กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
4. มะยม / ฟีลิปดา / 2.เขียนไว้ที่ปลายฟ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 27, 2021, 05:38:36 PM »
ชายชรายืนมองอีกฝ่าย ใบหน้าเคร่งเครียด

“กลับไปซะ!”

ออกปากไล่เสียงเขียว ไม่อยากจะมองหน้าแม้จะเป็นลูกสาวคนเดียว เพราะทอดทิ้งหลานของตนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าได้ลงคอ

“พ่อ...” กิ่งแก้วอ่อนใจกับความใจแข็งของบิดา “พ่อไม่อยากเจอฉันลูกก็ไม่เป็นไร แต่รับเงินนี่ไว้เถอะนะ จะได้ไม่ต้องไปลำบากอีก”

ตามิ่งสะบัดมือหนีเงินก้อนโตที่ลูกสาวกำลังจะยัดเยียดให้ “เงินสกปรกกูไม่อยากได้”

“โธ่พ่อ!”

กิ่งแก้วมองพ่อที่ยืนหันหลังพลางถอนหายใจ เสื้อผ้าที่พ่อสวมเก่าจนมองไม่รู้ว่าเคยเป็นสีอะไร ชายเสื้อที่ขาดหลุดลุ่ยบ่งบอกว่ามันเปื่อย มันอ่อนล้าเต็มที พ่อลำบากขนาดนี้ก็ยังไม่คิดจะลดทิฐิที่มี

ไม่คิดให้อภัยเธอทั้งที่ยอมสำนึกผิดทุกอย่าง มาหาทีไรก็เอาแต่ขับไล่ราวเธอเป็นหมูเป็นหมา

จริงอยู่ว่าเธอทอดทิ้งลูกไปเหมือนไม่ไยดี แต่คราวนั้นเพิ่งจะสิบแปด ความคิดความอ่านเป็นวัยรุ่นที่นอกจากจะใจแตกเรียนไม่จบแล้วยังท้องโตให้พ่ออับอาย

แต่เวลาก็ผ่านมาตั้งแปดเก้าปีพ่อน่าจะยอมฟังเหตุผลของเธอบ้างแต่ไม่เลย ไม่เคยรับฟัง ไม่ยอมให้เธอเจอลูกสาวและไม่ยอมรับความช่วยเหลือทั้งที่กำลังลำบาก

“ฉันอยากเจอลูก”

ตามิ่งหันมาขึงตาใส่ “อยากเจอทำไม เอ็งอยากให้ลูกมันรู้ว่ามันมีแม่เลวหรือไง”

“พ่อไม่ต้องบอกว่าฉันเป็นแม่ก็ได้ ขอแค่ได้เจอหน้าลูก ได้กอดบ้างก็พอ ฉันคิดถึงลูกนะพ่อ”

“ถุย! ถ้าเจอแล้วจะบอกลูกยังไง เป็นน้า ป้าหรือแค่คนอยากรู้จัก”

คำประชดที่ทำกิ่งแก้วปวดใจ

“แต่ยังไงมันก็ลูกฉันนะพ่อ”

“กลับไปซะ ข้าไม่อยากให้หลานสาวข้าเสียใจถ้ารู้ว่าถูกแม่แท้ ๆ ทอดทิ้ง ให้มันเข้าใจว่าแม่มันตายไปแล้วดีที่สุด

“ฉันอธิบายกับลูกได้ ขอแค่ให้ฉันเจอลูกได้คุยกับลูกก็พอ”

“ถ้าเจอแล้วมันขอไปอยู่ด้วยจะว่ายังไง”

“ฉัน...”

“หึ!” ตามิ่งพ่นลมออกจมูก มองกิ่งแก้วแววตาหยาดเหยียด “ไม่ตายแต่ไม่เคยรับผิดชอบดูแล ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นตอนที่ต้องการ มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าจะเจอ ปล่อยให้มันเข้าใจว่าแม่ของมันตายแล้วน่ะดีที่สุด ส่วนเอ็งก็กลับไปซะ ไปใช้ชีวิตสุขสบายที่เอ็งต้องการแล้ว เลิกมาตอแยข้ากับหลานเสียที”

“ขอฉันกอดลูกสักครั้งไม่ได้เหรอพ่อ”

“ไม่ได้!”

กิ่งแก้วทรุดลงกอดขามองบิดานัยน์แววตาแดงก่ำ “ขอโอกาสให้ฉันสักครั้งนะพ่อนะ”

“เลิกสร้างปมให้ลูกเสียที ที่ผ่าน ๆ ก็ทำร้ายจิตใจมากพอแล้ว ถ้ารักลูกก็คงไม่ทิ้งมันไปทั้ง ๆ ที่มันยังแบเบาะต้องให้โตมากับคำว่าเด็กกำพร้า ไปเถอะนังกิ่ง อย่าให้ข้าโมโหมากไปกว่านี้ รีบออกไป”

น้ำเสียงตามิ่งหนักแน่น โมโหทุกครั้งที่เห็นหน้าลูกสาวเพราะอดขุ่นใจกับเรื่องราวในอดีตไม่ได้ อดีตที่หลานสาวของตนต้องร้องห่มร้องไห้วิ่งมาหาทุกครั้งที่ถูกเพื่อนล้อว่าไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่น ๆ ภาพเหล่านั้นมันฝังใจจนไม่อาจอภัยคนกระทำ

“ไม่ต้องมาที่นี่อีก ทำตัวให้เหมือนคนที่ตายไปแล้วได้ยิ่งดี”

“พ่อ...”

ถ้อยคำทิ่มแทงใจ สร้างความเจ็บปวดแก่คนที่ไม่อาจหาคำมาแก้ตัว เธอพาลูกไปอยู่ด้วยไม่ได้ตามพ่อพูดจริง ๆ เพราะชีวิตทุกวันนี้ยังหาความแน่นอนไม่ได้ มีเงินใช้แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เธอไม่อยากนำปัญหาของตัวเองมาทำให้พ่อกับลูกลำบาก จึงต้องปิดบังเรื่องลูกกับสามีคนปัจจุบัน เพราะนายทวีเป็นคนมีอิทธิพลทำธุรกิจผิดกฎหมาย เธอกลัวว่าเขาจะทำอันธพาลใช้พ่อกับลูกเป็นเครื่องมือบังคับให้เธอทำตามต้องการ

ถึงจะพาไปอยู่ด้วยไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอสามารถจุลเจือทุกอย่าง เธออยากให้พ่อกับลูกสาวมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่พ่อก็ไม่ยอมรับ ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ให้อภัยอะไรเลย

“ฉันแค่ขอเจอหน้าลูกสักนิดไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้! ข้าไม่อยากเห็นหลานข้าเสียน้ำตาเพราะรู้ว่าแม่เลว รีบไปซะก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน”

นางชื่น เพื่อนบ้านวัยกลางคนที่รับรู้เรื่องราวของสองพ่อลูกดีจึงเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย

“ใจเย็น ๆ น่าพี่มิ่ง กิ่งแก้วมันก็สำนึกผิดแล้วนา พี่จะกีดกันอีกทำไม”

“ข้าไม่ได้กีดกัน แต่ข้าไม่อยากเห็นหลานสาวข้าทุกข์ใจกับเรื่องนี้อีก ให้มันเข้าใจว่าแม่มันตายไปแล้วตามเดิมดีที่สุด”

“เด็กมันยังเล็กคงไม่คิดอะไรมากหรอกมั้ง”

“ก็เพราะคิดแบบนี้น่ะสิ ผู้ใหญ่ถึงชอบทำอะไรตามอำเภอใจ ไม่อยากเลี้ยงก็ทิ้ง พอต้องการก็กลับมาหาหน้าด้าน ๆ เด็กมันก็มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่ว่าลืมตาออกมาหายใจเฉย ๆ แล้วจะโตจะเข้าใจทุกอย่างได้ซะเมื่อไหร่ กว่ามันจะโต กว่าจะยอมรับชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ได้ คนอื่นจะรู้บ้างไหมว่ามันต้องเสียน้ำตาไปเท่าไหร่”

“เออ มันก็จริง”

นางชื่นรับเสียงอ่อน เพราะเคยอยู่ในช่วงที่เด็กหญิงวิ่งโล่มาหาและร้องไห้ทุกครั้งที่ถูกเพื่อนล้อปมด้อย อีกทั้งยังไม่เข้าใจคำว่า พ่อแม่อยู่บนสวรรค์ที่ตามิ่งพร่ำบอก เด็กน้อยจึงเฝ้าถาม ว่าเมื่อไหร่พ่อแม่บนสวรรค์จะกลับมา เด็กน้อยเฝ้ารอ...รอจนกระทั่งลืมเลือนความต้องการ

“แต่ฉันว่า พี่มิ่งน่าจะลอง...”

“อย่าไปเข้าข้างแม่อย่างนี้เลยนังชื่น แล้วถ้ายังไม่เลิกตอแย ข้าย้ายไปอยู่ที่อื่น”

คำขู่ของตามิ่งได้ผล เพราะเคยทำหลายครั้ง กิ่งแก้วจึงไม่กล้าขัด ครั้งก่อนที่พ่อพาลูกสาวของเธอย้ายที่อยู่ กว่าเธอจะตามหากันเจอก็เสียเวลาหลายปี และหากพ่อจะพาลูกสาวหนีไปตอนนี้ ขณะที่มีอายุมากเธอก็กลัวว่าจะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

“ฉันไม่ตอแยก็ได้” กิ่งแก้วตัดใจแล้วยื่นเงินในมือให้อีก “แต่พ่อรับเงินนี่ไปเถอะนะ เอาไว้ซื้อขนมให้เด็ก ๆ กิน”

“ไม่เอาโว้ย! พูดกันไม่รู้เรื่องหรือไงวะ”

ตามิ่งปาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ลูกสาวยัดใส่มือลงพื้น เพราะรู้ดีว่าเงินนี้ได้มาจากงานต่ำ ๆ

ชายชราหันมาทางเพื่อนบ้านแล้วกล่าวกำชับ “ห้ามบอกเรื่องนี้กับเด็ก ๆ นะนังชื่น ถ้าเอ็งรักพวกมันก็ห้ามพูดเด็ดขาด”

“จ้ะพี่”

คนกลางที่ไม่สามารถช่วยให้อะไร พยักพเยิดหน้าให้กิ่งแก้วรีบกลับไปก่อน เพราะนางกลัวตามิ่งจะอารมณ์เสียจนพาลย้ายบ้านหนีไปจริง ๆ

โชคดีที่บ้านนางเป็นร้านค้าอยู่หน้าปากซอย ห่างจากคนอื่น ๆ ที่อยู่เป็นห้องแถวเช่าติดกัน การทะเลาะของสองพ่อลูกจึงไม่มีใครมาได้ยิน เพราะถ้าเรื่องรั่วไหล ตามิ่งต้องโทษว่านางไปป่าวประกาศแน่นอน



นัทถือเงินหนึ่งร้อยบาทเดินทั่วตลาด แต่เงินเพียงเท่านี้เขาจึงซื้อแกงมาได้แค่สองถุง กับลูกอมอีกสามอัน ซื้อเสร็จก็รีบกลับไปหากรดา แต่ระหว่างทาง นัทได้กลิ่นหอมของน้ำซุปจากร้านข้าวมันไก่ โชยแตะจมูกยั่วน้ำลายจนต้องหยุดมอง ในตู้โชว์มีไก่ต้มสุกตัวเขื่องห้อยเต็มตาดูน่ากิน แต่พอก้มดูเงินในมือที่เหลือทอนมาไม่กี่เหรียญก็ต้องถอนหายใจ

นัทจำได้ว่ากรดาบ่นอยากกินข้าวมันไก่ เงินเหลือแค่นี้จะขอซื้อแค่น้ำซุปสักถ้วยล่ะจะได้ไหมนะ

นัทคิดอย่างชั่งใจ และเอ่ยถามในเวลาต่อมา ขอซื้อตามเงินที่เหลือ ได้นิด ๆ หน่อย ๆ แค่ให้กรดาได้ชิมก็ยังดี

“น้าครับ…”

ชายร่างยักษ์ที่กำลังสับไก่ใส่จานเงยหน้ามามองนัท หัวคิ้วขมวด สายตาดูแคลนจนคนถูกมองรู้สึก แต่ก็พยายามข่มใจ

“คือ...ผมอยากจะขอ...”

“เฮ้! ขออะไรไป๊ ออกไป ไปไกล ๆ เลย ที่นี่ไม่ใช่สถานสงเคราะห์นะเว้ย จะได้จะมาคงมาขอ”

“ผมแค่อยากถามว่าน้ำซุป...”

“โธ่เอ๊ย...ลูกไม้ตื้น ๆ แบบนี้ใช้กับกูไม่ได้หรอก ทำทีมาถามราคาแต่คุยไปคุยมาก็ขอนั่นแหละวะ เคยดูสารรูปตัวเองไหม โตจะตายห่ายังไม่รู้จักทำมาหากิน เทียวมาขอคนอื่นหน้าด้าน ไปไป๊อย่ามายืนเกะกะ” ชายคนเดิมว่าแล้วโบกมือไล่อย่างจริงจัง

“ไอ้ติง! ไอ้ติงโว้ย! มาลากไอ้เด็กขี้ขอออกไปห่าง ๆ หน้าร้านหน่อยสิวะ ปล่อยให้มายืนสกปรกอยู่ตรงนี้เดี๋ยวลูกค้าเห็นก็หนีไปร้านอื่นพอดี”

“ผมไม่ได้มาขอนะ”

“น้ำหน้าอย่างนี้เนี้ยนะไม่ได้มาขอ ไอ้เด็กเหลือขอเอ๊ย...”

เพล้ง!

“อ้าวเฮ้ย!”

เพราะโดนทำให้อับอายทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด นัทจึงโกรธจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ เขาขว้างเหรียญในมือใส่ตู้กระจกจนแตกก่อนจากนั้นก็ใส่ตีนหมาโกยแน่บ

เจ้าของร้านร่างยักษ์ ชี้มีดอีโต้ใส่นัทแล้ววิ่งไล่ ปากก็ตะโกนด่าตลอดทาง

“ไอ้เด็กเวร! เฮ้ยพวกเรามาช่วยจับไอ้เด็กเวรนี่ที มันเป็นอันธพาล ถ้าปล่อยไว้พวกเราจะเดือดร้อน หยุดนะเว้ย หยุดเดี๋ยวนี้!”

นัทวิ่งหน้าตั้งอย่างไม่ฟังเสียงเรียก ทิ้งระยะห่างพอสมควรก็หาที่ซ่อน แล้วแอบมองเห็นชายเจ้าของร้านข้าวมันไก่หยุดยืนหอบหายใจกลางทาง นัทก็ถอนใจโล่งอก

“ไอ้เด็กเวร...อย่าให้ได้เจอนะมึง จะสับให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว!” คนวิ่งตามไม่ทันตะเบ็งด่าชูมีดในมือหรา ขู่จนพอใจก็หันหลังเดินกลับ

คู่กรณีถอยแล้วร่างผอมแกร็นจึงออกจากที่ซ่อน เดินเข้าไปในตรอกแคบที่สกปรกจนไม่มีผู้คนอยากผ่าน

เด็กชายเร่งเท้าก้าวไปหากรดา พร้อมเร่งระบายลมหายใจหอบเหนื่อยไป เพราะไม่ต้องการให้น้องรู้ว่าตนผจญกับอะไร

“อะ”

นัทยื่นถุงแกงให้กรดาที่นั่งทำหน้ามุ่ยมองกับข้าว

“พะโล้อีกแล้ว”

“มีอะไรก็กิน ไปเถอะ! " ตอบแล้วกระแทกตัวลงนั่งบนฟุตบาท

“กินแต่พะโล้ หน้าจะเป็นไข่อยู่แล้ว”

“พูดมาก ถ้าไม่กินก็เอามานี่!” นัทลุกแย่งถุงแกงกลับคืนแต่เด็กหญิงเบี่ยงหลบ

“พูดแค่นี้ทำเป็นโกรธ ขี้งอนจริง ๆ”

“ใครกันแน่ขี้งอน”

นัทมองคนเถียงพลางทรุดตัวตามลงนั่งตามเดิม กรดาชูถุงแกงเพื่อมองเหมือนกำลังมันเป็นของหายาก

“เค้าจองไข่” บอกแล้วหันมาหานัท แต่พอเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของเด็กชาย คิ้วเรียวได้รูปก็ขมวดย่น “ไปซื้อของแค่นี้ ทำไมหน้าแดง หรือว่าไปทำอะไรมา”

“ยุ่งน่า”

นัทผลักมือที่กำลังจะยื่นมาจับหน้าเขา รีบถัดตัวออกห่างไม่ให้กรดาจับผิด เขากลัวเด็กน้อยจะฟ้องตาแต่เขาไม่ใช่อันธพาล คนพวกนั้นต่างหากที่เริ่มก่อน เขาทำเพราะถูกด่าทั้งที่ยังไม่ได้ผิดอะไร

“เอ๊า ถามแค่นี้ก็ไม่ได้”

“ไม่ได้! เหนื่อย ขี้เกียจพูด ขี้เกียจตอบ” ว่าส่ง ๆ อย่างไม่อยากใส่ใจ แต่จู่ ๆ เด็กหญิงยิ้มให้

“ลูกอมเค้าล่ะ”

“อ่อ”

สีหน้านัทเปลี่ยนไปเมื่อคลำกระเป๋ากางเกงขาสั้นที่สวมแล้วหาไม่เจอ “ไม่มี..” ตอบอย่างไม่อยากอธิบายแต่คิดว่าคงทำหล่นตอนวิ่ง

“อ้าว ไอ้พี่นัทโกหกเค้าอีกแล้วนะ”

“อย่าเรื่องมากน่า กลับบ้านได้แล้วตารอกินข้าว”

“เดี๋ยวสิ! ไม่คิดจะซื้อลูกอมมาให้เค้าตั้งแต่แรกใช่ไหม แล้วโกหกให้เค้านั่งรอทำไม!”

นัทขมวดคิ้วใส่กรดา ถอนหายใจรำคาญแววตาที่จ้องจับผิด คนเพิ่งมาเหนื่อย ๆ ซักไซ้อยู่ได้

“ไม่กลับก็ตามใจ” นัทลุกเดินหนี

“อ้าว...ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ...รอด้วย!” กรดาวิ่งจนถุงแกงกวัดแกว่งไปมาปากก็ตะโกนเรียกแต่นัทไม่หันมาสนใจ

“ถามแค่นี้ทำไมต้องโกรธ ตัวเองนั่นแหละผิด โกหกแล้วยังจะอารมณ์เสียใส่เค้าอีก”

“หยุดเซ้าซี้ได้แล้ว รำคาญ!”

