กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
บทที่ 7 พาเมียเข้าหอ




   กรวีร์กวาดตามองบ้านของสามี เชื่อแล้วว่าเสี่ยแกรวยจริง บ้านหลังโตกลางเมืองแถมยังตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหราหมาเห่าสมฐานะเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับจังหวัด

   หญิงสาวมองเลยออกไปไม่ไกล กำลังมีการก่อสร้างบ้านหลังใหม่อีก พ่อคุณเอ๊ยแค่หลังที่เธอยืนอยู่นี่ก็ไม่เล็กแล้วนะ จะสร้างให้ใครอยู่กัน

   “นั่นบ้านใครเหรอคะ”

   “บ้านปาล์ม ว่าจะใช้ทำเป็นเรือนหอ แต่คงไม่ได้แล้วละ”

   “ฉันเสียใจด้วยนะเสี่ย” กรวีร์รู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าของสามี เธอรู้สึกสงสารประภามนท์เป็นอย่างมากที่ต้องสูญเสียคนรักไป ดูท่าแล้วอุบัติเหตุครั้งนี้จะสร้างความเสียใจให้กับครอบครัวเสี่ยไม่น้อย ฟังน้ำเสียงเจือความห่วงใยของปวินท์แล้ว เสี่ยคงรักน้องสาวมาก

   “ฉันคงต้องฝากเธอดูแลปาล์มหน่อย ปกติแล้วเขาก็ทำงาน ไปไหนมาไหนกับตรัยตลอด พอตรัยไม่อยู่ ฉันรู้สึกว่าน้องเงียบขรึมลงทุกที”

   “เขาเพิ่งจะเสียคนรักทั้งคนนะเสี่ย มันก็ต้องเศร้าเป็นธรรมดาแหละ ลองเป็นฉัน ถ้าเสี่ยตายฉันก็คงใจหายเหมือนกัน ใครจะเป็นคนจ่ายเงินห้าแสนให้ฉัน”

   “หืม...” ปวินท์ผลักหัวศรีภรรยาอย่างหมั่นไส้ “ถ้าฉันตายตอนนี้ เธอก็เศรษฐีนีย่อยๆ เลยนะ คุณนายกรวีร์ ปรานต์ปราณนต์”

   “ไม่เอาอะ ฉันหย่าเอาห้าแสนดีกว่าเป็นม่ายแล้วต้องเหนื่อยใช้เงินเสี่ยไปตลอดชีวิต สบายเกินไป ชีวิตไม่ตื่นเต้น”

   “ไม่ชอบเหรอ สมบัติในส่วนของฉันมีมากกว่าห้าแสนนะ”

   “ชอบก็ชอบ แต่ไม่ใช่เงินฉัน ไม่เอาดีกว่า”

   ปวินท์มองหญิงสาวที่เขาเลือกมาเป็นภรรยาด้วยแววตาบางอย่าง เหมือนเธอจะเป็นคนขี้งก แต่ก็อยากได้เฉพาะในส่วนที่เป็นของตัวเอง

   “ทำไมมองเมียแบบนี้ล่ะเสี่ย แอบหวั่นไหวกับความน่ารักของเมียแล้วหรือเปล่า”

   “กำลังสงสัยความคิดเมียนิดหน่อย”

   “สงสัยให้ถาม ยังไงเราก็ผัวเมียกัน ช่วงที่ใช้นามสกุลเดียวกับเสี่ย เมียสัญญาว่าจะไม่มีความลับ” หญิงสาวเอาใจเต็มที่

   ดวงตาของปวินท์เปล่งประกายขบขัน ความซื่อสัตย์นี่มันก็มีช่วงเวลาเหมือนกัน

   “เธอมีแผนอื่นอีกไหมนอกจากหย่าแล้วรับเงินห้าแสน อย่างเช่นว่า...เราสองคนอาจจะเข้ากันได้ดี อยู่กินจนแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรอะไรประมาณนั้น”

   กรวีร์นิ่งทำหน้าเหมือนกินยาขม “พูดกันตามตรงนะเสี่ย ด้วยความจำเป็นหลายอย่างของเราสองคน ฉันว่าเงินห้าแสนน่าจะเป็นไปได้มากกว่าทางอื่น หรือถ้าเสี่ยต้องใช้เมียระยะยาวเราค่อยคุยกันอีกทีก็ได้ ไม่ต้องวอรีกีวี่ยังอยู่กับเสี่ยไปอีกนาน รับรองว่าเสี่ยได้จ่ายตังค์ให้ฉันแน่”

   “จ่ายไม่เท่าไรแต่ได้เมียที่ถูกใจมาคนหนึ่งก็ถือว่าคุ้ม เอาละ เข้าบ้านกันดีกว่า นี่ต้องให้ฉันอุ้มเข้าบ้านตามธรรมเนียมไหม”

   “ไม่ดีกว่า ช่วยภรรยาถือของดีกว่านะคะคุณสามีน้ำใจงาม” กรวีร์ถอยหนีโดยอัตโนมัติ

   สามีน้ำใจงามหัวเราะศรีภรรยา เหมือนจะกล้าแต่ก็ยังมีความหวาดหวั่นไม่มั่นใจอยู่บ้าง ปวินท์ค่อนข้างพอใจกรวีร์ในส่วนนี้ เพราะหากเธอไม่กลัวอะไรซะบ้างเลย เขาคงปวดหัวน่าดู ไม่รู้จะกำราบกันอยู่รึเปล่า

   ชายหนุ่มเดินไปหยิบของจากท้ายรถ กรวีร์ช่วยถือบ้างจะเดินตัวเปล่าเข้าบ้านเขาก็ดูเป็นคุณนายยังไงไม่รู้ เธอเดินตามเสี่ยเข้าบ้าน ระหว่างทางเขาก็เริ่มเล่าสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ฟัง

   “บ้านหลังนี้เป็นบ้านใหญ่ พ่อฉันสั่งไว้ก่อนท่านจะเสีย ถ้าหากลูกๆ มีครอบครัวก็ให้แบ่งที่ดินปลูกบ้านแยกออกไปคนละหลัง จะได้เป็นส่วนตัวและไม่วุ่นวาย อยู่ใกล้ๆ กันจะได้ดูแลแม่ตอนแก่ ไม่ต้องไปอยู่ที่อื่น”

   “งั้นแบบนี้เสี่ยไม่ต้องปลูกบ้านใหม่อีกหลังเหรอ”

   “ปลูกสิก็ฉันมีเมียแล้ว” ปวินท์พยักหน้าบอกขำๆ “เอาไว้เธอค่อยช่วยฉันเลือกแบบบ้านแล้วกัน ตอนนี้ฉันยังไม่ค่อยว่าง”

   “เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งดีกว่า เกิดเมียในอนาคตของเสี่ยรู้ที่มาของเรือนหอเข้าละก็ฉันจะเดือนร้อน”

   “เมียฉัน ก็เธอไง”

   “เสี่ยไม่เข้าใจกีวี่ เสี่ยไม่เข้าใจกีวี่...” กรวีร์บ่นพึมพำ เธอหมายถึงเมียที่เป็นเมียจริงๆ ไม่ใช่เมียขัดดอกแบบเธอ “บ้านเสี่ยออกใหญ่โตมโหระทึกอยู่กันกี่คนเนี่ย”

   “นอกจากฉัน แม่ ปาล์ม ก็ยังมีป้าแป๋วที่ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างภายในบ้านอีกคนหนึ่ง เดี๋ยวเธอก็ได้เจอ อย่าลืมไหว้สวยๆ ด้วยล่ะ”

   พอเข้าไปได้ในก็ปรากฏว่ามีผู้หญิงสูงวัยหน้าตาคล้ายๆ เจ๊ปิ๋มเดินออกมารับหน้า ทันทีที่เห็นเสี่ยป้าแกก็ยิ้มเต็มหน้า รีบเดินเข้ามาหา

   “ซื้ออะไรมาเยอะแยะ”

   “ไม่ใช่ของผมหรอกครับ ของกีวี่เขา” ปวินท์ขยับไปด้านข้าง เปิดทางให้หญิงสูงวัยได้มองเห็นกรวีร์เต็มตา เขาเอื้อมไปหยิบถุงในมือเธอมาถือไว้เสียเองก่อนแนะนำ “นี่ป้าแป๋ว พี่สาวของแม่ ป้าแท้ๆ ของฉัน”

   “สวัสดีค่ะคุณป้า”

   “สวัสดีจ้ะ” ป้าแป๋วรับไหว้หญิงสาวอย่างงุนงง “ลูกสาวใครเอ่ย ทำไมป้าไม่เคยเห็นหน้า แถมไปป์ยังพาเข้ามาเองอีก มีอะไรพิเศษหรือเปล่า”

   “เราเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อเช้าครับ” หลานชายประกาศข่าวดี

   “หะ!” คุณป้าตกตะลึงตาค้าง อาการเดียวกับตอนที่กรวีร์รับทราบวีรกรรมน้ำพริกสามพันกระปุกของแม่ หญิงสาวคอยระวังอยู่แล้วจึงเข้าประคองได้ทัน

   “คุณป้า!” หญิงสาวพยุงป้าสามีไปนั่งที่เก้าอี้ รีบเปิดกระเป๋าและเอายาดมออกมาให้ “ไม่เป็นไรนะคะ”

   “ไม่จ้ะๆ ป้าแค่ตกใจนิดหน่อย แต่ขอยืมยาดมหลอดนี้ก่อนนะจ๊ะ”

   “ได้ค่ะ หนูมีอีกหลอด คุณป้าเอาไปเลย” ตั้งแต่คุณกัญญาบอกข่าวเรื่องน้ำพริกคราวนั้น กรวีร์ก็ต้องพกยาดมสำรองติดกระเป๋าไว้ตลอด เพราะกลัวว่าแม่จะโทร.มาแจ้งว่าได้เป็นท็อปสเปนเดอร์อะไรอีก หญิงสาวมองป้าแป๋วอย่างเป็นห่วง ปากบอกว่าไม่เป็นไร แต่เธอเห็นยาดมจ่อจมูกไม่เคยห่าง ตอนเจ๊ปิ๋มรู้ก็ว่าตกใจแล้วนะ เจ๊แป๋วนี่อาการหนักกว่าอีก

   “เรื่องอะไรกันไปป์ ทำไมถึงมีเมียสายฟ้าแลบแบบนี้”

   “เรื่องมันยาวนะครับ เอาเป็นว่าผมฝากหลานสะใภ้ด้วย ถ้าป้าอยากรู้อะไรก็ลองตะล่อมๆ ถามกีวี่ดู เมียผมเขาเปิดเผยตรงไปตรงมา ป้าน่าจะชอบ” ปวินท์เหลือบมองไปที่ภรรยาแล้วยิ้มมุมปาก กรวีร์จะทำอะไรได้นอกจากยิ้มแหย

   “แฮ่...หนูฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”

   “บอกตามตรงป้าตั้งตัวไม่ทัน หนุ่มสาวสมัยนี้มีแต่เรื่องให้ตื่นเต้นเนอะ” ป้าแป๋วทั้งงุนงงสงสัยและตกใจในคราวเดียวกัน “แล้วนี่จะอยู่กันยังไงจ๊ะ ป้าตามคนงานมาจัดห้องใหม่ให้ไหมจะได้นอนห้องกว้างๆ สบายๆ”

   “อยู่ห้องเก่าผมดีกว่าครับ ห้องกว้างขี้เกียจวิ่งไล่จับเมียรอบเตียง เรื่องห้องป้าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวให้กีวี่เขาจัดการเองได้ครับ”

   “ค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเอง สบายหายห่วงค่ะป้า”

   “เอางั้นนะ” ป้าแป๋วมองหน้าหลานชายสลับกับหลานสะใภ้ที่ยืนขึ้นแล้วตอบรับพร้อมกัน “อืม...ถ้าอย่างนั้นก็เอาของขึ้นไปเก็บ แล้วลองดูนะว่าขาดเหลืออะไร ป้าจะได้หาให้ เออไปป์แล้วจะไปเยี่ยมแม่อีกหรือเปล่า”

   “แม่บอกให้เข้าหอครับ”

   กรวีร์หันขวับมองหน้าสามี คำตอบช่างใสซื่อแต่แววตาเสี่ยนี่อื้อหือ...หญิงสาวค่อยๆ ถอยฉาก อยู่ห่างๆ เสี่ยเขาหน่อย ป้าแป๋วมองแล้วหัวเราะพร้อมกับโบกมือไล่

   “งั้นก็พาเมียไปเข้าหอเถอะพ่อคุณ”

   


   “ขอต้อนรับสู่ห้องชายโสด” ปวินท์เปิดประตูต้อนรับกรวีร์เข้าสู่ห้องส่วนตัว

   สิ่งแรกที่หญิงสาวมองหาคือมุมเหมาะๆ สำหรับตัวเอง ห้องนอนเสี่ยกว้างขวางมันต้องมีสักมุมที่พอจะแบ่งให้เธอได้บ้างละ

   “เอาของไปเก็บเลย ตู้เสื้อผ้าฉันเธอก็แหวกๆ หาที่แขวนเสื้อผ้าเธอไปก่อน เอาไว้เราค่อยไปดูตู้ใหม่กัน”

   “เสี่ยจะให้ฉันนอนตรงไหน”

   ปวินท์ขมวดคิ้ว นิ่วหน้ามองเธออย่างงุนงง ก่อนจะค่อยๆ เข้าใจความหมาย ใบหน้าคมเข้มบุ้ยใบ้ไปที่เตียงกว้าง

   “เป็นเมียเสี่ยก็ต้องนอนเตียงเสี่ยสิจ๊ะ เธอจะกลับไปนอนกับเจ๊หวีหรือไง” เขาตอบหน้าตาย และกรวีร์กำลังจะตายจริงๆ เพราะไม่คิดว่าเมียขัดดอกจะต้องนอนร่วมเตียงใกล้ชิดกับเขาด้วย

   “เดี๋ยวนะเสี่ย คือ...ฉันว่าเราน่าจะต้องเจรจาทำข้อตกลงกันใหม่ในส่วนที่ยัง เอ่อ...ไม่ครอบคลุม”

   “จะต้องเจรจาหาอีกเหรอ คำว่า เมีย ฉันก็คิดว่ามันครอบคลุมหมดทุกความหมายแล้วนะ อย่าลืมว่าเธอจดทะเบียนกับฉันถูกต้อง มีกฎหมายรองรับ แล้วมันมีส่วนไหนที่ไม่ครอบคลุมอีกเหรอ เธอเปลี่ยนใจไม่ได้แล้วนะกีวี่”

   “ก็ไม่ได้ว่าจะเปลี่ยนใจ แต่ว่า...” หญิงสาวลากเสียงลังเล หลุบตามองลงที่พื้น

   “มีปัญหาอะไร ไหนบอกเสี่ยมาซิ” ปวินท์เท้าเอวถาม

   “เสี่ยจะนอนกับฉันจริงๆ เหรอ”

   “นอน!”

   “เสี่ย!” หญิงสาวผงะ เรียกเสียงหลง “ใจคอจะไม่ให้ฉันทำใจหน่อยเหรอ ลำพังแค่มาเป็นเมียขัดดอกฉันก็กล้ำกลืนฝืนทนละนะ นี่เสี่ยยังจะขืนใจฉันให้นอนด้วยอีก ฉันยังบริสุทธิ์ดุจน้ำค้างกลางหาวอยู่นะเสี่ย”

   “แล้วถ้าฉันไม่นอนกับเธอ จะให้ฉันไปนอนกับแม่ที่โรงพยาบาลงั้นเหรอ เธอก็ถามแปลก ลองนึกดูดีๆ ซิว่าฉันบังคับเธอมาเป็นเมียหรือเปล่า เธอจะเอาข้อหาขืนใจมายัดให้ฉัน มันยุติธรรมไหม ตอนตกลงเป็นเมียฉัน เธอก็น่าจะเข้าใจนะว่าเมียที่ถูกต้องครบถ้วนกระบวนความต้องทำอะไรบ้าง”

   ฮือ...ก็ตอนนั้นฉันแค่อยากประชดแม่!

   กรวีร์อยากจะร้องไห้ เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้ว แค่คิดว่าเสี่ยไปป์จะกระโจนเข้าใส่ลากเธอขึ้นไปบนเตียง เธอก็ไม่ไหวละนะ แม่จ๋าขนลุกซู่เลยจ้า

   “นี่คิดอะไรของเธอ” ปวินท์ลองถามหยั่งทั้งที่ในใจอยากจะหงายหน้าหัวเราะให้ลั่นห้อง เขารู้ละว่ากรวีร์กลัวอะไร

   ความจริงเขาไม่คิดไกลถึงขั้นจะหักหาญน้ำใจเธอขนาดนั้น ต่อให้จดทะเบียนสมรสกันเป็นเรื่องเป็นราวและเขามีสิทธิ์ แต่ปวินท์ก็ไม่ลืมวัตถุประสงค์ที่จะเอาเธอมาเป็นเหยื่อล่อเป้า เขาจะไม่เอาเปรียบเธอเพราะด้วยหน้าที่ที่เขามอบให้พ่วงไปพร้อมตำแหน่งเมียมันก็เสี่ยงมากพอแล้ว ถึงตอนที่ต้องหย่ากันแล้วกรวีร์เกิดมีปัญหากับคนใหม่ในเรื่องนี้ เขาก็พร้อมที่จะเคลียร์ให้เข้าใจอย่างลูกผู้ชาย

   แต่ทว่าพอได้แกล้งเธอแล้วก็ชักนึกสนุกขึ้นมา เมียเขาน่ะปั่นขึ้นเสียด้วยสิ ท่าทางจะคิดจริงจังไปถึงไหนต่อไหน ใบหน้าที่เคยทะเล้นซีดลงจนเขานึกสงสาร โถ...แม่คุณ แม่น้ำค้างกลางหาว

   “อะๆๆ เห็นแก่ที่เธอเป็นเมียที่มีมารยาทดีงาม ฉันจะไม่บังคับขืนใจ ถ้าเธอไม่พร้อม”

   “แล้วถ้าเสี่ยทำให้ฉันพร้อมล่ะ” เธอถามแล้วหน้าแดงขึ้นมาต่อหน้าต่อตา แถมยังอ้อมแอ้มต่ออีกว่า “ของแบบนี้ฉันไม่มีประสบการณ์ยังไงก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบวันยันค่ำ”

   “โอ๊ยยยย ถ้าเราไปถึงขั้นนั้นก็ยอมๆ เป็นเมียฉันเถอะ คงไม่เสียหายมากกว่าที่เป็นอยู่นี่หรอก”

   ปวินท์นึกอ่อนใจ สงสัยจะไม่เคยจริงๆ คนเราถ้าถึงจุดนั้นความสัมพันธ์มันก็ต้องบรรลุผลละนะ จะมาทำค้างๆ คาๆ ให้ทรมานกันทำไม แล้วถ้าเธอไม่มีใจ จะยอมปล่อยให้เขาเข้าถึงตัวจนทำให้พร้อมเชียวหรือ ชายหนุ่มนึกอยากจะร้องแหมยาวๆ ไปให้ถึงหน้าปากซอย

   “ยังไงเราก็ต้องนอนเตียงเดียวกัน เอาละๆ เพื่อความชัดเจนและสบายใจของเธอกับฉัน ฉันจะไม่ชิมน้ำค้างกลางหาว ถ้าเธอไม่อนุญาต แบบนี้โอเคไหม”

   “สัญญานะ”

   “อืม” ปวินท์แกล้งยกมือแล้วเอานิ้วชี้กับนิ้วกลางไขว้กัน ก่อนจะหัวเราะเสียงดังเมื่อกรวีร์โวยวายไล่ตีเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย

   “เสี่ยบ้า แค่นี้ก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว”

   “เฮ้ยๆ เบาสิ เดี๋ยวผัวก็ช้ำในตาย ได้เป็นม่ายทรงเครื่องหรอก”

   “ฉันจะเชื่อเสี่ยได้ไหมเนี่ย”

   “เชื่อได้...แต่เรื่องการแสดงออกภายนอก เธอคงต้องอะลุ่มอะล่วยให้ฉันบ้าง ผัวเมียกันไม่ถูกตัวกันเลยคนจะสงสัย เป็นไง แบบนี้โอเคไหม”

   “ก็โออยู่” หญิงสาวตอบอย่างไม่เต็มใจนัก

   “คราวนี้คุณศรีภรรยาก็เริ่มต้นจัดการข้าวของที่ซื้อมาได้แล้ว เดี๋ยวฉันช่วย” ปวินท์เสนอตัวอย่างมีน้ำใจ เอื้อมมือไปหยิบถึงมาเทของออก ใครจะคิดว่าเขาดันมือแม่นไปหยิบถุงชุดชั้นในเข้าให้ ไอ้ตอนหยิบก็ลืมอ่านข้างถุง กางเกงในลูกไม้สีแดงชุดเซ็กซี่โดดเด่นสะกดสายตาตกลงมากลางเตียง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคนที่ซื้อมาช้าๆ กรวีร์หน้าแดงไม่แพ้สีกางเกงในลูกไม้ของเธอเลยให้ตายสิ

   “เสี่ย!” เธอกรี๊ดลั่นพลางกระโดดนอนทับชุดชั้นในเอาไว้ ซุกใบหน้ากับที่นอนหลบอาย ส่งเสียงไล่เขาอู้อี้จนแทบฟังไม่รู้เรื่อง “ถอยไปอยู่ห่างๆ เลย”

   “รู้แล้วๆ เดี๋ยวฉันไปนั่งเล่นเกมส์รอตรงนั้นแล้วกันนะ” ปวินท์รีบกลับหลังหัน เดินถือโทรศัพท์ไปนั่งเล่น


   บ้าบอชะมัด! เขาไม่มีสมาธิเล่นเกมส์เพราะถูกกางเกงในลูกไม้สีแดงของกรวีร์สะกดจิตไว้ มันก่อกวนเขาอยู่ตลอดเวลา ปวินท์ค้นพบความยุ่งยากแรกในชีวิตหลังแต่งงาน ถึงจะยึดมั่นในวัตถุประสงค์หลักอย่างไรแต่เขาก็ยังเป็นผู้ชายวันยันค่ำ พอเจอแบบนั้นก็อดคิดวอกแวกไม่ได้ แค่หันไปเห็นเธอเดินไปเดินมา มันอดวาดภาพจินตนาการไปไม่ได้ จะเป็นอย่างไรถ้ากรวีร์ใส่กางเกงในลูกไม้บางเบาตัวนั้น

   โอย...ไอ้ไปป์ตายแน่ แกต้องหยุดคิดสัปดนก่อนที่จะโดนจับได้ ไม่งั้นยายกีวี่เอาแกตาย หลังจากสัญยิงสัญญากันไว้เสียดิบดี

   “เสี่ย แล้วพรุ่งนี้ ฉันต้องทำอะไรบ้าง” กรวีร์เงยหน้าขึ้นถามหลังจากพับถุงกระดาษซ้อนกันอย่างเรียบร้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นว่าปวินท์กำลังเหม่อเธอจึงเรียกซ้ำ “เสี่ย...เสี่ย...เสี่ย!”

   “หะๆ อะไรเหรอ” ปวินท์หลุดออกจากภวังค์

   “ใจลอยไปถึงไหน”

   “ถึงกางเกงในตัวนั้น เฮ้ย! ไม่ใช่ๆ เมื่อกี้ถามว่าไงนะ”

   “เสี่ย...ฉันเริ่มกลัวจริงๆ แล้วนะ ฉันถามว่าพรุ่งนี้ฉันต้องทำอะไรบ้าง” กรวีร์เริ่มระแวงสามีตัวเอง

   “ก็...ไปเยี่ยมแม่ฉัน อยู่เป็นเพื่อนคุยกับท่าน”

   กรวีร์พยักหน้ารับรู้ “แล้วพรุ่งนี้เสี่ยอยู่บริษัทหรือออกตรวจไซต์งาน”

   “ออกไซต์ ว่าจะไปโรงเรียนอนุบาลดูพื้นที่ที่จะสร้างโรงอาหารใหม่น่ะ ตอนเย็นถ้าไม่ติดงานอะไรจะกลับมากินข้าวด้วย เดี๋ยวฉันจะเอากุญแจรถให้คันหนึ่ง เธอได้เอาไว้ใช้ขับไปไหนมาไหน”

   “ไม่เป็นไร รถฉันก็มี”

   “เอาไว้ให้เจ๊หวีใช้เถอะ ขับมอเตอร์ไซค์ไปมามันอันตราย ฉันให้คนเอาไปส่งที่บ้านเธอแล้ว แม่เธอก็ขับรถได้นี่”

   “ได้ แต่เขาว่ามอเตอร์ไซค์มันคล่องตัวกว่า ช่างเถอะ รถเสี่ยก็รถเสี่ยว่าแต่เมียเบิกค่าน้ำมันได้มะ”

   “ได้แน่นอน และจะดีมากด้วยถ้าเธอจะขับรถอวดโฉมชมวิวเมืองเล่นๆ ประกาศให้คนทั้งจังหวัดรู้ว่าเป็นเมียฉัน” ปวินท์เริ่มต้นวางแผน

   “วุ้ย! พ่อคนเห่อเมีย เสี่ยไม่เอาฉันขึ้นรถแห่รอบเมืองเลยล่ะ” หญิงสาวร้องท้า สามีพยักหน้าหงึกหงัก

   “เออ...เป็นความคิดที่ไม่เลว เดี๋ยวฉันจะลองคุยกับปลัดดูว่ามีคนนั่งรถแห่เทียนพรรษาหรือยัง”

   “ฉันพูดเล่นไหมล่ะเสี่ย ทำจริงจังไปได้”

   “เมียสวยต้องอวดหน่อย ไปอาบน้ำไป๊ เดี๋ยวฉันจะอาบบ้าง”

   “เสี่ยไปอาบก่อน ฉันอาบน้ำนาน”

   สายตาปวินท์มองหญิงสาวอย่างไม่เชื่อถือ แต่ขี้เกียจจะเถียงด้วย ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ลุกขึ้นเดินแกะกระดุมถอดเสื้อโยนใส่ตะกร้า หยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพันรอบเอว ทำท่าจะถอดกางเกงตรงนั้นถ้าเมียไม่ร้องห้ามไว้

   “เสี่ยอย่ามาแก้ผ้าตรงนี้นะ เข้าไปถอดในห้องน้ำโน่น”

   “ทำเป็นไล่ แล้วจะเสียใจทีหลังที่พลาดเห็นของดี” ปวินท์ยักไหล่ เดินผิวปาก หายเข้าห้องน้ำไป

   กรวีร์เป่าปากโล่งใจ ถึงเขาจะเป็นสามีแต่เธอก็ไม่คิดหากำไรจากเนื้อหนังมังสาเขาหรอก แค่เปลือยท่อนบนเธอก็จะเป็นลมแล้ว แม่เจ้า...ทำไมอกเสี่ยไปป์ช่างขาวโอโม่อย่างนี้ เห็นห่างๆ ยังรู้สึกได้เลยว่าเนื้อแน่นเปรี๊ยะ!

   หญิงสาวควานหายาดมในกระเป๋า ก่อนสูดลมเข้าไปเต็มปอด ปลอบใจตัวเองว่าตัดสินใจถูกแล้ว อย่าได้เห็นแก่อาหารตาเพราะจะพาตัวลำบาก เธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันก็จริง แต่เสี่ยไปป์ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหล่ แถมยังเปย์ไม่อั้น ชายหญิงอยู่ใกล้กันก็เหมือนน้ำมันกับไฟ ถึงจะไม่ได้รักได้ใคร่ แต่ใครจะรับประกันความเสี่ยงให้เธอล่ะ เพราะฉะนั้นเสี่ยจะมาแก้ผ้ายั่วเธอไม่ได้!

   กรวีร์ลอบกลืนน้ำลายขณะปรายตามองไปบนเตียงกว้าง เห็นหมอนสองใบวางเคียงกันแล้วแอบหวั่นใจ ต้องนอนด้วยกันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย

   “กีวี่!”

   “หะ” หญิงสาวสะดุ้งรีบหันไปตามเสียง ตะโกนถามกลับ “ว่าไงเสี่ย”

   “จะลองเข้ามาหัดเกาหลังให้สามีบ้างไหม”

   “ถ้าคันมากนัก ฉันจะลงไปตามป้าแป๋วมาช่วยเกาให้”

   “ว้า...นึกว่าเมียอยากตอบแทนเรื่องค่าน้ำมันรถ” เสียงที่ดังลอดออกมาอย่างเสียดาย ก่อนที่เสียงน้ำไหลจากฝักบัวจะดังตามมา

   “ฝันไปเถอะย่ะ” กรวีร์ค้อนขวับ อยากจะกรี๊ดให้ลั่นห้อง เสี่ยบ้านี่รู้ว่าเธอหลอนก็แกล้งหยอกไม่เลิก จะไว้ใจได้ไหม เกิดกลัดมัน หน้ามืดปล้ำเธอขึ้นมาจะทำไง โอ๊ย...คิดผิดหรือถูกที่ยอมมาเป็นเมียขัดดอกให้เสี่ยไปป์เนี่ย

   ขณะที่หญิงสาวกำลังว้าวุ่นใจเสียงโทรศัพท์ของปวินท์ก็ดังขึ้น เธอมองมันอย่างลังเล จะรับหรือไม่รับดีล่ะ กรวีร์ชะเง้อมองประตูห้องน้ำที โทรศัพท์ที ดูท่าแล้วคงจะธุระด่วนเพราะยังไม่ยอมวางแม้จะดังอยู่นานแล้วไม่มีคนรับ ภรรยามารยาทงามตัดสินใจเดินไปหยิบดูว่าใครโทร.มา ก่อนถือโทรศัพท์ไปตบประตูห้องน้ำ ตะโกนถามสามี

   “เสี่ย ครูหลินโทร.มาแน่ะ ให้รับเลยไหม”

   ปวินท์นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ปกติแล้วนลินไม่เคยโทร.หา หรือว่าจะมีธุระด่วน “รับเลย แล้วถามด้วยว่ามีธุระอะไร”

   “โอเค รู้เรื่อง” กรวีร์เลื่อนรับสาย “สวัสดีค่ะ”

   “เอ่อ...พี่ไปป์ไม่อยู่เหรอคะ” สุ้มเสียงจากปลายสายดูเกรงใจเหลือเกิน

   “เสี่ยกำลังอาบน้ำอยู่ค่ะ สั่งให้ถามว่ามีธุระอะไรด่วนหรือเปล่า”

   “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรด่วนมากหรอกค่ะ แค่อยากถามว่าจะเข้ามาที่โรงเรียนตอนไหน งั้นไม่รบกวนแล้วค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ”

   “ไม่เป็นไรค่ะ สวัสดี...เอ้า! ไม่ลาเลย” กรวีร์ยังพูดไม่จบปลายสายก็วางไปแล้ว หญิงสาวเดินเอาโทรศัพท์ไปวางที่เดิม สัญชาตญาณสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ก็ว่ากลิ่นมันทะแม่งๆ ตั้งแต่ที่โรงพยาบาลแล้ว แบบนี้ละชัดเลยครูหลินคงไม่ใช่เพื่อนธรรมดาแน่

   การที่เสี่ยจะเข้าไปดูพื้นที่ก่อสร้าง มันก็ต้องมีเวลาชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าโรงเรียนปิดใครจะเสร่อไปล่ะ ไม่เห็นจะต้องเป็นธุระโทร.มาถามเลย มุกตื้นๆ คิดว่าเธอรู้ไม่ทันล่ะสิ ชิ!

