กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
6. ธันย่า/ สปันงา / Re: 22.รักไม่ได้...ไม่ใช่ไม่รัก (ตอนจบ)
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ มกราคม 06, 2020, 02:10:38 PM »
ห้องนี้ ลงนิยายแบบ ฟ้าแลบจริงๆๆ ฮ่าๆ 

ยินดีด้วยนะคะ คุณธันย่า  ;D ;)
2
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / Re: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 26. จบ
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ มกราคม 06, 2020, 02:04:19 PM »
;D ขอบคุณค่ะ คุณธันย่า
ตอนจัดหน้า คือ อันไหน ยาวก็ตัด ไม่ได้อ่านค่ะ ฮ่าๆ

ตอนจบ ไอปั่น สองบท ในวันเดียว 25 26 นี่คือ ที่สุดแล้ว เก่งมาก ฮ่าๆๆ
ตอนแรก กะ อีกบทเดียว แต่มันจบไม่ลง ลนลานเลย
ฮ่าๆ เขียนเสร็จ ก่อนเที่ยงคืน นิดหน่อย คือ ไฟล้นมาก  ::)
ลุ้นแบบ ปั่นไปมองนาฬิกาไป

ขอบคุณที่เข้ามาเม้นต์ แนะนำเรื่อยๆ นะคะ คุณธันย่า
3
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / Re: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 26. จบ
« กระทู้ล่าสุด โดย ธันย่า เมื่อ มกราคม 03, 2020, 12:30:04 PM »
เย้ๆๆ ในที่สุดก็เขียนจบ ยินดีด้วยค่าาา

แต่อ่านๆมาก็สงสารนางเอกเจงๆ เจอกับการทรมานที่เจ็บปวด 555
ตอนจบให้เขาจูจุ๊บบเพิ่มฉากหวานสักหน่อยน่าจะดีค่ะ อย่าทรมานนางเลยยยยย  ;D ;D

****
การจัดหน้าจะทำให้สับสนในการอ่านนิดหนึงตรงที่ว่า เหมือนเป็นคำพูดคนเดียวแต่อยู่คนละบันทัดประมาณนี้ค่ะ

 “เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่กลิ่นสุราหรือ ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีท่านคิดจะเมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้
 เหยียนเกอเกอท่านนี่สุดยอดจริง ๆ”



คิดว่าไม่ต้องตัดแบ่งบันทัดหลังน่าจะดีกว่าค่ะปล่อยให้มันตัดลงมาเองแบบอัตโนมัติ
4
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / Re: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 22.
« กระทู้ล่าสุด โดย ธันย่า เมื่อ มกราคม 03, 2020, 12:20:41 PM »
 :P :P  จบแบบฟลุ๊ตๆค่ะ
5
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 26. จบ
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ ธันวาคม 31, 2019, 11:40:35 PM »
บทที่ 26 จบนะ   
สามีของเจ้าคือหม่ากว่างหยู



“ข้าทำอะไรหรือ ถ้าเรื่องเสี่ยวเอ๋อร์ไม่เห็นเป็นเรื่องที่เจ้าต้องวิตก
เจ้าไม่เคยยินมีเงินใช้ผีโม่แป้งยังได้ ข้ารู้ว่าต้องทำสิ่งใดหรอกน่า
ทำไมข้าจะไม่อยากเห็นใครบางคนโมโหจนหน้าแดง”
“ขอให้มันจริงเถอะ แต่ข้าต้องขอขอบคุณท่านด้วย
เหยียนเกอเกอท่านคือสิ่งดีงามในสามโลก เหยียนเกอเกอคือเทพธิดาประจำตัวของข้า”
“ข้ารู้สึกปวดศีรษะกับคำพูดคำจาของเจ้า เอาอาหารใส่ปากแล้วกินไปเงียบ ๆ”
เธอไม่รอให้เขาพูดจบ คีบอาหารเข้าปากไปก่อนแล้ว
เธอส่งยิ้มให้กับอาหาร รสชาติไม่รู้ว่าอร่อยหรือเปล่า
แต่เวลาหิวทุกอย่างคือดีเลิศหมด เธอคีบต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ราว ๆ หนึ่งก้านธูป เหยียนเกอเกอเริ่มเปิดปากซักฟอกเธอ
“เจ้าจะทำเช่นไรต่อไป”
“ให้ข้าไปเที่ยวเมืองหลวงที่สำนักคุ้มภัยกับท่านได้หรือไม่ เหยียนเกอเกอ”
“หากเจ้าไม่ได้เป็นฮูหยินน้อยข้าอาจพาเจ้าไปได้ แต่สถานะของเจ้าในตอนนี้
เกรงว่าจะทำให้สำนักคุ้มภัยเกิดอันตรายได้ เจ้าต้องมีจิตเมตตาต่อผู้อื่น สามีของเจ้าคงไม่ปล่อยข้าไปแน่”
“ท่านกล้วเขาหรือ” เธอถามทีเล่นทีจริง
แค่ลองเสนอไปอย่างนั้นเอง เผื่อเขามีความคิดอะไรที่เข้าท่ากว่าเธอ
“สามีของเจ้าสู้ข้าได้ที่ไหน เพียงแต่ว่าหากมีปัญหากันขึ้นมา
ตระกูลหม่ากับสำนักคุ้มภัยจะบาดหมางกันโดยใช่เหตุอันควร”
“ข้าแค่ถามเผื่อ หลังจากพวกเรากลับตระกูลหม่าแล้วต่างหากล่ะ
ตอนนี้ข้าแค่แกล้งให้เขาหาข้าไม่เจอไปสักพักเท่านั้นเอง”
“เจ้าเด็กกะล่อนปลิ้นปล้อน หากข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นดรุณีน้อยผู้หนึ่ง
คงคิดว่าเจ้าเป็นบุตรชายของเศรษรีที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ
วัน ๆ เข้าแต่บ่อนการพนัน สุรานารีไม่เว้น ทำตัวไม่เป็นโล้เป็นพาย”

“ช้าก่อน ๆ เหยียนเกอเกอ บุตรชายเศรษฐีผู้นั้นโดนท่านใช้วาจาเฉือดเฉือนจนตายอนาถไปแล้ว
ท่านหยุดจิบน้ำชาก่อนเถิด” เธอเอื้อมมือไปหยิบกาน้ำชา
 “เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่กลิ่นสุราหรือ ฟ้ายังไม่ทันสว่างดีท่านคิดจะเมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้
 เหยียนเกอเกอท่านนี่สุดยอดจริง ๆ”
“ก็เพราะข้ามึนงงกับคำพูดคำจาของเจ้านี่แหละ ข้าจึงจำเป็นต้องหาอะไรมาแก้”
“ดู ๆ ไปท่านคล้ายจะเป็นพี่ชายของบุตรเศรษฐีผู้นั้นนะ นิสัยคล้ายคลึงกัน”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล ซานเอ๋อร์กินอิ่มแล้วหรือไม่ ข้าจะได้ให้เสี่ยวเอ๋อร์มาเก็บถาดไป”
“ฮ่า ๆ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน ข้ายังไม่อิ่ม” เธอก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไป
แตะไม่ได้เลยเชียว เป็นผู้ชายที่เจ้าคิดเจ้าแค้นเหมือนกัน
และเธอคิดว่าเขาสมกับเป็นพี่ชายสุดหล่อของเธอจริง ๆ
หลังจากกินอาหารเสร็จ เธออวยพรให้เหยียนเกอเกอเดินทางโดยสวัสดิภาพ
ส่งยิ้มให้เขาและโบกมือลาที่หน้าประตู
รุ่งเช้ามาถึงอย่างรวดเร็ว แต่เธอย้ายก้นไปที่เตียงนอน
เธอเริ่มรู้สึกเหนื่อย สอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม และหลับไปอย่างรวดเร็ว



หม่ากว่างหยูไม่รู้ว่าความมั่นใจที่มีตั้งแต่แรก จะหายไปในพริบตาหลังจากเขาเข้ามาที่ป่า
 เขาไม่สามารถแกะรอยเท้าของซานซานได้ และไม่แม้แต่จะได้กลิ่นของนางสักนิด ท้องฟ้าสว่างนานแล้ว
เขายืนคิดหาวิธีตามหาตัวนาง ป่านนี้พวกสำนักคุ้มภัยและคนของตระกูลหม่าคงออกเดินทางแล้ว
การจะกลับไปให้คนอื่นช่วยกันตามหาซานซานอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด
แต่ในเมื่อเขารับรองกับคนแซ่หนานกงไว้แล้ว เขาต้องทำตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ให้ได้
‘เจ้าคิดว่าข้าไม่มีทางหานางเจอหรืออย่างไร นางเป็นภรรยาของข้าหม่ากว่างหยู ไม่ใช่น้องสาวของเจ้า!’

ตอนนี้น้องสาวของหนานกงหลี่เหยียนรู้สึกคันจมูก เช่นเดียวกับผู้เป็นพี่ชาย
ทั้งสองคนจามออกมาพร้อมกัน แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
คิดว่าอาจเป็นเพราะฝุ่นละอองลอยมาตามลมก็เป็นได้
หลี่ชิงซาน หรือภรรยาของชายผู้หนึ่งที่กำลังเดินท่อม ๆ ในป่า
 เธอตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงวัน สั่งหมันโถวมากินสองลูก
กินหมดไปลูกหนึ่งจิบน้ำชาเรียบร้อย
ห่ออีกลูกเก็บเข้าไปใต้แขนเสื้อสำหรับกินเวลาหิวระหว่างทางเดินเล่นในเมือง
 เธอวางมาดคุณชายน้อยเอามือไพล่หลังเดินออกจากโรงเตี๊ยมไป
เธอเพิ่งมีเวลาเดินสำรวจร้านค้าต่าง ๆ ก็วันนี้เอง
เหยียนเกอเกอใจดีหยิบเงินให้เธอไว้ใช้จ่ายหนึ่งตำลึงเงิน
แล้วมันมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ไม่รู้
ความจริงเธออยากจะลองยืนด้วยลำแข็งแต่การใช้ชีวิตในยุคนี้ เธอต้องเรียนรู้อีกเยอะ
แค่หลงทางในป่าคืนเดียว ทำให้ชีวิตเปลี่ยน เธออดตายอย่างแน่นอน
เพราะฉะนั้นต้องเกาะขาสามีไปพลาง ๆ ก่อน เดินสำรวจว่าเขาทำมาหากินอะไรกันบ้าง



ร้านค้าต่าง ๆ ค่อนข้างดูหรูหรามากกว่าเมืองก่อนหน้านี้ หรือเมืองนี้จะมีเศรษฐีอยู่กันเยอะ
ไม่รู้ทำมาค้าขายอะไรกันถึงได้ร่ำรวยกันนัก
พื้นถนนดูกว้างกว่ารถม้าสวนกันสักสี่คันยังได้ ผู้คนแต่งตัวกันภูมิฐาน
คุณชายที่ดูสุภาพราวกับบัณฑิตเดินตรงไปที่ร้านหนังสือมั้ง ร้านที่ขายพู่กันแท่นหมึก
บรรดาคุณหนูทั้งหลายก็พากันออกมาเดินเช่นกัน ท่าทางแต่ละคนจะรู้หนังสือไม่ต่างกับพวกบัณฑิต
เพราะเธอเห็นสาว ๆ ยืนโต้ตอบกาฟย์กลอนกับหนุ่ม ๆ เหล่านั้น คึกคักดีจริงเมืองนี้
ตระกูลหม่ามาเปิดสาขาที่นี้คิดว่ารวยเละ เธอเข้าร้านค้าร้านหนึ่งมีพัดหลายรูปแบบ
เธอเลยซื้อพัดแบบที่มีจีบพับมาเล่มหนึ่ง สะบัดข้อมือเพื่อให้พัดกางออก
มันสะดวกสำหรับเธอที่คอยเอาไว้สอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านโดยไม่น่าเกลียด
แกล้งพัดคลายร้อนแล้วเอามาบังใบหน้า เพอร์เฟคที่สุด
นี่มันพัดสำหรับคนว่างงานชัด ๆ
เธอคิดว่าเป็นสุดยอดไอเทมของยุคโบราณที่ทุกคนควรมีติดตัวเอาไว้
ลองเล่นจับคู่ดูก็น่าสนุกไม่น้อย
คุณหนูชุดนกขมิ้นสีเหลืองน่าจะแอบหลงรักคุณชายที่ใส่ชุดสีน้ำเงินเข้มที่กำลังเลือกม้วนภาพวาดอยู่อีกมุมหนึ่ง
หรือคุณชายที่ใส่ชุดขาวกำลังพับจดหมายสอดเข้าในหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่นี้คงไม่ใช่ที่หาข่าวอย่างที่เธอเคยอ่านใช่หรือเปล่าลองมองดูอีกที
แต่ละคนไม่ได้ทำสีหน้าตกอยู่ในห้วงรักเลยสักคน น่าเบื่อ ไม่มีเรื่องสนุก ๆ ให้ดูเลย เธอเดินออกมาจากร้านทันที
เดินเตะลมอยู่ด้านนอกสักพัก มีเสียงม้าควบมาอย่างเร็วดังที่ด้านหลัง
ทำให้เธอรีบแอบหลบเข้าข้างทาง ถนนไม่ใช่ที่สำหรับม้าวิ่งอย่างเดียวนะ
 ไม่รู้จักระวังคน เกิดชนเด็กชนคนแก่บาดเจ็บแขนขาพิการไป มีปัญญาหามาใช้เขาหรือเปล่า
   เธอยืนด่าตามหลัง จู่ ๆ ม้าถูกดึงบังเหียนให้หยุดกะทันหัน ผู้ชายคนนั้นขี่ม้ากลับมาทางที่เธอยืนอยู่
เดี๋ยวนะ แค่ด่าในใจก็ได้ยินเหรอ เธอถอยหลังตั้งใจจะเดินย้อนไปที่ร้านเดิม คนอยู่กันเยอะหน่อยเธออุ่นใจกว่า
   “ซานซาน!”
   เธอตกใจหันขวับไปมอง เจอเจ้าหนี้แล้ว
เธอส่งยิ้มแหย ๆ ให้เขา “ท่านกลับมาแล้วหรือ”
   เขากระโดดลงจากหลังม้า แล้วปรี่เข้ามาลูบเนื้อตัวเธอเพื่อหาบาดแผล
โดยไม่อายชาวบ้านชาวช่อง “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ แล้วเจ้ากลับมาได้อย่างไร ทำไมตอนนี้ไม่พักผ่อน ออกมาทำอะไรข้างนอก”
   “เดี๋ยวก่อนท่านพี่ ท่านหยุดก่อน เรากลับไปที่พักกันดีกว่า”
เธอพยายามปัดมือของเขาออกแต่ไม่เป็นผล ท่านไม่เห็นชายหนุ่มชุดขาวกำลังส่งสายตาหวานฉ่ำมาให้ท่านแล้ว
ที่แท้เขาก็เป็นพวกแอบรักสามีคนอื่นสินะ
   “ได้ ๆ”
เขาช้อนตัวเธอขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้วกระทุ้งท้องม้าให้ออกเดิน
“เจ้ารู้หรือไม่ข้าตามหาเจ้าตั้งแต่เมื่อคืน
จวบจนถึงตอนนี้ ข้าคิดว่าจะให้ทางการออกไปช่วยตามหาเจ้าอีกแรงแล้ว
ทำไมข้าถึงไม่ได้กลิ่นของเจ้าเลย แต่เมื่อครู่นี้ข้าได้กลิ่นของเจ้านะ เกิดอะไรขึ้นหรือซานซาน”
 เขาก้มลงดมซุกไซร้ที่ซอกคอของเธอเพื่อพิสูจน์กลิ่น
ทำให้เธอต้องย่นคอหนี คือ หม่ากว่างหยูไว้หน้าตัวเองบ้างเถอะ เธอสวมชุดบุรุษอยู่นะ
“ท่านพี่ท่านนั่งให้เรียบร้อยก่อนได้หรือไม่ เรากลับไปสอบถามความเป็นมาที่โรงเตี๊ยมเถิด
แล้วท่านหิวหรือไม่ ข้ามีหมั่นโถวอยู่ลูกหนึ่ง” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเธอเลยเปลี่ยนเรื่อง
“เอามาสิ แต่เจ้าป้อนข้านะซานซาน”
 เธออยากจะอยากจะทึ้งผมตัวเองที่ปากไม่ดี เธอนั่งอยู่ด้านหน้าแล้วจะป้อนให้เขาทางไหน
“ข้ามองไม่เห็น” เธอออกตัว
“เจ้าหยิบออกมาแล้ววางมันที่ตำแหน่งศีรษะของเจ้า”
คือยากเนอะ ถ้าจะหิวขนาดนั้นทำไมไม่หยิบกินเองล่ะหม่ากว่างหยู
“มือของท่านได้รับบาดเจ็บหรือท่านพี่” เธอถามอย่างบริสุทธิ์ใจมาก ๆ
“อืม”
“ถ้าเช่นนั้นรอทำแผลเสร็จเรียบร้อย ท่านค่อยกินหมั่นโถวดีหรือไม่”
“ซานซาน ข้ายังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า และนี่ก็เป็นมื้อกลางวันแล้ว
ที่จริง ๆ ข้ากินอะไรไม่ค่อยลงตั้งแต่ตอนที่เศรษฐีเลี้ยงอาหารเย็นเมื่อวาน เพราะข้าคิดถึงเจ้า
ตั้งใจจะกลับมากินอาหารที่โรงเตี๊ยมกับเจ้า”
“ท่านพี่คงจะง่วงแล้วสินะ” ถึงได้พูดอะไรเพ้อเจ้อออกมาขนาดนี้
“ข้าจะกินหมั่นโถว”
“กินก็กิน” เธอแอบบ่น ล้วงหมั่นโถวออกมาเหมือนถือแก้วน้า แล้วยกวางตามที่เขาบอก
เธอรู้สึกได้ว่าก้อนแป้งมีการขยับ ตอนเขากัดรู้สึกถึงลมหายใจเป่าผ่านนิ้วมือ
 กัดเพียงสองคำหมันโถวก็หมด เชื่อแล้วจ้าว่าหิวจริง

