กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 19
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 15, 2017, 04:47:24 PM »

บทที่ 19
(จะเติมฉากก๋งโดนวิญญาณเล่นงานจนตายอยู่ในห้องค่ะ แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก 555)
   
ผู้กองกาจพลเอาตัวเองบังร่างของหมอลลิตาไว้ เปลวไฟจากด้านล่างที่พลุ่งขึ้นมากลืนกินห้องลับห้องนั้น เมื่อพื้นถล่มโครมลงไป เปลวไฟร้อนก็พลุ่งขึ้นมา มันสาดวาบเข้ามาที่แผ่นหลังของชายหนุ่ม เขารู้สึกเจ็บแสบเหมือนโดนน้ำร้อนลวก ในใจภาวนาขออย่าให้ถึงกับหลังไหม้เลย

“เป็นอะไรไหมคะ” หมอลลิตาคงจะพอรู้ว่าลูกไฟลูกนั้นอยู่ใกล้พวกเขามากเกินไป ถ้าเขาไม่เอาร่างบังให้เธอก็คงจะเป็นหญิงสาวเองที่ถูกเปลวไฟ เธอจึงรีบหันไปมองสำรวจแผ่นหลังให้เขา “ไม่มีรอยไหม้” เธอร้องบอกขณะที่วิ่งกันออกมาให้ห่างจากจุดนั้นมากที่สุด

“ผมไม่เป็นไรครับหมอ เราลงบันไดโน้นดีกว่าทางนี้ไฟปิดทางหมดแล้ว” ชายหนุ่มประคองร่างของเธอไว้แล้วรีบดึงย้อนกลับมาทางระเบียงอีกด้าน นับเป็นโชคดีที่ตึกพวกนี้มีบันไดหลายที่ แม้ในตอนแรกพวกเขาจะงงกับบันไดพวกนี้เพราะหน้าตาเหมือนกันไปหมด แต่ตอนนี้บันไดตรงหน้ากลับช่วยเปิดทางหนีให้เขา

ชายหนุ่มลงมาถึงด้านล่างและวิ่งมาทางอีกด้านหนึ่งของตึกประจิม เมื่อมองไปที่สุดระเบียง เปลวไฟโหมไหม้ตึกด้านนั้นหมดแล้ว เสียงคานและผนังถล่มลงมาดังก้องน่ากลัว ส่วนด้านที่เขายืนอยู่ตอนนี้เต็มไปด้วยควันไฟคลุ้งไปหมด อาการหายใจไม่ออกและระคายคอจนต้องไอออกมากลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับที่เขาเพิ่งจะนึกอะไรได้

“โอ๊ะ แย่ละ” ชายหนุ่มหน้าตื่น

“อะไรคะ” หมอลลิตาพลอยตกใจ

“ผมลืมไปว่าขังโกศลไว้ในตึกนี้” ชายหนุ่มพูดแล้วรีบวิ่งไปยังห้องที่เขาขังเด็กหนุ่มไว้ ใจนั้นกังวลว่าไฟจะลามมาถึงหรือยัง เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเท่ากับเขาบาปมหันต์ที่ขังคนไว้จนโดนไฟครอกตาย

“ห้องไหนคะ ควันตลบไปหมดแล้ว”

“ทางนี้ครับ” ชายหนุ่มใจหายวาบ จริงอย่างที่หมอลลิตาพูด ควันมากขนาดนี้โกศลอาจจะสำลักควัน ขาดอากาศหายใจไปแล้ว เพราะเขาถูกมัดมือมัดเท้าไว้

ผู้กองกาศพลรีบจนไม่ทันสังเกตว่าไม้ที่ขัดประตูห้องซึ่งขังโกศลไว้นั้นไม่ใช่ไม้ท่อนเดิม เขากระชากประตูห้องเปิดออก ควันที่อัดอยู่ในห้องนั้นหนาแน่นกว่าข้างนอกซึ่งมีทางลม

“โกศล” ชายหนุ่มวิ่งถลันเข้าไปกลางห้อง เพ่งสายตาผ่านกลุ่มควันมองหาร่างที่นอนอยู่กับพื้น ทว่าเมื่อเขาเห็นร่างที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มยิ่งประหลาดใจจนต้องร้องอุทานออกไป

“ก๋ง!”

หมอลลิตาตรงเข้าไปจับชีพจรชายชราที่นอนตัวงออยู่บนพื้น

“เขาตายแล้วค่ะ” เธอร้องบอก “เราต้องไปแล้วผู้กอง”

เขาเห็นด้วยว่าไม่สามารถจะช่วยอะไรชายชราได้อีกแล้ว จึงรีบพาหมอลลิตาออกมาจากห้องที่กำลังถูกเปลวไฟลามเลีย เสียงอะไรบางอย่างแตกหักถล่มลงมา ไอร้อนอย่างนรกจากเปลวไฟที่ใกล้เข้ามา ทำให้เขาเร่งฝีเท้าจนพ้นออกมาจากตึกหลังนั้นอย่างฉิวเฉียด

ทั้งคู่ล้มลงที่หน้าตึกด้วยความอ่อนแรง ผู้กองกาจพลได้ยินเสียงผู้คนจำนวนมากเอะอะอยู่รอบข้าง เขาพยายามลืมตาที่น้ำตากำลังไหลพรากเพราะควันไฟขึ้นมองดู จึงเห็นคนงานของเคหาสน์สี่ทิศกำลังชุลมุนสาดน้ำดับไฟกันอยู่ โดยมีเสี่ยภาสกรคอยชี้บงการเสียงลั่น พวกเขารอดแล้ว

“หมอลี เป็นยังไงบ้างครับ” ชายหนุ่มหันมาประคองร่างของหญิงสาวที่กำลังพยายามสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดสลับกับไออย่างรุนแรง แต่เธอก็พยักหน้าให้เขาเป็นเชิงบอกว่าเธอปลอดภัยดี

“พวกคุณเป็นไงบ้าง” เสียงเสี่ยภาสกรร้องถาม

“เราไม่เป็นไรครับ” ผู้กองกาจพลพยุงหญิงสาวลุกขึ้นยืน เขายังประคองเธอไว้ไม่ห่าง นึกโล่งใจที่เธอหยุดไอแล้ว “เกิดอะไรขึ้นครับเสี่ย” ชายหนุ่มถามออกไป

“ไอ้ภูษิตมันเผาบ้านน่ะสิ ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร” เสี่ยภูษิตตะโกนด่าเป็นภาษาจีนออกมาอีกหลายคำ เขาหันไปเขย่านิ้วชี้ใส่ลูกชายที่กำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่พื้นห่างออกไปพอควร สภาพภูษิตดูไม่ได้ ท่าทางเหมือนคนเสียสติที่กำลังร้องไห้และพูดพึมพำอยู่คนเดียว

ตอนนั้นเองที่ผู้กองกาจพลได้ยินเสียง มันทำให้เขาเบิกตาโตขึ้นด้วยความรู้สึกหลายอย่างปนกัน ทั้งดีใจและ ประหลาดใจจนขนลุก

เสียงไซเรนรถดับเพลิง!

“นั่นเสียงไซเรนนี่คะ” หมอลลิตาเองก็คงจะได้ยินเสียงแหลมบาดหูนั่นเช่นกัน

“ผมให้คนงานไปแจ้งทันทีที่รู้ว่าไอ้บ้านี่เผาตึก ถนนเปิดแล้ว รถดับเพลิงถึงขึ้นมาได้”

“ถนนเปิดแล้ว!” ทั้งหมอลลิตาและเขาร้องออกมาพร้อมกัน มันเป็นข่าวดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้

ผู้กองกาจพลเห็นหญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตา เขาคิดว่าเธอคงจะดีใจจนร้องไห้ออกมา ตั้งแต่คบกันมาเขายังไม่เคยเห็นหมอลลิตาร้องไห้เลยสักครั้งไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ร้ายแรงยังไง คราวนี้หญิงสาวคงจะรู้สึกดีใจสุดๆ ไปเลยที่รอดชีวิตมาได้ ก็เธอถูกขังอยู่กับโครงกระดูกเป็นวันๆ โอกาสที่จะรอดตายนั้นเป็นศูนย์ ใครไม่ดีใจก็บ้าแล้ว

“เฮ้ย! กาจพล หมอลี” เสียงหญิงสาวตะโกนเรียกมาจากด้านหลังทำให้พวกเขาเหลียวไปมอง แล้วก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นคนที่กำลังวิ่งลงมาจากรถ

“ไอ้สุ / พี่หมอ”

ทั้งเขาและหมอลลิตาร้องออกมาพร้อมกันตอนที่หมอสุภาวดีวิ่งมาถึง หญิงสาวผู้มาใหม่สวมกวดเขาทั้งสองไว้พร้อมกันทีเดียวสองคน น้ำตาผู้หญิงสองคนไหลพรากด้วยความดีใจ

“โอ้ย... เป็นห่วงจะตายอยู่แล้ว”

หมอสุภาวดีหรือ ไอ้สุ เป็นแพทย์ชันสูตรผู้ซึ่งเป็นคนชวนมาพักที่บ้านตากอากาศของเธอ แต่พวกเขาไปไม่ถึงเพราะมาติดกับดักอุบาทว์อยู่ที่คฤหาสน์นี่เสียก่อน

“เราหลบมาทางนี้ก่อน”

ชายหนุ่มพาผู้หญิงทั้งสองคนเดินห่างออกมาจากที่เกิดเหตุที่ผู้คนกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่กับการดับไฟ รถดับเพลิงมาถึงแล้วและกำลังฉีดน้ำสู้กับเปลวเพลิงร้อนแรงที่กลืนกินอาคารเก่าอย่างรวดเร็ว
 
“ไอ้บ้า ไอ้กาจพลทุเรศ ทำไมไม่โทรบอกกันหน่อยว่าจะเปลี่ยนแผน” หมอสุถึงตาตี่ๆ หลังกรอบแว่นหนาเข้าใส่เขา แถมทุบเขนชายหนุ่มให้อีกสองบึก

“เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ รถมันตกหล่ม แล้วแถวที่ขับมาก็ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์เลย ที่นี่ก็ไม่มี ไม่รู้จะบอกยังไงโว้ย” เขารีบชี้แจง

“พี่หมอรู้ได้ยังไงคะ ว่าพวกเราอยู่ที่นี่” หมอลลิตาเช็ดน้ำตาแห้งแล้ว ใบหน้าของเธอตอนนี้กลับมาเป็นผู้หญิงคนเดิมที่ควบคุมสติได้ดี

“พี่รอเราสองคนอยู่วันหนึ่งเต็มๆ โทรศัพท์ติดต่อก็ไม่ได้ โคตรกังวลเลย แต่ก็คิดว่าอาจจะแวะเที่ยวระหว่างทางหรือออกมาจากกรุงเทพช้าไปวันหนึ่งเพราะติดงาน ก็โทรไปที่โรงพยาบาลกับที่สถานีตำรวจนะ แต่เขาก็ว่าพวกเราพักร้อนกันตั้งแต่วันวานแล้ว พี่ก็เอะใจ รออยู่อีกวันหนึ่งจนทนไม่ไหวเลยแจ้งความคนหาย” หมอสุภาวดีเล่ายาวแล้วพักหอบหายใจ

“ตำรวจบอกไหมว่าเจอรถตกหล่ม” ผู้กองกาจพลเอ่ยถาม

“ก็ใช่น่ะสิ คราวนี้เลยร้อนใจแทบบ้าเลยว่า รถอยู่นี่แล้วคนไปไหนกันทั้งคู่ โดนปล้นหรือเปล่า หรือเกิดอะไรไม่ดีขึ้น โอ๊ย ฉันก็เดาไปร้อยแปด แต่ละเรื่องน่ะดีๆ ทั้งนั้น”

“ฉันรู้ๆ ไม่ต้องสาธยาย” เขารู้ว่าเรื่องดีๆ ที่หมอสุภาวดีหมายถึงจะดีขนาดไหน ก็เธอเป็นหมอชันสูตรศพ วันๆ ก็เจอแต่กับความตายรูปแบบต่างๆ มันคงไม่พ้นเรื่องพวกนั้นหรอก

“ตำรวจก็ออกหา พยายามจับสัญญาณจีพีเอสของแกสองคน มีอยู่วันหนึ่งตำรวจบอกว่าเหมือนจะรับสัญญาณได้ แต่มาครู่เดียวก็หายไป ดูจากทิศทางแล้วก็น่าจะเป็นที่เคหาสน์สี่ทิศนี่ล่ะที่เป็นไปได้มากที่สุด” หมอสุภาวดีพเยิดหน้าไปทางสิ่งก่อสร้างด้านหน้าที่ตอนนี้ทุกคนกำลังพยายามจะดับไฟให้สนิท

“เราก็อยากจะไปจากที่นี่สุดๆ ไปเลยว่ะ แต่มันดันมีเรื่องขึ้นมาเสียก่อน อีกอย่างก็ไปไหนไม่รอดเพราะดินมันถล่มลงมาปิดถนน” เขามองไปยังหัวกะโหลกที่ทั้งเขาและหมอลลิตายังถือเอาไว้ในมือ

“เฮ้ย อะไรวะเนี่ย” หมอสุตาเหลือก

“เรื่องนี้มันยาว เอาไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง” ผู้กองกาจพลเป่าลมออกจากปาก แค่ถอนหายใจคงไม่พอ

“เราเจออะไรที่มันสาหัสทีเดียวค่ะพี่หมอ ทั้งผีทั้งคน” หมอลลิตาเองก็ส่ายหน้า

“หือ... มีผีด้วยเหรอ”

