กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
R. 5 พิมอักษรา / ............ / บทที่ 4 ซาตานกระชากรัก
« กระทู้ล่าสุด โดย บีเลิฟ เมื่อ พฤษภาคม 30, 2017, 09:14:20 AM »
4
หลายวันถัดมา ณาราเหม่อลอยขณะทำงานไปบ้าง เพราะจิตใจว้าวุ่นเกินไป วันนี้เธอทำโอที เวลาล่วงเลยมาจนเกือบสองทุ่มแล้ว
ทั้งที่ไม่เคยคิดมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต ว่าเธอจะต้องอดสูถึงขนาดต้องขายตัวเพื่อเงิน แต่ในยามที่ท้อแท้ในชีวิต เหนื่อยหน่ายกับปัญหาที่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร หรือจะหาทางออกทางไหน จนบางครั้งเธอก็คิดโง่ๆ ว่า บางทีแล้วการขายตัวก็ไม่ได้เสียหายอะไรมากมาย อย่างไรเธอก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้วนี่ ทนๆ ทำไปแค่เดือนเดียว ไม่กี่ครั้งเท่านั้น เธอก็จะมีเงินใช้หนี้ทั้งหมด แถมยังมีเงินเหลืออีกตั้งเยอะ ครอบครัวของเราคงสบายกันก็คราวนี้แหละ ณารานึกอยากจะหัวเราะให้กับโชคชะตาของตัวเอง หยาดน้ำตาไหลออกมาอย่างเศร้าสะเทือน โดยที่เธอไม่ทันระวัง มือบางรีบยกขึ้นเช็ด กลัวว่าเพื่อนร่วมงานจะมาเห็น เสียงเตือนในโทรศัพท์ดังขึ้น มีข้อความเข้า
--สวัสดีค่ะ คุณณารา ฉัน โสภา นะคะ บอสของฉัน ชอบคุณจริงๆ นะคะ เพื่อแสดงความจริงใจต่อคุณ ท่านให้เพิ่มเงินให้คุณอีกห้าแสนบาท เป็นหนึ่งล้านบาท จ่ายก่อนเริ่มงานห้าแสนบาท และเมื่อครบตามที่ตกลงกัน จะจ่ายให้อีกห้าแสนบาท ถ้าตกลงก็โทรกลับมาได้ตลอดเวลานะคะ-- 
ณารานึกอยากจะหัวเราะออกมา แต่น้ำตากลับไหลเสียอย่างนั้น ถึงเธอจะยากจนข้นแค้นและต้องลำบากแค่ไหน แต่เธอก็จะไม่ยอมขายตัวเด็ดขาด
เมื่อหญิงสาวเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกง เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นอีกครั้ง หากคราวนี้มีคนโทรเข้า ณาราดูเบอร์ที่หน้าจอมือถือ เป็นแม่เธอที่โทรเข้ามา และสำเนียงนั้นก็เต็มไปด้วยความเดือดเนื้อร้อนใจ
“นา พ่อโดนทำร้าย! ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล!”

ณาราตรงดิ่งไปโรงพยาบาลทันที นายปรีชานอนอยู่บนเตียงคนไข้ ศีรษะนั้นถูกพันด้วยผ้าสีขาวเต็มไปหมดและมีสายน้ำเกลือระโยงรยางค์ หญิงสาวร้องไห้โฮออกมา ด้วยรู้สึกเป็นห่วงพ่อ ที่นอนไร้สติอยู่บนเตียงนั้น ถึงพ่อจะเมามายและทำอะไรไม่รู้จักคิดอยู่เรื่อย จนทำให้หลายครั้ง ครอบครัวต้องพบเจอกับความยากลำบาก ทุกข์แสนสาหัส แต่ณาราก็ไม่เคยนึกเกลียดพ่อของเธอเลย ก็มีบ้างที่เธอจะนึกโกรธท่าน แต่ในยามนี้ที่พ่อนอนไร้สติอยู่แบบนี้ คนเป็นลูกสาวจึงเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย
“หมอบอกว่าพ่อไม่เป็นอะไรแล้ว แค่หัวแตก แต่ตอนแรกแม่ตกใจมาก เพราะพ่อเลือดออกมาก แม่ก็เลยโทรหานา”
นางประนอมพูดไปร้องไห้ไป
“ตอนนั้นพ่อยังมีสติอยู่ แม่ก็ถามพ่อว่าเป็นอะไร พ่อบอกว่าถูกตีจากทางด้านหลัง แต่พ่อไม่เห็นว่าเป็นใคร ได้ยินแต่เสียงมอเตอร์ไซค์แล่นจากไป”
“ต้องเป็นพวกมันแน่ หนูจะไปเอาเรื่องพวกมัน”
หญิงสาวเหมือนกับไอร้อนจากกาต้มน้ำที่กำลังเดือดดาลและต้องการโพยพุ่งออกไป ผู้เป็นแม่กอดรั้งณาราไว้
“เราจะไปทำอะไรเขาได้ พวกมันมีอิทธิพลมากมาย ตำรวจก็เป็นพรรคพวกของมันทั้งนั้น”
“แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะแม่”
ณาราปล่อยโฮออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นจริงตามแม่ว่า น้ำตาไหลนองท่วมหน้าอย่างคนหมดหวัง เธอไม่มีทางไปต่อกรกับพวกนั้นได้เลยสักนิด หญิงสาวใช้ความคิดตรึกตรองอยู่ชั่วครู่ แวบหนึ่ง ดวงตาคู่นั้นก็วาววับขึ้นมา ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว
“ถ้าใช้หนี้ให้พวกมันให้หมด มันก็จะเลิกยุ่งกับพวกเราใช่ไหมแม่”

โสภาเคาะประตูห้องนั้นเบาๆ แล้วหันมาส่งยิ้มให้ณารา พร้อมทั้งส่งเช็คเงินสดห้าแสนบาทให้
“คุณจะได้รับอีกห้าแสนบาทเมื่อคุณทำงานครบตามที่ตกลงกันไว้”
ณารารับมันไว้ในมือ น้ำตาไหลออกมาอีกอย่างเศร้าสะเทือน
“ฉันส่งแค่นี้นะ” กล่าวแค่นั้นแล้วโสภาก็เดินจากไป
ณารามองประตูบานนั้นอย่างอดสูใจอีกครั้ง น้ำตาไหลออกมาอีกหน รู้สึกเจ็บปวดลึกล้ำเข้าไปที่หัวใจ เธอไม่มีทางถอยกลับได้อีกแล้ว เธอจะทำงานนี้ให้สำเร็จ เพื่อครอบครัว เพื่อพ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องถูกใครมาทำร้ายได้อีก
ประตูบานนั้นเปิดออก หญิงสาวก้าวขาสั่นเทาเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ หายใจไม่ทั่วท้อง ตื่นเต้น อกสั่นหวั่นไหว เธอดึงประตูปิดเข้ามาแล้วกดล็อกทันที บุรุษหนุ่มผู้นั้นหันหลังให้เธอ เรือนผมเป็นสีทองหนาหนักหยักยุ่งงดงาม เขายืนสง่าอยู่กลางห้อง ร่างกายใหญ่โตกว่าเธอมาก เขาอยู่ในเสื้อยืดและกางเกงยีนขายาว สาวสวยหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมความกล้า ทั้งที่ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแปลกๆ ได้แต่ปลุกปลอบตัวเอง อย่างไรเธอก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้วนี่ ทนๆ ฝืนใจทำไป ไม่มีอะไรจะต้องกลัวสักนิด
แต่เมื่อชายหนุ่มผู้นั้นหันหน้ากลับมา มุมปากหยักยิ้มขึ้น และจ้องมองที่เธออย่างเลือดเย็น ดวงตาสีฟ้านั้นมากมายไปด้วยโทสะและพลังแห่งความแค้น ณาราก็ถึงกับตัวเย็นเฉียบทีเดียว หัวใจแทบหยุดเต้น แข้งขาแข็งราวกับเป็นหิน และอ้าปากขยับออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลยสักคำ
ได้แต่ตะโกนเรียกชื่อเขาในใจ
‘พี่หรั่ง’





2
R. 5 พิมอักษรา / ............ / บทที่ 3 ซาตานกระชากรัก
« กระทู้ล่าสุด โดย บีเลิฟ เมื่อ พฤษภาคม 30, 2017, 09:13:22 AM »
3
ในห้องของประธานบริษัท ใหญ่โตโอ่อ่า และหรูหราด้วยการตกแต่งอย่างดีมีสไตล์ เข้มขรึมด้วยโทนสีเทาดำ เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เข้ากันกับสีผนังอย่างกลมกลืน หน้าต่างกระจกบานใหญ่ทำให้ผู้เป็นเจ้าของห้องสามารถมองออกไปยังเบื้องล่างได้
ลูคัสเป็นหนุ่มลูกครึ่งหล่อเหลา ดวงตาสีฟ้างดงาม ร่างกายใหญ่โตกำยำ อายุเพียงยี่สิบเจ็ดปีเท่านั้น เขาอยู่ในชุดสูทเนี้ยบเรียบขรึม และสีหน้าของเขาก็เข้มขรึมไม่ต่างอะไรไปจากโทนสีของห้องนั้นเลย ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปสลักเครียดเขม็งคล้ายกับขบคิดวิเคราะห์อะไรอยู่ตลอดเวลา ในมือของเขาถือปากกาและกำลังเซ็นชื่อลงในเอกสารที่กองพะเนินอยู่ต่อหน้าเขา
เสียงเคาะประตูทำให้บุรุษหนุ่มเลือดผสมเงยหน้าขึ้นนิดหน่อย เมื่อประตูเปิดออก โสภาจึงก้าวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน ก่อนจะเข้ามาในห้อง หญิงสาวแอบปลดกระดุมเสื้อตัวเองลงไปถึงสองเม็ด ทำให้มองเห็นเนินอกอวบอร่ามโผล่พ้นขึ้นมาอย่างชัดเจน
“เธอปฏิเสธค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ลูคัสถึงกับหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด
“เพิ่มเงินให้เธออีกสิ”
เขากล่าวอย่างเข้มขรึม หงุดหงิด 
“ดูซิว่าเธอจะทนได้อีกซักกี่น้ำ”
พูดจบแล้วก็หยักยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ปรามาสเธออย่างร้ายกาจ ว่าเพิ่มเงินให้เธออีกหน่อย เดี๋ยวเธอก็ตกลงเองแหละ ราวกับว่าเขารู้จักเธอเป็นอย่างดี
“ทำไมบอสถึงสนใจเธอคนนี้เหลือเกิน ตั้งแต่ทำงานกับบอสมาหลายเดือน ไม่เห็นว่าบอสจะสนใจใครเลยนี่คะ” โสภาก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด
ลูคัสมีท่าทีหงุดหงิด ดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว
“ไม่ต้องถาม คุณทำงานให้สำเร็จก็แล้วกัน อย่าให้ผมต้องรอนาน”
โสภาสบตาด้วยอย่างไม่เกรงกลัว แถมยังยิ้มยั่วใส่อย่างท้าทาย
ไม่เพียงแต่ปลดกระดุมเสื้อเท่านั้น หลังจากก้าวเข้ามาในห้องนี้แล้ว โสภาก็ถือโอกาสกดล็อกห้องไว้ด้วย
“มัวแต่ฝันถึงแต่ผู้หญิงคนนั้น บอสไม่มองคนใกล้ตัวบ้างหรือคะ”
ตามองสบตาอย่างเชือดเฉือน บรรยากาศในห้องเร่าร้อนขึ้นอย่างฉับพลัน
ว่าแล้วสาวสวยก็ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อออกอีกเม็ดหนึ่ง ทำให้บราเซียร์สีแดงแปร๊ดโผล่พ้นออกมา ทำให้เห็นเนินทรวงอวบอูมชัดเจนยิ่งขึ้น ลูคัสจ้องมองนิ่ง ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ดวงตาสีฟ้าวาววับ เต็มไปด้วยไฟปรารถนา ที่กำลังแผดเผา
เมื่อฝ่ายเจ้านายไม่ว่า โสภาจึงถือวิสาสะ ปลดกระดุมเสื้อของตัวเองออกจนหมด ยกทรงสีแดงถูกเหวี่ยงลงไปที่พื้น โนมเนื้อเต่งตึงจึงดีดเด้งออกมา ปลายยอดสีชมพูชูชัน ริมฝีปากแย้มยิ้ม ดวงตาเชิญชวนยวนยั่ว บัวงามมโหฬารเปลือยเปล่ากวัดแกว่งอย่างยั่วเย้ายามเธอขยับตัวเยื้องย่างร่างอิ่มเข้ามาใกล้ แล้วทรุดตัวคุกเข่าลงตรงหว่างขาท่านประธาน สองมือน้อยสีขาวช่วยกันปลดตะขอกางเกงชายหนุ่ม แล้วค่อยๆ ลากรูดซิปลงมา
เส้นผมยาวสยายไปทั่วแผ่นหลังเปล่าเปลือย พลิ้วไหวอย่างงดงามเมื่อเจ้าของโยกศีรษะเข้าและออกอย่างแช่มช้าช่ำชอง เสียงริมฝีปากสัมผัสกับท่อนเนื้อดังจุ๊บจั๊บราวกับคนหิวกระหายกำลังกำซาบซดของอร่อย
ลูคัสยังคงนั่งเคร่งเครียดอยู่กับเอกสารต่อไปด้วยสีหน้าที่มั่นคงแน่วแน่ แม้ว่าจะมีบางครั้งที่เขาจะเผลอฮึมฮำคำรามออกมาเบาๆ บ้าง เพราะความเสียดเสียวในไฟสวาทกำลังซ่องสุมรุมเร้าเข้ามาในร่างกายไม่หยุดไม่หย่อน ไม่สร่างซา แต่เสียงนั้นก็ไม่ได้ดังจนเกินกว่าเสียงหายใจ
แต่ก็มีบางครั้ง ที่ชายหนุ่มมุ่งมองออกไปยังนอกหน้าต่าง ราวกับคิดถึงสิ่งอื่นหรือคนอื่นอยู่ และดวงตาสีฟ้าคู่นั้นวาวโรจน์ขึ้นอย่างน่ากลัว คล้ายกับเคียดแค้นบางสิ่งบางอย่างอยู่นั่นเอง

รถมอเตอร์ไซค์ของพวกอันธพาลจอดลงหน้าบ้านปูนเก่าคร่ำในเช้าวันอาทิตย์ ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งสองคนลงจากรถและเริ่มด่าทอนายปรีชากับนางประนอมอย่างสาดเสียเทเสีย เกรี้ยวกราด ด้วยหน้าตาที่เหี้ยมโหด ปานกับโกรธกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
“โธ่ ไอ้แก่อีแก่ อยากตายกันนักหรือไงวะ เมื่อไหร่จะยอมใช้หนี้มาเสียที เฮียเส็งเขาชักจะอารมณ์เสียแล้วนะ”
ณาราได้ยินเสียงโวยวายจึงออกจากห้องไปดูที่หน้าบ้าน
“พูดจากันดีๆ ก็ได้ ทำไมต้องข่มขู่กันอย่างนี้ล่ะพี่”
ทั้งสองคนเมื่อเห็นสาวสวยจึงมีท่าทีที่อ่อนลง
“โธ่ น้องนา พี่ทำตามคำสั่งของเฮียเส็งเขาเท่านั้นจ้ะ ความจริงพี่ไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำเลยนะจ๊ะ”
คนที่ตัวใหญ่กว่าหน่อย ท่าทางเหมือนลูกพี่ พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานทีเดียว
ณาราวกกลับเข้าไปในห้องแล้วเอาเงินเดือนจากการทำงานเกือบทั้งเดือนส่งให้พวกเขาไป
“ฉันมีแค่นี้แหละพี่ ฝากบอกเฮียเส็ง ว่าฉันจะพยายามหาเงินมาใช้คืนให้ในไม่ช้า”
“แต่เฮียเส็งเขาต้องการทั้งต้นทั้งดอกภายในเดือนนี้ เพราะว่า น้องนาขาดส่งดอกมาสามเดือนเต็มๆ ถือว่าผิดสัญญา”
“ช่วงที่ผ่านมา ฉันเอาเงินไปจ่ายอู่เป็นค่าซ่อมรถให้พ่อน่ะจ้ะ เงินเลยขัดสนนิดหน่อยน่ะพี่”
แม้จะรู้สึกรังเกียจพวกเขาทั้งสองคนแค่ไหน แต่ณาราก็ต้องพยายามพูดดีกับเขา
“ช่วยพูดกับเฮียเส็งให้หน่อยนะพี่”
“พี่ก็อยากช่วยนะน้องนา แต่พี่เป็นแค่ลูกจ้าง น้องนาคุยกับเฮียเส็งเองไหมล่ะ”
มันควักโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วต่อสายถึงเจ้านายทันที และส่งยื่นให้หญิงสาว ณารารับโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เมื่ออีกฝ่ายรับสาย เธอจึงกรอกเสียงลงไป
“สวัสดีค่ะ เฮียเส็ง”
“เฮ้ย ใครวะ”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยอำนาจ
“ณาราค่ะ ลูกพ่อปรีชา”
“อ้อ หนูนั่นเอง”
เสียงของเฮียเส็งอ่อนโยนลงมาราวกับเป็นคนละคนทีเดียว
“หนูจะขอส่งดอกอย่างเดียวไปก่อนน่ะค่ะ จะให้ใช้ทั้งต้นทั้งดอกภายในเดือนเดียว หนูหาเงินไม่ทันหรอกค่ะ”
“มาหาเฮียสิ ความจริงแล้วเฮียชอบหนูมานานแล้วนะ พูดตรงๆ นะ ถ้าหนูยอมเฮีย เฮียก็จะไม่เร่งรัดเอาทั้งหมดภายในเดือนนี้หรอก จะให้จ่ายแต่ดอกไปก่อน เหมือนเก่าก็ได้ แต่ถ้าหนูไม่ยอม เฮียก็มีวิธีของเฮีย เพราะถือว่าพ่อกับแม่ของหนูผิดสัญญาที่ให้ไว้กับเฮีย ทางที่ดีหนูยอมเฮียเสียดีกว่านะ”



