กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
R. 2 noneko / รัญชิดา / ชาติภพใดไม่ขอมีรัก-ตอนที่ 1 ร่างใหม่หัวใจดวงเดิม
« กระทู้ล่าสุด โดย noneko เมื่อ พฤษภาคม 21, 2017, 07:37:54 PM »
   ธาราลืมตาในร่างใหม่แต่หัวใจและความทรงจำยังคงมีอยู่แม้จะเลือนรางเต็มที ย้อนอดีตกลับไปเขาจำได้ว่าหลังจากถูกชายคนรักหักอกอย่างเลือดเย็นแล้วเขาก็เดินออกจากร้านกาแฟ เดินไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ขณะกำลังเดินข้ามถนน ทั้งๆ ที่เป็นไฟเขียวแต่กลับมีรถคันหนึ่งวิ่งมาอย่างเร็วและไม่มีท่าทีว่าจะชะลอรถลงเลย แม้จิตใจของธาราจะโศกเศร้าเพียงใดแต่สัญชาตญาณของเด็กหนุ่มวัยสิบหกในชั่วขณะนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใดเลย เขาวิ่งไปดึงแขนเด็กผู้หญิงซึ่งสวมชุดนักเรียนและน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาออกมาจากรัศมีของรถคันนั้นที่วิ่งมาแต่ดูเหมือนจะไม่ทัน
   เสียงกรีดร้องดังลั่นถนน และธาราก็มองไม่เห็นอะไรอีกนอกจากแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าจนแสบตาไปหมด เด็กหนุ่มยังจำได้ว่าเขาจับมือเด็กผู้หญิงคนนั้นแน่นมาก อาจเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะตายจึงได้รู้สึกโหยหาที่พึ่งพิง และดูเหมือนอีกฝ่ายก็คงจะคิดเหมือนกับเขา
   อย่างน้อยการเดินทางไปสู่ปรโลกของเขาก็คงไม่เดียวดายจนเกินไปนัก
   ใครจะไปรู้ล่ะว่าชาติภพต่อมาแทนที่จะได้เกิดมาในยุคที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิม กลับกลายเป็นย้อนกลับสู่ยุคโบราณเสียนี่แล้วยัง...
   ยังเกิดมาเป็นผู้หญิงเสียอีก
   ธาราเป็นธิดาคนรองของแม่ทัพเฉินจ้วงซือ (สิงโตผู้แข็งแกร่ง) แห่งแคว้นเฉียน แรกเริ่มบิดามั่นใจมากว่าลูกที่เกิดจากภรรยารองที่เขารักจะต้องเกิดมาเป็นบุรุษเหมือนเขาแน่นอนจึงตั้งชื่อไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ‘ไป๋ซือ’ ซึ่งแปลว่าสิงโตขาวเพื่อให้พ้องกับชื่อของบิดา
   เด็กหนุ่มรู้ว่าบิดาผิดหวังมาก
   แม่ทัพเฉินไม่รู้ว่าในร่างของทารกแรกเกิดในอ้อมแขนที่ตนอุ้มแค่ครู่เดียวก็วางลงอย่างรวดเร็วเป็นเด็กที่มีจิตใจของคนวัยสิบหกปีอยู่ในนั้น สีหน้าของบิดาในขณะนั้นฝังตรึงอยู่ในหัวใจดวงน้อยตลอดมา
   เขาเป็นเด็กที่บิดาไม่ต้องการให้เกิดขึ้นมา บิดาอยากได้เด็กผู้ชายที่สามารถออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านและสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไปได้แต่ธาราไม่อาจตอบสนองในสิ่งที่ท่านต้องการได้ เด็กหนุ่มจึงได้รับเพียงความเฉยเมยเย็นชาตลอดมาจนกระทั่งมารดาของเขาตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่งและบิดาก็คาดหวังให้มารดาคลอดลูกออกมาเป็นบุตรชายซึ่งจะทำให้สถานะของนางมั่นคงยิ่งขึ้น
   บิดาไม่ได้รักฮูหยินใหญ่แต่จำต้องแต่งงานด้วยเพราะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่ยังเด็กและมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนคือเฉินเหม่ยลี่ (สวยงาม) ท่านจึงคาดหวังว่าหากเจินหลานเทียน (ท้องฟ้าสีคราม) สตรีที่มีรักให้อย่างแท้จริงมีบุตรชาย เขาจะหย่าขาดกับฮูหยินใหญ่และยกตำแหน่งให้นางแทน ทว่า...กลับเกิดสงครามขึ้นเสียก่อน
   แคว้นอวี้ซึ่งเป็นเหมือนศัตรูคู่อาฆาตกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนกลับรุกรานแค้นเฉียนในช่วงเวลานั้นพอดี บิดาจำต้องเข้าสู่สนามรบในฐานะแม่ทัพ ทิ้งภรรยาที่กำลังครรภ์แก่ใกล้คลอดไว้ที่จวนกับสาวใช้ที่มีแต่คนของหวังเหม่ยเหนียงซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่แทบทั้งสิ้น ธาราเองก็เพิ่งอายุเพียงสองขวบ แม้เริ่มพูดจารู้เรื่อง ฟังภาษาจีนเข้าใจด้วยความเพียรพยายามแล้วแต่ก็ไม่อาจช่วยน้องของเขาที่เพิ่งเกิดขึ้นมาได้
   เมื่อฮูหยินใหญ่เห็นว่าเด็กที่เกิดมาเป็นผู้หญิงซ้ำยังเกิดในวันร้ายคือคืนสารท ตามธรรมเนียมประเพณีโบราณกล่าวไว้ว่าหากมีเด็กเกิดในวันนี้จะต้องทิ้งไป ห้ามเลี้ยงไว้
   ชีวิตจริงมันช่างโหดร้ายนัก เมื่อบิดาไม่อยู่ ฮูหยินใหญ่จึงเป็นผู้กุมอำนาจที่สุดในจวนแม่ทัพและออกคำสั่งให้นำน้องสาวของเขาที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เสียด้วยซ้ำใส่ตะกร้าแล้วนำไปลอยน้ำ มารดาผู้อ่อนแอยังไม่ฟื้นส่วนตัวเขาเองก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็กๆ
   ธาราก็ยังเด็กนัก เขายังจำได้ว่าในวันนั้นเองเขาสวมชุดนอนสีขาววิ่งตามคนรับใช้ผู้ชายในจวนที่ถือตะกร้าออกไปที่แม่น้ำซึ่งไหลผ่านด้านหน้าจวนพอดี ไม่มีใครห้ามปรามทั้งยังมีสีหน้าสมใจอยู่บนใบหน้าฮูหยินใหญ่และบุตรสาวของนาง ธาราล้มหน้าคะมำ ตามใบหน้าและเนื้อตัวมอมแมมและยังมีรอยถลอกเต็มไปหมดแต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามที่จะยื้อแย่งน้องเล็กกลับมา
   เด็กหนุ่มในร่างเด็กผู้หญิงวัยสองขวบหรือจะสู้แรงผู้ชายร่างกำยำ พวกเขาผลักธาราลงไปกองกับพื้นและวางตะกร้าลงไปในน้ำจนได้ เสียงเด็กแรกเกิดร้องไห้จ้าในตอนที่ตะกร้าลอยไปตามกระแสน้ำและหัวใจของธาราก็เหมือนจะขาดตามไปด้วย
   ธาราน้ำตาคลอ
   เด็กแรกเกิดถูกจับลอยน้ำมีแต่จะจมน้ำตายเท่านั้น โหดร้าย โหดร้ายเกินไปแล้ว!
   เวลาผ่านไปไม่กี่วันมารดาของเขาที่ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอนเพราะรับไม่ได้ที่สูญเสียลูกไปก็ตรอมใจตายทิ้งธาราให้เผชิญกับโลกนี้เพียงลำพังกับบิดาที่ดูจะเย็นชามากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ในชาติภพนี้ชะตาชีวิตของเขาจึงเงียบเหงาเดียวดายนัก
   ยามที่แม่ทัพเฉินไม่อยู่ในจวน ความเป็นอยู่ของธาราก็ไม่ต่างอะไรกับสาวใช้เพราะฮูหยินใหญ่และลูกสาวของนางที่มีอายุมากกว่าธาราเพียงหกเดือนคอยกลั่นแกล้งมาตลอด
   เขาไม่มีสาวใช้ประจำตัวอย่างเฉินเหม่ยลี่ที่มีผู้ติดตามคอยรับใช้ทั้งในจวนและยามที่นั่งเกี้ยวออกไปในเมืองถึงสองคน พี่สาวของเขาคนนี้มีเวลานอนตื่นสาย ได้กินแต่อาหารดีๆ แต่งตัวสวยๆ เปลี่ยนชุดใหม่ทุกฤดูกาล และคอยก่นว่าธาราอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องปมด้อยที่เขาไม่มีแม่
   ด้วยนิสัยเดิมของธาราที่เป็นคนอ่อนโยน ไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใครและยังมองว่าสตรีเป็นเพศแม่ที่ควรให้เกียรติจึงไม่ถือสาและก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านตามที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปริปากบ่น
   หากจะว่าไปสิ่งที่เด็กหนุ่มกังวลมากกว่าคือร่างกายของเขาเองต่างหาก
   ทำไมเขาจะต้องเกิดมาเป็นผู้หญิงด้วยนะ?
   รูปร่างหน้าตาก็ถอดพิมพ์เดียวกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วยกเว้นแค่ว่ามีร่างกายเป็นสตรีเท่านั้น
   เขารู้ดีว่าเกิดเป็นผู้หญิงนั้นแสนลำบาก ยิ่งมาอยู่ในยุคโบราณอย่างนี้ด้วย ที่นี่ไม่มียกทรงมีแต่เอี๊ยมแดง ที่ร้ายกว่านั้นคือเวลามีประจำเดือนช่างลำบากอย่างที่สุด ผ้าซับเลือดหรือจะสู้ผ้าอนามัยความยาวสี่สิบเซนติเมตรได้ จะให้นอนอุดอู้อยู่แต่บนเตียงเหมือนคุณหนูเหม่ยลี่ เขาก็ทำไม่ได้เพราะคงถูกสาดน้ำราดทั้งที่ยังนอนและโดนหัวหน้าสาวใช้ลากมาทำงานบ้านทั้งอย่างนั้นแน่นอน
   “เฮ้อ”
   รันทดจริงๆ ธาราเอ๊ย!