เด็กหญิงสะดุ้งกับเสียงตะคอก รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์เสียอย่างจริงจัง แต่เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย

“ไอ้พี่นัทบ้า”

เด็กน้อยตะโกนด่าขณะวิ่งไล่ตาม

“ด่าพี่เหรอ!”

นัทหันกลับมาสายตาจ้องเด็กหญิงเขม็ง กรดาสะดุ้งเผลอถอยไปก้าวหนึ่ง นัทตอนนี้ดูน่ากลัวจนเธอขยาด

“เค้าขอโทษ...” พูดเสียงอ่อยไม่กล้าสบตา

นัทไม่สนใจคนตรงหน้า เขาคว้าถุงแกงมาถือแล้วเดินจากไปโดยไม่ฟังเสียงเรียกที่ดังตามหลังอีก

“เฮ้! ไอ้พี่นัท! รอด้วยสิ เค้าก็ขอโทษแล้วไงทำไมยังโกรธอีก”

นัทยังคงย่ำเท้าไปเรื่อย ๆ คงความเร็วเท่าที่เด็กหญิงจะวิ่งตามทัน พอใกล้ถึงห้องเช่า เด็กทั้งสองก็ต้องหันมองหน้ากัน แปลกใจที่มีคนมากมายมายืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง

“พวกเขาดูอะไรกันน่ะ”

กรดาไม่รอคำตอบ เด็กน้อยรีบมุดเข้าไปสมทบกับผี่ใหญ่ ยืนเขย่งเท้ามองเหมือนคนอื่น แต่ตัวเท่านี้จะฝ่าด่านผู้ใหญ่ที่สูงใหญ่แถมยืนบังจนมิดได้ยังไง

“อยากรู้ก็เข้าไปสิ ยังไงก็ต้องเข้าบ้านอยู่แล้วนี่”

นัทส่ายหน้าให้ความอยากรู้อยากเห็นของกรดา จากนั้นก็นำทางด้วยการเบียดเสียดฝูงชนเข้าไปพร้อมเด็กหญิงที่เดินตามหลัง พอเข้ามายืนอยู่ในวงล้อมได้ เด็กน้อยทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างแล้วร้องตะโกนด้วยความตกใจ

“ตา!”



2
4. มะยม / ฟีลิปดา / 1.เขียนไว้ที่ปลายฟ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 27, 2021, 05:33:16 PM »
บทที่ 1



รถซาเล้งคันเก่าขับไปตามเส้นทางเดิมเวลาเดิมของทุกวัน พร้อมเสียงกระทบกระแทกของกระป๋องและขวดที่เก็บมาก่อนหน้า เป็นความคุ้นชินของสามชีวิตที่ต้องออกมาเก็บของเก่า เพื่อนำไปคัดแยกขาย เป็นรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

“ตาจ๋า ทำไมวันนี้ที่วัดคนเยอะจัง”

เด็กหญิงวัยแปดขวบที่นั่งเบียดข้าวของในกระบะของซาเล้งร้องถามพลางยกมือปัดผมที่ปลิวมาปิดหน้า

“แห่นาคทำไมเหรอตา”

คนขี้สงสัยเอี้ยวตัวมาหาผู้ทำหน้าที่ขับขี่รถซาเล้ง

“ก็หมายถึงคนที่กำลังจะมาเป็นพระน่ะสิ ต้องผ่านการเป็นนาคก่อนแล้วค่อยเป็นพระ” ตอบแล้ว แต่หลานสาวที่ยังย่นหัวคิ้วมองมา จึงพูดต่อ “ผู้ชายส่วนใหญ่เขาต้องบวชน่ะ”

“งี้ไอ้พี่นัทก็ต้องบวชน่ะสิ”

“ผมไม่บวชนะ ผมจะอยู่กับตาที่บ้าน” ตามิ่งหัวเราะ “เอ็งกลัวผีหรือไงไอ้นัท”

“ผมแค่อยากช่วยตาทำงานมากกว่ามาอยู่ที่วัดเฉย ๆ”

“อยู่เฉย ๆ ที่ไหนล่ะ พระท่านก็มีหน้าที่ให้ทำเยอะแยะ”

“ยังไงผมก็ไม่บวช” เด็กชายวัยสิบสองยืนกราน

“เค้าอยากแต่งชุดสวย ๆ ไอ้พี่นัทบวชเถอะเค้าจะได้แต่งตัวแบบนั้น เค้าอยากใส่” เสียงเล็กบอกพลางมองกลุ่มคนที่พร้อมใจแต่งชุดไทยออกมายืนหน้าขบวนแห่ “เราเข้าไปดูใกล้ ๆ ได้ไหมตา”

“ไม่ต้องไปหรอตาเสียเวลา” เด็กชายนั่งซ้อนท้ายตามิ่งชะโงกหน้าขัด

“ไอ้พี่นัท” เด็กหญิงมองค้อน แล้วอ้อนต่อ “ไปดูแค่แป๊บเดียวเองตา”

ใบหนายับย่นของชายชรายิ้มให้ฟ้หลานสาว ขณะเลี้ยวรถซาเล้งไปหาถังขยะที่เต็มไปด้วยเศษขวดเศษพลาสติก แม้จะรักหลานสาวคนเดียวยอมตามใจเกือบทุกสิ่ง แต่เมื่อชีวิตยังต้องกินต้องใช้ ขยะที่ล้นออกมานอกถังจึงสำคัญกว่า

“เขาก็แค่แห่นาคเข้าโบสถ์ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก” ตอบพร้อมกวาดสายตาฝ้าฟางมองเป้าหมาย

“เราไปทำงานก่อนดีกว่าตา ถ้าชักช้าเดี๋ยวคนอื่นจะมาเก็บไปหมด”

“เออไป ๆ” ตามิ่งตอบแล้วแสร้งไม่เห็นใบหน้ากระเง้ากระงอดงอนของหลานสาว

“ตาเชื่อแต่ไอ้พี่นัท”

“ก็ไอ้นัทมันพูดถูก ถ้าเข้าไปเก็บไม่ทันคนอื่นเราจะเอาอะไรไปขาย”

“เดี๋ยวไม่มีตังค์ซื้อข้าว” นัทเสริม

“ไอ้พี่นัทขี้งก” กรดาค้อนให้นัทที่มักมีความเห็นตรงข้ามกับตัวเองเสมอ

ตามิ่งหัวเราะชอบใจกับอาการเง้างอนของหลานสาว แต่ก็รีบพูดดักคอทั้งสองคน

“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว”

“นัทไม่อยากทะเลาะด้วยหรอก ไม่อยากทำตัวเป็นเด็ก”

“เออดีแล้ว...เอ็งน่ะเป็นพี่อย่าไปถือสาน้อง”

“เชอะ! เป็นพี่แต่ตัวโตแค่นี้เอง” กรดาว่าประชด

“โตกว่าตัวก็แล้วกันล่ะ”

นัทเถียงก่อนลงจากซาเล้งมาคว้าถุงปุ๋ยในกระบะที่วางข้างเด็กหญิงอย่างไม่คิดจะสนใจมองหน้าคนงอน ได้ถุงก็ถือเดินดุ่ย ๆ ไปที่กองขยะ เลือกเก็บขวดเก็บทุกอย่างที่จะผันออกมาเป็นเงินใส่ถุง

ถังขยะในวัดหลังตลาดมีทั้งกลิ่นเหม็นและแมลงบินว่อน เพราะทั้งผู้ซื้อผู้ขายที่เข้ามาจอดรถในลานวัดพร้อมใจทิ้งอย่างไม่สนใจแยกขยะเปียกขยะแห้งตามที่รัฐบาลประกาศ ส่วนหนึ่ง้พราะรัฐเองก็ไม่มีถังมาเตรียมให้ประชาชนอย่างที่ควรเป็น

แต่นัทไม่เคยคิดจะรังเกียจ เพราะถ้าคิดก็จะอด วันนี้ในวัดมีงานขยะยิ่งมากกว่าปกติ เขาก็ยิ่งต้องรีบเร่งเก็บ ขวดเอย ลังกระดาษเอยของเหล่านี้มีค่า สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้

แล้วเขาจะรังเกียจแค่กลิ่นเหม็น ๆ ทำไม!

“ไอ้พี่นัทขี้งก”

กรดาส่งเสียงประชดราวรู้ว่าในใจนัทกำลังคิดอะไร บ่นเสร็จก็ถือถุงเดินตามตามิ่ง ที่พาอ้อมไปอีกทาง

“ขี้เหม็น ขี้หวง ขี้ขัดใจ”

เพราะไม่ได้ยืนไกลกันนัทจึงได้ยินคำบ่นระบายอารมณ์ของกรดา แต่ก็คุ้นชินกับนิสัยเอาแต่ใจ คนที่โกรธแค่แป๊บเดียวอารมณ์ก็ร่าเริงราวเป็นปกติ หลายครั้งแล้วที่เขาปรับตัวตามอารมณ์ไม่ทัน เขาจึงไม่คิดเอาความโกรธของกรดามาใส่ใจ

“เอ็งจะงอนอะไรนักหนาไอ้ดา ทำงานเร็ว ๆ เข้าจะได้ไปเก็บที่อื่นต่อ”

ตามิ่งว่าแล้วเหลือบตามองนัท เห็นเด็กชายทำงานอย่างไม่ได้ใส่ใจคำด่าของหลานสาว ก็หันมาเตือนกรดาต่อ “ว่าพี่แบบนั้นได้ยังไง”

“ก็ไอ้พี่นัทเป็นอย่างนี้จริง ๆ นี่ตา”

“ยังไงก็เป็นพี่”

“เป็นพี่ที่ชอบขัดใจน้อง”

“แต่เวลาเอ็งไม่สบาย ใครล่ะที่ดูแลหึ...”

“เวลาไอ้พี่นะไม่สบายหนูก็ดูเหมือนกันนะ”

ตามิ่งอ่อนใจ “เออ ๆ เอ็งนี่น้าเถียงคำไม่ตกฟาก ทำงาน ๆ ถ้าวันนี้ขายได้ตังค์เยอะตาจะซื้อลูกอมให้ก็แล้วกัน ทีนี้ก็เลิกงอนได้แล้วนะ”

ลงท้ายด้วยการติดสินบนหลานสาวอย่างเอาใจ

“หนูขอหลาย ๆ สีเลยนะตา”

“เออ...”

นัทหันมามองกรดาที่ดีใจจนลืมความโกรธ0000000000000000000

“ฟันผุอย่างกะหนูแทะ ไม่น่าให้กินลูกอมหรอก”

“เอ๊ะ! ไอ้พี่นัทขัดอีกแล้วนะ” เด็กน้อยนิ่วหน้าใส่นัท “ตัวเองไม่กินก็ช่างสิ แต่ตาจะซื้อให้เค้า”

“พี่ไม่กินเพราะไม่อยากมีฟันเหมือนหนูแทะ”

“เบื่อไอ้พี่นัท” พอเถียงไม่ได้ก็ทำหน้ามุ่ย

“เบื่อกันไม่ได้นา มีอยู่แค่นี้ต้องรักกันไว้”

“ก็ไอ้พี่นัทชอบแกล้ง หนูไม่อยากจะรัก”

“ไอ้นัทมันเป็นห่วงเอ็ง แต่มันพูดไม่เป็นก็แบบนี้ เมื่อไหร่จะเข้าใจกันเสียทีล่ะหึ!” ตามิ่งส่ายหน้าพลางหยิบถุงที่หลานสาวถือมากางปากออกกว้าง เพราะถุงของตัวเองเต็มแล้ว “เอาล่ะ ๆ อย่ามัวแต่เถียงกัน รีบ ๆ เก็บจะได้ไปที่อื่น” ว่าตัดบทแล้วยกถุงปุ๋ยสองใบพาดบ่า เดินไปไว้ที่รถซาเล้ง

“แบร่...”

กรดาแลบลิ้นใส่นัทก่อนเร่งเท้าเดินตามตามิ่ง เด็กชายรื้อกองขยะหาของต่อ พอตาจัดรถเสร็จเขาก็เข้าไปสมทบ

“หมดยังไอ้นัท”

นัทแบกถุงวางทับของที่เก็บมาก่อนหน้า เหลือบตามองเด็กหญิงที่ยังมองขวางใส่แวบหนึ่งจึงเขย่งเท้าขึ้นนั่งซ้อนนั่งเกาะเอวชายชรา

“ไปเถอะตา ผมเก็บมาหมดแล้ว”

นัทกอดเอวตามิ่งที่เริ่มพาซาเล้งตะลอนต่อไปยังถังขยะใบอื่น ๆ พอถึงที่หมายก็ต่างลงไปช่วยกันรื้อค้น เก็บจนหมดทุกที่ที่เคยไปแล้วก็พากันกลับบ้าน จะทำงานต่อก็หลังจากกินข้าวกินปลาแล้วนั่นแหละ จึงจะนั่งคัดแล้วนำไปขายเป็นรายได้เลี้ยงชีพ

ขณะกำลังจะเลี้ยวเข้าซอย ตามิ่งต้องชะลอความเร็วซาเล้งลงเมื่อแลเห็นรถยนต์คันหรูจอดอยู่หน้าบ้านนางชื่น เพื่อนบ้านที่อาศัยหน้าปากซอยทางเข้า และใช้บริเวณหน้าบ้านที่มีอยู่น้อยนิดเปิดร้านขายของชำและขายข้าวแกงไม่กี่อย่าง

ชายชราตัดสินใจเลี้ยวซาเล้งจอดข้างทาง

“มีอะไรหรือตา” นัทชะโงกหน้าถาม แต่ชายชราล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรสีแดง ๆ ยื่นให้

“พาน้องไปซื้อกับข้าวในตลาดหน่อย อยากกินอะไรก็ซื้อมา”

“กับข้าวเก่าเมื่อวานก็ยังเหลือนะตา กินอันนั้นก่อนดีกว่า เอาตังค์นี่ไปซื้อยาก่อน ตาปวดหลังไม่ใช่เหรอ”

“เออน่า...ไปซื้อมาเถอะ”

“ซื้อแถว ๆ นี้ก็ได้มั้ง” นัทมองหาร้านขายอาหาร “ซื้อแกงร้านป้าชื่นไงตาคงยังไม่หมดหรอก”

“ไม่เอา ๆ พาน้องเข้าไปซื้อในตลาด เผื่อน้องอยากกินอย่างอื่น”

“แต่ว่า...”

“ทำตามที่ตาบอก ไปเร็ว ๆ ไอ้ดาลงมา” ตามิ่งเรียกแล้วเดินมาฉุดมือหลานสาว “ไปซื้อของกับพี่ในตลาด”

“จะซื้อกับข้าวอะไรเหรอตา” กรดาถามขณะยันกายลุกตามแรงดึงของชายชรา

“อะไรก็ได้ที่พวกเอ็งอยากกิน แต่ห้ามดื้อกับพี่เขานะ”

ตามิ่งจูงหลานสาวมายืนบนฟุตบาทแล้วหันเรียกนัท “มาสิไอ้นัทพาน้องไป”

ตามิ่งเรียกคนที่ยังยืนมองตัวเองนิ่ง รู้ดีว่านัทเป็นห่วง แต่จะบอกสิ่งที่ตนกำลังจะสะสางให้เด็กสองคนรู้ไม่ได้ จึงต้องหาทางไล่ออกไปให้พ้น ๆ บ้านก่อน

ตามิ่งรู้ว่านัทกำลังสงสัย เพราะเด็กชายมีความรักมีความกตัญญูกับตนมากมายทั้ง ๆ ที่เพิ่งมาอยู่ด้วยไม่กี่ปี จึงเฝ้าเป็นห่วงเป็นใยทุกเรื่อง อาจเพราะมาพบเจอในวันที่กำลังลำบาก เด็กน้อยไร้หนทางไป เนื่องจากถูกครอบครัวตัวเองทอดทิ้ง ตนจึงรับมาดูแลแทนพาไปแจ้งความตามหาผู้ปกครอง เพราะไม่อยากซ้ำเติมให้เด็กชายต้องผจญกับชีวิตที่ไม่มีใครต้องการอีก

ส่วนกรดา หลานสาวกำพร้าของตนยังเล็กจึงไม่สนใจสิ่งรอบตัวนัก แต่ก็ไม่อยากจะให้รับรู้อะไรเช่นกัน

“ตาอยากได้อะไรผมจะได้ซื้อมา”

“ซื้อที่พวกเอ็งอยากกินก็แล้วกัน”

“งั้นผมจะรีบไปรีบกลับนะ”

“ไม่ต้องรีบหรอก พาน้องเดินเล่นสักพักก็ได้ แต่อย่าไปมีเรื่องทะเลาะกับใครเขาล่ะ”

“รู้แล้วน่า ตาพูดบ่อยผมจำได้ว่าไม่ให้ไปยุ่งกับคนเกเร พวกนักเลงจะนิสัยไม่ดี” นัทดักคอตามิ่ง

“เออ ๆ รู้ก็ดี ไป ๆ รีบไป” มือหยาบกร้านโบกไล่พร้อมกำชับหลานสาว “อย่าดื้อกับพี่นะไอ้ดา”

“โห้ยตาอะชอบว่าหนูอีกและ แค่ไปตลาดจะดื้อทำไม” กรดามองค้อนใส่ตามิ่งก่อนหันมากระตือรือร้นเร่งนัท “เร็วสิไอ้พี่นัท ไปตลาดกันเร็ว ๆ”

กรดาฉุดแขนนัทให้ทำตามที่ตาบอก เด็กชายอายุย่างเข้าสู่วัยรุ่นยืนมองตามหลังรถซาเล้งที่ตามิ่งขี่เข้าซอยด้วยความแปลกใจ เพราะทุกครั้งที่มีรถเก๋งคันนั้นมาจอด ตามิ่งก็จะผลักไสให้ตนพากรดาไปนั่นไปนี่ เหมือนวันนี้ที่ต้องไปตลาดทั้ง ๆ เพิ่งจะขี่รถผ่าน

สงสัยแต่ก็ไม่กล้าถาม เพราะรู้แก่ใจว่าตามิ่งไม่อยากบอก

“ตาเป็นอะไรหรือเปล่าดา”

“ไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง ก็ใช้เราไปซื้อกับข้าวไง มาสิไอ้พี่นัท เร็ว ๆ เค้าอยากเข้าไปเดินเล่นในตลาดแล้ว”

นัทถอนใจใส่เด็กหญิงที่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราว ก่อนเดินตามแรงฉุดเพราะนึกรำคาญเสียงแหลมที่เซ้าซี้กรอกหู





เด็กทั้งสองเดินเลาะพุ่มไม้มาตามทางเท้าของสวนสาธารณะ สวน ซึ่งอยู่ก่อนถึงย่านร้านค้าอาคารพาณิชย์ตรงทางเข้าตลาดสด เขาเห็นว่ายังมีคนมาเดินออกกำลังแม้จะอยู่ในช่วงสาย ๆ จึงบอกให้กรดานั่งรอ

“แต่เค้าอยากเข้าไปตลาดด้วยนี่นา” เด็กน้อยทำตาละห้อย

“รอตรงนี้แหละ พี่จะรีบไปรีบกลับพี่เป็นห่วงตา”

“ห่วงทำไม ตาไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”

“ถ้าเรามัวเดินเล่น มัวชักช้าตาก็จะหิวข้าวไง”

“อ๋อ แต่ว่า...”