3
R. 5 พิมอักษรา / ............ / บทที่ 2 ซาตานกระชากรัก
« กระทู้ล่าสุด โดย บีเลิฟ เมื่อ พฤษภาคม 30, 2017, 09:10:37 AM »
2
ขณะความทุกข์ระทมแสนสาหัสกำลังกรีดลึกเข้าสู่ร่างกายของเธอให้ปวดร้าวทรมาน ณาราหวนคิดไปถึงเมื่อห้าปีที่แล้ว เธอเพิ่งจบม.3 อายุเพิ่งสิบห้าเท่านั้น ตั้งใจจะหางานทำช่วยเหลือเจือจุลครอบครัว พ่อกับแม่ก็บังคับให้เธอแต่งงานกับ ‘พี่แมน’ ชายแก่รุ่นอาคนหนึ่ง
เขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงสีข้าว ร่ำรวยมหาศาล มีกิจการมากมาย รถบรรทุก รถสิบล้อ ที่นาเป็นร้อยๆ ไร่ พ่อให้เหตุผลว่าครอบครัวของเราจะสุขสบายไปทั้งชาติ ตอนนั้นณาราก็ปฏิเสธไปทันที และนึกโกรธพ่อของเธอที่คิดจะบังคับหัวใจของเธอ แต่ในที่สุดเธอก็แต่งงานกับพี่แมนจนได้
ตอนนั้นณาราก็มีผู้ชายที่รักใคร่อยู่คนหนึ่ง แต่บ้านเขามีฐานะยากจน จึงเลิกรากันไป เพราะณาราต้องแต่งงานกับพี่แมน  ตอนแรก ณาราก็ไม่ชอบพี่แมนหรอก เพราะว่ายังมีใจรักมั่นอยู่กับแฟนคนเก่า แต่พี่แมนก็หมั่นมาหาณาราบ่อยครั้ง และมักมีของฝากมากมาย
พ่อกับแม่ต้อนรับขับสู้เขาดีเหลือเกิน ชื่นชมเขามากว่าดีพร้อมทั้งหน้าตาและทรัพย์สมบัติ พี่แมนพาณาราไปเที่ยวหลายต่อหลายครั้ง เขามีรถเก๋งและแต่งตัวดี ณาราตื่นเต้นที่ได้นั่งรถไปกับเขา สาวๆ ในหมู่บ้านพากันอิจฉาณารา และพี่แมนซื้อของขวัญราคาแพงให้เธอ สร้อยแหวนกำไร หรือโทรศัพท์รุ่นใหม่
บ่อยครั้งเข้าที่เธอได้ใกล้ชิดกับพี่แมน และเขาพูดจาอ่อนหวานกับเธอ ดีกับเธอทุกอย่าง คอยเปิดประตูรถให้ยามที่เธอจะขึ้นจะลงจากรถของเขา พี่แมนเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติ เขาไม่เคยล่วงเกินเธอเลยสักนิด ทั้งที่มีโอกาสอยู่กันสองต่อสอง พ่อแม่ก็คอยพูดจาหว่านล้อมกล่อมใส่หูเธอทุกเช้าค่ำให้แต่งงานกับพี่แมนเสียเถอะ จนในที่สุดณาราก็เริ่มใจอ่อน คบกับพี่แมนไม่ถึงสามเดือน เธอก็ตกลงแต่งงานกับเขาเสียแล้ว
และแต่งงานกับพี่แมนได้ไม่ถึงสามเดือนอีกเช่นกัน เธอก็ต้องเลิกกับเขา พี่แมนเป็นคนเจ้าชู้ ทั้งที่เขามีเธอเป็นเมียอยู่แล้วทั้งคน เขายังออกไปหากินนอกบ้านอีก เธอจับได้และขอเลิกกับเขา หนีเขากลับมาอยู่ที่บ้านของเธอ พี่แมนมาตาม เขาสารภาพผิดและสัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเอง เขาจะไม่นอกใจเธออีก พ่อกับแม่ของณาราก็สนับสนุนให้เธอยกโทษให้เขา คนเราย่อมมีพลั้งพลาดกันได้ ณารายอมให้อภัยเขา ยอมกลับไปอยู่กับเขาเป็นคู่ผัวตัวเมียกันอีกครั้ง แต่พี่แมนก็ดีได้ไม่กี่วัน สันดานเขาแก้ไม่หาย ในที่สุดณาราจึงเลิกกับเขาอย่างเด็ดขาด และพี่แมนไม่ได้มอบทรัพย์สมบัติอะไรให้เธอเลยสักอย่าง
หลังจากนั้นณาราก็สมัครเข้าทำงานที่โรงงานผลิตพลาสติกและทำงานที่นั่นมาจนปัจจุบัน
เกือบเที่ยงคืนแล้ว ณารานอนคิดใคร่ครวญถึงอดีตที่ผ่านมาอย่างเจ็บปวด และในปัจจุบันเธอจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้เขากันเล่า เงินมากมายขนาดนั้น เธอจะหามาจากที่ไหนได้ ณาราเหนื่อยทั้งกายและใจ อ่อนล้าไปทุกส่วน พยายามข่มตาหลับลงไปพร้อมทั้งคราบน้ำตา
--เพล้ง!--
กระจกหน้าต่างบ้านถูกก้อนหินปา และได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์เร่งเครื่องออกไป ณาราพุ่งตัวออกไปจากห้องนอนและพบว่าพ่อกับแม่ก็เพิ่งตื่นขึ้นมา ทั้งสองมีสีหน้าหวาดกลัว
“ต้องเป็นพวกมันแน่” พ่อว่าด้วยอาการตกใจ

เช้าวันรุ่งขึ้น ณาราก็ไปทำงานตามปกติ ยังทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าสีหน้าของเธอจะไม่สู้ดีนักก็ตาม จนมีเพื่อนๆ หลายคนในแผนกมาไถ่ถามว่าเธอไม่สบายหรือเปล่า เพราะณารามัวคิดปวดหัวเรื่องจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ให้พวกป่าเถื่อนนั้นได้ วันนี้พวกมันอาจจะแค่ขู่ แต่ต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นบ้างก็ไม่รู้ ข่าวพวกทวงหนี้โหดทำร้ายลูกหนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยไป และณารารู้ดีว่าคนพวกนี้มันไม่ขู่อย่างเดียวแน่นอน แต่เธอจะหาเงินจำนวนมากมายจากไหนมาใช้หนี้ได้ล่ะ เฮ้อ หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
“ณารา!”
พี่สมใจ หัวหน้าแผนกส่งเสียงดังขึ้น เมื่อเห็นว่าเธอมัวแต่เหม่อลอย
“มีคนต้องการพบเธอน่ะ”
ณาราเงยหน้าจากงานแล้วพบว่า สาวสวยคนหนึ่งในชุดสูทสตรีเข้มขรึมยืนอยู่ต่อหน้าเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งดูจากชุดที่สวมก็พอจะรู้แล้วว่าหญิงสาวคนนี้อยู่ในตำแหน่งงานที่สูงกว่าเธอแน่นอน
“ตามฉันมาสิ”
ณาราก้าวตามผู้หญิงคนนั้นไป พร้อมด้วยความสงสัย เอ้ มีเรื่องอะไรกันหรือ
เมื่อทั้งสองอยู่กันตามลำพังในห้องส่วนตัวแล้ว และนั่งกันอยู่ที่โซฟาตรงข้ามกัน หญิงสาวคนนั้นก็ส่งยิ้มให้และเฉลยออกมาว่า
“ฉันชื่อโสภานะคะ”
ณารานิ่วหน้า ย่นคิ้วนิดหน่อย รู้สึกคุ้นชื่อ ‘โสภา’ เหมือนกับว่าเคยได้ยินหรือเห็นจากที่ไหนมาก่อน
“ที่ฉันส่งข้อความหาคุณเมื่อวันก่อนน่ะค่ะ”
นั่นยิ่งทำให้ณาราคิ้วขมวดหนักขึ้น
“บอสเข้ามาที่นี่ และเขาเห็นคุณโดยบังเอิญที่โรงอาหาร บอสชอบคุณมากนะคะ ท่านอยากให้คุณลองตรึกตรองข้อเสนอใหม่ ห้าแสนบาท พบกันแค่สี่ครั้ง ในหนึ่งเดือน และท่านขอแค่เดือนเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นท่านก็ต้องบินกลับไปต่างประเทศแล้วค่ะ”
โสภาย้ำขอเสนออีกครั้ง และณาราเข้าใจทุกอย่างได้ดี
คราวแรกนั้น ณารานึกขำที่ได้รับข้อความแปลกๆ คิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องจริง แค่ข้อความจากอินเตอร์เน็ตที่ส่งแกล้งกันเท่านั้น
แต่ตอนนี้เธอแน่ใจแล้วว่าทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริง มีคนต้องการซื้อตัวเธอด้วยเงินห้าแสนบาท เจ้านายของผู้หญิงคนนี้ คิดจะใช้เงินทองของเขาหว่านซื้อตัวเธอ เห็นเธอเป็นเพียงสิ่งของที่เขาคิดจะซื้อได้ เวลานั้น ณาราก็รู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมา ราวกับโดนทิ่มแทงด้วยของมีคมจนทั่วร่าง เจ็บปวดที่โดนดูถูกขนาดนี้ ตอนนั้น ณาราก็นึกอยากจะเห็นหน้าท่านประธานคนนี้เหลือเกิน ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และถ้าเขาอยู่ในห้องนี้ล่ะก็ เธอก็อยากจะตอกใส่หน้าเขาเหลือเกินว่า
ถึงเธอจะยากจนขัดสนแค่ไหน แต่ก็ไม่มีสักนิดที่เธอคิดจะขายตัว!


4
R. 5 พิมอักษรา / ............ / บทที่ 1 ซาตานกระชากรัก
« กระทู้ล่าสุด โดย บีเลิฟ เมื่อ พฤษภาคม 30, 2017, 09:09:05 AM »
1
ณาราทำงานอยู่ในฝ่ายผลิตของโรงงานแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับอุสาหกรรมพลาสติก ชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย เธอมีหน้าที่บรรจุสินค้าที่ไหลมาจากรางสายพานใส่กล่องให้เรียบร้อย เพื่อส่งต่อขายไปทั่วประเทศ และส่วนหนึ่งก็ส่งขายไปยังต่างประเทศด้วย
ณาราอายุยี่สิบปี เรียนจบแค่ชั้น ม.3 เท่านั้น จึงทำงานได้แค่ฝ่ายผลิต ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดจะเรียนต่อให้จบ ม.6 หรือสูงกว่านั้น แต่เพราะฐานะทางบ้านยากจน เธอเลยต้องออกจากโรงเรียนเพื่อทำงานหาเงินจุลเจือครอบครัว
เที่ยงตรง เมื่อสัญญาณเตือนดังขึ้นบอกเวลา พนักงานทุกคนจึงไปรวมตัวกันที่โรงอาหาร ณารานั่งกินข้าวอยู่ลำพังด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่เป็นนิจ คล้ายกับคนที่อมทุกข์อยู่ตลอดเวลา
“น้องณารา อยู่นี่เอง พี่ตามหาแทบแย่” พนักงานผู้ชายหล่อเหลาคนหนึ่งนั่งลงตรงข้ามกับเธอด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมด้วยถาดใส่จานอาหารและน้ำอีกสองแก้ว
“พี่ซื้อน้ำมาฝากน้องณาราด้วยนะครับ”
ด้วยความที่ณาราเป็นสาวสวย หน้าตาอ่อนหวานน่ารัก และรูปร่างผอมเพรียว เรียกได้ว่าเธอเป็นดาวของแผนกเลยล่ะ จึงมีหนุ่มๆ มาขายขนมจีบเธออยู่เป็นประจำ ทั้งคนที่อยู่แผนกเดียวกัน และต่างแผนก หรือระดับหัวหน้าก็มีนะ แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถพิชิตใจของณาราได้สักคน
เสียงสัญญาณเตือนในโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ณาราจึงยกขึ้นดู มีคนส่งข้อความมา หญิงสาวจึงเปิดอ่านดู
--สวัสดีค่ะคุณณารา ดิฉันชื่อโสภานะคะ พอดีว่าบอสของดิฉันเคยเห็นคุณและชมว่าคุณน่ารัก ไม่อ้อมค้อมนะคะ ท่านอยากดูแลคุณหนึ่งเดือน จ่ายให้ห้าแสนบาท แค่หนึ่งเดือน เจอกัน 4 ครั้ง ทุกเย็นวันเสาร์ ไม่มีข้อผูกมัดค่ะ สนใจโทรกลับมาที่เบอร์นี้นะคะ 089-xxx-xxxx--
ณาราตกตะลึง แปลกใจ ตลก ความรู้สึกหลากหลายปนเป ประเดประดัง เธอคิดเอาเองว่ามันคือเรื่องแกล้งกันขำๆ เธอไม่เคยรู้จักคนที่ชื่อโสภามาก่อน และอดจะแปลกใจไม่ได้ว่า หล่อนเอาเบอร์เธอมาจากไหน แถมรู้ชื่อเธอเสียด้วย
เลิกงานแล้วณารากลับบ้านด้วยรถรับส่งพนักงานอย่างเช่นทุกวัน หญิงสาวก้าวเข้าไปในบ้านปูนหลังเก่าคร่ำคร่า ชายหญิงสูงวัยคู่หนึ่งนั่งหน้าเครียดอยู่ภายในบ้านหลังนั้น ณาราพอจะเดาสีหน้าทั้งสองออกว่าจะต้องมีเรื่องอะไรให้เธอหนักใจอีกแล้ว และคงไม่พ้นเรื่องเงิน
“นา วันนี้พวกเงินกู้มาทวงเงิน และมันพูดจาไม่ดี มันว่าจะฆ่าให้หมดบ้าน ถ้าไม่ยอมจ่ายเงินให้มันเสียที และมันต้องการทั้งต้นทั้งดอก”
นางประนอมผู้เป็นมารดากล่าวอย่างอกสั่นขวัญหาย นายปรีชาผู้เป็นบิดาก็นั่งอยู่เคียงข้างด้วยอาการหวาดกลัวในดวงตายังไม่หาย ต้องอาศัยบางอย่างย้อมใจให้บรรเทา ขวดเหล้าขาวตั้งอยู่ใกล้ๆ และมือไม้สั่นทีเดียวเมื่อยกแก้วขึ้นสาดของเหลวใส่ลำคอ
ณารา หรือที่พ่อแม่และคนรู้จักสนิทสนมเรียกสั้นๆ ว่า ‘นา’ ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงแล้วทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยใจ ท้อแท้ ในโชคชะตาโหดร้ายที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่
“หนูจะไปเอาเงินที่ไหนใช้ให้เขาล่ะแม่” พูดแล้วณาราก็ถึงกับน้ำตาเล็ดออกมาทีเดียว
เงินกู้หนึ่งแสนบาทที่พ่อไปกู้มาจากเฮียเส็งนายทุนที่พ่อรู้จัก เมื่อปีที่แล้ว เพื่อมาออกรถกระบะมือสอง ไปรับเสื้อผ้าจากกรุงเทพฯ มาขายตามตลาดนัด หวังร่ำหวังรวย แต่ก็ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ก็ขายมั่งหยุดมั่ง ขายวันหยุดสองวัน แล้วจะขายดีได้อย่างไร พ่อก็เอาแต่กินเหล้า ส่วนแม่ก็ชอบเล่นไพ่ แต่ละเดือนจ่ายดอกเบี้ยเขาอย่างเดียวยังไม่พอ ก็ดอกมหาโหดขนาดนั้น
ณาราเคยบอกกับพ่อแม่แล้วว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว ลำพังพ่อกับแม่ เธอทำงานที่โรงงานก็พอหาเลี้ยงได้ กินใช้อย่างประหยัด ก็พออยู่กันได้ แต่ทั้งสองก็ไม่ฟัง ทั้งจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้และต้องจ่ายค่างวดรถกระบะทุกเดือน ก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว และเมื่อเดือนที่แล้ว พ่อเมาเหล้าพารถตกลงไปข้างทาง เสียค่าซ่อมไปอีกหลายหมื่น ทำให้เงินเก็บของณาราไม่เหลือเลย แล้วอย่างนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้หนี้เขากันเล่า รวมดอกเบี้ยด้วยก็คงร่วมสามแสนแล้วล่ะมั้งตอนนี้
“มันบอกว่าให้ใช้ทั้งต้นทั้งดอกเลย” นางประนอมบอกอีกครั้ง
“ปกติก็จ่ายดอกอย่างเดียวนี่แม่” ณาราเอ่ยอย่างทุกข์ร้อนใจ หน้าซีดหน้าเซียว
“พวกมันบอกว่า ขาดจ่ายดอกเบี้ยมาหลายเดือนแล้ว นายของมันเลยให้จ่ายให้หมดเลย ไม่อย่างนั้นจะฆ่าให้ตายให้หมดบ้านเลย พวกมันพกปืนกันด้วยนะ” ฝ่ายมารดาเล่า ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ณาราร้องไห้ออกมาอีก “ก็หนูบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว ก็ไม่เชื่อ แล้วเป็นไง ทีนี้จะทำไงล่ะคะ”
นางประนอมใบ้กิน ไม่มีอะไรจะพูด
“ก็หากู้เงินเจ้าใหม่มาใช้หนี้เขาสิ”
นายปรีชาผู้เป็นพ่อกระดกเหล้าเข้าปากแล้วช่วยออกความคิดเห็น หลังจากเงียบฟังมานาน
ณาราหันไปมองพ่อตาเขม็ง
“นี่ยังลำบากกันไม่พอหรือยังไง แล้วเหล้าน่ะ กินให้มันได้อะไรขึ้นมา มันช่วยหาเงินใช้หนี้เขาได้มั้ยคะ”
“แล้วจะปล่อยให้มันมาฆ่าเราหรือไง”
ผู้เป็นพ่อตวาดกลับมาอย่างน่ากลัว ราวกับจะเอาเรื่องลูกสาว เหมือนกับเห็นว่าเธอเป็นฝ่ายผิด
ณาราไม่อยากจะเถียงด้วย เลยลุกขึ้นแล้วก้าวเข้าห้องนอนของตัวเองไป ที่กั้นด้วยปูนอย่างง่ายๆ มีประตู หน้าต่างหนึ่งบาน เตียงนอนไม้อัด ตู้เสื้อผ้าราคาถูก และโต๊ะเครื่องแป้ง
หญิงสาวคว่ำหน้าลงกับหมอนแล้วปล่อยโฮออกมา ณาราโกรธพ่อที่ทำอะไรไม่รู้จักคิด
“ก็หากู้เงินเจ้าใหม่มาใช้หนี้เขาสิ”
และพ่อกำลังจะหว่านล้อม บังคับให้เธอทำในสิ่งที่ผิดอีกแล้ว