    เด็กหนุ่มหน้าหวานก้มมองดูหน้าอกตัวเองที่นูนขึ้นมา แรกๆ เขาไม่คุ้นชินกับร่างกายนี้เลย แม้ว่าเขาจะหน้าสวยเกินชายจนถูกล้อเลียนมาตลอดแต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าพริบตาเดียว ชาติต่อมาเขาก็เกิดมาเป็นเพศหญิงเสียอย่างนั้น ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไรนักหรอกเพียงแต่เขาใช้ชีวิตไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ และอีกอย่างหนึ่ง...
   ปีนี้เขาอายุสิบสามแล้ว
   คนยุคนี้แต่งงานกันเร็วจะตาย ได้ยินว่าพวกเด็กผู้หญิงที่มีพ่อแม่ขายของอยู่ในตลาดถัดจากจวนไปไม่ไกลเพิ่งแต่งงานไปเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง เด็กคนนั้นเพิ่งอายุแค่สิบสอง
   สิบสอง! หากเป็นยุคสมัยที่เขาจากมาก็เพิ่งเป็นแค่เด็กประถม พรากผู้เยาว์ชัดๆ
   ธาราซึ่งมีความทรงจำเดิมครบถ้วนลำบากใจกับเรื่องนี้มากจริงๆ ต่อให้เขาเป็นแค่ลูกของอนุในจวนแต่บิดาก็เป็นถึงแม่ทัพของแคว้น ย่อมต้องมีผู้ชายสักคนมาทาบทามสู่ขอบ้างล่ะ
   ปัญหาก็คือเขาไม่ต้องการยอมรับการคลุมถุงชน แล้วจะให้ปฏิเสธเรื่องพวกนี้ยังไงดีล่ะ?
   โครม!
   ธาราซึ่งมัวแต่วุ่นวายใจ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนลืมไปว่ากำลังนั่งซักผ้าอยู่และไม่ทันได้สนใจสิ่งรอบตัว จู่ๆ ผ้ากองพะเนินก็ถูกโยนลงมาบนหัวของเขา
   “มัวเหม่ออะไรอยู่เจ้าคะคุณหนูไป๋ซือ หากไม่รีบเข้าน่ากลัวว่าคืนนี้คงอดข้าวเย็นนะเจ้าคะ!”
   “ฮ่าๆๆ ไม่รู้ถึงสถานะของตัวเองเสียบ้าง เป็นแค่ลูกอนุที่ตายไปแล้ว หรือยังคิดจะหวังถีบตัวเองให้สูงขึ้นได้อีก ฝันไปแท้ๆ”
   เสียงหัวเราะเยาะของเหล่าสาวใช้ในจวนดังลั่นลานซักผ้าก่อนที่พวกนางจะเดินจากไปทิ้งให้ธารานั่งซักผ้ากองโตต่อไปคนเดียว
   เมื่อบิดาไม่อยู่ในจวน ต่อให้เป็นสาวใช้ชั้นปลายแถวที่สุดในจวนก็ยังมีความเป็นอยู่ดีกว่าเขาเลย อย่างน้อยก็ได้กินอาหารครบทุกมื้อ ส่วนตัวเขาถึงแม้จะได้นอนบ้านแยกออกมาอีกหลัง ดูมีความเป็นส่วนตัว ดูมีความสโลว์ไลฟ์ แล้วยังไงล่ะ เอะอะก็จ้องหาเรื่องทำโทษกันตลอดเวลา
   อย่างวันนี้ถ้าซักผ้าไม่เสร็จก็จะไม่ได้กินข้าวเย็น
   ชีวิตดี๊ดี!
   “เฮ้อ”
   ธาราถอนหายใจอีกครั้งและก้มหน้าก้มตาซักผ้าต่อไป

   ฤดูใบไม้ผลิในปีเดียวกันนั้นเองที่เฉินจ้วงซือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียนกลับมาจากค่ายทหาร เขาเป็นบุรุษหน้าตาดี ผิวคล้ำแดด ดูองอาจสมชายชาตรี ไม่อ้วนลงพุง อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีก็ได้รับตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้แล้ว นับได้ว่าเป็นคนหนุ่มที่อนาคตไปไกลกว่าที่คิดและที่สะดุดตาและเป็นลักษณะเด่นคือสีดวงตาซึ่งเป็นสีน้ำตาลอ่อนชวนให้สาวๆ หลงใหลเคลิบเคลิ้ม แต่ว่าจนถึงบัดนี้แม้จะมีหญิงสาวมากมายใฝ่ฝันที่จะได้อยู่เคียงข้างกับเฉินจ้วงซือ แม้จะเป็นอนุก็ยังดีแต่แม่ทัพหนุ่มใหญ่กลับไม่ชายตาแลสตรีใดอีกเลย ราวกับว่าหัวใจของเขาได้ตายไปพร้อมกับเจินหลานเทียน สตรีที่เขารักแล้ว
   ธารายังจำได้ว่าในวันที่บิดากลับมาจากสนามรบแล้วได้รับรู้ว่ามารดาของเขาตายจากไปแล้ว น้องเล็กที่เพิ่งเกิดมาก็ถูกจับใส่ตะกร้าลอยในแม่น้ำไปแล้ว เขาเห็นสายตาเย็นเยียบมองฮูหยินใหญ่ซึ่งยืนสั่นสะท้าน คงคิดว่าบิดาคงจะด่าทอแน่แต่กลับผิดจากที่คาดไว้ ท่านไม่พูดอะไรกับนางเลยแต่หันมาบอกธาราที่ยืนหลบมุมอยู่ตรงหน้าประตู
   “ซือเอ๋อ ไปสุสานกับข้า”
   “ค่ะ ท่านพ่อ”
   ธาราไม่ทันได้แต่งตัว เสื้อผ้าก็ไม่ได้สวยงามสมฐานะคุณหนูจวนแม่ทัพ มันเป็นแค่ผ้าเนื้อหยาบๆ สีน้ำเงินซึ่งเป็นผ้าผืนเดียวกับที่ตัดให้สาวใช้ในจวนใส่เป็นสีเดียวกัน ปกติหากรู้วันล่วงหน้าว่าเฉินจ้วงซือจะกลับมาเมื่อใด ฮูหยินใหญ่จะสั่งการให้สาวใช้ในจวนรีบนำชุดที่ดูดีกว่านี้มาให้เขาใส่เพื่อไม่ให้แม่ทัพใหญ่ล่วงรู้ถึงเรื่องที่ปกปิดเอาไว้
   ทว่า...เฉินจ้วงซือกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกทำให้ฮูหยินใหญ่ย่ามใจ คิดว่าสามีคงไม่สนใจเจ้าเด็กคนนี้แล้ว นางจึงหมายมั่นว่าจะไม่มีวันให้เฉินไป๋ซือมาเป็นก้างขวางคอ คอยเผยอทัดเทียมกับบุตรสาวของนางได้แน่
   ทางด้านธาราก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขากับบิดาไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก ส่วนใหญ่บิดาจะอยู่แต่ในสนามรบไม่ก็ค่ายทหารในชนบทห่างไกลความเจริญ นานๆ ครั้งถึงจะกลับจวนแต่ก็อยู่เพียงไม่กี่วันก็ออกเดินทางอีก สองพ่อลูกพบกันแทบนับครั้งได้ บางทีความห่างเหินนี้ก็มาจากฮูหยินใหญ่ด้วยเพราะหลายครั้งบิดาก็รีบกลับมาแล้วก็จากไป นางไม่เคยเรียกธาราให้มาพบกับบิดา กว่าเด็กน้อยจะรู้บิดาก็ออกจากเมืองหลวงไปเสียแล้ว
   ครั้งนี้นับได้ว่าสองพ่อลูกได้อยู่ใกล้กันจริงๆ เฉินจ้วงซือพาธาราขี่ม้าไปด้วยกันเพียงสองคนเพื่อไปยังสุสานสกุลเฉิน ฮูหยินใหญ่แม้จงเกลียดจงชังอนุของสามีเพียงใดก็ยังไม่กล้าไม่ยินยอมให้ฝังร่างของนางไว้ในสุสานประจำตระกูลเพราะเกรงว่าสามีจะชิงชังนางมากขึ้น
   นางรักสามีมาก แต่ไม่อาจแปรมันเป็นความแค้นจนตัดใจลาจากหรือปล่อยวางความรักได้จึงได้หลงวนเวียนอยู่ในความริษยาอยู่อย่างนี้
   เมื่อถึงหน้าหลุมฝังศพเจินหลานเทียน สามีของนางก็หยุดม้าและอุ้มลูกสาวที่เกิดจากครรภ์ของนางลงจากหลังม้า
   ธาราเงยหน้ามองแม่ทัพเฉินอย่างแปลกใจเล็กน้อย มือใหญ่หยาบกร้านจากการจับอาวุธนั้นจับมือเขาและจูงไปที่ป้ายหน้าหลุมฝังศพ มืออีกข้างของแม่ทัพเฉินลูบแผ่นป้ายที่สลักชื่ออนุที่เขารักยิ่ง
   ธารานั่งคุกเข่าลงโดยไม่ต้องให้บิดาเอ่ยบอก เขาก้มหน้าลงและอธิษฐานในใจขอให้มารดาไปสู่สุคติ ภพภูมิที่ดี มีความสุขยิ่งกว่าในชาตินี้ นางทั้งงดงาม อ่อนหวานและรักเขาอย่างที่มารดาคนหนึ่งจะรักได้อย่างแท้จริง น่าเสียดายที่นางแสนดีเกินไป อ่อนแอเกินไปจึงถูกกลืนกินโดยผู้หญิงที่มีจิตใจหยาบช้าอย่างฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ
    หากถามว่าธาราแค้นเคืองนางไหม อยากแก้แค้นแทนหรือเปล่า เขาคงต้องตอบว่าบางครั้งก็มีความคิดนี้อยู่ในใจแต่ทำไปแล้วได้อะไร มารดาจะกลับคืนมาหรือก็เปล่า น้องเล็กจะหวนคืนมาหรือก็ไม่ ธาราจึงไม่รู้จะจองเวรจองกรรมกับฮูหยินใหญ่ไปทำไม หากเรื่องเวรกรรมมีจริง สักวันนางก็จะได้รับการตอบแทนที่สาสมเอง แม้ว่า...