   “ซานซานเจ้าอยากกินอะไร ข้าจะสั่งอาหารมาเผื่อเจ้า”
   “ข้าอยากกินโจ๊ก แต่ข้ายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ ท่านไม่ต้องสั่งเผื่อข้าหรอก
ข้ากินหมั่นโถวไปหนึ่งลูกก่อนหน้านี้แล้ว”
   “โจ๊กไม่ค่อยเหมาะสำหรับมือกลางวันเท่าไหร่ เจ้าอยากกินขนมหรือไม่”
   “บัวลอยต้มน้ำขิง” เธอเคยเห็นภาพขนมอันนี้ แล้วนึกอยากลองกินดู
   “อากาศร้อนเกินไป ยิ่งกินเจ้าจะยิ่งเหงื่อออก มีอย่างอื่นอีกหรือไม่ซานซาน”
   “เซาปิ้ง” ขนมแป้งทอดสูตรโบราณแผ่นกลม อิ่มด้วย
   “ไม่ดี” เขาจะกินหรือเธอกินกันแน่
   “เชิญท่านพี่ตามสบายเถอะ ข้ายังไม่ค่อยหิว ไว้ข้ารอกินมื้อตอนเย็นดีกว่า”
ดูเหมือนเขาจะตกลงตามนี้ เพราะเงียบเสียงไปเลย โรงเตี๊ยมอยู่ไม่ไกล
เขากระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ไม่เหมือนคนอดนอนมาทั้งคืน
 และไม่เหมือนคนกำลังหิวจัดสักนิด



   หม่ากว่างหยูกึ่งดึงกิ่งลากเธอไปที่ห้องพัก
หลังจากไปสั่งน้ำอาบกับรายการอาหารเรียบร้อยแล้ว
พอเข้ามาในห้อง เขาสั่งให้เธอนั่งที่เก้าอี้ทันที
   “นั่งแล้วตอบคำถามข้ามาสิซานซาน เจ้ากลับมาได้อย่างไร เจ้าหลบอยู่ในป่าที่ใด
และทำสิ่งใดบ้าง เล่ามาให้ละเอียด”
สามีของเธอตอนที่อยู่นอกโรงเตี๊ยมกับตอนนี้ เป็นคนละคนใช่หรือเปล่า
   “ท่านพี่ ท่านไม่กินอาหารก่อนหรือ”
   “ฟังเรื่องราวของเจ้าแล้วข้าค่อยกินอาหารก็ยังทัน
เจ้ามีสิ่งใดต้องการปิดบังหรือซานซาน”
   “ไม่มีสักหน่อย ข้าเห็นว่าท่านต้องเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งคืน
ควรจะถนอมสุขภาพตนเองก่อน”
   “จริงหรือ แต่ไม่เป็นไร ข้าทนได้ เจ้าเล่ามา”
   เมื่อเห็นว่าการยื้อเวลาของเธอไม่เป็นผล เธอเลยต้องเปิดปากเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ออกมา
บิดเบือนเรื่องราวเกี่ยวกับเหยียนเกอเกอเล็กน้อย และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่าเขาออกไปตามหาเธอ
เขามีสีหน้าคล้ำขึ้นเรื่อย ๆ มือกำหมัดแน่นขึ้น ผุดลุกขึ้นยืนก็หลายครั้งหลังจากเธอเล่าจบ
   “ซานซาน เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นห่วงเจ้ามากแค่ไหน ข้ายังคิดจะเอากระดูกของพวกมันมาทุบระบายแค้น
หากตามหาเจ้าไม่พบ”
เธอจะทำอะไรนอกจากนั่งทำตาปริบ ๆ และทำตัวลีบเข้าไว้ ไม่ใช่ความผิดเธอสักหน่อยที่เขาตามหาเธอไม่เจอ
   เขาหลับตาแล้วลืมขึ้นมาใหม่ “ข้าต้องขออภัยที่ปล่อยให้เจ้าต้องตกอยู่ในอันตราย
แต่เจ้าคงไม่รู้ว่าข้าปวดใจแค่ไหนที่มองเห็นเจ้าโดนจับไปต่อหน้าต่อตา พวกมัน พวกมันได้ทำอะไรเจ้าหรือไม่”
คำพูดที่ยากจะออกมาจากปากของเขา เธอรู้สึกแปลกใจ ทั้งคำขอโทษ ทั้งความรู้สึกผิด
และหวาดระแวงว่าเธอจะโดนทำร้าย อันหลังนี่คือ การรังเกียจหรือเปล่า
หากผู้หญิงแต่งงานแล้วโดนข่มเหงจากชายอื่น
 เชื่อว่าคนยุคไหน ๆ คงทำใจไม่ได้ เธอเกิดปิ้งไอเดียขึ้นมา
ลองดูว่าจะแกล้งพูดคลุมเคลือได้แค่ไหน
   “ท่านพี่หากว่าข้าโดนรังแก ท่านจะหย่ากับข้าหรือไม่”
เธอแสร้งทำสีหน้าเศร้าสลดและพูดตัดพ้อ
   “.....” ดูเหมือนคำถามนี้ของเธอจะทำให้เขานิ่งงันไปชั่วขณะ
   “ข้าโดนชายอื่นลักพาตัวไปต่อหน้าผู้คนตั้งมากมาย แถมยังอยู่กับพวกโจรตั้งเป็นชั่วยาม
เรื่องนี้ต้องล่วงรู้ไปถึงหูคนในตระกูลหม่า ข้าไม่เหมาะสมเป็นสะใภ้ของตระกูลหม่าอีกต่อไปแล้ว
จากนี้ไป ท่านพี่กลับไปตระกูลหม่าแต่เพียงผู้เดียวเถิด ข้ายอมรับความจริงได้ ฟ้าได้ลิขิตชะตาชีวิตของข้ามาแล้ว”
 เธอก้มหน้าลงกัดริมฝีปากพยายามทำให้สมบทบาท จิกเล็บไปที่ขาตัวเองเพิ่มความเจ็บปวดบนใบหน้า
   “ไม่มีทาง!” เขาตะคอกใส่เธอ
   เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“ท่านพี่ ไม่ใช่ว่าเพราะข้าถูกชายอื่นแตะเนื้อต้องตัว
ทำให้ท่านไม่ได้กลิ่นของข้าใช่หรือไม่”
เธอเริ่มจับแพะชนแกะโยงกันให้วุ่นวาย ที่จริงแล้วเป็นเพราะกองไฟบาบีคิวที่เขาทำไว้ต่างหาก
   เสียงเคาะประตูที่ด้านนอกมาขัดจังหวะ ทำให้เธอหุบปากเงียบ
ถึงแม้ว่าจุดที่พวกเขานั่งกันจะไม่ได้ติดกับประตูก็ตาม มาทำไมตอนนี้นะ เธอกำลังสุมไฟเริ่มได้ที่แล้วเชียว
   อาหารและน้ำร้อนมาพร้อมกัน โรงเตี๊ยมแห่งนี้บริการไวเวอร์ แต่มาไวไม่ถูกเวล่ำเวลาเลย
   “ท่านพี่อาบน้ำทานอาหารให้สบายใจก่อนเถิด นอนพักสักครู่
เดี๋ยวตอนเย็นพวกเราค่อยพูดจากันอีกครั้ง ดีหรือไม่”
เธอเสนออย่างมีน้ำใจ รู้จักถอยก่อน เขาไม่ได้ตอบอะไร เธอถือว่าเป็นอันตกลง
ค่อย ๆ เดินไปที่ประตู เขาไม่ได้ทักท้วง เธอเลยรีบเปิดประตูออกไปแล้วปิดให้เขาอย่างเบามือ
เดินพ้นมาได้สักพัก เธอปล่อยลมหายใจออกมาอย่างโล่งออก ไม่นานเขาต้องจับต้นชนปลายได้แน่
และเธอคงต้องโดนหนักที่ไปแกล้งเขาให้หาเธอข้ามวันข้ามคืน แถมตอนนี้ยังทำเหมือนโกหกเรื่องโดนรังแกอีก
 บรรยากาศมันพาไปเธอไม่ได้ตั้งใจโกหก
ขออย่างเดียวอย่าให้มีเสี่ยวเอ๋อร์คนไหนปากเปราะล่ะ เธอคงต้องเผ่นก่อน ให้เขาใจเย็นมาก ๆ ถึงมากที่สุด



   พอกลับมาห้องพักที่เหยียนเกอเกอจองเอาไว้ให้ เธอรีบเก็บเสื้อผ้าทันที สิ่งที่ต้องใช้สำหรับเดินทาง
 เงิน เธอมีแค่เงินที่เหยียนเกอเกอให้ไว้หนึ่งตำลึงซื้อพัดไปเล่มหนึ่ง แล้วจะพอเดินทางหรือเปล่า
ม้าสักตัวล่ะ เธอขโมยเอาของท่านพี่ไปใช้ก่อนแล้วกัน
แต่ว่าเสี่ยวเอ๋อร์คงไม่เอาม้ามาให้เธอและเธอคงจะขโมยม้าไม่ถูกตัวด้วย
   ไม่เป็นไรค่อย ๆ คิด ป่านนี้เขาคงอาบน้ำเสร็จแล้ว และกำลังกินอาหารอยู่
จากนั้นก็ต้องพักผ่อนต่อ ไมต้องรีบร้อนยังมีเวลา เธอเดินออกมาจากห้องปิดประตู
หันกลับมาเห็นใครบางคน ห่อผ้าแทบหลุดมือ
   “ซานซานเจ้าจะไปไหน แล้วทำไมเจ้าถึงมาพักที่ห้องนี้”
   “เอ่อ ข้าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อย ห้องนี้หรือ
 คือ ข้าละอายใจต่อท่าน ถึงไม่ใช่ความผิดของข้า
แต่ข้าโดนผู้อื่นลักพาตัวไปโดยไร้ทางสู้ ถือว่าอ่อนแออย่างไม่น่าให้อภัย
เลยไม่กล้าอยู่ร่วมห้องกับท่าน แล้วท่านพี่ไม่รีบพักผ่อนก่อนหรือ ท่านมีเรื่องต้องการพูดกับข้า
ท่าน ท่านต้องการหย่ากับข้าเดี๋ยวนี้ใช่หรือไม่ ข้า ข้า”
เธอนึกคำพูดไม่ออก แต่เขาพูดแทรกขึ้นมาก่อน
   “เดินเล่นจำเป็นต้องนำห่อผ้าไปด้วยหรือซานซาน”
   “อ๋อ ข้าจะนำไปซื้ออาภรณ์สักชุดเลยจะนำไปเทียบขนาด”
   “เป็นเช่นนั้นเอง แล้วทำไมเจ้าถึงได้มีเหงื่อออกนักล่ะ”
เขาเดินเข้ามาปาดเหงื่อที่หน้าผากให้เธอ
   “อากาศร้อนยิ่งนัก คงเพราะข้าไปเดินเล่นมาก่อนเจอกับกับท่านพี่”
   “เจ้าไปเดินมาแล้วรอบหนึ่ง ยังต้องการไปเดินอีกครั้งหรือซานซาน”
   “หนนี้ข้าจะไปซื้ออาภรณ์ที่เมืองนี้ไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย
เดินทางมาแรมเดือนเส้นทางแสนไกลเช่นนี้
อีกนานกว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนที่นี้ แล้วท่านพี่กินอาหารแล้ว มีสิ่งใดรสชาติดีบ้าง
 ตอนเย็นข้าจะได้สั่งมาลองชิมบ้าง” เธอหาเรื่องชวนเขาคุย
   “พอดีข้ากินไปไม่กี่คำ เจออาหารจานหนึ่งที่คิดว่าเจ้าน่าจะชอบ
เลยออกมาตามเจ้าอย่างไรเล่า ถ้าเช่นนั้นก็ไปที่ห้องโน้นกับข้าเถิด”
   “เอ่อ ข้าไม่รบกวนท่านหรอก”
   “เหงื่อของเจ้าออกเต็มตัวเช่นนี้ เจ้าควรไปอาบน้ำ”
   “ท่านพี่…” ห่อผ้าของเธอถูกดึงไปจากมือและแขนข้างหนึ่งของเธอก็ถูกดึงไปเช่นกัน
ตอนนี้เธอสมควรร้องไห้จริง ๆ แล้วใช่หรือเปล่า เขาจับเธอได้คาหนังคาเขาเลย
หม่ากว่างหยูก็เหลือเกิน ทำหน้าตานิ่งเสียเธอขวัญหนีไปหมดแล้ว



