋ยวผู้ใหญ่หมู่อื่นเขาจะรอนาน แล้วนี่เกษตรอาบน้ำอาบท่าหรือยัง”

   “เรียบร้อยจ้ะ ก็เอาเสื้อผ้าพ่อจันทน์ให้ยืมก่อน หุ่นใกล้ๆ กัน ใส่ด้วยกันได้”

   "แหม...เมียพี่นี่สุดยอดสตรีหมายเลขหนึ่งของหมู่บ้านจริงๆ" เพิ่มบุญยกนิ้วโป้งชื่นชม

   “พี่ก็มายอฉัน เด็กๆ เขาจัดการกันหรอก” สีนุ่มตีที่อกสามีเบาๆ แก้เขิน ก่อนจะเดินไปเปิดฝาชีโชว์กับข้าวยั่วน้ำย่อย

   ผู้ใหญ่เบิ้มจุ๊ปากราวจิ้งจก เอ่ยชมเมียรักไม่ขาดปาก ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเขาทำบุญด้วยอะไร ชาตินี้ถึงได้สุดยอดภรรยาอย่างสีนุ่มมาแนบข้าง ตลอดชีวิตสมรสที่ผ่านมา ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่จะทะเลาะเบาะแว้งให้ขุ่นข้องหมองใจ บ้านจึงได้อบอุ่นเสมอมา แม้ว่าลูกชายคนเดียวของผู้ใหญ่และสีนุ่มจะไม่ได้อยู่ด้วย แต่ก็ได้หลานสองคนซึ่งเอ็นดูราวลูกในไส้มาทำให้คลายเหงา เพิ่มบุญหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ก่อนเดินหายเข้าไปในห้อง





   สักวานั่งหันหน้ามาทางด้านนอก เขาจึงมองเห็นผู้ใหญ่ที่อาบน้ำประแป้งจนขาวไปทั้งตัว เดินเข้ามาพร้อมกับป้าสีนุ่ม ชายหนุ่มจึงส่งยิ้มทักทาย จันทน์กะพ้อหันกลับมาเห็นลุงกับป้าก็ขยับตัวให้ผู้ใหญ่ได้มีที่นั่ง หากแต่ลุงเบิ้มส่ายหน้า บุ้ยใบ้ให้ย้ายไปที่ระเบียงบ้าน

   "ไปครับเกษตร ลองชิมฝีมือป้านุ่มดู รับรองอร่อยจนลืมกลืน"

   "แล้วคุณโหรล่ะครับ" สักวาถามถึงชายอีกคนที่หายเข้าครัวไปเมื่อสักพัก กระทั่งตอนนี้ยังไม่กลับออกมา

   "ช่างมันเถอะเกษตร ไอ้โหรมันคงไม่หลงในครัวจนหาทางออกไม่ได้หรอก" จันทน์กะพ้อโบกมือว่อน ไม่สนใจเพื่อน

   "ก็ไม่แน่นะครับ" สักวาเอ่ยแซวขำๆ หลังจากได้พูดคุยกันพักใหญ่ ก็พอจับเค้าได้ว่าโหราจัดเป็นหนุ่มประเภทไม่เต็มเต็งนักและจันทน์กะพ้อก็ช่วยยืนยันความคิดอีกแรงว่านักเขียนคนนั้นเป็นยอดบุรุษสุดรั่ว

   เพลินตะวันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนใบหน้าผ่องใสเดินขึ้นเรือนมา กลิ่นแป้งเด็กโชยเข้าจมูกของชายหนุ่ม มันส่งผลให้สักวารู้สึกอ้างว้างอย่างหาที่เปรียบมิได้ หากได้ชิดใกล้จินตหราวาตีเฉกเช่นตอนนี้เขาคงรู้สึกดีไม่น้อย จมูกของเขาคงได้สัมผัสและรับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงระยับ รับประกันความรัญจวนชวนฝัน ไม่ใช่กลิ่นแป้งเด็กไร้เดียงสาแบบที่เพลินตะวันใช้ เฮ้อ...หดหู่หัวใจชะมัด

   เสียงถอนหายใจของสักวาดังเกินกว่าที่คิดไว้ ผู้ใหญ่เบิ้มจึงถามด้วยความเป็นห่วง "เกษตรกินกับข้าวบ้านนอกได้หรือเปล่าครับ"

   "ได้ครับผู้ใหญ่" ชายหนุ่มรีบอธิบายแก้ความเข้าใจอีกฝ่าย "จริงๆ ผมก็เป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกันครับ กับข้าวของป้านุ่มน่ากินมากครับ คงอร่อยน่าดู"

   "ไม่คงหรอกเกษตร กับข้าวของหม่อมป้าถนัดนุ่มนะ สุดยอด" จันทน์กะพ้อยกยอป้าสะใภ้ เพลินตะวันหมั่นไส้จึงว่าแขวะ บรรยากาศบนโต๊ะเริ่มครื้นเครงด้วยเสียงหยอกล้อของพี่น้องที่นั่งล้อมวง จนกระทั่งเสียงใสๆ ของใครอีกคนแทรกแทรกเข้ามา

   "โอ้โฮ...วันพิเศษอะไรคะเนี่ย กับข้าวเต็มโต๊ะเลย"

   "อ้าว...ตะเพียน มาลูกมา นั่งข้างป้าก็ได้ กินข้าวกันลูก" สีนุ่มเอ่ยชวน พลางตักข้าวใส่จานให้หญิงสาว

   "แหม...นี่ถ้าพี่จันทน์ไม่โทรไปชวน ตะเพียนคงพลาดลาภปากมื้อนี้แน่ๆ" สาวร่างทรงนั่งลงข้างสีนุ่มและตรงข้ามกับเพลินตะวัน พลางส่งยิ้มให้กับแขกแปลกหน้า

   "ตะเพียน นี่เกษตรหวา เกษตรตำบลคนใหม่ของบ้านเรา รู้จักกันไว้" ผู้ใหญ่เบิ้มแนะนำคนสำคัญของหมู่บ้านให้ได้รู้จักกัน

   "สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะเกษตรหวา ฉัน...ตะเพียนทองค่ะ หรือเกษตรจะเรียกตะเพียนตามอย่างลุงผู้ใหญ่กับป้านุ่มก็ได้" หญิงสาวส่งยิ้มผูกมิตร

   สักวายิ้มตอบ เริ่มรู้สึกว่าเขาเจอคนที่ไม่เพี้ยนบ้างแล้ว “สวัสดีครับคุณตะเพียน ยินดีเช่นกันครับ”

   "เอ...แล้วนี่พ่อโหรหายไปไหนล่ะพ่อจันทน์ ไปตามมาเร็วเกษตรหิวแย่แล้วได้ข่าวว่ากรอกทรายใส่กระสอบตลอดบ่ายเลยไม่ใช่เหรอ"

   "ไม่เป็นไรครับป้านุ่ม ผมยังไม่หิวเท่าไร" แต่ในใจค้านหัวชนฝา สักวาหิวจนจะกินช้างได้อยู่แล้ว นายนักเขียนหายไปไหนนะ

   "นี่ยังมีแขกอีกเหรอจ๊ะ บ้านนี้คึกคักดีจัง" ตะเพียนทองยิ้มในตาเป็นประกายสนุกสนาน ช่างเป็นอิริยาบถที่น่ารัก จนเพลินตะวันยังนึกละอาย เพราะให้ตายเธอก็ไม่มีวันเลียนแบบความสดใสมีชีวิตชีวาของเพื่อนได้

   "มีเพื่อนพี่จันทน์อีกคนหนึ่ง ชื่อพี่โหร เดี๋ยวก็ได้เจอ คนนี้น่าจะถูกชะตากับแกนะตะเพียน เพราะว่าพี่เขาเป็นนักเขียน"

   ไม่ทันขาดคำโหราก็พาใบหน้าแฉล้ม ยิ้มกว้างมาแต่ไกล "ใครอยากเจอพี่เหรอจ๊ะน้องเพลินคนสวย"

   นักเขียนหนุ่มเลือกนั่งเก้าอี้ถัดจากตะเพียนทอง เพราะเล็งแล้วว่าสมดุล ฝั่งตรงข้ามมีไอ้เพื่อนรัก น้องเพลินและเกษตรหวา ฝั่งเขาก็จะเป็นป้านุ่ม และ...และใครหว่า คิ้วเข้มขมวดครุ่นคิด แขกสาวผู้นี้โผล่มาได้ไง ชายหนุ่มพยายามเหล่และเล็ง จังหวะเดียวกับที่ตะเพียนทองหันมามองเขา และนั่นจึงทำให้ทั้งคู่ประสานสายตากันโดยบังเอิญ

   เฮ้ย!!!

   สองเสียงอุทานพร้อมเพรียง หากแต่อารมณ์คงต่างกันชนิดสุดลิ่ม โหรานั้นยิ้มร่าราวกับฟ้าเป็นใจจับเธอมาวางไว้ข้างๆ ขณะที่ตะเพียนทองก็ขนลุกขนพองบอกไม่ถูกที่ได้เจอโจทก์เก่า โลกมันแคบได้ขนาดนี้เชียวหรือ เธอถึงเจอไอ้บ้ากามคนนี้ง่ายๆ อย่างกับนัดกันไว้ ทำไมน้องจุกไม่เตือนกันบ้างนะ

   "ร้องพร้อมกันแบบนี้ พวกแกรู้จักกันแล้วรึ" จันทน์พ้อจ้องจับผิดเพื่อนตัวและเพื่อนน้องสาว

   "ปะ เปล่าหรอกพี่ คุณคนนี้แค่หน้าคล้ายๆ กับไอ้โรคจิตคนหนึ่งที่ฉันเจอที่ตลาดน่ะ" ตะเพียนทองจงใจบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ความนัยว่าเธอไม่อยากยุ่งกับเขา

   ด้วยสัญชาตญาณของนักเขียนผู้ปราดเปรื่องมีหรือโหราจะไม่เข้าใจความหมาย แน่นอนละว่าการเจอกันครั้งแรกที่ไม่ค่อยประทับใจระหว่างพระนาง ย่อมนำมาซึ่งเหตุการณ์มากมายจนสุดท้ายได้รักกัน แล้วเมื่อสวรรค์เป็นใจประเคนคนที่ใช่มาให้ถึงที่แบบนี้ เรื่องอะไรเขาจะปล่อยให้เธอหลุดมือไปล่ะ ไม่มีทางซะหรอก

   "เออใช่ไอ้จันทน์ ฉันก็ไม่รู้จักคุณคนนี้หรอก แค่หน้าคล้ายๆ กับสาวสวยคนหนึ่งที่ฉันเจอที่ตลาดเมื่อวันก่อน สวยสะเด็ดเผ็ดร้อน เห็นแล้วอยากจะช้อนด้วยวงแขนแล้วพาเธอไปท่องแดนเนรมิต" นักเขียนหนุ่มวาดลีลาคารม ก่อนแสร้งถอนหายใจด้วยใบหน้าแสนเศร้า "แต่น่าเสียดายว่ะ เจ้าหล่อนจะรู้ไหมนะว่าขโมยหัวใจฉันไปทั้งยวง"

   "ไอ้บ้า หัวใจอะไรของแก ทั้งยวง มันต้องทั้งดวงสิวะ" จันทน์กะพ้อช่วยแก้

   "ก็มันไม่ใช่แค่หัวใจอย่างเดียวนี่หว่า เจ้าหล่อนนะเอาตับ ไต ไส้ ม้ามของฉันยกยวงไปหมด" โหรารำพัน ขณะที่โจรขโมยหัวใจคันไม้คันมือยิกๆ อยากจะฟาดใบหน้ากวนๆ ด้วยจานสักเปรี้ยง

   "นั่นมันคนหรือปอบแน่วะ" จันทน์กะพ้อค่อนขอด

   ตะเพียนทองถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง ร่างทรงสาวไอจนหน้าตาแดงก่ำ ชายหนุ่มข้างๆ ก็ใจดีรีบส่งแก้วน้ำให้ ตบท้ายด้วยการวางฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังบอบบางคล้ายลูบหลังเด็ก ทว่าคนถูกลูบรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช่

   "เอามือคุณออกไปจากหลังฉัน" หญิงสาวขู่เสียงเขียว

   "ก็ผมเป็นห่วงคุณนี่ครับ" หนุ่มกรุงยิ้มเก๋ ก่อนจะคอหด เมื่อโดนสาวเจ้าตวาดอีกหนึ่งแว้ด นั่นแหละมือใหญ่ถึงยอมหยุด

   "สำลักอะไรลูก ดีขึ้นไหม" สีนุ่มถามพร้อมวางมือลูบหลังแทนโหรา

   "ดีขึ้นแล้วจ้ะป้า ฉันว่าเรากินข้าวกันเถอะจ้ะ เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมด ฉันไม่อยากกลับบ้านดึกด้วย" ตะเพียนทองอยากกลับซะเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ ถ้าไม่เกรงใจลุงกับป้าของเพลินตะวันแล้วละก็ นายนักเขียนปากดีนั่นโดนไปแล้ว

   "เอาๆ งั้นลงมือเลยเกษตร ตามสบายครับ คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของเกษตรอีกหลังแล้วกัน" ประธานหัวโต๊ะบอก และลงมือตักกับข้าวให้ศรีภรรยาด้วยความเคยชินเป็นอันดับแรก ก่อนตักใส่จานของตน

   อาหารมื้อแรกที่บ้านร้อยบุญรสชาติอร่อยสมราคาคุยของเจ้าถิ่น ความหิวทำให้สักวาเจริญอาหารขึ้นอีกเท่าตัว บรรยากาศบนโต๊ะยังคงมีเสียงคุยบ้างเป็นครั้งคราว การแลกเปลี่ยนข้อมูลเบื้องต้น ทำให้ทุกคนรู้ว่าสักวาคือบุตรชายหมอลำชื่อดังแห่งโกสุมพิสัย กระนั้นก็ยังไม่วายถูกสาวข้างๆ กระเซ้าเสียตรงจุด

   "เกษตรน่าจะจีบนางไหเป็นแฟนนะท่าทางจะเกื้อกูลกันน่าดู" พูดจบก็หัวเราะคิกคัก ขัดหูคนฟังเป็นที่สุด

   "เป็นแฟนนางไหน่าจะสบายกว่า จีบพวกแม่ค้าขายผัก ขายปลานะครับ อย่างน้อยก็เจริญหูเจริญตามากกว่า" สักวาตอบเรียบๆ

   "ฮั่นแน่ เกษตรหวา...พูดแบบนี้ แอบมีนางไหเป็นแฟนอ๊ะเปล่า" โหราจับไต๋เขาได้ คำถามของหนุ่มนักเขียนทำให้ทุกสายตาจดจ้องรอคอยคำตอบอย่างจดจ่อ รอยยิ้มน้อยๆ ประดับใบหน้าเกษตรหนุ่มยืนยันคำตอบได้เป็นอย่างดี "อ๊ะๆ ยิ้มแบบนี้ ไม่ผิดแน่ ที่แท้ก็แอบซ่อนนางไหในสี่ห้องใจนี่เอง กิ้วๆ"

   "ไอ้โหร ไอ้บ้า ไปล้อเกษตรเขาทำไมวะ" จันทน์กะพ้อห้ามยิ้มๆ กลัวเกษตรหนุ่มจะเขิน

   หนุ่มนักเขียนหุบปากทว่ารอยยิ้มยังไม่จางจากใบหน้าคมเข้ม ผู้ใหญ่เบิ้มและภรรยารวบช้อนแล้วนั่งฟังหนุ่มๆ สาวๆ กระเซ้าเย้าแหย่กัน

   "แล้วคุณโหรล่ะครับ หนีกรุงมาอยู่นี่ สาวๆ แฟนคลับคงคิดถึงแย่"

   โหราจะตอบ แต่จันทน์กะพ้อเร็วกว่า "อู๊ย...เกษตรหวาพูดอะไรอย่างนั้น หนังหน้ายังไอ้โหรเนี่ยนะใครจะไปคิดถึงลง ทั้งบ้าทั้งรั่ว"

   "ทำไมดูถูกกันอย่างนี้ล่ะไอ้จันทน์เพื่อนรัก ถึงจะรั่วจะบ้าแต่ว่าผมก็รักจริงนะครับคุณตะเพียน”

   ทั้งโต๊ะหัวเราะฮากับท่าทางออดอ้อนของโหรา แค่มองตาก็รู้แล้วว่านักเขียนหนุ่มจากเมืองฟ้าอมรพลัดตกลงไปในหลุมรักสาวบ้านร้อยบุญโครมเบ้อเร่อ

   ฝ่ายสาวสติดีอย่างตะเพียนทองแทบไม่ต้องไตร่ตรองมากมาย อย่างไรเธอก็ไม่หน้ามืดไหลตามน้ำไปกับโหราแน่ๆ มือเรียววางแก้วน้ำกระทบกับโต๊ะดังกึก ดวงตาคมกริบมองชายหนุ่มราวจะกินเลือดกินเนื้อ หากแต่ยังไม่มีวาจาใดๆ เล็ดลอดออกมา แต่ท่าทางอย่างนั้นก็ชัดเจนว่าตะเพียนทองไม่ได้ฮาด้วย

   "อิ่มแล้วเหรอลูก"

   "จ้ะป้านุ่ม" ตะเพียนทองตอบขรึมๆ พร้อมเปลี่ยนประเด็นไปถามเพื่อนสาว "เรื่องน้ำพอไหวไหมเพลิน"

   "ถามผู้ใหญ่สิ มาถามอะไรฉันละ" คนถูกถามโบ้ยให้ลุงเป็นคนตอบ

   ผู้ใหญ่ขมวดคิ้ว ใบหน้าเครียด "ไม่น่าจะมีปัญหานะ เมื่อกี้ตอนประชุม กำนันก็บอกว่าน้ำข้างบนเริ่มเพลาๆ ลงแล้ว แต่ก็ยังไว้ในใจไม่ได้"

   "เพลาๆ บ้างก็ดีแล้วละจ้ะ จะได้แก้ปัญหาทีละเรื่อง" สาวร่างทรงยิ้มอย่างเบาใจ ไม่ยอมชายตาแลคนข้างๆ โหราอ้าปากค้างมาหลายรอบ ครั้งนี้ก็เช่นกันหนุ่มนักเขียนพูดไม่ทันอีกจนได้ เมื่อตะเพียนทองชิงถามเพลินตะวันตัดหน้าเขา "แกคุยเรื่องนั้นกับเกษตรหวาหรือยังยัยเพลิน"

   เรื่องนั้น เรื่องไหน เรื่องอะไรกัน ชายผู้ถูกเอ่ยถึงมองตะเพียนทองอย่างสนใจ เมื่อสาวฝั่งตรงข้ามเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เขาก็ยิ่งงงหนัก ยัยผีกะหล่ำมีปัญหาอะไรขึ้นมาอีกล่ะคราวนี้   
[/color]

69
บทที่ 6

   ตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ลืมตาดูโลกกระทั่งโตมาจนถึงทุกวันนี้ ของแสลงเพียงอย่างเดียวของเพลินตะวันก็คือสัตว์เลื้อยคลาน ไม่ว่าตัวใหญ่ตัวเล็กหรือยังเป็นเซลล์พวกมันก็สามารถทำให้เธอสติแตก และแน่นอนว่าปลิงควายบนหลังไก่ฟ้าไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่ยกเว้น เมื่อเห็นโฉมหน้าพวกมันเต็มตา ขนบนแขนและขาก็พากันลุกซู่ คนบ้าเท่านั้นแหละที่จะยืนอยู่เพื่อชื่นชมไอ้ปลิงน่าเกียจนั้น สาวสวนผักไม่ใช่คนบ้าแม้ขวัญจะผวาแต่สติปัญญาของยังอยู่ครบ เธอจึงออกตัววิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต

   ไก่ฟ้าแม้จะงงในตอนแรก ทว่าอาการเจ็บหนึบๆ ที่หลังทำให้เขารอช้าไม่ได้ เขาต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แต่พอเหลียวกลับมามองหาความหวังลูกชายกำนันก็หน้าเหวอเพราะเธอที่รักเปิดแนบไปไกลแล้ว

   "น้องเพลิ๊น...อย่าทิ้งพี่ ช่วยพี่ก่อน เอาไอ้ดำนี่ออกจากหลังพี่ที" ไก่ฟ้าร้องเสียงหลงระหว่างวิ่งตามหญิงสาว

   "พี่ไก่...อย่าทิ้งพวกผม รอด้วย...รอด้วย" สองสมุนก็ไม่รอช้ารีบวิ่งตามลูกพี่ ดูชุลมุนวุ่นวายราวตลาดแตก

   ภาพสามหนุ่มเปลือยท่อนบนวิ่งร้องเรียกหญิงสาวดังสนั่นลั่นทุ่งและเริ่มกลายเป็นจุดสนใจของคนแถวนั้น กำนันไก่โต้งและผู้ใหญ่เบิ้มสบตากันก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัยอะไรเป็นอะไรก็รู้แก่ใจกันดี ทั้งสองต่างวาดฝันกันไว้อย่างไรก็จะต้องผนึกทองทั้งสองบ้านให้เป็นแผ่นเดียวกันให้ได้

   "สงสัยอีกไม่นานบ้านเราจะได้จัดงานใหญ่เสียกระมัง" กำนันเปรย ก่อนเลิกคิ้วถามคนข้างๆ "หรือผู้ใหญ่ว่าไง"

   "ถ้าเขาตกลงกันได้ ผมก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ"

   คำตอบกึ่งสำเร็จรูปเปิดทางสู่งานวิวาห์ หากฝ่ายชายขอเมื่อไรฝ่ายหญิงก็พร้อมแต่งเมื่อนั้น ช่างถูกใจคนถามเป็นที่สุด ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่ต่างพากันหัวเราะชื่นมื่นยืนมองลูกและหลานหยอกล้อกันอย่างมีความสุข หารู้ไม่ว่าทุกสิ่งที่เห็นมันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ท่านผู้นำชุมชนทั้งสองไม่ล่วงรู้เลยว่าการหยอกล้อนั่นคือการวิ่งหนีปลิงควาย และผู้วิ่งทั้งหมดไม่ได้สุขสดชื่น

   จินตนาการของพวกผู้ใหญ่แตกกระเจิงเมื่อเพลินตะวันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยอาการน่าเป็นห่วง หน้าเธอซีด ตัวเธอสั่นสะท้าน มาถึงก็ถลาเข้าซบอกลุงด้วยอาการหวาดกลัวสุดชีวิต

   "ลุงเบิ้ม! ลุงเบิ้มช่วยฉันด้วย! อ๊าย...พี่ไก่อย่างเอามันเข้าใกล้เพลิน ไปไกลๆ เพลินเกลียดปลิง!" หญิงสาวหลับตาปี๋ มือหนึ่งกอดลุงแน่น มือหนึ่งก็ยันไก่ฟ้า

   "น้องเพลินอย่าทำห่างเหินกับพี่อย่างนี้ รีบเอามันออกไปจากหลังพี่ทีเถอะ พี่เจ็บจะทนไม่ไหวแล้ว" ไก่ฟ้าไม่หยุดฟังหญิงสาว รีบถลาเข้าไปหาผู้ใหญ่เบิ้มอีกคน

   "อย่าเข้ามา!" ความขยะแขยงทำให้เธอชักมือกลับและยกขาถีบไก่ฟ้าสุดแรงเกิด

   พลั่ก!

   ลูกถีบของเพลินตะวันทรงพลังเกินกว่ากำนันไก่โต้งจะรับร่างลูกชายได้ทัน ไก่ฟ้าผู้อาภัพจึงมีอันต้องกลิ้งคลุกฝุ่นราวไก่ชุบแป้งเตรียมทอด เจ็บที่หลังไม่สาหัสเท่าโดนสุดที่รักถีบกระเด็นแต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ถ้ายังไม่มีใครรีบเอาปลิงออก เขาอาจจะไม่มีโอกาสร่วมหอกับเจ้าของลูกถีบมหาประลัยก็ได้ ลูกชายกำนันตะกายสู่อ้อมอกผู้เป็นพ่อ ละล่ำละลักปริ่มจะขาดใจ

   "พ่อจ๋า เอาไอ้บ้านี่ออกจากหลังหนูที"

   "อะไรของเอ็งวะไอ้ไก่" กำนันขมวดคิ้ว แม้จะห่วงลูกชายแต่ก็ไม่เข้าใจที่มันพูด

   ไก่ฟ้าผู้เจ็บสาหัสจากฤทธิ์ปลิงควายและกำลังใกล้จะตายเพราะลูกถีบ พลิกร่างคว่ำหน้า โชว์สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สีดำทะมึนบนแผ่นหลังเปลือยเปล่า

   "ไอ้นี่ไงพ่อ ปลิงมันกัดหนู ช่วยหนูด้วย..."

   "ไอ้ไก่แล้วพ่อจะทำไงล่ะลูก" อารามรีบร้อนทำให้กำนันทำอะไรไม่ถูก ลูกเจ็บใจพ่อก็แกว่ง ยิ่งเห็นปลิงควายตัวเขื่องก็ถึงกับผงะ ลำบากถึงชายหนุ่มอีกคนที่เดินเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ

   "รีบเอาปลิงออกก่อนเถอะครับกำนัน" สักวารีบบอก แต่กำนันยังลังเลไม่กล้าเริ่ม เกษตรตำบลคนใหม่จึงตัดสินใจลงมือเสียเอง เสียงทุ้มเอ่ยถาม "กำนันสูบบุหรี่หรือเปล่าครับ"

   กำนันส่ายหน้าปฏิเสธ ชายหนุ่มจึงหันไปที่ผู้ใหญ่ คำตอบที่ได้ไม่ต่างกัน ลูกชายหมอลำกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะวิ่งไปหาชายสูงวัยที่นั่งสูบยาเส้นควันโขมงตรงอีกฝั่งของเต็นท์

   เกษตรหวาวิ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมมวนยาเส้นใบจากตรงปลายมวนยามีแสงสีแดงของไฟสว่างวาบ ชายหนุ่มจี้ด้านนั้นลงไปบนตัวปลิง เจ้าตัวสีดำสิ้นฤทธิ์หลุดจากแผ่นหลังไก่ฟ้า เมื่อจัดการปราบปลิงเสร็จเกษตรคนใหม่ยังใจดีกำราบปลิงที่หลังของสองสมุนไก่ฟ้าด้วย

   "จำไว้นะครับ ถ้าปลิงเกาะอย่าดึงนะ มันจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก ต้องใช้ไม้ขีดไฟหรือบุหรี่จี้ลงไปที่ตัวมัน คราวนี้กำนันก็พาเขาไปทำแผลตามปกติได้แล้วครับ"

   “สวรรค์โปรกแท้ๆ” กำนันรำพึงขณะมองหน้าเกษตรคนใหม่อย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณนะเกษตร”

   สาวกลัวปลิงแอบมองจากหลังของลุงอย่างหวาดเสียว นึกนับถือเกษตรคนใหม่เพิ่มขึ้นนิดหน่อย จากตอนแรกที่นึกว่าพึ่งไม่ได้ไม่ใช่เสียแล้ว อย่างน้อยหมอนี่ไม่ก็ไม่กลัวปลิงแถมยังบอกกำนันราวผู้ชำนาญอีก

   ร่างของเพลินตะวันถูกผู้เป็นลุงดึงออกมายืนข้างๆ เมื่อสถานการณ์ความวุ่นวายเริ่มคลี่คลาย ท่าทางลุงเบิ้มของเธอจะห่วงใยไก่ฟ้าจัด พอปลิงหลุดก็ลากเธอไปเข้าไปหาเลย

   "พาพ่อไก่ไปทำแผลที่อนามัยดีกว่ากำนัน เดี๋ยวผมให้เจ้าเพลินขับรถไปส่ง"
เป็นไงละลุงที่รัก อาสาเสร็จสรรพ ไม่คิดปรึกษาเธอก่อนรึไง หญิงสาวขยับตัวอย่างอึดอัดพลางสะกิด “ลุงเบิ้มจ๊ะคือว่าฉัน...”
 