   “เป็นอะไรของเธอ ทำตาขวางใส่โทรศัพท์ฉันทำไม”

   “ก็...เสี่ย!” กรวีร์ร้องลั่นเมื่อเห็นว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของปวินท์มีเพียงผ้าขนหนูผืนน้อยพันรอบเอวไว้ หญิงสาวรีบหันหลังให้ใจเต้นโครมครามจนต้องเอามือวาบทาบไปบนหน้าอก “ทำไมไม่แต่งตัวให้เรียบร้อย”

   “ก็ไม่ได้เอาเสื้อผ้าเข้าไป ทำไม่ต้องยุ่งยากด้วย แค่นี้ไม่ผิดผีหรอก” ปวินท์เดินไปเปิดตู้หยิบชุดนอนออกมาสวม เสร็จแล้วก็ถามขึ้น “ตกลงครูหลินว่าไง”

   “เขาแค่โทร.มาเช็กว่าเสี่ยอยู่กับเมียหรือเปล่า”

   “ตลก จะมาเช็กทำไม ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

   “โกหกตกนรกนะเสี่ย ถามจริง ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ”

   ปวินท์ทำหน้างงหนัก “ฉันต้องรู้สึกอะไรล่ะ”

   “ฉันเดาว่าเสี่ยกับครูหลินไม่ใช่เพื่อนธรรมดา”

   “เคยคบกันอยู่พักใหญ่ แต่ก็เลิกกันไปแล้ว หลินเขาก็มีแฟนใหม่ ส่วนฉันก็มีเธอ ของเก่าก็คือของเก่า จะรื้อฟื้นขึ้นมาทำไม อย่าบอกว่าหึง”

   “ช่ายยยย หึง” หญิงสาวลากเสียงยานคาง “แต่เป็นแฟนเก่าเสี่ยนะ ไม่ใช่ฉัน”

   “ไร้สาระ ตกลงว่าไม่ได้มีเรื่องด่วนใช่ไหม”

   “เขาถามว่าเสี่ยจะเข้าไปที่โรงเรียนตอนไหน เสี่ยว่านับเป็นธุระด่วนได้เปล่าล่ะ”

   ปวินท์ไม่รู้จะพูดอะไร จึงไล่ให้เธอไปอาบน้ำ ตัดปัญหาอยากรู้อยากเห็นของกรวีร์ด้วย

   “เสี่ยนอนหลับไปเลยนะ ฉันกรนเสียงดัง เดี๋ยวหลับไม่ได้ จะมาว่าฉันไม่เตือน” หญิงสาวขู่ก่อนเดินหอบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำ

   หลังจากถ่วงเวลาอยู่ในห้องน้ำจนมั่นใจว่านานพอที่เสี่ยจะหลับ กรวีร์ก็ค่อยๆ เปิดประตูชะโงกหน้าออกมาดู ไฟกลางห้องถูกปิดไปแล้ว เหลือแต่ไฟหัวเตียง ส่วนตัวเจ้าของห้องก็นอนสงบนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม เป็นสัญญาณบอกถึงความปลอดภัย หญิงสาวจะเดินออกมาอย่างสบายใจ เธอใช้เวลาอีกนิดหน่อยสำหรับการชโลมโลชั่นบำรุงผิวพรรณระหว่างนั้นก็ทำใจไปด้วย

   ไม่มีอะไรน่ากลัว เสี่ยหลับก็เท่ากับเธอรอด

   ลูกสาวเจ๊หวีพึมพำเรียกขวัญกำลังใจ ค่อยๆ ก้าวขาซ้ายขึ้นเตียง ทิ้งน้ำหนักลงไปอย่างระมัดระวัง หมอนข้างถูกเอามาขวางเป็นป้อมปราการ เธอรู้ว่ามันไม่ได้ผลถ้าถึงเวลาวิกฤต แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังปกติมีอะไรขวางก็ยังเอามาเป็นหลักฐานอ้างได้ ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นเธอก็ไม่ได้สมยอมตั้งแต่แรก

   กรวีร์ปิดไฟหัวเตียง แต่ตาเธอเบิกกว้างอย่างกับนกเค้าแมว นอนตัวแข็งไม่กล้าขยับ อิจฉาคนข้างๆ ที่หลับสบาย คงมีแต่เธอนี่แหละที่คอยจะผวา แค่เขาขยับตัวนิดเดียวเธอก็เสียววูบ

   “ไม่เป็นไรกีวี่ เธอต้องผ่านคืนนี้ไปให้ได้”

   กรวีร์คงจะจดจำคืนแรกที่เข้าหอกับเสี่ยไปตลอดชีวิต ผัวเมียคู่อื่นคงไม่เกร็งแบบนี้ เธอนี่นอนจนตะคริวจะกินอยู่แล้ว เวลาล่วงผ่านไปกว่าชั่วโมง แม้จะพยายามฝืนสังขารแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายให้กับความง่วง

   เสียงลมหายใจสม่ำเสมอกับร่างกายที่ผ่อนคลายจากอาการแข็งเกร็ง ทำให้ชายหนุ่มที่หลับสบายเมื่อชั่วโมงก่อนลืมตาขึ้นมา ไฟหัวเตียงฝั่งปวินท์ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มนอนตะแคง เอาศอกยันกับที่นอน มองศรีภรรยาด้วยแววตาเอ็นดูระคนขบขัน

   “หมดฤทธิ์แล้วสินะแม่น้ำค้างกลางหาว” ชายหนุ่มเอื้อมมือข้ามหมอนข้างช่วยดึงผ้าห่มที่เลื่อนต่ำขึ้นมาคลุมให้เรียบร้อย ก่อนจะหันกลับไปปิดไฟและทิ้งตัวลงนอนตามเดิม

   ผ่านไปแล้วหนึ่งวันกับการมีภรรยา นับว่ากรวีร์สร้างสีสันให้กับชีวิตที่ราบเรียบของเขาพอสมควร การได้ต่อปากต่อคำ ทำให้เธออึกอักพูดไม่ออกเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่งที่เขาชักจะอยากทำมันให้บ่อยขึ้น

   ปวินท์ได้แต่ภาวนาขอให้คนร้ายเปิดเผยโฉมหน้าออกมาในเร็ววัน เพื่อที่เมียขัดดอกของเขาจะได้ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมากนัก


++++++++++++++++++
แรลลี่จบแล้วแต่ยังอัปอยู่นะคะ ร่างแรกมันก็จะยังติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง
แต่ในเรื่องของความฮาเสี่ยกับเมียแกมาเต็มกันมากค่ะ
2
บทที่ 6 นัดพบหน้าอำเภอ




   “ความรัก ความรักเจ้าขา...จู่ๆ ก็มาไม่ทันตั้งตัว...”

   กรวีร์ปรายตามองเจ๊หวีสุดที่รักนั่งครวญเพลงแม่ผึ้ง พุ่มพวง อย่างอารมณ์ดีแล้วนึกขำ ทำไมแม่เธอช่างสรรหาบทเพลงได้เข้ากับสถานการณ์อะไรอย่างนี้ จะมีแตกต่างนิดหน่อยก็ตรงที่นัดไว้หน้าอำเภอน่ะไม่ใช่ความรัก แต่เป็นเจ้าหนี้ ว่าที่สามีผู้รวยมากของเธอ

   หญิงสาวพยายามเก็บซ่อนอาการประหม่าไม่ให้แม่เห็น กลัวจะเป็นห่วง เมื่อวานหลังจากส่งเสี่ยไปป์กลับไปแล้ว เธอก็เดินกลับเข้าบ้านเห็นแม่นั่งตาแดงๆ เธอไม่รู้หรอกว่าแม่คิดอะไร แต่กรวีร์ไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จึงบอกให้แม่สบายใจและเล่าแผนการที่เธอคิดไว้ คุณกัญญาเป็นคนอ่อนไหวแต่ข้อดีคือเข้าใจอะไรง่ายๆ เธอจึงไม่ต้องเปลืองพลังชักแม่น้ำทั้งห้า สิ่งที่ช่วยให้เรื่องง่ายขึ้นก็เป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เสี่ยบอกจะให้หลังชีวิตคู่ถึงทางตัน ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องกังวลเพราะถึงชีวิตคู่จะไม่ถึงฝั่งฝันแต่เธอก็ยังมีเงินประกันความมั่นคงอีกตั้งห้าแสน

   เธอไม่คิดฝันว่าวิวาห์ฉุกละหุกครั้งนี้จะยั่งยืนนาน มันอาจจะแค่ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ตามความจำเป็นของปวินท์ ถึงเขาจะไม่พูดตรงๆ แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะประติดประต่อเรื่องราวได้เอง ประเด็นสำคัญคือเขาอยากได้เมีย เธอก็จะเป็นเมียให้ เงินทองจะได้ไม่รั่วไหลไปถึงมือคนอื่น

   “แน่ใจนะกีวี่” เสียงเจ๊หวีถามเป็นครั้งที่สามสิบห้า

   “หลังจากแม่บิวต์หนูด้วยเพลงนัดพบหน้าอำเภอมาตลอดทาง แม่ไม่น่าจะต้องมาถามซ้ำนะว่าหนูแน่ใจไหม”

   “ถึงยังไงแม่ก็เป็นห่วง”

   “เอาไว้หนูเลิกกับเสี่ยวันไหน แม่ก็ช่วยรักษาแผลใจให้ด้วยแล้วกัน” หญิงสาวบอกพลางหมุนพวงมาลัยวนหาที่จอดรถ

   “พูดอะไรอย่างนั้น นี่มันวันมงคล ไม่แน่หรอกหนูอาจจะเป็นเนื้อคู่แต่ชาติปางก่อนของเสี่ยไปป์ก็ได้ ขนาดแม่นัดแม่กิ่งอ้อไว้ยังมีเหตุให้คลาดกันจนมาเจอหนู”

   “อืม...ได้ยินแบบนี้ หนูค่อยสบายใจขึ้นหน่อย” กรวีร์หัวเราะกลบเกลื่อนความตื่นเต้น เธอเห็นว่าที่สามีแล้ว เขายืนกอดอกพิงรถรออยู่ ตรงนั้นมีที่ว่างเธอจึงขับรถไปจอดช่องข้างๆ หญิงสาวหันไปหาแม่แล้วเชิดปลายคางไปยังชายหนุ่ม “นอกจากรวยแล้ว เสี่ยเขาก็หล่อพอได้อยู่นะ บางทีฟ้าอาจส่งเขามาให้หนูจริงๆ ก็ได้ ไปเถอะแม่ อย่าให้ลูกเขยรอนาน”

   ปวินท์เงยหน้าจากก้อนหินที่เขี่ยเล่น เขาต้องหยีตาเพราะชุดสีบานเย็นที่กระทบแสงแดดจนแสบตาของแม่ยาย ชายหนุ่มยืดตัวยืนตรง ยกมือไหว้คุณกัญญา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังหญิงสาวที่เขารอคอย ปวินท์พยักหน้าทักทาย รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นมุมปาก นึกเอ็นดูแฟชันแม่ลูก สองสาวแต่งตัวราวกับนัด คนแม่นี่แซ่บคงเส้นคงวา ส่วนคนลูกก็ต้องยอมรับละว่า...น่าประทับใจ

   เจ้าสาวของปวินท์มาในเดรสชมพูดูอ่อนหวาน วันนี้กรวีร์ปล่อยผมยาวสยายเรียบตรงพร้อมแต่งหน้าอ่อนๆ ดูเป็นธรรมชาติสบายตา ด้วยต้นทุนเบ้าหน้าที่ต้องบอกว่าฟ้าประทานมาดีอยู่แล้วของเธอจึงไม่จำเป็นต้องแต่งเติมสีสันให้ฉูดฉาดเพียงแค่นี้ก็น่าสนใจมากพอแล้ว

   “เสี่ยรอนานไหมคะ” เธอถามเพราะเขาเอาแต่จ้องอยู่อย่างนั้น

   ปวินท์สั่นหน้า “วันนี้เธอดูสวยกว่าเมื่อวานนะ”

   “ทำไงได้ล่ะคะ ออร่าเจ้าสาวมันจับน่ะเสี่ย เสี่ยเองก็หล่อไม่เบานะวันนี้” เธอโบกมือพลางยิ้มกว้างรับคำชมโดยไม่มีท่าทีขัดเขิน แถมยังย้อนกลับมาจนเขาทำหน้าไม่ถูก “พร้อมจะเป็นสามีฉันยังคะ”

   “เธอล่ะพร้อมจะเป็นเมียฉันหรือยัง”

   “รีบพาฉันไปเปลี่ยนนามสกุลเถอะค่ะ เผื่อเสี่ยกับแม่จะได้มั่นใจในความพร้อมของฉัน”

   ปวินท์ขยับเข้าไปหาหญิงสาว มือใหญ่จับมือเธอไว้ ดึงเบาๆ ให้เดินไปคู่กัน ไม่มีคำพูดต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก ที่กรวีร์เห็นจากการแอบมองด้านข้างของเสี่ยก็มีเพียงรอยยิ้มอ่อนโยน

   หญิงสาวรับรู้ถึงความเป็นคนดังของสามีก็ตอนที่เดินด้วยกัน รอยยิ้มของปวินท์ไม่เคยจางไปจากใบหน้า ระหว่างทางไปห้องทะเบียนนั้นเขาเจอคนรู้จักมากมาย

   “อ้าว...เสี่ย เจ๊หวี มาทำอะไรกันครับ”

   “ธุระนิดหน่อยครับปลัด แล้วนั่นปลัดจะไปไหน”

   “พอดีต้องตามนายไปเปิดงานกีฬาเยาวชนครับ แวะเข้ามาเอางาน เชิญเสี่ยตามสบายเลยนะ เช้าๆ แบบนี้ห้องทะเบียนไม่ค่อยมีคน รีบไปครับจะได้ไม่ต้องรอนาน”

   “ขอบคุณครับ”

   หลังแจ้งเจ้าหน้าที่ ทั้งสองก็นั่งเคียงกัน ต่างรู้สึกถึงพลังความอยากรู้อยากเห็นจากสายตาหลายคู่ที่เดินผ่านไปมา ปวินท์นั่งนิ่ง ขณะที่กรวีร์พยายามไม่สนใจเสียงซุบซิบที่เหลือบเห็นทางหางตา ก่อนที่นายทะเบียนจะยื่นเอกสารสองใบมาให้ทั้งคู่เซ็นชื่อ

   ปวินท์จรดปากกาจารึกชื่อลงไปในทะเบียนสมรสอย่างไม่ลังเล เสร็จแล้วจึงยื่นปากกาให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ

   “เซ็นชื่อกรวีร์นะ ถ้าเซ็นกัญญามานี่ ฉันเป็นลมตรงนี้”

   “ตลกนะเสี่ย” กรวีร์ว่ายิ้มๆ แล้วเซ็นชื่อตัวเองลงไป บอกตัวเองในใจว่า กีวี่แกมีผัวแล้ว!

   “ยินดีด้วยนะครับ ไม่นึกเลยว่าเสี่ยจะแอบซุ่มมีแฟนไม่ยอมบอกใคร” นายทะเบียนเย้า

   “เขาอยู่กรุงเทพฯ ซะส่วนใหญ่น่ะครับ เลยไม่ค่อยได้เห็น”

   “แล้วแบบนี้จะกลับมาอยู่สุพรรณฯ ยาวเลยไหมครับ”

   “อยู่ยาวค่ะ” หญิงสาวยิ้มแป้น

   “ดีๆๆ อยู่กันพร้อมหน้า ผมขอให้เสี่ยกับคุณกรวีร์มีความสุขมากๆ นะครับ ถ้าจัดงานฉลองเมื่อไร อย่าลืมบอกกัน ผมยินดีด้วยจริงๆ ยินดีกับเจ๊หวีด้วยนะครับ”

   “ค่า...” คุณกัญญาที่นั่งอยู่หลังหนุ่มสาวยิ้มเฝื่อนๆ

   “ขอบคุณมากครับ ถ้าอะไรๆ มันเรียบร้อย เราสองคนต้องมาเรียนเชิญทุกคนที่อำเภอนี่แน่นอน อันนี้คือเสร็จแล้วใช่ไหมครับ”

   “ครับๆ เดี๋ยวคุณกรวีร์ก็ไปถ่ายรูปทำบัตรใหม่ได้เลย”

   “งั้นเราสองคนของตัวก่อนนะครับ”

   ปวินท์พากรวีร์ไปทำบัตรประชาชนใหม่ ชายหนุ่มยังคงพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อย่างสนิทสนม ส่วนนางกรวีร์ ปรานต์ปราณนต์ นั้นเอาแต่จ้องชื่อในบัตรประชาชนใบใหม่ของตัวเอง จนกระทั่งสามีถูกสะกิด

   “ไปกันเถอะ”

   ตลอดเวลาที่เดินจากอำเภอมาถึงรถมือของกรวีร์ถูกปวินท์จับจูง แสดงออกถึงความใกล้ชิดและสถานะที่เปลี่ยนแปลงไป ชายหนุ่มบอกเธอกับแม่ว่า

   “ไปรถผมนะครับ เดี๋ยวเราไปหาแม่ผมที่โรงพยาบาลก่อน เสร็จแล้วผมค่อยไปส่งเจ๊ที่บ้าน จะได้ช่วยกีวี่เก็บของด้วย” ชายหนุ่มบอกแม่ยาย ก่อนจะยิ้มกับภรรยา “แม่ฉันจะต้องแปลกใจมากที่ลูกสาวเจ๊หวีกลายมาเป็นลูกสะใภ้”

   “ถ้าแม่เสี่ยไม่เป็นโรคหัวใจ ฉันก็เบาใจไปกว่าครึ่ง”

   “เวลาสวัสดีแม่สามีก็อย่าย่อเยอะแล้วกัน เดี๋ยวแม่ฉันจะตกใจ”

   นางกรวีร์ผู้มีมารยาทงดงามมองสามีราวกับจะค้อน “ไม่ใช่เพราะเสี่ยประทับใจท่าไหว้ฉันหรอกเหรอ เราสองคนถึงได้ลงเอยกันน่ะ”

   “แค่กลัวแม่ตกใจจนลืมรับไหว้เท่านั้นแหละ” ปวินท์หัวเราะพร้อมเปิดประตูรถให้ภรรยาหมาดๆ

   ปวินท์เลี้ยวรถเข้าเขตโรงพยาบาลความมั่นหน้ามั่นกะโหลกของกรวีร์ก็เริ่มลดน้อยถอยลง ถ้าคุณแม่สามีไม่ปลื้มเธอขึ้นมามันจะต้องมีปัญหาแน่ เธอไม่เคยคิดว่าจะมีสามีสายฟ้าแลบ เฉพาะรับมือกับเสี่ยก็น่าเพลียพออยู่แล้ว หากเจ๊ปิ๋มเกิดสำแดงอิทธิฤทธิ์แม่ผัวผยองยุทธภพขึ้นมาละก็เธอเหนื่อยแน่

   “แม่เสี่ยใจดีไหม” หญิงสาวระหว่างที่อยู่ในลิฟต์

   “เดี๋ยวเจอก็รู้”

   “แหม...เสี่ยขา ไม่ต้องให้เมียลุ้นซะทุกเรื่องก็ได้”

   ปวินท์เอื้อมมาจับมือหญิงสาว ความชื้นในอุ้งมือเธอทำให้เขายิ้ม ที่แท้ก็ยังมีความรู้สึกหวาดหวั่นอยู่บ้าง ไม่ได้ก๋ากั่นอย่างที่แสดงออกมา

   “แม่ฉันใจดี ชอบช่วยเหลือคน”

   “แม่เสี่ยมีสเปกลูกสะใภ้ในฝันไหม”

   เสี่ยหนุ่มส่ายหน้า “ที่ผ่านมาแม่ไม่เคยมีปัญหากับคู่รักของลูกๆ นะ อย่างตอนที่น้องสาวฉันพาแฟนมาแนะนำตัว แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

   “ฉันถามถึงลูกสะใภ้ ไม่ใช่ลูกเขย แม่บางคนก็หวงลูกชาย กับแฟนเก่าเสี่ย แม่เสี่ยดีด้วยไหม”

   “ก็ไม่เคยเห็นเขาชี้หน้าด่ากันนะ”

   “อืม...ช่วยได้มากจริงๆ” กรวีร์พยักหน้าหงึกๆ ในขณะที่สามีของเธอหัวเราะอย่างอารมณ์ดี คุณกัญญาที่ยืนฟังอยู่ด้วยจึงต้องช่วยยืนยันกับลูกสาว

   “เจ๊ปิ๋มใจดี กีวี่ไม่ต้องกลัวหรอกลูก แต่ก็อย่าทะลึ่งนักแล้วกัน อายเขา เดี๋ยวเขาจะว่าแม่ไม่สอน”

   “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ฉันรักใคร แม่ก็รักด้วย”

   “งั้นเสี่ยก็ช่วยทำหน้าเหมือนรักฉันให้มันเนียนๆ หน่อยแล้วกัน”

   ประตูลิฟต์เปิดออก ปวินท์เดินจับมือกรวีร์ พาเธอไปที่หน้าห้องหนึ่ง ชายหนุ่มเคาะประตูก่อนผลักเข้าไป

   “เซอร์ไพร์ส!” หลายเสียงดังประสานพร้อมๆ กับเสียงพลุกระดาษที่ถูกดึงดังปุปะ กรวีร์ที่มัวแต่เตรียมใจเจอแม่สามีโดยไม่ทันระวังว่าจะเจออย่างอื่นก็ถึงกับสะดุ้ง รู้ตัวอีกทีก็ถูกสามีโอบไหล่เอาไว้

   “เล่นอะไรกันเนี่ย” ปวินท์ถามพลางมองหน้าคนที่อยู่ในห้อง แม่กับประภามนท์นั่งยิ้มอยู่บนเตียง ที่เหลือก็เป็นทัชพล ศาสวัตและสิรดา

   “เสี่ยไปป์จะเปิดตัวเมียทั้งที พวกฉันก็ต้องมาเป็นสักขีพยานสิวะ”

   “ยกโขยงกันมาหมดแล้วใครอยู่เฝ้าร้าน” ปวินท์ถามศาสวัตกับสิรดา ก่อนเบนสายตาไปที่ทัชพล “ส่วนแกประชุมเสร็จแล้วเหรอ”

   “ถ้าไม่เสร็จแกจะได้เห็นหน้ามันไหมล่ะ ถามแปลกๆ แล้วนี่...เมียแกเหรอ” สายตาศาสวัตพุ่งมาที่หญิงสาวแล้วเจ้าตัวก็พึมพำออกมา “เลือกได้ดี เลือกได้ดีจริงๆ”

   ปวินท์ดันหลังหญิงสาวให้ก้าวเข้าไปยืนข้างเตียงคุณนายปรารถนา ก่อนจะแนะนำให้เมียกับแม่รู้จักกัน

   “กีวี่...นี่แม่ฉัน”

   “สวัสดีค่ะ เอ่อ...เจ๊ปิ๋ม” หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่แน่ใจนัก

   ชายหนุ่มอมยิ้มนึกเอ็นดู รอบนี้กรวีร์ไหว้ได้สวย ไม่ย่อเยอะแบบที่เจอเขา ยังดีที่พอจะรู้กาลเทศะอยู่บ้าง เห็นรอยยิ้มของแม่ก็ทำให้เขาเบาใจ

   “เป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่ลูกหนี้ เรียกฉันว่าแม่เหมือนที่ไปป์เรียกเถอะ” คุณปรารถนายิ้มให้ลูกสะใภ้เลยไปจนถึงคุณกัญญา “ไงล่ะหวี ทำไปทำมาก็ได้ดองกันนะเรา”

   “ยังตกใจไม่หายเลยจ้ะ”

   “ตกใจทำไม ต้องถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ฉันเชื่อมั่นในสายตาลูกชายฉัน หากลูกสาวเธอไม่ดีจริง เสี่ยไปป์เขาไม่เสียเวลาด้วยหรอก”

   “ใช่ครับ ลูกสะใภ้แม่ไม่ธรรมดาเลย” ปวินท์อวด และแนะนำคนที่เหลือโดยเริ่มจากประภามนท์ “นั่นปาล์ม น้องสาวฉัน คนนั้นทัชพล หุ้นส่วนที่เคยเล่าให้ฟัง ส่วนนั่นก็ไอ้ศาสกับครูสิ คู่นี้เจ๊หวีอุ้มสมให้เพิ่งแต่งงานกันไป และทุกคนครับนี่กีวี่...เมียผมเอง”

   กรวีร์หน้าร้อนผ่าว คำว่าเมียจากปากเสี่ยมันทำให้หัวใจเธอคันยุบยิบ รู้สึกคล้ายๆ จะขัดเขินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นี่เธอกลายเป็นเมียเสี่ยไปแล้ว หญิงสาวยิ้มผูกมิตรกับทุกคนในห้องพร้อมยกมือไหว้เรียงทีละคนจนครบ

   “ฝากเนื้อฝากตัวกับพวกพี่ๆ ด้วยนะคะ”

   “ครอบครัวปรานต์ปราณนต์ยินดีต้อนรับจ้ะ” ประภามนท์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

   “แต่งกันปุบปับแบบนี้ก็คงต้องย้ายมาอยู่บ้านแม่กันไปก่อนนะ แล้วค่อยขยับขยายสร้างเรือนหอกันทีหลัง ไปป์ก็ดูแลห้องหับให้เหมาะสมอยู่กันสองคนก็ลองคุยกันดูอยากปรับแต่งอะไรเพิ่มก็ทำเลย ส่วนเธอ...ไม่ต้องห่วงนะหวี ฉันจะดูแลลูกสาวเธอเป็นอย่างดีให้เหมือนลูกของฉันคนหนึ่งเลย”

   “ฉันฝากกีวี่ด้วยนะเจ๊ ถ้าผิดพลาดอะไรก็ให้นึกว่าเป็นลูกเป็นหลาน ฉันเองมีลูกสาวคนเดียวอาจไม่ได้เข้มงวดนัก คงต้องลำบากเจ๊ช่วยสั่งสอนแทน” คุณกัญญากล่าวไปน้ำตาซึมไปจนคุณปรารถนาเห็นแล้วยังนึกขำ

   “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ทำเหมือนไม่รู้นิสัยฉัน บ้านเราอยู่กันสบายๆ ถ้าวันไหนคิดถึงลูกเธอก็แวะมาหาได้ หนูเองก็เหมือนกันคิดถึงแม่ก็ไปหาได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องมาอยู่เหย้าเฝ้าเรือนยี่สิบสี่ชั่วโมง แบบนั้นก็เซ็งตายชัก”

   “ขอบคุณค่ะ” แม่สามีไฟเขียวแบบนี้ กรวีร์สุดแสนจะโล่งใจ หญิงสาวยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด เหลือบมองไปทางสามีก็เห็นเขายิ้มอยู่เหมือนกัน

   “สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหม”

   เขาเอียงหน้ากระซิบถาม เธอหันไปมองและพยักหน้าแทนคำตอบ

   กรวีร์ใช้เวลาไม่นานก็เริ่มปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ เธอสามารถพูดคุยและสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างต่อเนื่อง เป็นบรรยากาศที่ชื่นมื่นที่สุดนับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ ปวินท์ที่นั่งอยู่
ข้างๆ ฟังภรรยาเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็นึกพอใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของแม่และน้องสาว

   เวลาผ่านไปแต่กรวีร์ยังไม่หมดเรื่องสนุกที่จะเล่า ทว่าถูกขัดจังหวะด้วยเสียงทักของหญิงสาวคนหนึ่งที่มาพร้อมกับกระเช้าผลไม้

   “สวัสดีค่ะทุกคน มีเรื่องอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ วันนี้อยู่กันครบเลย” นลินกวาดตามองอย่างรวดเร็ว และมาสะดุดตากับหญิงสาวที่นั่งยิ้มอยู่ข้างๆ ปวินท์

   “อ้าว...ครูหลินเองเหรอ ไอ้พวกนี้มัวแต่นั่งโม้จนไม่ได้ยินเสียงเคาะประตู เข้ามาก่อนสิจ๊ะ”

   “หลินซื้อผลไม้มาฝากป้าปิ๋มกับปาล์มค่ะ”

   “โอ๊ย...ไม่เห็นต้องลำบากเลย มานี่สิ วันนี้ไปป์เขามีข่าวดีเลยอยู่กันครบทีม”

   “ข่าวดีหรือคะ” ครูสาวถาม

   คุณปรารถนาสบตากับลูกชาย และหันกลับมายิ้มให้ “ไปป์เขาพาเมียมาเปิดตัวจ้ะ”

   กระเช้าผลไม้ที่นลินถืออยู่หลุดจากมือทันที เจ้าตัวตกใจรีบขอโทษและหยิบมันขึ้นมา ทัชพลรับกระเช้าแล้วเอาไปวางที่โต๊ะมุมห้อง

   บรรยากาศรื่นเริงเริ่มอึมครึมขึ้นมา กรวีร์ฉลาดพอจะเดาได้ว่าผู้หญิงที่โผล่มาใหม่นี้ย่อมต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างที่มากกว่าเพื่อนกับสามีของเธอ เห็นได้ชัดว่าทุกคนพร้อมใจกันปิดปากเงียบแล้วใช้สายตาคุยกัน ส่งยิ้มทักทายคนมาใหม่ตามมารยาท ส่วนสายตาผู้หญิงคนนั้นที่ใช้มองเธอมันเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย หากสายตาเจ้าหล่อนพูดได้ก็คงถามออกมาแล้วว่า อีชะนีนี่เป็นใคร ยิ่งตอนที่เจ๊ปิ๋มบอกว่าเสี่ยพาเมียมาเปิดตัวอาการยิ่งออกชัดเลย มือไม้อ่อนขนาดนั้น อย่าบอกนะว่าโจทก์เก่าเสี่ยขาของเธอ

   “กีวี่จ๊ะ นี่ครูหลินเพื่อนฉัน” ปวินท์แนะนำด้วยอาการปกติ

   กรวีร์ก็ไม่รู้ว่าเขาแอ๊บหรือไม่รู้สึกอะไรจริงๆ แต่พอตัดภาพมาที่ฝ่ายหญิงเนี่ยบอกเลยว่ารังสีอำมหิตแผ่กระจายรุนแรงมาก ลูกสาวเจ๊หวีจำเป็นต้องหวั่นไหม ก็ไม่จ้า วันนี้ปวินท์มอบฐานะเมียที่ชัดเจนให้ ใครไม่พอใจก็ไปเคลียร์กันเอง ริมฝีปากหญิงสาวคลี่ยิ้มหวานหยด

   “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะครูหลิน”

   “ยินดีเช่นกันค่ะ”

   “สองคนนี้เขาเพิ่งตกลงปลงใจจดทะเบียนกัน ส่วนงานแต่งก็คงต้องรออีกสักพัก ฉันก็เพิ่งรู้นะครูว่าเสี่ยไปป์ของฉันเนี่ยใจร้อน แต่ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยก็เป็นผัวเมียกันอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่กันเฉยๆ เป็นขี้ปากชาวบ้าน”

   “หลินไม่รู้เลยว่าพี่ไปป์แอบซุ่มมีแฟนตั้งแต่ตอนไหน” น้ำเสียงครูสาวกึ่งตัดพ้อกึ่งหยอกเย้าก็ทำเอาแฟนเสี่ยตั้งตารอฟังคำตอบด้วย