นัทมองเด็กน้อยที่แม้จะยอมจำนนกับเหตุผลของเขา แต่ก็ยังไม่เต็มใจจะทำตามคำสั่งสักเท่าไหร่ นัทไม่อยากให้กรดาเข้าไปในตลาดด้วย เพราะเด็กน้อยชอบหยุดดูนั่นดูนี่ ซึ่งจะทำให้เขาเสียเวลา

“แต่ตาสั่งให้ไปด้วยกันนี่”

“เถอะน่า พี่บอกให้รอก็รอ เดี๋ยวพี่ซื้อลูกอมมาฝาก”

“จริงนะ” เด็กหญิงเบิกตากว้าง

“แต่ต้องรอตรงนี้นะ ห้ามเดินไปไหน”

“ก็ได้ ๆ” กรดาเลิกเซ้าซี้ “รีบมาไว ๆ นะเค้าไม่อยากอยู่คนเดียวนาน”

“ไม่ต้องกลัวหรอก คนเดินกันเยอะแยะ”

“แต่เค้าไม่รู้จักนี่”

นัทถอนใจ “พี่จะรีบซื้อ รีบกลับมา”

นัทรับคำแล้วเร่งเท้าเดินเข้าตลาดซื้อหาอาหารตามที่ตามิ่งสั่ง
3

   “อ่อ...ครูหลินนั่นเอง สวัสดีค่ะ”

   “อยู่กันสองคนก็ตามสบายเถอะค่ะ อย่าฝืนเลย”

   กรวีร์เลิกคิ้วมองนลินอย่างแปลกใจนิดหนึ่งแล้วยิ้มออกมา “ก็ดีค่ะ ฉันขี้เกียจปั้นหน้าเป็นคนดีเหมือนกัน เฮ้อ...ในที่สุดก็ได้ถอดหน้ากากคุยกันสักทีนะคะ”

   “คุณนิดเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟัง”

   “ฉันต้องถามครูก่อนว่า” กรวีร์ยิ้มมุมปากนิดๆ “ครูจะคุยในฐานะว่าที่พี่สะใภ้ของคุณนิดหรืออดีตแฟนเก่าของสามีฉัน วันนั้นถ้าสังเกตกันดีๆ คุณนิดทำตัวไม่ค่อยน่ารักเลยนะคะ”

   “ฉันว่าคุณเองก็ไม่ใช่เล่นๆ”

   “อู๊ย...ครูก็ชมกันเกินไปแล้วค่ะ ฉันว่าฉันน่ะยังน้อยกว่าครูอยู่หลายเลเวล”

   กรวีร์นึกเกลียดเสียงหัวเราะนุ่มนวลอ่อนหวานของนลินอย่างไม่มีเหตุผล นี่มันนางร้ายในซีรี่ส์เกาหลีชัดๆ ไม่ต้องแหกปากกรีดร้องโวยวาย แค่นั่งยิ้มมุมปากเบาๆ ก็รู้แล้วว่าร้ายเข้าเส้น

   “ฉันพอจะนึกออกแล้วว่าทำไมคุณนิดถึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนั้น พูดตามตรงน้องสาวคุณชิตก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีความอดทนสักเท่าไร”

   “เธอเลือกเกิดไม่ได้นี่คะ นายกครองคงสปอยลูกสาวน่าดู พูดธุระของครูมาดีกว่าค่ะ”

   “ไม่ได้ธุระสำคัญอะไรหรอกค่ะ พักเที่ยงว่างๆ เห็นคุณนั่งเหงาอยู่คนเดียวเลยจะแวะมาชวนคุย”

   “ดูมีน้ำใจดีนะคะ” กรวีร์ประชดด้วยรอยยิ้มหวานหยด ถ้าจะคุยกับครูหลินแก้เหงาละก็ เธอขอนั่งชอปปิ้งออนไลน์ยังจะเพลินซะกว่า “ว่าแต่เราจะคุยเรื่องอะไรกันดี”

   “ฉันเล่าเรื่องของพี่ไปป์ให้คุณฟังดีไหมคะ”

   ครูสาวคลี่ยิ้มราวผู้ชนะ ถือว่ายังไงตนก็เคยสนิทสนมกับปวินท์มาก่อน ทว่าลูกสาวเจ๊หวีโบกมือห้าม ลากเสียงยาวเหยียด

   “โอ๊ย...ครูขา นั่นผัวฉัน ฉันนอนคุยกันทุกคืนจนเบื่อแล้วค่ะ ครูไม่ต้องลำบากหรอก แล้วถ้าเขาอยากให้ฉันรู้อะไร เขาก็บอกฉันเองแหละ แหมครูเคยคบเสี่ยมาก่อนก็น่าจะรู้นิสัยเสี่ยดีนะคะ แล้วไอ้ประเภทหวังดีแบบมีผลข้างเคียงเนี่ยเลิกซะนะ มันเชย ฉันกับเสี่ยเราอยู่ในจุดที่คุยกันด้วยเหตุผล ไม่สนคำพูดยุแยง และฉันก็ไม่หึงในเรื่องที่มันผ่านมาแล้ว เสี้ยมไปก็เหนื่อยเปล่าค่ะ”

   “เหมือนอย่างที่คุณนิดว่าไว้จริงๆ” นลินยังคงยิ้มอย่างอ่อนหวาน

   แม้ภายนอกจะแสดงออกถึงความมั่นใจ แต่ภายในใจของกรวีร์กำลังเดือดปุดๆ ลูกสาวนายกครองวิทย์คงใส่เธอไว้เป็นชุด แล้วยังจะยายครูนี่อีก มายิ้มเชือดเฉือนอยู่ได้น่ารำคาญ!

   นลินปรายตาไปยังปิ่นโตและกระติกน้ำหวาน

   “เหนื่อยไหมคะ ต้องทำมาเอาใจพี่ไปป์ทุกวัน”

   “ไม่ได้อยากจะทำหรอกค่ะ แต่พอดีว่าเสี่ยขอร้อง อ้อนเก่ง จะกินนั่นกินนี่ ผัวกันเมียกันอะเนอะ เขาอุตส่าห์ออกปากแล้ว ฉันก็ใจดำไม่ลง ครูไม่เคยทำให้เสี่ยครูคงไม่รู้หรอกค่ะ ตอนกินข้าวหน้าเสี่ยก็บอกว่าอร่อยแล้ว ตกกลางคืนตอนกินฉันเสี่ยเขาฟินยิ่งกว่า” หญิงสาวปิดปากหัวเราะคิกคัก ทำท่าเหนียมอาย “อย่าให้ฉันเล่าเลยครู”

   “ฉันก็ไม่อยากรู้เรื่องน่าเกลียดแบบนั้นหรอก” นลินหน้าแดงด้วยความโกรธ

   “ไม่อยากรู้ แต่หวังอยากจะได้ ยังงั้นรึเปล่าคะ แต่ครูขาพูดกันแต่เรา เสี่ยเขาแซ่บจริงนะ เอวดี๊ดี อันนี้เม้าท์เลย”

   “หน้าด้าน”

   “อุ๊ยๆๆ ด้านแต่ก็ได้นะคะ ไม่ใช่พวกองุ่นเปรี้ยวสักหน่อย” แววตารื่นเริงของกรวีร์เปลี่ยนเป็นวาววับฉับพลัน ลูกสาวเจ๊หวีตบโต๊ะจ้องหน้าครูสาวอย่างเอาเรื่อง “ถึงฉันจะหน้าด้าน แต่เสี่ยไปป์เขาก็เป็นผัวฉัน ครูไม่มีสิทธิ์มาตัดสินหนังหน้าคนอื่นว่าด้านหรือบาง การที่ครูมาเดือดร้อนกับเรื่องในครอบครัวฉันนี่ก็เหมือนกัน ไม่อายบ้างเหรอคะ มีฐานะเป็นแค่แฟนเก่าจะเสนอหน้ามาเล่าเรื่องที่ผ่านไปแล้วให้ฉันฟังทำไม รีบไปซะก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน คนอย่างฉันไม่จำเป็นต้องรักษาภาพพจน์หรอกนะจะบอกให้”

   นลินเหยียดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มหยามหยัน “ตอนที่พี่ไปป์ขอเธอแต่งงาน ฉันคิดว่าเขาไม่เมาก็บ้า”

   “แต่เชื่อเถอะค่ะว่าตอนอยู่บนเตียงเขาตั้งใจใส่ไม่ยั้ง”

   นลินสะบัดหน้าเดินออกไปอย่างไม่พอใจ กรวีร์สูดลมหายใจระงับโทสะที่แล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ หญิงสาวกำหมัดแน่น นึกว่าจะได้ตบปากลูกสาวผอ.ซะแล้ว

   กล้าดียังไงมาวุ่นวายกับเธอ แล้วตัวต้นเหตุไปมุดหัวอยู่ไหน บอกเธอว่าจะมาไซต์ แล้วไหนละเสี่ย

   หญิงสาวกดเบอร์โทร.หาสามีด้วยความโมโหสุดขีด พอเขารับสาย เธอก็ว่าใส่ทันที

   “อยู่ที่ไหน ถ้าอีกห้านาทียังมาไม่ถึงไซต์ ฉันจะเทข้าวให้หมากิน!”



   “ทำไมวะ เมียโทรตามเหรอ”

   “เออ เสียงงี้เดือดจัดเลย ไม่รู้ไปมีเรื่องทะเลาะกับใครอีกหรือเปล่า เมื่อเช้านัดเจอกันที่ไซต์โรงเรียนอนุบาลด้วย” ปวินท์ผุดลุกอย่างรีบร้อน บอกกับสารวัตร “ยังไงก็ฝากตามเรื่องด้วยนะ แล้วว่างๆ แวะไปกินข้าวกัน พี่ขอตัวก่อน เจ๊วี่โทร.มาขู่จะเทกับข้าวให้หมากินแล้ว”

   “เมียพี่ไปป์น่ะเหรอครับ” วรวิชเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ ขณะที่ทัชพลหัวเราะลั่น

   “ก็มันดันไม่บอกเมียว่ามาโรงพัก เขาก็ไปรอที่ไซต์ละสิ แล้วไซต์นั้นก็อาถรรพ์แรงซะด้วย คราวก่อนทะเลาะกับยามทีหนึ่งแล้ว”

   “ฟังแล้วน่าจะแสบนะครับ”

   “แสบไม่แสบก็ทำเสี่ยไปป์เสียอาการได้ละ”

   “เฮ้ย ไอ้ทัชแกอย่ามัวแต่นั่งนินทาเมียฉัน ไปๆ แยกย้าย แกจะไปพร้อมฉันเลยไหม”

   “เรื่องอะไร” ทัชพลส่ายหน้าดิก “เมียแกขู่จะเทข้าวให้หมา สถานการณ์ไม่น่าจะสู้ดี ฉันไม่เสี่ยงด้วยหรอก เดี๋ยวโดนเจ๊วี่ทุบ”

   “ตามใจ งั้นฉันไปก่อนนะ ไปก่อนนะสารวัตร” ปวินท์ทิ้งให้สองหนุ่มนั่งมองหน้ากันก่อนจะผสานเสียงหัวเราะลั่นห้อง

   “พี่ไปป์ไปได้เมียคนนี้มาจากไหนครับ”

   “เจ๊หวีจัดการให้ ได้คนกันเอง ตอนแรกก็ไม่อะไร แต่อยู่ไปอยู่มากลายเป็นพ่อบ้านใจกล้าตามไอ้ศาสไปซะงั้น เออ...สารวัตรไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันไหม พี่เลี้ยง”

   “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก”

   “งั้นไว้ไปกินข้าวบ้านไอ้ไปป์แล้วกัน เจ๊วี่ทำกับข้าวอร่อยนะ ไม่งั้นผัวไม่รีบลนลานไปหาหรอก”

   “แต่ท่าทางจะดุเอาเรื่องนะพี่ ขู่จะเทข้าวให้หมาเนี่ย พี่ไปป์ก็ไม่โกรธด้วย”

   “โกรธก็อดสิสารวัตร ตั้งแต่มีเมียอะไรๆ ก็ดีขึ้น นี่มันไม่ต้องกินยาโรคกระเพาะแล้วนะ ไม่ต้องกินยาแถมยังได้กินของอร่อยๆ ทุกวัน มันถึงต้องรีบแจ้นไปเอาใจเมียไง”

   “ฟังๆ ดู เหมือนจะรักกันจริงนะครับ”

   ทัชพลยิ้มอย่างมีเลศนัย ไม่หลุดปากพูดอะไรทั้งนั้น เขารู้จักปวินท์ดี อาการออกซะขนาดนี้ ยังจะมีอะไรให้สงสัยอีกล่ะ



   ปวินท์สวมวิญญาณนักซิ่งตีนผีเร็วแรงทะลุนรกไม่นานก็ถึงโรงเรียน แต่นั่นยังดูเหมือนเขาจะช้าเกินไป เพราะสายตามองเห็นภรรยาหิ้วปิ่นโตเดินหน้าตูมกระชากประตูรถของเธออย่างหัวร้อนสุดๆ ชายหนุ่มหักพวงมาลัยรถไปจอดตีคู่ รีบเปิดประตูลงไปหา

   “ใจคอจะไม่รอกันบ้างเลยเหรอ” ชายหนุ่มต่อว่าพร้อมทำปากยื่นไปทางปิ่นโตในมือเธอ “จะเอาผัดเผ็ดไก่บ้านของฉันไปไหน”

   “เทให้หมากินหมดแล้ว” เธอสะบัดเสียงตอบ

   “ตลกน่า โรงเรียนนี้ไม่มีหมาสักหน่อย”

   “รู้ดีจริงนะ” กรวีร์ถลึงตาใส่ “อ๋อ...ลืมไปว่าเกือบได้เป็นลูกเขยเจ้าของโรงเรียน”

   “ตอนนี้เป็นลูกเขยเจ๊หวีแล้ว” ปวินท์ขยับเข้าไปใกล้ ฉีกยิ้มเอาใจ ไม่ถือสาที่โดนเธอประชด ถึงเมียเขาจะปากร้ายแต่เธอก็ใจดีกับเขามาก “โมโหอะไรเบอร์นี้”

   “เสี่ยไม่ได้มาที่ไซต์ แล้วให้ฉันมารอทำไม”

   ปากถาม แต่สายตานี่ด่าเป็นชุดแล้ว ว่าเขาโกหกปลิ้นปล่อน กะล่อน ตลบตะแลง

   ปวินท์ยิ้มบาง พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ เขาไม่อยากให้เธอรู้เรื่องคดีของแม่มากนัก แต่ความจริงแค่บอกเธอว่าไปธุระที่โรงพัก กรวีร์คงไม่สงสัย เมื่อเช้าเขาก็คิดมากเกินไปหน่อยจึงโกหกเธอว่ามาไซต์แล้วกลายเป็นว่าคุยกันเพลินจนลืมเวลา

   “ฉันไปธุระเรื่องคดีของแม่มา ไม่คิดว่าจะคุยกับสารวัตรเพลิน ก็เลยมาไม่ถึงไซต์” ปวินท์นึกขำตัวเอง สุดท้ายเขาก็ต้องบอกความจริงเธออยู่ดี

   “โทรศัพท์ไม่มีหรือไง” เจ๊วี่ยังเสียงแข็ง

   “ปิดเสียงไว้ ขอโทษนะ เราไปหาที่เงียบๆ นั่งกินข้าวกันดีกว่า เธอก็กินพร้อมฉันเลย เสียดายผัดเผ็ด”

   “ฉันอยากจะแช่งให้โรคกระเพาะเสี่ยกำเริบ” กรวีร์ขึ้นไปนั่งบนรถอย่างไม่สนใจ

   “เดี๋ยวก็ได้เป็นม่าย ก่อนได้ห้าแสนหรอก”

   ถึงจะยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าถูกโกรธด้วยเรื่องอะไร แต่ยังไงปวินท์ก็ของ้อเมียไว้ก่อน ชายหนุ่มรีบวิ่งอ้อมไปอีกด้านแล้วเปิดประตูขึ้นนั่ง ดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดเรียบร้อย กรวีร์หน้าบึ้งจัด

   “ขึ้นมาทำไม”

   “ก็บอกว่าจะพาไปกินข้าวไง ออกรถสิเดี๋ยวบอกทางให้”

   หญิงสาวสตาร์ตรถ ไม่สนใจถามด้วยว่ารถเขาจะทำอย่างไร อยากทิ้งไว้ให้ครูหลินดูต่างหน้าก็เชิญ!

