กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
บทที่ 4 หาเมียให้ผม




   ปวินท์เลือกที่จะไปหาเจ๊หวีที่บ้านมากกว่าคุยธุระสำคัญที่ร้านเสริมสวยของอีกฝ่าย ร้านเสริมสวยก็เหมือนศูนย์รวมความพลุกพล่าน เขาไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้มากนัก และอยากให้เจ๊หวีแสวงหาผู้หญิงที่ตรงตามความต้องการเขามากที่สุด

   และทันทีที่เห็นว่าใครมาหา เจ๊หวีก็ตกใจหน้าซีดเสียยิ่งกว่าเห็นผีรีบเชื้อเชิญชายหนุ่มทั้งสองเข้ามานั่งด้านใน ปวินท์เดินตามคำเชิญเจ้าของบ้าน ทัชพลเดินรั้งท้าย

   บ้านของเจ๊หวีไม่ใหญ่มาก เป็นบ้านสองชั้นข้างบนเป็นไม้ ชั้นล่างก่อปูน ภายนอกปลูกดอกไม้ต้นไม้ร่มรื่นมาก ปวินท์คิดว่าเจ๊หวีคนนี้คงจะชื่นชอบดอกยี่โถมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มักมีต้นยี่โถคอยปลูกแทรกคู่กับต้นไม้ชนิดอื่น

   “เสี่ยกับคุณทัช นะ...นั่งก่อนนะ เดี๋ยวเจ๊จะไปหาน้ำมาให้”

   ปวินท์ไม่ทันจะห้ามเจ๊หวีก็เดินตัวปลิวหายเข้าไปด้านในแล้ว ชายหนุ่มสบตากับทัชพล ฝ่ายนั้นกำลังนั่งมองเขาอยู่ยิ้มๆ

   “อะไร” ปวินท์ถาม

   “ฉันว่าเจ๊หวีต้องคิดว่าเรามาทวงหนี้แหง ถึงได้ลุกลี้ลุกลนอย่างนั้น”

   “คิดจะทวงอยู่เหมือนกัน เผื่อแกจะได้มีแรงกระตุ้นเร่งหาเมียให้ฉันไวๆ”

   “จะเอาอย่างนี้จริงๆ เหรอ” ทัชพลไม่มีทางอื่น แต่ก็ไม่คิดว่าการมีเมียแบบปุบปับของปวินท์จะเป็นทางออกที่ดี

   “อือ...มันไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วนี่”

   “ก็ใช่แหละ” ทัชพลแกล้งถอนใจ “แต่ฉันยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจต้อนรับเพื่อนสะใภ้คนใหม่เลย”

   “หน้าฉันบอกว่าพร้อมมากงั้นสิ แกแค่เตรียมใจเจอเพื่อนสะใภ้ ฉันนี่ต้องเตรียมใจมีเมีย คิดว่าฉันหรือแกที่ควรตื่นเต้นมากกว่ากัน” ปวินท์ไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เขาไม่เคยอับจนหนทางขนาดนี้ แต่เพื่อล่อคนร้ายออกมาต่อให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเขาก็ยอม

   ทัชพลหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะเม้มปากปิดสนิท เมื่อปวินท์มองมาตาเขียวปัด “ขอโทษที ขำดังไปหน่อย”

   “ฉันไม่ตลกนะโว้ย ชีวิตแม่ฉัน น้องฉันจะเป็นยังไง ถ้าเรายังหาตัวคนร้ายไม่ได้”

   คำพูดนั้นทำให้หน้าเกลื่อนยิ้มของทัชพลขรึมลง ก็จริงอย่างที่ปวินท์พูด ตราบใดที่คนร้ายยังลอยนวลคุณปรารถนากับประภามนท์ก็ยังคงตกอยู่ในอันตราย เพราะฉะนั้นเขาควรสนับสนุนให้เจ๊หวีหาเมียให้ปวินท์ได้ไวๆ คราวนี้จะได้วางแผนล่อคนร้ายให้ออกมา

   “มาแล้วค่า...” เจ๊หวีเสียงหวานมาแต่ไกล น้ำแดงเย็นชื่นใจสองแก้ววางลงตรงหน้าหนุ่มๆ ทั้งสอง “มัวช้าเพราะเจ๊หาที่เปิดขวดโซดาไม่เจอ แก่แล้วก็หลงๆ ลืมๆ แบบนี้ เสี่ยกับคุณทัชลองชิมน้ำแดงโซดาฝีมือเจ๊ดูสิคะ”

   “อันที่จริงไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ” ทัชพลบอกอย่างเกรงใจ

   “ไม่จ้ะ ไม่ลำบากเลย”

   ปวินท์ดื่มน้ำแดงโซดาของเจ๊หวี แล้วก็บังเอิญเหลือบไปเห็นน้ำแดงแบบเดียวกันบนหิ้งแม่นางกวัก ชายหนุ่มสำลักน้ำที่กำลังดื่มทันที นี่เจ๊หวีเห็นเขากับทัชพลเป็นรักยมหรือไง

   “เสี่ยเป็นไงบ้างคะ เจ๊ชงหวานไปเหรอ เดี๋ยวๆ รอเดี๋ยว เจ๊ไปเอาน้ำเปล่าให้” ทัชพลตบหลังเพื่อนที่ไอโขลกไม่หยุด ขณะที่เจ๊หวีรีบผละไปหาน้ำ

   รอบนี้เจ๊หวีกลับมาไวเพราะไม่ต้องเสียเวลาชงเหมือนน้ำแดงโซดา ปวินท์ยกขวดน้ำดื่มอักๆ ขับไล่ความหวานแสบคอ ไม่นานก็เริ่มหายใจคล่องขึ้นแม้ว่าปลายจมูกกับดวงตายังคงแดงอยู่

   “ผมดีขึ้นแล้วครับ ปกติไม่ค่อยได้กินหวานเท่าไร” ชายหนุ่มแก้เก้อ ก่อนกระแอมกระไอเตรียมเข้าประเด็น “ที่มาวันนี้”

   “เสี่ยมาทวงหนี้แทนเจ๊ปิ๋มใช่ไหม เจ๊รู้ว่าค้างจ่ายไว้หลายวันแล้ว แต่เจ๊ขอผัดไปอีกสักสองสามวันได้ไหม ลูกสาวเจ๊กำลังจะกลับมาคิดว่าน่าจะได้เงินมาให้พอจ่ายที่ค้างน่ะค่ะ” คุณกัญญาร่ายยาวขอความเห็นใจ

   “เรื่องหนี้ของแม่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมมาหาเจ๊ แต่ว่า” ปวินท์เม้มปากลังเลชั่วขณะ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจพูด “ที่มาวันนี้ผมมีอีกเรื่องที่อยากให้เจ๊หวีช่วย”

   “ช่วย” เจ๊หวีทวนคำพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เสี่ยอยากให้เจ๊ช่วยเรื่องอะไรเหรอ”

   “ผมอยากได้ผู้หญิงสักคน”

   “หือ” เจ๊หวีครางในลำคอ มองหน้าชายหนุ่มเขม็ง

   “ครับ ผมอยากได้ผู้หญิงสักคน” ปวินท์พยักยืนยันเสียงหนักแน่น

   “เอ่อ แล้วเสี่ย...อยากได้ผู้หญิงไปทำอะไรคะ” เจ๊หวีงงขั้นสุด

   ทัชพลรีบหันหน้าไปทางอื่น ก่อนที่จะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ต่างจากปวินท์ที่มีสีหน้าเข้มขึ้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธหรือเขินที่ต้องมาขอเมียกับเจ๊หวีแบบนี้

   “ผมรู้ว่าเจ๊เชี่ยวชาญด้านนี้ ผมต้องการใช้เมียแบบเร่งด่วนสักคน”

   “ไม่รีบไปหน่อยเหรอเสี่ย เมียนะไม่ใช่ราดหน้ายอดผักที่โทร.สั่งปุ๊บ แล้วให้ฟู้ดแพนด้ามาส่งปั๊บน่ะ”

   “แต่เจ๊หวีเป็นแม่สื่อที่ใครๆ ก็เชื่อถือ แค่หาเมียให้ผมสักคนคงไม่ใช่เรื่องยาก”

   “ผู้ชายอย่างเสี่ยน่ะหาเมียไม่ยากหรอก” เจ๊หวีส่ายหน้าพลางโบกมือว่อน “แต่ที่อยากบอกก็คือเสี่ยเข้าใจความหมายของแม่สื่อผิดไปแล้ว”

   “แม่สื่อไม่ใช่คนที่คอยจับคู่ให้ผู้ชายกับผู้หญิงได้ลงเอยกันหรอกเหรอ ดูอย่างคู่ไอ้ศาสกับครูสิสิ ทำไมเจ๊ยังทำให้เพื่อนผมมีเมียได้” คนร้อนเมียชักเริ่มไม่เข้าใจ เจ๊หวีจะลีลาไปไหน อยากได้อะไรก็บอกมา เขาหาให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ

   ที่ปวินท์ยังไม่รีบเสนอค่าตอบแทนก็เพราะเจ๊หวีมีหนี้สินติดค้างแม่เขาอยู่ เขาจะรอดูว่าสุดท้ายแล้วเจ๊หวีจะดีจริงหรือจะฉวยโอกาสทำเนียนแล้วขอให้เขายกหนี้ให้

   “อันนั้นเขาเกิดมาคู่กันนะเสี่ย มันเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส เจ๊ก็แค่ตัวเชื่อมให้เขาได้เจอกัน ที่เหลือจากนั้นเป็นเขาสองคนที่ตัดสินใจกันเอง”

   “งั้นยิ่งง่ายใหญ่เลย เจ๊แค่แนะนำใครก็ได้สักคน เดี๋ยวผมทำให้เขาตัดสินใจเอง” เขาเชื่อว่าคงไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธเสี่ยไปป์หรอก ที่สำคัญเขาเตรียมข้อเสนอที่เธอผู้นั้นไม่อาจปฏิเสธได้ไว้ให้แล้ว

   “ที่เสี่ยต้องการ เจ๊ฟังยังไงก็ไม่เหมือนเมียนะ เหมือนผู้หญิงอย่างว่ามากกว่า เสี่ยอย่าโกรธที่เจ๊ต้องพูดตรงๆ”

   ปวินท์ถอนใจอย่างอึดอัด “ก็ถ้าเจ๊หาผู้หญิงดีๆ ให้ผมไม่ได้ ผู้หญิงอย่างว่าก็น่าจะจัดการง่ายดีนะ”

   ชายหนุ่มคงต้องกราบขอขมาวิญญาณปู่ย่าตายายที่ทำให้นามสกุลต้องมัวหมองด้วยการคว้าผู้หญิงหากินมาเป็นเมีย

   “เสี่ย...ใจเย็นๆ แล้วฟังเจ๊ก่อน” เจ๊หวีแตะหลังมือแขกหนุ่ม อธิบายเสียงเนิบนาบ “เจ๊เป็นแม่สื่อ หน้าที่ของเจ๊คือหาคู่ชีวิต แต่ที่เสี่ยบอกมานั่นไม่ใช่”

   “จะคู่ชีวิต คู่เวร คู่กรรม ผมไม่เกี่ยงหรอก ผมอยากได้เมีย เจ๊ก็แค่หาเมียให้ผม”

   “ไปป์” ทัชพลเตือนเสียงนุ่ม รู้ว่าปวินท์เครียดและหงุดหงิดจนแทบจะงับหัวเจ๊หวีอยู่แล้ว แต่บางเรื่องมันต้องค่อยๆ คุยกัน เขาส่งยิ้มให้เจ๊หวี “พอดีเสี่ยค่อนข้างใจร้อนน่ะครับ เจ๊คงไม่ถือสา”

   “เจ๊ไม่ได้อะไรหรอก แค่อยากบอกให้เข้าใจเท่านั้น เสี่ยบอกเจ๊ได้ไหม ทำไมรีบร้อนอย่างนี้”

   “เอาเป็นว่าเจ๊รู้แค่ต้องหาเมียให้ผมเท่านั้นพอ” ปวินท์สรุปสั้นๆ อย่างไรก็ไม่ยอมเปิดปากถึงต้นสายปลายเหตุ “ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเราสามคน ผมอยากให้มันเป็นความลับ และผมกับทัชจะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหน นั่นก็หมายความว่าเจ๊ต้องไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ที่อื่นด้วยเหมือนกัน”

   “ถ้าเสี่ยอยากให้เป็นความลับ เจ๊ก็รักษาความลับได้” เจ๊หวีทำท่ารูดซิปปาก แม้จะมีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่ถ้าเสี่ยไปป์ไม่อยากให้ใครรู้ ทุกคนก็จะไม่รู้ “เรื่องที่เสี่ยอยากได้ผู้หญิงสักคน เจ๊จะพยายามมองหาให้ เสี่ยชอบผู้หญิงแบบไหนล่ะ”

   “ว่าง่าย”

   “ว่านอนสอนง่าย” เจ๊หวีช่วยแก้ให้

   ปวินท์พยักหน้าส่งๆ แล้วบอกสเปคเมียต่อ “ใจถึง”

   “หึ” คราวนี้คิ้วเรียวได้รูปของแม่สื่อเริ่มขมวด หรือเสี่ยจะมีรสนิยมผาดโผน

   “กล้าได้ กล้าเสีย และต้องมีทักษะด้านการแสดงนิดหน่อย”

   พอชายหนุ่มแจ้งความต้องการของตัวเองครบถ้วน บนหน้าเจ๊หวีก็มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด

   “นี่เสี่ยอยากได้เมียจริงๆ ใช่ไหม”

   “ก็ถ้าไม่อยากแล้วผมจะบากหน้ามาหาเจ๊หวีทำไม” ปวินท์ย้อนถามเสียงแข็ง ชักสีหน้าไม่พอใจ ทำไมเจ๊หวีขี้สงสัยนัก เขามาขอให้หาเมีย ก็แสดงว่าเขาต้องการเมียนะสิถามได้

   “อ่ะๆๆ เสี่ยอยากมีเมียเจ๊รู้แล้ว แต่เมียเสี่ยต้องมีทักษะการแสดงด้วยเหรอ”

   “เอ่อ...เสี่ยหมายถึงเรื่องการแสดงออกทางบุคลิกภาพน่ะครับเจ๊ ประมาณว่าสามารถออกงานสังคมได้แบบที่ไม่ทำให้เสี่ยขายหน้า เพราะว่าช่วงหลังๆ เสี่ยต้องออกงานสังคมบ่อยๆ น่ะครับ ถ้าได้คนรู้งานก็จะไม่ต้องมาเสียเวลาสอนกันใหม่” ทัชพลช่วยอธิบายเสริม

   “ครับ ตามที่ทัชบอก”

   “ขอเจ๊นึกดูก่อนนะ ว่าจะไปหาผู้หญิงแบบเสี่ยว่าได้จากตรงไหน” แม่สื่อครุ่นคิด

   จะว่าไปมันก็มีอยู่หรอก สมองของเจ๊หวีพลันนึกไปถึงสาวๆ ในคณะลิเกของพ่อกระต่ายขาว หลายนางหน่วยก้านเข้าเค้าตามที่เสี่ยต้องการ ไม่ใช่งานยากสำหรับเจ๊ แต่แปลกแท้อย่างเสี่ยไปป์เนี่ยไม่น่าจะมีรสนิยมชอบลิเกเหมือนกัน แหม...เห็นหน้าเข้มๆ แอบเป็นพ่อยกก็ไม่บอก

   “ถ้ามันจะขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งไป ผมก็ไม่เกี่ยง” ปวินท์บอกอย่างใจป้ำ

   “อันที่จริงเจ๊พอมีแหล่งหาเมียให้เสี่ยอยู่นะ แต่ขอเวลาให้ได้ไปลองทาบทามดูก่อน แล้วจะส่งข่าวบอกอีกที”

   “แบบนั้นก็ได้ครับ” สีหน้าของปวินท์ค่อยดีขึ้น แต่เขาใจร้อนเกินกว่าจะรอ เขาไม่ได้มีเวลามาเทียวไล้เทียวขื่อกับเจ๊หวีมากนัก ไหนจะงานของตัวเอง งานของน้องสาว แล้วยังต้องตามทวงหนี้ให้แม่อีก ดังนั้นเจ๊หวีจะต้องมีเดตไลน์ “แต่ผมรอได้แค่สามวันนะ”

   “อะไรสามวันคะเสี่ย”

   “สำหรับการทาบทามเมียให้ผมไง”

   “เสี่ย...” เจ๊หวีลากเสียงยาวไปยันปากซอย “นี่ใจคอจะไม่ให้ผู้หญิงเขาทำความรู้จักกับเสี่ยบ้างเหรอ”

   “ผมเชื่อว่าผู้หญิงครึ่งจังหวัดต้องรู้จักเสี่ยไปป์เป็นอย่างดี คราวนี้ก็อยู่ที่เจ๊หวีแล้วละว่าจะหยิบสุ่มมาถูกกลุ่มไหม” ชายหนุ่มหรี่ตามองหน้าแม่สื่อด้วยแววตาของราชสีห์เตรียมขย้ำเหยื่อ “และเผื่อเจ๊หวีอยากได้แรงกระตุ้นในการทำงาน ผมก็อยากทวนความจำให้เจ๊สักหน่อย คงยังลืมหรอกนะครับว่าเจ๊เป็นหนี้แม่ผมอยู่”

   “เรื่องนั้น...” เจ๊หวีเริ่มว้าวุ่น เมื่อเสี่ยหนุ่มพูดวนมาถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ จนได้

   “ผมรู้ครับว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ใครๆ ก็รายได้ฝืดเคืองกันหมด เงินทองมันหายาก แต่ถ้าเจ๊หาเมียให้ผมได้ภายในสามวันนี้ ผมก็จะแกล้งๆ มองผ่านบัญชีหนี้ของเจ๊ไป และหากเจ๊หาเมียได้ตรงตามสเปคที่ผมต้องการ ผมอาจจะพิจารณาโปรเสริมลดดอกพร้อมต้นให้เจ๊เป็นกรณีพิเศษด้วย สนใจไหมครับ” ข้อเสนอของปวินท์ยั่วยวนใจอยู่ไม่น้อย

   “แล้วถ้าเจ๊หาไม่ได้ล่ะคะ”

   “ง่ายนิดเดียว” เจ้าหนี้ยิ้มกว้างพลางยักไหล่ “ถ้าหาเมียให้ผมไม่ได้ เจ๊ก็เตรียมเงินสามแสนไว้ใช้คืนให้ผมแล้วกัน”

   “เสี่ย...”