ทั้งเขาและหมอลลิตาพยักหน้าช้าๆ พร้อมกัน

“นี่ จะบอกให้ว่าตอนที่พวกเจ้าหน้าที่เขากำลังช่วยกันเปิดทางให้ถนนใช้ได้น่ะนะ เราพบพระธุดงค์รูปหนึ่งด้วย ถามดูท่านก็บอกว่ามีหนุ่มสาวคู่หนึ่งพักอยู่ที่เคหาสน์สี่ทิศ เพราะถนนขาดออกมาไม่ได้ เราเลยยิ่งมั่นใจว่าเป็นพวกแกสองคน ว่าแต่... เจอผีกันด้วยเนี่ยนะ” หมอสุภาวดีพูดไปก็ลูบแขนตัวเองไป

“พูดก็พูดเถอะวะ มันมีอะไรประหลาดๆ เยอะอยู่ หมอลีน่ะเจอหนักกว่าฉันหลายเท่า แล้วจะบอกให้ว่าพวกเราน่ะเดินหาสัญญาณโทรศัพท์กันรอบคฤหาสน์ แต่ไม่เจอสักขีดเลยจะบอกให้ น่าแปลกจังที่แกได้รับสัญญาณจีพีเอสของเราด้วย” เขายังคิดไม่ตกว่าเป็นเพราะอะไร

“มันเป็นพลังงานบางอย่างค่ะ”

หมอลลิตาพูดทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ให้ตีความกันเองว่าเธอพูดถึงสัญญาณโทรศัพท์... หรืออย่างอื่น

2
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 18
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 14, 2017, 03:13:51 PM »

บทที่ 18
   
ภูษิตเร่งฝีเท้า เขามุ่งหน้าไปที่ห้องเก็บของที่เรือนแถวของพวกคนใช้ ถึงเวลาต้องตัดสินใจแล้ว ชายหนุ่มคิดว่าทุกอย่างเริ่มบานปลายจนควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ มีคนตายมากเกินไปแล้ว แค่ธวัชตายผู้กองกาจพลก็กัดไม่ยอมปล่อย นี่เพียงพิศก็ยังมาตายอีกศพ ที่สำคัญหมอลลิตาหายตัวไปอย่างนี้ ไอ้ตำรวจต้องคลั่งแน่

แต่มันช่วยไม่ได้ หมอลลิตาอาจจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างเธอเลยเดินเพ่นพ่านไปทางตึกประจิม เขาต้องหยุดเธอไว้ก่อน แต่ก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะจัดการอย่างไรกับเธอดี เขาไม่อยากฆ่า การฆ่าใครสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงลากเธอไปขังไว้ในห้องลับ ไม่รู้สิ... บางทีถ้าเขาพยายามลืมเรื่องนี้ไปเสีย เธออาจจะแห้งตายไปเองก็ได้

พวกคนใช้เห็นสีหน้าเขาตอนที่เดินเข้ามาที่เรือนแถว ต่างก็รู้ว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ดี ไม่สิ เขาใกล้จะคลั่งแล้วต่างหาก พวกมันเสนอหน้าเข้ามารอรับคำสั่งว่าเขาจะต้องการอะไรเลยโดนตวาดลั่น หัวหดเข้าไปในเรือนแถวกันหมด

ชายหนุ่มเปิดประตูห้องเก็บของ กวาดตามองหาสิ่งที่ต้องการ ในห้องทึมทึบเต็มไปด้วยชั้นวางของรอบห้อง เขาเดินไปที่ด้านในสุดหยิบกระป๋องน้ำมันขนาดใหญ่ออกมาสองกระป๋อง

ต้องเผาให้สิ้นซาก!

เป็นเพราะเตี่ยไม่ยอมหยุดความคิดจะปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศ ถึงแม่ว่าเขากับก๋งจะห้ามปราม และแม้ว่าผู้รับเหมาก่อสร้างจะตายแล้วก็เถอะ เขาจึงต้องทำลายหลักฐานในตึกประจิม แต่ถ้าเคหาสน์สี่ทิศมันจะวอดทั้งหลัง ก็ช่างมัน เขาไม่แคร์อะไรแล้ว

ความสิ้นหวังผลักดันให้ชายหนุ่มถือกระป๋องน้ำมันวิ่งไปทางตึกประจิม คนงานที่แอบดูอยู่ต่างก็วิ่งออกมาดูด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าห้ามเจ้านายหนุ่มที่กำลังคลั่ง หญิงคนครัวผู้มีอาวุโสที่สุดร้องตะโกนให้คนสวนรีบออกไปตามหาเสี่ยภาสกรให้กลับมาห้ามปรามลูกชาย



หมอลลิตาจ้องมองรอยแดงที่แขนของเขา แล้วหันไปมองรอยบุบของกะโหลกที่ผนัง ชายหนุ่มรู้ว่าแม้ว่ามันจะไม่เหมือนกันเป๊ะ แต่ก็มีรอยเล็กๆ สองรอยระยะห่างใกล้เคียงกันมาก มันน่าจะเป็นรอยของหัวมังกรที่กำลังอ้าปากอย่างที่เคยเห็นจากหัวไม้เท้าของก๋ง

“รอยหัวไม้เท้าโลหะ” เธอย่นหัวคิ้ว พึมพำออกมาเหมือนกับบอกตัวเองเสียมากกว่า

“ใช่ครับ แล้วคุณรู้อะไรไหม ตาแก่นั่นเดินได้นะ เขาแกล้งทำเป็นเดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลาเพื่อตบตาใครต่อใครว่าเขาอ่อนแอ ยังช่วยตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำไป” ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากด้วยความรู้สึกชิงชัง

“ทำไมผู้กองถึงรู้คะ”

“ผมแกล้งผลักเขาตกบันได” ชายหนุ่มสารภาพแล้วยักไหล่ “ก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้ตกจริงๆ หรอกนะ แต่ผมมั่นใจว่าเขาไม่ได้เป็นง่อย เพราะเห็นเขายืนด้วยสองตาของตัวเองนี่ล่ะ แถมไม่ได้เห็นคนเดียวด้วย”

หมอลลิตาคงยังไม่เข้าใจที่เขาพูด หัวคิ้วของเธอย่นเข้าหากัน “หมายความว่าไงคะที่ว่าไม่ได้เห็นคนเดียว”

“จริงสิ ยังไม่ได้บอกหมอเลยว่าผมเจอไอ้เด็กหนุ่มที่ลอบเข้ามาที่นี่แล้วนะ วันที่รวบตัวได้ มันกำลังเหม่อดูตาแก่นี่ยืนอยู่ตรงระเบียง ผมเลยมองตามมันไปก็เห็นกับตาเลยรู้ว่าเขายืนได้ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าจะเดินได้หรือเปล่า เลยหาทางพิสูจน์ให้ชัดไปเลย”

“เด็กหนุ่มคนที่เราคิดว่าเขาหนีไปแล้วหรือคะ”

“ใช่ เขาเป็นน้องชายเมียลับของภูษิต ชื่อโกศล เขาแฝงตัวมาตามหาพี่สาวชื่อกัญญาที่คนที่นี่บอกว่าหนีตามคนขับรถไป แต่เขาไม่เชื่อ เลยวนเวียนอยู่ที่นี่ คอยดักฟังหาเบาะแส”

“นี่... ผู้กองหมายความว่า ก๋ง...” หญิงสาวทำหน้างง คงแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

“ผมคิดว่า เขานั่นล่ะที่เป็นฆาตกรฆ่าผู้หญิงในผนังนั่น เธอคงจะเป็นพี่สาวของโกศลที่หายตัวไป ก็อย่างที่เห็นรอยที่กะโหลกกับรอยที่แขนผมมันเกิดจากหัวไม้เท้าของตาแก่นั่นชัดๆ” ชายหนุ่มลูบคลำรอยแดงช้ำที่แขน

“แล้วคุณธวัช...” หญิงสาวพยายามคิดตาม

“เด็กโกศลเห็นว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลังธวัชก่อนที่เขาจะตกหน้าผาลงมา ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นก๋ง” เขาพยักหน้า

หมอลลิตามองไปที่โครงกระดูกในกำแพง เธอคงเริ่มมองเห็นเรื่องราวต่างๆ ประกอบกันเข้าด้วยความเป็นเหตุเป็นผลแล้ว
“ผู้กองหมายความว่า ก๋งฆ่าผู้หญิงที่ชื่อกัญญา ด้วยการฟาดเธอที่หัวแล้วฝังร่างเธอไว้ในกำแพงห้องนี้ และเพราะเสี่ยภาสกรไม่ยอมล้มเลิกการปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศ ทันทีที่ถนนใช้งานได้คุณธวัชจะเอาคนของเขาเข้ามาทำงาน เขาเลยต้องตายใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ เพราะการปรับปรุงที่นี่อาจทำให้ความลับของตาเฒ่านั่นแตก เขาเลยฆ่าธวัชเสีย คงหวังว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นเสี่ยจะกลัวคำสาปบรรพบุรุษ หรือท้อใจจนเลิกล้มโครงการไป”

“แล้วคุณเพียงพิศล่ะคะ”

“เธออยู่ใกล้ชิดตาเฒ่านั่นมาก ผมคิดว่าเธอคงจะรู้อะไรบางอย่าง และใช้มันแบล็กเมล์เขา เธอก็เลยถูกเก็บ” ผู้กองกาจพลถอนหายใจ

“เอ๊ะ!” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว

“อะไรคะ”

“ผมได้กลิ่นควันไฟ” ชายหนุ่มทำจมูกฟุดฟิด

“โอ!” หมอลลิตาเองก็คงได้กลิ่นควันขึ้นมาเช่นกัน เพราะกลิ่นไหม้นี้ชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อพวกเขามองออกไปนอกห้องก็เห็นควันจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ

“ไฟไหม้ค่ะ” เธอชี้มือออกไป

“เราต้องออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้เลย” ชายหนุ่มคว้าข้อมือของเธอไว้แน่นพลางวิ่งออกมาจากห้อง

หมอลลิตาวิ่งตามเขาออกมาด้วยความตกใจ แต่จู่ๆ ชายหนุ่มก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหยุดวิ่ง

“หมอรีบวิ่งออกไปจากที่นี่ก่อนครับ เดี๋ยวผมตามไป”

“ทำไมล่ะคะ”

“ผมต้องเอาหลักฐานไปด้วย” เขาตะโกนบอกเธอแข่งกับเสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะและเสียงอะไรบางอย่างปริแตก

“ไม่ค่ะ เราต้องไปด้วยกัน” เธอส่ายหน้าเด็ดเดี่ยว

ชายหนุ่มไม่โต้เถียง ไม่มีเวลาแล้ว เขาวิ่งกลับเข้าไปในห้องลับนั้นอีกครั้ง ตรงไปที่หัวกะโหลกของหญิงสาวที่ฝังติดอยู่กับเนื้อปูน พยายามหาอะไรมากระเทาะพื้นผิวปูนเพื่อแกะมันออกมาจากผนัง

“ทำอะไรคะ” เธอร้องถาม

“ผมต้องเอากะโหลกไปด้วย มันเป็นหลักฐานเอาผิดตาเฒ่านั่น” ชายหนุ่มมองหาอะไรบางอย่างที่จะกะเทาะปูนเพื่อเอาหลักฐานของเขากลับออกไปให้ได้ แต่ในห้องนั้นไม่มีอะไรพอจะใช้ได้เลย เขาตัดสินใจใช้ก้อนอิฐแตกค่อยๆ ทุบไปที่ผนังใกล้กะโหลก พยายามไม่ทำให้หลักฐานเสียหาย แต่ในเวลาอย่างนี้เขาจะมัวใจเย็นพิถีพิถันอยู่ไม่ได้

ควันไฟพลุ่งเข้ามาเต็มห้องแล้ว อากาศรอบตัวร้อนขึ้นมาเหมือนอยู่กลางเปลวไฟ

“หมอออกไปก่อนดีกว่า” เขาพยายามไล่เธออีกครั้ง แต่หญิงสาวไม่เชื่อ

พอรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร เธอก็ถอดเอาหูของถังสังกะสีออกมา ส่งให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา “ใช้นี่ค่ะ” ส่งเครื่องมือให้แล้วหญิงสาวก็งอตัวลงไอโขลกเพราะสำลักควัน

หูถังใช้ได้ดี มันมีลักษณะเป็นแท่งโค้ง เขาใช้มันงัดแผ่นปูนออกง่ายกว่า แต่อากาศหายใจกำลังจะหมด ตอนนี้เขาเองก็ไอจนแทบหมดแรง ส่วนหมอลลิตานั้นนั่งลงไปกับพื้นแล้ว ในห้องร้อนเหมือนนรกแตก

ตอนที่เขาดึงเอาหัวกะโหลกออกมาได้สำเร็จ ควันก็เข้ามาเต็มห้องแล้ว

“หมอลี” เขาตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังนั่งไอจนตัวโยน ใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นว่าเธอยังรับรู้กับเสียงเรียกของเขา มือหนึ่งเขาถือหัวกะโหลกไว้ อีกมือประคองร่างหญิงสาวให้ลุกขึ้นมา

ตอนนั้นเองที่พื้นห้องสั่นสะเทือนอยู่ใต้เท้า เสียงลั่นเปรี๊ยะของเพดานด้านบนดังสนั่น ฝุ่นปูนและชิ้นส่วนของฝ้าเริ่มตกลงมาเหมือนห่าฝนก่อนที่มันจะถล่ม

“ระวังครับ” เขาร้องเตือนหญิงสาวแล้วดึงเธอเข้ามาไว้ในวงแขน คานห้องถล่มลงมาเฉียดร่างของหมอลลิตาไปนิดเดียว หญิงสาวซุกเข้ามาในอกเขาก่อนที่ไม้หนาหนักท่านนั้นจะฟาดลงมาบนศีรษะของเธอ