   “ไม่ได้ซุ่มอะไรหรอก เจอครั้งแรกก็รู้เลยว่าใช่...ปล่อยเขาไปไม่ได้” ดวงตาของปวินท์เปล่งประกายแวววาว ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มชวนให้คนเห็นพากันคิดไปในทางหวานชื่น คงมีกรวีร์คนเดียวที่ได้ยินแล้วน้ำตาจะไหล คนอื่นฟังน่ะเคลิ้มแต่เธอรู้อยู่เต็มอกว่าเขาหมายถึงอะไร ขืนปล่อยเธอไป เงินสามแสนก็เท่ากับสูญนะสิ แหม...เสี่ยนี่ก็เข้าใจเล่นคำ

   “เห็นพี่ไปป์มีความสุขอย่างนี้ หลินดีใจด้วยนะ”

   “พวกเราก็รอฟังข่าวดีของครูหลินอยู่นะครับ”

   “นั่นสิ ป้าก็รอข่าวดีครูหลินเหมือนกัน เออ ไปป์ เจ๊หวีเขามีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่า มากันนานแล้วนะ พากลับไปส่งเถอะ ไม่ต้องห่วงแม่วันนี้เพื่อนเต็มห้องเลย” คุณปรารถนาพยักพเยิดบอกลูกชาย

   “งั้นตอนเย็นผมกับกีวี่ค่อยแวะมาใหม่นะครับ”

   “ไม่ต้องมาก็ได้ เข้าหอเถอะ ช่วงข้าวใหม่ปลามัน แม่เข้าใจ”

   “แม่! พูดอะไรอย่างนั้น คนเยอะแยะ ลูกสะใภ้เขินแล้วไหมนั่น” ปวินท์เหลือบมองสีหน้าเก้อเขินของกรวีร์แล้วเผลอยิ้มรีบสะกิดชวน “พวกเราไปกันดีกว่า”



   ปวินท์มาส่งแม่ยายที่ร้านเพราะคุณกัญญาขี้เกียจกลับไปอยู่บ้าน เหลือเพียงเขากับภรรยาที่มาช่วยกันเก็บของ ระหว่างทางกรวีร์ที่ช่างคุยดูจะมีเรื่องให้ต้องขบคิด ชายหนุ่มก็ไม่อยากจะขัดคอเธอจนกระทั่งเขาจอดรถที่หน้าบ้าน

   “เป็นอะไรหรือเปล่า เห็นนั่งขมวดคิ้วมาตลอดทาง เกิดเสียดายความโสดขึ้นมาหรือไง”

   “อู๊ย...มีอะไรต้องเสียดายคะเสี่ย ในเมื่อความโสดของฉันมีค่าตั้งหนึ่งล้านบาท เพียงแค่พอฉันได้เลื่อนฐานะมาเป็นเมียเสี่ยก็มีเรื่องให้ต้องคิดนิดหน่อย ว่าไปเพื่อนๆ เสี่ยน่ารักดีนะ โดยเฉพาะคนที่เป็นครูนั่น มองฉันตาไม่กะพริบเลย ตอนที่รู้ว่าเสี่ยมีเมีย ตกใจแรงกว่าแม่เสี่ยซะอีก”

   “แม่ฉันให้เธอเรียกเขาว่าแม่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ อย่ามัวตั้งข้อสังเกตอะไรนักเลย เป็นเมีย ไม่ได้เป็นนักสืบ ไปเก็บของเถอะ เอาไปแต่ที่จำเป็น ขาดเหลืออะไรค่อยซื้อหาเอาใหม่”

   เกลียดดดดด ความเอาของมาล่อ ขาดเหลืออะไรให้ซื้อใหม่ รวยไม่ไหวเลยจ้า

   กรวีร์มองสามีราวกับจะค้อน ก็เป็นซะแบบนี้เวลาจะถูกเธอล้วงความลับอะไร เสี่ยไปป์เป็นต้องบ่ายเบี่ยงตลอดไม่รู้เรื่องกันสักที “อันที่จริงฉันก็ไม่มีสมบัติมากมายติดตัวหรอก มีแค่เป้ใบเมื่อวานเสี่ยก็เห็น ที่จำเป็นๆ อยู่กรุงเทพฯ โน่น”

   “ถ้ามีแค่นั้น ฉันว่าซื้อใหม่เลยก็ได้นะ ไม่ต้องเอาไปหรอก”

   “นั่นเท่ากับว่าฉันไปแต่ตัวจริงๆ เลยนะเสี่ย”

   “ก็มีชุดที่ใส่นี่ไง หรือเธอจะแก้ผ้าไปก็เร้าใจดี เอาสิ ฉันก็อยากเห็น” ชายหนุ่มหันมากอดอกมองเธออย่างท้าทาย

   “อย่าคิดว่าฉันไม่กล้านะเสี่ย” กรวีร์เชิดหน้าขึ้น แล้วยิ้มแหยในนาทีต่อมา “แฮ่...ฉันก็ไม่กล้าจริงๆ นั่นแหละ ใครจะบ้าแก้ผ้าเดินเข้าบ้านสามีล่ะ สงสารพระภูมิเจ้าที่ แต่เสี่ยก็รอนี่แหละเดี๋ยวฉันมา”

   “อืม”

   ปวินท์รอไม่นาน กรวีร์ก็ลงมาจากชั้นบน เขามองด้วยความเสียดายนิดๆ ที่แม่สาวสีชมพูคนเมื่อเช้าอันตรธานหายไปเหลือไว้เพียงสาวมั่นในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนดูทะมัดทะแมง ผมยาวถูกรวบเป็นหางม้า ถึงบอกเขาว่าจะไปแต่ตัว ทว่าบนไหล่ของเธอก็สะพายเป้ท่าเดิมเหมือนตอนเจอกันครั้งแรก เพียงแต่รอยยิ้มของเธอครั้งนี้ดูไว้วางใจเขามากขึ้น

   “เราแวะซื้อของใช้เธอก่อนแล้วค่อยเข้าบ้าน”

   “เสี่ยว่าไง เมียก็ว่างั้น”

   เสี่ยมองเมียแล้วส่ายหน้ายิ้มอ่อน ช่างว่านอนสอนง่ายได้ตามสั่งจริงๆ



   สามีภรรยาคู่ใหม่ควงกันไปซื้อของในห้างใหญ่ของจังหวัด การเห็นปวินท์เดินห้างก็นับว่าแปลกตาอยู่แล้ว วันนี้ชายหนุ่มกลับควงสาวสวยมาด้วยซ้ำยังช่วยกันหอบหิ้วซื้อข้าวของกระหนุงกระหนิงจนน่าอิจฉา

   ปวินท์ค่อนข้างพอใจที่กรวีร์ไม่ใช่ผู้หญิงเรื่องมาก ที่สำคัญเธอไม่ใช่คนฟุ่มเฟื่อยติดจะขี้งกอีกต่างหาก ทั้งที่เขาก็เต็มใจจ่าย จะเสื้อสักเจ็ดวันเจ็ดชุดก็ไม่มีปัญหา แต่เธอกลับแย้งกลับมาว่า

   “ซื้อไรเยอะแยะ แฟชั่นเปลี่ยนทุกวันนะเสี่ย เอานี่แหละ เมียสะดวกแบบนี้”

   คำพูดดูไม่สนใจ ทว่าลึกๆ เขารู้สึกได้ถึงความเกรงใจของเมีย ทุกครั้งที่จะตัดสินใจซื้อเขาจะเห็นกรวีร์ดูป้ายราคาและเปรียบเทียบกันเสมอ

   “ครบแล้วละเสี่ย พวกชุดนอนไม่ได้นอนค่อยสั่งออนไลน์มาเอาใจเสี่ยทีหลังแล้วกันนะ ฉันจะได้รู้ด้วยว่ารสนิยมเสี่ยเป็นแบบไหน” เธอก้มมองของในมือแล้วแกล้งยิ้มทำกระซิบกระซาบ

   “พร้อมจะเป็นเมียฉันขนาดนั้นเชียว” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม ก่อนนัยน์ตาคมกริบเป็นประกายชวนขนลุกตอนที่เขาลดเสียงกระซิบบอก “ไม่ต้องเอาใจขนาดนั้นหรอก ถ้าฉันอยากจู๋จี๋กับเธอ ต่อให้เธอใส่ชุดเกราะ ฉันก็สะเดาะมันออกจากตัวเธอได้”

   “เอ้อ...เดินรอบห้างคอแห้งจังเลย ฉันไปซื้อชาไข่มุกสักแก้วดีกว่า เสี่ยอยากได้อะไรไหม”

   “อยากได้เมีย”

   “ว้าย...เสี่ยมามุกนี้ เมียขนลุกซู่เลยนี่เห็นไหม เผ่นก่อนดีกว่า”

   หญิงสาวจ้ำอ้าวลี้ภัยไปตั้งหลักหน้าร้านชาไข่มุก ปวินท์หัวเราะหึๆ หิ้วของเดินตามไปโดยที่สายตาคมกริบไม่เคยคลาดไปจากคนที่ได้ชื่อว่าเมีย

   ห่างออกไปไม่ไกลในร้านอาหารแห่งหนึ่งธนชิตกำลังนั่งกินข้าวกับนลินอยู่ แต่เมื่อหันไปมองนอกร้านก็เห็นปวินท์กับผู้หญิงหน้าตาดีกำลังยืนคุยกันท่าทางมีความสุข

   “เสี่ยไปป์หรือเปล่า เอ๊ะมากับใคร”

   นลินมองตามสายตาคนรักแล้วอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนบอกออกมาเสียงเบา “กีวี่ค่ะ เมียพี่ไปป์”

   “เมีย!”

   “ค่ะ เขาตกลงย้ายมาอยู่ด้วยกัน เห็นว่ายังไม่สะดวกจัดงานเลยจดทะเบียนกันก่อน”

   “ทำไมผมไม่เคยเห็นหน้าเมียเสี่ยเลย คุณรู้จักไหม”

   ครูสาวส่ายหน้า “ฉันก็เพิ่งรู้ตอนที่ไปเยี่ยมป้าปิ๋มเมื่อเช้าค่ะ เห็นว่าเป็นลูกสาวเจ๊หวี”

   “ถึงว่าเจ๊หวีกับเจ๊ปิ๋มทำไมสนิทกันนัก ที่แท้ก็แอบจับคู่ให้ลูกๆ นี่เอง ดูท่าทางน่าจะคบกันมานานนะ มิน่าล่ะเสี่ยไปป์ถึงได้เลี่ยงยายนิดตลอด”

   “คุณก็อย่างเพิ่งบอกกับคุณนิดนะคะ เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง” นลินเตือนคนรัก หากแต่ธนชิตยิ้มอย่างมีแผนร้าย

   “บอกก็เป็น ไม่บอกก็เป็น สู้บอกให้มันเป็นเรื่องจบๆ ไปดีกว่า ถือว่าผมส่งยายนิดไปรับขวัญเมียเสี่ยก็แล้วกัน”

   “จะดีเหรอคะคุณชิต”

   ลูกชายนายกยักคิ้วให้แฟนสาวก่อนจะวางช้อนแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาน้อง

   “นิด...พี่มีข่าวเด็ดจะบอกแน่ะ”


++++++++++++++++++
เขาจดทะเบียนกันแล้วจ้ะแม่
เสี่ยอาจลุ้นให้จับคนร้าย
แต่เรามาช่วยลุ้นให้เขาได้กันเถอะค่ะ ได้กัน ได้กัน ได้กัน555555555
3
3. มะยม / ฟีลิปดา / เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทที่ 1/2
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ ธันวาคม 03, 2020, 12:57:58 PM »


นัทวิ่งหนีออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวด้วยหัวใจที่รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่หนีเอาตัวรอดก่อน เขาจะไม่มีโอกาสเข้าไปช่วยกรดาที่ยังติดอยู่ในนั้น หนีจนไม่มีใครติดตามมาแล้ว นัทก็เข้ามาซ่อนตัวในป่ารกร้างซึ่งไม่ไกลจากตรงนั้นนัก ร่างอ่อนแรงทิ้งตัวลงนอนรายไปกับพื้นดิน ยามนี้ทั้งหิวและเหนื่อย สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไป อย่างไม่มีเวลามาสนใจอันตรายที่อาจเกิดจากสัตว์ที่อยู่รอบตัว

หลับไปจนเกือบค่อนรุ่ง ก็รู้สึกตัวตื่นเมื่อท้องไส้เริ่มร้องหาอาหารโชคดีที่ระหว่างหยิบอาหารใส่ห่อเสื้อ เขาจับใส่ปากกินไปหลายคำ ทำให้ไม่รู้สึกหิวจนทรมาน

“พี่ขอโทษ...”

นัทรู้สึกผิด ในใจยังหวังว่าความเป็นเด็กที่ใสซื่อจะทำให้กรดาปลอดภัย คนบ้านนั้นคงยอมปล่อยตัวเธอออกมาหลังจากงานเลี้ยงเลิก ซึ่งเขาต้องไปรอรับเธอ ต่อไปจะไม่บังคับให้ทำเรื่องเสี่ยง ๆ แบบนี้อีก ส่วนตัวเขาเองก็จะไม่ยอมให้เจ้าของร้านข้าวมันไก่จับตัวส่งตำรวจด้วย เพราะหากเป็นแบบนั้น เขาจะไม่ได้ดูแลกรดาอย่างที่สัญญาไว้กับตามิ่ง

นัทเศร้าเมื่อนึกถึงชายชรา ที่ทั้งอบอุ่น และความใจดีมีเมตตาต่อตนเอง ทุกสิ่งที่ตามิ่งทำมันส่งเสริมให้เขากลายเป็นคนเข้มแข็ง...เข้มแข็ง เพื่อจะปกป้องครอบครัว ซึ่งเวลานี้เขาเหลือเพียงกรดา หญิงสาวที่ต้องดูแลอย่างดี เพื่อตอบแทนบุญคุณ

นัทยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอย่างสุดจะกลั้น จัดการกับจิตใจของตัวเองเรียบร้อย ร่างผอมแกร็นก็ลุกยืนปัดเศษหญ้าเศษใบไม้ออกจากเสื้อผ้าขาดที่จนแทบไม่เหลือสภาพ

เขาจะกลับไปรับกรดา ซุ่มรอจนกว่าเธอจะถูกปล่อยตัว



กลิ่นฉุนที่ไม่คุ้นเคยปลุกให้คนนอนสลบไปกว่าสองชั่วโมงรู้สึกตัวตื่น ดวงตาคมพยายามจะเปิดมอง แต่เปลือกตามันหนักจนแทบลืมแทบไม่ขึ้น

“นัท...ช่วย...ช่วยด้วย...”

“อุ้ย คุณท่านคะ เด็กรู้สึกตัวแล้วค่ะ”

‘เธออยู่ที่ไหน นั่นเสียงใคร ทำไมไม่คุ้นเลย’

เด็กน้อยเหลียวมองข้างตัว ภาพเงาที่เลือนลางกำลังขยับไปมาเหมือนทำอะไรบางอย่างกับตัวเธอ แต่บอกไม่ได้ว่าเงานั้นเป็นของใคร และยามนี้เธอรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก บางทีเหมือนถูกประคบด้วยน้ำแข็ง แต่บางครั้ง รู้สึกร้อนเหมือนโดนนาบด้วยแท่งไฟ

เราเป็นอะไร!

เธออยากลุกนั่งแต่ร่างกายกลับต่อต้าน แขนขาของเธอไม่สามารถขยับได้ตามต้องการ อีกทั้งในหัวก็มึนงง วิงเวียน

“หนู...เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ได้ยินเสียงฉันไหม สงสัยจะละเมอนะแม่บัว ท่าจะยังไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่”

เสียงของอีกคนดังโต้ตอบ ซึ่งไม่คุ้นเคยเช่นกัน

“นั่นสิคะ จะทำยังไงดีคะ”

เด็กน้อยตั้งสติ ฟังเสียงสนทนาที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิดเดียว พยายามจับใจความ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถามใคร หรือคุยอะไร

“ปล่อยให้นอนต่ออีกสักครู่ดีกว่า แม่บัวเฝ้าไว้ก็แล้วกัน นะ ถ้าเขารู้สึกตัวก็อย่าเพิ่งไปซักถามอะไร เดี๋ยวจะตกใจกลัวซะเปล่า ๆ รอให้มีสติดี ๆ กว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน”

“ค่ะท่าน” นางบัว แม่บ้านของคุณหญิงอุไรรับคำ ขณะกำลังสาละวนเช็ดเนื้อเข็ดตัวให้เด็กหญิงที่กำลังมีไข้

“ทำไมต้องเฝ้าคะคุณพี่ เสียเวลาเปล่า ๆ โทรเรียกตำรวจมาจัดการเลยไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระคอยดูแล”

คุณหญิงอุไรกระตุกหัวคิ้วมองอรศรี ลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่คิดว่าคนในวัยนี้จะเอื้อนเอ่ยคำที่ไร้ความเมตตา

“จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือแม่ศรี นั่นน่ะเด็กนะ แถมเป็นเด็กผู้หญิง เธอก็มีลูกสาวน่าจะเห็นใจ เข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าฉัน”

“อุ้ย คุณพี่คะ...น้องแค่แนะเฉย ๆ ป้องกันไว้ก่อนไงคะ เผื่อเด็กนี่เป็นนกต่อมาจากใครอีกคน ที่กำลังวางแผนร้าย ๆ กับบ้านเรา ยิ่งบ้านที่ไม่มีคนอยู่ประจำ ต้องระวังเยอะ ๆ ขืนวางไว้เราอาจเสียหายก็ได้นะคะ”

“นกต่อที่ไหนจะเข้ามาขโมยแค่อาหาร หล่อนก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าเด็กนี่กอดอาหารไว้เต็มเสื้อ ฉันว่าเด็กทำไปก็เพราะความหิว”

“ก็ไม่แน่หรอกนะคะ อาจจะแกล้งทำ แล้วก็เอ่อ...”

“หยุดพูดแบบนี้เสียทีเถอะ!”

“แหมอย่าเพิ่งโมโหสิคะ ก็แค่เตือนเท่านั้นคุณพี่ว่ายังไงน้องก็เห็นด้วยทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”

น้ำเสียงของอรศรีอ่อนลง ยอมสงบปากสงบคำ เมื่อคุณหญิงวัยหกสิบมีอารมณ์ขุ่นเคืองชัดเจน

“เอาอย่างที่ฉันว่านะแม่บัว ดูแลเด็กให้ดี ๆ แล้วอย่าทำตกใจ ฉันจะออกไปดูหน้างานอีกสักประเดี๋ยวแล้วจะเข้ามาใหม่”

“ค่ะคุณท่าน”

คุณหญิงพูดกับนางบัวจบก็หันมาทางอรศรี หัวคิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังนั่งจ้องจับผิดเด็กน้อยไม่วางตา

“หล่อนไม่ออกไปดูแลแขกหรือแม่ศรี วันนี้วันเกิดลูกสาวนี่นะ แขกในงานส่วนใหญ่ก็แขกหล่อนทั้งนั้น”

“อ๋อ ออกไปสิคะไปค่ะ”

“ไปค่ะก็ลุกสิ มัวนั่งเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม”

“แฮะ ๆ ค่ะ”

อรศรียิ้มแหย ก่อนลุกเดินตามคุณหญิงอุไรออกไปรับแขก ในงานเลี้ยงส่งคุณหญิงอุไร โดยมีงานวันเกิดของลูกสาวคนเดียวพ่วงด้วย ซึ่งงานนี้ คุณหญิงอุไรเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานก็บ้านของคุณหญิง

จริงอยู่ว่าหล่อนก็มีเงิน มีหน้ามีตาในสังคม แต่หล่อนไม่ได้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้เท่าคุณหญิงอุไร เมื่อผู้เป็นใหญ่หยิบยื่นหล่อนก็ต้องรับ และแน่นอน ว่าเงินของคุณหญิงอุไรหอมหวาน... หวานเสียจนอยากยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นสะใภ้ แม้สถานะที่เป็นอยู่ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นญาติ แต่ถ้านับกันจริง ๆ ความเป็นพี่น้องของหล่อนก็ห่างไกลจากตระกูล ‘วริศรมณ์’ ของคุณหญิงอุไรมากนัก

‘ฉันไม่อยากบังคับจิตใจใครรอให้พวกเขาโตก่อนเถอะ ให้เด็ก ๆ ตัดสินใจกันเองว่าต้องการอะไร’

คำกล่าวของคุณหญิงอุไรครั้งที่หล่อนเกริ่นเรื่องการเกี่ยวดอง เสนอให้หมั้นบุตรสาวของหล่อนกับบุตรชายของท่าน ช่างขัดใจ แต่หล่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ...รอให้เด็ก ๆ โตแล้วตัดสินใจเองตามที่คุณหญิงอุไรกล่าว

หล่อนต้องใจเย็นและรอคอย ไม่บุ่มบ่ามยัดเยียด แต่กระนั้น ก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชุบมือเปิบกับสมบัติที่หล่อนเฝ้ารอคอย แม้แค่จะเข้ามาใกล้ชิดก็ตาม หล่อนต้องป้องกันไว้สุดฤทธิ์ เพื่อผลประโยชน์ของบุตรสาว ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในตอนนี้



“นัท...ช่วยด้วย... ช่วยดาด้วย”

กรดายังคงพร่ำเพ้อเพราะพิษไข้ กับความทรงจำครั้งสุดท้ายคือเธอกำลังเผชิญอันตราย

“หนู...สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหม ปวดหัวหรือเปล่า” นางบัวชะโงกหน้าถาม และเงี่ยหูฟังคำตอบ แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงพึมพำที่ไม่อาจจับใจความได้ “เอาล่ะ ๆ ลุกไม่ไหวก็อย่าเพิ่งลุกแล้วไม่คิดอะไรทั้งนั้น หนูนอนพักผ่อนก่อน เดี๋ยวป้าจะไปเอาข้าวเอายามาให้กิน อย่าฝืนเพิ่งลุกไปไหนล่ะ”

นางบัวบอกแล้วเดินออกไปพร้อมกะละมัง และผ้าขนหนูที่นำมาตัวให้เด็กน้อยที่มอมแมมจนดูไม่ได้

‘เสียงนั่น กำลังพูดกับเราหรือเปล่านะ เสียงของใคร...’

กรดาอยากเปิดเปลือกตามอง แต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังเห็นเพียงภาพลาง ๆ ที่มีรูปร่างคล้าย ป้าชื่นแต่เสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงของป้าชื่น

หรือว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น ‘ไม่นะ!’ เด็กน้อยรวบรวมกำลัง ยันกายลุกนั่งมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่เธอคุ้ยเคยเลย แน่แล้วว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังที่กำลังจัดงาน

“นัทช่วยด้วย กลับมารับดาด้วย”

เด็กหญิงร้องให้ช่วยเหลือ แต่ลำคอที่แห้งผาก เสียงที่เปล่งออกมา จึงมีแค่เธอที่ได้ยิน

กรดาลุกเดินสะเปะสะปะออกจากห้องที่ไม่คุ้ยเคย อาศัยเกาะไปตามโต๊ะ ตู้ที่อยู่ไม่ห่างมือ เธอต้องหนีออกจากที่นี่ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจ นัทเคยบอกไว้ ว่าหากเธอถูกจับตัวไป

เราจะไม่ได้เจอกัน

เพล้ง!

“ว้าย ตายแล้ว!” นางบัววิ่งหน้าตาตื่นออกจากห้องครัว วางข้าวของได้ก็รีบเข้ามาพยุงเด็กน้อยกลับมานอนที่เดิม “ป้าบอกแล้วไงว่าให้รออยู่ตรงนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องหรือ”

“ไม่...จะกลับบ้าน หนูจะกลับบ้าน”

เธอบอกเสียงแหบแห้ง และเพราะวิงเวียนจนแทบทรงตัวไม่ได้ เด็กน้อยจึงยอมให้อีกฝ่ายช่วยพยุง

“จะกลับบ้านไปทั้ง ๆ มีสภาพแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าจะไปถึงบ้านรึ” นางบัวถอนหายใจ “มา ๆ กินข้าวกินยาให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเอายังไงก็ว่ากัน”

“หนูไม่อยากโดนตำรวจจับ”

น้ำเสียงสั่นเครือจนนางบัวนึกสงสาร ยิ่งเห็นเด็กน้อยเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ นางก็นึกใจอ่อน ทั้งที่ก่อนหน้ามีอคติกับการกระทำของเด็กน้อยอยู่นิดหน่อย

“ใจเย็น ๆ ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นหรอก”

บอกพลางนึกปลง กับท่าทางหวาดกลัวของคนตัวน้อย มันก็น่าอยู่หรอกที่เด็กจะกลัวจนงอแง ดู ๆ แล้วอายุอานามไม่ได้ห่างไกลจากเด็ก ๆ ที่บ้านนี้สักท่าไหร่ ถ้าจะมากน้อยกว่าก็คงไม่เกินสองสามปี มากกว่าอรอินทุ์ลูกคุณอรศรี และน้อยกว่านภนต์ลูกชายของคุณหญิงอุไร

“ไม่มีใครมาจับหรอก” นางบัวว่า

“ใช่ ไม่มีใครมาจับหรอก”

หญิงวัยกลางคน พลางเหลียวมองต้นตอของเสียง ก็เห็นเด็กสองคนเดินจูงมือเข้ามาหา

“คุณอร คุณนะ” นางเรียกตามความเคยชิน “เข้ามาเล่นรบกวนคนป่วยในนี้ไม่ได้นะคะ”

“เราเข้ามาเยี่ยมต่างหากล่ะป้าบัว” นภนต์ว่าขณะเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ กรดาโดยมีอรอินทร์ เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินตามมานั่งด้วย “ไม่มีตำรวจหรอกไม่ต้องกลัว”

“ไม่ต้องจับหรอก อินทุ์อยากให้พี่มาเล่นกับเรา” อรอินทุ์นึกอยากออกความเห็นบ้าง

“นั่นสิ มีเพื่อนเล่นเพิ่มอีกคนก็ดีเหมือนกันนะน้องอินทุ์ เดี๋ยวพี่จะไปขอคุณแม่เอง” นภนต์กล่าวเออออตามอรอินทุ์

“โอ๊ะ ๆ เดี๋ยวค่ะคุณนะ คุณอิน อย่าเพิ่งไปกวนคุณแม่ค่ะ” นางบัวรีบคว้ามือนภนต์เอาไว้ เมื่อเด็กชายเด้งตัวลุกจากเก้าอี้เตรียมวิ่งออกไปขออนุญาตคุณหญิงตามที่พูด

“แต่ผมจะไปบอกไม่ให้ตำรวจมาจับเอ่อ...เธอชื่ออะไรนะ”

กรดาเงยหน้ามองคนถาม ดวงตากลม ๆ เหลียวไปหานางบัว ผู้ที่เธอคิดว่าน่าจะสนิทที่สุด เห็นนางบัวพยักหน้าจึงกล้าที่จะตอบ “กรดา” แต่เสียงแหบแห้ง ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

“ขอเรียกสั้นๆ ว่ากานนะ” นภนต์พูดเองเออเอง จากนั้นก็หันมาบอกนางบัว “ผมไปบอกคุณแม่แป๊บเดียวเองครับป้าบัว แค่แป๊บเดียว”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่มีใครมาจับใครไปไหนทั้งนั้น ยัยหนูก็รีบกินข้าวกินยาซะ จะได้หายไข้ หายแล้วอยากจะทำอะไรก็ไม่มีใครห้าม”

“หนูจะกลับบ้านก็ได้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ได้สิ อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

กรดายิ้มออกเมื่อมีความหวังว่าจะได้กลับไปหานัท เด็กหญิงหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องรีบคาย

“โอ๊ย!”

“โธ่เอ๊ย...ก่อนจะเอาเข้าปากก็เป่าเสียหน่อยสิ ป้าให้รีบกินแต่ไม่ได้ต้องเร่งขนาดนี้ก็ได้” นางบัวหัวเราะ อรอินทุ์กับนภนต์จึงหัวเราะตาม

“ข้าวยังร้อนอยู่นะครับป้าบัว” นภนต์บอกหลังเอามือจับก้นชาม

“ป้าเพิ่งทำออกมามันก็ร้อนน่ะสิคะ กินระวัง ๆ ก็แล้วกัน เป่าด้วยนะ”

“เดี๋ยวพี่ช่วยเป่า” นภนต์ขยับเข้าใกล้กรดา ก้มหน้าลงเป่าข้าวต้มในช้อนที่เด็กหญิงตักมาถือค้าง

“อินทุ์ช่วยด้วย”

อรอินทุ์ลุกมาทำแบบนภนต์บ้าง แรงเป่าของสองคนทำเอาข้าวต้มในช้อนกระเด็นกระดอนจนหายเกลี้ยง

“อ้าว...”

กรดาร้องอุทาน พลางมองนภนต์กับอรอินทุ์ที่เงยขึ้นมาสบสายตา และแล้วเด็กทั้งสามก็หัวเราะชอบใจ นางบัวส่ายหน้าแล้วอมยิ้มไปในตัว ขณะลุกหยิบผ้ามาเช็ดทำความสะอาดข้าวที่เด็ก ๆ ทำหกเรี่ยราด
4
3. มะยม / ฟีลิปดา / เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทที่ 1/1
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ พฤศจิกายน 26, 2020, 04:09:22 PM »

นัทวิ่งหนีออกมาจากบ้านหลังดังกล่าวด้วยหัวใจที่รู้สึกผิด แต่ถ้าไม่หนีเอาตัวรอดก่อน เขาจะไม่มีโอกาสเข้าไปช่วยกรดาที่ยังติดอยู่ในนั้น หนีจนไม่มีใครติดตามมาแล้วก็เข้าไปซ่อนตัวในป่ารกร้างซึ่งไม่ไกลกันนัก ร่างอ่อนแรงทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นดิน ทั้งหิวและเหนื่อย สุดท้ายเขาก็ผล็อยหลับไป อย่างไม่มีเวลามาสนใจอันตรายที่อาจเกิดจากสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่า

หลับไปจนเกือบค่อนรุ่ง ก็รู้สึกตัวตื่นเมื่อท้องไส้เริ่มร้องหาอาหารโชคดีที่ระหว่างหยิบอาหารใส่ห่อเสื้อ เขาจับใส่ปากไปหลายคำ ทำให้ไม่รู้สึกหิวจนทรมาน

“พี่ขอโทษ...”