   ปวินท์ยืดตัวเต็มความสูง ใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม ขณะเจ๊หวีผู้แบกหนี้อยู่สามแสนหมดแรงลุก เมื่อเสี่ยหนุ่มบอกว่าจะกลับ เจ้าของบ้านก็ได้แต่ยิ้มแห้ง

   “อีกสามวันเจอกันนะครับเจ๊”




   ทันทีที่เจ้าหนี้พ้นจากรั้วบ้านคุณกัญญารีบควานหาโทรศัพท์มากดหาลูกสาวเป็นอันดับแรก สัญญาณดังยาวๆ อยู่หลายรอบก่อนจะตัดเข้าระบบฝากข้อความ ลางร้ายชัดๆ จิตใจเจ๊หวีเริ่มระส่ำระสาย มือไม้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แค่เสียงโทรศัพท์ดังก็ทำเอาสะดุ้งโหยง

   “กีวี่ทำอะไรอยู่ลูก”

   “ขัดห้องน้ำอยู่แม่ แม่มีอะไรเหรอ อย่าบอกว่าจะโทร.มาขอตังนะ ตอนนี้หนูมีแต่หอยกับรอยยิ้ม”

   “เป็นสาวเป็นนางพูดจาน่าเกลียด แม่แค่จะโทร.มาปรับทุกข์”

   “โอ๊ยยย นี่หนูฟังผิดไปหรือเปล่าคะ อย่างคุณกัญญามีทุกข์กับเขาด้วยเหรอ ทำไมแม่อีกระต่ายผีพระเอกลิเกขวัญใจแม่มันประกาศเปิดตัวลูกเมียหรือไง” ลูกสาวโวยวายเพราะยังเคืองเรื่องที่แม่ของเงินกลางไลฟ์ไม่หาย

   คุณกัญญาของกรวีร์ค้อนขวับ “พ่อกระต่ายไม่ทำร้ายจิตใจแม่อย่างนั้นหรอก เสี่ยไปป์ลูกชายเจ๊ปิ๋มต่างหากล่ะ”

   “ทำไม เขาส่งแก๊งหมวกกันน็อกมาทวงหนี้แม่เหรอ หนูว่าแล้วไหมล่ะ ไอ้พวกเจ้าหนี้นอกระบบมันก็ต้องมาตะเภาเดียวกันทั้งนั้น”

   “ส่งแก๊งหมวกกันน็อกมา แม่จะไม่ว่าเลย แต่นี่เสี่ยดันมาเอง แถมยังขู่แม่ทิ้งท้ายอีก”

   “ข่มขู่กรรโชกทรัพย์มันก็คาแร็กเตอร์หลักเจ้าหนี้อยู่แล้วนี่แม่ ไม่เห็นแปลกตรงไหน ต่อไปถ้าแม่เบี้ยวหนี้ เขาอาจจะจัดหนักกว่าขู่ก็ได้”

   “แต่นี่เสี่ยไม่ได้แค่ขู่เฉยๆ ไง แม่ตายแน่ถ้าสามวันนี้ไม่มีเมียให้เสี่ยน่ะ”

   “หะ! เสี่ยให้แม่หาเมียให้”

   “ต้องได้ภายในสามวันด้วย”

   “บ้าบอ ถ้าไม่ของขาดจนหน้ามืดผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะยอมเป็นเมียใครก็ไม่รู้”

   “ก็นั่นล่ะสิ แม่น่ะเป็นแม่สื่อนะไม่ใช่แม่เล้า”

   “เขาก็คงมองว่ามันไม่ต่างกัน หนูเคยเตือนแม่แล้วนี่ว่าอาชีพแม่สื่อน่ะมันไม่ดี แม่ก็ไม่ยอมเลิกสักที ไอ้ที่เขาแฮปปี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าคนไม่ใช่คู่กัน อยู่กันไม่ยืด บาปกรรมน่ะมันจะตกมาถึงตัวแม่ แล้วเป็นไงล่ะสุดท้ายอาชีพแม่สื่อก็นำภัยมาให้แม่จนได้”

   “มันใช่เวลามาซ้ำเติมแม่ไหมล่ะ” คนเป็นแม่โอดครวญ

   “แล้วแม่จะไปหาเมียให้เสี่ยจากไหน”

   “ไม่รู้”

   “ว่าแต่เสี่ยแกไปคันไข่มาจากไหน ทำไมถึงอยากมีเมียจนตัวสั่นขนาดนี้ หรือหนูจะลองไปสมัครเป็นเมียขัดดอกของเสี่ยดูดีแม่”

   “แม่ไม่ขำด้วยนะ แล้วที่ว่าจะกลับบ้านน่ะ จะกลับเมื่อไร”

   “ว่าจะไลฟ์ขายหม้อหาทุนค่าน้ำนมแม่อีกสักรอบน่ะ แม่อย่ามาแจ้งหนี้หนูกลางไลฟ์อีกแล้วกัน หนูอายลูกค้า”

   “เออน่า คราวนั้นแม่ใจร้อนไปหน่อย”

   “หนูก็เห็นร้อนทั้งใจ ร้อนทั้งเงิน แล้วน้ำพริกที่แม่พรีออเดอร์ไปน่ะจะได้ของเมื่อไร หนูจะได้เอามาขายต่อทุน หวังว่าอีกระต่ายผีสุดที่รักของแม่จะไม่โกงกันนะ เพราะถ้ามันตุกติกละก็หนูบอกเลยว่าตายกันไปข้างหนึ่งแน่”

   “พ่อกระต่ายเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า แต่กีวี่รีบกลับมาไวๆ ก็ดี เผื่อสามวันนี้แม่หาเมียให้เสี่ยเขาไม่ได้”

   “หนูก็บอกอยู่นี่ไง ถ้าแม่หาไม่ได้ หนูจะพลีกายไปขัดดอกให้”

   คุณกัญญาอยากจะร้องไห้โฮ “พูดอย่างนี้แม่ยิ่งรู้สึกผิด”

   “แม่จำให้แม่นๆ เลยนะ ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็มาจากอีกระต่ายผีของแม่ ถ้าม่ไม่มือลั่นไปพรีออเดอร์น้ำพริกมัน แม่ก็คงไม่ต้องมาเป็นหนี้ให้เสี่ยไข่สั่นนั่นบีบบังคับเอาแบบนี้”

   “แม่ผิดไปแล้ว”

   “หนูเอาใจช่วยแล้วกัน”

   “แม่ไม่อยากได้ใจช่วย แม่อยากให้หนูตัวเป็นๆ มาช่วยมากกว่า เสี่ยไปป์น่ะเห็นเงียบๆ แบบนั้นแต่เวลาปรายตามองมาแต่ละที แม่นี่ขนแขนสแตนด์อัปไปหมด”

   “ใครผูก คนนั้นก็ต้องแก้เอาเถอะแม่ หนูจะไปช่วยอะไรได้ จะพลีกายขัดดอกให้ แม่ก็ไม่ยอม”

   “ก็ถ้าบุญพาวาสนามีแม่ก็ไม่ขวางหรอก คนจะคู่กันได้มันต้องเกิดความยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย”

   “หนูก็ยอมอยู่นี่ไง อุตส่าห์เสนอตัวให้ขนาดนี้”

   “หนูแค่ต้องการประชด แม่รู้”

   “อ่ะ งั้นแม่ก็ไปเปิดตำราแม่สื่อหาเมียให้เสี่ยเถอะ เดี๋ยวหนูต้องช่วยเปรมแพ็กของส่งลูกค้าก่อน”

   ลูกสาววางสายไปแล้ว คุณกัญญาก็กลับมานั่งห่อเหี่ยว แต่เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นปลุกพลังชีวิตให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาราวกับได้ยาโด๊ป วันนี้พ่อกระต่ายขาวเล่นลิเกไลฟ์สด เอาละไหนๆ ก็คิดไม่ออก นอนดูลิเกแก้เซ็งพร้อมเล็งพวกนางรำในคณะให้เสี่ยดีกว่า




   สามวันผ่านไปไวราวกับติดจรวด ทว่าสำหรับคุณกัญญาแล้วมันกลับเป็นสามวันที่ยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกๆ เช้าก่อนจะเปิดร้านคุณกัญญาจะต้องแวะเยี่ยมเยียนบรรดาห้างร้านที่มีลูกสาว แต่เท่าที่ดูก็ไม่มีใครจะเหมาะกับเสี่ยไปป์เลยสักคน ยิ่งพวกผู้ใหญ่ด้วยแล้วยากมากที่จะยอมอนุญาตให้ลูกสาวหรือหลานสาวแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งภายในเวลาสามวัน แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะมีชื่อว่า นายปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ ก็ตาม

   ส่วนแม่พวกนางลิเกของพ่อกระต่ายก็พึ่งพาไม่ได้เลย เห็นหน้าเด็กๆ แต่ดันชิงขึ้นสวรรค์ชั้นจัดวิวาห์เหาะกันหมดแล้ว ขืนตีมึนย้อมแมวขายให้เสี่ยไปละก็เจ๊หวีได้สิ้นชื่อแน่ แต่กระนั้นคุณแม่สื่อก็ยังไม่สิ้นลาย ถึงไม่ได้คนที่เหมาะสม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวเลือก เย็นวันนี้เจ๊หวีได้จัดการนัดแนะผู้หญิงไว้ให้เสี่ยพิจารณาแล้ว

   คุณกัญญาเหลือบมองเข็มนาฬิกาที่หมุนบอกเวลาเกือบสี่โมงเย็น ลูกค้าคนสุดท้ายเพิ่งทำผมเสร็จ เจ้าของร้านจึงตั้งใจว่าจะปิดร้านแล้วกลับบ้านเลย เพราะนัดให้ว่าที่เมียมารอที่บ้าน

   อันที่จริงสถานที่แรกพบนี่ก็ต้องเป็นอะไรที่มันโรแมนติกเสริมสร้างความประทับใจ แต่ดูท่าแล้วเสี่ยไปป์คงไม่เอาด้วย อยากจะได้แต่เมียๆๆ ย้ำอยู่นั่นล่ะ นี่ถ้าไม่เห็นแก่คำว่าโปรลดดอกพร้อมต้นละก็เจ๊หวีคนนี้จะไม่กระเสือกกระสนเลยให้ตายสิ!

   คุณกัญญากระทืบมอเตอร์ไซค์ในใจกระวัดคิดไปถึงผู้หญิงที่นัดไว้ แม่โฉมงามทรามสวาทตัวเก็งที่จะเป็นเมียเสี่ยไปป์ก็เป็นนางรำในคณะลิเกของพ่อกระต่ายนั่นแหละ นิสัยออกจะโหล่ๆ ไปหน่อย แต่ก็พอแก้ขัดได้ ที่สำคัญคือยังโสด ถ้าเสี่ยไปป์ชอบเธอก็จะยุส่ง แต่ถ้าไม่ บางทีเสี่ยไปป์อาจจะใจดีขยายเวลาให้แม่สื่อผู้ยากไร้คนนี้ได้มีโอกาสเฟ้นหาแม่เมียแก้วเมียขวัญของเสี่ยต่อไป

   แค่เลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน คุณกัญญาก็เห็นปวินท์ยืนกอดอกพิงรถรออยู่ ยังไม่ถึงเวลานัดแท้ๆ แต่พ่อคนร้อนเมียมารอแล้ว พ่อเอ๊ย...อะไรจะรีบร้อนปานนั้น

   “เสี่ย...มายืนรอตั้งแต่เมื่อไรคะนี่” คุณกัญญารีบจอดรถแล้วเดินเข้ามาหา

   “พอดีที่ไซต์งานไม่มีอะไรน่ะครับ เลยทิ้งไว้ให้ทัชดู”

   “เจ๊ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยจะมาก่อน ไปค่ะ เข้าไปนั่งในบ้าน คนที่เจ๊นัดไว้ให้ยังไม่มาเลย เสี่ยรอหน่อยนะ เดี๋ยวเจ๊ไปเอาน้ำมาให้”

   “เอ่อ...เจ๊ครับ”

   “อะไรเหรอ”

   “ผมขอน้ำเปล่านะครับ” ปวินท์รีบบอกเพราะไม่อยากแย่งน้ำแดงกับแม่นางกวัก ระหว่างรอชายหนุ่มก็เดินเลยไปที่ตู้โชว์ยืนมองรูปถ่ายที่ขยายอัดใส่กรอบ คงเป็นภาพครอบครัวของเจ๊หวี ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมา เจ๊หวีสมัยสาวๆ คงเปรี้ยวไม่เบา และเขาก็เพิ่งรู้ว่าเจ๊หวีมีลูกสาว ปวินท์กวาดสายตามองพัฒนาการของลูกสาวเจ๊หวีตั้งแต่แบเบาะจนกระทั่ง...

   “แม่!”









ใครมาาาาา
ตอนหน้าเขาจะเจอกันแล้วจ้าาาาาา
เสี่ยเห็นลูกสาวเจ๊หวีแล้วจะว่าไงน๊าาาาาา

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ ความเละเทะไม่ต้องพูดถึง จบแล้วค่อยเกลากันใหม่
2
บทที่ 3 แผนฮุบสมบัติ




   ปวินท์รีบร้อนออกจากงานแต่งของศาสวัต ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวการเกิดอุบัติเหตุของแม่และน้องสาว ทั้งหมดถูกส่งตัวเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล

   “ทุกคนจะต้องปลอดภัย” ทัชพลคอยปลอบเพื่อน แต่สีหน้าของเขาก็เครียดขรึมไม่ต่างจากปวินท์ ในหัวของเขามีแต่คำถาม

   “มันเกิดขึ้นได้ยังไง ตรัยไม่ใช่คนที่ขับรถเร็วจนถึงขนาดพารถไปคว่ำได้” ปวินท์เองก็สงสัย

   “นั่นเป็นเรื่องที่เราจะต้องหาคำตอบหลังจากทุกคนปลอดภัย”

   ขาดคำของทัชพลพยาบาลในห้องฉุกเฉินก็ผลักประตูออกมาเรียก

   “ญาติคุณตรัยค่ะ”

   “ผมครับ ผมเป็นพี่ชายแฟนเขา” ปวินท์รีบเข้าไปหา “สามคนนั้นอาการเป็นไงบ้าง”

   “คุณปรารถนากับคุณประภามนท์หมอสั่งย้ายไปห้องไอซียูนะคะ แต่คุณตรัย...” พยาบาลสีหน้าของพยาบาลไม่ดีนัก และนั่นคือสิ่งที่ปวินท์นึกกังวลใจ

   “อาการตรัยเป็นอย่างไรบ้างครับ”

   “แรงกระแทกทำให้อวัยวะภายในของคุณตรัยบอบช้ำและเสียหายมากค่ะ หมอกลัวว่าเขาจะทนอยู่ได้อีกไม่นาน รบกวนติดต่อญาติให้มาด่วนเลยได้ไหมคะ”

   ตรัยไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว พอตกลงคบหากับประภามนท์ ตรัยก็ย้ายตามคนรักมาเปิดสตูดิโอรับถ่ายรูปตามงานต่างๆ ทั่วจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งประภามนท์กับตรัยมีโครงการจะแต่งงานกันในอีกสามปีข้างหน้า และเรือนหอของทั้งสองคนก็กำลังสร้างอยู่

   ปวินท์ชาไปทั้งร่าง เขามึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ผลจากอุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงเกินคาดคิด เขารักตรัยเหมือนน้องชายแท้ๆ ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาสูญเสียเร็วเช่นนี้

   “ไม่มีวิธีรักษาเลยหรือครับ” คำพูดของทัชพลแว่วผ่านหูเข้ามา ทว่าปวินท์ยังค้นหาคำพูดตัวเองไม่เจอ

   “หมอพยายามเต็มที่แล้วค่ะ แต่คุณตรัยเรียกหาคนชื่อไปป์อยู่นะคะ ถ้าไม่มีญาติคนอื่น ก็เชิญคุณสองคนเข้าไปหาเขาเถอะค่ะ”

   ปวินท์กับทัชพลเข้ามายืนข้างเตียงของตรัย สภาพคนเจ็บทำให้สองหนุ่มใจหาย ใบหน้าและร่างกายของตรัยเต็มไปด้วยบาดแผล พอมองเห็นคนที่ต้องการเจอเป็นครั้งสุดท้ายตรัยก็พยายามข่มความเจ็บปวดฝืนยิ้มออกมา

   “ตรัย” ปวินท์เสียงสั่น คว้ามือเย็นเฉียบของคนเจ็บกุมเอาไว้ นัยน์ตาแดงก่ำ “เป็นไงบ้าง เจ็บมากไหม”

   “ผมคงอยู่ช่วยพี่ไปป์ดูแลแม่กับปาล์มต่อไม่ได้แล้ว” คนเจ็บฝากฝังอย่างรู้อาการตัวเองดี ตรัยค่อยๆ เลื่อนสายตาไปที่ทัชพล “ผมฝากปาล์มด้วยนะครับพี่ทัช ดูแลเขาให้ดีๆ”

   “ไม่ต้องห่วงนะ” ทัชพลสัญญา สัมผัสถึงความโล่งอกและขอบคุณในสายตาที่อ่อนล้าของคนเจ็บ

   “เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ พวกพี่ต้องระวังตัวนะครับ” เสียงของตรัยเริ่มเบาลง คนเจ็บสำลักลมหายใจและไอออกมาเป็นเลือด “ระวังพวกนายกครองวิทย์ด้วย ยะ...อย่า...ไว้ใจคนบ้านนั้น”

   “อะไรนะ” ปวินท์ขมวดคิ้ว โน้มตัว เอียงหูฟังใกล้ๆ

   ตรัยรวบรวมลมหายใจเฮือก “ระวังครอง...วิทย์”

   ร่างของตรัยเกิดอาการสำลักอย่างรุนแรงอีกครั้ง ปวินท์ตะโกนเรียกหมอ เสียงสัญญาณชีพดังลากยาวบาดเข้าไปในหัวใจคนฟัง ปวินท์กับทัชพลถูกกันออกมานอกห้องระหว่างที่หมอกับพยาบาลช่วยปั้มหัวใจให้ตรัยเป็นครั้งสุดท้ายทั้งที่รู้ว่าไร้ผล