เสียงลั่นเปรี๊ยะดังอยู่ข้างหลัง เมื่อชายหนุ่มหันไปมอง สิ่งที่เห็นทำเอาเขาตกตะลึงไปชั่วครู่

ผนังที่ฝังโครงกระดูกของหญิงสาวแตกร้าวเป็นรอยวิ่งไปทั้งแผงเห็นกับตา จากนั้นมันแตกออก จากรอยที่เตกอยู่เดิมรอยร้าววิ่งเฉียงไปยังมุมผนังอีกด้านแล้วปูนที่ฉาบก็หลุดกะเทาะออกเป็นแผงใหญ่

ภาพที่เห็นทำเอาผู้กองกาจพลตาค้างไปชั่วครู่ เพราะมันเปิดเผยให้เห็นว่า ถัดจากโครงกระดูกของหญิงสาวที่เขาดึงเอากะโหลกของเธอออกมาแล้วนั้น ยังมีโครงกระดูกอีกโครงฝังอยู่ในกำแพงข้างๆ กัน

“อะไรกันนี่!” หมอลลิตาร้องอุทานออกมาเมื่อเห็นภาพนั้นเต็มตา “ผู้กองดูที่หัวกะโหลกนั่น” เธอชี้ไปที่โครงกระดูกใหม่ที่เพิ่งจะปรากฎให้เห็นเมื่อกำแพงพังทลายไป

“รอยกระสุน” เขามองเห็นไม่ชัดเพราะควันไฟ แต่มั่นใจว่าพูดไม่ผิดแน่

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรต่อ หมอลลิตาก็รีบวิ่งไปแกะกะโหลกที่เพิ่งจะผุดขึ้นมาให้เห็นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขนของเธอ จากนั้นทั้งคู่พากันวิ่งออกมาจากห้องลับซึ่งเป็นสุสานฝังโครงกระดูกทั้งสอง เพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นห้องทั้งห้องก็ถล่มลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับเปลวเพลิงที่ลุกไหม้พลุ่งขึ้นมาจากพื้นด้านล่าง

3
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 17
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 11, 2017, 03:23:48 PM »

บทที่ 17

ชายชราเดินไปเดินมาอยู่ในห้องของเขาเหมือนชะมดติดจั่น ไม้เท้าหัวมังกรยันพื้นพร้อมกับจังหวะขาก้าวเดินเสียงดังกุกกัก เขาได้ยินเสียงคนอยู่ข้างนอกห้องตะโกนเรียกภาสกรกับภูษิต คงเป็นไอ้ตำรวจนั่นแน่ เขาจึงลุกจากเก้าอี้ไปซ่อนอยู่หลังม่านที่แขวนยาวจากเพดานถึงพื้น ทิ้งรถเข็นเปล่าเอาไว้กลางห้อง แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ไอ้โง่นั่นพอเห็นรถเข็นและไม่เห็นเขาอยู่ในห้อง ก็คิดว่าเขาคงไปที่อื่นแล้ว มันไม่แม้แต่จะเดินเข้ามาดูให้ทั่วห้องด้วยซ้ำ

รถเข็นคันนี้ช่วยตบตาผู้คนมานักต่อนักแล้ว ขนาดไอ้ภาสกรยังถูกหลอกว่าเขาเดินไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ เขาพอจะเดินได้แต่ก็ไม่ถึงกับวิ่งปร๋อ ยังไงก็ต้องใช้ไม้เท้าช่วย มีคนเดียวในบ้านนี้ที่รู้ว่าเขาเดินได้ นั่นก็คือเจ้าภูษิตหลานชายคนเดียวของเขา
 
มันบอกเขาว่าได้จัดการเอาหมอลลิตาไปขังเอาไว้ที่ห้องลับทางตึกประจิม เพราะเธอออกมาเดินกลางดึก แล้วยังมุ่งหน้าไปทางตึกประจิมอีกด้วย ท่าทางของหญิงสาวส่อพิรุธมากเพราะเดินไปก็เคาะผนังไป บางครั้งก็หยุดยืนเอาหูแนบไปกับผนังตึก ภูษิตมั่นใจว่าหมอลลิตาอาจจะได้เบาะแสอะไรบางอย่าง และกำลังสืบหาความจริงเพิ่มเติม เธออาจจะออกเดินสำรวจตามห้องต่างๆ โดยแยกกันทำงานกับนายตำรวจคนนั้นก็เป็นได้

แม้ว่าพอเช้าวันรุ่งขึ้นผู้กองกาจพลจะมาถามหาหมอลลิตาเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้ออกมาเดินสำรวจด้วยกัน แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันเป็นการลักไก่ของไอ้ตำรวจนั่นหรือเปล่า ไว้ใจใครไม่ได้ ยังไงก็ต้องสงสัยเอาไว้ก่อนว่าพวกมันเริ่มจะรู้อะไรระแคะระคายขึ้นมาแล้ว

มันน่าตบกบาลไอ้หลานชายตัวดีนัก เพราะตั้งแต่ภูษิตชวนไอ้ตำรวจกับแฟนของมันขึ้นมาพักที่นี่ อะไรๆ มันก็เลวร้ายขึ้นมาทันที สองคนนั่นไม่น่าจะขึ้นมาติดพายุที่นี่เลย ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เขาถีบไอ้ธวัชตกเหวก็จะจบลงง่ายๆ พอน้ำทะเลขึ้นสูง ร่างของมันก็จะถูกกระแสน้ำพัดพาไป ถูกสัตว์ทะเลกัดกินไม่เหลือซาก ใครมาถามก็จะไม่มีทางตามมันเจอ ทางคฤหาสน์ก็แค่บอกไปว่าไม่รู้ มันอาจจะกลับออกไปแล้วไปตายโหงตายห่าอยู่ที่ไหนก็ได้ ไม่รู้ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องวุ่นวายอย่างนี้
คิดแล้วชายชราก็ขบกรามแน่นด้วยความแค้น นี่ถ้าแข้งขาดีๆ กำลังวังชาเหมือนหนุ่มๆ เขาจะกระทืบไอ้ตำรวจนั่นให้ตายคาตีน หนอย... มันบังอาจมาเข็นรถจะแกล้งให้กลิ้งตกบันไดลงมา ดีที่คว้างหัวบันไดเอาไว้ได้ก่อน แต่ก็เพราะอย่างนั้นมันถึงได้รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นง่อยอย่างที่เห็น

ช่างประไร ก็ไม่มีอะไรจะต้องเดือดร้อนนี่หว่า เป็นง่อยมันผิดกฎหมายตรงไหนกันล่ะ มันจะรู้ก็รู้ไป ก็แค่บอกว่าหลอกไอ้ภาสกรให้มันเอาใจเตี่ยของมัน จะเป็นอะไรไปวะ ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเรื่องไอ้ธวัชนี่

หรือว่ามันจะรู้อะไรมามากกว่านั้น?

นั่นสิ ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงมาทดสอบว่าเราเดินได้ หรือว่านังเพียงพิศมันจะสาระแนไปบอกอะไรกับมัน

นังสารเลว! มันรนหาที่ตายเอง

ถ้ามันไม่มาแบล็กเมล์ว่าเห็นเขาถีบไอ้ธวัชตกผาตายละก็ มันก็คงจะยังมีลมหายใจเอาไว้ชื่นชมสมบัติที่ประจบขอไปจากเขาอยู่อีกหลายปี นังนี่มันโลภไม่มีพอหรอก เขารู้ดี

มันหวังตั้งแต่แรกว่าจะเป็นสะใภ้บ้านเคหาสน์สี่ทิศ น่าหัวเราะ แก่หนังเหี่ยวไปไหนๆ แล้ว มีหรือที่ไอ้ภูษิตมันจะแต่งงานด้วย ถ้าหลับหูหลับตาเล่นๆ ไปชั่วครู่ชั่วยามก็พอแก้ขัด หลานชายเขาออกจะหนุ่มหล่อ มีผู้หญิงตั้งมากมาย ไม่มีทางที่เขาจะมาจบลงกับนังพยาบาลจอมละโมบคนนี้แน่นอน มันนั่นล่ะที่ต้องจบ

จบชีวิตเมื่อมันคิดจะมาขู่เอาเงินจากเขาเป็นล้าน มันคิดว่าคนแก่อย่างเขาจะกลัวและยอมจ่ายแต่โดยดี คิดอะไรโง่ๆ ก็ต้องตายอย่างโง่ๆ นั่นล่ะ

ริมฝีปากเหี่ยวย่นของชายชราบิดขึ้นด้วยความสะใจ เมื่อนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่เขาผลักนางพยาบาลประจำตัวหล่นลงมาจากระเบียงห้อง ร่างของเธอกระแทกโขดหินแล้วกระดอน กลิ้งห่างออกไปจากตัวคฤหาสน์ น้ำกำลังขึ้นและคลื่นก็จะพัดพามันจมลงไปเป็นอาหารของฝูงปลา

หึ หึ

เขาหัวเราะในคออย่างสะใจ ใครก็ตามที่มันจะเปิดเผยความลับ คนนั้นก็ต้องถูกเก็บ มันเป็นคำสาป แต่เป็นคำสาปของเขาเอง ไม่ใช่คำสาปจากบรรพบุรุษที่ไหน ขนาดอ้างบรรพบุรุษอย่างนี้ไอ้ภาสกรยังไม่ยอมเลิกความคิดจะปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศ หรือแม้กระทั่งไอ้ผู้รับเหมาก่อสร้างตกผาตาย มันก็ยังดันทุรังจะดิ้นรนออกไปหาคนมาทำงานแทนอีกจนได้ นี่ถ้ามันไม่ใช่ลูกชายละก็ เขาคงจะจัดการมันให้จบเรื่องไปแล้ว

ต่อไปจะทำยังไง?

ไอ้ภูษิตใจเสาะ มันไม่กล้าเก็บนังหมอจอมแส่คนนั้น ดูท่าจะไม่พ้นมือเขาอีกนั่นล่ะ หรือจะปล่อยให้มันแห้งตายอยู่ในห้องขังลับนั่นก็ได้ คนเราไม่มีน้ำไม่มีอาหารมันจะอยู่ได้สักกี่วันกัน ไอ้ตำรวจไม่มีทางหาหล่อนเจอ พอไม่เจอมันก็จะทำอะไรเราไม่ได้ ไม่มีหลักฐานอะไรที่จะมาเอาเรื่อง ทุกคนที่ปากมากก็ถูกเก็บเรียบร้อย

ถ้าไอ้ตำรวจมันพล่านนัก อีกทีก็จัดการกับมันเสียอีกคน จะไปยากอะไร

ชายชราหยุดยืนมองออกไปยังมุมตึกประจิม ความลับจะถูกฝังเอาไว้ตรงนั้นตลอดไป

ก๊อก!
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะดังลั่นมาจากประตู ทำเอาชายชราที่กำลังยืนคิดอะไรเพลินถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขาผงะถอยหลังเร็วจนเซแทบจะล้ม ความรู้สึกเหมือนเข็มน้ำแข็งที่แหลมคมทิ่มแทงพร้อมกันเป็นร้อยพันเล่มจากท้ายทอยลงไปที่สันหลัง เมื่อเขาหันไปมองตามทิศทางของเสียงก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่เสียงเคาะประตู มันดังเบาแล้วเพิ่มดังขึ้นจนเสียงลั่นไปตามผนังตลอดแถบ ใครกันจะทำอย่างนั้นได้

ไม่ใช่ใคร แต่เป็นอะไร

ความรู้สึกบางอย่างบอกกับชายชราว่ามันไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา นับจากวันที่เขาฝังศพของกัญญาไว้ในผนัง เขาก็มีความรู้สึกแปลกๆ กับผนังในเคหาสน์สี่ทิศ ทุกห้อง ทุกแห่งที่เขาเข็นรถผ่านไป มันเหมือนกับมีสายตาโกรธแค้นของใครบางคนคอยจ้องมองตามหลังเขาอยู่ตลอดเวลา แรกๆ เขาจะหันไปมอง แต่ไม่พบใครเลย จนคิดว่าตัวเองอาจจะหลอนไปเองเพราะสิ่งที่เคยทำไว้ พอคิดอย่างนั้นได้ก็ไม่ใส่ใจกับความรู้สึกหลอนๆ นั่นอีก แม้ว่ามันจะไม่เคยหายไปก็ตาม

ทว่าครั้งนี้ ความรู้สึกนั้นมันกลับมาอีก และรุนแรงกว่าเดิม ที่แน่ๆ เสียงเคาะนั่นไม่ใช่ความรู้สึก แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อแน่ใจอย่างนั้น ผมขาวเส้นบางไร้น้ำหนักของชายชราก็พองตัวขึ้น อย่างนี้สินะที่เรียกกันว่าขนหัวลุก

“ใครอยู่ตรงนั้น!” เขาตวาดออกไป

เงียบ

มันเงียบและมวลอากาศก็เยียบเย็นลงอย่างประหลาดทั้งที่แสงแดดภายนอกห้องยังจัดจ้าจนแสบตา

“ใครวะ” เขาเดินไปใกล้ประตู ใจยังหวังว่าอีกเดี๋ยวไม่ลูกชายก็หลานชายจะตอบกลับมาจากอีกด้านของประตู ทว่ามีเพียงความเงียบ

“เฮ้ย!”