   มันอาจจะนานไปจนธาราอาจจะท้อไปเองก็ได้
   “ซือเอ๋อ คำนับมารดาของเจ้า เราต้องไปแล้ว”
   ได้ยินเสียงขรึมและดุๆ ดังขึ้นข้างหู ธาราสะดุ้งเล็กน้อยเพราะมัวแต่ใจลอยไปหน่อย เขารีบก้มหัวจรดพื้นคำนับมารดาและเดินไปหาบิดาซึ่งขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้ว
   “ทำอะไรชักช้าร่ำไร”
   บิดาบ่นและก้มตัวลงมาคว้าตัวธาราขึ้นไปนั่งข้างหน้าและพาควบม้าออกมาจากสุสานกลับเข้ามาในเมือง ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของบิดาที่กอดตัวธาราไว้ทำให้เขารู้สึกดี อย่างน้อยบิดาก็ไม่ได้ทอดทิ้งหรือเมินเฉยต่อเขา สิ่งที่คนๆ นี้ทำจะต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างซ่อนอยู่แน่นอน เพียงแต่เขาไม่ยอมบอกมันออกมาและธาราก็ไม่คิดจะถาม
   เขามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากแต่ก็ไม่ถึงกับเลือดตาแทบกระเด็นถึงขั้นกระอักเลือดเสียหน่อย หากเทียบกับน้องเล็กที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรกันแน่ ถ้าเด็กคนนั้นยังมีลมหายใจอยู่อาจจะลำบากยิ่งกว่าเขาหลายเท่าตัวก็ได้
   ทุกครั้งที่ธาราสวดมนต์ไหว้พระก็จะขอพรเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือขอให้น้องปลอดภัยและมีความสุข เขาไม่เคยขอพรให้ตัวเองเลยสักครั้งเพราะชาชินกับการอยู่เยี่ยงสาวใช้ในจวนและไม่คิดเรียกร้องอะไรมากกว่านี้อีก ยกเว้นเรื่องแต่งงาน
   เขาไม่อยากแต่งงานแค่นั้นเอง
   ความวิตกกังวลนี้ดูจะมากยิ่งขึ้นเมื่อละจากห้วงคำนึงเมื่อครั้งอดีตที่มีร่วมกับบิดา
    ตอนนี้เขาอายุสิบสาม ใกล้ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ไม่นานก็ต้องมีแม่สื่อมาดูตัว เด็กหนุ่มสังหรณ์ใจว่าเวลานั้นคงมาถึงเร็วๆ นี้
   คิดมากไปก็เครียดเปล่าๆ เด็กหนุ่มรวบผ้าห่มขึ้นคลุมตัว เวลานี้ต้องรีบหลับให้สนิท ตอนเช้าเขาต้องเข้าครัวและยังมีงานทำความสะอาดรออยู่อีกมาก
   ปึงๆๆ
   เสียงเคาะประตูดังระรัว ธาราซึ่งยังไม่ได้หลับรีบลุกขึ้นแล้วเปิดประตูให้ เขานึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่ามีอะไรรีบร้อนให้เขาทำในช่วงกลางดึกอย่างนี้
   สาวใช้ที่ชอบเหน็บแนมเขาเป็นที่หนึ่งซึ่งเดิมทีได้รับมอบหมายให้คอยดูแลเขาแต่กลับไม่เคยมาเหลียวแล งานประจำที่นางทำคือใช้งานธาราให้หนักและคอยรายงานความชักช้าอืดอาดของเขาให้เรือนฮูหยินใหญ่ฟัง นางยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า สีหน้านั้นบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด
   หรือเมื่อกลางวันเขาเผลอทำอะไรผิดไปหรือยังไง
   “ถอยไปสิ ข้าจะเข้าไปนอน!”
   ธารามองร่างอวบนั้นเดินส่ายอาดๆ เข้ามาในห้องและจงใจแย่งเตียงนอนของเขาหน้าตาเฉย 
   นางมีที่นอนที่ดีกว่าเขาที่เรือนใหญ่ เหตุใดจู่ๆ ก็เดินมานอนที่นี่กันล่ะ?
   “ยืนมองหาอะไรอยู่เล่า ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วข้าก็ต้องกลับมานอนที่นี่อย่างไรเล่าเจ้าลูกอนุโง่เง่า! รีบปิดประตูก่อนที่ยุงจะเข้ามาสิ ไม่รู้จะโง่ไปถึงไหน ยิ่งเห็นยิ่งรำคาญลูกตา” นางตวาดลั่นเรือนก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย “อย่านึกว่าท่านแม่ทัพมาแล้วเจ้าจะได้อยู่สบายๆ นะ ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปก็นอนที่พื้นไปก็แล้วกัน”
   แล้วหมอนหนึ่งใบก็ถูกโยนลงที่พื้น นั่นคือความปราณีมากแล้วสำหรับเสี่ยวชิงที่มีต่อคุณหนูที่นางเกลียดชัง อย่างน้อยก็ยังให้หมอนมาหนุนนอนหนึ่งใบ
   ธาราเกาศีรษะ นึกบ่นในใจ
   ท่านพ่อ มาแล้วก็ใช่ว่าจะทำให้ลูกสบายขึ้นหรอกนะ

   ชายแดนสงบเงียบเนื่องจากแคว้นอวี้ถอนทัพกลับไปแล้ว กองทัพแคว้นเฉียนไม่ได้หลงกลไล่ตามไปเพราะอาจเสียไพร่พลโดยใช่เหตุจึงทำเพียงรั้งรออยู่ที่ชายแดน นานวันเข้าความสงบสุขก็กลับคืนมา แม่ทัพเฉินจึงคิดว่าจะกลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัวสักเจ็ดวันจากนั้นก็จะกลับไปรักษาชายแดนต่อไป เขาเองก็ยังวางใจอะไรไม่ได้เพราะพวกแคว้นอวี้ก็ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก
   พวกมันกระหายที่จะยึดครองแคว้นเฉียนมานานแล้ว คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ หรอก แต่อย่างน้อยช่วงนี้ก็ยังมีความปลอดภัยอยู่ เฉินจ้วงซือจึงสามารถกลับมายังเมืองหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดนและมาพักที่จวนได้บ้าง
   ความเป็นอยู่ของธาราช่วงนี้จึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็ในช่วงเวลากลางวัน เขามีหน้าที่แค่เข้าครัวช่วยทำอาหารแต่ไม่ต้องล้างจานชาม ซักผ้า ตากผ้าหรือทำความสะอาดจวนอีก
   ก็แค่เจ็ดวัน อีกไม่นานก็ต้องกลับไปทำเหมือนเดิม เทียบกันแล้วตอนกลางคืนต้องเจอเสี่ยวชิงก่นว่าให้เจ็บใจ เขายอมทำงานบ้านเยอะๆ เสียยังดีกว่ามาก
   หลังเข้าครัวเสร็จแล้ว ธาราก็รับประทานอาหารเช้าในครัว จากนั้นจึงมีเวลาพักผ่อนเดินเล่นในสวนหน้าเรือนของเขาเอง เด็กหนุ่มชอบช่วงเวลาสบายๆ อย่างนี้เพราะเขาไม่ได้มีโอกาสมากนัก อาจจะปีละครั้งหรือบางปีก็ไม่มีเลยเพราะบิดาอยู่แต่ในสนามรบและชายแดนเสียมากกว่า
   ธาราไม่มีทางเลือกมากนัก หากเกิดมาเป็นผู้ชาย เขาคงไม่ลังเลที่จะจับอาวุธฝึกฝนและเข้าสู่สนามรบติดตามบิดาแต่นี่กลับมีทั้งหน้าอกทั้งประจำเดือน กว่าเขาจะทำใจกับร่างใหม่นี่ได้ก็ใช้เวลาตั้งนาน
   “คุณหนูรองเจ้าคะ ท่านแม่ทัพเรียกหาเจ้าค่ะ”
   เสี่ยวชิงดูอ่อนหวานนุ่มนวลนักจนธาราแอบยิ้ม คงเพราะตอนนี้ในจวนยังมีทหารหลายนายที่ติดตามแม่ทัพเฉินกลับมาด้วย พวกเขายืนประจำการตามจุดต่างๆ และดูเหมือนจะมีคนหนึ่งยืนอยู่ในสวนทำให้เสี่ยวชิงไม่อาจตวาดใส่ธาราได้อย่างถนัดเหมือนที่เคยทำมานัก
   ตอนนี้นางคงโมโหอยู่ในใจจนแทบคลั่งแล้ว
   ตอนนี้เข้ายามอู่ บิดาคงกลับมาจากวังหลวงหลังจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว แต่ทำไมจึงได้เรียกหาเขาทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ธาราไม่อาจรู้ได้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไร มีแต่ต้องไปพบกับเขาเท่านั้น
   แต่ว่า...เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเลย

   เฉินเหม่ยลี่นั่งรออยู่ที่โต๊ะพร้อมกับฮูหยินใหญ่โดยมีแม่ทัพเฉินจ้วงซือนั่งเป็นประธานอยู่ในห้องโถง บนโต๊ะจัดสำรับอาหารไว้เรียบร้อยแต่ยังไม่มีใครแตะต้องอาหารเลยสักคน
   ดูเหมือนพวกเขาจะรอธาราอยู่เพียงคนเดียวซึ่งทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจมาก
   “นั่งลงสิซือเอ๋อ”
   เป็นเสียงของบิดา เขาชี้นิ้วตรงเก้าอี้ตัวที่ว่างซึ่งอยู่ข้างๆ เฉินเหม่ยลี่พี่สาวของเขา เห็นนางทำปากเบ้และเบือนมองไปอีกทางก็ทำให้ธาราไม่อยากจะไปนั่งแต่สายตาดุๆ ของบิดาที่มองมานั้นน่ากลัวกว่ามากทำให้เขาต้องนั่งลงจนได้
   พี่สาวคนโต บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากครรภ์ของฮูหยินใหญ่ นางเป็นสตรีที่สวยงามแต่เอาแต่ใจตามประสาลูกผู้ดีมีเงินที่มีมารดาคอยให้ท้าย นางพ้นวัยปักปิ่นมาแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดกล้ามาทาบทามสู่ขอเพราะทั้งบุตรของเสนาบดีหรือเจ้ากรมต่างๆ ที่มีวัยใกล้เคียงกันก็ล้วนแต่งงานไปแล้ว จะให้นางไปเป็นอนุ ฮูหยินใหญ่ย่อมไม่ยินยอม เฉินเหม่ยลี่จึงยังไม่ได้ออกเรือนจนถึงตอนนี้
   ฮูหยินใหญ่มองหน้าธาราอย่างขัดเคืองใจ มันแสดงออกมาทางสีหน้าของนางทั้งที่ยิ้มแย้มอยู่ ธาราสังเกตได้เพราะคำพูดของนางก็ยังคงเชือดเฉือนหัวใจเหมือนเคย
   “ข้าให้สาวใช้ไปตามนางมากินข้าวนานแล้ว คงมัวแต่เที่ยวเล่นอยู่ เป็นเพราะข้าอบรมไม่ดีเอง ต่อไปข้าจะเข้มงวดกับนางมากขึ้นเองเจ้าค่ะท่านพี่”
   “ฮึ” บิดาส่งเสียงดังฮึตอบรับแค่นั้นแล้วหันมามองธารา “ปีนี้เจ้าอายุสิบสามแล้วสินะ?”