   "ขอบใจมากผู้ใหญ่ อย่าให้ลำบากหนูเพลินเลย เดี๋ยวฉันพาลูกไปเอง ผู้ใหญ่ช่วยดูทางนี้ด้วยนะถ้ามีปัญหายังไงก็โทรหาฉันได้ เรารีบไปกันเถอะ" กำนันประคองลูกชายสุดที่รักไปที่รถ

   เหมือนลุงเบิ้มจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาเองก็มีคนให้ดูแล แต่ลุงของเธอปราดเปรื่องเสมอกับปัญหาฉุกละหุกแบบนี้ ว่าแล้วลุงเบิ้มก็สั่งเธอเร็วปรื๋อ

   "ไอ้เพลินแกพาเกษตรกลับบ้านไปก่อนนะ เสร็จจากนี่เดี๋ยวลุงจะเลยไปคุยกับผู้ใหญ่หมู่อื่นที่บ้านกำนัน พาเกษตรไปส่งบ้านพักเสร็จแล้วก็ช่วยป้าแกทำกับข้าวกับปลาต้อนรับแขก อย่าให้เสียชื่อลุงนะโว้ย"

   "อ้าว...ลุง"

   "ไม่ต้องอ้าว" ผู้ใหญ่เบิ้มตัดบทด้วยการหันไปบอกกับชายหนุ่มอีกคน "ขอโทษทีนะเกษตร ที่ผมไปส่งไม่ได้ วันนี้เกษตรเหนื่อยมามากแล้ว กลับไปอาบน้ำนอนพักเถอะ แล้วเจอกันที่บ้านนะครับ"

   "เอ่อ..." สักวาอยากบอกตรงๆ ว่าเขาพร้อมจะรอผู้ใหญ่อยู่ตรงนี้ ดีกว่าเสี่ยงชีวิตไปกับเจ้าฟ้าสะอื้นบุโรทั่ง คราวที่แล้วก็สังเวยเลือดในปากมา หากต้องซ้ำสองในรอบสัปดาห์ก็หวั่นใจว่าแขนขาอาจจะมีเคราะห์

   ให้ตายเถอะ! เขาจะหนียัยผีกะหล่ำไม่พ้นจริงๆ หรือนี่

   "เกษตร...ไงมองหน้าฉันอย่างนั้นล่ะ" เพลินตะวันชักเคืองนิดๆ ที่เห็นชายหนุ่มทำท่าเหมือนไม่ไว้ใจและไม่อยากร่วมทางกับเธอ แถมยังมองฟ้าสะอื้นของเธอด้วยสายตาดูแคลนอีก

   "ผมกำลังตัดสินใจอยู่ว่า ระหว่างไปกับคุณหรือนั่งรอผู้ใหญ่เบิ้มมารับ อันไหนจะปลอดภัยกว่า"

   โห...ปากอย่างนี้มันน่าปล่อยให้ยุงหามไปให้ลูกมันเล่นจริงๆ ลุงเบิ้มนะลุงเบิ้มไม่น่าทิ้งตาคนนี้ไว้ให้เธอเลย ดูสิเหยียบย่ำน้ำใจฟ้าสะอื้นของเธอแบบนี้ได้อย่างไร นั่นมันรถคู่บุญสวนผักของเธอเลยนะ

   "เกษตรอย่าป๊อดน่า อย่าตัดสินรถฉันจากสภาพภายนอกสิ เห็นอย่างนี้ก็แรงระดับมัสแตงยังหลบเลยนะจะบอกให้" เหยียบกันให้ตายยังดีเสียกว่า มาดูถูกรถคู่ชีพ "วันนั้นที่ฉันไปรับ เกษตรก็เห็นแล้วนี่ว่าเจ้าฟ้าวิ่งฉิวขนาดไหน แถมยังไปได้ไกลจนถึงตลาดแบบไม่มีสะดุดสักกะติ๊ด"

   ฮึ! น่าเชื่อที่สุด โม้เก่งเหลือเกินแม่คุณเอ๊ย ตลอดทางนะไม่สะดุดหรอก แต่เธอคงลืมตอนที่ตัวเองกระทืบเบรกกระมัง นี่แผลในปากเขายังไม่หายดีด้วยซ้ำ

   สักวาตัดสินใจกลับหลังหัน ทำทางจะเดินหนีเอาดื้อๆ แต่มีหรือที่สาวสวนผักจะปล่อย เพลินตะวันดึงชายเสื้อเกษตรคนใหม่เอาไว้

   "เฮ้...จะไปไหนล่ะเกษตร โน่น...รถจอดตรงโน้น" นิ้วเรียวชี้เป้าหมาย

   "ผมยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะไปกับคุณ"

   "ไม่ต้องบอกฉันก็รู้ เอานี่กุญแจไปนั่งรอในรถเลยนะ เดี๋ยวฉันมา ขอไปตามกระจาดขนมกล้วยให้ป้าๆ แป๊บ"

   ว่าแล้วแม่สาวมือสากก็เดินตัวปลิวไปยังจุดที่กระจาดวางอยู่ สักวาก้มมองกุญแจรถในมือ เขาได้บทสรุปโดยไม่ต้องคิดซ้ำให้เสียเวลา สุดท้ายเขาก็ต้องไปผจญภัยกับยัยผีกะหล่ำมือสากคนนั้นจนได้ คราวนี้จะได้อีกกี่แผล นี่กว่าเขาจะได้ทำเรื่องขอย้ายกลับไปครองรักกับนางไห เขามิต้องช้ำในตายไปก่อนหรือ

   สักวาหน้าเศร้าเมื่อเผลอคิดถึงสาวคนรัก ตักทรายจนเหงื่อชุ่มยังไม่ร้อนรุ่มเท่าคิดถึงคนไกล หัวใจมันโรยแรงอย่างอธิบายไม่ถูก ทุกจังหวะการเต้นของใจมีแต่คำว่าคิดถึง คิดถึง คิดถึง ยิ่งเห็นหน้ายัยมือสากถือกระจาดขนมกล้วยเดินเข้ามา ความหดหู่ก็ดาหน้ามาประชิด ครั้งที่เท่าไรแล้วที่ชายหนุ่มถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่มีอะไรจะดีกว่าการเดินไปที่รถ ไขกุญแจ ติดเครื่อง เปิดแอร์ นั่งรอเธอและสวดมนต์วิงวอนฟ้าดิน ขออย่าให้รถแรงคนนี้มันพังกลางทาง





   ขณะที่น้องสาวมือสากกำลังวุ่นวายอยู่กับเกษตรตำบลคนใหม่ จันทน์กะพ้อผู้เป็นพี่ชายก็พาเพื่อนรักนักเขียนสมองตีบตันตะเวนส่งดอกไม้เสียทั่วทั้งจังหวัด

   "ไอ้จันทน์ ฉันมาหาอาหารสมองนะโว้ย ไม่ใช่มาเป็นลูกน้องแบกเข่งดอกไม้ให้แก" หนุ่มนักเขียนนั่งแดกดันเพื่อนรักมาตลอดทาง

   "เอาน่าไอ้เพื่อนรัก เดี๋ยวพ้นวันพระไปแล้ว ฉันจะพาแกเที่ยวให้หนำเลย ตอนนี้ช่วยกันทำมาหากินก่อนสิวะ" จันทน์กะพ้อบอกพร้อมกับบังคับรถเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางกลับบ้าน

   โหรารับฟังอย่างสุดเซ็ง มันคงไม่หลอกล่อให้เขามาช่วยหรอกนะ แหม...ก่อนจะมานี่ชวนใหญ่ เดี๋ยวพาไปนั่น ชมนี่ พอถึงพวกกันกลับพามาเดินสายส่งดอกไม้ ที่แท้เพื่อนเขามันวางแผนหาคนช่วยล่ะสิ ฮึ!

   ชายหนุ่มเสมองท้องทุ่งสีทองของรวงข้าว อดกังวลใจแทนเจ้าของนาไม่ได้ ตลอดทางที่ไปส่งดอกไม้มีแต่น้ำท่วม เอ...หรือเขาจะเขียนเกี่ยวกับเรื่อง...

   "ฮึ่ยๆ ไอ้จันทน์นั่นบ้านใครวะ ทำไมผ้าสามสีผูกเต็มรั้วเลย" นักเขียนหนุ่มสะกิดเพื่อน หยุดความคิดเกี่ยวกับนิยายชั่วคราว มีสิ่งดึงดูดสายตาให้ชวนค้นหามากกว่า

   "ตำหนักเจ้าแม่"

   "หะ!"

   "เออ...ได้ยินไม่ผิดหรอก ตำหนักเจ้าแม่ตะเพียนทอง ของศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านร้อยบุญเลยนะโว้ย ไว้ว่างๆ ฉันจะพาแกมาเฝ้าเจ้าแม่" จันทน์กะพ้อยักคิ้วกับเพื่อน ลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบ "ร่างทรงเจ้าแม่นี่สวยสุดๆ"

   "ไอ้บ้า" โหรามองเพื่อนคล้ายจะค้อน "ฉันยังไม่อยากลองจีบร่างทรงโว้ย เกิดเจ้าหล่อนจะลืมตัวเสกหนังควายใส่ท้องละซวยเลย"

   "เออ ทำปากดี รอให้เจอก่อนเถอะไอ้โหร แกจะกลับคำแทบไม่ทัน" จันทน์กะพ้อหัวเราะอย่างมีเลศนัย

   แล้วแผนการจับคู่ก็อุบัติขึ้นในสมองของพ่อค้าดอกไม้ มันคงไม่น่าเกลียดถ้าเขาอยากให้เพื่อนน้องสาวกับเพื่อนเขาเกิดกระแสไฟฟ้าแลบแปล๊บระหว่างกันขึ้นมา

   จะว่าไปตะเพียนทองก็เข้าตำราผู้หญิงในอุดมคติของโหราเลยเชียวละ ผิวขาว ผมยาว ตัวเล็กบอบบางน่าทะนุถนอม ที่สำคัญยังโสดสนิทปิดประตูใจแน่นหนา เพราะเข็ดจากรักเก่า ซึ่งเรื่องนี้ทำให้จันทน์กะพ้อเสียดายโอกาสในการคบหาคนดีๆ ของตะเพียนทองจับใจ

   ด้วยความผูกพันระหว่างเขากับร่างทรงสาว ถึงแม้ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่ความรักที่เขามีให้ก็ไม่ต่างอะไรกับน้องสาวแท้ๆ เฉกเช่นเดียวกับเพลินตะวัน แน่นอนว่าพี่ชายที่แสนดีย่อมอยากเห็นน้องสาวมีความสุข ครั้นจะเชียร์น้องสาวแท้ๆ รายนั้นก็ท่าจะลุ้นยาก ยัยเพลินห้าว ไอ้โหรเฮี้ยว จับคู่กันบ้านคงบรรลัย มันต้องไอ้โหรกับน้องตะเพียนนี่ถึงจะเหมาะเหม็ง

   คงสนุกน่าดูถ้าหนุ่มนักเขียนเกิดปิ๊งรักสาวร่างทรง แม่เจ้าโว้ย...อะไรจะเกิดขึ้น จันทน์กะพ้อไม่อยากจะจินตนาการ แค่คิดก็มันพะยะค่ะแล้ว กลับถึงบ้านเขาจะต้องรีบจดพล็อตนี้เอาไว้ขายให้ไอ้โหร โถ...ไอ้นักเขียนซื่อบื้อขนาดเขาเป็นพ่อค้าดอกไม้ทำไร่ทำสวนยังคิดได้เลย




   เพลินตะวันทุ่มสมาธิทั้งหมดให้การขับรถกลับบ้าน หลังจากทั้งคนทั้งรถโดนปรามาสมาหลายประโยคทิฐิมานะจึงบังเกิด เธอจะไม่ยอมให้เกษตรตำบลคนใหม่ตราหน้าว่ารถสุดรักของเธออีกแล้ว เขาไม่มีสิทธิ!

   สักวาเองก็รู้สึกได้ว่าแม่สาวมือสากนั่งเงียบเกินไป แต่ก็ดีแล้วเพราะที่เขาพูดทั้งหมดนั่นมันเรื่องจริง เมื่อต่างคนต่างเงียบก็เสมือนเกิดภาวะสุญญากาศภายในรถ แล้วเสียงเรียกเข้าในจังหวะลำซิ่งก็ดังขึ้นมา สักวาขยับตัวล้วงโทรศัพท์มาสไลด์หน้าจอเพื่อรับสาย หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะเพียงเพราะคนที่โทรมานั้นคือจินตหราวาตี

   ชายหนุ่มหันไปมองหน้าคนขับราวกับจะบอกว่าเขาต้องการจะคุย ซึ่งสาวมือสากก็หันมามองเขาพอดี เมื่อขวัญใจนายไก่ไม่มีปัญหา สักวาก็กรอกเสียงอ้อนป้อนใส่คนไกลทันที

   “คิดถึงจินนี่ที่สุด"

   เพลินตะวันเบนหน้าออกนอกรถแล้วแอบแหวะไม่ให้สักวาเห็น สารรูปไม่ได้เอื้อให้เป็นหนุ่มขี้อ้อนเลยพี่เกษตรเอ๊ย แต่ก็นั่นแหละนะคนรักเขาจะจู๋จี๋กัน ไอ้เธอมันคนนอก ขับรถไปเงียบๆ ดีแล้ว

   “จ้ะ พี่หวาก็คิดถึงจินนี่”

   ครั้งที่เท่าไรเพลินตะวันก็จำไม่ได้ แต่นี่คือประโยคติดปากเกษตรขี้อ้อนที่เธอฟังซ้ำๆ ซากๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบรอบ เธอเริ่มเอียนแทนน้องจินน่ง จินนี่อะไรนั่นแล้ว จะคิดถึงอะไรกันนักหนา เชื่อได้เลยว่าเดี๋ยวพี่วาจะต้องคิดถึงจินนี่อีก

   "จ้า...พี่จะห่มผ้าหนาๆ จินนี่อย่าลืมถักผ้าพันคอรอพี่นะจ๊ะ เดี๋ยวลอยกระทงพี่จะกลับไปหาและเอาผ้ามากอดแทนคนถัก จ้า...พี่ก็รักจินนี่ พี่หวาคิดถึงจินนี่ที่สุด"

   ว่าแล้วเชียว...แทงหวยทำไมไม่แม่นอย่างนี้บ้าง เธอช่างทายได้แม่นพอๆ กับเจ้าแม่ตะเพียงทองจริงๆ น่าตั้งตำหนักแข่งกะเจ้าแม่ชะมัด พับผ่าสิ! พี่หวาคิดถึงจินนี่อีกรอบจนได้ อยากเห็นหนังหน้าแม่จินนี่สุดที่รักของเกษตรหวาจริงๆ จะสวยหยาดฟ้ามาดินขนาดไหนเกษตรถึงได้สวีทวิดวิ้วไม่เคยแคร์ใครเลย น่าจะนึกถึงหัวอกคนโสดบ้าง ชิ! น่าหมั่นไส้

   สาวสวนผักเบ้ปากตรงๆ ไม่ต้องปิดบังกันแล้ว นั่งฟังมานานอิจฉามันก็ใช่ แต่ที่มากมายมโหฬารน่าจะเป็นอาการเลี่ยน กว่าเขาจะยัดโทรศัพท์กลับที่เก่าได้ก็อีกหลายคิดถึง เพลินตะวันคงต้องแกล้งมองเมินเรื่อยเปื่อยไปด้านนอกรถเพราะเดี๋ยวเขาจะรู้ว่าเธอแอบฟัง

   "เหล่อะไรคุณ ไม่ต้องมาทำเมินไปทางอื่นเลย อิจฉาคนรักเขาคุยกันหรือไง" เกษตรหวาตาไวจับพิรุธเธอได้เสียแล้ว

   "เหล่ที่ไหน ไม่เค้ย...ไม่เคย ฉันมองบ้านเพื่อนฉันต่างหาก" เถียงข้างๆ คูๆ แต่ก็ต้องเอาตัวรอดไปก่อนละ หญิงสาวคิด

   "อย่ามาตีเนียน เห็นอยู่ว่าคุณแอบมอง ถ้าอิจฉาก็รีบพาผมไปส่งบ้านเร็วๆ สิจากนั้นคุณจะไปพยาบาลนายไก่ฟ้ายอดยาใจของคุณก็ตามสบาย จะได้ไม่ต้องมาแอบฟังเขาจู๋จี๋กันแบบนี้"

   ชื่อของไก่ฟ้าทำให้เพลินตะวันเหยียบเบรกพรืด แล้วจะเหลืออะไรให้คนไร้หลักเช่นสักวา ร่างเกษตรคนใหม่ไถลไปแปะหน้ารถราวจิ้งจกตรงตำแหน่งเดิมพอดิบพอดี ชะตาขาดแล้วเกษตรหวา ปากรนหาที่ชัดๆ

   "ใครบอกเกษตรว่าพี่ไก่เป็นยอดยาใจของฉัน" น้ำเสียงของเพลินตะวันบ่งบอกอารมณ์โมโหกรุ่นๆ ดูเธอไม่ทุกข์ร้อนกับการเบรกกลางอากาศของตน ทว่าคนที่นั่งมาด้วยไม่ใช่ เกษตรคนใหม่โวยวายใส่เธอแทบทันที

   "นี่แม่คุณ จะเบรกจะอะไรช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม คิดถึงนายไก่จนทนไม่ไหวรึไง" ชายหนุ่มกระแทกเสียงใส่อย่างหัวเสีย กระเถิบร่างขึ้นมาบนเบาะ

   เพลินตะวันตาลุกวาว กราดมองเกษตรราวคนคลั่ง หมอนี่ปากไม่ดีแล้วยังมาทำเสียงดังใส่เธออีก พูดถึงคนอื่นยังพอฟังไหว แต่พูดถึงพี่ไก่ เธอก็รับไม่ได้เหมือนกัน!!!

   "เกษตรหันมาดูปากฉันนะ ฉันจะพูดแบบช้าๆ ชัดๆ จะได้เข้าใจแจ่มแจ้ง" หญิงสาวชี้ปากตัวเองแล้วตะโกนลั่นรถ "พี่ไก่-ไม่-ใช่-แฟน-ฉัน"

   "โอ๊ย เบาๆ ก็ได้ จะให้ได้ยินไปทั่วอาเซียนเลยรึไง" สักวาต่อว่าพลางลดมือจากการปิดหู ยัยผีกะหล่ำบ้าตะโกนไปได้ นั่งใกล้กันแค่นี้

   "เกษตรอย่ามาพูดจามั่วซั่วแบบนี้อีกนะ ฉันไม่ชอบ" เพลินตะวันบอกห้วนๆ ใบหน้างอหงิกราวจวัก

   สักวาปรายตามองหญิงสาวด้วยความหมั่นไส้ โธ่เอ๋ย...ยัยผีกะหล่ำทำเป็นเรื่องมาก เลือกได้เหลือเกินแม่คุณ...บุญเท่าไรแล้วที่นายไก่ฟ้ามันตาถั่วหลงชอบ ทำเล่นตัวไปเถอะ ถ้าเกิดนายไก่นั่นหูตาสว่างขึ้นมา ยัยนี่จะได้ร้องไห้ขี้มูกโป่ง

   "แอบนินทาอะไรฉัน"

   "อย่ามาหาเรื่องหน่อยเลย จะกลบเกลื่อนความผิดตัวเองใช่ไหม" เออแฮะ ยัยนี้สัญชาตญาณดีจริงๆ แต่จะให้เขายอมรับว่านินทาเธอนะเหรอ ฝันไปเถอะ!

   "กลบเกลื่อนอะไร คนอย่างฉันยอมรับความจริงเสมอ" เพลินตะวันลืมไปว่าเมื่อคราวที่เธอคว้าเขามาผิดตัวครั้งก่อน เธอและพี่ชายพยายามชวนเขาคุยกลบเกลื่อนสุดฤทธิ์ ครั้งก่อนเขายอมให้เพราะไม่รู้จะแทรกตอนไหน ครั้งนี้ฟ้าเป็นใจสักวาได้โอกาสเตือนความจำเธออย่างแสบสันต์

   "แน่ล่ะสิ คุณไม่เคยหนีความจริงเลย สองครั้งที่คุณกระทืบเบรกแล้วผมไถลไปแปะหน้ารถปากแตกน่ะ คุณก็ยอมรับความจริงด้วยการนั่งมองดูผมเลือดกลบปากอยู่ตรงนั้น" สักวาชี้ไปยังที่ที่เธอนั่ง

   "ก็...ฉัน..."

   "ฉันอะไร จะดูแผลไหมล่ะคุณ" สักวายื่นหน้ามาใกล้ ทำท่าอ้าปากพลางดึงริมฝีปากล่างลงจะให้เธอดูแผลจริงๆ หญิงสาวจึงต้องห้ามไว้ เถียงไม่ออกได้แต่มองเขาแตะแผลเก่าตาปริบๆ โล่งใจหน่อยๆ อย่างน้อยหนนี้ปากเขาก็ไม่แตกละ!!!

70
บทที่ 5

   บริเวณริมคลองชลประทานตำบลร้อยบุญ แสงแดดอันประกอบไปด้วยรังสียูวีเข้มข้น ไม่ได้มีผลกระทบทำให้กองกำลังติดอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมย่อท้อแต่อย่างใด ทุกคนต่างช่วยกันทำงานไม่ยอมหยุดพัก เพราะครั้งนี้มีเดิมพันเป็นพืชผลที่ปลูกเอาไว้ เนื่องจากมีคนงานจากหลายหมู่บ้านทั้งหมดจึงตกลงแบ่งหน้าที่กัน ซึ่งมีทั้งหน่วยบรรจุกระสอบทราย หน่วยแบกและหน่วยเสิร์ฟ แนวกั้นน้ำสูงจากคันคลองประมาณหนึ่งเมตรจึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

   เพราะประตูระบายน้ำสู่คลองเล็กถูกปิดไว้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้น้ำในคลองใหญ่เอ่อขึ้นสู้ การรักษาพืชผลส่วนที่ใกล้จะเก็บเกี่ยวจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หากว่าน้ำทะลักเข้ามา แน่นอนว่าคลองรับน้ำขนาดเล็กๆ ไม่มีทางกักเก็บน้ำไว้ได้หมด การปล่อยให้คลองใหญ่รับน้ำไปจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

   ไกลออกไปบนถนนลูกรังริมคลอง รถประจำสำนักงานเกษตรอำเภอค่อยๆ คลานผ่านหลุมบ่อและเส้นทางขรุขระ กระทั่งจอดสนิทตรงหน้าเต็นท์ที่ใช้เป็นฐานบัญชาการนั่งพักดื่มน้ำของชาวบ้าน กำนันไก่โต้งเพ่งมองจนแน่ใจ เมื่อเห็นว่าเป็นเกษตรคนใหม่จึงเดินออกไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม

   "ผมมาช่วยครับกำนัน" เกษตรตำบลคนใหม่ก้าวลงจากรถพร้อมคำพูดบอกเท่ๆ ราวกับเขาคือซุปเปอร์ฮีโร่ ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่ลอบมองเขาอย่างสนใจ นั่นยิ่งทำให้สักวายิ่งยืดอกผึ่งผายสมชายชาตรี

   "เกษตรไม่ไปบ้านพักก่อนหรือ เอาของไปเก็บเสียก่อนดีกว่าไหม"

   "ไม่เป็นไรครับ" เพื่อผลงาน เอ๊ย! เพื่อชาวบ้านหวาทำได้....

   กำนันไม่ล่วงรู้ความนัยจึงได้แต่ยิ้มยินดี "งั้นก็ช่วยกันก่อนแล้วกันนะเกษตร ไอ้ผมก็จนปัญญา ข่าวว่าน้ำจากเหนือยังมาอีกระลอก"

   "น่ากลัวนะครับ"

   "ใช่ น่ากลัวมากถ้าเกษตรได้เห็นพืชผลที่ชาวบ้านกำลังจะเก็บเกี่ยวนะ ไปๆ ไปทำความรู้จักกับชาวบ้านหน่อยนะเกษตร " ตัวแทนของร้อยบุญตะโกนเรียกลูกบ้านให้มารวมกันที่หน้าเต็นท์ "พ่อแม่พี่น้องทุกหมู่ฟังทางนี้หน่อย หนุ่มหล่อคนนี้คือเกษตรตำบลคนใหม่ของเรา ชื่อว่าสักวาหรือพวกเราจะเรียกสั้นๆ ว่าเกษตรหวาก็ได้"

   เสียงซุบซิบดังขึ้นหลังจากกำนันแนะนำจบ สักวาก็ฟังไม่ออกเหมือนกันว่าชื่นชมหรือนินทากันแน่ ชายหนุ่มได้แต่อมยิ้มแก้เก้อ เพราะชาวบ้านเล่นจ้องเอาๆ จนเขาอดหวาดเสียวไม่ได้ ก็ถ้าจ้องแล้วชมนี่พอไหว แต่จ้องแล้วด่าในใจนี่ไม่ค่อยเข้าท่านัก

   "เงียบๆ หน่อย ให้เกษตรเขาพูดอะไรสักนิด เชิญครับเกษตรหวา" กำนันไก่โต้งโยนกลองมาให้โดยยังไม่ทันตั้งรับ

   จะพูดอะไรล่ะคราวนี้ ไม่ได้เตรียมบทมาซะด้วย เวรกรรม หนุ่มหล่อส่งยิ้มนำมาก่อนเป็นทัพหน้า รวบรวมสติตั้งหลักสักครู่ งานนี้คงต้องด้นสดซะแล้ว แต่ของอย่างนี้ไม่มีปัญหาหรอกมันอยู่ในสายเลือด ลูกชายราชินีหมอลำก็วาดลีลากวาดคะแนนสร้างฐานแฟนคลับด้วยวาจาหนักแน่นน่าเชื่อถือ

   "ผมขอกราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องทุกหมู่ทุกท่านนะครับ ผมอาจจะมาช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย แต่ขอให้สบายใจว่า ผมจะอยู่กับทุกคนจนเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไป อย่างไรก็ขอให้คิดเสียว่าผมเป็นลูกหลานของที่นี่แล้วกันนะครับ"

   ถ้อยคำของพระเอกแสนดีได้ใจชาวบ้านไปเต็มๆ หลังจากกล่าวจบเสียงปรบมือก็ดังขึ้น ตามด้วยคำหยอกเย้าและรอยยิ้ม ถึงแม้จะอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ หากแต่สักวากลับรู้สึกถึงความเป็นมิตรที่ทุกคนมีให้ ฝ่ายธรรมะในใจเริ่มสยายปีกบดบังความคิดเลวร้าย

   ก็ได้ๆ เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย หนนี้เขาจะทำเพื่อชาวบ้านก่อน ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัย ส่วนผลงานเก็บไว้สร้างครั้งต่อไปก็ได้วะ!!!

   ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดเรียกพลัง ก่อนจะเดินไปโยนกระเป๋าเป้ขึ้นท้ายรถของผู้ใหญ่เบิ้มตามที่กำนันแนะนำ อย่างไรเย็นนี้ผู้ใหญ่ต้องไปส่งเขาที่บ้านพักอยู่ดี

   ขณะที่ร่างสูงโปร่งของลูกชายหมอลำซิ่งกำลังจะเดินผ่านเต็นท์พักหลบแดด เสียงเครือๆ ของสาวเหลือน้อยในวัยเจ็ดสิบฝนเรียกเขาเอาไว้ สักวาหันไปทางต้นเสียงก็ได้เห็นคุณยายยื่นงอบเก่าๆ มาให้ ชายหนุ่มมองงอบสลับกับใบหน้าหน้าเหี่ยวย่นของเจ้าของงอบ ลังเลที่จะยอมรับมันไว้ คุณยายแกคงปวดแขนจึงเอ่ยเร่ง

   "รับไปเถอะเกษตร ตักทรายกลางแดดมันร้อนนะ ยายให้ยืมใส่ไปเถอะไม่ต้องกลัวเหม็นยายเพิ่งสระผม"

   "ไม่ได้กลัวเหม็นหรอกครับ ยายไม่ร้อนเหรอเดี๋ยวเป็นลมนะ”

   “บ๊ะ! ยายยังสาว ไม่เป็นหรอก” คุณยายยังสาวแสร้งค้อน จนคนหนุ่มต้องหัวเราะกับความน่ารักของแก

   “ขอบคุณครับคุณยายยังสาว" สักวารีบรับงอบแล้วไหว้ขอบคุณ แอบชื่นชมน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาไม่ค่อยได้จะพบเจอในเมืองหลวง ชายหนุ่มรีบบอกให้คุณยายนั่งในที่ร่ม เพราะกลัวแกจะเป็นลมเอาจริงๆ สาวเจ็ดสิบฝนยิ้มอวดฟันดำจากการกินหมากพร้อมตอบกลับมาอย่างมีอารมณ์ขันว่า

   "ถ้ายายเป็นลม เกษตรก็ช่วยอุ้มยายโชว์สาวๆ หน่อยแล้วกัน มันจะได้อิจฉา"

   สักวาหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น ช่างกล้าที่จะคิดนะครับคุณยาย!

   น้ำขุ่นสีแดงจากลูกรังเอ่อขึ้นสูงในลำคลองจนเกือบจะเสมอกับขอบถนน ชาวบ้านต้องเร่งช่วยกันสร้างแนวกระสอบทรายกั้นไว้ เพราะหากน้ำไหลข้ามถนนมาอาจทำให้แนวกั้นพัง และนั่นหมายความว่าร้อยบุญจะประสบกับภาวะน้ำท่วมเช่นเดียวกับสองตำบลที่กำลังประสบอยู่

   ขณะที่สักวากำลังตักทรายอยู่นั้น ก็มีชายไม่ทราบชื่อจำนวนสามคนปิดบังหน้าด้วยผ้าขาวม้า สวมเสื้อลายสก็อตสีแดง เขียว เหลือง โผล่พรวดเข้ามา

   "จ๊ะเอ๋"

   "เฮ้ย!!!" เกษตรตำบลสะดุ้งโหย่ง ผลั่วตักทรายก้พลันหล่นจากมือไปตกโดนหลังเท้า “โอ๊ย!”