   “เจ้าไปอาบน้ำ” เขาสั่งแล้วกลับไปนั่งกินอาหารต่อ
   ระหว่างนั้นเขาก็พูดไปเรื่อย ๆ เธอไม่ได้ตอบอะไรให้เขาพูดคนเดียวนะดีแล้ว
ยิ่งอาหารติดคอยิ่งดี เธอไม่สนใจฟังเขาด้วยซ้ำไป
   “ซานซาน เจ้าฟังที่ข้าพูดหรือไม่”
   “เรื่องใดหรือท่านพี่”
   “เรื่องอาบน้ำอย่างไรเล่า เสี่ยวเอ๋อร์บอกว่าเราสองคนสมเป็นสามีภรรยากัน
 เจ้าก็ชอบอาบน้ำก่อนค่อยกินอาหาร”
ประโยคนี้เธอหูผึ่ง เสี่ยวเอ๋อร์คนไหนกัน ต้องเป็นคนที่ยกถังน้ำมาให้เธอแน่ ๆ
เหยียนเกอเกอคงไม่ได้จ่ายเงินปิดปากคนนี้ เธอต้องคิดบัญชีกับเขาทีหลัง
   “คือ มันเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพนะท่านพี่ เนื้อตัวสะอาดเวลากินอาหารย่อมไร้โรคภัย”
เธอเกือบพูดว่าไร้เชื้อโรค
   “ข้าเห็นด้วย เอาล่ะข้าอิ่มแล้ว เจ้าต้องการกินอะไรหรือไม่ซานซาน”
   “ไม่ ข้ายังไม่หิว” หรือจะพูดว่ากินอะไรไม่ลงต่างหาก
   “ดี ถ้าเช่นนั้น เจ้าคงรู้แล้วว่ามีความผิดใด เจ้ากลับมาตั้งแต่เวลาใด
แล้วยังปกปิดไม่ส่งคนไปตามข้ากลับมา
ส่วนเรื่องที่โจรพวกนั้นแตะต้องหรือล่วงเกินเจ้าหรือไม่ ข้าไม่สนใจ
เพราะอย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นสะใภ้ตระกูลหม่าไปตลอดชีวิต”
   เขาเดินอ้อมหลังฉากกั้นเข้ามาที่ถังน้ำ หยิบเสื้อคลุมมาถือ
ดึงตัวเธอขึ้นมาห่อผ้าแล้วอุ้มเธอไปที่เตียง เช็ดเนื้อตัวให้เธออย่างลวก ๆ แล้วโยนผ้าเปียกทิ้งไป
   “ท่านพี่ฟ้ายังสว่างอยู่เลย ท่านกำลังทำผิดจารีตประเพณี”
   “ซานซานเจ้าไม่รู้หรือว่าข้ารักเจ้า แล้วเหตุใดต้องสนใจสิ่งอื่น”
ฟังคำนี้จากปากของเขา เธอไม่ขนลุกตอนนี้ ก็ไม่รู้จะขนลุกตอนไหน ขณะที่มองตา
วูบหนึ่งที่เธอรู้สึกว่าเขาพูดความจริง เธอรู้ดีว่าความรักอาจไม่ต้องใช้เวลา หรือไม่จำเป็น
อย่างรักแรกพบ ความรักก่อตัวขึ้นตอนไหนสำหรับเขาเธอไม่รู้ และสำหรับเธอเขาเป็นที่พึ่งในยามนี้
คนที่จะไม่ทำอันตรายเธอมากนักมั้ง แต่ตอนนี้จวนจนคืนนี้เป็นต้นไป
เธอไม่รอดแน่ เธอมีความผิดจริง คงต้องยอมรับผิด
   “ท่านคงไม่คิดรังแกข้าใช่หรือไม่”
   “รักเจ้าไม่ใช่รังแกเจ้า”
   เธอเม้มปาก “ถ้าเช่นนั้นก่อนฟ้าจะมืด ข้าขอแค่ครั้งเดียวได้หรือไม่”
เธอทำใจกล้าหน้าหนาต่อรอง
   เขายกมือขึ้นมาปัดผมเธอออกจากลำคอ “ข้าคงต้องลองพยายามดูก่อน”
 เขากระซิบที่ข้างใบหู โน้มตัวลงมาเบียดทับร่างกายเธอเสียมิด
   “ซานซานข้าต้องการเจ้า”

น้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่เขาจะมีความอดทนเกินไปแล้ว
นับแต่คำพูดนั้นเป็นเวลานานมาก
เขาได้แต่ทรมานเธอ สัมผัสเธอแต่ไม่ล่วงเกิน มันเป็นความเจ็บปวดอย่างหนึ่ง
เหมือนอ่านหนังสือแล้วพบว่าตอนจบถูกฉีกหายไป
อารมณ์ค้างคาอยู่อย่างนั้น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความปรารถนาที่ไร้การเติมเต็ม
เธอสะอื้นด้วยความเศร้าอย่างแท้จริง ทำไมเธอถึงเจอแต่ผู้ชายเจ้าคิดเจ้าแค้น
ด้วยศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เธอกำผ้าห่มไว้แน่น
ฝืนตัวไม่ไปคว้าตัวเขามาแนบชิด
แล้ววอนขอให้เขาช่วยเหลือเธอให้พ้นจากทุกข์เวทนาเสียที
ครั้งแล้วครั้งเล่าเขากลั่นแกล้งจนเธอเหนื่อยหอบแทบไร้เรี่ยวแรง
แต่เธอไม่เอ่ยปากยอมพ่ายแพ้ สุดท้ายไม่มีใครเป็นฝ่ายชนะเช่นกัน
เขาก็ทรมาน เอาล่ะเสมอกัน
เธอรู้ว่าการต่อสู้ระหว่างเธอกับหม่ากว่างหยูคงยังไม่จบสิ้นแต่เพียงเท่านี้
ไม่เพียงแต่คืนนี้เท่านนั้น ความรักที่เขามอบให้เธอคงต้องใช้เวลา
และเรียนรู้จะรักเขาในแบบที่เขาเป็น ในแบบที่เปลี่ยนเป็นหมาป่าในบางครั้ง
ขากลับเขาบอกว่าจะพาเธอแวะไปชมความงามที่ลำธารนั้นอีกครั้ง ไม่นะ...



เกือบจบไม่ลง ฮ่าๆ เละเทะ เย้ๆๆๆๆ จบแล้วววว  ;D
6
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 25.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ ธันวาคม 31, 2019, 11:38:24 PM »
บทที่ 25  ก่อกองไฟแล้วต้องกลบให้เรียบร้อย



หม่ากว่างหยูไม่เคยลังเลสิ่งใดมาก่อน ทั้งที่อยากออกตามหาซานซาน 

แต่ตอนนี้เขาจำต้องกลับไปตั้งหลักที่โรงเตี๊ยมก่อน เพื่อไม่ให้คนของสำนักคุ้มภัยมาวุ่นวายที่นี้ 

และเห็นถึงความไม่ปกติของสภาพศพพวกโจร เขาหันกลับไปมองกองไฟที่ลุกโชนอีกครั้ง 

มั่นใจว่าลากศพในบริเวณนี้มาเผาหมดแล้ว 

เขาเดินกลับไปยังจุดที่ทิ้งคนตระกูลหม่าเอาไว้รอบนอก 

ใช้เวลาเล็กน้อยเขาก็พบกับคนอื่น

“คุณชายรองท่านไม่เป็นไรนะขอรับ”

“อืม พวกเจ้าเจอพวกโจรหลบหนีมาทางนี้หรือไม่”

“ราว ๆ สิบกว่าคนขอรับ พวกเราสังหารแล้วฝังพวกเขาเรียบร้อยแล้ว”

“ดีมาก กลับไปข้าจะให้ท่านพ่อเพิ่มรางวัลแก่พวกเจ้าทุกคน แต่ว่ามีผู้ใดหนีรอดไปได้หรือไม่”

“ขอบคุณคุณชายรองที่เมตตา ส่วนเรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวล พวกเราแอบซุ่มรอตามที่ท่านบอก 

ข้าให้คนอ้อมไปสำรวจเส้นทางทางด้านหลัง ดูเหมือนจะเป็นภูเขาสูงชันยากต่อการข้ามไปได้ 

และเส้นทางอื่นไม่เหมาะแก่การเดินทางเท่ากับรอยทางเดินเก่าขอรับ 

พวกเราจึงแน่ใจว่า พวกมันต้องหนีมาทางนี้ทางเดียวเท่านั้น”

“แต่เพื่อเป็นการไม่ประมาท ส่งคนออกไปตรวจสอบรอบ ๆ อีกครั้งแล้วกัน 

พวกมันหยามเกียรติตระกูลหม่าครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง 

ดังนั้นพวกเราต้องกำจัดภัยร้ายนี้ไปให้หมด เพื่อไม่ให้ไปก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอีก เห็นด้วยหรือไม่”

พวกเขารับคำเรียบร้อย เขาเลยสั่งการไปอีกสองสามประโยค 

หลังจัดการเรื่องราวจนครบถ้วนแล้ว 

เขาจะให้คนอื่น ๆ รวมถึงคนของสำนักคุ้มภัยเดินทางกลับตระกูลหม่าไปก่อน 

ส่วนตัวเขาจะออกตามหาซานซานเพียงลำพัง

แม้จะได้รับการคัดค้าน แต่เขาคิดว่าจมูกของเขาต้องได้กลิ่นนางในไม่ช้าก็เร็ว 

แล้วอีกอย่างสตรีตัวเล็ก ๆ ที่ไม่เคยออกห่างจากเรือนไปไหนไกล

คงไม่ถึงขนาดหลงทางข้ามแคว้นไปได้หรอก









เมื่อกลับมาถึงที่พัก ซีเหมิ้นจิ้นกับหนานกงหลี่เหยียนกำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางพอดี 

พวกเขายืนอยู่ข้างม้า

ซีเหมินจิ้นเมื่อเห็นเขาเดินมา ชายผู้นั้นอ้อมจากตัวม้าเข้ามาถามความทันที 

“คุณชายรองท่านกลับมาแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง แล้วฮูหยินน้อยล่ะ” 

“นางไม่เป็นอันใด เพียงแต่ว่าตอนเกิดเรื่องชุลมุน ข้าสั่งให้นางหลบไปก่อน 

หลังจากนั้น ข้าเลยยังหานางไม่พบ”

“หม่ากว่างหยู เจ้าเลยทิ้งนางไว้ที่แห่งนั้นเพียงลำพังหรือ 

ในป่ามีสัตว์ร้าย เจ้าจงใจใช่หรือไม่ ถ้าเจ้าไม่สนใจนาง ข้าจะไปพานางกลับมาเอง” 

หนานกงหลี่เหยียนพูดเสียงเย็นชา

“นางเป็นภรรยาของข้า เป็นคนของตระกูลหม่า 

คงไม่ต้องรบกวนคุณชายหนานกงมารับผิดชอบในเรื่องนี้หรอก 

ที่ข้ากลับมาที่โรงเตี๊ยมเป็นเพราะข้ารับปากคุณชายซีเหมินจิ้นเอาไว้ว่าจะรีบติดต่อกลับมาภายในหนึ่งชั่วยาม

แต่การส่งคนมาแจ้งข่าว ก็ใช้เวลาพอ ๆ กับที่ข้าเดินทางกลับอยู่ดี 

และข้าจำเป็นต้องขอร้องพวกท่านให้นำคนของตระกูลหม่ากับตั๋วแลกเงินกลับตระกูลหม่าไปก่อน 

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและลดความเป็นจุดสนใจของผู้อื่น สวนเรื่องของภรรยาข้า 

ข้าจะเป็นผู้ตามหานางเองแต่เพียงผู้เดียว”

“เจ้าจะรอเข้าไปเก็บศพของนางมากกว่า 

ถึงได้ปล่อยเวลาเนิ่นนานถึงจะย้อนกลับไปช่วยเหลือนาง 

หากเจ้าไม่ต้องการนาง ก็ไม่ควรใช้วิธีโหดเหี้ยมกำจัดนางเช่นนี้”

“อาเหยียนเจ้าใจเย็น ๆ ก่อน คุณชายรองท่านโปรดอย่าถือสา

เขาเพียงแต่คิดว่านางเปรียบเสมือนน้องสาวของเขาอีกคน 

เลยเกิดความรู้สึกร้อนใจอยู่บ้าง” 

ซีเหมินจิ้นเดินเข้ากั้นกลางระหว่างเขากับหนานกงหลี่เหยียน

“ซานซานไม่ใช่สตรีอ่อนแอ และนางไม่เคยมีพี่ชาย” 

หนานกงหลี่เหยียนผลักสหายออก 

ก้าวขามาหาเขาแต่ซีเหมินจิ้นรั้งตัวชายผู้นั้นเอาไว้ โดยการยกแขนขึ้นรัดคออีกฝ่าย

“คุณชายรอง เรื่องตั๋วแลกเงินข้ากับคนของสำนักคุ้มภัยจะจัดการให้ท่านเอง

และจะรอท่านอยู่ที่ตระกูลหม่า 

ดังนั้นตอนนี้ท่านรีบกลับไปตามหาฮูหยินน้อยเถิด”

เขาไม่ได้ตอบอะไรหมุนตัวกลับเข้าห้องพัก 

จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า หยิบของใช้จำเป็นใส่ห่อผ้า 

เดินไปหาคนของตระกูลหม่าที่เริ่มทะยอยกลับมา 

ได้ความว่าไม่พบร่องรอยพวกโจรสักคน 

จุดนี้ทำให้เขาเบาใจเป็นอย่างมาก สั่งความอีกสองสามคำ

เขาถึงได้มุ่งหน้าเข้าป่าไปอีกครั้ง







การนอนหลับบนต้นไม้นับเป็นความปลอดภัยจากสัตว์ทางหนึ่ง 

มันได้ที่ไหนกันเล่า สื่อและวงการบันเทิงหลอกลวงชัด ๆ

เธอไม่คิดว่ามีอันตรายแฝงอยู่ คุณจะไม่มีวันลืมเลยตลอดชีวิต 

เมื่อตื่นขึ้นมา เห็นงูเลื้อยผ่านหน้าไป 

ทุกการเคลื่อนไหวค่อย ๆ คดเคี้ยวเหมือนแม่น้ำ 

ดีที่งูชนิดที่เธอพบไม่ได้ใหญ่ขนาดที่สามารถเขมือบเธอได้ทั้งตัว 

หรือไม่ได้มีพิษร้ายแรง แค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป 

เธอไม่รู้ตัวเลยว่ากลั้นหายใจไว้นานจนรู้สึกเหมือนหน้ามืด

ปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เอามือทาบอก 

ฟ้ายังไม่สว่าง เธอแค่งีบหลับไปครู่เดียวเท่านั้น 

ได้ยินเสียงแซ่ก ๆ เลยลืมตามาดูถึงได้เจอแจ็คพ็อตตัวยาว 

เธอกลืนน้ำลาย แล้วตัดสินใจย้ายที่ดีกว่า 



ถึงจะคิดหาที่นอนใหม่ แต่ความรู้สึกขนลุกขนพองก่อนหน้านี้ 

ทำให้เธอคิดว่าทางที่ดีอย่านอนในป่าจะดีกว่า 

ไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรมาคาบเอาเธอไปกินเป็นอาหารมื้อดึกหรือเปล่า 

เดินวนไปเวียนมา เธอเห็นกองไฟจุดหนึ่งไกล ๆ 

แต่เดาว่ากองไฟค่อนข้างใหญ่ทีเดียว ใครมาสูบบุหรี่แล้วทิ้งก้นบุหรี่ในป่าหรือเปล่า

ไม่มีสามัญสำนึกรักษ์ป่าเลย เธอส่ายหน้า นี่มันยุคสมัยโบราณ 



ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เธอได้กลิ่นเหมือนย่างบาบีคิวนี่ 

ใครนึกสนุกมาตั้งแคมป์ในป่าเหรอ สถานที่เริ่มคุ้นตามากขึ้น 

เธอย้อนกลับมาที่กระท่อมพวกโจรแต่เหลือเพียงกองไฟ 

สัญชาตญาณบอกให้เธอหันหลังวิ่งหนีไปทางอื่น

แต่ความเงียบที่มีแต่เสียงเผาไหม้ของกองไฟแตกเปรี๊ยะ ๆ 

ทำให้เธอย่องเข้าไปดูอย่างระมัดระวัง

กองไฟกองใหญ่ และเธอเห็นแขนของคนโผล่อยู่ตรงริมขอบ 

ทำให้เธอตกใจต้องยกมือขึ้นมาปิดหน้าแอบดู 

พวกเขาคงไม่ใช่พวกโจรหรอกใช่ไหม แต่ถึงใช่เธอก็ขอให้พวกเขาไปสู่สุคติแล้วกัน 

ชาติหน้าถ้าได้เกิดก็อย่าโลภของคนอื่นมากนัก ตอนนี้ตายแล้วเงินก็ไม่ได้จับสักนิด 

และที่เธอโมโหคือ จะเผาพวกเขาทั้งทีก็น่าจะใส่ฟืนให้มันเยอะๆ หน่อย 

เธอคิดว่าเพื่อเป็นการอโหสิให้กับพวกเขา 



เธอเลยจะไปหาฟืนมาสุมไฟเพิ่มให้พวกเขา 

ถ้าเผาไม่หมดสัตว์ทั้งหลายคงพากันมาแทะกระดูกพวกเขากระจัดกระจายน่าอนาถไปอีก 

เธอใช้เวลาไปเท่าไหร่ไม่รู้ในการเดินไปหากิ่งไม้ ลากท่อนไม้ที่ผุมาเป็นเชื้อเพลิงให้กับศพพวกนี้ 