   “เจ้าค่ะ”
   เหม่ยลี่คงจะงอน ธาราเหลือบเห็นนางกำมือกับกระโปรงแน่น คงกลัวว่าบิดาจะรักเขามากกว่า มันเป็นแค่ความคิดแบบเด็กๆ ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจและมีสาเหตุมาจากมีมารดาคอยเป่าหูมาโดยตลอด
   เนื้อแท้ของเฉินเหม่ยลี่ไม่ใช่คนเลวร้าย ยามที่ธาราถูกรังแกตอนเด็กๆ นางยังเคยเอ่ยถามมารดาของนางว่า ‘ทำไมต้องตีซือเอ๋อด้วย’ ฮูหยินใหญ่ซึ่งกลัวว่าลูกของนางจะเห็นใจลูกของศัตรูจึงคอยพูดฝังหัวลูกสาวว่าแม่ลูกคู่นี้แย่งความรักจากบิดาไป เป็นคนไม่ดี ห้ามสุงสิงด้วยไม่เช่นนั้นจะถูกตีไปด้วย
   หลังจากนั้นเหม่ยลี่ที่ตอนแรกอยากจะมาชวนธาราไปเล่นด้วยก็ไม่กล้าเข้าใกล้น้องสาวคนนี้อีก นานวันเข้าก็ยิ่งหมั่นไส้และกลายเป็นเกลียดชัง ในที่สุดเหม่ยลี่กับธาราก็อยู่กันคนละฝั่งอย่างแท้จริง
   นางไม่ซ้ำเติมแต่ก็ไม่คิดช่วยเหลือใดๆ ธาราคิดว่าแค่นี้ก็ดีแล้วสำหรับเขา
   “ทำไมชอบเหม่อนัก กินเยอะๆ เจ้าดูผอมไปนะ”
   บิดาคีบเนื้อใส่ถ้วยเขา
   ธารายิ้มแห้งๆ แน่นอนว่าต้องผอมลง ช่วงนี้ซักผ้าไม่ทันบ้างล่ะ ล้างจานแตกบ้างล่ะ เลยถูกทำโทษให้อดข้าวอยู่บ่อยๆ
   “ขอบคุณท่านพ่อ”
   “ครั้งนี้ข้าอาจกลับมาอยู่ที่จวนนานขึ้น อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงวันจัดงานเลี้ยงบุปผา”
   คำพูดของบิดาทำให้หัวใจของฮูหยินใหญ่พองโต นางทำตาโต ยิ้มกระหยิ่ม ธาราไม่รู้เรื่องพวกนี้นักแต่ให้ทายมันคงเป็นงานเลี้ยงของพวกชนชั้นสูงที่จะได้มาพบปะพูดคุยโอ้อวดกัน
   บุปผานั้นมีความหมายถึงผู้หญิง เหม่ยลี่ก็คงได้ไปร่วมงานนี้ด้วย ดูนางยิ้มแย้มขึ้นมาทันทีและหันมามองธาราตาขวาง คงไม่อยากให้เขาไปด้วย
   ธารายักไหล่ เขาปฏิเสธอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องมามองอย่างกดดันกันอย่างนี้หรอก
   “องค์รัชทายาทก็จะเสด็จมาร่วมงานด้วย พวกเจ้าก็ทำตัวให้ดี ฝึกซ้อมความสามารถพิเศษเพื่อแสดงในงานเลี้ยง ไม่แน่ว่าหนึ่งในพวกเจ้าอาจจะได้เป็นพระชายาของพระองค์”
   “พระชายา!”
   เหม่ยลี่ดีใจลิงโลด นางบีบมือตัวเองอย่างตื่นเต้น
   “ทำไมซือเอ๋อจึงได้ไปร่วมงานด้วย นางเป็นแค่ลูกของอนุ” ฮูหยินใหญ่ติง นัยน์ตาโตของนางมองธารา หากมันคือคมมีดของฟันเด็กหนุ่มจนเป็นแผลเหวะหวะไปแล้ว
   “ใช่แล้ว คนที่ควรคู่กับองค์รัชทายาทสมควรเป็นลูกมากกว่า” เหม่ยลี่เชิดหน้าขึ้นอย่างถือตนว่าเหนือว่าไปซือในทุกด้าน แต่ถึงอย่างนั้นในใจของนางก็ยังคงกังวลอยู่เล็กน้อย
   หากไป๋ซือเป็นฝ่ายถอยไปย่อมต้องดีกว่าแน่นอน
   ไม่มีใครคาดคิด ธารากลับยิ้มละไม ยอมเสียสละเสียเอง
   “ให้พี่สาวได้ร่วมงานเถิด ข้าจะบวชชี ชาติภพใดข้าก็ไม่ขอมีรักอีกแล้ว”

2
R. 2 noneko / รัญชิดา / Re: เปิดบ้านจ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ พฤษภาคม 21, 2017, 04:45:26 PM »
มาเป็นกำลังใจ
3
R. 1 ปัณณ์นภัส / ม่านราตรี / Re: ห้องร้อนแรง
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ พฤษภาคม 21, 2017, 04:44:49 PM »
มานั่งรอ ;D ;D
4
R.3 ตามฝัน / buddy / Re: จอมใจ เจ้าชีวัน บทที่ ๑
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ พฤษภาคม 21, 2017, 04:43:57 PM »
เขากลับมาแล้ว เขากลับมาแล้ว จอมใจ เจ้าชีวัน
5
R. 2 noneko / รัญชิดา / Re: เปิดบ้านจ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย buddy เมื่อ พฤษภาคม 18, 2017, 09:17:14 PM »
สู้ๆ นะคะ ขอให้จบๆ เพี้ยงๆ  :-*
6
R. 2 noneko / รัญชิดา / Re: ชาติภพใดไม่ขอมีรัก-บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย buddy เมื่อ พฤษภาคม 18, 2017, 09:16:31 PM »
ว้าวๆๆๆ วายๆๆๆๆ ดราม่าไหมนี่
7
R.3 ตามฝัน / buddy / จอมใจ เจ้าชีวัน บทที่ ๑
« กระทู้ล่าสุด โดย buddy เมื่อ พฤษภาคม 18, 2017, 09:14:19 PM »
นวนิยายเรื่อง จอมใจ เจ้าชีวัน เป็นเรื่องที่เริ่มเขียนไว้นานมาก นานจนพล็อตเลือนๆ ไปแระ ฮาๆๆๆ
แต่ด้วยความรักในตัวละครที่เราสร้างขึ้น ก็อยากจะส่งพวกเขาและเธอให้ถึงฝั่งฝัน ได้จบบริบูรณ์กับคนอื่นเขาบ้าง
เอาใจช่วยสีตลธร กับ อัคนิรุทร หน่อยนะคร้า
**************************


บทที่ ๑

          บทที่ ๑
   ณ เขมรัฐนคร
   แสงแดดสีทองอ่อนละมุนทอทาบเคล้าเคลียยอดไม้ มองดูราวต้นไม้ทองทอดยาวไปตลอดสองข้างทาง เสียงนกน้อยร้องขานขับ แข่งกับเสียงตะโกนประชันกันของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่วางแผงบ้าง วางพื้นบ้าง เรียงรายเป็นสายตลอดถนน สรรพสินค้ามีให้เลือกทั้งผลหมากรากไม้ ผักสดสารพัน ปลา เนื้อ หลายหลากชนิด ทั้งเก้ง กระต่าย นก หนู ตลอดของป่าหน้าตาแปลกพิศดารก็มีวางขายเกลื่อน
ผ่านอีกย่านเป็นผ้าแพร ผ้าไหมทองดงามแม้จะมาจากฝีมือชาวบ้านธรรมดา ถ้วยโถโอชามวาดลวดลายคล้ายเกล็ดงูสีน้ำตาลแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของเขมรัฐ ประดาผู้ค้าร้องเรียกเชิญชวนคนเดินตลาดให้เข้าเลือกสรรอุดหนุนสินค้าของตนตามอัชฌาสัย ชาวเมืองทั้งหมดทั้งสิ้นราวกับมารวมตัวกันอยู่ในตลาดเมืองเช้าแห่งนี้ ผู้คนจึงพลุกพล่านหาซื้อข้าวของที่ต้องการกันอย่างสนุกสนาน
   สองหนุ่มฉกรรจ์เดินเคียงข้างกัน ปะปนไปกับหมู่ผู้คน ร่างบึกบึนในชุดเสื้อแขนยาวเนื้อหนาสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีดำยาวกรอมเข่า ดูไม่แตกต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป แต่หากใครจะมีแก่ใจสังเกต ก็คงเห็นความผิดแผกจากชาวตลาดอื่นๆ ด้วยกิริยาก้าวย่างองอาจราวนักรบผู้เกรียงไกรของทั้งคู่ หนึ่งหนุ่มนั้นผิวผุดผาดผ่องใส ใบหน้างดงามด้วยเครื่องหน้าหวานละมุนราวอิสตรีมีรอยยิ้มติดปากอยู่เสมอ อีกหนุ่มสูงเสมอกันแต่ผิวเข้มกว่า ท่าทางเคร่งขรึมและสอดส่ายสายตาระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
   “เดินตลาดนี่มันน่าสนุกตรงไหน” ผู้คอยระวังถามขึ้นอย่างฉิวปนขัน
   “อยากรู้จักเขมรัฐ ก็ต้องรู้จัก ‘คน’ เขมรัฐเสียก่อน ในตลาดผู้คนออกมากหลาย ไม่น่าตื่นตาตื่นใจหรอกรึ” บุรุษผู้มีใบหน้างามตอบอย่างร่าเริง สายตายังไม่ละจากนานาสินค้าที่วางเรียงรายเป็นทิวแถว