   "อย่าตกใจสิครับพี่คนหล่อเพื่อนพี่จันทน์ จำผมไม่ได้หรอกเหรอ"

   ให้ตอบตรงๆ คงจำไม่ได้หรอก สักวาเองก็เกือบส่ายหน้าปฏิเสธเหมือนกัน แต่ได้ยินคำว่าพี่จันทน์ ชายหนุ่มจึงต้องเขม่นมองอย่างตั้งใจ การแต่งตัวจิ๊กโก๋บ้านอกสไตล์อย่างนี้แลจะคุ้นตาไม่น้อย แต่เขาก็ไม่มั่นใจนัก สรุปง่ายๆ ก็คือไม่รู้

   "ขอโทษด้วยครับ ผมจำไม่ได้จริงๆ"

   "โธ่...อะไรกันพี่ แค่นี้ก็ลืมกันแล้ว" บุรุษสวมเลื้อลายแดงตัดพ้อ พลางปลดผ้าขาวม้าเผยโฉมแท้จริง นั่นแหละสักถึงตาสว่างพร้อมกับตกใจอีกระลอก

   พวกม็อบไฟจราจรปิดถนนนี่หว่า

   หนุ่มผู้เคยเข้าใจว่าตัวเองถูกพามาอุ้มฆ่านึกหวาดผวาลึกๆ ริมฝีปากหนาเม้มแน่น หันซ้ายแลขวา แน่ละว่าเขายังรู้สึกขนพองสยองเกล้ากับแม่สาวมือสากนั่นไม่หาย ใจก็หวั่นๆ ว่าอาจจะต้องเจอกับเธออีก ในเมื่อแฟนคลับของเจ้าหล่อนมายืนทำหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ตรงนี้ ก็เป็นไปได้คุณเธออาจจะโผล่มาลากเขาขึ้นรถไปส่งที่ไหนอีกก็ได้

   "ไม่ยักรู้ว่าพี่มาเป็นเกษตรตำบลที่นี่ ไม่ยอมบอกกันเลยนะ ผมจะได้จัดการต้อนรับให้เต็มเหนี่ยว เอาให้มันสมฐานะเพื่อนของพี่ของแฟนของผม"

   อืม...น่าปวดหัวชะมัด ไอ้หมอนี่จะนับญาติเอาโล่หรือไงวะ

   "ดะ เดี๋ยวก่อนครับคุณ..."

   "ไก่ฟ้าครับ" เจ้าหนุ่มเสื้อลายสก็อตสีแดงแนะนำตัวจากนั้นก็อวดโอ้สรรพคุณเต็มอัตราเพื่อข่มขวัญอีกฝ่าย "ผมเป็นลูกชายสุดที่เลิฟของพ่อกำนันไก่โต้ง และเป็นแฟนสุดที่รักของน้องเพลิน แล้วก็เป็นขวัญใจชาวบ้านร้อยบุญอีกตำแหน่งหนึ่งครับ"

   "อ่อ...ครับ"

   สักวาได้แต่พยักหน้า รับคำแกนๆ ใครจะเลิฟ ใครจะรัก ไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด ท่าทางหมอนี่มันจะไม่เต็มเต็งแฮะ ขวัญจงขวัญใจจะบอกเขาทำแป๊ะอะไร เกษตรตำบลตัดบทด้วยการใช้พลั่วตักทรายใส่กระสอบ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ๆ ไก่ฟ้าก็กระโดดโลดเต้นราวผีเข้า แหกปากร้องดีใจราวกับเด็กน้อยจับสลากได้รถถังคันใหญ่

   "อ๊ายๆ รถน้องเพลินมาโน่นแล้ว"

   หะ! รถน้องเพลิน ยัยแม่ค้ากะหล่ำมือสากนั่นนะเหรอ พระเจ้า! นี่จะไม่ยอมเข้าข้างเขาเลยใช่ไหม

   ไก่ฟ้าถลาตัดหน้าสักวาไปแบบไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ ผลคือสะดุดด้ามพลั่วหน้าคะมำทิ่มกองทรายไปเต็มๆ แต่นั่นแหละแรงรักมันมีมากกว่าแรงเจ็บ นายไก่ฟ้ารีบลุกปัดทรายแล้ววิ่งไปหาแฟนฝุ่นตลบ ให้ได้อย่างนี้สิ ลูกชายกำนันที่นี่เพี้ยนได้ใจดีจัง




   เพลินตะวันลงจากรถสุดที่รักพร้อมถือกระจาดขนมกล้วยของป้าสีนุ่มและป้าศรีนวลที่ช่วยกันทำเพื่อนำมาแจกจ่ายให้ทุกคนที่มาช่วยกั้นน้ำได้กินรองท้อง เจ้าของสวนผักกวาดตามองดูผู้คนที่มาช่วยงานอย่างปลาบปลื้ม ในยามที่สถานการณ์คับขันทุกคนสามารถหันหน้าเข้าหากันและทำงานร่วมกันได้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดี

   "พ่อแม่พี่น้องจ๋า ป้านุ่มกับป้านวลทำขนมกล้วยมาฝาก พักเหนื่อยกินน้ำกินขนมกันก่อนจ้า" สาวเจ้าของสวนผักป้องปากตะโกนเรียกคนทำงาน ไก่ฟ้าถลาปีกมาเป็นคนแรก

   "พี่ไก่ถอยไปห่างๆ ก่อน" เพลินตะกันใช้แขนกันให้ร่างไก่ฟ้าหลบไปอีกทาง

   ไก่ฟ้าฉีกยิ้มกว้าง ยืดอกพกรักมาจนล้น ตอบกลับแบบนุ่มๆ ว่า "จะถอยห่างได้อย่างไรล่ะจ๊ะ ขาดเพลินเหมือนขาดใจ พี่ไก่ทำอะไรไม่ได้เลยจ้ะ"

   “ฮิ้วววว” สองสมุนรับมุขลูกพี่ไม่มีพลาด

   เพลินตะวันกรอกตามองฟ้า ทำอะไรไม่ได้เหมือนกันนอกจากทำใจแล้วส่งกระจาดขนมกล้วยให้อีกฝ่าย "ถ้าห่างไม่ได้ก็ช่วยถือที เพลินหนัก"

   สาวสวนผักแจกขนมจนพร่องไปเกือบค่อนกระจาด จึงทิ้งที่เหลือให้ไก่ฟ้าจัดการรับหน้าที่ต่อ ส่วนเธอขอปลีกตัวเดินสำรวจแนวกั้นน้ำสักพัก ลูกชายกำนันทำท่าจะร้องตาม แต่มีหรือที่เขาจะหือกับเธอได้ แม้จะไม่ชอบงัดมารยาออกมาใช้ ทว่ากับผู้ชายที่ชื่อไก่ฟ้า เพลินตะวันของัดสารพัดมารยาเพื่อหาหนทางหลบเลี่ยง

   ดวงตาคมสวยเหลือบไปเห็นแผ่นหลังของคนขยันคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ เธอพยายามมองและนึกทบทวนว่าเขาคือสมาชิกหมู่บ้านไหนในตำบล แขนเสื้อของเขาถูกพับถึงข้อศอก เช่นเดียวกับกางเกงขายาวสีสุภาพที่เจ้าของพับง่ายๆ ไปทบรวมกันไว้ใต้เข่า เขายังคงตักทรายอย่างไม่ยอมหยุดพัก แม้ว่าคนอื่นเริ่มจะทยอยกันเข้าร่มเพื่อกินของว่าง

   สงสัยข้าวของเขาใกล้จะเกี่ยวกระมังเลยกลัวน้ำจนไม่หยุดพัก แต่เอ...พี่คนนี้ยิ่งเพ่งยิ่งคุ้น คลับคล้ายคลับคลาจำไม่ได้ว่าใคร ยังไงเธอไม่ปล่อยให้มันคาใจหรอก สาวสวนผักเดินไปสะกิดหลังชายหนุ่มที่เธอสงสัย

   "พี่ๆ ไปเข้าร่มเถอะ ป้านวลทำขนมกล้วยมาแจก กินก่อนค่อยมาทำต่อก็ได้" แปลกที่เขายังเฉย...หมายความว่าไง ไร้ความรู้สึก ใบ้รับประทานหรือหูหนวก โห...พี่คนนี้เข้าข่ายพิการซ้ำซ้อน น่าสงสารจริงๆ

   “พี่!” หญิงสาวเพิ่มแรงสะกิดอีกนิด จนใกล้เคียงกับตบเบาๆ ทว่ามาตรฐานคนเราไม่เท่ากัน เบาๆ ของสาวมือหนักถึงกับทำให้ฝ่ายถูกสะกิดหันมาแยกเขี้ยวใส่เธอได้

   "ใจคอคุณจะตบให้ไหล่ผมทรุดเลยใช่ไหม"

   "อ้าว! พี่นั่นเอง"

   "ใช่ ผมเอง สงสัยอะไรเหรอ ครับ" คำถามสุภาพในโหมดโหดของชายหนุ่มคุ้นหน้า ทำเอาสาวเจ้าใจแป้ว แอบค่อนเขาในใจ คนอะไรดุจัง อุตส่าห์มาชวนไปกินขนมยังมากวนกันอีก

   "ก็...ไม่คิดว่าพี่จะมาโผล่อยู่นี่ไง ฉันเลยแปลกใจนิดหน่อย วันนั้นเห็นรถสำนักงานเกษตรมารับจะถามก็ไม่ทัน พี่ทำงานที่นั่นเหรอ"

   เพลินตะวันถามทั้งที่ตอนนั้นก็รู้ดี มันจะทันได้ยังไงพี่ท่านเล่นเดินหน้าหงิกไม่คิดจะลาแถมยังปิดประตูเชิดหน้าใส่เธออีก ชิ! เธอก็เลยเชิดกลับรถบ้างสิ แล้วไงจู่ๆ มาช่วยโกยทรายใส่กระสอบแถวนี้ ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว

   "ใช่ ผมทำงานที่นั่น" และรับผิดชอบดูแลที่นี่ สักวานึกต่อ

   "หน้าที่อะไรคะ" เพลินตะวันยังถามเซ้าซี้ ไม่มีทีท่าจะย้ายไปที่อื่น

   สักวาหยุดตักทรายแล้วยืดกายมองหญิงสาวที่สูงแค่หัวไหล่เขาพลางตัดบทเสียงห้วน "เป็นเกษตรตำบล"

   "หะ! อะไรนะ!"

   "ทำไมต้องตะโกนยืนใกล้กันแค่นี้ หูหนวกหรือไงคุณ ผมบอกไม่ได้ยินเหรอ งั้นดูปากนะ" ชายหนุ่มชี้ปากพะงาบๆ "ผม-มา-เป็น-เกษตร-ตำบล-ที่-นี่"

   โอ๊ย...ตาย อยากตบหน้าผากตัวเองให้หายมึน เนี่ยนะเหรอ เกษตรตำบลคนใหม่

   เพลินตะวันพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถ้วนถี่อีกครั้ง ก่อนสรุปเบื้องต้นกับตนเอง หมอนี่จะพึ่งพาได้ไหม โธ่...ความหวังของตำบลร้อยบุญ อยู่ในกำมือของพี่หน้าหล่อแต้ขี้โมโหคนนี้นะหรือแล้วมันจะรอดไหม

   หลังจากพิจารณาความหวังใหม่ของตำบลอย่างถี่ถ้วน เพลินตะวันจึงพาตัวเองกลับมายังเต็นท์เพื่อทำใจ ความหวังที่ตั้งไว้สูงลิบ ดูเหมือนจะไปไม่ถึงฝั่งเสียแล้ว ตำบลเกษตรตัวอย่างคงเป็นเพียงวิมานในอากาศที่จินตนาการไว้เท่านั้น

   "เพลิน ทำไมทำท่าเหมือนคนหมดแรงอย่างนั้น หรือว่าแนวกั้นพัง" คำถามของลุงเบิ้มทำเอาขนมกล้วยหมดอร่อยในพริบตา คนในเต็นท์รีบคว้าพลั่ว คว้ากระสอบจนเธอห้ามแทบไม่ทัน

   "เดี๋ยว...ฟังฉันก่อน" เพลินตะวันกางแขน รีบบอกต่อ "แนวกั้นน้ำยังแข็งแรงมั่นคงจ้ะ ลุงป้าน้าอาอย่าเพิ่งตกใจ พักกินขนมกันก่อนเถอะนะจ๊ะ"

   "อ้าว...ก็ได้ยินผู้ใหญ่บอกแนวกั้นพัง" ชาวบ้านขวัญผวาท้วง

   "อ๋อ...ลุงเขาฟังฉันผิดจ้ะ ไม่มีอะไรหรอก เมื่อกี้ฉันไปดูมา ออกจะมั่นคงแข็งแรงขนาดนั้น ไม่พังง่ายๆ หรอก แค่ว่าอย่าให้รถใหญ่วิ่งจนสะเทือนเท่านั้น" หญิงสาวยิ้มเจื่อน หันไปแยกเขี้ยวใส่ลุงสุดที่รัก

   "จ้องฉันตาไม่กะพริบเชียวนะ ไม่ใช่ความผิดฉันนะ แกนั่นแหละที่ทำให้ฉันเข้าใจอย่างนั้น ก็ฉันเห็นแกเดินทำหน้าอย่างกับกะหล่ำของแกเน่าทั้งแปลงแบบนั้น ฉันก็คิดสิ"

   "คิดแต่ละอย่างนี่ดีๆ ทั้งนั้นเลยนะลุง" หญิงสาวนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นที่ปูด้วยเสื่อ ผู้ใหญ่เบิ้มมองท่าทีหลานสาวอย่างสงสัย ก่อนจะทรุดลงนั่งใกล้ๆ

   "เป็นอะไรของแกอีกล่ะคราวนี้"

   หลานสาวตัวดีไม่ตอบ หากแต่ชี้นิ้วเรียวไปยังชายหนุ่มสวมงอบใบเก่าที่กำลังก้มๆ เงยๆ ตักทรายใส่กระสอบ "นั่นเกษตรตำบลคนใหม่เหรอลุง"

   "เออใช่ นั่นน่ะเกษตรหวา เกษตรตำบลคนใหม่ของบ้านเรา"

   "ดูจากหน่วยก้านไม่เข้าตากรรมการเลยนะลุง จะทำอะไรเป็นหรือเปล่า"

   "อ้าวเฮ้ย! นั่นปากแกรึ ถ้าทำอะไรไม่ได้เขาคงไม่มาเป็นเกษตรหรอกโว้ย"

   แหม...ลุงเบิ้มโม้ซะอย่างกับผู้ชายคนนั้นเป็นซุปเปอร์แมน ชิ! ให้ทำอะไรก็ได้ จะไหวอย่างลุงว่าหรือ หุ่นอ้อนแอ้นซะขนาดนั้น แถมท่าทางคงสำอางเอาเรื่อง ดูสิทำงานกลางแจ้งยังต้องใส่งอบ

   "ลุงยังไม่เข้าใจเด็กเกษตรอย่างถ่องแท้” อดีตเด็กเกษตรทำหน้าขรึมก่อนวิเคราะห์เจาะลึกให้ฟัง “เกษตรน่ะเขาอาจเป็นด้วยความจำใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อนฉันบางคนนะอยากเรียนเกษตรเสียที่ไหน มันสอบไม่ติดคณะอื่นล่ะสิ มันถึงได้ยอมเรียน"

   "แกมันพวกมองโลกในแง่ร้าย ไม่น่าละถึงไม่เห็นมีใครมาขอสักที เรียนจบก็หลายปีแล้ว"

   "โอ๊ย...มาขอฉันก็ไม่ไปหรอก สภาพแต่ละคน แค่เห็นก็ทนไม่ได้แล้ว"

   ถ้อยคำอันจองหองของหลานสุดที่รักทำเอาผู้ใหญ่หัวเราะร่วน "ทำปากดีไปเถอะ พอแก่แล้วแกจะหนาว ว่าไปพ่อไก่ก็ไม่เลวนะโว้ย"

   "ไม่ไหวละลุง ต้อนมาทั้งเล้า ไม่เอาสักตัว" หลานรักโต้กลับพลางส่ายหน้าดิก "รักเพลิน อย่าพูดถึงพี่ไก่ ตามนี้นะจ๊ะ"

   ผู้ใหญ่มองหลานอย่างชอบใจ พูดถึงไก่ฟ้าทีไร สะใจทุกที หลานรักมักจะจนมุมด้วยชื่อนี้เสมอ เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันทั้งๆ ที่ฝ่ายนั้นทำท่าว่ารักใคร่เสียเต็มประดา ทว่าเพลินตะวันกลับไม่มีทีท่าใยดีสักนิด

   พ่อบ้านแห่งร้อยบุญยิ้มรับอย่างหน้าชื่นเลยละว่าชอบไก่ฟ้าและจับจองฐานะว่าที่หลานเขยไว้ให้แล้ว แต่จะแสดงออกมากเกินไปไม่ได้ เพราะหลานสาวเขามันประเภทบอกซ้ายก็มักไปขวา บอกให้เดินหน้ามันก็ยืนยันจะถอยหลัง เรื่องนี้จึงต้องระวังให้มาก เขาก็ได้แต่ล้อๆ มันบ้างเป็นบางโอกาส

   เสียงถอนใจเฮ้อๆ ดังเป็นระยะ ผู้ใหญ่จึงถามอย่างรำคาญ "แกเป็นอะไรยัยเพลิน นั่งถอนหายใจเฮือกๆ อยู่ได้"

   "ลุงเบิ้มไม่เคยได้ยินหรือไงที่เขาว่าถอนหายใจคือกำไรของชีวิต"

   ผู้ใหญ่เอียงคอมองหลานสาว ท่าจะเป็นหนักเอาการ หวังว่ามันคงจะไม่ห่วงผักเสียจนประสาทกลับหรอกกระมัง โถ...ไม่น่าเลยเจ้าเพลินของลุง ยังสาวยังแส้แท้ๆ

   มืออูมใหญ่ปะลงบนบ่าบอบบางอย่างเห็นอกเห็นใจหลานสาว "เพลินเอ๊ย...แกไม่ต้องห่วงสวนผักของแกหรอกนะ ลุงจะพยายามกั้นน้ำอย่างสุดชีวิต แกค่อยๆ คิดนะ อย่าเครียด หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สักพักอาจดีขึ้น นั่งในร่มนี่แหละ เดี๋ยวลุงไปทำงานต่อ"

   ผู้ใหญ่เบิ้มให้สัญญา ร่างท้วมลุกขึ้นคว้าหมวกมาสวม ลังเลอยู่พักใหญ่ ไม่อาจตัดใจจากภาพหดหู่ซึมเซาของหลานสาว ยัยเพลินจะโดดลงน้ำหรือเปล่านี่ ไม่ได้การแล้วสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้มันคิดสั้นได้ เขาจะต้องย้ำให้มันเข้าใจและรู้สึกตัวว่ามันไม่ได้โดดเดี่ยวเพียงลำพัง

   "ลุงรักแกนะยัยเพลิน"

   สาวสวนผักเงยหน้างงๆ ขึ้นมองตามหลังผู้เป็นลุง มือสากเกาหัวแกรกๆ ไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรมากนัก อยู่ดีๆ ก็บอกรักกลางน้ำหลาก เอ้อ...ลุงเบิ้มเมาขนมกล้วยหรือไงเนี่ย

   หญิงสาวนั่งปลงอนิจจังอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนตัดสินใจกลับบ้านไปตั้งหลักก่อนดีกว่า เพลินตะวันลุกขึ้นปิดเศษทรายที่ติดกางเกงตัวเก่งพร้อมกับสอดส่ายสายตาหากระจาดขนมกล้วย ป้าสีนุ่มกำชับหนักหนาว่าให้นำกลับไปคืน ขืนหายไปละซวยเลย

   แต่เพลินตะวันต้องชะงักการค้นหาแบบฉับพลัน เพราะโสตประสาทแว่วเสียงตระหนกตกใจประหนึ่งว่าโลกจะระเบิดในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

   อ๊ากกกกก ช่วยด้วย!!!

   ทันใดนั้นความโกลาหลบังเกิดขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว หญิงสาวได้สติรีบหันหาทิศทางต้นเสียง โชคเข้าข้างเธอแทบไม่ต้องใช้ความพยายามสักนิด เพราะแหล่งกำเนิดเสียงวิ่งหน้าตื่นมาประชิดตัวแล้ว

   "น้องเพลิ๊น ช่วยพี่ไก่ด้วย พี่ไก่กลัว......" ไก่ฟ้าแหกปากตะโกนเสียงแหลมปรี๊ด

   เพลินตะวันจับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะตอนนี้ทั้งไก่ฟ้าและลูกสมุนทั้งสองต่างร้องไปวิ่งไปให้พล่านรอบๆ ตัวจนเธอชักจะเวียนหัว

   "พี่ไก่หยุดวิ่งก่อนสิ ฉันตาลายหมดแล้ว"

   "หยุดไม่ได้เพลินจ๋า มันกำลังจะฆ่าพี่แล้ว" ไก่ฟ้าในสภาพเปียกโชก เปลือยท่อนบนโชว์ซี่โครงแห้งๆ ยังวิ่งไม่หยุด

   "อะไรจะฆ่าพี่ หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ฉันบอกให้หยุด!" เพลินตะวันตะโกนสั่งเสียงเฉียบ

   ได้ผลเกินคาด ไก่ฟ้าหยุดกะทันหัน แถมยังยืนบื้อเป็นกันชนให้สองสมุนอีกต่างหาก แน่นอนว่าพอหัวขบวนเกิดหยุดแบบไม่บอกกล่าว ที่ไหนเล่าเหล่าลูกน้องจะทันได้ตั้งตัว สุดท้ายจึงพาล้มคลุกฝุ่นกันทั้งสามคน กระนั้นท่าทางลนลานยังไม่เลือนหาย

   "เพลินจะทำอะไรก็รีบลงมือเถอะ พี่กลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว"

   "พี่ไม่บอกแล้วฉันจะตรัสรู้ไหม ตกลงเป็นอะไรกันแน่" สาวห้าวเท้าเอวถาม

   ไก่ฟ้ายกมืออันสั่นเทาของตัวเองค่อยๆ ชี้ไปที่แผ่นหลังพลางบอกเธอด้วยน้ำเสียงสยดสยอง "น้องเพลินช่วยพามันออกไปจากหลังพี่ที มันดูดจนเลือดพี่จะหมดตัวอยู่แล้ว"

   เพลินตะวันมองตาม เธอเห็นปื้นสีดำทะมึนความกว้างขนาดสองนิ้ว เกาะติดแผ่นหลังของไก่ฟ้าประมาณสี่ห้าจุด แต่ยังดูไม่ออกว่ามันคืออะไรกันแน่ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปก้มมองใกล้ๆ พอเห็นว่าเป็นอะไรก็ถึงกับผงะ กรี๊ดลั่น

   "อ๊าย ปลิงควาย!!!"

71
บทที่ 4

   ค่ำแรกที่บ้านร้อยบุญ อาคันตุกะหนุ่มหล่อ สมองตันจากเมืองกรุงลองนุ่งผ้าขาวม้า ทาแป้งจนตัวลายพร้อย นั่งขัดสมาธิตรงนอกชานฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่เบิ้ม เสียงเหน่อๆ เนิบนุ่มสลับเสียงหัวเราะของผู้ใหญ่ดังเป็นระยะ เพราะส่วนมากลุงผู้ใหญ่จะเล่าเองขำเอง โหราก็ได้แต่นั่งอมยิ้ม นานทีถึงจะมีเสียงขัดจากหลานทั้งสองที่เห็นว่าเรื่องเหล่านั้นถูกบิดเบือน แต่นั่นก็ยากเต็มที เพราะทั้งจันทน์กะพ้อและเพลินตะวันถูกจำกัดหน้าที่ให้เป็นผู้ฟังที่ดีเท่านั้น

   เรือนชานบ้านทรงไทยตั้งอยู่ในทิศลมพัดผ่านตลอด ยุงก็ไม่มีรบกวน เปิดโอกาสให้ลุงผู้ใหญ่โม้ได้เต็มที่ แต่เมื่อล่วงเลยจนดาวเดือนเลือนหายสองศรีพี่น้องมองกันเชิงปรึกษา รู้ดีว่าโหราเองก็อยากพักแต่ยังหาจังหวะปลีกตัวไม่ได้ ลุงผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ว่าสรรหาเรื่องมาเล่าอะไรมากมาย แต่เมื่อจบเรื่องสมัยวัยหนุ่มของลุงผู้ใหญ่ เพลินตะวันก็สอดขึ้นทันที

   "ลุงเบิ้มจ๋า"

   "ว่าไงเพลิน" ผู้ใหญ่หันไปถามหลานสาว เขากำลังจะเริ่มเล่าตำนานวัดร้อยบุญอยู่เชียว

   "เพลินว่าลุงเบิ้มเก็บเรื่องไว้เล่าพรุ่งนี้บ้างดีกว่าจ้ะ ท่าทางพี่โหรเพลียๆ ให้พี่เขาไปพักก่อนดีกว่า" เพลินตะวันว่าพลางขยิบตากับพี่ชาย ให้ส่งสัญญาณต่อไปที่เพื่อนรัก โชคดีที่โหรารับมุขด้วยการปิดปากหาว ทำท่าระโหยโรยแรงขึ้นมาทันตา จันทน์กะพ้อจึงได้จังหวะเอ่ยบ้าง

   "ไปนอนพักก่อนเถอะไอ้โหร ท่าทางไม่ค่อยดีเท่าไร นั่งรถมาไกลคงเพลียแย่" ว่าแล้วชายหนุ่มจึงหันไปบอกลุงผู้ใหญ่ "ผมพาไอ้โหรไปนอนก่อนนะลุงเบิ้ม เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพามันไปเปิดโลกกว้างตะลุยบ้าร้อยบุญให้ทั่วสักหน่อย ลุงเบิ้มว่างเปล่า จะได้ให้เป็นไกด์"

   จันทน์กะพ้อแสร้งชวนทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพรุ่งนี้ผู้ใหญ่ติดประชุมประจำเดือน ผู้ใหญ่ตามหลานชายไม่ทัน จึงทำหน้าเศร้า บอกด้วยความเสียดาย

   "พรุ่งนี้ลุงไม่ว่างนะสิ แกพาพ่อโหรไปเที่ยวก่อนแล้วกัน อยากรู้ประวัติตรงไหนก็จำชื่อไว้ เดี๋ยวลุงกลับมาเล่าให้ฟังตอนเย็น"

   "แหม...ลุงเบิ้มของเพลินนี่ช่างแสนรู้ เอ๊ย! รอบรู้ คู่ควรแก่การเป็นบุคคลสำคัญของหมู่บ้านจริงๆ" เพลินตะวันกลับคำพูดแทบไม่ทัน เมื่อลุงผู้ใหญ่หันขวับ ทำตาเขียวใส่ แต่พอเจอคำป้อยอตอนท้าย ผู้ใหญ่ถึงกับยิ้มแต้ รีบไล่หลานแก้เขิน

   "เจ้าพวกนี้พูดอะไรก็ไม่รู้ ดูสิพ่อโหรจ้องลุงใหญ่เลย ไปๆ รีบพากันไปนอนเสียที ประเดี๋ยวได้หลับกันตรงนี้หรอก"

   "จ้า" สองหลานประสานเสียงขานรับ จันทน์กะพ้อรีบดึงมือเพื่อนลงจากเรือนลุง ผู้ใหญ่เดินมาส่งตรงหัวบันไดบ้าน เห็นหลานๆ เดินขึ้นเรือนของพวกเขาแล้วจึงปิดประตูลงกลอนบ้านของตน

   ตระกูลของผู้ใหญ่เพิ่มบุญเป็นตระกูลใหญ่และเก่าแก่ แต่พอมาถึงรุ่นผู้ใหญ่เองกลับมีแค่ตัวผู้ใหญ่เพิ่มบุญและคุณเพิ่มทรัพย์ น้องชายแท้ๆ ต่อมาเมื่อต่างมีครอบครัวก็ตกลงกันว่าจะปลูกเรือนติดกัน เพื่อจะได้ไปมาหาสู่สะดวกไม่เปลืองเวลา ไม่นึกเลยว่าเพิ่มทรัพย์จะด่วนจากไปด้วยอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน ตอนนั้นเพลินตะวันยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ ขณะที่จันทน์กะพ้อก็เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึงปี

   หลานรักทั้งสองตกอยู่ในฐานะเด็กกำพร้าอย่างหาทางหลีกไม่ได้ การจากไปอย่างกะทันหันของเพิ่มทรัพย์ทำให้ผืนนากว่าร้อยไร่ขาดคนดูแล ภรรยาของเพิ่มทรัพย์เองก็เสียชีวิตไปตั้งแต่เพลินตะวันอายุได้สิบหกปี เสาหลักของครอบครัวจำเป็นต้องมีต่อเพื่อค้ำจุนคนที่ยังอยู่ จันทน์กะพ้อตัดสินใจลาออกจากงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งและกลับมาพลิกฟื้นไร่นาให้กลายเป็นสวนดอกไม้ส่งขายทั่วจังหวัด พอเพลินตะวันเรียนจบก็กลับมาช่วยพี่ชายอีกแรง พร้อมทั้งกับแบ่งที่ทางเพื่อทำสวนผักหลายชนิดส่งขาย

