กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 19 (บทส่งท้าย)
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ วันนี้ เวลา 02:12:45 PM »

บทส่งท้าย

“ผู้กองเห็นข่าวรถไฟชนคนเช้านี้หรือยังคะ”

หมอลลิตาเงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือหันมาถามเขาตอนที่ผู้กองกาจพลกำลังขับรถขึ้นทางด่วนพอดี
 
“เห็นแล้วครับ ก็ยังดีที่มีคนทำโมเสกเซ็นเซอร์ภาพเอาไว้ ไม่งั้นคงเอน็จอนาถน่าดู ในข่าวบอกว่าสภาพศพเละเกินบรรยาย” เขาย่นจมูกเพราะนึกไปถึงว่ามันจะเป็นอย่างไร “ผมอ่านคอมเม้นท์ที่มีคนไปเห็นที่เกิดเหตุมาเขาบอกว่าเหม็นเน่าจนมีคนอ้วกกันเลย”

“ก็แปลกนะคะ ตามปกติไม่น่าจะเน่าเร็วอย่างนั้น” หมอลลิตาออกความเห็น

“มันก็อาจจะไม่ขนาดนั้นมังครับ คนที่มาคอมเม้นท์ตามข่าวนี่ก็อาจจะพูดเอามันเกินจริงกันไป เราก็รู้อยู่ว่าสมัยนี้เชื่อทุกอย่างที่อ่านจากโซเชียลเน็ตเวิร์คไม่ได้อยู่แล้ว” เขาพูดยิ้มๆ

“ข่าวว่าแถวนั้นเป็นป่ารก ไม่มีบ้านคนด้วยซ้ำ คนที่ตายนี่แกไปทำอะไรแถวนั้นกันนะ” หญิงสาวพูดพลางขยับนิ้วเลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟน

“ผมมองว่าอาจจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่หลบหนีคดีไปอยู่แถวชานเมือง แต่คนมันถึงฆาตก็เลยตาย”

“พูดถึงเรื่องตาย ทำให้นึกไปถึงน้องคนที่ชื่อมาลัยนะคะ” หมอลลิตาถอนหายใจยาว เธอหย่อนสมาร์ทโฟนลงกระเป๋าถือ สายตาของหญิงสาวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีวิวสองข้างทางเป็นสีเขียวของนาข้าวดูสบายตา

“ขอบคุณหมอลีด้วยที่ร่วมทำบุญกับผม น้องมาลัยถึงได้เผาพ่ออย่างที่ตั้งใจได้” เขาหันไปยิ้มให้เธอ ดีใจที่ได้ทำบุญร่วมกัน

“ค่ะ ลีก็รู้สึกดีที่ได้ช่วย”

“แต่เรื่องนี้ทำเอาผมขนลุก” ศีรษะของชายหนุ่มสั่นส่ายขึ้นมาเองด้วยความแขยง “หมอผีนั่นไปอยู่ในโลงกับศพของนายมาลัยได้ยังไงกัน แถมยังเส้นเลือดในสมองแตกเป็นอัมพาตไปทั้งตัวอีกต่างหาก”

“ลีคิดว่าผู้กองก็คงจะรู้คำตอบ ว่าเพราะอะไร หรือเพราะใคร ที่เราไม่รู้คืออย่างไร” หมอลีพูดโดยที่สายตายังทอดมองสีเขียวข้างทาง

“นายละม้ายทวงคืนได้สยดสยองมากครับ ผมไม่อยากนึกเลยว่าความรู้สึกนึกคิดของหมอผีจะเป็นยังไงเมื่อถูกขังอยู่ในร่างกายของตัวเองเพราะเป็นอัมพาตทั้งตัว แถมยังถูกร่างเน่าเฟะจนแทบเหลือแต่โครงกระดูกของคนที่เขาทำให้เป็นผีดิบนอนทับอยู่ข้างบน หน้าแนบหน้าขนาดนั้น บรือววว์” ชายหนุ่มลูบลำแขนตัวเองที่ขนกำลังลุกเกรียว

“จะสืบกันต่อยังไงคะ เรื่องมันไม่ธรรมดาเลย” หญิงสาวหันมาถาม

“โอนคดีไปกองปราบแล้วครับ เพราะพอดูหลักฐานที่ได้มาลึกลงไปแล้วเรื่องมันเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและผู้มีอิทธิพลด้วย แต่ผมว่าพวกเขาจะต้องสืบสาวตามเก็บผู้เกี่ยวข้องได้หมดนั่นล่ะ เพียงแต่ว่าเรื่องอาวุธในการฆ่านี้...” ชายหนุ่มยักไหล่เพราะตัวเองก็ไม่รู้คำตอบว่าจะอธิบายอย่างไรให้เป็นเหตุเป็นผลเหมือนกัน

“ไม่อยากจะเชื่อเลย...” หญิงสาวพูดเสียงเบา สายตามองตรงออกไปเบื้องหน้า บนถนนออกสู่ชนบทอันว่างเปล่า

ผู้กองกาจพลเข้าใจความรู้สึกของเธอดี ถึงอย่างไรหมอผีที่นอนเป็นผักไปแล้วคนนั้นก็เคยเป็นเพื่อนของเธอ ไม่ว่าเขาจะร้ายกาจอำมหิตขนาดไหน ความเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็ทำให้หมอลลิตาอดใจหายกับวิบากกรรมของเขาเสียไม่ได้

“กรรมใดใครก่อครับหมอ...” ชายหนุ่มพูดให้เธอเห็นสัจธรรม โดยเว้นประโยคที่เข้าใจกันดีว่า กรรมนั้นคืนสนอง
หญิงสาวถอนหายใจยาวเหมือนจะให้ลมหายใจนั้นพัดพาเรื่องร้ายๆ ไปให้ไกลจากตัว

“ยังไงก็ขอบคุณผู้กองนะคะ ที่อุตส่าห์ลางานพาลีไปเที่ยวไกลๆ” เธอเอื้อมมือมาแตะต้นแขนของเขา

ความอบอุ่นกระจายจากสัมผัสอ่อนหวานตรงต้นแขนไปทั่วจนอุ่นไปถึงหัวใจของชายหนุ่ม เขาดีใจที่เจ้านายให้วันลาพักร้อนเป็นรางวัลที่คลี่คลายคดีนายธรรมรงค์ได้ในเบื้องต้น เป็นครั้งแรกที่เขากับหมอลลิตาจะได้ไปเที่ยวพักผ่อนกันไกลๆ ลืมเรื่องราวทุกสิ่งอย่างไว้ข้างหลัง ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขอย่างคนปกติเขามีกัน

ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาในใจว่าในที่ที่เขากำลังจะไปพักนี้ ขออย่าให้มีดวงวิญญาณใดเข้ามารบกวนอีกเลย ขอเพียงแค่มีเขากับเธอเท่านั้นเป็นพอ แค่คิดก็รู้สึกมีความสุขล้นใจแล้ว

ผู้กองกาจพลไม่รู้เลยว่าตอนที่ผ่านโค้งหักศอกที่แล้วนั้น มีบางสิ่งเกาะติดมากับหลังคารถของเขา!

จบ   26/4/60

2
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 18
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ วันนี้ เวลา 02:10:53 PM »

บทที่ 18
   
มาลัยกลับมาที่กรุงเทพอีกครั้ง เธอมาตามเรื่องคดีของพ่อ หญิงสาวไปหานายตำรวจเจ้าของคดีที่ชื่อผู้กองกาจพลที่สถานีตำรวจ แต่คนที่นั่นบอกว่าวันนี้เป็นวันหยุดของเขา ต้องกลับมาอีกทีในวันพรุ่งนี้ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรับเรื่องที่เธอมาพบวันนี้ไว้เพื่อแจ้งเขาเรียบร้อยแล้ว

ห้องเช่าที่เธอเคยอยู่มีคนเช่าเต็มหมดแล้ว คืนนี้หญิงสาวจึงต้องนอนห้องเช่าอีกแห่งที่ให้เช่ารายวันถูกๆ มันอยู่ไกลออกไปกว่าเดิม สกปรกและดูไม่ค่อยปลอดภัยนัก แต่ช่างมันเถอะ เธอกะว่าจะพักนอนแค่คืนเดียว พรุ่งนี้พอตามเรื่องแล้วเธอก็คงต้องกลับไปทำงานอยู่ดี คงไม่สามารถอยู่ได้หลายวันอย่างคราวก่อน

แต่เพราะห้องที่เช่ามีคนเดินผ่านหน้าห้องพลุกพล่าน เดินผ่านทีเธอก็อดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวไปมองที่หน้าต่างซึ่งอยู่ด้านเดียวกับประตู มันทำให้เธอรำคาญและรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว หญิงสาวจึงออกมาข้างนอกเสีย กะว่าจะไปเดินห้างให้เวลาผ่านไป พอมืดค่อยกลับเข้ามา แต่เอาเข้าจริงเธอกลับไม่อยากเดินห้าง หลังจากกินอาหารกลางวันแล้วเธอก็เดินออกมาจากห้างอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี

มารู้ตัวอีกทีเธอก็มายืนอยู่หน้าศาลาสวดศพศาลาเดิมที่เธอเคยตั้งสวดพระอภิธรรมให้กับพ่อ อะไรหนอดลจิตดลใจให้เธอกลับมาที่นี่อีกหลังจากเกิดเรื่องเลวร้ายนั้นไปหลายวันแล้ว

บ่ายวันนี้บริเวณวัดเงียบเชียบวังเวง ไม่มีใครทำพิธีศพ ไม่มีพระหรือเจ้าหน้าที่วัดอยู่แถวนั้นสักคน แม้ดวงอาทิตย์เบื้องบนจะแผดร้อนจนเหงื่อชุมเสื้อ และแสงสว่างจัดจ้าจนแสบตา แต่บางช่วงขณะที่ยืนอยู่ตรงหน้าศาลานี้ มาลัยกลับขนลุกขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เธอมองเข้าไปภายในศาลาสวด ไม่มีโลงศพตั้งอยู่บนแท่น ด้านหลังมีม่านปิดไว้ พลันสายตาของหญิงสาวก็เห็นบางส่วนของโลงไม้ เธอใจหายวาบ ความเย็นแล่นปราดจากหลังต้นคอลงไปยันปลายเท้าเมื่อคิดว่าเธอกำลังมองโลงเก่าที่เคยใส่ศพของพ่อ มันยังอยู่ตรงนั้นหรือ

ไว้ท่าความคิด มาลัยถอดรองเท้า เก้าเดินขึ้นไปในศาลา เธอจดจ้องกล้าๆ กลัวๆ ว่าถ้ามันเป็นโลงของตนอื่นเล่า เธอกำลังรบกวนคนตายหรือเปล่า

ก็ถ้าเป็นโลงใบเดิมล่ะ?

เป็นไปได้หรือเปล่า ว่าหลังจากที่เกิดเรื่องราวว่าศพพ่อของเธอหายไปและมีเพียงก้อนคอนกรีตแตกๆ อยู่ในโลง โลงใบนี้ก็ยังไม่มีใครเคลื่อนย้ายไปไหน มันถูกเก็บไว้ด้านหลังม่านในศาลาเดิมนี่เอง

หญิงสาวแหวกม่านเปิดออก และนั่งลงมองโลงใบนั้นชัดๆ ที่ฝาโลงยังมีรอยงัด เธอจดจำรอยงัดนั้นได้ไม่มีลืม

ใช่ โลงใบเดิมที่เคยใส่ศพพ่อ ไม่... ศพพ่อไม่ได้อยู่ในนี้ เธอไม่รู้ว่าใครเอาศพพ่อไปไหนด้วยซ้ำ

น้ำตาไหลพรากลงมาเป็นสาย ทำนบกั้นสะอื้นถูกพังทลายย่อยยับไปด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ ความคิดถึงพ่อ และความโกรธที่ไม่รู้จะไปกล่าวหาใคร

มาลัยนั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้าโลงศพนั้นเอง

ปัง!

หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนผงะออกมาจากตรงนั้นแล้วรีบลุกขึ้นยืน ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองไปที่โลงเบื้องหน้า ถามตัวเองว่าหูฝาดหรือเปล่า แต่คำตอบคือไม่ เธอได้ยินจริงๆ เสียงนั้นดังมาจากโลง เป็นเสียงอะไรบางอย่างกระแทกถูกไม้ หญิงสาวทำอะไรไม่ถูดได้แต่ตะลึงจ้องมองโลงไม้ข้างหน้า

ปัง ปัง!

เสียงเดิม มันมาจากในโลงแน่ๆ ตามมาด้วยเสียงอะไรบางอย่างที่เธอฟังไม่ชัด

ผี?

หญิงสาวถอยกรูดด้วยความกลัว

เสียงจากในโลงดังขึ้นมาอีก มันเหมือนอะไรบางอย่างที่พยายามจะออกมาจากในนั้น

ไม่ใช่ผี เหมือนเสียงคน!

เมื่อคิดอย่างนั้นหญิงสาวหันหลังกลับ เธอไม่รีรอจะใส่รองเท้าด้วยซ้ำ แต่วิ่งตรงดิ่งไปยังอาคารธุรการเพื่อบอกกับเจ้าหน้าที่ในนั้นว่าเธอได้พบอะไรมา

เพียงไม่กี่นาทีทั้งศาลาสวดก็เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่หลายคน สัปเหร่อคนใหม่อีกสอง เจ้าอาวาสและพระอีกสามรูป ทุกคนก้าวขึ้นมาบนศาลา ทุกสายตาจับจ้องไปที่โลงศพใบนั้น

ปัง ปัง!

เสียงนั้นดังขึ้นมาอีก มันสั่นประสาททุกคนที่กำลังจับจ้องไปยังจุดเดียวกัน หลายคนวิ่งออกไปตั้งหลักนอกศาลา และเมื่อเจ้าอาวาสบอกให้สัปเหร่อเปิดโลง สิ่งที่ทุกคนเห็นทำเอาผงะหงายและเผลอร้องออกมาด้วยความสยดสยอง

ร่างของชายคนหนึ่งนอนอยู่ใต้โลง เขานอนตาค้างเหลือกโพลง ปากบิดเบี้ยวพูดไม่ได้ มีเพียงเสียงอึกอักผ่านลำคอออกมา ร่างกายเขาเหมือนเป็นอัมพาตไปทั้งตัว

แต่ที่ทำให้ทุกคนอยากจะขอให้เจ้าอาวาสช่วยรดน้ำมันให้ก็เพราะร่างของชายผู้นั้นถูกทับไว้ด้วยซากศพ กระดูกขาวโพลนโผล่ออกมาบางส่วน เนื้อเยื่อกำลังเน่าเฟะ หนอนตัวเบ่งรุมกัดกินอาหารของมัน กลิ่นเน่าเหม็นคลุ้งจนเจ้าหน้าที่บางคนต้องวิ่งออกไปคายของเก่า

ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าทำให้ร่างของมาลัยแข็งทื่อ เย็นเฉียบ เธอจำพ่อได้ แม้ว่าใบหน้านั้นจะเน่าเฟะ แต่เธอจำรอยสักที่แขนและขาบวมอืดนั่นได้ พ่อของเธออยู่ที่นี่แล้ว

“พ่อ” หญิงสาวพูดออกมาได้คำเดียวก็เป็นลมล้มลงทันที

เจ้าอาวาสหันไปบอกพระลูกวัดรูปหนึ่งที่อยู่ใกล้ “ไปโทรเรียกตำรวจ”



จำรัสใช้ชีวิตหลบอยู่ในป่าหญ้า มันเป็นที่ดินร้างริมทางรถไฟย่านชานเมืองที่มีต้นหญ้าขึ้นสูง มีต้นมะขามเทศต้นใหญ่กับต้นกระถินหนาตา รกร้างไปด้วยวัชพืช ท่าทางจะมีสัตว์เลื้อยคลานชุกชุม และไม่มีบ้านเรือนผู้คน

ไม่สิ... จะใช้คำว่าใช้ชีวิตไม่ได้ เขาไม่มีชีวิตให้ใช้อีกแล้ว แต่ก็ไม่อาจใช้คำว่าตายได้อีกเหมือนกัน ทั้งที่เขาอยากจะตายเหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป แต่นี่มันไม่ตาย เขาไม่ต้องการอากาศ น้ำ หรืออาหาร ร่างนี้แค่อยู่ไปเพื่อรอวันเน่าเปื่อยอย่างทุกข์ทรมาน

เนื้อเยื่อเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเรียกแมลงวันและก่อกำเนิดหนอน คนรักสวยรักงามอย่างเขาจำต้องอยู่ในร่างที่น่าขยะแขยง จะตายก็ไม่ตาย จะเป็นก็ไม่ได้ มันเป็นเวรกรรมที่เขาต้องชดใช้เพราะขายศพให้กับคนชั่ว

ในทีแรกเขาไม่รู้ว่ามันจะเอาศพไปทำอะไร และเขาก็ไม่สนใจด้วย ขอเพียงแค่ได้รับเงินมาเท่านั้นก็พอ จนกระทั่งเวรกรรมมันตามทัน เพราะเขาบังอาจไปแบล็คเมล์มัน ไอ้หมอผีจึงส่งผีดิบละม้ายมาฆ่าเขา และถึงคราวที่เขาต้องไปเป็นทาสรับใช้ให้มันอีกต่อ จำรัสไม่อาจขัดขืนอำนาจรุนแรงร้ายกาจนั้นได้ ตอนนั้นล่ะที่เขาได้รู้ว่ามันทำซอมบี้ ผีดิบ ซากศพเดินได้เหมือนอย่างที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้

จำรัสไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่สิ่งนี้จะสิ้นสุดลง เมื่อร่างของเขาเน่าเปื่อยผุพังจนกลายเป็นกองเนื้อเน่ากองกระดูกผุ หรือว่ามันไม่มีวันจะจบสิ้น แม้ว่าร่างสูญสายแต่วิญญาณของเขาล่ะมันจะยังเกาะติดกับเศษซากนี้หรือไม่ หรือจากนี้วิญญาณของเขาไม่อาจเป็นไปตามครรลองได้ ไม่อาจขึ้นสวรรค์ไม่อาจลงนรก แต่ถูกขังอยู่ในกองขี้นี่ตลอดไป

เขาไม่รู้ ...และคงไม่มีทางจะรู้

กรี๊ดดดดดดดดด...

จำรัสกรีดร้อง

ทว่ามันดังก้องอยู่ข้างในร่างนี้เท่านั้น ไม่มีเสียงใดหลุดออกไปได้เพราะอวัยวะทุกอย่างเน่าเปื่อยไปหมดแล้ว

เขากำลังตกนรกอยู่บนดินนี่ล่ะ จะมีทางไหนที่จะหลุดพ้นจากสภาพนี้ได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์เฉกเช่นวิญญาณปกติบ้างไหม

จำรัสอาศัยกิ่งใบหนาของต้นไม้หลบซ่อนยามกลางวัน เปล่าเขาไม่ได้รู้สึกร้อนหนาวอีกต่อไป แต่เขารู้ว่าต้องหลบให้พ้นไปจากสายตาของคนที่อาจผ่านมาแถวนี้ ยามค่ำคืนเขาได้แต่เดินวนเวียนอยู่ในท่ามกลางต้นหญ้าสูง เมื่อถุงผ้ากำกับมนต์ขาดหลุดไปจากร่าง เขาก็เหมือนว่าวสายป่านขาด หลุดลอยออกไปอย่างไม่รู้ทิศทาง มันเป็นอยู่อย่างนี้มาพักหนึ่งแล้ว

จำรัสก้าวไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ข้างหน้าที่รับรู้คือต้นหญ้าแห้งขึ้นสูงหนาบดบังทุกสิ่ง ทว่าหลังจากที่เขาปัดป่ายแขนออกไปเพื่อแหวกทางในครั้งนี้ มันปรากฏที่โล่งกว้างขึ้นตรงหน้า เขารับรู้ว่าในความมืดของคืนเดือนแรมป่าหญ้าสิ้นสุดลงที่นี่ ข้างหน้าไม่มีอะไรนอกจากดวงดาวสองสามดวงบนท้องฟ้า

พลัน เขาสัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนและแสงสว่าง จำรัสหันไปตามทิศทางที่มาของแสง ข้างหน้านั้นเป็นจุดแสงดวงกลมเล็กๆ และค่อยๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้น หรือว่ามันกำลังเคลื่อนเข้ามาหาเขากันแน่

แสงปลายอุโมงค์!

