แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - รัญชิดา

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7
61
เปิดบ้านรอเจ้าของห้องค่ะ

ขอให้คุณสิริเลขา กับ พี่แครอท เขียนจบคู่เลยนะคะ

สู้ๆ เย้ๆ
 ;D ;D ;D

62
บทที่ 3

   แสงโสมเหลือบมองเพื่อนสาวที่นั่งหน้าขรึม ไม่ยอมพูดอะไรนับตั้งแต่ขึ้นรถมา ถือว่าแปลกมากสำหรับคนที่ค่อนข้างขี้บ่นอย่างจรัสรวี ปกติหากเจอรถติดแบบนี้เจ้าหล่อนจะต้องบ่นอะไรออกมาบ้างแล้ว

   “คิดอะไรเงียบเชียว”

   “คิดถึงผู้ชาย”

   “คนเก่าหรือคนใหม่ล่ะ” แสงโสมแกล้งแหย่แต่ได้ผลชะงัด

   “แกเชียร์คนไหนล่ะ” จรัสรวีย้อนถามและเปลี่ยนท่ามาจ้องหน้าผู้จัดการส่วนตัวแทน

   “ฉันก็เชียร์อยู่คนเดียวไม่เห็นต้องถาม”

   คำตอบของแสงโสมทำให้จรัสรวีไม่ค่อยสบอารมณ์ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าผู้จัดการส่วนตัวถือหางข้างใคร แต่ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว แม้จะกลับมาเจอกันแต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม หลักฐานก็เห็นกันเต็มตาวายุมีฐานิกาซึ่งแทบจะไม่ต้องสาธยายความสัมพันธ์กันให้มากความ เพราะฝ่ายหญิงยืดซะขนาดนั้น

   ยิ่งคิดก็ยิ่งขุ่นเคือง นี่ใช่มั้ยความรู้สึกที่เจอแฟนเก่ามากลับผู้หญิงคนใหม่มันเป็นอย่างนี้ วายุจะควงใครเธอไม่ว่าเลยแต่กับฐานิกานี่อยากถามจริงๆ ว่าคิดแล้วใช่มั้ย ทำไมรสนิยมเขาถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างนี้จรัสรวีรู้สึกเสียเหลี่ยมชะมัด

   “ฉันว่าแกคงต้องเปลี่ยนคนเชียร์แล้วนะมูน แกไม่เห็นสายตายัยนิกกี้เหรอ”

   “เออ ฉันก็สงสัยอยู่ ว่าสองคนนั้นไปรู้จักกันได้ยังไงแล้วคบกันอย่างที่ฉันเห็นจริงหรือเปล่า ถ้าใช่ฉันว่ายัยนิกกี้มอมยาคุณพายแน่ๆ”

   “แกคิดว่าเขาพระเอกขนาดนั้นเลยเหรอ ฉันไม่ลืมเรื่องดารินหรอกนะ”

   จรัสรวีเบือนหน้าหนี นี่คือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เธอกับวายุต้องเลิกรากัน ไม่ใช่เพราะเธอรักงานมากกว่าเขา แต่มันเป็นเพราะเขาไม่รักเธอต่างหาก

   “ฉันบอกแกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเรื่องนั้นน่ะแกเข้าใจผิด คุณพายกับดารินเขาเป็นเพื่อนกัน ฉันตามข่าวนี้เองเมื่อไรแกจะเชื่อซักที ไอ้ตัวต้นเหตุแท้จริงน่ะพี่ชายคุณพาย นายภูผา คนที่มองแกตาวาวๆ ในงานเลี้ยงของช่องโน่น”

   “แต่เขาก็เลือกที่จะไปกับดารินแทนการอธิบายให้ฉันเข้าใจ” ดาราสาวแย้ง ก่อนถอนใจออกมาแรงๆ แล้วพูดตัดบท “เปลี่ยนเรื่องเถอะ ฉันขี้เกียจเถียงกับแกแล้ว”

   “ฉันก็ไม่อยากเถียงกับแกหรอกนะหงส์ แต่แกก็ควรจะแฟร์ๆ กับคุณพายสักหน่อย ไม่ใช่ตั้งป้อมเกลียดขี้หน้ากันอย่างนี้”

   “แกรู้มั้ยว่าคำแรกที่เขาทักฉันคืออะไร” ยิ่งนึกจรัสรวีก็ยิ่งเดือด น้ำเสียงของเธอจึงเข้มและหนักตามอารมณ์ “เขาหาว่าฉันอ่อยพี่เขา เฮอะ! จะบ้าตาย ถึงฉันจะยอมรับในสิ่งที่แกพยายามพูดกรอกหูฉันมาตลอด 4 ปี แต่ถ้าจะกลับมาว่าฉันอย่างนี้ เขาก็สมควรไสหัวกลับลงนรกไป”

   “อ้าว แล้วแอบไปเจอกันตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้”

   “ยังมีอีกหลายเรื่องที่พระเอกของแกซ่อนความบัดซบเอาไว้”

   คุณผู้จัดการหันมามองดาราสาวชั่วขณะก่อนหันกลับไปบ่นพึมพำกับพวงมาลัยรถ

   “รถติดนรกแตกขนาดนี้ จะไปทันงานที่แกว่ามั้ย นี่ก็ใกล้ได้เวลาแล้ว” จรัสรวีเปลี่ยนหัวข้อมาเป็นเรื่องงาน ทำให้บรรยากาศตึงเครียดได้คลายลงบ้าง

   “อู๊ย...เจ้าของงานไม่ซีเรียสหรอก ฉันส่งข้อความไปบอกแล้วว่าอาจสายนิดหน่อย เปิดงานกันไปก่อนได้เลย”

   “งานอะไรของแกเนี่ย”

   “งานวันเกิดยัยเหมียวไง”

   จรัสรวีหัวเราะร่วนเลยทีเดียว ก็นึกว่างานใหญ่นักหนาเห็นแสงโสมบอกกัมปนาทซะจริงจัง ว่าไปผู้จัดการเธอนี่ก็ตีบทแตกเหมือนกันนะ เล่นอำซะเหยื่อเชื่อสนิท เจ๊โหดของเธอร้ายกาจจริงๆ

   “สรุปว่าที่แกเร่งยิกๆ ตอนคุยกับคุณนาทนี่แค่ขำๆ ใช่มั้ย เอาใหญ่แล้วนะแกเนี่ย ชักจะเนียนขึ้นทุกวัน”

   “ประสบการณ์มันสอนต่างหาก” แสงโสมหลิ่วตาท่าทางเจ้าเล่ห์ “อีกอย่างนะ ฉันก็อยู่กับดาราเจ้าบทบาทจะไม่ให้ซึมซับทักษะเอาไว้ใช้บ้างก็ดูกระไรอยู่”

   “จ้าๆ เอาตามสบายเลยจ้า ถ้าเป็นงานยัยเหมียวฉันจะได้โล่งใจ แหมนึกว่าจะได้เป็นข่าวเบี้ยวงานซะแล้ว” หญิงสาวหยิบผ้าปิดตานอนออกมาสวมจากนั้นก็เลื่อนเบาะลงนอน ปล่อยให้สารถีทำหน้าที่ไปตามลำพัง

   “พูดเหมือนเสียดายที่ไม่ได้เป็นข่าวนะ”

   “เปล่า เสียดายที่ไม่รู้ว่าเป็นงานยัยเหมียว ไม่งั้นฉันจะเล่นบทรีบให้มันอินกว่านี้” ดาราสาวพูดติดตลก ก่อนสั่งเพื่อน “ขอเพลงด้วย”

   “เฮ้อ...นึกว่าวันนี้จะสงบหูแล้วนะ ยังอุตส่าห์นึกขึ้นมาได้อีก”

   “อย่าบ่น รึแกจะฟังเสียงฉันแทนเสียงพี่นาส”

   หลังจากนั้นไม่ถึงอึดใจเพลง Heartbreaker ของแร็ปเปอร์รูปหล่อนามว่า นาสิก ก็ดังขึ้นเล่นวนซ้ำๆ อยู่เพลงเดียว



***********************************
เริ่มตอน สี่ทุ่มปลายๆ ได้มาสองหน้ากว่าๆ นึกอยู่ตั้งนานว่าจะโยง Heartbreaker มาใส่ยังไง5555
ในที่สุด ผช ก็มีทางออกให้นู๋เสมอ พรุ่งนี้ต่ออีกครึ่งบท น่าจะเอาของเก่ามาใช้ได้บ้าง ;) ;) ;)

63
บทที่ 2

   เสียงฮัมเพลงรักของพี่ชายทำให้วายุที่กำลังทอดกายนอนยาวเหยียดบนโซฟาในห้องนั่งเล่นละสายตาจากจอทีวีผงกหัวขึ้นมอง ภูผากำลังจะเดินผ่านไป พอดีกับที่มองเข้ามาเห็นน้องชายจึงเดินเข้ามาด้วยใบหน้ามีความสุขจนคนเห็นสงสัย

   "ถูกหวยหรือไงพี่ ดูอารมณ์ดีไปนะ" วายุลุกขึ้นนั่ง หน้าตายังงัวเงีย สภาพของเขาคล้ายคนยังไม่ตื่นดี

   ภูผาเห็นสารรูปน้องก็แกล้งย่นจมูกใส่ "แล้วทำไมมานอนอืดในนี้ ไม่มีงานเหรอ"

   "อือ...ว่าง ลงมาหาแผ่นหนัง แล้วขี้เกียจขึ้นห้องก็เลยนอนดูมันซะที่นี่เลย คราวนี้จะตอบคำถามผมได้ยัง อารมณ์ดีเรื่องอะไร"

   "ไม่มีอะไร"

   "น่าเชื่อตายชัก หน้าพี่ระรื่นซะขนาดนี้ก็เห็นจะมีอยู่เรื่องเดียวนั่นแหละ ผู้หญิง" วายุเดาพลางจ้องหน้าพี่

   "ใช่ที่ไหน" ภูผาปฏิเสธไม่เต็มเสียง "เรื่องงานทั้งนั้น วันนี้ฉันไปคุยงานกับอากุ๋ยมา มีงานละครเรื่องใหม่ อยากให้ฉันไปกำกับและฉันก็รับปากอาเขาไปแล้ว"

   วายุหรี่ตามองพี่อย่างครุ่นคิด "ฟังดูก็เหมือนว่าได้งานธรรมดา ไม่น่ามีอะไรให้ตื่นเต้น แต่ทำไมผมรู้สึกว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นนะ"

   "แสนรู้" ภูผาหัวเราะเมื่อถูกน้องชายทำหน้าบึ้ง "เฮ้ย นี่ฉันชม แต่แหมแกนี่มันจริงๆ เลยนะพาย รู้ทันพี่ไปหมด"

   "จะบอกมั้ย ถ้าไม่ผมจะไปอาบน้ำ พอดีนัดเพื่อนไว้"

   "บอกแล้วๆ เรื่องดีๆ แบบนี้ ฉันก็ไม่อยากปิดบัง แกรู้มั้ยว่าละครเรื่องใหม่ที่ฉันได้กำกับน่ะ คุณหงส์ก็ร่วมแสดงด้วยนะ อย่างนี้แกจะไม่ให้ดีใจได้ยังไง หูย...ไม่รู้ว่าสวรรค์จะเปิดทางให้ฉันขนาดนี้ นี่แหละนะที่เขาว่าคู่กันแล้วคงไม่แคล้วกัน"