5
R. 5 พิมอักษรา / ............ / ซาตานกระชากรัก บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย บีเลิฟ เมื่อ พฤษภาคม 30, 2017, 09:07:47 AM »
บทนำ
ณาราเป็นสาวสวยรูปร่างบอบบาง อายุยี่สิบปี เธออยู่ในเสื้อยืดพอดีตัวและกางเกงยีนขายาว ก้าวเข้าสู่ลอปบี้ของโรงแรมห้าดาว หน้าขาวซีดหม่นหมอง ด้วยเพราะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดปลายแหลมทิ่มแทงไปทั่วร่าง ขาและมือน้อยๆ สั่นอย่างแปลกๆ
เธอไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตเลยว่า จะต้องมาทำอะไรที่อดสูและน่าขยะแขยงเช่นนี้
ภายในนั้นหรูหรา ตกแต่งทุกส่วนไว้อย่างงดงาม ผู้คนไม่พลุกพล่านนัก มีเพียงแค่พนักงานสาวสวยสองคนตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แขกของโรงแรมในชุดสูทอย่างดีสองสามคนนั่งอยู่ที่โซฟาบริเวณกึ่งกลางห้องโอ่โถงเท่านั้น ณารากวาดสายตาไปทั่ว เธอกำลังมองหาใครสักคน
หญิงสาวร่างบางภายในสูทสตรีสีเข้มขรึมและเรียบหรูที่นั่งอยู่ก่อนแล้วที่โซฟาตัวริมไกลๆ ชิดกับผนังกระจกใสซึ่งมองเห็นข้างนอกได้ หันมาทางเธอและส่งยิ้มอ่อนๆ ให้ ณาราเลยเดินเข้าไปหา
“สวัสดีค่ะคุณณารา”
ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม ณารายกมือขึ้นไหว้
“สวัสดีค่ะ”
“ไปกันเถอะค่ะ”
ว่าแล้วหญิงสาวผู้นั้นก็ก้าวนำ ณาราก้าวตามไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คล้ายกับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวน
ทั้งสองเข้าไปอยู่ในลิฟต์ด้วยกัน และลิฟต์กำลังเลื่อนขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของโรงแรมแห่งนั้น ณารารู้สึกเหมือนกับว่ากำลังหายใจไม่ออก อึดอัดแน่นหน้าอกขึ้นมาเสียเฉยๆ อยู่ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา เธอรีบยกมือบางขึ้นเช็ด
“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ฝ่ายนั้นถามอย่างเป็นห่วงเป็นใย
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ผงเข้าตาค่ะ” ณาราตอบอย่างขอไปที
ไม่นานลิฟต์ก็เปิดออก ทั้งสองก้าวผ่านทางเดินโอ่โถงไปด้วยกัน จนมาหยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง ณารามองไปที่ประตูห้องนั้นอย่างอัปยศอดสู
ผู้หญิงคนนั้นเคาะประตูห้องเบาๆ แล้วหันมาส่งยิ้มให้ณารา พร้อมทั้งส่งเช็คเงินสดห้าแสนบาทให้
“คุณณาราจะได้รับอีกห้าแสนบาทเมื่อคุณทำงานครบตามที่ตกลงกันไว้”
ณารารับมันไว้ในมือ น้ำตาหยาดไหลออกมาอีกอย่างเศร้าสะเทือน
“ฉันส่งแค่นี้นะ”
กล่าวจบแล้วฝ่ายนั้นก็สะบัดก้นจากไป
ณารามองประตูบานนั้นอย่างอดสูใจอีกครั้ง น้ำตาไหลออกมาอีกหน รู้สึกเจ็บปวดลึกล้ำเข้าไปที่หัวใจ ราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ถามย้ำกับตัวเองอีกครั้งขณะยกเช็คเงินสดห้าแสนบาทขึ้นมาดู
นี่เธอหมดหนทางจนขนาดต้องขายตัวแล้วล่ะหรือ
ประตูบานนั้นกำลังเปิดออก!
ณาราไม่รู้หรอกว่าเธอกำลังจะเจอกับอะไร!



6
R. 5 พิมอักษรา / ............ / คำโปรย ซาตานกระชากรัก
« กระทู้ล่าสุด โดย บีเลิฟ เมื่อ พฤษภาคม 30, 2017, 08:50:43 AM »
7
R. 2 noneko / รัญชิดา / ชาติภพใดไม่ขอมีรัก-ตอนที่ 2 ไป๋ซือคือสตรีร้ายกาจ
« กระทู้ล่าสุด โดย noneko เมื่อ พฤษภาคม 24, 2017, 07:52:00 PM »
   ‘ให้พี่สาวได้ร่วมงานเถิด ข้าจะบวชชี ชาติถพใดข้าก็ไม่ขอมีรักอีกแล้ว’
   คำตอบของเฉินไป๋ซือนับว่าเหลวไหลนักแต่กลับถูกใจฮูหยินใหญ่ยิ่งจนแอบลอบยิ้มอยู่หลังพัดอย่างแนบเนียน นางเกรงว่าลูกเลี้ยงที่แสนชังคิดแข่งขันกับลูกสาวของนางเพื่อยกฐานะตนเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงออกคำสั่งให้พวกสาวใช้คอยกลั่นแกล้งตลอดมา ตัวนางเองแค่วางเฉย นั่งจิบชาและปรายตามองอย่างหยามเหยียด
   นางอยากให้เด็กนี่หายไปจากโลกนี้เหมือนแม่กับน้องสาวของมันนักแต่ติดที่ว่าหากทำเช่นนั้นก็ไม่ทราบว่าผลสุดท้ายแล้วจะส่งผลร้ายกับนางแทนหรือไม่
   สามีไม่เอ่ยถามเรื่องลูกของเจินหลานเทียนที่นางสั่งให้นำไปทิ้งแต่ลับหลังกลับสั่งให้หน่วยข่าวกรองในค่ายทหารคอยสืบหาเด็กนั่นมาโดยตลอด หากไป๋ซือเป็นอะไรไปอีกคน เขาคงบั่นคอนางตายคาจวนแน่
   ฮูหยินใหญ่คิดไตร่ตรองดีแล้วจึงเลี้ยงลูกที่ยังเหลืออยู่ของนางแพศยานั่นไว้ใกล้ตัว อยู่ก็ไร้ความสุข อยู่ก็เหมือนตาย แต่นางจะไม่ยอมให้เด็กนี่ตายง่ายๆ หรอก
   มันต้องรับกรรมต่อจากแม่ของมันต่อไป ตลอดชีวิต!
   “เพ้ย! ได้อย่างไร เป็นสตรีก็ต้องแต่งงาน” แม่ทัพเฉินประมุขของบ้านร้องเสียงหลง
   นานๆ ครั้งแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียนจะหลุดจากนิสัยเคร่งขรึมเย็นชา ครั้งนี้อาจเป็นเพราะได้ฟังลูกสาวคนรองกล่าววาจาหลุดจากกรอบของสตรีที่ดีงามออกมา
   เขาไม่ได้โกรธเคืองนางที่คิดเช่นนั้น หากอยู่ในจวนที่มีสตรีร้ายกาจเช่นภรรยาที่เขาตบแต่งด้วยอย่างไม่เต็มใจและยังถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานานย่อมต้องมีจิตใจอ่อนแอ เฉื่อยชา เพียงอยู่ไปวันๆ เท่านั้นอยู่แล้ว ตัวเขาเองยังไม่อยากจะอยู่ที่นี่เลย
   แม่ทัพเฉินรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในจวนทั้งหมดแต่กลับแสร้งปิดตาลงข้างหนึ่งเพื่อทิ้งทางให้ภรรยาที่เขาแสนเกลียดชังได้ถอยบ้างแต่หากวันใดนางทำเกินไปจริงๆ จนเส้นความอดทนของเขาขาดลงเมื่อใดละก็...
   รอยยิ้มเย็นชาดุจสิงโตขย้ำเหยื่อผุดขึ้นเล็กน้อยและหายไปอย่างรวดเร็ว
   “พี่ใหญ่แต่งให้องค์รัชทายาท เป็นหน้าตาให้สกุลเฉินแล้ว ลูกก็จะขอเอาดีในทางธรรม รักษาศีล สร้างกุศลให้ท่านแม่แทน ไม่ดีกว่าหรือคะท่านพ่อ?”
   เมื่อเอ่ยถึงมารดาที่ตายจากไป ฮูหยินใหญ่ก็หน้าตึงขึ้นเล็กน้อย เพราะมารดาของไป๋ซือคือคนที่แย่งชิงความรักของสามีไปจากนาง
   นางเด็กนี่รนหาที่เสียแล้ว นับแต่นางแพศยานั่นตายไป ในจวนแห่งนี้ไม่มีใครหาญกล้าเอ่ยถึงอีกด้วยเกรงว่าพายุอารมณ์ของฮูหยินใหญ่จะพัดถล่มจวนแม่ทัพ แต่นางเด็กนี่กลับเอ่ยถึงมารดาของตนขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร!
   นางกำตะเกียบในมือแน่น หากบีบมันจนแหลกเป็นผุยผงได้คงทำไปแล้ว
   ไม่คิดร่วมงานเลี้ยงบุปผาแต่จะบวชชีอย่างนั้นหรือ ฝันไปเถิด! ชาตินี้หากเจ้าหวังสิ่งใดก็ตามข้าก็แย่งมันมา  ไม่ก็ทำลายมันทิ้งเสีย
   เจ้าต้องตายคาจวนนี้เฉกเช่นเดียวกับแม่ของเจ้า เฉินไป๋ซือ!
   แม่ทัพเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจู่ๆ เขาก็เอื้อมมือมาลูบศีรษะของลูกสาวของคนรองทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อนและกล่าวเสียงเรียบ
   “เรื่องนั้นคงทำให้เจ้าลำบากแล้ว แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องไปร่วมงานเลี้ยงบุปผาด้วยเพราะข้าได้ส่งชื่อพวกเจ้าไปทั้งคู่แล้ว จงอย่าได้ทำให้ข้าต้องลำบากใจเลย”
   หลังจากนั้นบนโต๊ะอาหารก็ไม่มีเสียงพูดคุยกันอีก พวกเขาต่างมีเรื่องในใจให้ต้องขบคิดมากมายอยู่แล้ว

   เป็นอันว่าธาราคงเลี่ยงไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงบุปผาลำบากแล้ว
   แต่เขาไม่คิดจะเตรียมตัวฝึกซ้อมดนตรี ศิลปะ หรือทำอะไรทั้งนั้นและในวันงานเลี้ยงจะพยายามทำตัวเงียบๆ ไม่โดดเด่นเพื่อไม่ให้ถูกเลือกอีกด้วย
   จะเป็นองค์รัชทายาทหรือลูกชายของขุนนางคนไหนเขาก็ไม่ขอแต่งด้วยหรอก!
   ธาราครุ่นคิดเรื่องนี้มาโดยตลอดแม้กระทั่งเวลาซักผ้า ทำกับข้าว ล้างจาน และปัดกวาดเช็ดถูเรือนต่างๆ ในจวน
   ส่วนสาเหตุที่เขาต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานบ้านหนักเหมือนเดิมนั่นก็เป็นเพราะจู่ๆ บิดาก็บอกว่ามีงานราชการด่วนและยังไม่มีกำหนดกลับจวนยังไงล่ะ
   เขาชินกับเรื่องนี้แล้วเพราะถูกเรียกตัวให้ไปช่วยงานในจวนตั้งแต่สองสามขวบ ชาติก่อนก็เคยช่วยแม่ทำงานบ้านเหมือนกันก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าถูกรังแกเหมือนเป็นนางซินในนิทานชื่อดังนั่นหรอก เขาเป็นผู้ชาย แม้ตอนนี้ก็ยังคิดว่าเป็นอยู่ จะให้โต้ตอบกลับก็ไม่ใช่นิสัยของเขาด้วย เขาจึงก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านมาตลอด
   อย่างน้อยก็มีที่ซุกหัวนอนจนกว่าจะหาลู่ทางให้ตัวเองในอนาคตได้
   แต่ดูเหมือนช่วงนี้จะถูกแกล้งหนักข้อขึ้น เสี่ยวชิงที่ควรจะกลับไปนอนที่เรือนใหญ่ได้แล้วก็ไม่ยอมกลับ นางยังคงยึดครองเตียงของธาราเป็นที่นอน ทิ้งให้เจ้าของเรือนผู้น่าสงสารต้องนอนอยู่กับพื้นเย็นๆ ทุกค่ำคืนไม่พอ ตอนนี้กระทั่งงานของผู้ชายอย่างดูแลสวน ตัดแต่งกิ่งไม้ แบกของ ก็ต้องให้เขาไปช่วยทำด้วย
   ธาราคิดว่าคงเป็นเพราะฮูหยินใหญ่เห็นเขาเป็นคู่แข่งที่จะต้องลงชิงตำแหน่งว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาทจึงอยากสกัดดาวรุ่งเสียตั้งแต่ตอนนี้ รวมทั้งวันที่บิดาเรียกให้ไปกินข้าวด้วยกันเขายังเอ่ยถึงมารดาออกมา
   ใครๆ ในจวนต่างก็รู้กันดีว่าคือคำต้องห้ามที่ห้ามเอ่ยถึงอย่างเด็ดขาด ฮูหยินใหญ่เกลียดอนุคนงามของสามีมากเพียงใดต่างก็ทราบกันทั่วไป อย่าว่าแต่คนในจวนเลย แม้แต่พวกชาวบ้านรอบเมืองหลวงต่างก็รับรู้เรื่องนี้กันทั้งสิ้น
   เมื่อรวมทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกัน ธาราจึงเข้าใจดีว่างานหนักที่มากขึ้นเป็นทวีคูณนี้เกิดจากอะไร
   หรือเขาควรจะย้ายออกไปจากที่นี่ตั้งแต่ตอนนี้เลย?
   ไปบวชชีหรือไม่ก็ใช้ชีวิตเพียงลำพังในป่าเขาอย่างสงบสุขก็ถือว่าไม่เลว แม้เบี้ยรายเดือนที่ได้รับจะน้อยนิดแต่เขาเก็บหอมรอมริบมาตลอด สู้นำเงินหนีออกไปก่อนที่จะถูกจับแต่งงานน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
   นึกถึงใบหน้าของแม่ทัพเฉินแล้ว ในใจก็นึกเจ็บปวดอยู่บ้าง
   บิดาเองก็คงไม่อาลัยอาวรณ์เขานักหรอก