   ปวินท์ยืนทำใจรอรับรับการสูญเสียไม่นาน พยาบาลก็เดินหน้าเศร้าออกมา เขารู้ทันทีว่าตรัยจากโลกนี้ไปแล้ว น้ำตาหยดแรกกลิ้งหล่นลงมา ตรัยเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง เขาไม่ควรต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเฮงซวยนี่ ตรัยกำลังจะมีอนาคตที่ดี มีครอบครัวที่มีความสุข แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่คิด

   “คุณเสียแล้วค่ะ”

   “ไปป์” ทัชพลขยับเข้ามาจับแขนเพื่อน เมื่อปวินท์ทำท่าเหมือนจะยืนไม่อยู่ “ไม่เป็นไรนะ”

   “ฉันไม่เป็นไร” ปวินท์ข่มความเสียใจถามนางพยาบาล “แล้ว...ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”

   “เราพบบัตรผู้บริจาคอวัยวะและร่างกายของคุณตรัยค่ะ ถ้าญาติยินยอมทำตามความตั้งใจของคุณตรัย เราก็จะนำอวัยวะส่วนที่ใช้ได้ปลูกถ่ายกับผู้ป่วยที่รอรับอยู่ค่ะ”

   ปวินท์พยักหน้าอย่างเชื่องช้า ปวดร้าวไปทั้งใจ “ให้เป็นไปตามที่เขาตั้งใจไว้เถอะครับ”

   “งั้นเชิญเซ็นเอกสารด้านนี้เลยค่ะ”




   ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาปวินท์และทัชพลช่วยกันจัดงานศพของตรัยจนกระทั่งถึงวันฌาปนกิจ ประภามนท์ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อมาร่วมงานศพของคนรักเป็นครั้งสุดท้าย หญิงสาวเหมือนคนหัวใจสลาย นั่งร้องไห้อยู่บนรถเข็นโดยมีพี่ชายคอยยืนดูแลอยู่ไม่ห่าง ปวินท์สงสารทั้งตรัยที่จากไปและประภามนท์ที่ยังมีชีวิตอยู่ สายตาห่วงใยระคนสงสารทอดมองใบหน้าที่ไม่เคยแห้งจากหยาดน้ำตา

   ประภามนท์นั่งมองกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกจากปลายปล่องเมรุอย่างเลื่อนลอย หญิงสาวที่เคยสดใสกลับกลายเป็นคนอ่อนแอเอาแต่ร่ำไห้ปล่อยน้ำตารินไหลราวกับไม่มีวันสิ้นสุด เธอดูเปราะบางจนน่ากังวล แม้เพียงสายลมพัดผ่านไหววูบก็อาจทำให้ประภามนท์ปลิดปลิวไปไกลแสนไกล

   “ปาล์มกลับไปโรงพยาบาลก่อนไหม เสร็จธุระทางนี้พี่จะรีบตามไป” ปวินท์ลูบผมน้องสาวอย่างแผ่วเบา

   “หนูขอนั่งส่งตรัยตรงนี้อีกสักพักได้ไหมคะ พี่ไปป์ไปส่งแขกเถอะ ไม่ต้องห่วง”

   “อยู่คนเดียวได้เหรอ” ปวินท์ย่อตัวนั่งลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับน้อง ใช้นิ้วโป้งช่วยเกลี่ยน้ำตาให้ “อยากส่งตรัยก็อย่าร้องไห้จนเขาเป็นห่วง”

   “หนูห้ามน้ำตาไม่ได้ค่ะ มันไหลของมันเอง คิดว่าตรัยน่าจะเข้าใจ” ประภามนท์ยิ้มทั้งน้ำตา พยายามที่จะเข้มแข็ง แต่มันยากเหลือเกิน “ขอหนูอยู่กับตรัยเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ หลังจากวันนี้หนูจะไม่มีเขาอีกแล้ว”

   “ปาล์มยังมีพี่” ปวินท์ดึงร่างน้องสาวเข้ามากอด ประภามนท์สะอื้นจนตัวโยนน่าเวทนานัก

   “พี่ไปป์ ตรัยเขาไม่อยู่กับหนูแล้ว เขาไม่อยู่แล้ว...”

   คนเป็นพี่ไม่มีคำใดจะเอ่ยปลอบ บางครั้งการรับฟังเงียบๆ อาจดีกว่าคำพูด วันนี้ประภามนท์อาจเสียใจ แต่เขาเชื่อว่าสักวันเธอจะดีขึ้น เวลาจะช่วยเยียวยาความเจ็บปวดและทำให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

   “พี่ไปป์ไปส่งแขกเถอะค่ะ หนูไม่เป็นไรแล้ว” หลังจากร้องไห้จนพอใจหญิงสาวก็ผละออกจากอกพี่ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา ก่อนจะฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย

   “แล้วพี่จะรีบกลับมานะ” ปวินท์จุมพิตหน้าผากน้องสาว ก่อนปลีกตัวไปส่งแขกผู้ใหญ่

   ประภามนท์ยังคงนั่งเหม่อมองกลุ่มควันที่ค่อยๆ จางลง รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มีเงาของใครคนหนึ่งมายืนทาบทับก่อนที่เขาจะย่อตัวนั่งลงบนส้นเท้า จับมือเธอขึ้นมาบีบเบาๆ รอยยิ้มอ่อนโยนของเขา ทำให้เธอต้องยิ้มทั้งน้ำตา

   “ส่งแขกกลับหมดแล้วเหรอคะ”

   “เหลือกลุ่มสุดท้ายที่ยืนคุยกับไปป์นั่น” ทัชพลพยักหน้าไปทางศาลา “ปาล์มเป็นไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า”

   ประภามนท์กระดูกขาขวาร้าวและหัวแตกจากการกระแทก เธอเป็นคนที่เจ็บน้อยที่สุด ในขณะที่คุณปรารถนาขาหักต้องผ่าตัดจัดเรียงกระดูกใหม่ ทัชพลตามไปดูที่เกิดเหตุแล้วอดใจหายไม่ได้ โชคดีเท่าไรที่ประภามนท์ยังรอดมานั่งอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนรถจะพลิกคว่ำลงนาได้หมุนไปชนกับต้นไม้ข้างทางจนขาดเป็นสองท่อน ฝั่งที่ชนเป็นฝั่งคนขับจึงทำให้ตรัยเจ็บหนักกว่าใครและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

   “ยังมีเจ็บๆ บ้างค่ะ แต่ไม่มาก นั่งเฉยๆ บนรถเข็นก็พอได้อยู่”

   “เดี๋ยวพี่ไปส่งที่โรงพยาบาลนะ”

   ประภามนท์มองรอยคล้ำใต้ตาของทัชพลแล้วส่ายหน้า เขาควรจะต้องหยุดทำอะไรได้แล้ว “พี่ทัชพักบ้างเถอะค่ะ รู้ไหมว่าสภาพพี่สองคนแทบดูไม่ได้เลย”

   “เวลาพักยังมีอีกเยอะแยะ แขกกลับแล้วเราไปหาไปป์กันเถอะ” ทัชพลลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังรถเข็น ประภามนท์เงยหน้ามองกลุ่มควันสีจางเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มที่เข็นรถด้านหลังก็ทำเช่นเดียวกัน เขาสัญญาต่อหน้าดวงวิญญาณของตรัยว่าจะดูแลผู้หญิงคนนี้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทัชพลจะปกป้องประภามนท์ด้วยชีวิต




   หลังจากเสร็จงานศพของตรัยแล้ว ปวินท์ก็พบว่าตัวเองมีงานเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม่และน้องสาวของเขายังพักอยู่ที่โรงพยาบาล ปวินท์ต้องรับผิดชอบงานทั้งของน้องและของแม่ ชายหนุ่มสั่งปิดร้านเช่าชุดแต่งงานของประภามนท์ชั่วคราว ส่วนคนที่จองชุดเอาไว้ก่อนหน้านี้ประภามนท์ขอให้เจ๊หวีช่วยดูแลเป็นธุระให้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้ชุดจากร้านเธอก็มักจะจ้างเจ๊หวีให้แต่งหน้าทำผมด้วย

   ในเรื่องของคดีความเขาก็ยังติดตามใกล้ชิด ตำรวจสอบปากคำแม่กับน้องเขาแล้ว และเช้าวันนี้สารวัตรวรวิชก็เรียกให้เขาเข้าไปรับทราบความคืบหน้า

   เมื่อปวินท์กับทัชพลไปถึงโรงพักสารวัตรหนุ่มก็เชิญเข้าห้องปิดประตูคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด

   “ผมอ่านรายงานการสอบปากคำของแม่พี่กับปาล์มแล้วนะครับ จากหลักฐานการตรวจสอบตัวรถ เรื่องนี้ไม่สามารถสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุได้”

   “สารวัตรกำลังจะบอกว่า...”

   “มีคนจงใจทำให้มันเกิดขึ้นครับ”

   สารวัตรวรวิชเป็นนักเรียนดีเด่นที่เคยได้รับทุนการศึกษาจากคุณปรารถนาสมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม เขาจึงให้ความเคารพสมาชิกทุกคนในบ้านปรานต์ปราณนต์ เกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้จึงต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ หากเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาที่ตรวจสอบไม่พบเงื่อนงำอะไรก็สรุปสำนวนปิดคดีได้ ทว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติอยู่หลายจุด

   “แม่พี่กับปาล์มพูดตรงกันว่ามีคนขับรถมอเตอร์ไซค์ตามและกำลังจะลงมือยิง แต่เพราะแม่พี่เป็นฝ่ายยิงคนร้ายก่อน กระสุนของคนร้ายจึงพลาดไปโดนล้อรถและทำให้มันเสียหลักพลิกคว่ำ”

   “มีอะไรที่มากกว่านี้อีกไหม”

   “มีครับ และมันก็ช่วยยืนยันด้วยว่าคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ” สารวัตรหนุ่มประสานสายตากับปวินท์ ก่อนเฉลย “เราตรวจพบว่ารถถูกตัดสายเบรกครับ”

   ปวินท์กำมือแน่น

   “เพราะอย่างนี้นี่เองฉันถึงไม่เห็นรอยเบรกรถ” ทัชพลหมดข้อกังขา

   “คราวนี้เราต้องมาดูกันว่าอะไรคือแรงจูงใจและเป้าหมาย คนร้ายคือใครกันแน่ ทางตำรวจตั้งไว้หลายประเด็นนะครับ คนร้ายอาจเป็นหนึ่งในลูกหนี้ของแม่พี่ หรือคนที่มีความขัดแย้งกัน ถ้ามันตั้งใจฆ่าแม่พี่จริง ตอนนี้ผมก็ต้องขอเตือนว่าแม่พี่ไม่ปลอดภัย แต่การตัดสายเบรกรถก็ทำให้คิดแยกได้ไปอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือคนร้ายอาจจะไม่ต้องการแค่ชีวิตแม่พี่คนเดียว”

   “แต่ปาล์มกับตรัยไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน ทำไมถึงอยากทำร้ายสองคนนี้”

   “คำสารภาพจากปากคนร้ายเท่านั้นครับที่จะตอบทุกคำถามของเรา”

   “ภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่มีเบาะแสอะไรบ้างเลยเหรอ เส้นทางของมอเตอร์ไซค์คันนั้นล่ะ” ปวินท์ถาม

   “ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์เป็นของปลอม คนร้ายก็ใส่หมวกปิดหน้ามิดชิด สืบตามเส้นทางของรถก็ไม่พบอะไรเพิ่ม พวกมันหายไปอย่างกับล่องหน”

   “ระยำ!” ปวินท์ตบโต๊ะอย่างโกรธจัด ทุกอย่างมืดแปดด้านไปหมด ถ้าคนร้ายเจาะจงแค่แม่มันจะสืบง่ายกว่า แต่ถ้ามันต้องการชีวิตคนในครอบครัวเขาทั้งหมด มันทำไปเพื่ออะไร เขาอยากรู้นักว่ามันเป็นใคร “พี่จะต้องทำยังไงถึงจะได้ตัวคนร้ายอย่างไวที่สุด”

   “ก็ถ้ามันมุ่งเป้าหมายไปที่คนในครอบครัวพี่ ทางที่เร็วที่สุดคือเราต้องใช้เหยื่อล่อ”

   “เหยื่อล่องั้นเหรอ” ปวินท์ส่ายหน้าเพราะเขาไม่อยากเอาชีวิตใครมาเสี่ยงอีก “พี่เพิ่งจะเสียตรัยไป ส่วนแม่กับปาล์มก็ยังต้องนอนอยู่โรงพยาบาลอีกนาน เหยื่อที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คงเป็นตัวพี่เองนี่แหละ”

   “พี่ไม่สังเกตหรอกเหรอว่าเรื่องนี้พี่ไม่ใช่เป้าหมายของคนร้าย มันจงใจตัดสายเบรกรถคุณตรัยที่มีผู้โดยสารเป็นปาล์มกับแม่ของพี่ เรื่องนี้มันตั้งใจเล่นงานคนในครอบครัวพี่มากกว่าตัวพี่ แต่ผมก็อยากให้พี่ระวังตัวหน่อยนะครับ”

   “ครอบครัวพี่ก็มีกันอยู่แค่นี้แหละ ถ้าเอาตัวเองล่อคนร้ายไม่ได้ พี่ก็ไม่รู้จะไปหาใครแล้ว”

   เสียงโทรศัพท์ของปวินท์ดังขัดจังหวะ ชายหมุ่นเห็นเป็นชื่อศาสวัตจึงรับสาย เจ้าบ่าวหมาดๆ สอบถามความคืบหน้า แผนกำหนดการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของศาสวัตกับสิรดาต้องเลื่อนออกไปเพราะศาสวัตอยากอยู่ช่วยปวินท์มากกว่าทิ้งเพื่อนไปมีความสุข

   “เออ ฉันกำลังนั่งคุยกับสารวัตรอยู่ เสร็จแล้วจะแวะเข้าไปคุยด้วยที่ร้าน” ปวินท์บอกก่อนจะวางสาย ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ ถอนใจยาวแล้วเอนหลังทิ้งร่างพิงเก้าอี้

   “พี่ไปป์สงสัยใครบ้างไหมครับ” สารวัตรถาม

   “จะว่ามีก็มี แต่พี่ไม่อยากกล่าวหาใครลอยๆ ขอแน่ใจกว่านี้อีกหน่อยแล้วจะบอกนะสารวัตร”

   “ถ้าพี่ยังไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็จะสืบต่อตามหลักฐานที่เรามีอยู่”

   “ขอบใจนะที่ช่วยตามเรื่องคดีให้”

   “แม่พี่มีบุญคุณกับผมมาก ผมสัญญาว่าจะตามหาตัวคนร้ายให้ได้ครับ”

   ปวินท์ซาบซึ้งในน้ำใจของสารวัตรวรวิช แล้วเขาก็อดคิดถึงแม่ขึ้นมาไม่ได้ คุณนายปรารถนาอาจจะใจบุญมากเกินไป แต่อย่างน้อยผลแห่งความมีน้ำใจของแม่ก็ย้อนกลับมาตอบแทนแล้ว สารวัตรวรวิชจะไม่ยอมปล่อยมือจากคดีนี้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวคนร้ายมาลงโทษ และปวินท์เองก็จะไม่หยุดเช่นกัน

   “อย่าให้ฉันรู้ว่ามันเป็นใคร ไอ้พวกไม่มีเงาหัว รู้จักเสี่ยไปป์น้อยไปซะแล้ว”

   ปวินท์แยกกับทัชพลที่หน้าโรงพัก ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งมีปัญหา ทัชพลจึงต้องไปดูด้วยตัวเอง แต่กระนั้นก็ยังขับรถมาส่งที่ร้านของศาสวัตและบอกว่าถ้าเสร็จแล้วจะรีบกลับมาคุยด้วย

   “แกคิดว่าฉันจะได้คุยกับมันไหมวันนี้” ศาสวัตกับปวินท์ยืนมองท้ายรถของทัชพลที่แล่นออกไป

   “งานหน้าไซต์เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก แกมีธุระอะไรกับมันหรือเปล่าล่ะ”

   “เปล่า แค่อยากคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา”

   “ตั้งแต่มีเมียเนี่ย แกดูรักพวกฉันขึ้นเยอะเลยนะไอ้ศาส”

   “แหม...ฉันก็รักเสี่ยมาตั้งนานแล้ว ไปนั่งคุยกันในห้องเย็นๆ ดีกว่า สารวัตรวิชว่าไงบ้าง”

   แล้วเรื่องราวในห้องทำงานของสารวัตรก็ถูกถ่ายทอดให้ศาสวัตฟังอย่างละเอียด เจ้าของร้านวัสดุภัณฑ์นั่งเกาคางครุ่นคิด

   “ปัญหามันอยู่ตรงที่ตอนนี้ ฉันไม่มีคนในครอบครัวเหลือไปล่อเหยื่อคนร้ายแล้ว” ปวินท์ถอนใจเซ็งจัด

   “แล้วเป็นไปได้ไหม ถ้าแกเพิ่มคนในครอบครัวเข้าไปอีกสักคน”

   ปวินท์มองหน้าเพื่อนอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจนัก “คนในครอบครัวนะโว้ยไม่ใช่คนในบริษัท ฉันจะได้เพิ่มเข้าหรือเอาออกง่ายๆ แบบที่ว่า”

   “แหมเสี่ยก็อย่าใสซื่อให้มันมากนัก ฉันหมั่นไส้ ไอ้การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวเนี่ยง่ายนิดเดียว”

   “ยังไงวะ”

   “เสี่ยก็แค่หาสาวสวยมาร่วมใช้นามสกุลปรานต์ปราณนต์สักคนสิ แค่นี้แกก็จะมีญาติเพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้ว” ศาสวัตเสนอความคิดสุดบรรเจิด

   “หมายถึงแกจะให้ฉันมีเมีย”

   “เออ”

   “แล้วก็ต้องจดทะเบียนใช้นามสกุลฉันด้วย”

   “ก็เพื่อความสมจริงไง”