   “มาจ่ายตลาดเป็นแม่ศรีเรือนแบบนี้ ได้รู้จัก ‘คน’ เขมรัฐบ้างหรือยังเล่า” อดจะเหน็บให้ไม่ได้เมื่อเห็นอาการรื่นเริงเกินเหตุของอีกฝ่ายที่คิดพิเรนทร์ชวนมาเดินเที่ยวตลาดยามเช้า คนถูกเหน็บกลับหัวเราะสดใส ไม่นำพาคำค่อน เดินนำเข้าไปชะโงกดูพ่อค้าที่กำลังส่งเสียงร้องชวนลูกค้าให้ลิ้มชิมรสขนมของตน
   หนุ่มผู้พี่ต้องกระซิบเตือน “สายมากแล้ว ออกเดินทางกันเลยไม่ดีรึ เจ้าขวัญ”
   “ประเดี๋ยวสิพี่ อันนี้ดูน่ากิน ขอลองชิมสักคำเป็นไร” คนกำลังเพลิน สนใจก้อนแป้งกลมๆ เท่ากำปั้นเด็กสีเหลืองอร่ามบนเตาไฟมากกว่า ถามคนขาย “พ่อค้า นี่ขนมอะไรรึ”
   นายพ่อค้ามองหน้าคนถามอย่างงงๆ เจ้าหนุ่มนี่ไปอยู่บ้านไหนมา จึงไม่รู้จักขนมสามัญเช่นนี้ ดูท่ามันคงเพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่กระมัง “เขาเรียกขนมตง ลองชิมสักชิ้นสิแล้วจะติดใจ เอ้า” ว่าพลางเอาไม้จิ้มชิ้นที่สุกแล้วส่งให้
คนรับมาดีใจ ไม่ต้องเสียเงินก็ได้ชิมขนมฟรี คนเขมรัฐนี่น้ำใจงามแท้ ยังไม่ทันจะส่งเข้าปาก เสียงอึกทึกข้างหลังก็เรียกความสนใจให้หันไปมอง
ที่เห็นลิบๆ เป็นกลุ่มฝุ่นฟุ้งกระจายจากปลายฝีเท้าม้านับได้ร่วมสิบตัว ทหารในเครื่องแบบสีขาวควบตะบึงรี่มาทางพวกเขา ชาวบ้านพากันแตกกระเจิงหาที่หลบ ทั้งสองหนุ่มก็ผลุบกายเข้าใต้กำบังของต้นไม้ใหญ่ริมทาง
   “ทหารม้าเขมรัฐ” คนพี่เอ่ยเสียงเคร่งขรึม ยืนบังอีกร่างอย่างพร้อมปกป้อง
   “จะออกไปรบกับใครล่ะนั่น” น้ำเสียงติดจะเยาะหยันมากกว่าอยากรู้จริง ส่งขนมที่อยู่ในมือเข้าปาก
   กลุ่มทหารม้าลับหายไปจากสายตา สองหนุ่มก้าวออกจากใต้เงาไม้ เพื่อกลมกลืนไปกับฝูงชนที่เคลื่อนกลับเข้ายึดครองตลาดเช้าของพวกเขาคืน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจ ชาวบ้านร้านตลาดกลับมาตะโกนเชื้อเชิญคนให้ซื้อสินค้ากันอย่างปกติ ไม่มีใครมีทีท่าสนใจหรือใส่ใจกับทหารม้านับสิบที่เพิ่งควบผ่านไป
‘ชาวเขมรัฐช่างอ่อนเดียงสาและประมาทสงครามนัก คงถือดีว่ามีภูมิประเทศเป็นปราการป้องกันภัยรุกรานกระมัง’ บุรุษผู้มีใบหน้างามใคร่ครวญในใจ เป็นที่รู้กันดีว่าเขมรัฐ ดินแดนในอ้อมกอดแห่งขุนเขาแห่งนี้ ดุจดินแดนลับแล มิค่อยมีผู้ใดรับรู้เรื่องราวภายในอาณาเขตเทือกเขาสัตบรรพตนี้นัก เนื่องด้วยเขมรัฐไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใดในภูมิภาคมาเป็นเวลานาน นโยบายเปิดเมืองเพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อไม่นานมานี้
   ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างถูกปะทะอย่างแรงจากด้านหลัง ชายหนุ่มเซไปข้างหน้า มือคว้าด้ามกริชที่เหน็บอยู่ข้างลำตัวทันทีตามสัญชาตญาณนักสู้ ต่อเมื่อตั้งตัวได้และหันหน้าเผชิญกับผู้ลอบทำร้าย กลับพบเพียงร่างบางอ้อนแอ้นที่กองอยู่ตรงพื้น กำลังพยายามหยัดตัวลุกขึ้น
   ใบหน้านวลกระจ่างดังจันทร์เพ็ญ ดวงตากลมโตแวววาวสอดส่ายไปมาอย่างระแวงภัย คิ้วโก่งมุ่นขมวด แก้มเนียนเปล่งปลั่งแดงระเรื่อ ปากกระจับอวบอิ่มยั่วยวนใจชายนัก แม้เพียงแค่เสี้ยวนาที แต่ราวกับนานนิ่งนับปี ใจชายเต้นแรงเร่าตะลึงมองราวต้องมนต์  มือละจากด้ามกริช รุดเข้าโอบประคองหญิงงาม
   “ปล่อยเรานะ!” นางสะบัดตัวออกอย่างรุนแรง เซถอยไปจนเกือบล้มลงอีกครั้ง เสียงตะคอกนั้นกลับฟังหวานจนใจแกว่ง นึกสงสัยว่านางผู้นี้เป็นมนุษย์สามัญหรือนางแม่มดร้ายกาจที่กำลังร่ายมนต์เสน่ห์ใส่เขากันแน่
   “ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” ส่งไมตรีผ่านรอยยิ้มจริงใจ
   “ถ้าจะช่วยก็จงหลีกทาง เรากำลังรีบ” นางส่งสายตาขึงขังตอบแทนไมตรี กระชับผ้าแพรสีดำบนบ่าขึ้นคลุมศีรษะและพรางใบหน้า ก่อนเบี่ยงตัวหลบผละจากไป
   “เป็นอะไรหรือเปล่า” สหายผู้พี่ที่ยืนดูเหตุการณ์ส่งเสียงถามเมื่อขยับมายืนข้างกาย
   “ไม่เป็นไร” สายตายังมองตามหลังร่างบางอ้อนแอ้น ที่หลบหลีกชาวบ้าน หายเข้าตรอกใกล้ๆ ไป
   “สนใจอะไรนางนักหนา”
   “แค่สงสัยน่ะ”
   “สงสัยอะไร”
   “หญิงสาวชาวเขมรัฐ เนื้อตัวหอมละมุนเหมือนนางทุกคนรึเปล่า” สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

   สองหนุ่มเดินออกจากตลาด หลังสำรวจวิถีการค้าขายของชาวเขมรัฐจนพอใจ พวกเขาเดินเลี้ยวเข้าถนนอีกสายตรงสุดทางตลาดเช้า บ้านเรือนชาวเขมรัฐโดยทั่วไปปลูกสร้างยกพื้นไม่สูงนัก มีฝากระดานหรือไม้ไผ่สานปิดมิดชิด เหลือช่องหน้าต่างบานเล็กให้เปิดอ้าออกได้โดยใช้ไม้ค้ำ หากเป็นเรือนคหบดี ไม้ที่ใช้ทำฝาบ้านก็จะดูแข็งแรงและมีการเล่นลวดลายไม้สลักเป็นกรอบหน้าต่างงดงาม ที่มีเหมือนกันทุกเรือนไม่ว่าของเศรษฐีหรือยาจกคือ ซุ้มเล็กๆ ที่สร้างยื่นออกมาจากตัวบ้าน ใช้เป็นที่สังสรรค์ของสมาชิกในครัว ไม่ก็ผูกเปลไว้นอนเล่นอาบแดดอุ่น
พ้นจากหมู่บ้านออกไป เป็นลานโล่งกว้าง พวกเด็กๆ หลายสิบคนวิ่งเล่นไล่กันอยู่อย่างสนุกสนาน
   “ดูราวกับว่าคนเขมรัฐไม่มีเรื่องใดให้ต้องทุกข์ร้อนใจเอาเสียเลย” บุรุษผู้อาวุโสกว่าเปรยขึ้น รอยยิ้มติดมุมปาก ขณะสายตามองลอยไปยังหมู่สาวชาวบ้านที่กำลังซักผ้าและพูดหัวหยอกเย้ากันอยู่ริมฝั่งลำธารพลางชะม้ายชายตามายังสองหนุ่มนักเดินทาง
   เจ้าขวัญมองตาม ก่อนจะก้าวเดินต่อไปไม่ใส่ใจ “ก็จำต้องทุกข์ร้อนอันใดเล่า พี่การิน ใครจะกล้ารุกรานเขมรัฐรึ” แม้ไม่มีการเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตอย่างเป็นทางการกับประเทศเพื่อนบ้านตามนโยบายปิดประเทศของราชินีองค์ก่อน แต่ต่างรู้กันดีว่าทรัพย์ในดินอันอุดมของเขมรัฐนั้นมีทั้งทองและอัญมณีมีราคา ใครก็ปรารถนาครอบครองเขมรัฐทั้งนั้น แต่หาก ‘รสิกะ’ ทางตะวันตกจะก่อสงคราม ความช่วยเหลือจาก ‘อรดี’ ทางเหนือและ ‘สิตา’ ทางตะวันออก จะมาโดยทันที เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครยอมเสียชิ้นเนื้อโอชะนี้ให้ตกเป็นที่ครอบครองของผู้อื่นเป็นแน่
   “อันที่จริง จะว่าไปภูมิประเทศของเขมรัฐก็เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งรับมากกว่าก่อการศึกเสียเอง” การินแทบจะหลับตาเห็นภาพแผนที่ของเขมรัฐได้เลยทีเดียว ดินแดนแห่งนี้มีเทือกเขาสัตบรรพตอันเป็นแนวเขาสูงโอบล้อมรอบ ทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก เป็นกำแพงธรรมชาติป้องกันศัตรูจากดินแดนอื่น การยกทัพข้ามเขาเพื่อเข้ายึดเมืองเป็นเรื่องยาก เมืองที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าย่อมได้เปรียบอย่างมากในเวลารบ