   กรวีร์หมุนพวงมาลัยเลี้ยวตามคำบอกของสามี พอเขาบอกให้จอด เธอก็เหยียบเบรกกึก หันขวับ มองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

   “เล่นอะไรของเสี่ย ฉันขับผ่านร้านนี้มาสามรอบแล้วนะ”

   “ก็เห็นเมียอารมณ์ไม่ดี เลยให้ขับรถเล่น ตากแอร์เย็นฉ่ำๆ ไม่รู้สึกดีขึ้นเลยเหรอ”

   “ฉันไม่ได้ว่างขับรถพาเสี่ยนั่งกินลมชมวิวนะ”

   “ไม่เอาน่า...ฉันรู้ว่าเธออารมณ์ไม่ดี ไปกินข้าวกันก่อน แล้วเล่าให้ฉันฟังซิ ใครมันทำอะไรเธอ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง”

   “พูดออกมานี่แน่ใจยังว่าทำได้”

   “ระดับเสี่ยไปป์คำไหนคำนั้น”

   “ดี!” กรวีร์กัดฟันกรอด นัยน์ตาวาววับ “จำที่พูดไว้นะเสี่ย”

   ภาพปวินท์หิ้วปิ่นโตเดินเข้าร้านอาหาร ยังไม่ดึงดูดสายตาเท่ากับมืออีกข้างหนึ่งของเขาจับจูงสาวสวยด้วยท่าทางสนิทสนม คนที่นั่งอยู่เหลียวมองทั้งคู่อย่างสนใจ แม้แต่เจ้าของร้านยังสะกิดแฟนชี้ชวนให้ดู ก่อนเดินออกมารับหน้า

   “ลมอะไรหอบพี่ไปป์มาเนี่ย” ชายหนุ่มผิวขาวเดินเข้ามาทักด้วยรอยยิ้มแจ่มใส

   ปวินท์ปรายตามาที่หญิงสาวข้างกาย แล้วตอบกลับไปว่า “ลมเพชรหึง แกอย่าเพิ่งถามมาก มีโต๊ะว่างไหม เมียฉันหิวจนเกือบจะเขมือบหัวฉันอยู่แล้ว”

   “เฮ้ย...เดี๋ยวนะ ยังไงเนี่ย ผมก็ได้ยินข่าวเขาลือกัน ว่าพี่ไปป์มีเมีย เรื่องจริงเหรอ”

   “จริงสิ เรื่องอย่างนี้พูดเล่นได้เหรอ นี่กีวี่เมียฉัน พี่สะใภ้ของแกสองคน ส่วนรายละเอียดไว้จะเล่าให้ฟังวันหลัง หาที่นั่งให้ฉันก่อน เมียกำลังโมโห” ปวินท์แกล้งป้องปากกระซิบกับป๊อปญาติผู้น้องซึ่งเป็นเจ้าของร้าน

   “งั้นไปโต๊ะหลังสวนดีกว่า เป็นส่วนตัวดี พี่สะใภ้จะได้จัดการพี่ไปป์ได้ถนัดมือหน่อย” เจ้าของร้านมองปิ่นโตแล้วถามยิ้มๆ “อยากได้อะไรเพิ่มไหมครับ”

   ปวินท์ส่ายหน้า “ขอยืมสถานที่เคลียร์ใจกับเมียก็พอ”

   ป๊อปหัวเราะ “งั้นตามสบายเลยนะพี่ มีอะไรเรียกเด็กได้เลย”

   โต๊ะหลังสวนเงียบและเป็นส่วนตัว ปวินท์กล่อมจนกรวีร์ยอมกินข้าวด้วย ชายหนุ่มสั่งกับข้าวเพิ่มอีกสองอย่างให้ภรรยา ส่วนตัวเขานั้นผูกขาดอยู่กับผัดเผ็ดไก่บ้านฝีมือภรรยา

   กรวีร์อิ่มก่อน เอื้อมมือหมายจะยกกระติกน้ำเก๊กฮวย ทว่าสามีรีบตะครุบมือหมับ

   “นี่ของฉัน”

   “อย่าหาเรื่องนะเสี่ย” กรวีร์ถลึงตาใส่ ออกแรงแย่งกระติกมาจนได้ หญิงสาวเปิดฝากระติกแล้วเทใส่แก้วแบ่งให้สามี

   ปวินท์อมยิ้มกรุ้มกริ่ม ขนาดโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแต่ลูกสาวเจ๊หวีก็ไม่ใจร้ายกับเขาเลยสักนิด ที่เหลือก็ต้องเป็นหน้าที่เขาตามสืบหาเบาะแสว่าเหตุใดกรวีร์ถึงได้องค์ลง ชายหนุ่มวางช้อน คว้าแก้วน้ำเก๊กฮวยขึ้นมาดื่ม แม้รสชาติจะจืดชืดกว่าทุกวัน แต่เขาก็ไม่คิดจะบ่น เห็นเธอนั่งมองสวน มองดอกไม้ คิดว่าน่าจะผ่อนคลายผ่านจุดวิกฤติไปแล้ว

   “อารมณ์ดีแล้วยัง”

   “นิดๆ”

   ปวินท์ยิ้ม ในแววตามีความเอ็นดูภรรยาอย่างเต็มเปี่ยม “นิดๆ ก็ยังดี ไหนบอกมาซิใครทำให้โมโห”

   “ตอบคำถามฉันก่อน แล้วจะเล่าให้ฟัง”

   “อะ งั้นถามมา”

   “ที่เสี่ยจดทะเบียนกับฉันก็เพื่อจะให้ครูหลินตัดใจจากเสี่ยได้ใช่หรือเปล่า หรือไม่เสี่ยก็คงอยากตัดปัญหา เพราะไม่อยากผิดใจทั้งกับทางนายกครองและผอ.นครที่เสี่ยต้องทำงานด้วย”

   สีหน้าแช่มชื่นของปวินท์เปลี่ยนไป แม้จะไม่มากแต่กรวีร์ก็สังเกตเห็น

   ปวินท์เองก็คาดไม่ถึงว่าเธอจะถามแบบนี้ เป้าหมายของเขากับความเข้าใจของเธอมันคนละทางกัน แต่ถ้ากรวีร์จะเข้าใจอย่างนี้ก็ไม่ถือว่าเสียหาย ให้เขารับบทชายผู้อยากตัดขาดจากรักเก่า มันช่วยสนับสนุนเหตุผลที่เขาต้องอวดเมียให้คนทั้งจังหวัดได้รู้ได้เห็นอีกด้วย

   “ถ้าฉันยอมรับว่าใช่ เธอจะร่วมมือกับฉันไหม” ชายหนุ่มลองถาม

   “ยังไงเราก็ได้ชื่อว่าเป็นผัวเมียกัน ฉันจะใจดำไม่ช่วยเสี่ยได้เหรอ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งยิ้มค่ะคุณสา” กรวีร์รีบดักคอ

   “ทำไมล่ะ เราเข้าใจตรงกันแล้วนี่”

   “ใช่ เข้าใจตรงกันแล้ว แต่เสี่ยรู้ไหมงานนี้ไม่ง่ายเลย แม้ว่าเราสองคนจะรวมพลังกันก็ตาม”

   “เพราะเรื่องนี้หรือเปล่าที่เธอเกือบจะเอาผัดเผ็ดของฉันเทให้หมากินน่ะ”

   กรวีร์หลุดเสียงหัวเราะออกมา ตาบ้าเอ๊ย! กำลังคุยเรื่องคอขาดบาดตายยังมีแก่ใจห่วงของกินอีก

   “ถ้าฉันบอกเสี่ยเกี่ยวกับด้านมืดของแฟนเก่า เสี่ยจะเชื่อฉันไหม จะหาว่าฉันใส่ร้ายแฟนเก่าหรือเปล่า”

   “ทำไมไม่ถามซะเลยล่ะว่าฉันยังรักเขาอยู่ไหม ตัดใจลืมเขาได้รึยัง”

   “เฮอะ!” หญิงสาวแค่นเสียงขึ้นจมูก “เกรงใจ กลัวคนแถวนี้ร้องไห้ขี้มูกโป่ง”

   “อ่อ...แอบห่วงฉัน ว่างั้นเถอะ” ปวินท์ยิ้มทั้งปากทั้งตา สีหน้าดูมีความสุขจนปิดไม่มิด หัวใจที่เคยแห้งแล้งพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด มือใหญ่เลื่อนมาวางทับบนหลังมือภรรยา ริมฝีปากยังคงประดับรอยยิ้ม “ไม่เอาน่ากีวี่ ตอนนี้เธอเป็นเมียฉัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ฉันไม่เชื่อเธอ แม้กระทั่งคำพูดของแฟนเก่า ฉันเลือกเธอเป็นเมียมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว เราอาจจะรู้จักกันไม่นาน แต่ฉันเชื่อมั่นในตัวเธอนะ คราวนี้ก็เล่ามาว่าหลินทำอะไรถึงได้พาลมาถึงฉัน”

   “ฉันไม่ได้พาลสักหน่อย เสี่ยอยากโกหกฉันทำไมล่ะ ไปไหนก็ไม่บอก โทรศัพท์ก็มี ลำพังฉันนั่งรอเสี่ยน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่แฟนเก่าเสี่ยนี่สิหวังดีมีน้ำใจจะสาธยายเรื่องเก่าๆ ระหว่างเขากับเสี่ยให้ฉันฟัง เจอฉันปั่นกลับเข้าหน่อย ถึงกับหลุดปากด่าว่าฉันหน้าด้าน”

   “หลินน่ะนะด่าเธอ”

   “นั่นไง น้ำเสียงแบบนี้ เสี่ยไม่เชื่อฉันใช่ไหม กะแล้วเชียว ผัวบ้าเอ๊ย” กรวีร์ต่อว่า สีหน้าผิดหวัง พยายามดึงมือที่เขาจับไว้ออก ทว่าปวินท์จับแน่นไม่ยอมปล่อย มองหน้าเขาก็เจอแต่รอยยิ้มสว่างไสวไปซะหมด

   “เฮ้ย...อย่าเพิ่งน้อยใจสิ ผัวยังไม่ได้พูดสักคำว่าไม่เชื่อ แค่แปลกใจ”

   “แต่ฉันกลับไม่เคยจะคิดแปลกใจเลยแม้แต่วินาทีเดียว” กรวีร์แค่นเสียงหยัน “แฟนเก่าเสี่ยนะร้ายยิ่งกว่าใครทั้งหมด แม้แต่คุณนิดยังต้องชิดซ้าย”

   “แม่พระของผัว งั้นช่วยอธิบายเพิ่มหน่อยสิ ทำไมหลินเขาถึงต้องหาเรื่องเธอด้วย”

   “ก็เพราะเขายังรักเสี่ยอยู่นะสิ แล้วไอ้ที่มาแผ่แม่แบ้”

   “แม่เบี้ย” ปวินท์ช่วยแก้ นึกขำแกมระอา “แบบนี้ก็ยังมีใจเล่นนะ”

   กรวีร์ถึงกับยิ้มออก “กลัวผัวเครียดเลยต้องปล่อยมุกสักหน่อย”

   “ฮื้อ...เข้าเรื่องเถอะจ้ะ”

   “อย่างที่บอกไง เขายังหวังยังคลั่งรักในตัวเสี่ยอยู่ ฉันไม่รู้หรอกว่าคุณเธอจะหวังกับเสี่ยในฐานะไหน เพราะตัวเขาก็ยังมีพันธะคาราคาซังกับลูกชายนายกอยู่ ถ้าเสี่ยคิดว่าจะเอาฉันมาเชิดชูเพื่อให้ครูหลินตัดใจละก็ ฉันบอกเลยเขาไม่ยอมแพ้แค่เหตุผลที่ว่าเสี่ยมีเมียแล้วหรอก เผลอๆ เขาอาจจะไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าเสี่ยอยากสร้างครอบครัวอบอุ่นกับฉันจริงๆ”

   “หรือว่าเรายังเล่นบทผัวเมียกันไม่เนียนพอ”

   “สรุปที่ฉันเข้าใจก็ถูกสินะ เอาฉันมาอ้างเพื่อตัดปัญหาแฟนเก่า ลงทุนจริงๆ”

   “อือ ก็ประมาณนั้นละ” ปวินท์กำลังโกหก แต่ยอมรับกับเธอไปอย่างนี้ก็ดีแล้ว กรวีร์จะได้ไม่ระแวงเรื่องที่ร้ายแรงกว่า “เธอมีคำแนะนำดีๆ ไหม”

   “วุ้ย! เสี่ยทำเหมือนฉันประสบการณ์เยอะ แฟนก็เคยมีแค่หนึ่งคนถ้วน แต่ตอนที่เลิกกันฉันตัดใจจากเขาได้ก็เพราะใช้ความเกลียด เขาเห็นชะนีอื่นดีกว่าฉัน แล้วทำไมฉันยังต้องไปให้ค่าคนแบบนั้น”

   “งั้นเราก็ต้องรักกันออกสื่อให้เขาเห็น ถ้ายังจะมีใจเหลืออยู่ก็คงทนเห็นภาพบาดตาทุกวันไม่ไหว สุดท้ายก็เกลียดเราจนไม่อยากมองหน้า”

   “ถ้าจะมีภาพบาดตากว่านี้ คงต้องส่งคลิปลับของเราให้เขาดูแล้วมั้ง” กรวีร์แกล้งประชด ใครจะนึกว่าปวินท์จะรับมุกตามน้ำไปกับเธอด้วย

   “งั้นเรากลับไปตั้งกล้องถ่ายคลิปกัน”

   “เสี่ย!”

   “ล้อเล่นน่า ขาอ่อนฉันเธอก็ไม่ได้เห็นหรอก”

   “แล้วไอ้ที่แกล้งทำผ้าหลุดยั่วฉันทุกวันนั่นคืออะไร” กรวีร์ดักคออย่างหมั่นไส้

   “เตรียมความพร้อมให้เมียไงจ๊ะ” ชายหนุ่มยักคิ้วกวนๆ พักเดียวเสี่ยก็ดีดนิ้วดีใจกับแผนเด็ดที่เพิ่งคิดได้ “รู้ละว่าต้องทำไง”

   “ทำไงล่ะ”

   “วันหยุดนี้ไปฮันนีมูนกัน”


+++++++++++++++++++++++++

เสี่ยจะพาเมียไปเที่ยวไหนน๊าาาาาาาาาา



4

“มันเห็นแก่กินมากกว่าสารวัตร ตั้งแต่มีเมียเนี่ยต้องส่งข้าวส่งน้ำตลอด หากินเองไม่เป็นแล้ว” ทัชพลช่วยยืนยันอีกเสียง “ขอถามอีกสักประเด็นนะสารวัตรสมมติว่าทั้งหมดนี้เป็นตัวหลอกล่ะ เป็นไปได้ไหมที่จะมีมือที่สามนอกจากพวกที่ว่ามา”

“ก็ถ้าจะเอาชีวิตกันจริงๆ ผมเชื่อว่าคนร้ายต้องลงมืออีกแน่ครับพี่ทัช พี่สองคนรวมถึงคนใกล้ชิดต้องระวังตัวกันไว้บ้าง”

“คุณนายปรารถนานี่ยังพอฝากหมอไว้ได้ แต่ไอ้ปาล์มนี่เริ่มจะอึดอัดมากขึ้นทุกที” ปวินท์ทำหน้าหนักใจ เพราะเขาไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรไปรั้งประภามนท์ให้รักษาตัวต่อในโรงพยาบาล

“ธรรมดาครับพี่ไปป์แล้วปาล์มก็เจ็บน้อยกว่าใครเพื่อนอยู่อย่างนั้นคงเบื่อแย่ ลองเอาแบบนี้ไหม ก็ให้ออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักฟื้นอยู่บ้าน ยังไม่ต้องให้ไปทำงาน เวลาไปไหนมาไหนก็อย่าให้ไปคนเดียว” สารวัตรเสนอทางเลือก

ปวินท์พยักหน้าแต่คิ้วที่ขมวดอยู่ยังไม่คลาย

“สารวัตรได้ข้อมูลเกี่ยวกับรถมอร์เตอร์ไซค์คันนั้นไหม”

“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลยครับ” สารวัตรรายงานตามความเป็นจริง “ทางเรากำลังสืบจากรุ่นของรถและหัวกระสุนที่ติดยางรถครับ ปืนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุค่อนข้างเฉพาะเจาะจง แล้วทางพี่ไปป์มีอะไรผิดสังเกตไหมครับ”

ทัชพลหัวเราะเบาๆ “ตั้งแต่ปล่อยข่าวว่ามีเมีย เหมือนเสี่ยจะโดนเมียขโมยซีนนะสารวัตร ใครๆ ก็อยากรู้จักสะใภ้เจ๊ปิ๋มกันทั้งนั้น คนที่ต้องสังเกตก็เมียมันเนี่ยแหละ”

“ไปหามาได้ยังไงครับ”

“บุพเพสันนิวาสน่ะ” ทัชพลยังขำไม่เลิก

“พอเลยไอ้ทัช แกจะแซวไปถึงไหนวะ” ปวินท์ทำหน้ากึ่งบึ้งกึ่งยิ้ม “อย่าไปฟังมันสารวัตร”

“ผมเองฟังพวกพี่ๆ พูดถึงยังอยากเห็นเลยครับ ต้องชมพี่ไปป์คิดไวลงมือไว หาคนใช้งานได้ทันใจจริงๆ”

“ว่างๆ ก็ไปกินข้าวกับพี่ที่บ้านสักมื้อสิแล้วจะแนะนำให้รู้จักกับพี่สะใภ้ ยังไงก็ฝากตามเรื่องคนร้ายให้หน่อยนะ พี่กลัวว่าเราจะพลาดแล้วเกิดอันตรายขึ้นมาอีก ถึงเมียคนนี้จะได้มาด้วยความจำเป็น แต่พี่ก็ไม่อยากเอาเปรียบ หลอกใช้เขาเป็นเหยื่อล่อคนร้ายอย่างนี้ มันอดเป็นห่วงเขาไม่ได้”

“ทางที่ดีพี่ก็ลองบอกให้เขาระวังตัวบ้างนะครับ เวลาไปไหนมาไหนก็สังเกตรอบๆ ตัวบ้าง เราไม่รู้ว่าคนร้ายจะลงมืออีกหรือเปล่า ก็ได้แต่เดาทางกันไป ถ้าเป็นคนที่เราสงสัยผมคิดว่าอีกไม่นานเขาต้องหาทางกำจัดเมียพี่ไปป์แน่ พี่สะใภ้ของผมก็ถือว่าเสี่ยงอยู่นะครับ”

“ถึงจะเสี่ยงก็ต้องยอมให้เสี่ยงละนะ จับคนร้ายได้ไว เมียเสี่ยไปป์ก็ปลอดภัย ได้ค่าจ้างแล้วแยกย้ายกัน” ทัชพลสรุปสั้นๆ

ปวินท์ใจหายอย่างบอกไม่ถูก คนร้ายเขาก็อยากจับให้ได้ไวๆ แต่พอคิดว่าต้องแยกย้ายกับกรวีร์เขายังหาข้อดีจากตรงนั้นไม่ได้เลย ทั้งน้ำเก๊กฮวยเอย ทั้งกับข้าวเอย ใครจะมาชดเชยแทนเธอได้ในส่วนนี้

แรงสั่นของโทรศัพท์ในกระเป๋าทำให้ปวินท์รีบหยิบออกมาดู พอเห็นว่าเป็นชื่อใครเท่านั้นละชายหนุ่มรีบเหลือบตามองไปยังนาฬิกาพร้อมหลุดปากอุทานออกมาว่า

“ซวยแล้ว!”

 

กรวีร์หิ้วปิ่นโตข้าวกลางวันพร้อมกระติกน้ำแข็งเติมน้ำเก๊กฮวยมาส่งให้สามีเหมือนอย่างเคย วันนี้เขาบอกเธอว่าจะออกมาตรวจไซต์งานสร้างโรงอาหาร เธอจึงขับรถมาที่นี่ ทั้งที่ไม่ได้อยากจะย่างกรายมาเหยียบเลยสักนิด ทุกครั้งที่ตาลุงยามเห็นเธอก็มักจะชักสีหน้าใส่ คนเราไม่ถูกชะตากันมันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ดังนั้นเวลาเธอขับรถผ่านป้อมยามแล้วเจอแกนั่งอยู่ หญิงสาวจะแกล้งหยุดรถฉีกยิ้มใส่แล้วชวนแกไปกินข้าวด้วยกันทุกครั้ง

ฮวงจุ้ยตรงนี้คงไม่ถูกกับกรวีร์จริงๆ นั่นแหละ ถูกลุงยามเขม่นยังไม่พอ ลูกสาวผอ. แฟนเก่าของสามีเธอยังเชิดใส่ไปอีก ไม่รู้จะแอบดักตบเธอวันไหน แต่สายตานี้แบบว่าโอ๊ย...อย่างกับเธอไปกระชากเสี่ยออกมาจากอกเจ้าหล่อนอย่างนั้น พอกันไปหมดทั้งแฟนเก่าและแฟนคลับ

กรวีร์นึกคันปากอยากประกาศดังๆ ให้ทั้งนลินและณิชมนได้ยินกันถ้วนหน้า ขอโทษเถอะจ้า...เสี่ยไปป์น่ะเขาเลือกฉัน!