   “เฮ้อ...ฉันนึกว่าจะได้ความคิดอะไรที่ดีกว่านี้ แกนี่นะ เอะอะจะให้ฉันหาเมียตะพึด” ปวินท์กลอกตาไปมา ขณะที่ศาสวัตยู่หน้าไม่ชอบใจน้ำเสียงและท่าทางของเพื่อน

   “แล้วแกมีวิธีที่ดีกว่าฉันไหมล่ะ”

   คราวนี้ปวินท์นิ่งอึ้งบ้าง

   “เห็นมะ แกก็คิดไม่ออก ยิ่งไอ้ทัชนี่อย่าหวังเลย” ศาสวัตได้ทีขี่แพะไล่ “เชื่อพี่เดี๋ยวดีเอง”

   “แกคิดว่าการมีเมียเนี่ยมันง่ายหรือไงวะ”

   “เสี่ยกำลังถามใครอยู่ ดูหน้าด้วย แกเคยคิดไหมว่าฉันจะแต่งงานเป็นคนแรก” ศาสวัตเห็นเพื่อนส่ายหน้าก็ยิ้มกว้าง “นั่นไง ไม่เคยมีใครคิด แต่ฉันก็มีเมียแล้ว ไอ้ทฤษฎีปุบปับรับเมียเนี่ยมันจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้”

   “แล้วฉันจะไปหาเมียมาจากไหน วานท่านผู้รู้ช่วยชี้ทางสว่างหน่อย”

   “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เมียแกน่ะหาง่าย พอๆ กับร้านโอเลี้ยงหน้าปากซอย”

   “ง่ายไปมั้ง”

   “ง่าย ไม่ง่าย ฉันก็มีคนที่ช่วยหาเมียเหมาะๆ ให้แกได้แน่นอน”





   หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคดียังไม่มีอะไรคืบหน้า ปวินท์เลิกงานกลับมานั่งอ่านรายชื่อลูกหนี้ในสมุดบันทึกเงินกู้ของแม่ ชายหนุ่มนึกทึ่งในความสามารถจัดการบริหารเงินตราของแม่จริงๆ จักรวาลลูกหนี้ของเจ๊ปิ๋มช่างยิ่งใหญ่ยืดยาวราวกับมหากาพย์เรื่องหนึ่ง ใครจะคิดว่าลูกหนี้ของแม่จะมากมายหลายร้อยราย แม้แต่ชื่อที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นก็มีปรากฏอยู่ในบันทึกนั้น

   หากสารวัตรวรวิชยังมุ่งปมมาที่ลูกหนี้ของแม่ เขาก็แอบรู้สึกห่วงใยสารวัตรอยู่ไม่น้อยที่จะต้องเรียกผู้คนกว่าครึ่งค่อนจังหวัดมาพบเพื่อสอบปากคำ

   ทว่าหนึ่งในบรรดารายชื่อลูกหนี้ของเจ๊ปิ๋ม ชื่อนางกัญญา บุริมนาถ กลับดึงดูดความสนใจของปวินท์ได้มากที่สุด เขาไม่อาจละสายตามองข้ามไปได้ เจ๊หวียืมเงินแม่ไปทำอะไรตั้งสามแสน เงินไม่ใช่น้อยๆ แถมประวัติการส่งดอกก็ดูจะมีปัญหาอีกด้วย

   เห็นชื่อเจ๊หวีปวินท์ก็นึกไปถึงคำพูดของศาสวัตขึ้นมา จนป่านนี้เขายังหาวิธีที่ดีกว่าข้อเสนอของเพื่อนไม่ได้ แต่พอคิดว่าจะต้องมีเมียเขานึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าผู้หญิงสภาพไหนที่จะมาเป็นสะใภ้ของเจ๊ปิ๋ม ชั่วขณะหนึ่งปวินท์คิดไปถึงนลิน และนั่นคือผู้หญิงที่เข้าใกล้คำว่าสะใภ้เจ๊ปิ๋มมากที่สุด ครูหลินเรียบร้อย อ่อนหวาน เข้ากับแม่เขาได้ แม้ว่าช่วงหลังที่เลิกรากันไป แม่เขาจะไม่ค่อยอยากเอ่ยถึงอีกฝ่ายก็ตาม ไม่ใช่แค่เขาที่อกหักคนเดียว พอทราบถึงเหตุผลของนลินที่ตัดสินใจทิ้งเขาไป เจ๊ปิ๋มทำท่าจะอกหักหนักกว่าเขาเสียอีก

   เมื่อคนที่คิดอยากแต่งด้วยกลายเป็นของต้องห้าม ปวินท์ก็ต้องมองหาตัวเลือกใหม่ ชายหนุ่มเคยคิดจะวานให้เพื่อนสนิทมาช่วยเล่นละคร แต่เมื่อคิดถึงความปลอดภัย เขาคิดว่าเหยื่อควรจะเป็นคนอื่นมากกว่า ถึงความปลอดภัยจะต่ำแต่เขาจะมอบค่าตอบแทนให้อย่างงามสมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

   ชายหนุ่มถอนใจ อับจนหนทาง ในเมื่อไม่มีทางอื่น เรื่องนี้ก็คงต้องพึ่งเจ๊หวีดูสักครั้ง ผู้หญิงที่ว่าง่าย ใจถึง กล้าเสี่ยง และจะต้องมีทักษะด้านการแสดงสักนิด เพื่อทุกคนจะได้เชื่อว่าเจ้าหล่อนคือผู้หญิงที่พรหมลิขิตส่งมาให้เขา

   ปวินท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์ของทัชพล ระหว่างรอสายเพื่อน ชายหนุ่มยังคงจ้องชื่อเจ๊หวีอย่างลังเลใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของทัชพล เขาก็รีบบอกออกไปราวกับกลัวตัวเองเปลี่ยนใจว่า

   “เย็นนี้ไปหาเจ๊หวีกัน”









เรื่องนี้ต้องถึงเจ๊หวี
คิดจะมีเมียเจ๊หวีช่วยได้5555555555

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ ความเละเทะไม่ต้องพูดถึง จบแล้วค่อยเกลากันใหม่
3





   ตรัยมองหาปวินท์ แต่พี่ชายของคนรักไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ ตรงนั้นมีเพียงคุณปรารถนาและครอบครัวของนายกครองวิทย์ นลินก็เพิ่งกลับเข้ามานั่งที่เดิมไม่รู้ว่าครูสาวเดินออกไปไหน พอนลินนั่งลงไม่นานตรัยก็เห็นท่านนายกไหว้ลาคุณปรารถนาและพากันออกไปจากงาน

   ช่างภาพหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังเวที งานฉลองเข้าสู่ช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้แล้ว พวกแขกผู้ใหญ่คนสำคัญก็ต่างทยอยกลับ ที่เหลือส่วนมากก็เป็นพวกเพื่อนพ้องของบ่าวสาว ปวินท์กับทัชพลยืนคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางสนิทสนมกันมาก อาจเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน

   ตรัยล้มเลิกความคิดจะบอกเรื่องที่เพิ่งแอบได้ยินมากับพี่ชายของคนรัก เขาหมุนกายเดินเข้าไปหาประภามนท์แทน เธอคงรอให้เขาไปส่งที่บ้าน ส่วนเรื่องนั้นเอาไว้เหมาะๆ ค่อยคุยกับปวินท์เมื่อมีโอกาส

   “ปาล์มกลับบ้านกันเถอะ”

   “ไปค่ะ เจ๊ปิ๋มนั่งหาวแล้วมั้ง” ประภามนท์เกี่ยวแขนคนรักพากันเดินกลับไปหาคุณปรารถนา

   ถนนในเมืองค่อนข้างโล่ง ไฟถนนส่องสว่างตรัยขับรถด้วยความเร็วไม่มากนักและเมื่อเบี่ยงรถออกจากทางหลักเขาก็พบความผิดปกติบางอย่าง ช่างภาพหนุ่มลองเหยียบเบรกรถซ้ำๆ แต่ความเร็วยังไม่ลดลง ชายหนุ่มหรี่ตาหลบแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์คันหลังสะท้อนเข้ามาในกระจก ประภามนท์ขมวดคิ้วมองคนรักอย่างสงสัย

   “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

   “แม่กับปาล์มคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้นะครับ ผมไม่รู้ว่ารถคันหลังตามเรามาหรือเปล่า แต่จากความเร็วถ้าจะแซงไปก็แซงได้”

   ประภามนท์เหลียวกลับไปสบตากับแม่และมองเลยไปยังรถต้องสงสัยคันดังกล่าว “พวกไหน ทำไมต้องตามเรา”

   “พี่ก็ไม่รู้ แต่ข้างทางพอมีบ้านคนมันคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”

   “ตรัยขับรถต่อไป ในกระเป๋าแม่มีปืน” คุณปรารถนาบอกพลางดึงปืนพกกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋า

   “แม่! นี่อย่าบอกนะว่าพกปืนมางานแต่งพี่ศาสน่ะ”

   “ฉันก็พกไปทุกงานนั่นแหละ เจ้าแม่เงินกู้อย่างฉันไม่มีใครกล้ารับประกันความปลอดภัยหรอก ใครจะรู้บรรดาลูกหนี้ที่รักอาจจะชวนกันลงขันจ้างวานฆ่าฉันก็ได้ ตรัยขับไปเลย ถ้ามันมาไม่ดีแม่จัดการเอง”

   “แม่ครับ” น้ำเสียงของตรัยไม่สู้ดีนัก

   “มีอะไรอีกหรือเปล่า”

   “รถเราเบรกไม่อยู่”

   “คาดเข็มขัดกันหมดแล้วใช่ไหม” เมื่อลูกสาวและว่าที่ลูกเขยพยักหน้า คุณปรารถนาก็สั่งการต่อ “ข้างหน้าอีกไม่ไกลจะมีทุ่งนาอยู่โล่งๆ อยู่ พอถึงตรงนั้นตรัยก็หักรถลงไปเลย”

   “มันตามเรามาแล้วครับ” ตรัยเหลือบตามองหลังพร้อมเร่งความเร็วหนี เมื่อมอเตอร์ไซค์คันนี้เร่งความเร็วขึ้นมาตีคู่

   “พี่ตรัยระวังนะคะ”

   “แม่กับปาล์มจับแน่นๆ นะครับ” ตรัยเหยียบคันเร่งพยามยามพารถหนีไปให้ถึงจุดที่คุณปรารถนาบอก หางตาของเขาเหลือบเห็นคนที่ซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์เล็งปืนเข้ามา หากแต่คุณปรารถนาลดกระจกลงแล้วเปิดฉากยิงก่อน กระสุนของคุณปรารถนาทำให้วิถีการเล็งปืนของคนร้ายเปลี่ยนไป กระสุนปืนของมันถูกล้อรถแทนที่จะเป็นตรัยหรือคุณปรารถนา

   รถแฉลบเพราะแล่นมาด้วยความเร็ว ตรัยพยายามบังคับทิศทางของรถแต่มันเป็นอย่างยากเย็นเนื่องจากความเร็วและแรงเหวี่ยง วินาทีนั้นรถของเขาก็หมุนคว้างก่อนพลิกคว่ำหลายตลบ

   เสียงกรีดร้อง เสียงอุทานอย่างเจ็บปวดเงียบลง เมื่อรถตกลงไปในทุ่งนาด้วยสภาพที่ล้อชี้ขึ้นฟ้าและผู้โดยสารทั้งสามหมดสติติดอยู่ภายในรถ


มีเรื่องแล้วววววววววววว
4
บทที่ 2 ผลงานเจ๊หวี



   ปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ หนุ่มหล่อเนื้อหอมที่สุดในจังหวัดเดินตรงไปยังบริเวณที่เจ้าภาพงจัดแบล็กดร็อปประดับประดาดอกไม้อู้ฟู่หรูหราราวกับยกมาทั้งสวนเพื่อใช้เป็นฉากหลังสำหรับถ่ายภาพกับแขกที่มาร่วมในงานฉลองมงคลสมรสคืนนี้

   ปกติแล้วเขาไม่ค่อยชอบการออกงานสังคมสักเท่าไร ยิ่งในจังหวัดเล็กๆ ยิ่งถูกจับตามอง แต่เพราะนี่เป็นงานแต่งงานของเพื่อนสนิทในกลุ่มคนแรก แก๊งหนุ่มโสดจึงต้องมารวมตัวกันเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเพื่อนมีเมียแล้วนะจ๊ะ

   “เสี่ยไปป์ทางนี้”

   ชายหนุ่มมองต้นเสียงก็เห็นเจ้าบ่าวโบกมือเรียก คนที่มักจะถูกเรียกว่าเสี่ยมองหน้าเพื่อนรักที่ยิ้มไม่ยอมหุบ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าวันนี้เจ้าบ่าวมีความสุขขนาดไหน

   จนถึงตอนนี้ปวินท์ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอ้ตัวกะล่อนอย่างศาสวัตจะเป็นคนแรกในกลุ่มที่สละโสด แต่ภาพเจ้าบ่าวหล่อเหลาในสูทสีขาวดูเรียบร้อยที่สุดก็ยืนยันการันตีว่านี่คือเรื่องจริง ข้างกายไอ้ศาสของเพื่อนๆ มีสิรดาเจ้าสาวคนสวยยืนเคียงข้างไม่ห่าง

   เจ้าบ่าวคอยเทคแคร์ดูแลเจ้าสาวอย่างใกล้ชิด เดี๋ยวช่วยจัดกระโปรงให้ถ่ายรูปออกมาสวยงาม เดี๋ยวคอยช่วยซับเหงื่อที่ซึมออกมาข้างขมับ เกี่ยวก้อยกันหวานชื่นน่าอิจฉา หรือแม้กระทั่งสายตาที่เต็มไปด้วยความรักเปี่ยมล้นที่เจ้าบ่าวแอบมองเจ้าสาว

   ไอ้ศาสดูอ่อนโยนเป็นคนละคนกับไอ้เสือศาสที่ปวินท์เคยรู้จักเลย เหลือเชื่อชะมัด อานุภาพความรักมันช่างรุนแรงเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงเพียงนี้

   “สวัสดีค่ะพี่ไปป์” สิรดาไหว้เพื่อนสามีอย่างงดงาม ครูสาวคนนี้ดูเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้ว

   “ฝากดูแลไอ้ศาสด้วยนะครูสิ ถ้ามันดื้อนักก็หวดให้หนักๆ ไปเลย”

   ปวินท์รับไหว้เจ้าสาวพร้อมอวยพร ใครจะคิดละว่าเสือร้ายจะยอมถอดเขี้ยวเล็บลงเอยกับครูสาวที่แม่สื่อจับคู่ให้ ตอนแรกไอ้ศาสปากดีเชียวเที่ยวพูดบ่ายเบี่ยงติติงสาวเจ้าอย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายก็ไปไหนไม่รอดกลายเป็นเสือสิ้นลาย

   อันที่จริงด้วยแนวทางการใช้ชีวิตที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ปวินท์จึงค่อนข้างรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง แต่อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อคู่กันแล้วต่อให้ต่างกันอย่างไรมันก็ต้องมีจุดเชื่อมโยงที่ทำให้มาประสบพบเจอกันอยู่ดี

   ศาสวัตเป็นวิศวกรเจ้าของร้านวัสดุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในสุพรรณ ส่วนสิรดานั้นเป็นคุณครูอนุบาลของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ทั้งคู่โคจรมาเจอกันด้วยวิธีสุดคลาสสิก มันเริ่มต้นจากการที่แม่ไอ้ศาสอยากเห็นลูกชายเป็นฝั่งเป็นฝา หลังจากปล่อยให้มันออกล่าหาเหยื่อมานาน แล้วแม่ของเพื่อนรักก็หันหน้าไปพึ่งพาแม่สื่อมือทองที่ว่ากันว่าฝีมือการจับคู่เป๊ะปังยิ่งกว่าทินเดอร์

   ปวินท์พอรู้จักแม่สื่อคนดังอยู่บ้างเพราะเคยไปส่งคุณนายปรารถนาทำผมที่ร้านกัญญาบาร์เบอร์ซึ่งเป็นร้านเสริมสวยของคุณกัญญาหรือเจ๊หวีสื่อรักแม่นเวอร์นั่นเอง คุณนายปรารถนาแม่ของเขาสนิทสนมกับเจ๊หวีประดุจญาติมิตรคนหนึ่ง ทั้งคู่ผูกพันกันมาตั้งแต่วัยสาว ไม่เพียงคู่ของศาสวัตกับสิรดาจะเป็นผลงานการจับคู่อันลือลั่นของเจ๊หวี ถ้าหากจะนับกันจริงๆ งานแรกที่ทำให้เจ๊หวีได้แจ้งเกิดในฐานะแม่สื่อก็คือการจับคู่ให้พ่อกับแม่ของปวินท์นั่นเอง

   คุณปองพลพ่อของปวินท์เป็นนายช่างรับเหมาก่อสร้าง ส่วนคุณนายปรารถนาหรือเจ๊ปิ๋มของลูกหนี้เกือบครึ่งจังหวัดเป็นพนักงานบัญชี เจ๊หวีชักนำให้พ่อกับแม่เขารู้จักกัน รักกัน ก่อนแต่งงานอยู่กินสร้างฐานะมั่นคง น่าเสียดายที่พ่อของปวินท์เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ปวินท์จึงต้องรับช่วงดูแลบริษัทปองพลคอนสตัคชันของครอบครัวต่อ

   ปวินท์มีน้องสาวชื่อประภามนท์ น้องของเขาไม่ได้ช่วยงานบริษัทเพราะเปิดร้านให้เช่าชุดแต่งงาน ในขณะที่แม่ของเขาเกษียณตัวเองมาปล่อยเงินกู้ให้กับคนที่เดือดร้อน โดยส่วนตัวเขาไม่ชอบงานของแม่ แม้จะรู้ว่าแม่อยากช่วยทุกคนที่ลำบากยากไร้ แต่เรื่องเงินทองมันเป็นของบาดใจ นอกจากเสี่ยงถูกโกงแล้วก็ไม่แน่ว่าพวกลูกหนี้ตัวแสบของแม่จะสร้างความวุ่นวายอะไรอีก ตอนเดือดร้อนมาขอยืมเงินน่ะก็อ่อนน้อมดีหรอก แต่พอตอนไปตามทวงต้นทวงดอกฝั่งเจ้าหนี้กลับต้องเกือบเป็นฝ่ายที่ก้มลงกราบกราน