   ธารานึกแปลกใจ
   เขามองออกไปนอกหน้าต่างครู่หนึ่งก่อนจะปิด
   วันนี้เสี่ยวชิงไม่มา
   ปกติเวลานี้นางต้องมาเคาะประตูเรียกและเข้ามานอนบนเตียงแล้วแต่ทำไมถึงไม่มากันนะ หรือว่าเห็นบิดาไม่อยู่หลายวันก็เลยไม่คิดจะมาแล้ว
   ก็ดีเหมือนกัน นอนบนพื้นเย็นๆ มาหลายวันแล้วจะได้กลับไปนอนอุ่นๆ บนเตียงอุ่นๆ เสียที
   ธาราหยิบผ้าห่มมาคลุมกายและหลับไปอย่างรวดเร็ว การงานที่ต้องรับผิดชอบมากมายทำให้ร่างกายของเขาเหนื่อยล้า จากชาติภพที่แล้วต้องพลิกไปพลิกมาหลายตลบกว่าจะหลับได้ บางทีถึงขั้นต้องจินตนาการนับแกะโดดข้ามรั้วหรือลุกขึ้นมาวิดพื้นกันเลยทีเดียว มาชาติภพนี้แค่หัวถึงหมอนก็หลับแล้ว

   แกรก!
   เสียงเปิดประตู?
   ถึงจะหลับเร็วแต่ธารามักจะตื่นตัวอยู่เสมอเพราะไม่แน่ใจว่าจะถูกเคาะประตูเรียกไปช่วยงานเมื่อไหร่ เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูจึงรีบลุกขึ้นมาทันที
   “เสี่ยวชิงเหรอ?”
   เขาร้องถามออกไปแต่กลับไม่ได้รับคำตอบทำให้ต้องขมวดคิ้วอย่างนึกแปลกใจแกมหวาดระแวง
   ถ้าไม่ใช่เสี่ยวชิงแล้วจะเป็นใคร?
   ธาราค่อยๆ หยิบเอามีดทำครัวด้ามใหญ่ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว ถามไปแล้วไม่ยอมตอบอย่างนี้แปลว่าต้องมาร้ายแน่ ถ้าเป็นเสี่ยวชิง นางเป็นคนเสียงดัง ต้องโวยวายลั่นหาว่าเขาเปิดประตูให้ช้าแล้ว แต่คนๆ นี้ดูเหมือนจะสะเดาะกลอนเข้ามาเอง แล้วยังไม่ยอมพูดอะไรเลยสักคำ
   ดูยังไงก็ประสงค์ร้ายอยู่ชัดๆ
   ธาราเข้าไปแอบอยู่ข้างตู้เสื้อผ้าและชะโงกหน้าออกมาดูที่เตียง ไม่นานก็เห็นเงาตะคุ่มๆ ปรากฏเป็นทางยาวที่หน้าประตูห้องนอน
   น่าจะเป็นผู้ชาย
   ธาราเม้มริมฝีปาก เหงื่อตกทั้งที่เป็นฤดูหนาว เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสู้กับคนร้ายได้หรือเปล่า หรือจะหนีทันได้ไหม ยิ่งเขาอยู่ในร่างของผู้หญิงด้วย มีแต่จะเสียเปรียบเท่านั้น
   แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องนอนเผยให้เห็นร่างนั้นชัดเจนขึ้น
   เป็นผู้ชายคนหนึ่งจริงๆ รูปร่างสูงใหญ่ดูน่ากลัว เขาตรงเข้ามาที่เตียงนอนและกระชากผ้าห่มออก เมื่อไม่เห็นว่ามีใครนอนอยู่บนเตียง ธาราก็ได้ยินเสียงคนๆ นั้นหายใจแรงขึ้น เขาเดินพล่านอย่างหงุดหงิดและไม่นานก็หยุดยืนอยู่กลางห้อง
   แสงจันทร์นั้นพาดผ่านใบหน้านั้นพอดี
   ธาราสะดุ้งเมื่อเห็นรอยยิ้มของหมอนั่นที่หันมามองทางตู้เสื้อผ้า
   หรือจะรู้แล้วว่าเขาซ่อนตัวอยู่ตรงนี้!
   เขาค่อยๆ โผล่หน้าออกไปดูและก็มั่นใจว่าเขาคิดไม่ผิด หมอนั่นเดินเข้ามาทางทิศที่เขายืนอยู่แน่นอน จะรออะไรอยู่ล่ะ เงินก็พอมีอยู่บ้างแต่มันคงไม่ต้องการ ไปปล้นเรือนใหญ่ไม่ดีกว่าเหรอ ข้าวของมีค่าออกเยอะแยะ
   ธาราเดาว่าพรหมจรรย์ของเขานี่ละที่มันอยากได้ คงมีใครส่งมันมาแน่นอน หรือถึงไม่ได้ก็ขอแค่ได้ลวนลามก็ยังดีแต่ถึงกับกล้าบุกเข้ามาในเรือนของคุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพก็ถือว่ากล้าหาญชาญชัยไม่เบา ก็อย่างว่าละนะมีคนคอยเปิดทางสะดวกให้นี่นา
   เขาไม่เชื่อหรอกว่าหมอนี่จะเข้ามาก่อการอุกอาจในจวนได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง!
   ยืนหลบอยู่ตรงที่เดิมก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ตู้เสื้อผ้าอยู่ด้านในสุดของห้อง ถ้าหมอนั่นเข้ามาใกล้ในระยะประชิดมีแต่จะทำให้หนียากขึ้นเท่านั้น ธาราจึงตัดสินใจวิ่งออกมาจากมุมตู้ เปิดหน้าต่างและกระโดดออกไปทันที หวังอาศัยความเร็วหนีออกไปจากเรือนให้เร็วที่สุด
   คนร้ายวิ่งตามเขามาอย่างกระชั้นชิด ช่วยไม่ได้ ตอนนี้ธาราเป็นผู้หญิงแถมยังทำงานหนักมาทั้งวัน อาหารการกินก็ผกผันกับแรงที่ลงไปในแต่ละวัน จะให้มีแรงวิ่งเร็วกว่าก็คงต้องบอกว่าโกหกแล้วล่ะ
   ธาราวิ่งลัดเลาะไปตามทางเดินในสวน มีความหวังอันริบหรี่ว่าจะหนีพ้นออกไปที่ส่วนของเรือนของพวกสาวใช้ที่อยู่ใกล้ที่นี่มากที่สุด เสียงตะโกนขอความช่วยเหลือของเขาต้องมีคนได้ยินบ้าง
   เขาต้องรอด!
   “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!”
   “ฮ่าๆๆ คิดว่าจะหนีข้าพ้นหรือแม่นางคนงาม”
   เสียงหัวเราะอย่างย่ามใจนั้นทำให้ธาราคนลุก จะชาติก่อนหรือชาตินี้เขาก็ยังไม่เคยเสียซิง และจะไม่ยอมเสียง่ายๆ ด้วย
   “อย่าเข้ามานะ สู้ตายจริงๆ ด้วย!”
   “อย่างเจ้าหรือจะสู้แรงข้าได้?”
   “ไม่ลองก็ไม่รู้”
   ธาราแอบซ่อนมีดไว้ในมุมอับสายตา พอเจ้าคนร้ายบ้ากามกระโจนเข้ามาใกล้เขาก็ใช้แรงทั้งหมดที่มีเงื้อมีดแทงที่แขนของมันเสียเลย หลังการจู่โจมแรก เขาก็ยกเข่าขึ้นแทงกล่องดวงใจเต็มแรงจนมันทรุดตัวงอ ธาราจึงเตะตัดขาและกระทืบซ้ำอย่างไม่ปราณี โดยเฉพาะกลางลำตัวต้องขยี้ให้หนักที่สุด
   “เสียงอะไรกันน่ะ?!”
   ผู้คนโกลาหลวิ่งแตกตื่นกันมาอย่างที่เรียกกันว่าเกือบยกทั้งจวนและมาทันเห็นฝ่าเท้าธาราที่เหยียบกล่องดวงใจของชายบ้ากามซึ่งกำลังร้องโอดโอยอยู่พอดี
   “คุณหนูรอง นี่ท่านนัดแนะบุรุษให้มาเข้าหาหรือเจ้าคะ?”
   เสียงเสี่ยวชิงสาวใช้ประจำตัวธาราร้องถามเสียงดัง
   ธาราหันขวับ
   ตรงไหนกันที่เรียกว่านัดแนะให้มาหา หากเป็นเรื่องจริงเขาจะอัดแหลกมันเสียเดี้ยงขนาดนี้เหรอ?
   เด็กหนุ่มในร่างเด็กสาวนึกรู้ทันทีว่าตนเองถูกจัดฉากให้เล่นงิ้วเป็นนางมารร้ายประจำจวนไปเสียแล้ว เถียงอย่างไรก็คงไม่มีใครฟัง
   ความใจเย็นที่มีเสมอมาพลันขาดผึงอย่างง่ายดาย เขาโยนมีดทำครัวลงกับพื้น เฉียดหน้าคนร้ายร่างใหญ่แต่ใจปลาซิวไปนิดเดียว อารามตกใจหมอนี่เลยร้องเสียงดังลั่นอย่างกับหมูถูกน้ำร้อนลวก

   เรื่องราวอื้อฉาวของธาราถูกตอกสีใส่ไข่บิดเบือนจนกลายเป็นคนละเรื่อง
   ผู้คนในจวนนินทากันไปว่าคุณหนูรองเฉินไป๋ซือแห่งจวนแม่ทัพใหญ่นัดแนะบุรุษมาพบในยามวิกาล พลอดรักกันไม่อายผีสางเทวดา ประพฤติตนเสื่อมเสียต่อวงศ์ตระกูล และไม่นานมันก็คงลามออกไปนอกจวนจนรู้กันทั้งเมืองแน่นอน
   เพื่อสกัดไม่ให้เขาเป็นคู่แข่งของบุตรสาวตน ถึงกับต้องใช้วิธีนี้เลยหรือ?
   ฮูหยินใหญ่!
   สตรีในโลกสมัยนี้ก็ร้ายกาจไม่เบาเลย ช่างน่ากลัวจริงๆ
   ดีที่ธาราไม่ใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้ว มีข่าวฉาวสิดีเขาจะได้ไม่ถูกเลือกให้ไปร่วมงานเลี้ยงบุปผาและจะได้ถือโอกาสขอบิดาเพื่อไปบวชชีเสียเลย
   ฮูหยินใหญ่ไม่ได้เรียกเขาไปตำหนิ ด่าทอหรือลงโทษ ธาราคิดว่านางคงรอให้บิดากลับมาชำระความทีเดียว นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เขากังวลเพราะลึกๆ แล้วอย่างน้อยแม่ทัพเฉินก็เป็นคนๆ เดียวในภพนี้ที่ธาราอยากให้เชื่อมั่นในตัวเขาว่าไม่ได้ทำเรื่องอย่างที่ใครๆ เขากล่าวหากันจริงๆ
   บิดาคงไม่เชื่อเขาแน่
   ช่วงนี้นอกจากข่าวเสียๆ หายๆ พวกนั้นแล้วงานที่ทำก็ยังหนักเหมือนเดิม ยกเว้นแค่ว่าในบรรดาสาวใช้ต่างก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ด่าว่าหรือเหน็บแนมเขาต่อหน้าเหมือนที่เคยทำมาอีก อาจจะเห็นเขาทำร้ายเจ้าโจรราคะนั่นจนสะบักสะบอมเลยกลัวเขาจะบ้าเลือดทำร้ายเอาบ้างละมั้ง
   เอ่ยถึงเจ้าคนเลวโรคจิตนั่น ได้ยินว่าเป็นลูกชายของเจ้าของหอโคมเขียวแห่งหนึ่งในเมือง มีนิสัยอันธพาล เลวทรามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว วันดีคืนดีก็ฉุดคร่าหญิงชาวบ้านที่ยากจนไปข่มขืน พอสมใจก็โยนเศษเงินเป็นค่าทำขวัญ หญิงสาวหลายคนทนอับอายไม่ไหวผูกคอตายไปหลายคน บ้างก็กลายเป็นสตรีขายบริการไปเสียเลย น่าสงสารจริงๆ
   เขาจะไม่ยอมเข้าไปอยู่ในวังวนบ้าๆ นั่นเด็ดขาด!

   วันรุ่งขึ้นในขณะที่เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว ธาราทำงานบ้านเสร็จเรียบร้อย เตรียมจะกลับเรือนไปอาบน้ำและนอนพักผ่อนเสียที
   เขาทั้งเหนื่อยกายและเหนื่อยใจตั้งแต่เมื่อวานแล้ว อยากจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อย
   ยังไม่ทันหมุนตัวเดินกลับเสี่ยวชิงสาวใช้เจ้าเก่าก็วิ่งมาหาอย่างกระหืดกระหอบ นางเป็นสาวใช้ชั้นดีที่ทำงานประจบเจ้านายจึงไม่มีงานที่ต้องรับผิดชอบมากมาย มีชีวิตที่น่าอิจฉานัก
   “ท่านแม่ทัพเรียกพบเจ้าค่ะคุณหนูรอง!”
   สีหน้ายิ้มแย้มของนางทำให้ธาราเดาว่าฮูหยินใหญ่คงบอกเรื่องที่คนเขาลือกันไปทั่วให้บิดาฟังหมดแล้ว
   ธาราถอนหายใจและเดินตามเสี่ยวชิงไปที่เรือนใหญ่ มือของเขาสั่นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับประมุขของบ้าน
   คนๆ นั้นถึงอย่างไรก็เป็นพ่อ จะดีหรือร้ายเขาก็อยากได้รับความรักความเห็นใจจากเขาบ้าง บางคราเคยคิดว่าบิดาอาจช่วยเขาให้พ้นจากความขมขื่น เป็นคนที่ไม่มีใครต้องการที่แม้น้ำตาก็ไม่อาจปล่อยให้ไหลออกมาได้เพราะมีแต่จะถูกสมน้ำหน้าเอาเท่านั้น
   ธาราหลุบตา ไม่คิดคาดหวังสิ่งใดอีก
   บิดาจะลงโทษยังไงกันนะ?
   ขับไล่ออกจากจวนก็ดี เขาจะได้ไปตามทางของเขาเสียที