ในที่สุดจำรัสก็ได้พบกับแสงปลายอุโมงค์อย่างที่วิญญาณปกติจะต้องได้พบ สวรรค์ทรงโปรด หรือในนาทีนี้เขาจะหลุดพ้นจากสภาพผีดิบแล้ว ถ้าเขายังมีน้ำตามันก็คงจะรินไหลออกมาในขณะที่จำรัสกางแขนทั้งสองขึ้นเพื่อรับแสงสว่างที่วิ่งเข้าหาเขาอย่างปลื้มปิติ

เสียงรถไฟเปิดหวูดดังสนั่น ในขณะที่แสงสว่างนั้นจัดจ้าจนทุกอย่าพร่าเลือน

3
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 17
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 25, 2017, 03:43:46 PM »
บทที่ 17

“ผมต้องจับเขา ทันทีที่ได้หลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเขาอยู่เบื้องหลังเรื่องขโมยศพและฆาตกรรมนายธรรมรงค์กับนายจำรัส”

นายตำรวจจิบกาแฟเย็นชืด พูดไปแล้วก็ปวดกบาล มันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะรู้อยู่ว่านายเจนภพหรือแจ๊คเป็นพ่อมดผู้ใช้ผีดิบฆ่าคน ใช้ผีดิบเป็นอาวุธในการฆ่าเนี่ยนะ เขาจะพิสูจน์ยังไงล่ะ ใครจะเชื่อเรื่องอย่างนี้

เอาเถอะ อย่างน้อยมันต้องมีหลักฐานที่ตึกซาลอนแอนด์สปาของเขานั่นล่ะ บนเพนท์เฮ้าส์นั่นอาจจะมีอะไรเป็นหลักฐานพอจะขยายผลได้บ้างล่ะน่า เท่าที่อ่านในหนังสือ พ่อมดจะต้องมีห้องทำพิธี เขาต้องหาให้พบว่าเรื่องชั่วร้ายนี่เกิดขึ้นจากตรงไหน

“ผมต้องหาห้องทำพิธีให้พบ” เขาพูดเหมือนบอกกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับหมอลลิตา ซึ่งขณะนี้นั่งคิดอะไรเงียบๆ อยู่คนเดียว

“ผู้กองต้องให้ลีไปพบเขา” เธอโพล่งออกมา

“ว่าไงนะ” เขาย้อนถามเพราะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เธอพูด แต่เมื่อมองหน้าหญิงสาวก็รู้ว่าเธอพูดจริงๆ

“ไม่ๆๆๆ ไม่มีทาง มันเสี่ยงเกินไป” ชายหนุ่มส่ายหัวดิก

“ทำไมล่ะ แจ๊คต้องการให้ลีไปพบเขาอยู่แล้วนี่คะ เขาสะกดลี เขาย่อมย่ามใจว่าลีอยู่ในอำนาจสะกดของเขา บางทีลีอาจจะรู้ว่าสถานที่ทำพิธีซึ่งเขาซุกซ่อนไว้นั้นอยู่ที่ไหนกันแน่” เธอพยักหน้าเหมือนจะให้เขาเห็นด้วย

“เราไม่มีทางรู้ ว่าเขารู้หรือเปล่าว่าหมอลีหลุดจากสะกดแล้ว ถ้าเขารู้ล่ะ เขาจะเป็นอันตรายกับหมอนะครับ” นายตำรวจยังส่ายหน้าอยู่ดี

“ก็ถ้าเขาไม่รู้ล่ะคะ” เธอมองอีกมุม “ถ้าเขาคิดว่าลียังอยู่ในอำนาจสะกด เขาย่อมย่ามใจไม่คิดระแวง บางทีเขาอาจพาลีไปที่ห้องทำพิธีของเขา ที่นั่นคือที่ที่เราจะพบหลักฐานทั้งหมด”

ชายหนุ่มรู้ดีว่าเธอพูดถูก แต่เขาไม่อยากเสี่ยง

“ลีรู้ว่าผู้กองเป็นห่วง แต่เราซ่อนไมโครโฟนไว้ ถ้าเขาจะทำร้ายลี ผู้กองก็เข้าไปช่วยสิ” เธอยังไม่ยอมเลิก

“ไม่ใช่ในหนังนะครับ นี่มันอันตรายถึงชีวิตเลยนะ” เขาทำเสียงเข้ม เขาเอาชีวิตเธอไปเสี่ยงไม่ได้ แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ เมื่อคิดว่าหมอลลิตาจะโดนไอ้หมอผีมันทำอะไรบ้างถ้าเขามารั้งไว้ไม่ทัน เขาก็แทบจะบ้าตายแล้ว

“เรามีทางอื่นที่ดีกว่านี้หรือคะ” หญิงสาวถามเสียงเรียบ

มันถูกของเธอ นี่เป็นโอกาสเดียวที่เขาจะจับไอ้หมอผีและบุกทะลายมันถึงห้องทำพิธีได้



แจ๊คยืนรออยู่ตรงประตูทางเข้าซาลอน หมอลลิตาขับรถของเธอมาจอดที่ลานจอดด้านหน้าห่างจากประตูพอสมควร เธอเดินลงไปโดยไม่ล็อกประตูรถ เพราะผู้กองกาจพลแอบอยู่ที่เบาะหลัง

เขาเล่าท่าทีตอนที่เธอถูกสะกดให้หญิงสาวฟังอย่างละเอียด เพื่อที่เธอจะแสดงอาการได้เหมือนจริง นายตำรวจติดไมโครโฟนจิ๋วไว้ที่ผมของเธอ มันถูกออกแบบให้เป็นกิ๊บติดผมสีดำอันเล็กๆ ซึ่งเขาเบิกมาใช้ในงานสีบสวนก่อนหน้านี้และยังไม่ทันเอาไปคืนแผนก

นายตำรวจยอมทำตามเหตุผลของเธอในที่สุด เพราะหมอลลิตาพูดถูก ไม่มีช่วงเวลาไหนจะเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าจะเข้าถึงรังหมอผี ก็ต้องตอนนี้ล่ะ

ผู้กองกาจพลไม่อาจเรียกกำลังเสริม เพราะเขายังไม่แน่ใจเลยว่าคืนนี้จะพบอะไรที่ใช้เล่นงานหมอผีวูดูได้หรือเปล่า เขาโทรศัพท์เรียกจ่าดำมาช่วยเพียงคนเดียว จ่าเป็นลูกน้องที่ไม่ค่อยมีคำถาม และเคยผ่านเรื่องเหนือธรรมชาติมาด้วยกันแล้วครั้งหนึ่ง จ่าดำรู้ดีว่าถึงเขาอธิบายไปมันก็ไม่น่าเชื่ออยู่ดี แต่จ่าก็เคยเห็นกับตามาแล้วว่าเรื่องเหนือธรรมชาติมันมีอยู่จริง จ่าดำกำลังรีบมาสมทบเป็นกำลังเสริมเพียงคนเดียวให้เขา

“ลลิตา” เสียงแจ๊คเรียก

หญิงสาวไม่ได้พูดจาทักทายตอบ เธอเดินทื่อๆ เข้ามาดังต้องมนต์สะกด

ผู้ชายสูงโปร่งที่เคยเป็นเพื่อนของหมอลลิตายืนอยู่ตรงประตู แสงไฟส่องสลัวออกมาจากด้านในอาคาร ทำให้เธอไม่เห็นใบหน้าของเขา เห็นเป็นเพียงเงาร่างดำทะมึน และเมื่อเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม หญิงสาวก็แทบจะผงะถอยเพราะสิ่งที่เธอเห็น แต่นาทีนั้นหมอผีวูดูก็วางสองมือของเขาลงมาบนไหล่ของเธอแล้ว

“เธอมาแล้วสินะ ที่รักของฉัน”

หมอลลิตาจ้องมองดวงตาคู่นั้นของหมอผี มันไม่มีตาขาว ในเบ้าตานั้นเป็นสีดำสนิท มันเหมือนรูโบ๋ลึกที่ด้านในคือหลุมนรกมืดมิดไร้แสงใดๆ น้ำหนักของมือทั้งคู่ที่วางลงบนบ่าเหมือนอำนาจที่หมอลลิตาไม่อาจต้านทาน เขาโอบไหล่พาเธอเดินเข้าไปในซาลอนแอนด์สปา จากนั้นล็อกกุญแจประตูหน้า หัวใจของหมอลลิตาเต้นระทึกเหมือนมันจะกระโดดออกมาจากอก ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นผู้กองกาจพลจะพังประตูเข้ามาช่วยเธอได้ไหม

ตอนนี้เขาจะพาเธอไปที่ไหน?

แจ๊คไม่ได้พาเธอเดินขึ้นลิฟท์ไปยังเพนท์เฮ้าส์ของเขาอย่างที่เธอคาดไว้แต่แรก เขาพาเธอเดินมาอีกฝั่งของซาลอน เป็นทางเดินที่นำไปสู่ห้องทำงานของเขา และลึกเข้าไปคือส่วนของสปาหมอลลิตายังไม่เคยเดินเข้าไปเลย หรือว่ามันคือห้องทำพิธีของเขา ส่วนของสปามีการเปิดใช้จริงหรือเปล่าเธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อน

แจ๊คพาเธอเดินเลยห้องทำงานของเขาไป ทางเดินมืดมิด มีเพียงแสงสว่างเป็นจุดๆ จากดวงไฟเล็กๆ บนเพดานและผนังที่เกาะกลุ่มกันเหมือนหมู่ดาวในจักรวาลเวิ้งว้าง

เขาจะพาเธอไปไหน?
   
ตอนนั้นเองที่เขาหยุดเดินระหว่างทาง ฝ่ามือของเขากดลงบนไหล่ของเธอ เกิดอะไรขึ้น หรือเขาจะรู้สึกผิดปกติกับเธอ หรือเขาจะรู้...

หัวใจของหมอลลิตาเต้นรัวเร็ว เธอภาวนาขออย่าให้เขาสังเกตเห็นเลยว่าเธอตื่นเต้นจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้ว

แจ๊คปล่อยมือจากไหล่ของเธอ เขาเอื้อมมือไปที่ผนังสีดำด้านข้างตรงที่มีกลุ่มดวงไฟ ด้านหลังดวงไฟมีปุ่มกด เขากดรหัสเลขสี่ตัวลงบนปุ่มเหล่านั้น หญิงสาวพยายามจดจำมันไว้ พลันเกิดเสียงอะไรบางอย่างขึ้นคล้ายเสียงกลไก มันทำให้เธอสะดุ้งเฮือกเพราะไม่คิดว่าผนังด้านนั้นจะเลื่อนออกจากกัน มีทางเดินลงไปด้านล่าง ดีนะที่เขาหันหลังให้เธอ จึงไม่เห็นปฏิกิริยาที่ทั้งแปลกใจและตกใจของเธอ

หญิงสาวอยากจะบอกกับผู้กองกาจพลที่กำลังแอบฟังอยู่เหลือเกินว่าแจ๊คไม่ได้พาเธอขึ้นไปที่เพนท์เฮ้าส์ด้านบนอย่างที่คิดกัน รังของมันอยู่ที่ชั้นใต้ดินนี่ต่างหาก ห้องลับที่ไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่

“ไป ที่รัก ฉันจะทำพิธีให้เธอ” เขายิ้ม

รอยยิ้มนั้นอยู่ในแสงสลัว แต่หมอลลิตารู้สึกว่ามันสามารถทำให้เธอขนลุกเกรียวด้วยความหวาดกลัว เขาไม่ใช่แจ๊คเพื่อนของเธออีกต่อไปแล้ว วิญญาณชั่วร้ายได้กลืนกินเขาไปจนไม่เหลือความเป็นคนอีกต่อไป

เขาพาเธอเดินลงไปหยุดยืนอยู่หน้าแท่นบูชาขนาดใหญ่ หมอลลิตาไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน เธอพยายามจะไม่เป็นลมไปเสียก่อน นี่มันฉากในหนังสยองขวัญดีๆ นี่เอง ทั้งสิ่งของที่วางสุมกันอยู่บนแท่นพิธี ซากสัตว์ตาย เทียนไขเป็นร้อยเล่มที่ถูกจุดจนนองไปด้วยน้ำตาเทียน ลูกปัด อ่างกำยาน และอ่างดินที่มีขี้เถ้าอยู่ก้นอ่าง บ่งบอกว่ามีการใช้งานไปเมื่อเร็วๆ นี้ กลิ่นกำยานหอมเอียน ผสมไปกับกลิ่นเนื้อเน่าลอยจางๆ อยู่ในอากาศ
ยิ่งเข้ามาอยู่ในห้องพิธีกรรม ดูเหมือนว่ารูปลักษณ์ของแจ๊คจะยิ่งเปลี่ยนไปจากเดิมอีก นอกจากดวงตาที่ปราศจากตาขาวแล้ว หญิงสาวยังรู้สึกว่าปากของเขากว้างขึ้น และฟันของเขาก็เป็นมันวาวอย่างน่าประหลาด เขี้ยวของเขาที่เคยทำให้ใบหน้าหล่อเหลาดูเก๋ มาตอนนี้มันทำให้เขาดูน่ากลัวเหมือนสัตว์ที่ใช้เขี้ยวฉีกกินเนื้อ

เขาจับเธอมายืนอยู่ที่หน้าแท่นบูชา ดวงตาดำมืดของเขาจ้องมองเธอ หมอลลิตาพยายามตั้งสมาธิบอกกับตัวเองว่าอย่าทำเสียเรื่องตอนนี้

“ลลิตาที่รัก ฉันอยากรู้มานานแล้วว่าภายใต้เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่เนี่ยมันจะเป็นยังไง” เขากำลังปลดกระดุมเสื้อของเธอ ดวงตาคู่นั้นแม้จะเป็นหลุมลึกสุดหยั่ง แต่หมอลลิตาก็รู้ว่ามันกำลังโลมเลียทรวงอกของเธอ

โอ... ไม่นะ เขาจะถอดเสื้อผ้าของเธอหรือนี่ ผู้กองกาจพลจะรู้ไหมว่าเธอกำลังเจอกับอะไร ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน เขาเข้ามาในอาคารหรือยัง ถึงแม้ว่าจะเข้ามาได้ เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเธออยู่ในห้องใต้ดินนี่ ไม่ใช่เพนท์เฮ้าส์ด้านบน หญิงสาวพยายามอดทน เธอจะต้องอดทน ทำเสมือนว่ายังอยู่ในอำนาจสะกด บอกตัวเองอย่างนั้นทั้งที่หัวใจกำลังเต้นรัวแรงเสียจนรู้สึกได้เลยว่าเสียมันดังอยู่ในหูของเธอนี่

เสื้อของเธอหลุดลงไปกองที่พื้น เหลือเพียงเสื้อชั้นในตัวเดียวที่ขวางกั้นระหว่างเขากับเนื้อตัวของเธอ แจ๊คกำลังจะเอื้อมมือไปด้านหลังเพื่อปลดตะขอบราเซีย



ผู้กองกาจพลรออยู่ข้างนอก เขาออกมาจากด้านหลังรถของหมอลลิตาซึ่งแอบซ่อนอยู่ ตอนนี้เขานั่งอยู่ในเงามืดของต้นไม้ใหญ่หน้าร้าน หูฟังของเครื่องรับสัญญาณจากไมโครโฟนกิ๊บติดผมทำงานได้อย่างชัดเจน เขาได้ยินไอ้หมอผีทักทายเธอ พาเธอเดินเข้าไปด้านในอาคาร เสียงรองเท้ากระทบพื้น เสียงอะไรบางอย่างที่ฟังคล้ายกลไก

ชายหนุ่มพยายามเพ่งมองเข้าไปในร้านแต่มองไม่เห็นว่าไอ้หมอผีพาหมอลลิตาเดินไปทางไหน น่าแปลกที่เขาไม่ได้ยินเสียงลิฟท์ หรือว่ามันไม่ได้ขึ้นไปที่เพนท์เฮ้าส์

เขาพยายามตั้งสมาธิฟังเสียงและคิดภาพตามว่าตอนนี้หญิงสาวอยู่ที่ไหน เธอไม่อาจพูดเป็นนัยให้เขารู้ได้เพราะเธอต้องเล่นบทถูกสะกด เสียงต่างๆเงียบไปพักหนึ่งจากนั้นเขาได้ยินไอ้หมอผีพูดว่ามันจะทำพิธีให้เธอ จากนั้นก็เป็นเสียงเสียดสีของเสื้อผ้า

ที่ทำเอานายตำรวจหนุ่มตกใจจนต้องตะปบหูฟังกดให้กระชับก็ตรงประโยคที่ว่า

ลลิตาที่รัก ฉันอยากรู้มานานแล้วว่าภายใต้เสื้อผ้าที่เธอสวมอยู่เนี่ยมันจะเป็นยังไง

เขาได้ยินเสียงพูดของไอ้หมอผีชัดเจนทั้งสองหู นี่มันกำลังทำอะไร เปลื้องผ้าเธออย่างนั้นหรือ หัวใจของชายหนุ่มไหววูบ เขาต้องเข้าไปเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครรู้ว่ามันจะทำอะไรเธอต่อไป

“ผู้กอง” เสียงจ่าดำทักขึ้นที่ด้านข้างทำเอานายตำรวจหนุ่มหันขวับ ปืนในมือกระดกไปทางต้นเสียงตามสัญชาตญาณ แต่พอเห็นว่าเป็นใครเขาก็ลดปืนลง

“จ่าดำ มาพอดีเลย ผมต้องหาทางเข้าไปข้างในเดี๋ยวนี้ ไอ้หมอผีกำลังจะทำเรื่องบัดซบกับหมอลี”

จ่าดำยื่นมือมารับหูฟังไปใส่หู สีหน้าบอกชัดว่าพร้อมลุย

“เดี๋ยวครับผู้กอง” จ่าดำเรียกเขาไว้ก่อนที่ผู้กองกาจพลจะเคลื่อนตัวออกมาจากที่ซ่อน “มีเสียงโทรศัพท์” เขาแบ่งหูฟังอีกข้างมาให้นายตำรวจฟังด้วย ทั้งสองคนนิ่งเงียบฟังเสียงสนทนาอยู่พักหนึ่ง



เสียงเพลงสายเรียกเข้าดังขึ้นมาในความเงียบวังเวงของห้องใต้ดิน โชคดีที่หมอลลิตามีสติแข็งพอที่จะไม่สะดุ้ง ไม่อย่างนั้นคงความแตก
หมอผีแยกเขี้ยวขาวด้วยความหงุดหงิด เขาคำรามออกมาเป็นเสียงสัตว์ที่กำลังจะขย้ำเนื้อแต่ถูกขัดขวางเสียก่อน

“โทรมาทำไมวะตอนนี้” หมอลลิตาได้ยินเขาขบฟันพูดตอนที่ก้มลงดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

คนที่โทรเข้ามาท่าจะไม่ธรรมดา เขาจึงกดรับสายแล้วหมุนตัวเดินออกไปที่มุมห้อง ตอนที่พูดโทรศัพท์เขาหันหลังให้เธอ อาจเพราะต้องการสมาธิ

“สวัสดีครับ” เสียงที่พูดโทรศัพท์นั้นสุภาพจนน่าแปลกใจ ชวนให้คิดไปว่าคนที่อยู่ทางปลายสายน่าจะเป็นคนที่สำคัญกับเขาอยู่มากทีเดียว

“ครับ” เขารับคำหลังจากนิ่งฟังอีกฝ่ายพูดอย่างตั้งใจ “ครับผมจะออกไปเดี๋ยวนี้”

แจ๊คกดวางสาย เขาหันมามองหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งอยู่หน้าแท่นพิธี

“รอฉันก่อนนะที่รัก ฉันจะรีบกลับมา แล้วเธอจะเป็นของฉันตลอดไป” เขาเอื้อมมือมาที่หน้าอกเธอ หงายมือ ใช้ปลายเล็บครูดลงบนผิวนวลนุ่ม
หญิงสาวแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความขยะแขยง แต่ก็ต้องทนทำเป็นร่างไร้ความคิด ยืนนิ่งไม่รู้สึกรู้สม จากนั้นหมอผีกลับหลังเดินไปที่ประตู กดปุ่มที่แป้นตัวเลขข้างประตู แต่ร่างผอมสูงของเขาบังอยู่ หมอลลิตาจึงไม่เห็นตัวเลขที่เขากด เมื่อประตูเปิดเขาจึงเดินออกไป ประตูหนาหนักปิดตามหลังเขาทันที

หญิงสาวแทบจะขาอ่อนล้มลงไปกองกับพื้นเมื่อประตูห้องพิธีปิดลง เธอรีบหยิบเสื้อที่พื้นขึ้นมาใส่พลางส่งเสียงบอกผู้กองกาจพลทันที น่าเสียดายที่อุปกรณ์ดักฟังนี้ไม่สามารถใช้โต้ตอบได้ หวังว่าเขากำลังฟังอยู่

“ผู้กองคะ แจ๊คกำลังจะออกไปข้างนอกนะคะ”เธอเตือนเขา

หญิงสาวตรงไปที่ประตู เธอกดรหัสเดิมแล้วใจหายวาบเพราะพบว่ามันใช้ไม่ได้

“โอ ตายละ เขาคงมีรหัสเข้ากับออกที่ต่างกัน” เธอเขย่าประตู มันล็อกแน่น

“ผู้กอง ลีอยู่ในห้องพิธีกรรมใต้ดินนะคะ มันมีประตูกลอยู่ใกล้กับประตูออฟฟิศของเขา เขากดปุ่มที่ซ่อนอยู่ด้านหลังดวงไฟที่ผนัง ผนังจะเลื่อนออก มีบันไดลงมาห้องพิธีใต้ดิน แต่ตอนนี้ลีออกไปไม่ได้ เพราะคงใช้รหัสเข้าออกต่างกัน รหัสเข้าคือ...”

ด้วยความตื่นเต้นหญิงสาวเกิดลืมรหัสเข้ามาที่ห้องพิธีเฉยเลย!