นัทรู้สึกผิด ในใจยังหวังว่าความเป็นเด็กที่ใสซื่อจะทำให้กรดาปลอดภัย คนบ้านนั้นคงยอมปล่อยตัวเธอออกมาหลังจากงานเลี้ยงเลิก ซึ่งเขาต้องไปรอรับเธอ ต่อไปจะไม่บังคับให้ทำเรื่องเสี่ยง ๆ แบบนี้อีก ส่วนตัวเขาเองก็จะไม่ยอมให้เจ้าของร้านข้าวมันไก่จับตัวส่งตำรวจด้วย เพราะหากเป็นแบบนั้น เขาจะไม่ได้ดูแลกรดาอย่างที่สัญญาไว้กับตามิ่ง

นัทเศร้าเมื่อนึกถึงชายชรา ที่ทั้งอบอุ่น และความใจดีมีเมตตาต่อตนเอง ทุกสิ่งที่ตามิ่งทำมันส่งเสริมให้เขากลายเป็นคนเข้มแข็ง...เข้มแข็ง เพื่อจะปกป้องครอบครัว ซึ่งเวลานี้เขาเหลือเพียงกรดา หญิงสาวที่ต้องดูแลอย่างดี เพื่อตอบแทนบุญคุณ

นัทยกมือปาดน้ำตาที่ไหลอย่างสุดจะกลั้น จัดการกับจิตใจของตัวเองเรียบร้อย ร่างผอมแกร็นก็ลุกยืนปัดเศษหญ้าเศษใบไม้ออกจากเสื้อผ้าขาดที่จนแทบไม่เหลือสภาพ

เขาจะกลับไปรับกรดา ซุ่มรอจนกว่าเธอจะถูกปล่อยตัว



กลิ่นฉุนที่ไม่คุ้นเคยปลุกให้คนนอนสลบไปกว่าสองชั่วโมงรู้สึกตัวตื่น ดวงตาคมพยายามจะเปิดมอง แต่เปลือกตามันหนักจนแทบลืมแทบไม่ขึ้น

“นัท...ช่วย...ช่วยด้วย...”

“อุ้ย คุณท่านคะ เด็กรู้สึกตัวแล้วค่ะ”

‘เธออยู่ที่ไหน นั่นเสียงใคร ทำไมไม่คุ้นเลย’

เด็กน้อยเหลียวมองข้างตัว ภาพเงาที่เลือนลางกำลังขยับไปมาเหมือนทำอะไรบางอย่างกับตัวเธอ แต่บอกไม่ได้ว่าเงานั้นเป็นของใคร และยามนี้เธอรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก บางทีเหมือนถูกประคบด้วยน้ำแข็ง แต่บางครั้ง รู้สึกร้อนเหมือนโดนนาบด้วยแท่งไฟ

เราเป็นอะไร!

เธออยากลุกนั่งแต่ร่างกายกลับต่อต้าน แขนขาของเธอไม่สามารถขยับได้ตามต้องการ อีกทั้งในหัวก็มึนงง วิงเวียน

“หนู...เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ได้ยินเสียงฉันไหม สงสัยจะละเมอนะแม่บัว ท่าจะยังไม่รู้สึกตัวเท่าไหร่”

เสียงของอีกคนดังโต้ตอบ ซึ่งไม่คุ้นเคยเช่นกัน

“นั่นสิคะ จะทำยังไงดีคะ”

เด็กน้อยตั้งสติ ฟังเสียงสนทนาที่ไม่คุ้นหูเลยสักนิดเดียว พยายามจับใจความ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาถามใคร หรือคุยอะไร

“ปล่อยให้นอนต่ออีกสักครู่ดีกว่า แม่บัวเฝ้าไว้ก็แล้วกัน นะ ถ้าเขารู้สึกตัวก็อย่าเพิ่งไปซักถามอะไร เดี๋ยวจะตกใจกลัวซะเปล่า ๆ รอให้มีสติดี ๆ กว่านี้ก่อนค่อยว่ากัน”

“ค่ะท่าน” นางบัว แม่บ้านของคุณหญิงอุไรรับคำ ขณะกำลังสาละวนเช็ดเนื้อเข็ดตัวให้เด็กหญิงที่กำลังมีไข้

“ทำไมต้องเฝ้าคะคุณพี่ เสียเวลาเปล่า ๆ โทรเรียกตำรวจมาจัดการเลยไม่ดีกว่าหรือคะ จะได้ไม่ต้องเป็นภาระคอยดูแล”

คุณหญิงอุไรกระตุกหัวคิ้วมองอรศรี ลูกพี่ลูกน้องอย่างไม่คิดว่าคนในวัยนี้จะเอื้อนเอ่ยคำที่ไร้ความเมตตา

“จะไม่ใจร้ายไปหน่อยหรือแม่ศรี นั่นน่ะเด็กนะ แถมเป็นเด็กผู้หญิง เธอก็มีลูกสาวน่าจะเห็นใจ เข้าใจเด็กคนนี้มากกว่าฉัน”

“อุ้ย คุณพี่คะ...น้องแค่แนะเฉย ๆ ป้องกันไว้ก่อนไงคะ เผื่อเด็กนี่เป็นนกต่อมาจากใครอีกคน ที่กำลังวางแผนร้าย ๆ กับบ้านเรา ยิ่งบ้านที่ไม่มีคนอยู่ประจำ ต้องระวังเยอะ ๆ ขืนวางไว้เราอาจเสียหายก็ได้นะคะ”

“นกต่อที่ไหนจะเข้ามาขโมยแค่อาหาร หล่อนก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าเด็กนี่กอดอาหารไว้เต็มเสื้อ ฉันว่าเด็กทำไปก็เพราะความหิว”

“ก็ไม่แน่หรอกนะคะ อาจจะแกล้งทำ แล้วก็เอ่อ...”

“หยุดพูดแบบนี้เสียทีเถอะ!”

“แหมอย่าเพิ่งโมโหสิคะ ก็แค่เตือนเท่านั้นคุณพี่ว่ายังไงน้องก็เห็นด้วยทั้งหมดนั่นแหละค่ะ”

น้ำเสียงของอรศรีอ่อนลง ยอมสงบปากสงบคำ เมื่อคุณหญิงวัยหกสิบมีอารมณ์ขุ่นเคืองชัดเจน

“เอาอย่างที่ฉันว่านะแม่บัว ดูแลเด็กให้ดี ๆ แล้วอย่าทำตกใจ ฉันจะออกไปดูหน้างานอีกสักประเดี๋ยวแล้วจะเข้ามาใหม่”

“ค่ะคุณท่าน”

คุณหญิงพูดกับนางบัวจบก็หันมาทางอรศรี หัวคิ้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังนั่งจ้องจับผิดเด็กน้อยไม่วางตา

“หล่อนไม่ออกไปดูแลแขกหรือแม่ศรี วันนี้วันเกิดลูกสาวนี่นะ แขกในงานส่วนใหญ่ก็แขกหล่อนทั้งนั้น”

“อ๋อ ออกไปสิคะไปค่ะ”

“ไปค่ะก็ลุกสิ มัวนั่งเสียเวลาอยู่ตรงนี้ทำไม”

“แฮะ ๆ ค่ะ”

อรศรียิ้มแหย ก่อนลุกเดินตามคุณหญิงอุไรออกไปรับแขก ในงานเลี้ยงส่งคุณหญิงอุไร โดยมีงานวันเกิดของลูกสาวคนเดียวพ่วงด้วย ซึ่งงานนี้ คุณหญิงอุไรเป็นฝ่ายออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งบ้านหลังนี้ที่ใช้เป็นสถานที่จัดงานก็บ้านของคุณหญิง

จริงอยู่ว่าหล่อนก็มีเงิน มีหน้ามีตาในสังคม แต่หล่อนไม่ได้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้เท่าคุณหญิงอุไร เมื่อผู้เป็นใหญ่หยิบยื่นหล่อนก็ต้องรับ และแน่นอน ว่าเงินของคุณหญิงอุไรหอมหวาน... หวานเสียจนอยากยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นสะใภ้ แม้สถานะที่เป็นอยู่ คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นญาติ แต่ถ้านับกันจริง ๆ ความเป็นพี่น้องของหล่อนก็ห่างไกลจากตระกูล ‘วริศรมณ์’ ของคุณหญิงอุไรมากนัก

‘ฉันไม่อยากบังคับจิตใจใครรอให้พวกเขาโตก่อนเถอะ ให้เด็ก ๆ ตัดสินใจกันเองว่าต้องการอะไร’

คำกล่าวของคุณหญิงอุไรครั้งที่หล่อนเกริ่นเรื่องการเกี่ยวดอง เสนอให้หมั้นบุตรสาวของหล่อนกับบุตรชายของท่าน ช่างขัดใจ แต่หล่อนก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่ารอ...รอให้เด็ก ๆ โตแล้วตัดสินใจเองตามที่คุณหญิงอุไรกล่าว

หล่อนต้องใจเย็นและรอคอย ไม่บุ่มบ่ามยัดเยียด แต่กระนั้น ก็ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชุบมือเปิบกับสมบัติที่หล่อนเฝ้ารอคอย แม้แค่จะเข้ามาใกล้ชิดก็ตาม หล่อนต้องป้องกันไว้สุดฤทธิ์ เพื่อผลประโยชน์ของบุตรสาว ที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ในตอนนี้



“นัท...ช่วยด้วย... ช่วยดาด้วย”

กรดายังคงพร่ำเพ้อเพราะพิษไข้ กับความทรงจำครั้งสุดท้ายคือเธอกำลังเผชิญอันตราย

“หนู...สบายตัวขึ้นแล้วใช่ไหม ปวดหัวหรือเปล่า” นางบัวชะโงกหน้าถาม และเงี่ยหูฟังคำตอบ แต่ก็ได้ยินเพียงเสียงพึมพำที่ไม่อาจจับใจความได้ “เอาล่ะ ๆ ลุกไม่ไหวก็อย่าเพิ่งลุกแล้วไม่คิดอะไรทั้งนั้น หนูนอนพักผ่อนก่อน เดี๋ยวป้าจะไปเอาข้าวเอายามาให้กิน อย่าฝืนเพิ่งลุกไปไหนล่ะ”

นางบัวบอกแล้วเดินออกไปพร้อมกะละมัง และผ้าขนหนูที่นำมาตัวให้เด็กน้อยที่มอมแมมจนดูไม่ได้

‘เสียงนั่น กำลังพูดกับเราหรือเปล่านะ เสียงของใคร...’

กรดาอยากเปิดเปลือกตามอง แต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังเห็นเพียงภาพลาง ๆ ที่มีรูปร่างคล้าย ป้าชื่นแต่เสียงที่ได้ยินไม่ใช่เสียงของป้าชื่น

หรือว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้น ‘ไม่นะ!’ เด็กน้อยรวบรวมกำลัง ยันกายลุกนั่งมองสิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ ตัวตอนนี้ไม่มีส่วนไหนที่เธอคุ้ยเคยเลย แน่แล้วว่าเธอยังติดอยู่ในบ้านหลังที่กำลังจัดงาน

“นัทช่วยด้วย กลับมารับดาด้วย”

เด็กหญิงร้องให้ช่วยเหลือ แต่ลำคอที่แห้งผาก เสียงที่เปล่งออกมา จึงมีแค่เธอที่ได้ยิน

กรดาลุกเดินสะเปะสะปะออกจากห้องที่ไม่คุ้ยเคย อาศัยเกาะไปตามโต๊ะ ตู้ที่อยู่ไม่ห่างมือ เธอต้องหนีออกจากที่นี่ก่อนจะถูกจับส่งตำรวจ นัทเคยบอกไว้ ว่าหากเธอถูกจับตัวไป

เราจะไม่ได้เจอกัน

เพล้ง!

“ว้าย ตายแล้ว! ” นางบัววิ่งหน้าตาตื่นออกจากห้องครัว วางข้าวของได้ก็รีบเข้ามาพยุงเด็กน้อยกลับมานอนที่เดิม “ป้าบอกแล้วไงว่าให้รออยู่ตรงนี้ พูดกันไม่รู้เรื่องหรือ”

“ไม่...จะกลับบ้าน หนูจะกลับบ้าน”

เธอบอกเสียงแหบแห้ง และเพราะวิงเวียนจนแทบทรงตัวไม่ได้ เด็กน้อยจึงยอมให้อีกฝ่ายช่วยพยุง

“จะกลับบ้านไปทั้ง ๆ มีสภาพแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าจะไปถึงบ้านรึ” นางบัวถอนหายใจ “มา ๆ กินข้าวกินยาให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเอายังไงก็ว่ากัน”

“หนูไม่อยากโดนตำรวจจับ”

น้ำเสียงสั่นเครือจนนางบัวนึกสงสาร ยิ่งเห็นเด็กน้อยเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ นางก็นึกใจอ่อน ทั้งที่ก่อนหน้ามีอคติกับการกระทำของเด็กน้อยอยู่นิดหน่อย

“ใจเย็น ๆ ไม่มีใครทำอะไรแบบนั้นหรอก”

บอกพลางนึกปลง กับท่าทางหวาดกลัวของคนตัวน้อย มันก็น่าอยู่หรอกที่เด็กจะกลัวจนงอแง ดู ๆ แล้วอายุอานามไม่ได้ห่างไกลจากเด็ก ๆ ที่บ้านนี้สักท่าไหร่ ถ้าจะมากน้อยกว่าก็คงไม่เกินสองสามปี มากกว่าอรอินทุ์ลูกคุณอรศรี และน้อยกว่านภนต์ลูกชายของคุณหญิงอุไร

“ไม่มีใครมาจับหรอก” นางบัวว่า

“ใช่ ไม่มีใครมาจับหรอก”

หญิงวัยกลางคน พลางเหลียวมองต้นตอของเสียง ก็เห็นเด็กสองคนเดินจูงมือเข้ามาหา

“คุณอร คุณนะ” นางเรียกตามความเคยชิน “เข้ามาเล่นรบกวนคนป่วยในนี้ไม่ได้นะคะ”

“เราเข้ามาเยี่ยมต่างหากล่ะป้าบัว” นภนต์ว่าขณะเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ กรดาโดยมีอรอินทร์ เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเดินตามมานั่งด้วย “ไม่มีตำรวจหรอกไม่ต้องกลัว”

“ไม่ต้องจับหรอก อินทุ์อยากให้พี่มาเล่นกับเรา” อรอินทุ์นึกอยากออกความเห็นบ้าง

“นั่นสิ มีเพื่อนเล่นเพิ่มอีกคนก็ดีเหมือนกันนะน้องอินทุ์ เดี๋ยวพี่จะไปขอคุณแม่เอง” นภนต์กล่าวเออออตามอรอินทุ์

“โอ๊ะ ๆ เดี๋ยวค่ะคุณนะ คุณอิน อย่าเพิ่งไปกวนคุณแม่ค่ะ” นางบัวรีบคว้ามือนภนต์เอาไว้ เมื่อเด็กชายเด้งตัวลุกจากเก้าอี้เตรียมวิ่งออกไปขออนุญาตคุณหญิงตามที่พูด

“แต่ผมจะไปบอกไม่ให้ตำรวจมาจับเอ่อ...เธอชื่ออะไรนะ”

กรดาเงยหน้ามองคนถาม ดวงตากลม ๆ เหลียวไปหานางบัว ผู้ที่เธอคิดว่าน่าจะสนิทที่สุด เห็นนางบัวพยักหน้าจึงกล้าที่จะตอบ “กรดา” แต่เสียงแหบแห้ง ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด

“ขอเรียกสั้นๆ ว่ากานนะ” นภนต์พูดเองเออเอง จากนั้นก็หันมาบอกนางบัว “ผมไปบอกคุณแม่แป๊บเดียวเองครับป้าบัว แค่แป๊บเดียว”

“ไม่ต้องค่ะ ไม่มีใครมาจับใครไปไหนทั้งนั้น ยัยหนูก็รีบกินข้าวกินยาซะ จะได้หายไข้ หายแล้วอยากจะทำอะไรก็ไม่มีใครห้าม”

“หนูจะกลับบ้านก็ได้ใช่ไหมจ๊ะ”

“ได้สิ อยากทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”

กรดายิ้มออกเมื่อมีความหวังว่าจะได้กลับไปหานัท เด็กหญิงหยิบช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องรีบคาย

“โอ๊ย!”

“โธ่เอ๊ย...ก่อนจะเอาเข้าปากก็เป่าเสียหน่อยสิ ป้าให้รีบกินแต่ไม่ได้ต้องเร่งขนาดนี้ก็ได้” นางบัวหัวเราะ อรอินทุ์กับนภนต์จึงหัวเราะตาม

“ข้าวยังร้อนอยู่นะครับป้าบัว” นภนต์บอกหลังเอามือจับก้นชาม

“ป้าเพิ่งทำออกมามันก็ร้อนน่ะสิคะ กินระวัง ๆ ก็แล้วกัน เป่าด้วยนะ”

“เดี๋ยวพี่ช่วยเป่า” นภนต์ขยับเข้าใกล้กรดา ก้มหน้าลงเป่าข้าวต้มในช้อนที่เด็กหญิงตักมาถือค้าง

“อินทุ์ช่วยด้วย”

อรอินทุ์ลุกมาทำแบบนภนต์บ้าง แรงเป่าของสองคนทำเอาข้าวต้มในช้อนกระเด็นกระดอนจนหายเกลี้ยง

“อ้าว...”

กรดาร้องอุทาน พลางมองนภนต์กับอรอินทุ์ที่เงยขึ้นมาสบสายตา และแล้วเด็กทั้งสามก็หัวเราะชอบใจ นางบัวส่ายหน้าแล้วอมยิ้มไปในตัว ขณะลุกหยิบผ้ามาเช็ดทำความสะอาดข้าวที่เด็ก ๆ ทำหกเรี่ยราด
....
5
3. มะยม / ฟีลิปดา / เขียนไว้ที่ปลายฟ้า บทนำ 1/2
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ พฤศจิกายน 25, 2020, 06:53:00 PM »


บทนำ



รถซาเล้งบรรทุกของเก่ามุ่งหน้าตรงเข้าวัดตามเวลาเดิม ๆ พร้อมเสียงดังก็องแก็ง ๆ ของกระป๋องและขวดที่เก็บมาก่อนหน้ากระทบกันดังตลอดทาง เป็นเสียงที่คุ้นชินสำหรับตามิ่ง ชายชราในวัยใกล้เจ็บสิบ กับเด็กชายหญิงที่กำลังเจริญเติบโตที่ต้องออกมาคุ้ยเขี่ยถังขยะหาของเก่าไปขายทุก ๆ วัน

“ตาจ๋า ทำไมวันนี้วัดมีคนเยอะจัง” เด็กหญิงวัยแปดขวบนั่งเบียดมากับของที่หาได้ร้องถามพลางยกมือปัดผมที่ปลิวมาปิดหน้าปิดตาออกเพื่อมองสิ่งที่ตนกำลังสนใจ “คนแต่งตัวสวย ๆ ทั้งนั้นเลยตา”

“เขากำลังแห่นาคเข้าวัดน่ะ” ตามิ่งตอบเสียงเรียบ ตามองไปที่เป้าหมาย ใบหน้ายับย่นยิ้มบาง ๆ กับขยะที่ล้นออกมานอกถังมีมากกว่าปกติหากวันไหนทางวัดมีการจัดงาน

“หนูอยากเห็น เราเข้าไปดูได้ไหมตา”

เสียงแจ้ว ๆ ยังคงถามต่อตามประสาคนขี้สงสัย แต่คำถามนี้สร้างความรำคาญให้กับคนที่มาด้วยอย่างนัท

“ไม่ต้องไปหรอก เสียเวลา”

“โถ้...” กรดาหันมาเบ้ปากใส่เด็กชาย ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังตามิ่ง “ไอ้พี่นัท ชอบขัดตลอด”

“อย่าทะเลาะกัน เขาก็แค่แห่นาคเข้าโบสถ์เฉย ๆ ไม่มีอะไรน่าดูหรอก”

“รีบไปเก็บขวดก่อนดีกว่าตา จะได้มีเวลาไปที่อื่นต่อ” นัทออกความเห็นอย่างไม่ใส่คนที่แลบลิ้นให้

เด็กหญิงก็แบบนี้ ขี้งอนแต่แค่แปบเดียวก็พูดเจื้อยแจ้วราวไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกัน

“แบบนี้ทุกที”

ตามิ่งหัวเราะใส่น้ำเสียงเง้างอนของหลานสาว

“เอาไว้เสร็จงานแล้วตาจะซื้อลูกอมให้กิน”

“เย้...”

“ฟันผุอย่างกับหนูแทะยังจะให้กินอีกหรือตา”

“เอ๊ะ!” เด็กหญิงหันมามองค้อนคนร้องขัด “เบื่อไอ้พี่นัท”

ตามิ่งหัวเราะพลางสอน “เบื่อกันไม่ได้นะ มีกันอยู่แค่นี้ต้องรักกันไว้”

“ก็ไอ้พี่นัทชอบแกล้ง ชอบขัดใจหนูตลอด”

“ไอ้นัทมันเป็นห่วงเอ็ง แต่มันพูดหวานไม่เป็นก็แบบนี้แหละ ไป ๆ รีบทำงานเถอะ เดี๋ยวคนอื่นจะมาเก็บเอาไปเสียหมด”

ตามิ่งสรุปแล้วพาเด็กทั้งสองตรงไปยังกองขยะที่หมายตา ไปถึงก็ต่างช่วยกันรื้อค้น เก็บข้าวของที่ขายได้จนหมดตามิ่งก็พาหลาน ๆ ขี่ซาเล้งกลับบ้าน เพื่อพักกินข้าวเช้าก่อนจะมาช่วยกันคัดแยกของเก่าไปขายให้ได้เงินมาใช้ในวันต่อ ๆ ไป อาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องสามชีวิตให้อยู่รอดมาได้หลายปี



มอเตอร์ไซค์ซาเล้งขี่มาจนถึงปากซอยทางเข้าบ้านเช่า ซึ่งเป็นห้องแถวไม้ที่เก่าทรุดโทรม ชายชราในวัยเกือบเจ็บสิบก็ต้องกระตุกคิ้ว แล้วเพ่งตามองเบื้องหน้า จนแน่ใจว่ารถเก๋งคันหรูที่จอดอยู่ตรงหน้าบ้านนางชื่นเป็นของใคร ตามิ่งก็ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่าย พร้อม ๆ กับชะลอความเร็วของรถเพื่อเลี้ยวจอดข้างทาง

“ตาจอดรถทำไม” นัทที่นั่งซ้อนท้ายชะโงกหน้าถาม แต่ชายชรากลับล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรสีแดง ๆ มายื่นให้

“เอ็งพาน้องไปซื้อกับข้าวก่อน อยากกินอะไรก็ซื้อมา”

“เรากินกับข้าวเก่าของเมื่อวานก็ได้นี่ตา เอาตังค์ไปซื้อยาดีกว่าไหม ตาปวดหลังอยู่ไม่ใช่เหรอ”

“เออน่า ไปซื้อกับข้าวมาเถอะ ตาจะไปรอที่บ้าน”

“ซื้อแถว ๆ นี้แล้วเข้าบ้านพร้อมกันดีกว่านะ” นัทพูดพลางมองหาร้านขายกับข้าว “นั่นไง ซื้อร้านข้าวแกงตรงนั้นก็ได้”

“ไม่เอา ๆ พาน้องเข้าไปหาดูในตลาดดีกว่า เผื่อน้องอยากกินอะไรแปลก ๆ จากเดิมก็ซื้อมา”

“แต่ว่า...”

“เอาอย่างที่ตาบอกนี่แหละ ไป ๆ ไอ้ดาลงมา ๆ ไปซื้อของกับพี่เขา แล้วอย่าวิ่งซนให้รถเฉี่ยวชนเอาซะล่ะ” ตามิ่งลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาหาหลานสาว

“ซื้อกับข้าวอะไรดีล่ะ” กรดาร้องถาม

“อะไรก็ได้ที่พวกเอ็งอยากกิน แต่เอ็งห้ามดื้อกับพี่เขานะ”

ตามิ่งดึงหลานสาวลงจากซาเล้ง มายืนบนฟุตบาธ

“มาสินัท พาน้องไปตลาด”

ตามิ่งเรียกคนที่ยังยืนมองตนด้วยสายตาที่ห่วงใย เสมือนเป็นตาหลานกันจริง ๆ อีกทั้งยังมีความรักความผูกพันมาให้มากมายทั้ง ๆ เด็กชายคือคนที่เพิ่งพามาอยู่ด้วยไม่กี่ปี อาจเพราะพบกันในวันที่เด็กน้อยกำลังลำบาก ไร้หนทางไปเพราะถูกผู้ใหญ่หลอกมาปล่อยทิ้งกลางทาง การยื่นมือเข้าช่วยวันนั้นคงทำให้นัทฝังใจ และกลายเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย และยังพึ่งพาได้อีกด้วย แต่นิสัยโดยรวม นัทก็ยังเป็นคนแข็งกระด้าง คงเพราะต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง และถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก

“ตาอยากได้อะไรไหม ผมจะได้ซื้อมาให้”

“เอาที่พวกเอ็งอยากกินก็แล้วกัน”

“งั้นผมจะรีบไป รีบกลับนะตา”

“ไม่ต้องรีบก็ได้ พาน้องเดินเล่นสักพักค่อยเข้าบ้าน แล้วอย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ”

“รู้แล้วล่ะน่า ตาบอกบ่อยจนผมท่องได้แล้วว่าไม่ชอบให้เป็นนักเลง ว่าพวกนักเลงนิสัยไม่ดียังไง”

“เออ ๆ รู้แล้วก็ไปซะ” ตามิ่งโบกมือไล่ “ไอ้ดา เอ็งก็อย่าดื้อกับพี่เขาน่ะ”

“จ๊ะตา ไปเดินเล่นในตลาดกันเถอะ”

กรดาฉุดแขนนัทให้ทำตามที่ตามิ่งบอก เด็กชายที่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มยังยืนมองตามหลังรถซาเล้งที่ขับออกไปด้วยความแปลกใจ ที่จู่ ๆ ชายชราผลักไสให้ไปตลาดทั้งที่เพิ่งขี่รถผ่านเมื่อกี้ก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

“มาสิไอ้พี่นัท เร็ว ๆ”

นัทเหลียวมองกรดา ก่อนยอมเดินตามแรงฉุดเพราะเสียงร้องเซ้าซี้ที่จนเขาชักจะเริ่มรำคาญ



เด็กทั้งสองเดินเลาะมาตามฟุตบาธ ผ่านอาคารพาณิชย์ที่ถูกปล่อยร้าง นัทก็ให้กรดานั่งรอ

“เค้าอยากเข้าไปตลาดด้วย” เด็กน้อยทำหน้างอง้ำ

“รอตรงนี้แหละ พี่จะรีบไปรีบกลับ” เขาไม่อยากให้กรดาเข้าไปในตลาดด้วย เพราะนอกจากจะอยากได้นั่นได้นี่ แล้วยังทำให้เสียเวลามากกว่าเดิม เพราะความอยากรู้อยากเห็น

“แต่ตาบอกให้ไปด้วยกันนี่”

“เถอะน่า พี่บอกให้รอก็รอสิ เดี๋ยวซื้อลูกอมมาฝาก”

“จริงนะ”

“อื้อ แต่รอตรงนี้ห้ามไปไหน”

“ก็ได้ ๆ คนอะไรเอาแต่สั่ง ๆ ๆ” เด็กหญิงเลิกเซ้าซี้ แต่นั่งบ่นปากขมุบขมิบ

นัทได้ยินแต่ไม่รับรู้ มุ่งเดินเข้าตลาดสดเพื่อซื้อหาอาหารกลับไปกินที่บ้านตามคำสั่งของตามิ่ง



“กลับไปซะ”

ตามิ่งไล่เสียงเขียว ไม่อยากแม้จะมองหน้าลูกสาวคนเดียวที่ทอดทิ้งหลานตนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่หลายปี

“พ่อไม่อยากเจอฉันก็ไม่เป็นไร แต่รับเงินนี่ไว้เถอะนะ หลานจะได้สบายมากกว่านี้”

“กูอยู่สุขสบายดี เงินสกปรกของมึงกูไม่อยากได้”

“โธ่พ่อ!”

กิ่งแก้วอ่อนใจกับทิฐิของบิดา ที่ไม่ยอมใจอ่อน ให้อภัยตนทั้ง ๆ ที่สำนึกผิดแล้วทุกอย่างแล้ว มาหาหลายครั้ง พ่อก็ไม่เคยให้เจอหน้าลูก จริงอยู่ว่าเธอทอดทิ้งลูกสาวอย่างไม่ไยดีตั้งแต่เด็กน้อยยังแบเบาะ แต่คราวนั้นเธอเพิ่งสิบแปด เป็นวัยรุ่นใจแตกที่เลือกเดินทางผิด คิดถึงแต่ความสนุก รักสบายจนทิ้งทุกอย่างได้แม้แต่ลูกตัวเองที่คลอดออกมาโดยไม่มีพ่อ แต่เวลามันผ่านมาตั้งแปดปีแล้ว

“ฉันอยากเจอลูกจริง ๆ นะพ่อ”

ตามิ่งหันมาขึงตาใส่ลูกสาว “อยากเจอทำไม เอ็งอยากให้ลูกมันรู้ว่ามันมีแม่เลว ๆ อย่างเอ็งหรือไง”

“ยังไงมันก็ลูกฉันนะ”

“เชอะ! ตอนนี้ทำเป็นนึกถึง เจอกันแล้วลูกขอตามไปอยู่ด้วยเอ็งจะว่าไง เคยคิดไหมว่าเด็กจะรู้สึกยังไงที่เจอแม่ แต่แม่ไม่มีปัญญาจะพาไปอยู่ด้วย จะมาสร้างปมปัญหาให้ลูกอีกทำไมหะ ไอ้ที่ผ่าน ๆ มายังทำร้ายจิตใจไม่พอหรือไง”

“พ่อ...”

เพราะถ้อยคำทิ่มแทงใจ ทำให้กิ่งแก้วหมดคำแก้ตัว เธอพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้เพราะชีวิตทุกวันนี้ยังกระท่อนกระแท่น มีเงินใช้ดังใจก็จริง แต่ต้องแลกกับการเป็นที่ระบายอารมณ์ของสามีที่ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีอารมณ์ร้าย ชอบทุบตีทำร้ายร่างกายเธอ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไม่กล้าพากรดาไปอยู่ด้วย อีกทั้งยังไม่กล้าให้สามีรู้ว่ามีลูกมาก่อนหน้า อีกทั้งกลัวว่าสามีอันธพาลจะหึงหวงละแวงกับอดีตของเธอจนตามรังควานพ่อและลูก หากเป็นแบบนั้นทำให้พ่อและกรดาอยู่ยากกว่าเดิม

แต่กระนั้นกิ่งแก้วก็ยังอยากจุลเจือครอบครัว อยากให้การเป็นอยู่ของพ่อและลูกดีขึ้น แต่พ่อก็ไม่ยอมรับ ไม่เข้าใจ ไม่ให้อภัยอะไรเลย

“ฉันแค่ขอเจอหน้าลูก ขอคุยกับลูกหน่อยไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ข้าไม่อยากเห็นหลานเสียน้ำตาเพราะแม่เลว ๆ อย่างเอ็ง ไป ๆ รีบไปก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

นางชื่น เพื่อนบ้านวัยกลางคนที่รับรู้เรื่องราวของตามิ่งอย่างดี รีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยก่อนที่จะทะเลาะกันบานปลาย

“ใจเย็น ๆ น่าพี่มิ่ง ลูกก็สำนึกผิดแล้ว พี่ยังจะกีดกันอีกทำไม”

“ข้าไม่ได้กีดกัน แต่ข้าไม่อยากเห็นหลานสาวต้องทุกข์ใจเพราะมีแม่ไม่สมประกอบอย่างมัน”

“เด็กมันยังเล็กคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง”

“ก็เพราะคิดแบบนี้ ผู้ใหญ่ถึงชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่อยากเลี้ยงก็ทิ้ง พอต้องการก็กลับมาหาหน้าด้าน ๆ เด็กมันก็เป็นคนนะ มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ามันลืมตาออกมาหายใจเฉย ๆ แล้วก็โตซะเมื่อไหร่ จะเข้าใจทุก ๆ อย่าง”

“มันก็จริง” นางชื่นเสียงอ่อน “แต่ฉันว่า...”