การทำความดีทำให้สบายใจแต่เหนี่อย เอาล่ะเธอจะไม่บ่นไปมากกว่านี้แล้วกัน 

เธอรู้สึกเหมือนเป็นไส้กรอกรมควันไปทั้งตัว เอาชายเสื้อมาเช็ดหน้าจนเสื้อดำไปแถบหนึ่งแล้ว 

เขม่าควันพวกนี้เป็นมลพิษทางอากาศ คราวหลังก็ใช้วิธีการฝังนะดีแล้ว 

โรยปูนขาวนิดหน่อยก็เยี่ยม อืม นั้นใช้กับช้างไม่ใช่เหรอ 

เธอปัดฝุ่นบนฝ่ามือแล้วมองหาเส้นทางออกไปจากป่า



หากว่ามีเข็มทิศในมือ แน่นอนเธอคงจะใช้ไม่เป็นอยู่ดี 

อาจเลือกทิศตะวันออกเพื่อไปหาพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า 

ได้ดูอะไรสวย ๆ งาม ๆ แล้วหลงทางต่อ ความคิดเข้าท่าแต่ดูจะปัญญาอ่อนเกินไป 

เธอนึกขำตัวเอง คงไม่ใช่ว่าเธอกำลังเริ่มหลอนจากราเห็ดหรืออะไรนะ เสียงคนเดิน 

อาจเป็นพวกโจร ทำให้เธอกระโดดหลบเข้าข้างทางแล้วหมอบลงกับพื้น 

บทสนทนาสั้น ๆ ที่พวกเขาพูดกันทำให้เธอรู้ว่า… ว่าไม่รู้อะไร 

แค่เอ่ยถึงการตามหาคนแล้วสังหาร แต่ไม่เจอ และดูเหมือนพวกเขากำลังจะออกไปจากป่า 

ทำให้เธอคิดแอบตามพวกเขาไปห่าง ๆ อย่างน้อยเธอก็จะรอดกลับไปในเมืองได้อย่างปลอดภัยแล้ว 

แค่ไม่ให้พวกเขารู้ตัว 



แผนการคือรักษาระยะห่างไว้ พวกเขาเดินนำหน้าเธอแอบในป่าค่อย ๆ เดินตามหลัง 

อีกอย่างพวกเขาพูดคุยกันไปตลอดทางถึงตอนที่ว่าจะเอาเงินไปทำอะไร เธอได้ยินแว่ว ๆ แค่นั้น

ถึงตอนนี้เธอเลยยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นฝ่ายไหน แต่ไม่สำคัญในที่สุดเธอก็พ้นป่ามาจนได้ 

ความคิดแรกของเธอคืออยากกลับไปอาบน้ำที่โรงเตี๊ยมก่อน 

แต่จำทางกลับไม่ได้ เธอนี่มันไร้ประโยชน์จริง ๆ 

บางทีลองตามพวกเขาไปในเมืองเรื่อย ๆ ก่อน อาจทำให้เธอนึกออก เดินไปสักพักใหญ่ 

โรงเตี๊ยมอยู่ตรงหน้านี่เอง ทำไมพวกเขามาที่โรงเตี๊ยมเหมือนกับเธอ 

หรือต้องการมาจับเธอที่โรงเตี๊ยมอีก 

ระยะทางไกลจนเธอมองไม่เห็นว่าใช่เสื้อผ้าที่คนตระกูลหม่าใส่กันหรือไม่ 

แล้วท่านพี่เขาหายไปไหน   



เธอเห็นใครบางคนที่คุ้นตา นั้นไม่ใช่เหยียนเกอเกอเหรอ 

เขามายืนต่อยลมต่อยฟ้าอะไรที่หน้าโรงเตี๊ยม เธอวิ่งไปหลบที่ถังไม้ค่อย ๆ 

โผล่มาแอบดูคิดว่าจะโผล่ไปหลอกให้เขาตกใจเล่นสักหน่อย เธอลัดเลาะไปตามอาคาร 

พอคิดว่าใกล้ได้ที ผู้ชายอีกคนโผล่มา เธอเลยหยุดแอบฟังเขาพูดคุยกัน

“อาเหยียนเจ้าเลิกทำตัวเป็นหมาบ้าได้แล้ว นั้นเป็นภรรยาของผู้อื่น 

เจ้าไม่ควรแสดงตนผิดมารยาทเช่นนี้ เจ้ารู้ดีไม่ใช่หรือว่า 

ไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่มย่ามยังครอบครัวของผู้อื่น 

เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงฮูหยินน้อย คุณชายรองต้องตามหาตัวนางจนเจอแน่นอน 

แล้วนี่เขาก็เตรียมตัวออกไปแล้ว”

แม้จะหันหลังให้แต่เธอคิดว่าเขาคือซีเหมินจิ้นคนของสำนักคุ้มภัย เพียงไม่นาน 

เหมือนเป็นการยืนยันคำพูดของผู้ชายคนนี้ มีคนพร้อมม้าตัวหนึ่งควบผ่านเธอไป 

แสดงว่าท่านพี่กลับมาแล้ว และกำลังจะไปตามหาเธอในป่า 

ทำไมไม่รอพรุ่งนี้เลยล่ะ รีบร้อนจะเป็นจะตายเลยนะคุณชายรอง เธอค่อนขอดในใจ

“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าเข้าไปด้านในเถอะ เราคงต้องเตรียมตัวออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า 

เจ้าก็ไปจัดการแทนข้าที”

ซีเหมินจิ้นตบบ่าอีกฝ่ายแล้วเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม

เธอค่อย ๆ หลบซ้ายหลบขวาเข้าไปหาเหยียนเกอเกอ

“นี่ท่านเห็นข้าแล้วใช่หรือไม่” เธอแอบพูดขณะหลบอยู่หลังตะกร้าใส่เศษผัก

“เจ้ากลับมาได้อย่างไรซานเอ๋อร์” เขาถามเธอแต่ยังคงยืน ณ จุดเดิม

“ข้าเดินตามหลังบุรุษกลุ่มหนึ่งมาจากในป่า”

“เฉลียวฉลาดยิ่งนัก เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่” 

เธอไม่คิดว่าแค่เดินตามสมควรจะได้รับคำชม เด็ก ๆ ยังทำได้เลย 

แต่เธอไม่มีแรงเถียงกับเขา

“ไม่มีบาดแผลแต่ข้าหิวมาก เหยียนเกอเกอข้าอยากอาบน้ำด้วย”

“เจ้าก็กลับห้องของเจ้าไปสิ อีกไม่ถึงชั่วยามจะสว่างแล้ว 

โรงครัวของโรงเตี๊ยมน่าจะเตรียมอาหารกันแล้ว” 

เขาเริ่มกลับมายียวนใส่เธออีกแล้ว

ถ้าเธอต้องการทำอย่างนั้น เธอจะพูดกับเขาทำไม

“ท่านไม่ต้องทำเป็นไม่เข้าใจความหมายของข้า 

ท่านน่าจะรู้ว่าตอนนี้ข้าอยากกลั่นแกล้งคนที่ทำให้ข้าต้องไปตกระกำลำบากในป่า”

“อ๋อ เป็นเช่นนั้นหรือ ซานเอ๋อร์คิดอยากแกล้งผู้ใดหรือ ข้ารู้จักหรือไม่”

“เหยียนเกอเกอท่านเลิกทำเป็นไขสือได้แล้ว หากยังไม่หยุดพูด 

ข้าจะกัดเนื้อที่แขนท่านเป็นอาหาร”

ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ “ดุร้ายเสียจริง ถ้าเช่นนั้นเจ้ารอข้าก่อน 

ข้าจะสั่งน้ำอาบและอาหารไปส่งให้เจ้าที่ห้องพักใหม่ เจ้าอย่าให้ใครเห็นล่ะ”

“รับรองได้ ขนาดข้ากลับมาถึงโรงเตี๊ยมแล้วยังไม่มีใครจับได้สักคน 

แต่ที่ท่านเห็นข้า เป็นเพราะว่าข้าจงใจต่างหากล่ะ” 

เธอได้ทีโอ้อวดสักหน่อย จริงไม่จริงเธอไม่คิดมาก

“เดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวเอ๋อร์ผูกผ้าสีแดงที่หน้าห้องพักแล้วกัน”

“ขอบพระคุณเหยียนเกอเกอเป็นอย่างสูง”

“พูดจาพิลึก เจ้าไปได้แล้ว”



พอเจอห้องที่ผูกผ้าเธอเข้าไปรอน้ำอาบ 

ความจริงเธออยากจะแช่สักชั่วโมงสองชั่วโมงเพื่อขัดเขม่าควัน 

ขจัดกลิ่นเหม็นไหม้ต่าง ๆ ออกไปให้หมด 

แต่ความหิวย่อมชนะเรื่องอื่น ไม่นานถังน้ำกับน้ำร้อนยกเข้ามาในห้อง 

เธอรีบถอดเสื้อผ้าแล้วขัดเนื้อขัดตัวอย่างรวดเร็ว 

ก่อนหน้านี้ระหว่างที่รอเธอแว่บเข้าไปเอาเสื้อผ้าที่ห้องพักเดิม 

โชดดีที่หม่ากว่างหยูทิ้งข้าวของเอาไว้ 

เธอนั่งรออาหารบนเก้าอี้อย่างใจจดจ่อ ตาจ้องที่ประตูเขม็ง 

เสี่ยวเอ๋อร์ยกถาดอาหารเข้ามาพร้อมกับเหยียนเกอเกอเดินตามหลังเข้ามาด้วย 

เธอล่ะนึกขัดใจ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หรอกว่าเธอกลับมาแล้ว 

เธออยากจะชูนิ้ว เอ่อ กำปั้นให้เขาจริง ๆ 

เสี่ยวเอ๋อร์ปิดประตูให้เรียบร้อย ภายในห้อง เธอหันไปจ้องหน้าเหยียนเกอเกอ

“ซานเอ๋อร์ เจ้าไม่รีบกินอาหารล่ะ ข้าอุตส่าห์เข้าไปเร่งในครัวให้เจ้าเชียวนะ”

“ท่านทำเช่นนี้ ผู้อื่นคงได้รู้ว่าข้ากลับมาแล้ว 

ต่อไปเรื่องราวจะไปสนุกสนานได้อย่างไรกัน ท่านทำข้าเสียแผนหมด”







--

จบไม่ลง เหยียนเกอเกอ พาออกทะเล 555

 ตอนจบ มาคืนนี้แน่นอนค่ะ กำลังปั่น
7
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 24.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ ธันวาคม 29, 2019, 11:51:26 PM »
  บทที่ 24  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ
เอาตั๋วแลกเงินไป





“คุณชายรองได้โปรดอย่าวู่วาม พวกเราร่วมมือกันย่อมช่วยฮูหยินน้อยได้เร็วยิ่งขึ้น 

อีกทั้งคนของสำนักคุ้มภัยสามารถเป็นกำลังเสริมให้ได้ 

“ข้าขอขอบคุณคุณชายซีเหมินจิ้นที่มีคุณธรรมน่ายกย่อง 

แต่ว่าข้าได้ตัดสินใจแล้วว่าจะสะสางปัญหาเรื่องนี้เอง ท่านไม่จำเป็นต้องเกลี่ยกล่อมข้าอีกต่อไป 

ข้าหม่ากว่างหยูจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกคนตระกูลหม่า

ในเมื่อพวกมันต้องการมาทิ้งชีวิต ข้าจะสนองพวกมันทุกคนให้ครบถ้วน”

“คุณชายรอง…” เขายกมือห้ามไม่ให้ซีเหมินจิ้นโต้แย้งอีก

“อยู่หรือตาย ขอให้ข้าลิขิตเอง”

“ข้าเข้าใจแล้ว แต่ถ้าหากว่าภายในหนึ่งชั่วยาม 

ยังไม่ได้ข่าวจากท่าน พวกเราจะบุกไปทันที”

“ได้” 

เขาตอบรับแล้วหันหลังผละไปเตรียมตัว





ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยม เขาเรียกคนตระกูลหม่ามารวมตัวกันเพื่อแจกแจงหน้าที่ 

ในครั้งนี้เขาจะเขาไปยังที่นัดหมายและเจรจากับพวกมันเพียงลำพัง 

สั่งให้คนอื่นซุ่มรออยู่รอบนอกห่างออกไปเกือบสองลี้ 

แต่หากมีใครวิ่งหนีออกมาให้ทำการสังหารไม่เว้น

สถานที่นัดหมายคือกระท่อมหลังหนึ่งตรงชายป่า 

นับว่าเป็นผลดีต่อเขายิ่งนัก พวกมันคงจะไม่รู้ว่ากำลังจะได้พบเจอกับสิ่งใด

“ทุกคนจำไว้ว่าห้ามเข้าใกล้จุดนัดหมายโดยเด็ดขาด 

แผนการทุกอย่างต้องไม่มีความผิดพลาด มิฉะนั้นฮูหยินน้อยอาจเกิดอันตรายได้ 

หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ทำตามกลับไปตระกูลหม่าต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างหนัก เข้าใจหรือไม่”

“เข้าใจขอรับ” 

ทุกคนตอบโดยพร้อมเพียงกัน

“ที่สำคัญ พวกโจรกลุ่มนี้คงได้ข่าวการตายจากโจรกลุ่มก่อนหน้านี้ว่าล้มเหลว 

และต้องทิ้งชีวิตไปทั้งหมด ดังนั้นพวกมันน่าจะเตรียมการมาไม่น้อย 

เพราะไม่ยอมโจมตีพวกเราตรง ๆ 

แต่อาศัยโอกาสที่ข้าไม่อยู่ เพื่อลักพาตัวฮูหยินน้อยไป

ข้าขอเตือนพวกเจ้าด้วยความหวังดี 

พวกมันคงจะโหดเหี้ยมไร้ความปรานีอย่างที่สุด 

เพื่อให้ตั๋วแลกเงินไปอยู่ในมือของพวกมัน 

แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลเกินไปนัก 

เพียงเฝ้ารอสังหารพวกมันที่รอบนอก พวกเจ้าทุกคนย่อมปลอดภัย” 

เขาใช้วิธีทั้งขู่ทั้งปลอบ เพื่อกันทุกคนให้อยู่ห่างจากจุดนัดหมาย 

เขาต้องการเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่าและขย้ำพวกมัน

ก่อนเวลานัดหมาย คนตระกูลหม่าได้ไปรอยังที่นัดหมายเรียบร้อยแล้ว อย่างแรกคือ จะได้ให้คนอื่น ๆ 

ไปตรวจสอบเส้นทางหลบหนีและวางกับดักเอาไว้ก่อน อย่างที่สอง 

เขาจะได้ดมกลิ่นของซานซานว่านางอยู่ตำแหน่งใด นางอยู่ที่นัดหมายหรือไม่ 

หรือเป็นการลวงเขามาฆ่าชิงตั๋วแลกเงิน ไม่มีการเจรจาต่อรองใด ๆ

“ทำตามที่ข้าสั่ง ข้าจะเข้าไปแต่เพียงผู้เดียว” 