“โอ๊ย เลขอะไรนะ คิดสิๆ” เธอสะบัดสองมือเร่งตัวเองด้วยความหงุดหงิด เพราะถ้าคิดไม่ออกเธอคงต้องถูกขังอยู่ในนี้จริงๆ

หลังจากสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เธอตั้งสติได้แล้วบอกตัวเลขรหัสเปิดประตูไปกับผู้กองกาจพล จากนั้นคงต้องรอ ระหว่างรอหญิงสาวสำรวจไปทั่วห้องพิธีกรรม มันทำให้เธอเย็นยะเยือกไปทั้งตัวเมื่อคิดว่ากี่ศพแล้วที่ถูกปลุกให้คืนชีพเป็นผีดิบจากห้องเล็กๆ น่าขนลุกห้องนี้

ไม่นานเท่าไหร่ประตูห้องพิธีกรรมก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ผู้กองกาจพลรีบเดินเข้ามา สายตาของเขาบอกชัดว่าห่วงเธอแทบบ้า

“หมอลี” ชายหนุ่มผวาเข้ามาใกล้พร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่ยื่นมาหาเธอ

เหมือนลูกนกโผเข้าหาร่มไม้ท่ามกลางพายุฝนสาดซัด หมอลลิตารู้ตัวอีกทีเธอก็อยู่ในอ้อมแขนอบอุ่นปลอดภัยของเขาแล้ว นายตำรวจกอดเธอเอาไว้แน่นเหมือนจะบอกว่าจะไม่มีอะไรมาทำร้ายเธอได้ ครู่หนึ่งผ่านไปเขาจึงกระซิบถาม

“เขาทำอะไรคุณหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” เธอลืมตา ผละออกจากวงแขนของเขาด้วยความเคอะเขินจนใบหน้าร้อนผ่าว “เอ่อ แต่ก็เกือบไป”

“ผมกำลังจะเข้ามา พอดีจ่าดำบอกว่าได้ยินเขาโทรศัพท์ และเขาบอกว่าจะออกไปข้างนอก เลยคิดว่าเขาคงยังไม่ได้ทำอะไร เรารอจนเขาออกไปจากร้าน”
 
“จ่าดำล่ะคะ”

“ผมให้ตามรอยเขาไป” ชายหนุ่มตอบพลางกวาดตามองไปรอบๆ ห้องพิธีกรรมอดไม่ได้ที่จะอุทานกับตัวเองหลังจากเห็นข้าวของที่แท่นบูชาขนาดใหญ่ “ที่นี่มันนรกอะไรเนี่ย”

“เขาทำพิธีที่นี่” หญิงสาวเดินเข้ามาสมทบ “ในนี้มีทุกอย่างที่เกี่ยวกับหมอผีวูดู” เธอพูดแล้วก็หยิบเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีชื่อของตัวเองขึ้นมาดู ในกะลามะพร้าวใบหนึ่งยังมีชื่อของกาจพล จำรัส และธรรมรงค์วางอยู่ด้วย

“ป้ายชื่อในกะลานั่น บอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับการตายทั้งสองรายแน่  รวมทั้งหลักฐานชิ้นสำคัญนี่ด้วย” ผู้กองกาจพลดึงภาพนายธรรมรงค์ออกมาจากซองกระดาษสีน้ำตาล มันเป็นภาพแอบถ่ายนายธรรมรงค์ เพื่อชี้เป้าให้กำจัด

เสียงสายเรียกเข้าดังขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือของผู้กองกาจพล ชายหนุ่มรับสาย

“ผู้กอง เขาเลี้ยวรถกลับมาที่ร้าน ระวังด้วยครับ...”

ยังไม่ทันที่จ่าดำจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ ร่างของหมอผีก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตู แม้ว่าดวงตาของเขาจะกลับคืนสู่สภาพปกติแล้วในขณะนี้ แต่สิ่งที่น่ากลัวนั้นอยู่ในมือของเขา ปืนพกกระบอกใหญ่ที่ลำกล้องของมันเล็งตรงมาที่นายตำรวจ

“โอ... ดูซิว่าใครมาเยี่ยมผม” แจ๊คแสยะยิ้ม “ทิ้งปืนเสีย ผู้กอง ช้าๆ”

ผู้กองกาจพลจำเป็นต้องหยิบปืนที่เหน็บไว้ที่เอววางลงกับพื้น

“เขี่ยมันมานี่”

นายตำรวจทำตาม แจ็คหยิบมันขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอวของเขา

“แจ๊ค มอบตัวเถอะนะ” หมอลลิตาจ้องปืนในมือของเขาเขม็ง

“ลลิตา เธอแสบมากนะ ดีนะที่ฉันไหวตัวทัน ตอนที่ถอดเสื้อเธอแล้วฉันไม่เห็นถุงผ้าที่ห้อยคอ ฉันก็รู้ว่ามันต้องมีอะไรผิดไปแน่ๆ ก็พอดีกับที่มีโทรศัพท์เข้ามา ฉันเลยได้ความคิดว่าน่าจะลองออกไปจากที่นี่แล้วรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้ กระดิกปืนในมือแทนการชี้นิ้ว

“ที่รัก เธอไปยืนให้ห่างๆ ไอ้ตำรวจนี่หน่อย ถึงผีดิบของฉันจะเล่นงานมันไม่ได้ แต่เบเร็ตต้ากระบอกนี้คงไม่ทำให้ผิดหวัง ดีเสียอีก... ฉันกำลังต้องการผีดิบตัวใหม่มาใช้งานอยู่พอดี”

ผู้กองกาจพลพยายามจ้องตากับแจ๊คเอาไว้ เขาไม่อยากให้สายตาของตัวเองเปลี่ยนมุมมองไปด้านหลัง เพราะกลัวว่าแจ๊คจะไหวตัวทัน จ่าดำย่องเข้ามาเงียบๆ แล้วใช้ปืนพกฟาดลงที่ท้ายทอยของหมอผีทันที

แจ๊คไม่สลบ อาจจะเจ็บจนแยกเขี้ยวคำรามด้วยความโกรธแล้วหันไปเล่นงานจ่าดำ แต่เขาไม่เป็นอะไร!

ทว่าชั่ววินาทีนั้นก็เพียงพอให้ผู้กองกาจพลกระโจนเข้าไปล็อกคอเขาเอาไว้แล้วแย่งเบเร็ตต้าในมือเขามาได้ แต่หมอผีแข็งแรงผิดคาด เขาสะบัดผู้กองกาจพลทีเดียวร่างก็กระเด็นไปฟาดผนัง จากนั้นหันไปเล่นงานจ่าดำจนจ่าทรุดลงไปนอนกองสลบอยู่กับพื้น หมอผีชักปืนซึ่งเหน็บเอวไว้ขึ้นมาสาดกระสุนใส่ผู้กองกาจพลทันที ในจังหวะเดียวกันผู้กองก็ยิงสวนออกไป

เสียงกัมปนาทของปืนดังขึ้นสองนัดพร้อมกับเสียงกรีดร้องของหมอลลิตา กระสุนของหมอผีเฉี่ยวร่างของผู้กองกาจพลไป แต่นายตำรวจยิงโดนมือของมันจนปืนกระเด็นหลุดออกจากมือ เขาได้ยินเสียงมันคำรามเหมือนสัตว์บาดเจ็บก่อนที่ร่างนั้นจะหันหลังแล้วหนีออกจากห้องใต้ดินไปอย่างรวดเร็ว

“ผู้กอง” หมอลลิตาวิ่งมาหาเขา สายตาของเธอกวาดไปทั่วร่างด้วยความเป็นห่วง ในดวงตาคู่โตดำขรับที่เบิกกว้างด้วยความกลัวและความตกใจนั้นเขาเห็นความรักความเป็นห่วงที่เธอมองมา

“ผมไม่เป็นไรครับหมอ” เขาจับไหล่ทั้งสองของเธอไว้ “หมอโอเคหรือเปล่า”

เมื่อเธอพยักหน้าเขาจึงพาเธอเดินมาดูจ่าดำซึ่งยังนอนสลบอยู่ที่พื้น

“เขาสลบไป เดี๋ยวลีดูแลเองค่ะ” เธอหันมาบอกเขา
 
นายตำรวจจึงโทรศัพท์ขอกำลังสกัดจับนายเจนภพหรือแจ๊ค โดยบอกรูกลักษณ์ของหมอผี รวมทั้งเลขทะเบียนและลักษณะรถของเขา นายตำรวจมั่นใจว่าหลักฐานที่พบในห้องพิธีกรรมนี้มากพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาหมอผีอุบาทว์คนนั้นได้แน่


ละม้ายเฝ้ารอเวลาและโอกาส ร่างกายของเขากำลังจะหมดสภาพ มันเน่าเปื่อยผุพังเสียจนเห็นเป็นแค่โครงกระดูกในบางส่วน ยังดีที่เขายังเคลื่อนไหวได้ เดินได้ นิ้วมือแม้ไม่ครบทุกนิ้วแต่มันก็ยังมีพลังของผีดิบตกค้างอยู่พอที่จะทวงเอาชีวิตจากใครบางคน อีกไม่นานเขาคงจะเน่าเปื่อยผุพังไป ทั้งที่ดวงวิญญาณยังไม่สามารถไปสู่สุคติได้ แต่เขายังมีความแค้นที่ต้องสะสาง

การเป็นผีดิบอาจจะมีดีอยู่บ้างก็ตรงที่สามารถอยู่ในที่ๆ คนเป็นอยู่ไม่ได้ อย่างรอยแตกร้าวใต้ตึกเก่ารอการทุบทิ้ง เพราะพื้นดินใต้ตึกทรุดตัวลงไปเป็นช่องโหว่ลึกลงใต้ดิน เขาไม่ต้องการน้ำ อาหาร หรืออากาศ ละม้ายต้องการเพียงอย่างเดียว

คนที่ทำให้เขาเป็นผีดิบอย่างนี้

ละม้ายแผงตัวอยู่ใต้ตึกเก่าโทรมเตรียมถูกทุบหลังนี้ มันอยู่ข้างร้านซาลอนแอนด์สปา ยามกลางวันเขากระถดตัวให้ลึกลงในหลุมใต้ตึกหลบสายตาผู้คน และเมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ เขาเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ในซาลอนแอนด์สปาจากรอยแยกของพื้นปูนแตกร้าว รอเวลาคิดบัญชี

เป็นครั้งแรกที่ละม้ายเห็นมันจอดรถตรงถนนที่ใกล้กับที่ซ่อนตัวของเขาแล้ววิ่งเข้าไปในซาลอนแอนด์สปา  อาจเพราะความรีบร้อนมันจึงไม่ได้ล็อกรถ หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังออกมาจากตึกหลังนั้น แล้วมันก็วิ่งกลับออกมา ผลุนผลันขึ้นรถขับออกไปด้วยความเร็ว

มันจึงไม่รู้ว่าเขาแอบอยู่ที่เบาะหลัง รอคอยมันอยู่!


4
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 16
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 25, 2017, 03:36:27 PM »

บทที่ 16

ผู้กองกาจพลรีบขึ้นไปที่ห้องพักของเขา ตรงรี่ไปที่ตั้งหนังสือกองสูงที่เขาวางเอาไว้ตรงหัวนอน มันเป็นหนังสือที่หมอลลิตาให้เขายืมมาอ่านเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติต่างๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน หมอลลิตายังเปิดหนังสือเล่มที่อยู่คอนโดมิเนียมของเธอให้เขาดูภาพถุงผ้าที่มีลักษณะเหมือนถุงผ้าที่เป็นหลักฐานจากศพนายจำรัส และเหมือนกับถุงผ้าที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ เธอยังบอกอีกว่าในหนังสือที่ให้เขายืมมามีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

ตั้งแต่ได้หนังสือมาเขายังไม่มีเวลาหยิบดูเลยว่ามีเรื่องอะไรบ้าง ตอนนี้นายตำรวจหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหน้าปกทีละเล่มแล้วคัดเอาเล่มที่เขาคิดว่าน่าจะมีเรื่องเกี่ยวกับลัทธิวูดูแยกไว้กองหนึ่ง มันมีอยู่สามเล่มจากทั้งกอง เขาไล่เปิดหนังสือทุกเล่มลากนิ้วไปยังหน้าสารบัญเพื่อค้นหาเรื่องราวที่ต้องการ ชายหนุ่มหาพบในหนังสือเล่มที่สอง

มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับลัทธิวูดู ที่เข้ามาสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านทางทาสชาวแอฟริกันตะวันตกในรูปแบบของเครื่องราง เวทมนตร์คาถา ทั้งเพื่อการรักษา ป้องกันเคราะห์ ตลอดไปจนถึงเรื่องการสาปแช่ง ปลุกคนตาย หมอผีจะใส่สิ่งต่างๆ อย่างกระดูกสัตว์ เมล็ดพืช ลูกปัดและเส้นผมของเหยื่อที่ต้องการลงในถุงผ้าเล็กๆ และนำถุงนั้นไปใช้ในพิธี ซึ่งที่เขาพบนี่คือใช้ห้อยคอซอมบี้ที่พวกมันปลุกขึ้นมาจากความตาย ในหนังสือยังบอกอีกว่าหมอผีพวกนี้ไม่ได้ทำพิธีปลุกคนตายได้เท่านั้น มันยังสามารถบังคับให้ร่างซอมบี้นั้นทำตามที่มันต้องการได้ทุกอย่าง

“มันใช้ซอมบี้ฆ่าคน” ชายหนุ่มพูดออกมาตามที่เขาสรุปได้จากหนังสือและสิ่งที่เป็นหลักฐาน ทั้งๆ ที่ไม่อยากจะเชื่อ “สมัยนี้ยังมีเรื่องนี้อยู่อีกหรือ ที่กรุงเทพเนี่ยนะ”

เขากวาดสายตาอ่านหนังสือเล่มนั้นเร็วๆ เพราะอยากจะรู้รายละเอียดให้มากขึ้น จนกระทั่งไปสะดุดเอาข้อความย่อหน้าหนึ่งในหนังสือที่บอกว่า หมอผีพวกนี้นอกจากจะบังคับซอมบี้ได้แล้ว มันยังสามารถใช้ถุงมนตรานั้นสำหรับการทำเสน่ห์คุณไสยได้อีกด้วย

หัวใจของผู้กองกาจพลเย็นวาบขึ้นมาทันทีที่อ่านต่อไปถึงอาการของคนที่ถูกหมอผีทำเสน่ห์คุณไสยใส่  ดวงหน้าของหมอลลิตาคนรักของเขาลอยชัดขึ้นมาในความคิด ดวงตาของคนที่ถูกทำเสน่ห์จะเลื่อนลอยเพราะตกอยู่ในอำนาจของหมอผีที่ทำพิธีเรียกไป ชายหนุ่มรู้แล้วว่าเพราะอะไรหมอลลิตาที่เคยอ่อนหวานน่ารักจึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้

ถ้าคืนนี้เขาไม่เห็นกับตาว่ามีผีดิบตรงรี่เข้ามาบีบคอหมายเอาชีวิตของเขาละก็ เขาไม่มีทางเชื่อเรื่องนี้เด็ดขาด แต่เพราะเขาเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด จึงเฉลียวใจว่าหรือหมอลลิตาจะถูกพ่อมดวูดูทำเสน่ห์เช่นกัน

และไอ้พ่อมดคนนั้นมันจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่หมอลลิตาร้อนรนจะไปหาที่เพนท์เฮ้าส์ของมัน ทั้งที่นัดกับเขาเอาไว้แล้ว

“แจ๊ค!”

นายตำรวจหนุ่มร้อนใจเสียจนอยู่ไม่ติด เขารวบเอาหนังสือและถุงผ้าลงมาที่ลานจอดรถอีกครั้ง จากนั้นก็ขับรถรีบบึ่งไปหาหมอลลิตาที่คอนโดมิเนียมของเธอด้วยลางสังหรณ์ที่ทำให้เขาขับรถเร็วจนแทบจะปลิว โชคดีที่ในเวลานั้นเป็นเวลาตีสามกว่า ถนนโล่งว่างเหมือนเขาขับอยู่คนเดียว

และเขามาทันเวลาพอดี ชายหนุ่มจอดรถพรืดลงข้างๆ หมอลลิตาที่กำลังเดินไปที่รถของเธอ

“หมอลี จะไปไหนครับ” เขาร้องถามออกไป พลางลงจากรถเดินตรงไปหาเธอ

เหมือนกับว่าหมอลลิตามองไม่เห็นเขาด้วยซ้ำ เธอไม่ตอบ แต่เดินตรงรี่ไปที่รถหยิบกุญแจขึ้นมากดเปิด ผู้กองกาจพลมั่นใจแล้วว่าหมอลลิตาจะต้องโดนอำนาจสะกดแน่ๆ เขาไม่มีทางปล่อยให้เธอเดินเข้าไปติดใยแมงมุมของไอ้พ่อมดบ้านั่นอยู่แล้ว ชายหนุ่มคว้ากุญแจรถของเธอ กดล็อครถแล้วจับมือเธอไว้

“ขึ้นบ้านเถอะครับหมอลี” เขาบอกเธอพลางจูงกลับไปที่คอนดดมิเนียม

“ไม่!” หญิงสาวสะบัดมืออย่างแรง เธอกรีดร้องไล่คว้าจะเอากุญแจรถคืน “ฉันจะไป เอากุญแจคืนมา”

“คุณไปไม่ได้นะหมอลี คุณโดนมันสะกด” เขายกมือขึ้นสูงเพื่อเอากุญแจหลบจากเธอ เป็นเพราะหมอลลิตาเกิดอาการรุนแรงจนเขาตกใจ และเกิดความกังวนทำให้ชายหนุ่มขึ้นเสียงดังกับเธอ

อยู่ดีๆ เธอก็ไม่ยื้อแย่งกุญแจแล้วแต่หันหลังกลับออกเดินดุ่มๆ ไปเลย หญิงสาวคงกะว่าจะเดินไป นี่มันบ้าบอคอแตกจริงๆ

“หมอลี ผมขอโทษนะ แต่ผมปล่อยให้หมอไปไม่ได้”

ชายหนุ่มตัดสินใจรวบเอวเธอเอาไว้ด้วยแขนข้างเดียวของเขา หมอลีเป็นผู้หญิงตัวเล็กน้ำหนักเธอเบาหวิว โดยเฉพาะในเวลาที่ผู้กองกาจพลกำลังพลุ่งพล่านด้วยความเป็นห่วงอย่างนี้ เธอดิ้นและใช้สองกำปั้นทุบตีเขาเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระ ปากก็ร้องตะโกนให้ปล่อยไปตลอดทาง จนเขาต้องเอามือปิดปากเธอไว้

“โอ๊ย!”

เธอกัดมือเขา

ชายหนุ่มจำเป็นต้องเล่นบทโหด “ถ้าไม่เชื่อฟังกันดีๆ ละก็ผมจะชกคุณให้สลบสิ้นฤทธิ์ไปเลย” เขาคำราม

เธอจึงนิ่งไปพักหนึ่ง

ชายหนุ่มเอากุญแจอิเล็กโทรนิคที่อยู่ในพวงเดียวกับกุญแจรถของเธอแตะที่ประตูทางเข้าคอนโดมิเนียม ผลักประตูเปิดออกแล้วพาเธอขึ้นลิฟท์กลับมาที่ห้องของเธอทันที ชายหนุ่มหวังว่าเมื่อกี้เพื่อนบ้านของเธอคงจะไม่มีใครได้ยินเสียงร้องของหมอลลิตาแล้วโทรแจ้งตำรวจ แม้ว่าเขาคิดว่าเคลียร์ได้แต่ก็ไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่โต

เขาจะอธิบายเรื่องนี้ยังไงล่ะ หมอลลิตาโดนหมอผีสะกดจิตและเขาช่วยเธอเหรอ ใครจะเชื่อเขา!