   “ไม่เสี้ยมกันสิครับเสี่ย แหม...เมียฉันออกจะใจดี จะมายุให้ตีฉันตั้งแต่วันแต่งได้ไง” เสียงเจ้าบ่าวดังขึ้นช่วยดึงความคิดของปวินท์ให้กลับมา ศาสวัตมองหาเพื่อนอีกคน “แล้วไหนไอ้ทัชล่ะ”

   “กำลังมา เดี๋ยวก็ถึง” ปวินท์พูดยังไม่ทันขาดคำทัชพลก็เดินเข้ามาในงาน ชายหนุ่มพยักพเยิดไปตรงทางเข้า “นั่นไง ตายยากชะมัด”

   “เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวภาษาอะไรวะ แต่งตัวกันนานฉิบ แล้วโผล่มากันแต่ละที สาวๆ ในงานสะกิดแขนกันแทบถลอก ขโมยซีนกันเห็นๆ นี่งานฉันนะโว้ย”

   “วันนี้ไม่มีใครหล่อเกินไปกว่าพี่ศาสหรอกค่ะ” สิรดาบอกเจ้าบ่าวของตัวเองอย่างอ่อนหวาน

   “ครูสิไปพูดงั้นเดี๋ยวมันก็ลอยหรอก” ปวินท์เย้า ก่อนเบนสายตามาที่เพื่อน “ส่วนแก...มีเมียแล้วจะหล่อให้ใครมองอีก ฉันสองคนยังโสดก็ต้องรีบกอบโกยเรตติงสิวะ เพราะก่อนนี้แกก็นำฉันไปตั้งไกล”

   “เสี่ย...ไม่เอาสิ นี่งานเพื่อนเอง ไม่แกล้งเพื่อนนะ เบาได้เบาก่อน เพื่อนอยากชิมน้ำผึ้งพระจันทร์ ไม่อยากหยอดน้ำข้าวต้มในคืนส่งตัว” เจ้าบ่าวที่เคยเขี้ยวเล็บแพรวพราวและมีอดีตรักกับสาวงามเกือบครบทุกอำเภอรีบเบรกเพื่อน ก่อนหันไปอ้อนเจ้าสาว

   “สิอย่าไปฟังมันนะ เสี่ยมันแกล้งพี่ ดีๆ แบบพี่ไม่มีอีกแล้ว ไอ้ทัชเป็นพยานได้”

   “นินทาอะไรฉันไอ้เจ้าบ่าว” ทัชพลเดินเข้ามาตบต้นแขนหยอกล้อเจ้าบ่าว แล้วส่งยิ้มทักทายเจ้าสาว “ครูสิสวยมากเลยครับ”

   “ฝีมือเจ๊หวีทั้งหน้า ทั้งผมเลยค่ะ”

   “โห...งานนี้เจ๊หวีกินเรียบตั้งแต่ต้นยันจบ” ทัชพลสรุปยิ้มๆ

   “ดีนะคะที่ยังมีพี่ปาล์มกับพี่ตรัยมาแบ่งรายได้ในส่วนของชุดแต่งงานกับช่างภาพ” เจ้าสาวบอก

   “ว่าไปถ้าคิดจะแต่งนี่ก็ไม่ยากเลยนะ เจ๊หวีมีครบ ทั้งหาคู่ แต่งหน้าทำผม ชุดบ่าวสาวก็ให้ไอ้ปาล์มจัดการพร้อมช่างภาพ เนี่ยครบครันขนาดนี้คุณเพื่อนทั้งสองไม่สนเหรอครับ ละทิ้งชีวิตโสดพร้อมโลดแล่นสู่วงการพ่อบ้านใจกล้าอย่างฉัน ปรึกษาเจ๊หวีในงานได้เลยนะ ไม่ต้องเสียเวลานั่งปัดทินเดอร์ เจ๊แกดูแลตั้งแต่วันแรกยันวันแต่งเลย”

   “นี่เจ๊หวีแบ่งค่าคอมมิชชันให้ด้วยหรือไง ชวนไม่หยุดเลยวุ้ย” ปวินท์แกล้งว่า

   “อะไรดี ศาสก็ว่าดี ไอ้ทัชแกสนใจไหมล่ะ” ศาสวัตยักคิ้วถาม

   “ผ่านฉันไปก่อน อย่าว่าแต่ปัดทินเดอร์ เวลากินข้าวยังหาไม่ค่อยเจอเลย เสี่ยไปป์โยนงานมาให้เหมือนไม่อยากให้ฉันคลาดสายตา”

   “อย่าบ่นน่า” คนโยนงานว่ายิ้มๆ

   ปวินท์กับทัชพลทำงานด้วยกันที่ปองพลคอนสตัคชัน บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ทรงอิทธิพลที่สุดในจังหวัด เนื่องจากงานบริหารดึงเวลาส่วนใหญ่ไปจนเกือบหมด ปวินท์จึงต้องมอบหมายให้ทัชพลคอยช่วยดูแลตรวจงานหน้าไซต์ คนภายนอกมักเข้าใจว่าทัชพลเป็นแค่ลูกจ้าง แต่แท้จริงแล้วชายหนุ่มผู้นี้มีหุ้นอยู่ในปองพลคอนสตัคชันเช่นกัน

   “ไม่ได้บ่น แค่บอกไอ้ศาสเฉยๆ ว่าฉันยังไม่พร้อมเข้าสมาคมพ่อบ้านใจกล้ากับมัน” ทัชพลแจกแจงแล้วแกล้งเอียงหน้ามากระซิบดังๆ กับศาสวัต “ทำไมแกไม่ลองกล่อมเสี่ยดีๆ ล่ะ เผื่อมีลุ้น”

   “พูดจนคอแห้งแล้ว สงสัยจะยังตัดใจจากรักเก่าไม่ได้ ก็นะรักแรกมันแยกยาก”

   เรื่องนี้ทำให้ปวินท์ถึงกับถอนใจเสียงดัง “อย่าพูดไป เดี๋ยวใครได้ยินเข้า หลินจะเสียหาย”

   “โอ๊ยยยยย ไม่มีใครกล้านินทาว่าที่ลูกสะใภ้นายก อบจ. หรอก ฉันได้ข่าวว่าแกเพิ่งประมูลงานที่โรงเรียนของพ่อครูหลินได้ไม่ใช่เหรอ ถามจริงเถอะยังมองหน้ากันติดอีกเหรอวะ” ศาสวัตสงสัย

   “ฉันแยกงานกับเรื่องส่วนตัวออกหรอกน่า เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว” ปวินท์ตัดบท แล้วกวักมือเรียกคนรักของน้องสาวให้มาช่วยบันทึกภาพ “ถ่ายรูปกันดีกว่า ตรัยมาถ่ายรูปให้พี่หน่อย”

   ปวินท์ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ทุกคนเชื่อว่าเขากับคนรักเก่าจากกันด้วยดี บางทีอาจเป็นเพราะท่าทางการแสดงออกของเขาด้วยกระมังที่ยังทำให้ทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าเขายังเซื่องซึมเพราะถูกนลินสะบั้นรัก ความจริงเขาไม่เหลือเยื่อใยอาลัยอาวรณ์กับคนรักเก่าแล้ว แต่เขากับนลินรู้จักผูกพันกันมานาน ถึงความรักในแบบหนุ่มสาวจะปิดฉากลง ทว่าความเป็นเพื่อนยังคงมีอยู่

   ที่เขาไม่อยากเอ่ยถึงนลินไม่ใช่เพราะยังลืมไม่ลง แต่เขารู้สึกเกรงใจเจ้าสาวของเพื่อนมากกว่า อย่างไรเสียสิรดากับนลินก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน จะพาให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียเปล่าๆ

   ปวินท์เข้าใจว่าทุกคนห่วงใยและคอยเอาใจช่วย เรื่องของเขากับนลินเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง เพราะรักกันมาหลายปี ควงคู่ออกงานสำคัญระดับจังหวัดก็หลายหน ทุกคนทราบข่าวการเลิกราและพากันงุนงง เมื่อจู่ๆ เขาก็ถูกลูกชายนายกฉกชิงคนรักไป มันแน่นอนอยู่แล้วที่บรรดาทีมเสี่ยไปป์จะเจ็บแค้นขุ่นเคือง ปวินท์เองก็เสียใจที่รักษาคนรักเอาไว้ไม่ได้ แต่ในเมื่อนลินเลือกแล้ว เขาก็ต้องยอมรับการตัดสินใจนั้น

   คนเราโตๆ กันแล้ว เมื่อตัดสินใจทำอะไรก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้น นลินมีความจำเป็น แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่มีทางเลือก เขาพร้อมช่วยเหลือคนรักเสมอ แต่เป็นเธอที่เลือกทางอื่น ปวินท์จึงไม่คิดเหนี่ยวรั้งหรือนึกเสียดายอะไร ที่เขายังเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขายังทำใจไม่ได้ เขาก็แค่ขี้เกียจชี้แจงให้เรื่องมันยืดยาว ยังไงนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาซึ่งทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้

   แขกเริ่มทยอยเข้างาน ปวินท์กับทัชพลช่วยเจ้าภาพต้อนรับ ซึ่งแขกส่วนใหญ่ก็เป็นคนรู้จักและมีชื่อเสียงในจังหวัด ศาสวัตและสิรดาเป็นคนน่ารัก อัธยาศัยดี ใครๆ ก็อยากมาร่วมยินดีด้วยกับทั้งคู่ ห้องจัดงานใหญ่ที่สุดจึงดูเล็กลงทันตา

   “ไหนไอ้ศาสมันบอกว่าเชิญแต่คนกันเอง” ทัชพลบ่นพึมพำ หยิบแก้วเครื่องดื่มส่งให้ปวินท์ สองหนุ่มหลบมายืนกันที่โต๊ะเครื่องดื่มและของทานเล่น

   “กันเองของมันก็เกือบทั้งจังหวัดนั่นแหละ”

   “งานแกฉันขอแนะนำให้ไปจัดที่สนามกีฬานะ กว้างดีจะได้ไม่อึดอัด”

   “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะมีงาน ไอ้ปาล์มยังมีความใกล้เคียงมากกว่า” ปวินท์ตอบพร้อมจับตามองเพื่อนรักที่ชะงักมือไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะยกแก้วขึ้นดื่มตามปกติ เขาแอบนึกสงสัยความรู้สึกของเพื่อนที่มีต่อน้องสาวมาสักพักแล้ว แต่ทัชพลก็ไม่เคยทำพิรุธอะไรให้จับได้ อย่างตอนนี้แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ยังถูกควบคุมให้ราบเรียบ

   “ปาล์มจะแต่งงานแล้วเหรอ”

   “เปล่า ฉันพูดถึงความน่าจะเป็นเฉยๆ เพราะถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ปาล์มมีโอกาสได้แต่งมากกว่าฉัน” ปวินท์ยักไหล่บอกง่ายๆ

   เป็นเวลาเดียวกับที่สายตาของทัชพลมองฝ่าผู้คนไปตรึงอยู่กับรอยยิ้มสดใสของประภามนท์ หญิงสาวกำลังยืนคุยกับกลุ่มเพื่อน วันนี้เธอดูสวยจนเขาไม่อาจถอนสายตาได้รวดเร็วเช่นทุกครั้ง หากปวินท์ไม่ยิงคำถามต่อ ทัชพลก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอเผยความลับอะไรออกไปบ้าง

   “วันนี้น้องสาวฉันสวยนะ แกว่าไหมทัช”

   “อืม” สวยมาก...แต่ทัชพลไม่มีสิทธิ์ เต็มที่ก็ทำได้แค่มองแล้วเก็บมาชื่นชมอยู่ในใจเงียบๆ

   “พวกแกแอบมายืนส่องสาวอะไรกันตรงนี้ ไปช่วยฉันรับหน้าท่านนายกก่อน” เจ้าบ่าวปลีกตัวเดินมาตามด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน แต่ก็ช่วยให้ใครบางคนผ่านพ้นวิกฤต คำขอร้องของศาสวัตเหมือนระฆังดังช่วยชีวิตทัชพลที่กำลังถูกปวินท์ต้อนเข้ามุมเตรียมปล่อยหมัดน็อก

   ทั้งสามหนุ่มพากันไปยืนรอต้อนรับแขกคนสำคัญ กลุ่มของนายกครองวิทย์ ประกอบด้วยธนชิตลูกชายควงคู่มากับนลินว่าที่ลูกสะใภ้ ณิชมนลูกสาวคนเล็กที่มาเดี่ยวแต่ก็สวยเฉี่ยวสะกดสายตาคนทั้งงาน และเหล่าบริวารผู้ติดตามอีกนับสิบ บ่าวสาวพร้อมผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติ

   ตรัยกดบันทึกภาพแขกคนสำคัญ ก่อนที่ท่านนายกจะกล่าวทักทายอวยพรกับทางเจ้าภาพ ณิชมนที่หมายตาปวินท์ตั้งแต่แรกเห็นเปิดยิ้มหวานเดินปราดเข้ามาควงแขนขอถ่ายรูปคู่กับชายหนุ่มอย่างสนิทสนม แม้ว่าฝ่ายชายจะคอยระวังกิริยาไม่ให้ดูใกล้ชิดจนเกินไปนัก

   ศาสวัตเห็นแล้วก็อดหันมายิ้มกับทัชพลไม่ได้

   “ฉันว่านายกครองต้องวางแผนจะฮุบกิจการเสี่ยแน่ว่ะ ไอ้ทัชแกต้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเองให้ดีนะ ลูกสาวนายกนี่ท่าทางจะเป็นสายรุกที่แท้ทรู”

   “แกนี่นินทาระยะเผาขนเลยนะ” แม้จะค่อนข้างเห็นด้วยแต่ทัชพลก็ไม่อยากเอออวยให้ศาสวัตได้ใจ “แต่ควงกันมาเย้ยถึงที่ ครูหลินนี่ก็ไม่ธรรมดาจริงๆ”

   “เดี๋ยวฉันสั่งเด็กตัดสายเบรกรถมันเลยดีไหม” ศาสวัตเสนอ

   “แกจะเข้าหอหรือเข้าคุกล่ะ” ทัชพลย้อนถาม

   “เรื่องแค่นี้แกยังต้องถาม เลือกง่ายจะตายไป ยังไงฉันก็ขอนอนกอดเมียอยู่แล้ว”

   “งั้นรีบเชิญแขกเข้าโต๊ะเลย ยิ่งอยู่นาน ฉันยิ่งเหม็นขี้หน้าลูกชายนายก”

   “เออ เดี๋ยวจัดให้” ศาสวัตพยักหน้าสั่งเด็กนำทางแขกคนสำคัญไปที่โต๊ะ “เชิญท่านนายกตามสบายนะครับ ทางเราจัดเตรียมโต๊ะไว้ให้แล้ว เชิญครับ”

   “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” นายกครองวิทย์ยิ้มผ่านหน้าปวินท์ไป ตามติดด้วยธนชิตกับนลิน ปวินท์ยิ้มตามมารยาท ก็ไม่คิดว่าคู่กรณีจะมาหยุดอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มยิ้มเฉยไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรกับการเผชิญหน้าคนรักเก่า แล้วก็เป็นธนชิตที่เอ่ยขึ้นก่อน

   “เห็นหลินบอกว่าเสี่ยไปป์ชนะประมูลสร้างโรงอาหารที่โรงเรียนของคุณพ่อเขา ผมยินดีด้วยนะครับ คราวนี้ผมจะได้เลิกกังวลเสียที”

   “มีเรื่องอะไรต้องกังวลเหรอครับ” ปวินท์อยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหน

   “ก็ถ้าเสี่ยไม่ได้งานนี้ ผมคงจะกลายเป็นต้นเหตุ ทำให้เสี่ยชวดทั้งงาน ชวดทั้งหลิน”

   ทุกคนที่ได้ยินธนชิตพูดต่างชะงักและรอดูปฏิกิริยาของปวินท์ ใครๆ ก็ดูออกว่าลูกชายนายกตั้งใจพูดเยาะเย้ย แต่เสี่ยไปป์ของเพื่อนๆ ยิ้มบางตอบกลับอย่างสุภาพ

   “อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ ผมทำงานตรงไปตรงมา ถ้าได้ก็คือได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็แค่หางานใหม่” ปวินท์พยายามรักษาบรรยากาศ แต่ดูเหมือนเพื่อนรักทั้งสองของเขาจะไม่ให้ความร่วมมือ ศาสวัตและทัชพลขยับตัวแทบพร้อมกัน

   “ถ้าจำไม่ผิดผมเข้าใจมาตลอดว่าทางปองพลคอนสตัคชันประมูลสร้างโรงอาหารนะครับ ไม่ได้ประมูลชิงตัวลูกสาว ผอ.” ทัชพลเลิกคิ้วเบนสายตาคมกริบไปที่นลินแล้วถามยิ้มๆ “ใช่ไหมครับครูหลิน”

   “คุณชิตแค่พูดเล่นน่ะค่ะพี่ทัช ขอโทษนะคะพี่ไปป์”

   “หลินกับคุณชิตไปนั่งที่โต๊ะเถอะ ยืนตรงนี้คงไม่สะดวกนัก” ปวินท์ปลดมือของณิชมนที่คล้องแขนเขาออก “คุณนิดก็ไปนั่งเถอะครับ ผมยังต้องช่วยเจ้าภาพรับแขกอยู่ แล้วค่อยคุยกัน”

   “นิดช่วยพี่ไปป์รับแขกได้นะคะ”

   “อย่าเลยครับ พวกแขกผู้ใหญ่คุยไม่สนุกหรอก เชิญครับ” ปวินท์ชิงจังหวะที่เหลือบเห็นคนรู้จักเข้ามาพอดีจึงรีบผละไปต้อนรับ ณิชมนจึงจำใจเดินตามพี่ชายไปนั่งที่โต๊ะ

   “ศาสไอ้คนที่แกจะใช้ให้ไปตัดสายเบรกรถยังอยู่ไหม” ทัชพลถามอย่างโมโห

   “เป็นฟืนเป็นไฟเลยนะไอ้ทัช แกดูเสี่ยสิยังชิลล์อยู่เลย”