เขากำชับทิ้งท้ายแล้วเดินแยกออกมา 

ความมืดไม่สามารถรบกวนการมองเห็นของเขาได้ 

แถมยังได้กลิ่นผู้อื่นในระยะไกลได้อีกด้วย ซานซานเจ้ารอข้าก่อน…





การเป็นสะใภ้ตระกูลหม่า เธอไม่รู้เลยว่าควรเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวไว้สักหน่อย 

เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่า จะโดนลักพาตัวไปวันไหน 

และวันนี้เธอโดนเรียกค่าไถ่ตัวเสียด้วย 

เธอมองสภาพตัวเองไม่เห็น มีเชือกมัดมือมัดขาอยู่ แถมมีถุงผ้าทึบครอบศีรษะอีกอัน 

ได้แต่อาศัยฟังเสียงพวกนี้คุยกัน เธอได้กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า 

และรู้สึกเย็นนิด ๆ เลยมั่นใจว่าจะต้องถูกขังไม่ไกลจากป่ามากนัก 

แต่ว่าเกิดเหตุคนโดนลักพาตัวไปต่อหน้าต่อตาผู้คนตั้งมากมาย 

เจ้าหน้าที่ทางการควรรีบมาช่วยเธอไม่ใช่เหรอ 

หรือเห็นว่าเป็นโจรกลุ่มใหญ่เลยสู้ไม่ไหว อาวุธไม่พอ ตนจึงต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนสินะ

ถ้าจะให้หนีออกไปจากที่นี้ เธอต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าพวกนี้มีจำนวนเท่าไหร่ 

และต้องรู้ว่าต้องหนีไปทิศทางไหนถึงจะปลอดภัย 

และจะออกจากป่าได้อย่างไร ติดต่อกับคนอื่นทางไหน มีคำว่าและมากเกินไป 

เธอรอนิ่ง ๆ ให้ท่านพี่มาช่วยเป็นพอ ไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัว นั่งรอสวย ๆ ให้คนมาช่วย 

บีบน้ำตาสักสองสามหยดเรียกคะแนนสงสารตอนมีคนมาแก้มัด ใช่ที่ไหนล่ะ 

การทำตัวเหมือนผู้หญิงอ่อนแอ มันจะอยู่รอดได้ไง 

เธอไม่สนับสนุนเด็ดขาด แค่เสียเปรียบทางกายภาย ใช่ว่าเธอจะไม่มีสมอง



“ได้เวลานัดหมายแล้ว พวกเจ้าออกมาเสียที” หม่ากว่างหยูตะโกนอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง

“เจ้าได้พาคนอื่นมาหรือไม่” ชายกลุ่มหนึ่งเดินออกมาประมาณสิบคน

“พวกเขาอยู่ห่างออกไป รัศมีเกือบหนึ่งลี้พวกเจ้าไปตรวจสอบดูได้”

“ไม่จำเป็น ตราบใดที่นางอยู่กับพวกเรา”

“นางจะอยู่กับพวกเจ้าไม่นานหรอก”

“เจ้าไม่คิดว่าพวกเรามีกำลังคนเหนือกว่าหรือคุณชาย”

“เหนือกว่าแล้วอย่างไร สำคัญที่ใครยังมีลมหายใจอยู่ 

เจ้ารู้หรือไม่ นางเป็นภรรยาของข้า และพวกเจ้าคงรู้ดีว่าข้าเป็นใคร 

ตระกูลหม่าไม่อาจให้พวกเจ้าหยามหมิ่นได้อีกต่อไปแล้ว”

“ฮึ อายุยังน้อยถึงเพียงดี เจ้าอยากจะกล่าวอะไรก็กล่าวไป 

เอาตั๋วแลกเงินมาหรือไม่ เจ้าส่งเงินมา แล้วเอานางไป” 

หัวหน้าวัยกลางคนเอ่ยเร่งเร้า

“อยู่ในมือข้าแล้ว” เขาล้วงตั๋วแลกเงินออกมาปึกหนึ่ง

“เจ้าคงรู้นะคุณชายหม่า หากเป็นตั๋วแลกเงินปลอมหรือมีสิ่งใดตุกติก 

เจ้าต้องตายทันที”



“พวกเจ้าก็เช่นกัน ส่งนางมาให้ข้า หากมีแม้ริ้วรอยขีดข่วน 

พวกเจ้าก็ต้องตายทุกคนเช่นกัน” 

เกิดเสียงหัวเราะเป็นระลอกใหญ่ 

เขาแสยะยิ้ม เชิญพวกเจ้าขบขันกันเสียให้พอ

“ไปเอาตัวนางมา ส่วนเจ้า คุณชายเอาตั๋วแลกเงินมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้”

“ให้ข้าเห็นนางก่อน”

“เด็กเมื่อวานซืนเช่นเจ้า คิดมาตัวคนเดียวเช่นนี้ เจ้าประมาทเกินไปแล้ว 

หากพวกเราไม่นำฮูหยินของเจ้ามาแลกกับตั๋วแลกเงิน เจ้าจะทำเช่นไร 

แต่ไม่ต้องเสียใจ ข้าจะให้พวกเจ้าเจอกันก่อนตาย 

และจะได้ไปรอกันที่ปรโลกอีกครั้ง” 

ตอนที่นางเดินออกมา พวกมันห้าคนพุ่งเข้ามาจับตัวเขาเอาไว้

แล้วรุมซัดเขาจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น มีเลือดไหลที่มุมปาก

“ซานซาน” เขาเรียกนาง ช่างน่าขายหน้านัก 

ที่ต้องให้นางมาเห็นเขาในสภาพนี้

“ท่านพี่!” นางเรียกเขา ฟังจากน้ำเสียงของนาง แสดงว่าไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน 

“เจ้าหลบไปก่อนได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้เจ้าเห็น” 

เขาบอกนางอย่างละอายใจ 

ที่มาเสียท่าให้พวกมัน แต่ต่อไปนี้เขาก็ไม่อยากให้นางเห็นเช่นกัน

ภาพการนองเลือดและความป่าเถื่อนของเขาเอง



“ท่านพี่ระวังตัวด้วย ข้าไปก่อนล่ะ” 

นางสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุมแล้ววิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว 

ทุกคนที่อยู่ที่นี้ร่วมถึงเขาด้วย ต่างตกตะลึงนางช่างว่องไวนัก 

คนที่จับนางเอาไว้ เริ่มรู้สึกตัวกำลังจะตามนางไป

“ช้าก่อน พวกเจ้าได้ตั๋วแลกเงินแล้ว ปล่อยนางไป” 

เขายันตัวลุกขึ้นยืนใช้หลังมือปาดคราบเลือดที่มุมปาก

“จำเป็นต้องฟังคำของเจ้าหรือคุณชาย เอาตัวเองให้รอดก่อนดีหรือไม่” 

คนที่อยู่ใกล้เขาเป็นคนพูดขึ้น

“แน่นอน” 

เขาเปลี่ยนมือเป็นกรงเล็บหมาป่า กระซวกเข้าไปที่ช่องท้อง

แล้วชักมือกลับออกมา มีอวัยวะบางส่วนร่วงไปบนพื้นพร้อมกับเจ้าของร่าง 

“แก ๆ แกทำอะไรน้องห้าของข้า”

“ใครใช้ให้พวกแกรนหาที่ตายเอง 

ถ้าเช่นนั้นก็จงตายไปสบทบกับพวกโจรที่ตายไปปรโลกก่อนหน้านี้เถอะ 

พวกมันคงจะเหงา ข้าจะฆ่าพวกเจ้าให้หมดทุกคน”

ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง หนึ่งในนั้นตะโกน

“แกมันปีศาจ” 

เขาจัดการเปลี่ยนร่างเพื่อหยุดเสียงตะโกนโวยวายพวกนี้ 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ที่การเปลี่ยนร่างเป็นหมาป่ากระทำได้อย่างรวดเร็ว 

และไร้ความเจ็บปวด เขาส่งเสียงคำราม

“หนีเร็วมันเป็นปีศาจ” 

เขาคิดในใจ คงจะสายไปแล้วกระมัง 

พวกแกรู้ความลับ ดังนั้นจึงต้องตาย

ผู้คนหน้ากระท่อมต่างแตกฮือกระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละทาง 

เขากระโดดตามไปกัดตายได้สามคน มีคนด้านในวิ่งกันออกมาอีกหลายสิบคน ยืนงุนงงครู่หนึ่ง 

พอจับต้นชนปลายได้ มีเสียงคนสั่งให้เอาตาข่ายมาดักจับเขาพร้อมกับใช้ไฟ

พวกมนุษย์เหล่านี้ เคยเรียนรู้กันบ้างหรือไม่ 

หากเขาเป็นสัตว์เดรัจฉานทั่วไป อาจพลาดพลั้งได้โดยง่าย 

“เอาธนูยิงมัน”

“มันเคลื่อนไหวเร็วเกินไป”

“พวกเจ้าล้อมจับพวกมันสิ พวกเรามีคนตั้งมากมาย”

“หมาป่าตัวนี้ มันฟังพวกเรารู้เรื่อง”

“ใช้ผ้าห่มมาคลุมดีหรือไม่ มันจะได้มองอะไรไม่เห็น”



โชคดีที่คนกลุ่มแรกที่ออกมาเจอเขา ได้วิ่งหนีเอาตัวรอดไปกันหมด 

เลยไม่ทันได้บอกคนอื่นว่า หมาป่าตัวนี้แท้จริงแล้วคือคุณชายหม่ากว่างหยู

ที่มาเจรจาต่อรองก่อนหน้านี้เอง เชิญพวกเจ้าพบกับความตายโดยไวเถิด 

ข้าจะรีบไปหาซานซาน นางคงจะหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

เขากระโจนเข้าไปหาคนที่ถือคบเพลิง 

ทำให้ไฟกระจายติดเสื้อผ้าและลามไปติดกระท่อมอย่างรวดเร็ว 

สถานการณ์อลหม่านเริ่มมากขึ้นเมื่อชายคนที่มีไฟติดตัววิ่งไปหาคนอื่นเพื่อขอความช่วยเหลือ 

ทำให้เกิดการติดไฟเพิ่มอีกหลายคน 

โอกาสนี้เขาเลยเข้าไปกัดคนที่ไม่ระวังตัวได้อีกหลายคนเช่นกัน 

มีบ้างที่เขาพลาดโดนท่อนไม้ฟาด อาการบาดเจ็บที่หลังแม้ยังไมหายดี 

แต่ไม่ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ช้าลงแต่อย่างใด เพียงแต่เขาไม่ทันระวังด้านหลังเท่านั้น

“หมาป่าตัวนี้หลงมาจากที่ใดกัน มีใครไปล่าสมาชิกในฝูงของมันมาทำอาหารหรือไม่ 

พวกหมาป่ามันเจ้าคิดเจ้าแค้นจะตายไป”

ถูกต้องแล้ว พวกเจ้ามาลักพาตัวซานซานของข้าไป 

แล้วยังทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้านางอีก 

เขาโหมความโกรธแล้วไปลงกับพวกมันทั้งหมด อ้าปากกัดลงไปบนเนื้อนุ่ม ๆ 

ไม่ว่าจะแขน ขา ลำตัว กัดลำคอเพื่อปลิดชีพขั้นตอนสุดท้าย เวลาผ่านไปเท่าใดไม่รู้ 

เขาสังหารพวกที่อยู่บริเวณกระท่อมจนหมดสิ้น 

มีบางส่วนที่คิดหนีไป แต่เขาไม่กังวล เขาคืนกลับร่างเดิม 

เลือกเอาเสื้อผ้าของพวกมันมาใส่ จัดการลากศพของพวกมันไปกองตรงกองไฟ 

กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งจนเขาแสบจมูก



“ซานซาน!” 

เขาตะโกนเรียกนาง นึกกังวลว่าจะมีใครจับตัวนางไปอีกหรือไม่ 

แต่นางฉลาดเฉลียวน่าจะเอาตัวรอดได้ 

ขอให้นางวิ่งหนีไปเจอคนตระกูลหม่าที่อยู่รอบนอกเพียงเท่านี้ 

นางย่อมปลอดภัย สถานที่แห่งนี้ไม่เหลือร่องรอย

ที่บ่งชี้ว่าเกิดจากฝีมือของสัตว์ทำร้ายคนแล้ว 

เปลวไฟกองใหญ่ทำให้ท้องฟ้าที่มืดมิดในยามค่ำคืนกลายเป็นสีส้ม

เขาคงต้องตามกลิ่นของนางไป แต่กลิ่นอื่นรบกวนจมูกของเขาไปเสียแล้ว

เขาก้มลงเก็บตั๋วแลกเงินที่พวกมันทำตกเอาไว้ แล้วโยนเข้ากองไฟ 

พวกมันเผาไหม้อย่างรวดเร็ว 

ตั๋วแลกเงินปลอมปึกนี้เล็กกว่าตัวเจ้าตั้งเยอะ ยังพบได้ง่ายดาย เจ้าไปอยู่ที่ใดกันซานซาน...







ในที่สุดหญิงสาวก็หนีจากภยันตรายได้สำเร็จด้วยตัวของเธอเอง ด้วยขาสองขาของเธอ 

การวิ่งดีต่อสุขภาพอย่างนี้เอง แต่ทิศทางที่ไร้แสงสว่างอย่างไฟทาง ทำให้เธอหลงทางแล้ว 

เธอคิดแต่ว่าจะวิ่งไปตรงกันข้ามกับกระท่อมหลังที่เธอถูกจับมาขังเอาไว้ได้เป็นพอ 

อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นคืนที่มีแสงจันทร์ช่วยนำทางได้มาก 

ไม่ใช่ว่าหนีจากตรงนั้นมาได้ 

มาเจอสัตว์ป่าประเภทกินเนื้อมาคาบเธอไปกินล่ะ ในความรู้สึกของเธอ 

ป่าลึกสักหน่อยถึงจะมีเสือมีหมีใช่หรือเปล่า

เพราะไม่งั้นจะโดนมนุษย์ล่าเอาหนังไปขายหมดแล้ว

พวกใจดำ จับตัวเธอมาอาหารหรือน้ำไม่ยอมให้เธอกินสักอย่าง 

ทำให้เธอเริ่มหมดแรงแล้ว 

แม้ว่ามื้อเย็นเธอจะไม่ได้อดอาหารก็ตาม 

แต่เท่าที่รู้เวลานัดหมายของพวกโจรกับท่านพี่เป็นเวลาเที่ยงคืน 

ตอนนี้ไม่เท่ากับตีหนึ่งตีสองแล้วเหรอ เธอไม่หิวก็แปลกล่ะ

ทั้งหิวทั้งง่วง แต่จะนอนคงนอนไม่ได้ เสียงท้องร้องโครกครากทรมานไปหมด 

เป็นความลำบากแรกที่เธอได้ประสบเลยก็ว่าได้

หากว่าเธอหาทางกลับไปหาท่านพี่ไม่ได้ 

และไม่มีใครตามหาเธอเจอ เธอจะทำอย่างไร ต้องไปเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างนั้นเหรอ 

บางทีอาจเป็นความคิดที่ดีเหมือนกัน
เริ่มเรียนรู้โลกนี้ด้วยตัวของตัวเอง มีอิสระเสรีเธออยากทำอะไรก็ย่อมได้ 

สร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องเป็นหลี่ชิงซานอีกแล้ว
แม้จะโดดเดี่ยวไร้ครอบครัว แต่ใช่ว่าจะหาสหายดี ๆ ไม่ได้ มันต้องเจอสักคนสองคนสิน่า

จริง ๆ เธอมีเหยียนเกอเกอ แค่เดินทางไปเมืองหลวงแล้วไปสำนักคุ้มภัย
ลองสมัครเป็นสาวใช้ชงชาก็ไม่เลวนะ 