เมื่อขึ้นมาที่ห้องก็เป็นไปตามคาด หมอลลิตาไม่ได้ปิดประตูห้อง มันเปิดอ้าอยู่อย่างนั้นเพราะเธอไม่มีสติจะทำอะไรให้เป็นไปตามปกติ เขาเข้ามาในห้อง กดล็อคประตู วางเธอลงที่โซฟารับแขก

“ถ้าหมอคิดจะหนี ผมอาจจะต้องทำอะไรที่หมอไม่ชอบ” ชายหนุ่มทำเสียงเข้มท่าทางเอาจริง เขามองลงในดวงตาของเธอ มันเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้า ไม่ใช่หมอลีคนเก่าของเขาสักนิด แต่เธอก็นั่งนิ่งๆ อยู่ที่โซฟา ไม่ได้มีทีท่าจะอาละวาดอีก เขาจึงเดินมาที่ครัวเพื่อต้มน้ำชงชาร้อนๆ ให้เธอดื่มสักแก้ว ตัวเขาเองก็อยากได้กาแฟอยู่เหมือนกัน

ชายหนุ่มโยนกุญแจรถไว้บนเคาน์เตอร์ เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะรอจังหวะเผลออยู่ ตอนที่เขาเปิดเตาแก๊ส เอากาน้ำตั้งไฟแล้วเปิดตู้เหนือเตาหากาแฟกับชานั้น เธอกระโจนพรวดมาคว้ากุญแจรถไป

“หยุดนะ” เขาหันมาพอดีจึงรีบวิ่งไปดักหน้าที่ประตูห้อง เอื้อมมือคว้าตัวไว้

หญิงสาวหลบเขาไปได้ ไม่น่าเชื่อว่าท่าทางเซื่องซึมอยู่เมื่อครู่จะเปลี่ยนเป็นเคลื่อนไหวปราดเปรียวเหมือนแมวป่าขึ้นมาได้ แต่เธอวิ่งไปทางครัวเลยติดกับตัวเอง ผู้กองกาจพลย่างสามขุมเข้ามาต้อนเธอเข้ามุมที่เตาและคว้าเธอไว้ได้อีกครั้ง เธอดิ้นรนสุดแรง ตอนนั้นเองที่ชายหนุ่มเห็นถุงผ้าใบเล็กที่ห้อยคอเธอ ตอนที่เธอดิ้นสู้เขามันจึงโผล่พ้นสาบเสื้อที่ซ่อนเอาไว้ ชายหนุ่มกระชากมันติดมือออกมาแล้วโยนเข้าเตาไฟที่กำลังตั้งกาน้ำทันที
เปลวสีเขียวลุกโพลงขึ้นทันทีที่ถุงผ้าโดนเปลวไฟในเตา เปลวไฟลูกใหญ่อย่างไม่น่าเชื่อ เปลวเขียวของมันโชนขึ้นสูงเกือบถึงเพดาน ชายหนุ่มใจหายวาบ นึกกลัวว่าเปลวไฟลูกใหญ่จะทำให้เกิดไฟไหม้ แต่แล้วมันก็มอดวูบลงเหลือเพียงเศษผ้าชิ้นเล็กจิ๋วเกาะอยู่ข้างเตา สิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นมองไม่เห็นซากว่ามีอะไร มันจะเป็นอะไรก็ตามแต่ บัดนี้มันโดนไฟมอดไหมไปหมดสิ้นแล้ว

เสียงล้มตึงของหมอลลิตาทำให้ชายหนุ่มหันไปมอง แล้วเขาก็เห็นร่างของเธอกองอยู่กับพื้นห้อง ดวงตาหลับสนิท

“หมอลี!” ชายหนุ่มปราดเข้าไปประคองร่างของหญิงสาวให้ลุกขึ้นนั่งบนพื้น

“อืมม์” เธอครางออกมาเบาๆ

อย่างน้อยชายหนุ่มก็ใจชื้นที่ดูเหมือนเธอจะได้สติปรือตาขึ้นมา “ หมอลี เป็นไงบ้างครับ” เขากอดเธอไว้ในวงแขน จ้องมองดวงหน้าของหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง

“ผู้กอง” เธอจ้องตอบกลับมา ดวงตาคู่นั้นกลับมามีแววจดจำได้ แต่หัวคิ้วนั้นขมวดมุ่นด้วยความงุนงง

“เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมลีมานอนอยู่ตรงนี้” หญิงสาวพยุงตัวเองให้นั่งได้ตามปกติแล้ว สองมือลูบใบหน้าเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เธอจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“มานั่งที่โซฟานี่ดีกว่าครับ” เขาพยุงเธอให้ลุกไปนั่งที่โซฟารับแขก เสียงกาน้ำหวีดเตือน ชายหนุ่มจึงปล่อยให้เธอเรียกสติตัวเองกลับคืนมาสักพัก “ผมจะชงชาร้อนให้”

เขากลับมานั่งลงข้างเธออีกครั้งพร้อมกับถ้วยชาร้อนของเธอและกาแฟดำขมปี๋ของตัวเอง

“ผมคิดว่าหมอลีถูกสะกดด้วยไสยเวทย์วูดู” เขาบอกเธอตามตรง

ถ้วยชาที่กำลังเอาลงชะงักอยู่แค่ริมฝีปาก สีหน้าของหญิงสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ว่าไงนะคะ”

“ผมพบถุงผ้ากระสอบแบบเดียวกับที่พบในมือของศพนายจำรัส แต่มันแขวนอยู่ที่คอของหมอ” เขาพูดช้าๆ เพื่อให้เธอทำความเข้าใจ มันน่าช็อกอยู่หรอกเมื่อรู้ว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ

“ถุงผ้า?...”

“ใช่ครับ หมอจำถุงผ้าที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นได้ใช่ไหม”

“จำได้ค่ะ ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน” เธอวางถ้วยชาด้วยมือสั่นเทา

“ผมเผาไปแล้ว โยนมันเข้าไปที่เตาแก๊สนั่นแหล่ะ ตอนนี้แทบไม่เหลือซากให้รู้ว่ามันเคยใส่อะไรไว้ แต่หน้าตามันเหมือนกับที่หมอลีเปิดหนังสือให้ผมดูเมื่อวันก่อนเปะ ใช่ของวูดูแน่ๆ” เขายืนยัน

“ผู้กองรู้ได้ยังไงว่าต้องเผา มนต์ถึงจะคลาย” หญิงสาวย่นหัวคิ้ว

“ผมอ่านในหนังสือที่หมอให้ยืมไป มันมีบอกไว้ว่าไฟเป็นธาตุบริสุทธิ์ชำระล้างได้” เขาดื่มกาแฟทีเดียวครึ่งถ้วย รู้สึกดีขึ้นเป็นกอง “เมื่อกี้ดีนะที่ผมมาทัน หมอกำลังจะขับรถออกไปข้างนอก ผมห้ามก็ไม่ฟัง อาละวาดใส่ผมเหมือนไม่ใช่ตัวของตัวเอง สู้ไม่ได้ก็กัดด้วย” เขาชูฝ่ามือที่ยังเป็นรอยฟัน
หญิงสาวถอนหายใจแล้วเอนตัวลงพิงพนักโซฟา เหมือนอยากจะหายตัวลงในเบาะนุ่ม แล้วเหมือนจะคิดอะไรได้เธอเด้งตัวขึ้นมาถาม “ลีกำลังจะไปไหน ผู้กองรู้ไหมคะ”

เขาถอนหายใจ ไม่แน่ใจว่าเธอจะเชื่อที่เขาพูดหรือเปล่า เพราะคนที่เธอกำลังจะไปหาก็ไม่ใช่ใครอื่น

“ไปหาแจ๊ค”

“แจ๊ค?”

“ใช่ครับ หมอไปหาเขามารอบหนึ่งแล้ว ไปกินข้าวกับเขาทั้งที่หมอลีนัดกับผมไว้ แล้วผมก็ตามไปส่งและรับกลับมา ผมคิดว่าเขาคงเรียกหมออีกครั้ง นี่เป็นอีกรอบที่หมอพยายามจะไปหาเขาให้ได้” ชายหนุ่มพูดออกไปตรงๆ เขารู้สึกแย่ที่ในทีแรกเธอทำหน้าเหมือนไม่เชื่อที่เขาพูด

“ผู้กองหมายความว่า... แจ๊ค...”

“ผมคิดว่าเพื่อนของหมอลีเป็นพ่อมดวูดู” เขาพูดไปตามที่คิด ไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร แต่เขาปวดใจตอนที่เห็นเธอหน้าซีด หมอลลิตานั่งนิ่งเงียบไปนานเลย

ความเงียบช่างอึดอัดและชวนฟุ้งซ่าน เมื่อไม่รู้ว่าคนที่เรารักคิดอะไรอยู่

ในที่สุดเธอก็หันมามองหน้าเขาและพูดขึ้นว่า

“ลีนึกออกแล้วว่าเคยเห็นถุงผ้ากระสอบอย่างนี้ที่ไหนอีก” ดวงตาของเธอเบิกกว้างและมีน้ำใสเอ่อขึ้นมา “ลีเห็นมันในภาพถ่ายของแจ๊คบนเพนท์เฮ้าส์ของเขา แจ๊คห้อยถุงผ้านี่ในภาพที่เขาถ่ายกับเพื่อนๆ ที่อเมริกา” แววตาดำขรับของหญิงสาวบ่งบอกว่าเธอมองเห็นจิ๊กซอว์ทุกตัวปะติดปะต่อวางลงในที่ทางของมันจนเห็นภาพชัดเจนแล้ว

“ใช่ ผมคิดว่าแจ๊คอยู่เบื้องหลังคดีนายธรรมรงค์และนายจำรัส เขาใช้ผีดิบฆ่าคน และใช้คุณไสยกับหมอลี”

“เขาเรียกลีให้ไปพบเขาทำไม?” หญิงสาวย่นหัวคิ้ว

ผู้กองกาจพลไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพราะเมื่อเธอมองตาเขา ก็คงจะรู้คำตอบนั้นดีอยู่แล้ว

5
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 15
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 21, 2017, 02:57:43 PM »

บทที่ 15

“อาจารย์ครับ ศพนายจำรัสนี่เคลียร์เรียบร้อยแล้ว จะให้ผมเก็บเข้าซองเลยไหมครับ” นักศึกษาแพทย์ที่มาช่วยงานหมอสุภาวดีเอ่ยถามพลางชี้ไปที่ร่างภายใต้ผ้าขาวที่คลุมไว้

“ยังจ้ะ หมออยากดูอะไรอีกนิดหน่อย เดี๋ยวจะจัดการเก็บเอง แล้วก็จะแจ้งเรื่องไปว่าให้ญาติมารับศพได้วันจันทร์หน้าเลย” หมอสุภาวดีตอบไปโดยที่เธอก็ไม่ได้เงยขึ้นมาจากงานตรงหน้าอีกศพหนึ่ง

“อาจารย์มีอะไรจะให้ผมช่วยอีกไหมครับ” เด็กหนุ่มไฟแรงถาม

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ เราน่ะ กลับบ้านไปได้แล้ว” คราวนี้หมอสุภาวดีเงยขึ้นมายิ้มให้เขา แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะอยู่หลังผ้าปิดปากจึงมองไม่เห็น แต่ดวงตายิบหยีหลังแว่นทรงกลมหนาเตอะนั้นยิ้มได้เหมือนกัน

“ครับ อาจารย์ งั้นผมไปก่อนนะครับ พรุ่งนี้พบกันครับ” นักศึกษาหนุ่มกระพุ่มมือไหว้เธอ

หมอสุภาวดีพเยิดหน้าให้แทนการรับไหว้เพราะมือเธอกำลังเลอะสุดๆ ไปเลย

เมื่อบานประตูห้องปิดลงอีกครั้งทั้งห้องก็มีแต่ความเงียบ ได้ยินเพียงเสียงเครื่องมือกำลังทำงานและเสียงมันกระทบถาดโลหะยามที่หมอสุภาวดีวางมันลงเท่านั้น

หญิงสาวคุ้นชินกับการทำงานในความเงียบ มันทำให้เกิดสมาธิจดจ่อกับงานตรงหน้าและทำให้เธอทำงานได้เร็วขึ้นอีกด้วย บางครั้งการมีคนอื่นอยู่ในห้องด้วยเสียอีกที่ทำให้หมอสุภาวดีเสียสมาธิ เธอจึงมักจะชอบอยู่ทำงานยามค่ำคืนเสียมากกว่า เรื่องกลัวผีน่ะหรือ

คนตายก็คือคนตาย... ไม่มีใครลุกขึ้นมาทำอะไรเธอได้หรอกน่า

สำหรับหมอสุภาวดี การหาสาเหตุการตาย และหลักฐานที่จะช่วยในการคลี่คลายคดีสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด ยิ่งเธอเจอมันเร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยให้ตำรวจจับไอ้วายร้ายพวกนั้นเข้าคุกได้เร็วเท่านั้น หญิงสาวภูมิใจเสมอว่าเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุข คืนนี้เธอก็คงจะกลับดึกเหมือนสองคืนก่อน หญิงสาวต้องเปิดกะโหลกศพรายนี้ เธอหวังว่าจะพบอะไรบางอย่างที่จะเขียนรายงานได้ในตอนเช้า

ตอนที่หญิงสาวเปิดสวิทช์ใบเลื่อยมือถือที่ใช้ในการผ่ากะโหลก เสียงของมันดังแสบแก้วหู เธอจึงไม่ได้ยินเสียงผิดปกติบางอย่างที่ดังมาจากเตียงสแตนเลสตรงมุมห้อง

“อ้าว ตายจริง ยังไม่ได้โทรบอกแม่เลยว่าวันนี้กลับดึก” หญิงสาวบ่นกับตัวเอง ขณะปิดสวิทช์ใบเลื่อย เธอถอดถุงมือและล้างมือที่อ่าง

“เอาวะ ไหนๆ ก็ล้างมือแล้ว ออกไปหาอะไรกินเสียก่อนเลยก็แล้วกัน เดี๋ยวได้กลับมาลุยงานยาวไป” หมอสุภาวดีเช็ดมือแล้วหยิบกระเป๋าถือเดินออกไปจากห้อง เธอจะกลับมาในอีกหนึ่งชั่วโมงหลังจากท้องอิ่มแล้ว

น่าจะเป็นโชคดีของคุณหมอ ที่เธอไม่ได้เห็นศพของนายจำรัสตอนที่มันลุกขึ้นนั่ง!



แจ๊คมองสำรวจร่างของซอมบี้ที่เขาได้มาใหม่ มันอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไอ้จำรัสเพียงแค่คอหักเท่านั้น แขนขามือตีนยังดีอยู่ สภาพศพยังใหม่พอที่จะทำงานสำคัญได้

“แกไม่น่าพลาดเลยจริงไหม จำรัส” เขาพูดกับมัน “แกทำให้ฉันต้องวุ่นวายอยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว เพราะอย่างนั้นแกก็ต้องชดใช้ให้ฉัน”

ร่างนั้นไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง มันยืนนิ่งเป็นศพ แต่มันเป็นศพเดินได้และมือเน่าๆ ของมันก็ฆ่าคนได้ มันเป็นเครื่องมือทำมาหากินซึ่งสร้างรายได้ให้เขามากโข ซาลอนแอนด์สปาเป็นแค่ฉากบังหน้า ทำร้านเสริมสวยน่ะเหรอ มันจะได้สักกี่ตังค์กันเล่า งานนี้ของเขาสิที่จ่ายงามจนทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมา ชื่อของพ่อมดแจ๊คแพร่กระจายออกไปในหมู่อาชญากรระดับสูง ช่วงแรกๆ เอเย่นต์ของเขาจึงรับงานมากขึ้น มาติดขัดต้องเสียลูกค้าไปหลายรายก็เพราะขาดแคลนซอมบี้นี่ล่ะ หลังจากนี้เขาคงต้องหาศพใหม่ๆ มาทำงานแล้ว ร่างของไอ้จำรัสก็คงอยู่ได้อีกไม่กี่วัน

ส่วนไอ้ละม้ายมันหายไปเลย ดวงจิตของเขาสัมผัสมันไม่ได้ หาไม่เจอ เขาไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน เขาพยายามหาข่าวไปทั่วทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ แม้แต่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คก็ไม่พบวี่แววว่าจะมีใครพบศพของมัน เป็นไปได้ว่าถุงผ้าที่เขาคล้องคอมันไว้นั้นหลุดออกจากร่างของมัน ซอมบี้จึงหลุดจากการควบคุมของเขา หรือไม่ร่างนั้นก็เน่าเฟะเสียจนไม่อาจเคลื่อนที่ไปไหนได้อีก ตามปกติมันจะต้องหลบซ่อนในที่มืดทึบและย่อยสลายไปในที่สุด ถ้ามีคนพบศพก็ไม่เหลืออะไรให้พิสูจน์ได้ว่าเป็นใครมาจากไหนแล้ว เขาจึงไม่กังวลในเรื่องนี้

โชคดีที่เขาได้ซอมบี้ตัวใหม่มาทันใช้งาน ดวงตาไร้ตาขาวที่มีเพียงสีดำสนิทเหมือนหลุมนรกของแจ๊คหันกลับไปมองที่แท่นบูชา ในกะลาใบนั้นมีถุงผ้าของเหยื่อรายใหม่เตรียมไว้แล้ว เขาได้เส้นผมของมันมาไม่ยากเย็นอะไร ก็เพราะมีร้านตัดผมนี่ล่ะ

พ่อมดเอื้อมมือไปหยิบถุงที่มีชื่อติดไว้ว่า กาจพล นายตำรวจผู้เป็นเหมือนก้างแข็งชิ้นใหญ่ที่ขวางคอหอยของเขาอยู่ในเวลานี้ อันที่จริงเขาน่าจะจัดการมันเสียตั้งแต่รู้ว่ามันอยู่ในทีมสืบสวนคดีธรรมรงค์นั่นล่ะ

แต่เอาเถอะ... จะช้าหรือเร็ว มันก็ต้องตายอยู่ดี



หลังจากผู้กองกาจพลส่งหมอลลิตาที่ประตูห้องพักของเธอ แล้วเขาก็กลับลงมานั่งเฝ้าดูอยู่ในรถ จนกระทั่งแสงไฟจากหน้าต่างห้องที่เธออยู่ดับไปเขาจึงค่อยวางใจว่าเธอเข้านอนแล้ว

“ฝันดีนะครับหมอลี” ชายหนุ่มพึมพำตอนที่มองหน้าต่างห้องนอนของเธอ จากนั้นจึงสตาร์ทรถขับออกมา

มีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่นอน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดีๆ หมอลลิตาถึงได้เงียบขรึมไม่พูดไม่จา แม้ตอนที่อยู่ที่บ้านนายแจ๊คนั่นก็เหมือนกัน เธอเป็นฝ่ายฟังนายคนนั้นคุยตลอดเวลาที่กินอาหารกัน ตัวเธอเองแทบจะไม่ค่อยได้กินด้วยซ้ำ ผู้กองกาจพลไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้เลย

นายตำรวจรู้สึกโล่งใจมากเมื่อการกินอาหารอย่างฝืดเฝื่อนจบสิ้นลงเสียที หลังดื่มกาแฟกันแล้วเขาเอ่ยขอตัวอย่างไม่สนใจมารยาท เพราะมันดึกเกินกว่าที่จะนั่งเอ้อระเหยคุยกันต่อ อีกอย่างก็มีเพียงเจ้าของบ้านเท่านั้นที่คุยฟุ้งเรื่องของตัวเองตอนไปอยู่ต่างประเทศ

ตลอดทางที่นั่งรถกลับมาที่คอนโดมิเนียมของหญิงสาว เขาเป็นคนชวนเธอคุยอยู่ฝ่ายเดียว หนักเข้าก็ถามเธอออกไปตรงๆ ว่าเธอโกรธเขาที่มาสายหรือเปล่า เธอส่ายหัว แล้วนั่งเงียบไปตลอดทาง ทำให้เขาต้องถามตัวเองว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ชั่วแวบหนึ่งเขานึกไปถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ

หรือหมอลลิตาจะโดนผีเข้า?

แต่นายตำรวจก็บอกตัวเองว่าไม่มีสัญญาณบ่งบอกเลย ไม่มีอะไรทำให้เขารู้สึกว่าได้พบเจอกับวิญญาณเหมือนเรื่องที่ผ่านมา ไม่มีวี่แววของผี หรือกลิ่น หรือหมาหอน หรือความเยือกเย็นที่ทำให้ขนหลังคอลุกชัน ไม่มีสัญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นเลยแม้แต่อย่างเดียว

มีเพียงอาการเหม่อลอยของหมอลลิตา ที่เขาหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้!

ระหว่างที่ผู้กองกาจพลขับรถกลับมาบ้าน เพื่อนตำรวจของเขาก็โทรศัพท์เข้ามาเรียกไปดื่มด้วยกัน เป็นเพราะกำลังรู้สึกกลุ้มใจอยู่จึงรับปากไปอย่างไม่ต้องคิดมาก การได้พูดคุยเฮฮากับเพื่อนคงจะทำให้เขาหลุดจากอาการหนักตื้อในหัวใจไปได้

แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด ความวิตกกังวลไม่ได้หายไปไหน ช่วงที่นั่งกินเหล้าอยู่กับเพื่อนก็เฮฮาหัวเราะกันดี แต่พอตอนขับรถกลับบ้านมาคนเดียว ความรู้สึกหน่วงในหัวใจก็กลับมาจู่โจมเขาอีกครั้ง ตราบใดที่เขายังหาคำตอบไม่ได้ว่าหมอลลิตาเป็นอะไรไป ก็คงยังไม่สบายใจไปได้


ผู้กองกาจพลเลี้ยวรถเข้าจอดใต้ตึกคอนโดมิเนียมของเขาเอาเกือบตีสอง รปภ.ที่ประตูหน้าตึกไม่รู้หายไปไหน เขาไม่อยากบีบแตรเรียกเพราะดึกมากแล้ว ชายหนุ่มจึงลงมาเลื่อนแผงกั้นรถเปิดแล้วปิดเสียเอง แล้วก็ขับเข้าไปจอดใต้ถุนตึก แต่เพราะเวลานั้นดึกมากแล้ว ที่จอดรถใต้ตึกจึงเต็มเอียด จะมีที่พอจอดรถได้สักสองสามคันก็ตรงด้านหลังตึกซึ่งค่อนข้างมืดเพราะไม่มีดวงไฟและมีต้นไม้สูงใหญ่อยู่หลายต้น จึงไม่มีใครยอมเอารถไปจอด คืนนี้ผู้กองกาจพลคงต้องจอดตรงที่มืดๆ นั่นล่ะ เขาคิดว่าไม่เป็นไร อีกไม่กี่ชั่วโมงก็สว่างแล้ว

ตอนที่เขากดล็อกรถแล้วนั่นล่ะที่รู้สึกขึ้นมาว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นลำพัง ชายหนุ่มเหลียวมองด้านซ้ายและขวา กลิ่นเหม็นเน่าของอะไรบางอย่างโชยชายมาในอากาศ สัญชาตญาณบอกเขาให้ระวังตัว และเมื่อเขาหันหลังออกมาจากรถเพื่อจะเดินกลับไปที่ลิฟท์ ชายหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อพบว่าร่างๆ หนึ่งยืนถมึงทึงอยู่ข้างหลังเขาห่างออกไปเพียงสองก้าวเท่านั้น

“ใคร!” ชายหนุ่มถามออกไป

ร่างนั้นไม่ตอบ มันกระโจนเข้าใส่เขาทันที

“เอ๊ะ!” นายตำรวจเบี่ยงตัวหลับไปด้านขวา ทำให้สองมือของมันที่พุ่งฉกออกมาหมายลำคอของเขาพลาดเป้าไปอย่างหวุดหวิด ร่างของมันเซ แต่ไม่ล้ม มันรีบหันมาหาเขา ตอนนั้นเองที่นายตำรวจเห็นหน้าของมันชัดเจน

“นายจำรัส”

เมื่อความคิดแล่นวาบว่าร่างที่อยู่ตรงหน้านั้นได้ตายไปแล้ว แต่ทำไมยังมายืนทะมึนอยู่ตรงนี้ได้

“ผี!!” คำตอบเดียวที่ทำให้ผู้กองกาจพลถึงกับขนหัวลุก

เขาไม่มีเวลาคิดหรือแม้แต่ขนลุกซู่ซ่าอะไรต่อทั้งนั้นเพราะร่างของจำรัสถาโถมเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มันใช้ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มกำลังตกตะลึงคว้าคอของเขาเอาไว้เต็มสองมือแล้วบีบ ชายหนุ่มตั้งสติได้เร็วตามสัญชาตญาณที่ฝึกมา ชั่ววินาทีเขายกสองมือขึ้นคว้านิ้วก้อยทั้งสองของมันเอาไว้แล้วงัดดึงหักกระดูกทันที เพราะโดยหลักแล้วนิ้วก้อยเป็นนิ้วที่เป็นจุดอ่อน ถ้าง้างนิ้วก้อยออก ฝ่ามือของมันที่บีบคอเขาก็จะต้องหลุดออก

ชายหนุ่มหักนิ้วมันอย่างแรง คิดว่าพอมันเจ็บก็จะปล่อยมือแล้วคราวนี้เขาจะเล่นงานมันล่ะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชายหนุ่มหักนิ้วก้อยมันอย่างแรง และนิ้วนั้นก็หักหลุดติดมือเขาออกมา ทว่าไอ้ผีดิบที่บีบคอเขาอยู่ไม่รู้สึกรู้สมอะไรเลย

ก็ใช่สิ มันตายแล้ว ไม่มีความเจ็บปวดใดๆ ต่อให้เขาหักจนนิ้วหลุดติดมือออกมาก็เถอะ!