“พอเถอะชื่นอย่าไปเข้าข้างแม่อย่างนี้เลย นังกิ่ง...เอ็งมาทางไหนรีบไปทางนั้น ถ้ายังไม่เลิกตอแยข้ากับหลาน ข้าจะย้ายบ้านหนีไปอยู่ที่อื่น”

คำขู่ของตามิ่งได้ผล เพราะเคยทำแล้วหลายครั้งจนกิ่งแก้วไม่กล้าแข็งขืน ครั้งนั้นพ่อพาหลานสาวย้ายที่อยู่ กว่าจะตามหากันเจอก็เสียเวลาอยู่หลายปี แล้วหากครั้งนี้พ่อหนีไปในขณะที่อายุมากอย่างนี้ เธอกลัวว่ากว่าจะหากันเจอ พ่ออาจหมดลมหายใจไปเสียก่อน ทีนี้ล่ะ แม้แต่หน้าตาก็คงไม่มีโอกาสได้พบ

“ก็ได้ ๆ ฉันไม่ตอแยก็ได้ แต่พ่อรับเงินนี่ไปเถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้เด็ก ๆ กิน”

“ไม่เอาโว้ย”

ตามิ่งปาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ลูกสาวยัดใส่มือลงพื้น เพราะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาจากงานต่ำ ๆ ของเศรษฐีที่เห็นเมียเป็นแค่ของรองมือรองตีน

ชายชราหันมาทางเพื่อนบ้านแล้วกล่าวกำชับ “ห้ามบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ นะนังชื่น ถ้าเอ็งรักพวกมันก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

“จ้ะพี่”

คนกลางที่ไม่สามารถช่วยให้อะไร ๆ ดีขึ้นได้รับคำกับพ่อแล้วพยักพเยิดหน้าให้คนเป็นลูก ให้รีบกลับไปก่อนที่ตามิ่งจะอารมณ์เสียจนพาลย้ายบ้านหนีไปจริง ๆ



นัทถือเงินหนึ่งร้อยบาทเดินทั่วตลาด แต่เงินเพียงเท่านี้ เขาจึงซื้อแกงสำเร็จมาสองถุง ซื้อเสร็จก็รับกลับไปหากรดา แต่ระหว่างทางที่เดินผ่าน กลิ่นน้ำซุปจากร้านข้าวมันไก่โชยแตะจมูกหอมจนเด็กชายต้องหยุดมองไก่ค้มตัวเขื่องที่ห้อยเต็มตู้กระจก พอก้มดูเงินทอนที่มีอยู่ไม่กี่เหรียญในมือก็ถอนหายใจยาว เพราะนึกได้ว่าเด็กหญิงอยากกินข้าวมันไก่ หากซื้อแกงถุงเดียว เงินก็พอจะซื้อข้าวมันไก่ได้สักห่อ

ยืนมองไก่อยู่หน้าร้านอย่างชั่งใจ จนพักหนึ่งจึงเอ่ยถาม เผื่อจะต่อรองราคาลงได้ หรือแบ่งขายมาให้แค่นิด ๆ หน่อย ๆ พอกรดาได้กินแก้อยากก็ยังดี

“น้าครับ…”

ชายเจ้าของร้านที่กำลังสับไก่ใส่จานเงยหน้ามามองนัท สายตาดูแคลนจนคนถูกมองรู้สึกได้

“อะไร! เฮ้! ออกไป ไปไป๊! ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ ออกไปซะ”

“ข้าวมันไก่ขายยังไงครับ”

“เอ็งจะซื้อ หรือทำเป็นแกล้งถามแต่จริง ๆ ตั้งใจมาขอ โธ่เอ๊ย...ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ใช้กับกูไม่ได้หรอกโว้ย! โตจะตายห่ายังไม่รู้จักทำมาหากิน เดือดร้อนคนอื่นเขาไปทั่ว” ชายคนเดิมว่าใส่ก่อนโบกมือไล่จริงจังอีกครั้ง “ออกไป ๆ อย่ามายืนเกะกะ ไอ้ติง! ไอ้ติงโว้ย! มาลากไอ้เด็กขี้ขอออกไปห่าง ๆ หน้าร้านหน่อยสิ ปล่อยให้มายืนสกปรกอยู่ตรงนี้เดี๋ยวลูกค้ามาเห็นก็พากันหนีไปร้านอื่นหมดพอดี”

“ผมไม่ได้มาขอนะ”

เพล้ง!

“อ้าวเฮ้ย!”

เพราะโดนด่าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และอับอายจนมีอารมณ์โกรธ นัทจึงขว้างเงินเหรียญในมือใส่ตู้กระจก เศษแก้วกระเด็นกระดอนสร้างความเสียหาย

เจ้าของร้านร่างยักษ์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ชี้มีดอีโต้ใส่นัทแล้ววิ่งไล่ตามปากก็ร้องด่าไปตลอดทาง

“มาปาร้านกูทำไมวะ ไอ้เด็กเวรเอ้ย! ใครก็ได้ช่วยจับไอ้เด็กนี้ที มันเป็นอันธพาล ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเดือดร้อน เฮ้ยหยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้!”

นัทไม่ฟังเสียงเรียกเขาวิ่งหน้าตั้ง ทิ้งระยะห่างพอสมควรก็หาที่ซ่อนตัว พอเห็นชายเจ้าของร้านหยุดวิ่งไล่มาหอบหายใจอยู่ระหว่างทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวรเอ้ย...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!”

คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งเสียงด่าชูมีดในมือขึ้นหราพร้อมคำขู่ จากนั้นก็หันหลังเดินกลับไป คู่กรณีถอยแล้วนัทก็ออกจากที่ซ่อนเพื่อกลับไปหากรดา

ร่างผอมแกร็นเดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน เร่งเท้าก้าวไปพลางระบายลมหายใจผ่อนความความเหน็ดเหนื่อย

“อะ” ไปถึงก็ยัดถุงแกงใส่มือให้อีกฝ่าย

“แกงอีกแล้วเหรอ”

“ใช่! " นัทตะเบ็งเสียงก่อนกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาธ

“กินแต่แกงถุง จนหน้าจะเป็นกะทิแล้วเนี่ย”

“พูดมากน่า ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” เขาลุกยืนเพื่อแย่งของกลับคืนแต่เด็กหญิงเอาเบี่ยงหลบ

“เอาสิเอา แหม...พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ ขี้งอนจริง ๆ”

“ใครกันแน่ขี้งอน”

นัทนั่งลงตามเดิม สายตาขุ่นเคืองเหลือบมองใบหน้ามอมแมมของคนที่กำลังทรุดตัวตามลงมานั่งข้าง ๆ เด็กหญิงดึงถือถุงแกงชูขึ้นฟ้าพลางมองอย่างพิจารณา

“ก็ยังดีนะที่เป็นพะโล้ เค้าจองไข่นะ” กรดาหันมาบอกนัท แต่พอเห็นหน้าเด็กชายชัด ๆ ก็นิ่วหน้าร้องถาม “ไปซื้อของแค่นี้ ทำไมหน้าแดงขนาดนี้ เหนื่อยมากเลยเหรอ หรือว่าไปทำอะไรมา”

นัทยกมือผลักดวงหน้ากลมที่ขยับเข้ามาใกล้ เพื่อมองอย่างจับผิด

“ยุ่งน่า”

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” เขาว่าไปส่ง ๆ อย่างไม่อยากใส่ใจแววตาที่เอื้ออาทรของกรดา

“เอ้อ...” เด็กหญิงทำท่านึก “ไหนล่ะลูกอมเค้าน่ะ”

“ไม่มี..”

“อ้าว ทำไมแบบนี้ล่ะ โกหกนี่นา”

“อย่าเรื่องมากน่า กลับบ้านได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิ ไม่คิดจะซื้อลูกอมมาให้เค้าตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม โกหกให้เค้านั่งรอนี่นา”

นัทหันมาทำตาขวางใส่เด็กหญิง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพรวดพลาดลุกเดินหนี

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ...รอด้วย!” กรดาลุกวิ่งตามพลางร้องเรียก วิ่งจนถุงแกงกวัดแกว่งไปมา “ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธด้วยล่ะ ตัวเองนั่นแหละผิด โกหกแล้วยังจะอารมณ์เสียอีก”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว รำคาญ!”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอก อาการแบบนี้รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างหนัก แต่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย มาโมโหใส่ทำไม

“ไอ้พี่นัทบ้า”

เด็กน้อยร้องด่าขณะวิ่งไล่ตามให้ทัน

“ด่าพี่เหรอ!”

สายตาที่เขม้นมองมาดูน่ากลัวจนคนตัวน้อยเริ่มขยาด ต้องเลื่อนสายตาหลบลงมามองพื้นดิน แล้วบอกเสียงอ่อย

“ขอโทษ...”

นัทไม่สนใจความรู้สึกของคนที่พูดเสียงอ่อน เขาคว้าถุงแกงในมือเด็กหญิงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลัง

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ รอด้วย...”

นัทไม่สนใจคนที่ร้องเรียกอยู่ข้างหลัง เขาย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ จนถึงปากทางเข้าชุมชนแออัด ที่เต็มไปด้วยห้องเช่าราคาถูก ปลูกเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว กั้นแยกเป็นห้อง ๆ ติดเป็นแถวยาวเหยียด สภาพบ้านและบริเวณทรุดโทรมตกต่ำ ไม่ต่างจากรายรับของคนที่เข้ามาอาศัย

ก่อนจะเข้าซอยนัทเหลียวไปมองคนตัวน้อยที่ยังไล่ไม่ทัน คนที่ยังห่วงใยจึงชะลอฝีเท้าลง รอกระทั่งเด็กหญิงมาจจึงก้าวเดินต่อ แต่เกือบจะถึงที่พัก เด็กทั้งสองต้องชะงักแล้วหันมองตากัน

เพราะหน้าห้องเช่าของตนมีกลุ่มคนยืนรุมล้อมจนแทบมองไม่เห็นประตู

“พวกเขามุงดูอะไรกัน” กรดาเงยหน้ามาถาม

“ไม่รู้สิ”

นัทตอบขอไปที ก่อนนิ่วหน้ามองคนตัวเล็กที่เขย่งเท้ายืดตัวชะเง้อจนคอยาว เขาส่ายหน้าให้ความอยากรู้อยากเห็นของกรดา ก่อนพาร่างผอมโกรกเดินผ่าฝูงชน เพราะจะเข้าบ้านก็ต้องเดินผ่านจุดนี้

นัทแทรกตัวเข้าไปจนถึงด้านใน พร้อม ๆ เด็กหญิงก็ก้าวตามติด ๆ แต่พอไปถึง เด็กทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ตา!”

นัททิ้งถุงแกงที่ประคบประหงมมาตลอดทางลงพื้น ปรี่เข้าไปหาตามิ่ง จับร่างผอมแห้งที่นอนแน่นิ่งเขย่าไปมาพร้อมร้องเรียกเสียงสั่น

“ตาเป็นอะไร มานอนตรงนี้ทำไม ตื่นสิตา ตื่นมากินข้าวกัน นัทเอากับข้าวมาแล้วนะตา ลุกขึ้นมากินสิ ลุกขึ้นมา...กับข้าวล่ะดา ถุงกับข้าวอยู่ไหน” นัทกวาดตามองสิ่งที่ตนเพิ่งจะโยนทิ้ง “หยิบมาเร็ว ๆ ดาหยิบถุงแกงมาให้พี่ที”

ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาพากันมองหาถุงแกงที่ว่า “ไม่มีกับข้าวแล้ว ฮือ ๆ ถุงแกงแตกหมดแล้วไอ้พี่นัท ฮือ ๆ” กรดาร้องบอก จากนั้นก็ส่งเสียงโฮอย่างไม่สนสายตาของคนรอบข้างที่มองด้วยความเวทนา

กรดาซบหน้ากับอกตามิ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนนัทมองสำรวจคนที่นอนแน่นิ่ง จิตใจเศร้าหมองกับความจริงที่เกิดขึ้น

“ตื่นสิตา ลุกมากินข้าวด้วยกัน นัทรู้ว่าตาหิว ลุกมาสิ ลุกขึ้นมา ฮือ ๆ ตามิ่งตื่นซีตื่น...”

นัทเขย่าร่างของผู้เป็นตาจนสั่นคลอน นางชื่นทนดูต่อไม่ไหว จึงเข้ามาดึงเด็กชายให้ออกห่าง แต่เด็กน้อยสะบัดตัวไม่ยอมให้จับ จากนั้นก็ซบหน้าลงกับร่างที่ไร้วิณญาณ ร่ำร้องอย่างไม่คิดจะหยุดง่าย ๆ กรดาก็เช่นกัน

เสียงคร่ำครวญนี้สร้างความหดหู่ใจแก่ผู้ใหญ่ที่ยังรุมล้อม

“พอเถอะไอ้นัท... เขย่าเรียกไปตามิ่งก็ไม่ตื่นมาหรอก ตาของเอ็งน่ะตายแล้ว เอ็งต้องเข้มแข็งแล้วหันมาดูแลน้องของเอ็งนะ”

“ไม่จริง ตายังไม่ตาย ฮือ ๆ เมื่อเช้ายังคุยกับผมดี ๆ อยู่เลย”

“จู่ ๆ ตาเอ็งก็แน่นหน้าอกแล้วก็ล้มฟุบไปเลย ป้าว่าน่าจะหัวใจวายนะ”

“ใครมาทำอะไรตาหรือเปล่าป้าชื่น เห็นใครมาทำอะไรตาไหม”

“ไม่มี...ไม่มีใครทำอะไรตาเอ็งหรอก” นางชื่นตอบอึก ๆ อัก ๆ เพราะรับปากคนตายไว้ว่าจะไม่เล่าเรื่องกิ่งแก้วให้เด็ก ๆ ฟัง

“งั้นตาแค่เมา” นัทสรุปตามที่เคยเจอ “ตื่นซีตา ตื่นมากินข้าว ตาบอกให้นัทไปซื้อกับข้าวไม่ใช่เหรอ ตาก็ตื่นมากินซี่”

“ฮือ ๆ พี่นัท ตาจะไม่ตื่นมาคุยกับเราแล้วเหรอ”

คำถามที่มาพร้อมเสียงสะอื้น เรียกให้นัทมีสติ และเริ่มรู้ตัวว่าเขาต้องเข้มแข็ง เพราะหากอ่อนแอจะดูแลกรดาได้อย่างไร

“น้องดา...”

เด็กชายจับบ่าน้อย ๆ ดึงออกจากศพของตามิ่ง จ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาพลางบอกเสียงเครือ

“ตาตายแล้ว ตาจากเราไปแล้วนะดา...”

นัทต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง พยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ความเสียใจทำให้เด็กชายเก็บกดอารมณ์ได้ไม่นาน เขาปล่อยเสียงร้องโฮ พร้อมดึงร่างเด็กหญิงเข้ามากอด ยิ่งทำให้กรดาร้องไห้หนักกว่าเดิม

สุดท้าย ทั้งคู่ก็กอดคอกันร้องไห้อีกชุดใหญ่

6
      หลังการเจรจาสู่ขอผ่านไปในที่สุดกรวีร์ก็มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับว่าที่สามีของตัวเอง ตอนที่เขาบอกว่าจะกลับแล้ว เธอรีบเสนอตัวออกมาส่ง โดยที่คุณกัญญาได้แต่นั่งมองตาปริบๆ เพราะห้ามไม่ทันหรือห้ามทันลูกสาวก็คงไม่ฟัง

   หนุ่มสาวเดินเคียงคู่กัน ปวินท์ลดระยะก้าวเท้าให้สั้นลงเล็กน้อยเพื่อให้คนข้างๆ เดินตามทัน ดูเหมือนว่าลูกสาวเจ๊หวีจะยังไม่หมดข้อกังขาและเรื่องที่เธอยังค้างคาใจอยู่ก็ค่อนข้างเป็นส่วนตัวเสียด้วย ชายหนุ่มสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงเดินไปเรื่อยๆ รอคอยอย่างใจเย็น

   “นี่เสี่ย ไหนๆ เราก็จะร่วมหอลงโรงกันแล้ว เสี่ยไม่คิดจะถามชื่อหรือทำความรู้จักฉันอย่างเป็นทางการหน่อยเหรอ”

   “เธอคงไม่ได้ตามฉันมาเพื่อท้วงเรื่องนี้หรอกใช่ไหม...กีวี่” ปวินท์ยิ้ม เขาไม่จำเป็นต้องถามเพราะได้ยินเจ๊หวีเรียกชื่อลูกสาวบ่อยจนจำได้ขึ้นใจ ส่วนชื่อจริงเดี๋ยวตอนจดทะเบียนก็ได้รู้อยู่ดี ไม่เห็นต้องรีบร้อน “มีอะไรอยากถามก็ถามมาเถอะ”

   “เสี่ยจะตอบจริงดิ”

   “ขึ้นอยู่กับคำถามว่าตอบได้หรือเปล่า”

   “ฉันไม่ถามสมการพีทาโกรัสเสี่ยหรอกน่า รู้...ว่าคำนวนเก่ง” หญิงสาวก้าวไปยืนขวางหน้าทำให้ปวินท์ต้องหยุดเดินโดยอัตโนมัติ แล้วเธอก็โพล่งออกมา “เสี่ยต้องการเมียไปทำไม”

   “เอาไปส่งชิงโชคล่ะมั้ง” เสี่ยตอบกลั้วหัวเราะ แล้วย้อนถาม “เธอคิดว่าเป็นเพราะอะไรล่ะที่ทำให้ผู้ชายคนหนึ่งถึงอยากมีเมียขึ้นมา อย่าคิดซับซ้อนเลยน่า ฉันก็เป็นคนธรรมดาๆ ที่อยากจะมีครอบครัวเหมือนคนอื่น”

   “ท่าทางของเสี่ยมันไม่เหมือนคนอยากมีครอบครัวไงฉันถึงได้ถาม คนที่อยากสร้างครอบครัวเขาไม่เร่งแม่สื่อแบบเสี่ยหรอก มันร้อนรนเกินไป เหมือนต้องรีบใช้งาน”

   “อันที่จริงก็รีบใช้ในระดับหนึ่ง”

   “รีบใช้”

   “ก็ถ้าไม่มีเมีย ครอบครัวจะสมบูรณ์ได้ไงล่ะ” ปวินท์เห็นเธอขมวดคิ้ว “ทำไมหรือเกิดอยากเปลี่ยนใจขึ้นมาแล้ว”

   “ถ้าฉันเปลี่ยนใจขึ้นมาจริงๆ เสี่ยจะทำไง”

   “ไม่ใช่ฉัน แต่เป็นแม่เธอต่างหากที่ต้องทำ”

   ดวงตาที่เคยเป็นประกายขบขันบัดนี้สงบราบเรียบราวกับทะเลที่กำลังก่อคลื่นลมพร้อมโบกพัดพายุใหญ่ ไม่มีรอยยิ้มรื่นรมย์บนใบหน้าหล่อเหลาอีกแล้ว ช่างเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนเห็นหนาวยะเยือก

   “ถ้าไม่อยากเป็นเมียฉัน ก็หาเงินสามแสนมาคืนกันแค่นั้นเอง ฉันไม่เคยบังคับใจใคร เธอก็เห็นว่าฉันแฟร์แค่ไหน เธอยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจได้ ตราบใดที่เรายังไม่จดทะเบียนกัน”

   กรวีร์แกล้งถอนใจร้องเฮ้อออกมาดังๆ “ก็ถ้ามีเงินสามแสน ฉันคงไม่ต้องอุทิศตัวไปขัดดอกหรอกค่ะคุณว่าที่สามี”

   “งั้นควรจบเรื่องนี้ได้แล้ว ในเมื่อฉันให้เลือก เธอก็ยังเลือกฉันเหมือนเดิม”

   กรวีร์รู้สึกสะดุดหูกับคำพูดนั้น เธอเลือกเขาที่ไหนกันล่ะ “แหม...เสี่ยนี่ใจกว้างเนอะ ทำอย่างกับว่าฉันมีทางให้เลือกเยอะแยะ”

   ปวินท์เห็นหญิงสาวเม้มปาก เมินหน้าหนีไปทางอื่น เขาอยากรู้ว่าอะไรกันที่คนกล้าบ้าบิ่นอย่างลูกสาวเจ๊หวีเป็นกังวล ในเมื่อตอนที่คุยกันสามคนก็ดูมั่นใจมาก ต่อปากต่อคำไม่ลดละ

   “อะๆๆ งั้นเรามาแนะนำตัวกัน ฉันเริ่มก่อน” ชายหนุ่มแกล้งพาดแขนโอบไหล่ บังคับให้เธอเดินไปพร้อมกัน

   นี่เป็นครั้งแรกที่รอมาเนิ่นนาน เฮ้ย! ไม่ใช่สิ เป็นครั้งแรกที่ถูกเขาบุกเข้าถึงตัว กรวีร์สะดุ้งโหยง ตัวแข็งทื่อ ก้าวขาไม่ออก แต่วินาทีต่อมาก็ยอมโอนอ่อนเดินตามแรงรั้ง ปวินท์ยิ้มค่อนข้างพอใจกับปฏิกิริยาของเธอ ชายหนุ่มเริ่มต้นเล่า

   “ปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ คือชื่อ สกุลจริงของฉัน ใครๆ ก็เรียกฉันว่าเสี่ยไปป์ ซึ่งฉันไม่ซีเรียสหากเธอจะเรียกฉันว่าเสี่ยไปป์หรือพี่ไปป์ตามน้องสาวฉันก็ได้ แต่อย่าจิกหัวเรียกผัวว่าไอ้ไปป์ก็แล้วกัน เสี่ยขาแบบเมื่อกี้ก็ไม่เอานะ ถือว่าฉันขอ ได้ยินแล้ว...บรื๋อ ขนลุก”

   เสี่ยขาของกรวีร์แสร้งทำท่าแขยงแขงขน หญิงสาวอมยิ้มไม่พูดขัด เงียบฟังเขาเล่าต่อ

   “ฐานะและหน้าที่การงานของฉันมั่นคงพอเลี้ยงเมียให้อยู่สบายๆ ได้ เธอไม่ต้องไปหิ้วถังปูนตากแดดหัวแดงเป็นแรงงานต่างด้าว เหมือนสมัยที่แม่กับพ่อฉันบุกเบิกปองพลคอนสตัคชัน”

   “โห...เฮียปองเคยใช้เจ๊ปิ๋มหิ้วถังปูนด้วยเหรอ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาตาโต พอเห็นประกายขบขันในแววตาก็รู้ตัวว่าโดนเสี่ยบ้านี่แกล้งเข้าแล้ว

   “เปล่า ฉันพูดให้มันดูเวอร์ไปงั้นแหละ”

   “ฮื้อ...” กรวีร์ทำเสียงขัดใจ นึกอยากจะฟาดหน้ายิ้มๆ นั่นสักผัวะ

   “ไม่เอาน่า ฉันเห็นเธอเครียดๆ ก็เลยอยากให้ผ่อนคลาย เป็นเมียเสี่ยไปป์ต้องสดใสร่าเริง” ปวินท์ขยิบตาใส่ “ฉันดูแลปองพลคอนสตัคชันกับทัชพล เพื่อนรักที่ฉันไว้ใจมากที่สุด ไว้เจอกันแล้วจะแนะนำให้รู้จักนะ ปองพลคอนสตัคชันเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของครอบครัวเรา ฉันเป็นโรคกระเพาะมันเป็นๆ หายๆ น่ะ อย่างอื่นก็ถือว่าสุขภาพแข็งแรง ไม่เสี่ยงโรคติดต่อร้ายแรงหรือกามโรค ถ้าเผื่อเธอจะติดใจเรื่องนี้ก็สบายใจได้ ฉันค่อนข้างจะหวงแหนความเป็นชายในระดับหนึ่ง ฉันไม่เล่นการพนัน ไม่สูบบุหรี่ ส่วนเหล้ามีบ้างเวลาที่ต้องออกงานหรือวาระพิเศษ คร่าวๆ ก็มีเท่านี้ รายละเอียดอย่างอื่นคิดว่าเราน่าจะต้องค่อยๆ เรียนรู้ศึกษากันไป คราวนี้ตาเธอเล่าบ้าง”

   กรวีร์อ้าปากค้าง “ฉันเหรอ”

   “งั้นสิ”

   หญิงสาวพบว่าว่าที่สามีของเธอเป็นคนที่เบี่ยงประเด็นเก่ง เขาสามารถพาตัวเองก้าวออกจากจุดวิกฤตและพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายไล่ต้อนเธอแทน ถ้าจำไม่ผิดก็ไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งถามเขาหรอกเหรอว่าอยากมีเมียไปทำไม แต่เขาก็พูดโยกไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ หลบหลีกได้อย่างชาญฉลาดและกำลังจะล้วงความลับของเธอในขั้นต่อไป

   กรวีร์ค้อนขวับ เสี่ยคนนี้ร้ายกาจชะมัด แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือทุกครั้งที่เขาพูดถึงปองพลคอนสตัคชันน้ำเสียงของปวินท์เต็มไปด้วยความรักและภาคภูมิใจ

   “ฉันชื่อกรวีร์ ชื่อเล่นคุณก็รู้แล้วนี่ ฉันก็เหมือนๆ คุณนั่นแหละ ต่างแค่ตกงานกับร้อนเงินนิดหน่อยก็เท่านั้น ช่วงนี้ก็อาศัยกำไรจากการขายหม้อทอดออนไลน์ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว” กรวีร์จบประวัติส่วนตัวอย่างรวดเร็ว

   “แค่นี้”

   “อื้อ” เธอพยักหน้า “ฉันมันโลว์โพรไฟล์ จะเอาอะไรมาเล่าเยอะแยะแบบเสี่ยล่ะ”

   “มีแฟนไหม”

   “สวยๆ แบบนี้จะโกหกว่าไม่เคยมีก็กลัวบาป แต่เสี่ยสบายใจได้ เพราะแฟนเก่าฉันตอนนี้มีลูกสองคนแล้ว”

   “สวยๆ แบบนี้ ไม่น่าเชื่อว่ายังมีใครกล้าทิ้ง เธอก็ดูฉลาด ทำไมถึงเลือกผู้ชายโง่ๆ มาเป็นแฟน”

   กรวีร์หัวเราะคิกคักที่เขาเลียนแบบคำพูดของเธอ เสี่ยนี่ปากคอเราะร้ายใช่เล่น “ถ้าแฟนเก่าฉันฉลาด เสี่ยก็พลาดได้ฉันเป็นเมียนะสิ คือ...จะนินทาแฟนเก่ายังไงไม่ให้เราดูร้ายดีล่ะ เป็นเพราะว่าฉันจนเลยโดนทิ้ง ไม่มีใครอยากได้ลูกสาวช่างทำผมไปเชิดหน้าชูตาหรอก มันไม่ส่งเสริมหน้าที่การงานสักเท่าไร”

   กระแสเสียงประชดประชันทำให้ปวินท์ยิ้ม ความโสดของเธอทำให้เขาสบายใจ ส่วนเรื่องฐานะก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา

   “โชคดีที่ฉันฐานะมั่นคงแล้ว รับรองว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ จะไม่เป็นปัญหากับชีวิตคู่ของเรา และเพื่อความสะใจเล็กๆ ฉันอยากแนะนำว่าต่อไปถ้าเธอเจอใครที่คิดดูถูกลูกสาวช่างทำผมอีกละก็เชิดใส่คนพวกนั้นได้เลยเพราะว่าสามีของเธอรวยมาก”

   “ฉันชักจะชอบเสี่ยขึ้นมาแล้วสิ สามีรวยมาก”

   กรวีร์หัวเราะชอบใจ ก่อนจะยิ้มอวดฟันขาวสะอาดเรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม เออเนาะ เป็นเมียเสี่ยมันดีแบบนี้นี่เอง แถมเสี่ยของเธอยังโสด ไม่ต้องไปเป็นเมียเก็บ เมียลับให้เมียหลวงมาลวงสังหารด้วย

   “ฉันขออะไรเสี่ยอย่างหนึ่งได้ไหม”

   “หลายอย่างก็ได้”

   หญิงสาวไม่อาจเก็บรอยยิ้มพอใจในความใจป้ำของเขา แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องตกลงกันให้รู้เรื่อง

   “ตลอดเวลาที่ฉันยังเป็นเมียเสี่ยอยู่ ถ้าเสี่ยอยากมีเล็กมีน้อย เสี่ยบอกฉันนะ อย่าทำหลบๆ ซ่อนๆ ฉันจะหย่าให้...พร้อมเงินชดเชยจากเสี่ยอีกห้าแสน”

   “โธ่เอ๊ย นึกว่าจะใจกว้าง”

   “แหม...ก็คิดซะว่าเป็นค่าสึกหรอ”

   คำพูดของหญิงสาวทำให้ปวินท์กวาดตามองทั่วเรือนร่างอย่างมีความหมาย ดวงตาชายหนุ่มฉายแววเจ้าชู้กรุ้มกริ่มชนิดที่คนถูกมองต้องรีบผลักมือเขาออกจากไหล่แล้วขยับหนีออกไปยืนห่างๆ ทั้งคู่เดินกันมาถึงรถของเขาแล้ว

   “อย่าห่วงเลยฉันใช้ของถนอมมือ รับรองว่าเธอจะไม่สึกหรอเพราะฉันแน่นอน” ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆ ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการอำลา “หลับฝันดีนะครับว่าที่ภรรยา พรุ่งนี้เจอกันหน้าอำเภอ อย่าหลอกฉันไปรอเก้อล่ะ”

   พูดจบปวินท์ก็เปิดประตูขึ้นรถ ขับออกไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนมองสุดสายตา




   ปวินท์ออกจากบ้านเจ๊หวีก็ขับรถตรงไปยังโรงพยาบาลซึ่งใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที ปกติเลิกงานแล้วเขาก็จะมาเยี่ยมแม่กับน้องก่อนเข้าบ้าน แต่เพราะวันนี้เขามีธุระกับเจ๊หวีก็เลยมาดึกกว่าทุกวัน

   ประตูลิฟต์เลื่อนออกชายหนุ่มเดินตรงไปที่ห้องของแม่กับน้อง เคาะเบาๆ แล้วเปิดเข้าไป ในห้องมีทัชพลยืนเกาะเตียงของประภามนท์ ขณะที่เตียงของแม่มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งหันหลังให้ พอได้ยินเสียงเปิดประตูเธอก็หันมามอง

   ปวินท์ชะงักไปนิด ไม่คิดว่าจะเห็นคนรักเก่ามาเยี่ยมแม่กับน้อง ตั้งแต่นลินตัดสินใจคบหากับธนชิต เขาก็ไม่เคยเห็นเธอไปไหนมาไหนโดยปราศจากเงาลูกชายนายกเลย พอเห็นเธอฉายเดี่ยวแบบนี้ก็นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย

   “หลิน” ชายหนุ่มยิ้มทัก “มาคนเดียวเหรอครับ”

   “ค่ะ” เจ้าของชื่อยิ้มตอบกลับมาอย่างอ่อนหวาน “หลินมาเยี่ยมปาล์มกับป้าปิ๋ม เห็นพี่ทัชบอกว่าพี่ไปป์ไปธุระ”

   “อ๋อ...ครับ”