ตอนนั้นเองที่ชายชรารู้สึกเหมือนกับว่ามีมือของใครคนหนึ่งขยุ้มจิกเส้นผมบางๆ ของเขาเอาไว้เต็มกำมือ มันกระชากอย่างแรงจนเขาหน้าหงาย ชายชราพยายามจะหันไปมองทว่าเขาก็เหลียวไปได้ไม่มาก ที่ปลายหางตาเขาคิดว่าเห็นนิ้วมือรวบจิกกบาลเอาไว้ ทว่ามันขาวโพลนเหมือนกระดูก ชายชราได้แต่ไขว่คว้าอากาศข้างหน้า พยายามดิ้นรนให้หลุดออกจากมือผีนั่น

“โอ๊ย... ใครวะ ปล่อยอั๊ว!” ชายชราร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวด ผมเส้นเล็กบางที่มีอยู่น้อยนิดนั้นถูกดึงกระชากจนแทบจะเรียกได้ว่าถลกหนังหัว

เท่านั้นยังไม่พอ มือผีนั่นผลักหัวเขาไปที่ผนังห้อง ทำให้เขาต้องซวนเซตามแรงมหาศาลนั้นไปอย่างไม่อาจขัดขืนได้ มันกระแทกใบหน้าผอมเกร็งบิดเบี้ยวของเขาเข้ากับผนังจนได้ยินเสียงกะโหลกปะทะแผ่นปูนอย่างแรง เขายกสองแขนผอมแห้งขึ้นยันกับผนังพยายามสู้แรงกับมันแต่เปล่าประโยชน์

จากนั้นมือปีศาจจับกระชากใบหน้าเขากดถูไถไปกับผนัง ผิวเนื้อตรงใบหน้าครึ่งหนึ่งครูดไปกับผิวขรุขระของผนังมันกระชากหน้าเขาเปิดเปิงเป็นแผล เลือดแดงฉานถูกปาดป้ายติดเป็นทางไปกับผนังสีขาวหม่น ดังกับว่ากะโหลกของเขาเป็นพู่กันที่ถูกละเลงสีแดงสดลงบนผืนผ้าใบ ใบหน้าขาวซีดของชายชราบัดนี้ถูกถลกผิวออกครึ่งหนึ่ง ดวงตาข้างที่บดบี้อยู่บับผนังหลุดออกมาสดๆ กลิ่นคาวเลือดคลุ้งเต็มห้อง

“อ๊ากกกกก!”

เขาส่งเสียงร้องลั่นโหยหวน ความเจ็บปวดสุดพรรณนาแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนชายชราสั่นเทิ้มเป็นลูกนกถูกถอนขน จากนั้นพลังลึกลับของปีศาจดูเหมือนจะล้อเขาเล่น มันปล่อยให้เขาหลุดจากอุ้งมือล้มลงกับพื้น และทันทีที่หลุดจากการถูกจิกหัว เขาลนลานลุกขึ้นแล้วเปิดประตูวิ่งออกมาจากห้องพลางร้องตะโกนอย่างคนเสียสติ

ก๋งคงไม่รู้หรอกว่าเขาวิ่งมาทางตึกประจิม



โกศลถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อผู้กองกาจพลวิ่งออกไปจากห้องในทันทีที่เขาได้ยินเสียงของใครบางคนที่อยู่ชั้นสองของตึก ตอนที่นายตำรวจเปิดประตูห้องเข้ามานั้น เขากำลังแก้มัดที่ข้อมือ มันหลวมลงและทำให้เขาพอขยับข้อมือได้แล้ว อีกไม่นานเขาจะต้องหลุดออกไปได้แน่

พอนายตำรวจกลับออกไปจากห้องเขาจึงออกแรงแก้มัดอีกครั้ง คราวนี้ออกแรงเต็มที่ เหงื่อที่ไหลออกมาทำให้ผิวลื่นขึ้นมาก ในที่สุดชายหนุ่มก็แก้มัดสำเร็จ เขาเขย่าประตูจนท่อนไม้ที่ผู้กองกาจพลเอามาขัดประตูไว้แทนกุญแจหลุดร่วงออก ชายหนุ่มเปิดประตูออกทันที

โครม!

“โอ๊ย!”

เสียงบานประตูปะทะเข้ากับร่างของใครคนหนึ่งอย่างแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนกับเสียงร้องของร่างนั้นดังขึ้นพร้อมกัน ชายหนุ่มกระโจนพรวดออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกของสัตว์ระวังภัยและพร้อมจะป้องกันตัว เขาจะไม่ยอมถูกจับอีกเป็นแน่ แต่สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นก็ทำให้เขาถึงกับผงะและนิ่งตะลึงไปพักใหญ่

นี่มันคือไอ้แก่ง่อยที่นั่งรถเข็นนี่นา แต่คราวนี้มันไม่มีรถเข็น มันล้มลงหน้าประตู นิ้วมือหงิกงออย่างคนแก่เอื้อมออกมาข้างหน้า มันกำลังพยุงตัวลุกขึ้น แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มขนลุกก็คือใบหน้าซีกหนึ่งของมันถูกถลกออกจนเห็นเนื้อแดง ลูกนัยน์ตาถลนหลุดออกมาแกว่างไปมาด้วยเส้นเอ็นที่ยังยึดโดยงไว้กับกะโหลก เสื้อผ้าของมันซีกหนึ่งแดงฉานไปด้วยเลือดสดๆ ส่งกลิ่นคาวน่าขย้อน

เป็นเพราะเขามัวแต่ตะลึงมองมัน ไอ้แก่หน้าผีจึงคว้าตัวเขาไว้ได้ มือของมันจับเสื้อของเขาแน่นเหมือนตุ๊กแก

“ช่ว...ย”

มันพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่เขาไม่รอฟังหรอก ชายหนุ่มเหวี่ยงหมัดโครมเข้าที่ใบหน้าของมัน ช่วยไม่ได้ที่มือของเขาจะสัมผัสกับเนื้อแดงตรงที่หนังถลกออก เลือดกระเซ็นออกมาตามแรงอัด และลูกตาข้างนั้นหลุดกระเด็นกลิ้งตกลงมาที่พื้น เหลือเชื่อว่าชายแก่หน้าผีถูกชกจนหน้าหงายแต่มือของมันยังจับยึดเสื้อของเขาไว้แน่นจนเสื้อฉีกขาดดังแควก

ด้วยความสะอิดสะเอียนเขาเหวี่ยงร่างของมันเข้าไปในห้องอย่างแรงจนร่างนั้นปลิวไปล้มลงกลางห้อง เสียงอึกอักดังมาจากร่างโชกเลือด โกศลไม่เสียเวลามองว่าไอ้แก่นั่นจะออกหัวหรือก้อย เขาเหวี่ยงบานประตูปิดแล้วสอดท่อนไม้เข้าไปในสายยูทันที ปิดล็อกอมนุษย์ตนนั้นได้แล้วเขาก็เผ่นแนบไม่เหลียวหลังไปมองอีก

4
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 16
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 09, 2017, 05:20:43 PM »

บทที่ 16

ถังสังกะสีที่เหวี่ยงออกไปกระทบผนังปูนเสียงดังเปรื่อง มันกลิ้งตกลงกับพื้น บุบบี้ และทำให้ปูนฉาบผนังกะเทาะหลุดร่อนออกมาเป็นกะบิ นั่นไม่สำคัญ...

ที่สำคัญก็คือ ตรงรอยกะเทาะที่ผนังต่างหากที่เรียกให้หมอลลิตาลุกเดินไปดูใกล้ๆ ยิ่งเดินใกล้เข้าไป สิ่งที่ฝังอยู่ในเนื้อปูนของผนังก็ยิ่งชัดมากขึ้น

มันเป็นสีขาวแก่ออกเหลือง คล้ายสีของกระดูก บางส่วนเป็นหลุมกลวง...

หญิงสาวเอื้อมมือออกไปแกะแผ่นปูนร้าวที่ผนัง เปิดรอยกะเทาะให้กว้างออก เพราะความเป็นหมอที่คุ้นเคยกับสิ่งนี้พอควร หญิงสาวบอกได้เลยว่ามันคือ

หัวกะโหลก!

หมอลลิตาผงะหงาย ก้าวถอยหลังออกมาจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า หัวใจเต้นรัวแรงเมื่อจู่ๆ ก็มาพบกับหัวกะโหลกของมนุษย์ฝังอยู่ในกำแพงปูน กะโหลกเหลือเพียงเบ้าตาโบ๋ไร้เนื้อหนังจ้องตอบกลับมาที่เธอเหมือนทักทาย

หรือนี่คือสิ่งที่ดวงวิญญาณเรียกร้องส่งสาส์นถึงเธอมาตลอด ว่าร่างที่เหลือเพียงโครงกระดูกถูกฝังอยู่ตรงนี้!

“โอ คุณอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ใครทำกับคุณอย่างนี้” หญิงสาวพึมพำด้วยความเวทนาดวงวิญญาณที่ไม่ยอมไปสู่สุคติภพเพราะยังมีห่วง

หมอลลิตาแกะแผ่นปูนที่กะเทาะจากรอยร้าวออกอย่างช้าๆ เมื่อส่วนฟันและกรามปรากฏขึ้น เธอคิดว่าเป็นกะโหลกของผู้หญิง หญิงสาวค่อยๆ แงะแผ่นปูนออก ตอนนี้มันเปิดเผยให้เห็นกะโหลกศีรษะทั้งอัน ที่ทำให้หมอลลิตาย่นหัวคิ้วก็เพราะมีเศษผ้าเก่าๆแผ่นหนึ่งแปะอยู่ที่ส่วนหน้าผากของกะโหลก ตอนที่เธอเอื้อมมือไปแตะมันเพื่อจะดูว่าเป็นเศษผ้าอะไรมันก็ร่วงหล่นลงไปที่พื้น เปิดเผยให้เห็นว่าตรงหน้าผากของกะโหลกนั้นมีรอยแตกร้าว นี่คงจะเป็นสาเหตุการตายของหญิงนิรนามคนนี้

หญิงสาวก้มลงมองเศษผ้าที่ร่วงอยู่ที่พื้น มันเก่าคร่ำ เนื้อผ้าเปื่อยแทบจะบอกสียากแต่ก็ยังพอมองเห็นร่องรอยอักขระที่เขียนลงบนแผ่นผ้านั่น มันคือยันต์สะกดวิญญาณ!

และเมื่อหมอลลิตาทำมันหลุดออกจากกะโหลกก็เท่ากับปลดปล่อยดวงวิญญาณที่ถูกสะกดให้เป็นอิสระไปแล้ว เธอไม่รู้ว่าดวงวิญาณจะไปแห่งหนไหน หากว่าได้ไปสู่สุคติย่อมเป็นเรื่องดี แต่เธอเกรงว่าดวงวิญญาณของผู้ที่ถูกกระทำเลวร้ายอย่างนี้จะยังไม่ปล่อยวางโดยง่ายแน่ๆ

“หมอลี!”

เสียงชายหนุ่มดังแว่วแต่เรียกสติของหมอลลิตาให้หันขวับไปตามทิศทางของเสียง

 “หมอลี ได้ยินผมไหม” เสียงผู้กองกาจพลดังแว่วขึ้นมาจากอีกด้านของกำแพง ใช่เขาจริงๆ ด้วย

“ผู้กอง ฉันอยู่นี่ ได้ยินไหมคะ” หญิงสาวตะโกนออกไปสุดเสียง น้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ

“หมอลี นั่นคุณใช่ไหม” เสียงผู้กองกาจพลดังชัดขึ้น

“ช่วยด้วย ผู้กอง ลีอยู่ตรงนี้” หญิงสาวจับทิศทางเสียงของเขาได้แล้ว เธอคว้าก้อนอิฐที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาทุบกำแพงตรงด้านที่มีประตูเล็กๆ เธอได้ยินเสียงเขาลากอะไรบางอย่างที่มีน้ำหนักมากอยู่อีกฝั่งของกำแพง

“ผมเจอคุณแล้วที่รัก ผมเจอคุณแล้ว” เสียงเขาบอกชัดว่าดีใจสุดๆ “มันเอาขยะพวกนี้มากองปิดประตูไว้ไม่ให้เห็น ผมเข้ามาที่ห้องนี้ตั้งสองครั้งแล้วแต่ไม่รู้เลยว่าตรงนี้มันสร้างห้องลับเอาไว้ บ้าชิบ”

เสียงลากของหนักๆ อย่างตู้ใบใหญ่หรือเก้าอี้ดังโครมคราม สักพักเขาก็ตะโกนมาอีก

“ถอยออกไปจากประตูครับ ผมจะยิงกุญแจ” ชายหนุ่มตะโกนลั่น

เขาเว้นช่วงเวลาให้แน่ใจว่าเธอจะถอยออกไปจากประตูแล้ว จากนั้นหมอลีก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก เฝ้ามองบานประตูแห่งอิสรภาพบานนั้นเปิดออก หลังจากที่คิดว่าตัวเองจะต้องตายซากอยู่ในห้องขังอุบาทว์นี้โดยไม่มีใครหาพบ

แล้วผู้กองกาจพลก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังประตูบานนั้น หญิงสาวโผเข้าสู่อ้อมกอดอบอุ่นปลอดภัยที่เขาเปิดวงแขนรับเธอไว้ทันทีที่เห็นหน้ากันอีกครั้ง

“ที่รัก ผมเจอคุณแล้ว ปลอดภัยแล้วนะครับ” เสียงกระซิบดังแผ่วอยู่ที่ข้างหู วงแขนแข็งแรงอบอุ่นหัวใจ ทำให้หมอลลิตาปล่อยโฮออกมาด้วยความโล่งใจ เธอรอดตายแล้ว



ผู้กองกาจพลกอดร่างเล็กๆ ของเธอเอาไว้ในอ้อมแขนกระชับแน่น หัวใจแปลบปลาบเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของหญิงคนรัก เขาได้เธอกลับคืนมาแล้วและจะไม่มีวันปล่อยให้เธอต้องตกอยู่ในอันตรายใดๆ อีก