   หลานหญิงชายไม่เคยย่อท้อต่องานหนัก ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอย่างขยันขันแข็งและยังส่งเสริมให้คนในหมู่บ้านได้มีอาชีพสร้างรายได้ แม้ว่าเงินส่วนใหญ่จะต้องย้อนกลับคืนสู่รัฐบาลในรูปของค่าสลากกินแบ่งก็ตาม

   "แม่นุ่มจ๋า เปิดประตูให้พี่หน่อยจ้ะ พี่เบิ้มมาแล้ว" ผู้ใหญ่เคาะประตูเรียกเมียรักเสียงหวาน สักพักคนข้างในก็เปิดประตูออกมา ปัญหาหนักใจของผู้ใหญ่ถูกคาถาของสีนุ่มสกัดไว้ให้หยุดแค่หน้าห้อง เพราะตกลงกันแล้วว่าถึงเวลานอนต้องนอน ห้ามสวมบทผู้ใหญ่เบิ้มกับเมียเด็ดขาด มิฉะนั้นผู้ใหญ่ต้องย้ายไปนอนตากยุงนอกเรือนชาน

   "เจ้าสองลิงนั่นพาเพื่อนกลับเรือนไปแล้วเหรอพี่"

   "จ้ะ พ่อโหรเขาดูเพลียๆ เลยให้ไปนอนพัก พรุ่งนี้พ่อจันทน์เขาจะพาไปเที่ยว"

   "หลอกพาเพื่อนไปส่งดอกไม้ละสิ พรุ่งนี้มันวันโกน" คุณสีนุ่มบอกอย่างรู้ทันหลานรัก

   ผู้ใหญ่เบิ้มเพิ่งถึงบางอ้อก็หัวเราะบ้าง จริงอย่างที่เมียรักว่า วันโกนเวียนมาจันทน์กะพ้อก็ต้องตะเวนส่งดอกไม้ทั่วจังหวัด แน่นอนว่าการพาเพื่อนไปเที่ยวก็เหมือนได้คนไปช่วยขนของยกลังดอกไม้นั่นแหละ

   "เออ จริงสิ งั้นพรุ่งนี้เจ้าแม่ก็ลงล่ะสิ" ผู้ใหญ่ถามเมียรักที่เพิ่งล้มตัวลงนอน

   "ใช่จ้ะพี่ พรุ่งนี้เจ้าแม่ลง คนคงเต็มตำหนัก เพราะถัดจากวันพระก็เป็นวันหวยออก"

   "เออดี ขอกันเข้าไป ถ้ามันตีเลขถูกรางวัลมันจะได้รวยๆ กันสักที" ผู้ใหญ่ถอนใจก่อนเอื้อมมือไปปิดไฟหัวเตียงและเลือนตัวลงมานอนกอดภรรยาสุดที่รัก
   



   อีกมุมหนึ่งของหมู่บ้านที่พรุ่งนี้จะต้องต้อนรับเหล่าผู้มีจิตศรัทธาอันแรงกล้า ร่างทรงคนสวยกำลังดึงก้านธูปเก่าออกจากกระถางเพื่อให้มีที่ว่างสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดแห้วกระป๋องที่วางในกระจาดของเซ่น ความคิดเจ้ากรรมนึกหวนไปหาใบหน้าทะเล้นของใครคนหนึ่งที่เธอเพิ่งฝากรอยฝ่ามือเอาไว้

   นึกถึงทีไรก็หมั่นไส้ทุกครั้ง ตะเพียนทองย่นคิ้วยุ่งๆ ใส่รูปปั้นกุมารทองพลางระบายความขุ่นข้องให้น้องกุมารฟัง

   "น้องจุกรู้ไหม วันนี้นะ พี่ไปเจอไอ้บ้ากามมันลวนลามพี่ ดีนะที่พี่เสกหนังควายเข้าท้องไอ้หมอนั่นไม่ได้ ไม่อย่างนั้นละก็ พรุ่งนี้ตำหนักเราคงถล่มเพราะคนแห่มาชมอภินิหารเจ้าแม่แน่นอน" สาวร่างทรงหัวเราะหึๆ รูปปั้นไม่ตอบสนองอะไร ก็แน่ละ น้องจุกของเธอไม่มีทั้งชีวิตและวิญญาณแต่ก็ต้องมาทนยืนเป็นกุมารรมควันเหมือนๆ กับเธอ องค์ลงทีไรแสบตาแทบตายทุกที เฮ้อ...

   สาวร่างทรงปัดกวาดเศษธูปเรียบร้อยก็เดินเข้าห้องไปนั่งซ้อมบท พรุ่งนี้เธอจะต้องเป็นร่างทรงให้เจ้าแม่ตะเพียนทอง นั่งให้ผู้คนกราบไหว้รับฟังปัญหาสารพัน แม้หัวใจอยากปฏิเสธทว่าหญิงสาวไม่มีทางเลือกอื่นใด เธอต้องเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้ชาวบ้านและเธอต้องทำให้มันออกมาดีที่สุด เนียนที่สุด

   ชีวิตของตะเพียนทองเหมือนถูกกำหนดไว้ เธอเกิดมาในครอบครัวร่างทรงและเธอจำเป็นต้องรับหน้าที่นั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อทุกคนข้างกายต่างทยอยกันไปรับใช้เจ้าแม่บนสวรรค์วิมานชั้นฟ้า เธอก็ตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อปลดแอกให้กับตัวเอง ก็ในเมื่อชีวิตเป็นของเธอ จะแปลกอะไรถ้าเธอจะเป็นคนกำหนดเอง




   อรุณแรกที่สามสุข สักวาตื่นแต่เช้ามาวิ่งรอบบ้านพัก ก่อนกลับขึ้นบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวและเดินไปยังสำนักงานที่อยู่ไม่ไกลนัก ระหว่างทางเขาเจอกับลุงแป้นแฟนตรึมยืนขัดเงารถประจำตำแหน่ง พอเจอเขาลุงแกก็ยิ้มกว้าง

   “มาทำงานแต่เช้าเลยนะครับเกษตรหวา”

   สักวายิ้มให้แกก่อนตอบ “เอาฤกษ์เอาชัยหน่อยครับลุง วันนี้เริ่มงานวันแรก เออ ที่ผมฝากซื้อดอกไม้ธูปเทียนลุงได้มาให้ผมไหมครับ”

   “ไม่ได้ก็ไม่ใช่แป้นแฟนตรึมสิครับเกษตร” ลุงแป้นคุยโอ่เดินไปหยิบถุงสิ่งของที่ชายหนุ่มสั่งให้ซื้อตั้งแต่เมื่อเย็นวานตอนมาส่งปิ่นโตข้าว ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นไฟแช็กให้ชายหนุ่ม “ลุงดูแล้วเกษตรหวาคงไม่สูบบุหรี่ ลุงเลยพกไอ้นี่มาเผื่อด้วย บอกกล่าวเจ้าที่ดีๆ นะครับ งานการจะได้ราบลื่น”

   สักวารับถุงดอกไม้และไฟแช็กเดินไปที่ศาลพระภูมิเจ้าที่ของสำนักงาน เปลี่ยนเอาดอกไม้ใหม่แทนของเก่าในแจกันที่เหี่ยวแห้ง จากนั้นก็จุดธูปบอกกล่าวตามที่แม่สั่งไว้ หลังจากกินอาหารของลุงแป้นเรียบร้อยสักวาก็มีเวลาคิดทบทวนและโทรกลับไปอธิบายให้แม่และคนรักฟัง

   การย้ายอันผิดพลาดของเขาไม่ทำให้ผู้หญิงคนแรกโมโหมากนัก แต่กับหญิงสาวคนหลังบ้านพักแทบแตกเลยทีเดียว ตอนแรกเขานึกว่าสุดที่รักจะร้องไห้ฟูมฟายใจจะขาดรอนเมื่อเขาไม่ย้ายไปตามนัด แต่ผิดคาดจินตหราวาตีที่แสนจะอ่อนหวานของสักวากลับกลายเป็นนางยักษ์สันตราขึ้นมาทันที

   จินนี่ตวาดใส่เขา!

   สักวาไม่โกรธเธอหรอก อารมณ์ผู้หญิงที่รออะไรนานๆ แล้วมันเกิดผิดพลาดไม่ได้อย่างใจขึ้นมาก็มักจะเป็นอย่างนี้ เขาให้อภัยจินตหราวาตีได้เสมอ เมื่อเธอยังร้อน เขาก็จะรอจนกว่าเธอจะเย็น แล้วพูดคุยกันให้รู้เรื่อง เขายอมจะทำทุกวิถีทางเพื่อประคับประคองรักระยะไกลครั้งนี้ให้ลอยไปถึงฝั่งฝัน อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ขวางรักของสองเราไม่ได้หรอก

   เกษตรตำบลคนใหม่อธิษฐานก่อนปักธูปลงในกระถางแล้วยกมือไหว้หมุนตัวเดินเข้าไปยังสำนักงาน ตอนนี้เริ่มมีคนมาทำงานบ้างแล้ว ชายหนุ่มเดินตรงไปที่โต๊ะของธุรการแล้วรายงานตัว ธุรการสำนักงานนี้ไม่สวยเฉี่ยวเปรี้ยวซ่าเหมือนพี่หนิง แต่ก็ดูท่าทางใจดีไม่น้อย

   “ยินดีต้อนรับคุณสักวานะคะ ถ้ามีอะไรขาดเหลือปรึกษาพี่ได้ พี่ชื่อพี่เอยค่ะ”

   “เรียกผมว่าหวาง่ายกว่าครับพี่”

   “ยินดีค่ะ เดี๋ยวหวารอพบพี่ดอนก่อนนะ นี่ใกล้ได้เวลาประจำของแกแล้ว วันนี้มีประชุมด้วย หวาคงได้เจอเพื่อนเกษตรตำบลคนอื่นพร้อมหน้ากันหมดทั้งอำเภอ เอากาแฟหน่อยไหมเดี๋ยวพี่ชงเผื่อ” ธุรการสาวใหญ่เลิกคิ้วถาม

   “ก็ดีเหมือนกันครับพี่ รบกวนหน่อยนะครับ ขอบคุณพี่เอยมากๆ”

   “ไม่ต้องเกรงใจน้อง เราต้องช่วยเหลือกันอีกเยอะ”

   สักวาค้นพบว่าพี่เอยคนนี้ฝีมือชงกาแฟเข้าขั้น หวาน มัน กลมกล่อม เขาไม่แปลกใจเลยที่ใครๆ ก็พากันดาหน้ามาขอให้เธอชงกาแฟให้ ชายหนุ่มได้พบกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน และหลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงเขาก็ต้องเข้าประชุม



   สีทันดรผู้เป็นลูกพี่ใหญ่ในสำนักงานเอ่ยแนะนำตัวสักวากับเกษตรคนอื่นๆ ก่อนจะเริ่มวาระการประชุม สักวานั่งฟังรายงานของเพื่อนตำบลอื่น เขารู้ได้โดยทันทีว่าคำพูดพี่หนิงนั้นเป็นจริง สีทันดรเป็นคนที่มีอุดมการณ์มุ่งมั่น ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนจะต้องใส่ใจในงานของตนเช่นที่สีทันดรทำให้ดูเป็นแบบอย่าง

   หัวข้อสุดท้ายของการประชุมช่วงเช้าอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสักวา ซึ่งระหว่างที่รอเขามารายงานตัวนั้นสีทันดรก็รับผิดชอบดูแลอยู่ ตอนนี้บ้านร้อยบุญมีปัญหาใหญ่อยู่สองเรื่องนั่นคือแมลงระบาดกับปริมาณฝนที่ตกมาจนเกินไป
สองเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากพื้นที่ภายใต้การดูแลของสักวาอยู่ในเขตเสี่ยง แหล่งที่ตั้งตำบลขนาบข้างด้วยคลองระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่สองคลอง ตอนนี้สถานการณ์กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต ความจุของคลองไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ทั้งหมด ระดับน้ำกำลังจะเอ่อล้นคันกั้นเข้าท่วมพื้นที่นาหลายร้อยไร่

   “บ่ายนี้จะมีผู้ใหญ่กำนันเข้ามาประชุมร่วมกับพวกเราด้วย ช่วงเช้านี้ผมจึงอยากให้ทุกคนรับทราบปัญหาและทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน แม้สถานการณ์บ้านร้อยบุญจะเสี่ยงที่สุด แต่ถ้าร้อยบุญไม่รอด ตำบลอื่นก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”

   การประชุมยังคงดำเนินไป สีทันดรชวนลูกน้องระดมความคิดหาหนทางแก้ไข ภัยธรรมชาติและการระบาดของแมลงนั้นเป็นเรื่องด่วนที่รอช้าไม่ได้

   ช่วงบ่ายห้องประชุมใหญ่ของสำนักงานเกษตรอำเภอสามสุขยังคงเคร่งเครียด แต่บ่ายนี้มีสมาชิกหลายคนเพิ่มเข้ามาทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เกษตรอำเภอสีทันดรพร้อมด้วยเกษตรตำบลทั้งหมดหกคนนั่งหารือกันถึงทางแก้ สีหน้าแต่ละคนไม่สู้ดีนัก ไม่มีใครคาดคิดว่าสามสุขจะพลอยโดนหางเลขไปด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ทั้งอำเภอจะเป็นที่ดอน หากระดับน้ำไม่สูงจริงๆ สามสุขจะไม่ได้รับผลกระทบ แม้แต่นายอำเภอคนก่อนยังกล่าวไว้อย่างมั่นใจว่า หากน้ำท่วมถึงสามสุขเมื่อใด นั่นก็หมายความว่าทั้งจังหวัดอย่าหวังจะรอด ถึงวันนี้ปริมาณน้ำทั้งจังหวัดสูงมาก มีความเป็นไปได้สูงว่าทั้งจังหวัดจะกลายเป็นเมืองบาดาล

   สีทันดรกวาดตามองทั่วห้อง ผู้เข้าประชุมมากันครบจึงเปิดประเด็นด้วยการแนะนำเกษตรตำบลคนใหม่ให้ทุกคนได้รู้จัก ก่อนเป็นอันดับแรก

   "สวัสดีครับผู้ใหญ่กำนันทุกท่านนะครับ ก่อนที่เราจะเริ่มคุยกันวันนี้ ผมขอแนะนำเกษตรคนใหม่ของตำบลร้อยบุญก่อนนะครับ" สีทันดรผายมือไปทางสักวาแล้วว่า "หนุ่มหล่อท่านนี้คือคุณสักวา คนที่จะมารับหน้าที่แทนเกษตรก้านแก้ว"

   ผู้ถูกแนะนำรีบลุกขึ้นยกมือไหว้ทุกคนในห้องด้วยความเคารพ คะเนด้วยสายตาเขาคงเป็นข้าราชการที่หนุ่มที่สุดในอำเภอเสียกระมัง เกษตรตำบลคนใหม่เปิดยิ้มอ่อนน้อมแนะนำตนเองต่อหน้าผู้เข้าร่วมประชุมอีกครั้ง

    "ผมขอฝากตัวกับทุกท่านด้วยนะครับ คงต้องขอคำแนะนำจากทุกท่านด้วย"

   "แหม...หน้าตาเกษตรหล่อระเบิดเถิดเทิงแบบนี้ มีหวังสาวๆ แย่งกันให้คำแนะนำจนหูแฉะแน่ๆ" ถ้อยคำสัพยอกจากผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งห้อง

   "อิจฉาน้องเขาก็บอกกันตรงๆ สิผู้ใหญ่" สีทันดรหยอกกลับด้วยรอยยิ้ม ทำเอาผู้ใหญ่หัวเราะชอบใจ บรรยากาศเคร่งเครียดเริ่มคลี่คลาย ประธานการประชุมจึงถือโอกาสวกกลับมาที่ประเด็นร้อน "ผมว่าเรามาเข้าเรื่องกันดีกว่านะ"

   เกษตรอำเภอคลิกเมาส์เพื่อแสดงสไลด์ภาพที่เตรียมไว้ ภาพต้นข้าวในนาที่ถูกน้ำท่วมจวนเจียนจมจมลงไปทั้งต้นปรากฏให้เห็น ตามด้วยภาพทะเลน้ำจืดที่กินเนื้อที่จนไม่สามารถประมาณได้อีกหลายภาพ สีทันดรบรรยายความเสียหายประกอบไปพร้อมๆ กัน

   "นี่คือสภาพความเสียหายของพื้นที่การเกษตรในสองตำบลที่ได้รับผลกระทบ ผมต้องขอแสดงความเสียใจกับกำนันปราโมทย์ กำนันทองดีและผู้ใหญ่บ้านของสองตำบลด้วยนะครับ ทางเกษตรอำเภอจะรีบประสานงานกับเกษตรจังหวัดเพื่อขอความช่วยเหลือให้"
   "ขอบคุณครับเกษตรดอน" กำนันปราโมทย์กล่าวอย่างตื้นตัน "ตำบลของผมกับตำบลของกำนันทองดีถือเป็นตำบลหน้าด่าน หากน้ำทะลักเข้ามาสองตำบลจะโดนท่วมก่อน ก็ได้แต่หวังว่าน้ำจะเอ่อขึ้นมาเพียงแค่นี้ไม่อย่างนั้นบ้านร้อยบุญของกำนันโต้งคงไม่พ้นเหมือนกัน"

   พ่อบ้านใหญ่แห่งร้อยบุญถึงกับถอนใจเฮือก ก่อนจะไถ่ถามสองกำนันที่ประสบภัยอย่างเป็นห่วง "แล้วตอนนี้ลูกบ้านของกำนันเป็นอย่างไรกันบ้าง"

   "ลำบากหน่อยครับ กินอยู่ลำบาก ไปไหนไม่ได้ งูเงี้ยวเขี้ยวขอก็เยอะ" กำนันทองดีเป็นผู้ตอบ

   "เมื่อวานนายอำเภอท่านบอกกับผมว่า ได้ของบริจาคมา ก็เป็นจำพวกอาหารแห้ง คาดว่าน่าจะได้รับกันเร็วๆ นี้" ประธานการประชุมบอกกล่าว ก่อนจะหันไปทางผู้มาใหม่ "มาวันแรกก็เหนื่อยเลยนะเกษตรหวา พอดีว่าตำบลที่เราดูแลอยู่ตอนนี้ น้ำเริ่มเอ่อขึ้นมาแล้ว ร้อยบุญถือเป็นศูนย์กลางทางการเกษตรของเรา หากไม่สุดวิสัยจริงๆ ผมก็ไม่อยากให้น้ำมันท่วม เสียดายโครงการดีๆ ที่พี่ก้านเขาทำไว้"

   "วันนี้ที่ร้อยบุญตัวแทนชาวบ้านแต่ละหมู่จะมาช่วยกันสร้างแนวกั้นน้ำครับ พวกเราจะพยายามยื้อกันไว้ให้ถึงที่สุด" กำนันไก่โต้งหันมาบอกกับสักวาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

   "ถ้างั้นให้ผมไปช่วยด้วยอีกแรงนะครับ จะได้ประเมินสถานการณ์ด้วย" ผู้บ่าวแดนอีสานอาสาท่าทางแข็งขัน

   "ดีเลย เดี๋ยวพอประชุมเสร็จ ผมจะให้ลุงแป้นไปส่งแล้วกันนะ ยังไงก็ต้องเข้าไปอยู่ที่บ้านพักที่ร้อยบุญอยู่แล้ว เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหมผู้ใหญ่เบิ้ม" ประโยคสุดท้าย สีทันดรหันไปถามเพิ่มบุญ

   "เรียบร้อยครับผม เข้าพักได้ทันที"

   เกษตรอำเภอกับผู้ใหญ่บ้านร้อยบุญคุยอะไรกัน สักวาชักปะติดปะต่อไม่ถูก บ้านพักงั้นเหรอ อ้าว...แล้วหลังที่เขานอนเมื่อคืนไม่ใช่หรอกหรือ คำถามมากมายปรากฏบนใบหน้า พอกำนันไก่โต้งหันมาเห็นจึงช่วยเฉลย

   "เกษตรคงงงล่ะสิ เอ่อนี่...เกษตรมีชื่อที่เรียกง่ายๆ ไหม"

   "หวาครับ เรียกผมสั้นๆ ว่า หวา"

   "อืม...เกษตรหวา" ไก่โต้งลองเรียกแล้วพูดต่อ "เกษตรดอนเขามีนโยบายใกล้ชิดเกษตรกรครับ ท่านเลยส่งเกษตรตำบลทุกคนไปพักในตำบลนั้นๆ เกษตรหวาก็ต้องไปพักที่ตำบลร้อยบุญเหมือนกัน บ้านพักของเกษตรจะอยู่ที่บ้านของผู้ใหญ่เบิ้มครับ"

   "ใช่" สีทันดรเสริม "พอดีมีเรื่องน้ำเข้ามาด่วน ก็เลยยังไม่ทันได้บอกอะไรกับหวาเลย ต้องขอโทษด้วย"

   "ไม่เป็นไรครับพี่ดอน" สักวายิ้มกว้าง แม้ว่าตอนนี้จะค่อนข้างมึนกับข้อมูลใหม่ๆ แต่ความสงสัยต้องเก็บไว้ก่อน ชาวบ้านกำลังเดือดร้อน คนดีศรีสารคามอย่างเขาจะอยู่เฉยไม่ได้

   การหารือเรื่องน้ำยังมีอีกหลายประเด็นให้พูดถึง กว่าจะหมดเรื่องก็ใช้เวลานานพอสมควร ประธานกล่าวปิดประชุม กำนันและผู้ใหญ่บ้านต่างแยกย้ายกลับบ้าน โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกไปช่วยสองตำบลที่โดนน้ำท่วม อีกกลุ่มจะไปช่วยบ้านร้อยบุญทำแนวกั้นน้ำ

   สักวาถูกเรียกให้เดินตามสีทันดรเข้าไปในห้อง เพื่อชี้แจงระบบการทำงานและการรายงานผลอย่างคร่าวๆ ชายหนุ่มได้แต่แอบทึ่งอีกฝ่ายอยู่ในใจ สีทันดรเป็นนายที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง ทุกโครงการของเขามีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรอยู่ดีกินดีและมีความสุขใต้แนวความคิดเกษตรพอเพียง เสียดายที่เขาอาจจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก เพราะถ้ามีโอกาสเมื่อไรสักวาจะทำเรื่องย้ายทันที และคราวนี้เขาจะไม่พลาดเป็นครั้งที่สองอีกเด็ดขาด

   “พี่ฝากหวาดูแลคนในตำบลด้วยนะ แล้วเราจะมาคุยงานกันทุกๆ วันจันทร์พร้อมตำบลอื่นๆ" สีทันดรบอกพร้อมกับเดินมาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ เชิงฝากฝัง "พี่ก้านท่านทำที่นั่นไว้ดีมาก ชาวบ้านทุกคนรักท่าน พี่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกชาวบ้านจะให้ความรักกับหวาไม่น้อยไปกว่าพี่ก้าน แต่นั่นมันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวหวาเองด้วย เข้าใจไหม"

   สายตาแน่วแน่ของสีทันดร ทำให้หนุ่มรุ่นน้องสะท้อนในใจ ความคิดสองใฝ่ตีกันวุ่นวายในหัว ทางบ้านก็คนรัก ทางนี้ก็หน้าที่ แต่กระนั้นสักวาก็ยังกล้ารับปากให้อีกฝ่ายสบายใจ

   "ผมจะทำให้ดีที่สุดครับพี่ดอน”

   "ดีมาก ถ้ามีอะไรปรึกษาพี่ได้ทุกเรื่อง พวกเราทุกคนที่นี่คือพี่น้องลูกเกษตรเลือดสีเดียวกัน"

   "ขอบคุณครับพี่ดอน" นับครั้งแรกที่สักวาเริ่มต้นการทำงานด้วยความอุ่นใจ เรื่องราววุ่นวายนับตั้งแต่เหยียบแผ่นดินสามสุข ทำให้เขาแอบหวั่นใจลึกๆ แต่คนตรงหน้ากำลังแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้เดียวดายเพียงลำพัง เพราะอย่างนี้เองสีทันดรถึงได้รับความเคารพจากคนรอบข้าง การวางตัวที่เหมาะสม การใช้พระเดชพระคุณอย่างถูกกาลเทศะ สมแล้วที่เป็นนักพัฒนาตัวยง

   "โชคดีนะไอ้น้อง" สีทันดอนตบบ่าอวยพรเบาๆ

   ประตูห้องทำงานเกษตรอำเภอถูกปิดพร้อมกับเสียงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ของหนุ่มลูกอีสาน ข้อมูลจากการประชุมทำให้เขาตระหนักถึงความเดือดร้อนและเกษตรกรทั้งตำบลกำลังรอเขาอยู่ ภารกิจแรกของเกษตรหวาคือหน้าที่พาขวัญและกำลังใจของพวกเขาทั้งหลายกลับมาให้ได้

   ขอเวลาพี่หวาสักพักนะจ๊ะจินตหราวาตีสุดที่รัก ไม่เกินปีพี่จะย้ายกลับไปขอแน่นอน!!!

72
บทที่ 3

   “ผมคงมีโอกาสได้ถาม ถ้าเธอจะไม่มัวต่อรองราคาราวกับว่าพ่อค้ากะหล่ำมันจะมาสู่ขอเธออย่างนั้น” สักวาโต้กลับอย่างไม่เกรงใจ

   ตอนนี้เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้ถูกอุ้มมาฆ่าชิงทรัพย์ มันแค่เป็นการเข้าใจผิดที่บ้ามากๆ ผู้หญิงคนหนึ่งลากตัวเขามาจากท่ารถเพราะคิดว่าเขาเป็นเพื่อนกับพี่ชายของเจ้าหล่อน และตอนนี้พี่ชายของเธอกำลังเล่นงานโทษฐานที่เขาไม่บอกกับหญิงสาว โอ้...บ้ากันไปใหญ่เลย

   พระเจ้า! สุดท้ายเขาเป็นคนผิดอย่างนั้นเหรอ ขอโทษเถอะคนที่ผิดไม่ใช่เขาแน่ อย่าแม้แต่จะคิดกันเชียว

   "ต้องขอโทษอีกครั้งนะครับที่ผมหาจังหวะบอกน้องสาวคุณไม่ได้ว่าผมไม่ใช่คนที่เธอต้องการไปรับ และตลอดทางเธอก็เอาแต่คุยโทรศัพท์ห้ำหั่นราคากะหล่ำหน้าดำหน้าแดง สุดท้ายเธอยังใจดีเหยียบเบรกแบบที่ทำผมปากแตกได้ ถามหน่อยเถอะว่าผมจะบอกเธอตอนไหน"

   เงียบสนิททั้งพี่ทั้งน้อง จ๋อยไปตามๆ กัน

   "เอาละ คราวนี้คุณจะบอกผมได้หรือยังว่าพาผมมาที่นี่ทำไม" คำถามที่หาโอกาสมาตลอดทางในที่สุดก็ได้ใช้แม้ว่าออกจะสายเกินไปสักนิด แต่สักวาไม่แคร์หรอกเรื่องนั้น เขาอยากตอกย้ำให้สองพี่น้องนี่สำนึกเสียบ้างว่าเขาต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายโวยวาย

   สักวาเหวี่ยงสายตาคาดโทษไปยังจำเลยที่หนึ่งซึ่งก็คือแม่สาวมือสากคนที่พาเขามา ตามด้วยผู้บงการเบื้องหลังนายพี่จันทน์ของเจ้าหล่อน แม่สาวมือสากก้มหน้าจนคางแทบติดต้นคอ จ๋อยสิ ไม่กล้าต่อสายตาเลย สุดท้ายพี่ชายของเจ้าหล่อนก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบ

   "เอ่อ...ผมต้องขอโทษคุณด้วยนะครับ ยัยเพลิน" จันทน์กะพ้อกระตุกชายเสื้อน้องสาว "ขอโทษคุณเขาซะสิ"

   "ขะ ขอโทษค่ะ" รอยยิ้มแหยๆ ของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสำนึกผิด แล้วสมองอันชาญฉลาดก็พุ่งปราดความคิดที่ว่ามันเหมาะสมที่สุด "เพื่อเป็นการถ่ายโทษฉันกับพี่ชายจะไปส่งคุณกลับเองค่ะ พี่จันทน์ไปเอากุญแจมาถอยรถออกสิเร็วเข้า"

   สักวาถูกปิดโอกาสอีกตามเคย เมื่อหญิงสาวรีบกุลีกุจอดึงแขนเขาไปขึ้นรถอีกคันที่ไม่ใช่เจ้าฟ้าสะอื้นนั่น อืม...คันนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย

   ปัง!