หรือถ้าทำไม่ไหวอาชีพอื่นน่าจะมีให้เธอพอทำได้บ้าง

ตกลงตามนี้แล้วกัน เพื่อไม่ให้ท้องร้องครวญครางมากไป

เธอคงต้องปีนไปนอนบนต้นไม้ เพื่อรอให้เช้าก่อนค่อยคลำทางออกจากป่า









---

ไม่มีเวลาอ่านทวนนะคะ ขอบคุณทุกคนค่ะ

คิดว่า ตอนหน้า น่าจะลากจบได้แล้ว ก่อนสิ้นปี ปั่นๆๆ   ;D
8
1. กลิ่นไสว / devina / Trinity Romance I บทที่ 3
« กระทู้ล่าสุด โดย devina เมื่อ ธันวาคม 29, 2019, 01:57:45 AM »
บทที่ 3

         หลังใช้เวลาในช่วงค่ำของวันไปกับการพูดคุย และมื้ออาหารค่ำที่จงใจทำเพื่อเลี้ยงเด็กตรงหน้าอย่างเต็มที่ แพทย์ประจำปราการเหมันต์ก็ได้เข้ามารายงานสภาพอาการของปกรณ์ในตอนนี้ที่ยังคงต้องพักฟื้นหลังจากที่การใช้พลัสม่าต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานาน ได้ทำให้เกิดผลข้างเคียงขึ้นหลายอย่างต่อเด็กชาย ที่ยังทำให้ต้องเฝ้าดูอาการต่อไป

         การได้นึกไปถึงตอนที่เขาผ่านสถานการณ์เฉียดอันตรายมาได้เพราะปกรณ์…ก็ได้ทำให้เขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างต่อปกรณ์ได้แล้วเช่นกัน

“หลังจากที่นายพักฟื้นตัวเองจนหายดีแล้ว ฉันไม่คิดจะกักตัวนายไว้ที่นี่ นายพร้อมเมื่อไหร่ก็ไปตามทางของนายได้เลย”

   คำพูดเช่นนี้อาจจะฟังดูไร้ซึ่งความโอบอ้อมอารีต่อเด็กคนนึงและดูจะตัดรอน ความหวังหลายๆประการของเด็กชาย… แต่นัยต์ตาซื่อๆที่มองกลับมาก็ดูจะยอมรับและเข้าใจได้อย่างรวดเร็วกว่าที่คิด…

รชตะใคร่ครวญทุกอย่างอยู่ในใจเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยประโยคต่อมา

“และอีกทางเลือก นี่คือข้อเสนอด้วยความเต็มใจของฉัน…ฉันอยากให้นายมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เพราะสถานการณ์ทางบ้านของนายเองที่เปลี่ยนไปแล้ว…หรือนายอยากจะกลับไปอยู่กับอชิระเพื่อจะได้ไปอยู่กับพี่ชายของนาย ทุกอย่างนายต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง”
   
         ปกรณ์อยู่ในฐานะผู้ช่วยชีวิตที่เขาต้องตอบแทนน้ำใจ…และสถานการณ์ในตอนนี้ของปกรณ์ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอชิระซึ่งเป็นผู้ที่เขารู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของอีกฝ่ายดี…การที่เขาคิดปล่อยปกรณ์ไปในตอนนี้อาจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดของการตอบแทน มอบที่พักพิงและความปลอดภัยอย่างสูงสุดให้อีกฝ่าย คือวิธีการตอบแทนของเขา แม้โลกของตนเองในตอนนี้อาจจะเป็นอันตรายรอบด้านที่พร้อมจะเข้ามาหาเด็กชายได้ทุกเมื่อตราบใดที่เขายังคงคิดมุ่งหน้าไปในเส้นทางที่กำลังเลือกเดินไปอยู่นี้ก็ตาม



“นายจะเป็นผู้เลือกชะตาชีวิตของตัวนายเอง แล้วยอมรับผลของสิ่งที่นายเลือกใช่มั้ย?”

“แน่นอนครับ…ผมยังไม่แน่ใจหรอกว่า จะอยู่กับคุณไปนานเท่าไหร่ แต่ขออยู่กับคุณไปก่อนระยะหนึ่ง”

   เด็กชายตัดสินใจได้ในทันที หัวใจรู้สึกพองโตขึ้นจากการที่เขาเอ่ยปากให้อยู่ที่นี่ด้วยกันด้วยตนเอง…แม้ในใจตอนนี้จะยังมีเรื่องความกังวลถึงพี่ชายเข้ามาอยู่เป็นระยะๆ แต่ตัวเขายังไม่คิดว่าตนเองจะพร้อมไปอยู่กับอชิระเช่นกัน ยิ่งหากตัดสินใจกลับไปอยู่กับคนที่ชื่ออชิระในทันทีก็ยังไม่แน่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรเพราะยังไม่รู้จักอีกฝ่ายดีพอ

   แววตาสำนึกขอบคุณปรากฏขึ้นฉายชัด เขามองข้ามผ่านบรรยากาศดุดันน่าเกรงขามรอบตัวของปีศาจตรงหน้าไปเสียสิ้น

“ขอบคุณที่ให้ผมอาศัยอยู่ด้วย…ผมกำลังคิดอยู่ว่า ถ้าเหลือทางเลือกแค่ทางเดียวก็จะกลับไปกับคนของคุณอชิระ อย่างน้อยผมก็จะได้กลับไปอยู่กับพี่ชายน่ะ เพราะยังไงผมก็ไม่มีครอบครัวที่อยากจะกลับไปเท่าการได้ไปอยู่กับพี่”
   
   มีเพียงสายตาเย็นเยียบจากรชตะที่แสดงออกมา  ถึงอยากไปอยู่เขาก็ไม่คิดจะให้กลับไปอย่างแน่นอน สำหรับคนอย่างอชิระ เขารู้จักเป็นอย่างดี ยังเร็วเกินไปที่เด็กคนนี้จะต้องเผชิญหน้ากับปีศาจตนนั้น ในเมื่อยังไม่รู้ถึงเจตนาแท้จริงของอชิระที่มีต่อปกรณ์กับพี่ชาย สิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดที่จะมอบให้ได้ในตอนนี้ก็คือเกราะคุ้มภัย และให้การสนับสนุนในสิ่งที่ปกรณ์ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคตข้างหน้า

   ชั่วขณะนั้นปกรณ์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนาวยะเยือกอย่างน่าประหลาดที่แผ่ขยายออกมาจากรอบตัวของปีศาจหนุ่ม เขาอาจจะคิดไปเองที่ ยามพูดถึงชายที่ชื่ออชิระนั้นนอกจากรชตะจะดูเหมือนรู้จักกับว่าที่พ่อบุญธรรมของเขา ยังดูเหมือนไม่ใช่แค่รู้จักธรรมดาๆ
9
1. กลิ่นไสว / devina / Trinity Romance I บทที่ 2 จุดเริ่มต้น
« กระทู้ล่าสุด โดย devina เมื่อ ธันวาคม 27, 2019, 11:52:37 PM »
บทที่ 2

   ณ สถานที่ซึ่งไม่ต่างจากโลกมนุษย์นัก   ทว่าท่ามกลางดวงดาราบนฟากฟ้ากลับประดับอยู่ด้วยดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าที่โลกมนุษย์มากนัก  ทวีปรากัลป์ผืนทวีปใหญ่ ที่เป็นศูนย์รวมประชากรของมนุษย์และอมนุษย์มากที่สุด ทางตอนใต้ เป็นที่ตั้งของ ‘ราซอลท์’  ขุนเขาสูงชันที่ได้โอบล้อม คฤหาสน์หลังใหญ่ที่จุดไฟสว่างไสวไว้ราวกับปราการ เหนือขึ้นไปถูกสร้างเป็นยอดหอคอย เป็นห้องทำงานของผู้เป็นเจ้าของอาณาบริเวณกว่าพันไร่โดยรอบทั้งหมด ที่ถูกเรียกว่า ‘ ปราการตะวันดับ’ แห่งนี้

“ท่านอชิระ…”

   กลุ่มชายในชุดเครื่องแต่งกายรัดกุมแบบเดียวกันสีดำสนิท ปรากฏตัวขึ้นตรงลานระเบียงกว้างหินอ่อนสีขาวด้วย การมาดั่งเงาและไร้ซึ่งเสียงสัมผัส พวกเขาเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดให้ปฏิบัติงานสำคัญ และได้มากล่าวรายงานผลการค้นหาตามหน้าที่

“ตามหาปกรณ์เจอหรือเปล่า”

   สีหน้าของชายหนุ่มท่าทางภูมิฐาน ใบหน้าเรียวคมหล่อเหลานั้นเคร่งเครียด…หลังจากเหม่อมองทั่วน่านฟ้าสีเทาหม่นที่มีคนของตนคอยประจำการณ์รักษาความปลอดภัยให้ตนเองตามปกติ แต่ในอีกฟากของมิติเวลาที่โลกมนุษย์นั้น คนของเขาก็กำลังออกตามหาตั้งแต่รุ่งสางของวันยามที่รู้ตัวว่าเด็กคนนั้นหายตัวไป…

“เราพบร่องรอยของกลุ่มคนของรชตะ…บริเวณใกล้กับบ้านของเด็กคนนี้  คนของสดายุที่ถูกส่งไปจัดการรชตะที่กำลังอยู่ในระหว่างภารกิจที่โลกมนุษย์นั้นทำงานล้มเหลว”

   เขาปรายสายตามองเด็กชายวัยรุ่นอีกคนในห้องของตนเองที่เพิ่งจะพาตัวมาวันแรก…เด็กคนนั้นกำลังนั่งจัดการกับอาหารตรงหน้าโดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น  รูปร่างสันทัดมีกล้ามเนื้อตามตัวอย่างคนต้องใช้แรงกายทำงานในทุกวัน มือเองก็หยาบกร้านผิดกับเด็กทั่วไป

“วิศนะ…เธอดูจะไม่ร้อนใจเลยสักนิดที่น้องชายของตัวเองหายตัวไป”

   เด็กชายหยุดมือที่กำลังฉีกขนมปังตรงหน้า ปรายสายตามอง ผู้ที่พาตนมาที่นี่ด้วยความเย็นชา…

“ถ้าจะให้ดี…ผมขอให้น้องไม่คิดจะมาตามหาผมที่นี่ และหนีไปให้ไกลที่สุด…”

   พวกเขาสองคนพี่น้องถูกญาติของตนเองหลอก…ไม่รู้หรอกว่าคนพวกนี้จ่ายเงินให้ญาติของพวกเขาเท่าไหร่กันแน่ พวกนั้นถึงได้พาคนเหล่านี้บุกเข้าไปที่บ้าน และพาตัวเขามาที่นี่ โชคดีที่ในขณะนั้น ปกรณ์ที่ขอออกไปข้างนอกนั้นยังไม่กลับเข้ามา…เขาจึงถูกจับตัวมาก่อนเพียงคนเดียว ในขณะที่ตอนนี้ที่บ้านของเขา และอาจจะในละแวกใกล้เคียงทั้งหมด อาจจจะมีคนของชายคนนี้คอยพลิกแผ่นดินหา…น้องชายของเขาอยู่ เขาได้แต่ภาวนาขอให้ปกรณ์ที่มีความสามารถพิเศษติดตัวนั้นสามารถรู้ตัวว่ากำลังถูกตามตัว แล้วหนีพ้นไปให้ได้

“หึ ไม่ต้องห่วง คนของฉันมีมากพอ อีกไม่นานก็จะตามตัวเจอและพวกเธอจะได้อยู่ด้วยกันกับฉันที่นี่”

“ฉันเองก็ไม่อยากจะเสียเวลาไปมากกว่านี้….เอาเป็นว่า ฉันขอ ‘ตรวจสอบ’ เธอก่อนเป็นคนแรกแล้วกัน”

   อชิระใช้มือทำสัญญา หญิงสาวรับใช้ที่ประจำอยู่ในห้อง ก็ตรงเข้ามารับคำสั่ง

“ถอดเสื้อของเขาออก”

   วิศนะหยุดการกระทำทุกอย่างของตนลง พลางถดกายเข้ามุมโซฟาอย่างต้องการที่พึ่งพิงแม้มันจะเปล่าประโยชน์ก็ตาม   เขาพยายามปัดป้องออกจากมือซีดขาดของพวกเธอที่พยายามจะเข้ามาสัมผัสตัวเขา จากหญิงรับใช้ที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลเกินปกติ เหล่านี้ 

“ปล่อยผม!!”

   ในที่สุดแขนซ้ายและขวาของเขาก็ถูกหญิงรับใช้สองคนตรึงไว้คนละข้าง…ส่วนหญิงรับใช้อีกคนก็เข้ามาปลดกระดุมเสื้อของเขาออก ในขณะที่ขาสองข้างที่พยายามถีบตัวออก ดิ้นรนสลัดให้สุดจากผู้คนที่เขามองว่า ราวกับเสียสติก็ราวกับถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น รัดเอาไว้ ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นเมื่อ สายตาของเขาปะทะเข้ากับเจ้าของสายตาเยียบเย็นสีม่วงคู่สวยของชายอีกคนที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่ามีตัวตนอยู่ในห้องนี้ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่…

“เธอเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดใหม่หรือเปล่าวิศนะ”

   หลังทุกการดิ้นรนสงบลง อชิระก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความหมายบางอย่างขณะยืนดูหญิงรับใช้ ค่อยๆแกะกระดุมเสื้อของเด็กชายออกทีละเม็ด เผยให้เห็นผิวสีขาวเนื้อละเอียดภายใต้เสื้อเชิ้ตสีอ่อน เหนือขึ้นไปจากมัดกล้ามสมส่วนของเด็กชายที่มีเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันจากการออกแรงทำงานหนัก ร่องรอยสีแดงคล้ำขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นสู่สายตาของทุกคน ณ ที่แห่งนั้น

“รอยปานสีแดง ใกล้กับตำแหน่งหัวใจ เป็นอย่างที่ท่านว่าไว้ค่ะ”

   เสียงของหญิงสาว ราวกับหุ่นยนต์ไร้ชีวิตชีวา เพียงรายงานตามหน้าที่แต่ก็มีความเคารพต่อผู้เป็นนายสูงสุด
รอยยิ้มเย็นๆกับร่องรอยความยินดีปรากฏขึ้นผ่านแววตาของบอสใหญ่สูงสุดของสถานที่แห่งนี้

“รอยปานนั่นคือรอยแผลที่ตกทอดมาจากอดีตชาติของนาย ถ้านายคือ พีรวัส อีกคนก็ต้องเป็น ทิวากาล ยินดีที่พวกเราได้พบกัน ‘อีกครั้ง’ ”

“สิงห์ นายพาตัววิศนะไปที่’ห้องนั้น’ เราต้องการให้คนทรงวิญญาณ  ทำให้ความทรงจำของเขากลับมาให้เร็วที่สุด”
 
   ชายอีกคนที่ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณมุมห้อง ปรายนัยต์ตาสีม่วงคู่สวยที่ดูดุๆคู่นั้นมาทางวิศนะที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยด้วยความหมายบางอย่างที่ยากจะคาดเดา ส่วนวิศนะก็กำลังส่งสายขุ่นเคืองตอบกลับมาทางพวกเขา ดั่งสัตว์เล็กๆที่ทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากยอมจำนนต่อโชคชะตาตนเอง…หลังรับคำสั่งจากผู้เป็นนายแล้ว ‘โซ่’ ที่สร้างขึ้นมาจากพลัสม่าด้วยความสามารถของเขา ก็เข้ารัดที่ข้อมือของเด็กชาย  เพียงเขาขยับข้อมือตนเองกลางอาการ ก็ราวกับจะสามารถลากดึงเด็กชายที่แข็งขืนไม่เชื่อฟังนั้นให้เดินตามตนเองไปได้แต่โดยดี แม้อันที่จริงจะเรียกว่า เด็กชายนั่นถูกโซ่ตรวนลากไปด้วยความสามารถของเขาพาตัวออกไปจากห้องนั้น

         ____________________________________________________________      

   ปราการเหมันต์ คือขุนเขาทั้งลูกทางตอนเหนือของทวีปรากัลป์ ณ โลกต่างมิติเวลาอันเป็นโลกคู่ขนานกับโลกมนุษย์ ดินแดนทางตอนเหนือที่มีอมนุษย์อาศัยอยู่ กว่าเจ็ดในสิบส่วนของประชากร สถานที่ซึ่งฟากฟ้าด้านนอกเองมักถูกปกคลุมด้วยแสงออโรร่าอาบคลุมทั่วน่านฟ้า สว่างเรืองแทนดวงดาราในช่วงค่ำคืน

“บ้านของเด็กคนนี้ รวมถึงเมืองทั้งเมืองมีแต่คนของอชิระอยู่เต็มไปหมด?”