   “เรียบร้อยดีไหม” ทัชพลถาม ปวินท์พยักหน้าอย่างรู้กัน

   “นัดเซ็นสัญญากันพรุ่งนี้ แกคงต้องเข้าบริษัทไปประชุมแทนฉันช่วงเช้า”

   “อืม...ได้สิ ว่าแต่ไม่มีปัญหาเลยเหรอ”

   “ราบรื่นกว่าที่คิด” ปวินท์ยิ้มอย่างสบายใจพลางเดินเข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างเตียงแม่กับน้อง ชายหนุ่มจับมือแม่ขึ้นมาแนบแก้ม “วันนี้คุณนายปรารถนาอาการเป็นไงบ้างครับ”

   “อยากกลับบ้านแล้ว วันๆ เอาแต่นอนๆๆ น่าเบื่อ” คุณปรารถนาบ่นกับลูกชาย

   “ไม่เอาน่าแม่ รอให้หมอไล่ก่อนค่อยกลับ ขนาดปาล์มเกือบจะเป็นปกติแล้วหมอยังไม่ยอมให้กลับเลย”

   “เพราะพี่ไปป์สั่งหมอให้คุมตัวหนูกับแม่ไว้ต่างหาก”

   ปวินท์ยิ้มเฉยไม่ตอบ ที่ประภามนท์พูดมามันก็ใช่ อยู่โรงพยาบาลไม่ได้ไปไหน อึดอัดหน่อยแต่ก็ปลอดภัย ขืนได้กลับบ้านก็ต้องออกไปไหนมาไหนให้เป็นห่วงอีก รอให้เมียเขามาเบี่ยงความสนใจคนร้ายก่อน แม่กับปาล์มน่าจะขยับตัวทำอะไรได้ง่ายกว่าตอนนี้ที่ยังหน้าสิ่วหน้าขวาน

   “หลินมานานหรือยัง” ปวินท์ถามคนที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของเตียงแม่

   “นานแล้ว แม่ยังบอกให้กลับอยู่นี่ เดี๋ยวทางนู้นก็เป็นห่วง” ประภามนท์ตอบแทน

   “ตั้งแต่เกิดเรื่องหลินไม่เคยมาเยี่ยมป้าปิ๋มเลย มาแล้วก็อยากอยู่คุยด้วยนานๆ”

   “ไม่ได้หรอก” คุณปรารถนารีบขัดอดีตคนรักของลูกชาย “ครูมาอยู่นานๆ คนอื่นเขาจะว่าเอา วันหลังก็ชวนคุณชิตมาด้วยกันสิ จะอยู่นานเท่าไรป้าจะไม่ว่าเลย”

   “ช่วงนี้เขาไม่ค่อยว่างค่ะ” นลินสีหน้าไม่ดีนักเมื่อถูกถามถึงคนรักปัจจุบัน ครูสาวฝืนยิ้มและขอตัวกลับทันที “พี่ไปป์มาแล้วพี่ทัชก็มีเพื่อน งั้นหลินกลับก่อนดีกว่าค่ะ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่นะคะป้าปิ๋ม ปาล์ม”

   “จ้ะ ขอบใจมากนะที่ยังอุตส่าห์นึกถึงกัน” คุณปรารถนายิ้มส่ง รอให้ครูสาวออกไปพ้นจากห้องจึงระบายลมหายใจออกมายาวเหยียดจนประภามนท์ที่นอนอีกเตียงยังอดล้อไม่ได้

   “เมื่อก่อนไม่เห็นแม่อึดอัดกับครูหลินขนาดนี้”

   “ก็ตอนนั้นเขาคบกับพี่แก ไม่เหมือนตอนนี้ เขาไปเป็นลูกสะใภ้คนอื่นแล้ว ยิ่งเห็นหน้าแม่ก็ยิ่งเจ็บใจแทน ลูกชายแม่ก็ไม่ได้ด้อยกว่าลูกชายนายก” คนพูดใส่อารมณ์เป็นเดือดเป็นแค้น

   “คนไม่ใช่ทำยังไงมันก็ไม่ใช่นะแม่ ทำใจเถอะ” ลูกสาวปลอบ และลูกชายพยักหน้าเห็นด้วย

   “ไม่มีวาสนา ไม่อาจพานพบ ผมกับหลินคงทำบุญกันมาเท่านั้น เลยหมดวาสนาต่อกันง่ายๆ” พูดแล้วปวินท์ก็นึกแปลกใจที่เขาจดจำคำพูดของว่าที่ภรรยาได้อย่างแม่นยำ

   “แล้วแม่จะได้เจอผู้หญิงที่มีวาสนากับลูกชายของแม่วันไหน”

   ดวงตาของปวินท์อ่อนแสงลง นึกถึงภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่ไหว้ย่อจนเข่าติดพื้นแถมยังต่อปากต่อคำกับเขาอย่างไม่ยอมแพ้ กรวีร์ดูไม่น่าจะใกล้เคียงกับคำว่าวาสนาพามาเจอ แต่พอคิดถึงเธอขึ้นมาชายหนุ่มก็เผลอยิ้มกว้างตอบกลับแม่ไปอย่างไม่ลังเล

   “พรุ่งนี้ครับ”



เสี่ยแกน่าจะติดใจในตัวภรรยาอยู่บ้าง
แหม่ จำคำพูดได้เป๊ะขนาดนี้ โดนกีวี่ตกแบบไม่รู้ตัวหรือเปล่าคะเสี่ยยยยยย

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ จบแล้วค่อยเกลากันใหม่

7
5. มะนอแน่ / นฎานาฎ / แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 5 แรกพบสบตา<<<
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ พฤศจิกายน 21, 2020, 01:42:09 PM »
บทที่ 5 แรกพบสบตา




   หญิงสาวที่วิ่งพรวดพราดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มค้าง เรียกความสนใจให้ปวินท์ละสายตาจากรูปและหันไปมองเธออย่างสนใจ สองสายตาสบประสานกันไม่ยอมหลบ เขามองเห็นความงุนงงสงสัยและไม่ไว้ใจจากเธอ ชายหนุ่มหมุนกายกลับมายืนเผชิญหน้ากันอย่างเต็มตัว เธอคนนั้นเอียงคอมองเขาพร้อมนิ่วหน้าใส่

   “คุณเป็นใคร”

   “แล้วเธอล่ะเป็นใคร” เขาเห็นหัวคิ้วของหญิงสาวย่นเข้าหากันนิดหนึ่งก่อนคลายออก แล้วเธอก็เชิดหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม นิ้วเรียวชี้ลงพื้น ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

   “ฉันก็เป็นเจ้าของบ้านที่คุณกำลังยืนอยู่นี่ไง”

   “งั้นเหรอ”

   มุมปากปวินท์ยกขึ้นช้าๆ เขาไม่ได้ตระหนกตกใจกับสายตากล่าวหาของเธอเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด ดวงตาคมกวาดตามองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า มองทรวงสาวที่พุ่งดันเสื้อยืดสีขาวจนเด่นชัด มองกางเกงยีนขาเดฟสีซีดที่แนบกระชับเรียวขา ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋าเป้ ผมยาวถูกรวบขมวดเป็นจุกง่ายๆ กลางศีรษะ มีบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาเคลียลำคอระหง แต่ก็ไม่ได้ดูเกะกะน่ารำคาญตาจนเกินไปนัก ภาพรวมก็นับว่าเป็นผู้หญิงที่มองได้เพลินตาดี มีชีวิตชีวา คล่องแคล่วปราดเปรียวสมเป็นสาวสมัยใหม่ที่ไม่เกรงกลัวใครทั้งนั้น เขาไม่ต้องการให้เธอศิโรราบกราบกรานอะไร แต่ไอ้ท่าทางหยิ่งๆ ไว้ตัวนั้น มันน่าหมั่นไส้ไม่หยอก

   “เท่าที่ฉันรู้มา ถ้าแม่เธอทำตามเงื่อนไขที่ฉันต้องการไม่ได้ บางทีบ้านหลังนี้อาจจะต้องเปลี่ยนเจ้าของ”

   “อย่าบอกนะว่าคุณคือลูกชายเจ๊ปิ๋ม”

   “อื้อ...มีวิธีทักทายเจ้าหนี้ที่ดีกว่านี้ไหมล่ะ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วรอ

   ตุ้บ!

   กรวีร์ทิ้งกระเป๋าเป้ลงบนพื้นพร้อมฉีกยิ้มกว้างหวานจับใจ สองมือพนมไหว้ ย่อกายจนเข่าติดพื้นราวกับผู้ท้าชิงตำแหน่งนางนพมาศ

   “สวัสดีค่ะเสี่ยขา...”

   “อันนี้ก็นอบน้อมเกินไป ช่วยทำให้มันดูจริงใจหน่อยสิ” ปวินท์กอดอก หรี่ตามองรอยยิ้มแสแสร้งของเธออย่างรู้ทัน ซ่อนรอยยิ้มขบขันเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ลูกสาวเจ๊หวีนี่ก็บันเทิงดีแฮะ แค่รู้ว่าเขาเป็นเจ้าหนี้เปลี่ยนสีเร็วยิ่งกว่าจิ้งจก

   “แหม...ระดับเสี่ยจะทักทายธรรมดาได้ไงล่ะคะ นี่ถ้าไม่เกรงใจฉันจะนั่งลงคลานเข่าเข้าไปกราบแล้ว”

   “ฉันไม่ใช่พระประธานในโบสถ์”

   “รู้ค่ะว่าเสี่ยไม่ใช่พระ ไม่งั้นจะมาตะแง้วๆ เร่งให้แม่ฉันหาเมียให้หรอกเหรอ”

   “เธอรู้” คิ้วเข้มขมวดคิ้ว ปวินท์จับได้ทันทีว่าเจ๊หวีผิดคำพูด ไหนวันนั้นบอกจะรูดซิปปากเป็นอย่างดีไงล่ะ

   “รู้สิ แล้วนี่แม่ฉันหาเมียให้เสี่ยได้หรือยัง”

   ชายหนุ่มพยักหน้ามองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าหนักแน่นจริงจังดังเรียกความสนใจ ทำให้คนฟังสะดุดหู

   “คิดว่าได้แล้ว”

   ยังไม่ทันจะได้ฟาดปากกันต่อคุณกัญญาก็เดินถือแก้วน้ำออกมา ทันทีที่เห็นว่าใครเป็นใครดวงตาของแม่สื่อก็เบิกกว้างอย่างตกใจ ไม่คิดว่าคนที่คุยกับเสี่ยจะเป็นลูกสาวของตน ตอนแรกได้ยินเสียงยังนึกว่าเป็นคนที่นัดไว้ ทำไมกรวีร์ถึงโผล่มาตอนนี้

   “กะ...กีวี่มายังไงลูก”

   “ก็แม่ไม่ใช่เหรอที่บอกอยากเจอหนู อีกอย่างหนูก็ถือโอกาสมาดูหน้าเจ้าหนี้ของแม่ด้วยไง” แม้หญิงสาวพูดกับแม่ แต่สายตาไม่คลาดไปจากใบหน้าของชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่ยืนเด่นอยู่กลางห้องรับแขก

   “ฉันหล่อโดนใจเธอไหมล่ะ” ปวินท์เอ่ยถามหญิงสาวโดยที่รอยยิ้มยังคงไม่จางไปจากใบหน้า

   “อืม...ก็ถือว่าคุ้มกับค่าน้ำมันรถที่ฉันอุตส่าห์ดั้นด้นขับรถกลับมา” กรวีร์หยิบเป้ขึ้นมาสะพายแล้วเดินเข้าไปหาแม่ “เห็นเสี่ยบอกว่าแม่หาเมียให้เขาได้แล้ว แบบนี้หนูก็ไม่จำเป็นแล้วสิ”

   “แม่กิ่งอ้อมาถึงแล้วเหรอ” คุณกัญญาถามพลางมองหาคนที่นัดไว้ แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า สั่งเพียงว่า

   “เจ๊โทร.ไปยกเลิกคนที่นัดไว้ได้เลยนะ เพราะว่าผมเจอคนที่เหมาะจะเป็นมาเมียผมแล้ว”

   “สะ...สะ เสี่ยเจอใครที่ถูกใจแล้วเหรอคะ” เห็นสายตาเจ้าหนี้ที่มองลูกสาวแล้ว คุณกัญญานึกเสียววันหลังวาบๆ พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกว่าจะเค้นออกมาได้แต่ละคำก็แสนยากเย็น

   ปวินท์ทำปากบุ้ยใบ้ไปทางกรวีร์ แล้วว่า “ลูกสาวเจ๊ไหว้สวยดี แม่ผมคงจะชอบลูกสะใภ้มารยาทงามแบบนี้”

   “เสี่ย! เอ่อ...เจ๊ว่าค่อยๆ พูดจากันดีกว่า ถ้าเมื่อกี้ลูกสาวเจ๊ล่วงเกินอะไรเสี่ยไป เจ๊ขอโทษแทนลูกด้วย ลูกสาวกระโดกกระเดกไปหน่อย อย่าถือสาเลยนะ เสี่ยอย่าเพิ่งใจร้อนด่วนสรุป กินน้ำกินท่าให้ใจร่มๆ อีกสักประเดี๋ยวแม่กิ่งอ้อก็คงจะมาถึง” คุณกัญญาเอ่ยตะกุตะกัก ใบหน้าซีดเผือด แต่ยังพยายามประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้มันแย่ลงกว่าเก่า ในใจเฝ้าภาวนาให้คนที่นัดไว้มาถึงไวๆ ดูจากสายตาเสี่ยไปป์กับลูกสาวของตัวเองที่ต่างคนต่างจ้องไม่มีใครยอมใคร ทรงนี้เสี่ยน่าจะขอกีวี่ไปซ้อมมากกว่าจะเอาไปทำเมีย

   “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วแม่ก็อย่าขัดใจเสี่ยเลย หนูก็ไม่ได้ติดขัดอะไร แถมยังว่างงานพอดี” คำพูดของกรวีร์ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เสี่ยหนุ่มมองเธอยิ้มๆ

   “รู้ใช่ไหมว่าฉันให้แม่เธอหาคนไปทำอะไร” ปวินท์ถามย้ำเพื่อความมั่นใจพร้อมส่งสายตาท้าทายยั่วเย้าไปทางหญิงสาว เขาชอบอาการเลิกคิ้วสูงกับแววตามุ่งมั่นไม่ยอมอ่อนข้อของเธอชะมัด

   “แล้วฉันเหมือนอะไรที่เสี่ยต้องการหรือเปล่าล่ะ”

   “ก็ตรงสเปกประมาณสามในสี่ส่วน ถือว่าพอใช้แก้ขัดไปก่อนได้” ปวินท์ลูบคางพิจารณา ก่อนจะถามหญิงสาวว่า “สนใจอยากเป็นเมียฉันไหมล่ะ”

   “ก็ถือว่าเป็นคำขอแต่งงานที่ฟังดูฮาร์ดคอดี เอาสิ เป็นก็เป็นไม่เห็นจะยาก กำลังอยากได้เสี่ยเลี้ยงพอดี”

   “กีวี่! นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดล้อเล่นกันนะ แม่เตรียมผู้หญิงไว้ให้เสี่ยแล้ว”

   หนุ่มสาวตกลงกันได้ แต่คนที่เดือดเนื้อร้อนใจกลับเป็นคุณกัญญา เพราะรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ จึงรีบหันไปดุลูกสาว
จับแขนเขย่าเรียกสติ

   “ไม่เอาน่า...แม่”

   มาถึงขั้นนี้กรวีร์ไม่ยอมถอยแน่ เธอไม่รู้หรอกว่าแท้จริงแล้วเสี่ยนี่ต้องการเมียไปทำอะไร แต่ถ้าเขาอยากได้เธอ เขาก็ต้องเตรียมตัวรับผลที่จะตามมาด้วย คนอย่างเธอกล้าได้กล้าเสีย ลองเป็นเมียเสี่ยสักทีน่าตื่นเต้นดีเหมือนกัน มันก็ใช่ว่าเธอจะเสียประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวที่ไหน เขาได้เมียส่วนเธอได้ใช้หนี้ให้แม่ วินๆ ทั้งสองฝ่าย

   “หนูไม่ได้ล้อเล่นสักหน่อย แม่ก็เห็นว่าเสี่ยกับหนูเข้ากันได้ดีแค่ไหน ไม่มีวาสนาไม่อาจพานพบ เบื้องบนคงกำหนดมาแล้ว แม่ก็อย่าทำให้ฟ้าผิดหวังเลยนะ ดูท่าหนูนี่แหละน่าจะเป็นคนที่ฟ้าส่งมาให้เสี่ย” หญิงสาวเลื่อนสายตาไปยังว่าที่สามีแล้วฉีกยิ้มกว้าง “คราวนี้เราก็มาตกลงเรื่องสินสอดดีกันดีกว่า”

   “เอาสิ ไหนๆ ฟ้าก็เป็นใจให้เรามาเจอ เธอคิดว่าจะเรียกสินสอดฉันสักเท่าไรดีล่ะ ต้องบอกก่อนนะว่าเราคงจะยังไม่จัดงานแต่งงานกันในเร็วๆ นี้ เพราะแม่กับน้องฉันยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล มันคงไม่สะดวกนัก แต่ฉันสัญญาว่าจะทำให้คนทั้งจังหวัดรับรู้ว่าเธอคือเมียฉัน”

   “แค่ไม่ให้ใครนินทาแม่ฉันว่าลูกสาวหนีตามผู้ชายไป ฉันก็โอเคตามนั้น เสี่ยจัดการได้เลย ส่วนเรื่องสินสอด” กรวีร์หยุดเพื่อหันไปมองเจ๊หวีที่เอาแต่ส่ายหน้าส่งสายตาห้าม หญิงสาวยิ้มปลอบพลางวางมือทาบลงไปบนมือของแม่ที่ยังเกาะแขนเธออยู่ กรวีร์ตัดสินใจบอกกับสามีในอนาคตอันใกล้อย่างตรงไปตรงมา “ฉันรู้ว่าเสี่ยไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่บังเอิญว่าฉันกับแม่เดือดร้อนมาก”

   “แจ้งยอดมาได้เลย”

   “อืม...อย่างน้อยว่าที่สามีหนูก็สปอร์ตนะแม่ ไปค่ะ ไปนั่งสวยๆ เรียกค่าตัวหนูดีกว่า” กรวีร์โอบเอวพาแม่ไปนั่งเป็นประธาน “เชิญนั่งค่ะเสี่ย”

   ทั้งสามนั่งเผชิญหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ยากเกินจะบรรยาย ความเงียบครอบคลุมห้องกว้าง ความเคร่งเครียดครอบงำจิตใจ มีเพียงไอน้ำเม็ดเล็กๆ ที่เกาะพราวข้างแก้วเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวไหลลงสู่เบื้องล่างจนเปียกชื้นเป็นวง

   หากจะมีการทาบทามสู่ขอที่ลำบากใจที่สุดในชีวิตของแม่สื่อมือทองก็เห็นจะเป็นครั้งนี้ องค์ประธานอย่างเจ๊หวีเหมือนนั่งอยู่บนปากเหว จะยิ้มก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิง ครั้นจะห้ามลูกสาวก็ดูว่าเรื่องราวมันข้ามขั้นมาไกลเกินถอยหลังกลับ เสี่ยไปป์ไม่ยอมให้กีวี่ถอนตัวแน่

   “อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิแม่ หนูกำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝา ได้สามีที่ฟ้าประทานมาให้ ไม่ใช่จะไปรบราฆ่าฟันกับใครสักหน่อย”

   กรวีร์ปลอบใจแม่ เธอเองก็ไม่ได้มั่นอกมั่นใจอย่างที่แสดงออกมานักหรอก ต่อให้จิตแข็งสักแค่ไหนก็ต้องหวั่นไหวกันบ้าง เธอกำลังจะต้องพลีกายใช้หนี้แทนแม่ โถ...นี่มันชีวิตรันทดของนางเอกนิยายชัดๆ ถึงมันเป็นการตัดสินใจชั่ววูบและบ้าระห่ำ แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยล้างหนี้ของแม่ได้อย่างหมดจด เธอหวังว่าแม่จะเข็ดและไม่ก่อหนี้สินใหม่อีก

   สุดท้ายแล้วกรวีร์อยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียนเตือนสติแม่ จะรักใครชอบใครเธอไม่เคยว่าแต่อย่าไปทุ่มเทเปย์หมดหน้าตักจนตัวเองต้องเดือดร้อน มันไม่ใช่แค่แม่คนเดียวแต่ความเดือนร้อนนั้นมันลามมาถึงเธอด้วย ความรักบางครั้งต้องมีขอบเขต แม่จะต้องพึงระลึกไว้เสมอ เป็นเพราะน้ำพริกสามพันกระปุกนั่นทำให้ลูกสาวคนเดียวต้องยอมแลกความสุข ตกเป็นเมียขัดดอกของเสี่ยคนหนึ่ง หูย...ขนลุก! คิดแล้วน้ำเน่าชะมัด

   ถ้าหากไม่มีหนี้สามแสนทุกอย่างก็จะไม่เป็นแบบนี้ กรวีร์จะยังคงไลฟ์ขายหม้อสวยๆ ในโลกออนไลน์ ไม่ต้องกลับมาพลีกายใช้หนี้ ในเมื่อเธอเตือนดีๆ แล้วแม่ไม่หยุดเปย์อีกระต่ายผีนั่นสักที เธอก็ต้องเลือกใช้วิธีรุนแรงเชือดตัวเองให้แม่ดูแบบนี้แหละ

   หลังจากนี้เธอก็ต้องจับเข่าคุยกับว่าที่สามี ไอ้เรื่องจะเปลื้องผ้าเดินขึ้นเตียงน่ะไม่มีในหัวสักกะนิด กรวีร์ต้องจัดการปัญหานี้เพื่อความชัดเจนในชีวิต เธอไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจู่ๆ เสี่ยก็อยากมีเมียโดยไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง เธอกับเขาต้องเคลียร์กันแน่ รอให้อยู่กันตามลำพังก่อนเถอะ แม่จะเค้นให้คายความลับออกมาให้หมด ไอ้เรื่องสกิลความเผือกน่ะบอกเลยว่ากีวี่ไม่เป็นรองใคร

   กรวีร์กระแอมกระไอทำลายความเงียบด้วยการมุ่งประเด็นเข้าสู่ใจความสำคัญ “เรื่องค่าสินสอด”

   “กีวี่...แม่ว่า”

   “ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะครับเจ๊ เขามีสิทธิ์เลือกเท่าๆ กับผม”

   “จะเป็นไรไหมคะถ้าฉันขอให้เสี่ยยกหนี้ทั้งหมดให้แม่”

   “หนี้สามแสนนั่นน่ะเหรอ ได้สิ หลังจากเราจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้วฉันจะคืนสัญญาเงินกู้ให้”

   “เอ๊ะ! เราต้องจดทะเบียนกันด้วยเหรอ” เจอเงื่อนไขนี้ทำกรวีร์อึ้งไปเหมือนกัน อะไรที่ต้องผูกพันด้วยกฎหมาย ตอนจบมันมักจะจบไม่ง่ายอย่างใจนึก

   “เราไม่ได้จัดงานแต่ง ถ้าไม่จดทะเบียนกันให้ถูกต้อง เธอกับแม่คงเป็นขี้ปากชาวบ้านให้นินทากันสนุกซึ่งฉันไม่ชอบให้ใครมาว่าเมียกับแม่ยายของตัวเองลับหลัง และหลังจากเธอกลายเป็นสะใภ้ปรานต์ปราณนต์อย่างสมบูรณ์แล้ว ฉันจะจ่ายค่าน้ำนมที่เจ๊หวีเลี้ยงดูเธอมาอย่างดีอีกสองแสน หากวันใดวันหนึ่งที่เราหมดวาสนาต้องจบความสัมพันธ์กัน ฉันจะไม่ให้เธอเดินออกมาจากบ้านตัวเปล่า เธอจะได้เงินมาตั้งต้นชีวิตใหม่อีกห้าแสน”

   “ฉันจดแล้วหย่าเลยได้ไหม ห้าแสนเหนาะๆ”

   “ตลกมากไหม” ปวินท์ย้อนถามเสียงเครียด กรวีร์ยักไหลยิ้มกว้าง

   “ผ่อนคลายหน่อยเสี่ย เมียก็อยู่นี่ ไม่ได้หนีไปไหน ขำๆ น่า”

   ขณะที่ลูกสาวกับว่าที่ลูกเขยถกเถียงกัน เจ๊หวีกลับนั่งพึมพำนับนิ้วตามจำนวนเงินที่ปวินท์บอก แล้วรีบเอามือปิดปาก เบิกตากว้างมองว่าที่ลูกเขยตาไม่กะพริบ

   “หนี้สาม สินสอดสอง ขวัญถุงอีกห้า รวมแล้วหนึ่งล้าน!”

   “ตกใจอะไรละแม่ สองรายการหลังนี่เสี่ยเต็มใจเปย์ให้โดยที่หนูไม่ได้ร้องขอเลยนะ”

   “มันอาจจะฉุกละหุกไปหน่อย แต่ผมก็อยากให้แฟร์ๆ กันตั้งแต่ต้น ผมไม่คิดเอาเปรียบเจ๊หวีกับลูกสาว ถ้าเธอตกลงตามนี้และเจ๊ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้เช้าเก้าโมงตรง เราไปเจอกันที่หน้าอำเภอ”

   กรวีร์มองผู้ชายตรงหน้าอย่างทึ่งจัด หลงคิดว่าตัวเองร้อนเงินจนหน้ามืดอยู่คนเดียว ที่ไหนได้ล่ะเสี่ยนี่ก็วอนท์เมียจนใจจะขาดเหมือนกัน เขาพร้อมขนาดที่จัดสรรปันส่วนเงินไว้หมดแล้ว คิดเผื่อไปถึงชีวิตหลังการหย่าร้างซะด้วย แหม...เล่นเปย์ไม่อั้นอย่างนี้แล้วจะไม่ให้เธอสงสัยได้ไง

   ช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจมาถึง หัวใจของกรวีร์เต้นระทึกราวกับมีมือกลองมานั่งกระหน่ำตีอยู่ข้างในนั้น เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่พอคิดถึงค่าตอบแทนหักกลบลบหนี้กันแล้วก็ถือว่าคุ้มแหละ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกยาวรวบรวมพลัง

   “ตกลง พรุ่งนี้เจอกันหน้าอำเภอ”

   กรวีร์สบตากับปวินท์ ดวงตาของเขาราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่าง มันมีทั้งความท้าทาย ยั่วเย้าและอันตรายซุกซ่อนอยู่ ไม่ว่าเสี่ยคนนี้จะมีอะไรปกปิดไว้ เธอก็คงจะได้รู้ความจริงภายในเร็ววันนี้แหละ

   “ลูกสาวเจ๊หวีไม่ทำให้ผมผิดหวังจริงๆ” ชายหนุ่มออกปากชมด้วยรอยยิ้มพร่างพราว

   “เจ้าหนี้ของแม่ก็ไม่ทำให้ฉันผิดหวังเหมือนกัน”


8
บทที่ 4 หาเมียให้ผม




   ปวินท์เลือกที่จะไปหาเจ๊หวีที่บ้านมากกว่าคุยธุระสำคัญที่ร้านเสริมสวยของอีกฝ่าย ร้านเสริมสวยก็เหมือนศูนย์รวมความพลุกพล่าน เขาไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้มากนัก และอยากให้เจ๊หวีแสวงหาผู้หญิงที่ตรงตามความต้องการเขามากที่สุด

   และทันทีที่เห็นว่าใครมาหา เจ๊หวีก็ตกใจหน้าซีดเสียยิ่งกว่าเห็นผีรีบเชื้อเชิญชายหนุ่มทั้งสองเข้ามานั่งด้านใน ปวินท์เดินตามคำเชิญเจ้าของบ้าน ทัชพลเดินรั้งท้าย

   บ้านของเจ๊หวีไม่ใหญ่มาก เป็นบ้านสองชั้นข้างบนเป็นไม้ ชั้นล่างก่อปูน ภายนอกปลูกดอกไม้ต้นไม้ร่มรื่นมาก ปวินท์คิดว่าเจ๊หวีคนนี้คงจะชื่นชอบดอกยี่โถมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มักมีต้นยี่โถคอยปลูกแทรกคู่กับต้นไม้ชนิดอื่น

   “เสี่ยกับคุณทัช นะ...นั่งก่อนนะ เดี๋ยวเจ๊จะไปหาน้ำมาให้”

   ปวินท์ไม่ทันจะห้ามเจ๊หวีก็เดินตัวปลิวหายเข้าไปด้านในแล้ว ชายหนุ่มสบตากับทัชพล ฝ่ายนั้นกำลังนั่งมองเขาอยู่ยิ้มๆ

   “อะไร” ปวินท์ถาม

   “ฉันว่าเจ๊หวีต้องคิดว่าเรามาทวงหนี้แหง ถึงได้ลุกลี้ลุกลนอย่างนั้น”

   “คิดจะทวงอยู่เหมือนกัน เผื่อแกจะได้มีแรงกระตุ้นเร่งหาเมียให้ฉันไวๆ”

   “จะเอาอย่างนี้จริงๆ เหรอ” ทัชพลไม่มีทางอื่น แต่ก็ไม่คิดว่าการมีเมียแบบปุบปับของปวินท์จะเป็นทางออกที่ดี

   “อือ...มันไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วนี่”

   “ก็ใช่แหละ” ทัชพลแกล้งถอนใจ “แต่ฉันยังไม่ทันเตรียมตัวเตรียมใจต้อนรับเพื่อนสะใภ้คนใหม่เลย”

   “หน้าฉันบอกว่าพร้อมมากงั้นสิ แกแค่เตรียมใจเจอเพื่อนสะใภ้ ฉันนี่ต้องเตรียมใจมีเมีย คิดว่าฉันหรือแกที่ควรตื่นเต้นมากกว่ากัน” ปวินท์ไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เขาไม่เคยอับจนหนทางขนาดนี้ แต่เพื่อล่อคนร้ายออกมาต่อให้ต้องเอาตัวเข้าแลกเขาก็ยอม

   ทัชพลหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ก่อนจะเม้มปากปิดสนิท เมื่อปวินท์มองมาตาเขียวปัด “ขอโทษที ขำดังไปหน่อย”

   “ฉันไม่ตลกนะโว้ย ชีวิตแม่ฉัน น้องฉันจะเป็นยังไง ถ้าเรายังหาตัวคนร้ายไม่ได้”

   คำพูดนั้นทำให้หน้าเกลื่อนยิ้มของทัชพลขรึมลง ก็จริงอย่างที่ปวินท์พูด ตราบใดที่คนร้ายยังลอยนวลคุณปรารถนากับประภามนท์ก็ยังคงตกอยู่ในอันตราย เพราะฉะนั้นเขาควรสนับสนุนให้เจ๊หวีหาเมียให้ปวินท์ได้ไวๆ คราวนี้จะได้วางแผนล่อคนร้ายให้ออกมา

   “มาแล้วค่า...” เจ๊หวีเสียงหวานมาแต่ไกล น้ำแดงเย็นชื่นใจสองแก้ววางลงตรงหน้าหนุ่มๆ ทั้งสอง “มัวช้าเพราะเจ๊หาที่เปิดขวดโซดาไม่เจอ แก่แล้วก็หลงๆ ลืมๆ แบบนี้ เสี่ยกับคุณทัชลองชิมน้ำแดงโซดาฝีมือเจ๊ดูสิคะ”