แล้วสามีเธอก็ซื้อซื่อ ไม่รู้ว่าบื้อจนดูไม่ออกหรือว่าความรักมันบังตาจนหน้ามืด เสี่ยไปป์ไปชอบผู้หญิงร้ายหลบในแบบนลินได้ยังไง ดีนะที่ยังมีคนโง่กว่าอย่างธนชิตมาแย่งไปน่ะ

“เจ๊วี่มาส่งข้าวเสี่ยเหรอครับ” หัวหน้าคนงานทักอย่างคุ้นเคย

“ค่ะพี่บาส แล้วเสี่ยไปไหนคะ ทำไมไม่เห็นรถจอด”

“เอ...วันนี้เสี่ยยังไม่เข้ามาเลยนะครับ เจ๊ไม่ลองโทร.ถามดูเผื่อคลาดกัน”

อ้าว...จับคนโกหกได้แล้วหนึ่ง ก็ไหนเมื่อเช้าปวินท์บอกเธอเองว่าจะมาที่นี่ สั่งกับข้าวเสียดิบดีอยากกินผัดเผ็ดไก่บ้าน เธอรึอุตส่าห์ขับรถไปตลาดหาซื้อไก่ แล้วไหงเสี่ยเทกันง่ายๆ อย่างนี้ล่ะ

หญิงสาวเก็บความขุ่นเคืองเอาไว้ภายใน ตอบกลับหัวหน้าคนงานไปว่า

“เมื่อเช้าเสี่ยบอกจะมานี่น่ะค่ะ เลยนัดกันไว้ สงสัยอาจจะติดธุระที่ไหนอยู่อีกเดี๋ยวคงถึงมั้งคะ พี่บาสกินข้าวต่อเถอะค่ะ ตามสบายเลย”

หญิงสาวเดินไปตรงที่นั่งกินข้าวประจำของสามีแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมากดเล่น ผ่านไปไม่ถึงห้านาทีก็มีเงาของใครคนหนึ่งทาบลงมา กรวีร์เงยหน้าขึ้นยิ้มค้างเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนที่เธอคิดว่าจะเจอ

 

+++++++++++++++++++++++++

โรงเรียนนี้มีอาถรรพ์ ลูกสาวต้องฟาดฟันอีกแล้ว



5
2. มะนอแน่ / สีน้ำฟ้า / แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>ฉันมีเมียแล้ว<<<
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ กุมภาพันธ์ 24, 2021, 10:08:05 PM »


ชีวิตหลังการจดทะเบียนสมรสของปวินท์และกรวีร์ผ่านมากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ทั้งคู่ปรับตัวเข้าหากันได้ดีมากขึ้น แม้ว่าจะมีหลายเหตุการณ์ที่ชวนให้ใจสั่นอยู่บ้าง แต่ก็ต่างคนต่างแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เนียนๆ ไปจะได้ไม่เขินกันเอง

ทุกวันนี้นอกจากดูแลคุณปรารถนากับประภามนท์ แม่และน้องสาวของสามีกรวีร์ก็มีอีกหนึ่งงานประจำ นั่นคือการส่งอาหารกลางวันให้ปวินท์

เนื่องจากความสัมพันธ์ที่จงใจทำให้เปิดเผย คำพูดเกี่ยวกับเมียเสี่ยไปป์จึงเลื่องลือไปทั่วทั้งจังหวัด การเกี่ยวดองอย่างฉับพลันครั้งนี้สร้างผลประโยชน์ให้เจ๊หวีอีกทาง เพราะใครๆ ก็ต่างอยากเห็นโฉมหน้าของเมียเสี่ยสักครั้ง ปวินท์ค่อนข้างพอใจที่มันเป็นอย่างนั้น กรวีร์เป็นเมียที่ดีเกินคาด ชายหนุ่มไม่คิดเสียดายเงินที่จ่ายให้เจ๊หวีไปเลย แค่คิดถึงกับข้าวที่เธอเอามาส่งให้ทุกวันก็คุ้มแล้ว

เช้าวันนี้ปวินท์ออกจากบ้านแต่ไม่ได้ไปทำงานอย่างที่บอกภรรยาไว้ เขากับทัชพลไปติดตามความคืบหน้าของคดีกับสารวัตรวรวิชที่โรงพัก พอเจอหน้ารุ่นพี่ สารวัตรหนุ่มก็ยิ้มกว้าง

“ไม่พาพี่สะใภ้มาแนะนำให้ผมรู้จักบ้าง”

“อย่าหาเรื่องปวดหัวเลยสารวัตร แต่ถือว่าข่าวไวใช้ได้นะ” ปวินท์ยิ้ม ก่อนนั่งลงและถามเข้าเรื่อง “มีอะไรคืบหน้าบ้างไหม”

สารวัตรหนุ่มลุกขึ้นมาเปิดภาพในกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ได้ในคืนเกิดเหตุให้ปวินท์กับทัชพลดู

“ผมเริ่มตามรอยคนร้ายจากโรงแรมในคืนวันงาน เพราะเป็นไปได้ว่ารถของคุณตรัยอาจจะถูกตัดสายเบรกที่นั่น แต่มุมที่คุณตรัยจอดรถมันค่อนข้างอับ กล้องตัวอื่นก็ไม่สามารถจับภาพได้ นี่คือมุมที่ดีที่สุดก็อย่างที่เห็นครับ ภาพไม่ชัดเจนเลย” สารวัตรชี้นิ้วไปที่มุมหนึ่งของภาพ “แต่พี่ไปป์กับพี่ทัชดูนี่นะครับ จากกล้องตรงนี้ทำให้เราเห็นคนที่เข้าออกในลานจอดรถทั้งหมด ผมนั่งดูแล้ว คืนนั้นคนที่มางานจอดรถเสร็จก็เดินเข้างานตามปกติ จะออกมาอีกทีก็ตอนกลับ ยกเว้นสามคนนี้”

สารวัตรเลื่อนภาพให้ไวขึ้น

“คุณชิตเป็นคนแรกที่เดินออกมา แต่พี่ไปป์ลองดูเวลานะครับ ออกและกลับเข้าไป คุณชิตใช้เวลาเร็วมากจนไม่น่าจะเพียงพอสำหรับตัดสายเบรกรถสักคันหนึ่งได้ อีกคนคือคุณนิด เวลาเข้าออกของเธอก็ไม่ต่างจากพี่ชาย”

“สารวัตรกำลังจะบอกว่าสองคนนี้ไม่น่าใช่คนร้าย” ปวินท์เลิกคิ้วถาม

“ดูจากระยะเวลาแล้ว ไม่น่าใช่ครับ”

“แล้วคนสุดท้ายล่ะ” ทัชพลถามบ้าง

“ครูหลินครับ”

“ครูหลิน!” สองหนุ่มอุทานออกมาพร้อมกัน ก่อนทัชพลจะทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“คืนนั้นครูหลินลุกหายไปจากโต๊ะนานอยู่นะ นายกครองยังบ่นเลย พอกลับมาทั้งหมดก็ขอตัวกลับบ้าน”

“พอครูหลินออกมาที่ลานจอดรถ สักพักก็มีมอเตอร์ไซค์ขับวนเข้ามาแล้วขับออกไปคล้ายกับมาดูลู่ทาง แต่ข้อมูลแค่นี้เราคงยังสรุปอะไรไม่ได้นะครับ มันแค่กระชับพื้นที่ในการสืบสวนให้แคบลง”

แปลง่ายๆ ก็คือยังจับมือใครดมไม่ได้ ปวินท์นั่งถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

“คราวนี้เรามาดูประเด็นทางลูกหนี้กันบ้าง จากบัญชีรายชื่อที่พี่ไปป์คัดมาไม่มีใครติดหนี้แม่พี่มากจนต้องฆ่าแกงกันเลยนะครับ”

“อืม...เท่าที่รู้ก็มีอยู่แค่นั้น แต่ไม่รู้ว่าแม่พี่จะซุกลูกหนี้ไว้ไหนอีกบ้าง”

“ผมอยากถามอีกที พี่ไปป์สงสัยใครไหมครับ” สารวัตรคาดคั้น

ปวินท์มองหน้าทัชพลราวกับจะปรึกษา พอเพื่อนพยักหน้า เสี่ยหนุ่มจึงพูดออกมา “ก่อนสิ้นใจตรัยเตือนให้ระวังนายกครองวิทย์ เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องทั้งหมดจะเป็นฝีมือนายกครอง”

“เหตุผลล่ะครับ คุณตรัยได้บอกไหม”

ปวินท์นิ่งก่อนส่ายหน้า

“ตอนนี้คนร้ายเป็นไปได้ทั้งนั้นนะครับ ถ้าเรารู้ว่าเขามีแรงจูงใจในการก่อเหตุ อย่างนายกครองเราสงสัยเขาได้จากคำพูดคุณตรัย แต่จู่ๆ เราจะเดินไปยัดข้อกล่าวหาให้เขาโดยอ้างคำพูดคนที่เสียชีวิตไปแล้วไม่ได้นะครับ ถ้า...พี่ไปป์สงสัยนายกครอง มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว”

สารวัตรพยายามชี้แจงอย่างใจเย็น

“อันนี้เราคุยกันส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับรูปคดีนะครับ เรามองไปที่ผลประโยชน์ที่นายกจะได้รับ ในกรณีถ้าแม่กับน้องสาวของพี่ไปป์เสียชีวิต ลูกสาวคนเดียวของนายกมีสิทธิ์จับพี่ได้สบายๆ โดยไม่มีใครขัดขวาง เพราะเขาก็ส่งลูกชายแยกตัวครูหลินจากพี่ไปแล้ว”

“พี่ไม่เคยคิดอะไรกับคุณนิด” ปวินท์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ

“แต่คุณนิดเขาคิดอะไรกับแก” ทัชพลแย้ง

“ฉันมีเมียแล้ว”

“อันนั้นผมรู้ครับ” สารวัตรยิ้มอย่างเข้าใจแล้วหันไปพูดกับทัชพล “ท่าทางพี่ไปป์จะเกรงใจพี่สะใภ้จังเลยนะครับ”



++++++++++++++++++++++++++++++

อย่าเรียกว่าเกรงใจ เสี่ยเขาแค่ใส่เกียร์มัวรอไว้เฉยๆ

ลูกเขยฉันออกจะน่ารักวอนสารวัตรอย่าแซวเยอะ



อัปมาทันกันแล้วก็ไปพร้อมๆ กับที่เด็กดีและรี้ดอะไรต์นะคะ ^^

6
2. มะนอแน่ / สีน้ำฟ้า / แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 9 รถไฟชนกัน<<<
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ กุมภาพันธ์ 19, 2021, 10:13:43 AM »

   ปวินท์เดินเข้าบ้านในตอนเย็น สิ่งแรกที่เขาได้ยินคือเสียงหัวเราะชอบใจของป้าแป๋วซึ่งเขาไม่ได้ยินนานแล้ว ตั้งแต่แม่ไปอยู่โรงพยาบาล ป้าแป๋วก็ต้องอยู่เฝ้าบ้าน ทำกับข้าวเหงาๆ คนเดียว ไม่รู้ว่าหลานสะใภ้โม้อะไรให้ฟังถึงได้หัวเราะลั่นบ้านอย่างนั้น

   จากที่ตั้งใจว่าจะขึ้นห้องปวินท์ก็เปลี่ยนทิศเดินตรงไปทางครัว ดีเหมือนกันจะได้เอาของที่ซื้อติดมือมาง้อเมีย ลองหยั่งเชิงดูว่าลูกสาวเจ๊หวีจะหายเคืองเขาไหม

   “ตอนนั้นนะคะ หนูกับเปรมตกใจแทบตายนึกว่าไฟจะไหม้ห้องแล้วซะอีก” กรวีร์หันหลังให้ประตู เธอจึงไม่เห็นสามี คิดว่าอยู่กับป้าแค่สองคนจึงเล่าไปออกท่าทางไปอย่างสนุกสนาน

   “แล้วทำไงกัน”

   “ก็ต้องรีบวิ่งลงไปยืมถังดับเพลิงของลุงยามค่ะ ลุงแกมองหนูตาเขียวปัดอยู่เป็นอาทิตย์ คงกลัวว่าหนูจะเผาหอแกอีก กว่าจะทดลองทำสำเร็จหม้อพังไปตั้งสามใบแน่ะค่ะ”

   “เอาไว้วันหลังให้เพื่อนส่งมาบ้านเราสักใบ ป้าจะได้ลองหัดใช้บ้าง หวังว่าจะไม่ต้องใช้ถังดับเพลิงนะ”

   กรวีร์หัวเราะเสียงใส “เดี๋ยวนี้หนูโปรแล้ว รับรองไม่ไหม้ค่ะ”

   ป้าแป๋วชะงักเมื่อเหลือบเห็นหลานชายยืนพิงกรอบประตูฟังแอบอยู่ ปวินท์ยิ้ม สั่นหน้าห้ามไม่ให้ป้าบอก เขาค่อยๆ ย่องเข้ามาหา วางมือหมับเข้าที่เอวหญิงสาว

   “ทำไรอยู่!”

   “ว้าย!” กรวีร์สะดุ้งตกใจ จังหวะที่เธอหันมาจึงทำให้ขาพันกันผิดท่าจนเสียสมดุลเกือบล้มหงายหลัง ยังดีที่ปวินท์มือไวรวบเอวไว้ทัน

   ชายหนุ่มรั้งร่างภรรยาเข้ามาชิด ปลายจมูกแทบติดกัน กรวีร์รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่สัมผัสใบหน้า ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้าง ก่อนใช้มือสองข้างดันอกเขาออก

   “เสี่ยเล่นอะไร ฉันตกใจหมด ดีนะที่ไม่ได้ถือมีด” หญิงสาวดุ ทว่าสองแก้มแดงเรื่อ ไม่กล้าสบตาสามี

   “สงสัยจะอยากแกล้งเมียเล่น เฮ้อ ป้านึกขึ้นได้ว่าลืมยาดมไว้บนห้อง ฝากดูหม้อต้มยำด้วยนะกีวี่ เดี๋ยวป้ามา” ป้าแป๋วขยิบตาส่งซิกกับหลานชายก่อนปลีกตัวออกไป ปล่อยให้ข้าวใหม่ปลามันเขาอยู่กันตามลำพัง

   “ถ้าฉันหัวใจวายตายระหว่างเป็นเมียเสี่ย เสี่ยจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แม่ฉันด้วยนะ เล่นอะไรบ้าๆ” กรวีร์หนีไปตั้งหลักที่หน้าเตา ยึดเอาหม้อต้มยำของป้าแป๋วเป็นที่พึ่ง

   “เย็นนี้ทำอะไรให้ผัวกิน”

   มาอีกแล้วลูกตาแพรวพราวพร้อมคำพูดชวนจั๊กจี้หัวใจ หญิงสาวบุ้ยปาก “ดูเอา ทำเท่าที่เห็นนี่แหละ เดี๋ยวตักใส่ปิ่นโตไปฝากแม่กับพี่ปาล์มด้วย เสี่ยไปอาบน้ำเตรียมตัวสิ”

   “หายเคืองหรือยัง”

   “เคืองอะไร ใครเคือง ไม่เคื้อง...ไม่เคืองเลย” กรวีร์เมินหนี ใครใช้ให้เขามาว่าเธอล่ะ

   ปวินท์มองอาการของคนที่บอกไม่เคืองแล้วยิ้มออกมาพลางยื่นของในมือให้ “ฉันซื้อดอกไม้มาง้อ”

   คนงอนเป็นงง จ้องห่อกระดาษที่เขาบอกว่าเป็นดอกไม้อย่างสงสัย พลิกไปพลิกมา “ดอกอะไรของเสี่ย ห่อซะแน่น”

   “ลองเปิดดูสิ พรุ่งนี้เอาไปส่งให้ด้วยนะ จะรอชิม” ปวินท์ยักคิ้วกวนๆ แล้วหมุนร่างเดินออกจากครัว เขาจะรีบขึ้นห้องไปดูซิว่ากรวีร์ใช้ยาสระผมยี่ห้ออะไร ทำไมยังได้กลิ่นหอมติดปลายจมูกอยู่เลย สมกับเป็นลูกสาวร้านทำผมจริงๆ

   ปวินท์ไม่รู้หรอกว่ากรวีร์จะหายโกรธหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ พรุ่งนี้เธอต้องเอาข้าวกลางวันพร้อมน้ำเก๊กฮวยเย็นชื่นใจไปส่งให้เขา ถ้าถึงตอนนั้นยังไม่หายงอน ค่อยหาวิธีง้อใหม่ พรุ่งนี้จะมีกับข้าวอะไรบ้างนะ ลาภปากแท้ๆ ชายหนุ่มยกมือลูบท้องคิดครึ้มๆ เพิ่งรู้ว่ามีเมียทำกับข้าวอร่อยมันดีอย่างนี้นี่เอง

   ทางด้านกรวีร์ที่ยื่นจ้องแผ่นหลังสามีสลับกับดอกไม้ในห่อกระดาษ เสี่ยบ้าจะแกล้งอะไรกันอีกก็ไม่รู้ เธอปิดเตาแล้วเดินเอาห่อกระดาษมาวางที่โต๊ะ เริ่มแกะมันออก ให้ตายเถอะ ไม่รู้ว่าจะขำหรือจะเคืองกับมุกง้อสาวของเสี่ยดี

   “ตาบ้าเอ๊ย! ใครเขาใช้ดอกเก๊กฮวยอบแห้งง้อสาวกันล่ะ”


   ปวินท์พากรวีร์มาถึงโรงพยาบาลเกือบหนึ่งทุ่ม มือข้างหนึ่งของเขาถือปิ่นโต ส่วนอีกข้างจับมือภรรยาไว้เหมือนกลัวเธอจะเดินหลง

   “ปล่อยเถอะเสี่ย ฉันเดินเองได้ ใครผ่านไปผ่านมามองกันใหญ่แล้ว” กรวีร์กระตุกมือแต่ปวินท์ไม่ยอมปล่อย

   “ฉันกำลังช่วยเธอประกาศศักดาอยู่ไม่รู้เหรอ ปล่อยให้มองกันไปเถอะ จะนินทาอย่างไรเธอก็ยังเป็นเมียฉันวันยังค่ำ ไม่เสียหาย” ตอนท้ายชายหนุ่มเอียงหน้ามากระซิบใกล้ๆ จนเธอต้องเอนร่างหนี

   “หูฉันยังไม่ตึง ไม่ต้องมาพูดใกล้อย่างนี้ก็ได้”

   “ก็รักเมียมาก ไม่อยากอยู่ห่างเลย”

   ฮึ! กรีวีร์กระแทกลมหายใจ ค้อนหน้าคว่ำ เมื่อกลางวันเธอเป็นคนสั่งให้เขารักเธอมากๆ เพื่อความปลอดภัย ตอนนี้เขาก็บอกรักเธอได้หน้าตาเฉย เสี่ยบ้านี่กวนประสาทชะมัด หญิงสาวไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเขา ปล่อยให้ยิ้มร่าอย่างผู้ชนะไปก่อนแล้วกัน

   สามีภรรยามาถึงห้องพักของคุณปรารถนา กรวีร์เป็นคนเปิดประตูและเดินนำหน้าปวินท์ ค่ำนี้ดูเหมือนจะมีแขกคุ้นหน้ามาเยี่ยมแม่สามีของเธอ นลินน่ะพอรู้จัก แต่ผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ นั่นใครกัน

   “พี่ไปป์...”