“หมอลีเป็นไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มไม่อยากปล่อยมือจากเธอเลย แต่เขาเป็นห่วงเธอเหลือเกิน จึงจำต้องปล่อยมือเพื่อมองสำรวจไปทั่วๆ ตัวของหญิงสาว

“ลีไม่เป็นไรค่ะ” เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่หยุด พยายามตั้งสติอย่างรวดเร็ว หญิงสาวสูดจมูกแล้วยิ้มให้เขาหายกังวลใจ

“ใครเอาหมอลีมาขังไว้ในนี้ครับ” เขาย่นหัวคิ้ว ตาจ้องเขม็ง

“ภูษิตค่ะ” เธอตอบเสียงดังฟังชัด

“ไอ้ภูษิต” ชายหนุ่มกัดฟันเรียกชื่อเพื่อนของเขาด้วยความแค้น “มันทำอย่างนี้ทำไม หรือว่ามันคือฆาตกรที่ฆ่าธวัชกับเพียงพิศ”

“อะไรนะคะ คุณเพียงพิศถูกฆ่าเหรอคะ” หมอลลิตาเบิกตาโตด้วยความตกใจ

“ผมไม่ได้เห็นร่างของเธอ แต่คิดว่าเธอคงตายแล้ว เพราะผมเจอแค่มือของเธอที่โขดหินใต้คฤหาสน์ คาดว่าร่างคงถูกสัตว์กัดกินไปหมดแล้ว” เขาตอบ

“โอ คืนวันที่ลีออกมาตามเสียงเคาะผนัง ลีเจอคุณเพียงพิศด้วยค่ะ เธอเพิ่งจะออกมาจากห้องของภูษิต เหมือนกับว่าเธอเพิ่งจะ...” หญิงสาวไม่รู้จะใช้คำไหนที่จะอธิบายดี แต่จากสีหน้าชายหนุ่มก็พอจะเข้าใจ เธอจึงพูดข้ามไปเสีย “ผู้กองคิดว่า ภูษิตฆ่าเธอเหรอคะ”

“ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาเป็นคนทำ เรื่องนั้นคงต้องหาข้อเท็จจริงกันต่อไป แล้วตอนที่ผมไปถามเธอว่าเห็นหมอลีไหม เพียงพิศก็โกหกว่าไม่เห็น เธอต้องรู้แน่ว่าภูษิตจับตัวหมอลีมาขัง” ชายหนุ่มถอนหายใจ แล้วหันกลับมาถาม “ว่าแต่... ทำไมคืนนั้นหมอลีออกมาเดินคนเดียว ไม่เรียกผม มันอันตรายรู้ไหม”

“ลีไปเคาะห้องผู้กองอยู่นานเลย แต่คิดว่าคงจะเหนื่อยมากเลยหลับสนิท ไม่ได้ยินที่ลีเรียก ก็เลยเดินออกไปคนเดียว เพราะคิดว่าคงจะไม่มีอะไร ทุกคนก็ช่วยกันหาเด็กวัยรุ่นที่ลอบเข้ามาแต่ไม่พบ เลยคิดว่าเขาคงจะไม่อยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าคนที่อยู่ใกล้ตัวจะเป็นคนร้ายฆ่าถึงสองศพ”

 “ถ้าภูษิตฆ่า อะไรคือแรงจูงใจ” เขาถอนหายใจยาว ในหัวหนักอึ้งไปด้วยคำถามมากมาย

“ลีคิดว่านี่อาจจะเป็นแรงจูงใจค่ะ” หญิงสาวชี้ไปที่ผนังห้องซึ่งกะเทาะเป็นรอยกว้าง

ผู้กองกาจพลมองตามที่เธอชี้ เขาเดินเข้าไปใกล้ แล้วขนที่ท้ายทอยก็ลุกตั้งชั้นขึ้น

“กะโหลก”

“ใช่ค่ะ ลีคิดว่าเป็นของผู้หญิง เธอถูกฝังอยู่ในกำแพงเคหาสน์สี่ทิศมานานจนเนื้อหนังเน่าสลายไปหมด ทำให้กำแพงเกิดช่องกลวง พอลีเหวี่ยงถังสังกะสีเข้าใส่มันเลยกะเทาะหลุดออกมา” หญิงสาวเดินตามมายืนข้างๆ เขา

“นี่หมายความว่า ภูษิตฆ่าคนแล้วฝังไว้ในกำแพง เขาถึงไม่อยากให้เสี่ยภาสกรปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศ เพราะถ้าเมื่อไหร่มีการปรับปรุงตึกความลับของเขาก็จะถูกเปิดเผยออกมา” นายตำรวจสรุป

“ผู้กองคิดว่าก๋งของเขาจะรู้เรื่องนี้ด้วยไหมคะ” หญิงสาวหันมาถาม

คำถามนี้ทำให้ผู้กองกาจพลสะกิดใจ เขานิ่งไปนานเพราะภายในหัวกำลังคิดไปถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นี่ ท่าทีของชายชราและหลานชายที่ค้านการปรับปรุงเคหาสน์สี่ทิศอย่างหัวชนฝา เสี่ยภาสกรคิดไปว่าลูกชายไม่อยากให้ทำเพราะชายหนุ่มชอบชีวิตฟุ้งเฟ้อในเมืองกรุงและไม่อยากมารับผิดชอบงานที่จมอยู่ที่ต่างจังหวัด ส่วนก๋งนั้นเอาเรื่องคำสาปของบรรพบุรุษมาอ้าง เพราะที่จริงก็อาจจะรู้เรื่องศพในกำแพงนี้ด้วย

ยังมีนายโกศลที่เล่าให้ฟังเรื่องเห็นเงาคนด้านหลังนายธวัชก่อนที่เขาจะร่วงลงมาสู่หน้าผา และผู้กองกาจพลก็พิสูจน์มาด้วยตัวเองแล้วว่าก๋งยืนและเดินได้ ไม่ได้พิการเป็นง่อยอย่างที่ทุกคนคิด ความคิดนี้ทำให้ชายหนุ่มหันไปมองรอยแตกร้าวที่กะโหลก แล้วหันมาจ้องมองรอยแดงช้ำบนแขนของตัวเอง รอยนี้เกิดจากไม้เท้าหัวมังกรของก๋งที่ฟาดลงมาเมื่อตอนที่เขาแกล้งเข็นจะเทให้ชายชราตกบันไดเพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้พิการ

รอยที่กะโหลกกับที่แขนของเขานั้นตรงกัน!

“ผมคิดว่าบางทีฆาตกรที่ทำเรื่องทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่ภูษิตนะครับ” ชายหนุ่มหันไปบอกกับหมอลลิตา
5
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 15
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 05, 2017, 06:00:56 PM »

บทที่ 15

หมอลลิตาได้ยินเสียงเขาดังแว่วอยู่ใกล้ๆ นี่เอง ผู้กองกาจพลคงกำลังตามหาเธออยู่

“กาจพล!” หญิงสาวร้องตะโกนออกไปสุดเสียง แต่มันก็ดังไม่ต่างกับเสียงกระซิบ ถ้อยคำดังอู้อี้ฟังไม่เป็นภาษาเพราะเธอถูกมัดทั้งมือและเท้า แถมยังมีผ้าอุดปากเอาไว้แน่น อย่าพูดถึงว่าจะร้องเรียกใครให้ช่วยเลย ลำพังจะหายใจยังลำบาก

“ช่วยด้วยยยย... ฉันอยู่นี่”

เธอลองอีกครั้ง... คราวนี้กระทืบเท้าไปมาด้วย เธอร้องจนเจ็บคอ กระทืบเท้าจนเชือกบาดลึก ทำอยู่อย่างนั้นพักใหญ่และเริ่มหมดแรง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด หญิงสาวรู้แล้วว่าเขาไม่ได้ยินเสียงเธอ และอาจเดินห่างออกไปจากจุดนี้แล้วก็เป็นได้

ผู้กองกาจพลไม่รู้ว่าเธออยู่ตรงนี้ เขาเดินผ่านเธอไปเสียแล้ว มันดีที่รู้ว่าเขาออกตามหาเธอ แต่มันเลวร้ายสุดๆ เมื่อคิดไปว่าเขาอาจจะไม่ได้พบเธออีก

ภาพใบหน้าของนายตำรวจลอยคว้างอยู่ในความคิด เขาเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ที่เธออยู่ใกล้แล้วมีความสุข หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาหลายครั้ง แต่ละครั้งเสี่ยงชีวิตอย่างหวุดหวิดมาด้วยกัน มันทำให้เธอรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับเธอ ความรู้สึกนั้นมั่นคงเสมอต้นเสมอปลาย แม้ในวันที่เธอบอกว่าเขาจะต้องเผชิญกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่เขากลัวสุดๆ ผู้กองกาจพลก็ยังยืนอยู่ข้างเธอเหมือนเดิมไม่ยอมจากไปไหน หรือครั้งนี้จะเป็นเธอที่ต้องจากเขาไป

หญิงสาวได้แต่นอนอยู่บนพื้น แสงแดดส่องผ่านลูกกรงตรงช่องลมเล็กๆ ที่อยู่สูงขึ้นไปใกล้กับเพดาน คงมีไว้เพื่อระบายอากาศเท่านั้น ลักษณะห้องแปลกๆ มันเป็นห้องแคบความกว้างสักสองเมตรพอให้คนเดินสวนกันได้ ห้องนี้ยาวประมาณห้าหกเมตร ผนังปิดทึบทั้งสี่ด้าน มีด้านเดียวที่เจาะช่องลมใส่ลูกกรงไว้สูงลิบ

เสียงน้ำทะเลสาดซ่าดังอยู่ไกลๆ ไม่แน่ใจว่ามันเป็นห้องที่อยู่ในเคหาสน์สี่ทิศหรือว่าอยู่ที่อื่น จะพูดให้ถูกก็คือเธอไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน

คืนนั้นหลังจากที่หญิงสาวออกมาจากห้องพักและพบกับพยาบาลเพียงพิศตรงหน้าห้องของภูษิตแล้ว เธอก็ออกเดินไปตามระเบียงอย่างช้าๆ ตั้งสมาธิแน่วแน่และทำจิตให้ว่าง ด้วยหวังว่าจะรับสาส์นอะไรบางอย่างที่ดวงวิญญาณสื่อมาถึงเธอได้บ้าง มีเสียงเคาะผนังอีกครั้ง แม้จะเบาแต่ก็รับรู้ได้ เธอจึงเดินไปตามทิศทางของเสียง มันพามุ่งหน้าไปทางตึกประจิม เมื่อเข้ามาอยู่ในตึก มีเสียงเหมือนของหล่นที่ชั้นสองเธอจึงเดินขึ้นไปดู

แล้วจู่ๆ เธอก็รู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างหลัง เมื่อหันมามองเธอเห็นใบหน้าของภูษิต แต่ก็แค่แวบเดียวก่อนที่หัวของเธอจะถูกฟาดด้วยอะไรบางอย่างแล้วสติก็ดับวูบไป มารู้สึกตัวอีกทีก็ถูกมัดเอาไว้แน่นหนา ปวดร้าวไปหมดทั้งตัว โดยเฉพาะที่หัวนั้นเรียกว่าร้าวจนตาพร่าเลยทีเดียว แต่ถึงตาไม่พร่าก็มองเห็นไม่ชัดหรอก เพราะในห้องที่ถูกขังนั้นมืดเกือบสนิท มีเพียงแสงซีดจางส่องผ่านเข้ามาทางช่องลมเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้ว่าเป็นช่วงกลางคืน

เมื่อคืนภูษิตตีหัวเธอแล้วพามากักขังไว้ที่นี่ทำไม หรือว่าเขาคือฆาตกรที่ฆ่าธวัช แต่... ทำไมล่ะ มันไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะร้อนตัวมาทำร้ายเธอ เพราะเธอเองก็ไม่มีเบาะแสอะไรในเรื่องนี้สักอย่างเดียว ผู้กองกาจพลเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นฆาตกรรมหรืออุบัติเหตุด้วยซ้ำ เขากำลังสืบอยู่ แต่เธอนี่สิที่ไม่มีอะไรในหัวเกี่ยวกับเรื่องการตายของธวัชเลย แล้วภูษิตทำอย่างนี้เพื่ออะไร หญิงสาวไม่อาจหาคำตอบได้

เธอนอนคุดคู้พยายามหายใจอยู่ในความมืด คิดทบทวนเกี่ยวกับเรื่องนี้จนกระทั่งแสงเงินแสงทองส่องผ่านเข้ามาทางช่องลม อาการปวดร้าวที่หัวดีขึ้น แต่เธอคันยุบยิบไปทั่วตัวเพราะฝุ่นละอองในห้องขังนี่ล่ะ เกาก็ไม่ได้ ทำได้เพียงขยับตัวลุกขึ้น เธอไม่กล้าถูตัวไปกับผนังเพราะมันเต็มไปด้วยเชื้อรากระดำกระด่างไปทั่ว ถ้าไปโดนมันเข้าดีไม่ดีอาจจะคันเห่อขึ้นมาทั้งตัว คิดแล้วก็ขนลุก

เธอหิวและกระหายน้ำ โดยเฉพาะอย่างหลัง ร่างกายขาดน้ำนี่ทรมานจริงๆ ลำคอแห้งผาก ในช่องปากยิ่งแย่ใหญ่เพราะถูกอุดด้วยเศษผ้าสกปรก เธอพยายามใช้ลิ้นดันเศษผ้าออกมาแต่ลิ้นขยับแทบไม่ได้เพราะถูกผ้ากดทับไว้แน่น พยายามจะหันไปด้านข้างเพื่อใช้ไหล่ของตัวเองเขี่ยผ้าออกจากปาก เธอก็หันไปไม่ถึง หญิงสาวรู้สึกสิ้นหวังจนน้ำตาซึม แต่เธอจะไม่ร้องไห้ มันทำให้หายใจลำบากมากกว่าเดิม

สติ...