“เสียงร่ำลือที่ว่า เขมรัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการทหารสักเท่าไหร่ ก็คงจะไม่ห่างความจริงนักหรอก” ภาพชาวเมืองที่ขยันการค้า ไม่มีใครสนใจทหารม้ากลุ่มใหญ่ที่เพิ่งเคลื่อนออกไปนั่นอย่างไร พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้บ้าง
“อาจจะเพราะมีแต่ราชินีครองเมืองมาหลายยุคสมัยกระมัง” การินสันนิษฐาน
   เจ้าขวัญจึงยิ้มเยาะ เมื่อเอ่ยขึ้น “ดินแดนต้องคำสาปสินะ”
“ท่านเชื่อเรื่องตำนานคำสาปนั่นรึ”
   ฝ่ายถูกถามเพียงแต่อมยิ้ม ไม่ตอบประการใด หากจะว่าไปแล้ว ราชินีแห่งเขมรัฐทุกพระองค์ล้วนเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพทั้งสิ้น นั่นคงมิใช่ส่วนหนึ่งของคำสาปดอกกระมัง
   “หากเขมรัฐมีทางออกทะเล บ้านเมืองคงเจริญรุดหน้าไปกว่านี้มากนัก อาจจะรุ่งเรืองเกินหน้าใครในภูมิภาคนี้” การินเปรย
   ผู้ฟังได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย ก็เพราะเหตุนี้เอง ‘ปาล’ จึงยังพอมีความสำคัญในสายตาเขมรัฐอยู่บ้างธรรมชาติบางคราก็ช่างเล่นตลก สร้างกำแพงภูเขาล้อมเมืองทุกทิศ แต่กลับเปิดช่องเขาให้มีทางผ่านออกสู่โลกภายนอกได้ทางใต้เท่านั้น ราชินีแห่งเขมรัฐองค์ปัจจุบันเห็นต่างจากพระราชมารดาองค์ราชินีองค์ก่อน นำนโยบายเปิดเมืองมาใช้ และเจรจาขอซื้อเมืองท่าของปาล แต่ฝ่ายปาลยื่นข้อเสนอกลับว่าจะอนุญาตให้ผ่านแดนได้ โดยต้องเจรจาค่าผ่านทางกันทุกปี
   “เราเร่งฝีเท้ากันเถิด จะได้ถึงค่ายพักก่อนค่ำ” เจ้าขวัญเสนอ
   “ก็ถ้าไม่ไปมัวเดินชมตลาด ป่านนี้ก็คงไปได้เกือบครึ่งทางแล้ว” การินค่อนให้ และยังผลให้อีกคนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
ทั้งสองหนุ่มเดินห่างจากชุมนุมชนมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ และสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนจากบ้านเรือนเป็นหมู่ต้นไม้ใหญ่น้อย ทึบบ้าง โปร่งบ้าง เสียงพูดคุยของผู้คนแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสนทนาของเหล่านกกาประจำถิ่น
   “กรี๊ด!!! ช่วยด้วย!!”
เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังแผดแทรกเสียงนกป่า จนคนทั้งสองสะดุ้ง หยุดการสนทนา เหลียวซ้ายหันขวาอย่างตื่นตัว
   “เสียงมาจากทางนั้น!!” เจ้าขวัญเอ่ยก่อนจะวิ่งนำไป

   หญิงสาวดิ้นรนสุดแรงเกิดปัดป่ายมือหยาบช้าที่พยายามรุกรานนาง เสียงหัวเราะย่ามใจดังมาจากชายร่างใหญ่ที่คร่อมทับนางอยู่ทำให้ไม่สามารถขยับหนีไปไหนได้
   “อย่าดิ้นไปเลยนังหนู เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งไปสวรรค์” เสียงใหญ่หื่นกระหายกระตุ้นให้นางทั้งดิ้นทั้งร้องทุบตีอย่างสุดกำลัง เพื่อหวังให้หลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต
   “หยุดสักที นังนี่!!” เสียงตะวาดลั่นอย่างเหลืออดที่คนงามเอาแต่สะดีดสะดิ้ง ฝ่ามือสะบัดแรงลงบนแก้มสาวจนหน้าหัน เลือดซึมออกมาทางมุมปาก ชายกักขฬะหัวเราะย่ามใจพยายามปลดกระดุมเสื้อที่ปิดมิดจนถึงคอ หวังจะเชยชมเนื้อใน อีกฝ่ายก็ดิ้นรนสุดแรงเกิด กรีดร้องอย่างรังเกียจสัมผัสรุกรานต่ำทราม
   “ดิ้นมากนักนะมึง” คำรามอย่างรำคาญเต็มที่ หมัดหนักกระทุงเข้าที่ท้อง ยังผลให้ร่างเล็กจุกจนร้องไม่ออก น้ำตารินเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ
   แต่แล้ว จู่ๆ ร่างใหญ่กลับยกตัวขึ้นปล่อยนางเป็นอิสระ สัญชาตญาณสั่งให้รีบหนี รวบรวมเรี่ยวแรงที่ยังพอมี พลิกตัวตะเกียกตะกายคลานไปจนชิดโคนไม้ใหญ่ ได้ยินเสียงผรุสวาทของใครสักคนหรืออาจจะหลายคนดังอยู่ใกล้ๆ
เมื่อเริ่มตั้งสติได้ สายตาเริ่มมองเห็นภาพเจ้าคนชั่วกำลังโดนกระหน่ำด้วยหมัดลุ่นๆ จากอีกร่างที่สูงใหญ่กว่า หน้าหงายถูกกระชากกลับมารับเข่าหนักกระแทกเข้าปลายคางจนผงะหงายไปอีกครั้ง เลือดแดงเป็นทางจากจมูกและปากเปรอะเลอะเต็มทั่วใบหน้า แต่ก็ยังพยายามหยัดกายโงนเงนขึ้นยืน มือสองข้างของคนที่ยืนค้ำอยู่จึงประสานทุบลงไปที่ต้นคอ ยังผลให้ร่างโซเซฟุบคว่ำลงแนบพื้นอย่างง่ายดาย ชายอีกคนที่ไม่รู้โผล่มาจากทิศใด เข้าประชิดไม่รอช้า นั่งคร่อม จิกผมจนหน้าเลิ่กขึ้น มีดเล่มยาวปาดคอหอยอย่างรวดเร็ว เลือดสาดพุ่งกระจายเป็นสายราวน้ำพุ
   “ไม่!!!!” หญิงสาวกรีดร้องกับภาพน่ากลัวตรงหน้าอย่างขวัญเสีย ฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ เกิดมาในชีวิตไม่เคยพบเจอความป่าเถื่อนโหดร้ายเพียงนี้ หวาดกลัวจนไม่กล้าลุกยืนหรือวิ่งหนี ได้แต่นั่งตัวงอสั่นสะอื้น น้ำตาแห่งความตระหนกไหลหลั่งพรั่งพรู สัมผัสอุ่นที่ต้นแขนนั่นเองที่เหมือนเครื่องกระตุ้นเตือนว่า เจ้าฆาตกรโหดได้มาถึงตัวนางแล้ว รีบดิ้นรนสะบัดหนีลนลาน
   “อย่า อย่า อย่าทำอะไรเราเลย เรากลัวแล้ว” เสียงร้องของคนขวัญเสียบาดเข้าไปลึกถึงหัวใจ ยิ่งใบหน้าโชกน้ำตานั้นเงยขึ้น ใจชายก็แทบจะหยุดเต้นด้วยสงสารหนักหนา ดวงตาเป็นประกายเชิดหยิ่งที่เขาพบเมื่อครู่ในตลาดเช้าถูกกระชากหายไปสิ้น เหลือเพียงแววหวาดผวาราวกวางน้อยโชคร้ายที่มาปะเข้ากับเสือหิว
   “ไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยเจ้า” น้ำเสียงปราณี หวังปลอบประโลมเรียกขวัญที่กระเจิงหาย แต่นางกลับยิ่งสะอื้นหนัก น่าสงสารจับใจ “ไม่มีอะไรแล้ว มันตายแล้ว”
   นางกระถดกายหนี มองบุรุษทมิฬตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าฆ่าเขา!” เหลือบเห็นสหายอีกคนของเขากำลังเช็ดมีดเปื้อนเลือด หญิงสาวค่อยๆ หยัดตัวขึ้นยืน สายตาไม่ละจากคนทั้งคู่ ประสบการณ์เลวร้ายที่เพิ่งผ่านมา ทำให้ไม่กล้าไว้ใจใครอีก คิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องหนีจากที่ตรงนี้ หนีให้ไกลและเร็วที่สุด หากเพียงแค่หันหลังยังไม่ทันก้าว สติก็ดับวูบ ร่างทรุดลงไปกองแทบพื้น