   “ฉันเกลียดหน้ายิ้มๆ ของลูกชายนายกครองจริงๆ มันไม่รู้หรือว่าพ่อมันยังต้องอาศัยฐานคะแนนจากทางเราอยู่” น้ำเสียงของทัชพลเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

   “พวกแกจะให้ฉันทำยังไงล่ะ หรือจะต้องหาคนไปช่วยตัดสายเบรกรถเพิ่ม” ปวินท์ถามเพื่อนทั้งสองและบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาได้ยินแผนร้ายที่ทั้งคู่สมคบคิดกันก่อนหน้านี้ “ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ พวกแกก็อย่าอินกันนักเลย”

   “เฮ้อ...” ศาสวัตและทัชพลถอนหายใจราวกับนัดกันไว้ ในเมื่อเจ้าทุกข์ยังไม่เดือดร้อน พวกเขาก็ไม่ควรอินอย่างที่ปวินท์ว่านั่นแหละ

   “พี่ศาส”

   เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ทั้งสามหนุ่มขยับตัว นายพิธีเดินเข้ามาซักซ้อมคิวกับบ่าวสาวเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นศาสวัตกับสิรดาก็แยกไปเตรียมตัวขึ้นเวทีเข้าสู่ช่วงพิธีการ

   ปวินท์กับทัชพลเดินไปนั่งโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ซึ่งต้องนั่งร่วมโต๊ะกับนายกครองวิทย์ ตอนปวินท์ไปถึงแม่ของเขากำลังคุยกับท่านนายกอย่างออกรส โดยมีเจ๊หวีนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มยกมือไหว้เจ๊หวี

   “สวัสดีครับเจ๊หวี”

   “สวัสดีจ้ะเสี่ย คุณทัช วันนี้เพื่อนเจ้าบ่าวสองคนหล่อจนสาวๆ ในงานเลือกไม่ถูกเลย”

   “ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ พวกผมต้องยอมถอยให้เจ้าบ่าวก่อน” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ พลางนั่งลงข้างน้องสาว “ตรัยล่ะ”

   “รอถ่ายรูปบนเวทีค่ะ แล้วเพื่อนเจ้าบ่าวไม่ต้องขึ้นไปเหรอ”

   “ไม่ต้องหรอก นั่น...ดูคุยกันถูกคอนะ” ปวินท์คว้าแก้วน้ำขึ้นดื่ม

   “คุณนายปรารถนากำลังดีลลูกสาวนายกให้พี่แน่ะ”

   ชายหนุ่มเกิดอาการสำลักน้ำในปากอย่างกะทันหัน ประภามนท์ฉีกยิ้มหวานพร้อมกับยื่นกระดาษเช็ดปากให้พี่

   “หนูล้อเล่นน่า คุณนิดไม่แนวพี่ไปป์หรอก ขนาดแม่สื่ออย่างเจ๊หวียังแบ่งรับแบ่งสู้เลย” หญิงสาวมองเลยไปที่ทัชพล “เอ่อ...พี่ทัชคะ พอดีว่าเพื่อนหนูเขาจะตรวจรับบ้าน พี่ทัชว่างไหม”

   “เมื่อไรเหรอ”

   “สิ้นเดือนนี้ค่ะ พี่ทัชสะดวกไหมคะ”

   “เดี๋ยวพี่โทรบอกปาล์มอีกทีดีกว่า ขอกลับไปดูตารางงานก่อน” ถึงไม่ว่างทัชพลก็จะพยายามเคลียร์ตัวเองเพื่อประภามนท์

   “ขอบคุณค่ะ หนูขี้เกียจถามพี่ไปป์ เสี่ยงานยุ่งไม่ไหวเลย น้องขอความช่วยเหลือแต่ละทีก็รอไปเถอะ”

   “ไอ้ทัชมันก็ยุ่งพอๆ กับฉันนั่นแหละ เป็นแกหรอกมันถึงได้ทำเหมือนว่างให้” ปวินท์พูดจี้ใจดำเพื่อนรัก ขณะที่ประภามนท์แกล้งยักไหล่

   “หนูจะมีเส้นสายไว้ทำไมล่ะ ถ้าถึงเวลาจำเป็นแล้วพึ่งพาไม่ได้อ่ะ พี่ทัชไม่ใจดำกับน้องเหมือนพี่ไปป์หรอก”

   “คุยอะไรกันเสียงดัง ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่จะมาคุยแข่งได้ไง เสียมารยาทจริงๆ ไอ้พวกนี้”

   “แม่มีธุระของแม่ หนูก็ต้องมีธุระของหนูบ้างสิคะ” ประภามนท์ย้อนยิ้มๆ รู้ว่าแม่ไม่ถือสา

   “หนูปาล์มเมื่อไรจะมีข่าวดีล่ะ” ครองวิทย์เอ่ยถาม

   “คงอีกนานค่ะนายก ขอเก็บเงินสร้างตัวก่อน ช่วงนี้เริ่มมีงานเข้ามาก็ดีขึ้นหน่อยค่ะ ไม่งั้นหนูกับเจ๊หวีคงนั่งตบยุงอยู่บ้านกันอีกนาน” ประภามนท์กับเจ๊หวีมักจะรับงานร่วมกันเสมอ

   “พอเริ่มผ่อนปรนให้จัดงานได้ก็ค่อยยังชั่วนะ ธุรกิจหลายอย่างมันไปต่อได้ อย่างพวกงานบวช งานแต่ง คงได้จัดกันตามความเหมาะสม”

   “ใช่ค่ะ แต่คู่หนูคงต้องพักไว้ก่อน หนูยังไม่รีบค่ะ”

   “แล้วคู่คุณชิตกับครูหลินล่ะ ใกล้จะมีข่าวดีหรือยัง” คุณปรารถนาถาม สายตาพุ่งไปยังหญิงสาวที่เกือบได้มาเป็นลูกสะใภ้

   “เรายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ค่ะ” นลินตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยผิดกับคนรัก

   “คงไม่นานหรอกครับ” ธนชิตสบสายตาท้าทายกับปวินท์

   “ยินดีด้วยนะครับ” นอกจากคำพูดนี้ปวินท์ก็ไม่รู้จะเอ่ยคำไหน ท่าทางธนชิตจะตามจองเวรเขาทั้งคืนแน่

   “แล้วเสี่ยไปป์ไม่คิดจะหาแฟนใหม่เหรอครับ เจ๊หวีก็อยู่นี่แล้ว ทำไมไม่ลองให้ไปทาบทามสาวใหม่สักคน น้องสาวผมก็ยังว่างนะ”

   “พี่ชิตก็...” ณิชมนทำท่าเอียงอาย แต่ก็ส่งสายตาหวานเยิ้มให้ปวินท์อย่างไม่หยุดหย่อน

   ปวินท์ยังคงรักษาสีหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม “อย่าเลยครับ ช่วงนี้ผมงานยุ่งจริงๆ จะทำให้เจ๊หวีกับคุณนิดเสียเวลาซะเปล่าๆ แค่นี้ทัชก็บ่นจนผมหูชาแล้ว”

   “แต่ถ้าเสี่ยไปป์ว่าง เจ๊ยินดีช่วยนะคะ” แม่สื่อยิ้มเจื่อนรีบเสนอตัวเพื่อหวังจะไถ่บาป เจ๊หวีไม่กล้าสู้หน้าปวินท์นัก เพราะรู้ว่าตัวเองมีส่วนทำให้ความรักระหว่างปวินท์กับนลินต้องพังลง และคนที่แนะนำนลินให้คบหากับธนชิตก็เป็นเจ๊หวีคนนี้นี่แหละ จากประสบการณ์แล้วเจ๊หวีเชื่อมั่นในสัญชาตญาณการเป็นแม่สื่อของตัวเอง ปวินท์กับนลินไม่ใช่คู่กัน แม้องค์ประกอบรอบข้างจะเหมาะสม แต่มองยังไงก็ไม่ใช่คู่อุปถัมภ์กัน

   “พิธีการเริ่มแล้วครับ” ทัชพลดึงความสนใจไปที่เวที ยุติบทสนทนาชวนอึดอัดไว้เพียงเท่านั้น

   พิธีการดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แขกผู้ใหญ่ที่บ่าวสาวให้ความนับถือขึ้นเวทีกล่าวอวยพร ปิดท้ายด้วยการโยนดอกไม้ของเจ้าสาว ณิชมนชวนนลินและประภามนท์ไปแย่งช่อดอกไม้ แต่ฝ่ายหลังปฏิเสธ

   “หนูขอตัวไปช่วยตรัยก่อนนะคะ” ประภามนท์บอกกับคุณปรารถนา

   “หาอะไรให้ตรัยกินรองท้องบ้างนะ แม่เห็นเดินทั่วงานคงน่าจะหิว”

   “วิถีช่างภาพไงแม่ หนูไปนะคะ เดี๋ยวเสร็จงานแล้วกลับบ้านพร้อมกันนะ”

   “อืม...ไปเถอะ” คุณปรารถนาพยักหน้ารับรู้



   ตรัยลดกล้องในมือลงแล้วนิ่วหน้ามองหญิงสาวที่แทรกตัวเข้ามาบังเต็มหน้ากล้อง ประภามนท์ฉีกยิ้มจนตาหยีพร้อมกับยื่นจานขนมให้คนรักอย่างเอาใจ

   “แม่กลัวว่าที่ลูกเขยเป็นลมค่ะ เลยให้ปาล์มหาอะไรมาให้พี่ตรัยรองท้อง”

   “ไม่หิวหรอกจ้ะ ปวดฉี่มากกว่า”

   “อ้าว แล้วก็ทนอยู่ได้ ไปห้องน้ำสิคะ เอากล้องมา เดี๋ยวปาล์มถ่ายรูปต่อให้” หญิงสาวอาสา แบมือรอ นึกอยากจะดุตรัยสักที ไม่ใช่ว่าไม่มีเขาแล้วจะไม่มีคนถ่ายรูปเสียเมื่อไร ตรัยยังมีทีมงานของเขาอีกสองคนที่คอยถ่ายรูปเก็บตกอยู่

   “งั้นเดี๋ยวพี่มานะ ฝากหน่อย” ตรัยปลดสายกล้องที่คล้องคอออกแล้วส่งต่อไปให้หญิงสาว

   “เชื่อมือเถอะน่า กดถ่ายเป็นร้อยรูป ใช้ได้รูปเดียว”

   “เสียชื่อมีแฟนเป็นช่างภาพหมด”

   “ทำไงได้ล่ะ ถนัดเป็นนางแบบ ไม่ได้ถนัดถ่ายรูปนี่น่า”

   ตรัยหัวเราะ ขยี้ผมคนรักอย่างมันเขี้ยว ก่อนหลบฉากออกไป ช่างภาพหนุ่มเข้าห้องน้ำไปได้ครู่เดียว ก็มีเสียงเดินเข้ามาพร้อมคุยโวเสียงดัง เพราะเข้าใจว่าไม่มีคนอยู่

   ตอนแรกตรัยก็ไม่ได้ตั้งแอบใจฟังหรอก แต่พอมีชื่อของปวินท์ขึ้นมา เขาก็เลือกที่จะนั่งเงียบๆ ฟังคนข้างนอกคุยกันต่อ เขาก็อยากรู้ว่าลับหลังแล้วคนภายนอกจะนินทาสมาชิกบ้านปรานต์ปราณนต์ว่ายังไงบ้าง

   “แกเห็นหน้าไอ้เสี่ยไปป์ไหม ฉันสะใจชะมัด คอยดูเถอะถ้าน้องสาวฉันทำให้เจ๊ปิ๋มยอมยกขันหมากมาสู่ขอได้ ทุกอย่างก็เข้าล็อก”

   “แต่มันก็ยังมีน้องสาวอีกคนนะครับคุณชิต”

   “เฮ้ย ลูกสาวไม่เหมือนลูกชายหรอก น้องมันก็ไม่ได้วุ่นวายอะไรกับบริษัทด้วย กำจัดง่ายนิดเดียว ถ้าปัญหามากนักฉันก็แค่เอามาทำเมียอีกคน คราวนี้สมบัติบ้านนั้นจะไปไหน ผลประโยชน์อีกมากมายที่จะตามมา”

   “แบบนั้นครูหลินจะยอมหรือครับ”

   “หลินไม่ยอม แต่พ่อเขายอม พ่อหลินยังต้องพึ่งพาครอบครัวฉัน ไม่งั้นเขาจะทิ้งไอ้ไปป์มาหาฉันเหรอ ถ้ากินรวบทั้งสองทางอนาคตการเมืองของพ่อฉันก็สดใส”

   “แล้วคุณชิตก็จะได้เป็นนายก อบจ.ที่หนุ่มที่สุด”

   “ส่วนพ่อฉันก็จะได้เป็นท่าน ส.ส.”

   สองคนประสานเสียงหัวเราะกันอย่างชอบใจ ตรัยนั่งกำหมัดแน่น จากคำพูดเขาพอจะเดาได้ว่าใครเป็นใคร ไม่คิดเลยว่าลูกชายนายกครองวิทย์จะมีแผนการสกปรกเช่นนี้ ส่วนตัวแล้วตรัยเคยเจอธนชิตและรู้สึกไม่ชอบสายตาที่อีกฝ่ายใช้มองประภามนท์

   เขาคงต้องคุยกับปวินท์ เรื่องสำคัญอย่างนี้ยิ่งรู้เร็วเท่าใดก็ยิ่งหาวิธีป้องกันแก้ไขได้เร็วขึ้นเท่านั้น แม้สองตระกูลจะมีผลประโยชน์ร่วมกันแต่อย่างน้อยตรัยก็ต้องเตือนให้ปวินท์รู้ว่าครอบครัวนายกครองวิทย์ไม่หวังดีอย่างที่แสดงออกมา




บทสองมาแล้ววววววว
5
บทที่ 1 แม่ยกโลกต้องจำ


      “คุณอุบลรับหนึ่งค่ะ”

   “คุณไพรัชรับหนึ่งนะคะ กราบขอบพระคุณค่า”

   กรวีร์ยิ้มหวานสู้กับแสงไฟสปอร์ตไลต์ที่สาดส่องลงมา ถึงความร้อนจากแสงไฟจะทำลายผิวหน้ากระจ่างใสของเธอ แต่เมื่อนึกถึงจำนวนเงินเก็บในบัญชีที่ลดฮวบๆ อย่างน่าใจหาย เธอจึงค้นพบความร้อนอีกชนิดหนึ่งที่ทรงอานุภาพร้ายแรงยิ่งกว่าแสงไฟ เปรมสุดาเพื่อนรักของเธอเรียกมันว่าอาการร้อนเงิน

   เรื่องหนังหน้านั้นเลยดูกระจิบกระจอกไปเลย ช่างเถอะ ถ้าฝ้าจะมา ตีนกาโผล่ ร่องแก้มลึกโบ๋ หากทนรับสภาพไม่ไหวจริงๆ เธอจะลงทุนไปให้หมอฉีดฟิลเลอร์ซ่อมหน้าเอาก็ได้ ตอนนี้ต้องพาชีวิตให้รอดจากโรคทรัพย์จางขั้นโคมาก่อน

   เป็นไงล่ะเวิร์คฟอร์มโฮม เวิร์คไปเวิร์คมาบริษัทเจ๊งจ้า เงินชดเชยก็ไม่ได้ เงินกองทุนเจ้านายยังเชิดหนีไปอีก รายได้เดียวที่มีตอนนี้คือเงินผู้ว่างงานจากประกันสังคม ซึ่งแน่นอนมันไม่พอยาไส้เธอหรอก แถมยังต้องเผื่อใจในความล่าช้า ก็นะยุคนี้ใครไม่ตกงานนี่โคตรเชย

   แต่ชีวิตกรวีร์มีค่ามากเกินกว่าจะนั่งหายใจทิ้ง ค่าใช้จ่ายหลักๆ ก็ค่าน้ำนมของคุณกัญญานี่แหละ คิดถึงแม่ขึ้นมาน้ำตามันก็ไหล ไม่ใช่ว่าเธอท้อแท้อะไรหรอกนะ แต่บางทีก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนเปย์ให้แม่เหมือนกัน ขนาดชีวิตเธอว่ามีค่ามากแล้ว คุณแม่สุดที่รักของเธอกลับมีค่ามากยิ่งกว่า

   คุณกัญญาเป็นเจ้าของร้านเสริมสวยอยู่ที่สุพรรณ ตั้งชื่อร้านกิ๊บเก๋ว่า กัญญาบาร์เบอร์ ช่วงโรคระบาดที่ผ่านมาแม่ของเธอก็ขาดรายได้เหมือนกัน แม้ว่าจะกลับมาเปิดร้านได้แล้ว แต่แม่ก็ไม่ได้คิวทองจนลูกค้าต้องโทร.จองล่วงหน้าเหมือนแต่ก่อน รายได้หลักของแม่จึงเป็นเงินที่เธอส่งไปให้

   พอรู้ตัวว่าสิ้นสภาพพนักงานกรวีร์ก็เลยตกลงขายหม้อทอดไร้น้ำมันออนไลน์กับเปรมสุดา แม้จะยังมือใหม่แต่ก็อาศัยช่วงก่อนที่นอนซีเอฟเสื้อผ้ากับเพื่อนรัก นำวิธีการขายมาปรับปรุงให้เข้ากับหม้อทอดของตัวเอง โชคดีอีกต่อที่เซลล์ขายหม้อรู้จักกับเปรมสุดา จึงเป็นที่มาของการไลฟ์ขายหม้อทอดที่เธอกับเพื่อนช่วยกันตระเตรียมอุปกรณ์ วางแผนการนำเสนอและคิดโพรโมชันส่งเสริมการขายให้ดึงดูดความสนใจจากลูกค้า

   “สำหรับคุณลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใหม่ กีวี่ฝากกดไลค์ กดแชร์ด้วยนะคะ ส่วนท่านใดที่สนใจหม้อทอดไร้น้ำมันของเรารับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ สินค้าของเรามีทุกไซส์ ทุกขนาด เหมาะสำหรับท่านที่ใส่ใจสุขภาพ และวันนี้นะคะกีวี่ก็จะมาสาธิตวิธีการทำเมนูง่ายๆ ให้ชมกันค่ะ”