   ปวินท์เกือบวางปิ่นโตไม่ถึงโต๊ะด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนั้นก็จีบปากจีบคอถลาเข้าไปเกาะแขนแถมยังชนกรวีร์เสียกระเด็น เมียเสี่ยไปป์ขยับหลีกทางให้ ถอยไปยืนดูผู้หญิงคนหนึ่งเกาะกอดแขนสามีด้วยสีหน้าเรียบเฉย

   ปวินท์เห็นสายตาพร้อมอาละวาดของภรรยาแล้วก็ค่อยๆ แกะแขนผู้หญิงคนนั้นออก

   “คุณนิดกับคุณชิตมากันยังไงครับ” เขาถามขยับถอยเข้าหาภรรยา แต่โดนเธอเชิดใส่เดินหนีไปยืนเกาะข้างเตียงของคุณนายปรารถนาโน่น แต่มีหรือที่เขาจะยอม พอสลัดณิชมนหลุดเขาก็ตามไปยืนข้างๆ ยกแขนขึ้นโอบไหล่ล็อกตัวไว้ไม่ให้หนี

   ณิชมนไม่ชอบใจสิ่งที่เห็น จึงเอ่ยถามตรงๆ

   “นิดได้ข่าวลือแปลกๆ ก็เลยชวนพี่ชิตกับพี่หลินมาเยี่ยมป้าปิ๋มค่ะ เพิ่งถึงก่อนพี่ไปป์แป๊บเดียว”

   “ไปป์มาก็ดี จะได้บอกเรื่องกีวี่ ให้ทุกคนได้ร่วมยินดีด้วย” คุณปรารถนาเกริ่นนำให้ลูกชาย พลางส่งยิ้มให้ลูกสะใภ้

   “ยินดี? ยินดีเรื่องอะไรคะ” ณิชมนปรายตามองผู้หญิงที่ปวินท์โอบไหล่อย่างไม่เป็นมิตร

   “ยินดีที่ผมกับกีวี่ตกลงใช้ชีวิตร่วมกันครับคุณนิด” ปวินท์ประกาศ และภรรยาก็ยิ้มกว้างช่วยเสริม

   “ถ้าได้ยินข่าวลือแปลกๆ เรื่องเสี่ยมีเมียก็รบกวนช่วยยืนยันแทนเราสองคนด้วยนะคะ เรื่องนี้จริงแท้แน่นอนพันเปอร์เซ็นต์ ฉัน...กีวี่ค่ะ”

   “แหม...ใครก็ช่างกล้าตั้งชื่อนะคะ เก๋ดีไม่มีคนซ้ำ กีวี่ที่แปลว่ายาขัดรองเท้าหรือเปล่าคะ”

   เอาละ กรวีร์ไม่ชอบขี้หน้าผู้หญิงปากดีคนนี้! สัญญาณปรปักษ์ชัดเจนมาก ดูออกแหละว่าอยากได้เสี่ยไปป์ นี่คงจะเป็นลูกสาวนายกครองที่แม่พูดถึงสินะ แต่แหม...ไม่ต้องมาแสดงความเป็นศัตรูกับเธอเปิดเผยนักก็ได้ ไม่หัดดูงานจากครูหลินซะบ้างว่าร้ายอย่างมีระดับน่ะต้องทำตัวอย่างไร

   หญิงสาวเหยียดยิ้ม ขณะทอดสายตามองใบหน้าเรียบเฉยของสามี ดูซิปฏิกิริยาของเขาจะออกมาแนวไหน เมื่อใครก็ไม่รู้กำลังเล่นงานเมียของเขาอยู่

   อืม...ไม่เลวแฮะ กรวีร์แอบยิ้มในใจเมื่อได้ยินสามีเอ่ยขึ้นว่า

   “กีวี่ที่แปลว่าเมียผมครับ”

   ปวินท์ตอบแทนภรรยาเสียงหนักแน่น ใบหน้าเรียบจริงจัง นัยน์ตาคมมีร่องรอยของความไม่พอใจปรากฏชัดเจน เตือนอีกฝ่ายให้กริ่งเกรงอยู่ไม่น้อย ครั้งนี้ลูกสาวนายกครองวิทย์พูดเกินไปแล้วจริงๆ ไม่ว่าเขากับกรวีร์จะเกี่ยวพันกันในฐานะใดก็ตาม ณิชมนไม่มีสิทธิ์ที่จะมาพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยภรรยาต่อหน้าเขา

   ชายหนุ่มหันไปมองภรรยาอย่างห่วงใยในความรู้สึกของเธอก็พบว่าเธอมองเขาอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากของกรวีร์ค่อยๆ คลี่ยิ้มสดใส สอดประสานมือนุ่มเข้ากับมือเขา ถึงจะอยู่กับเธอไม่นานก็พอจะจับสัญญาณกันได้ ไอ้รอยยิ้มแบบนี้ทำให้เขานึกสงสารณิชมนล่วงหน้า

   นี่คือสายตาของเพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบชัดๆ และถ้าหากเมียเขาจะเอาคืนบ้าง เขาจะอยู่เคียงข้างเธอสุดกำลัง

   “ตอนแม่ตั้งท้องฉันท่านอยากกินแต่กีวี่ค่ะ ก็เลยตั้งชื่อตามนั้น ว่าแต่คุณไม่รู้จักลูกกีวี่จริงๆ เหรอคะ โถ...ที่บ้านคงไม่เคยซื้อให้กิน ไม่เป็นไรเนาะ ไว้วันหลังถ้าคุณมาเยี่ยมแม่อีกก็แวะมาลองชิมนะคะ ฉันจะซื้อมาติดห้องไว้ คุณจะได้ทำความรู้จักกับกีวี่ที่แท้จริงไงล่ะคะ”

   เอาไปร้อยคะแนนเต็ม! ปวินท์บีบมือภรรยาแน่น ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มสะใจ

   คนถูกตอกหน้าดวงตาลุกวาบ ณิชมนคงพุ่งตัวเข้ามาตบปากกรวีร์แล้วถ้าไม่ถูกพี่ชายดึงแขนห้ามไว้ ธนชิตกระซิบเตือนบางอย่าง น้องสาวจึงยอมหุบปาก แต่สีหน้าและแววตายังคงขุ่นเคืองเห็นได้ชัด

   ผู้ใหญ่สุดในห้องอย่างคุณนายปรารถนาเห็นว่าการปะทะคารมระหว่างสองสาวยุติแล้ว อดที่จะนึกขำลูกสะใภ้ไม่ได้ เออ...ถูกใจแม่นัก ฟาดมาฟาดกลับแบบนี้ค่อยเหมาะเป็นลูกสะใภ้เจ๊ปิ๋มหน่อย ต่อไปคงคายตะขาบยกให้เป็นทายาทอสูรตามทวงหนี้ได้สบาย

   “เอาละๆ ล้อเล่นกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็อย่าถือสาหาความกันเลย แม่ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการแล้วกัน กีวี่นั่นคุณชิต ส่วนคนที่หนูจะซื้อกีวี่มาฝากชื่อคุณนิด ลูกๆ ของนายกครองวิทย์เขา ครูหลินนี่รู้จักกันแล้วเนาะ” คุณปรารถนายังอุตส่าห์พูดขยี้ให้ณิชมนเจ็บใจเล่น แล้วพยักยิ้มกับลูกชาย “ว่างๆ ไปป์ก็พาเมียไปไหว้นายกหน่อย รู้จักกันไว้ คนกันเองทั้งนั้น”

   “ครับแม่”

   “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” กรวีร์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพราะดูจากหนังหน้าแล้วลูกสาวนายกก็คงอายุไล่เลี่ยกับเธอ ส่วนลูกชายไม่เห็นจะสนใจเธอสักเท่าไร สายตาของคุณชิตเลยไปหาสามีเธอโน่น

   “ข่าวดีของเสี่ยไปป์ทำผมตกใจนะครับ ไม่บอกไม่กล่าวกันบ้าง หนีไปมีเมียเฉย เสี่ยนี่ร้ายใช่เล่น”

   “แค่ผมกับกีวี่เข้าใจกันเรื่องอื่นก็ไม่สำคัญหรอกครับ อีกอย่างแม่กับปาล์มยังไม่หายดี รอไว้ให้ทุกอย่างพร้อมค่อยฉลองกันอย่างเป็นทางการ”

   “ดีครับ อย่าลืมแจกการ์ดเราสองคนด้วย” ธนชิตโอบไหล่นลิน แกล้งกระเซ้าคนรักเสียงดังๆ ให้ได้ยินกันทั่ว “เห็นไหมหลิน คู่เราโดนแซงแล้ว คราวนี้ถ้าผมขอ คุณห้ามบ่ายเบี่ยงแล้วนะ”

   นลินยิ้มเฉยไม่ได้ตอบโต้อะไร

   “ปุบปับแบบนี้คงไม่ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับพี่ไปป์หรอกนะคะ” ณิชมนพูดแทรกขึ้นมา

   “ถ้าหมายถึงอุบัติเหตุแบบดารา ฉันก็ต้องยอมรับค่ะว่า...ยังไม่ท้อง” หญิงสาวเว้นจังหวะชั่วอึดใจพอให้ทุกคนใจหายใจคว่ำเล่น ก่อนจะหัวเราะพร้อมแกล้งเอียงศีรษะซบต้นแขนสามี “แม้...เสียดายจัง”

   กรวีร์บรรจงยิ้มหวานหยด เธอสบตากับสามีอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ณิชมน

   “เสี่ยเขาเป็นสุภาพบุรุษมากค่ะ ไม่เคยคิดฉวยโอกาสทำให้ฉันเสื่อมเสียก่อนหน้านั้น ตั้งแต่เรารู้จักกันจนถึงวันจดทะเบียน” รวมๆ แล้วไม่ถึงอาทิตย์ “ระหว่างเรา ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ จริงไหมคะเสี่ยขา”

   “จ้ะ มหัศจรรย์มากๆ”

   สองผัวเมียสบตาอย่างรู้กัน ความหวานชื่นนั้น ทำให้ใครบางคนอยากกรีดร้อง และเข้ามาดึงทึ้งแยกคู่รักออกจากกัน

   “จะหวานกันอีกนานไหมคะ ชักจะหิวข้าวแล้ว” ประภามนท์เบรกบรรยากาศหวานซึ้ง กรวีร์ยิ้มเขินบอกกับน้องสาวสามีอย่างเอาใจ

   “งั้นเดี๋ยวหนูเตรียมให้นะคะ เย็นนี้มีของชอบพี่ปาล์มด้วย”

   ประภามนท์ยิ้มบาง “ได้แม่ครัวเพิ่มขึ้นมาอย่างนี้ มีหวังเราสองคนโดนขุนจนอ้วนแน่แม่ กินๆ นอนๆ ทั้งวัน”

   “ว่าได้หยุดพักไปด้วยไง” ปวินท์ช่วยเลื่อนโต๊ะสำหรับใช้วางถาดข้าวของโรงพยาบาลมาเตรียมรอ

   นลินไม่อยากรบกวนเวลากินจึงสะกิดชวนคนรักกลับ ธนชิตจึงเอ่ยขอตัว

   “เห็นเจ๊ปิ๋มแข็งแรงแบบนี้ อีกไม่นานคงกลับบ้านได้แล้ว กินข้าวให้อร่อยนะครับ พวกเราขอตัวกลับก่อน หลินเขาว่าจะแวะเยี่ยมพ่อของนักเรียนด้วย” ธนชิตมองไปที่น้องสาวสั่งทั้งคำพูดและสายตา “กลับบ้านกันเถอะนิด”

   “พี่ชิตกับพี่หลินไปเยี่ยมพ่อเด็กนักเรียนก่อนก็ได้ ฉันไม่รู้จัก ไม่อยากไป ขออยู่คุยกับป้าปิ๋มดีกว่า” ณิชมนบอกอย่างดึงดัน

   “เขากำลังจะกินข้าวกันนะนิด”

   “แค่นั่งเฉยๆ ไม่ได้กวนอะไรสักหน่อย พี่จะไปเยี่ยมใครก็ไปสิ”

   “นิด!”

   “ไม่เป็นไรหรอกคุณชิต ปล่อยเถอะ ไม่ได้รบกวนอะไร” คุณปรารถนาช่วยออกหน้าแก้สถานการณ์ให้ ขี้เกียจฟังพี่น้องทะเลาะกัน

   “เยี่ยมเสร็จก็โทร.มา ไปเจอกันที่รถ” ณิชมนไม่สนความลำบากใจของใครทั้งนั้น เธอจะอยู่ อยู่ขวางนังเมียพี่ไปป์ไปเนี่ยแหละ หมั่นไส้มัน ทำเป็นยิ้มหน้าบาน ฮึ!

   ขณะที่ภรรยากำลังดูแลข้าวปลาอาหารให้แม่กับน้อง ปวินท์ก็ถอยออกมานั่งดูอยู่ห่างๆ เพราะไม่อยากเกะกะ ปล่อยให้กรวีร์ทำได้ถนัดมือ แต่กลายเป็นว่าความคิดนั้นดันมาเปิดโอกาสให้ณิชมนเข้าถึงตัวเขา ลูกสาวนายกครองวิทย์ชวนเขาคุยอย่างสนิทสนม ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ภรรยาปรายตามามอง เขาขยับออกห่างโดยทันที

   กรวีร์ดึงสายตากลับมาหาประภามนท์เพราะฝ่ายนั้นแตะหลังมือของเธอที่เพิ่งช่วยตักกับข้าวเติมให้ น้องสามีส่ายหน้า กระซิบเสียงเบา

   “อย่าใส่ใจ”

   หญิงสาวยิ้มออก ประภามนท์คงคิดว่าเธอหึง ไม่หรอกที่เธอเมียงมองและขรึมลงนั้นเพราะกำลังนึกหาทางแก้เผ็ดลูกสาวนายกต่างหาก สามีน่ะเธอไม่หวงหรอก แค่ถูกชะนีนั่งถูๆ ไถๆ คงไม่สึกหรอเท่าไรหรอก แต่ใครใช้ให้ยายนั่งมาชน มาว่าเธอเป็นยาขัดรองเท้า เดี๋ยวเถอะจะเจอดี

   คุณปรารถนากับประภามนท์กินอิ่มในเวลาไล่เลี่ยกัน ขณะที่กรวีร์กำลังเตรียมจะเก็บปิ่นโต เสียงโทรศัพท์ของณิชมนก็ดังขึ้น คงเป็นพี่ชายโทร.มาตามนั่นแหละ เพราะเจ้าหล่อนลุกขึ้นแล้วเดินมาลา

   “นิดกลับก่อนนะคะป้าปิ๋ม พี่ปาล์ม แล้วจะมาเยี่ยมใหม่ หายไวๆ นะคะ”

   “จ้ะ ขอบใจมากนะ” คุณปรารถนาบอก ส่วนประภามนท์ก็ยิ้มส่ง

   “พี่ไปป์ขา...ลงลิฟต์ไปเป็นเพื่อนนิดหน่อยสิคะ”

   “อุ๊ย! เสี่ยขา...” ภรรยาบรรจงเรียกเสียงหวานเจี๊ยบ แน่นอนว่ามีตัวเลือก เขาก็ต้องเลือกภรรยาก่อนอยู่แล้ว ปวินท์ผละจากณิชมนตรงเข้าไปหากรวีร์

   “มีอะไรเหรอ”

   “ช่วยหยิบขาปิ่นโตตรงนั้นให้หน่อยสิคะ เมียเอื้อมไม่ถึง”

   ใครเห็นก็ต้องรู้ละว่ากรวีร์จงใจใช้เล่ห์ดึงสามีมาที่ตัว เพราะขาปิ่นโตนั่นก็ไม่ได้อยู่ห่างจากมือเธอเลย ทุกคนรู้ แน่นอนว่าณิชมนก็รู้ ลูกสาวนายกสะบัดหน้าพรืดเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปด้วยความริษยา ขัดใจไปหมดทั้งปวินท์ ทั้งนังเมียตัวดี

   พอลูกสาวนายกพ้นห้องไปแล้ว กรวีร์ก็เปลี่ยนโหมด รอยยิ้มอ่อนหวานอันตรธานหายไป เมื่อสามีหยิบขาปิ่นโตส่งมาให้ เธอก็พยักพเยิดสั่ง

   “เสี่ยเก็บปิ่นโตต่อทีนะ ฉันนึกได้ว่าลืมของ ขอลงไปเอาแป๊บ” เธอแบมือรอ “ขอกุญแจรถด้วย”

   “ลืมอะไรเหรอ”

   “ลืมใจไว้ที่เสี่ยไงคะ”

   “อืม...รีบไปเลย” ปวินท์ทำหน้าระอา มือหยิบกุญแจรถในกระเป๋าส่งให้เธอ

   “เมียพี่ไปป์ฮาดีนะ น่าจะอยู่ด้วยแล้วไม่เครียด” ประภามนท์เอ่ยขึ้นหลังจากที่กรวีร์เดินออกไป

   “ฉันประสาทจะกินละสิไม่ว่า ขนาดคุณนิดยังต้องถอยเลยแกเห็นไหม” ชายหนุ่มมองประตูห้อง ได้แต่นึกแล้วก็สงสัยว่ากรวีร์ลืมอะไร ตอนลงจากรถเขาก็ว่าหยิบมาครบหมดแล้ว