   แม่ทัพเฉินจ้วงซือประมุขของจวนแม่ทัพแห่งแคว้นเฉียนนั่งอยู่ที่ห้องโถง เก้าอี้ด้านข้างคือฮูหยินใหญ่โดยมีบุตรสาวของนางยืนอยู่ข้างๆ บรรดาสาวใช้คนสนิทต่างก็มากันกันพร้อมหน้าและยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบราวกับจะมาเป็นสักขีพยานชมบิดาลงโทษบุตรสาวไร้ยางอายในครั้งนี้
   ฮูหยินใหญ่เหลือบหางตามองธารา
   เขาได้เห็นมุมปากของภรรยาเอกแห่งจวนแม่ทัพขยับเป็นคำพูดคำหนึ่ง
   ‘สวะ’
   ธาราหลุบตาลง
   ใช่แล้ว เขาคือสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ มันเป็นอย่างนี้มาตลอดอยู่แล้วนี่นา
   เด็กหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมรับการลงโทษอย่างกล้าหาญ
   “ท่านพ่อลงโทษนางเลยเจ้าค่ะ นางประพฤติตัวเสื่อมเสียสกุลเฉิน ไม่ควรให้เป็นเยี่ยงอย่าง” เหม่ยลี่รีบพูดโน้มน้าวให้บิดาสั่งการลงโทษน้องสาวที่นางแสนชังเสียที
   เด็กนี่ถึงจะถูกแกล้งแค่ไหนก็ไม่เคยมีน้ำตาแม้สักหยด
   นางอยากเห็นไป๋ซือร้องไห้คร่ำครวญกับตาตัวเองสักครั้งจริงๆ
   “ท่านพี่เจ้าคะ อย่าให้หนักหนาจนเกินไปนักเลยเจ้าค่ะ นางยังเด็กนัก” ฮูหยินใหญ่กล่าว
   ดูเหมือนนางจะทำตนเป็นผู้ใหญ่ที่โอบอ้อมอารี มีเมตตากับลูกเลี้ยงที่ขาดมารดาตั้งแต่ยังเด็กแต่ธารารู้ดีว่ามันคือการเสแสร้งแกล้งทำ คนในจวนก็ล้วนยกยอปอปั้นนางอยู่แล้ว คนภายนอกที่เห็นเพียงฉากหน้าก็เข้าใจไปตามที่เห็น ถึงจะพอทราบเรื่องจริงแต่ใครจะอยากยุ่งเกี่ยวด้วยล่ะ
   ในเมื่อประมุขของจวนแม่ทัพยังไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้เลยสักนิด
   แม่ทัพเฉินฟังคำยั่วยุของบุตรสาวคนโตและวาจาเป็นกลางของฮูหยินใหญ่แล้วก็ยังนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด
   “ทุกคนออกไปจากห้องก่อน ข้าจะคุยกับซือเอ๋อแค่สองคนเท่านั้น!”
   ฮูหยินใหญ่หน้าบึ้งเล็กน้อย นางเป็นคนฉลาดจึงรู้ดีว่าไม่ควรพูดอะไรออกมาตอนนี้ เหม่ยลี่มีท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจแต่ก็ถูกมารดาของนางดึงตัวออกไปจากห้อง บรรดาสาวใช้ต่างก็พากันชักแถวตามออกไปด้วย
   เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะในห้องโถง ธาราเองก็วิตกกังวลเพราะไม่รู้ว่าบิดาคิดอะไรอยู่กันแน่ ทำไมเขาถึงได้เงียบเหลือเกิน เงียบจนดูน่ากลัว
   ลุกขึ้นมาตีเขาเสียยังจะดีกว่าไม่ยอมพูดอะไรเลยอย่างนี้
   ธารานั่งตัวสั่น แค่เพียงบิดาลุกขึ้นจากเก้าอี้ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมาแล้วทั้งที่ตั้งแต่เสียมารดาและน้องเล็กไปเขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้ตัวเองอ่อนแออย่างนั้นอีก
   ตัวไร้ค่าในตระกูลอย่างเขา จะมีแต่คนสมเพชมากกว่า!
   “เชื่อว่าซือเอ๋อคงไม่ได้มีความคิดเหลวไหลแน่ มิเช่นนั้นเจ้าจะทำร้ายเขาจนสาหัสอย่างนั้นทำไม ที่ผ่านมาเพราะเห็นเจ้าครั้งใดก็นึกถึงหลานเทียนขึ้นมาทุกครั้ง ทำให้ข้าทั้งเจ็บปวดและวางตัวไม่ถูกมาตลอด”
   มือใหญ่ที่กรำศึกในสนามรบมานักต่อนักวางลงบนศีรษะของเขา
   “ซือเอ๋อ เจ้าคงลำบากมามาก”
   ธาราเงยหน้ามองบิดา เขาตัดสินใจถาม
   “ท่านพ่อเชื่อข้า?”
   “เชื่อสิ ย่อมต้องเชื่อ”
   ธาราเช็ดน้ำตา รู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กน้อยที่ได้รู้ว่าบิดาเป็นคนเดียวที่เชื่อมั่นในตัวเขา แค่คนๆ นี้ในโลกใบนี้เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว!
   แต่ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรคนนอกไม่รู้ ถึงยังไงเขาก็ทำให้บิดาขายหน้าอยู่ดี
   “ท่านพ่อ ลูกดีใจที่ท่านเชื่อว่าข้าไม่ได้ทำผิดแต่ชื่อเสียงของลูกตอนนี้ก็ไม่เหลือดีแล้ว อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทเลย แม้แต่บุรุษธรรมดาในย่านร้านตลาดก็คงไม่มีใครต้องการรับลูกไปเป็นภรรยาหรอก”
   ใบหน้าหล่อเหลาแต่มีบาดแผลขีดข่วนพาดผ่านจากการต่อสู้มีรอยยิ้มบางๆ
   “เจ้าฉลาดนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมแต่งงาน” บิดาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอีกครั้ง “ถึงอย่างไรเรื่องงานเลี้ยงก็ถูกกำหนดไว้แล้ว หากวังหลวงไม่นำชื่อเจ้าออก เจ้าก็ต้องไปร่วมงาน ไปให้เห็นว่าเจ้าไม่ได้หนีหน้าใครทั้งนั้น และถ้าเจ้าไม่ปฏิเสธข้าจะยอมให้เจ้าขอสิ่งตอบแทนจากข้าได้หนึ่งสิ่งด้วย ตกลงไหม?”
   “อะไรก็ได้ ท่านพ่อยอมทุกอย่างจริงหรือเจ้าคะ?”
   “แน่นอน” เฉินจ้วงซือให้คำมั่น “นักรบย่อมไม่ตระบัดสัตย์”
   ธารายิ้ม นัยน์ตาเป็นประกาย
   บวชชีเพื่อหนีรัก!
   นี่แหละคือสิ่งที่เขาจะขอ
8
R.3 ตามฝัน / buddy / จอมใจ เจ้าชีวัน บทที่ ๒
« กระทู้ล่าสุด โดย buddy เมื่อ พฤษภาคม 23, 2017, 10:34:59 PM »
บทที่ ๒