   กรวีร์เบี่ยงกายหลบฉากให้ผู้ชมทางบ้านได้เห็นอุปกรณ์ที่เธอเตรียมไว้ หญิงสาวเดินเข้าไป ก่อนจะหันมาเปิดยิ้มหวานสู้กล้องเพื่อมัดใจเหล่าบรรดาลูกค้าที่กำลังคิดจะจับจองหม้อทอดไร้น้ำมันของเธอ

   “วันนี้ทีมงานของเราเตรียมวัตถุดิบไว้ให้แล้ว ทายสิคะว่ากีวี่จะทำอะไรให้ทุกคนชิม” หญิงสาวหยิบข้าวโพดขึ้นมา แล้วแกล้งใส่จริตทำตาโต “ว้าว ข้าวโพดและนี่ก็ชีส เราต้องทำขนมเทียนกันแน่นอนค่ะทุกคน”

   มีเสียงหัวเราะจากเปรมสุดาดังแทรกเข้ามา กรวีร์เองก็นั่งขำ ส่วนคอมเมนต์จากทางบ้านเป็นรูปหัวเราะขึ้นมาเต็มหน้าจอ

   “แหม ขำกันใหญ่ ใครจะทำขนมเทียนกันล่ะเนอะ โอเคค่ะ วันนี้เราจะมาทำข้าวโพดอบชีส เมนูง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน มาดูกันเลยว่าวิธีการทำเป็นอย่างไร”

   กรวีร์ผูกผ้ากันเปื้อนและเริ่มคลุกเคล้าส่วนผสมเข้าด้วยกันจนกระทั่งส่งถ้วยข้าวโพดคลุกชีสของเธอเข้าไปในหม้อทอด

   “เสร็จแล้วเราก็ตั้งอุณหภูมิ ตั้งเวลา จากนั้นก็รอค่ะ หลังจากนี้ประมาณห้านาทีเราจะได้ข้าวโพดอบชีสแสนอร่อย ระหว่างนี้เราไปอ่านคอมเมนต์กันดีกว่า ใครสงสัยอะไรถามกีวี่ได้เลยนะคะ”

   กรวีร์เดินกลับมาที่หน้าจอมีคอมเมนต์มากมายเลื่อนขึ้นมาจนอ่านไม่ทัน บางคนก็สนใจหม้อ บางคนก็หน้าหม้อ หญิงสาวแกล้งมองผ่านคอมเมนต์ประเภท กีวี่สวยจัง หรือ จีบได้ไหม คอมเมนต์พวกนี้ไม่ได้ทำให้เงินในบัญชีเธอเพิ่มขึ้น จะด่ากลับก็กลัวทัวร์ลงจึงเลื่อนผ่านมันไปดีกว่า ที่เธอสนน่ะคือลูกค้าที่มีแนวโน้มว่าจะสั่งซื้อหม้อของเธอต่างหาก

   “คุณพรพิศราใช่ไหม ถ้ากีวี่อ่านชื่อผิดกราบขออภัยด้วยนะคะ คุณพรพิศราถามว่าหม้อมีประกันไหม มีค่ะ หม้อทอดของเราผลิตได้มาตรฐานโรงงานและรับประกันหนึ่งปีทุกใบเลยค่ะ”

   “คุณแน่งน้อยถามว่าหม้อมีกี่ขนาด” กรวีร์เห็นเปรมสุดาชูนิ้วบอกจำนวน “คุณแน่งน้อยขา ตอนนี้ทางร้านเรามีตั้งแต่ความจุสองลิตรครึ่งไปจนถึงห้าลิตรเลยค่า”

   ติ๊ง!

   เสียงหม้อทอดที่กรวีร์ตั้งเวลาเอาไว้ดังขึ้น หญิงสาวรีบเดินไปดู

   “ทุกคนคะตอนนี้ข้าวโพดอบชีสของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว” หญิงสาวเดินไปดึงข้าวโพดอบชีสที่ทำไว้ออกมา ก้มลงสูดกลิ่นหอมพร้อมลากเสียงยาว “อื้ม...หอมมาก หน้าตาเลอค่าน่ากินสุดๆ ไปเลยค่ะ เดี๋ยวกีวี่ขออนุญาตชิมนะคะ ทุกคนจะได้สบายใจว่ากินได้จริงๆ น้า...”

   หญิงสาวใช้ช้อนตักแล้วยกขึ้นจนชีสร้อนๆ ยืดยาว ก่อนส่งมันเข้าปาก

   “อื้ม...อร่อยมากๆ เลยค่ะ” กรวีร์วางช้อนแล้ว พูดเรียกลูกค้าต่อ “เป็นไงบ้างคะเมนูง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน กีวี่ทำได้ทุกคนก็ต้องทำได้ค่ะ เอาล่ะ สำหรับใครที่ชมอยู่ตอนนี้นะคะ กีวี่มีโปรดีโปรเด็ดมาฝากทุกคนรีบกดไลค์ กดแชร์กันเลยนะคะ โปรดีๆ กำลังจะมาแล้วจ้า”

   กรวีร์ดีดกระดิ่งรัวๆ จากนั้นจึงเลื่อนหม้อทอดมาตรงหน้า

   “ทุกคนตั้งใจฟังนะคะ ตั้งใจฟังกีวี่ให้ดี นี่คือหม้อทอดขนาดความจุสองลิตรครึ่ง ราคาปกติอยู่ที่หนึ่งพันหกร้อยเก้าสิบบาท แต่ร้านเราลดเหลือหนึ่งพันสองร้อยบาทนะคะ ฟังไม่ผิดค่ะทุกคน หนึ่งพันสองร้อยบาทถ้วน เรามีจำนวนจำกัดอยู่ที่หนึ่งร้อยใบเท่านั้นนะคะ เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งค่ะเอฟ รอกีวี่ให้สัญญาณก่อน เอานะ พร้อมนะคะ พร้อมแล้วก็ไปกันเลย!”

   กรวีร์ทยอยอ่านข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอ ในใจยิ้มกริ่มขณะที่คำนวณผลกำไรที่จะได้จากการขายครั้งนี้

   “ใครไม่เอฟได้ไม่ต้องเสียใจนะคะ ส่วนคนที่เอฟได้ เอฟทัน เดี๋ยวทางแอดมินเราจะสรุปยอดส่งไปให้นะคะ”

   “คุณบุหงาบอกไม่ทัน โอ๋ๆๆ” หญิงสาวหัวเราะอย่างที่เคยซ้อมทำหน้ากระจกมาแล้วว่าน่ารัก “ไม่ทันไม่ต้องเสียใจนะคะ กดติดตามกีวี่ไว้ สักวันนาทีทองต้องเป็นของเรา”

   “คุณประเทืองบอกว่าหม้อใช้ดีมาก โอ๊ยยยย กราบขอบพระคุณมากค่ะสำหรับรีวิว”

   “คุณกัญญาบอกว่าพรีออเดอร์น้ำพริกกากหมูไปสามพันกระปุก มาช่วยแม่จ่ายค่าน้ำพริกด้วย”

   หึ! เดี๋ยวนะ

   กรวีร์ย่นคิ้วพร้อมกับเพ่งมองรูปโพรไฟล์ของคุณกัญญาที่เข้ามาคอมเมนต์บอกให้เธอไปช่วยจ่ายค่าน้ำพริก ไม่ต้องพิจารณากันนานเธอก็จำได้ งามไส้! นั่นมัน...

   “แม่!”

   หญิงสาวอุทานลั่น เป็นจังหวะเดียวกับที่เปรมสุดาดีดนิ้วเตือนสติว่าตอนนี้เธอกำลังไลฟ์อยู่ กรวีร์เหลือบมองเพื่อนเห็นอีกฝ่ายกำลังใช้นิ้วทำท่าดันมุมปากให้ยกขึ้น เธอจะมาสติแตกกลางไลฟ์สดไม่ได้ แต่เมื่อกี้เธออ่านไม่ผิดใช่ไหม

   “จบไลฟ์ก่อน” เปรมสุดาทำปากพะงาบๆ แบบไร้เสียง

   คนที่อยู่หน้ากล้องฝืนยิ้มขายของต่อไปอีกนิดก่อนจะเกริ่นนำเข้าสู่ช่วงสุดท้าย

   “หมดแล้วจ้า หม้อทอดไร้น้ำมันราคาพิเศษหนึ่งร้อยใบ ใครเอฟทันเตรียมรอรับสรุปยอดจากทางแอดมินของเรานะคะ หากลูกค้าท่านใดได้รับหม้อทอดไปแล้ว ลองทำเมนูอร่อยๆ มาอวดกีวี่ที่หน้าแฟนเพจบ้างนะคะ ส่วนใครแอบเล็งหม้อของเราไว้ฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยค่ะ รับรองว่าร้านเราจัดราคาพิเศษสำหรับทุกท่านแน่นอนค่ะ และสำหรับวันนี้กีวี่คงต้องลาไปก่อน กราบขอบพระคุณคุณลูกค้าทุกท่านแล้วเจอกันใหม่ไลฟ์หน้า สวัสดีค่า”

   กรวีร์โบกมือยิ้มแป้น แต่พอเปรมสุดากดปุ่มหยุดถ่ายทอดสด รอยยิ้มก็จางหายไปจากใบหน้า กีวี่ผู้แสนสดใสเมื่อนาทีก่อนหายไปแล้ว เหลือเพียงกรวีร์ผู้เกรี้ยวกราดพร้อมฟาดฟันทุกอย่างที่ขวางหน้า

   “คุณกัญญาไปโดนตัวไหนมา ถึงได้เมนต์ขอเงินฉันกลางไลฟ์อย่างนั้น” หญิงสาวกัดฟันกรอด เดินหน้าหงิกไปหาเปรมสุดาแล้วถาม “โทรศัพท์ฉันอยู่ไหน”

   “แกก็ใจเย็นๆ ก่อน แม่อาจจะล้อเล่น” เปรมสุดาส่งโทรศัพท์ให้เพื่อน

   “ล้อเล่น! โอ๊ย...เปรม แกอย่ามา แม่ฉันไม่ใช่คนมีอารมณ์ขันขนาดนั้นหรอกนะ ฉันไม่อยากจะนึกเลยว่าแม่จะก่อวีรกรรมอะไรให้ฉันต้องตามจ่ายอีก” กรวีร์บ่นพลางกดเบอร์โทร.หาแม่

   เธอแทบไม่ต้องรอเลยด้วยซ้ำ พอสัญญาณดังปุ๊บ คุณกัญญากดรับสายปั๊บ เสียงหวานหยดย้อยราวน้ำผึ้งเดือนห้าของแม่ทำให้กรวีร์ลอบกลืนน้ำลาย ใจคอไม่ดี

   “กีวี่ลูกรักของแม่”

   “คุณกัญญาบุพการีที่รักของลูก ช่วยบอกลูกสาวให้ชื่นใจหน่อยได้ไหมคะว่าพรีออเดอร์น้ำพริกสามพันกระปุกนี่ล้อกันเล่นใช่ไหม”

   “อู๊ย...ลูกรักของแม่ พูดเหมือนไม่รู้จักแม่อย่างนั้นแหละ อย่าลืมคอนเซ็ปเจ๊หวีสิจ๊ะ เสียหายไม่ว่าแต่เสียหน้าไม่ได้”

   “อะ งั้นหนูขอเช็กยอดหน่อย สามพันกระปุกนี่เป็นเงินเท่าไรเอ่ย”

   กรวีร์กลั้นใจถามราคา พยายามคูณแบบถูกสุด สมมติน้ำพริกนั่นกระปุกละยี่สิบบาท สามพันกระปุกก็ยังเป็นเงินตั้งหกหมื่น นี่ขนาดเธอคิดแบบถูกสุดๆ แล้วนะ

   “เงินเล็กน้อยแค่นี้ แม่เชื่อว่าหนูต้องมีให้แม่ยืมก่อนแน่นอนจ้ะ”

   “รีบบอกยอดมาดีกว่าแม่ หนูเกร็งไปหมดทั้งตัวแล้วเนี่ย”

   “แหม...ใจร้อนจริงลูกคนนี้ ก็เงินแค่สาม...”

   “สามหมื่นเหรอ” กรวีร์ค่อยใจชื้นหน่อย อย่างน้อยก็ถูกกว่าที่คิด ว่าแต่สมัยนี้มีน้ำพริกกระปุกละสิบบาทขายอยู่อีกเหรอ

   “สามแสนจ้ะ”

   “หะ! อะไรนะแม่ หนูขออีกทีซิ ” กรวีร์รู้สึกเหมือนลมในท้องตีขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน เธอหน้ามืดวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม รีบถามแม่ปากคอสั่น “มะ...แม่ นับเลขศูนย์เกินไปรึเปล่า”

   “ไม่ผิด เลขสามนำหน้า เลขศูนย์ตามมาอีกห้าตัวเป๊ะๆ น้ำพริกราคากระปุกละร้อย สามพันกระปุกก็เป็นเงินสามแสน แฮร่...แม่ขอยืมก่อนนะ เดี๋ยวใช้คืนให้”

   “ก่อนที่แม่จะคิดหาเงินมาใช้คืนให้หนู แม่ต้องคิดสิว่าหนูจะเอาที่ไหนมาให้แม่ยืม!”

   กรวีร์รีบถอยไปนั่งกุมขมับ ขืนยืนต่อเป็นมีหวังได้เป็นลมล้มหัวฟาดพื้น เปรมสุดาขยับเข้ามาใกล้อย่างนึกเป็นห่วง หญิงสาวโบกมือห้าม ฝืนใจพยักหน้าบอกว่ายังไหว

   ผ่านไปชั่วอึดใจคุณกัญญายังถือสายรอคอยคำตอบ กรวีร์พยายามระงับอารมณ์อยากพ่นไฟให้ทั้งห้องกลายเป็นทะเลเพลิง หญิงสาวท่องพุทโธๆ ในใจ บังคับเสียงให้เป็นปกติ ไม่ห้วน ไม่ดุจนแม่ความดันขึ้น

   “ไหนแม่ลองเล่าแรงบันดาลใจให้หนูฟังหน่อย ว่าทำไมอยู่ดีๆ แม่หนูถึงสำแดงเดชพรีออเดอร์น้ำพริกไปมากมายขนาดนั้น แม่กะจะเลี้ยงคนทั้งสุพรรณเลยหรือไง”

   “แม่ก็แค่รู้สึกว่างช่วงนี้...”

   “แม่...” หญิงสาวกลอกตา รู้ว่าแม่กำลังถ่วงเวลาอยู่ “เข้าเรื่องเลย หนูขอเนื้อๆ เน้นๆ น้ำไม่ต้อง”

   “ก็คือว่า...พ่อกระต่ายน่ะจ้ะ”

   พ่อกระต่ายที่แม่พูดถึงคือชายหนุ่มรูปงามนามเต็มคือกระต่ายขาว เป็นพระเอกลิเกชื่อดังและกำลังเนื้อหอมที่สุดในตอนนี้ ยิ่งช่วงหยุดยาวอยู่กับบ้าน พ่อกระต่ายขาวของแม่ก็โกยแฟนคลับได้มากขึ้นจากการเล่นลิเกไลฟ์สด เรียกว่ารายได้ดีจนเธอยังนึกอยากจะหัดเล่นลิเกบ้าง

   แล้วคุณกัญญาเนี่ยเป็นแฟนคลับที่ชื่อแอคเคานต์ประดับเพชรแฟนตัวยงต่อข้างท้าย เป็นแม่ยกยุคบุกเบิกตั้งแต่ยังไม่ได้ย้ายมาขยายฐานแฟนคลับในโซเชียล แต่ว่าน้ำพริกสามพันกระปุกไปเกี่ยวอะไรกับพระเอกลิเกรูปหล่อคนนั้น หญิงสาวตั้งใจรอฟังแม่พูดต่อ

   “คืองี้นะลูก พ่อกระต่ายเขาทำน้ำพริกกากหมูขาย ก็หารายได้เสริมเลี้ยงคนในคณะลิเกนั่นแหละ แล้วคราวนี้เขาก็จะจัดงานแฟนมีตแบบนิวนอร์มอลกับแฟนคลับที่เป็นท็อปสเปนเดอร์สิบห้าคนแรก”

   “แม่ก็เลยทุ่มซื้อไปสามพันกระปุกจุกๆ ว่างั้น”

   “แลกกับการได้เป็นท็อปสเปนเดอร์อันดับหนึ่งเลยนะลูก”

   น้ำเสียงของคุณกัญญาภาคภูมิใจเสียจนลูกสาวไม่กล้าทัก แต่นั่นมันเงินตั้งสามแสน สามแสนเชียวนะแม่!!!

   “หนูก็ไม่อยากจะขัดแม่หรอกนะ แต่ว่าเราจะไปหาค่าน้ำพริกมาจากไหนคะ”

   “หนูไม่มีเหรอลูก” คุณกัญญาถามเหมือนเงินแค่สามร้อย

   “แม่!” กรวีร์เสียงสูงปรี๊ด “นี่เรากำลังพูดถึงเงินสามแสนอยู่นะ ไม่ใช่สามสิบหรือสามร้อย เงินไม่ใช่น้อยๆ แม่ก็น่าจะรู้ว่าหนูไม่มีรายได้ กำไรส่วนที่ขายหม้อทอดมันก็ไม่ได้เหลือเยอะจนให้แม่เอาไปซื้อความเป็นท็อปสเปนเดอร์ได้”

   “ความจริงแม่ก็รู้แหละว่าหนูไม่มีเงินเยอะขนาดนั้น”

   “แม่กำลังจะบอกหนูว่า แม่คิดจะยกเลิกคำสั่งพรีออเดอร์น้ำพริกนั่นใช่ไหม” กรวีร์พอจะจับเสียงอ่อยๆ ของแม่ได้ คุณกัญญาของเธอกำลังรู้สึกผิดอยู่ อันที่จริงแม่เธอก็ไม่ได้หลงพระเอกลิเกจนหน้ามืดตามัว หากยกเลิกคำสั่งซื้อ เธอจะไม่ว่า ไม่บ่น และไม่โกรธเรื่องที่แม่ขอเงินกลางไลฟ์เลย

   “ยกเลิกเหรอ เสียใจจ้ะ การเป็นท็อปสเปนเดอร์ของแม่ไม่ใช่ได้มาด้วยโชคช่วยนะกีวี่”

   “แต่หนูก็เสกเงินสามแสนมาให้แม่ไม่ได้เหมือนกัน”

   “อันนั้นแม่ก็รู้ หนูไม่มีเงินก้อนสามแสน แต่เจ๊ปิ๋มมี”

   คำว่า เจ๊ปิ๋มมี ทำให้กรวีร์เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “อย่าบอกหนูนะว่าแม่...”