เกือบจะสายไปแล้วที่คิดขึ้นมาได้ เพราะไอ้ผีดิบยังคงบีบรัดคอของชายหนุ่มไว้แน่นจนเขาเริ่มหน้ามืด เพราะอย่างนี้เองทั้งธรรมรงค์และตัวไอ้จำรัสเองถึงคอหักตาย ตายด้วยน้ำมือของผีดิบซอมบี้

ผู้กองกาจพลเองก็กำลังจะตายเหมือนกัน!

ในสติที่เหลือน้อยนิด ชายหนุ่มลองอีกวิธีหนึ่ง เขาประสานมือทั้งสองไว้มั่นที่ใต้เอว แล้วยกแขนทั้งสองขึ้นแหวกระหว่างแขนทั้งสองของผีดิบ

ไม่ออก! มือที่แข็งเหมือนปลอกเหล็กยิ่งรัดแน่น

เขาลองอีกครั้งด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี เพราะถ้าคราวนี้ไม่สำเร็จ เขาคงหมดลมเช่นกัน

ผลัวะ!

เขาทำสำเร็จ มือทั้งสองข้างของมันหลุดออกจากคอของเขา นายตำรวจไม่รอช้า ใช้มือที่ประสานกันแน่นเป็นตะลุมพุกฟาดโครมลงบนสันจมูกของมัน ผลที่ได้ไม่เหมือนที่เขาคิด

แทนที่จมูกของมันจะหักและเลือดกำเดาไหลโกรก ทำให้มันล่าถอยไป กลับกลายเป็นว่าตะลุมพุกของเขาฟาดลงในเนื้อเน่าที่ทำให้หน้าของมันยุบลงไปในกระโหลกทันที กลิ่นเหม็นเน่าที่พลุ่งขึ้นมานั้นสุดจะบรรยาย

ไม่มีเลือด มีแต่เนื้อเน่าเฟะ

ไอ้ผีดิบไม่ได้ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แต่มันยืนทื่อตัวแข็งเป็นหินไปชั่วครู่ ผู้กองกาจพลเองก็มันแต่ตะลึง และงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นไอ้จำรัสก็กลับหลังหันวิ่งหนีเข้าไปหลังพุ่มไม้ในเงามืดอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อว่ามันจะวิ่งได้เร็วขนาดนั้น

“เฮ้ย!” ผู้กองกาจพลขยับจะวิ่งตาม แต่สายตาของเขาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่พื้นเข้าเสียก่อน ชายหนุ่มจึงปล่อยให้มันหนีไป แล้วก้มลงเก็บของสิ่งนั้นขึ้นมาดู

“ถุงผ้า!”

สิ่งที่อยู่ในมือของเขาในขณะนี้มีลักษณะเหมือนกับถุงผ้าที่เขาพบในมือของศพนายจำรัสเมื่อวันก่อนอย่างไม่ผิดเพี้ยน เป็นไปได้ว่าตอนที่สู้กันเมื่อครู่และเขาเหวี่ยงแขนขึ้นเพื่อปลดมือที่บีบคอออก ตอนนั้นเองที่เขาทำเชือกที่ห้อยถุงผ้านี้ขาดตกลงมา นายตำรวจค่อนข้างมั่นใจว่าถุงผ้านี้มีความสำคัญกับเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
6
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 14
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 20, 2017, 04:21:52 PM »

บทที่ 14

แจ๊คอยู่ในห้องลับสำหรับทำพิธี กำลังจ้องมองถุงผ้าเล็กๆ ที่ติดชื่อ ลลิตา

เขาคิดมาหลายวันแล้วว่าจะเอาชนะใจของหญิงสาวด้วยตัวของเขาเอง หรือจะเลือกวิธีง่ายๆ เพียงแค่ใช้วิชาที่เขาได้รับการถ่ายทอดมาจากยายแก่ชาวแอฟริกันคนหนึ่ง ซึ่งเขาบังเอิญช่วยชีวิตของแกเอาไว้ด้วยการพาไปส่งโรงพยาบาลตอนที่แกโดนรถชนแล้วหนี เมื่อแกหายดีแล้วจึงถ่ายทอดการเป็นทายาทหมอผีวูดูให้กับเขา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะใช้มันทำเงินได้มหาศาลขนาดนี้

ยายแก่สอนเขาหมดทุกอย่าง แน่ละว่ามันไม่ได้มีแค่วิธีปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้นมาเป็นทาสทำตามคำสั่งทุกอย่างที่ต้องการเท่านั้น แต่เขายังได้เรียนรู้เรื่องการทำเสน่ห์ด้วยมนต์ดำนี้อีกด้วย เขาเก็บผมของลลิตาเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เธอมาทำผมที่ซาลอน เพียงแค่เปลี่ยนส่วนผสมในถุงผ้าเล็กๆ นี่ เปลี่ยนคาถาร่ายเวทย์ ก็จะทำให้หมอลลิตาตกเป็นทาสรักของเขาไปตลอดชีวิต

เมื่อกลับมาเมืองไทย แจ๊ครู้ว่าเขาไม่ใช่เจนภพผู้ชายกระจอกๆ คนเก่าอีกแล้ว เขาร่ำรวย ดูดีและโด่งดังในแวดวงไฮโซไซตี้ในฐานะนักธุรกิจแนวหน้าของแวดวงความสวยความงาม สาวๆ อยากจะได้เขาจนตัวเนื้อสั่น แต่ใจของแจ๊คไม่เคยลืมหมอลลิตาได้เลย เธอเป็นรักแรกที่ยังฝังใจแม้ว่าความรักของเขาจะไม่เคยได้รับการตอบแทนกลับมาเลยสักนิด

หนุ่มน้อยเจนภพในวันนั้นอกหักยับเยิน เจ็บปวด พ่ายแพ้ จนตัดสินใจหนีไปให้ไกลแสนไกลเพื่อหวังว่าจะเริ่มชีวิตใหม่และลืมเธอได้

ใช่... เขาเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตโดดเดี่ยวต่างแดนมันทุบตีแผดเผาและหล่อหลอมให้เขากลายเป็นหนุ่มใหญ่ที่มีหัวใจแข็งแกร่ง ด้านชา และเลือดเย็น หากวันวานความรักของแจ๊คจะเปรียบเป็นไม้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างดอกหญ้าที่ไม่มีใครสนใจ ความรักของเขาในวันนี้ก็จะเป็นไม้กินสัตว์ ที่กลืนกินเหยื่อของมันทั้งเป็น!

เมื่อกลับมาพบหมอลลิตาอีกครั้ง ทีแรกเขามั่นใจว่าเธอจะต้องประทับใจในตัวของเขา เพราะนอกจากฐานะที่ไม่น้อยหน้าใครแล้ว วิวัฒนาการของโลกความงามยังเปลี่ยนให้เขาดูดีขึ้นกว่าเดิมจนแทบจะเป็นคนละคน

แต่หมอลลิตาก็ยังมองเขาเหมือนเดิม แจ๊คก็คือเจนภพ เขาเป็นเพียงเพื่อนของเธอคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรพิเศษไปมากกว่านี้ แจ๊คทนไม่ได้ ทำไม ทำไมเธอถึงไม่มีใจให้เขาเลยสักนิด แม้สักนิดเพื่อเปิดโอกาสให้เขาแสดงให้เธอได้เห็นว่าเขาจะทำอะไรให้เธอได้มากมายขนาดไหน

แน่ล่ะ ก็เพราะในวันนี้เธอมีนายตำรวจคนนั้นอยู่ในหัวใจแล้ว... ร้อยตำรวจเอกกาจพล

เมื่อตอนเย็นแจ๊คโทรศัพท์ไปหาเธอ ชวนเธอมาดินเนอร์กัน แต่เธอปฏิเสธเขา บอกว่าเธอมีนัดกับไอ้ผู้กองคนนั้นแล้ว ถึงจะรบเร้ายังไงเธอก็ยังใจแข็งปฏิเสธเขา แจ๊คไม่คุ้นชินกับการถูกปฏิเสธ โดยเฉพาะจากสาวๆ ครั้งนี้เธอทำให้เขารู้สึกถึงสายลมของความพ่ายแพ้ได้พัดหวนกลับมาอีกครั้ง และเขารับไม่ได้

ชายหนุ่มจึงลงมาที่ห้องใต้ดินนี่เพื่อทำให้แน่ใจว่า จากนี้และตลอดไปหมอลลิตาจะไม่มีวันปฏิเสธเขาอีกทั้งกายและใจ เธอจะมีเขาเป็นเจ้าหัวใจเพียงคนเดียวเท่านั้น

“ลลิตา ที่รัก ถึงเวลาที่เธอจะต้องคลานมาหาฉันแล้วล่ะนะ”

แจ๊คหยิบเทียนไขสัตว์สีแดงขึ้นมาจุด จากนั้นต่อเปลวไฟเข้ากับเทียนอีกเป็นร้อยเล่มบนแท่นบูชา กลิ่นไขสัตว์ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ มันทำให้แจ๊ครู้สึกถึงพลังอำนาจที่เคลื่อนตัวเข้ามาโดยรอบ จนกระทั่งเขาโยนเทียนเล่มแดงลงในอ่างใหญ่และเปลวไฟได้ลุกฮือส่งเปลวสีแดงเพลิงโชตช่วงขึ้นนั่นล่ะ เขาจึงเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์ ทั้งดวงตาและวิญญาณ บัดนี้เขาได้กลับเข้าสู่สภาวะของ ผู้กำวิญญาณอีกครั้ง... วิญญาณของหมอลลิตา



สามทุ่มกว่า ผู้กองกาจพลมาจอดรถที่หน้าคอนโดมิเนียมของหมอลลิตา ทีแรกเขานัดกับเธอว่าจะไปดูหนังรอบทุ่มกัน แต่ปรากฏว่าพอจวนเวลานัดเขาก็ต้องโทรศัพท์ไปขอโทษเธอเพราะงานยังติดพัน คงไม่สามารถไปดูหนังตามนัดได้ ซึ่งเธอก็เข้าใจ และยังชวนให้เขาเปลี่ยนโปรแกรมเป็นมากินข้าวที่บ้านเธอแล้วนั่งดูหนังจากแผ่นดีวีดีของเธอก็แล้วกัน น่ารักอย่างนี้จะหาได้ที่ไหนกันเล่า

แม้ชายหนุ่มจะรีบขับรถมาทันทีที่เสร็จงาน แต่ก็ยังมาช้ากว่าเวลาที่นัดกันไปตั้งเกือบชั่วโมง เขาคิดว่าป่านนี้เธอคงจะหิวแย่แล้วเพราะหิ้วท้องรอกินข้าว แต่ปรากฏว่าพอเขาลงจากรถก็เห็นรถของเธอกำลังถอยออกมาจากลานจอดที่ประจำ เขาเลยรีบเดินไปหาเธอ

หมอลลิตาจอดรถและเปิดกระจกเมื่อเห็นเขาก้มลงมาพูดกับเธอ

“หมอลี จะไปไหนเหรอครับ หรือจะออกไปซื้ออะไรแถวนี้”

ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว เมื่อชะโงกหน้าเข้าไปมองจึงเห็นหน้าของหมอลลิตาชัดๆ เขารู้สึกว่าดวงตาของเธอเหม่อลอยชอบกล จึงรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาทันที
“หมอลี ไม่ค่อยสบายหรือเปล่าครับ อย่าขับรถเลย จะไปซื้ออะไรเดี๋ยวผมขับออกไปซื้อให้เองดีกว่า” เขาถือวิสาสะเปิดประตูรถด้านของเธอ เพื่อให้เธอเปลี่ยนไปนั่งตรงเก้าอี้ข้างคนขับแทน “มาครับ ผมขับให้”

แต่นายตำรวจก็ต้องแปลกใจเมื่อหมอลลิตาไม่พูดอะไร กลับดึงประตูรถปิด แล้วทำท่าจะขับรถออกไป

“เอ๊ะ! หมอลี เป็นอะไรครับ โกรธผมที่มาช้าหรือครับ” เขาไม่ยอมให้เธอขับรถเด็ดขาด ดูท่าทางแล้วเหมือนเธอละเมอมากกว่าจะโกรธหรืองอนที่เขามาช้า

ผู้กองกาจพลเปิดประตูออกอีกครั้งก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป คราวนี้เขาดึงกุญแจรถออกมาเลย

ในแสงสว่างของดวงไฟริมถนน หมอลลิตาหันมามองเขา ดวงตาดำขรับที่เคยสุกใสเป็นประกายมีชีวิตชีวากลับดูเหม่อลอยเหมือนตกอยู่ในความฝัน
“ฉันจะไปหาแจ๊ค” เธอพูดกับเขา เป็นประโยคแรกนับตั้งแต่เจอหน้ากัน

“หา อะไรนะ” ชายหนุ่มงุนงง หรือเธอจะโกรธที่เขามาช้า จึงจะหนีไปหาเพื่อนชายของเธอเพื่อเป็นการทำโทษเขา แต่ตั้งแต่รู้จักกันมาหมอลลิตาไม่น่าจะคิดอะไรไร้เหตุผลอย่างนั้น “ไปหาแจ๊คทำไมครับ”

เธอไม่ตอบ

“เขาโทรมาเรียกหมอลีไปหรือครับ เขามีธุระอะไรด่วน” ชายหนุ่มพยายามจะซักถามให้รู้เรื่อง

“ฉันต้องไป...” เสียงของหมอลลิตาเบาเพียงกระซิบ แต่น้ำเสียงมีความร้อนรนที่รู้สึกได้

“โอเค ไปก็ไป แต่ผมจะขับรถให้”

คราวนี้ผู้กองกาจพลไม่ยอมง่ายๆ เขาดึงเธอออกมาจากที่นั่งคนขับอย่างอ่อนโยน พาเธอไปนั่งที่เก้าอี้อีกฝั่ง จากนั้นจึงขับรถพาหมอลลิตาไปยังเพนท์เฮ้าส์ของเพื่อนเธอ ระหว่างทางชายหนุ่มพยายามถามรายละเอียดว่าจะไปพบแจ๊คเรื่องอะไร แต่หมอลลิตาไม่ยอมพูดกับเขา จนกระทั่งชายหนุ่มต้องเงียบไปเอง

“เดี๋ยวก็รู้ ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน” เขาคำรามในคอด้วยความหงุดหงิด



ตอนที่ผู้กองกาจพลเลี้ยวรถเข้าไปจอด แจ๊คยืนอยู่ที่หน้าตึกของเขา ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าสีหน้าของแจ๊คเปลี่ยนจากยิ้มชื่นไปเป็นแข็งกระด้างทันทีที่เห็นว่าหมอลลิตาไม่ได้มาคนเดียวแต่มากับเขา นายตำรวจไม่แคร์ว่านายคนนี้จะคิดยังไง ผู้ชายแบบไหนกันที่เรียกให้ผู้หญิงมาหาตัวเองตอนค่ำมืดดึกดื่นอย่างนี้ ต่อให้นายคนนี้มีเรื่องสำคัญก็เถอะ ผู้กองกาจพลตั้งใจว่าเมื่อคุยธุระเสร็จแล้วก็จะรีบพาหมอลลิตากลับบ้านทันที
“อ้าว ผู้กองมาด้วยเหรอครับ” เขาทักทายเมื่อทั้งสองคนลงจากรถ

“ครับ หวังว่าคุณคงไม่ว่าอะไรที่ผมมาด้วย ไม่อยากให้หมอลีขับรถเองตอนค่ำๆ มืดๆ น่ะครับ ยังไงเธอก็เป็นผู้หญิง” ชายหนุ่มไม่รู้ว่านายคนนี้จะรู้สึกผิดขึ้นมาบ้างไหม แต่ดูท่าจะไม่

“งั้นก็เชิญขึ้นบ้านกันก่อนครับ” แจ๊คผายมือไปที่ด้านใน “ขอโทษทีที่คงต้องให้รอสักนิดเพราะผมไม่ทราบว่าผู้กองจะมาด้วย อาจจะต้องเพิ่มอาหารอีกนิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมใช้เวลาไม่นานหรอก” แจ๊คพูดพลางเดินนำเข้าไปในตึก เขาตรงไปที่ลิฟท์ซึ่งขึ้นตรงไปยังเพนท์เฮ้าส์

“คุณแจ๊ค ชวนหมอลีมากินอาหารเท่านั้นหรือมีธุระสำคัญอะไรต้องคุยกันหรือเปล่าครับ” นายตำรวจอดถามเสียไม่ได้ ก็ดูทีท่าอีกฝ่ายออกจะสบายๆ ไม่ได้มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรจนถึงขนาดต้องเรียกหมอลลิตามาหากลางดึกนี่นา

“อ๋อ ก็แค่กินข้าวกันธรรมดาครับ ปกติผมก็จะกินดึกหน่อย” เขาหันมาตอบ จากนั้นกดปุ่มลิฟท์ขึ้นไปยังเพนท์เฮ้าส์ ชั่วอึดใจประตูลิฟท์ก็เปิดออก เขาพาแขกไปยังโซฟารับแขก

“ระหว่างที่ผมทำอาหารเพิ่ม ก็ดื่มเรียกน้ำย่อยกันนิดหน่อยดีไหม ผู้กองชอบอะไรครับ ไวน์ หรือ วิสกี้”

“เอาเหมือนคุณก็ได้ครับ สะดวกดี” ผู้กองกาจพลไม่ได้สนใจเครื่องดื่มที่เขาเสนอ

“ของลี เอาเหมือนเดิมนะครับ ที่รัก” แจ๊คหันไปทางหญิงสาวที่นั่งอยู่ เธอไม่ได้หันมาตอบ

นายตำรวจหนุ่มรู้สึกไม่ดี ไม่ดีเอาจริงๆ หมอลลิตาไม่เคยเป็นอย่างนี้ เขาไม่รู้เลยว่าเธอเป็นอะไรไป ทีแรกเขาคิดว่าเธอโกรธที่เขามาช้า แต่เมื่อดูๆ ไปหมอลลิตาไม่ได้พูดประชดหรือแสดงอาการที่บอกว่าเธอโกรธเขาเลยสักนิด ดูเหมือนว่าเธอจะซึมและเหม่อลอย บางทีเธออาจจะไม่สบายแต่ก็ยังฝืนมาเพราะนายคนนี้โทรไปชวน คิดอย่างนั้นแล้วผู้กองกาจพลยิ่งไม่ชอบหน้าผู้ชายคนนี้มากขึ้นไปใหญ่

เพนท์เฮ้าส์ของเขากว้างใหญ่ แต่ทุกส่วนเปิดโล่งถึงกันหมด ไม่มีห้องหับที่ปิดประตูนอกจากตรงมุมด้านหลังเคาน์เตอร์ครัวที่น่าจะเป็นห้องน้ำ ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่ามีบันไดขึ้นไปยังชั้นลอย ตรงนั้นน่าจะเป็นห้องนอนของเขาและดาดฟ้าซึ่งเป็นสระว่ายน้ำที่หมอลลิตาเคยมาว่าย ไม่มีส่วนปิดทึบที่ปิดล็อกได้ ผู้กองกาจพลอยากจะแน่ใจว่าประตูที่เขาเห็นนั้นเป็นห้องน้ำจริงๆ เขาจึงพูดขึ้น ตอนที่แจ๊คเอาแก้วไวน์มาส่งให้เขากับหมอลลิตา