   กำแพงปูนสีตะกั่วตั้งตระหง่านเป็นแนวโค้งยาว ล้อมรอบด้วยคูน้ำลึกกว้างห้าวาเศษ สูงขึ้นไปเหนือกำแพง ปืนใหญ่สามกระบอกตั้งเรียงหันปลายปืนไปทางทิศใต้ ราชสีห์ทองคำผงาดอยู่บนผืนผ้าสีแดงเลือดนก ธงสัญลักษณ์แห่ง ‘สิตา’ ปักเด่นสง่าอยู่กลางหลังคาทรงโค้ง โบกสะบัดพัดพลิ้วไปตามแรงลม พื้นที่ถัดจากคูออกมาเป็นทุ่งโล่ง ไม่มีสิ่งปลูกสร้างหรือแม้แต่ต้นไม้ให้ร่มเงา ทหารยามในเครื่องแบบสีแดงสดยืนนิ่งประจำอยู่ไม่ห่างกระบอกปืนใหญ่ สายตามองระแวดระวังไปทั่วบริเวณ
   ป้อมชายแดนสิตา-ปาลแห่งนี้ ไม่ได้ใช้งานในราชการสงครามมานานหลายทศวรรษ หลังสองเมืองทำสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่ก็ได้รับการบำรุงรักษาอย่างดีสำหรับกิจการอื่นของ ‘สิงคาล’ ราชาแห่งสิตา รถม้าคันสุดท้ายในขบวนเสด็จกำลังก้าวย่องเนิบช้าไปบนสะพานที่ทอดข้ามคูล้อมป้อม ไม่นานก็หายผ่านเข้าประตูไปในที่สุด
   ภายในป้อมนอกจากทหารที่รักษาการณ์อยู่บนเชิงเทิน ก็มีเพียงราชองครักษ์คนสนิทของราชาสิงคาลเท่านั้นที่ตามเสด็จ และคอยเฝ้าอยู่หน้าประตูอาคารสีขาวหลังคาโดมแดง ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางลานกว้าง เยื้องไปด้านหลังสักสี่ห้าร้อยเมตร เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยอิฐสีเทาใช้สำหรับเป็นโรงครัวและที่พักของเหล่าราชบริพาร
   หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน ซอยเท้าถี่พาร่างอวบอิ่มเข้าไปในโรงครัว ไม่ได้สนใจเสียงเอะอะโวยวายของแม่ครัวและลูกมือที่กำลังช่วยกันจัดเตรียมอาหารกันยกใหญ่ กระทะและหม้อใบใหญ่บนเตาบอกถึงปริมาณอาหารมากมายราวกับจะเลี้ยงคนเป็นกองทัพ นางมุ่งหน้าตรงไปหาหญิงวัยกลางคนที่กำลังวุ่นวายออกคำสั่งคนงานให้จัดการสำรับที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาดึงความสนใจของหญิงกลางคนให้หันมองผู้มาเยือน “เสด็จถึงแล้วรึ แม่จัน”
   สาวร่างอวบอวดยิ้มฟันขาวพยักหน้า หอบหายใจจนหน้าอกโอฬารกระเพื่อมเกือบล้นออกมานอกเสื้อคอปาด “เจ้าค่ะ คุณท้าว ฉันยกพระสุธารสขึ้นถวายเลยนะเจ้าคะ” เสียงตอบนั้นสดใสร่าเริงราวนกน้อย นานเหลือเกินที่ ‘พระองค์ท่าน’ ไม่ได้เสด็จป้อมชายแดน ข่าวการมาจึงทำให้นางแช่มชื่นเป็นพิเศษ เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจหญิงที่ว้าเหว่มานาน แต่คำตอบของผู้ที่นางเรียก ‘คุณท้าว’ กลับเหมือนน้ำร้อนสาดกลับมา
   “ไม่ต้องหรอก วันนี้จะให้แม่วีณาจัดการ” คุณท้าวพูด พลางเดินไปตรวจดูถาดพระสุธารสจัดเครื่องต่างๆ ไว้ครบถ้วนดีหรือยัง โดยมิได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปในทันทีของคนรับสาร
   “แต่วีณามาอยู่ใหม่ เกิดทำอะไรให้ขัดเคืองพระราชหฤทัยจะพลอยลำบากกันไปหมดนะเจ้าคะ” เหลือบมองร่างอรชรที่นั่งทำหน้านิ่ง คอยดูคุณท้าวอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ให้หงุดหงิดใจหนักขึ้นไปอีก ใบหน้าสวยเย็น แม้จะวางหน้าเรียบเฉย แต่ก็คงจะดึงดูดใจพระองค์ท่านไม่ใช่น้อย รูปร่างบางแต่อกเอวสมส่วนรับกันกลมกลึง ผิวพรรณก็เต่งตึงอิ่มเอิบเหลือเกิน คุณท้าวก็ดูราวจะสนับสนุนนางจนออกนอกหน้า คงกะจะให้ถวายตัวกระมัง ยิ่งมอง ลมเพชรหึงริษยาก็ยิ่งพัดกระหน่ำรุนแรง
   “หล่อนคิดว่ามีเพียงตนเท่านั้นรึ ที่รู้พระทัยพระองค์ท่าน!” คุณท้าวหันมาขึ้นเสียงใส่อย่างไว้อำนาจ
   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่วีณายังไม่เคย อย่างไรเสียก็ให้ตามฉันขึ้นไปก่อน แล้วคราวหลังค่อยไปเอง ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ” แม้จะโกรธแสนโกรธ ทั้งหึงทั้งหวงตัวท่าน แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้นอกจากยอมอ่อนเสียงให้คุณท้าวคนสำคัญคนนี้
   “หุบปากหล่อนไปเลย ถ้ามีอะไร ฉันจะรับผิดชอบเอง” คุณท้าวตัดรำคาญด้วยการหันไปพยักพเยิดหญิงสาวที่นั่งเงียบอยู่ใกล้ๆ “ไป แม่วีณา ไปได้แล้ว จำที่ฉันสั่งสอนไว้ให้ดี”
   เมื่อต่อรองไม่ได้ และไม่เห็นทางจะห้ามความประสงค์ของคุณท้าว นางจันก็ทำได้เพียงกระแทกเสียง“ตามใจ” สะบัดหน้าเดินหนีไป คิดปลอบตัวเองในใจว่า หากในเรื่องลีลาแล้ว สาวน้อยอ้อนแอ้นนั่นคงไม่มีทางเทียบชั้นนางได้หรอก สุดท้ายก็จะทรง ‘เรียกหา’ อยู่ดี
   วีณาเดินยกสำรับขึ้นไปถึงห้องบรรทม เมื่อนายทวารเปิดประตูให้เข้าไป หญิงสาวรีบรุดตรงไปยังพระสุพรรณภาชน์ จัดวางถาดพระสุธารสและเครื่องเสวยต่างๆ อย่างระมัดระวังตามที่ได้รับการสอนสั่งมาจากคุณท้าวรำไพ ใจจดจ่ออยู่แต่กับถาดทองคำในมือ ทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวว่าจะทำพลาดตกหกเลอะ มีหวังคงได้คอขาดเป็นแน่ ยังไม่ทันเรียบร้อยดี ร่างบางก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
   “ว้าย!!” ถ้วยโถกระทบกันเสียงดังเคร้ง หญิงสาวดิ้นรนด้วยความตกใจ แต่พอเห็นหน้าผู้ลักกอดนางชัดเจนก็รีบทรุดกายหมอบกราบกรานแนบพื้น
เจ้าสิงคาลคุกเข่าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ เชยใบหน้างามขึ้นมอง หญิงสาวยังหลบตาไม่กล้ามองตอบ
   “อ้าว คนใหม่รึนี่ เรานึกว่านังจัน” สายพระเนตรลวนลามไปทั่วผิวหน้าผิวเนื้อที่ดูผุดผาดของสาววัยกำดัด
   “คุณท้าวรำไพ...ให้หม่อมฉันนำพระสุธารสมาจัดถวายแทนพี่จันเพคะ” เสียงสั่นๆ กระตุ้นให้ชายตื่นตัวขึ้นทันที ลูบไล้พระหัตถ์แผ่วเบาไปตามเรียวแขนนวลเนียนราวท่อนเทียน คุณท้าวนี่ช่างรู้ใจ ขยันหาสาวงามมาปรนนิบัติ หัตถ์แข็งแรงประคองนางขึ้นยืน หญิงสาวห่อไหล่ ก้มหน้างุดหลบสายตาคมวาวด้วยแรงปรารถนา สะดุ้งสุดตัวเมื่อใบหน้าเข้มค่อยซุกไซ้ไปตามซอกคอ ดอมดมกลิ่นหอมจากเรือนกายสาว
   “อย่า อย่าเพคะ” เสียงห้ามสั่นรัวด้วยความตกใจ มือน้อยๆ ผลักอกกว้างที่หาได้ขยับเขยื้อนไม่ สัมผัสจากมืออุ่นจัดจนร้อนลูบเลื่อนไปตามเนื้อตัว ยิ่งหวาดหวั่นเมื่อโดนรวบรัดพรมจูบไปทั่วทั้งคอทั้งไหล่รุนแรงขึ้นอย่างหื่นกระหาย หญิงสาวเริ่มดิ้นรนหนัก ด้วยแท้จริงไม่ได้สมัครใจจะ ‘ถวายตัว’
   “จะไม่เสวยเสียก่อนหรือเพคะ” เสียงเย็นเยียบของผู้ที่เพิ่งเข้ามาเป็นประจักษ์พยาน สามารถหยุดอาการรุกไล่คึกคะนองของกษัตริย์หนุ่มได้ทันใด ทรงผละออกจากนางกำนัล รี่ไปหาต้นเสียง โอบเอวบางเข้าหาจนแนบชิด
   “ก็ทรงปล่อยให้หม่อมฉันรอนาน หม่อมฉันเลยต้องหาอะไรทำฆ่าเวลาเสียหน่อย” พลางจุมพิตไซ้ปรางเนียนเป็นการต้อนรับนางผู้มาเยือน ปล่อยให้ ‘ของฆ่าเวลา’ ทรุดหมอบอยู่กับพื้นตัวสั่นเทา
พระนางสร้อยรัศมีเบี่ยงวรกายออกจากอ้อมกรแกร่ง ก้าวเนิบสง่างามเข้าหาร่างที่หมอบแทบพื้น เชยใบหน้าสวยขึ้นมอง แววฉงนฉาบขึ้นบนดวงเนตรหรี่เพ่ง ก่อนรอยแย้มพระโอษฐ์จะค่อยๆ แย้มบาง
   “เจ้าชื่ออะไร” ตรัสถามเสียงอ่อนหวาน
   “หม่อมฉัน ชะ...ชื่อ...วีณา เพคะ” ใจเต้นรัวด้วยทั้งประหม่าทั้งกลัวโทษทัณฑ์
   สตรีสูงศักดิ์ทวนชื่อที่ได้ยินแผ่วเบา พระกิริยาเหมือนกำลังใช้ความคิด แค่เพียงชั่วขณะเดียวก็ทรงหันกลับไปหากษัตริย์หนุ่ม
   “หม่อมฉันขอพระราชทานนางคนนี้ได้ไหมเพคะ” พระนางตรัสถามเจ้าสิงคาลที่ทรงยืนสง่าอยู่ไม่ห่าง คนถูกถามแสดงท่าทางออกชัดเจนทันทีว่าไม่เต็มใจนัก เพราะยังไม่ได้เชยชมอย่างที่ตั้งใจ สร้อยรัศมีเยื้องย่างเข้าหาอย่างยั่วยวน เรียวนิ้วลูบไล้ไปตามกล้ามแข็งแกร่งบนแผงพระอุระ
   “เถอะนะ ส่วนเรื่องอื่น...หม่อมฉันจะจัดการให้เอง”
   “พระองค์จะทรงต้องการนางไปทำไม” ถามออกไปอย่างเคืองพระทัย
   “หม่อมฉัน...ก็แค่...” เหลือบสายพระเนตรมองนางกำนัลที่ยังก้มงุดอยู่ที่พื้น “ก็แค่รู้สึกถูกชะตาน่ะเพคะ ทรงยกให้หม่อมฉันเถอะนะ”
จุมพิตแผ่วเบาอ้อยอิ่งเชิญชวน ไม่ว่าชายหน้าไหนก็ต้องโอนอ่อน สร้อยรัศมีทรงรู้วิธีเย้ายวนให้อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่พระนางเสียเหลือเกิน ตามใจ อยากได้อะไรก็เอาไป เสร็จแล้วจะได้ทำอย่างอื่นต่อ “แล้วแต่พระประสงค์ละกัน”
เมื่อได้คำตอบที่พอพระทัย พระนางสร้อยรัศมีก็ผละออกไปหานางที่หมอบพื้นอยู่อีกครั้ง ปล่อยให้องค์เจ้าสิงคาลทอดพระเนตรตามอย่างไม่สบพระอารมณ์ จนต้องเลี่ยงไปกระแทกตัวประทับลงบนพระแท่น ขัดอะไรขัดได้ แต่ขัดอารมณ์ชายเช่นนี้ หงุดหงิดเหลือประมาณ
   “เจ้าไปได้แล้ว เตรียมเก็บข้าวของด้วย เราจะเดินทางเช้าตรู่พรุ่งนี้” วีณาหมอบกราบก่อนคลานเลี่ยงออกไปโดยเร็วอย่างโล่งอก พระนางสร้อยรัศมีทอดพระเนตรตามหลัง ความคิดมากมายผุดขึ้นในสมอง นอกจากจะกำจัดนางกำนัลหน้าใหม่ให้ห่างจากเจ้าสิงคาลแล้ว ยังน่าจะใช้ประโยชน์จากใบหน้าสวยนั่นได้ ใบหน้าที่...คล้ายใครคนหนึ่งมากเหลือเกิน
   เสียงแก้วกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง บ่งบอกอารมณ์ของคนวางได้ดี ปลุกพระนางจากภวังค์ความคิด สร้อยรัศมีแย้มพระสรวลนิดๆ ที่มุมโอษฐ์ นวยนาดไปประทับตรงพระพักตร์ร่างสง่างามบนแท่นบรรทม ผ้าแพรคลุมไหล่เบาบางค่อยๆ เลื่อนหลุด เปิดเผยเนื้อเนียนเปล่งปลั่งที่เจ้าสิงคาลหลงใหล แม้จะเคยเห็นเคยสัมผัสแต่ก็รู้สึกเหมือนอดพระทัยไม่ได้ทุกครั้งที่ได้เห็นได้สัมผัสอีกครา คงมีเพียงอารมณ์เร่าร้อนของแม่หม้ายอย่างสร้อยรัศมีเท่านั้นกระมังถึงจะเติมเต็ม ‘ความต้องการ’ ของราชาแห่งสิตาได้อย่างเต็มที่ ไฟสวาทจุดติดขึ้นอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องการเชื้อเพลิง
   เจ้าสิงคาลทรงระลึกถึงการพบกันครั้งแรก ขณะนั้นพระนางสร้อยรัศมียังทรงอยู่ในฐานะพระขนิษฐาแห่งองค์ราชินีเขมรัฐ ดวงพักตร์งามสง่าตราตรึงใจ ดวงเนตรเรียวหวานวาวงามล้ำกว่าสตรีนางใดที่พระองค์เคยรู้จัก พระโอษฐ์แย้มยิ้มเย็นประดับอยู่บนพระพักตร์ตลอดเวลา จนยากที่ใครจะคาดเดาพระอารมณ์หรือพระดำริภายใต้รอยแย้มพระสรวลนั้นได้ พระนางเหมือนปริศนาที่ไม่มีใครอาจหาญกล้าไขให้กระจ่าง องค์เองเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มในยามนั้น ตามเสด็จพระราชบิดาไปร่วมงานฉลองบัลลังก์ ‘ศศิลักขณา’ ราชินีแห่งเขมรัฐ ความรักจู่โจมเข้าเกาะกุมพระทัยตั้งแต่เพียงแรกพบพักตร์ จนแม้พระนางกลายไปเป็นรานีแห่งวชิรหัตถ์ราชาแล้ว ความรักก็ยังคงมั่น พระองค์ทรงรู้ว่าพระนางก็รู้สึกไม่ต่างกัน
   เมื่อได้พบกันอีกครั้งในงานถวายพระเพลิงองค์ราชินีศศิลักขณา ที่สิ้นพระชนม์ชีพไปก่อนเวลาอันควร แค่เพียงได้พบพักตร์สนทนากันไม่กี่คำ ความรักที่เก็บงำมานานก็ราวกับจะปะทุระเบิดออกมาจากพระอุระให้จงได้ สัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกันจึงก่อเกิดขึ้นอย่างลับๆ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวล คุ้มค่ากับการรอคอยเสียเหลือเกิน
   สร้อยรัศมีเปรียบดังรสหวานหอมแห่งน้ำทิพย์ติดชิวหามิวางวาย เมื่อได้สมรักแล้วก็มิอาจหักพระทัยได้ กระวนกระวายคลุ้มคลั่งราวคนบ้า ปรารถนาจะประหัตประหารวชิรหัตถ์ให้ดับดิ้นแล้วรับพระนางมากกกอดแนบข้าง ยิ่งทรงคิดว่าวชิรหัตถ์มีสิทธิเต็มที่ที่จะดื่มด่ำรสรักจากพระนาง พระองค์ยิ่งแทบจะทนมีชีวิตต่อไปไม่ไหว เหล่าสนมนางกำนัลที่ห้อมล้อมมิอาจทำให้พระทัยรุ่มร้อนด้วยกามตัณหาเบาบางลงได้ จะหารสพิศวาสใดเทียมเท่าสร้อยรัศมีมิมีอีกแล้ว เสน่หาที่ตราตรึงไม่เคยคลาคลายกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเหนี่ยวนำไปสู่การ ‘ลักลอบ’ พบกันอีกครั้ง และอีกครั้ง และอีกครั้ง...
   จวบจนบัดนี้ องค์สิงคาลเริ่มรู้สึกชื่นชอบการได้พบกันเยี่ยงนี้ เพราะมันยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้ได้มากขึ้นอีก และรักพระนางได้รุนแรงเร่าร้อน พระนางเองก็ตอบสนองได้อย่างสมพระอารมณ์เฉกเช่นกัน วชิรหัตถ์ราชาบัดนี้สวรรคตไปแล้ว แต่ฐานะรานีในอดีตพระราชายังค้ำคอไม่ให้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ จะมีใครในราชสำนักแห่งปาลบ้างไหมที่ล่วงรู้ความลับนี้
   “ทรงคิดอะไรอยู่เพคะ” สร้อยรัศมีไล้นิ้วไปบนแผงพระอุระอย่างรักใคร่หลังเสร็จสมรสรักที่โหยหา
   “คิดว่าทำไมพระองค์เสด็จมาได้ในครั้งนี้” ราชาหนุ่มแห่งสิตาหันหาร่างเปลือยแนบข้างลูบไล้เอวบางอย่างหลงใหล
   “องค์อัคนิรุทรเสด็จประพาสนอกเมือง หม่อมฉันยังสงสัยอยู่ว่าไปไหน”
   “อ๋อ ลูกเลี้ยงไม่อยู่ แม่เลี้ยงเลยมีอิสระ” น้ำเสียงเยาะหยันทำให้พระนางสร้อยรัศมีตรัสเสียงขุ่นเข้ม
   “ทรงหมายความว่ากระไร” แม้จะเข้าใจความหมายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องแสร้งโกรธเกรี้ยว จะยอมรับให้ใครกล่าวหาว่าเป็นนางพระยาเทครัวได้อย่างไร
   “อย่ากริ้วไปเลย ทูนหัวของหม่อมฉัน แค่เย้าเล่นเท่านั้นดอกน่า”
   “ความสัมพันธ์ระหว่างหม่อมฉันกับอัคนิรุทร เป็นเพียงแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดาเท่านั้น ฝ่าบาทก็ทรงทราบดี” ใช่สิ แค่แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงธรรมดา จะไม่ธรรมดาก็ตรงที่ ความเกลียดชังในใจอัคนิรุทรที่มีต่อพระนาง ราวกับจะฝังรากลึกเกินกว่าสิ่งใดจะไถ่ถอนได้
   สร้อยรัศมีแสร้งสะบัดตัวลุกหนี แต่พระกรแกร่งของสิงคาลรั้งวรองค์บอบบางกลับเข้าแนบชิด รวบรัดไว้ด้วยวรกายแข็งแรงขององค์เอง
   “หม่อมฉันขอประทานอภัย คราวหลังจะไม่ปากพล่อยให้เคืองพระทัยอีกแล้ว” เคราสากไล้ไปตามซอกพระศอก่อกระแสซ่านเสียวให้เกิดขึ้นอีกครั้ง วิธีการง้อสาวงอนเยี่ยงนี้ ไม่มีใครเก่งเกินสิงคาล แต่ยังหรอก จะให้อภัยโดยง่ายนั้นไม่ควร
   “ทรงหมิ่นน้ำใจหม่อมฉันเหลือเกิน อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหา แต่กลับต้องมาโดนเหยียดหยามเช่นนี้ หม่อมฉันคงไม่มีความหมายอันใดทั้งสิ้นสำหรับฝ่าบาท” เสียงกระเง้ากระงอดราวสาวรุ่น ทำให้เจ้าสิงคาลต้องทรงกอดกระชับปลอบประโลม
   “ใครว่า หม่อมฉันหลงใหลพระองค์ออกขนาดนี้ ที่พูดไปก็เพราะรักเพราะหวงเหลือเกิน ไม่อยากให้ใครได้เชยชิดพระองค์ แค่คิดหม่อมฉันก็แทบจะขาดใจตาย” ก้มพระพักตร์เชยชมนวลเนื้อไหล่ไล่ไปตามเนินอกอย่างคลั่งไคล้ อดีตรานีแห่งปาลจำต้องผลักร่างที่รุกไล่ออกห่าง ถามสุรเสียงอ่อนหวาน
   “จริงนะเพคะ”
   “จะกล้าปดพระองค์ได้อย่างไร มามะ หม่อมฉันจะแสดงให้ดูว่าหม่อมฉันรักพระองค์ขนาดไหน” พระนางสร้อยรัศมีสรวลเมื่อใบหน้าสากซุกลงแนบอกอิ่มขบเล็มอย่างสนุกปาก ผลักร่างหนาออกจนหงาย พลิกองค์เองขึ้นอยู่เหนือ สำแดงอำนาจแห่งตน
   “ไม่ได้ ต้องให้หม่อมฉันสำเร็จโทษฝ่าบาทก่อน” ปากบางจู่โจมโรมรันกับอีกปากที่ยื่นขึ้นราวลูกนกร้องขออาหารจากแม่นก แม่นกไล่จุมพิตเร่าร้อนไปตามมัดกล้ามแข็งแรงจนชายร้องครางอย่างชอบใจ เกมสวาทยุทธ์เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร้องครางกระเส่าของทั้งสองร่าง ต่างคนต่างสนองความปรารถนารุ่มร้อนของตนเอง ในขณะที่สมองก็กำลังวางแผนเพื่อผลประโยชน์แห่งตนเช่นกัน
 