   "ถ้าไม่เกรงใจเอียดผมจะอ้วกมันซะตรงนี้" วายุส่ายหน้าระอาพลางลุกขึ้นปิดทีวี

   "อ้าว เฮ้ย นั่นแกจะไปไหน ไม่ยินดียินร้ายอะไรกับฉันหน่อยเหรอ"

   วายุถอนใจเฮือก หยุดชะงักแต่เลือกที่จะไม่หันหลังกลับไปอวดสีหน้าสุดเซ็งให้พี่ชายเห็น เขาเพียงแต่ยักไหล่แล้วบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก "ผมจะมีความสุขกับพี่ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของผู้คนนั้น ผมไม่ชอบ"

   ภูผาอ้าปากค้างได้แต่มองตามแผ่นหลังของน้องชายอย่างไม่เข้าใจนัก นี่กาลเวลาทำให้เจ้าพายสุดที่รักของเขาตาบอดหรืออย่างไร หรือการไปใช้ชีวิตต่างประเทศนั่นจะทำให้รสนิยมของมันเปลี่ยนไป มันอาจชอบฝรั่งหัวแดงไปแล้ว แต่มาพูดว่าไม่ชอบคุณหงส์เนี่ยนะ ไอ้น้องรักต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ผู้หญิงที่มีทุกอย่างที่ผู้ชายต้องการอย่างนั้น มันกล้าเชิดใส่ โห...เขาล่ะนับถือหัวใจมันจริงๆ ตาถั่วแบบนี้เป็นช่างภาพได้ไงวะ

   ด้านช่างภาพผู้ถูกนินทาว่าตาถั่วก็เดินหน้าหงิกเข้าห้องด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เขาไม่พอใจนั่นแหละถูกต้องที่สุด อยากจะโกรธพี่ชายก็ดูจะไม่ยุติธรรม พี่ภูไม่รู้เรื่องเขากับจรัสรวีแต่เป็นคนอื่นได้ไหมเล่า ไม่เอาคนนี้ แค่คิดว่าต้องตีหน้าเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันก็ทำไม่ได้แล้ว สวรรค์คงเปิดทางให้พี่ภูแล้วเอาความหดหู่ทั้งโลกมาโยนให้เขาสินะ เหตุการณ์มันถึงได้เป็นอย่างนี้ ดูเหมือนจรัสรวีจะอยู่รอบๆ ตัวเขานี่เอง พี่ภูก็ดูจะเอาจริงซะด้วย เขาจะทำยังไงดี

   วายุทิ้งตัวลงนอนเหยียดยาวบนเตียงพลางยกมือขึ้นก่ายหน้าผากสายตาจับบนเพดาน ขณะที่กำลังจะเริ่มคิดเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดรับโดยไม่ได้สนใจจะดูเบอร์เพราะรู้อยู่ว่ามีคนโทรมาหาเขาไม่กี่คนหรอก ถ้าไม่ใช่ที่สตูฯ ก็คงจะเป็นนิกกี้เพื่อนสาวร่างเล็กกะทัดรัดที่นัดกันไว้

   "ครับ"

   "พายคะ มาร้านถูกมั้ย ให้นิกกี้ไปรับหรือเปล่า"

   นั่นไงล่ะ ผิดจากที่คิดซะที่ไหน ชายหนุ่มยิ้มกับเพดาน ก่อนบอกกับคนที่โทรมาหา "ไม่ต้องหรอกนิกกี้ ผมไม่หลงหรอกน่า วางใจได้ว่าแต่คุณเถอะจำทางได้แน่นะ"

   "นิกกี้ก็ไม่พลาดหรอกค่ะ งั้นเดี๋ยวเจอกันนะคะ คิดถึงนะ จุ๊บ!"

   เฮ้อ...วายุมั่นใจว่าไม่เคยแสดงท่าทางให้ความหวังอะไรกับเพื่อน แต่เธอก็ยังชอบจะทำแบบนี้อยู่เรื่อย บางทีเขาก็ไม่สบายใจ เพื่อนในความหมายของเขาก็คือเพื่อนจริงๆ ไม่ใช่ก้ำกึ่งคาบลูกคาบดอก เขาเป็นผู้ชายที่ชัดเจนพอกับการยอมรับว่าชอบใครสักคน แต่มันไม่ได้รู้สึกแบบนั้นมานานแล้ว ไม่มีสาวคนไหนใกล้เคียงเลย ความรักของเขามันถูกแช่แข็งมานานนับตั้งแต่อกหักรักเป็นพิษกับ...

   ไม่! เขาจะต้องไม่คิดถึงผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว เลิก! เลิก! เลิก! ไอ้พายพอสักที ไม่เข็ดหรือไง ต่อให้แกฟูมฟายบ้าคลั่งเจ้าหล่อนก็ไม่มีทางสนใจหรอก แถมผ่านมานานขนาดนี้ชื่อของแกแทบจะไม่หลงเหลือผุยผงในจักรวาลของเธอแล้ว

   ช่างภาพหนุ่มผู้ที่หัวใจเคยถูกทำร้ายพร่ำเตือนตัวเอง ก่อนจะเดินหน้ามุ่ยเข้าห้องน้ำไปอย่างหงุดหงิด วันนี้เขาคิดถึงจรัสรวีมากเกินไปแล้ว มันไม่ทำให้หัวใจเขาดีขึ้น มีแต่ความเจ็บปวดซ้ำๆ ซากๆ ที่อยากจะลืมแต่ไม่อาจทำได้



   ดวงตาเย้ายวนภายใต้แว่นกันแดดทันสมัยกำลังมองหาคนที่นัดหมายไว้ อันที่จริงจรัสรวีไม่ต้องมาเองก็ได้เพราะเรื่องนี้แสงโสมสามารถตัดสินใจได้เอง แต่เพราะผู้ที่โทรไปนัดดันเป็นเจ้าของโครงการประกวดนางแบบที่เธอเคยได้รางวัลมาซึ่งมันคงเป็นการเสียมารยาทมากหากปฏิเสธ ได้แต่สงสัยมาตลอดทางว่าคนที่เธอต้องมาเจอนั้นเป็นใคร

   "มองหาเหมือนจะรู้นะว่าเขานัดให้มาเจอใคร"

   "ก็ไม่รู้นะสิถึงได้มองหาก่อน เผื่อเป็นคนรู้จัก" จรัสรวียังไม่เลิกชะเง้อ

   "ในวงการนี่แกรู้จักช่างภาพซักกี่คนกัน แต่ฉันก็จะแปลกใจมากนะถ้าช่างภาพคนนั้นจะเป็นคุณพาย" แสงโสมสะกิดเพื่อนให้หันไปด้านซ้ายมือ โต๊ะริมหน้าต่าง วายุอยู่ตรงนั้นหันหน้าออกหน้าร้านซึ่งเป็นทิศที่พวกเธอยืนกันอยู่ หากเขามองมาก็ต้องเห็น แต่ว่าเขาไม่ได้เหลือบแลมา โจทก์เก่าของจรัสรวีไม่ได้มาคนเดียวและคนที่นั่งอยู่กับเขาก็เป็นผู้หญิงซะด้วย

   "ขอโทษครับ คุณจรัสรวีใช่มั้ยครับ" เสียงบริกรขัดเข้ามา ทำให้สองสาวต้องหันไปมอง

   "ใช่ค่ะ"

   "เชิญด้านนี้เลยครับ" พนักงานของร้านค้อมตัวนอบน้อมก่อนจะเดินนำดาราสาวกับผู้จัดการไปอีกฟากของร้าน

   จรัสรวีโล่งใจได้ว่าคนที่นัดไม่ใช่วายุ แต่ก็โล่งได้ไม่กี่นาที พอเห็นคนที่เธอต้องคุยด้วยความรู้สึกเซ็งในตอนแรกก็กลับมา แสงโสมพูดถูกว่าเธอรู้จักช่างภาพไม่กี่คน และคนที่นั่งยิ้มหวานรอเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น รู้จักกันดีซะด้วย

   "สวัสดีค่ะ คุณนาทนั่นเอง นึกว่าจะเป็นคนอื่นซะอีก"

   คุณนาท หรือ กัมปนาทคนนี้เป็นช่างภาพที่มีชื่อเสียงพอตัว งานถ่ายแบบเซตแรกในไทยหลังจากเธออำลาแสงสีในต่างแดนก็ได้เขาคนนี้เป็นคนถ่ายภาพ หลังจากนั้นเขาก็ชอบพาตัวเองมาให้เธอเห็นหน้าบ่อยๆ การพบปะผู้คนมากมายทำให้เกิดการเรียนรู้ จรัสรวีชินซะแล้วกับการเข้ามาหาของผู้ชาย เธอรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าคนที่เข้ามาต้องการอะไร และเธอให้เขาได้ในระดับไหน กัมปนาทเป็นคนสุภาพ หน้าตาหล่อเหลาตามแบบฉบับลูกผสมระหว่างไทย จีน เขาตั้งใจจีบเธอตรงไปตรงมาชนิดว่าไม่เกรงใจผู้จัดการของเธอเลย แต่ก็นั่นแหละหัวใจเธอยังไม่พร้อมต้อนรับใคร ข้อสำคัญที่เธอจำเป็นต้องเว้นระยะจากกัมปนาทให้ห่างจากผู้ชายคนอื่นเพราะเขาเป็นลูกชายของเสี่ยฐานันดรแฟนคลับระดับพรีเมี่ยมของเธอนั่นเอง

   มันเป็นความโกลาหลที่ทำให้เธอปวดหัว ช่างภาพไฮโซ ดาราจอมฉาวและนายกสมาคมทองคำ ช่างเป็นของหวานถูกปาก(กา)ของนักข่าวยิ่งนัก จรัสรวีถูกสาดสีตีไข่เรื่องนี้เยอะพอสมควร แต่เรื่องไม่จริงคิดหรือว่าเธอจะแคร์ แค่ข่าวเสี่ยฐานันดรถอนตัวจากการเป็นสปอนเซอร์ช่องทีเคเอส เธอก็โดนหนังสือซุบซิบเหน็บหนักอยู่หลายเล่ม นี่ถ้ามีนักข่าวเก็บภาพเธอกับกัมปนาทได้ล่ะก็คงเขียนกันสนุกใหญ่เลย

   "คุณเป้าคงเข้าใจผมมั้งครับ ตั้งแต่แยกตัวออกมาเปิดสตูฯ เป็นของตัวเอง ผมก็แทบจะไม่ได้เจอคุณหงส์เลย"

   "อะแฮ่ม..." แสงโสมส่งเสียงกระแอมขัดคอช่างภาพที่กำลังจะแปลงร่างเป็นพ่อค้าขายขนมจีบวางมือหมับบนมือของดาราสาว ผู้จัดการสาวโหดยิ้มไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะค่อยๆ ยกมือฝ่ายชายออก "แหม...พอดีช่วงนี้แสบคอค่ะ ไม่รู้เป็นอะไร ขอโทษที่ขัดจังหวะ เชิญคุยต่อได้เลยค่ะ แต่คุณนาทต้องรักษาเวลานิดนึงนะคะ ยัยหงส์มีงานตอนทุ่มหนึ่งค่ะ"

   "อ้าว ผมนึกว่าคุณหงส์ว่างซะอีก"