   “ใช่จ้ะ ที่หนูกำลังคิดอยู่น่ะใช่เลย แม่ขอยืมเงินเจ๊ปิ๋มมาจ่ายค่าน้ำพริกเรียบร้อยแล้วจ้ะ”

   “ฉันกำลังจะเป็นลม เปรมขอยาดมให้ฉันที” กรวีร์ทิ้งกายเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง ใบหน้าเนียนใสซีดเผือด เลือดในกายเย็นเฉียบจนน้ำแข็งขั้วโลกยังต้องอาย

   “ใจเย็นๆ แก” เปรมสุดาหมุนฝาเปิดยาดมแล้วส่งให้เพื่อน “หน้าซีดมากเลย ไหวไหมเนี่ย”

   “ฉันโอเค”

   แต่ความจริงกรวีร์ไม่โอเค ไม่เลยสักนิด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว คุณกัญญาคงเห็นว่าเธอเงียบไปนานจึงส่งเสียงเรียก

   “กีวี่”

   “หนูยังอยู่แม่ แล้วคราวนี้จะทำยังไงต่อ แม่ไม่กลัวแก๊งหมวกกันน็อคทวงหนี้นอกระบบของเจ๊ปิ๋มหรอกเหรอ”

   “กลัว” คุณกัญญาสารภาพ

   “อ้าว! กลัวแล้วแม่ไปยืมเงินเขาทำไม รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นยังไง คราวนี้ทั้งต้นทั้งดอกเบ่งบานใช้หนี้กันยันชาติหน้าแน่ๆ นี่ยังไม่นับรวมค่ารักษาตัวตอนโดนซ้อมเพราะขาดส่งดอกรายวันอีก”

   “พูดซะหน้ากลัวเกินจริง เจ๊ปิ๋มไม่ใจร้ายกับแม่หรอกน่า”

   “นี่แม่ยังคิดว่าเขาจะซาบซึ้งผลงานการจับคู่ของแม่อยู่อีกเหรอ แม่...เถ้าแก่ปองผัวเจ๊ปิ๋มเขาตายจนไปเกิดใหม่แล้วมั้ง เผลอๆ เจ๊ปิ๋มเขาอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าแม่เป็นแม่สื่อให้ หรือไม่เขาก็อาจจะแค้นใจอยู่ลึกๆ ที่แม่มีส่วนทำให้เขาต้องแต่งงานกับผู้ชายอายุสั้น ต้องครองตำแหน่งแม่ม่ายทรงเครื่องมาตั้งหลายปี”

   นอกจากจะมีงานหลักเป็นช่างเสริมสวย คุณกัญญายังมีงานรองเป็นแม่สื่อ เที่ยวจับคู่ให้กับพวกลูกหลานคนรวยที่สิ้นไร้แรงบันดาลใจในการเลือกคู่

   เจ๊ปิ๋มกับเถ้าแก่ปองสามีที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นเป็นการเดบิวต์ครั้งแรกของคุณกัญญาในฐานะแม่สื่อ เรียกได้ว่าแม่ของกรวีร์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่เชื่อมความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จนความรักสุกงอม เจ๊ปิ๋มกับเถ้าแก่ปองแต่งงานอยู่กินสร้างครอบครัวจนมีฐานะร่ำรวยมั่นคง เป็นคู่รักต้นแบบของคนรุ่นหลัง และแน่นอนความสำเร็จครั้งนั้นแม่เธอได้รับเครดิตไปเต็มๆ นั่นจึงเป็นการจุดประกายให้แม่เริ่มจับคู่คนนั้นคนนี้อีกหลายคู่

   งานแม่สื่อเป็นงานที่สร้างรายได้อีกทางให้กับแม่ เพราะเมื่อคู่รักลงเอยกันอย่างมีความสุข แม่ก็ได้ค่าธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ เป็นของขวัญ แต่เล็กๆ น้อยๆ ของคนรวยนับเป็นตัวเลขที่สวยหรูดูดีไม่หยอก

   แต่กรวีร์ไม่ค่อยชอบงานรองของแม่นัก เธอเชื่อในสัญชาตญาณการเลือกคู่ด้วยตนเองมากกว่า อีกอย่างในยามรักน้ำต้มผักก็หวานอยู่หรอก แต่อนาคตใครจะรู้ วันดีคืนดีหมดรักเหม็นขี้หน้ากันขึ้นมา แม่สื่อน่ะจะกลายเป็นหมาเอาง่ายๆ

   ดังนั้นเมื่อมีโอกาสกรวีร์จึงขอข่มขู่ทำลายความมั่นใจแม่สักหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าต่อไปหากขัดสนอะไรก็จะไปกู้ยืมเขามาง่ายๆ โดยไม่ปรึกษาเธอ เธอรู้ว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พูดขู่แม่ไป เจ๊ปิ๋มจัดเป็นเจ้าแม่เงินกู้ที่คุณธรรมสูงส่ง ไม่ได้หน้าเลือดอย่างพวกที่เป็นข่าวทำร้ายร่างกายลูกหนี้ ยิ่งเป็นคนกันเองอย่างแม่บากหน้าเข้าไปขอหยิบยืมมีหรือเจ๊ปิ๋มจะใจดำไม่ยอมช่วย ปัญหาที่กรวีร์กลัวคือคุณกัญญาของเธอจะเอาเงินจากไหนไปใช้คืนให้เจ๊ปิ๋ม

   “หนูก็ไม่รู้จะพูดยังไงในเมื่อแม่มีปัญหาและแก้ปัญหาให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว”

   “อันที่จริงมันก็ไม่เรียบร้อยซะทีเดียวหรอก”

   ทำไมกรวีร์ถึงมั่นใจว่าเธอกำลังจะเผชิญหน้ากับปัญหาที่แท้จริงของคุณกัญญา มันจะมีอะไรเลวร้ายกว่าการเป็นหนี้สามแสนอีกนะ

   “แม่ว่ามาเลย มันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการที่แม่เพิ่งไปกู้เงินนอกระบบมาสามแสนหรอก”

   “คือช่วงนี้ที่ร้านไม่มีลูกค้าเลย”

   “อันนั้นหนูรู้อยู่แล้วล่ะ หลายๆ กิจการก็แย่กันทั้งนั้น”

   “พอไม่มีลูกค้า แม่ก็ไม่รู้จะหาเงินจากไหนมาจ่ายดอกเบี้ย”

   “ดอกร้อยละบาทก็แค่เดือนละสามพันเองนะแม่ แม่ทำผมไม่กี่หัวก็ได้แล้วมั้ง”

   “แต่แม่ก็ต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับซื้อของพรีเมียมคอลเลกชันใหม่ของพ่อกระต่ายนะลูก”

   “แม่!!!” กรวีร์ปรี๊ดแตกอีกรอบ “นี่จะโดนแก๊งทวงหนี้อุ้มไปฆ่า แม่ยังมีแก่ใจห่วงอีกระต่ายผีนั่นอยู่อีกเหรอ งั้นหนูขอแนะนำให้แม่ไปปรึกษาพระเอกลิเกที่พึ่งทางใจแม่เถอะ ตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ยอดเงินคงเหลือต่ำเตี่ยเรี่ยดินอย่างหนูคงช่วยแม่ไม่ได้หรอก”

   “กีวี่...กีวี่...กีวี่ อย่าเพิ่งโมโห ฟังแม่ก่อน” คุณกัญญาเสียงอ่อน รู้ตัวว่าเดินหมากพลาด จึงต้องตั้งหลักใหม่ “ช่วยแม่จ่ายดอกเบี้ยเจ๊ปิ๋มก่อนนะ แม่ไม่ได้จ่ายเขามาสามเดือนแล้ว เขายังไม่ได้ทวงหรอก แต่แม่ก็รู้สึกเกรงใจ”

   กรวีร์เพิ่งรู้ว่าเธอเข้าใจผิด แม่ไม่ได้ตั้งใจขอยืมเงินสามแสน ไม่คิดให้เธอจ่ายดอกเดือนละสามพัน แต่แม่สุดที่รักของเธอค้างดอกเบี้ยเจ๊ปิ๋มไปแล้วสามเดือน คิดเป็นเลขกลมๆ แบบไม่บวกค่าปรับ ค่าจ่ายล่าช้าก็ปาไปตั้งเก้าพันแล้ว โอย...นี่เธอจะทำอย่างไรกับคุณกัญญาดีนะ

   “ถ้าเหตุการณ์มันกลับมาเป็นปกติ แม่ก็พอมีรายได้ นี่ก็ลุ้นๆ อยู่ว่างานแต่งของหนูสิกับพ่อศาสจะไม่ต้องเลื่อน งานนี้แม่แต่งหน้าทำผมเจ้าบ่าวเจ้าสาวเอง มันก็น่าจะพอได้ค่าดอกเบี้ย”

   “มันพอจ่ายอยู่แล้ว ถ้าแม่ไม่ไปเผลอมือลั่นพรีออเดอร์อะไรของอีกระต่ายผีนั่นอีก” กรวีร์พูดอย่างมีโมโห หญิงสาวสูดยาดมอีกฟืดใหญ่ “ตกลงว่าหนูต้องโอนไปให้แม่เท่าไร”

   “สักหมื่นหนึ่งก่อนได้ไหม ถ้างานแต่งไม่เลื่อนแม่จะใช้คืนให้”

   “แม่ก็รู้คนอย่างหนูให้คือให้ เอาเป็นว่าถ้าแม่ได้เงินมาก็ให้คิดถึงหน้าเจ๊ปิ๋มก่อนแล้วกัน แม่ไม่จำเป็นต้องเป็นท็อปสเปนเดอร์ทุกแคมเปญของอีกระต่ายผีนั่น แค่เปย์น้ำพริกไปสามแสนนี่ หนูก็เชื่อว่าคนทั้งคณะคงจะจดจำชื่อแม่ยกกัญญาได้หมดแล้ว” กรวีร์บีบโทรศัพท์อย่างอดทน เธออยากจะต่อว่าไปแรงๆ แต่คำว่าแม่บังเกิดเกล้าค้ำคออยู่

   “แม่ผิดไปแล้ว”

   กระแสเสียงสำนึกผิดของแม่ไม่ได้ทำให้หนี้สามแสนมันสูญสลาย ความจริงที่ยังหลอกหลอนกรวีร์คือเธอมีภาระเพิ่มมากขึ้น นั่นเท่ากับว่าเธอจะต้องขายหม้อให้ได้มากกว่าเดิม ซึ่งในทางปฏิบัติอายุการใช้งานของหม้อแต่ละใบแล้วยาวนานเป็นปีกว่าที่มันจะพัง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ยอดขายจะถล่มทลายถึงระดับหนึ่งพันใบทุกไลฟ์

   กรวีร์ถอนใจอย่างอ่อนล้า หัวตื้อ ตาลาย คิดไม่ออก เธอจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้แทนแม่ หญิงสาวคิดอย่างท้อแท้สิ้นหวัง เหลือบมองเปรมสุดาเพื่อนรัก ฝ่ายนั้นละสายตาจากหน้าจอแล็ปท็อปแล้วยิ้มส่งกำลังใจมาให้ ก่อนก้มลงส่งยอดให้ลูกค้าต่อ กรวีร์จึงได้สติ ใช่สิเธอต้องทำงาน ต่อให้หนี้สินท่วมหัวอย่างฉับพลัน เธอก็ยังต้องดิ้นรนหาเงินต่อไปแบบไม่หยุดพัก เรื่องอื่นค่อยๆ แก้ปัญหาไปแล้วกัน

   “โอเคแม่ แค่นี้ก่อนนะ” หญิงสาวตัดบทพร้อมแจงเหตุผลเพื่อแม่จะได้ไม่รู้สึกผิดจนเกินไป “หนูยังต้องสรุปยอดสั่งหม้อส่งลูกค้า พรุ่งนี้บ่ายๆ จะโอนเงินให้ แม่รีบเอาไปจ่ายเจ๊ปิ๋มนะ”

   “จ้ะๆ แม่จะรีบกดไปจ่ายเลย”

   กรวีร์วางโทรศัพท์ลงใกล้ๆ แล้วเอามือลูบหน้า สูดลมหายใจลึกยาวรวบรวมพลัง

   “เป็นไง คุณกัญญาก่อเรื่องอะไรให้อีกล่ะ ฉันไม่เคยเห็นแกปรี๊ดแตกใส่แม่มานานแล้วนะ” เปรมสุดาเพิ่งมีโอกาสถาม

   กรวีร์ลดมือที่ปิดหน้าลง “แม่ฉันเพิ่งกู้เงินเจ๊ปิ๋มมาสามแสน ฉันจะไม่เจ็บแค้นเคืองโกรธเลย ถ้าแม่เอาเงินไปทำอะไรที่มันงอกเงยขึ้นมา”

   “แล้วตกลงแม่เอาเงินไปทำอะไร”

   “น่าชื่นใจที่สุด แม่ฉันทุ่มซื้อน้ำพริกกากหมูของอีกระต่ายผีพระเอกลิเกที่แม่ฉันเป็นแม่ยกมันอยู่ เปรมแกลองนึกถึงหัวอกฉันซิ ปั้นหน้ายิ้มสู้กล้อง กล่อมลูกค้าจนคอแห้งกว่าจะขายหม้อได้แต่ละใบ แล้วดูแม่ฉันเอาเงินสามแสนไปซื้อน้ำพริก แกเข้าใจฉันไหม แกเข้าใจอารมณ์ฉันไหมเปรม” กรวีร์ร่ายยาวระบายความอัดอั้นตันใจ

   “เออๆ ฉันเข้าใจ แกใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ คิด”

   “ฮึ! ที่คิดออกตอนนี้น่ะเหรอ ฉันอยากจะตามไปถลกหนังอีกระต่ายผีนั่นแล้วย่างกินแกล้มกับน้ำพริกของมันจริงๆ” กรวีร์พูดอย่างเดือดจัด “แล้วสภาพอย่างนี้อย่าว่าแต่สามแสนเลยนะ สามหมื่นก็เลือดตาแทบกระเด็นแล้ว”

   “ไม่เอาน่า มันต้องมีวิธีปลดหนี้สิ”

   แววตาของกรวีร์นิ่งสนิทเกินกว่าเปรมสุดาจะคาดเดาได้ หญิงสาวที่จู่ๆ ก็หนี้หล่นทับสามแสนเหยียดยิ้มขณะที่สบตากับเพื่อน

   “วิธีที่ฉันคิดได้ตอนนี้ก็เห็นจะมีแค่ให้แม่มองหาเสี่ยรวยๆ ให้สักคน”

   เปรมสุดาหลุดขำ “เออ ไอเดียนี้ก็พอได้อยู่นะ หมดหนี้เร็วดี”

   “ฉันควรโทรกลับไปถามแม่แล้วล่ะว่าแถวนั้นมีเสี่ยโสดๆ เหลืออยู่บ้างไหม” กรวีร์อยากขำ แต่เธอขำไม่ออกจริงๆ




มาเติมให้เต็มบทแล้วค่าาา
เจ๊หวีหางานให้กีวี่แล้ว ;D ;D ;D ;D

6
2. ปัณณ์นภัส / ตามฝัน / ฤๅนาง บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ กันยายน 15, 2020, 11:02:27 AM »
บทนำ

แสงสีเหลืองนวลตาจากพระจันทร์เต็มดวงบนฟากฟ้าในคืนนี้ ผสมกับกองไฟขนาดย่อมที่ถูกก่อขึ้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน เพิ่มความสว่างยามค่ำคืนท่ามกลางป่าได้เป็นอย่างดี

ชุดลาดตระเวนที่เหน็ดเหนื่อยจากการออกปฏิบัติงานในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบมาทั้งวัน อาศัยต้นไม้สองต้นผูกเปลเป็นที่พัก เหลือเจ้าหน้าที่ไม่กี่นายที่รับหน้าที่นั่งเวรยามแบ่งกันเป็นผลัด ไม่ต่างกับทุกครั้งที่ออกปฏิบัติงาน

ทว่าในค่ำคืนนี้ขณะที่ทุกคนกำลังพักผ่อน กลับต้องสะดุ้งตกใจกลางดึก เพราะเสียงมโหรีวงใหญ่โหมบรรเลงดังขึ้นกลางป่า ความชัดเจนเหมือนอยู่ใกล้ตัวพวกเขามากนัก ทุกคนพยายามมองหาต้นเสียง ทั้งใจก็ประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งที่ได้ยิน เป็นไปไม่ได้ที่เสียงดนตรีไทยจากหมู่บ้านจะดังเข้ามาให้ได้ยินในป่าลึกเช่นนี้

และทันใด ป่าที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่กลับปรากฏปราสาทหินตั้งตระหง่านตรงหน้า สวยงาม ชัดเจน และผู้คนที่อยู่ในนั้นเสมือนมีชีวิตอยู่จริง ผู้ที่เห็นเหตุการณ์รีบหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาบันทึกภาพไว้

ปราสาทหินสีน้ำตาลเด่นชัดในคืนพระจันทร์เต็มดวง และเพียงไม่นานภาพที่เห็นก็เลือนหายไปพร้อมกับเสียงมโหรีที่จางไปในอากาศ เหลือเพียงต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมผืนป่าดังเดิม
7
มาส่งกำลังใจให้ค่ะ
8
4. นิรีย์ / Buddy / Re: บทที่ 1 แม่ตัวดีที่รัก
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ กันยายน 15, 2020, 10:57:02 AM »
แค่ตอนแรกก็สนุกแล้ว
9
1. ทอม สิริ / ไอวินทร์ / Re: ป้อมสกุลถัง : 1. กุ้งเหนือภมร
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ กันยายน 15, 2020, 10:51:59 AM »
บท 1 มาแล้ว บท 2 จัดไป
10
3. มะยม / ฟีลิปดา / Re: เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย ตามฝัน เมื่อ กันยายน 15, 2020, 10:46:52 AM »
เศร้า :'(
หน้า: [1] 2 3 ... 10