   “อันที่จริงไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ” ทัชพลบอกอย่างเกรงใจ

   “ไม่จ้ะ ไม่ลำบากเลย”

   ปวินท์ดื่มน้ำแดงโซดาของเจ๊หวี แล้วก็บังเอิญเหลือบไปเห็นน้ำแดงแบบเดียวกันบนหิ้งแม่นางกวัก ชายหนุ่มสำลักน้ำที่กำลังดื่มทันที นี่เจ๊หวีเห็นเขากับทัชพลเป็นรักยมหรือไง

   “เสี่ยเป็นไงบ้างคะ เจ๊ชงหวานไปเหรอ เดี๋ยวๆ รอเดี๋ยว เจ๊ไปเอาน้ำเปล่าให้” ทัชพลตบหลังเพื่อนที่ไอโขลกไม่หยุด ขณะที่เจ๊หวีรีบผละไปหาน้ำ

   รอบนี้เจ๊หวีกลับมาไวเพราะไม่ต้องเสียเวลาชงเหมือนน้ำแดงโซดา ปวินท์ยกขวดน้ำดื่มอักๆ ขับไล่ความหวานแสบคอ ไม่นานก็เริ่มหายใจคล่องขึ้นแม้ว่าปลายจมูกกับดวงตายังคงแดงอยู่

   “ผมดีขึ้นแล้วครับ ปกติไม่ค่อยได้กินหวานเท่าไร” ชายหนุ่มแก้เก้อ ก่อนกระแอมกระไอเตรียมเข้าประเด็น “ที่มาวันนี้”

   “เสี่ยมาทวงหนี้แทนเจ๊ปิ๋มใช่ไหม เจ๊รู้ว่าค้างจ่ายไว้หลายวันแล้ว แต่เจ๊ขอผัดไปอีกสักสองสามวันได้ไหม ลูกสาวเจ๊กำลังจะกลับมาคิดว่าน่าจะได้เงินมาให้พอจ่ายที่ค้างน่ะค่ะ” คุณกัญญาร่ายยาวขอความเห็นใจ

   “เรื่องหนี้ของแม่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมมาหาเจ๊ แต่ว่า” ปวินท์เม้มปากลังเลชั่วขณะ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจพูด “ที่มาวันนี้ผมมีอีกเรื่องที่อยากให้เจ๊หวีช่วย”

   “ช่วย” เจ๊หวีทวนคำพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย “เสี่ยอยากให้เจ๊ช่วยเรื่องอะไรเหรอ”

   “ผมอยากได้ผู้หญิงสักคน”

   “หือ” เจ๊หวีครางในลำคอ มองหน้าชายหนุ่มเขม็ง

   “ครับ ผมอยากได้ผู้หญิงสักคน” ปวินท์พยักยืนยันเสียงหนักแน่น

   “เอ่อ แล้วเสี่ย...อยากได้ผู้หญิงไปทำอะไรคะ” เจ๊หวีงงขั้นสุด

   ทัชพลรีบหันหน้าไปทางอื่น ก่อนที่จะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ต่างจากปวินท์ที่มีสีหน้าเข้มขึ้นไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธหรือเขินที่ต้องมาขอเมียกับเจ๊หวีแบบนี้

   “ผมรู้ว่าเจ๊เชี่ยวชาญด้านนี้ ผมต้องการใช้เมียแบบเร่งด่วนสักคน”

   “ไม่รีบไปหน่อยเหรอเสี่ย เมียนะไม่ใช่ราดหน้ายอดผักที่โทร.สั่งปุ๊บ แล้วให้ฟู้ดแพนด้ามาส่งปั๊บน่ะ”

   “แต่เจ๊หวีเป็นแม่สื่อที่ใครๆ ก็เชื่อถือ แค่หาเมียให้ผมสักคนคงไม่ใช่เรื่องยาก”

   “ผู้ชายอย่างเสี่ยน่ะหาเมียไม่ยากหรอก” เจ๊หวีส่ายหน้าพลางโบกมือว่อน “แต่ที่อยากบอกก็คือเสี่ยเข้าใจความหมายของแม่สื่อผิดไปแล้ว”

   “แม่สื่อไม่ใช่คนที่คอยจับคู่ให้ผู้ชายกับผู้หญิงได้ลงเอยกันหรอกเหรอ ดูอย่างคู่ไอ้ศาสกับครูสิสิ ทำไมเจ๊ยังทำให้เพื่อนผมมีเมียได้” คนร้อนเมียชักเริ่มไม่เข้าใจ เจ๊หวีจะลีลาไปไหน อยากได้อะไรก็บอกมา เขาหาให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ

   ที่ปวินท์ยังไม่รีบเสนอค่าตอบแทนก็เพราะเจ๊หวีมีหนี้สินติดค้างแม่เขาอยู่ เขาจะรอดูว่าสุดท้ายแล้วเจ๊หวีจะดีจริงหรือจะฉวยโอกาสทำเนียนแล้วขอให้เขายกหนี้ให้

   “อันนั้นเขาเกิดมาคู่กันนะเสี่ย มันเป็นเรื่องของบุพเพสันนิวาส เจ๊ก็แค่ตัวเชื่อมให้เขาได้เจอกัน ที่เหลือจากนั้นเป็นเขาสองคนที่ตัดสินใจกันเอง”

   “งั้นยิ่งง่ายใหญ่เลย เจ๊แค่แนะนำใครก็ได้สักคน เดี๋ยวผมทำให้เขาตัดสินใจเอง” เขาเชื่อว่าคงไม่มีผู้หญิงคนไหนปฏิเสธเสี่ยไปป์หรอก ที่สำคัญเขาเตรียมข้อเสนอที่เธอผู้นั้นไม่อาจปฏิเสธได้ไว้ให้แล้ว

   “ที่เสี่ยต้องการ เจ๊ฟังยังไงก็ไม่เหมือนเมียนะ เหมือนผู้หญิงอย่างว่ามากกว่า เสี่ยอย่าโกรธที่เจ๊ต้องพูดตรงๆ”

   ปวินท์ถอนใจอย่างอึดอัด “ก็ถ้าเจ๊หาผู้หญิงดีๆ ให้ผมไม่ได้ ผู้หญิงอย่างว่าก็น่าจะจัดการง่ายดีนะ”

   ชายหนุ่มคงต้องกราบขอขมาวิญญาณปู่ย่าตายายที่ทำให้นามสกุลต้องมัวหมองด้วยการคว้าผู้หญิงหากินมาเป็นเมีย

   “เสี่ย...ใจเย็นๆ แล้วฟังเจ๊ก่อน” เจ๊หวีแตะหลังมือแขกหนุ่ม อธิบายเสียงเนิบนาบ “เจ๊เป็นแม่สื่อ หน้าที่ของเจ๊คือหาคู่ชีวิต แต่ที่เสี่ยบอกมานั่นไม่ใช่”

   “จะคู่ชีวิต คู่เวร คู่กรรม ผมไม่เกี่ยงหรอก ผมอยากได้เมีย เจ๊ก็แค่หาเมียให้ผม”

   “ไปป์” ทัชพลเตือนเสียงนุ่ม รู้ว่าปวินท์เครียดและหงุดหงิดจนแทบจะงับหัวเจ๊หวีอยู่แล้ว แต่บางเรื่องมันต้องค่อยๆ คุยกัน เขาส่งยิ้มให้เจ๊หวี “พอดีเสี่ยค่อนข้างใจร้อนน่ะครับ เจ๊คงไม่ถือสา”

   “เจ๊ไม่ได้อะไรหรอก แค่อยากบอกให้เข้าใจเท่านั้น เสี่ยบอกเจ๊ได้ไหม ทำไมรีบร้อนอย่างนี้”

   “เอาเป็นว่าเจ๊รู้แค่ต้องหาเมียให้ผมเท่านั้นพอ” ปวินท์สรุปสั้นๆ อย่างไรก็ไม่ยอมเปิดปากถึงต้นสายปลายเหตุ “ไม่มีใครรู้เรื่องนี้นอกจากเราสามคน ผมอยากให้มันเป็นความลับ และผมกับทัชจะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหน นั่นก็หมายความว่าเจ๊ต้องไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ที่อื่นด้วยเหมือนกัน”

   “ถ้าเสี่ยอยากให้เป็นความลับ เจ๊ก็รักษาความลับได้” เจ๊หวีทำท่ารูดซิปปาก แม้จะมีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่ถ้าเสี่ยไปป์ไม่อยากให้ใครรู้ ทุกคนก็จะไม่รู้ “เรื่องที่เสี่ยอยากได้ผู้หญิงสักคน เจ๊จะพยายามมองหาให้ เสี่ยชอบผู้หญิงแบบไหนล่ะ”

   “ว่าง่าย”

   “ว่านอนสอนง่าย” เจ๊หวีช่วยแก้ให้

   ปวินท์พยักหน้าส่งๆ แล้วบอกสเปคเมียต่อ “ใจถึง”

   “หึ” คราวนี้คิ้วเรียวได้รูปของแม่สื่อเริ่มขมวด หรือเสี่ยจะมีรสนิยมผาดโผน

   “กล้าได้ กล้าเสีย และต้องมีทักษะด้านการแสดงนิดหน่อย”

   พอชายหนุ่มแจ้งความต้องการของตัวเองครบถ้วน บนหน้าเจ๊หวีก็มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด

   “นี่เสี่ยอยากได้เมียจริงๆ ใช่ไหม”

   “ก็ถ้าไม่อยากแล้วผมจะบากหน้ามาหาเจ๊หวีทำไม” ปวินท์ย้อนถามเสียงแข็ง ชักสีหน้าไม่พอใจ ทำไมเจ๊หวีขี้สงสัยนัก เขามาขอให้หาเมีย ก็แสดงว่าเขาต้องการเมียนะสิถามได้

   “อ่ะๆๆ เสี่ยอยากมีเมียเจ๊รู้แล้ว แต่เมียเสี่ยต้องมีทักษะการแสดงด้วยเหรอ”

   “เอ่อ...เสี่ยหมายถึงเรื่องการแสดงออกทางบุคลิกภาพน่ะครับเจ๊ ประมาณว่าสามารถออกงานสังคมได้แบบที่ไม่ทำให้เสี่ยขายหน้า เพราะว่าช่วงหลังๆ เสี่ยต้องออกงานสังคมบ่อยๆ น่ะครับ ถ้าได้คนรู้งานก็จะไม่ต้องมาเสียเวลาสอนกันใหม่” ทัชพลช่วยอธิบายเสริม

   “ครับ ตามที่ทัชบอก”

   “ขอเจ๊นึกดูก่อนนะ ว่าจะไปหาผู้หญิงแบบเสี่ยว่าได้จากตรงไหน” แม่สื่อครุ่นคิด

   จะว่าไปมันก็มีอยู่หรอก สมองของเจ๊หวีพลันนึกไปถึงสาวๆ ในคณะลิเกของพ่อกระต่ายขาว หลายนางหน่วยก้านเข้าเค้าตามที่เสี่ยต้องการ ไม่ใช่งานยากสำหรับเจ๊ แต่แปลกแท้อย่างเสี่ยไปป์เนี่ยไม่น่าจะมีรสนิยมชอบลิเกเหมือนกัน แหม...เห็นหน้าเข้มๆ แอบเป็นพ่อยกก็ไม่บอก

   “ถ้ามันจะขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งไป ผมก็ไม่เกี่ยง” ปวินท์บอกอย่างใจป้ำ

   “อันที่จริงเจ๊พอมีแหล่งหาเมียให้เสี่ยอยู่นะ แต่ขอเวลาให้ได้ไปลองทาบทามดูก่อน แล้วจะส่งข่าวบอกอีกที”

   “แบบนั้นก็ได้ครับ” สีหน้าของปวินท์ค่อยดีขึ้น แต่เขาใจร้อนเกินกว่าจะรอ เขาไม่ได้มีเวลามาเทียวไล้เทียวขื่อกับเจ๊หวีมากนัก ไหนจะงานของตัวเอง งานของน้องสาว แล้วยังต้องตามทวงหนี้ให้แม่อีก ดังนั้นเจ๊หวีจะต้องมีเดตไลน์ “แต่ผมรอได้แค่สามวันนะ”

   “อะไรสามวันคะเสี่ย”

   “สำหรับการทาบทามเมียให้ผมไง”

   “เสี่ย...” เจ๊หวีลากเสียงยาวไปยันปากซอย “นี่ใจคอจะไม่ให้ผู้หญิงเขาทำความรู้จักกับเสี่ยบ้างเหรอ”

   “ผมเชื่อว่าผู้หญิงครึ่งจังหวัดต้องรู้จักเสี่ยไปป์เป็นอย่างดี คราวนี้ก็อยู่ที่เจ๊หวีแล้วละว่าจะหยิบสุ่มมาถูกกลุ่มไหม” ชายหนุ่มหรี่ตามองหน้าแม่สื่อด้วยแววตาของราชสีห์เตรียมขย้ำเหยื่อ “และเผื่อเจ๊หวีอยากได้แรงกระตุ้นในการทำงาน ผมก็อยากทวนความจำให้เจ๊สักหน่อย คงยังลืมหรอกนะครับว่าเจ๊เป็นหนี้แม่ผมอยู่”

   “เรื่องนั้น...” เจ๊หวีเริ่มว้าวุ่น เมื่อเสี่ยหนุ่มพูดวนมาถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ จนได้

   “ผมรู้ครับว่าช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ใครๆ ก็รายได้ฝืดเคืองกันหมด เงินทองมันหายาก แต่ถ้าเจ๊หาเมียให้ผมได้ภายในสามวันนี้ ผมก็จะแกล้งๆ มองผ่านบัญชีหนี้ของเจ๊ไป และหากเจ๊หาเมียได้ตรงตามสเปคที่ผมต้องการ ผมอาจจะพิจารณาโปรเสริมลดดอกพร้อมต้นให้เจ๊เป็นกรณีพิเศษด้วย สนใจไหมครับ” ข้อเสนอของปวินท์ยั่วยวนใจอยู่ไม่น้อย

   “แล้วถ้าเจ๊หาไม่ได้ล่ะคะ”

   “ง่ายนิดเดียว” เจ้าหนี้ยิ้มกว้างพลางยักไหล่ “ถ้าหาเมียให้ผมไม่ได้ เจ๊ก็เตรียมเงินสามแสนไว้ใช้คืนให้ผมแล้วกัน”

   “เสี่ย...”

   ปวินท์ยืดตัวเต็มความสูง ใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม ขณะเจ๊หวีผู้แบกหนี้อยู่สามแสนหมดแรงลุก เมื่อเสี่ยหนุ่มบอกว่าจะกลับ เจ้าของบ้านก็ได้แต่ยิ้มแห้ง

   “อีกสามวันเจอกันนะครับเจ๊”




   ทันทีที่เจ้าหนี้พ้นจากรั้วบ้านคุณกัญญารีบควานหาโทรศัพท์มากดหาลูกสาวเป็นอันดับแรก สัญญาณดังยาวๆ อยู่หลายรอบก่อนจะตัดเข้าระบบฝากข้อความ ลางร้ายชัดๆ จิตใจเจ๊หวีเริ่มระส่ำระสาย มือไม้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แค่เสียงโทรศัพท์ดังก็ทำเอาสะดุ้งโหยง

   “กีวี่ทำอะไรอยู่ลูก”

   “ขัดห้องน้ำอยู่แม่ แม่มีอะไรเหรอ อย่าบอกว่าจะโทร.มาขอตังนะ ตอนนี้หนูมีแต่หอยกับรอยยิ้ม”

   “เป็นสาวเป็นนางพูดจาน่าเกลียด แม่แค่จะโทร.มาปรับทุกข์”

   “โอ๊ยยย นี่หนูฟังผิดไปหรือเปล่าคะ อย่างคุณกัญญามีทุกข์กับเขาด้วยเหรอ ทำไมแม่อีกระต่ายผีพระเอกลิเกขวัญใจแม่มันประกาศเปิดตัวลูกเมียหรือไง” ลูกสาวโวยวายเพราะยังเคืองเรื่องที่แม่ของเงินกลางไลฟ์ไม่หาย

   คุณกัญญาของกรวีร์ค้อนขวับ “พ่อกระต่ายไม่ทำร้ายจิตใจแม่อย่างนั้นหรอก เสี่ยไปป์ลูกชายเจ๊ปิ๋มต่างหากล่ะ”

   “ทำไม เขาส่งแก๊งหมวกกันน็อกมาทวงหนี้แม่เหรอ หนูว่าแล้วไหมล่ะ ไอ้พวกเจ้าหนี้นอกระบบมันก็ต้องมาตะเภาเดียวกันทั้งนั้น”

   “ส่งแก๊งหมวกกันน็อกมา แม่จะไม่ว่าเลย แต่นี่เสี่ยดันมาเอง แถมยังขู่แม่ทิ้งท้ายอีก”

   “ข่มขู่กรรโชกทรัพย์มันก็คาแร็กเตอร์หลักเจ้าหนี้อยู่แล้วนี่แม่ ไม่เห็นแปลกตรงไหน ต่อไปถ้าแม่เบี้ยวหนี้ เขาอาจจะจัดหนักกว่าขู่ก็ได้”

   “แต่นี่เสี่ยไม่ได้แค่ขู่เฉยๆ ไง แม่ตายแน่ถ้าสามวันนี้ไม่มีเมียให้เสี่ยน่ะ”

   “หะ! เสี่ยให้แม่หาเมียให้”

   “ต้องได้ภายในสามวันด้วย”

   “บ้าบอ ถ้าไม่ของขาดจนหน้ามืดผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะยอมเป็นเมียใครก็ไม่รู้”

   “ก็นั่นล่ะสิ แม่น่ะเป็นแม่สื่อนะไม่ใช่แม่เล้า”

   “เขาก็คงมองว่ามันไม่ต่างกัน หนูเคยเตือนแม่แล้วนี่ว่าอาชีพแม่สื่อน่ะมันไม่ดี แม่ก็ไม่ยอมเลิกสักที ไอ้ที่เขาแฮปปี้มันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าคนไม่ใช่คู่กัน อยู่กันไม่ยืด บาปกรรมน่ะมันจะตกมาถึงตัวแม่ แล้วเป็นไงล่ะสุดท้ายอาชีพแม่สื่อก็นำภัยมาให้แม่จนได้”

   “มันใช่เวลามาซ้ำเติมแม่ไหมล่ะ” คนเป็นแม่โอดครวญ

   “แล้วแม่จะไปหาเมียให้เสี่ยจากไหน”

   “ไม่รู้”

   “ว่าแต่เสี่ยแกไปคันไข่มาจากไหน ทำไมถึงอยากมีเมียจนตัวสั่นขนาดนี้ หรือหนูจะลองไปสมัครเป็นเมียขัดดอกของเสี่ยดูดีแม่”

   “แม่ไม่ขำด้วยนะ แล้วที่ว่าจะกลับบ้านน่ะ จะกลับเมื่อไร”

   “ว่าจะไลฟ์ขายหม้อหาทุนค่าน้ำนมแม่อีกสักรอบน่ะ แม่อย่ามาแจ้งหนี้หนูกลางไลฟ์อีกแล้วกัน หนูอายลูกค้า”

   “เออน่า คราวนั้นแม่ใจร้อนไปหน่อย”

   “หนูก็เห็นร้อนทั้งใจ ร้อนทั้งเงิน แล้วน้ำพริกที่แม่พรีออเดอร์ไปน่ะจะได้ของเมื่อไร หนูจะได้เอามาขายต่อทุน หวังว่าอีกระต่ายผีสุดที่รักของแม่จะไม่โกงกันนะ เพราะถ้ามันตุกติกละก็หนูบอกเลยว่าตายกันไปข้างหนึ่งแน่”

   “พ่อกระต่ายเขาไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า แต่กีวี่รีบกลับมาไวๆ ก็ดี เผื่อสามวันนี้แม่หาเมียให้เสี่ยเขาไม่ได้”

   “หนูก็บอกอยู่นี่ไง ถ้าแม่หาไม่ได้ หนูจะพลีกายไปขัดดอกให้”

   คุณกัญญาอยากจะร้องไห้โฮ “พูดอย่างนี้แม่ยิ่งรู้สึกผิด”

   “แม่จำให้แม่นๆ เลยนะ ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็มาจากอีกระต่ายผีของแม่ ถ้าม่ไม่มือลั่นไปพรีออเดอร์น้ำพริกมัน แม่ก็คงไม่ต้องมาเป็นหนี้ให้เสี่ยไข่สั่นนั่นบีบบังคับเอาแบบนี้”

   “แม่ผิดไปแล้ว”

   “หนูเอาใจช่วยแล้วกัน”

   “แม่ไม่อยากได้ใจช่วย แม่อยากให้หนูตัวเป็นๆ มาช่วยมากกว่า เสี่ยไปป์น่ะเห็นเงียบๆ แบบนั้นแต่เวลาปรายตามองมาแต่ละที แม่นี่ขนแขนสแตนด์อัปไปหมด”

   “ใครผูก คนนั้นก็ต้องแก้เอาเถอะแม่ หนูจะไปช่วยอะไรได้ จะพลีกายขัดดอกให้ แม่ก็ไม่ยอม”

   “ก็ถ้าบุญพาวาสนามีแม่ก็ไม่ขวางหรอก คนจะคู่กันได้มันต้องเกิดความยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย”

   “หนูก็ยอมอยู่นี่ไง อุตส่าห์เสนอตัวให้ขนาดนี้”

   “หนูแค่ต้องการประชด แม่รู้”

   “อ่ะ งั้นแม่ก็ไปเปิดตำราแม่สื่อหาเมียให้เสี่ยเถอะ เดี๋ยวหนูต้องช่วยเปรมแพ็กของส่งลูกค้าก่อน”

   ลูกสาววางสายไปแล้ว คุณกัญญาก็กลับมานั่งห่อเหี่ยว แต่เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นปลุกพลังชีวิตให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาราวกับได้ยาโด๊ป วันนี้พ่อกระต่ายขาวเล่นลิเกไลฟ์สด เอาละไหนๆ ก็คิดไม่ออก นอนดูลิเกแก้เซ็งพร้อมเล็งพวกนางรำในคณะให้เสี่ยดีกว่า




   สามวันผ่านไปไวราวกับติดจรวด ทว่าสำหรับคุณกัญญาแล้วมันกลับเป็นสามวันที่ยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกๆ เช้าก่อนจะเปิดร้านคุณกัญญาจะต้องแวะเยี่ยมเยียนบรรดาห้างร้านที่มีลูกสาว แต่เท่าที่ดูก็ไม่มีใครจะเหมาะกับเสี่ยไปป์เลยสักคน ยิ่งพวกผู้ใหญ่ด้วยแล้วยากมากที่จะยอมอนุญาตให้ลูกสาวหรือหลานสาวแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งภายในเวลาสามวัน แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะมีชื่อว่า นายปวินท์ ปรานต์ปราณนต์ ก็ตาม

   ส่วนแม่พวกนางลิเกของพ่อกระต่ายก็พึ่งพาไม่ได้เลย เห็นหน้าเด็กๆ แต่ดันชิงขึ้นสวรรค์ชั้นจัดวิวาห์เหาะกันหมดแล้ว ขืนตีมึนย้อมแมวขายให้เสี่ยไปละก็เจ๊หวีได้สิ้นชื่อแน่ แต่กระนั้นคุณแม่สื่อก็ยังไม่สิ้นลาย ถึงไม่ได้คนที่เหมาะสม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวเลือก เย็นวันนี้เจ๊หวีได้จัดการนัดแนะผู้หญิงไว้ให้เสี่ยพิจารณาแล้ว

   คุณกัญญาเหลือบมองเข็มนาฬิกาที่หมุนบอกเวลาเกือบสี่โมงเย็น ลูกค้าคนสุดท้ายเพิ่งทำผมเสร็จ เจ้าของร้านจึงตั้งใจว่าจะปิดร้านแล้วกลับบ้านเลย เพราะนัดให้ว่าที่เมียมารอที่บ้าน

   อันที่จริงสถานที่แรกพบนี่ก็ต้องเป็นอะไรที่มันโรแมนติกเสริมสร้างความประทับใจ แต่ดูท่าแล้วเสี่ยไปป์คงไม่เอาด้วย อยากจะได้แต่เมียๆๆ ย้ำอยู่นั่นล่ะ นี่ถ้าไม่เห็นแก่คำว่าโปรลดดอกพร้อมต้นละก็เจ๊หวีคนนี้จะไม่กระเสือกกระสนเลยให้ตายสิ!

   คุณกัญญากระทืบมอเตอร์ไซค์ในใจกระวัดคิดไปถึงผู้หญิงที่นัดไว้ แม่โฉมงามทรามสวาทตัวเก็งที่จะเป็นเมียเสี่ยไปป์ก็เป็นนางรำในคณะลิเกของพ่อกระต่ายนั่นแหละ นิสัยออกจะโหล่ๆ ไปหน่อย แต่ก็พอแก้ขัดได้ ที่สำคัญคือยังโสด ถ้าเสี่ยไปป์ชอบเธอก็จะยุส่ง แต่ถ้าไม่ บางทีเสี่ยไปป์อาจจะใจดีขยายเวลาให้แม่สื่อผู้ยากไร้คนนี้ได้มีโอกาสเฟ้นหาแม่เมียแก้วเมียขวัญของเสี่ยต่อไป

   แค่เลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน คุณกัญญาก็เห็นปวินท์ยืนกอดอกพิงรถรออยู่ ยังไม่ถึงเวลานัดแท้ๆ แต่พ่อคนร้อนเมียมารอแล้ว พ่อเอ๊ย...อะไรจะรีบร้อนปานนั้น

   “เสี่ย...มายืนรอตั้งแต่เมื่อไรคะนี่” คุณกัญญารีบจอดรถแล้วเดินเข้ามาหา

   “พอดีที่ไซต์งานไม่มีอะไรน่ะครับ เลยทิ้งไว้ให้ทัชดู”

   “เจ๊ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยจะมาก่อน ไปค่ะ เข้าไปนั่งในบ้าน คนที่เจ๊นัดไว้ให้ยังไม่มาเลย เสี่ยรอหน่อยนะ เดี๋ยวเจ๊ไปเอาน้ำมาให้”

   “เอ่อ...เจ๊ครับ”

   “อะไรเหรอ”

   “ผมขอน้ำเปล่านะครับ” ปวินท์รีบบอกเพราะไม่อยากแย่งน้ำแดงกับแม่นางกวัก ระหว่างรอชายหนุ่มก็เดินเลยไปที่ตู้โชว์ยืนมองรูปถ่ายที่ขยายอัดใส่กรอบ คงเป็นภาพครอบครัวของเจ๊หวี ชายหนุ่มเผลอยิ้มออกมา เจ๊หวีสมัยสาวๆ คงเปรี้ยวไม่เบา และเขาก็เพิ่งรู้ว่าเจ๊หวีมีลูกสาว ปวินท์กวาดสายตามองพัฒนาการของลูกสาวเจ๊หวีตั้งแต่แบเบาะจนกระทั่ง...

   “แม่!”