   "เอ่อ..." จรัสรวีหน้าเหวอ เลิกคิ้วมองหน้าเพื่อน แสงโสมก็พยักหน้าหงึก

   "อู๊ย...ไม่ว่างหรอกค่ะ งานนี้สำคัญด้วย เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเจ้าของงานยังโทรมาถามมูนอยู่เลย"

   "งั้นก็เข้าเรื่องเลยดีกว่าครับ" กัมปนาทจำเป็นต้องกลับเข้าประเด็นเรื่องงาน ซึ่งรายละเอียดก็ไม่สำคัญนัก เขาแค่ใช้มันบังหน้าเพื่อหาโอกาสคุยกับจรัสรวีบ้างก็แค่นั้น เสียดายเขาไม่น่าพลาดลืมยัยผู้จัดการตัวแสบของเธอเลย ดูก็รู้ว่าแม่นั่นพยายามกีดกันสุดฤทธิ์ ฮึ! ดี...ก็ถ้าแสงโสมแน่จริงทำไมดาราของเจ้าหล่อนยังเป็นข่าวกับผู้ชายได้ไม่ว่างเว้น แบบนี้มันเข้าตำรายิ่งว่ายิ่งยุรึเปล่านะ

   เพราะเนื้อหางานไม่ได้ซับซ้อนบวกกับตัวนางแบบก็ผ่านงานมาเสียจนไม่ต้องเตรียมตัวอะไรกันมา กัมปนาทจึงถ่วงเวลาได้ไม่นานนัก เมื่อบอกรายละเอียด เวลาและสถานที่เรียบร้อยเสียงยัยผู้จัดการตัวแสบก็รีบตัดบททันที

   “จริงๆ เรื่องแค่นี้ตกลงผ่านมูนก็ได้นะคะ ไม่เห็นต้องนัดมาให้เสียเวลาคุณนาทเลย คุณเป้านี่น่าตีจริงๆ”

   “อย่าโทษเขาเลยครับ สำหรับทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณหงส์ผมยินดี” กัมปนาทบอกเสียงนุ่ม ทว่าดวงตาเรียวเล็กมองคนพูดเหมือนไม่สบอารมณ์ แต่ยังต้องปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้ ชายหนุ่มบอกตัวเองว่ายัยผู้จัดการนั่นไม่ใช่เป้าหมาย จรัสรวีต่างหากที่น่าสนใจกว่า

   “ไหนๆ ก็คุยธุระเสร็จแล้ว พวกเราขอตัวเลยแล้วกันนะคะ” แสงโสมบอกพร้อมกับดึงมือของจรัสรวีให้ลุกขึ้น

   ได้เห็นหน้าตาคล้ายผิดหวังของกัมปนาทแล้วจรัสรวีก็ได้แต่ยิ้มให้กำลังใจเขา แม้เธอจะไม่สามารถรับความปรารถนาดีที่เขาเต็มใจให้ไว้ได้ แต่อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด การมีคนรักย่อมดีกว่ามีคนเกลียด อย่างน้อยในความคิดเธอเขาก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง

   “หงส์ต้องขอโทษคุณนาทด้วยนะคะ เอาไว้ถ้ามีโอกาสคงได้คุยกัน วันนี้ต้องขอตัวก่อน”

   “งั้นก็ไปพร้อมๆ กันนี่แหละครับ เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่รถ” กัมปนาทกวักมือเรียกพนักงาน จ่ายเงินเสร็จก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปพร้อมกับสองสาวจนกระทั่งถึงประตูทางออกก็ได้ยินเสียงหนึ่งจากด้านหลัง

   “แหม...นิกกี้ก็นึกว่าพี่นาทไปไหนไม่กลับบ้านกลับช่องที่แท้ก็มาแอบตอดเด็กป๋านี่เอง”

   คำพูดของฐานิกาไม่เพียงแต่จะทำให้พี่ชายหันมาตียักษ์ใส่เท่านั้น แสงโสมและจรัสรวีเองก็ไม่พอใจเหมือนกันที่จู่ๆ ก็มาถูกว่ากระทบเข้าแบบนี้ ทว่าปฏิกิริยาของทั้งสามไม่ทำให้คนพูดสะดุ้ง หญิงสาวแสร้งถอนหายใจเหนื่อยหน่ายพลางสอดแขนเข้าไปคล้องกับท่อนแขนของวายุ

   “ตอนแรกก็ภาวนาให้ตัวเองตาฝาดมองผิดเป็นคนอื่น ว้า...แย่จัง จะให้ฉันเรียกเธอว่าไงดีล่ะ”

   จรัสรวีคลี่ยิ้มเยือกเย็น ขณะทอดสายตามองคนที่จงใจหาเรื่อง ก่อนจะปรายตาไปมองชายหนุ่มที่ยืนข้างกายเจ้าหล่อน ดาราสาวกระตุกมือผู้จัดการไว้เป็นการเตือน แสงโสมมักจะพร้อมรบแทนเธอทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ทว่าวันนี้เธอจะลงมือเชือดลูกสาวเสี่ยฐานันดรเอง!

   “ก็เรียกตามที่เธอสบายใจได้เลย เพราะไม่ว่ายังไงฉันก็ไม่มีเวลามาสนใจเธอหรอก แต่แหม...โลกมันกลมจนน่าเกลียดเลยนะ ฉันไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่เลยนะคะพาย” ประโยคหลังดาราสาวจงใจพูดกับชายหนุ่มข้างกายฐานิกาด้วยวาจาหวานเป็นพิเศษ

   “นี่เธอรู้จักพายตั้งแต่เมื่อไร” ฐานิกาตาเขียวปัด มองจรัสรวีเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

   “ตายจริง! นิกกี้นี่เธอไปอยู่ที่ไหนมา หรือว่าคุณไม่ได้บอกเธอคะพาย ตายๆ เรื่องสำคัญแบบนี้ไม่บอกได้ไงคะ”

   “มันเรื่องอะไรกันคะพาย คุณกับนังนี่มีเรื่องอะไรกัน” ฐานิกาคาดคั้นคนข้างกาย ทว่าวายุยังเฉย ดวงตาของคุณช่างภาพสงบนิ่ง หากแต่เหมือนเป็นการนิ่งของท้องทะเลก่อนเกิดพายุใหญ่

   “จุ๊ๆๆ ไม่เอาค่ะ อุตส่าห์แอ๊บเป็นนางเอกแสนดีต้องนานสองนาน มาหลุดเรียกจิกฉันแบบนี้ไม่น่ารักเลย เดี๋ยวผู้ชายของคุณก็เห็นธาตุแท้หมดหรอก ถ้าสงสัยถามดีๆ ฉันก็ตอบให้ได้ค่ะ แต่น่าเสียดายที่วันนี้ฉันมีงานต่อ ขอตัวเลยแล้วกันนะคะ” แล้วจรัสรวีก็ทำให้ทุกคนตะลึงด้วยการก้าวเข้าไปกระซิบบางอย่างข้างหูของวายุ

   ดวงตาคมมองเข้าไปในตาท้าทายของหญิงสาวที่ผละห่างแล้วเดินจากไปพร้อมผู้จัดการของเธอ ปล่อยให้เขาต้องรับมือทั้งฐานิกาและกัมปนาท

   “เรื่องมันเป็นยังไงคะพายคุณไปรู้จักกับนังนั่นตอนไหน พี่นาทก็อีกคนใช้ผู้หญิงคนเดียวกับป๋านี่มีความสุขเหรอถามจริงๆ”

   “นิกกี้!” สองหนุ่มพร้อมใจกันเรียกด้วยระดับความขุ่นเคืองที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

   “ทำไมคะ นิกกี้พูดเรื่องจริง ทนฟังกันไม่ได้รึไง” ฐานิกามองหน้าวายุสลับกับหน้าพี่ชาย

   “เรื่องจริงที่แกนึกมโนขึ้นมาเองนะสิ” กัมปนาทแย้ง

   “ก็คงเพราะพี่เชื่อแบบนั้นล่ะมั้ง ถึงได้ควงกันร่อนครึ่งค่อนเมืองไม่กลัวว่าใครจะเก็บไปนินทา ยอมทะเลาะกับพ่อเพราะผู้หญิงคนเดียว”

   “แกจะคิดยังไงก็เอา ตามใจเลย เชิญบ้าไปคนเดียวเถอะฉันไม่อยากจะอยู่ฟังเสียงแกแว้ดๆ แล้ว หนวกหู” กัมปนาทส่ายหน้าอย่างระอาก่อนจะเดินหนีออกจากร้านไปอีกคน

   ฐานิกากระทืบเท้ากับพื้น ใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจที่พี่ชายแสดงอาการเบื่อหน่ายกับเธอ เพราะนังหงส์ร่อนนั่นคนเดียวที่ทำให้ครอบครัวเธอแตกแยก แค่นั้นยังไม่พอมันยังจะมาทำท่าอ่อยผู้ชายของเธออีก หากความเกลียดของเธอคือภูเขา เธอจะยกมันทุ่มใส่นังนั่นไม่ให้ได้โผล่มาผุดมาเกิดอีกเลย

   “คนมองใหญ่แล้วผมว่าเราไปกันเถอะ” วายุพูดพลางดึงแขนฐานิกาให้เดินตามกันออกมา

   ระยะทางจากร้านถึงลานจอดรถแทบไม่มีคำพูดใดเล็ดลอด แต่วายุก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์อันร้อนระอุของฐานิกา ชายหนุ่มส่งลูกสาวเสี่ยฐานันดรขึ้นรถของเธอ หลังจากฉลองกันเสร็จจะได้ต่างคนต่างขับรถกลับบ้านใครบ้านมัน เพราะต่อจากนี้เขากับฐานิกาจะไปฉลองกับเพื่อนๆ ต่อที่ผับแห่งหนึ่ง แม้ฐานิกาจะงอแงขอไปรถคันเดียวกันทว่าเขาก็ปฏิเสธเธอไป ชายหนุ่มคิดว่าให้เธอขับกลับไม่ไหวจริงๆ ค่อยไปส่งก็ได้ แต่จากร้านอาหารไปผับเธอต้องขับรถตัวเองไป

   ชายหนุ่มเข้ามานั่งในรถของตัวเอง ดวงตาคมมองท้ายรถของฐานิกา ก่อนจะติดเครื่องยนต์และออกรถตามหญิงสาว แม้สายตาจะจดจ้องมองถนนแต่ในห้วงความคิดนั้นกลับมีแต่เรื่องของจรัสรวี นึกแล้วก็แค้นใจยัยตัวแสบที่มาหาเรื่องให้เขา

   จรัสรวีร้ายนัก จากสายตาท้าทายของเธอมันทำให้เขาอยากจับเธอเขย่าให้หัวหลุดเสียตรงนั้น อยากเปิดเผยเรื่องราวในอดีตกับเขางั้นหรือ เปล่าหรอกเธอต้องรู้ว่าฐานิกาคิดยังไงกับเขาจึงแกล้งยั่วเอาแบบนั้น แต่การเข้ามาประชิดของเธอในขณะที่เขาไม่ทันตั้งรับมันเป็นอะไรที่บ้าชะมัด เธอทำหัวใจเขาสั่นอีกแล้ว

   วายุเกิดความรู้สึกอยากจะผลักเธอออกไปให้ไกลๆ มากพอๆ กับอยากดึงมากอดไว้ให้แน่นๆ จนร่างกายของเธอหลอมละลายในอ้อมกอดของเขา