“ใช่ครับ…พี่ชายของเด็กคนนี้เองก็น่าจะถูกพาตัวไปแล้ว”

“หลังจากรีดข้อมูลมาจาก ญาติที่เหลืออยู่ของเด็กทั้งสอง อชิระจ่ายเงินให้พวกเขาเพื่อให้พวกเขาพาไปหาเด็กทั้งสองคนที่อาศัยอยู่กับบ้านพ่อแม่หลังเดิม หลังจากที่ทั้งสองคนประสบอุบัติเหตุ…เป็นเงินที่มากพอดูพร้อมกับสัญญาว่าจะนำเด็กทั้งสองไปเลี้ยงดูอย่างดีเป็นลูกบุญธรรมของตนเองอีกด้วย”

“เพราะเด็กทั้งสองยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามกฏหมายของโลกมนุษย์ที่เมืองแห่งนั้น กำหนดให้ญาติของเด็กทั้งสองต้องรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเด็กๆ แต่พวกเขาก็คิดจะทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรในภายหลัง  เพื่อยกเด็กทั้งสองคนให้กับอชิระ”

“ที่ยังทำไม่ได้ก็เพราะต้องได้รับความยินยอมจากตัวเด็กเองด้วย หลังจากรับเงินมาแล้วจำนวนหนึ่ง…พวกเขาอ้างว่าต้องการให้เด็กทั้งสองคนได้ทำความคุ้นเคยกับพ่อบุญธรรมตัวเอง ก็เลยให้คนของอชิระเข้าไปที่บ้าน พาตัวเด็กทั้งสองคนไปใช้เวลาช่วงปิดเทอมอยู่ด้วยกัน พร้อมกับจะหาทางเกลี้ยกล่อมให้เด็กทั้งสองคนตกลงไปอยู่กับอชิระ พวกเขาอ้างว่าทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตของเด็ก”

“ตั้งแต่ต้นนอกจากบ้านที่เป็นมรดกจากพ่อแม่ พวกเขาสองพี่น้องก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยสักอย่าง ศาลสั่งให้ญาติในฐานะผู้ปกครองเป็นผู้ให้การส่งเสียเลี้ยงดู รายจ่ายหลักของพวกเขาก็คือค่าเทอมของเด็กทั้งสองคน  วิศนะคนโตที่อายุ 17 ปี เขายืนยันที่จะอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม และพยายามที่จะเป็นภาระกับญาติของเขาน้อยที่สุด ด้วยการทำงานหนักตั้งแต่อายุ 12”

   สายตาของคนที่กำลังตั้งใจฟังข้อมูลทั้งหมด เบนไปยังข้างนอกหน้าต่างที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร ทว่าสายตาคมก็ยังทันเห็นเงาของร่างเล็กๆ ที่หลบอยู่ที่มุมนึง ซึ่งคงมั่นใจว่าตนเองอำพรางตัวได้แนบเนียนพอแล้ว และกำลังคอยแอบฟังทุกอย่าง เพื่อลอบดูเชิงพวกเขาอยู่อย่างอดทน ทั้งที่ด้านนอกนั้นอากาศเรียกได้ว่าหนาวจับขั้วหัวใจ ณ ปราการเหมันต์ ที่อยู่ทางตอนเหนือของทวีปรากัลที่อากาศจะหนาวเย็นที่สุดในฤดูหนาว

“ราโก้ พาเด็กนั่นเข้ามาข้างใน”

   เขาส่งสายตาให้ชายร่างยักษ์หน้าขรึม ออกไปหิ้วตัวเด็กชายเข้ามาข้างในที่อุ่นกว่าแต่โดยดี  ในตอนแรกก็ไม่คิดจะสนใจ เพราะคิดว่าหากหนาวจนทนไม่ไหวเด็กนั่นก็คงจะยอมแพ้เดินเข้ามาเองแต่ดูเหมือนความหัวรั้นในตัวเด็กชายจะมีมากกว่า

“เพิ่งฟื้นขึ้นมา…ก็คิดจะฆ่าตัวตายหนีปัญหารึไง?”

เด็กชายไม่ตอบ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงจามไม่หยุดตามมา เรื่อยๆ


            ______________________________________________________________________

        ห้องที่เขากำลังนอนซุกตัวอยู่บนโซฟาหนังตัวใหญ่นั้น ดูคล้ายกับฉากในหนังต่างประเทศแบบย้อยยุค ภายในห้องอบอุ่นด้วยไฟจากเตาผิงแบบโบราณ  ห้องภายในดั่งปราสาทของนักรบวีรชน รอบข้างตกแต่งด้วยอาวุธนานาชนิด และยังมี หมาป่าสีขาวตัวมหึมา นอนหมอบอยู่ข้างๆ โซฟาตัวที่รชตะ เวตราพิทักษ์นั่งจับจ้องเขาอยู่อย่างสงบ

“ผมคงไม่ต้องเล่าอะไรให้คุณฟังแล้วใช่มั้ย ในเมื่อคุณเหมือนจะรู้ทุกเรื่องแล้วนี่”

“เรายังมีเรื่องต้องคุยกัน…”

   นัยต์ตาเรียวคมที่ดูดุๆคู่นั้นกำลังประสานสายตากับเด็กชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม ซึ่งอีกฝ่ายก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัวว่ายังคงมีอีกสิ่งหนึ่งที่คนตัวโตกว่าตรงหน้ายังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

“อีกเรื่องที่ฉันยังคาใจก็คือ  นายสะกดรอยตามฉันทำไม?”

เด็กชายถอนหายใจ อ้ำอึ้งอยู่นาน นึกถึงสิ่งที่จดจำเรียนรู้มาจากวิธีการพูดของพี่ชาย เรียบเรียงออกมาเท่าที่ความสามารถของเด็กอายุสิบขวบปีจะทำได้ ก่อนจะตอบออกมา
 
“ผมเป็นเด็ก…แล้วบางทีนั่นก็ทำให้ผมทำอะไรที่ไร้เหตุผล…อย่างเช่นการไล่ตามคนแปลกหน้าเพียงเพราะแค่คุณหน้าเหมือนคนในความฝันของผมมาก…ผมแค่อยากคุยกับคุณ…แค่อยากรู้ว่าทำไมผมต้องฝันเห็นคุณด้วย”

“พอรู้ว่าคุณตกอยู่ในอันตราย รู้ตัวอีกที ผมก็พาตัวเองมาอยู่หน้าตรอกนั่นแล้ว”

   เขาไม่คิดหรอกว่าคนที่เพิ่งพบกันจะมาเชื่ออะไรในสิ่งที่เขาพูด…และอีกอย่างมันก็ดูจะน่าเหลือเชื่อเกินไปที่การที่คนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยไม่สิ เรียกได้ว่าอยู่กันคนละโลก แต่จู่ๆเขาก็ฝันถึงคนๆนี้ และไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่หลายต่อหลายครั้งจนเรียกได้ว่าจดจำใบหน้าของปีศาจตนนี้ได้อย่างแม่นยำ…

   ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้รู้จักกัน และราวกับความฝันที่ได้ทำให้เขาได้เห็นว่าคนที่เคยได้แต่เห็นในยามหลับจะมีตัวตนอยู่จริงๆตรงหน้า เด็กชายทิ้งตัวลง เอนหลังกับโซฟาอุ่นๆอย่างรู้สึกคลายลงจากสิ่งรอบตัวได้บ้าง รอยยิ้มผ่อนคลายที่ถูกลบเลือนไปเพราะกำลังนึกกังวลไปถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันจากเหตุการณ์ต่างๆจนตั้งรับไม่ทันนั้นเริ่มจะกลับมาอีกครั้ง จนคนที่เรียกได้ว่าส่งกระแสความกดดันมาตรงหน้าแทบจะตลอดเวลาเพื่อจะคาดคั้นเอาความจริงนั้น อดจะถามไม่ได้

   จากสถานการณ์ที่ผ่านมาจนตอนนี้ มีอะไรที่ทำให้เด็กคนนี้เปลี่ยนแปลงจากความรู้สึกที่หนักอึ้งหลังรับรู้สถานการณ์ของตนเองแล้วกันแน่

“ยิ้มอะไรของนาย?”

   ร่องรอยความซุกซนเริ่มฉายชัดผ่านแววตาของเด็กชายตัวเล็ก

“คุณรชตะถ้าคุณมีตัวตนอยู่จริงๆ…หลายๆเรื่องที่มีคุณมาเกี่ยวข้องในความฝันของผมก็อาจจะเป็นเรื่องจริง…”

“ผมยินดีที่ได้เจอคุณ ถึงรอบตัวคุณจะมีแต่เรื่องอันตรายก็เถอะ…”

   รชตะแทบจะกุมขมับหลังจากได้ยินคำพูดของเด็กคนนึงที่กำลังถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อเขา

“ก็ไม่ได้อยากจะดับฝันนายหรอกนะ…แต่นั่นเป็นเพียงแค่ความฝันเพ้อเจ้อของนายไปคนเดียวและตัวตนของฉันก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่นายเคยคิดฝัน…”

   แม้พูดออกไปเช่นนั้น แต่ดูเหมือนเด็กชายจะไม่ได้รู้สึกอะไรนัก

“ไม่ว่าจะโลกความจริงหรือโลกในความฝันผมรู้สึกว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด การที่คุณมีตัวตนอยู่ในโลกความจริง จู่ๆมันก็ทำให้ผมคิดได้ว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว…”

“เอาเป็นว่าผมขอโทษที่พูดอะไรไร้สาระไม่เข้าท่าแล้วกัน…”

“แล้วก็…ผมอยากขอบคุณที่ตอนนี้คุณยังอยู่ตรงหน้าผม”

   รชตะชะงักงัน…เป็นครั้งแรกที่อมนุษย์เช่นเขาได้เข้าใจ ความรู้สึกของมนุษย์ผ่านเด็กคนนึง นึกไม่ถึงว่าการคงอยู่ของตนเองจะกลายเป็นความน่าอบอุ่นใจของใครบางคนขึ้นมา มันคงจะเรียกว่าเป็นความรู้สึกเช่นนั้นที่กำลังเกิดขึ้นต่อเด็กตรงหน้า

คำพูดของปกรณ์ได้ทำให้ปีศาจเจ้าของแววตาดุดันจริงจังผ่อนคลายสายตาของตนเองลง…เพราะคงจะแค่ตอนนี้ที่เขายังไม่อยากจะทำลายภาพอะไรก็ตามในตนเอง ที่ได้กลายเป็นความหวังของเด็กคนนี้ลง

                                    




10
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 23.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ ธันวาคม 27, 2019, 11:44:15 PM »
บทที่ 23 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ
เลือกซื้อปิ่นให้ภรรยาอย่างตั้งใจ



“เจ้าคงคอแห้ง จิบน้ำชาสักถ้วยก่อนเป็นอย่างไร”
น้ำชาร้อนจนมีควันลอยขึ้นถูกยื่นมาตรงหน้า ทำให้เธอไม่กล้ารับ
“เชิญท่านพี่ก่อนเถอะ”
“ข้ารินให้เจ้า” เขายืนกราน ส่งน้ำชามาใส่มือเธอจนได้
“ท่านพี่ ถ้วยชาร้อนเกินไป ข้าถือไม่ไหว”
เธอรีบเอาถ้วยชาไปวางข้างกาน้ำชาบนโต๊ะไม้เล็ก ๆ
“ซานซานเจ้าน่าจะบอกแก่ข้าก่อน เดี๋ยวข้าเป่าให้คลายร้อน”
จะให้เธอบอกตอนไหน อยู่ดี ๆ เอาถ้วยมายัดใส่มือเธอ เขายกถ้วยน้ำชาเอาไปเป่าลดอุณหภูมิ
“เอาล่ะ ตอนนี้อุ่นแล้ว เจ้าลองจิบดู” เธอรู้สึกไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ต้องรับมา
ไม่รู้ตอนเป่าลมใส่ถ้วย เขาทำน้ำลายกระเด็นลงไปหรือเปล่า
 ความขมแตะที่ปลายลิ้นก่อนจะค่อยเปลี่ยนเป็นหวานเล็กน้อยแต่ชุ่มคอ
เธอแปลกใจทำให้จิบอีกครั้ง หรี่ตาสังเกตท่านพี่
อยู่ดี ๆ ทำไมถึงมาทำดีเอาอกเอาใจเธอนัก เขาส่งยิ้มให้เธออีก มันน่าขนลุกอย่างไรไม่รู้
“ขอบคุณท่านพี่”
“เจ้าอยากกินอะไรหรือซานซาน ข้าจะได้ให้คนล่วงหน้าไปสั่งอาหารให้ก่อน
พอเราไปถึงโรงเตี๊ยมที่เมืองข้างหน้า เจ้าจะได้ไม่ต้องรอนานดีหรือไม่”
“อือ...ดียิ่งนักท่านพี่”
เรื่องดีมาติดกันรัว ๆ แบบนี้ มักจะได้รับโชคร้ายในภายหลังหรือเปล่า
เธอล่ะกลัวใจพี่แกจริง ๆ

“เจ้าอยากนอนพักหรือไม่”
เธอปฏิเสธ  และหลังจากนั้นราวกับว่าได้มีเลขาฯส่วนตัวถือกำเนิดขึ้นมา
หม่ากว่างหยูไม่ยอมลงจากรถม้า คอยดูแลเธอเป็นอย่างดี
ทำถึงขนาดเอาพัดมาปัดไล่แมลงและพัดให้คลายร้อนอีกต่างหาก
แต่มันไม่จำเป็นหรือเปล่า เวลารถม้าวิ่ง ลมพัดเข้ามาได้ตลอด
หน้าต่างรถม้ามีถึงสองบานด้วยกัน
หรือเขาลืมไปแล้ว แต่เธอไม่กล้าบ่นออกไปหรอก มองดูเขาขยับทำโน้นทำนี่อย่างระแวง
ในความรู้สึกเพียงไม่นานการเดินทางก็มาสิ้นสุดที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง
โดยที่เธอไม่ได้โผล่หน้าไปมองชาวบ้านชาวเมืองด้านนอกเลย