ใครมาาาาา
ตอนหน้าเขาจะเจอกันแล้วจ้าาาาาา
เสี่ยเห็นลูกสาวเจ๊หวีแล้วจะว่าไงน๊าาาาาา

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ ความเละเทะไม่ต้องพูดถึง จบแล้วค่อยเกลากันใหม่
9
บทที่ 3 แผนฮุบสมบัติ




   ปวินท์รีบร้อนออกจากงานแต่งของศาสวัต ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวการเกิดอุบัติเหตุของแม่และน้องสาว ทั้งหมดถูกส่งตัวเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล

   “ทุกคนจะต้องปลอดภัย” ทัชพลคอยปลอบเพื่อน แต่สีหน้าของเขาก็เครียดขรึมไม่ต่างจากปวินท์ ในหัวของเขามีแต่คำถาม

   “มันเกิดขึ้นได้ยังไง ตรัยไม่ใช่คนที่ขับรถเร็วจนถึงขนาดพารถไปคว่ำได้” ปวินท์เองก็สงสัย

   “นั่นเป็นเรื่องที่เราจะต้องหาคำตอบหลังจากทุกคนปลอดภัย”

   ขาดคำของทัชพลพยาบาลในห้องฉุกเฉินก็ผลักประตูออกมาเรียก

   “ญาติคุณตรัยค่ะ”

   “ผมครับ ผมเป็นพี่ชายแฟนเขา” ปวินท์รีบเข้าไปหา “สามคนนั้นอาการเป็นไงบ้าง”

   “คุณปรารถนากับคุณประภามนท์หมอสั่งย้ายไปห้องไอซียูนะคะ แต่คุณตรัย...” พยาบาลสีหน้าของพยาบาลไม่ดีนัก และนั่นคือสิ่งที่ปวินท์นึกกังวลใจ

   “อาการตรัยเป็นอย่างไรบ้างครับ”

   “แรงกระแทกทำให้อวัยวะภายในของคุณตรัยบอบช้ำและเสียหายมากค่ะ หมอกลัวว่าเขาจะทนอยู่ได้อีกไม่นาน รบกวนติดต่อญาติให้มาด่วนเลยได้ไหมคะ”

   ตรัยไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว พอตกลงคบหากับประภามนท์ ตรัยก็ย้ายตามคนรักมาเปิดสตูดิโอรับถ่ายรูปตามงานต่างๆ ทั่วจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งประภามนท์กับตรัยมีโครงการจะแต่งงานกันในอีกสามปีข้างหน้า และเรือนหอของทั้งสองคนก็กำลังสร้างอยู่

   ปวินท์ชาไปทั้งร่าง เขามึนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก ผลจากอุบัติเหตุครั้งนี้ร้ายแรงเกินคาดคิด เขารักตรัยเหมือนน้องชายแท้ๆ ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาสูญเสียเร็วเช่นนี้

   “ไม่มีวิธีรักษาเลยหรือครับ” คำพูดของทัชพลแว่วผ่านหูเข้ามา ทว่าปวินท์ยังค้นหาคำพูดตัวเองไม่เจอ

   “หมอพยายามเต็มที่แล้วค่ะ แต่คุณตรัยเรียกหาคนชื่อไปป์อยู่นะคะ ถ้าไม่มีญาติคนอื่น ก็เชิญคุณสองคนเข้าไปหาเขาเถอะค่ะ”

   ปวินท์กับทัชพลเข้ามายืนข้างเตียงของตรัย สภาพคนเจ็บทำให้สองหนุ่มใจหาย ใบหน้าและร่างกายของตรัยเต็มไปด้วยบาดแผล พอมองเห็นคนที่ต้องการเจอเป็นครั้งสุดท้ายตรัยก็พยายามข่มความเจ็บปวดฝืนยิ้มออกมา

   “ตรัย” ปวินท์เสียงสั่น คว้ามือเย็นเฉียบของคนเจ็บกุมเอาไว้ นัยน์ตาแดงก่ำ “เป็นไงบ้าง เจ็บมากไหม”

   “ผมคงอยู่ช่วยพี่ไปป์ดูแลแม่กับปาล์มต่อไม่ได้แล้ว” คนเจ็บฝากฝังอย่างรู้อาการตัวเองดี ตรัยค่อยๆ เลื่อนสายตาไปที่ทัชพล “ผมฝากปาล์มด้วยนะครับพี่ทัช ดูแลเขาให้ดีๆ”

   “ไม่ต้องห่วงนะ” ทัชพลสัญญา สัมผัสถึงความโล่งอกและขอบคุณในสายตาที่อ่อนล้าของคนเจ็บ

   “เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่อุบัติเหตุ พวกพี่ต้องระวังตัวนะครับ” เสียงของตรัยเริ่มเบาลง คนเจ็บสำลักลมหายใจและไอออกมาเป็นเลือด “ระวังพวกนายกครองวิทย์ด้วย ยะ...อย่า...ไว้ใจคนบ้านนั้น”

   “อะไรนะ” ปวินท์ขมวดคิ้ว โน้มตัว เอียงหูฟังใกล้ๆ

   ตรัยรวบรวมลมหายใจเฮือก “ระวังครอง...วิทย์”

   ร่างของตรัยเกิดอาการสำลักอย่างรุนแรงอีกครั้ง ปวินท์ตะโกนเรียกหมอ เสียงสัญญาณชีพดังลากยาวบาดเข้าไปในหัวใจคนฟัง ปวินท์กับทัชพลถูกกันออกมานอกห้องระหว่างที่หมอกับพยาบาลช่วยปั้มหัวใจให้ตรัยเป็นครั้งสุดท้ายทั้งที่รู้ว่าไร้ผล

   ปวินท์ยืนทำใจรอรับรับการสูญเสียไม่นาน พยาบาลก็เดินหน้าเศร้าออกมา เขารู้ทันทีว่าตรัยจากโลกนี้ไปแล้ว น้ำตาหยดแรกกลิ้งหล่นลงมา ตรัยเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง เขาไม่ควรต้องมาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเฮงซวยนี่ ตรัยกำลังจะมีอนาคตที่ดี มีครอบครัวที่มีความสุข แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามที่คิด

   “คุณเสียแล้วค่ะ”

   “ไปป์” ทัชพลขยับเข้ามาจับแขนเพื่อน เมื่อปวินท์ทำท่าเหมือนจะยืนไม่อยู่ “ไม่เป็นไรนะ”

   “ฉันไม่เป็นไร” ปวินท์ข่มความเสียใจถามนางพยาบาล “แล้ว...ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”

   “เราพบบัตรผู้บริจาคอวัยวะและร่างกายของคุณตรัยค่ะ ถ้าญาติยินยอมทำตามความตั้งใจของคุณตรัย เราก็จะนำอวัยวะส่วนที่ใช้ได้ปลูกถ่ายกับผู้ป่วยที่รอรับอยู่ค่ะ”

   ปวินท์พยักหน้าอย่างเชื่องช้า ปวดร้าวไปทั้งใจ “ให้เป็นไปตามที่เขาตั้งใจไว้เถอะครับ”

   “งั้นเชิญเซ็นเอกสารด้านนี้เลยค่ะ”




   ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาปวินท์และทัชพลช่วยกันจัดงานศพของตรัยจนกระทั่งถึงวันฌาปนกิจ ประภามนท์ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อมาร่วมงานศพของคนรักเป็นครั้งสุดท้าย หญิงสาวเหมือนคนหัวใจสลาย นั่งร้องไห้อยู่บนรถเข็นโดยมีพี่ชายคอยยืนดูแลอยู่ไม่ห่าง ปวินท์สงสารทั้งตรัยที่จากไปและประภามนท์ที่ยังมีชีวิตอยู่ สายตาห่วงใยระคนสงสารทอดมองใบหน้าที่ไม่เคยแห้งจากหยาดน้ำตา

   ประภามนท์นั่งมองกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกจากปลายปล่องเมรุอย่างเลื่อนลอย หญิงสาวที่เคยสดใสกลับกลายเป็นคนอ่อนแอเอาแต่ร่ำไห้ปล่อยน้ำตารินไหลราวกับไม่มีวันสิ้นสุด เธอดูเปราะบางจนน่ากังวล แม้เพียงสายลมพัดผ่านไหววูบก็อาจทำให้ประภามนท์ปลิดปลิวไปไกลแสนไกล

   “ปาล์มกลับไปโรงพยาบาลก่อนไหม เสร็จธุระทางนี้พี่จะรีบตามไป” ปวินท์ลูบผมน้องสาวอย่างแผ่วเบา

   “หนูขอนั่งส่งตรัยตรงนี้อีกสักพักได้ไหมคะ พี่ไปป์ไปส่งแขกเถอะ ไม่ต้องห่วง”

   “อยู่คนเดียวได้เหรอ” ปวินท์ย่อตัวนั่งลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับน้อง ใช้นิ้วโป้งช่วยเกลี่ยน้ำตาให้ “อยากส่งตรัยก็อย่าร้องไห้จนเขาเป็นห่วง”

   “หนูห้ามน้ำตาไม่ได้ค่ะ มันไหลของมันเอง คิดว่าตรัยน่าจะเข้าใจ” ประภามนท์ยิ้มทั้งน้ำตา พยายามที่จะเข้มแข็ง แต่มันยากเหลือเกิน “ขอหนูอยู่กับตรัยเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ หลังจากวันนี้หนูจะไม่มีเขาอีกแล้ว”

   “ปาล์มยังมีพี่” ปวินท์ดึงร่างน้องสาวเข้ามากอด ประภามนท์สะอื้นจนตัวโยนน่าเวทนานัก

   “พี่ไปป์ ตรัยเขาไม่อยู่กับหนูแล้ว เขาไม่อยู่แล้ว...”

   คนเป็นพี่ไม่มีคำใดจะเอ่ยปลอบ บางครั้งการรับฟังเงียบๆ อาจดีกว่าคำพูด วันนี้ประภามนท์อาจเสียใจ แต่เขาเชื่อว่าสักวันเธอจะดีขึ้น เวลาจะช่วยเยียวยาความเจ็บปวดและทำให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

   “พี่ไปป์ไปส่งแขกเถอะค่ะ หนูไม่เป็นไรแล้ว” หลังจากร้องไห้จนพอใจหญิงสาวก็ผละออกจากอกพี่ ใช้หลังมือเช็ดน้ำตา ก่อนจะฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย

   “แล้วพี่จะรีบกลับมานะ” ปวินท์จุมพิตหน้าผากน้องสาว ก่อนปลีกตัวไปส่งแขกผู้ใหญ่

   ประภามนท์ยังคงนั่งเหม่อมองกลุ่มควันที่ค่อยๆ จางลง รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่มีเงาของใครคนหนึ่งมายืนทาบทับก่อนที่เขาจะย่อตัวนั่งลงบนส้นเท้า จับมือเธอขึ้นมาบีบเบาๆ รอยยิ้มอ่อนโยนของเขา ทำให้เธอต้องยิ้มทั้งน้ำตา

   “ส่งแขกกลับหมดแล้วเหรอคะ”

   “เหลือกลุ่มสุดท้ายที่ยืนคุยกับไปป์นั่น” ทัชพลพยักหน้าไปทางศาลา “ปาล์มเป็นไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า”

   ประภามนท์กระดูกขาขวาร้าวและหัวแตกจากการกระแทก เธอเป็นคนที่เจ็บน้อยที่สุด ในขณะที่คุณปรารถนาขาหักต้องผ่าตัดจัดเรียงกระดูกใหม่ ทัชพลตามไปดูที่เกิดเหตุแล้วอดใจหายไม่ได้ โชคดีเท่าไรที่ประภามนท์ยังรอดมานั่งอยู่ตรงหน้าเขา ก่อนรถจะพลิกคว่ำลงนาได้หมุนไปชนกับต้นไม้ข้างทางจนขาดเป็นสองท่อน ฝั่งที่ชนเป็นฝั่งคนขับจึงทำให้ตรัยเจ็บหนักกว่าใครและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

   “ยังมีเจ็บๆ บ้างค่ะ แต่ไม่มาก นั่งเฉยๆ บนรถเข็นก็พอได้อยู่”

   “เดี๋ยวพี่ไปส่งที่โรงพยาบาลนะ”

   ประภามนท์มองรอยคล้ำใต้ตาของทัชพลแล้วส่ายหน้า เขาควรจะต้องหยุดทำอะไรได้แล้ว “พี่ทัชพักบ้างเถอะค่ะ รู้ไหมว่าสภาพพี่สองคนแทบดูไม่ได้เลย”

   “เวลาพักยังมีอีกเยอะแยะ แขกกลับแล้วเราไปหาไปป์กันเถอะ” ทัชพลลุกขึ้นเดินอ้อมไปด้านหลังรถเข็น ประภามนท์เงยหน้ามองกลุ่มควันสีจางเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย ชายหนุ่มที่เข็นรถด้านหลังก็ทำเช่นเดียวกัน เขาสัญญาต่อหน้าดวงวิญญาณของตรัยว่าจะดูแลผู้หญิงคนนี้ให้ดีที่สุด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทัชพลจะปกป้องประภามนท์ด้วยชีวิต




   หลังจากเสร็จงานศพของตรัยแล้ว ปวินท์ก็พบว่าตัวเองมีงานเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว แม่และน้องสาวของเขายังพักอยู่ที่โรงพยาบาล ปวินท์ต้องรับผิดชอบงานทั้งของน้องและของแม่ ชายหนุ่มสั่งปิดร้านเช่าชุดแต่งงานของประภามนท์ชั่วคราว ส่วนคนที่จองชุดเอาไว้ก่อนหน้านี้ประภามนท์ขอให้เจ๊หวีช่วยดูแลเป็นธุระให้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้ชุดจากร้านเธอก็มักจะจ้างเจ๊หวีให้แต่งหน้าทำผมด้วย

   ในเรื่องของคดีความเขาก็ยังติดตามใกล้ชิด ตำรวจสอบปากคำแม่กับน้องเขาแล้ว และเช้าวันนี้สารวัตรวรวิชก็เรียกให้เขาเข้าไปรับทราบความคืบหน้า

   เมื่อปวินท์กับทัชพลไปถึงโรงพักสารวัตรหนุ่มก็เชิญเข้าห้องปิดประตูคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด

   “ผมอ่านรายงานการสอบปากคำของแม่พี่กับปาล์มแล้วนะครับ จากหลักฐานการตรวจสอบตัวรถ เรื่องนี้ไม่สามารถสรุปว่าเป็นอุบัติเหตุได้”

   “สารวัตรกำลังจะบอกว่า...”

   “มีคนจงใจทำให้มันเกิดขึ้นครับ”

   สารวัตรวรวิชเป็นนักเรียนดีเด่นที่เคยได้รับทุนการศึกษาจากคุณปรารถนาสมัยที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม เขาจึงให้ความเคารพสมาชิกทุกคนในบ้านปรานต์ปราณนต์ เกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้จึงต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ หากเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาที่ตรวจสอบไม่พบเงื่อนงำอะไรก็สรุปสำนวนปิดคดีได้ ทว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติอยู่หลายจุด

   “แม่พี่กับปาล์มพูดตรงกันว่ามีคนขับรถมอเตอร์ไซค์ตามและกำลังจะลงมือยิง แต่เพราะแม่พี่เป็นฝ่ายยิงคนร้ายก่อน กระสุนของคนร้ายจึงพลาดไปโดนล้อรถและทำให้มันเสียหลักพลิกคว่ำ”

   “มีอะไรที่มากกว่านี้อีกไหม”

   “มีครับ และมันก็ช่วยยืนยันด้วยว่าคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ” สารวัตรหนุ่มประสานสายตากับปวินท์ ก่อนเฉลย “เราตรวจพบว่ารถถูกตัดสายเบรกครับ”

   ปวินท์กำมือแน่น

   “เพราะอย่างนี้นี่เองฉันถึงไม่เห็นรอยเบรกรถ” ทัชพลหมดข้อกังขา

   “คราวนี้เราต้องมาดูกันว่าอะไรคือแรงจูงใจและเป้าหมาย คนร้ายคือใครกันแน่ ทางตำรวจตั้งไว้หลายประเด็นนะครับ คนร้ายอาจเป็นหนึ่งในลูกหนี้ของแม่พี่ หรือคนที่มีความขัดแย้งกัน ถ้ามันตั้งใจฆ่าแม่พี่จริง ตอนนี้ผมก็ต้องขอเตือนว่าแม่พี่ไม่ปลอดภัย แต่การตัดสายเบรกรถก็ทำให้คิดแยกได้ไปอีกประเด็นหนึ่ง นั่นคือคนร้ายอาจจะไม่ต้องการแค่ชีวิตแม่พี่คนเดียว”

   “แต่ปาล์มกับตรัยไม่เคยมีเรื่องกับใครมาก่อน ทำไมถึงอยากทำร้ายสองคนนี้”

   “คำสารภาพจากปากคนร้ายเท่านั้นครับที่จะตอบทุกคำถามของเรา”

   “ภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่มีเบาะแสอะไรบ้างเลยเหรอ เส้นทางของมอเตอร์ไซค์คันนั้นล่ะ” ปวินท์ถาม

   “ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์เป็นของปลอม คนร้ายก็ใส่หมวกปิดหน้ามิดชิด สืบตามเส้นทางของรถก็ไม่พบอะไรเพิ่ม พวกมันหายไปอย่างกับล่องหน”

   “ระยำ!” ปวินท์ตบโต๊ะอย่างโกรธจัด ทุกอย่างมืดแปดด้านไปหมด ถ้าคนร้ายเจาะจงแค่แม่มันจะสืบง่ายกว่า แต่ถ้ามันต้องการชีวิตคนในครอบครัวเขาทั้งหมด มันทำไปเพื่ออะไร เขาอยากรู้นักว่ามันเป็นใคร “พี่จะต้องทำยังไงถึงจะได้ตัวคนร้ายอย่างไวที่สุด”

   “ก็ถ้ามันมุ่งเป้าหมายไปที่คนในครอบครัวพี่ ทางที่เร็วที่สุดคือเราต้องใช้เหยื่อล่อ”

   “เหยื่อล่องั้นเหรอ” ปวินท์ส่ายหน้าเพราะเขาไม่อยากเอาชีวิตใครมาเสี่ยงอีก “พี่เพิ่งจะเสียตรัยไป ส่วนแม่กับปาล์มก็ยังต้องนอนอยู่โรงพยาบาลอีกนาน เหยื่อที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คงเป็นตัวพี่เองนี่แหละ”

   “พี่ไม่สังเกตหรอกเหรอว่าเรื่องนี้พี่ไม่ใช่เป้าหมายของคนร้าย มันจงใจตัดสายเบรกรถคุณตรัยที่มีผู้โดยสารเป็นปาล์มกับแม่ของพี่ เรื่องนี้มันตั้งใจเล่นงานคนในครอบครัวพี่มากกว่าตัวพี่ แต่ผมก็อยากให้พี่ระวังตัวหน่อยนะครับ”

   “ครอบครัวพี่ก็มีกันอยู่แค่นี้แหละ ถ้าเอาตัวเองล่อคนร้ายไม่ได้ พี่ก็ไม่รู้จะไปหาใครแล้ว”

   เสียงโทรศัพท์ของปวินท์ดังขัดจังหวะ ชายหมุ่นเห็นเป็นชื่อศาสวัตจึงรับสาย เจ้าบ่าวหมาดๆ สอบถามความคืบหน้า แผนกำหนดการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของศาสวัตกับสิรดาต้องเลื่อนออกไปเพราะศาสวัตอยากอยู่ช่วยปวินท์มากกว่าทิ้งเพื่อนไปมีความสุข

   “เออ ฉันกำลังนั่งคุยกับสารวัตรอยู่ เสร็จแล้วจะแวะเข้าไปคุยด้วยที่ร้าน” ปวินท์บอกก่อนจะวางสาย ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อ ถอนใจยาวแล้วเอนหลังทิ้งร่างพิงเก้าอี้

   “พี่ไปป์สงสัยใครบ้างไหมครับ” สารวัตรถาม

   “จะว่ามีก็มี แต่พี่ไม่อยากกล่าวหาใครลอยๆ ขอแน่ใจกว่านี้อีกหน่อยแล้วจะบอกนะสารวัตร”

   “ถ้าพี่ยังไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็จะสืบต่อตามหลักฐานที่เรามีอยู่”

   “ขอบใจนะที่ช่วยตามเรื่องคดีให้”

   “แม่พี่มีบุญคุณกับผมมาก ผมสัญญาว่าจะตามหาตัวคนร้ายให้ได้ครับ”

   ปวินท์ซาบซึ้งในน้ำใจของสารวัตรวรวิช แล้วเขาก็อดคิดถึงแม่ขึ้นมาไม่ได้ คุณนายปรารถนาอาจจะใจบุญมากเกินไป แต่อย่างน้อยผลแห่งความมีน้ำใจของแม่ก็ย้อนกลับมาตอบแทนแล้ว สารวัตรวรวิชจะไม่ยอมปล่อยมือจากคดีนี้เด็ดขาด ตราบใดที่ยังไม่ได้ตัวคนร้ายมาลงโทษ และปวินท์เองก็จะไม่หยุดเช่นกัน

   “อย่าให้ฉันรู้ว่ามันเป็นใคร ไอ้พวกไม่มีเงาหัว รู้จักเสี่ยไปป์น้อยไปซะแล้ว”

   ปวินท์แยกกับทัชพลที่หน้าโรงพัก ที่ไซต์งานแห่งหนึ่งมีปัญหา ทัชพลจึงต้องไปดูด้วยตัวเอง แต่กระนั้นก็ยังขับรถมาส่งที่ร้านของศาสวัตและบอกว่าถ้าเสร็จแล้วจะรีบกลับมาคุยด้วย

   “แกคิดว่าฉันจะได้คุยกับมันไหมวันนี้” ศาสวัตกับปวินท์ยืนมองท้ายรถของทัชพลที่แล่นออกไป

   “งานหน้าไซต์เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก แกมีธุระอะไรกับมันหรือเปล่าล่ะ”

   “เปล่า แค่อยากคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา”

   “ตั้งแต่มีเมียเนี่ย แกดูรักพวกฉันขึ้นเยอะเลยนะไอ้ศาส”

   “แหม...ฉันก็รักเสี่ยมาตั้งนานแล้ว ไปนั่งคุยกันในห้องเย็นๆ ดีกว่า สารวัตรวิชว่าไงบ้าง”

   แล้วเรื่องราวในห้องทำงานของสารวัตรก็ถูกถ่ายทอดให้ศาสวัตฟังอย่างละเอียด เจ้าของร้านวัสดุภัณฑ์นั่งเกาคางครุ่นคิด

   “ปัญหามันอยู่ตรงที่ตอนนี้ ฉันไม่มีคนในครอบครัวเหลือไปล่อเหยื่อคนร้ายแล้ว” ปวินท์ถอนใจเซ็งจัด

   “แล้วเป็นไปได้ไหม ถ้าแกเพิ่มคนในครอบครัวเข้าไปอีกสักคน”

   ปวินท์มองหน้าเพื่อนอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจนัก “คนในครอบครัวนะโว้ยไม่ใช่คนในบริษัท ฉันจะได้เพิ่มเข้าหรือเอาออกง่ายๆ แบบที่ว่า”

   “แหมเสี่ยก็อย่าใสซื่อให้มันมากนัก ฉันหมั่นไส้ ไอ้การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวเนี่ยง่ายนิดเดียว”

   “ยังไงวะ”

   “เสี่ยก็แค่หาสาวสวยมาร่วมใช้นามสกุลปรานต์ปราณนต์สักคนสิ แค่นี้แกก็จะมีญาติเพิ่มมาอีกคนหนึ่งแล้ว” ศาสวัตเสนอความคิดสุดบรรเจิด

   “หมายถึงแกจะให้ฉันมีเมีย”

   “เออ”

   “แล้วก็ต้องจดทะเบียนใช้นามสกุลฉันด้วย”

   “ก็เพื่อความสมจริงไง”

   “เฮ้อ...ฉันนึกว่าจะได้ความคิดอะไรที่ดีกว่านี้ แกนี่นะ เอะอะจะให้ฉันหาเมียตะพึด” ปวินท์กลอกตาไปมา ขณะที่ศาสวัตยู่หน้าไม่ชอบใจน้ำเสียงและท่าทางของเพื่อน

   “แล้วแกมีวิธีที่ดีกว่าฉันไหมล่ะ”

   คราวนี้ปวินท์นิ่งอึ้งบ้าง

   “เห็นมะ แกก็คิดไม่ออก ยิ่งไอ้ทัชนี่อย่าหวังเลย” ศาสวัตได้ทีขี่แพะไล่ “เชื่อพี่เดี๋ยวดีเอง”

   “แกคิดว่าการมีเมียเนี่ยมันง่ายหรือไงวะ”

   “เสี่ยกำลังถามใครอยู่ ดูหน้าด้วย แกเคยคิดไหมว่าฉันจะแต่งงานเป็นคนแรก” ศาสวัตเห็นเพื่อนส่ายหน้าก็ยิ้มกว้าง “นั่นไง ไม่เคยมีใครคิด แต่ฉันก็มีเมียแล้ว ไอ้ทฤษฎีปุบปับรับเมียเนี่ยมันจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้”

   “แล้วฉันจะไปหาเมียมาจากไหน วานท่านผู้รู้ช่วยชี้ทางสว่างหน่อย”

   “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เมียแกน่ะหาง่าย พอๆ กับร้านโอเลี้ยงหน้าปากซอย”

   “ง่ายไปมั้ง”

   “ง่าย ไม่ง่าย ฉันก็มีคนที่ช่วยหาเมียเหมาะๆ ให้แกได้แน่นอน”





   หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปคดียังไม่มีอะไรคืบหน้า ปวินท์เลิกงานกลับมานั่งอ่านรายชื่อลูกหนี้ในสมุดบันทึกเงินกู้ของแม่ ชายหนุ่มนึกทึ่งในความสามารถจัดการบริหารเงินตราของแม่จริงๆ จักรวาลลูกหนี้ของเจ๊ปิ๋มช่างยิ่งใหญ่ยืดยาวราวกับมหากาพย์เรื่องหนึ่ง ใครจะคิดว่าลูกหนี้ของแม่จะมากมายหลายร้อยราย แม้แต่ชื่อที่ไม่เคยคิดว่าจะเห็นก็มีปรากฏอยู่ในบันทึกนั้น

   หากสารวัตรวรวิชยังมุ่งปมมาที่ลูกหนี้ของแม่ เขาก็แอบรู้สึกห่วงใยสารวัตรอยู่ไม่น้อยที่จะต้องเรียกผู้คนกว่าครึ่งค่อนจังหวัดมาพบเพื่อสอบปากคำ

   ทว่าหนึ่งในบรรดารายชื่อลูกหนี้ของเจ๊ปิ๋ม ชื่อนางกัญญา บุริมนาถ กลับดึงดูดความสนใจของปวินท์ได้มากที่สุด เขาไม่อาจละสายตามองข้ามไปได้ เจ๊หวียืมเงินแม่ไปทำอะไรตั้งสามแสน เงินไม่ใช่น้อยๆ แถมประวัติการส่งดอกก็ดูจะมีปัญหาอีกด้วย

   เห็นชื่อเจ๊หวีปวินท์ก็นึกไปถึงคำพูดของศาสวัตขึ้นมา จนป่านนี้เขายังหาวิธีที่ดีกว่าข้อเสนอของเพื่อนไม่ได้ แต่พอคิดว่าจะต้องมีเมียเขานึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าผู้หญิงสภาพไหนที่จะมาเป็นสะใภ้ของเจ๊ปิ๋ม ชั่วขณะหนึ่งปวินท์คิดไปถึงนลิน และนั่นคือผู้หญิงที่เข้าใกล้คำว่าสะใภ้เจ๊ปิ๋มมากที่สุด ครูหลินเรียบร้อย อ่อนหวาน เข้ากับแม่เขาได้ แม้ว่าช่วงหลังที่เลิกรากันไป แม่เขาจะไม่ค่อยอยากเอ่ยถึงอีกฝ่ายก็ตาม ไม่ใช่แค่เขาที่อกหักคนเดียว พอทราบถึงเหตุผลของนลินที่ตัดสินใจทิ้งเขาไป เจ๊ปิ๋มทำท่าจะอกหักหนักกว่าเขาเสียอีก

   เมื่อคนที่คิดอยากแต่งด้วยกลายเป็นของต้องห้าม ปวินท์ก็ต้องมองหาตัวเลือกใหม่ ชายหนุ่มเคยคิดจะวานให้เพื่อนสนิทมาช่วยเล่นละคร แต่เมื่อคิดถึงความปลอดภัย เขาคิดว่าเหยื่อควรจะเป็นคนอื่นมากกว่า ถึงความปลอดภัยจะต่ำแต่เขาจะมอบค่าตอบแทนให้อย่างงามสมกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

   ชายหนุ่มถอนใจ อับจนหนทาง ในเมื่อไม่มีทางอื่น เรื่องนี้ก็คงต้องพึ่งเจ๊หวีดูสักครั้ง ผู้หญิงที่ว่าง่าย ใจถึง กล้าเสี่ยง และจะต้องมีทักษะด้านการแสดงสักนิด เพื่อทุกคนจะได้เชื่อว่าเจ้าหล่อนคือผู้หญิงที่พรหมลิขิตส่งมาให้เขา

   ปวินท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหาเบอร์ของทัชพล ระหว่างรอสายเพื่อน ชายหนุ่มยังคงจ้องชื่อเจ๊หวีอย่างลังเลใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของทัชพล เขาก็รีบบอกออกไปราวกับกลัวตัวเองเปลี่ยนใจว่า

   “เย็นนี้ไปหาเจ๊หวีกัน”









เรื่องนี้ต้องถึงเจ๊หวี
คิดจะมีเมียเจ๊หวีช่วยได้5555555555

ย้ำอีกที นี่ร่างแรกนะคะ ความเละเทะไม่ต้องพูดถึง จบแล้วค่อยเกลากันใหม่
10





   ตรัยมองหาปวินท์ แต่พี่ชายของคนรักไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ ตรงนั้นมีเพียงคุณปรารถนาและครอบครัวของนายกครองวิทย์ นลินก็เพิ่งกลับเข้ามานั่งที่เดิมไม่รู้ว่าครูสาวเดินออกไปไหน พอนลินนั่งลงไม่นานตรัยก็เห็นท่านนายกไหว้ลาคุณปรารถนาและพากันออกไปจากงาน

   ช่างภาพหนุ่มเลื่อนสายตาไปยังเวที งานฉลองเข้าสู่ช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้แล้ว พวกแขกผู้ใหญ่คนสำคัญก็ต่างทยอยกลับ ที่เหลือส่วนมากก็เป็นพวกเพื่อนพ้องของบ่าวสาว ปวินท์กับทัชพลยืนคุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งท่าทางสนิทสนมกันมาก อาจเป็นเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน

   ตรัยล้มเลิกความคิดจะบอกเรื่องที่เพิ่งแอบได้ยินมากับพี่ชายของคนรัก เขาหมุนกายเดินเข้าไปหาประภามนท์แทน เธอคงรอให้เขาไปส่งที่บ้าน ส่วนเรื่องนั้นเอาไว้เหมาะๆ ค่อยคุยกับปวินท์เมื่อมีโอกาส

   “ปาล์มกลับบ้านกันเถอะ”

   “ไปค่ะ เจ๊ปิ๋มนั่งหาวแล้วมั้ง” ประภามนท์เกี่ยวแขนคนรักพากันเดินกลับไปหาคุณปรารถนา

   ถนนในเมืองค่อนข้างโล่ง ไฟถนนส่องสว่างตรัยขับรถด้วยความเร็วไม่มากนักและเมื่อเบี่ยงรถออกจากทางหลักเขาก็พบความผิดปกติบางอย่าง ช่างภาพหนุ่มลองเหยียบเบรกรถซ้ำๆ แต่ความเร็วยังไม่ลดลง ชายหนุ่มหรี่ตาหลบแสงไฟจากรถมอเตอร์ไซค์คันหลังสะท้อนเข้ามาในกระจก ประภามนท์ขมวดคิ้วมองคนรักอย่างสงสัย

   “มีอะไรหรือเปล่าคะ”

   “แม่กับปาล์มคาดเข็มขัดนิรภัยเอาไว้นะครับ ผมไม่รู้ว่ารถคันหลังตามเรามาหรือเปล่า แต่จากความเร็วถ้าจะแซงไปก็แซงได้”

   ประภามนท์เหลียวกลับไปสบตากับแม่และมองเลยไปยังรถต้องสงสัยคันดังกล่าว “พวกไหน ทำไมต้องตามเรา”

   “พี่ก็ไม่รู้ แต่ข้างทางพอมีบ้านคนมันคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”

   “ตรัยขับรถต่อไป ในกระเป๋าแม่มีปืน” คุณปรารถนาบอกพลางดึงปืนพกกระบอกเล็กออกมาจากกระเป๋า

   “แม่! นี่อย่าบอกนะว่าพกปืนมางานแต่งพี่ศาสน่ะ”

   “ฉันก็พกไปทุกงานนั่นแหละ เจ้าแม่เงินกู้อย่างฉันไม่มีใครกล้ารับประกันความปลอดภัยหรอก ใครจะรู้บรรดาลูกหนี้ที่รักอาจจะชวนกันลงขันจ้างวานฆ่าฉันก็ได้ ตรัยขับไปเลย ถ้ามันมาไม่ดีแม่จัดการเอง”

   “แม่ครับ” น้ำเสียงของตรัยไม่สู้ดีนัก

   “มีอะไรอีกหรือเปล่า”

   “รถเราเบรกไม่อยู่”

   “คาดเข็มขัดกันหมดแล้วใช่ไหม” เมื่อลูกสาวและว่าที่ลูกเขยพยักหน้า คุณปรารถนาก็สั่งการต่อ “ข้างหน้าอีกไม่ไกลจะมีทุ่งนาอยู่โล่งๆ อยู่ พอถึงตรงนั้นตรัยก็หักรถลงไปเลย”

   “มันตามเรามาแล้วครับ” ตรัยเหลือบตามองหลังพร้อมเร่งความเร็วหนี เมื่อมอเตอร์ไซค์คันนี้เร่งความเร็วขึ้นมาตีคู่

   “พี่ตรัยระวังนะคะ”

   “แม่กับปาล์มจับแน่นๆ นะครับ” ตรัยเหยียบคันเร่งพยามยามพารถหนีไปให้ถึงจุดที่คุณปรารถนาบอก หางตาของเขาเหลือบเห็นคนที่ซ้อนหลังมอเตอร์ไซค์เล็งปืนเข้ามา หากแต่คุณปรารถนาลดกระจกลงแล้วเปิดฉากยิงก่อน กระสุนของคุณปรารถนาทำให้วิถีการเล็งปืนของคนร้ายเปลี่ยนไป กระสุนปืนของมันถูกล้อรถแทนที่จะเป็นตรัยหรือคุณปรารถนา

   รถแฉลบเพราะแล่นมาด้วยความเร็ว ตรัยพยายามบังคับทิศทางของรถแต่มันเป็นอย่างยากเย็นเนื่องจากความเร็วและแรงเหวี่ยง วินาทีนั้นรถของเขาก็หมุนคว้างก่อนพลิกคว่ำหลายตลบ

   เสียงกรีดร้อง เสียงอุทานอย่างเจ็บปวดเงียบลง เมื่อรถตกลงไปในทุ่งนาด้วยสภาพที่ล้อชี้ขึ้นฟ้าและผู้โดยสารทั้งสามหมดสติติดอยู่ภายในรถ


มีเรื่องแล้วววววววววววว
หน้า: [1] 2 3 ... 10