จู่ๆ เสียงของพระธุดงค์ที่เธอเคยพบในถ้ำก็ดังขึ้นมาในมโนนึก

ใช่ เธอต้องมีสติ ความโกรธความกลัวและหัวใจที่เต้นรัวแรงเมื่อครู่เต้นผ่อนลง อย่างช้าๆ เธอขยับร่างกายสามส่วนคือลิ้นที่พยายามขยับดันผ้าออกจากปาก มือและเท้าที่ถูกมัดแน่น เชือกที่มัดบาดผิวจนเจ็บแต่หญิงสาวก็ขยับมันไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด เหงื่อไหลเป็นทางไปทั่วตัว มันไหลจากหน้าผากเข้าตาจนแสบ เธอได้แต่หลับตาแน่นๆ กัดฟันยอมรับความแสบนั้นแล้วปล่อยให้มันผ่านไป เธอไม่รู้ว่าทำอย่างนั้นอยู่นานเท่าไหร่ ในรูหนูแคบๆ นี่เหมือนนรกที่ไร้กาลเวลา



ผู้กองกาจพลถ่ายภาพและเก็บมือสวมกำไลข้างนั้น ห่อใส่เสื้อเชิ้ตของเขากลับมาที่ห้องอาหารในตึกบูรพา ดีที่เขายังมีเสื้อยืดอีกตัว เมื่อมาถึงไม่มีใครอยู่ที่นั่นแม้แต่คนรับใช้ เขาพบถุงพลาสติกเปล่าจึงเก็บหลักฐานนั้นไว้ในถังน้ำแข็งใต้เคาน์เตอร์แล้วแกะน้ำแข็งจากตู้เย็นออกมาโปะมันไว้ เขาไม่ใช้ตู้เย็นมันโจ่งแจ้งเกินไป คงไม่มีใครรู้ว่าเก็บหลักฐานไว้ตรงนี้ แล้วเขาจะกลับมาจัดการมันทีหลัง

ชายหนุ่มเดินหาผู้คนในตึกบูรพาแต่ไม่พบใครเลย จึงกลับไปที่ตึกอุดรซึ่งเป็นที่พัก เขาเคาะประตูเรียกภูษิต

“ภูษิต เปิดประตูหน่อย”

ไม่มีเสียงตอบ เมื่อเคาะเรียกอีกครั้งดังกว่าเก่าผลก็เหมือนเดิม ชายหนุ่มเดินไปเคาะเรียกที่ห้องของเสี่ยภาสกร ก็ไม่มีใครอยู่เช่นกัน ทั้งสามห้องรวมทั้งห้องของเพียงพิศก็ล็อก แน่ล่ะว่าเจ้าของห้องสุดท้ายนั้นตายแล้ว

ชายหนุ่มตรงไปบิดลูกบิดเปิดประตูโดยไม่เสียเวลาเคาะอีก น่าแปลกที่ห้องของก๋งเท่านั้นที่เปิดเอาไว้ แต่เมื่อชายหนุ่มเดินเข้าไปก็ไม่มีวี่แววของเจ้าของห้อง มีเพียงกลิ่นหืนๆ อันเป็นกลิ่นประจำตัวของชายแก่ ตาเฒ่านั่นช่วยตัวเองได้ไม่ได้พิการอย่างที่เห็น เขาจะเดินไปไหนๆ ก็ได้ทั้งนั้นในคฤหาสน์หลังนี้

ผู้คนหายไปไหนกันหมด มันเป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะทำกิจกรรมของตัวเองอยู่ในส่วนอื่นๆ ของคฤหาสน์อันกว้างใหญ่นี้ หรือไม่ก็หนีไปแล้ว

ผู้กองกาจพลรีบวิ่งไปที่เรือนแถวคนรับใช้ ต้องมีใครสักคนตอบคำถามเขาได้สิว่าพวกเจ้านายของเขานั้นอยู่ที่ไหนตรงไหนของเคหาสน์สี่ทิศกันบ้าง แต่ก็เป็นไปตามที่สังหรณ์ใจ คนงานทำงานของตัวเองไป และไม่มีใครรู้ว่าพวกเจ้านายหายตัวไปไหน

“รถของอาเสี่ยไม่อยู่นะครับ อาซ้งคนขับรถก็ไม่อยู่ ผมไม่รู้ว่าจะลงไปดูเรื่องถนนข้างล่างด้วยกันหรือเปล่า” คนงานคนหนึ่งพูดขึ้น

“เสี่ยภาสกรลงไปข้างล่างหรือ” ผู้กองกาจพลถามให้แน่

“ไม่แน่ใจว่าเสี่ยหรือคุณหนูลงไปครับ ผมเห็นรถไม่อยู่แต่ไม่เห็นว่าใครไปไหน แค่เดาเอา” เขาตอบกลับมา

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาดังๆ อย่างไม่ปิดบัง เขาเดินออกมาจากเรือนแถว คิดหัวแทบแตกว่าจะทำอย่างไรต่อ



เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเธอไม่รู้ รู้แต่ว่าตัวเองอ่อนแรงลงทุกที ความหิวกระหายเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอหยุดขยับข้อมือและขามาพักใหญ่เพราะเชือกบาดลึกลงไปในผิวหนัง ทุกครั้งที่ขยับแม้เพียงนิด มันเจ็บสุดๆ ไปเลย
ลิ้นของเธอแทบจะเป็นตะคริวไปหลายครั้งเมื่อพยายามดันผ้าให้หลุดจากปาก และต้องหยุดพักนานขึ้นทุกที ความอ่อนล้าทำให้เรี่ยวแรงเหือดหายในขณะที่ความโกรธไต่ปรอทขึ้นมาแทนอย่างรวดเร็ว

ภูษิตต้องการอะไร มันจับเธอมัดไว้อย่างนี้นานเท่าไหร่แล้ว ยังไม่เห็นเข้ามาพูดจาอะไรกับเธอ ปล่อยให้เธอคาดเดาไปต่างๆ นานา

หรือว่ามันต้องการจะทิ้งให้เธอตายซากอยู่ในห้องขังนี้ไปเอง

ความกดดัน ความกลัวและโกรธ ทำให้หญิงสาวกรีดร้องออกมาสุดเสียง แต่มันกลับดังผ่านเศษผ้าขี้ริ้วสกปรกที่อุดปากออกมาเพียงเสียงกระซิบ เธอสุดจะกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านมาจากภายใน หญิงสาวดิ้นอาละวาดฟาดขาลงกับพื้น แม้จะทำให้เกิดเสียงดัง แต่ก็ทำให้เธอเจ็บรอยแผลที่โดนเชือกบาดจนน้ำตาเล็ด ในที่สุดก็ต้องหยุดไปเอง หญิงสาวได้แต่นอนนิ่งหมดอาลัยตายอยาก

แกรก!

เสียงอะไรบางอย่างดังมาจากมุมห้องด้านโน้น หญิงสาวกะพริบตาที่พร่ามัวด้วยหยาดน้ำตาเพ่งมองออกไป ตรงนั้นเหมือนจะมีคนทิ้งข้าวของบางอย่างไว้ ถังสังกะสีเก่าๆ เศษปูน ก้อนอิฐ และ...

หนู!

สัตว์ที่หิวโซตลอดเวลา มันเป็นสัตว์สกปรกตัวเล็กที่ฟันคมเหมือนใบมีดโกน ภาพฉากต่างๆ ในภาพยนตร์สยองขวัญที่เกี่ยวกับหนูแทะกินคนทั้งเป็นแล่นพรวดเข้ามาในหัวของหญิงสาว เธอรู้ดีว่าในภาวะที่มนุษย์คนหนึ่งถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ไม่มีทางจะป้องกันตัวเองได้อย่างนี้ ในสายตาของหนูเธอก็เป็นอาหารสดกองโตสำหรับมัน และพรรคพวกของมันที่เธอไม่รู้ว่าจะมีจำนวนมากเท่าไหร่

ความคิดนั้นทำให้หมอลลิตาเย็นวาบไปถึงสันหลัง เธอพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง ตอนนั้นเองที่มีหนูอีกตัวโผล่ออกมา มันตัวใหญ่จนเธอขนลุก ขนตามตัวของมันแหว่งวิ่นเป็นรอยแผลและสกปรก บอกชัดว่ามันผ่านอะไรมาเยอะ และมันดุร้ายกระหายเลือดมากขนาดไหน ดวงตาเล็กๆ ดำสนิทกำลังจ้องเธอเขม็ง จากนั้นมันวิ่งเข้าใส่



เมื่อผู้กองกาจพลเดินออกมาจากเรือนแถวของคนรับใช้ เขาเงยหน้าขึ้นมองดูเคหาสน์สี่ทิศที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันประกอบไปด้วยตึกใหญ่ถึงสี่ตึก ลำพังตัวคนเดียวจะไล่ตามหาภูษิตกับครอบครัวของเขาคงใช้เวลาทั้งวัน และหมดแรงเสียก่อนที่จะเจอ ถ้าพวกเขาต้องการแอบซ่อนอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้จริงๆ มีหรือจะหาพบ

ชายหนุ่มตัดสินใจกลับไปที่ตึกประจิมที่ซึ่งขังโกศลไว้ โดยไม่ลืมขอน้ำดื่มจากโรงครัวติดมือออกมาด้วย เมื่อเช้าเขาก็คุยกับโกศลค้างอยู่ บางทีการที่เด็กนั่นหลบซ่อนอยู่ในเคหาสน์สี่ทิศชั่วระยะเวลาหนึ่ง อาจจะรู้อะไรอีกหลายอย่างที่พอเป็นประโยชน์บ้าง

ไม่รู้สินะ ผู้กองกาจพลอาจจะหวังลมๆ แล้งๆ แต่อย่างน้อยเขาก็อยากจะมีคนคุยด้วย การคิดวนอยู่คนเดียวโดยไม่มีหมอลลิตาเป็นคู่คิดอยู่ข้างๆ เหมือนก่อน มันทรมานใจจริงๆ

เธออยู่ที่ไหนกัน และยังอยู่หรือเปล่า

เขาใจหายลึกๆ เมื่อคิดไปถึงประโยคหลัง นั่นสิ หมอลลิตายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเคหาสน์สี่ทิศนี่มันทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที ตอนนี้ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่ามีคนตายสองศพในช่วงเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน แล้วหมอลลิตาก็มาหายตัวไปอีกคน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ต้องมีสาเหตุสิ อะไรคือแรงจูงใจให้เกิดการฆาตกรรม เขายังคิดไม่ออกเลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีอะไรเชื่อมโยงถึงกัน

หมอลลิตาไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจหรือเปล่า ผู้กองกาจพลนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก คุณหมอของเขาออกจะน่ารัก อัธยาศัยใจคอดี ไม่มีทางที่เธอจะไปมีเรื่องกับใคร โดยเฉพาะคนในบ้านนี้ที่เพิ่งจะพบกันเอง ไม่มีเหตุผลที่ใครจะไม่ชอบเธอ เรื่องที่หมอลลิตาทำเมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่ก็คือพยายามรับสาส์นจากดวงวิญญาณที่เธอคิดว่าต้องการความช่วยเหลือ

นั่นคือเรื่องเดียวที่หมอลลิตาทำ หรือว่าจะเป็นเรื่องนี้?

หรือเธอจะโดนผีบังตา!




หนูคงได้กลิ่นเลือดที่ข้อเท้ามันจึงวิ่งตรงเข้าหาอาหารอันโอชะ หญิงสาวกรีดร้องผ่านผ้าอุดปาก ด้วยความเกลียดและกลัวสุดกลั้น ฮอร์โมนในร่างกายฉีดพรวดทำให้เธอกระโดดลุกขึ้นยืนได้อย่างปาฏิหาริย์ ความเจ็บปวดที่โดนเชือกบาดดูเหมือนจะหดหายไปชั่วคราว

หนูตัวใหญ่วิ่งเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันกระโดดงับลงมาสุดเขี้ยว เป็นจังหวะที่หญิงสาวกระโดดตัวลอยด้วยความขยะแขยง เขี้ยวของมันจึงงับลงมาบนปลายขากางเกงวอร์มของเธอ เฉียดข้อเท้าเลือดอาบของเธอไปนิดเดียว มันงับปลายขากางเกงแน่น แม้จะถูกเธอเหวี่ยงไปมาอย่างแรง เพราะกระโดดหนีหนูอีกตัวที่วิ่งตามมา

หมอลลิตากระโดดไปมาพร้อมกับตะโกนร้องด้วยความขยะแขยง เธอซอยเท้าและเตะขาออกไปแรงๆ ไม่ได้ดูหรอกว่ามันจะพ้นหนูตัวนั้นหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าเธอเตะหนูตัวเล็กกระเด็นไปไกลสุดมุมห้อง มันกระแทกเข้ากับข้างฝาแล้วตกลงมาที่พื้นก่อนจะวิ่งกลับหายเข้าไปตรงกองขยะรกที่มันออกมา

หมอลลิตายังไม่หยุดกระโดดและเหวี่ยงขา เพราะหนูตัวใหญ่ยังงับขากางเกงเธอ มันแกว่งไปมาเหมือนลูกตุ้มที่ขว้างไม่พ้นสักที จังหวะหนึ่งมันหลุดร่วงลงที่พื้น

กรรมของหนู

เพราะมันเข้ามาอยู่ในจังหวะที่เธอกระโดดลอยตัวขึ้นและลง เท้าของเธอซึ่งใส่รองเท้าผ้าใบจึงกระทืบมันลงไปหลายครั้งอย่างพอดิบพอดี หนูตัวนั้นหยุดดิ้นรน คอของมันหักคาเท้าเธอ