โปรดติดตามตอนต่อไป
9
R.3 ตามฝัน / buddy / Re: จอมใจ เจ้าชีวัน บทที่ ๑
« กระทู้ล่าสุด โดย buddy เมื่อ พฤษภาคม 23, 2017, 10:31:44 PM »
 ;D ;D ;D
10
R. 2 noneko / รัญชิดา / ชาติภพใดไม่ขอมีรัก-ตอนที่ 1 ร่างใหม่หัวใจดวงเดิม
« กระทู้ล่าสุด โดย noneko เมื่อ พฤษภาคม 21, 2017, 07:37:54 PM »
   ธาราลืมตาในร่างใหม่แต่หัวใจและความทรงจำยังคงมีอยู่แม้จะเลือนรางเต็มที ย้อนอดีตกลับไปเขาจำได้ว่าหลังจากถูกชายคนรักหักอกอย่างเลือดเย็นแล้วเขาก็เดินออกจากร้านกาแฟ เดินไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ขณะกำลังเดินข้ามถนน ทั้งๆ ที่เป็นไฟเขียวแต่กลับมีรถคันหนึ่งวิ่งมาอย่างเร็วและไม่มีท่าทีว่าจะชะลอรถลงเลย แม้จิตใจของธาราจะโศกเศร้าเพียงใดแต่สัญชาตญาณของเด็กหนุ่มวัยสิบหกในชั่วขณะนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใดเลย เขาวิ่งไปดึงแขนเด็กผู้หญิงซึ่งสวมชุดนักเรียนและน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาออกมาจากรัศมีของรถคันนั้นที่วิ่งมาแต่ดูเหมือนจะไม่ทัน
   เสียงกรีดร้องดังลั่นถนน และธาราก็มองไม่เห็นอะไรอีกนอกจากแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าจนแสบตาไปหมด เด็กหนุ่มยังจำได้ว่าเขาจับมือเด็กผู้หญิงคนนั้นแน่นมาก อาจเพราะรู้ตัวว่ากำลังจะตายจึงได้รู้สึกโหยหาที่พึ่งพิง และดูเหมือนอีกฝ่ายก็คงจะคิดเหมือนกับเขา
   อย่างน้อยการเดินทางไปสู่ปรโลกของเขาก็คงไม่เดียวดายจนเกินไปนัก
   ใครจะไปรู้ล่ะว่าชาติภพต่อมาแทนที่จะได้เกิดมาในยุคที่ล้ำสมัยยิ่งกว่าเดิม กลับกลายเป็นย้อนกลับสู่ยุคโบราณเสียนี่แล้วยัง...
   ยังเกิดมาเป็นผู้หญิงเสียอีก
   ธาราเป็นธิดาคนรองของแม่ทัพเฉินจ้วงซือ (สิงโตผู้แข็งแกร่ง) แห่งแคว้นเฉียน แรกเริ่มบิดามั่นใจมากว่าลูกที่เกิดจากภรรยารองที่เขารักจะต้องเกิดมาเป็นบุรุษเหมือนเขาแน่นอนจึงตั้งชื่อไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ‘ไป๋ซือ’ ซึ่งแปลว่าสิงโตขาวเพื่อให้พ้องกับชื่อของบิดา
   เด็กหนุ่มรู้ว่าบิดาผิดหวังมาก
   แม่ทัพเฉินไม่รู้ว่าในร่างของทารกแรกเกิดในอ้อมแขนที่ตนอุ้มแค่ครู่เดียวก็วางลงอย่างรวดเร็วเป็นเด็กที่มีจิตใจของคนวัยสิบหกปีอยู่ในนั้น สีหน้าของบิดาในขณะนั้นฝังตรึงอยู่ในหัวใจดวงน้อยตลอดมา
   เขาเป็นเด็กที่บิดาไม่ต้องการให้เกิดขึ้นมา บิดาอยากได้เด็กผู้ชายที่สามารถออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านและสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไปได้แต่ธาราไม่อาจตอบสนองในสิ่งที่ท่านต้องการได้ เด็กหนุ่มจึงได้รับเพียงความเฉยเมยเย็นชาตลอดมาจนกระทั่งมารดาของเขาตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่งและบิดาก็คาดหวังให้มารดาคลอดลูกออกมาเป็นบุตรชายซึ่งจะทำให้สถานะของนางมั่นคงยิ่งขึ้น
   บิดาไม่ได้รักฮูหยินใหญ่แต่จำต้องแต่งงานด้วยเพราะหมั้นหมายกันมาตั้งแต่ยังเด็กและมีบุตรสาวด้วยกันหนึ่งคนคือเฉินเหม่ยลี่ (สวยงาม) ท่านจึงคาดหวังว่าหากเจินหลานเทียน (ท้องฟ้าสีคราม) สตรีที่มีรักให้อย่างแท้จริงมีบุตรชาย เขาจะหย่าขาดกับฮูหยินใหญ่และยกตำแหน่งให้นางแทน ทว่า...กลับเกิดสงครามขึ้นเสียก่อน
   แคว้นอวี้ซึ่งเป็นเหมือนศัตรูคู่อาฆาตกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนกลับรุกรานแค้นเฉียนในช่วงเวลานั้นพอดี บิดาจำต้องเข้าสู่สนามรบในฐานะแม่ทัพ ทิ้งภรรยาที่กำลังครรภ์แก่ใกล้คลอดไว้ที่จวนกับสาวใช้ที่มีแต่คนของหวังเหม่ยเหนียงซึ่งเป็นฮูหยินใหญ่แทบทั้งสิ้น ธาราเองก็เพิ่งอายุเพียงสองขวบ แม้เริ่มพูดจารู้เรื่อง ฟังภาษาจีนเข้าใจด้วยความเพียรพยายามแล้วแต่ก็ไม่อาจช่วยน้องของเขาที่เพิ่งเกิดขึ้นมาได้
   เมื่อฮูหยินใหญ่เห็นว่าเด็กที่เกิดมาเป็นผู้หญิงซ้ำยังเกิดในวันร้ายคือคืนสารท ตามธรรมเนียมประเพณีโบราณกล่าวไว้ว่าหากมีเด็กเกิดในวันนี้จะต้องทิ้งไป ห้ามเลี้ยงไว้
   ชีวิตจริงมันช่างโหดร้ายนัก เมื่อบิดาไม่อยู่ ฮูหยินใหญ่จึงเป็นผู้กุมอำนาจที่สุดในจวนแม่ทัพและออกคำสั่งให้นำน้องสาวของเขาที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้เสียด้วยซ้ำใส่ตะกร้าแล้วนำไปลอยน้ำ มารดาผู้อ่อนแอยังไม่ฟื้นส่วนตัวเขาเองก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยตัวเล็กๆ
   ธาราก็ยังเด็กนัก เขายังจำได้ว่าในวันนั้นเองเขาสวมชุดนอนสีขาววิ่งตามคนรับใช้ผู้ชายในจวนที่ถือตะกร้าออกไปที่แม่น้ำซึ่งไหลผ่านด้านหน้าจวนพอดี ไม่มีใครห้ามปรามทั้งยังมีสีหน้าสมใจอยู่บนใบหน้าฮูหยินใหญ่และบุตรสาวของนาง ธาราล้มหน้าคะมำ ตามใบหน้าและเนื้อตัวมอมแมมและยังมีรอยถลอกเต็มไปหมดแต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามที่จะยื้อแย่งน้องเล็กกลับมา
   เด็กหนุ่มในร่างเด็กผู้หญิงวัยสองขวบหรือจะสู้แรงผู้ชายร่างกำยำ พวกเขาผลักธาราลงไปกองกับพื้นและวางตะกร้าลงไปในน้ำจนได้ เสียงเด็กแรกเกิดร้องไห้จ้าในตอนที่ตะกร้าลอยไปตามกระแสน้ำและหัวใจของธาราก็เหมือนจะขาดตามไปด้วย
   ธาราน้ำตาคลอ
   เด็กแรกเกิดถูกจับลอยน้ำมีแต่จะจมน้ำตายเท่านั้น โหดร้าย โหดร้ายเกินไปแล้ว!
   เวลาผ่านไปไม่กี่วันมารดาของเขาที่ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอนเพราะรับไม่ได้ที่สูญเสียลูกไปก็ตรอมใจตายทิ้งธาราให้เผชิญกับโลกนี้เพียงลำพังกับบิดาที่ดูจะเย็นชามากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ในชาติภพนี้ชะตาชีวิตของเขาจึงเงียบเหงาเดียวดายนัก
   ยามที่แม่ทัพเฉินไม่อยู่ในจวน ความเป็นอยู่ของธาราก็ไม่ต่างอะไรกับสาวใช้เพราะฮูหยินใหญ่และลูกสาวของนางที่มีอายุมากกว่าธาราเพียงหกเดือนคอยกลั่นแกล้งมาตลอด
   เขาไม่มีสาวใช้ประจำตัวอย่างเฉินเหม่ยลี่ที่มีผู้ติดตามคอยรับใช้ทั้งในจวนและยามที่นั่งเกี้ยวออกไปในเมืองถึงสองคน พี่สาวของเขาคนนี้มีเวลานอนตื่นสาย ได้กินแต่อาหารดีๆ แต่งตัวสวยๆ เปลี่ยนชุดใหม่ทุกฤดูกาล และคอยก่นว่าธาราอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะเรื่องปมด้อยที่เขาไม่มีแม่
   ด้วยนิสัยเดิมของธาราที่เป็นคนอ่อนโยน ไม่ค่อยมีปากมีเสียงกับใครและยังมองว่าสตรีเป็นเพศแม่ที่ควรให้เกียรติจึงไม่ถือสาและก้มหน้าก้มตาทำงานบ้านตามที่ได้รับมอบหมายโดยไม่ปริปากบ่น
   หากจะว่าไปสิ่งที่เด็กหนุ่มกังวลมากกว่าคือร่างกายของเขาเองต่างหาก
   ทำไมเขาจะต้องเกิดมาเป็นผู้หญิงด้วยนะ?
   รูปร่างหน้าตาก็ถอดพิมพ์เดียวกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้วยกเว้นแค่ว่ามีร่างกายเป็นสตรีเท่านั้น
   เขารู้ดีว่าเกิดเป็นผู้หญิงนั้นแสนลำบาก ยิ่งมาอยู่ในยุคโบราณอย่างนี้ด้วย ที่นี่ไม่มียกทรงมีแต่เอี๊ยมแดง ที่ร้ายกว่านั้นคือเวลามีประจำเดือนช่างลำบากอย่างที่สุด ผ้าซับเลือดหรือจะสู้ผ้าอนามัยความยาวสี่สิบเซนติเมตรได้ จะให้นอนอุดอู้อยู่แต่บนเตียงเหมือนคุณหนูเหม่ยลี่ เขาก็ทำไม่ได้เพราะคงถูกสาดน้ำราดทั้งที่ยังนอนและโดนหัวหน้าสาวใช้ลากมาทำงานบ้านทั้งอย่างนั้นแน่นอน
   “เฮ้อ”
   รันทดจริงๆ ธาราเอ๊ย!
    เด็กหนุ่มหน้าหวานก้มมองดูหน้าอกตัวเองที่นูนขึ้นมา แรกๆ เขาไม่คุ้นชินกับร่างกายนี้เลย แม้ว่าเขาจะหน้าสวยเกินชายจนถูกล้อเลียนมาตลอดแต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่าพริบตาเดียว ชาติต่อมาเขาก็เกิดมาเป็นเพศหญิงเสียอย่างนั้น ไม่ใช่ว่ารังเกียจอะไรนักหรอกเพียงแต่เขาใช้ชีวิตไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ และอีกอย่างหนึ่ง...
   ปีนี้เขาอายุสิบสามแล้ว
   คนยุคนี้แต่งงานกันเร็วจะตาย ได้ยินว่าพวกเด็กผู้หญิงที่มีพ่อแม่ขายของอยู่ในตลาดถัดจากจวนไปไม่ไกลเพิ่งแต่งงานไปเมื่อเร็วๆ นี้นี่เอง เด็กคนนั้นเพิ่งอายุแค่สิบสอง
   สิบสอง! หากเป็นยุคสมัยที่เขาจากมาก็เพิ่งเป็นแค่เด็กประถม พรากผู้เยาว์ชัดๆ
   ธาราซึ่งมีความทรงจำเดิมครบถ้วนลำบากใจกับเรื่องนี้มากจริงๆ ต่อให้เขาเป็นแค่ลูกของอนุในจวนแต่บิดาก็เป็นถึงแม่ทัพของแคว้น ย่อมต้องมีผู้ชายสักคนมาทาบทามสู่ขอบ้างล่ะ
   ปัญหาก็คือเขาไม่ต้องการยอมรับการคลุมถุงชน แล้วจะให้ปฏิเสธเรื่องพวกนี้ยังไงดีล่ะ?
   โครม!
   ธาราซึ่งมัวแต่วุ่นวายใจ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนลืมไปว่ากำลังนั่งซักผ้าอยู่และไม่ทันได้สนใจสิ่งรอบตัว จู่ๆ ผ้ากองพะเนินก็ถูกโยนลงมาบนหัวของเขา
   “มัวเหม่ออะไรอยู่เจ้าคะคุณหนูไป๋ซือ หากไม่รีบเข้าน่ากลัวว่าคืนนี้คงอดข้าวเย็นนะเจ้าคะ!”
   “ฮ่าๆๆ ไม่รู้ถึงสถานะของตัวเองเสียบ้าง เป็นแค่ลูกอนุที่ตายไปแล้ว หรือยังคิดจะหวังถีบตัวเองให้สูงขึ้นได้อีก ฝันไปแท้ๆ”
   เสียงหัวเราะเยาะของเหล่าสาวใช้ในจวนดังลั่นลานซักผ้าก่อนที่พวกนางจะเดินจากไปทิ้งให้ธารานั่งซักผ้ากองโตต่อไปคนเดียว
   เมื่อบิดาไม่อยู่ในจวน ต่อให้เป็นสาวใช้ชั้นปลายแถวที่สุดในจวนก็ยังมีความเป็นอยู่ดีกว่าเขาเลย อย่างน้อยก็ได้กินอาหารครบทุกมื้อ ส่วนตัวเขาถึงแม้จะได้นอนบ้านแยกออกมาอีกหลัง ดูมีความเป็นส่วนตัว ดูมีความสโลว์ไลฟ์ แล้วยังไงล่ะ เอะอะก็จ้องหาเรื่องทำโทษกันตลอดเวลา
   อย่างวันนี้ถ้าซักผ้าไม่เสร็จก็จะไม่ได้กินข้าวเย็น
   ชีวิตดี๊ดี!
   “เฮ้อ”
   ธาราถอนหายใจอีกครั้งและก้มหน้าก้มตาซักผ้าต่อไป

   ฤดูใบไม้ผลิในปีเดียวกันนั้นเองที่เฉินจ้วงซือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเฉียนกลับมาจากค่ายทหาร เขาเป็นบุรุษหน้าตาดี ผิวคล้ำแดด ดูองอาจสมชายชาตรี ไม่อ้วนลงพุง อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีก็ได้รับตำแหน่งใหญ่โตขนาดนี้แล้ว นับได้ว่าเป็นคนหนุ่มที่อนาคตไปไกลกว่าที่คิดและที่สะดุดตาและเป็นลักษณะเด่นคือสีดวงตาซึ่งเป็นสีน้ำตาลอ่อนชวนให้สาวๆ หลงใหลเคลิบเคลิ้ม แต่ว่าจนถึงบัดนี้แม้จะมีหญิงสาวมากมายใฝ่ฝันที่จะได้อยู่เคียงข้างกับเฉินจ้วงซือ แม้จะเป็นอนุก็ยังดีแต่แม่ทัพหนุ่มใหญ่กลับไม่ชายตาแลสตรีใดอีกเลย ราวกับว่าหัวใจของเขาได้ตายไปพร้อมกับเจินหลานเทียน สตรีที่เขารักแล้ว
   ธารายังจำได้ว่าในวันที่บิดากลับมาจากสนามรบแล้วได้รับรู้ว่ามารดาของเขาตายจากไปแล้ว น้องเล็กที่เพิ่งเกิดมาก็ถูกจับใส่ตะกร้าลอยในแม่น้ำไปแล้ว เขาเห็นสายตาเย็นเยียบมองฮูหยินใหญ่ซึ่งยืนสั่นสะท้าน คงคิดว่าบิดาคงจะด่าทอแน่แต่กลับผิดจากที่คาดไว้ ท่านไม่พูดอะไรกับนางเลยแต่หันมาบอกธาราที่ยืนหลบมุมอยู่ตรงหน้าประตู
   “ซือเอ๋อ ไปสุสานกับข้า”
   “ค่ะ ท่านพ่อ”
   ธาราไม่ทันได้แต่งตัว เสื้อผ้าก็ไม่ได้สวยงามสมฐานะคุณหนูจวนแม่ทัพ มันเป็นแค่ผ้าเนื้อหยาบๆ สีน้ำเงินซึ่งเป็นผ้าผืนเดียวกับที่ตัดให้สาวใช้ในจวนใส่เป็นสีเดียวกัน ปกติหากรู้วันล่วงหน้าว่าเฉินจ้วงซือจะกลับมาเมื่อใด ฮูหยินใหญ่จะสั่งการให้สาวใช้ในจวนรีบนำชุดที่ดูดีกว่านี้มาให้เขาใส่เพื่อไม่ให้แม่ทัพใหญ่ล่วงรู้ถึงเรื่องที่ปกปิดเอาไว้
   ทว่า...เฉินจ้วงซือกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกทำให้ฮูหยินใหญ่ย่ามใจ คิดว่าสามีคงไม่สนใจเจ้าเด็กคนนี้แล้ว นางจึงหมายมั่นว่าจะไม่มีวันให้เฉินไป๋ซือมาเป็นก้างขวางคอ คอยเผยอทัดเทียมกับบุตรสาวของนางได้แน่
   ทางด้านธาราก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ เขากับบิดาไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก ส่วนใหญ่บิดาจะอยู่แต่ในสนามรบไม่ก็ค่ายทหารในชนบทห่างไกลความเจริญ นานๆ ครั้งถึงจะกลับจวนแต่ก็อยู่เพียงไม่กี่วันก็ออกเดินทางอีก สองพ่อลูกพบกันแทบนับครั้งได้ บางทีความห่างเหินนี้ก็มาจากฮูหยินใหญ่ด้วยเพราะหลายครั้งบิดาก็รีบกลับมาแล้วก็จากไป นางไม่เคยเรียกธาราให้มาพบกับบิดา กว่าเด็กน้อยจะรู้บิดาก็ออกจากเมืองหลวงไปเสียแล้ว
   ครั้งนี้นับได้ว่าสองพ่อลูกได้อยู่ใกล้กันจริงๆ เฉินจ้วงซือพาธาราขี่ม้าไปด้วยกันเพียงสองคนเพื่อไปยังสุสานสกุลเฉิน ฮูหยินใหญ่แม้จงเกลียดจงชังอนุของสามีเพียงใดก็ยังไม่กล้าไม่ยินยอมให้ฝังร่างของนางไว้ในสุสานประจำตระกูลเพราะเกรงว่าสามีจะชิงชังนางมากขึ้น
   นางรักสามีมาก แต่ไม่อาจแปรมันเป็นความแค้นจนตัดใจลาจากหรือปล่อยวางความรักได้จึงได้หลงวนเวียนอยู่ในความริษยาอยู่อย่างนี้
   เมื่อถึงหน้าหลุมฝังศพเจินหลานเทียน สามีของนางก็หยุดม้าและอุ้มลูกสาวที่เกิดจากครรภ์ของนางลงจากหลังม้า
   ธาราเงยหน้ามองแม่ทัพเฉินอย่างแปลกใจเล็กน้อย มือใหญ่หยาบกร้านจากการจับอาวุธนั้นจับมือเขาและจูงไปที่ป้ายหน้าหลุมฝังศพ มืออีกข้างของแม่ทัพเฉินลูบแผ่นป้ายที่สลักชื่ออนุที่เขารักยิ่ง
   ธารานั่งคุกเข่าลงโดยไม่ต้องให้บิดาเอ่ยบอก เขาก้มหน้าลงและอธิษฐานในใจขอให้มารดาไปสู่สุคติ ภพภูมิที่ดี มีความสุขยิ่งกว่าในชาตินี้ นางทั้งงดงาม อ่อนหวานและรักเขาอย่างที่มารดาคนหนึ่งจะรักได้อย่างแท้จริง น่าเสียดายที่นางแสนดีเกินไป อ่อนแอเกินไปจึงถูกกลืนกินโดยผู้หญิงที่มีจิตใจหยาบช้าอย่างฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ
    หากถามว่าธาราแค้นเคืองนางไหม อยากแก้แค้นแทนหรือเปล่า เขาคงต้องตอบว่าบางครั้งก็มีความคิดนี้อยู่ในใจแต่ทำไปแล้วได้อะไร มารดาจะกลับคืนมาหรือก็เปล่า น้องเล็กจะหวนคืนมาหรือก็ไม่ ธาราจึงไม่รู้จะจองเวรจองกรรมกับฮูหยินใหญ่ไปทำไม หากเรื่องเวรกรรมมีจริง สักวันนางก็จะได้รับการตอบแทนที่สาสมเอง แม้ว่า...
   มันอาจจะนานไปจนธาราอาจจะท้อไปเองก็ได้
   “ซือเอ๋อ คำนับมารดาของเจ้า เราต้องไปแล้ว”
   ได้ยินเสียงขรึมและดุๆ ดังขึ้นข้างหู ธาราสะดุ้งเล็กน้อยเพราะมัวแต่ใจลอยไปหน่อย เขารีบก้มหัวจรดพื้นคำนับมารดาและเดินไปหาบิดาซึ่งขึ้นไปนั่งบนหลังม้าแล้ว
   “ทำอะไรชักช้าร่ำไร”
   บิดาบ่นและก้มตัวลงมาคว้าตัวธาราขึ้นไปนั่งข้างหน้าและพาควบม้าออกมาจากสุสานกลับเข้ามาในเมือง ความอบอุ่นจากอ้อมแขนของบิดาที่กอดตัวธาราไว้ทำให้เขารู้สึกดี อย่างน้อยบิดาก็ไม่ได้ทอดทิ้งหรือเมินเฉยต่อเขา สิ่งที่คนๆ นี้ทำจะต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างซ่อนอยู่แน่นอน เพียงแต่เขาไม่ยอมบอกมันออกมาและธาราก็ไม่คิดจะถาม
   เขามีความเป็นอยู่ที่ยากลำบากแต่ก็ไม่ถึงกับเลือดตาแทบกระเด็นถึงขั้นกระอักเลือดเสียหน่อย หากเทียบกับน้องเล็กที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรกันแน่ ถ้าเด็กคนนั้นยังมีลมหายใจอยู่อาจจะลำบากยิ่งกว่าเขาหลายเท่าตัวก็ได้
   ทุกครั้งที่ธาราสวดมนต์ไหว้พระก็จะขอพรเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือขอให้น้องปลอดภัยและมีความสุข เขาไม่เคยขอพรให้ตัวเองเลยสักครั้งเพราะชาชินกับการอยู่เยี่ยงสาวใช้ในจวนและไม่คิดเรียกร้องอะไรมากกว่านี้อีก ยกเว้นเรื่องแต่งงาน
   เขาไม่อยากแต่งงานแค่นั้นเอง
   ความวิตกกังวลนี้ดูจะมากยิ่งขึ้นเมื่อละจากห้วงคำนึงเมื่อครั้งอดีตที่มีร่วมกับบิดา
    ตอนนี้เขาอายุสิบสาม ใกล้ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ไม่นานก็ต้องมีแม่สื่อมาดูตัว เด็กหนุ่มสังหรณ์ใจว่าเวลานั้นคงมาถึงเร็วๆ นี้
   คิดมากไปก็เครียดเปล่าๆ เด็กหนุ่มรวบผ้าห่มขึ้นคลุมตัว เวลานี้ต้องรีบหลับให้สนิท ตอนเช้าเขาต้องเข้าครัวและยังมีงานทำความสะอาดรออยู่อีกมาก
   ปึงๆๆ
   เสียงเคาะประตูดังระรัว ธาราซึ่งยังไม่ได้หลับรีบลุกขึ้นแล้วเปิดประตูให้ เขานึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่ามีอะไรรีบร้อนให้เขาทำในช่วงกลางดึกอย่างนี้
   สาวใช้ที่ชอบเหน็บแนมเขาเป็นที่หนึ่งซึ่งเดิมทีได้รับมอบหมายให้คอยดูแลเขาแต่กลับไม่เคยมาเหลียวแล งานประจำที่นางทำคือใช้งานธาราให้หนักและคอยรายงานความชักช้าอืดอาดของเขาให้เรือนฮูหยินใหญ่ฟัง นางยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า สีหน้านั้นบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด
   หรือเมื่อกลางวันเขาเผลอทำอะไรผิดไปหรือยังไง
   “ถอยไปสิ ข้าจะเข้าไปนอน!”
   ธารามองร่างอวบนั้นเดินส่ายอาดๆ เข้ามาในห้องและจงใจแย่งเตียงนอนของเขาหน้าตาเฉย 
   นางมีที่นอนที่ดีกว่าเขาที่เรือนใหญ่ เหตุใดจู่ๆ ก็เดินมานอนที่นี่กันล่ะ?
   “ยืนมองหาอะไรอยู่เล่า ท่านแม่ทัพกลับมาแล้วข้าก็ต้องกลับมานอนที่นี่อย่างไรเล่าเจ้าลูกอนุโง่เง่า! รีบปิดประตูก่อนที่ยุงจะเข้ามาสิ ไม่รู้จะโง่ไปถึงไหน ยิ่งเห็นยิ่งรำคาญลูกตา” นางตวาดลั่นเรือนก่อนจะกล่าวทิ้งท้าย “อย่านึกว่าท่านแม่ทัพมาแล้วเจ้าจะได้อยู่สบายๆ นะ ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปก็นอนที่พื้นไปก็แล้วกัน”
   แล้วหมอนหนึ่งใบก็ถูกโยนลงที่พื้น นั่นคือความปราณีมากแล้วสำหรับเสี่ยวชิงที่มีต่อคุณหนูที่นางเกลียดชัง อย่างน้อยก็ยังให้หมอนมาหนุนนอนหนึ่งใบ
   ธาราเกาศีรษะ นึกบ่นในใจ
   ท่านพ่อ มาแล้วก็ใช่ว่าจะทำให้ลูกสบายขึ้นหรอกนะ