   เสียงสนทนาของใครบางคนดังอยู่ใกล้ๆ ฟังจับไม่ได้ศัพท์ รู้แต่เป็นเสียงผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนจะมาพูดคุยอยู่แถวนี้ หญิงสาวค่อยลืมตาขึ้นช้าๆ ผ้าม่านไหมสีชมพูสดหายไปไหน ทำไมกลับกลายเป็นสีเขียวสว่างไปด้วยแสงจ้าเช่นนี้ นางกะพริบตาถี่ๆ แลตระหนักว่าไม่ได้อยู่ในห้องนอนของตนเอง ความทรงจำเริ่มตื่นขึ้นเป็นฉากๆ ภาพชายกักขฬะนั่นฉุดลากนางเข้าไปในพงหญ้าและพยายามจะข่มเหง ภาพการต่อสู้ดุเดือด ชายชั่วโดนเตะต่อยจนฟุบ และเชือดคออย่างอำมหิต
   “กรี๊ด!!!!” นางผุดลุกขึ้นนั่ง ภาพเลือดติดตา เลือดสีแดงชาดสาดไปทั่ว แม้จะปิดตาส่ายหน้าสลัดไล่อย่างไรก็ยังชัดเจน
ชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่างกระโจนเข้ากอดร่างบางสั่นเทานั้นไว้ในอ้อมอก กระซิบปลอบแผ่วเบา “ไม่มีอะไรน่ากลัว สาวน้อย เจ้าปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงปลอบประโลมอ่อนโยนเหลือเกิน แผ่วนุ่มหวานละมุนราวมิได้มาจากลิ้นมนุษย์ หรือเจ้าฆาตกรนั่นสังหารนางสิ้นเสียแล้ว ฤๅนางกำลังอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เทวาเอื้อเฟื้ออ้อมอกอุ่นให้นางเป็นเกราะกันภัย ความหวาดกลัวเรื่องเลวร้าย ดูจะมลายหายไปพลัน ความรู้สึกแปลกๆ เข้ามาแทนที่ โหยหา อิ่มเอมใจ ราวได้หวนกลับไปยังสถานที่ที่จากมานานแสนนาน
   นางหลับตาซุกใบหน้าในอ้อมอกนั้น ลมหายใจเริ่มผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอ ในขณะที่รู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะช้าลง หูกลับได้ยินเสียงตึกตักอยู่ใกล้ น่าแปลก เทวดาก็มีหัวใจเต้นแรงราวชาวพิภพสามัญหรือไร รู้สึกถึงน้ำหนักคางที่กดเบาๆ ตรงกลางกระหม่อม ลมแผ่วเบาเป่ารดเป็นจังหวะบนศีรษะ นางไล้เรียวนิ้วไปตามท่อนแขน เนื้ออุ่น นุ่ม เหลือเชื่อ เหมือนมนุษย์เกินกว่าจะเป็นเทพเทวา ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความละอายในความใกล้ชิด รีบดันร่างออกจากอ้อมกอด
สายตาสบเข้ากับแววหวานละมุนที่จ้องตอบมา รอยยิ้มละไมประดับอยู่บนเรียวปากอิ่มสวยได้รูป นางเคยพบรอยยิ้มนี้... ใช่แล้ว บุรุษหนุ่มที่นางพบในตลาดเช้าโดยอุบัติเหตุ ราวมีกระแสไฟประหลาดไหลซ่านจากมือที่ยังเกาะกุมนางอยู่ หญิงสาวปลดมือทั้งสองออกจากแขน ขยับถอยห่างมากขึ้น บุรุษป่าเถื่อนผู้นี้กับเพื่อนของเขามิใช่รึที่สังหารคนโดยเลือดเย็นเมื่อครู่
หากใจหนึ่งก็สะท้อนถามตนเอง หากมิได้พวกเขาทั้งสอง นางจะเป็นเยี่ยงไร คงหมดศรีด้วยราคีที่เจ้าคนชั่วนั่นหักหาญ แลคงไม่มีหน้ากลับไปรับความเวทนาจากใครได้อีก หนทางเดียวที่เหลือคงหมายถึงการปลิดลมหายใจตนเองไปให้พ้นมลทิน แม้จะเตือนตนเช่นนั้น แต่ภาพการฆ่าที่น่าหวาดผวาก็ยังคงชัดเจนแม้ในยามหลับตา
   “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง หิวหรือไม่”
นางส่ายหน้า
   “หรือจะนอนต่ออีกก็ได้ ข้าจะนั่งเฝ้าอยู่ใกล้ๆ”
นางส่ายหน้าอีกครั้ง เสียงหวานไพเราะ ดวงตาคมวาวที่แฝงแววหยอกเย้าของเขา ทำเอาใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
   “เจ้ากำลังจะไปไหนรึ ทำไมเดินทางกลางป่าคนเดียว” 
นางยังคงนิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเรื่องราวต่อคนแปลกหน้านี้ได้อย่างไร อีกทั้งนางจะวางใจเชื่อสุ้มสำเนียงอ่อนโยนนั่นได้แค่ไหน ดูรึก่อนหน้านี้ นางเพียงเข้าไปขอความช่วยเหลือถามทาง แต่คำตอบที่ได้จากเจ้าหนุ่มชาวบ้านท่าทางใจดีกลับกลายเป็นการโดนมันทำร้าย นางจะวางใจคนเพียงดูจากภายนอกมิได้เสียแล้ว
   “สงสัยจะเป็นนางใบ้”
   คำกล่าวหากลั้วเสียงหัวเราะราวขำขันกับชะตาร้ายของผู้อื่นนักหนา นำทิฐิมานะมาขับไล่ความสับสนในจิตใจ “เราไม่ได้เป็นใบ้!”
นางส่งเสียงเข้มตอบกลับอย่างไม่ชอบใจในข้อกล่าวหานัก แต่เสียงแข็งของสาวน้อยกลับฟังละมุนละไมในโสตของชายหนุ่ม ทำให้เขารู้สึกอยาก ‘ล้อเล่น’ กับนางมากขึ้นอีก
   “นั่นน่ะสินะ เสียงของเจ้าออกจะหวาน เจ้าชื่ออะไร สาวน้อย”
   “อย่าบังอาจเรียกเราว่าสาวน้อย” ยิ่งเสียงนางขุ่นเขียว เขายิ่งยิ้มพอใจ ท่าทางเจ้ายศเจ้าอย่างแบบตอนที่พบกันในตลาดเช้ากลับมาอีกครั้ง จมูกรั้นเชิดนิดๆ นั่น น่าหยิกเล่นเสียจริงเชียว
   “ดุจริง แล้วตกลงเจ้าชื่ออะไรล่ะ”
   “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อเรา” นางสะบัดหน้าหนีจนน่ากลัวคอจะเคล็ดเอาได้ง่ายๆ
   “ข้าช่วยเจ้าไว้นะ ชีวิตเจ้าเป็นของข้า” เขากระซิบข้างหูนาง แม้จะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น มันกลับชัดเจนจริงจังในความรู้สึกจนน่าตระหนก
   “บังอาจ!!” ฝ่ามือบางสะบัดลงบนใบหน้าชายหนุ่ม นางเหลือบเห็นสหายเขาอีกคนที่นั่งห่างออกไป ขยับตัวลุกขึ้น ใจหายวาบ นางอาจโดนฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนเจ้าคนชั่วนั่น แต่เรื่องจะให้ใครมาหยามหมิ่นศักดิ์ศรี สู้ตายเสียยังดีกว่า
   “ร้ายอย่างนี้น่าจะปล่อยให้ไอ้ชั่วนั่นจัดการเสียก็ดี” เขาเปรย ยกมือขึ้นลูบรอยตบ รอยยิ้มยังพราวอยู่บนใบหน้า
   “เจ้า!” มือนางยกขึ้นอีกครั้ง หวังจะสยบปากร้ายของคนตรงหน้าให้จงได้ ไม่เคยมีครั้งใดที่ใครจะกล้าดูแคลนนางถึงเพียงนี้ แต่มือแข็งแกร่งคว้าข้อมือบางไว้ได้ทัน นางยกมืออีกข้างขึ้น แล้วก็เหมือนยกขึ้นมาส่งให้มือเขา รับไปกุมแน่นอย่างง่ายดาย
   “ไม่มีครั้งที่สองแล้ว สาวน้อย”
   “เจ้าคนป่าเถื่อน ปล่อยเรานะ” แม้จะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล ข้อมือเขาทั้งสองข้างแข็งดังคีมเหล็ก
   “ข้าป่าเถื่อนตรงไหนไม่ทราบ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่หยอกเย้าจนหญิงสาวยิ่งทวีความโกรธ
   “เจ้าฆ่าคนตาย พวกเจ้าเป็นฆาตกร” นางตะโกนใส่หน้าอย่างเหลือทน
   แต่เขากลับหัวเราะอย่างเห็นขันในท่าทีของนาง “นี่เจ้ากำลังปกป้องคนที่ทำร้ายเจ้ารึ”
   หญิงสาวเม้มปากแน่น น้ำเสียงเยาะหยัน ช่างน่ารังเกียจนัก ดวงตาพราวที่ทำให้หวั่นไหวเมื่อครู่ ยามนี้ดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะหาอะไรมาจิ้มปิดเสียนัก แม้เจ้าคนชั่วร้ายนั่นจะทำเลว แต่ก็ไม่ควรโดนประหารอย่างโหดร้ายราวคนป่า ไร้อารยะ มันควรถูกส่งตัวไปรับโทษทัณฑ์ตามกติกาบ้านเมืองต่างหากจึงจะถูก
ชายหนุ่มแสร้งส่งสายตาโลมไล้ไปทั่วตัวนาง “หรือว่า...เจ้าเองก็ชอบใจที่...”