   หาก 4 ปีก่อน ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เจอมันทรมานราวตกนรก เขาก็อยากจะบอกตัวเองในตอนนี้เหลือเกินว่าคิดผิด นรกของจริงมันเป็นวันเวลาต่อจากนี้ต่างหาก การมีจรัสรวีวนเวียนรอบตัวแต่ไม่อาจอยู่ใกล้ชิดสนิทสนมเหมือนวันวาน มันคือความทรมานที่ไม่อาจบรรยายได้

   ช่างภาพหนุ่มหล่อเม้มปากอย่างไม่พอใจ การหลอกตัวเองว่าลืมจรัสรวีไปแล้วเป็นเรื่องน่าสมเพชที่สุดในชีวิต ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เขาจะทำได้จริง ก็ในเมื่อลืมไม่ได้ก็จำให้แม่นๆ เลยว่าเธอเคยทิ้งเขาไปอย่างเลือดเย็นแค่ไหน เมื่อเธอเห็นงานสำคัญกว่าเขาที่เป็นคนรัก สุดท้ายเขาก็กลายเป็นไอ้ขี้แพ้ที่เธอเขี่ยทิ้ง



****************************************************
หมดสต็อกแล้ว เย้ๆ
เข้าโหมดกะปริบกะปรอย 55555

หัวหน้ากับท่านรองไหว นู๋ก็ไหว
 ;) ;)

64
บทที่ 1

   ก่อนหน้านี้วายุมั่นใจว่าจดจำทุกภาพทุกเหตุการณ์อันเจ็บปวดตอนที่เธอเดินออกไปจากชีวิตเขาได้ชัดเจน แม้เวลาจะผ่านมานานหลายปี แต่แปลกที่พอได้มองจรัสรวีผ่านเลนส์กล้องอีกครั้ง ภาพทั้งหลายที่จำฝังใจพลันหายไปหมดสิ้นนอกจากนั้นยังค้นพบความจริงว่าเธอยังคงสวยสุดในสายตาเขาเสมอ

   ช่างภาพหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กับสถานการณ์ปัจจุบันของตัวเอง มันเหมือนเข็มเวลาของเขาและเธอได้เริ่มขยับเดินอีกครั้งหลังจากหยุดนิ่งไปหลายปี หัวใจที่เคยเต้นในจังหวะเฉื่อยชากลับต้องมาสั่นระรัวด้วยความตื่นเต้น ดีใจจนเกือบกระเด็นออกมานอกอก นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับวายุ ชายหนุ่มคิดขณะสายตายังจับอยู่กับสาวสวยที่กำลังเดินเข้าไปทำความเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ของช่อง มันสุ่มเสี่ยงและอันตรายเกินไปต่อหัวใจที่เคยมีบาดแผล เขาได้รับบทเรียนหนักหนาสาหัสมาแล้วกับการตกหลุมรักจรัสรวี และแม้จะยังไม่อาจลืมเธอได้สนิทใจ แต่เขาก็จะไม่กลับไปจุดนั้นอีกแล้ว

   แต่ใครมันจะไปคิดว่าพี่ชายของเขาดันเกิดไปถูกตาต้องใจแฟนเก่าเขาเข้า จะทำยังไงดี ทางจรัสรวีก็เตือนไปแล้ว คำตอบของเธอก็คือรอยฝ่ามือบนหน้าที่ชายังไม่หาย ส่วนเรื่องที่คิดว่าจะยับยั้งพี่ภูนั้นก็ยากยิ่งกว่าจับช้างมาสอนใช้กล้องถ่ายรูป นิสัยพี่ภูก็รู้อยู่แล้วว่าถ้าจะเอายังไงก็ต้องได้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าเรื่องนี้จะจบลงยังไง

   วายุยังคงทำหน้าที่ไปตามปกติ มันตลกตรงที่นางเอกของงานกลับไม่ค่อยอยากจะเข้ากล้องสักเท่าไร เขาก็ได้แต่ยักไหล่ จะเกลียดเขาสักแค่ไหนจรัสรวีก็คงต้องทนสักหน่อยล่ะ

   งานเลี้ยงยังคงดำเนินไปท่ามกลางเสียงเพลงไพเราะที่เปิดคลอ แต่ดูเหมือนคนในงานจะไม่ค่อยสนใจเท่าใด ส่วนใหญ่จะจับกลุ่มคุยกันมากกว่า หน้าที่ของวายุเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาได้ภาพในช่วงเวลาสำคัญมาครบ ในบรรยากาศใกล้งานเลิกแบบนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น

   ว้าย!!!

   ช่างภาพหนุ่มหันไปตามเสียงร้องเหมือนคนอื่นๆ และก็ทันเห็นว่าเครื่องดื่มในแก้วที่จรัสรวีถืออยู่หกใส่ร่างสาวน้อยหน้าหวานคนหนึ่ง วายุเดินเข้าไปยังจุดเกิดเหตุด้วยความลืมตัว หลังเสียงร้องของสาวน้อยคนนั้นดังขึ้นอย่างตกใจ ดาราสาวคนใหม่ป้ายแดงของช่องรีบขอโทษขอโพยรุ่นน้องและรีบหันไปขอกระดาษทิชชูจากผู้จัดการส่วนตัวมาเช็ดรอยเปื้อนให้ เหตุการณ์ก็ดูจะราบรื่นและจบลงด้วยดี แต่เขาก็ทันเห็นแสงแฟลชจากนักข่าวเก็บภาพอุบัติเหตุนั้นเอาไว้ ทว่าที่แปลกใจก็เห็นจะเป็นตอนพี่ชายเขาโผล่เข้ามาแทรกกลางระหว่างสองสาว

   “เกิดอะไรขึ้นครับ”

   พี่ภูมักจะอวดตัวเองกับเขาเสมอว่าเป็นพระเอกนอกจอ และตอนนี้พระเอกก็กำลังทำหน้าที่สุภาพบุรุษด้วยประโยคคำถามน้ำเสียงนุ่มทุ้มราวคุณชายในเวียงวัง วายุได้แต่ยืนกลั้นยิ้มขณะหรี่ตามองบทบาทของพี่ชายอย่างรู้ทัน

   “ไม่มีอะไรหรอกค่ะพี่ภู” สาวน้อยที่ชุดสวยปรากฏเป็นรอยเปื้อน ยิ้มตอบอย่างอ่อนหวานก่อนจะขยับเข้ามาเกาะแขนคนถามอย่างสนิทสนม จนวายุอดขำไม่ได้ เอาแล้วไงล่ะพ่อพระเอกรูปหล่อ

   “ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันซุ่มซ่ามเอง ขอโทษด้วยนะคะ” จรัสรวีบอกกับคู่กรณีและเลยมาถึงพี่ชายของวายุ

   “ยี่หวาไม่เป็นไรค่ะ พี่หงส์ไม่ต้องซีเรียส อุบัติเหตุมันเกิดกันได้” นอกจากไม่ถือสาหาความสาวน้อยคนนั้นยังยิ้มหวานเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมช่องคนใหม่ ก่อนแนะนำตัวเองอย่างน่ารัก น่าเอ็นดู “ขอยี่หวาเรียก พี่หงส์ นะคะ ยี่หวาเป็นแฟนตัวยงของกลอเลียซีเคร็ตเลยค่ะ ยังจำโชว์ที่พี่หงส์เดินได้แม่น พี่หงส์ทั้งสวย ทั้งหุ่นดีมากๆ เลยนะคะ”

   “ขอบคุณค่ะ หวังว่าเราคงมีโอกาสได้ร่วมงานกันนะคะ เรื่องการแสดงนี่พี่คงต้องขอคำแนะนำจากยี่หวาบ้าง”

   “ถ้ายี่หวาไม่ได้พี่ภูช่วยสอนก็คงแย่เหมือนกันค่ะ”

   วายุแทบจะหลุดขำเมื่อเห็นสาวน้อยคนนั้นยิ้มหวานหยดให้กับพี่ชาย ดูเหมือนคำว่า ‘สอน’ ของเธอจะกินนัยลึกซึ้งและตีได้หลายความหมาย

   ในที่สุดวายุก็จำเธอได้แล้วถึงจะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่ชื่อของ หวันยิหวา ก็เคยถูกบันทึกในทำเนียบว่าที่พี่สะใภ้ของเขา ก่อนเธอจะถูกปลดกลางอากาศไปเมื่อครู่ใหญ่ๆ หลังจากที่พี่ภูได้เจอกับว่าที่พี่สะใภ้คนใหม่และย้ำกับเขาเหมือนทุกครั้งว่า คนนี้จริงจัง!

   หวันยิหวา เป็นนางเอกที่เพิ่งเข้าวงการมาได้ไม่นาน แต่เท่าที่ฟังจากพี่ภูเล่าสาวน้อยคนนี้ก็ประสบความสำเร็จในระดับสูงและถือเป็นดาราขาประจำของพี่ภูเลยก็ว่าได้ ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกกับผู้กำกับนั้น วายุไม่อาจรู้ได้ จากสายตาที่มองอยู่ตอนนี้คิดว่าคงลึกซึ้งกันพอควร

   “พี่หงส์น่าจะรู้จักกับพี่ภูแล้วนะคะ”

   “ก็...ค่ะ เคยเจอกันตามงานประกาศรางวัลบ้าง เมื่อครู่ผู้ใหญ่ก็แนะนำแล้วค่ะ” จรัสรวีบอกกับนางเอกสาว ก่อนยิ้มเรียบๆ ให้ชายผู้ตกเป็นหัวข้อสนทนา

   “ดีจังเลยค่ะ หวังว่าพวกเราคงมีโอกาสได้ร่วมงานกัน แต่ว่าตอนนี้ยี่หวาต้องขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะคะ” นางเอกสาวยิ้มก่อนหันไปอ้อนผู้กำกับ “พี่ภูไปเป็นเพื่อนยี่หวาหน่อยนะคะ”

   “เอ่อ...” พี่ชายของวายุอึกอัก ดวงตามีแววอาวรณ์สาวสวยอีกคนที่ยืนอยู่ แต่เมื่อถูกเสียงหวานรบเร้าก็ไม่อาจฝืนยืนต่อได้จำต้องเดินไปกับหวันยิหวา

   เมื่อเห็นภูผาเดินไปแล้ววายุจึงแกล้งผิวปากหวือ แสงโสมและจรัสรวีหันมามองแทบจะพร้อมกัน คุณช่างภาพส่งยิ้มหยอกเย้าตามด้วยคำพูดลอยๆ ที่ทำให้คนได้ยินหน้าชักตึง

   “ท่าทางผู้กำกับมือหนึ่งจะหลงเสน่ห์ดาราป้ายแดงเข้าให้แล้ว งานนี้คงต้องเตรียมเคลียร์คิวดีๆ นะมูน เรื่องงานกับเรื่องหัวใจของดาราที่คุณดูแลอยู่มันจะได้ไปกันได้ จะยังไงผู้ชายก็ต้องการมีช่วงเวลาร่วมกับคนรักบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี”

   จรัสรวีถลึงตาใส่ช่างภาพปากเสีย มือเรียวกำเข้าหากันอย่างโกรธจัดก่อนเชิดหน้าโต้กลับด้วยรอยยิ้มหยัน “เรื่องนี้ไม่ต้องลำบากถึงผู้จัดการส่วนตัวฉันหรอก ฉันแยกแยะได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ลำดับความสำคัญมากน้อยแค่ไหน แล้วจะบอกให้นะลองถ้าเป็นผู้ชายของฉัน ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ฉันก็จัดหาเวลาสำหรับเขาได้เสมอ”