   ปวินท์ไม่มีทางได้รู้หรอกว่ากรวีร์ลืมอะไร ที่พูดไปเพราะหญิงสาวแค่อยากหาข้ออ้างออกมาจากห้องต่างหาก กรวีร์มองเห็นณิชมนหลังไวๆ จึงตรงเข้าไปหาเป้าหมายในทันที เธอยิ้มมุมปากเมื่อเห็นว่าลูกสาวนายกยืนรออยู่หน้าลิฟต์

   “คงไม่ได้ตามมาส่งฉันใช่ไหม” ณิชมนถามเสียงห้วน หน้าลิฟต์ไม่มีใครก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงเข้าใส่กันจะดีกว่า สีหน้าของกรวีร์ก็ไม่ได้บอกว่ามาดีอยู่แล้ว

   “ฉันก็ไม่ใช่คนมีน้ำใจอะไรขนาดนั้นหรอกค่ะ อย่าห่วงเลย แค่อยากมาดูให้แน่ใจว่าคุณนิดกลับถึงรถจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ทำเป็นว่ากลับแล้วแอบดักรอเสี่ย เห็นคุณซุบซิบๆ กับผัวฉันแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจค่ะ”

   ณิชมนเชิดหน้าขึ้น “คนอย่างฉันไม่จำเป็นต้องดักหรอกจ้ะ พี่ไปป์เป็นฝ่ายต้องมาหาฉันต่างหาก”

   “อุต๊ะ! เสี่ยเคยไปหาด้วยเหรอคะ แหมได้ข้อมูลใหม่ละ แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นตอนที่เสี่ยยังโสด เหงาๆ ตอนนี้เสี่ยมีเมียแล้วอะไรที่เคยทำก็คงต้องเปลี่ยนพฤติกรรมบ้าง”

   “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพี่ไปป์จะจริงจังกับเธอ คงลงทุนวางแผนไว้เยอะสินะถึงทำให้เขายอมจดทะเบียนได้”

   “โอ๊ย...ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะคุณ แค่นั่งสวยๆ เขาก็ขอให้ฉันจดทะเบียนด้วยแล้ว งงมาก”

   “ใช่ เป็นฉันก็งง แต่เคลมเร็วแบบนี้ คงไม่เท่าไร ได้ง่าย เบื่อง่าย” ณิชมนเบ้ปาก ก่อนจะสะบัดหน้า ก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ที่เพิ่งจะเลื่อนเปิดออก สองสาวยืนเผชิญหน้ากันอย่างไม่หวั่นเกรง “รักษาให้ดีๆ แล้วกันทะเบียนสมรสน่ะ ระวังจะกลายเป็นใบหย่าไม่รู้ตัว ฉันไม่ถือสาหรอกถ้าเขาจะเคยหย่าร้างมาก่อน”

   ลิฟต์ปิดแล้วแต่เมียเสี่ยไปป์ยังไม่หายจากอาการอิหยังวะ โอ้โห...หนูนิดคนนี้กรวีร์ละยอมใจในความกระหายหิว ดูเหมือนฐานะเมียเสี่ยของเธอจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบซะแล้ว แฟนคลับเสี่ยไปป์ทำไมเยอะแท้ นอกจากครูหลินนางร้ายสายซีรีส์เกาหลี ยังอุตส่าห์มียายคุณนิดนี่งอกขึ้นมาอีกคน จะเอาให้ได้ว่างั้นเถอะ แหม...สามีเธอช่างเสน่ห์แรงเหลือหลาย

   “พี่ไปป์ต้องเป็นฝ่ายมาหาฉันต่างหาก” หญิงสาวบีบเสียงเลียนแบบล้อคำพูดณิชมนอย่างหมั่นไส้สุดพลัง “แหวะ! ตอนนี้เขาเป็นผัวฉันย่ะ”





มาตามเชียร์ลูกสาวเจ๊หวีกันต่อจ้าาาาาาาาาา
จะเคลมหลัวเสี่ยทั้งที แฟนคลับพี่แกก็มีเยอะเหลือเกิน5555555
7
2. มะนอแน่ / สีน้ำฟ้า / แถวนี้มีเสี่ยไหมคะแม่ >>>บทที่่ 9 รถไฟชนกัน<<<
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ กุมภาพันธ์ 19, 2021, 10:10:25 AM »
บทที่ 9 รถไฟชนกัน




   กีวี่กลับมาถามเสี่ยว่าได้กันยัง ชวนไปเยี่ยมแม่ตอนเย็นไปป์ไปรับที่บ้านไปด้วยกัน เจอหลิน ชิต นิด นิดป่วนกีวี่ เหยียดแบบซึ่งหน้า ครึ่งหลังไปป์พากีวี่ไหว้พระ เจอสารวัตรเพื่อเก่ากีวี่ ไหน้ำส้มแตก

   “มาแล้ว...”

   กระติกน้ำแข็งใบเล็กปักหลอดสีชมพูสดใสให้เรียบร้อยถูกหญิงสาวที่ถือมาวางลงตรงหน้า ปวินท์เลิกคิ้วมองคนถืออย่างสงสัย ขณะที่ปากยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ กรวีร์ฉีกยิ้มเอาใจทรุดกายนั่งลงตรงข้าม

   “น้ำอะไร” ปวินท์ถามเมื่อข้าวหมดปาก

   “เก๊กฮวย”

   “อืม...น่าสนใจดีแฮะ” ชายหนุ่มเห็นรอยยิ้มภาคภูมิใจของเธอแล้วอดจะยิ้มตามด้วยไม่ได้ เขารู้สึกว่ามันต้องมีอะไรพิเศษมากกว่านั้น “ทำไมเลือกซื้อน้ำเก๊กฮวยมา รู้เหรอว่าฉันชอบ”

   “แน่นอน ไม่ว่าเสี่ยจะชอบหรือไม่ชอบอะไร ป้าแป๋วได้ป้อนข้อมูลลับเฉพาะของเสี่ยใส่หัวฉันเรียบร้อย เท่ากับว่าตอนนี้ฉันรู้จุดอ่อนเสี่ยหมดแล้ว อย่าคิดมีปัญหากับฉันเชียว” เธอลอยหน้าพูดอย่างเป็นต่อ

   สามีนั่งหัวเราะเบาๆ แกล้งหยอกกลับ “รู้จุดอ่อนก็ต้องรู้จุดแข็งของฉันด้วยสินะว่ามันอยู่ตรงไหนบ้าง”

   กรวีร์เห็นแววตาทะลึ่งตึงตังของสามีแล้วคิดดีไม่ได้เลย พอเขาก้มต่ำเหมือนจะบอกใบ้ตำแหน่งจุดแข็ง เธอก็เข้าใจแจ่มแจ้ง

   “ไม่รู้! แล้วเสี่ยก็ไม่ต้องชี้พิกัดด้วย!”

   เธอสะบัดเสียงตอบ หน้าตาร้อนผ่าว เสี่ยนี่ชักจะยังไงใหญ่แล้ว หญิงสาวรีบพยักพเยิดไปที่กระติกเพื่อเบี่ยงประเด็น ขืนยังไม่ข้ามเรื่องจุดอ่อนจุดแข็งเสี่ยก็คงจะหาเรื่องแกล้งเธออีก

   “กระติกนี้ฉันแวะซื้อข้างทางมา ไม่รู้รสชาติเป็นไง แถมยังเสียเวลาเถียงกับลุงยามหน้าประตูนั่นอีก น้ำแข็งละลายจืดหมดแล้วมั้ง เสี่ยทนๆ กินไปก่อนแล้วกัน ฉันไม่ได้ต้มเองด้วยเลยไม่กล้าการันตีรสชาติ เอาไว้วันหลังฉันจะหาซื้อดอกเก๊กฮวยแห้งต้มใส่กระติกมาส่งเสี่ยเอง ดีมะ หวานน้อย หวานมาก สั่งได้เลย”

   กรวีร์เอาใจเต็มที่ ปากคุยโว มือก็ช่วยตักกับข้าวให้

   “กินเยอะๆ นะเสี่ย”

   แววตาของปวินท์อ่อนแสงลง เขามองหญิงสาวด้วยสายตาที่ต่างไปจากเดิม กรวีร์เป็นเมียที่เหนือความคาดหมาย เขาแทบไม่เคยคิดหวังอะไรจากเธอเลยก็ว่าได้นอกจากจะเอาเธอมาใช้เป็นตัวล่อคนร้ายเท่านั้น แต่เธอเป็นคนน่ารัก เขาจึงรู้สึกเอ็นดูเวลาที่อยู่ใกล้ๆ ได้แกล้งสัพยอกให้เธออึกอักเล่น

   จำได้ว่าตอนแรกที่เจอกันกรวีร์แสบมากแถมยังกล้าบ้าบิ่นรับปากจดทะเบียนสมรสกับเขาทั้งที่เจอกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตัวเขาเองตอนที่พาเธอเข้าบ้านแนะนำกับครอบครัวเพื่อนฝูงก็ยังแอบหวั่นๆ ในใจ กลัวว่าแม่จะสงสัย รับไม่ได้ที่จู่ๆ เขาก็คว้าใครไม่รู้มาเป็นเมีย แต่ทุกอย่างมันดีเกินคาด กรวีร์เข้ากับทุกคนได้อย่างรวดเร็ว

   นอกจากดูแลแม่กับน้องของเขาแล้ว เธอยังอุตส่าห์มีน้ำใจเผื่อแผ่มาดูแลเขาด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกัน ตอนที่รู้ว่าเธอเอาข้าวกลางวันมาส่งให้โดยที่เขาไม่ได้สั่ง หัวใจของเขามันพองโตคับอก คนเรามักจะรู้สึกดีตอนที่รู้ว่ามีอีกคนใส่ใจ ห่วงใย คอยดูแล ปวินท์ไม่ได้อยู่เหนือกฎเกณฑ์พวกนั้น เขาดีใจที่เธอมาหา ปลาบปลื้มใจที่เธอห่วงกลัวเขาจะหิว และอิ่มใจที่ได้กินข้าวฝีมือเธอ

   ชายหนุ่มวางช้อน ตั้งใจมองภรรยาอย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะเขามีน้องสาวด้วยล่ะมั้ง จึงเกิดความรู้สึกหลากหลายกับเธอ กรวีร์กับประภามนท์นิสัยคล้ายๆ กันอยู่หลายอย่าง ที่สำคัญแม่น้ำค้างกลางหาวไม่ได้คิดอยากจับเขาทำผัวจริงๆ ผิดกับผู้หญิงคนอื่น ดังนั้นสิ่งที่เธอแสดงออกย่อมมาจากเนื้อแท้ ความห่วงใย ความมีน้ำใจของเธอคือของจริง

   “จ้องฉันขนาดนี้ ทำไมเหรอเสี่ย รู้ว่าเมียจะต้มน้ำเก๊กฮวยมาให้ถึงกับตะลึงตาค้างเลย กินได้น่า วางใจเถอะ ก็อร่อยเหมือนกับข้าวพวกนี้แหละ”

   “เธอเป็นเมียที่ดีนะ ผิดจากภาพที่ฉันนึกไว้มากเลย”

   “เฮ้อ...ทีหน้าทีหลังก็อย่าตัดสินคนแค่ภายนอกสิ เออนี่เสี่ย” หญิงสาวเหลือบมองซ้ายขวา กระเถิบเข้ามาใกล้กับสามี

   “อะไร จะนินทาใครอีกล่ะถึงต้องลดเสียงกระซิบกระซาบ” ปวินท์ดักคอ เห็นมือที่กำลังช่วยตักกับข้าวให้ชะงัก ก่อนที่เจ้าตัวจะยิ้มเขินเพราะถูกเขาจับได้

   “วุ้ย! เสี่ยนี่ก็แสนรู้ แต่ไหนๆ จะนินทา ก็ถือว่าเสี่ยร่วมมือให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับฉันหน่อยแล้วกัน จะได้เอาไปนินทาอย่างมีข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือ คือว่าฉันมีเรื่องจะถาม มันก็...ค่อนข้างละลาบละล้วงนิดหนึ่ง” เธอยกปลายนิ้วทำท่านิดหนึ่งประกอบ

   “จะถามอะไรก็ว่ามา มัวพูดจาอ้อมค้อม เดี๋ยวอิ่มแล้วฉันไปคุยกับช่างต่อไม่รอนะ”

   “อู๊ย... นั่งให้ข้าวย่อยก่อนเถอะ เดี๋ยวก็ได้กรดไหลย้อนเป็นของแถมหรอก จะขยันไปไหน” หญิงสาวบ่น แต่มือก็ตักกับข้าวเติมให้เขาตลอด

   “มีเรื่องอะไรจะถามฉันล่ะ” ปวินท์ถาม ก่อนตักข้าวเข้าปากเคี้ยวอย่างอร่อย เหมือนว่าวันนี้เขาจะกินข้าวได้มากกว่าทุกวัน “ถามสิ”

   “เรื่องเสี่ยกับแฟนเก่า”

   ชายหนุ่มกระแอมไล่ข้าวที่ติดคอนิดหนึ่ง ยกกระติกน้ำขึ้นมาดูด แล้วถามเธออย่างระมัดระวัง “ทำไม แฟนเก่าคนไหน”

   “ในน้ำเก๊กฮวยนี่ไม่มีเบียร์ผสมสักหน่อย อย่ามาแกล้งมึนหลอกเมียเลยน่า เสี่ยกับครูหลินน่ะ”

   “อืม” ปวินท์ส่งเสียงรับรู้ในลำคอ รอฟังเธอพูดต่อ แล้วกรวีร์ก็ถามโพล่งขึ้นมาว่า

   “เคยได้กันยัง”

   “เธอจะบ้าเหรอ! มาถามอะไรแบบนี้ นี่มันกลางโรงเรียนอนุบาลนะ” ปวินท์ถลึงตาใส่เมีย

   “จะทำเสียงดุใส่ฉันทำไมเล่า ทีเมื่อกี้เสี่ยยังพูดถึงจุดแข็งอยู่เลย ฉันก็แค่อยากรู้” หญิงสาวหน้างอเมื่อถูกเขาดุ “ไอ้ที่ฉันต้องยืนตากแดดจนเกือบจะเป็นไก่ย่างพลังงานแสงอาทิตย์น่ะ ฝีมือแฟนเก่าเสี่ยไง”

   “ฉันเห็นเธอเถียงกับลุงยาม หลินไปเกี่ยวอะไรด้วย”

   “หืม...ซื่อขึ้นมาเชียว” หญิงสาวเบ้ปาก ค้อนหน้าคว่ำ จู่ๆ ก็เหม็นหน้าเสี่ยขึ้นมาซะอย่างนั้น “ช่างเถอะ ฉันขี้เกียจพูดแล้ว คนเขาจะเชื่อ ไม่ต้องชักแม่น้ำทั้งห้าเขาก็เชื่อ ใช่ซี้...ฉันมันแค่เมียขัดดอกนี่”

   “เธอซ้อมหึงฉันอยู่หรือเปล่ากีวี่”

   “จะต้องให้บอกอีกกี่ครั้ง คนที่หึงน่ะครูหลิน ฉันจะไปหึงผัวเฉพาะกิจอย่างเสี่ยทำไมล่ะ”

   ปวินท์มองเข้าไปนัยน์ตาของหญิงสาวราวกับจะค้นหาความจริง ทว่าสิ่งที่เจอก็มีแต่ความว่างเปล่า เขาไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องราวในอดีต แต่ในฐานะเมียเขาก็ควรให้กรวีร์ได้รู้ติดๆ เอาไว้บ้าง ชายหนุ่มจึงวางช้อนในมือแล้วแจกแจงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคนรักเก่า ไม่ว่าจะทั้งในอดีตหรือปัจจุบัน

   “ฉันกับหลินก็เหมือนที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ เคยรักกันก็จริง แต่ตอนนี้ต่างคนต่างมีใหม่แล้ว ครูหลินกับคุณชิตเป็นคู่ที่เหมาะสม เห็นทั้งคู่แฮปปี้ ฉันก็ดีใจด้วย”

   “เสี่ยไม่คิดอะไรกับแฟนเก่าบ้างเลยจริงดิ ไม่เสียดายเหรอ”

   “ไม่” ปวินท์สั่นหน้า “ชีวิตฉันมีอะไรให้ทำเยอะแยะ ถ้ามัวจมอยู่กับอดีต คร่ำครวญถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ก็คงไม่ต้องขยับไปไหนกันพอดี”

   “เชื่อได้ไหม”

   “เชื่อได้สิ ฉันปากตรงกับใจเสมอ เธอมั่นใจได้เลย สำหรับฉันอะไรที่ผ่านไปแล้ว ฉันไม่เก็บเอามาคิดถึงให้รกสมองหรอก” ปวินท์ยืนยัน ไม่ว่าใครจะเข้าใจอย่างไร แต่เขาเป็นคนรู้ใจตัวเองดีสุด

   “เสี่ยไม่คิดกระพือถ่านไฟเก่า อันนี้ฉันเชื่อ แต่เสี่ยเคยสังเกตสายตาที่ครูหลินใช้มองเสี่ยบ้างไหม”

   ปวินท์สั่นหน้าอีกครั้ง ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะจับนิ่งที่ใบหน้าของเธอ น้ำเสียงนุ่มทุ้มชวนฟังดังขึ้น “เขาไม่ใช่แฟนฉันแล้ว ฉันจะไปสังเกตสังกาเขาทำไมล่ะ เธอนี่ก็แปลก ถ้าถามว่าหน้าเธอมีไฝขี้แมลงวันกี่เม็ดนี่ละเออฉันพอตอบได้”

   แอบมานับตั้งแต่ตอนไหน หญิงสาวลืมตัวรีบยกมือปิดสันจมูกตรงจุดที่มีไฝขี้แมลงวัน พอเห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของสามีก็รู้ตัวว่าโดนเขาแกล้งหลอกอีกแล้ว

   กรวีร์จุ๊ปาก ขัดใจ เธอละเบื่อจริงๆ พวกผู้ชายที่ฉลาดเรื่องงาน แต่มาตกม้าตายให้กับมารยาหญิง ยังไงเธอก็ไม่ไว้ใจหรอก ได้ยินตาลุงนั่นบ่นเองกับหูว่าครูหลินสั่ง คงกะจะเล่นงานเธอนั่นแหละ แต่พูดไปก็คงเหมือนสีซอให้ควายฟัง เสี่ยบ้านี่ไม่เชื่อเธอแน่ ดีไม่ดีจะหาว่าเธอใส่ร้ายแฟนเก่าเข้าซะอีก คิดแล้วขึ้น!