คณะเดินทางจองห้องพักหลายสิบห้อง หรือแทบจะเรียกว่าเหมาเกือบทั้งโรงเตี๊ยมก็ว่าได้
เล่นให้พักกันห้องล่ะสองคน สามคนบ้างล่ะ
อย่างเหยียนเกอเกอกับคุณชายซีเหมินจิ้นต่างก็ได้พักคนเดียว
ตระกูลหม่าใจป้ำเต็มที่ ท่านพี่เป็นผู้ตัดสินใจดังนั้นคงต้องชมเขาด้วยสินะ
ในเมื่อสำนักคุ้มภัยทำงานกับอย่างหนัก
เขาถึงได้ตอบแทนทุกคนรวมถึงคนจากตระกูลหม่าเอง เหนื่อยกันทุกคนยกเว้นเธอ
อาหารสั่งล่วงหน้าและส่งไปยังห้องพักแต่ละห้องเพื่อให้พวกเขาได้ดื่มกิน
 และได้พักผ่อนกันอย่างผ่อนคลาย
ภายในห้องพักของเธอ อาหารวางเต็มโต๊ะ เธอคีบอาหารโดยไม่เกรงใจใคร
ถึงการเดินทางจะไม่ได้อดอยากขนาดนั้น แต่บรรยากาศปลอดภัยมันหาไม่ได้แบบนี้
เวลากินอาหารแต่ละครั้ง เธอมักเกิดความคิดว่าอาหารมื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายหรือเปล่า
ถ้ามีพวกโจรโผล่มากลางวงพอดี
“ช้า ๆ หน่อยซานซาน เดี๋ยวอาหารติดคอเจ้า”
“อืม”
เธอตอบเขาไม่ได้เพราะไก่ชิ้นหนึ่งเต็มปาก และเธอไม่สามารถหยุดเคี้ยวอาหารได้
เท่านั้นยังไม่พอ เขาเป็นคนคีบกับข้าวมาใส่ถ้วยเพิ่มให้เธออีก
เธอรีบกลืนอาหาร แล้วทำใจหยุดกินสักครู่
“ท่านพี่ กับข้าวแทบจะล้นออกมาจากถ้วยแล้ว ท่านจะให้ข้ากินแต่กับข้าวไม่ได้นะ”
“หึ ๆ เจ้ากลัวไม่อิ่มหรือซานซาน” เขาหัวเราะในลำคอ มีตรงไหนตลกอีกแล้ว
“สิ่งที่ท่านคีบมา ข้าไม่ชอบกินท่านเอาถ้วยนี้ไปกินเองแล้วกัน”
“เจ้าชอบกินสิ่งใดหรือ” เธออยากจะกลอกตา เขามองไม่เห็นเหรอว่าเธอคีบอะไรมากินบ้าง
“ของที่ไม่ได้อยู่ในถ้วย” คิดว่าเธอตอบเคลียร์นะ เขาทำหน้างุนงงทำไมกัน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะคีบให้เจ้าใหม่”
“ไม่ต้องหรอกท่านพี่ ท่านกินอาหารของท่านเถิด”
“ข้ายังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่ แค่มองดูเจ้ากิน ข้าก็รู้สึกอิ่มแล้ว”
ลูกโป่งสีชมพูลอยเต็มห้องไปหมด เอาเข็มมา เธอจะเจาะแตกให้หมด เธอไม่ชินแบบนี้เลย
“ท่านพี่ ท่านไม่จำเป็นต้องประหยัดถึงเพียงนั้น
หากท่านแม่รู้เข้า นางคงจะปวดใจที่ทราบข่าวนี้”
เขายิ้มมุมปาก “เจ้าก็คงปวดใจเหมือนกันสินะ มา ๆ เจ้าคีบอาหารมาให้ข้า
แล้วข้าจะกินดีหรือไม่ซานซาน”  เขาไม่มีมือ?

“ถ้าเช่นนั้นท่านต้องกินเยอะ ๆ”
เธอลากจานอาหารที่ไม่ชอบมาวางตรงหน้าเขา
แล้วเริ่มคีบทุกอย่างใส่ถ้วยให้เขา หม่ากว่างหยูเริ่มเปลี่ยนเป็นแชมป์กินจุ
คีบมาสามหายสาม พออาหารวางบนถ้วยปุบเขาก็คีบเข้าปากในพริบตาเดียว
เขาจะแกล้งเธอเล่นหรือไง เธอยกชามน้ำแกงที่มีชิ้นกระดูกหมูในนั้นประคองยื่นให้เขาทั้งชาม
“ท่านพี่ซดน้ำแกง” เขาหลิ่วตาให้เธอแล้วยกซดทั้งอย่างนั้น แม้แต่กระดูกหมู
เธอยังได้ยินเสียงเขาเคี้ยวดังกร๊วบ ๆ เธอลืมไปได้อย่างไร
เขาเป็นหมาป่าด้วย ฟันถึงได้แข็งแรงขนาดนี้ เอาล่ะ เธอแพ้แล้ว


หม่ากว่างหยูมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า หลังจากเดินออกมาจากห้องพัก
เขาตัดสินใจให้นางรออยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก่อน ที่ผ่านมานางตกระกำลำบากไม่น้อย
คนของสำนักคุ้มภัยและคนของตระกูลหม่าบางส่วนจะเดินทางต่อไปยังบ้านของเศรษฐี
ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากโรงเตี๊ยมแห่งนี้มากนัก
เขาทิ้งคนให้คอยอยู่ดูแลนางที่นี้สี่ห้าคน
ที่บริเวณคอกม้า ทุกคนมารวมตัวรอเดินทางเรียบร้อยแล้ว
“คุณชายรอง” ซีเหมินจิ้นเอ่ยขึ้น
“ข้าพร้อมออกเดินทางแล้ว”
“ท่านแน่ใจนะว่าจะทิ้งฮูหยินน้อยไว้ที่นี้”
“หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าคิดว่าระยะทางไม่ไกลกันนัก
และพวกเราไม่มีความจำเป็นต้องเอ่อระเหยอยู่ที่นั้นนานนัก”
“เมื่อท่านมั่นใจ ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
รถม้าและม้าอีกแปดตัวที่ต้องไปส่งยังบ้านเศรษฐีพร้อมออกเดินทาง
เขาขึ้นมาขี่เคียงข้างไปกับซีเหมินจิ้น
เพื่อหารือเล็กน้อยเรื่องขากลับและค่าตอบแทนที่ต้องขนกลับ
ท่านพ่อระบุไว้ว่าให้รับเป็นตั๋วแลกเงินเพียงอย่างเดียว
ในเมืองแห่งนี้ไม่มีร้านรับฝากเงิน ดังนั้นเขาจึงต้องนำมันกลับไปด้วยตัวเอง
อุปสรรคขากลับอาจไม่มากเท่าขามาก แต่ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
เปลี่ยนจากโดนดักปล้นรถม้าเป็นปล้นเงินแทน
เพียงแต่ว่าตั๋วแลกเงินไม่สะดุดตาเท่ารถม้าเท่านั้น



ประตูของเรือนเศรษฐีมีการฝังอัญมณีมีค่าประดับอยู่ สีเขียวของหยกสะท้อนแสงออกมา
ตรงประตูมียามหน้าตาขึงขังยืนเฝ้าอยู่ถึงสี่คนด้วยกัน
ป้องกันคนมาแงะสิ่งมีค่าออกไปหรือไม่ เขาไม่แน่ใจเช่นกัน
คนของตระกูลหม่าเข้าไปแจ้งเรื่อง ครู่หนึ่งประตูเปิดออกมาพร้อมกับเศรษฐี
เป็นไปได้ว่า เมื่อตอนที่พวกเขาได้พักที่โรงเตี๊ยมในเมือง
ข่าวการมาถึงของพวกเขาย่อมรับรู้ถึงที่แห่งนี้เรียบร้อยแล้ว
“คารวะท่านหวัง” เขาค้อมตัว
“หลานชาย เจ้าเก่งกาจจริง ๆ อายุเพียงเท่านี้
สามารถทำงานที่แสนลำบากแทนบิดาของเจ้าได้แล้ว”
“ท่านหวังกล่าวเกินไปแล้ว พี่ชายของข้าเริ่มช่วยงานท่านพ่อตั้งแต่สิบขวบ
อายุสิบห้าเขาก็ออกเดินทางค้าขายด้วยตัวเองแล้ว”
“เหมือนกันที่ไหนเล่า เจ้าอย่าปฏิเสธเลย ขอข้าดูม้าก่อน”
เขายิ่งกว่าเต็มใจที่โดนตัดบทเช่นนี้ ไม่ต้องการสนทนาไร้สาระพวกนี้

เศรษฐีหวังเดินวนรอบรถม้าสามรอบ ปีนขึ้นไปดูบนรถม้า
ตรวจตราทุกอย่างจนเป็นที่พอใจ ถึงได้ลงมา
เขาคิดว่าใช้เวลาราวครึ่งก้านธูปเห็นจะได้ ต่อจากนั้นเดินลูบหลังม้าทุกตัว
เอ่ยชมช่วงขาของม้าที่แข็งแรงไม่หยุดปาก ในฐานะของคนตระกูลม้าเขาย่อมภูมิใจ
ที่สามารถเพาะม้าและฝึกฝนได้อย่างยอดเยี่ยม
และเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเลี้ยงม้าในภายหลัง
เขาสั่งคนให้เขียนคู่มือการดูแลม้าอย่างคร่าว ๆ
เพื่อให้ขาของม้าแข็งแรงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
จวนจนกระทั่งเป็นเวลาเย็น เขาถึงได้รับตั๋วแลกเงินเรียบร้อย
ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้นการส่งมอบสินค้าในครั้งนี้
เศรษฐีหวังยังบีบบังคับให้พวกเขาอยู่ต่อ กินอาหารเย็นเป็นการเลี้ยงส่ง
เพื่อสัมพันธ์การค้าที่ดี
เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงส่งคนไปรับซานซานที่โรงเตี๊ยมแต่นางปฏิเสธ
และเขาไม่อาจทำอะไรได้ไปกว่านี้
เศรษฐีหวังชวนเขาสนทนาอยู่ตลอด
และบ่นเสียดายที่ตัวเขาเองไม่มีบุตรีที่ยังไม่ได้แต่งงาน
มิเช่นนั้นจะยกให้เป็นภรรยาของเขาสักคน เขาได้แต่ค้อมศีรษะไม่ได้กล่าวอะไร
พอผ่านไปหนึ่งชั่วยามเศรษฐีหวังเริ่มมีอาการเมามาย
เขาและคนอื่น ๆ ถึงได้ขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกน้ำหนักบนบ่าเบาลงไปข้างหนึ่ง
เพราะภาระหน้าที่สำคัญนี้ผ่านไปอย่างลุล่วง

ระหว่างทาง ผ่านร้านเครื่องประดับของสตรีร้านหนึ่ง
เขาจึงบอกให้ทุกคนล่วงหน้ากลับโรงเตี๊ยมไปก่อน
เขาส่งเชือกให้คนดูแลหน้าร้านแล้วพุ่งเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอ
“ข้าต้องการปิ่นสำหรับสตรี” เขาแจ้งความต้องการทันที
“ไม่ทราบว่าเป็นดรุณีน้อย ผู้อาวุโส หรือหญิงสาว”
“แตกต่างกันอย่างไร” เขาถามเถ้าแก่ของร้าน
“หากเป็นหญิงสาวหรือดรุณีน้อย ย่อมเลือกสีสันสดใสได้
แกะสลักหรือประดับเป็นรูปสัตว์อย่างกระต่าย ผีเสื้อ แมลงตัวเล็ก ๆ”
“ถ้าเช่นนั้นข้าเอาปิ่นสำหรับดรุณีน้อยรูปผีเสื้อ แล้วก็เอาปิ่นอีกอันสำหรับท่านแม่ของข้า”
“ท่านจะเลือกเองหรือไม่”
เขาส่ายหน้า “เจ้าเลือกมาเถิด ราคาไม่เกี่ยง”
เขาไม่เคยเลือกซื้อเครื่องประดับให้สตรี แต่เขาคิดว่าซานซานน่าจะเหมาะกับผีเสื้อ
อีกอย่างเขาอยากรีบกลับไปหานางไว ๆ
ได้ปิ่นมาสองกล่องเขาเก็บเข้าอกเสื้อ แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า
 ใจเริ่มกระวนกระวายอย่างไม่รู้สาเหตุ พอไปถึงที่โรงเตี๊ยมเกิดความโกลาหลบางอย่าง
เขารีบวิ่งตรงไปที่ห้องของซานซานทันที
พอเปิดประตูเข้าไป นางไม่อยู่! ซานซานเข้าไปอยู่ที่ใด

   เขาผลุนผลันออกมานอกห้อง กระชากเสื้อของชายคนหนึ่งมาถาม
   “เกิดสิ่งใดขึ้น”
   “ใต้เท้ามีโจรบุกเข้ามาขอรับ”
   “เจ้าเห็นสตรี เอ่อ เด็กหนุ่มที่อยู่ในห้องนี้หรือไม่”
   “ไม่ขอรับ” ชายผู้นี้รีบวิ่งจากไปทันที
   “ซานซาน!” เขาตะโกนเรียก ทำไมเขาถึงไม่กลับมาพร้อมกันคนอื่น นางหายตัวไปตั้งแต่เมื่อใด
แล้วพวกโจรบุกมาที่นี้ทำไม พวกมันน่าจะรู้ว่าเงินอยู่กับเขา
หวังว่าการหายตัวของนางจะไม่เกี่ยวกับพวกโจร นางแค่หวาดกลัวเลยหลบหนีไปซ่อน
ซานซาน! เจ้าอยู่ที่ใด
   “คุณชายรอง ท่านอยู่ที่นี้เอง ฮูหยินน้อยกำลังหนีพวกโจรอยู่บนชั้นสามของโรงเตี๊ยม
ท่านรีบเข้าไปช่วยเร็วเขา ตอนนี้คนของสำนักคุ้มภัยอยู่กับนาง
แต่ว่าพวกโจรมีจำนวนมากเหลือเกิน”
   “เจ้านำทาง” เขารู้สึกโล่งใจ แต่ยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่

   พอเขาขึ้นไปบนชั้นสาม มีเสียงสตรีกรีดร้องอยู่ด้านล่าง เขาเดินไปที่ระเบียง
ชะโงกหน้าไปเห็นพวกโจรกำลังจับซานซานขึ้นไปบนหลังม้า
และควบหนีออกไปพอดี เขาคิดจะกระโจนลงไป
ต้องการเปลี่ยนร่างกัดกระชากคอหอยพวกมันให้หมด
หากลงไปตอนนี้ เขาอาจตามนางทัน อาศัยที่กลิ่นของนางยังไม่จางไป
เขาวิ่งลงชั้นล่าง มองหาม้า แต่คงเพราะมีการปะทะเกิดขึ้นทำให้ม้าเตลิดวิ่งหนีไป
   “คุณชายหม่ากว่างหยู ท่านไม่จำเป็นต้องตาม” เป็นหนานกงหลี่เยียนเอ่ยปากรั้งเขาเอาไว้
   “ทำไม!”
เขาตะคอกแล้วเดินเข้าไปหา
   “โปรดระงับโทสะก่อนคุณชายรอง พวกมันทิ้งจดหมายเอาไว้
จุดประสงค์ของพวกมันคือตั๋วแลกเงิน” ซีเหมินจิ้นเดินเข้ามาขวางเขาและยื่นจดหมายให้
   หลังจากอ่านเสร็จเขาขยำกระดาษแล้วปาทิ้งไป
“บัดซบ! พวกมันรนหาที่ตาย!”
ตอนแรกพวกมันอยากได้รถม้ากับม้า ต่อมาเปลี่ยนเป็นเงิน
เขาไม่แน่ใจว่า พวกโจรเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่ แต่ตอนนี้พวกมันทุกคนต้องตาย
   “คุณชายรองท่านไม่ต้องกังวล หากพวกมันยังไม่ได้ตั๋วแลกเงิน
ฮูหยินน้อยไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน ตอนนี้พวกเราไปหารือกันด้านในก่อนเถิด
 ตามเวลานัดหมายในหนึ่งชั่วยาม
พวกเรายังพอมีเวลา”
ชายหนุ่มผู้ใจเย็นยังคงเป็นซีเหมินจิ้น แต่เขาไม่คิดจะฝากความหวังไว้กับผู้อื่น
และในขณะนี้เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
   “ข้าขอบคุณคุณชายทั้งสองเป็นอย่างมาก
แต่เรื่องราวต่อจากนี้ไปตระกูลหม่าจะจัดการเอง
หน้าที่ของพวกท่านเหลือเพียงแค่คุ้มกันยามพวกเราเดินทางกลับเท่านั้น"

   


---

โค้งสุดท้าย ปั่นหน้า มันเยิ้ม ฮ่าๆๆ หัวเหนียวกันไปเลย ผมไม่สระ เกี่ยวกันมั้ย ฮ่าๆๆ
โดนแซงจบไปอย่าง งง มีซุ่มปั่นนะคุณมะยม  >:555
หน้า: [1] 2 3 ... 10