   “ฮึ! ก็คงจัดหาเวลาให้กันเพลินเลยสินะถึงได้มีแต่ข่าวผู้ชายไม่ได้หยุดหย่อน”

   “มีสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันอย่างนี้!” จรัสรวีตวาดกร้าว

   “พอๆ พอที ทั้งสองคนนั่นแหละ ไม่เจอกันตั้งหลายปีนี่ยังไม่หายโกรธกันอีกเหรอคุณพาย ยัยหงส์” แสงโสมที่ยืนฟังคนเคยรักทะเลาะกันรีบยกมือห้าม ก่อนจะเกิดสงคราม

   “กับคนที่ไม่มีความหมายอย่างผมคงไม่มีค่าให้ใครเก็บมาคิดถึงแม้กระทั่งโกรธหรอกครับคุณมูน”

   “ถูก! คนอย่างฉันไม่เคยเสียเวลาคิดถึงคนเฮงซวยที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหรอกยัยมูน เชิญแกระลึกความหลังไปตามสบาย ฉันขอตัว” จรัสรวีเชิดหน้า ก้าวฉับๆ ผ่านร่างเพื่อนและเฉียดไหล่วายุ แต่โชคร้ายที่ส้นรองเท้าของเธอไม่เป็นใจเกิดจะมาเสียหลักเอาช่วงสำคัญ

   หญิงสาวหลับตาปี๋คิดว่าคงล้มลงไปให้ขายหน้าคนทั้งงานเป็นแน่น แต่ชั่วจังหวะวินาทีที่ร่างเธอเอนเอียงลำแขนของวายุก็สอดรัดรอบเอวคอดของเธอและออกแรงดึงไปชิดกายเขาจนกระทั่งรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวสัมผัสกับต้นคอระหง ร่างสูงใหญ่ของวายุยืนซ้อนหลังจรัสรวี

   “ว่าไปผมควรดีใจนะ แม้คุณจะบอกว่าไม่เคยคิดถึง แต่ตอนนี้ผมก็เข้าถึงคุณได้ใกล้ขนาดนี้” วายุยิ้มมุมปากพลางก้มลงไปแกล้งกระซิบเสียงกระเส่ากับใบหูขาวสะอาด

   “และฉันจะได้ทำอย่างนี้กับคุณถนัดไงล่ะ” ว่าแล้วอดีตนางแบบสาวก็ชักศอกเข้าที่ท้องช่างภาพเต็มแรง เสียงร้องของเขาทำให้เธอบิดปากยิ้มอย่างสะใจ ก่อนเดินเชิดหน้าจากไปด้วยมาดของนางพญา ทิ้งวายุยืนจุกจนตัวงอ แต่กระนั้นสายตาคมก็ยังมองตามแผ่นหลังนวลเนียนไม่วางตา

   ยัยตัวแสบอย่าให้เจออีกแล้วกัน เขาจะไม่ยอมยื่นเซ่อให้เธอทำร้ายโดยไม่ตอบโต้อีกแน่!




   หลังงานเลี้ยงผ่านไป 2 สัปดาห์ห้องรับรองของสถานีโทรทัศน์ช่องเจพี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ก็ได้เปิดต้อนรับว่าที่สปอนเซอร์รายใหญ่ชนิดที่ได้มาแบบทางช่องไม่ต้องดิ้นรนเกลี้ยกล่อมให้เสียเวลา เพราะว่าสปอนเซอร์สองรายนี้ยินดีมาด้วยความเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง

   คุณแสดผู้บริหารของช่องนั่งคุยกับสองเสี่ยผู้ยิ่งใหญ่ ข้างกายเธอนั้นมีกุลดา ผู้จัดละครนั่งอยู่ด้วย สองสาวลอบสบตากันอย่างไม่ค่อยสู้ดีนัก การมีสปอนเซอร์เดินเอาทุนมาสนับสนุนถึงที่ก็ควรจะรีบรับไว้ แต่กับสองเสี่ยนี้พวกเธอไม่มั่นใจเอาเสียเลย ยิ่งได้ฟังเงื่อนไขก็ยิ่งเห็นถึงเค้าของความยุ่งยาก เพราะสองเสี่ยยื่นเจตจำนงว่าจะสนับสนุนทุกงานที่มีชื่อของดาราสาว จรัสรวี วงศ์วรรธณ์

   ในฐานะผู้บริหารคุณแสดสามารถตกปากรับคำเงื่อนไขนี้ แต่เมื่อทบทวนดูแล้วมันจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวจรัสรวีซึ่งเธอเองก็เอ็นดูอยู่มาก และเธอก็ได้ข่าวว่าสองเสี่ยถอนโฆษณาจากช่องเดิมที่จรัสรวีเคยรับงานแสดงทำให้เงินทุนก้อนใหญ่ขาดหายไป แม้จะดูไม่เดือดร้อนแต่เธอก็รู้ว่าเม็ดเงินที่หายไปส่งผลต่อช่องนั้นพอควร

   ทว่าดูแล้วสองเสี่ยนี่จะไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลย กลับเดินเข้ามาเสนอตัวสนับสนุนเจพีได้อย่างหน้าตาเฉย คุณแสดยิ้มเฝื่อนๆ ขณะดวงตายังไม่คลาดจากสองบุคคลผู้ทรงอิทธิพลในวงการเครื่องประดับไทย

   เสี่ยฐานันดร ยังคงรักษาหุ่นของตนเองได้เป็นอย่างดี แม้ใบหน้าในวัย 52 ปี จะมีริ้วรอยของกาลเวลาปรากฏแต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่สนเพราะทองคำของเสี่ยรายนี้มันช่วยพรางริ้วรอยพวกนั้นชะงัดนัก ปัจจุบันเสี่ยรายนี้ควบตำแหน่งนายกสมาคมทองคำ ด้วยความที่ภรรยาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว เสี่ยทองคำผู้นี้จึงมีอิสรเสรีในเรื่องผู้หญิงเต็มที่ แม้จะมีลูกชายและลูกสาวแต่ก็ดูจะไม่เป็นอุปสรรคสักเท่าใดนัก

   ต่างจากเสี่ยกำจายเพื่อนรักเจ้าของร้านเพชร รายนี้ลูกเมียยังอยู่ครบและคุณนายปานประดับก็ขึ้นชื่อนักในเรื่องหึงหวงสามี เสี่ยรายนี้เป็นตัวแทนของผู้ชายที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ด้วยวัยที่เท่ากันทว่าเสี่ยกำจายกลับปล่อยปละละเลยไม่สนใจรักษาหุ่นสักเท่าใด ก็อาจเป็นได้ที่คุณนายปานประดับจะสรรหาของมาบำรุงจนสามีอวบอ้วนได้ขนาดนี้

   สิ่งเดียวที่สองเสี่ยเพื่อนซี้มีเหมือนกันก็คือความเจ้าชู้ กรุ้มกริ่ม ข้อนี้คุณแสดสัมผัสได้ด้วยการพูดคุยเพียงไม่กี่นาที สำบัดสำนวนของสองหนุ่มใหญ่ทำให้เธอต้องยิ้มเขินออกมาบ่อยๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจรัสรวีถึงได้มีข่าวเป็นเด็กในสังกัดของสองเสี่ย ก็เฮียแกเล่นตรงเข้าประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อมแบบนี้ไงล่ะ

   “คุณแสดคงเข้าใจเราสองคนนะ เรื่องอื่นยังไงก็ได้ แต่ถ้าเรื่องหนูหงส์พวกเราต้องรู้ทุกเรื่องอย่างละเอียด ส่วนสัญญาอื่นๆ ก็ร่างมาแล้วกัน แล้วอย่าลืมใส่ข้อสำคัญไปด้วย ไม่มีหนูหงส์ทุกอย่างถือว่าสิ้นสุดกัน”

   “งั้นดิฉันจะให้ฝ่ายกฎหมายร่างสัญญาแล้วส่งไปให้เสี่ยดูกันนะคะ หากมีจุดไหนที่เสี่ยไม่พอใจทางเราก็จะแก้ไขให้”

   “อย่าว่าพวกเราเรื่องมากเลยนะคุณแสด เราสองคนเอ็นดูหนูหงส์มากไปอยู่ที่ไหนก็อยากตามไปสนับสนุน ส่วนไอ้พวกเรื่องธุรกงธุรกิจนี่ไม่ต้องคิดอะไรมาก พวกเราชอบอะไรที่มันง่ายๆ ไม่ต้องมากพิธี และที่สำคัญขอให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ” เสี่ยกำจายผู้ซาบซึ้งถึงอิทธิฤทธิ์เมียรักกำชับจริงจัง หากปานประดับรู้เรื่องนี้มีหวังบ้านแตก

   “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงเบื้องต้นกันไว้อย่างนี้นะคะเสี่ย ส่วนเรื่องผลงานของหงส์นี่ทางช่องเราก็คุยกันแล้วน่าจะเร็วๆ คงได้รู้เรื่องกัน”

   “ดี ถ้าอย่างนั้นละครเรื่องแรกพวกเราจะออกทุนสร้างให้เอง พวกคุณรีบไปดำเนินการจัดเตรียมอะไรๆ ให้มันเรียบร้อย พวกเราอยากดูหนูหงส์เล่นละครใจจะขาดแล้ว”

   “เรื่องนี้คงต้องถามคุณกุ๋ยดูแล้วมั้งคะ” คุณแสดโยนกลองให้เพื่อนผู้จัด

   “เอ่อ...คือ...กุ๋ยกำลังคัดหานิยายเรื่องที่จะมาทำเป็นละครอยู่ค่ะ ตอนนี้รอเรื่องย่อจากคนเขียนบทอยู่ ถ้ามันลงตัวก็จะเอาเสนอให้ทางช่องพิจารณา ช่องอนุมัติก็จะได้เริ่มเขียนบทละครกัน”

   “ดีๆ ทำงานรวดเร็วแบบนี้ ผมสองคนชอบ ทางช่องก็รีบอนุมัติเร็วก็แล้วกัน เรื่องเงินไม่ต้องห่วง เราทุ่มเต็มที่”

   “ขอบคุณเสี่ยทั้งสองมากนะคะ ถ้าได้เรื่องอย่างไรทางเราจะรีบส่งข่าวให้เลย” คุณแสดยิ้มกว้าง

   หลังจากพูดคุยตกลงถึงความต้องการกันคร่าวๆ แล้วสองเสี่ยก็ขอตัวกลับ ทิ้งให้คุณแสดและกุลดานั่งกุมขมับกันในห้องรับรองอันกว้างใหญ่เหลือเกินในความรู้สึกของสองสาว อากาศเย็นๆ ภายในห้องก็ดูเหมือนจะมากเกินกว่าคำว่าสบาย

   “เป็นข่าวอีกแน่” กุลดาพูดออกมาอย่างไม่สบายใจ

   “ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง บอกปัดไปหากหุ้นส่วนคนอื่นรู้เข้าคงโดนฉีกอกแน่ๆ คนอุตส่าห์หอบเงินมาวางให้ใช้ถึงที่” คุณแสดเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

   “ฉันเข้าใจ แต่ก็อดห่วงยังหงส์ไม่ได้ ตอนที่สองเสี่ยถอนตัวจากทีเคเอสก็มีข่าวซุบซิบกันกระฉ่อนวงการ พอมาเข้าสังกัดช่องเราก็ตามมาอย่างนี้จะไม่ให้คนสงสัยได้ยังไง”