“อ่า... ผมขอใช้ห้องน้ำหน่อยนะครับ” เขาจิบไวน์แล้วพูดขึ้น

“ตามสบายครับ” แจ๊คยืนอยู่ที่โซฟาข้างหญิงสาว

ชายหนุ่มวางแก้วไวน์ไว้ที่โต๊ะแล้ว เดินเข้าไปสำรวจห้องน้ำหลังเคาน์เตอร์

แจ๊คจ้องมองแผ่นหลังของนายตำรวจหนุ่ม เขารอจนประตูห้องน้ำปิดลงแล้วจึงหันมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เขาเชยคางเธอให้ใบหน้าเหม่อลอยนั้นเงยขึ้นสบตากับเขา

“ไอ้หมอนี่มันน่ารำคาญจริงๆ นะ ที่รัก”

แจ๊คล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงของเขา แล้วหยิบสร้อยเชือกที่ร้อยถุงผ้ากระสอบใบเล็กขึ้นมา เขาถือมันไว้ตรงหน้าเธอแล้วค่อยๆ คล้องมันผ่านศีรษะของหญิงสาว

ดวงตาเหม่อลอยของหมอลลิตามีน้ำเอ่อคลอขึ้นมา เหมือนกับว่าสติในร่างที่นั่งนิ่งขึงอยู่นั้นจะรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนต้านทานได้ เมื่อเส้นเชือกผ่านศีรษะเข้าคล้องคอ ร่างของหญิงสาวสั่นเยือกคล้ายหนาวสะท้าน เธอกะพริบตาสองสามทีเหมือนพยายามจะต่อต้าน และจากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิม

แจ๊คยิ้ม เขาเก็บสร้อยเชือกห้อยถุงกระสอบเข้าไปด้านในสาบเสื้อของเธอ ไม่มีใครเห็นสร้อยมนตราเส้นนี้แน่นอน

“ที่รัก... คืนนี้อาจจะไม่สะดวก แต่ไม่เป็นไร ฉันคอยได้ อีกไม่นานหรอกเธอจะกลับมาหาฉันเอง” เขายิ้ม เป็นยิ้มเย็นของผู้กำดวงวิญญาณ

ชั่วครู่หนึ่งที่ดวงตาซึ่งจ้องมองมายังหญิงสาวกลับกลายเป็นหลุมดำมืดไร้ของเขตไปทั้งดวง มันกลับมาเป็นปกติอีกครั้งเมื่อผู้กองกาจพลเปิดประตูห้องน้ำออกมา
7
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 13
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 17, 2017, 06:08:29 PM »

บทที่ 13

ในความมืด เสียงสำลักลมหายใจครอกๆ ที่ได้ยินเมื่อครู่หายไปแล้ว ละม้ายรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแตกหักคามือของเขา จากนั้นเขาปล่อยมือออกจากลำคอของเหยื่อ ร่างของมันร่วงผล็อยเหมือนผ้าขี้ริ้วลงไปในคูน้ำ ได้ยินเสียงน้ำแตกกระจายเบามากเมื่อเทียบกับเสียงหมาในสวนที่ทั้งเห่ากรรโชกทั้งหอนรับกันระงม

ระหว่างดิ้นรน ไอ้คนที่เขาบีบคอคงกำถุงผ้าที่ห้อยมากับเชือกคล้องคอของเขา และเมื่อร่างของมันหล่นลงไปในคลองจึงดึงเชือกจนขาดออกจากกัน

จากนั้นละม้ายรู้สึกเหมือนหมอกมืดหนาที่ปกคลุมอยู่รอบตัวของเขาค่อยๆ จางหายไป ดวงจิตของเขารับรู้ได้ว่าพันธนาการที่เหมือนบ่วงไฟร้อนสุดทรมานจากไสยเวทย์ประหลาดที่ผูกมัดอยู่นั้นได้ขาดผึงไปแล้ว ในที่สุดเขารู้ตัวว่าตัวเองกำลังยืนอยู่ในสวนผลไม้ที่ไหนสักแห่งท่ามกลางความมืดของคืนแรม ในคูน้ำมีร่างของคนที่ตายด้วยน้ำมือของเขานอนจมอยู่ครึ่งตัว ละม้ายฆ่ามัน เพราะเขาถูกสั่งให้ฆ่า และไม่มีทางที่จะปฏิเสธคำสั่งนั้นได้ แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกถึงการบีบบังคับสุดทรมานนั้นอีกแล้ว

แต่ละม้ายก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ เขาเหมือนหลงทางอยู่ในสายหมอกหนา สัญชาตญาณบอกเพียงว่าต้องหนีออกมาจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด ระหว่างหาที่หลบซ่อนตัว เขาเห็นผิวหนังตัวเองที่เน่าเปื่อย บางแห่งอย่างใบหน้าและเท้าข้างหนึ่งของเขา เนื้อเยื่อเน่าเฟะจนหลุดออกเหลือแต่กระดูกขาวโพลน

ในความมึนงงคิดอะไรไม่ออก เหมือนสมองของเขาแหว่งวิ่นขาดหาย ภาพใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏชัดขึ้น มาลัย

ในความมืดมิดทรมานที่ผ่านมา บางครั้งเขาได้ยินเสียงของลูกสาว เสียงพระสวด สิ่งเหล่านี้ทำให้บ่วงไฟที่รัดแน่นคลายร้อนลงเหมือนปาฏิหาริย์ น้ำร้อนๆ เอ่อท้นขึ้นมาในเบ้าตาที่กำลังเน่าของเขา ลูกทำบุญให้เขา เธอคงไม่รู้ว่าร่างของเขาไม่ได้อยู่ในโลงที่กำลังตั้งสวดบำเพ็ญกุศล
มัน ทำให้เขาเป็นอย่างนี้! ไอ้หมอผีคนนั้นมันใช้ร่างกายของเขา

แม้ร่างจะเน่าเปื่อยผุพัง แต่ดวงจิตของละม้ายคลั่งแค้นสาหัส



เย็นนี้ผู้กองกาจพลแวะมาคุยกับหมอลลิตาก่อนกลับคอนโดมิเนียมของตัวเอง สิ่งที่เขาได้รับรู้มาในวันนี้มันพิลึกมากพอที่เขาจะฟันธงกับตัวเองได้ว่าเขาเจอเอาคดีพิศดารเข้าให้อีกคดีหนึ่งแล้ว

ชายหนุ่มเชื่อว่าเมื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง หมอลลิตาคงจะให้ข้อมูลเขาได้แน่ไม่มากก็น้อย เธออ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติมามากพอดู และไอ้สิ่งที่เขารู้มาในวันนี้มันก็เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติที่เขาไปปรึกษาใครก็คงไม่เหมาะเท่ามาปรึกษาเธอ

 “เนื้อเยื่อของคนตายหรือคะ” หมอลลิตาเด้งตัวขึ้นมาจากพนักเก้าอี้โซฟาในทันทีที่ได้ยินเขาพูดจบ

“ครับ ยัยสุมันก็ไม่อยากจะเชื่อ แต่ผลตรวจออกมาอย่างนั้น สิ่งที่ติดอยู่ตามมือและคอของผู้ตายคือเนื้อเยื่อของมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ตายมาแล้วหลายวันและมันก็เน่าแล้วครับ” ผู้กองกาจพลพูดแล้วก็รู้สึกว่าขนอ่อนที่หลังคอลุกขึ้นมาอีกครั้ง ยังไงยังไง้ไอ้ความรู้สึกกลัวผีของเขาก็ไม่เคยหายไปสักที

นายตำรวจเสเอื้อมมือไปหยิบถ้วยกาแฟเย็นชืดขึ้นมาจิบ แล้ววางลงบนโต๊ะรับแขก พวกเขานั่งคุยกันอยู่ภายในห้องนั่งเล่นที่คอนโดมิเนียมของหมอลลิตา

“จากที่ผู้กองเล่าให้ลีฟัง พนันกันได้เลยว่าสิ่งที่พบที่ศพนายจำรัสก็คือเนื้อเยื่อคนตายเหมือนกัน” หมอลลิตาพูดแล้วก็ยกมือขึ้นกอดอก มือข้างหนึ่งเท้าคาง จ้องมองมาทางเขาเหมือนจะรอคำตอบ

“ดูด้วยตาเปล่า มันเหมือนกันเลยครับ เชื่อว่าผลตรวจก็น่าจะออกมาแบบเดียวกัน” นายตำรวจพยักหน้า

หญิงสาวเงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไรในใจ

“แต่คราวนี้ เราได้เบาะแสเพิ่ม น่าสนใจทีเดียว”

“อะไรหรือคะ”

“ในมือศพนายจำรัสกำถุงผ้าเล็กๆ เอาไว้ถุงหนึ่งครับ มันถูกร้อยเชือกไว้เหมือนเป็นเครื่องรางสักอย่างที่คนใช้ห้อยคอ เราเชื่อว่านายจำรัสคงจะดึงเอามาจากฆาตกร แต่ที่น่าสนใจก็คือของที่อยู่ในถุงเล็กๆ ใบนั้น”

“ในถุงผ้ามีอะไรหรือคะ”

“ชิ้นส่วนคล้ายกระดูกหรือฟัน เมล็ดพืชสีเหมือนเลือดแห้ง รากไม้ และเศษผมหรือขนของสัตว์” ชายหนุ่มพยายามนึกว่าเขาเห็นอะไรบ้าง ทุกอย่างล้วนเป็นข้อมูลที่สำคัญทั้งนั้น

“เจอขนหรือผมด้วยหรือคะ” หญิงสาวถามแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือซึ่งสร้างกินพื้นที่ทั้งหมดของผนังด้านหนึ่ง

“ใช่ครับ ผมส่งไปตรวจดีเอ็นเอแล้ว แต่เท่าที่ดูผมว่าเป็นผมคนนะ เส้นขอดหยิก เหมือนผมของนายจำรัสนั่นล่ะ” ชายหนุ่มเดินตามเธอมาที่ชั้นหนังสือขนาดมหึมา

หญิงสาวไล่นิ้วไปตามสันหนังสือ

“หมอลีหาอะไรหรือครับ”

“เรื่องเกี่ยวกับวูดูค่ะ”

“หืมม์” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว

“จากที่ฟังผู้กองเล่านี่ทำให้ลีนึกไปถึงเรื่องของหมอผีวูดูค่ะ” เธอยังคงไล่นิ้วไปตามสันหนังสือเล่มน้อยใหญ่บนชั้นเล่มแล้วเล่มเล่า “ที่ลีจำได้ก็เพราะวันก่อนเพิ่งจะเลือกหนังสือเกี่ยวกับวูดูไปให้ผู้กองอ่านเล่มหนึ่งไงคะ” เธอหันมามองหน้าเขา แล้วหันกลับไปสนใจหนังสืออีกครั้งเมื่อพูดว่า “แต่ลีว่าผู้กองคงยังไม่ได้หยิบมันมาดูหน้าปกเลยด้วยซ้ำไปละมัง”

เขาไม่ได้แก้ตัว ก็มันจริงอย่างที่เธอว่า เขายังไม่ได้หยิบมันมาอ่านเลย

“นี่ไง เจอแล้ว ลีมีตรงนี้อีกเล่มนึงที่พูดเกี่ยวกับวูดู” เธอหยิบหนังสือเล่มหนาบึกมาเปิด หน้าปกมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับแอฟริกัน เธอไล่ปลายนิ้วไปตามหน้าสารบาญ แล้วพลิกหาหน้าที่ต้องการ

บนหน้าหนังสือเล่มนั้นมีภาพวาดเป็นลายเส้นขาว-ดำของถุงผ้าที่ร้อยเชือกเป็นสายสร้อย และมีภาพของสิ่งต่างๆ วางเอาไว้โดยรอบ

“เครื่องรางที่เป็นเอกลักษณ์ของความเชื่อแขนงนี้คือ โมโจ (Mojo) มีลักษณะเป็นถุงใส่สมุนไพร รากไม้ เศษกระดูกหรือชิ้นส่วนเล็กๆ ของสัตว์ เหรียญ หินต่างๆ ตลอดจนวัสดุอื่นๆ ที่เชื่อว่ามีพลังพิเศษ....” หญิงสาวอ่านข้อความในหนังสือเสร็จแล้วหันมาสบตากับเขา

“โอ... ไม่นะ” นายตำรวจยกสองมือขึ้นกุมศีรษะตัวเอง ร้องออกมาอย่างหมดแรง “นี่มันไม่ใช่คดีธรรมดาแน่ๆ แล้วใช่ไหมครับ”

“ลีว่าผู้กองควรจะเอาหนังสือนี่ไปอ่านดูนะคะ” เธอส่งหนังสือเล่มหนามาให้เขา “อันที่จริงก็น่าจะอ่านอีกเล่มที่ลีให้ยืมไปวันก่อนด้วย เล่มนั้นน่ะมีเรื่องเกี่ยวกับวูดูให้ค้นมากกว่านี้อีก ลีเชื่อว่าผู้กองจะได้รู้อะไรที่น่าแปลกใจจากหนังสือทั้งสองเล่มนี้แน่ๆ เลยค่ะ”

“โอเค ถ้างั้นผมจะกลับไปอ่านมันล่ะ ขอบคุณมากครับหมอลีที่ให้ยืมหนังสือ อ้อ รวมทั้งที่ทำไข่เจียวแหนมให้กินเมื่อตอนเย็นด้วย” เขายิ้มให้เธอจนตาหยี เพราะเขามาหาเธอมือเปล่าไม่ได้หิ้วอะไรมาฝากเธอเลย เธอก็ไม่ได้เตรียมอะไรไว้จึงทำกับข้าวง่ายๆ ให้เขากิน เธอเจียวไข่ได้รสดีทีเดียว

“ขับรถดีๆ นะคะ ผู้กอง ราตรีสวัสดิ์ค่ะ” เธอเดินไปส่งเขาที่ประตู

“ราตรีสวัสดิ์ ฝันดีครับ หมอลี” เขายิ้มให้เธอ

เมื่อผู้กองกาจพลกลับไปแล้วหญิงสาวก็เดินมาเก็บแก้วเครื่องดื่มไปล้างอย่างใจลอย เธอกำลังคิดว่าเธอเคยเห็นถุงผ้าที่วาดไว้ในหนังสือเล่มนั้นที่ไหมมาก่อน
8
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 12
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 17, 2017, 06:05:52 PM »

บทที่ 12
   
   ผู้กองกาจพลนั่งลงมองใบหน้าของศพที่นอนพาดตัวคาอยู่ในคูน้ำภายในสวนย่านนนทบุรี ดวงตาของศพเหลือกลานเหมือนตกใจสุดขีด ตามเนื้อตัวมีรอยถลอกที่เกิดจากกิ่งไม้ เสื้อผ้าบางส่วนฉีกขาด ดูคล้ายเขาวิ่งเตลิดเปิดเปิงผ่านกิ่งไม้ในสวนเพื่อหนีเอาชีวิตรอด
และจากใบหน้าในภาพถ่ายที่ผู้กองกาจพลบันทึกไว้เมื่อไม่นานมานี้ นี่คือนายจำรัสผู้ต้องสงสัยคดีศพหายที่เขากำลังตามหาตัว ไม่ผิดแน่ แต่ทำไมถึงมานอนตายน่าอนาถอยู่ที่นี่ นายตำรวจนึกไปถึงผู้ต้องหาอีกคนที่กำลังติดตามอยู่

เขาเช็คไปทางบ้านเกิดของสัปเหร่อบุญมีว่าได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ปรากฏว่าทางนั้นก็ยังเงียบอยู่ ในครั้งแรกที่เห็นผู้กองกาจพลคิดไปว่า เป็นไปได้ไหมว่าผู้ต้องสงสัยสองคนนี้มีเรื่องขัดใจกัน จึงฆ่าอีกฝ่าย แต่เมื่อตรวจดูสภาพศพแล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะชายผอมแห้งไม่มีเรี่ยวแรงอย่างสัปเหร่อบุญมีไม่มีทางทำอย่างนี้ได้แน่

ผู้กองกาจพลสอบถามเจ้าของสวนซึ่งเป็นชายชราวัยเกือบแปดสิบปีแต่ยังดูแข็งแรงทะมัดทะแมงไม่แพ้หนุ่มๆ แกบอกว่านายจำรัสเป็นเพื่อนหลานชาย มาขออาศัยนอนที่กระท่อมท้ายสวนสองสามวัน พอได้งานโรงงานแถวนี้แล้วก็จะไป และตอนนี้หลานชายของแกก็ไม่อยู่ เขาต้องออกต่างจังหวัดไปกับที่ทำงาน กว่าจะกลับคงจะเป็นวันพรุ่งนี้จึงจะไปให้ปากคำได้ ส่วนตัวแกเองไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้

ดูจากสภาพศพที่ลำคอมีร่องรอยเขียวช้ำและศีรษะหมุนได้รอบเหมือนกับคดีของนายธรรมรงค์ ทำให้นายตำรวจหนักใจขึ้นมาทันที ฆาตกรคนเดิมเสียละมัง หรือนี่จะเป็นคดีฆาตกรต่อเนื่อง ฆาตกรที่โหดเหี้ยมและกดดันการทำงานของตำรวจมากที่สุด มันฆ่าคนเหมือนเครื่องจักร ศพแล้วศพเล่า ไม่มีใครรู้ว่าเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจะเป็นใครและไปโผล่ที่ไหน คดีอย่างนี้ทำให้ผู้คนประสาทเสียกันทั้งเมือง

“เหมือนรายนายธรรมรงค์นะครับ แต่รายนี้ดูเหมือนจะรู้ตัวก่อนเลยหนีเสียป่าราบ” เจ้าหน้าที่ชันสูตรพูดขึ้นขณะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพศพ แล้วหันมาถามเสียงค่อยพอได้ยินกันสองคน “ผู้กองคิดว่านี่เป็นฆาตกรต่อเนื่องหรือเปล่าครับ”

“ภาวนาขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย เรายังจะไม่แถลงข่าวอะไรจนกว่าจะได้รายละเอียดที่แน่ชัด ผมไม่อยากให้แตกตื่นกันไป คุณก็รู้ว่าในโลกโซเชี่ยลข่าวไปเร็วขนาดไหน”

“ถ้าหลุดออกไปละก็แชร์กันว่อนเลยล่ะ จริงบ้างไม่จริงบ้างก็ล่อกันให้มั่วไปหมด ผู้คนคงไม่กล้าออกนอกบ้านนะครับ” เจ้าหน้าที่ส่ายหน้า

“ปวดหัวพิลึกล่ะครับ” ผู้กองกาจพลถอนหายใจเมื่อนึกถึงความเป็นจริง

นายตำรวจมองไปทั่วร่างของนายจำรัสขณะที่เจ้าหน้าที่ชันสูตรกำลังทำงานของเขา นอกจากโคลนท้องร่องที่เลอะไปทั่วร่างบวมอืด ผู้กองกาจพลเห็นอะไรบางอย่างที่มือของศพด้วย

“นั่นอะไรครับ” ชายหนุ่มถามเจ้าหน้าที่ พเยิดหน้าไปที่ศพ

“คราบเละๆ นี่หรือครับ” เขาถ่ายภาพมือของศพแล้วใช้ไม้พันสำลีป้ายเอาตัวอย่างสิ่งที่ดูคล้ายเมือกของอะไรบางอย่างใส่ถุงเก็บหลักฐาน “อืมม์ ผมว่าไม่ใช่โคลนนะ” เขาทำจมูกฟุดฟิด “มันมีกลิ่นเน่า แต่เรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรแน่ เดี๋ยวผมจะเก็บตัวอย่างไป คงต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งถึงจะบอกได้ว่าเป็นคราบเมือกของอะไร”

“ผมหมายถึงเขากำอะไรไว้ในมือข้างนั้น” ผู้กองกาจพลชี้ไปที่มืออีกข้างของศพ

เจ้าหน้าที่ชันสูตรมองตามแล้วย่นหัวคิ้วเมื่อเห็นมืออีกข้างกำแน่น เขายกกล้องขึ้นเก็บภาพอีกครั้ง แล้วค่อยๆ แกะกำมือนั้นออกอย่างยากเย็นเพราะศพแข็งแล้ว แต่พอมือคลายออกทั้งเจ้าหน้าที่ชันสูตรและผู้กองกาจพลก็ต้องย่นหัวคิ้วเหมือนกัน ต่างคนต่างเพ่งมองสิ่งที่อยู่ในมือศพนายจำรัสด้วยความอยากรู้

“อะไรวะเนี่ย?” นายตำรวจพึมพำกับตัวเอง

“ดูเหมือนถุงผ้า” เจ้าหน้าที่ชันสูตรถ่ายภาพเก็บไว้อีกสองสามภาพ จากนั้นหยิบมันส่งมาให้นายตำรวจ

ผู้กองกาจพลจับมันพลิกไปมา จากนั้นปูผ้ายางลงที่พื้นแล้วจึงเปิดถุงออกอย่างระมัดระวัง เขาเทสิ่งที่อยู่ข้างในลงในมือซึ่งใส่ถุงมือกันหลักฐานปนเปื้อน

เจ้าหน้าที่กดชัตเตอร์ถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ในมือผู้กองกาจพลเก็บไว้หลายภาพ มันมีชิ้นส่วนเล็กๆ สีขาวขุ่นคล้ายกระดูก เมล็ดพืชสีแดงก่ำๆ เหมือนเลือดแห้ง รากไม้ และเศษผมหรือขน เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นของคนหรือสัตว์ นายตำรวจใส่สิ่งของทั้งหมดนี้ลงในถุงผ้าอย่างเดิมแล้วหย่อนมันลงในถุงพลาสติกเก็บหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ส่งมาให้