   แต่ไม่ว่าจะรถใหม่หรือรถเก่าเจ้าหล่อนก็ยังคงรักษาน้ำหนักการปิดประตูได้อย่างยอดเยี่ยม เขาถูกเธอจับให้นั่งเบาะข้างคนขับ ส่วนตัวเธอโผล่ไปนั่งเบาะหลัง แล้วเจ้าโฟล์วิลสี่ประตูก็แล่นฉิวออกจากบริเวณบ้าน

   "คุณจะไปไหนเหรอคะ พวกฉันจะไปส่งให้ถึงที่เลย" แม่สาวทรงพลังชะโงกหน้ามาถามเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้

   "ส่งตรงที่คุณเจอผมนั่นแหละ ป่านนี้คนที่มารับผมคงรอแย่แล้ว"

   "คุณมาทำงานเหรอ" คราวนี้จันทน์กะพ้อเป็นฝ่ายถามบ้าง ดูเหมือนสองพี่น้องจะไม่ปล่อยให้ความเงียบมีโอกาสทำหน้าที่ เพราะต่างรู้ดีว่าเมื่อเงียบแล้วความผิดจะเข้าจู่โจมจิตใจ

   ทว่าผู้เคราะห์ร้ายเช่นสักวาไม่ได้อยากโอภาปราศรัยอะไรอีกแล้ว เขากำลังเซ็งอย่างที่สุด จึงทำเพียงพยักหน้าหงึกหงัก

   เกษตรตำบลคนดวงตกเบนสายตามองด้านนอกเพียงชั่วครู่ แต่แล้วก็ต้องหันกลับมามองคนขับอย่างสงสัยเมื่อจู่ๆ นายพี่จันทน์ก็เหยียบเบรกรถกะทันหัน ดีหน่อยที่เจ้าคันนี้มีเข็มขัดนิรภัย ริมฝีปากหยักได้รูปของสักวาจึงไม่ได้แผลเพิ่ม กำลังจะถามอยู่พอดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คนขับก็โวยขึ้นมาเสียก่อน

   "อะไรกันวะนั่นยัยเพลิน!" จันทน์กะพ้อสบถกับน้องอย่างหัวเสีย ชายหนุ่มรีบเลื่อนกระจกแล้วชะโงกหน้าไปจัดการกับคนที่เข้ามาขวาง "อยากตายหรือไงไอ้ไก่ หลีกไปฉันกำลังรีบ"

   "ไม่! จนกว่าพี่จะส่งตัวน้องเพลินมาเคลียร์กับฉัน ถึงจะยอมหลีกให้ ถ้าไม่อย่างนั้นพี่จันทน์ก็ข้ามศพฉันไปได้เลย" คนขวางเท้าสะเอวร้องท้า

   สักวาได้ยินแล้วอยากจะบ้าตาย อะไรกันอีกวะเนี่ย บรรดายอดมนุษย์ไฟจราจรสามคนนั้นโผล่มาจากสี่แยกไหนแล้วมายืนทำซากอะไรกลางถนน

   "พวกเขาต้องการอะไร" ชายหนุ่มถามเสียงเครียด ไม่อาจกักเก็บอารมณ์ใดๆ ได้อีก

   "พวกเขาต้องการเจรจา" จันทน์กะพ้อตัดบทด้วยการหันไปสั่งน้องสาว "ยัยเพลินไป แกลงไปเคลียร์กับพวกมัน ไม่อย่างนั้นคุณคนนี้คงไม่ถึงสามสุขหรอก ไม่รู้ว่าไอ้สามตัวนั่นมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา"

   "แล้วทำไมต้องเป็นฉันด้วย" หญิงสาวโวยวาย แต่ยอมเปิดประตูลงจากรถ พี่ชายจึงแกล้งว่า

   "ก็มันเป็นแฟนแก"

   "เฮอะ! รอให้กะหล่ำของฉันออกดอกเป็นถั่วฝักยาวก่อนเถอะ" หญิงสาวกัดฟันกรอด แล้วเจ้าหล่อนก็ปิดประตูด้วยพลังมหาศาลเหมือนเดิม

   "เฮ้อ...อย่าตกใจนะครับคุณ ไม่มีอะไรหรอก ปรับเบาะเอนหลังก่อนก็ได้ ทำใจร่มๆ รอสักครู่ เดี๋ยวน้องผมจัดการเจ้าสามคนนั่นเอง" จันทน์กระพ้อเอนเบาะนิดๆ ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วชวนอีกฝ่าย "เรามาคุยกันคั่นเวลาดีกว่า"

   สักวาถอนใจอย่างหงุดหงิด ตอนนี้เขาอยากหักคอคนคั่นเวลามากกว่าคุย เป้าหมายหนึ่งเดียวเท่านั้นคือต้นคอสวยๆ ของแม่ตัวดีที่คว้าเขามาจากท่ารถนั่นแหละ!




   ไก่ฟ้าหยีตาท่ามกลางแสงแดดจ้ามองเห็นสาวสวนผักสุดที่รักเดินหน้ายุ่งเข้ามาหา แกนนำหัวใจนามไก่ฟ้าก็เก๊กหน้าเคร่งขรึมตึงเครียด ชายอื่นมาเดินเบียดเฉียดใกล้นางในดวงใจถึงถิ่นอย่างนี้มันหมิ่นศักดิ์ศรีลูกชายกำนันไก่โต้งชัดๆ หากเพลินตะวันไม่ยอมชี้แจงแถลงไข ใครหน้าไหนก็ผ่านถนนเส้นนี้ไม่ได้!

   สิบปีที่แอบรักแอบเล็ง ทำไมน้องเพลินคนสวยถึงไม่เคยเห็นพี่ไก่ฟ้าคนนี้อยู่ในสายตา แต่ไก่ฟ้าก็ไม่เคยแคร์ ในเมื่อน้องเพลินยังโสด เขาก็ยังไม่หมดหวัง ไก่ฟ้าเชื่อว่ารักแท้อันยิ่งใหญ่จะเอาชนะใจแข็งๆ ของน้องเพลินได้ และเขาจะใช้รักนั้นหล่อเลี้ยงใจตัวเองไม่ให้แห้งแล้งจนเกินไปนัก แล้วมันเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ลูกน้องของเขาก็วิ่งหน้าตาตื่นพร้อมข่าวร้ายที่ทำให้พี่ไก่คนนี้น้ำตาแทบเล็ด

   'แย่แล้วพี่ไก่ น้องเพลินพาผู้ชายที่ไหนมาไม่รู้ สูง ขาว ขายาว คิ้วโก่ง จมูกโด่ง ล่ำบึ้ก'

   สรรพคุณชวนรักขนาดนี้ ต่อให้มั่นใจว่าหล่อ เลอค่า น่าฝากชีวิตขนาดไหน พี่ไก่ก็อดจะหวั่นไม่ได้ ความหวังเล็กๆ ถูกสั่นคลอนเมื่อเห็นน้องเพลินควงใคร มันน่าน้อยใจชะมัด

   "น้องเพลินทำแบบนี้กับพี่ได้ยังไง ไปคว้าไอ้หนุ่มที่ไหนมาเหยียบย่ำหัวใจพี่ น้องเพลินรู้ไหมว่าพี่ไก่ปวดใจ" ลูกชายของกำนันไก่โต้งเล่นบทคร่ำครวญประหนึ่งว่าเขาเป็นดาวพระศุกร์ที่ถูกคุณภาคย์กระทำเสียป่นปี้

   หญิงสาวที่ถูกมองด้วยสายตากล่าวหา แอบระบายลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ไม่ใช่ว่าไม่รู้แต่สำหรับความสัมพันธ์ของเธอกับไก่ฟ้าคงพัฒนาไปเกินกว่านี้ไม่ได้ จะบ้าหรือไงให้เธอคิดกับเขาเป็นอย่างอื่น พี่ไก่นี่แก้ผ้ากระโดดน้ำมาด้วยกันเลยนะ แม้ว่าสรีระทางกายภาพของแต่ละคนจะเปลี่ยนไป แต่เธอก็ขอไว้คนหนึ่งแล้วกัน

   เพลินตะวันไม่เคยให้ความหวังตรงข้ามเธออยากจะดับฝันปัญญาอ่อนนั่นเสียด้วยช้ำ ทว่านิสัยไก่ฟ้าเป็นอย่างไรเธอรู้ดี พิรี้พิไรไม่มีใครเกินเขาละ ปัญหาแบบนี้ใช้วิธีรุนแรงไม่ได้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นเรื่องจะยืดยาวใหญ่โต และเพลินตะวันก็เป็นนักประนีประนอมคนหนึ่ง ทางที่ดีเธอต้องรีบตัดบทด้วยการหาเหตุผลให้โดนใจพี่ไก่สักข้อสองข้อ รับรองม็อบสลาย

   "โธ่...พี่ไก่จ๋า อย่าเพิ่งตีโพยตีพายได้ไหม ทำไมไม่รอถามเพลินดีๆ ปิดถนนคุยกันแบบนี้เดี๋ยวฐานคะแนนเสียงลุงกำนันก็ลดลงหรอก" อันดับแรกต้องใช้เสียงหวานนำทางไปก่อน "คราวนี้พี่ก็ทำใจร่มๆ แล้วบอกเพลินนะจ๊ะว่าสงสัยเรื่องอะไร"

   "ใจพี่นี้มันร้อนจนร่มไม่ได้แล้วน้องเพลิน" ไก่ฟ้าทำหน้าเหมือนคนใกล้ตาย "ไอ้หน้าหล่อในรถนั่นคือใครกัน"

   "เขาเป็นเพื่อนกับพี่จันทน์จ้ะ แวะมาเยี่ยม กำลังจะกลับ" หญิงสาวโกหกคำโต ปลอบใจตัวเองว่าเพื่อความสงบสุขของคนในหมู่บ้าน เพลินตะวันล้วงมือถือจากกระเป๋ากางเกงยีนมากดดูเวลาแล้วแกล้งอุทานเสียงดัง "ดูสิพี่กี่โมงแล้ว ตายละ มาปิดถนนแบบนี้ถ้าเพื่อนพี่จันทน์กลับไม่ทันรถเมล์เขาก็ต้องนอนบ้านเพลินนะสิ แล้วพี่คิดดูว่าคนอื่นเขาจะเข้าใจกันว่าไง ไม่คิดว่าเพลินพาแฟนมาค้างที่บ้านหรอกเหรอ โอ๊ย...เพลินต้องถูกลือกระฉ่อนตำบลแน่เลย"

   เพลินตะวันปั่นกระแสสร้างความกังวลจนอาการหึงหวงของไก่ฟ้าเริ่มดีขึ้นหรืออาจจะเรียกว่าตาสว่าง แน่ละพี่ไก่ไม่มีวันยอมให้ผู้ชายแลกหน้ามาค้างอ้างแรมที่บ้านเธอแน่

   ก็จริงอย่างที่หญิงสาวคิด ไก่ฟ้าได้ยินเข้าก็ตาโต นึกอยากตบกบาลตัวเองสักป้าบ พลาด...เขาพลาดอย่างแรงเลยนะนี่ ถ้าไอ้หมอนั่นค้างบ้านน้องเพลิน ตาย! ตาย! ตาย! ไม่อยากจะคิดเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น นอกจากชาวบ้านจะเข้าใจผิด บางทีไอ้หมอนั่นมันอาจตกมันกลางดึกแล้วบุกเข้าไปปล้ำน้องเพลิน โอ๊ย...อกไอ้ไก่จะระเบิด!

   ไม่ได้การ ต้องรีบเปิดทางอำนวยความสะดวกให้มันไปพ้นๆ จากบ้านร้อยบุญ น้องเพลินจะได้ปลอดภัย อยู่เป็นตะวันกลางใจของพี่ไก่ตลอดกาล

   "โธ่...เป็นเพื่อนพี่จันทน์หรอกเหรอ แหม...พี่ก็หลงมโนไปเสียไกลลิบ งั้นน้องเพลินอย่าช้าเลยจ้ะ รีบๆ ไปส่งเขาเถอะ กลับมาเราค่อยคุยกันก็ได้ รีบไปให้ไวเลยจ้ะ รีบไป"

   ไก่ฟ้าไม่เสียเวลาทบทวน ชายหนุ่มรีบหันไปสั่งสมุนเสื้อเขียว เสื้อเหลือง เปิดทางและดันร่างเพลินตะวันกลับมาที่รถ ขืนชักช้ารถเมล์หมดแล้วละก็คืนนี้มีหวังเขาต้องขอพ่อกำนันมานอนเฝ้านอนที่หัวบันไดบ้านน้องเพลินแน่ๆ

   ลูกชายกำนันเปิดประตูด้านหลังให้นางในดวงใจ ก่อนหันไปยกมือไหว้ทักทายเพื่อนพี่ชายเจ้าหล่อนอย่างมีสัมมาคารวะ จากนั้นจึงปิดประตูแล้วยิ้มส่งข้างทาง

   "เรียบร้อยนะยัยเพลิน" จันทน์กะพ้อถามน้องขณะบิดกุญแจติดเครื่องยนต์

   คนถูกถามทำท่าอ่อนใจ "เรียบร้อย รีบไปเถอะพี่"

   "เมื่อกี้ใครเหรอ ทำไมต้องมายืนขวางถนนด้วย ไม่กลัวสิบล้อเอาไปกินหรือไง" สักวาที่ยังงงๆ กับม็อบรักเฉพาะกิจเอ่ยถามอย่างสงสัยพร้อมกับค่อนขอดในใจ...คนหมู่บ้านนี้มารยาทดีกันจริงๆ มีเรื่องข้องใจก็ปิดถนนคุยกัน ชาวบ้านคนอื่นช่างหัว อืม...เจริญละ!

   "คนเมื่อกี้เขาเป็นลูกชายกำนันตำบลนี้ค่ะ บอกไปพี่ก็ไม่รู้จักหรอก" เพลินตะวันหัวเราะท่าทางงงงันของหนุ่มแปลกหน้าที่คว้ามาผิด

   "ก็จริงของคุณ" สักวาพยักหน้ารับเซ็งๆ แม่คุณเอ๊ย ถ้าจะตอบแบบนี้ นั่งเงียบๆ น่าจะดีกว่า

   หลังจากได้คุยกับจันทน์กะพ้อ สักวาก็เริ่มอารมณ์ดีขึ้นเพราะความเป็นกันเองของหนุ่มเจ้าของรถ เขาได้รับการขอโทษจากเจ้าบ้านพร้อมกับเหตุผลที่เข้าหูกว่าตอนแรกทุกอย่างจึงคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่สำหรับแม่สาวมือสากคนนี้ ยังมีเรื่องให้เขาต้องชำระความอยู่

   เห็นแก่จันทน์กะพ้อเพื่อนใหม่ที่ได้มาแบบไม่คาดฝัน เขาจะปล่อยเพลินตะวันไปก่อน หวังว่าสามสุขมันคงไม่คับแคบจนเขาและเธอต้องโคจรมาเจอกันอีกหรอกนะ แค่วันเดียวคุณเธอก็ทำเขาหวาดเสียวไปถึงกระเพาะ ช่างเป็นวันนารีพิฆาตสำหรับสักวาเสียจริง เห็นสากมือสากแล้วก็พานคิดถึงนางไหสุดที่รัก นี่ถ้าเขาได้กลับบ้านจะไม่เกิดเหตุการณ์บ้าบอนี้เด็ดขาด ป่านนี้เขาคงนั่งตีโปงลางอย่างมีความสุขพร้อมกับดูลีลาเซิ้งของสาวคนรัก อนิจจาสักวาเอ๊ย แกจะต้องติดอยู่ที่สามทุกข์ไปถึงเมื่อไรกันนะ

   จินนี่จ๋า...พี่หวาอยากกลับบ้าน!!!




   สวรรค์ขีดเขี่ยจนละเหี่ยใจ เกษตรตำบลจำต้องทนเศร้า เหงาและรอต่อไปอย่างไร้จุดหมาย เช่นเดียวกับโหราผู้ถูกทอดทิ้ง นักเขียนสมองตันกำลังเดินสำรวจตลาดแก้เซ็งเพราะเพื่อนรักโทรบอกกับเขาว่าเพิ่งเสร็จธุระ กำลังขับรถมารับ ให้เดินเล่นในตลาดไปก่อน

   ดูมันเถอะ ช่างกล้าที่จะแนะนำ ตลาดบ้านมันเขาเคยมาเสียที่ไหน แล้วจะรู้ไหมว่าอะไรเป็นอะไร แต่นั่นแหละคำตอบมีไว้ให้ค้นหา โหราจึงดั้นด้นเดินซอกแซกเข้าซอยนั้นทะลุซอยนี้อยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายมาหยุดหอบอยู่หน้าร้านขายของฝาก

   ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจหรอกกำลังจะเดินผ่านไปร้านขายน้ำติดๆ กันเสียด้วยซ้ำ ทว่า...สาวสวยแสนสะดุดตายืนเลือกผลไม้กระป๋องนั่นมันตรงสเปคเขาเป๊ะ!

   โอ้ โอ่ โอ โอ้ โอ่...เจ้าหัวใจดวงเท่ากำปั้นกระพือปีกพึ่บพั่บเริงร่า พรหมลิขิตชักพาส่งนางฟ้ามาโปรดแล้วไงละไอ้โหร รู้สึกเหมือนใจถูกขโมย โบราณท่านว่าหนามยอกให้เอาหนามบ่ง สงสัยเขาคงต้องรบกวนให้คนต้นเหตุช่วยรักษาเสียแล้ว

   หนุ่มนักเขียนทำทีเดินเข้าไปเลือกหยิบกระป๋องของฝากบ้าง ครั้นหยิบธรรมดามันจะได้เรื่องยังไงเล่า ต้องวางแผนให้แยบยล สายตาเฉียบคมเล็งตำแหน่งเป้าหมายเมื่อเหยื่อยื่นมือไปที่แห้วกระป๋องของฝาก เขาก็วางมือหมับทันที

   "อุ๊ย" สาวสวยสะดุ้งรีบชักมือกลับ แต่คงยากหน่อย เพราะเขาไม่ยอมปล่อยง่ายๆ

   "อุ๊ย ขอโทษครับ"

   "ไม่เป็นไรค่ะ" ปากเธอว่าไม่ แต่นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นเอาเรื่อง มือน้อยค่อยๆ ดึงออก เธอยิ่งดึงเขาก็ตรึงให้มันแน่นกว่าเก่า

   เอาละวะ! ขอปะทะสาวสวยแห่งสามสุขสักยกเถอะ

   "ปล่อยมือฉันค่ะ" สาวสวยสั่งเสียงเข้ม

   ตะเพียนทองมองมือที่ถูกจับสลับกับหน้ามองยอดบุรุษผู้แตะเนื้อต้องตัวเธออย่างอาจหาญ ช่างไม่ได้เกรงกลัวอิทธิฤทธิ์น้องจุกกับหนังควายสักนิด เดี๋ยวแม่ก็ร่ายคาถานั่งเสกเข้าท้องซะตรงนี้เลย

   "คุณคะ ฉันบอกให้ปล่อยมือ" ร่างทรงสาวเตือนเสียงหนัก "ฉันมั่นใจว่าฉันจำหน้าคนได้ทั้งอำเภอ คุณไม่ใช่คนที่นี่ เราไม่เคยเจอ ไม่เคยรู้จักกัน คุณจะจับมือฉันอีกนานไหม"

   "คงนานจนกว่าเราจะทำความรู้จักกันเสร็จนั่นแหละครับ" หนุ่มแปลกหน้ายิ้มท้าทาย

   ร่างทรงสาวพยักหน้าน้อยๆ ทำนองว่าเข้าใจ ถ้ายอกย้อนแบบนี้ เธอคงไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทที่ดีแล้ว เจ้าของมือนุ่มอาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มชะล่าใจกระชากมือออก อิสระเป็นของเธอ แต่ความอับอายต้องเป็นของเขา

   ตะเพียนทองบรรจงฟาดฝ่ามืออุ่นๆ ที่เขาไม่อยากจะปล่อยไปยังซีกหน้าคมเข้มเต็มแรง แผ่นดินสามสุขถึงกับหมุนติ้ว คนโดนตบยังมึนฤทธิ์ฝ่ามือไม่หาย กว่าจะเรียกสติกลับมาได้เธอก็หนีไปไกลเสียแล้ว กระนั้นเสียงสั่งเสียแว่วๆ ก็ยังพอจำได้เลือนลาง

   "ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ แต่ฉันจะยินดีกว่าถ้าไม่รู้จักคุณ ลาก่อนนะคะ"

   ช้าไปแล้วสำหรับโหรา สาวสวยที่คิดว่าฟ้าส่งมาให้เดินผมปลิวไสวไปไกลเกินจะตาม สายตาผู้คนรอบข้างประณามหยามเหยียด หมดกันชีวิต ดีนะที่เป็นนักเขียน อย่างน้อยก็ไม่เคยมีใครเห็นหน้าละวะ

   หนุ่มนักเขียนรีบจ้ำออกจากซอย สมองครุ่นคิดเคืองแค้นตลอดเวลา ตบมัดจำจากเธอคงตราตรึงไปอีกนาน เจ็บที่หน้าอาจจางหายแต่จี๊ดที่ใจไม่มีวันลืม อย่าให้เจออีกแล้วกัน คราวนี้เขาไม่จับเฉยๆ แน่แม่แห้วกระป๋อง!

   โทรศัพท์ในกระเป๋าส่งเสียงขัดอารมณ์แค้นผสมรักแรกพบ เบอร์หน้าจอแสดงชื่อจันทน์กะพ้อ โหราจึงรีบกดรับและต่อว่าอีกฝ่าย

   "ว่าไงวะ มาถึงหรือยัง ฉันรอจนรากงอกไปถึงเมืองบาดาลแล้ว"

   "ถึงแล้วโว้ย แกอยู่ไหนวะ ฉันรออยู่ตรงท่ารถนะ"

   "เออ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ" นักเขียนหนุ่มเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิม เดินมุ่งไม่สนใจใคร แม้หลายคนที่จำได้จะมองเขาแล้วแอบยิ้ม ช่างเถอะเขาคงไม่ได้มาตลาดนี่บ่อยๆ ใครมองเขาไม่สนขอหลบอายไปให้พ้นตรงนี้ก่อน




   จันทน์กะพ้อขอรอเพื่อนรักเพื่อป้องกันการผิดพลาดซ้ำสอง เพลินตะวันจึงต้องรับหน้าที่เดินมาส่งสักวาเพียงลำพัง แม้ว่าเขาจะปฏิเสธแล้วว่าไม่ต้อง แต่เธอก็ยังค้าน จนถึงรถของสำนักงานเกษตรนั่นแหละเขาจึงหันไปบอกเธอ

   "นั่นไงรถที่มารับ ส่งผมเท่านี้แหละคุณ"

   หญิงสาวเอียงคอมองสติ๊กเกอร์ข้างรถแล้วนึกในใจ นี่มันรถสำนักงานเกษตรนี่นา "พี่..."

   ปัง!

   กำลังจะเรียกถามให้หายสงสัยแต่ไม่ทันแล้ว เขาปิดประตูรถตัดบทเรียบร้อย หลงเหลือแค่ความสงสัยทิ้งไว้ให้เธอลุ้นระทึก...

   ไม่น่าจะใช่ ไม่ใช่หรอ ขออย่าให้เป็นเขาเลย บางทีอาจเป็นแค่พนักงานมาใหม่ของสำนักงานก็ได้

   ปลอบใจตัวเองเสร็จสรรพหญิงสาวรีบเดินกลับรถ ตอนนี้มีชายหนุ่มหน้าตาดีแต่แอบมีรอยแดงเป็นริ้วๆ บนใบหน้า ยืนตบไหล่ทักทายพี่ชายเธออย่างสนิทสนม พอจันทน์กะพ้อหันมาเห็นน้องสาวก็รีบแนะนำให้ได้รู้จัก

   "นี่ไงยัยเพลินเพื่อนพี่ ต้องหนังหน้าอย่างนี้ถึงจะเป็นไอ้โหร คนที่แกคว้าไปนั่นมันหล่อเกิน" จันทน์กะพ้อแนะนำ เพลินตะวันยกมือไหว้ พี่ชายจึงหันไปบอกเพื่อน "คนนี้น้องสาวฉันเอง ยัยเพลิน"

   "เอ...เมื่อสักพักใหญ่ๆ น้องเพลินมารับใครหรือเปล่า" โหราเพ่งมองน้องเพื่อนอย่างจำได้

   "มันมารับแกนั่นแหละ แต่ดันคว้าหนุ่มที่ไหนไปก็ไม่รู้ กว่าจะรู้ตัวก็ถึงบ้านแล้ว" จันทน์กะพ้อหัวเราะขำกับความเปิ่นของน้องสาว นักเขียนหนุ่มจึงพลอยขำไปด้วย

   “แสดงว่าน้องเพลินต้องไปกับคุณคนนั้นแน่เลย เพราะป้ายนี้พี่ลงกับเขาแค่สองคน ยังนึกชมอยู่ในใจว่าแฟนหมอนั่นสวย”

   "ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อยค่ะพี่โหร" หญิงสาวเกาท้ายทอยแก้เขิน "คราวนี้ถูกคนแล้ว เพลินว่าเรากลับบ้านกันดีกว่าค่ะ"

   "ดีเหมือนกัน ไปเถอะไอ้โหร เดี๋ยวฉันจะพาแกทัวร์บ้านร้อยบุญให้ทั่วทุกหัวระแหง"

   "เออ แล้วแต่แกเถอะ จะพาไปไหนก็ได้ ขอให้สมองฉันแล่นฉิวเหมือนแต่ก่อนก็พอ" โหราเดินตามเพื่อนไปขึ้นรถ กระบะสี่ประตูคันเก่งของจันทน์กะพ้อโลดแล่นสู่ท้องถนน ระยะห่างจากตลาดสามสุขกับบ้านร้อยบุญประมาณแปดกิโลเมตร ขับรถเรื่อยๆ สักสิบห้านาทีก็ถึงที่หมาย

   สามชีวิตบนรถคันใหญ่ดำเนินไปตามทาง ขณะที่เกษตรตำบลกำลังนั่งเหม่อจนคนขับรถอายุใกล้เกษียณออกปากทัก

   "เดินทางมาเหนื่อยเหรอครับ ท่าทางคุณสักวาเพลียๆ"

   "เรียกผมหวาเฉยๆ ก็ได้ครับลุง..."

   "แป้นครับ ลุงแป้นกระเป๋าแบนแต่แฟนเต็มคันรถ" ลุงแป้นหัวเราะ ท่าทางอารมณ์ดีของหนุ่มเหลือน้อยช่างแตกต่างกับอีกหนึ่งหนุ่มหล่ออย่างสุดขั้ว

   ลุงแป้นชวนสักวาคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคย คนพลัดถิ่นย่อมถวิลหากัลยาณมิตร เขาในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูย่อมเล็งเห็นว่าหนุ่มผู้นี้แลดูจะกังวลกับบางอย่าง หากแบ่งเบาอะไรได้บ้างลุงแป้นแฟนตรึมก็ยินดี

   "เดี๋ยวลุงไปส่งคุณหวาที่บ้านพักรับรองนะครับ ป่านนี้สำนักงานคงปิดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเข้าไปก็ได้ เกษตรดอนฝากขอโทษด้วยที่ไม่ได้มารับเองพอดีท่านติดธุระเรื่องแมลงระบาด"

   "แมลง?" สักวาเลิกคิ้วสูง เขารู้ว่าเกษตรดอนที่ลุงแป้นพูดถึงคือ สีทันดร เกษตรอำเภอประจำสามสุข พี่หนิงปลอบใจเขาว่าย้ายมาที่สามสุขก็นับเป็นโชคดี เพราะที่นี่มีแต่คนมีฝีมือให้เขาเรียนรู้และสะสมประสบการณ์ ยิ่งเกษตรอำเภอสีทันดรยิ่งต้องยึดไว้เป็นแบบอย่าง

   เชอะ! พี่หนิงอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ มันไม่ได้ช่วยให้ใจหดหู่แห้งเหี่ยวสดชื่นขึ้นมาสักนิด สิ่งเดียวที่สักวารู้ดีแก่ใจ ถ้ามีช่องทางให้ย้ายได้ตอนไหน เขาจะไปแบบไม่รั้งรอเลยทีเดียว

   "ก็เรื่องเพลี้ยกระโดดนั่นแหละครับ สงสัยเกษตรหวาจะมีงานใหญ่รออยู่นะ" ลุงแป้นเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกขาน ก่อนหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปจอดหน้าบ้านพัก "ถึงแล้วครับ พักให้หายเหนื่อย เดี๋ยวลุงจะเอาปิ่นโตข้าวมาส่ง นี่กุญแจบ้านครับ"

   "ขอบคุณมากครับลุงแป้น"

   "ยินดีครับ" ลุงแป้นยิ้มแจ่มใส

   คงเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวแกกระมัง ชายหนุ่มยิ้มขำขณะไขกุญแจเข้าบ้าน ขอพักสักชั่วโมงแล้วกัน วันทั้งวันเพิ่งมีลุงแป้นนี่แหละที่ทำให้เขาพอยิ้มได้บ้าง เอาเถอะไอ้หวา ต้องมีสักวันสิน่าที่เป็นของแก

   เกษตรหนุ่มโยนเป้ลงบนเตียงนอนหลังจากเดินสำรวจทั่วบ้าน โทรศัพท์ระบบหน้าจอสัมผัสรุ่นล่าสุดถูกควักออกมาจากกระเป๋ากางเกงตัวเก่ง แน่นอนละว่าภาพหน้าจอต้องเป็นจินตหราวาตีในยูนิฟอร์มของนางไหอันแสนอลังการ ชายหนุ่มบรรจงส่งจูบกับรูปที่ปรากฏ

   สักวาชื่นชมคนสวยบนหน้าจอจนเคลิ้มหลับด้วยความอ่อนล้า มารู้สึกตัวก็ตอนได้ยินเสียงตะโกนเรียกปาวๆ หน้าบ้านพัก ชายหนุ่มรีบลุกไปดู เห็นลุงแป้นยืนหน้าแฉล่มอยู่หน้าบ้านพร้อมปิ่นโตหนึ่งเถา ดวงตาคมก้มลงมองข้อมือตัวเองอัตโนมัติ จะทุ่มแล้วหรือนี่ รวดเร็วดีแท้ หนึ่งวันที่สามสุขกำลังจะผ่านไปแล้ว ขอให้มันไวแบบนี้ทุกวันด้วยเถอะ

73
บทนำ

   มีดสั้นสีเงินยวงสะท้อนกับแสงแดดอันยามเช้า แสงจ้าของวันใหม่คล้ายจะเตือนว่าวันนี้จะเป็นอีกวันที่ดินแดนที่ถูกโอบด้วยทะเลทรายอย่างเมืองฟาเนียจะร้อนระอุตลอดวัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของฟาดิลาห์ลดลงเลย มันร้อนก็ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่เคยผ่านสภาพอากาศโหดร้ายแบบนี้ ตรงข้ามชีวิตเธอช่วงนี้ดูเหมือนจะผูกพันกับทะเลทรายสีทองเสียเหลือเกิน

   ฟาดิลาห์เก็บมีดที่แอบขโมยมาจากนักบวชมูดาวาร์ จริงๆ มันก็ไม่ใช่ของนักบวชเฒ่าเสียทีเดียวหรอก ที่ถูกมันต้องเป็นของซาฟา เพราะหมอนั่นถึงขนาดอุทิศแผงอกเป็นฝักมีดเลยด้วยซ้ำ โชคดีที่ไม่ตาย มูดาวาร์เก่งเป็นบ้าเลย ซาฟาถูกมีดอาบยาพิษปักอาการสาหัสขนาดนั้นยังรักษาได้ ฟาดิลาห์ยอมรับเลยว่าเสี้ยวหนึ่งของหัวใจเธออยากให้ซาฟาไสหัวลงนรกไปซะ!