   “ยังไงเรื่องนี้คงต้องฝากเธอดูแลด้วยนะกุ๋ย หากมีข่าวในด้านลบมากเกินไปมันก็ไม่ดีต่อตัวหงส์ ฉันเองคงได้แต่อยู่ห่างๆ แล้วละครเรื่องใหม่ที่จะทำนี่วางแผนไว้หรือยัง”

   “อย่างที่บอก กำลังเตรียมงานอยู่ รอเรื่องย่อด้วย ส่วนพวกทีมงานก็คงชุดเดิม นายภูมันเพิ่งปิดกล้องละครของค่ายคุณอิ๋วไป ฉันคิดว่าจะใช้มันกำกับเรื่องนี้”

   คุณแสดฟังแล้วก็ถอนหายใจเฮือก “ยี่หวาคงได้เล่นอีก นี่ดีนะที่เด็กมันมีฝีมือด้านการแสดงอยู่บ้าง ไม่งั้นล่ะก็นายภูโดนสับเละแน่ โทษฐานที่ผลักดันกันออกหน้าออกตา ไอ้หมอนี่อะไรก็ดีหรอกนะเสียอย่างเดียวตรงที่ฟาดไม่เลือก ฉันล่ะหนักใจแทนพี่ปราง”

   “นายพายกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว นายภูมันคงเพลาๆ เรื่องผู้หญิงได้บ้างหรอก มีน้องคอยสอดส่องอย่างนั้น”

   “เธอแน่ใจเหรอกุ๋ย วันงานเลี้ยงช่องฉันเห็นนะว่านายภูมันมองยังหงส์ด้วยสายตายังไง”

   “ก็อย่าเพิ่งกังวลไปกับเรื่องของเด็กๆ ให้ปวดหัวเลย แค่รับมือสองเสี่ยนี่ฉันก็เพลียสมองไปหมดแล้ว ขอตัวไปคิดงานต่อที่บ้านแล้วกันนะ”

   “ตามสบาย ส่วนละครเรื่องใหม่ ถ้าพร้อมเมื่อไรก็เสนอเรื่องเข้ามา จะได้ช่วยดูบท ดูคิวดาราให้ ยังไงกุ๋ยช่วยคัดเรื่องที่เป็นพิเศษหน่อยแล้วกัน ถือเป็นของขวัญให้คนดูด้วย ฉลองที่เราทำช่องดิจิตอลครบ 5 ปี”

   คุณแสดบอกเสร็จก็ลุกขึ้นยืนขึ้นพร้อมกุลดา สองสาวผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิงมานานพยักหน้าให้กันและเดินออกจากห้องรับรอง ทั้งสองรู้ดีว่าอีกไม่นานช่องเจพีจะต้องเป็นกระแสให้คนกล่าวขวัญถึงแน่นอน เพียงแต่ว่าประเด็นที่กล่าวกันนั้นจะดีหรือร้าย

   ตอนจรัสรวียอมตกลงเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงก็ฮือฮากันมารอบหนึ่งแล้ว เพราะใครๆ ก็คิดว่าดาราสาวคงเซ็นสัญญากับช่องทีเคเอสเป็นแน่ แต่สถานการณ์กลับพลิกผันสุดท้ายเป็นเจพีที่ได้เป็นเจ้าของสัญญา มีข่าวลือหลายกระแสเกี่ยวกับจรัสรวี บ้างก็ว่าถูกซื้อตัวมาด้วยราคาร้อยกว่าล้าน บ้างก็ว่าเพราะมีเหตุผิดใจเจ้าของช่องทีเคเอส ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องจริงเป็นไง แต่การที่สองเสี่ยถอนตัวจากทีเคเอสแล้วเปลี่ยนมาสนับสนุนเจพี ประเด็นนี้ค่อนข้างชัดเจน เห็นทีจรัสรวีคงจะสลัดทิ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นเด็กเสี่ยไม่ออกเสียแล้ว

65
บทนำ

   หากความบังเอิญใดๆ บนโลกใบนี้ก่อเกิดเรื่องไม่คาดฝัน วายุก็คิดว่าเรื่องของเขากับแม่สาวในชุดราตรีสีเขียวมรกตที่กำลังเดินโปรยยิ้มหวานหว่านเสน่ห์แจกจ่ายผู้คนในงานนั้นเข้าข่าย มันเป็นความบังเอิญแสนตื่นเต้นเร้าใจและยากที่ผู้ชายคนหนึ่งจะลืมลง แต่ความจริงมักเจ็บปวด เขารู้ซึ้งดีไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา มันขึ้นอยู่ว่าจะให้เรื่องจบลงแบบไหน แน่นอนละถ้าลงท้ายด้วยความสุขเขาก็คงไม่ต้องมายืนมองแผ่นหลังกระจ่างใสของเธอตาเป็นมันอยู่ตรงนี้

   "ว่าไงไอ้ช่างภาพ แกนี่ตาแหลมชะมัดเลยนะ นั่นน่ะจรัสรวีว่าที่พี่สะใภ้แก"

   "ถ้าผมเชื่อพี่ป่านนี้คงมีพี่สะใภ้เต็มบ้านแล้วล่ะ"

   “อ้าวเฮ้ย! ไอ้นี่ปากเสีย”

   วายุกระตุกยิ้มมุมปากยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์สองสามครั้งเก็บภาพว่าที่พี่สะใภ้แทนการโต้เถียงกับพี่ชาย จะว่าไปแล้วมุมมองเรื่องผู้หญิงระหว่างเขากับพี่ภูแทบจะคนละแนวกันเลย ไม่น่าเชื่อว่าพี่ภูจะเกิดมาถูกตาต้องใจแม่นางร้ายหน้าสวยเข้าให้ มันจะเป็นยังไงนะถ้าพี่ภูรู้เรื่องของเขากับเธอ แต่แล้วชายหนุ่มก็ยักไหล่ อดีตต่อให้ทะนุถนอมยังไงมันก็เป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาไม่ได้ ไม่ว่ายังไงเส้นทางของเขากับเธอก็ไม่มีวันย้อนมาบรรจบกันอีก แต่การที่พี่ชายของเขาออกตัวแรงซะขนาดนี้ วายุก็อดห่วงไม่ได้

   ภูผาเป็นผู้กำกับละครเนื้อหอมที่สุดในวงการ ด้วยหน้าตา ชาติตระกูล และผลงานที่มีรางวัลการันตีเต็มตู้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีหญิงสาวให้ความสนใจ ยิ่งดาราสาวๆ ด้วยแล้วแทบจะต้องแจกบัตรคิวกันเลย ผู้หญิงของภูผามักจะน่าสนใจเสมอ เพราะแบบนี้จึงมีหญิงสาวบางคนที่ต้องการทางลัดโด่งดังในพริบตาหากไม่หนักหนาภูผาก็จัดให้ได้ภายใต้ข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับ ผ่านไปหลายปีภูผาก็ยังใช้ชีวิตประหนึ่งนักรักเจ้าสำราญ ล่องลอยไปกับแสงสี ไม่มีรักไหนอยู่จีรัง

   แม้วายุจะไม่เห็นด้วยกับการใช้ชีวิตเอ้อระเหยของพี่ชาย แต่เขาก็ไม่เคยคิดยื่นมือเข้าไปแทรก บางครั้งคนเรามักมีวิธีระบายความทุกข์ในรูปแบบเฉพาะตัวของใครของมัน อันที่จริงพี่ชายของวายุก็มีเรื่องเจ็บปวดเหมือนกับคนอื่นแต่เลือกที่จะกลบเกลื่อนมันด้วยการใช้ชีวิตให้สำเริงสำราญจนมันกลายเป็นความเคยชิน ทุกวันนี้พี่ภูก็ยังคงทำตัวเป็นพ่อพวงมาลัยลอยไปลอยมาหาที่สถิตเป็นหลักแหล่งไม่ได้

   แต่ถึงจะสำเริงสำราญปานนั้นวายุก็ยังเชื่อว่าพี่ชายจะไม่ทำผิดอีก บทเรียนในอดีตมักสอนให้คนเราระวังตัวมากขึ้น นั่นหมายถึงตัวเขาเองด้วย อย่างตอนที่ถูกจรัสรวีหักอกซะยับเยิน วายุก็เลือกที่จะหันหลังให้กับทุกอย่างแล้วเนรเทศตัวเองไปหลบเลียแผลใจในต่างแดนคนเดียวเงียบๆ ใช้ชีวิตสุดโต่งทำอะไรตามที่อยากทำ บางครั้งก็เมาหัวทิ่ม หรือบางทีก็มีเรื่องให้ต้องฟาดปากกับนักเลงกระจอกหน้าผับ ได้แบกเป้ออกท่องเที่ยวไปทุกแห่งที่อยากไป ทำให้คนทั้งบ้านเข้าใจกันว่าเขาไปเรียนต่อด้านถ่ายภาพ ซึ่งเอาจริงๆ ก็แค่เรียนคอร์สสั้นๆ ไม่ได้ใช้เวลานานถึง 3 ปี ก็นับว่าเขายังโชคดีที่ไม่โพนทะนาเรื่องของตัวเองกับจรัสรวีให้ใครในบ้านรู้ เมื่อรักกันเงียบๆ ก็สมควรแล้วที่จะจบ เจ็บและจากกันไปเงียบๆ

   ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลย แทนที่เขากลับมาจะได้ทำงานอย่างมีความสุข ที่ไหนได้ งานแรกก็เจอโจทก์เก่าเข้าให้

   อะไรจะดวงสมพงศ์กันขนาดนี้ จรัสรวีดันมาย้ายช่องเอาช่วงเขากลับมา พับผ่าสิ! เขาพลาดเองที่ไม่สืบให้ดี ถ้ารู้ว่าจะมาเจอกันก็คงเปลี่ยนให้คนอื่นมาแทนแล้ว สตูดิโอที่วายุรับทำงานนั้นเป็นของพยัคฆ์เพื่อนสนิท ขอเพียงแค่บอกว่าไม่อยากก็ไม่ยากที่จะสับเปลี่ยนกับช่างภาพคนอื่น แต่นี่เพราะผู้ใหญ่ของทางช่องก็สนิทสนมกับคุณหญิงปรางเดือนแม่เขา แถมพี่ชายยังเป็นผู้กำกับละครมือหนึ่งของช่องนั้นอีก ทั้งสตูดิโอเลยไม่มีใครเหมาะสมเกินกว่าเขาอีกแล้ว

   ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อยทำทีเป็นเช็คภาพ แต่หูกลับตั้งใจฟังเสียงซุบซิบของดาราตัวประกอบกลุ่มข้างหลัง จับใจความได้ว่างานนี้จรัสรวีน่าจะมาเปิดตัวในฐานะนักแสดงคนใหม่ของช่องจริงๆ ยากมากหากเขาคิดจะหลบ แต่ก็ต้องลองดู ไม่เจอกัน 3 ปี จากที่จรัสรวีอดีตนางแบบอินเตอร์ผันตัวมาเป็นดาราหน้าใหม่ตอนนี้กลับกลายเป็นนางร้ายตัวท็อปของวงการ เธอประสบความสำเร็จกับสิ่งที่เลือก สิ่งที่รัก ซึ่งวายุไม่ได้เป็นสองสิ่งนั่น!