   หญิงสาวกัดปาก หน้าบอกบุญไม่รับ

   “แล้วที่ถามน่ะว่าไง ตกลงเคย หรือ ไม่เคย”

   “ไม่เคย!” ปวินท์กระแทกเสียงบอกอย่างไม่เต็มใจนัก หน้าเขาตอนนี้คงคล้ายกับปลาสำลักน้ำ มาถามโต้งๆ อย่างนี้ได้ยังไง “ฉันไม่ฉวยโอกาสกับผู้หญิงที่ฉันรักหรอก”

   “อ่อ...ผู้หญิงที่รัก” กรวีร์พยักหน้าเนิบนาบฝากฝังกับสามี “งั้นถ้าไม่รบกวน เสี่ยช่วยรักๆ ฉันหน่อยนะ ฉันกลัวเสียท่าให้เสี่ยก่อนได้ห้าแสน”

   “น้อยๆ หน่อยเถอะแม่คุณ ถึงเราจะนอนเตียงเดียวกันและมีหมอนข้างที่ขวางฉันไม่ได้กั้นอยู่ แต่ขอโทษเถอะนะกระโดกกระเดกแบบเธอ ฉันทำไม่ลงหรอก” ปวินท์ปากไม่ตรงกับใจทั้งที่ไม่ใช่คนอย่างนั้น แต่เพราะหมั่นไส้ความมั่นใจของลูกสาวเจ๊หวีจึงต้องบั่นทอนความเหิมเกริมของเธอลงเสียหน่อย ส่วนไอ้เรื่องที่ทำไม่ลงคงไม่ใช่ อยู่กับกรวีร์เขามีแต่เรื่องต้องหักห้ามใจเต็มไปหมด

   ทว่าคำพูดของปวินท์ได้ผลดีเกินไป กรวีร์ฉุนกึก ความโกรธแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ รู้สึกเหมือนโดนสามีฉีกหน้ากลางตลาดนัด เสี่ยดูถูกกันชัดๆ

   “จ้า...คุณสามีชอบแบบเรียบร้อย อ่อนหวาน ฮึ! จำไว้แล้วกัน พูดอะไรน่ะ อิ่มหรือยัง ฉันจะได้เก็บกลับ”

   “โกรธเหรอเนี่ย”

   “โกรธอะไร เสี่ยปากตรงกับใจขนาดนี้ ฉันควรดีใจด้วยซ้ำที่ความสาวของฉันจะปลอดภัยแม้ว่าจะต้องอยู่ใกล้เสี่ยทุกคืนก็ตาม”

   ปวินท์เฝ้าดูเธอเก็บปิ่นโตซ้อนใส่เถาด้วยท่าทางไม่พอใจ เขานึกเสียใจอยู่เหมือนกันที่พลั้งปากพูดคล้ายจะดูถูกเธออย่างนั้น ต่อให้กรวีร์ไม่ถือสา โดยมารยาทเขาก็ไม่ควรพูดมันออกมา มันเหมือนกับว่าเธอไม่มีค่าในสายตาของเขาเลย

   “กีวี่”

   “อะไร”

   ชายหนุ่มนึกขำน้ำเสียงห้วนๆ เข้มๆ ของเธอ เออ...งอนจริงด้วย ปวินท์เอื้อมไปจับมือที่กำลังวุ่นวายกับการเก็บปิ่นโต เจอเธอชักสีหน้าใส่ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรหรอกนอกจากขอบคุณและชื่นชมฝีมือการทำกับข้าวของเธอก็เท่านั้น

   “กับข้าวอร่อยมาก”

   “ฮึ! ไม่ต้องมาพูดเพราะปะเหลาะกินเลย ถึงฉันจะกระโดกกระเดก แต่อยู่กับฉันไม่ต้องกลัวอดตาย กระติกน้ำเก๊กฮวยทิ้งไว้ให้เสี่ยนี่แล้วกัน เลิกงานเก็บกลับไปให้ด้วยนะ” หญิงสาวหมุนกายเดินหิ้วปิ่นโตห่างจากเขามาเรื่อยๆ ได้ยินเสียงคนข้างหลังตะโกนตามมา

   “แล้วฉันจะรีบกลับนะ”

   กรวีร์หันกลับไปหาสามี “เรื่องของเสี่ยสิ จะรีบหรือลั้นลา ฉันก็ไม่มีปัญญายกบ้านเสี่ยหนีไปไหนหรอก”

   “รอฉัน ไปเยี่ยมแม่พร้อมกัน”

   หญิงสาวสะบัดหน้าหนี ทำหูทวนลมเดินไม่รู้ไม่ชี้กลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไป ปวินท์ยืนมองจนลับตา ริมฝีปากได้รูปค่อยๆ ขยายเป็นยิ้มกว้างพร้อมส่ายศีรษะอ่อนใจ ใครจะคิดว่าคำพูดไม่กี่คำมันจะไปบาดจิตบาดใจเธอเข้า กรวีร์คงเคืองเขาน่าดู ดวงตาคมหลุบมองกระติกน้ำเก๊กฮวยที่เธอไม่ใจร้ายเก็บกลับ ก็นับว่ายังมีเมตตาต่อเขาอยู่ ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดูด ความคิดบางอย่างผุดขึ้นในหัว

   นึกออกละว่าจะง้อลูกสาวเจ๊หวียังไง



   กรวีร์จอดรถหน้าร้านกัญญาบาร์เบอร์ เดินหน้าตูมเข้าไปหาแม่ ช่วงบ่ายในร้านไม่มีคนเจ๊หวีของเธอเลยนอนดูลิเกสบายใจเฉิบ หญิงสาวลากเก้าอี้ไปนั่งข้างๆ แม่

   “แม่สระผมให้หน่อยดิ”

   “ไปอารมณ์ไม่ดีมาจากไหนล่ะ ถึงมาให้แม่สระผมให้น่ะ” คุณกัญญาลุกขึ้นนั่ง กดรีโมตปิดทีวี ถามลูกสาวอย่างสนใจ “แล้วเป็นไงบ้าง เสี่ยไปป์ดีกับหนูไหม”

   “ก็ลูกเขยเสี่ยแม่นั่นแหละที่ทำให้หนูอารมณ์เสีย ตัวกวนประสาท พูดถึงก็หัวร้อนขึ้นมาเลย หน็อย...มาว่าหนูกระโดกกระเดก ชิ! ใครจะไปเรียบร้อยเหมือนครูหลินแฟนเก่านั่นล่ะ”

   “อะๆ ใจเย็นๆ ขึ้นไปนอนบนเตียง เดี๋ยวแม่สระผม เกาหัวให้จะได้อารมณ์ดีขึ้น”

   กรวีร์ปีนขึ้นไปนอนบนเตียงสระ ปล่อยเส้นผมลงอ่าง หลับตาลงรอให้แม่สระผมให้ สายน้ำเย็นๆ ไหลผ่านศีรษะทำอารมณ์เดือดพล่านค่อยๆ สงบลง นี่เป็นเคล็ดลับดับความโกรธเฉพาะตัวของเธอ ตอนเด็กๆ เวลาที่เธอโกรธใครแม่ก็จะจับสระผมแบบนี้จนติดเป็นนิสัย

   “แม่...” หญิงสาวเรียกทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท

   “อะไรเหรอ”

   “ช่วยเล่าเรื่องเสี่ยกับครูหลินให้หนูฟังหน่อยสิ หนูว่าครูนี่ยังแอบหวังอะไรกับลูกเขยแม่อยู่นะ แต่ที่หนูได้ข่าวมาเขาเป็นคนทิ้งเสี่ยไปป์ไม่ใช่เหรอ”

   “จะว่าไปเรื่องนี้มันก็ซับซ้อน เกี่ยวพันกันหลายทาง ทั้งผลประโยชน์ของผู้ใหญ่และความรักของหนุ่มสาว” คุณกัญญาถอนใจเฮือก การจับคู่ให้นลินกับธนชิตเป็นบาปที่ติดอยู่ในใจ “แต่คุณชิตแกก็รักครูหลินอยู่นะ”

   “ไม่สรุปแบบนี้สิแม่ ต้นเรื่องมันเป็นยังไง”

   “มันก็เริ่มจะผลประโยชน์ของพวกผู้ใหญ่นั่นแหละ พ่อแม่ครูหลินน่ะเขาเป็นตระกูลใหญ่ ญาติเยอะ มีคนเคารพนับถือ ส่วนบ้านเจ๊ปิ๋มก็อย่างที่เรารู้กัน แล้วการที่ลูกชายเจ๊ปิ๋มที่มีทั้งทรัพย์สินและคนรู้จักมากมายจะชอบลูกสาวบ้านไหน พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ต้องเห็นดีเห็นงามด้วย”

   “เสี่ยไปป์กับครูหลินเลยได้คบกันโดยไม่มีอะไรขวางกั้นสินะ แล้วทำไมครูหลินถึงทิ้งเสี่ยหนูล่ะแม่”

   “ก็เพราะว่ารักอย่างเดียวมันกินไม่ได้ไงล่ะ พ่อแม่ของครูหลินน่ะเขาขาดอำนาจคอยหนุนหลัง มีเงินไม่มีอำนาจมันก็เป็นปัญหานะ เวลาจะทำอะไรแต่ละทีมันต้องมีคนคอยซัปพอร์ตเอื้อผลประโยชน์ให้จะได้ไม่ติดขัด ซึ่งทางฝั่งของนายกครองวิทย์น่ะเขาตอบโจทย์ตรงนี้มากกว่าทางเจ๊ปิ๋ม แล้วคุณชิตเขาดูจะชอบครูหลินด้วยเลยไม่ขัดข้อง นายกครองก็เลย เอ่อ...มาติดต่อแม่ให้ไปลองคุยกับฝั่งครูหลิน”

   กรวีร์ลืมตามองหน้าแม่ “อย่าบอกนะว่าแม่มีส่วนทำให้เสี่ยกับครูหลินเลิกกัน”

   “พูดอะไรอย่างนั้นเล่า” คุณกัญญาปิดน้ำ หยิบผ้าขนหนูผืนเล็กมาพันรอบศีรษะลูกสาว “แม่ก็เป็นแค่คนส่งสาร คนตัดสินใจน่ะ ครูหลินกับครอบครัวเขาต่างหาก แล้วก็ใช่ว่ามันจะเลวร้ายเพราะถึงลูกชายนายกจะแย่งเอาแฟนเสี่ยไปป์ไป แต่ลูกสาวนายกก็พร้อมดามใจให้เสี่ยเสมอ เสียแต่ว่าเสี่ยเขาไม่เล่นด้วย ไปหน้ากระจกเดี๋ยวแม่เป่าผมให้”

   “นายกครองวิทย์นี่ฉลาดเนอะ ดองสองข้างได้ทั้งเงิน ได้ทั้งคนนับหน้าถือตา แต่เสี่ยก็น่าขัดใจนะ แทนที่จะลองคบกับลูกสาวนายกแก้เผ็ด แบบนั้นคงมันพิลึก”

   “แม่ว่าคู่นี้ไปกันไม่รอด ลูกสาวนายกคนละเรื่องกับครูหลินเลยจ้ะ”

   “หวยเลยมาออกที่หนูสินะ ต้องพลีกายขัดดอกให้แม่แล้วยังต้องตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของเสี่ยอีกด้วย ฮื่อ...ทำไมซวยซับซวยซ้อนแบบนี้”

   “ก็ใครใช้ให้ปากไว ตกลงยอมเป็นเมียเสี่ยล่ะ” คุณกัญญาสมน้ำหน้า ก่อนเล่าต่อ “ตอนที่เลิกกับครูหลินนะ ใครๆ ก็พากันเป็นห่วง แต่เสี่ยแกชิลมาก ใช้ชีวิตตามปกติต่างจากเดิมก็แค่ที่เคยไปไหนต่อไหนกับครูหลิน พอโสดเสี่ยก็ไปคนเดียว เดี่ยวๆ ทำไมจู่ๆ ถึงมาถามแม่ล่ะ”

   “หนูแค่สงสัยว่าครูหลินยังตัดใจจากเสี่ยไม่ได้น่ะแม่” หญิงสาวเพิ่มเสียงแข่งกับไดร์เป่าผมของแม่

   “ก็เป็นได้ เขารักกันมาตั้งหลายปี สาเหตุที่เลิกก็ไม่ใช่ทะเลาะขัดคอกันสักหน่อย ถึงครูหลินจะมีคนใหม่แต่เป็นไปได้ว่ายังไม่ลืมรักเก่า”

   “ผู้หญิงหลายใจ รักใครหลายคน”

   กรวีร์นิ่วหน้าครุ่นคิด ท่ามกลางเสียงไดร์ที่แม่กระหน่ำเป่าใส่หัวเธอ

   “หรือที่เสี่ยเร่งหาเมียเพราะอยากให้ครูหลินตัดใจจากเขาได้เร็วๆ วุ้ย! พล็อตนิยายน้ำเน่าชัดๆ แต่นอกจากเรื่องนี้หนูก็ยังนึกหาเหตุผลอื่นไม่ได้ เมื่อคืนที่นอนด้วยกัน เสี่ยก็ไม่ได้มีทีท่ากระสันอยากจับหนูทำเมียเลยนะแม่”

   “ไม่ดีหรือไง หนูก็ไม่ได้รักใคร่ชอบพอกับเสี่ยนี่นา อยู่กันไป ค่อยๆ เรียนรู้กันไป ไม่แน่ความรู้สึกอาจจะเปลี่ยน ความรักสุกงอมพร้อมใจทั้งสองฝ่าย แฮปปี้จะตาย แล้วถ้าเป็นคู่กันจริงๆ หนูจะได้ไม่ต้องหย่าไงลูก”

   “โอ๊ย...กระโดกกระเดกแบบหนูเสี่ยเขาไม่เอาหรอก” กรวีร์นึกแล้วยังเคืองไม่หาย พูดมาได้ คนปากเสีย!

   หลังจากสระผมจนสบายใจ หญิงสาวช่วยแม่ปิดร้านและขับรถกลับมาที่บ้านปรานต์ปราณนต์ กรวีร์หิ้วปิ่นโตสองเถาเข้าไปในครัวเพื่อจะเตรียมล้าง เห็นป้าแป๋วกำลังหั่นผักเตรียมทำกับข้าวเย็นอยู่ เธอจึงส่งเสียง

   “กลับมาแล้วค่ะ เย็นนี้ทำอะไรกินคะ” เธอถามเดินเข้าไปที่ซิงค์น้ำและเอาปิ่นโตออกมาล้าง

   “หลายอย่างเลย อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมล่ะ ป้าจะทำเพิ่มให้”

   “หนูเลี้ยงง่ายกินได้ทั้งนั้นค่ะป้า เดี๋ยวล้างปิ่นโตเสร็จแล้วหนูช่วยนะคะ”

   บ้านนี้ไม่มีคนทำงานบ้าน ทุกสัปดาห์จะมีคนมาทำความสะอาดให้ ส่วนเรื่องอาหารการกินป้าแป๋วจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด ป้าแป๋วไม่หวงวิชาเวลากรวีร์สงสัยก็จะบอกเคล็ดลับให้หมด

   “ไปป์ว่าไงบ้างล่ะ” รอยยิ้มของป้าสามีเปี่ยมด้วยความหวัง หลานสะใภ้อย่างเธอจะทำอะไรได้นอกจากยิ้มเฝื่อนๆ

   “เสี่ยชมว่ากับข้าวอร่อยค่ะ”

   “ถือว่าไม่เลว ยังรู้จักให้กำลังใจเมีย พรุ่งนี้ก็ทำไปส่งอีกแล้วกัน เดี๋ยวป้าช่วย”

   หญิงสาวอยากจะปล่อยให้อดเหลือเกิน แต่จะเป็นการหักหาญน้ำใจคนแก่ ถ้าลำพังผัวปากเสียนั่นละก็ได้กินแค่วันนี้วันเดียวแหละ กรวีร์ยิ้มไม่ปริปากบ่นอะไร แต่ในใจแอบคาดโทษสามีไว้แล้ว



8
3. ลุงทอม / ฟีลิปดา / Re: สืบรัก:ตำรับรัก --- บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ กุมภาพันธ์ 09, 2021, 08:12:01 PM »
เรื่องนี้ ไม่มีอาหาร  มีแต่ศพ ค่อยยังชั่วหน่อย ฮ่าๆๆๆ
9
4. มะยม / ฟีลิปดา / Re: สวัสดีเชฟ - 1. เพื่อนกิน เพื่อนกัน
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ กุมภาพันธ์ 09, 2021, 08:07:19 PM »
ช่วงนี้ ต้องตรีม ไวรัส
แต่พี่ฟี เล่นมาตรีมของกิน ไอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ยิ่งบรรยายอาหารต่างๆ หิว
เปิดเรื่อง โรแมนติกเกินไปแล้ว ความรักฟินกระจาย และอาหารเต็มโต๊ะ ฮ่าๆๆๆ
ฮือๆๆ อ่านไปต้องน้ำลายไหลแน่

[ENG SUB] Chef Hua 03 (Tang Min, Yang Kaicheng) Delicious Food & Precious Love
ภาพ อันโหดร้าย อาหารจีน น่ากิน ที่แบบ ซีรีส์ ถ่ายตอนคนกินด้วย ทรมานคนดู

จะว่าไปไอก็เคยเขียนฉากกินอาหาร เหอๆๆ


10
เพิ่งได้อ่านเมียเสี่ยไปป์ ยังแสบตาอยู่ อ่านคร่าวๆ นะ

น่าติดตาม เปิดปมการแต่งงานที่มีเงื่อนงำ ฮ่าๆๆๆ
ต้นเรื่อง[ ๆ ] ไม้ยมกเยอะไปนิด พี่นับได้สามหมื่นสี่พันหกร้อยเก้าสิบเอ็ด อัน  ::)
ค่อย ๆ สามอันมาบ่อย  เวลาแต่งไหลๆ มันจะมีคำฮิตติดพิมพ์งี้แระ ทิ้งช่วง แล้วรีไรท์ เช็กเอานะ

"เสี่ยไปป์แรง ๆ เลยค่ะ ไม่ต้องค่อย ๆ หรือหมดแรงแล้วคะ"
"กีวี่ เธออย่ามาท้าทายให้มันมากไป คิดว่าฉันไม่มีแรงหรือไง"
"ต้องใช้เวลานวดหมูหมักซอสครึ่งชั่วโมง เครื่องเทศถึงจะเข้าเนื้อ แต่นี่ยังถึงสิบนาที..."
"ได้ ๆ คืนนี้มาพิสูจน์กันกี่วี่"
"สิบนาทีหรือคะเสี่ยไปป์"
"กีวี่!!!!!!!"

สุมไฟให้หลัวเมีย ตีกัน ฮ่าๆๆๆ
คอมเมดี้ มันยาก ถ้าเขียนติดๆ กันเราก็ตลกไม่ออกเหมือนกันนะ
มุกหมด          /ไปซื้อ แฮ่!
สู้ๆๆ นะ

 
หน้า: [1] 2 3 ... 10