   “หยาบช้า! ต่ำทรามที่สุด เจ้ามันคนใจร้าย ใจสกปรก ความคิดเจ้าก็สกปรก เจ้า..อุ๊บ” ถ้อยคำใดๆ มิอาจหลุดรอดออกมาได้อีก เพราะปากบางถูกปิดด้วยริมฝีปากนุ่มที่ส่งสัมผัสร้อนรุนแรง จนคนโดนจู่โจมไร้เรี่ยวแรงต้านทาน หัวใจก็ราวกับหยุดเต้นไปชั่วขณะ
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดายแกมตระหนกกับอาการสั่นไหวในห้วงอก นึกค่อนตนเองอย่างขันๆ ที่อดใจไว้ไม่ไหว นี่คงเพราะห่างหายจากอิสตรีมานาน รีบปล่อยมือทั้งสองข้างจากนาง กระแอมก่อนพูดเสียงแสร้งให้ขึงขัง
   “บทเรียนแรกสำหรับเจ้า อย่าได้เนรคุณลบหลู่ผู้ที่ช่วยชีวิต”
   หญิงสาวจ้องมองเขานิ่งงัน ตระหนกเกินกว่าจะโกรธขึ้ง สติกลับคืนเรือนเมื่อสายตาที่เลื่อนลอยนั้น สะดุดเข้ากับการเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างอยู่ลิบๆ
   “ราชอาชา…”
   เสียงขมุบขมิบจากปากสาวน้อย ไม่ได้ใกล้เคียงคำพูดที่เจ้าขวัญคาดการณ์ไว้สักนิด ร่างบางโผนลุกขึ้น วิ่งผลุบหายเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง เขามองตามร่างอรชรของสตรีที่เพิ่งประทับจูบด้วยความลืมตัวเมื่อครู่ งุนงงกับท่าทางผลุนผลันและคำพูดเลื่อนลอยราวคนละเมอของนาง แต่ก่อนจะวิ่งตามไป เสียงตึกตักหนักๆ จากด้านหลังก็ทำให้ชะงัก กลุ่มทหารม้ากำลังควบเข้ามาใกล้ หากจะหลบตอนนี้ คงยิ่งเป็นที่น่าสงสัยมากกว่า เขาเหลือบมองการินที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก เห็นฝ่ายนั้นมองมาอยู่ก่อนแล้ว
การินเดินเข้ามายืนเคียง “มัวแต่ทำความรู้จักคนเขมรัฐจนได้เรื่อง”
   “ไม่มีอะไรหรอกน่า” คนโดนบ่นยังมีรอยยิ้มพรายติดบนปากอิ่ม
   ทหารสามนายควบม้าเข้ามาใกล้มากขึ้น พวกเขาได้แต่ภาวนาว่าพวกมันจะผ่านเลยไป แต่คำภาวนาไร้ผล ม้านำหยุดลงตรงเบื้องหน้าเขาทั้งสอง ส่งผลให้ตัวอื่นหยุดตาม
   “พวกเจ้าสองคนมาจากไหน จะไปไหนกัน” น้ำเสียงวางอำนาจส่งมาจากชายฉกรรจ์บนหลังม้า
   “พวกเรามาจากชายแดน” เจ้าขวัญตอบพร้อมรอยยิ้มเย็น ไม่มีท่าทางกริ่งเกรงทหารตัวโตที่ยืนม้าอยู่ไม่ห่าง
   “พวกเจ้าลักลอบเข้าเมืองมารึ” เสียงขุ่นเข้มของทหารม้ากับท่าทางกระชับอาวุธ ทำให้การินรีบพูดแทรกขึ้น 
   “หาไม่ขอรับ พวกข้าน้อยเป็นชาวเขมรัฐ หากแต่ค้าขายอยู่ชายแดนโน่น เรามาติดต่อหาสินค้าไปขายขอรับท่านนายทหาร” การินคิดว่าตนน่าจะเจรจาเองเสียดีกว่า หากปล่อยให้บุรุษผู้น้องคุย เรื่องอาจจะลุกลาม จนไม่ได้กลับค่ายวันนี้เป็นแน่
   “แล้วไหนล่ะ สินค้าของพวกเจ้า” นายทหารใหญ่มองไปรอบๆ อย่างจับผิด
   “เราเพียงรับคำสั่งให้มาหาดูสินค้าเท่านั้นขอรับ เจ้านายใหญ่ของเราจะมาทำการซื้อขายด้วยตัวเองภายหลังจากที่เรากลับไปรายงาน นี่ก็กำลังจะเดินทางกลับน่ะท่านนายทหาร”
บุรุษบนหลังม้าพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้าสองคนเห็นหญิงสาว เดินทางลำพังผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่” ทั้งสองหนุ่มหันมองหน้ากัน แสร้งทำท่าครุ่นคิด
   “ไม่มีนะ ข้าไม่เห็น เจ้าล่ะเห็นไหม”
   “ข้าก็ไม่เห็นเหมือนกัน” เจรจาตอบกันราวคนซื่อ
   เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ต้องการ นายทหารคนสำคัญจึงเลิกสนใจ แต่ก็ไม่ลืมกำชับ “ถ้าเจ้าเห็นสตรีรุ่น เดินทางคนเดียวผ่านมาทางนี้ จงรีบนำตัวส่งทางการทันที ถ้าใช่คนที่เรากำลังตามหา จะมีเงินรางวัลให้อย่างงาม”
   “แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าสตรีรุ่นนางไหนที่ท่านกำลังตามหา” เจ้าขวัญถามยิ้มๆ ต้องการการยืนยันว่า ใช่คนที่หลบในพุ่มไม้ด้านหลังเขาหรือไม่
แต่รอยยิ้มบนใบหน้างามราวสตรีนั้นกลับดูยียวนชวนรำคาญใจ น้ำเสียงโอหังไม่มีความยำเกรงนั่นยิ่งแล้ว ก่อกวนโทสะให้ขึ้นได้ง่ายๆ เสียงตอบจากนายทหารจึงติดจะขุ่นและขวาง “นางมิใช่สตรีชาวบ้านธรรมดา ใครเห็นก็ต้องรู้ เว้นเสียแต่ว่าเจ้าจะเขลาเซ่อจนดูไม่ออก”
การินรีบขยับขึ้นบังหน้าเกรงเจ้าขวัญจะโต้คารมจนต้องออกกำลังกับเหล่าทหารม้าโดยไม่จำเป็น “ขอรับนายท่าน ถ้าเจอข้าน้อยจะรีบแจ้งทางการเพื่อรับรางวัลเลยขอรับ” ตอบรับพลางโค้งให้อย่างนอบน้อม
นายทหารม้ามองไปยังท่ายืนจังก้าของอีกหนุ่มที่มองตอบสายตาอย่างไม่เกรงกลัว มันน่าจักสั่งสอนให้สำนึกตนเสียบ้าง แต่เพราะยังมีภารกิจต้องติดตามคนหายจึงตัดสินใจชักม้าวิ่งผ่านพวกเขาไป
   หญิงสาวค่อยๆ คลานออกจากที่ซ่อน ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฝุ่นฝีเท้าม้าสงบลง ไม่เห็นวี่แววของ ‘ราชอาชา’ สักตัวหลงเหลืออยู่
   “เรามีเรื่องต้องคุยกันหน่อย สาวน้อย” ร่างบางปลิวตามแรงฉุดกระชากจากมือที่แข็งแรงกว่า นางยอมตามอย่างว่าง่าย หากต้องการหลบเหล่าราชอาชาให้พ้นจนไปถึงจุดหมาย นางอาจจำเป็นต้องใช้เขา


โปรดติดตามตอนต่อไป
8
R. 1 ปัณณ์นภัส / ม่านราตรี / Re: ห้องร้อนแรง
« กระทู้ล่าสุด โดย buddy เมื่อ พฤษภาคม 17, 2017, 09:36:02 PM »
สวาท ทราย สวาท ทราย สวาท ทราย
 ::) ::) ::)ฮึ้มมมมม รออ่าน
9
R. 1 ปัณณ์นภัส / ม่านราตรี / Re: ห้องร้อนแรง
« กระทู้ล่าสุด โดย noneko เมื่อ พฤษภาคม 16, 2017, 08:05:35 PM »
แวะมาเชียร์ อิๆ
10
R. 1 ปัณณ์นภัส / ม่านราตรี / ห้องร้อนแรง
« กระทู้ล่าสุด โดย pannapat เมื่อ พฤษภาคม 16, 2017, 08:03:10 PM »
มาเปิดห้องร้อนแรง ทั้งทราย ทั้งสวาท ไม่ร้อนทนได้ให้รู้ไปสิ 55555
แวะมาแซบ แวะมาฟินกันได้เน้อ ไม่นานเกินรอ
หน้า: [1] 2 3 ... 10