“บิงโก” ผู้กองกาจพลเงยหน้าขึ้นมาจากหลักฐานสำคัญ ยิ้มให้กับเพื่อนร่วมอาชีพ “อย่างน้อยเราก็มีอะไรในมือมากกว่าคดีนายธรรมรงค์”

“ไอ้ของในถุงนั่นพิลึกมากครับ ขนหรือผมที่อยู่ในถุง มันทำให้ผมขนลุก” เจ้าหน้าที่ทำท่าหนาวเยือก

ผู้กองกาจพลก็รู้สึกว่าขนที่ท้ายทอยลุกซู่ขึ้นมาเหมือนกันตอนที่เปิดถุงผ้านั่น แต่เขาเริ่มจะชินกับความรู้สึกที่เป็นลางสังหรณ์นี้มากขึ้นทุกทีจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นหลักฐานสำคัญชิ้นแรกที่จะนำไปยังความลับดำมืดที่อยู่เบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่ชันสูตรเรียกลูกน้องมาช่วยกันบรรจุศพลงในถุงพลาสติกใบใหญ่

 “ถ้าผู้กองไม่มีอะไรแล้ว ผมไปก่อนล่ะครับ”

“หลักฐานนี่ผมจะส่งไปตรวจว่ามันมีอะไรอยู่ในถุงบ้าง” นายตำรวจชูถุงพลาสติกเก็บหลักฐานในมือ

“ครับ อ้อ... ศพเคสนี้ น่าจะเป็นหมอสุภาวดีดูแลครับ” เขาหันมาบอกเมื่อผู้ช่วยยกศพขึ้นเปลหามไป

“ขอบคุณครับ” ผู้กองกาจพลพยักหน้าให้เขาอย่างเป็นมิตร

ตอนนั้นเองที่จ่าดำโทรศัพท์เข้ามา

“ว่าไงครับจ่า” นายตำรวจทักออกไป

“ผู้กองครับ ผลลายนิ้วมือจากศพนายธรรมรงค์ส่งมาแล้วครับ ผมรีบโทรมาบอกตามที่ผู้กองสั่งไว้” เสียงจ่าดำรายงานมาตามสาย

“ได้ชื่อไหมครับ”

“ไม่ได้ครับผู้กอง ลายมือที่เป็นหลักฐานไม่ปรากฏอยู่ในฐานของมูลของเราเลยครับ”

“ไม่มีอยู่ในประวัติคนร้ายหรือ” นายตำรวจรู้สึกห่อเหี่ยว “โอเคครับจ่า เราต้องค้นจากฐานข้อมูลอื่น อาจจะต้องรอนานหน่อย ขอบคุณที่ส่งข่าวมาครับ”

“ครับผม” จ่าดำวางสายไป

นายตำรวจถอนหายใจ ก่อนจะต่อสายไปหาเพื่อนของเขา ยังมีอีกเรื่องที่เขาต้องตาม

“เฮ้ยสุ” ชายหนุ่มทักไปทันทีที่อีกฝ่ายกดรับสาย กำลังจะต่อว่าว่าทำไมทางนั้นไม่ติดต่อแจ้งผลที่เขารอ แต่ยัยสุก็ส่งเสียงด่าแซงหน้าไปก่อน”

“แกนี่ แกเอาอะไรมาให้ฉันตรวจวะ ไอ้ผู้กอง เคสของแกแต่ละเคสนี่มันบ้าบอที่สุด”

“เฮ้ยๆ เป็นอะไรวะ”

“แกมานี่เลย มาหาฉันให้ไว แล้วค่อยคุยกัน” ยัยสุพูดแค่นั้นแล้วก็วางสายไป



ผู้กองกาจพลไปถึงหน้าห้องทำงานของหมอสุภาวดี หรือจะเรียกให้ชัดก็คือห้องชันสูตรศพเอาตอนเที่ยงกว่า เขาพบเพื่อนกำลังนั่งกินแฮมเบอร์เกอร์อยู่ที่ส่วนนั่งพักหน้าห้อง นึกดีใจที่ตัวเองไม่ต้องเข้าไปคุยกับยัยสุในห้องผ่าชันสูตรที่เขาแสนจะหลอน ก็กลิ่นของมันนั่นแหละ

“เฮ้ย วันนี้พักกินข้าวเร็วนี่ กะจะชวนไปกินข้าวที่ห้างตรงข้ามนี่เสียหน่อย แหม... ไม่ทัน” ชายหนุ่มทักทายแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับเธอ

“ไม่ต้องมาพูดเลย ถ้าจะเลี้ยงแกน่าจะบอกเสียตั้งแต่ตอนที่โทรมาแล้ว” หญิงสาวกัดเบอร์เก้อคำโต ซอสมะเขือเทศทะลักออกมาจากอีกด้านของขนมปังไหลเปื้อนมือ เธอเลียมัน

“อี๋” ชายหนุ่มย่นจมูก เขานึกดีใจที่ตัวเองก็ยังไม่ได้กินอะไรมาก่อน เพราะก็ไม่แน่ใจว่าจะกินลง อย่างไรก็ตามเขากะว่าจะชวนยัยสุคุยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับงานของเธอไปก่อน ระหว่างที่เธอกำลังกิน ก็พอดีหญิงสาวพูดขึ้น

“แกกับหมอลีเป็นไงบ้าง”

“ก็โอเคนะ แต่รู้สึกว่าช่วงนี้หมอจะไปทำผมร้านนายแจ๊คบ่อยไปหน่อย วันก่อนไปว่ายน้ำที่เพนท์เฮ้าเขาด้วย” เขาฟ้อง

“ก็ทำไมไม่เฝ้าไว้ให้ดีๆ เล่า” เพื่อนถลึงตาดุกลับมาเสียอีก

“ช่วงนี้งานฉันจะทับตาย ไม่มีเวลาเฝ้าสาวเลยว่ะ เฮ้อ เมื่อเช้าก็เจออีกคดีนึงแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเคสใหม่ของแกนั่นล่ะ” เขาพเยิดหน้าให้

“เออ รู้แล้วล่ะ เขาส่งงานมาแล้ว แต่ยังไม่มีเวลาดูเลย”

“ลักษณะการตายเหมือนคดีนายธรรมรงค์”

“คอหัก?”

“ใช่ แล้วก็มี...” นายตำรวจขยับนิ้วชี้มือขวาถูไปตามฝ่ามือซ้าย “เมือกติดที่มือ”

“หา อีกแล้วเหรอ” ผู้กองกาจพลเห็นตาตี่ๆ หลังแว่นหนาของเพื่อนเบิกกว้างขึ้น

“ทำไมเหรอ”

“ที่ฉันเรียกแกมาก็เรื่องเมือกที่ติดมือคนตายที่ส่งไปตรวจนี่ล่ะ ผลตรวจเมือกที่มือนายธรรมรงค์ออกมาแล้ว” หญิงสาวยัดแฮมเบอร์เกอร์คำสุดท้ายเข้าปากแล้วขยำกระดาษห่อโยนลงถังขยะใกล้ๆ อย่างแม่นยำ “มาๆ เข้ามาในห้องสิ ฉันจะให้แกดู” เธอยืนขึ้นแล้วทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องชันสูตร

“แกบอกมาเลยโดยไม่ต้องให้ฉันดูอะไรไม่ได้เหรอวะ เดี๋ยวฉันก็จะกินข้าวแล้ว นึกว่าสงสารเหอะ”

“บ๊ะ ไอ้นี่ ฉันก็ตั้งใจจะอธิบายเปรียบเทียบให้มันชัดๆ ฉันกลัวว่าแกจะไม่เชื่อน่ะสิ” หญิงสาวย่นจมูกใส่ แต่ก็นั่งลงข้างเขาอีกที

“เออ... เชื่อๆ เอาแค่สรุปเหอะ ไหว้ล่ะ ผลออกมาว่ามันคืออะไรวะ” เขาถาม

นายตำรวจนึกแปลกใจที่สีหน้าของเพื่อนแปลกไป ยัยสุทำหน้าปั้นยาก เหมือนเวลาที่จะบอกเรื่องสำคัญบางอย่างแต่ยังลังเลเพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

“เออ... แกนี่ช่างขยันเอาเคสประหลาดๆ อะไรมาให้ฉันทำนะ รู้ไหมว่าเวลาเขียนรายงานมันเขียนยาก ใครเขาจะเชื่อฉันวะ”

“อะไรของแก” นายตำรวจย่นหัวคิ้ว

“ก็ไอ้เมือกเน่าๆ ที่ติดมือกับที่ติดอยู่ที่ลำคอศพนายธรรมรงค์น่ะ มันคือเนื้อเยื่อเน่าเปื่อยของมนุษย์” หญิงสาวพูดแล้วก็ทำตาปริบๆ

“แกว่าไงนะ” เขาเอียงคอด้วยความประหลาดใจ

“เออ พูดให้ชัดๆ กันไปก็คือไอ้คนที่บีบคอเขาน่ะมันตายมาหลายวันแล้ว ตายก่อนนายธรรมรงค์เสียอีกน่ะสิโว้ย” ตาตี่ของหมอสุภาวดีเบิกกว้างอยู่หลังเล็นแว่น บอกได้เลยว่าเธอไม่ได้ล้อเขาเล่น

9
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 11
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 17, 2017, 06:01:50 PM »

บทที่ 11

ผู้กองกาจพลกลับมาที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลอีกครั้ง เขานัดกับนายชำนาญไว้เพื่อสอบปากคำเพิ่ม นายคนนี้ไม่ยอมไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจโดยอ้างว่าลางานไม่ได้ ซึ่งปรากฏว่าเป็นเรื่องดีไป เพราะตอนที่นายตำรวจเดินจากลานจอดรถมาที่ห้องเก็บศพ เขาต้องเดินผ่านอาคารเก่าหลังหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับห้องเก็บศพนั้น และเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าคนงานกำลังทุบผนังตึกกันโครมๆ และดูว่าคงจะเริ่มงานกันไปเป็นสัปดาห์แล้ว เพราะเหลืองานอีกไม่เท่าไหร่ นายตำรวจจึงคิดไปถึงก้อนคอนกรีตที่อยู่ในโลงเปล่าของนายละม้าย เขาพอจะรู้แล้วว่ามันมาจากไหน

“อ้าว ผู้กอง” นายชำนาญ เจ้าหน้าที่รูปร่างผอมสูงเอ่ยทักขึ้นเมื่อผู้กองกาจพลก้าวเข้าประตูไป

“สวัสดีครับคุณชำนาญ”

“แหมผมนึกว่าจะไม่มาแล้ว กำลังคิดจะเดินไปกินก๋วยเตี๋ยวอยู่เลย เชิญนั่งก่อนครับ”

นายตำรวจเกือบจะยกนาฬิกาขึ้นดูแล้วแต่ยั้งมือไว้ทัน ก็มันเพิ่งจะสิบโมงกว่าเท่านั้น นายคนนี้จะรีบหิวไปไหน

“ขอเวลาสักนิดครับ คุณชำนาญเป็นคนที่อยู่เวรวันเดียวกับนายจำรัสเมื่อสัปดาห์ที่แล้วใช่ไหมครับ”

“ใช่ครับ ผมก็บอกทุกอย่างไปกับจ่าตำรวจคนนั้นหมดแล้วนี่” ชายร่างสูงย่นหัวคิ้ว

นายตำรวจไม่สนใจว่าเขาจะบ่นอะไร “คุณอยู่เวรกับนายจำรัส ตั้งแต่เช้าไม่เห็นอะไรผิดสังเกตบ้างเลยหรือครับ”

“ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่”

“หรือว่าคุณไม่ได้อยู่ตลอด”

เจ้าหน้าที่ร่างสูงมีสีหน้าอึดอัดที่ถูกดักคอ

เป็นเพราะผู้กองกาจพลจับสังเกตได้ว่านายชำนาญทำท่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่ยังไม่พักเที่ยง เป็นไปได้ว่าเมื่อจ่าดำสอบปากคำเขาก็ไม่รู้อะไรเพราะอู้งานนั่นเอง

“ผมจะไม่ทำให้คุณลำบากใจหรอกนะ ถ้าคุณจะช่วยพยายามนึกสักหน่อยว่าในวันนั้นมีอะไรที่มันผิดปกติหรือแปลกไปจากทุกวันบ้าง” นายตำรวจถามแล้วก็นั่งรอคำตอบด้วยความอดทน นายชำนาญเองก็ใช้ความพยายามในการคิดทบทวนมากขึ้น เขาคงไม่อยากจะโดนรายงานเรื่องอู้งานเหมือนกัน

“ก็... วันนั้นผมบอกจำรัสมันให้เปลี่ยนข้อมูลนิดหน่อย”

“ข้อมูลอะไรครับ”

“เรื่องศพนายละม้าย อันที่จริงตีมาว่าเป็นศพไม่มีญาติ แล้วก็มีการแจ้งเปลี่ยนมาเพราะมีญาติมารับศพในวันนั้น”

“เรื่องนั้นเรารู้แล้ว มีอะไรนอกจากนั้นอีก”

“นี่คุณตำรวจ พูดกันตรงๆ ก็แล้วกันว่าวันนั้นผมแอบแวบไปข้างนอกทั้งวัน เลยไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย แต่จะว่าไปมันก็มีระเบียบปฏิบัติอยู่ว่าเราต้องให้ญาติดูศพก่อนนำออกไปเพื่อกันความผิดพลาดหรือสลับศพกันนะ ญาติของเขาน่ะดูศพก่อนนำออกไปหรือเปล่าล่ะ ถ้าดูก็ไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นที่นี่นะ ผมว่า” นายชำนาญเกาหัวแกรก ทำท่าลำบากใจ

มันก็จริงของเขา ผู้กองกาจพลอ่านบันทึกการสอบปากคำไปหลายรอบ และจำได้ว่านางสาวมาลัยบอกว่าเธอได้ดูศพและยืนยันว่าเป็นพ่อของเธอก่อนนำร่างนั้นออกไปจากที่นี่จริง คำถามก็คือศพหายไปตอนไหน หายที่ไหน

“ระเบียบก็แค่แสดงใบมรณะบัตรแล้วก็เอาศพออกไป แค่นั้นเอง” นายชำนาญยักไหล่พูดพึมพำ

“โอเค ผมรบกวนคุณเท่านี้ล่ะ ขอบคุณ”

ผู้กองกาจพลลุกขึ้นและเดินออกมาจากห้องเก็บศพ หัวเขาหมุนจี๋เพราะใช้ความคิดทบทวนบันทึกสอบปากคำที่อ่านไปเมื่อคืนอีกครั้ง เขาเรียงลำดับเหตุการณ์และคำตอบมันก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง

นางสาวมาลัยให้การว่าเธอมารับศพ นายจำรัสให้เธอยืนยันศพก่อนนำออกไปจริง จากนั้นเธอก็เอาศพพ่อไปที่วัด ตรงนี้ล่ะที่เขามองข้ามอะไรบางอย่างไป อะไรบางอย่างที่บอกได้ว่าศพหายไปตอนไหน

เท่าที่คุยกับนางสาวมาลัย ด้วยอายุเท่านี้ นายตำรวจเชื่อว่าเธอคงไม่เคยจัดงานศพให้ใครแน่ เป็นไปได้ว่าเธอไม่รู้ขั้นตอนการรับศพว่าต้องไปเอาใบมรณะบัตรก่อน นายจำรัสอาจให้เธอไปจัดการเรื่องเอกสารเพื่อนำใบมรณะบัตรมารับศพ ตรงนี้นายจำรัสมีเวลาเหลือเฟือที่จะใส่ก้อนคอนกรีตแทนร่างของนายละม้าย และเขาก็ทำงานได้อย่างสบายๆ เพราะนายชำนาญไม่อยู่ขวางหูขวางตา

อย่างน้อยวันนี้ผู้กองกาจพลก็หาจิ๊กซอว์เจอตัวหนึ่งล่ะ



จำรัสกำลังกดพิมพ์ข้อความลงในมือถือที่เพิ่งเปิดใช้ เขาปิดมันไว้หลายวันแล้วเพราะกลัวตำรวจจะตามรอยเจอ แต่เพราะจำเป็นต้องใช้ติดต่อคน เขาจึงตัดสินใจเปิดมัน จำรัสไปห้างสรรพสินค้า มันไกลจากที่ที่เขาหลบซ่อนตัว และคนเยอะพลุกพล่านพอที่เขาจะแฝงตัวถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ตรงมุมปลอดคนที่ลานจอดรถ เขาต่อสาย โทรเดี๋ยวเดียวแล้วก็ปิดคงไม่เป็นไรน่า เขากดโทรออกหลายครั้ง แต่เลขหมายที่ติดต่อไม่ยอมรับสาย จำรัสจึงส่งเป็นข้อความ

โทรกลับผมด้วย...

เขารอสายตั้งชั่วโมง แต่ไม่มีใครโทรกลับ

ทำไมคุณไม่โทรกลับ ผมรออยู่

เงียบ!

ผมกำลังเดือดร้อน โทรกลับด้วย

เงียบ!

คุณต้องช่วยผม ไม่งั้นเราก็ลงนรกด้วยกัน!

เกือบสิบนาทีผ่านไป จำรัสเกือบจะหมดความอดทนตอนที่มีข้อความส่งกลับมา

ต้องการอะไร?

ผมกำลังเดือดร้อนเพราะงานของคุณ ผมต้องการเงินเพื่อหนี

คุณพลาดเอง

ก็ใครจะไปรู้ว่ามันมีญาติมารับศพ เรื่องแบบนี้มันควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดของผมนะ

คุณมันโง่ มีตั้งหลายวิธีที่จะจัดการให้เรื่องเงียบ

ไม่รู้ล่ะ ถ้าผมโดนจับคุณก็ไม่รอด

...

ปลายสายนิ่งไป จำรัสจึงพิมพ์ต่อ...

ผมต้องการหนึ่งแสน

โอเค ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน

จำรัสถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกสุดๆ เขาบอกที่กบดานไป ทันทีที่เขาได้แสนหนึ่งเขาจะออกทางตะเข็บชายแดนแล้วค่อยหาเครื่องบินจากประเทศเพื่อนบ้าน



เขาวางโทรศัพท์ นั่งนิ่งอยู่กับที่เหมือนรูปปั้น สายตาทอดมองออกไปเบื้องหน้า ทว่าไม่เห็นอะไรเพราะในสมองกำลังใช้ความคิด เขาพลาดเองที่ใช้คนอย่างจำรัส มันชุ่ย ตื่นตูม ตาขาว และโง่ ก็ถ้าเขาไม่ขาดแคลนศพจริงๆ คงไม่เลือกใช้มันแน่

เมื่อลูกค้าส่งงานมา และเป็นงานใหญ่ของผู้มีอิทธิพลซึ่งเขาต้องรับ ไม่อย่างนั้นคงลำบากแน่ เขาจึงตัดสินใจรับปากไปว่าจะทำ และมารู้เอาทีหลังว่าในช่วงนี้ที่สุสานซึ่งใช้บริการอยู่นั้นมีแต่ศพที่สภาพใช้ไม่ได้ อุบัติเหตุรถชนที่ทางสุสานเพิ่งจะรับมานั้นไม่มีศพสภาพสมบูรณ์เลย ไม่แขนขาดก็ขาขาด แล้วงานที่รับปากไว้ก็ต้องรีบจัดการตามกำหนดเวลาของลูกค้า เขาจึงต้องรีบหาศพใหม่โดยด่วน

ศพที่จำรัสส่งมาให้ใช้ได้ แต่มันเองนั่นล่ะที่ทำให้เรื่องนี้เกิดยุ่งยากขึ้นมา เขาต้องช่วยสงเคราะห์ให้มันไปให้พ้นๆ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีให้เงิน ช่วยอย่างนั้นมันไม่ชัวร์ เขามีวิธีของเขาเอง วิธีที่ไม่ต้องกังวนว่ามันจะโดนจับหรือให้การซัดทอดมาถึงเขาได้ เพราะมันเป็นคนโง่ มีวิธีเดียวที่จะจัดการกับคนโง่... กำจัดมันซะ

เดินผ่านลูกค้าสองคนสุดท้ายที่กำลังเซ็ตผม เขายิ้มแย้มทักทายอย่างเป็นกันเองแล้วขอตัว ชายหนุ่มเดินออกมาจากฝั่งซาลอน ตรงไปทางฝั่งสปา เปิดประตูกระจกแล้วปิด เสียงของไดร์เป่าผมน่ารำคาญเงียบลงทันที เขาเดินไปตามทางมืดมิดที่มีเพียงแสงจากดวงไฟเล็กจิ๋วบนเพดานและผนัง มันเกาะกลุ่มกันเหมือนดวงดาวบนฟ้า

ตรงผนังทางเดินติดกับประตูห้องทำงานของเขา ชายหนุ่มกดปุ่มที่ซ่อนไว้แนบเนียน มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าหลังดวงดาวกลุ่มนั้นมีปุ่มเปิดประตูลับที่ผนัง มันเป็นประตูที่ถ้าไม่สังเกตจริงๆ คงมองไม่เห็นรอยต่อ