   วายุเป็นเพียงอดีตที่ถูกเขี่ยทิ้ง เขายังจำแววตามุ่งมั่นของเธอเมื่อวันวานได้ ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขัดขวางแต่จรัสรวีก็ผ่านมันมาได้และเฉิดฉายเจิดจรัสอยู่ในวงการบันเทิงไทยอย่างเช่นทุกวันนี้

   "เฮ้ย"

   วายุสะดุ้งเมื่อถูกพี่ชายใช้ศอกกระทุ้งเตือน

   "จะยืนเหม่ออีกนานไหม ไปถ่ายรูปสิไอ้น้อง คุณหงส์เดินไปที่กลุ่มผู้บริหารแล้ว กดชัตเตอร์รัวๆ เลยนะ ฉันจะได้ขอมาทำรูปบานใหญ่แขวนไว้ปลายเตียง"

   “เอากล้องไปถ่ายเองเลยไหม” วายุแกล้งประชดแล้วเดินนำ แต่เมื่อเห็นพี่ชายยังอยู่ที่เดิมจึงได้หันกลับมาเลิกคิ้วถาม "พี่ไม่ไปด้วยกันเหรอ"

   "แกไปเถอะ ยังไม่ถึงเวลาของพระเอกเว้ย"

   "ตรงนั้นก็ไม่ใช่หน้าที่ของน้องพระเอกเหมือนกัน แต่ผมก็คงต้องไปทำงานล่ะ"

   วายุยังคงเก็บภาพบรรยากาศในงานไปเรื่อยๆ นอกจากเขาแล้วยังมีทีมงานที่มาด้วยกัน ซึ่งก็แบ่งหน้าที่กันแล้ว งานง่ายๆ ไม่มีปัญหา จะมีก็กับตัวบุคคลนี่ล่ะ

   เมื่อบนเวทีใหญ่เป็นการเล่นเกมส์ของผู้ประกาศข่าวซึ่งก็เป็นเกมที่ไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่ ชายหนุ่มจึงส่งสัญญาณบอกทีมงานว่าเขาจะออกไปเอาของข้างนอก ก่อนไปก็ไม่ลืมเหลือบมองหาพี่ชาย ตอนนี้ภูผากำลังนั่งคุยกับผู้จัดละครท่านหนึ่งซึ่งวายุก็รู้จักดี ขณะที่กำลังเดินไปยังทางออกสายตาของเขาก็ดันเหลือบไปเห็นแม่สาวชุดเขียวมรกตกำลังหัวเราะร่วนกับดาราชายคนหนึ่ง ท่าทางคงสนิทกันมากเพราะบางจังหวะนางร้ายคนสวยก็ยกมือตีต้นแขนดาราชายคนนั้น วายุไม่รู้จักหรอกว่าหมอนั่นมันเป็นใคร รู้แต่ตอนนี้เขาเหม็นขี้หน้ามัน!

   ช่างภาพหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ และบอกตัวเองว่าเธอเป็นเพียงอดีต เขาจะไม่รู้สึกรู้สมกับเธออีกแล้ว จรัสรวีที่เขาเคยคิดว่ารักไม่ใช่จรัสรวีที่เขาเห็นในตอนนี้ หากเป็นเมื่อ 3 ปีก่อน ไม่มีทางเลยที่เธอจะกล้ามายืนหัวเราะต่อกระซิกกับผู้ชายท่ามกลางสายตานักข่าวและผู้คนในห้องจัดเลี้ยง แต่ก็อย่างว่าเวลาเปลี่ยน ใจคนมันก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ดาราหน้าใหม่ยังขยับฐานะไปเป็นซุปเปอร์สตาร์จะต้องมาสนใจอะไรกับเรื่องแค่นี้ วายุตวัดสายตามองไปทางอื่น เร่งฝีเท้าก้าวเร็วๆ ออกจากห้องอย่างหงุดหงิด

   ชายหนุ่มกลับเข้ามาในงานอีกครั้ง เพื่อพบว่าพี่ชายของเขากำลังเล่นกลหลอกสาวให้จรัสรวีดู ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน แม้เธอจะไม่ได้ตีอกชกลมกรีดร้องชอบใจเหมือนสาวอื่น แต่แค่อมยิ้มน้อยๆ นั่นมันก็มากเกินพอแล้ว วายุบอกไม่ถูกหรอกว่ารู้สึกอย่างไร ไม่พอใจ โกรธ เคืองหรืออิจฉา นี่เขาต้องบ้าไปแล้วแน่

   เขาเป็นใครและเธอเป็นใครไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน จบแล้วก็จบเลย แม้แต่ความเป็นเพื่อนเธอก็ไม่มีจะให้ ถึงจะรู้อย่างนั้นแต่ก็ไม่เคยห้ามใจตัวเองได้สักที จะต้องเจ็บปวดอีกกี่ครั้งเขาถึงจะลืมเธอได้

   วายุไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป ชายหนุ่มหมุนร่างออกเดินกะทันหันจนไปปะทะกับคนที่เดินมาไม่ทันระวังเข้าเต็มเปา โชคดีที่ตะครุบต้นแขนคู่กรณีไว้ได้ทันไม่งั้นมีหวังได้ล้มกลิ้งให้ได้อาย

   "บ้าเอ๊ย! อะไรเนี่ย นึกจะชนก็ชน ถ้าชุดฉันขาดล่ะก็น่าดู" หญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งสบถอย่างหัวเสีย ขณะหันหลังไปสำรวจกระโปรงทรงแคบว่ามีส่วนไหนเสียหายบ้าง ก่อนจะหันกลับมาทำตาขวาง เอามือเท้าสะเอวตั้งท่าจะคิดบัญชีกับวายุเต็มที่

   เขาจึงรีบชิงเอ่ยปากก่อน "ขอโทษด้วยที่ไม่ทันระวัง คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

   "ฉันเจ็บน่ะไม่เท่าไร แต่ถ้าชุดบ้าๆ นี่ชำรุดตรงไหนล่ะก็คุณโดนแน่"

   วายุเอียงคอมองสำรวจสิ่งที่เธอกังวล "ก็ดูปกตินะ ไม่ฉีกขาดตรงไหน คุณเถอะรองเท้าไม่พลิกแน่นะ"

   "ไม่ แต่ถ้าใส่สูงกว่านี้ฉันคงต้องหล่นมาขาหักแน่" หญิงสาวบ่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณีแล้วหยุดคำพูด เธอจ้องชายหนุ่มแล้วก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะเดินรอบตัวเขามองอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็มาหยุดเท้าสะเอวท่าเดิม "ฉันคุ้นหน้าคุณ"

   "ผมคงหน้าโหล" วายุยิ้มมุมปากขณะสบตากับเธอ ทว่าเมื่อได้มองอีกฝ่ายชัดๆ เขาก็ชักจะคุ้นหน้าเธอเหมือนกัน

   "พาย"

   "มูน"

   หนุ่มสาวแทบจะเอ่ยออกมาพร้อมกัน ก็เป็นอันว่าที่คุ้นๆ นั้นใช่เลย มูน หรือ แสงโสม คนนี้เป็นทั้งเพื่อนและผู้จัดการของจรัสรวี ทุกเรื่องของดาราสาวจะต้องผ่านผู้จัดการคนนี้ทั้งหมด วายุรู้จักแสงโสมและสนิทกับเธอพอควรในช่วงที่คบหากับจรัสรวี

   "คุณหายไปอยู่ไหนมาตั้งนาน"

   "ผมไปอยู่ต่างประเทศ ก็ถือโอกาสไปเรียนต่อด้วย เพิ่งกลับมารับงานถ่ายรูปให้กับสตูฯ ของเพื่อน คุณสบายดีไหม"

   แสงโสมโบกมืออย่างคนปลงตก "โอ๊ย...ตั้งแต่คุณหายไปนะ ฉันก็ลืมไปเลยว่าความสบายเป็นยังไง ยัยหงส์บ้าพลังมาก มโนว่าตัวเองเป็นวันเดอร์วูแมนทำงานเหมือนโลกจะแตกวันนี้พรุ่งนี้ นี่ยังดีนะว่าช่วง 2 ปีหลังพอเพลาๆ ลงบ้าง"

   "แล้ว...หงส์สบายดีไหม" วายุทำใจอยู่หลายวิกว่าจะอ้าปากถาม แต่แสงโสมกลับจ้องเขาตาไม่กะพริบก่อนจะถอนใจเฮือกพยักพเยิดไปยังดาราสาว

   "ก็อย่างที่คุณเห็นนั่นแหละ ว่าแต่ยังไม่ได้เจอกันเหรอ"

   "ผมไม่กล้าทะเล่อทะล่าเข้าไปทักเขาหรอก เพื่อนคุณธรรมดาซะที่ไหน"

   "ก็จริงของคุณ" ว่าแล้วแสงโสมก็หัวเราะ "3 ปี เลยสินะที่ไม่ได้เจอกัน คุณดูดีขึ้นนะไม่เหมือนยัยหงส์ เฮ้ๆ ไอ้หมอนั่นทำอะไรเพื่อนฉันน่ะ"

   วายุมองตาม แต่เขายังช้ากว่าแสงโสม เพราะเมื่อเจ้าหล่อนเห็นความผิดปกติ แขนเธอก็ผลักเขาให้พ้นทาง ส่วนขาก็ก้าวฉับๆ ตรงดิ่งไปหาเพื่อนรัก

   อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกแค่จรัสรวีเสียการทรงตัวแล้วเกือบจะล้ม พี่ชายของเขาช่วยประคองเอาไว้ เครื่องดื่มในแก้วกระฉอกหกรดชุดสวยของเธอ แสงโสมเข้าไปแยกดาราสาวกับผู้กำกับหนุ่มแล้วหันไปสั่งอะไรสักอย่างกับเพื่อน จากนั้นจรัสรวีก็รีบเดินออกไป คิดว่าคงไปเข้าห้องน้ำล้างคราบเครื่องดื่ม

   นัยน์ตาของวายุเปล่งประกายดุดันเพียงวูบหนึ่งก่อนกลืนหาย เขารู้จักนิสัยพี่ชายดี หากหมายตาหญิงใดก็มักจะได้ไม่พลาด จรัสรวีอาจเสียการทรงตัวจริงแต่อาการใกล้ชิดนั้นเขาคิดว่าภูผาตั้งใจ วายุไม่รู้หรอกว่าช่วงเวลาที่เขาหายไปมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอบ้าง เธออาจจะมีคนรัก มีคู่ใจ แต่ตอนนี้เธอตกเป็นเป้าหมายของชายมากรักอย่างภูผา จะยังไงเธอก็ควรได้รู้ความจริงข้อนี้ จากนั้นจะตอบรับหรือปฏิเสธก็เรื่องของเธอ

******************************************************************

ครึ่งแรก คืนแรก เอาร่างนี้แหละ พรุ่งนี้มาต่อ ฮ่าๆๆ



66
เดินทางมาได้เกือบครึ่งแล้วนะคะ สำหรับแรลลี่ 18 ของเรา
เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเสียวพิลึก แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะ ตราบใดที่สงครามยังไม่จบเรามิควรนับศพทหาร
จากประสบการณ์ของมะนอ เวลาที่ผ่านมา 38 วันถือว่าชิวๆ นะคะ จะถือว่าพักสมองต่อให้คู่แข่งก็ได้
แต่หลังจากนี้ถ้าอยากจบต้องขยันค่ะ เขียนทุกวัน ห้ามอู้ เพราะคุณใช้เวลาพักหมดไปเรียบร้อยแล้ว