   ชายแดนสงบเงียบเนื่องจากแคว้นอวี้ถอนทัพกลับไปแล้ว กองทัพแคว้นเฉียนไม่ได้หลงกลไล่ตามไปเพราะอาจเสียไพร่พลโดยใช่เหตุจึงทำเพียงรั้งรออยู่ที่ชายแดน นานวันเข้าความสงบสุขก็กลับคืนมา แม่ทัพเฉินจึงคิดว่าจะกลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัวสักเจ็ดวันจากนั้นก็จะกลับไปรักษาชายแดนต่อไป เขาเองก็ยังวางใจอะไรไม่ได้เพราะพวกแคว้นอวี้ก็ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก
   พวกมันกระหายที่จะยึดครองแคว้นเฉียนมานานแล้ว คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ หรอก แต่อย่างน้อยช่วงนี้ก็ยังมีความปลอดภัยอยู่ เฉินจ้วงซือจึงสามารถกลับมายังเมืองหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดนและมาพักที่จวนได้บ้าง
   ความเป็นอยู่ของธาราช่วงนี้จึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็ในช่วงเวลากลางวัน เขามีหน้าที่แค่เข้าครัวช่วยทำอาหารแต่ไม่ต้องล้างจานชาม ซักผ้า ตากผ้าหรือทำความสะอาดจวนอีก
   ก็แค่เจ็ดวัน อีกไม่นานก็ต้องกลับไปทำเหมือนเดิม เทียบกันแล้วตอนกลางคืนต้องเจอเสี่ยวชิงก่นว่าให้เจ็บใจ เขายอมทำงานบ้านเยอะๆ เสียยังดีกว่ามาก
   หลังเข้าครัวเสร็จแล้ว ธาราก็รับประทานอาหารเช้าในครัว จากนั้นจึงมีเวลาพักผ่อนเดินเล่นในสวนหน้าเรือนของเขาเอง เด็กหนุ่มชอบช่วงเวลาสบายๆ อย่างนี้เพราะเขาไม่ได้มีโอกาสมากนัก อาจจะปีละครั้งหรือบางปีก็ไม่มีเลยเพราะบิดาอยู่แต่ในสนามรบและชายแดนเสียมากกว่า
   ธาราไม่มีทางเลือกมากนัก หากเกิดมาเป็นผู้ชาย เขาคงไม่ลังเลที่จะจับอาวุธฝึกฝนและเข้าสู่สนามรบติดตามบิดาแต่นี่กลับมีทั้งหน้าอกทั้งประจำเดือน กว่าเขาจะทำใจกับร่างใหม่นี่ได้ก็ใช้เวลาตั้งนาน
   “คุณหนูรองเจ้าคะ ท่านแม่ทัพเรียกหาเจ้าค่ะ”
   เสี่ยวชิงดูอ่อนหวานนุ่มนวลนักจนธาราแอบยิ้ม คงเพราะตอนนี้ในจวนยังมีทหารหลายนายที่ติดตามแม่ทัพเฉินกลับมาด้วย พวกเขายืนประจำการตามจุดต่างๆ และดูเหมือนจะมีคนหนึ่งยืนอยู่ในสวนทำให้เสี่ยวชิงไม่อาจตวาดใส่ธาราได้อย่างถนัดเหมือนที่เคยทำมานัก
   ตอนนี้นางคงโมโหอยู่ในใจจนแทบคลั่งแล้ว
   ตอนนี้เข้ายามอู่ บิดาคงกลับมาจากวังหลวงหลังจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้แล้ว แต่ทำไมจึงได้เรียกหาเขาทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน ธาราไม่อาจรู้ได้ว่าเขามีจุดประสงค์อะไร มีแต่ต้องไปพบกับเขาเท่านั้น
   แต่ว่า...เขาสังหรณ์ใจไม่ดีเลย

   เฉินเหม่ยลี่นั่งรออยู่ที่โต๊ะพร้อมกับฮูหยินใหญ่โดยมีแม่ทัพเฉินจ้วงซือนั่งเป็นประธานอยู่ในห้องโถง บนโต๊ะจัดสำรับอาหารไว้เรียบร้อยแต่ยังไม่มีใครแตะต้องอาหารเลยสักคน
   ดูเหมือนพวกเขาจะรอธาราอยู่เพียงคนเดียวซึ่งทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจมาก
   “นั่งลงสิซือเอ๋อ”
   เป็นเสียงของบิดา เขาชี้นิ้วตรงเก้าอี้ตัวที่ว่างซึ่งอยู่ข้างๆ เฉินเหม่ยลี่พี่สาวของเขา เห็นนางทำปากเบ้และเบือนมองไปอีกทางก็ทำให้ธาราไม่อยากจะไปนั่งแต่สายตาดุๆ ของบิดาที่มองมานั้นน่ากลัวกว่ามากทำให้เขาต้องนั่งลงจนได้
   พี่สาวคนโต บุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากครรภ์ของฮูหยินใหญ่ นางเป็นสตรีที่สวยงามแต่เอาแต่ใจตามประสาลูกผู้ดีมีเงินที่มีมารดาคอยให้ท้าย นางพ้นวัยปักปิ่นมาแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดกล้ามาทาบทามสู่ขอเพราะทั้งบุตรของเสนาบดีหรือเจ้ากรมต่างๆ ที่มีวัยใกล้เคียงกันก็ล้วนแต่งงานไปแล้ว จะให้นางไปเป็นอนุ ฮูหยินใหญ่ย่อมไม่ยินยอม เฉินเหม่ยลี่จึงยังไม่ได้ออกเรือนจนถึงตอนนี้
   ฮูหยินใหญ่มองหน้าธาราอย่างขัดเคืองใจ มันแสดงออกมาทางสีหน้าของนางทั้งที่ยิ้มแย้มอยู่ ธาราสังเกตได้เพราะคำพูดของนางก็ยังคงเชือดเฉือนหัวใจเหมือนเคย
   “ข้าให้สาวใช้ไปตามนางมากินข้าวนานแล้ว คงมัวแต่เที่ยวเล่นอยู่ เป็นเพราะข้าอบรมไม่ดีเอง ต่อไปข้าจะเข้มงวดกับนางมากขึ้นเองเจ้าค่ะท่านพี่”
   “ฮึ” บิดาส่งเสียงดังฮึตอบรับแค่นั้นแล้วหันมามองธารา “ปีนี้เจ้าอายุสิบสามแล้วสินะ?”
   “เจ้าค่ะ”
   เหม่ยลี่คงจะงอน ธาราเหลือบเห็นนางกำมือกับกระโปรงแน่น คงกลัวว่าบิดาจะรักเขามากกว่า มันเป็นแค่ความคิดแบบเด็กๆ ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจและมีสาเหตุมาจากมีมารดาคอยเป่าหูมาโดยตลอด
   เนื้อแท้ของเฉินเหม่ยลี่ไม่ใช่คนเลวร้าย ยามที่ธาราถูกรังแกตอนเด็กๆ นางยังเคยเอ่ยถามมารดาของนางว่า ‘ทำไมต้องตีซือเอ๋อด้วย’ ฮูหยินใหญ่ซึ่งกลัวว่าลูกของนางจะเห็นใจลูกของศัตรูจึงคอยพูดฝังหัวลูกสาวว่าแม่ลูกคู่นี้แย่งความรักจากบิดาไป เป็นคนไม่ดี ห้ามสุงสิงด้วยไม่เช่นนั้นจะถูกตีไปด้วย
   หลังจากนั้นเหม่ยลี่ที่ตอนแรกอยากจะมาชวนธาราไปเล่นด้วยก็ไม่กล้าเข้าใกล้น้องสาวคนนี้อีก นานวันเข้าก็ยิ่งหมั่นไส้และกลายเป็นเกลียดชัง ในที่สุดเหม่ยลี่กับธาราก็อยู่กันคนละฝั่งอย่างแท้จริง
   นางไม่ซ้ำเติมแต่ก็ไม่คิดช่วยเหลือใดๆ ธาราคิดว่าแค่นี้ก็ดีแล้วสำหรับเขา
   “ทำไมชอบเหม่อนัก กินเยอะๆ เจ้าดูผอมไปนะ”
   บิดาคีบเนื้อใส่ถ้วยเขา
   ธารายิ้มแห้งๆ แน่นอนว่าต้องผอมลง ช่วงนี้ซักผ้าไม่ทันบ้างล่ะ ล้างจานแตกบ้างล่ะ เลยถูกทำโทษให้อดข้าวอยู่บ่อยๆ
   “ขอบคุณท่านพ่อ”
   “ครั้งนี้ข้าอาจกลับมาอยู่ที่จวนนานขึ้น อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงวันจัดงานเลี้ยงบุปผา”
   คำพูดของบิดาทำให้หัวใจของฮูหยินใหญ่พองโต นางทำตาโต ยิ้มกระหยิ่ม ธาราไม่รู้เรื่องพวกนี้นักแต่ให้ทายมันคงเป็นงานเลี้ยงของพวกชนชั้นสูงที่จะได้มาพบปะพูดคุยโอ้อวดกัน
   บุปผานั้นมีความหมายถึงผู้หญิง เหม่ยลี่ก็คงได้ไปร่วมงานนี้ด้วย ดูนางยิ้มแย้มขึ้นมาทันทีและหันมามองธาราตาขวาง คงไม่อยากให้เขาไปด้วย
   ธารายักไหล่ เขาปฏิเสธอยู่แล้วล่ะ ไม่ต้องมามองอย่างกดดันกันอย่างนี้หรอก
   “องค์รัชทายาทก็จะเสด็จมาร่วมงานด้วย พวกเจ้าก็ทำตัวให้ดี ฝึกซ้อมความสามารถพิเศษเพื่อแสดงในงานเลี้ยง ไม่แน่ว่าหนึ่งในพวกเจ้าอาจจะได้เป็นพระชายาของพระองค์”
   “พระชายา!”
   เหม่ยลี่ดีใจลิงโลด นางบีบมือตัวเองอย่างตื่นเต้น
   “ทำไมซือเอ๋อจึงได้ไปร่วมงานด้วย นางเป็นแค่ลูกของอนุ” ฮูหยินใหญ่ติง นัยน์ตาโตของนางมองธารา หากมันคือคมมีดของฟันเด็กหนุ่มจนเป็นแผลเหวะหวะไปแล้ว
   “ใช่แล้ว คนที่ควรคู่กับองค์รัชทายาทสมควรเป็นลูกมากกว่า” เหม่ยลี่เชิดหน้าขึ้นอย่างถือตนว่าเหนือว่าไปซือในทุกด้าน แต่ถึงอย่างนั้นในใจของนางก็ยังคงกังวลอยู่เล็กน้อย
   หากไป๋ซือเป็นฝ่ายถอยไปย่อมต้องดีกว่าแน่นอน
   ไม่มีใครคาดคิด ธารากลับยิ้มละไม ยอมเสียสละเสียเอง
   “ให้พี่สาวได้ร่วมงานเถิด ข้าจะบวชชี ชาติภพใดข้าก็ไม่ขอมีรักอีกแล้ว”

หน้า: [1] 2 3 ... 10