มีบันไดแคบๆ เดินลงไปสู่ห้องใต้ดินมืดมิดและเย็นเยียบ เขาลงมาถึงข้างล่างแล้วจึงกดปุ่มเปิดไฟที่ผนัง แสงสีแดงเรืองรองขึ้นตรงแท่นหินขนาดใหญ่กลางห้อง มันเป็นแท่นพิธีที่ใช้วางสิ่งของต่างๆ ในลัทธิของเขา อ่างดินใส่กำยานหลากสีหลายชนิด ซากนกตาย ขนกา รากไม้ หินสี เปลือกหอย สร้อยลูกปัด กระดูกสัตว์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เชื่อว่าให้พลังในการติดต่อกับโลกวิญญาณ นอกจากนั้นยังมีสมุนไพรกว่าร้อยชนิดแขวนอยู่ด้านข้างของแท่นพิธี รวมกับถุงผ้ากระสอบใส่ของที่ใช้ในพิธีที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันไป

ชายหนุ่มจุดไม้ขีดหนึ่งก้านเพื่อจุดเทียนหลักทำจากไขสัตว์สีแดง เขาจ่อเปลวเทียนนั้นไปต่อเทียนที่ตั้งวางอยู่บนแท่นพิธีอีกเป็นร้อยเล่ม แสงสว่างจากเปลวเทียนไขสัตว์ซึ่งโอบล้อมแท่นพิธีเต้นเร่า เหมือนวิญญาณที่ถูกปลุกขึ้นมาจากการหลับใหล ท้ายสุดเขาโยนเทียนหลักลงในอ่างดินขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านข้างแท่นพิธี

ทันทีที่ความร้อนตกต้องสิ่งที่อยู่ในอ่างดินใหญ่ เปลวไฟก็ติดลุกโชนขึ้นสูงเกือบถึงเพดานห้อง พร้อมกับที่ชายหนุ่มชูแขนขึ้นสูงเงยหน้าพลางร้องออกมาเป็นภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ เมื่อเขาลดแขนลงแล้วก้มลงจ้องมองเปลวไฟนั้นอีกครั้งดวงตาทั้งสองก็เปลี่ยนไป เพราะตาขาวนั้นถูกแทนที่ด้วยสีดำสนิทเหมือนหลุมลึกของขุมนรกอเวจีไปแล้ว

ชายหนุ่มได้เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เรียกว่า... พ่อมดผู้กำวิญญาณ

ขณะนี้ดวงตาสีดำสนิทของเขากำลังจ้องมองไปยังแท่นพิธีซึ่งมีกะลาผ่าซีกวางอยู่หลายอัน ในกะลาแต่ละใบนั้นมีเศษผ้ากระสอบซึ่งเย็บด้วยมือเป็นถุงใบเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ มีเชือกผูกปากถุงคล้องไว้เป็นห่วงความยาวขนาดสายสร้อย ภายในถุงเขาใส่ของที่จำเป็นสำหรับทำพิธี กระดูกสัตว์ เศษหนังของสัตว์เลื้อยคลาน เมล็ดพืชบางอย่างที่เขาหอบหิ้วมาจากแดนไกล และที่สำคัญคือเศษผมของคนที่เขาต้องการ ทุกอย่างใส่รวมอยู่ในถุงผ้ากระสอบใบเล็กที่ติดชื่อเจ้าของเส้นผมเอาไว้

ชายหนุ่มกวาดสายตามองหาชื่อที่เขาต้องการ

จำรัส  กาจพล  ลลิตา

เขาหยิบถุงที่มีชื่อจำรัสขึ้นมา รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก แววตาดำสนิทดั่งหลุมลึกนั้นสะท้อนเปลวไฟจากแท่นบูชาลุกโชนแดงฉาน ตอนที่วางถุงนั้นลงในกะลาอีกใบซึ่งลอยอยู่ในอ่างบรรจุของเหลวสีแดงส่งกลิ่นคาว ชายหนุ่มจุ่มนิ้วชี้ลงในอ่าง มีของเหลวติดนิ้วขึ้นมา เขาใช้มันวาดเป็นเส้นพาดกลางใบหน้า จากแก้มข้างหนึ่งผ่านสันจมูกไปยังอีกข้าง ของเหลวนั้นหยดย้อยลงมาเหมือนน้ำตาเลือด มันไหลเป็นทางลงมาใกล้ริมฝีปาก เขาตวัดลิ้นเลียมันช้าๆ รสชาติของเลือดเปลี่ยนไปบ้างเมื่อผสมกับสิ่งที่เขาใส่ปนลงไป

จากนั้นเขาหยิบกำยานโยนลงในกองไฟ มันลุกโชนเปลวไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตสะท้อนไปรอบผนังห้องขนาดเล็ก กลิ่นฉุนเฉียวของกำยานถูกไฟเผาคลุ้งไปทั่วห้อง ชายหนุ่มสูดดมมัน กำยานมีผลกับร่างกายและจิตวิญญาณของเขา เมื่อเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มเขาก็พร้อมที่จะเริ่มพิธี ชายหนุ่มทิ้งตัวลงคุกเข่า ก้มศีรษะลงจนคางจรดอก ปากพร่ำบ่นถ้อยคำแปลกๆ ที่ไม่มีใครรู้ความหมายนอกจากคนในลัทธิเท่านั้น คาถาวูดูเรียกอำนาจจากปีศาจ

อูนา คา อูนา คา วัสสะคุม...

เขาท่องบ่นรัวเร็วจนจับคำไม่ได้ กล้ามเนื้อเกร็งแข็งไปทุกส่วน ความร้อนในร่างแผดเผาจนเหงื่อออกทุกขุมขนจนเปียกโชกไปทั้งร่าง เสียงเขาเปี่ยมพลังและดังขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดชายหนุ่มเงยหน้าและยืดตัวชูสองแขนขึ้นเหนือหัวตะโกนดังกึกก้อง เสียงของเขามีอำนาจประหลาด มันเหมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้ายมากกว่าจะเป็นเสียงมนุษย์

อาร์คคคคคคคคค.... กรรรรร....

“จงตื่นขึ้นเดี๋ยวนี้ ทาสของข้า”

สิ้นคำสั่ง ร่างหนึ่งในเงามืดมุมห้องพลันขยับช้าๆ มันเริ่มเคลื่อนไหว ก้าวเดินเข้ามาในรัศมีของแสงสีเขียวเต้นระริกจากแท่นบูชา กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพโชยชายจนแม้กำยานก็ไม่อาจกลบได้มิด

ผู้กำวิญญาณจ้องมองทาสซอมบี้ของเขาเดินเข้ามารับคำสั่ง หมอผีหยิบถุงผ้าจากอ่างเลือด หันไปหามัน จัดการคล้องถุงผ้ากระสอบลงที่คอของซอมบี้ที่ชื่อละม้าย ร่างของมันเน่าเปื่อยมากขึ้น และเขาคิดว่าอาจจะใช้มันได้อีกไม่กี่ครั้ง บางทีเขาควรจะหาซอมบี้ตัวใหม่

ชายหนุ่มหันไปหากองไฟที่แท่นอีกครั้ง เขาสาดกำยานลงไป ไฟลุกโชติช่วงส่องสว่างขึ้นจนเห็นชัดถึงสภาพเน่าเฟะของศพเดินได้ และเห็นชัดถึงแววตาอำมหิตของพ่อมดผู้ทำพิธี ซึ่งกำลังท่องบ่นมนต์คาถาเพื่อบังคับซอมบี้ของเขาให้ทำตามประสงค์อีกวาระหนึ่ง

10
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 10
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ เมษายน 17, 2017, 05:52:14 PM »

บทที่ 10

หลังจากนั่งรถมาสักพัก หมอลลิตาก็รู้สึกได้ว่ามันมีอะไรผิดปกติไป ผู้กองกาจพลไม่คุยเล่นเหมือนเดิม เขาเงียบขรึมและ...หน้าหงิก

“หิวหรือคะ ไม่พูดไม่จา” เธอทักออกไป

“นายแจ๊คนี่เคยเป็นแฟนเก่าหมอลีหรือครับ”

คำตอบที่มาในรูปคำถามประโยคนี้ทำเอาหญิงสาวอึ้งไปพักหนึ่งทีเดียว หลังจากนั้นเธอรู้สึกถึงความโกรธกำลังกรุ่นขึ้นมาช้าๆ

“ไปสืบอะไรมา” หางเสียงของหญิงสาวหายไปโดยไม่รู้ตัว “อย่าคิดว่าเป็นตำรวจแล้วจะละลาบละล้วงเที่ยวสืบประวัติชาวบ้านเขาได้นะ ลีไม่ชอบ”
ต่างคนต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง นายตำรวจเป็นฝ่ายพูดก่อน

“ผม... ขอโทษ”

หญิงสาวไม่ได้หันไปมองเขา เธอนั่งหน้าตรงมองออกไปข้างนอกรถ

“ผม...”

หมอลลิตาได้ยินเสียงเขาถอนหายใจเบาๆ

“ผม หึง”

คงเป็นเพราะความตรงไปตรงมาของเขาละมังที่ทำให้หญิงสาวโกรธไม่ลง มุมปากของเธอโค้งงอขึ้นเป็นรอยยิ้ม แต่ยังไม่พูดอะไร จะดูซิว่าเขาจะง้อเธอยังไง

“อย่าโกรธผมเลยนะหมอลี นายแจ๊คนั่นเล่นเรียกหมอว่าที่รักๆ ทุกคำเลย คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ยังไม่กล้าเรียกเลยนะ” เขาหันมาทำตาปริบๆ

“ก็ไม่เรียกเองนี่” เธอตอบเขาไปอย่างนั้น

“หา” ชายหนุ่มหันมาเลิกคิ้วอย่างไม่เชื่อหู

“แต่อย่าเรียกเลย ลีจั๊กกะเดียมจะแย่” หญิงสาวหัวเราะ เขาเลยหัวเราะตาม

“อย่าโกรธนะ” ชายหนุ่มทำใจดีสู้เสือ “แต่หมอลียังไม่ได้บอกผมเลยว่าเป็นแฟนกับนายแจ๊คนั่นหรือเปล่า”

“ก็ทำไมไม่สืบให้รู้ไปเลยล่ะ”

“โธ่ หมอลี ผมขอโทษ”

“เพราะถ้าสืบลึกลงไปก็จะรู้ว่าลีคิดยังไงกับแจ๊ค” เธอค้อนเขาวงหนึ่ง ก่อนจะตอบออกไปเสียงหนักแน่น “เปล่า เราไม่ได้เป็นแฟนกัน สำหรับลีแจ๊คเป็นเพื่อน และคงเป็นแค่นั้น สบายใจหรือยังคะ”

“ครับ โล่งเลย” เขาปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วหัวเราะแห้งๆ แก้ขวย

เธอชอบที่เขาเป็นผู้ชายตรงๆ ทื่อๆ อย่างนี้ ไม่มีฟอร์ม ไม่ต้องคอยเดาใจ สงสัยอะไรก็พูดก็ถามกันตรงๆ อย่างนี้ ชีวิตคนเรามันยุ่งยากซับซ้อนพออยู่แล้ว คนใกล้ตัวอยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจเป็นดีที่สุด

“วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ” เธอไถ่ถาม อยากให้รู้ว่าเธอก็คิดถึงเขาเหมือนกัน

“คดียังไม่คลี่คลายเลย” เขาส่ายหัว “เรื่องนายธรรมรงค์นี่ผู้ใหญ่ตามผมทุกวัน”

“แล้วคดีที่ศพหายไปล่ะคะ”

“ยังมืดแปดด้านเหมือนกันครับ ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนมีปัญหาเรื่องเงินเหมือนกัน สัปเหร่อติดการพนัน ส่วนนายจำรัสก็เลี้ยงผู้ชาย เขาเป็นเกย์” นายตำรวจเลี้ยวรถเข้าไปตามทางโรยกรวดเมื่อมาถึงสวนอาหาร

“ไม่ว่าจะเลี้ยงผู้หญิงหรือเลี้ยงผู้ชายก็ใช้เงินเยอะทั้งนั้นนะคะ”

“ก็จริง”

“ผู้กองคิดว่าเขาเอาศพไปทำอะไร ขายเหรอคะ อวัยวะไม่น่าจะใช้ได้ เพราะตายมานานแล้ว”

“ตอนนี้ผมยังไม่รู้ แต่คำตอบต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง รอให้เราพบมันครับ” เขาจอดรถแล้วดับเครื่อง “แต่ตอนนี้ขอเติมพลังก่อนดีกว่า”

เธอยิ้มให้เขา



พิซซ่าร้านนี้รสชาติดีทีเดียว หมอลลิตาเคยมานั่งกินครั้งหนึ่งตอนขับรถกลับบ้านและเห็นมันเข้าเพราะรูปทรงของร้านสะดุดตา เจ้าของร้านซึ่งยังเป็นวัยรุ่นหุ้นกันกับเพื่อนที่พอมีฝีมือทำอาหารและมีแนวคิดสนุกๆ พวกเขาเอาตู้คอนเทนเนอร์สามตู้มาซ้อนกัน เล่นสีและตกแต่งสไตล์ดิบๆ โชว์พื้นผิวของเหล็กและท่อร้อยสายไฟ เปิดเป็นร้านพิซซ่าสีสดใสผุดขึ้นมาท่ามกลางพื้นที่ว่างริมถนนซึ่งเมื่อก่อนเป็นต้นไม้รกริมทางของซอยแยกย่อย แม้ไม่ได้อยู่ริมถนนใหญ่แต่ก็เป็นซอยลัดที่มีรถผ่านไม่น้อย ถึงอย่างนั้นลูกค้าก็อาจจะยังไม่รู้จักกันมากนักเพราะค่ำคืนนี้มีลูกค้าอยู่แค่สามโต๊ะ

“สงสัยเราต้องมากินร้านนี้บ่อยๆ แล้วล่ะครับ ผมชอบแป้งบางกรอบของเขาจัง” นายตำรวจพูดพลางเอื้อมมือออกไปหยิบพิซซ่าในถาดไม้มาอีกชิ้น

“มาบ่อยๆ ก็ดีค่ะ ร้านนี้จะได้อยู่รอด ลีว่าเขาทำอาหารอร่อยนะ แต่คนคงยังไม่ค่อยรู้จัก อยากเชียร์ให้มีคนมากินเยอะๆ เด็กๆ พวกนี้น่ารัก รู้จักทำมาหากิน” เธอจิบน้ำอัดลม

“เสียดายที่ด้านข้างรกไปหน่อย ถ้าพวกเขาถางต้นไม้รกๆ ด้านข้างออกไปแล้วทำลานจอดรถให้กว้างกว่านี้น่าจะดี จะได้มีที่จอดรถให้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ต้นไม้ที่รกๆ ด้านหลังกับด้านข้างร้านมันทำให้มองเห็นร้านไม่ชัด” ผู้กองกาจพลมองออกไปด้านข้างซึ่งทั้งมืดและรกไปด้วยต้นมะขามเทศกับต้นหญ้าสูง แถมยังค่อนข้างมืดเพราะตรงนั้นไม่มีดวงไฟ

“ลีว่าเขาคงค่อยทำค่อยไปนั่นล่ะค่ะ เด็กๆ ทำกันเองขายกันเองไม่กี่คน แค่จัดการเรื่องอาหารก็คงเหนื่อยไม่น้อยแล้ว” หญิงสาวพเยิดหน้าไปทางด้านหลังซึ่งเป็นครัว

“พูดถึงเด็กแล้วผมก็นึกไปถึงเด็กผู้หญิงคนที่ชื่อมาลัยนั่นนะ นึกสงสารเธอจริงๆ ที่ยังหาร่างของพ่อเธอไม่พบเลย” ผู้กองกาจพลหยิบเมนูไอศกรีมขึ้นมาดูแล้วก็วาง เขาคงไม่อยากกินแล้ว “ผมให้เธอกลับไปรอฟังความคืบหน้าที่บ้านต่างจังหวัดของเธอ เพราะอยู่กรุงเทพค่าใช้จ่ายสูง เราเองก็ยังไม่รู้จะปิดคดีได้เมื่อไหร่”

“นั่นสิคะ” หมอลลิตาพยักหน้า เธอนึกหน้าผู้หญิงคนนั้นออก ยังดูเด็กมาก

ตอนนั้นเองที่จู่ๆ หมอลลิตาก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา เธอยกมือขึ้นลูบแขนพลางมองออกไปด้านนอกร้าน ไฟจากเสาบนถนนในซอยไม่สว่างเอาเสียเลย
“หนาวหรือครับ” ผู้กองกาจพลคงสังเกตเห็นที่เธอยกมือขึ้นลูบแขน

“เปล่าค่ะ” หญิงสาวไม่อยากพูด บางทีมันคงไม่มีอะไร “ลีเคยสงสัยนะว่าทำไมเราสองคนถึงไม่มีสัมผัสพิเศษเกี่ยวกับเรื่องของพ่อเด็กที่ชื่อมาลัยนั่นเลย” เธอชวนเขาคุย

“นั่นสิครับ หรือว่าดวงวิญญาณของนายละม้ายจะไม่อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าร่างของเขาจะถูกขโมย แต่ดวงวิญญาณอาจจะไม่รับรู้เพราะก็ออกจากร่างไปแล้ว” เขาย่นหัวคิ้ว

“พูดยากค่ะ เรื่องอย่างนี้ที่จริงก็มีเขียนไว้ในหนังสือหลายเล่มนะคะ ลีจำได้ว่าในกองหนังสือที่ให้ผู้กองยืมไปอ่านก็มีเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่เหมือนกัน...”

สองหนุ่มสาวพูดคุยกันถึงหนังสือแต่ละเล่มที่หมอลลิตาให้ผู้กองกาจพลยืมไปอ่านเมื่อวันก่อน ในขณะที่ลูกค้าโต๊ะข้างๆ เช็คบิลแล้วเดินออกไปจากร้าน

“เฮ้ย ไอ้หมู แกเอาถังขยะตรงนี้ไปไว้ไหนวะ” เสียงเด็กสาวซึ่งทำหน้าที่เป็นแม่ครัวหันไปถามเพื่อนชายรูปร่างท้วมที่กำลังนวดแป้ง

“อ้าว สงสัยว่าเมื่อคืนตอนปิดร้านเอาขยะไปทิ้งแล้วจะลืมไว้ข้างนอกว่ะ” เขาหันมาตอบ

“ก็ไปเอามาสิวะ ไม่งั้นจะเอาอะไรใส่ขยะนี่ล่ะ” เด็กสาวยกสองมือขึ้นเท้าสะเอว

“โอเคๆ แกอย่าบ่น ฉันกลัวละ” เด็กหนุ่มชื่อหมูวางมือจากก้อนแป้งบนโต๊ะนวด เดินออกไปด้านหลังร้านเพราะไม่อยากฟังเสียงบ่นของเพื่อนที่กำลังอารมณ์ไม่ดี

อากาศข้างนอกเย็นกว่าในครัวเยอะเลย เขาถือโอกาสพักสักหน่อยยัยทิพย์เพื่อนขี้บ่นของเขาคงไม่ว่าอะไรหรอกนะ เขาควักซองบุหรี่เกร็ดบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง พลันหางตาก็เห็นเงาของใครคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้หน้าต่างร้านตรงที่เป็นเงามืดของต้นมะขามเทศ ไม่ใช่ลูกค้าแน่ เพราะนี่มันด้านข้างร้านที่รกเรื้อไปด้วยพงหญ้าและต้นมะขาม

หรือจะเป็นพวกขโมยมาดูลาดเลา เขาเคยได้ยินมาว่าแถวในซอยนี้ก็มีพวกเล่นยาอยู่เหมือนกัน เร็วเท่าความคิด หมูร้องตะโกนออกไป

“เฮ้ย นั่นใครน่ะ”

เขาผิดมากๆ ที่ทำอย่างนั้น เพราะเมื่อร่างสูงใหญ่ร่างนั้นหันมามองทางเขา หมูก็เห็นชัดถนัดตา ดวงตาของมันสะท้อนแสงมัวซัวของไฟริมถนนส่องประกายลุกแดงวาบเหมือนถ่านในเตา หมูเห็นดวงตาข้างนั้นข้างเดียวเพราะเสี้ยวหน้าอีกข้างยุบลงไปและมันเป็นอะไรที่ทำให้เขาเกือบจะอาเจียนออกมา ภาพที่เห็นทำเอาหมูผงะหงายจนล้มก้นกระแทกพื้นทันที เลือดในกายของเด็กหนุ่มเย็นเยียบเหมือนจะเป็นน้ำแข็ง แข้งขาไร้เรี่ยวแรงเมื่อเขาตะลึงจ้องใบหน้าของชายคนนั้นเต็มๆ เพราะไม่อาจเบือนหน้าหนี

เมื่อเขาบอกตัวเองได้ว่าเห็นอะไร หมูร้องไม่ออก เสียงที่เขาตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัวกลับกลายเป็นเสียงอึกอักอยู่แต่ในคอ ชายหนุ่มได้แต่กระถดตัวถอยหนีลนลานจนชนถังขยะเปล่าล้ม เขาปัดมันให้ห่างตัวเสียงดังโคล้งเคล้ง เมื่อกะพริบตาอีกทีร่างนั้นก็หายไปแล้ว ตอนนั้นล่ะที่หมูลุกขึ้นมายืนได้ เขารีบเดินขาสั่นกลับเข้าไปในครัวที่มีแสงสว่าง ไม่สนใจว่าจะถูกเพื่อนสาวบ่นก่นด่าเรื่องถังขยะอะไรทั้งนั้น คืนนี้เขาไม่มีทางจะเดินออกไปหลังร้านอีกแน่นอน

หน้า: [1] 2 3 ... 10