   แต่ในเมื่อเขาไม่ตายและยังหายมาควบคุมชีวิตเธอเหมือนเดิม มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พอสบโอกาสแล้วเธอจะหนี ความจริงเรื่องหนีนั้น เธอพยายามทำมาตลอดเวลาที่ต้องเดินทางรอนแรมตามล่าคู่หมั้นของซาฟาที่ถูกพี่ชายของเธอขโมยตัวไปแต่งงาน แต่ฟาดิลาห์โชคร้ายไม่เคยหนีสำเร็จเลยสักครั้ง ช่างปะไร ในเมื่อตอนนี้เธอก็หนีเขามาได้แล้ว และก็อย่าหวังว่าจะได้เจอได้เจอกันอีกเลยชาตินี้

   วันที่ซาฟาไปเยี่ยมซาเรียที่โรงพยาบาล ฟาดิลาห์ก็ใช้โอกาสนั้นหนีเขามา น่าขันที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเธอมีแค่กำไลของท่านแม่ที่พอมีค่าจะขายได้ แม้จะเสียดายแต่เธอก็เอามันไปขาย โชคดีที่พี่สะใภ้รับปากไว้แล้วว่าจะซื้อมันคืนกลับมาแล้วเก็บไว้ให้

   หลังจากขายกำไลฟาดิลาห์ก็บากหน้าไปขอยืมเงินจากพี่สะใภ้ซึ่งก็คืออดีตคู่หมั้นของซาฟานั่นแหละ เมื่อได้เงินมาเธอน่าจะบินออกนอกประเทศไปไหนก็ได้ให้มันไกลๆ จากโรซามันดาแต่เธอก็ยังไม่ไป พี่ซาเรียใจดีกับเธอชะมัดขอยืมนิดเดียวก็โปะให้มาอีกตั้งมากส่วนที่เกินมาถือเป็นเงินค่าซื้อข้อมูลที่อยู่ของเธอ ก็แล้วทำไมเธอจะทำให้พี่สะใภ้สบายใจไม่ได้ล่ะเรื่องแค่นี้เล็กน้อยมาก เธอไม่ได้หวงที่อยู่ของตนกับพี่ชายและพี่สะใภ้ แต่ที่ขอให้พี่ซาเรียเก็บไว้เป็นความลับนั้น เธอกลัวว่าที่อยู่ของตัวเองจะหลุดไปถึงหูอดีตคู่หมั้นของพี่ซาเรียต่างหาก

   เธอเกลียดซาฟา เกลียดเขายิ่งกว่าใครในโลก เขาจะเป็นมนุษย์คนสุดท้ายที่เธอจะมีความรู้สึกที่ดีด้วย เพราะซาฟาไม่เคยคิดถึงเธอเลยสักนิด คนแรกที่เขาถามหาหลังจากรอดมาจากความตายคือพี่ซาเรีย เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วฟาดิลาห์ก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้สึกห่วงใยคนพรรค์นั้น เขาคงจะไม่ยอมตายง่ายๆ หากว่ายังไม่ได้เห็นหน้าพี่ซาเรียเป็นครั้งสุดท้าย

   ก็น่าเห็นใจซาฟาเหมือนกันที่ถูกพี่ชายเธอลักพาตัวคู่หมั้นไปแต่งงาน มันตัดหน้ากันเห็นๆ เป็นเธอก็คงออกตามล่าเหมือนอย่างที่ซาฟาทำ แต่ฟาดิลาห์รู้เหตุผลของพี่ชายดีที่สำคัญชีคฮาซานตกหลุมรักพี่ซาเรียตั้งแต่แรกเห็น พี่ชายเธอถึงกับยอมเปลี่ยนแผนเพื่อให้เข้าถึงตัวพี่สะใภ้ และเมื่อเธอได้มีโอกาสเจอกับพี่ซาเรียอีกครั้ง เธอก็รู้สึกได้ว่าสองคนนั้นมีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน มามั่นใจว่าพวกเขารักกันแน่ก็ตอนที่เห็นในงานฉลองเมืองฟาเนียเมื่อคืนนี้เอง ซาฟาควรทำใจและถอยออกจากชีวิตอดีตคู่หมั้นซะ เพราะเขาหมดสิทธิ์ในตัวซาเรียแล้ว

   ฟาดิลาห์เห็นซาฟาที่งาน ไม่รู้ว่าพี่ฮาซานคิดอย่างไรถึงเชิญอดีตคู่หมั้นภรรยามาด้วย แต่ซาฟาก็ยังคงเป็นซาฟาคนเดิม ผู้ชายหน้าเครียด เคร่งขรึม เย็นชา ไร้ความรู้สึกรู้สากับคนรอบข้าง เธอเห็นเขาเอาแต่ดื่มเหล้าหวานราวกับว่ามันคือเครื่องดื่มเลิศรส แน่นอนว่าเธอไม่เคยแม้แต่ชายตาแล เธอปลอมตัวเป็นนักเดินทางผ่านเข้าไปอวยพร ธรรมเนียมชาวทะเลทรายนั้นหากผ่านบ้านเมืองที่จัดงานก็ควรไปร่วมยินดี คนเดียวที่จำเธอได้คือพี่ชาย แต่ก็ไม่คิดจะโวยวายอะไร อันที่จริงฟาดิลาห์น่าจะกลับไปช่วยพี่ชายและพี่สะใภ้ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ทำ ก็ไว้รอให้ถึงเวลาอย่างที่พี่ฮาซานว่านั่นก่อนแล้วกันเธอค่อยกลับ ตอนนี้ขอจัดการเรื่องที่ยังคาใจก่อน

   รอยสักอัสลานของซาฟาและคำพูดโจรคาตาลันยังคาใจเธออยู่ จากที่เห็นเมื่อคืนเขาคงหายดีแล้ว ช่างเถอะ ไม่หายก็เหมือนหายเขาเก่งจะตายไป ดูอย่างตอนที่จะไปเยี่ยมพี่ซาเรียสิดึงดันจะไปทั้งที่เพิ่งเดินทางไกลมาแท้ๆ ฮึ! ฟาดิลาห์จะไม่สนใจเขาอีกแล้ว

   หญิงสาวกระชับผ้าคลุมหน้าระหว่างเดินไปที่คอกม้าหลังหมู่บ้าน  เมื่อคืนเธอพักที่บ้านแม่เฒ่าไนจา บ้านนี้เปิดสำหรับให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นเช่าพัก ส่วนม้าเธอผูกไว้ที่คอกท้ายหมู่บ้าน

   ฟาดิลาห์รู้สึกโล่งใจ บ้านเกิดของเธอกลับมาเป็นเมืองที่ทุกคนให้ความสนใจ ไม่ได้เป็นเมืองร้างน่ารังเกียจเหมือนเมื่อก่อน ฟาเนียหลุดพ้นจากคำสาปและเธอเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกกำหนดโดยโชคชะตา ใครจะไปนึกว่าท่านพ่อของพี่ซาเรียจะเป็นเพื่อนกับท่านพ่อของเธอ หนำซ้ำท่านพ่อยังมอบลายแทงให้เพื่อนคนนี้เก็บรักษาไว้อีก การเจอเหมืองเพชรหลังวังต้องห้ามของพี่ฮาซานถือเป็นเรื่องดีเยี่ยม ทุกปัญหาคลี่คลาย เธอหมดห่วงแล้ว ไว้ให้จบปัญหาคาใจเรื่องซาฟากับโจรคาตาลันก่อน เธอจะย้อนกลับมาช่วยพี่ชายแน่นอน

   หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากการแก้เชือกแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่เธอนึกแช่งชักโผล่มายืนไม่ห่างนัก เขาเอียงคอมองเธอ โชคดีที่มีผ้าคลุมบังไว้อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้นถ้าต้องเผชิญหน้ากับเขา

   "นี่ม้าของนายเหรอ" ซาฟาถามมองเลยไปยังม้าที่ยืนอยู่เบื้องหลัง "ท่าทางจะเป็นม้าพันธุ์ดี ได้มาจากไหนกัน"

   "เมืองเทียวาสครับ ข้าเอาผ้าแพรไปขายและได้เจ้าตัวนี้มาๆ" ฟาดิลาห์พยายามดัดเสียงให้ใหญ่ๆ ห้าวๆ

   ซาฟาเดินผ่านร่างเล็กไปลูบคอม้า "เทียวาสเป็นเมืองการค้าที่สวยงามมาก ฉันเองก็เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่ไม่ยักรู้ว่าที่นั่นมีม้าขายด้วย นายเป็นคนเทียวาสเหรอ"

   "มิได้ครับ ข้าพเนจรไปเรื่อย อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง"

   "ไม่คิดจะปักหลักที่นี่เหรอ ตอนนี้ใครๆ ก็อยากอยู่ฟาเนีย ท่านชีคคนนี้โชคดีนะ นายว่าไหม" หางเสียงซาฟาราวกับเจ้าตัวตั้งใจประชด

   "ความโชคดีมักเกิดกับคนดีๆ" เธอตอบสั้นๆ เริ่มหมั่นไส้เขาขึ้นมาตงิดๆ

   ซาฟายักไหล่ท่าทางยโสแล้วว่า "คนดีก็ใช่ว่าจะไม่เคยทำเลว และคนเลวบางครั้งก็ทำดีไว้เยอะแยะ นายจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันไม่กวนหรอก แค่จะมาดูมาแก้เบื่อก็เท่านั้น"

   ฟาดิลาห์มองแผ่นหลังกว้างที่เคลื่อนห่างไปอีกด้าน ความสงสัยเกิดขึ้นในใจ เบื่อนักแล้วมาทำไม ไหนจะมาค่อนขอดพี่ชายเธออีก

   "ท่านชอบม้าพันธุ์เหรอ" เธอถามแต่เขายังสนใจกับม้ามากกว่าเธอ ซาฟาตอบโดยไม่หันมาด้วยซ้ำ

   "ไม่ชอบ แค่ขี้เกียจเจอหน้าผู้คน"

    ไม่มีใครบอกเขามาก่อนหรือไงว่าตอบแบบนี้มันเสียมารยาท หญิงสาวมองร่างก้มๆ เงยๆ นั้นอย่างขัดใจ ก่อนบอกห้วนๆ

   "งั้นข้าที่ถือว่าเป็นผู้คนก็จะไม่อยู่รบกวนท่าน เชิญสำราญกับการดูม้าต่อไปเถอะ" ฟาดิลาห์จูงม้าหนีโดยไม่เสียเวลาหันมามอง ผิดกับคนที่ทำท่าไม่สนใจแต่แรก




   ซาฟายืนมองร่างเล็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยชุดสีดำเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง อะไรบางอย่างทำให้เขาสะดุดใจ ตั้งแต่งานเลี้ยงเมื่อคืนแล้ว ใครว่าเขาไม่สนใจโลก เปล่าเลย เขาสนแต่จะให้ยิ้มหน้าบานยินดีกับท่านชีคฮาซานนั่นก็กระไร สารภาพว่าเขาทำใจญาติดีกับชีคคนนั้นไม่ได้หรอก ที่มาฟาเนียก็เพราะเห็นแก่คนเชิญซึ่งก็คือซาเรีย อีกเหตุผลที่มาก็หวังว่าจะเจอแม่ตัวแสบที่หลบหนีเขาหายเข้ากลีบเมฆ

   แต่เมื่อคืนหลังจากที่ร่างในชุดดำนี่เข้าไปอวยพร ฮาซานก็พูดบางอย่าง มันสะดุดหูเขาอย่างจัง แต่ทุกอย่างยังดำเนินไปปกติ ไม่มีเงาของฟาดิลาห์ในงาน แต่เขาเชื่อลึกๆ ว่าเธอต้องมาแน่

   ซาฟาไม่คิดว่าคนของเขาจะพลาดแต่ฟาดิลาห์ก็หนีไปจนได้ น่าเจ็บใจจริงๆ เขายังไม่ได้ชำระความกับเธอเลย ต้องมีใครสักคนที่ช่วยให้เธอหนีไป ทุกคนในบ้านนูราดีนรังเกียจผู้หญิงของเขา ไม่ว่าเจ้าหล่อนจะงดงามแสนดีหรือสารพัดพิษแบบฟาดิลาห์ ผู้หญิงคนเดียวที่ได้รับสิทธิ์เคียงข้างเขาได้คือซาเรีย แต่บัดนี้เธอก็เปลี่ยนฐานะเป็นนายหญิงของเมืองฟาเนียไปเสียแล้ว

   ดูเหมือนเขาจะเป็นผู้ชายที่โชคร้ายจริงๆ คู่หมั้นหาย ถูกหลอกระหว่างการตามหา และถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เขากำลังจะแก้ไขทุกอย่างให้มันถูกต้อง แต่ฟาดิลาห์ก็ทำทุกอย่างพังหมด เธอหนีไปพร้อมเอาของสำคัญเขาไปด้วย ทางออกเดียวที่เขามีคือออกตามล่าตัวเธอมาคุยกันให้เข้าใจ

   ก็เรื่องอะไรจะทิ้งกันไปง่ายๆ อย่างนี้ เขาต้องจัดการอะไรตั้งมากมายหลายอย่าง แต่ฟาดิลาห์จะเข้าใจอะไรเล่า เธอมันก็แค่จอมโกหก ผู้หญิงเจ้าเล่ห์ รอให้เจอตัวก่อนเถอะเขาจะไม่ใจดีกับเธออีกแล้ว ให้ตาย!

   ในเมื่อเขาเคยจับตัวเธอได้มาครั้งหนึ่งแล้ว ทำไมเขาจะตามจับเธออีกครั้งไม่ได้ แผ่นดินทะเลทรายกว้างใหญ่แต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาหรอก ปล่อยให้เธอหลงลำพองใจไปก่อนว่ารอด เมื่อถึงเวลาเธอก็จะได้รู้เสียทีว่าความพยายามทั้งหมดที่ทำมามันเหนื่อยเปล่า สาบานด้วยชีวิตเลยว่าคราวนี้เธอจะไม่มีโอกาสหนีอีกเลยตลอดกาล!!!

*****************************************


ผ่านมาจะจบแรลลี่ มะนอเพิ่งเริ่ม จะทันมั้ย ไม่รู้ แต่งานนี้นู๋สู้ตาย

ฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจทุกท่านด้วยนะคะ เป็นอีกคู่ที่น่าลุ้น(คิดไปเอง 555)
ใครเคยรักชีคถังแตก คราวนี้ขอให้รักคู่อริของท่านชีคบ้าง จะเขียนให้ได้มากที่สุดค่ะ
 ;D ;D ;D
สู้ๆ



74
บทที 2

   เสียงแคน เสียงพิณและโปงลางดังรับกันเป็นจังหวะคึกคักสนุกสนาน เหล่านางรำก็เคลื่อนไหวชดช้อยตามท่วงท่ามองดูพร้อมเพรียงสวยงามภายใต้การควบคุมของแม่ครูบานแย้ม ราชินีหมอลำชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเมืองโกสุมพิสัย ร่างอวบของแม่ครูยืนดูชาวคณะฝึกซ้อมด้วยท่าประจำนั่นคือมือหนึ่งเท้าสะเอวส่วนอีกมือถือไม้เรียวคอยกำราบนางรำสาวๆ วันนี้เป็นวันที่แม่ครูนัดชาวคณะมาซ้อมใหญ่เอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนถึงงานเทศกาลออกพรรษา

   สำเนียงอีสานของแม่ครูดังสนั่นลานซ้อมแม้จะมีเสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ที่กำลังบรรเลง แต่เสียงทรงพลังของแม่ครูก็ยังคงแผดดังแข่งเสียงเพลงอย่างไม่ยอมถอย แต่แล้วแม่ครูพลังเสียงระดับซูปราโนก็ยกมือส่งสัญญาณ ทุกคนต่างรู้กันว่าท่าแบบนี้หมายถึงสิ่งใด

   แล้วเสียงเพลงครึกครื้นรื่นหูก็หยุดชะงัก บรรดานางรำพลอยหยุดตามไปด้วย ส่วนตัวหัวหน้าคณะนั้นหมุนร่างเดินตรงไปยังแคร่ไม้ไผ่ มืออวบฉวยโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่ลูกชายส่งมาให้จากกรุงเทพฯ ขึ้นมาพลางขมวดคิ้วที่สักถาวรมาเสียเรียวสวย พยายามเพ่งมองเบอร์ที่ปรากฏหน้าจอ ริมฝีปากอวบอิ่มฉาบด้วยลิปสติกสีบานเย็นของแม่ครูบานแย้มค่อยๆ โค้งขึ้น

   "ลูกหวา" แม่ครูส่งเสียงหวานพร้อมปรับสำเนียงให้เป็นภาษากลางอย่างมืออาชีพ

   หากเป็นคนอื่นแม่ครูคงเว่าสำเนียงอีสานม่วนปากไปแล้ว แต่นี่คนที่โทรมาดันเป็นลูกโทนสุดที่รักของเธอซึ่งไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเอื้อนเอ่ยวจีออกมาเป็นสำเนียงท้องถิ่น เพราะสักวาพูดอีสานไม่ได้จะคุยก็อะไรต้องแปลงสำเนียงกลางแบบชาวกรุงพ่อคุณถึงจะยอมคุยด้วย แม่ครูบานแย้มทราบดีว่าลูกชายฟังภาษาท้องถิ่นรู้เรื่อง แต่พูดไม่เป็นและเจ้าตัวก็ไม่สนใจจะหัดพูด จนพ่อใหญ่แม่ใหญ่พากันค่อนขอดมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยว่าบักหำนี่ดัดจริตแท้!

   แม่ครูเองก็จนใจสุดวิสัยหาหนทางแก้ เพราะตั้งแต่แบเบาะไอ้เจ้าลูกดัดจริตคนนี้พอได้ยินเธอร้องหมอลำกล่อมทีไรก็ร้องไห้งอแงทุกครั้งที่ ยิ่งตอนเธอพ่นภาษาอีสานกับพ่อมันยิ่งแล้วใหญ่ เรียกว่าได้ยินเมื่อไรเป็นต้องร้องไห้จ้า ปลอบเท่าไรก็ไม่ยอมเงียบ แต่พอเปลี่ยนมาปลอบด้วยสำเนียงชาวกรุงเจ้าลูกคนนี้ก็หยุดร้องราวกับถูกถอดปลั๊ก

   กว่าจะจับจุดลูกชายได้ตัวแม่ครูเองก็เสียธูปเสียเทียนบอกกล่าวบรรพบุรุษไปหลายกำ นี่จึงนับเป็นข้อเสียข้อเดียวที่เธอรับไม่ได้และขัดใจในตัวลูกชายนัก เธอเลี้ยงมาเพอร์เฟ็คทุกอย่างจะเสียอย่างเดียวตรงเรื่องสำเนียงภาษานี่แหละ

   "เป็นไงลูกใกล้ถึงบ้านหรือยัง แม่จะได้ให้คนไปรับ" แม่ครูถามพลางคำนวณเวลาการเดินทาง ป่านนี้ลูกชายคงใกล้ถึงตัวอำเภอแล้วกระมังจึงได้โทรมา

   "แม่...หวาคงไม่ได้กลับบ้านแล้วนะจ๊ะ"

   "ทำไมล่ะลูก ต้องมารายงานตัวกับทางนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ" แม่ครูนึกสงสัย ก็ไหนวันก่อนลูกชายบอกเธอว่าเคลียร์เรื่องทุกอย่างเสร็จแล้ว รอเพียงเอกสารบางส่วนเท่านั้น "อย่ามาโกหกแม่เลยน่า ไม่กลับบ้านแล้วจะไปไหนหึ"

   "สามสุขครับแม่"

    "ตลกละ สามสุขมันอยู่ส่วนไหนของโลก แล้วแกจะไปที่นั่นทำไมตาหวา" แม่ครูเริ่มหงุดหงิดลูกชายที่พิรี้พิไรไม่เลิก ชาวคณะตาดำๆ ก็ยืนรอซ้อมต่อกันอยู่
   "มาทำงานครับแม่"
   "ฮ่วย! อย่าตั้วเด้" แม่ครูพอเริ่มยั้วะก็ลืมตัวสบถเป็นภาษาถิ่น นึกโมโหเจ้าลูกชายมันเล่นอะไรของมัน "หวา แม่กำลังซ้อมเด็กๆ อยู่นะ ถ้าแกจะโทรมางอแงง้องแง้งก็พอแค่นี้ ถึงบ้านแล้วค่อยคุยกัน"

   "คงไม่ถึงแล้วแม่"

   "ฮ่วย! คือกะด้อกะเดี้ยแท่" แม่ครูลืมตัวตบแคร่เปรี้ยง จนลูกศิษย์ที่นั่งกินน้ำอยู่ข้างๆ ยังสะดุ้งแต่ก็ไม่ลืมสะกิดบอกแม่ครูให้เปลี่ยนภาษา เพราะกลัวจะคุยกับพี่หวาไม่รู้เรื่อง "เออๆ เล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้นกับแกตาหวา ทำไมถึงไม่กลับมาโกสุมพิสัย"



   สักวายัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงหลังจากบอกเล่าเรื่องราวอันรันทดของตนให้แม่บังเกิดเกล้าฟัง แม่บานแย้มฟังไปก็สบถไปที่ปวดใจสุดก็ตรงที่แม่แผดเสียงใส่โทรศัพท์ตอกย้ำว่าเขานั่นแหละที่ไม่ตรวจดูเอกสารให้ดี ผิดพลาดอย่างนี้จะแก้ไขยังไงได้

   ปัดโธ่! แม่หนอแม่ ลูกโทรไปก็หวังจะหาคนปลอบ ไม่ปลอบก็ไม่ว่า ด่ามาเป็นชุดนี่สิมันชีช้ำนัก

   ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วหันคว้ากระเป๋าเป้ใบใหญ่ขึ้นมาสะพายข้าง พี่พนักงานขับรถเคราดกโหนตัวขึ้นนั่งประจำที่พลางติดเครื่องยนต์ เกษตรตำบลคนใจร้าวยืนหน้าเศร้าใกล้กับประตูทางขึ้น แต่ยังไม่ยอมก้าวขึ้นไปเพราะเขาจะรอให้มั่นใจเสียก่อนว่าระบบทำความเย็นของรถทำงานเรียบร้อยดีแล้ว

   เวลานั้นดวงตาหม่นเศร้าจึงมีโอกาสมองเห็นยานพาหนะแล้วก็ต้องแอบถอนใจกับสภาพกลางเก่ากลางใหม่ของมัน ก็ขอให้เครื่องยนต์ทำงานสดใสเหมือนกับสีสันภายนอกด้วยเถอะ เพราะตั้งแต่ยืนฟังเสียงเครื่องครวญครางใกล้ๆ อย่างนี้ สักวายังไม่มีความมั่นใจเลยสักกระผีเดียวกว่ามันจะพาเขาไปถึงจุดหมายปลายทางหรือเปล่า นี่ขนาดเขาทำเป็นลืมจำนวนครั้งที่พี่คนขับพยายามติดเครื่องยนต์ไปแล้วนะ ถ้าฟังไม่ผิดก็ตกประมาณสี่ห้าครั้งนั่นแหละกว่าเครื่องจะดังกระหึ่มขึ้นมาพร้อมปล่อยควันดำปื๋อ

   หนุ่มน้อยขาเดปรับตำแหน่งกระเป๋ารถตะโกนเรียกผู้โดยสารคล่องปาก พอเหลือบมาเจอเขายืนเกร่ก็ไล่ขึ้นรถทันที ชายหนุ่มไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจที่ก้าวขึ้นรถเป็นคนแรก เบาะนั่งทั้งคันรถว่างเปล่ารอให้เขาเลือกได้ตามใจชอบ จุดหมายของเขาคือป้ายรองสุดท้ายดังนั้นก็ไม่ต้องขวนขวายทำเลอะไรมาก เอาเบาะที่ไม่โดนแดดและไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนก็พอ ข้างท้ายๆ นั่นแหละเหมาะแต่นี่ก็ใกล้รถออกจากชานชาลาแล้วยังไม่เห็นมีผู้โดยสารคนอื่นเลย จะมีแค่เขาคนเดียวเสียก็ไม่รู้

   ผู้บ่าวลูกอีสานได้ที่นั่งถูกใจแต่นั่งนานไปก็ค่อนข้างผิดหวังกับระบบทำความเย็นภายในรถจึงยื่นมือไปปรับช่องแอร์อีกช่องให้ลมตกลงมาที่เขา ตอนนี้เริ่มมีผู้โดยสารทยอยขึ้นนั่งบ้างแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเลือกโซนหน้า สักวาเดาว่าคงจะนั่งระยะสั้นไม่ได้ยิงยาวเกือบสุดสายเหมือนเขา

   รถเริ่มถอยหลังเจ้าหนุ่มกระเป๋ารถยังคงโหวกเหวกโวยวายอะไรของมันไม่รู้ สักวาเลื่อนม่านบังแดดในช่วงรถถอย แต่เมื่อรถแล่นออกจากสถานีขนส่งม่านก็ถูกพับเก็บเพราะแถบที่เขาเลือกนั่งไม่โดนแดด รถแล่นๆ หยุดๆ เป็นระยะเพราะต้องจอดรับผู้โดยสารระหว่างทาง

   ถึงตอนนี้สักวาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าคิดผิดไป ทีแรกก็นึกว่ารถทั้งคันจะมีผู้โดยสารแค่เขาทำไปทำมาเหมือนว่าผู้โดยสารจะเต็มเสียแล้ว ก็ยังโชคดีที่นั่งข้างๆ เขายังว่างอยู่ จึงวางเป้ไปก่อนได้ แต่พอรถเบรกชายหนุ่มก็ขยับเอาเป้ลงไว้ข้างล่างอย่างรู้งาน

   เพื่อนเบาะข้างๆ ของสักวาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใกล้เคียงกับเขา หน้าตาค่อนข้างเด่นสะดุดตาทีเดียว พอเห็นเขาเอาเป้ลงฝ่ายนั้นก็เดินตรงมานั่ง

   "ขอนั่งด้วยคนนะครับ" ฝ่ายนั้นขออนุญาตทั้งที่ไม่จำเป็นเลย ก็เบาะนี้มันเป็นที่นั่งเดียวที่เหลืออยู่ ใครขึ้นมาอีกก็คงต้องตีตั๋วยืนแน่นอน สักวายิ้มแกนๆ กับเพื่อนร่วมทางแล้วผินหน้าออกด้านนอก เจ้าหนุ่มกระเป๋ารถเดินตามมาเก็บค่าโดยสาร

   "ลงไหนครับพี่"

   "สามสุข เท่าไรน้อง"

   สักวาหันมามองหน้าเพื่อนร่วมทางแวบหนึ่ง เพราะชายหนุ่มคนนี้ลงที่เดียวกับเขา แต่ด้วยอารมณ์ที่ยังไม่คงที่และความโศกเศร้ายังโหมกระหน่ำเข้ามาในใจเขาไม่เลิก เกษตรตำบลของบ้านร้อยบุญจึงไม่คิดจะสานสัมพันธ์ บางทีคนข้างๆ เขาอาจจะแค่เที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ใครจะเหมือนเขาเล่าตีตั๋วเที่ยวเดียวไม่รู้จะได้กลับบ้านวันไหน ดูเหมือนโกสุมพิสัยจะเคลื่อนห่างไกลจากเขาสุดขอบฟ้า ยิ่งคิดยิ่งเหว่ว้าสักวามองข้างทางอย่างท้อใจ




   โหราก้าวเท้าซ้ายขึ้นรถโดยสารพร้อมกับกระเป๋าเป้คู่บุญใบใหญ่ที่วันนี้เขาขนของใส่ไปจนเต็มความจุทั้งของฝาก โน้ตบุ้ค สมุดปากกาและเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง

   อาชีพของโหราคือนักเขียนและการเดินทางครั้งนี้เขาไปเพื่อแสวงหาวัตถุดิบในการเขียนหนังสือ ก่อนหน้านี้เขามีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ยอดขายทะลุเป้าทุกเล่ม คิดอะไรเขียนอะไรก็กลายเป็นเงินเป็นทองราวกับมีเทวดามานั่งเป่ากระหม่อมให้สมองแล่น แต่ทว่าวันหนึ่งเทวดาก็กลับขึ้นสวรรค์ ฟ้าดินคงหมั่นไส้เขามานานถึงคราวเอาคืน ว่าแล้วก็จงใจแกล้งสกัดขัดขาดาวรุ่งให้พุ่งลงเหว สมองที่เคยแล่นพล่านชาญฉลาดกลับตายด้านเอาดื้อๆ ซึมกะทือไม่สนองสิ่งเร้า ไม่ว่าจะงัดสารพัดวิธีมาแก้ไข แต่ทำเท่าใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

   ชีวิตชายหนุ่มอารมณ์ดีหักเหเข้าสู่ยุคมืดทมิฬ เมื่อไม่อาจจะเขียนได้ดังเดิม เขาจึงต้องเดินทางไปหาแรงบันดาลใจที่ไหนสักแห่ง แล้วใบหน้าของเพื่อนรักก็วูบขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ นั่นจึงนำมาซึ่งการเดินทางครั้งนี้

   โหราได้ที่นั่งข้างผู้ชายคนหนึ่ง แรกเห็นชายหนุ่มคนนั้นเขาก็นึกสะท้อนใจ ดูเหมือนโลกที่แสนวุ่นวายใบนี้จะมีแต่คนทุกข์มากกว่าคนสุขเสียแล้ว ก็ขนาดเขายิ้มให้อีกฝ่ายยังทำเพียงยิ้มตอบแบบจืดชืด แล้วเมินกลับไปพร้อมใบหน้าที่ฟ้าใกล้จะถล่มลงมาทับร่างเต็มที

   สงสัยญาติพี่แกเสียกระมัง...

   เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทางไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรับแขก โหราจึงเลือกที่จะนั่งสงบปากสงบคำไม่เซ้าซี้ให้อีกฝ่ายรำคาญใจ ปล่อยให้เศร้าโศกในภวังค์ไปเถอะ ตัวเขาเองตอนนี้ไม่มีปัญญาจะสร้างความสุขให้ใครได้หรอก ตัวเองยังเอาไม่รอดเลย

   โหราคิดพลางปรับเบาะนั่งให้เอนลงเล็กน้อย เสียงเพลงสาวสวนแตงที่กระเป๋ารถเปิดดังกล่อมผู้โดยสาร เห็นแล้วก็นึกขำ ท่าทางกระเป๋ารถไม่ได้มีส่วนไหนบ่งบอกเลยว่าจะนิยมชมชอบแม่ไม้เพลงไทยยุคบุกเบิกอย่างนี้ ตอนขึ้นรถมาเห็นหน้ากระเป๋ารถโหรายังนึกหวั่นใจว่าน้องจะเป็นเหมือนกระเป๋ารถซ่าๆ ทั่วไปนั่นคือรถเก่าไม่ว่าแต่เครื่องเสียงข้าต้องไม่เป็นรองใคร ที่ไหนได้ละเปิดมาเป็นสาวสวนแต่งซะงั้น ขัดบุคลิกน้องอย่างแรงเลย อย่างนี้นี่เองเขาถึงได้ว่าหน้าไม่ให้แต่ใจรัก

   นักเขียนหนุ่มหลับตาปล่อยหัวใจไปกับสาวสวนแตงและอีกหลายๆ เพลงจนเพลินและเผลอหลับไป สะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนรถเบรกกะทันหันเพราะมีหมาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้า

   "บ้าเอ๊ย เดี๋ยวพ่อเหยียบไส้แตก" เสียงคนขับคำรามอย่างโมโห

   โหราปรับเบาะให้มาอยู่ตำแหน่งเดิม ดวงตาสอดส่องมองป้ายริมถนน เขาไม่รู้หรอกว่าตำแหน่งตรงนี้อยู่ห่างจากสามสุขเท่าไร แต่ดูๆ ติดไว้เผื่อเพื่อนรักโทรมาถามจะได้บอกมันถูก

   'แกต้องมาลองสัมผัสเองสักครั้งโว้ยไอ้โหร แกจะได้อินกับบรรยากาศชนบท ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้านกกาของจริง ไม่ใช่มัวแต่นั่งเทียนเขียนไปเรื่อยแล้วมันจะเห็นภาพได้ไงวะ' นักเขียนหนุ่มหวนคิดถึงคำเชิญของเพื่อนรัก...จันทน์กะพ้อ

   ไอ้หมอนี่มันคุยโวไว้มากมายราวกับตำบลของมันคือสวรรค์จำแลงอย่างนั้น โหราไม่ค่อยจะมั่นใจเลยเพราะตัวมันเองก็งานการรัดตัวจนไม่สามารถกระดิกไปไหนได้ที่คุยๆ เอาไว้ก็ไม่รู้ว่ามีจริงหรือเปล่า อย่างอื่นไม่มีโหราก็ไม่เคืองหรอก แต่ถ้าเรื่องเจ้าแม่ปลาตะเพียนอะไรนั่นแค่อำกันเล่นละก็เขาจะไล่เตะมันรอบตำบลเลยคอยดู

   ตั้งแต่ตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ายัดใส่เป้มาโหราก็หวังว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้สัมผัสกับสิ่งลึกลับ เผื่อจะเอาประสบการณ์นี้ไปถ่ายทอดเป็นเรื่องราว ไอ้จันทน์มันบอกกับเขาเองว่าแถวบ้านมันมีเจ้าแม่ตะเพียนทอง เออใช่แล้ว เจ้าแม่ตะเพียนทองคนละองค์กับเจ้าแม่ปลาตะเพียน เขานี่อาการหนักจริงๆ จำผิดจำถูกไปหมด

   เกิดมาก็ไม่เคยเจอเรื่องลี้ลับ คราวนี้ละจะได้จัดสักที ไม่มีอะไรท้าทายเท่ากับการได้ไปสัมผัสอิทธิฤทธิ์อภินิหารของเจ้าแม่ตะเพียนทองอีกแล้ว ไอ้จันทน์บอกว่าเจ้าแม่หยั่งรู้ทุกอย่าง ดีเลย จะถามสักหน่อยว่าทำไมจู่ๆ สมองของเขามันถึงได้ตีบตันแบบนี้ ดูสิเจ้าแม่จะแม่นไหม

   นักเขียนสมองตันยิ้มขำ เพราะไม่ปักใจเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะมีจริง มันเป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้แล้วนับประสาอะไรกับการทรงเจ้าเข้าผีอย่างดีก็แค่นั่งทำตัวสั่นพั่บๆ บนแท่นพิธี ข้างกายก็เป็นโต๊ะหมู่กุมารจุดธูปเทียนบูชาเสียควันโขมง

   โธ่เอ๊ย! ใครจะรู้ สั่นเพราะสำลักควันธูปหรือเปล่า

   รถแล่นมาเกือบสองชั่วโมงเห็นจะได้โหรารู้เพราะเพิ่งดูเวลาไปหยกๆ หูได้ยินเสียงกระเป๋ารถตะโกนมาจากด้านหน้า

   "สามสุขจ้า ป้ายหน้าสามสุข เตรียมตัวลุกออกมาด้านหน้าเลยจ้า ช้าผ่านนะจ๊ะ"

   เสียงนั้นทำให้สองหนุ่มขยับตัวเกือบพร้อมกัน สักวานั่งทำใจมาตลอดทางก็เริ่มปลงตกจึงเป็นฝ่ายส่งยิ้มให้เพื่อนร่วมทางที่มีจุดหมายเดียวกัน

   นักเขียนหนุ่มยิ้มตอบแทบไม่ทัน แต่ก็รีบลุกขึ้นหยิบเป้ในช่องเก็บของ "ลงสามสุขเหมือนกันเหรอครับ"

   "ครับ" สักวาตอบรับเพียงสั้นๆ ขยับตัวลุกตามพลางถามกลับ "คุณคงมาเที่ยว"

   "จะว่ามาเที่ยวก็ได้ครับ แล้วคุณล่ะ"

   "ผมมาทำงานครับ"

   รถจอดเทียบท่าโหราลงมาก่อน ตามด้วยสักวา ไม่มีใครลงตามหลังสองหนุ่มรถโดยสารเคลื่อนที่ออกไป สองหนุ่มส่ายสายตามองหาคนมารับ หนุ่มนักเขียนชะเง้อคอหาเพื่อน ส่วนเกษตรตำบลคนใหม่ก็หันซ้ายหันขวาหารถที่ติดตราสติ๊กเกอร์ของสำนักงานเกษตรอำเภอ

   "คงต้องแยกกันตรงนี้ ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ" สักวาอำลาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสะพายเป้ เดินเตร็ดเตร่หาคนมารับ

   ในขณะที่ยืนหันรีหันขวางอยู่นั้นก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินตรงมาที่เขา เจ้าหล่อนสูงโปร่ง หุ่นกำลังดี หน้าตาก็น่ารักพอ สวยระดับนี้เจอได้ตามท้องตลาดทั่วไป ไม่สวยสามโลกเหมือนกับนางไหสุดที่รัก แต่ที่ทำเอาสักวาคิดหนักก็รอยยิ้มราวกับโล่งใจของเจ้าหล่อนนั่นแหละ

   ชายหนุ่มรีบปัดความคิดว่าเธอเดินมาหาเขาออกไป เพราะหุ่นแบบนี้ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนของสำนักงานเกษตร ที่สำคัญหัวหน้าคงไม่สั่งให้ผู้หญิงมารับเขาหรอกกระมัง สักวาเตรียมหันหน้าหนีก็พอดีกับที่แม่สาวยิ้มสวยมาหยุดตรงหน้า

   "อยู่นี่เอง เกือบคลาดกันแล้วไหมล่ะ ไปค่ะพี่ รถจอดทางนี้" ทันใดนั้นมือใหญ่ของสักวาก็ถูกคว้าโดยมือสากกร้านเล็กๆ ของแม่สาวหน้าสวย

   เขาถูกฉุดกึ่งลากไปจากจุดที่ยืนอยู่ แม่สาวหน้าสวยคือยอดหญิงที่น่ายกย่อง พลังของเธอเป็นภัยต่อชายชาตรีได้จริงๆ ดูอย่างเขาสิ เธอสามารถลากเขาซึ่งคะเนโดยสายตาก็น่าจะมีขนาดร่างกายใหญ่โตเกือบสองเท่าตัวของเธอให้ไปในทิศทางที่ต้องการได้

   รูปร่างหน้าตาพอควงไปวัดได้ มือสากกร้านเกินกว่าจะคิดว่าเป็นผู้หญิง ที่สำคัญแรงกายอันมหาศาลของเธอนั้น ทำเอาผู้ชายทั้งแท่งอย่างสักวาหวาดกลัวขึ้นมาเสียแล้ว เธอจะพาเขาไปไหน

   "เฮ้! คุณ เดี๋ยวสิ นี่จะพาผมไปไหน" สักวาฝืนร่างไว้แต่คนลากไม่ยอม

   "กลับบ้านสิพี่ถามได้" เธอตอบและดึงร่างเขาให้หลบรถมอเตอร์ไซค์ พอพ้นระยะอันตรายเสร็จก็ลากต่อไปจนถึงรถ จากนั้นก็จัดการยัดสักวาเข้าไปราวกับตุ๊กตาหมียักษ์ใหญ่ๆ สักตัว

   ปัง!

   แม่คนนี้พลังมหาศาลจริงๆ ปิดประตูรถทีสะเทือนไปทั้งคัน แต่ให้ตายเถอะที่เขานั่งอยู่นี่ยังเรียกว่ารถได้อีกหรือ สักวามองสภาพแล้วสรุปในใจ...ไม่น่าจะใช่ แม้ค่อนข้างใกล้เคียง!

   "ขอโทษทีเถอะพี่ที่ให้รอ ฉันช้าไปหน่อย รอไม่นานใช่ไหม"

   เธอเปิดประตูด้านคนขับแล้วขึ้นนั่ง คำถามนั้นคุณเธอคงไม่ได้หวังคำตอบเพราะถ้าเสร็จรถก็สะเทือนอีกครั้งด้วยแรงปิด จากนั้นเจ้าตัวก็ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการปลุกชีพเจ้าสิ่งวิ่งได้ที่มีสภาพใกล้เคียงกับรถให้มันดังครืดคราดแล้วค่อยคลานออกไปอย่างเชื่องช้า

   "ฟ้าสะอื้นลูกรัก อย่าทำแม่ขายหน้าแขกนะลูก คราวหน้าแม่จะไม่ใช้เอ็งเดินทางไกลแบบนี้อีกแล้ว" มือสากกร้านที่จับมือสักวาเมื่อครู่ตบพวงมาลัยรถเบาๆ ปากสาวเจ้าก็พึมพำอ้อนวอนต่อเจ้ารถกระป๋องบุโรทั่งผู้มีนามว่า...ฟ้าสะอื้น

   เข้าใจตั้งชื่อดีแท้ อย่าว่าแต่ฟ้าจะสะอื้นเลย สักวาตอนนี้ก็ใกล้จะสะอื้นเต็มทีแล้ว นี่เขากำลังถูกแม่สาวนิรนามพาไปที่ไหนกัน

   "เอ่อ..." สักวาอ้าปากได้เพียงสามวินาทีกำลังจะพูดต่ออยู่แล้วเชียวถ้าไม่มีเสียงแทรก โทรศัพท์มือถือของเธอนั่นแหละที่ดังขัดจังหวะ ด้วยเหตุผลที่เขานั่งอยู่ข้างๆ จึงไม่มีความจำเป็นต้องรีบพูดกัน เธอจึงหันมามองเขาแวบหนึ่งแล้วกดรับโทรศัพท์

   "ว่าไงเฮีย นี่ยังไม่เคลียร์เรื่องออเดอร์กะหล่ำอีกเหรอ"

   สงสัยจะยาว...สักวาเอาหัวโขกกระจกรถอย่างเซ็งจัด พร้อมตัดใจยอมรับความจริง สายตาหมดอาลัยตายอยากของชายหนุ่มมองนิ่งที่ข้อมือของตน มีนาฬิกาเรือนโก้ราคาหลายบาทประดับอยู่มันเป็นของขวัญแทนใจที่เขาได้จากแม่ยอดรักจินตหราวาตี ตอนนี้เขาไม่อยากมองโลกในแง่ดีและเริ่มคิดว่าเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วนนี้คือการลักพาตัว

   ชีวิตของสักวาไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว หัวใจของเขายังไม่หายบอบช้ำจากเหตุการณ์ย้ายผิดที่ ซ้ำร้ายพอถึงนี่ก็ถูกลักพาตัวมาอีก สวรรค์...หากไม่กี่นาทีข้างหน้าจากนี้เขาต้องตายเพราะคดีฆ่าชิงทรัพย์โดยแม่สาวมือสากกร้านคนนี้ คำขอสุดท้ายที่อยากขอให้เธอเมตตาคือ อย่าเพิ่งเอานาฬิกาของจินตหราวาตีออกจากร่างขณะที่เขายังไม่หมดลมหายใจ มันจะได้เป็นความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เขาพกติดตัวไปยมโลก

   "ฉันไม่ให้!"

   สักวาสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงสาวมือสากตวาดลั่นออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ชายหนุ่มรีบหันไปมองเธออย่างสงสัย เมื่อกี้เขาแค่ซ้อมขอในใจแล้วทำไมเธอถึงรู้

   "เฮียอย่ามากดราคากันอย่างนี้ดีกว่า ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ต้องมาลีลา ฉันขายคนอื่นก็ได้"

   อ๋อ...ที่แท้ยังตกลงเรื่องกะหล่ำไม่จบ ปัดโธ่เอ๊ย! ตกใจหมดเลย

   ตลอดทางสักวาทำได้แค่นั่งมองข้างทางและฟังบทสนทนาปัญหากะหล่ำอันตึงเครียด จนกระทั่งหญิงสาวโชว์เทพหักพวกมาลัยรถด้วยมือเพียงข้างเดียว เขานี้เสียวไปยันไส้ติ่งจิกเบาะรถจนกลัวว่ามันจะขาด แม่คนนี้ขับรถประมาทจริงๆ เขาเห็นสัญญาณไฟเลี้ยวบนแผงหน้าปัดกะพริบแค่สองทีเท่านั้นคุณเธอก็จัดการเลี้ยวระทึก

   "ก็ได้ๆ ถ้าเฮียเข้าใจแบบนี้ ฉันก็ยินดีที่จะทำธุรกิจด้วย รับรองว่ากินเจงวดนี้ร้านเฮียจะมีกะหล่ำขายตลอดเทศกาลแน่นอน เอาละรู้เรื่องตามนี้ นี่ฉันกำลังขับรถอยู่ มันอันตราย"

   โถ...แม่คุณ แม่ทูลกระหม่อมเพิ่งนึกได้ว่ากำลังขับรถอยู่ เขาเห็นเธอคุยและขับมาเกือบสิบกิโลแล้วนะสาบานได้ เพราะระหว่างทำใจสักวาก็นั่งนับหลักกิโลไปด้วย บ้าแท้ๆ นี่เธอพาเขามาไกลขนาดนี้เชียวหรือ ไม่ได้การคราวนี้ละต้องคุยกันให้รู้เรื่อง

   "เอ่อ..." สักวาตั้งท่าอ้าปากอีกครั้ง ทันใดนั้นแม่สาวมือสากก็เหยียบเบรกอย่างกะทันหัน

   เอี๊ยด....ยั้งไม่ทันเสียแล้ว ร่างผู้บ่าวแห่งเมืองอีสานคะมำไปโขกกับแผงคอนโซลเสียงดังปึก นั่นแหละคนขับถึงหันมาสนใจ

   เพลินตะวันอุทานเพราะคาดไม่ถึงว่าคนข้างๆ จะถลำแรงขนาดนี้ เธอนึกว่าเขาคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเสียอีก หญิงสาวรีบผลักประตูลงมาเปิดฝั่งเขาแล้วถามเสียงตื่น

   "พี่! ตายแล้ว..."

   "ยังไม่ตาย" สักวาแข็งใจครางตอบแม้ว่าลิ้นของเขาจะรับรสเค็มปะแล่มๆ ของเลือดในปาก บ้าชิบ! หวังว่าฟันเขาคงไม่หักหรอกนะ

   "ฉะ ฉันขอโทษนะพี่นะ เจ็บมากไหม ฟันหักหรือเปล่า" สาวมือสากละล่ำละลักเสียงสั่น หนำซ้ำคุณเธอยังทำท่าจะเข้ามาประคองร่างเขา "มาพี่ ลงมาก่อน ค่อยๆ นะ"

   "ไม่ต้อง ไม่ต้อง" คนเจ็บเบี่ยงร่างหนี เพราะดีไม่ดีอาจจะเจ็บหนักกว่าเดิม "ผมเดินเองได้ คุณไม่ต้องช่วย ว่าแต่คุณเถอะจะพาผมไปไหน"

   "อ้าว...ก็ไปบ้านไงพี่ โน่นแน่ะเห็นไหม รถพี่จันทน์จอดอยู่แล้ว แสดงว่าคงกลับมารอเราแล้วละ รีบไปกันเถอะ" เพลินตะวันดึงมือเพื่อนพี่ชายและลากเขาไปอีกครั้งอย่างง่ายดาย

   สักวานึกแอบตำหนิหญิงสาวในใจ ผู้หญิงอาไร้...จับไม้จับมือผู้ชายได้หน้าตาเฉย ช่างกล้าเสียจริง สู้จินตหราวาตีของเขาก็ไม่ได้ มือผู้ชายไม่แตะหรอกเพราะวันๆ เอาแต่เซิ้งดีดไหสมแล้วกับว่าที่สะใภ้หมอลำบานแย้ม

   "พี่จันทน์ พี่จันทน์" เพลินตะวันลากคนตัวโตขึ้นบ้านพลางส่งเสียง "ฉันพาเพื่อนพี่มาแล้ว ออกมาต้อนรับหน่อยเร็ว"

   "เออ...มาแล้ว มาแล้ว ไหนล่ะไอ้โหรเพื่อนฉัน" จันทน์กะพ้อโผล่หน้ามารับและชะงักตรงหัวบันได

   เขม่นตามองหาเพื่อนสนิทจนทั่วก็ยักไม่เห็น จะสะดุดตากับภาพน้องสาวจับมือผู้ชายนี่แหละ ชายหนุ่มรีบก้าวอาดๆ ลงจากเรือนพุ่งตรงไปหาน้องสาว

   "นี่แกพาใครมา ไอ้เบื๊อกนี่เป็นใครมาจากไหนยัยเพลิน แล้วแกไปจับมือถือแขนกับมันทำไม"

   "อ้าว เขาไม่ใช่เพื่อนพี่หรอกเหรอ" เพลินตะวันย้อนพี่ชายเสียงสูง

   "เฮ้ย! มันใช่ซะที่ไหนล่ะ" จันทน์กะพ้อเกาศีรษะท่าทางหัวเสียแล้วว่า "นี่นะไม่ใช่ไอ้โหรเพื่อนฉันหรอกโว้ย แกไปเอาใครมาเนี่ย"

   "อ้าว เฮ้ย!" หญิงสาวปล่อยมือชายหนุ่มที่เธอพามาด้วยทันที

   "เพลินเอ๊ย ทำไม๊...ทำไม แกไม่ถามเขาวะ แล้วนั่งรถกันมาตั้งไกลไม่ได้พูดคุยกันเลยหรือไง" จันทน์กะพ้อเกาศีรษะยิกๆ ขณะบ่นน้องสาวด้วยความขัดใจ ก่อนหันไปเล่นงานชายหนุ่มปริศนาผู้มากับน้อง "คุณก็เหมือนกัน ตามมันมานี่ไม่คิดจะถามน้องผมบ้างเหรอว่ามันจะพาคุณไปไหน"

   สักวาผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่หน้าหงิกทันควัน อารมณ์เดือดพล่านถึงขีดสุด มาพูดอย่างนี้ได้ไง ก็ไม่ใช่เขาหรอกเหรอที่พยายามบอกจนเลือดกบปากแบบนี้ เกษตรตำบลผู้โชคร้ายนัยน์ตาดุดัน ยกมือกอดอกมองสองพี่น้องอย่างเอาเรื่อง

75
แวะคุยกันก่อนค่ะ สาวสวนผักนี่ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะลงมาตั้งแต่แรลลี่ 10 มั้งคะ คงกระพันป่านนี้ยังไม่จบเลย
แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะได้อ่านของเก่านะคะ มะนออัตเดตข้อมูลใหม่หมดค่ะ ลงมาราธอนมาสี่รอบ บทหนึ่ง บทนำ ไม่เคยเหมือนกันสักที
จบเมื่อไรกก็เมื่อนั้นค่ะ เรื่องชุดนี้เน้นเขียนฮา สาระหาไม่ค่อยได้ อ่านสบายพอได้ขำ

ขอให้มีความสุขทุกครั้งที่เข้ามาอ่านนะคะ^^





บทที่ 1

   เมฆครึ้มเป็นกลุ่มใหญ่ลอยเข้ารวมกันยึดครองพื้นที่เกือบทั้งหมดของท้องฟ้า เสียงร้องคำรามและประกายสายฟ้าปรากฏวูบวาบ นั่นคือสัญญาณของฤดูฝนแต่ทว่ามันมิได้มีอิทธิพลต่อชาวบ้านตำบลร้อยบุญมากนัก เพราะต่อให้ฟ้าคะนอง ไอฝนโปรยปรายเย็นฉ่ำทั่วทั้งท้องทุ่งก็ยังไม่มีใครหวั่นไหว ฟ้าฝนรวนเรหรือจะสู้คำทำนายแม่นเป๊ะของเจ้าแม่ตะเพียนทองจอมขมังประจำตำบล

   ในเมื่อเจ้าแม่ฟังธงมาแล้วว่าวันนี้ฝนจะไม่ตก มันก็ต้องไม่ตก ต่อให้ฟ้าคำรามสะเทือนทุ่งได้ยินไปเจ็ดคุ้งน้ำมันก็ต้องไม่ตก เชื่อเจ้าแม่ได้ไว้คิดทำอะไรก็เจริญๆ เป็นอันสบายใจหายห่วงงานใหญ่ของบ้านร้อยบุญจึงดำเนินไปท่ามกลางไอฝนและเสียงฟ้า

   วันนี้บ้านร้อยบุญ จัดงานเลี้ยงอำลาให้กับเกษตรตำบลที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระเกษียณราชการ ลานปูนโล่งๆ ที่เคยใช้ตากข้าวเปลือกเพื่อใช้ทำพันธุ์ข้าวปลูกถูกเนรมิตให้กลายเป็นงานเลี้ยงสุดยิ่งใหญ่ด้วยไอเดียบรรเจิดของผู้นำหมู่บ้านคนเก่ง

   ผู้ใหญ่เบิ้ม ชื่อฮอตฮิตที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าในบัตรข้าราชการของผู้ใหญ่นั้นมีนามสุดแสนไพเราะพ่อตั้งให้ว่า นายเพิ่มบุญ สัญลักษณ์อันเป็นที่จดจำของผู้ใหญ่คือร่างอวบอ้วนคาดผ้าขาวม้าอำพรางพุ่งยื่นๆ ที่มาพร้อมกับเสียงดังเอะอะโวยวายชี้มือชี้ไม้บงการลูกบ้านของแก

   บัดนี้ร่างอวบที่ว่านั้นยืนบัญชาการลูกบ้านจัดการพื้นที่บนเวที ทุกคนรู้ดีว่าทุกอย่างสำหรับพ่อผู้ใหญ่ต้องไม่มีคำว่าผิดพลาด เหน็ดเหนื่อยเพียงใดผู้ใหญ่ไม่สน เพื่อหน้าเพื่อตาของหมู่บ้านผู้ใหญ่เบิ้มพร้อมทุ่มเต็มที่สุดกำลัง ให้สมกับสโลแกนเท่ๆ ของแกที่ว่า ‘เล็กๆ เบิ้มไม่ ใหญ่ๆ เบิ้มชอบ’ งานนี้ลูกพี่เบิ้มจึงจัดเต็มทั้งแสง สี เสียง มองไกลๆ ก็คล้ายกับงานฝังลูกนิมิตเลยทีเดียว

   “โอ้โฮ...มีงานอะไรเหรอจ๊ะพ่อผู้ใหญ่” เสียงเหน่อๆ ของคนช่างสงสัยตะโกนข้ามฟากมาจากริมถนน

   “งานเลี้ยงอำลาเล็กๆ น้อยๆ น่ะ” ผู้ใหญ่ยิ้มกว้าง ตะโกนตอบอย่างภูมิใจในความอลังการงานสร้างที่ตนกับลูกบ้านตั้งใจทำ ทว่านักการเมืองระดับหมู่บ้านก็ยังถ่อมตัวนิดหน่อยเพื่อเรียกคะแนนนิยมชมชอบ

   “ติดไฟยาวเป็นโยชน์สุดถนนแบบนี้ไม่เล็กแล้วมั้งผู้ใหญ่ ตอนแรกฉันนึกว่างานฝังลูกนิมิตเสียอีก”

   “แกก็พูดเกินจริง ฉันแค่อยากตอบแทนเกษตรก้านเขาเท่านั้นแหละ อุตสาห์อยู่ช่วยพัฒนาตำบลของเราจนเกษียณ ว่าแต่แกรีบไปธุระหรือเปล่า แวะมากินข้าวกินปลาก่อนไหม” พ่องานหัวเราะชอบอกชอบใจ กวักมือพลางตะโกนชวนชายคนนั้นให้เข้างาน

   “เห็นทีจะต้องขอตัวจ้ะพ่อผู้ใหญ่ พอดีฉันต้องพาแม่ยายไปหาหมอที่ตลาดจ้ะ”

   “เออ อย่างนั้นรีบไป เดี๋ยวคนเยอะคิวจะยาวโชคดีๆ แล้วกัน”

   “งั้นฉันไปก่อนนะจ๊ะ” รถกระบะสี่ประตูคันใหญ่แล่นไปไกลจนเห็นแค่ไฟท้ายลิบๆ ผู้ใหญ่เบิ้มซึ่งเก็บอาการอยู่นานก็ฉีกยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง ก็ขนาดชาวบ้านยังตะลึงตะลานกับความยิ่งใหญ่อลังการ เฮอะ! รอให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอมาเห็นก่อนเถอะ รับรองประทับใจลืมไม่ลงเป็นแน่แท้ ก็แน่ละไม่รู้เสียแล้วว่าใครเป็นพ่องาน เล็กๆ เบิ้มไม่ ใหญ่ๆ เบิ้มชอบ....