หญิงสาวเซและล้มโครมลงกับพื้น เธอหดขาหนีซากศพหนูด้วยความขยะแขยง ร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกหลายๆ อย่าง ทั้งตกใจ กลัว และโล่งใจ แต่เสียงร้องที่หลุดรอดออกมาจากผ้าสกปรกที่อุดปากก็ดังเพียงอึกอักๆ ไร้สุ้มเสียง



ผู้กองกาจพลเปิดประตูห้องที่ขังโกศลไว้ เขานั่งมองมาที่ประตูเหมือนกำลังลุ้นว่าใครจะเปิดประตูเข้ามา ชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้อง จัดการดึงผ้าที่ผูกปากเขาไว้ให้เลื่อนลงมาที่คอ

โกศลสูดลมหายใจเข้าปอด แล้วถอนหายใจออกมาดังๆ “โอ้โห ผมงี้หัวใจจะวาย”

“ทำไม” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว

“ก็ลุ้นอยู่ว่าใครเดินมาเปิดประตูน่ะสิ โชคดีที่เป็นคุณตำรวจ ถ้าเป็นคนอื่นผมคงลำบากแน่” เขาพูดติดๆ ขัดๆ เพราะพยายามสูดลมหายใจเข้าปอด

“ทำไมนายถึงคิดว่าจะเป็นคนอื่น” ผู้กองกาจพลรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

“เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่ข้างบน มันดังตึงๆอยู่พักหนึ่งแล้วก็เงียบไป” โกศลแหงนหน้ามองเพดาน
“ได้ยินเสียงมาจากตรงไหน” เขารีบถาม

“ผมว่ามันดังมาจากสุดปีกด้านโน้นนะ”

สิ้นประโยคของโกศล ผู้กองกาจพลก็ขยับผ้าไปปิดปากเขาอีกครั้ง แล้วรีบวิ่งออกไปที่อีกด้านหนึ่งของตึกโดยไม่ลืมปิดล็อกห้องเอาไว้เหมือนเดิม



หมอลลิตาร้องไห้จนเหนื่อย หลังจากนั้นความรู้สึกเจ็บข้อเท้าก็ตามมา แต่ในขณะเดียวกันหญิงสาวก็รู้สึกว่าเชือกที่รัดข้อมือนั้นหลวมลง เธอสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ บิดข้อมือไปมาอย่างช้าๆ ความหวังว่าเชือกจะหลุดออกทำให้เธออดทนกับความเจ็บปวดได้มากขึ้น

แล้วเชือกก็หลุดออกมา!

เหมือนตายแล้วเกิดใหม่... แม้จะยังถูกขังแต่อย่างน้อยเธอก็หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง ทั้งแขน ขา และปาก อย่างแรกเลยเธอร้องตะโกนออกมาสุดเสียง

“ช่ ว ย ด้ ว ย !!”

มันแหบแห้งและดังกว่าเสียงกระซิบเพียงเล็กน้อย คอเธอแห้งเป็นผงเพราะถูกผ้าอุดปากมาเป็นชั่วโมง หญิงสาวรวบรวมกำลังและพยายามอีกครั้ง

“ช่วยด้วย!! ฉันอยู่ตรงนี้” หญิงสาวร้องตะโกนออกไปทั้งที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เธอร้องตะโกนหลายครั้งติดๆ กันจนเจ็บคอ เธอร้องตะโกนออกไปตรงใต้ช่องลม มีช่องลมสองตำแหน่งตรงนี้และอีกด้านของห้อง ได้แต่หวังว่าจะมีใครที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงเธอ

“ช่วยด้วย... มีใครได้ยินฉันไหม”

มีเพียงความเงียบตอบกลับมา ความหวังที่จุดประกายเล็กๆ เมื่อครู่ดับวูบเมื่อคิดไปว่าห้องขังของเธออาจจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งซึ่งสูงลิบหรืออยู่ห่างไกลจากผู้คน และไม่ว่าเธอจะร้องตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีใครได้ยินเธอหรอก

ความสิ้นหวังท้อแท้เปลี่ยนเป็นความโกรธ โกรธภูษิตที่เขาทำกับเธออย่างนี้ โกรธฟ้าฝนที่ทำให้ต้องมาติดอยู่ที่นี่ โกรธดวงวิญญาณที่ล่อลวงเธอออกมาจนติดกับ หญิงสาวร้องไห้ออกมาดังๆ ความอัดอั้นตันใจระเบิดออกมา เธอหยิบถังสังกะสีที่มีปูนแห้งติดก้นเหวี่ยงโครมไปที่ผนัง ตามด้วยก้อนอิฐหักๆ สองสามก้อนแถวๆ นั้น หนูตัวเล็กๆ สองสามตัววิ่งกระจายแตกฮือหายไปในรูที่ข้างฝา

หญิงสาวร้องไห้เสียงดัง ขาอ่อนสิ้นแรงจนต้องนั่งลงกับพื้น น้ำตาไหลพรากเหมือนทำนบความอดกลั้นที่พังทลาย จนผ่านไปพักหนึ่งเมื่ออารมณ์สงบลงบ้างแล้วเธอจึงปาดน้ำตา

สิ่งที่หญิงสาวมองเห็นตรงหน้าทำให้เธอย่นหัวคิ้วด้วยความสงสัย
6
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 14
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 03, 2017, 04:01:46 PM »

บทที่ 14

ผู้กองกาจพลเดินไปที่โรงครัวซึ่งเป็นเรือนแถวอยู่นอกตึกเคหาสน์สี่ทิศ เขาต้องขอแรงพวกคนงานชายจัดคนออกเดินตรวจตึกอีกรอบ ทุกคนให้ความร่วมมือดีเพราะภูษิตเคยสั่งไว้แล้ว ชายหนุ่มไม่ลืมขอน้ำและอาหารแห้งติดมาด้วยโดยอ้างว่าเขาอาจจะไม่ได้กลับเข้ามากินมื้อเที่ยงที่ห้องอาหาร ซึ่งที่จริงแล้วเขาจะเอาไปให้โกศลที่ถูกมัดขังอยู่ด้านล่างของตึกประจิม ป่านนี้หมอนั่นคงจะหิวแทบเป็นลมไปแล้วละมัง

“อ้าว อาซ้ง กลับมาแล้วเหรอ เป็นไงบ้างล่ะ” แม่ครัวทักคนงานที่เดินเข้ามาในโรงครัวขณะที่เตรียมข้าวสวยกับคั่วกลิ้งปลาทูให้ผู้กองกาจพล

“ข่าวดีซ้อ วันนี้ทางการเขาเอาคนมาเคลียร์ถนนแล้ว เย็นๆน่าจะพอเปิดให้รถผ่านได้ล่ะ” คนงานชายที่ชื่อซ้งพูดพลางเปิดหม้อข้าว สีหน้าเขาดีใจสุดๆ

“โอ๊ย สวรรค์โปรดเลย ถนนใช้ได้เสียที ฉันนึกว่าจะอดตายอยู่ที่นี่แล้ว อาหารในตู้แช่อยู่ได้อีกอาทิตย์เดียวเอง” แม่ครัวเองก็ร้องออกมาอย่างโล่งใจ

“คุณภาสกรรู้หรือยังครับ อาซ้ง” ผู้กองกาจพลเอ่ยถาม เขาเองก็โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อถนนใช้งานได้ ความช่วยเหลือก็จะตามมา ตำรวจจะได้ขึ้นมาจัดการกับคดีนายธวัชเสียที และเขาต้องหาหมอลลิตาให้พบ ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าเธอยังมีชีวิตอยู่

“ผมบอกท่านไปแล้วครับ ท่านดีใจมากและให้ผมลงไปดูทั้งเช้าทั้งบ่ายว่างานกู้ถนนไปถึงไหนแล้ว” เขาหันมาตอบ ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองอ๋อย

ผู้กองกาจพลหันไปขอบคุณแม่ครัวขณะรับกล่องข้าวและขวดน้ำดื่มมาใส่เป้สะพายหลัง เขาเดินออกมาจากโรงครัวมุ่งหน้าสู่ตึกประจิม

แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อโกศลเห็นเขาเดินเข้าไปในห้องที่ขังไว้ จากที่นอนหมดเรี่ยวหมดแรงเด็กหนุ่มก็รีบผุดลุกขึ้นมานั่งดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นเขาถือน้ำดื่มและกล่องข้าวอยู่ในมือ

“ฉันจะแก้ผ้าผูกปาก แต่ถ้านายร้อง ก็รู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ชายหนุ่มขู่ เขารู้หรอกว่าโกศลจะไม่ทำอะไรโง่ๆ อย่างนั้นอยู่แล้ว

เด็กหนุ่มพยักหน้าแรงๆ จนน่าจะคอเคล็ด ทันทีที่แก้ผ้าผูกปากออก เขายกขวดน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวเกือบจะหมดขวด แล้วตะกรามกินข้าวอย่างตายอดตายอยาก

“ช้าๆ ก็ได้ เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”

ชายหนุ่มรู้สึกผิดอยู่นิดๆ ที่ต้องมัดและผูกปากโกศลเอาไว้อย่างนี้ นี่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เด็กหนุ่มนี่คงแห้งตายอยู่ในห้องแน่ แต่มันจำเป็นที่ต้องทำเพราะเขายังให้ใครรู้ไม่ได้ว่าโกศลแอบเข้ามาในเคหาสน์สี่ทิศ เด็กหนุ่มนี่เป็นพยานและรู้เห็นอะไรหลายอย่าง แต่เป็นพยานที่อาจหลบหนีไปได้ทุกเมื่อเหมือนกัน เอาเถอะ ถนนจะเปิดใช้ได้แล้ว ตำรวจจะขึ้นมาที่นี่เร็วๆ นี้ล่ะ

“ฉันอยากรู้ว่านายรู้เห็นอะไรที่น่าสนใจในบ้านนี้อีกบ้าง นอกจากเรื่องที่เล่าให้ฉันฟังเมื่อคืนแล้ว” นายตำรวจเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเขาจัดการกับอาหารจนหมดเกลี้ยงทุกอย่าง

“ไม่มีอ่ะ” เขาตอบกลับมาพร้อมกับเสียงเรอ

“คิดให้ดีก่อนสิวะ ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ” เขาลุกขึ้นยืนค้ำร่างผอมกะหร่อง ต้องกลับมาเล่นบทโหดอีกครั้ง การให้ความเห็นใจใช้ไม่ได้กับบางคน

โกศลคอย่นก้มหน้างุดเพราะคงกลัวว่าจะโดนมือตีนคนที่ไม่ใช่เพื่อนเข้าให้ “ก็ไม่มีอะไรจริงๆ นี่ ไอ้ที่ผมรู้ก็บอกไปหมดแล้ว คุณคิดว่าผมจะรู้เห็นอะไรเยอะแยะหรือไง คนงานที่นี่ก็มีตั้งหลายคน เดินกันเกลื่อน ผมนี่จะหาอะไรกินทีก็ต้องรอจนทุกคนเข้านอนหมดแล้วถึงจะเข้าไปขโมยจากโรงครัวได้ ผมเคยแอบไปอยู่ในห้องใกล้ๆ กับห้องรับแขกบ้าง ห้องอาหารบนตึกโน้นบ้าง เกือบโดนจับได้แน่ะ เลยเข็ด ต้องสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ”

“พวกเขาพูดถึงฉันกับหมอลลิตา...”

แกร็ก แกร็ก... แกร็ก... แกร็ก... แกร็ก... แกร็ก...

ชายหนุ่มยังถามไม่จบประโยค เสียงเหมือนใครทำเม็ดลูกแก้วหรืออะไรบางอย่างร่วง แล้วมันกลิ้งอยู่ที่พื้นห้องชั้นบน ทั้งผู้กองกาจพลกับโกศลต่างก็แหงนหน้าขึ้นไปมอง แล้วหันกลับมามองหน้ากัน

“มีคนอยู่ข้างบนเหรอ” เขาถาม

เด็กหนุ่มส่ายหน้า แววตานั้นเต็มไปด้วยความสงสัยเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มจึงรีบจับเขามัดมือมัดเท้าและผูกปากอย่างเร็วที่สุด หลังจากปิดห้องเอาไว้แล้วก็รีบย่องขึ้นไปที่ห้องด้านบนอย่างเงียบกริบ

เขาชักปืนขึ้นมาเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเปิดบานประตูห้องแรกเข้าไป

ว่างเปล่า

เขาทำเช่นเดียวกันกับทุกห้องบนชั้นสองจนมาถึงสองห้องสุดท้ายซึ่งเป็นห้องพักห้องหนึ่ง และอีกห้องมีขนาดเล็กกว่าและใช้เป็นห้องเก็บของ ชายหนุ่มกระชับปืนมั่น สูดลมหายใจก่อนจะผลักบานประตูเข้าไปในท่าเตรียมยิง
ไม่มีวี่แววว่ามีใครอยู่ในนี้ หรือถ้ามีมันก็เผ่นไปไกลแล้ว

ก๊อก!  ก๊อก!  ก๊อก!  ก๊อก!

จู่ๆ เสียงเคาะผนังห้องก็ดังรัวขึ้นด้านนอกทำเอาผู้กองกาจพลสะดุ้งโหยง เขาวิ่งออกไปที่ระเบียงหน้าห้องพร้อมกับปืนในมือ

บนทางเดินระเบียงว่างเปล่าไปจนสุดสายตา ทิศทางของเสียงเคาะมาจากห้องเก็บของ ถ้ามีใครเคาะผนังห้องแล้ววิ่งหนีไปมันก็ควรจะผ่านหน้าห้องที่เขาอยู่เมื่อครู่ ไม่น่าจะหายไปอย่างนี้ นอกจากว่ามันหายตัวได้

หรือจะได้?