โดยสถิติในแรลลี่จะมีตัวจบขาประจำอยู่ อันนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเขาค่ะ เราควรห่วงตัวเองให้มากๆ ฮ่าๆๆ
มะนอเองก็ไม่รู้จะโม้อะไร เพราะว่าเรื่องของตัวเองก็ไม่ได้คืบหน้า แต่ไม่ใช่ว่าจะอยู่เฉยๆ นะคะ
เห็นนู๋เงียบๆ งานรีไรต์นู๋เพียบนะคะ กะว่าเสร็จแล้วจะกลับมาลุยแรลลี่เหมือนกันค่ะ

อากาศร้อนๆ ก็เลยหายไปกันหมด กลับมาค่า กลับมาเขียน
บรรทัดนี้อยากชวนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กลับมาเขียนกันเถอะว่า
คิดไรไม่ออกก็เขียนข่าวโม้เรื่องของตัวเองให้ระเบิดระเบ้อไปเลย

ขอให้จบพร้อมกันในวันสุดท้ายนะคะ มะนอจะพยายามเขียนให้มากที่สุด
แล้วเจอกันที่เส้นชัย จะได้มีเรื่องให้้รีไรต์อีก เย้ๆ

67
6. นิรีย์ และ มะนอแน่ / >>>ตะวันชิงรัก บทนำ<<<
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2015, 11:03:01 PM »
บทนำ

   "มันจะดีหรือคะ"

   คำถามที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจหลุดออกมาจากปากหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้คนภายนอกมักจะเข้าใจว่าเธอเป็นคนหัวอ่อน สงบปากสงบคำ ใครว่าอย่างไรเธอก็ไปตามนั้น แต่ความจริงแล้วเธอเป็นคนที่ฉลาดและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ต่างหาก เรื่องที่คิดว่าเธอจะตกลงยอมรับง่ายๆ หากไม่มีเหตุผลที่ดีพอละก็ ยากนักที่จะยอมร่วมมือ

   เย็นวันนี้หญิงสาวถูกนัดมาเพื่อคุยธุระสำคัญ พอได้ยินเข้าก็ลมแทบจับมันสำคัญจริงๆ ซะด้วย สำคัญสำหรับเธอและคนที่นั่งตรงกันข้าม ผู้ชายคนที่เธอรู้จักมานานเป็นสิบๆ ปี ผู้ชายหน้าตาคมเข้ม รูปร่างบึกบึน สีผิวของเขาออกคล้ำเพราะทำงานกลางแจ้งเสียส่วนใหญ่ และตอนนี้เขากำลังนั่งหน้าเครียดอยู่ตรงข้ามเธอ กาแฟที่สั่งมาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนยังไม่ลดลงเช่นเดียวกับไอศกรีมในถ้วยของเธอที่ละลายไปแล้วกว่าครึ่ง

   "อย่างน้อยผมก็มั่นใจว่ามันคงจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ พูดตรงๆ นะผมเบื่อชีวิตแบบนี้เต็มทีแล้ว มันคงถึงเวลาที่ทุกอย่างจะต้องสิ้นสุดสักที หากไม่ทำให้เรื่องมันจบผมคงไม่มีความสุข ตัวคุณเองก็เหมือนกัน จะอยู่เงียบๆ แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน อย่าคิดมาเถียงเชียวนะ แค่มองตาคุณผมก็รู้แล้วว่าคิดยังไง เราต้องกล้าสู้กับความรู้สึกของตัวเองสิ"

   "แต่ยังไงฉันก็ว่ามันเร็วเกินไป ฉัน...ต้องการเวลามากกว่านี้ อย่างน้อยก็ให้ตัวเองได้มีเวลาทบทวนบ้าง"

   "จะทบทวนเพื่ออะไรล่ะ อย่าบอกนะว่าใจคุณไม่ได้คิดอะไร ผมไม่เชื่อ" ชายหนุ่มดักคอด้วยกระแสเสียงที่มั่นใจมาก ก่อนจะเบนหน้าไปมองโต๊ะข้างๆ หนุ่มสาวคู่นั้นเข้ามานั่งไล่เลี่ยกับเขาและตอนนี้ทั้งคู่ก็เช็คบิลเดินออกนอกร้านไปแล้ว แต่ธุระของเขายังไม่เสร็จ จึงหันหน้ากลับมามองหญิงสาวคู่นัด

   สายตาคมกริบมองเธออย่างพิจารณา เขายอมรับกับตัวเองเลยว่า เธอเป็นคนสวย สวยหวานแบบน่าทะนุถนอม อยู่ใกล้ก็รู้สึกอบอุ่น เขาและผู้ชายทั้งโลกตระหนักถึงความจริงข้อนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะปล่อยให้ผู้หญิงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นแม่ของลูกหลุดมือไป แม้ว่าจะดูหงิมๆ อยู่บ้างแต่เมื่อถึงคราวคับขันหญิงสาวผู้นี้ก็พร้อมจะสู้ยิบตาเหมือนกัน เขาเห็นมาหลายครั้งแล้ว

   เขากับเธอรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเพราะพ่อของเธอต้องไปประจำการที่จังหวัดอื่น จนกระทั่งกลับมาเจอกันอีกทีก็รู้ว่าเธอมาเป็นเลขาให้เพื่อนสนิทเขาเสียแล้ว การได้เจอเพื่อนเก่าทำให้เขาเข้าออฟฟิศบ่อยขึ้นจนพวกน้องๆ ชอบล้อว่าเขาไปจีบเลขาเจ้านาย ก็ใครจะเข้าใจอย่างนั้นก็ช่างปะไร เอาแค่เขากับเธอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแค่นั้นแหละพอ

   "วางใจผมเถอะนะ คุณก็รู้ว่าเชื่อใจผมได้" ชายหนุ่มพยายามหว่านล้อม

   "แล้วทำไมถึงเลือกฉันล่ะคะ ในสายตาคนภายนอกเราก็เหมือนเพิ่งเจอกันได้ไม่นาน"

   "แต่พวกนั้นเขาก็รู้กันทั่วว่าผมจีบคุณ" คำตอบนี้ทำให้เธอหัวเราะเลิกคิ้วมองคนพูดคล้ายจะล้อเลียน

   "ฉันคิดว่าตัวเองคงจะต้องดีใจกับข่าวนี้สักหน่อยแล้วล่ะ เพราะเท่าที่รู้สึกคือคุณแค่เข้ามารับงานจากฉันแค่นั้นเองนะคะ"

   "เอาน่า ใครมันจะมารู้ดีไปกว่าเรากันเอง แต่อย่าเพิ่งเลี่ยงไปเรื่องอื่นเลยนะ ขอร้อง ตกลงอย่างเอาที่ผมบอกนะ เราสองคน..." เขาพูดอย่างรวบรัด แต่เธอกลับส่ายหน้า จึงเกิดคำถามตามมา "ทำไม"

   "ฉันว่ามันไม่โรแมนติกเลยนะคะ พูดแบบนี้มันฟังดูแห้งแล้งยังไงก็ไม่รู้"

   “ให้ตายสิ” ชายหนุ่มตบหน้าผากตัวเองแล้วหงายหลังไปพิงพนักเป่าลมออกจากปาก บทจะเรื่องมากก็มากซะจริงๆ

   "นี่อย่าคิดมานินทาฉันในใจเชียวนะ" เธอดักคอจึงโดนอีกฝ่ายค่อนขอด

   "แสนรู้ ไม่น่าเจ้านายถึงหวงนัก"

   "อย่าพาดพิงคนอื่นสิคะ"

   “เฮอะ” ชายหนุ่มแค่นเสียงขึ้นจมูก "คงไม่ใช่คนอื่นล่ะมั้ง แต่ช่างมันเถอะ นี่จะต้องให้ผมเตือนอีกกี่ครั้งถึงจะเลิกพาออกนอกเรื่อง"

   "คุณก็อย่าดุฉันสิคะ นี่มันอนาคตทั้งชีวิตของฉันเลยนะ"

   "เฮ้อ" ชายหนุ่มถอนใจออกมาดังๆ อย่างหงุดหงิด ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นเขาจะทิ้งไว้ที่ร้านนี่จริงๆ ด้วย

   หญิงสาวยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน ผู้ชายคนไหนมาเจอรอยยิ้มอย่างนี้เข้าไม่ใจอ่อนก็บ้าแล้ว เขาคิดว่าบางครั้งเธอก็ดูซับซ้อนเหมือนกัน บางครั้งเธอดูเป็นคนขี้กลัว บางครั้งก็ขี้เล่นต่อล้อต่อเถียงได้ดีนัก มันให้ความรู้สึกผ่อนคลายเพราะถึงยังไงความซับซ้อนที่ว่าของเธอก็ยังไม่เยอะเท่าผู้หญิงคนอื่น

   "บู๊คะ" เธอเรียกเขาพลางมองหน้า นี่ล่ะเวลาที่เขารอมานาน เธอพร้อมจะพูดจริงจังกับเขาสักที "ที่ฉันต้องการเวลาคิดเพราะว่าเรื่องนี้มันมีผลกับชีวิตของเราสองคน ฉันไม่อยากพลาด เราอาจจะเจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่"

   "ไม่มีทาง ผมกล้าเอาหัวเป็นประกัน"

   "ฉันสงสัยจริงๆ ว่าคุณอยู่มาจนป่านนี้ได้ยังไง"

   "ก็ผมรอผู้หญิงแบบคุณอยู่ไงบุหลัน"

   "แน่ใจนะคะว่าเราจะไปกันรอด ฉันเคยแต่เดินป่าเป็นเพื่อนเล่นคุณนะ ไม่เคยเล่นพ่อแม่ลูกกันสักที"

   "โอ๊ย...ไอ้เรื่องแบบนี้มันง่ายจะตาย สบายหายห่วงเลย"

   “คุณก็เป็นซะแบบนี้” หญิงสาวมองหน้าเขานิ่ง ริมฝีปากอวบอิ่มเม้นเข้าหากันแน่น เธอพยายามบอกตัวเองว่าทุกๆ อย่างจะต้องเรียบร้อย ในเมื่อเขารับปากเธอแล้ว เธอรู้ว่าเขารักษาคำพูด แม้ว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างจะบ้าระห่ำไปสักหน่อย แต่ถ้าเป็นผู้ชายคนอื่นเธอก็ไม่เอาด้วยหรอก

   "นะๆ บุหลัน เชื่อใจผมนะ" ฝ่ายชายยังคงเร่งเร้า

   หญิงสาวกัดริมฝีปาก เหลือบตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจ"ก็ได้ค่ะ เรา...จะแต่งงานกัน"

   “ขอบคุณบุหลัน ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังเลย รับรองได้ อ้อ...เรื่องของเรา ผมจะเป็นคนบอกเจ้านายคุณเองนะ ไม่ต้องห่วง ไอ้หมอนั่นจะต้องตะลึงตาค้างแน่นอน” ชายหนุ่มพูดแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข สมองเริ่มวางแผนการขึ้นมาเป็นฉากๆ



********************************************



ทดสอบเอาฤกษ์เอาชัย เพี้ยง!!!!!!!! ขอให้จบด้วยเถิดดดดดดดดดด

70
;D ;D ;D

ขออนุญาตลบของเก่านะคะ เพราะนั่งเกลาจนมันไม่เหมือนเดิมอ่ะ
ยิ่งใกล้จบยิ่งโลเล ฮ่าๆๆ

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7