   “อ้าว เร่งมือเข้าโว้ย สักประเดี๋ยวเกษตรอำเภอกับเกษตรก้านจะมาถึงกันแล้ว พวกเอ็งต้องท่องเอาไว้เลยว่างานนี้เป็นหน้าเป็นตาของตำบลเรา เพราะฉะนั้นห้ามผิดพลาดเด็ดขาด” ผู้ใหญ่ตะโกนสั่ง ลูกบ้านก็ขานรับนโยบายช่วยกันทำงานจ้าละหวั่น

   ถึงแม้จะดูวุ่นวายไปสักหน่อยแต่ใบหน้าทุกคนก็ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังทำร่วมกัรอยู่นั้นถือเป็นของขวัญส่งท้ายตอบแทนให้กับคุณก้านแก้ว เกษตรตำบลที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ



   เสียงโขลกพริกแกงของแม่ครัวและเสียงตะหลิวกระทบกับกระทะดังสนั่นทุ่ง กลิ่นหอมน้ำพริกผัดโชยไปตามลมเล่นเอาพวกที่อยู่ใต้ลมส่งเสียงจามกันไม่หยุด พร้อมเสียงสรรเสริญเยินยอถึงกับข้าวว่าคงอร่อยเหาะ แต่คนนอกครัวคงไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความอร่อยนั้นวุ่นวายสักเพียงใด นี่คืองานใหญ่ที่รวบรวมแม่ครัวตั้งแต่รุ่นเล็กไปจนถึงรุ่นลายคราม พวกที่สาวๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นงานก็ถูกใช้ให้ปลอกกระเทียมหั่นผัน ส่วนแม่ครัวชั่วโมงบินสูงก็รับหน้าที่ปรุงรสไป

   ยามเมื่อลมเย็นพัดหอบไอฝนมากระทบผิวสาวรุ่นหุ่นเพรียวถึงกับสะท้าน บ่นหนาวกันยกใหญ่ ผิดกับพวกที่ข้ามผ่านวัยสาวและมีไขมันกันหนาวในตัวที่ชอบอกชอบใหญ่ลมพัดเย็นดี ทว่าแม่ครัวมือหนึ่งบ้านร้อยบุญชักกังวลกับเมฆฝนบนฟ้า

   “ฝนจะตกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ดูเมฆมันครึ้มๆ อยู่นา ฟ้าก็ทั้งแลบทั้งร้อง” ป้าศรีนวลเงยหน้ามองฟ้าแล้วบ่น ก่อนจะเดินไปคนหม้อแกงเขียวหวาน

   “ไม่หรอกป้า เจ้าแม่ตะเพียนทองบอกแล้วว่าไม่ตกแน่นอน” แม่ครัวฝึกหัดที่ง่วนอยู่กับการแกะกลีบกระเทียมเงยหน้าโชว์ยิ้มหวานบอกอย่างมั่นใจ

   “เออ ไม่ตกก็ดี ป้าอยากให้งานของเกษตรก้านราบรื่น พ่อคุณเอ๊ย...เกษตรคนใหม่จะได้แบบเกษตรก้านหรือเปล่าก็ไม่รู้สินะ ป้าละกลัวเหลือเกิน ปีนี้ฝนฟ้ายิ่งแปลกๆ อยู่ด้วย จะทำมาหากินอะไรได้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”

   “ถ้าตั้งใจทำมันก็ต้องได้กินสิป้า นี่ขนาดว่าเชื่อเกษตรก้านกันนะ วันหวยออกทีไรฉันเห็นไปออที่ตำหนักเจ้าแม่กันหน้าสลอน”

   ป้าศรีนวลหันไปย่นคิ้วใส่แม่สาวปากกล้าที่อาจหาญมาเหน็บแนมคอหวยซึ่งถือว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของตำบล
   
   "ชีวิตคนเรามันก็ต้องมีเรื่องให้ลุ้นบ้างสิเจ้าเพลิน ได้ตื่นเต้นเดือนละสองครั้งนี่เลือดลมเดินสะดวก" ผู้อาบน้ำร้อนมาก่อนพยายามอธิบายให้เข้าใจในเหตุผล ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ต่างพากันอมยิ้ม มองดูป้าหลานเชือดเฉือนวาทะ
   
   "แล้วเป็นไงล่ะป้า หลังเหตุการณ์ตื่นเต้นผ่านไปก็คงเหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งความหดหู่เพราะหวยกิน โถ...ขนาดเจ้าแม่ยังแพ้สลากกินแบ่งรัฐบาล"
   
   “เฮ้ยๆ เอ็งอย่ามาว่าเจ้าแม่ของป้านะเจ้าเพลิน เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย” ป้าศรีนวลเหวี่ยงสายตาเขียวปัดใส่หลานสาว ก็เล่นลามปามไปถึงศูนย์รวมจิตใจคนทั้งตำบลขนาดนั้น
   
   ฝ่ายเจ้าหลานตัวแสบแทนที่จะสลดกลับหัวเราะคิกคัก ป้าศรีนวลทนไม่ไหวจึงส่งสายตาค้อนขวับเสียอีกวงใหญ่ กระนั้นรอยยิ้มก็ยังไม่จางจากใบหน้าของหลานสาว
   
   ลมเย็นพัดมาอีกคราพาให้เส้นผมยาวสลายที่เจ้าตัวรวบไว้หลวมๆ ล่วงลงมาประแก้ม หญิงสาวรีบเสยมันลวกๆ แล้วเริ่มต้นง้องอนป้าสุดที่รักที่ตอนนี้ทำท่าเหมือนจะเคืองเธอจริงๆ แล้ว
   
   “หนูขอโทษจ้ะป้านวลจ๋า แต่หนูยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะ”
   
   “ยังไม่ได้ว่าที่ไหน ว่าไปแล้วต่างหาก” ผู้เป็นป้าสะบัดเสียง “เอ็งน่ะไม่รู้อะไร ที่พวกป้าไปตำหนักเจ้าแม่ก็เพราะว่าอยากได้ความมั่นใจ เลขท้งเลขท้ายมันก็แค่ผลพลอยได้ ใครมีโชคก็ตีถูกตรงๆ เจ้าแม่ท่านก็ไม่เคยบอกเลขสักที มีแต่เอาไปตีกันเองทั้งนั้น”
   
   “แล้วเป็นไงละจ๊ะ”
   
   "ก็..." ป้าศรีนวล อ้าปากค้าง เมื่อเสียงห้าวของชายหนุ่มหน้าตามีส่วนคล้ายกับเจ้าเพลินของท่านแย่งตอบเสียก่อน
   
   “จะเป็นไงล่ะ ก็เงิบทุกงวดนะสิ” ร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยเอ่ยแทรกเข้ามาทำเอาขำกันยกครัว ก่อนที่ร่างนั้นจะยิ้มประจบแล้วถลาเข้าไปโอบเอวหนาของแม่ครัวใหญ่ “โอ๋...จันทน์ล้อเล่นนะป้า อย่าโกรธจันทน์นะ นะๆๆ”
   
   ป้าศรีนวลเชิดหน้าใส่ งอนที่หลานๆ โจมตีจุดอ่อนของท่าน แล้วสมองอันชาญฉลาดก้นึกออกว่าจะต้องทำอย่างไรกับหลานชายตัวแสบ
   
   “พอกันทั้งพี่ทั้งน้อง คอยดูเถอะทำป้าอารมณ์เสียแล้วกับข้าวไม่อร่อยนะ ป้าจะให้ผู้ใหญ่จัดการทั้งคู่เลย เจ้าจันทน์เอ็งอยู่ใกล้ๆ เอานี้ไป” บอกเสร็จก็ส่งทัพพีให้ คนแกงแล้วคอยดูไว้พอเดือดก็ปิดแก๊สได้
   
   “แต่ป้าจ๋า นี่มันไม่ใช่แนวของจันทน์เลยนะจ๊ะ ยัยเพลินมานี่!”
   
   “ไม่ต้องเกี่ยงน้อง ยัยเพลินฉันมีหน้าที่ให้มันแล้ว เอ็งดูแกงเขียวหวานไป ถ้าไม่ทำฉันจะฟ้องลุงเอ็ง!”
   
    “ป้านวลจ๋า...อย่าฟ้องลุงผู้ใหญ่เลยนะ จันทน์กับน้องกลัวแล้ว ทีหลังจะไม่พูดอีกแล้วว่าป้านวลถูกหวยกินเงิบทุกงวด” เจ้าจันทน์ของป้ารีบกลับคำเมื่อป้านวลเหลือบมองอย่างเคือง “อุ๊ย! จันทน์พูดผิดไปจ้ะ”
   
   “เจ้าพวกนี้มันกวนประสาทฉันจริงๆ เอามานี้” แม่ครัวใหญ่ดึงทัพพีออกจากมือชายหนุ่มแล้วชี้ไล่ “ไปเลยทั้งสองคน พากันออกไปหน้างานเลยไม่ต้องมาเกะกะขวางลูกตาฉัน ขืนพวกเอ็งยังอยู่แกงเขียวหวานของฉันคงไม่อร่อยเหมือนเดิมแน่ๆ”
   
   “ป้าจะไล่พวกฉันจริงๆ เหรอ”
   
   เจ้าจันทน์ทำหน้าจ๋อยเสียงก็ละห้อย แต่กระนั้นศรีนวลก็ยังแอบเห็นมันยักคิ้วหลิ่วตากับน้องสาว จึงกระแทกเสียงตอบทันที
   
   “เออ ไปทั้งคู่เลย”
   
   “โธ่...งั้นเราไปกันเถอะน้องเพลินของพี่ ป้านวลผู้แสนใจดีไม่รักเราแล้ว กระซิกๆ” เจ้าจันทน์แกล้งทำเสียงสะอื้น
   
   คนใจดีที่ถูกค่อนขอดว่าไม่รัก แกล้งใช้ทัพพีเคาะหม้อขู่สองสามครั้ง เจ้าจันทน์จึงหุบปากแล้วฉุดข้อมือน้องสาวจากไป



   เพลินตะวันถูกพี่ชายลากมาบริเวณหน้างาน มือเล็กค่อนข้างสากกระด้างถูกปล่อยเป็นอิสระ หญิงสาวจึงถือโอกาสดึงหนังยางมัดผมที่มันยุ่งเหยิงออกมากำรวบมัดใหม่อีกครั้งจนดูเรียบร้อยกว่าเก่า ทว่าเสียงค่อนของพี่ชายกลับทำให้สองมือเล็กชะงัก

   “เจ้าเพลินหัดหาโลชั่นบำรุงมือบ้างนะ ผู้หญิงอะไรวะ มือสากชะมัด อย่าเที่ยวไปจับมือผู้ชายสุ่มสี่สุ่มห้าเชียวนะ เขาคงตกใจมือแกน่าดู หมดกันน้องสาวฉันชาตินี้จะมีแฟนกับเขาได้เหรอ”

   “กะแค่มือสากจะยากอะไรล่ะพี่ ฉันทำสวนผักนะไม่ใช่นางเอกลิเกจะได้มือนุ่มนิ้วเรียวอย่างกับรำเทียนน่ะ”

   “เฮ้ยๆ ไอ้น้องรัก ทำไมย้อนมาแขวะนางเอกลิเกด้วยล่ะ ปากแกนี่มันน่าให้ตะกายคานจนสิ้นอายุขัยซะจริงๆ” จันทน์กะพ้อเดือดร้อนราวไฟจี้ เมื่อน้องสาวตัวดีพาดพิงถึงอาชีพของนางในฝัน แล้วหางตาของเขาก็เห็นใครคนหนึ่งเดินผ่านตรงซุ้มประตูดอกไม้ นัยน์ตาของชายหนุ่มแวววาว ริมฝีปากได้รูปเหยียดยกเป็นรอยยิ้ม และเริ่มเอาคืนน้องสาวทันควัน “แต่เอ...ฉันว่าแกคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นคานหรอกว่ะเจ้าเพลินเอ๊ย โน่นแน่ะ...พี่ไก่ฟ้ายอดยาใจของแกเดินยิ้มหน้าบานเต็มทางเดินมาเชียว ไปต้อนรับเขาหน่อยสิน้อง”

    “เฮ้ย...พี่จันทน์จะไปก็ไปคนเดียวสิ มาผลักฉันทำไมล่ะ ไม่เอ๊า!” เพลินตะวันขืนร่างที่โดนพี่ชายผลัก หญิงสาวชักสีหน้าไม่พอใจ สุดท้ายก็ฟาดฝ่ามือลงบนท่อนแขนล่ำสันของพี่ชาย

   “อ้าว ตีฉันทำไมก็ไอ้ไก่มันชอบแกนี่หว่า ถ้ามันชอบฉันนะ โอ๊ย...ป่านนี้คงได้มีลูกเป็นครอกๆ ไปแล้ว” พี่ชายหัวเราะขำ

   "งั้นพี่ก็ไปหาทางสร้างลูกเป็นครอกๆ กับพี่ไก่เองก็แล้วกัน ฉันไม่เกี่ยว" ว่าแล้วก็สะบัดหน้าหนี เดินฉับๆ ไปอีกทาง ปล่อยผู้เป็นพี่รับมือไก่ฟ้าไปคนเดียวเถอะ

   เพลินตะวันเดินมาหยุดนั่งเงียบๆ สงบสติที่โต๊ะข้างเวที เพราะเล็งเห็นแล้วว่าไม่น่าจะมีใครสังเกตเห็นเธอได้ หญิงสาวกวาดตามองรอบลานปูน ก่อนจะแหงนหน้ามองฟ้ามืดครึ้ม เสียงถอนใจยาวดังออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ฝนมามืดฟ้ามัวดินขนาดนี้ลุงผู้ใหญ่กับกำนันไก่โต้งยังกล้าที่จะจัดงานต่อกันอีก ช่างไม่ได้กลัวงานล่มซะเลย ถึงเธอจะรู้ว่าเจ้าแม่ตะเพียนทองหยั่งรู้ฟ้าดิน แต่ใดๆ ในโลกมันเอาแน่ได้ซะที่ไหนกันเล่า

   แต่ก็นั่นแหละ ท้วงไปก็ไม่มีใครฟังต้องมานั่งถอนใจเฮือกๆ อยู่นี่ ถ้าฝนตกขึ้นมาก็คงได้ชุ่มฉ่ำอุรากันละ เบื่อที่จะนั่งถอนหายใจทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ หญิงสาวจึงลุกขึ้นเดินอ้อมเวทีไปทางด้านหลัง พื้นที่หลังลานปูจะเป็นนาข้าวผืนยาวเหยียด มองเห็นสีเขียวขจีของต้นข้าวทอดยาวไกล

   ที่ดินตรงนี้เป็นของลุงผาด เมื่อหลายวันก่อนเธอได้ยินลุงแกไปบ่นที่ร้านค้าว่าในนามีเพลี้ยกระโดด ซึ่งตรงกับข่าวเกษตรกรรมที่เธอดู มีรายงานว่าขณะนี้จังหวัดใกล้เคียงกำลังมีเพลี้ยกระโดดระบาดหนักในนาข้าว และจังหวัดของเธอก็มีสิทธิที่จะโดนด้วย ถ้ามันเป็นอย่างนั้นละก็มีหวังชาวนาได้ลำบากกันอีกแน่

   หญิงสาวเดินไปตามคันนาเล็ก และสังเกตข้าวที่กำลังแตกกอ ก่อนจะนั่งยองๆ บนหัวคันนา มือที่ถูกค่อนขอดเสมอว่าสากค่อยๆ แหวกกอข้าว

   คิ้วเข้มที่ไม่เคยผ่านคมมีดตัดแต่งขมวดเข้าหากัน บริเวณโคนต้นข้าวมีตัวเพลี้ยอยู่จริงในปริมาณที่มากพอทำให้เธอหวั่นวิตกได้ เพลินตะวันรีบลุกจากจุดนั้นไปสุ่มดูอีกจุด เพื่อสำรวจให้แน่ใจอีกครั้ง

   “สงสัยเกษตรคนใหม่จะโดนเพลี้ยกระโดดรับน้องเสียก็ไม่รู้” หญิงสาวบ่นกับเพลี้ยตัวหนึ่งที่เธอจับได้ ก่อนจะลงมือบี้เจ้าตัวปัญหานั้น “ขอโทษด้วยนะเจ้าเพลี้ยกระโดด แต่อาจารย์ฉันเคยบอกว่ายาฆ่าแมลงที่ได้ผลที่ที่สุดต้องตรามือบี้นี่แหละ”

   เพลินตะวันก้มแหวกกอข้าวดูเพลี้ยอย่างเพลิดเพลินอยู่กลางทุ่งจนลืมเวลา และไม่รู้ว่าตอนนี้บนหัวคันนาก็มีสาวสวย รูปร่างสูงโปร่งดูละมุนละไมน่าถนอมไปทั้งตัว หากแต่ใครจะคาดคิดว่าเธอผู้นี้คือของร่างทรงเจ้าแม่ตะเพียนทองผู้ศักดิ์สิทธิ์

   หญิงสาวผู้มีชื่อพ้องกับเจ้าแม่ราวฟ้ากำหนดให้เธอเกิดมาเพื่อเป็นร่างทรงยืนกอดอกมองเพื่อนยิ้มๆ ตะเพียนทองกับเพลินตะวันเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พวกเธอเข้าเรียนด้วยกันและเรียนที่เดียวกันตลอดจนกระทั่งจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยและได้ใบปริญญามาประดับข้างฝาบ้านคนละใบ

   ตะเพียนทองรู้ดีว่านางสาวเพลินตะวันผู้บ้าอุดมการณ์คงกำลังงมหาอะไรสักอย่างในนา และอีกสักพักคุณเธอก็จะเอาข้อมูลดิบที่ได้ไปนำเสนอกับเกษตรอำเภอแน่ๆ

   ร่างทรงคนสวยยังยืนคอยเพื่อนอย่างใจเย็น ไม่มีวี่แววว่าแม่นางกลางนาจะเลิกราเสียที ฟ้าเริ่มสลัว แสงไฟในงานก็พลันสว่างไสวทั้งไฟหมุน ไฟประดับก็สวยสมฝีมือพ่องานนั่นแหละ เธอได้แต่นึกภาวนาอย่าให้ฝนตกลงมาเลย มิเช่นนั้นพรุ่งนี้เธอคงต้องนั่งแก้ต่างแทนเจ้าแม่จนคอแห้งเป็นผงแน่ๆ

   “วู้...เพลิน” ร่างทรงยืนจนเมื่อยจึงป้องปากตะโกนเรียกเพื่อน คนถูกเรียกเงยหน้ามอง ก่อนจะโบกไม้โบกมือซึ่งคนเรียกชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเพลินตะวันหมายความอย่างไร ก็คงเข้าใจว่าเธอเรียกหรอก เพราะเห็นเจ้าหล่อนเลิกสนใจอะไรในนานั่นแล้ว

   ตะเพียนทองมองเพื่อนที่กำลังเดินใกล้เข้ามาอย่างชื่นชม ก็อย่างที่รู้เพลินตะวันสำเร็จการศึกษาจากคณะเกษตรของมหาวิทยาลัยมีชื่อของรัฐ ด้วยความที่ตั้งปณิธานอันแรงกล้าว่าจะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เจ้าหล่อนก็กลับมาปลูกสารพัดผักขายจนถึงปัจจุบัน

   จากสาวน้อยด้อยประสบการณ์ในผ่านมาจนถึงวันนี้ ทุกอย่างสอนให้เพลินตะวันแข็งแกร่งและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด เจ้าหล่อนทุ่มเทแรงกายแรงใจขยับขยายพื้นที่สวนผักได้มากกว่าแต่ก่อนและยังเป็นตัวแทนของชาวบ้านนำผักไปส่งขายในตลาดอีกด้วย เรียกว่าได้บู๊สมใจอย่างที่เจ้าหล่อนต้องการนั่นแหละ

   แต่เธอนี่สิ อุตส่าห์เรียนมาก็มากพอๆ กัน แต่ดันต้องกลับมาเป็นร่างทรงให้เจ้าแม่ผู้เป็นปริศนา

   ตะเพียนทองถอนใจยาว ไม่อยากจะคิดให้จิตใจหดหู่ เธอควรกังวลกับฟ้าฝนมากกว่า การเป็นร่างทรงก็ใช่ว่าจะเลวร้าย มันก็มีทั้งคุณและโทษนั่นแหละ หญิงสาวยิ้มเมื่อเห็นเพื่อนกระโดดข้ามคันนาคล่องแคล่ว ครู่เดียวเพลินตะวันก็มาถึง

   “ว่าไงเจ้าแม่ ฝนทำท่าจะตกนะ เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ยัง”

   “เฮ้ย...อย่าทักสิ คนยิ่งกลัวอยู่ ฉันก็ว่าคำนวณอุณหภูมิกับความชื้นในอากาศไม่พลาดแล้วนะ” ร่างทรงอ้างด้วยเหตุผลที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ แม้จะหวั่นใจลึกๆ “คอยดูนะถ้าฝนตก ฉันจะบอกชาวบ้านว่าเจ้าแม่งดลงชั่วคราว ช่วงนี้ต้องไปจิบชากับฮองเฮาของท่านเง๊กเซียน”

   “แกนี่มันจริงๆ” เพลินตะวันส่ายหน้ากับเหตุผลบ้าบอของเพื่อน ก่อนจะวกกลับเข้าเรื่องด้วยสีหน้าจริงจัง “เมื่อไรชาวบ้านเขาถึงจะเลิกงมงายกันสักที”

   “ยาก” ตะเพียนทองตอบแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด “แกควรสงสารฉันนะเพลิน เพราะฉันต้องเล่นบทร่างทรงเจ้าแม่ไปอีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ แล้วอย่างนี้ผู้ชายที่ไหนจะมารักลงวะ เฮ้อ...พูดแล้วอยากร้องไห้ ไปหาอะไรกินกันดีกว่า”

   "อะไรของแก หิวก็บอกตรงๆ สิ ทำมาเรียกร้องความเห็นใจ เดินนำไปเลยค่ะเจ้าแม่"

   เพลินตะวันหัวเราะร่วน ดันหลังบอบบางของเพื่อนรักให้เดินนำหน้า ขณะที่สมองกำลังครุ่นคิดปัญหาใหม่และปัญหาเรื้อรังของหมู่บ้าน ศรัทธาและงมงายมีแค่สายใยบางๆ กางกั้น ต้องทำอย่างไรให้ชาวบ้านตาสว่างและเชื่อว่าเจ้าแม่ไม่ใช่เครื่องนำทางของชีวิตที่แท้จริง ไม่เคยได้ยินกันหรือไงนะว่าลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน



   สองสาวเดินเข้าไปนั่งโต๊ะพิเศษที่ลุงผู้ใหญ่จัดไว้สำหรับคนสำคัญ เพลินตะวันได้รับสิทธินั่งโต๊ะนี้ได้ในฐานะของหลานสาวคนจัดงานและรู้กันวงในว่าเธอควบตำแหน่งหวานใจลูกชายกำนันไก่โต้ง ส่วนตะเพียนทองนั้นไม่ต้องสงสัย เพราะถ้าไม่มีเธอก็ไม่มีเจ้าแม่ผู้เปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน

   เมื่อแขกมานั่งกันครบสองสาวก็แอบหันมายิ้มให้กันอย่างซุกซน ก็โต๊ะนี้มีแต่คนดังทั้งนั้น ตั้งแต่ลุงกำนันไก่โต้ง ลุงผู้ใหญ่เบิ้ม เกษตรอำเภอ เกษตรก้านแก้วเจ้าของงาน ไหนยังจะมีปลัดอำเภอ นายก อบต.อีก นี่ลุงเบิ้มแกเชิญแต่แขกระดับบิ๊กจริงๆ ก็ดีมีเรื่องสงสัยจะได้ถามกันเสียตรงนี้

   “เอ่อ...ลุงเกษตรคะ เพลินมีเรื่องอยากปรึกษานิดหน่อยค่ะ”

   “ว่ามาสิเพลิน ไปเดินซนเจออะไรเข้าอีกล่ะ” เกษตรก้านยิ้มอย่างเอ็นดู สาวสวยคนนี้เป็นทั้งรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยและยังเปรียบเสมือนลูกหลานของเขาคนหนึ่ง ความสนใจด้านการเกษตรของเธอทำให้เขาได้นำเสนอโครงการดีๆ ให้ชาวบ้านหลายโครงการ

   “คือเพลินไปเจอเพลี้ยกระโดดมาค่ะ ท่าทางจะเอาเรื่อง”

   คำตอบของเธอทำให้ผู้ใหญ่เบิ้มรีบตัดบท เพราะคิดว่านี่ไม่ใช่เวลมานั่งถกเรื่องเพลี้ยกระโดด

   “เฮ้ยๆ เจ้าเพลินแกนี่ไม่รู้กาลเทศะเลยนะ วันนี้มันงานเลี้ยงเกษียณอายุของเกษตรก้านใจคอ แกจะให้ท่านทำงานจนวินาทีสุดท้ายเลยหรือไงวะ”

   “ไม่เป็นไรผู้ใหญ่ อย่าดุหลานเลย พอดีผมก็เคยเปิดข่าวเจอเรื่องนี้เหมือนกัน” เกษตรก้านยิ้มและหันไปปรึกษาเกษตรอำเภอ “ผมได้ข่าวมาว่าเพลี้ยกระโดดกลับมาระบาดในจังหวัดข้างเคียงมาสักพักแล้วครับ ผลผลิตตกต่ำมาก เมล็ดข้าวลายแห้งลีบไม่ได้น้ำหนักเลย หากระบาดมาถึงบ้านเราจริงๆ ก็น่าห่วงทีเดียวเพราะอายุต้นข้าวของชาวบ้านกำลังอยู่ในช่วงตั้งท้องพอดี”

   “งานนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเกษตรคนใหม่เขาจัดการนะ ผมได้ข่าวว่ายังหนุ่มแน่น น่าจะมาเป็นกำลังหลักให้ตำบลร้อยบุญได้ แล้วก็คงจะช่วยหนูเพลินได้อีกแรง ผมได้รับคำสั่งแล้วคิดว่าอีกสองสามวันก็น่าจะมารายงานตัวที่สำนักงานนะ” เกษตรอำเภอว่า

   “ดีค่ะ ช่วงนี้เพลินจะเก็บข้อมูลไว้รอ เผื่อเอาไปใช้ประกอบกับข้อมูลจากทางสำนักงานได้”

   ก้านแก้วฟังหลานสาวผู้ใหญ่บอกกับเกษตรอำเภออย่างกระตือรือร้นก็ถึงกับออกปากชมว่าหากหนุ่มสาวในชุมชนได้อย่างเพลินตะวันละก็รับรองว่าบ้านร้อยบุญจะต้องเป็นชุมชนการเกษตรที่ยากจะหาที่ใดเทียบได้

   ฝ่ายผู้ใหญ่บ้ายอที่ขัดหลานในตอนแรก เริ่มมีทีท่าเปลี่ยนไป ได้ยินคำชมผู้ใหญ่เบิ้มก็นั่งยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก เกษตรชมหลานมันก็เหมือนกับชมลุงนั่นแหละ แหม...ก็ไอ้หลานคนนี้เขาเลี้ยงมากับมือ ไม่เก่งเหมือนเขาได้ยังไง ลูกไม้มันย่อมหล่นไม่ไกลต้นอยู่แล้ว...

   วงดนตรีเริ่มแสดงด้วยการเต้นโชว์ของหางเครื่องเอวบางร่างเล็กส่ายสะโพกโยกย้ายไปตามจังหวะสามช่า งานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริง มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งออกมาวาดลวดลายกันหน้าเวทีอย่างไม่มีใครยอมใคร ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและน่าประหลาดใจยิ่งนักที่แม้จะมีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าฝนจะตกลงมาสักเม็ด อิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่ตะเพียนทองช่างแรงกล้าเหนือฟ้าดินจริงๆ


หน้า: 1 ... 3 4 [5]