ถ้าเสียงนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทำของคน!

จริงสิ เสียงมันเหมือนที่หมอลลิตาเคยบอกกับเขาว่าเธอได้รับสัญญาณบางอย่างจากดวงวิญญาณ พอคิดอย่างนั้นขนทั่วร่างก็พากันลุกชันขึ้นมา หรือเสียงเมื่อครู่เกิดจากดวงวิญญาณ ทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ เนี่ยนะ

ผู้กองกาจพลยืนอยู่หน้าห้องเก็บของซึ่งเป็นห้องสุดท้ายบนชั้นนี้ จะผีหรือคน ไม่ว่าจะเจอกับอะไรเขาก็ต้องเปิดประตูนี้ออกดู ปืนในมือกระชับแน่นในท่าเตรียมพร้อม ชายหนุ่มถีบบานประตูให้เปิดออก ในสายตาไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ เขาก้าวพรวดเข้าไปในห้องพร้อมกับกราดปลายกระบอกปืนไปทั้งซ้ายและขวา

ห้องนี้ไม่มีอะไรนอกจากกองเฟอร์นิเจอร์เก่ากับของผุพัง กลิ่นฉุนของเชื้อราฟุ้งออกมาอัดแน่นอยู่ในรูจมูกจนต้องดึงคอเสื้อมาปิดจมูกยามหายใจ มันมาจากผนังด้านในสุดที่มีกองขยะสุมอยู่เต็ม เชื้อราเป็นด่างดวงกระจายเต็มผนัง มีทั้งสีเขียวสีส้มและจุดดำน่าขยะแขยง

“หมอลี หมอลีใช่หรือเปล่า คุณอยู่ไหน” อะไรบางอย่างดลใจให้เขาตะโกนถามออกไป อาจเป็นเพราะเขาคิดถึงเธอเหลือเกิน และหวังลมๆ แล้งๆ ว่าเสียงของตกเมื่อครู่หรือเสียงเคาะผนังนั่นอาจเป็นสัญญาณจากเธอ

แต่มีเพียงความเงียบตอบกลับมา ชายหนุ่มจึงเดินออกมาจากห้องนั้น เขาคิดว่าน่าจะลงไปชั้นล่างเผื่อจะพบร่องรอยอะไรบ้าง แต่ที่ห้องชั้นล่างก็ไม่พบอะไรเช่นกัน



ชายหนุ่มเดินออกมาจากตึกประจิม เขาตัดสินใจว่าจะสำรวจด้านนอกรอบตึก มันเป็นหินผาที่ค่อนข้างชันและเดินยาก บางครั้งต้องปีนป่าย แต่เขาก็จะพยายามเดินดูให้รอบ และเพราะมันเดินยากคนงานที่มาเดินสำรวจในครั้งแรกก็อาจจะละเลยไม่ได้เดินไปตรวจดูทางด้านนี้ก็เป็นได้

หมอลลิตาอยู่ไหน ใครลักพาตัวเธอไป และเพราะอะไร มีความเป็นไปได้ว่าหญิงสาวได้ไปพบอะไรบางอย่างที่อาจทำให้ใครบางคนไม่ชอบใจ และ...

ไม่... พอคิดต่อว่าเธออาจถูกฆ่าปิดปากไปแล้ว เขาก็สบถออกมาเพราะโกรธตัวเอง ไม่... เขาจะไม่คิดอะไรในแง่ลบ เธอต้องไม่เป็นอะไร หมอลลิตาจะต้องปลอดภัย เพียงแต่เขายังหาเธอไม่พบเท่านั้น

ภาพใบหน้าสวยน่ารักของหญิงคนรักลอยอยู่ตรงหน้า เขาคิดถึงเธอเหลือเกิน ในความคิดคำนึงดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองมายังเขา มันเป็นสีนิลเหมือนอัญมณี แววตาสุกสว่างคู่นั้นทำให้เขารู้สึกถึงพลังชีวิต เธอจะต้องไม่เป็นไร คนเก่งอย่างหมอลลิตาจะต้องเอาตัวรอดได้ เขาต้องคิดอย่างนี้ เพราะถ้าสิ้นหวังเขาไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร

ด้วยความทุกข์ใจ ร้อนใจ มันทำให้ผู้กองกาจพลออกเดินสำรวจท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาเดินไต่ไปตามหน้าผาคดเคี้ยวและบางตอนก็สูงชัน เวลาผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ไม่ทันสังเกต จนกระทั่งรู้สึกว่าเหนื่อยจนต้องนั่งพัก ชายหนุ่มจึงเดินลงไปนั่งตรงชะช่อนหินซึ่งมีร่มไม้ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง กาฝากขึ้นเต็มต้นจนให้ร่มเงาหนาทึบพอจะกันความระอุร้อนจากอากาศโดยรอบได้

“หมอลี คุณอยู่ไหนครับ ผมจะบ้าตายอยู่แล้ว” ชายหนุ่มพูดกับตัวเองออกมาดังๆ เหมือนกับว่ามันจะช่วยให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวสิ้นหวังขนาดนี้

มีเพียงเสียงคลื่นซัดสาดโขดหิน เสียงมันดังกว่าทุกครั้งเพราะผู้กองกาจพลเพิ่งรู้ตัวว่าเขาเดินลงมาใกล้กับระดับน้ำทะเลมากขนาดไหน คลื่นลูกใหญ่วิ่งเข้ามากระแทกโขดหินด้านล่างอีกครั้งคราวนี้มันทำฝอยน้ำกระเซ้นเข้าตาชายหนุ่มเลยทีเดียว

เขายกมือขึ้นปาดเช็ดดวงตาให้หายแสบเคือง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ชายหนุ่มมองเห็นอะไรบางอย่างติดค้างอยู่ที่ซอกหินตรงหน้า มันส่องแสงสะท้อนวาวออกมาวูบหนึ่งเมื่อเขาเอียงคอมอง ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วเดินไปดูใกล้ๆ
ยิ่งใกล้สิ่งนั้นก็ยิ่งปรากฏชัด

แสงสะท้อนเมื่อครู่เกิดจากแสงแดดสะท้อนกับโลหะ มันเป็นกำไลทอง และมีมือของเจ้าของติดอยู่แค่ข้อมือ ชายหนุ่มจำได้ว่านางพยาบาลเพียงพิศเพิ่งจะหมุนกำไลทองวงนี้เล่นอยู่เมื่อไม่นานนี้เอง เขาคิดว่าเธอไม่ได้นอนป่วยอยู่ในห้องตามที่ภูษิตบอก แต่ร่างของเธอคงจะโดนสัตว์ทะเลฉีกทึ้งจนเหลือเพียงข้อมือติดอยู่ตรงซอกหินนี่เอง
7
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 13
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 03, 2017, 03:59:04 PM »

บทที่ 13

ผู้กองกาจพลมัดโกศลขังไว้ในห้องด้านล่าง จากนั้นเดินตรวจตึกประจิมชั้นบนด้วย แม้ว่าจะได้ตัวคนที่ลอบเข้ามาที่เคหาสน์สี่ทิศแล้วก็ตาม แต่ยังไม่พบเบาะแสหรือวี่แววของหมอลลิตาเลย ถ้าโกศลไม่ได้เอาตัวเธอไป แล้วเธอหายไปไหนกันล่ะ

“หมอลี คุณอยู่ไหน หมอครับ” กาจพลตะโกนออกไป เสียงของเขาดังก้องสะท้อนไปมาในห้องโล่งว่างท่ามกลางความมืดของค่ำคืน ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็นเยียบ มันช่างตรงกันข้ามกับใจของชายหนุ่มที่กำลังร้อนรุ่มด้วยความกังวล

ห้องด้านบนส่วนใหญ่เรียกได้ว่าปรักหักพัง กลิ่นเชื้อราที่ขึ้นผนังฉุนรุนแรง พื้นห้องบางห้องผุกร่อนจนน่ากลัวว่าถ้าเหยียบลงน้ำหนักลงไปจะต้องพังทะลุลงมาแน่ ห้องส่วนใหญ่โล่งว่างมีเพียงห้องที่อยู่ริมสุดระเบียงเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเล็กกว่าเพื่อนและมันอัดแน่นไปด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าและของแตกพัง

“หมอลี ได้ยินผมไหมครับ” ชายหนุ่มตะโกนออกไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวังตอนที่ชะโงกหน้าเข้าไปดู เขายังเปิดไฟฉายจากสมาร์ทโฟนส่องกราดไปทั่วห้องเพื่อหาร่องรอยที่น่าสงสัย แต่ก็ไม่พบอะไรเลย

เขาปิดไฟฉาย เดินกลับออกไปจากตึกประจิม มุ่งหน้าไปทางทิศตรงข้ามคือตึกบูรพา คืนนี้เขาจะไม่ยอมนอน จะเดินดูให้ครบทุกตึก เพราะรู้ว่าทุกนาทีที่ผ่านไปนั้นมีผลต่อชีวิตของหญิงคนรักอย่างแน่นอน


ผู้กองกาจพลนั่งอยู่ในห้องอาหารกับกาแฟถ้วยที่สามหรือสี่ก็ไม่รู้ ช่างมันเถอะ... เขามานั่งฟุบหลับอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จนกระทั่งแม่ครัวกับลูกมือยกอาหารเข้ามาจัดวางในห้องอาหาร จึงได้รู้สึกตัวตื่นลืมตาขึ้นมาแล้วร้องขอกาแฟกับแม่ครัว ดูจากสภาพของชายหนุ่มแล้วนางก็ยกเหยือกกาแฟมาวางไว้ให้ทั้งเหยือก แล้วให้เด็กลูกมือเอากาแฟเหยือกใหม่มาเพิ่ม

ผู้กองกาจพลเดินสำรวจได้แค่สองตึก เขาหมดแรง จึงตั้งใจว่าจะกลับมานอนพักสักงีบ ช่วงสายๆ เขาจะบอกกับภูษิตเพื่อขอแรงพวกคนงานเดินสำรวจตึกอุดรกับทักษิณและบริเวณโดยรอบกันอีกครั้ง แน่ล่ะ... เขาจะบอกว่าได้ดูตึกประจิมและบูรพาแล้ว ชายหนุ่มไม่ต้องการให้ใครไปพบโกศลถูกมัดขังอยู่ที่ตึกประจิม

เจ็ดโมงเช้า เขากำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กตรงประตูห้องอาหาร ปรากฏว่าภูษิตเข็นรถเข็นก๋งเข้ามาในห้อง

“อ้าว มานั่งกินข้าวแต่เช้าเลยวะ กาจพล” ทายาทคฤหาสน์ทักเขาขึ้นก่อน “นายดูโทรมสุดๆ ไปเลย ไม่สบายหรือเปล่า”

“แค่อดนอนนิดหน่อยน่ะ” เขาตอบกลับไป “แล้วคุณเพียงพิศไปไหนล่ะ”

“ไม่สบาย นอนซมอยู่ในห้อง” ภูษิตเข็นก๋งมานั่งเทียบโต๊ะอาหารแล้วเดินมาตักข้าวต้มปลาไปให้ชายชรา

“เป็นอะไรไปล่ะ”

“ไข้หวัดมั้ง เห็นว่าเมื่อวานโดนละอองฝน เลยขอหยุดงานสักวันสองวันนอนพักให้หายดีก่อน แกไม่อยากให้ก๋งติดหวัด คนแก่เป็นอะไรก็หายยาก” ภูษิตรินกาแฟร้อนให้ตัวเองแล้วหยิบพายไก่มากินเป็นอาหารเช้า

“อ้อ เหรอ” ผู้กองกาจพลพยักหน้า

เขาเหลือบตามองไปทางชายชราผมขาวโพลนที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของโต๊ะอาหาร เช้านี้ตาแก่ไม่พูดไม่จา นั่งกินข้าวต้มไปเงียบๆ มือที่เขาถือช้อนตักข้าวนั้นสั่นเทา การกินอาหารกลายเป็นเรื่องยากเมื่อคนเราอายุมากขึ้นและเริ่มควบคุมอวัยวะของตัวเองไม่ได้ เหมือนกลับไปเป็นทารกอีกครั้ง

แต่เมื่อคืนนี้เขาเห็นก๋งยืนอยู่ที่ระเบียง!

“ดีนะที่ก๋งยังพอช่วยตัวเองได้บ้าง” ผู้กองกาจพลหันไปพูดกับภูษิต “แกพอจะยืนได้ไหม” เขาลองถาม

“บางครั้งก็เหนี่ยวตัวขึ้นมายืนได้ช่วงไม่กี่นาทีก็ไม่มีแรงแล้ว บางครั้งแกก็ไม่เอาเลย ให้ออกกำลังลุกยืนบ่อยๆ ก็ไม่ยอม แล้วแต่อารมณ์คนแก่” ชายหนุ่มพูดไปกินไปไม่ได้สนใจว่าคนที่พูดถึงจะหันมามอง

ก๋งยังคงหน้าตาบอกบุญไม่รับเหมือนเดิม แกตักข้าวต้มกินไม่กี่คำก็นั่งนิ่ง เหมือนกับเบื่อที่จะกิน ชายหนุ่มคิดว่าคนที่แก่มากๆ ขนาดนี้และร่างกายไม่แข็งแรงมีโรคภัยบางทีก็คงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่เหมือนกัน

“เตี่ยล่ะ” เขาถามภูษิต

“ไม่รู้ คงไปสั่งงานคนงานอยู่น่ะ เขาเห็นว่าวันสองวันนี้ฝนไม่ตกก็เลยมีความหวังว่าจะกู้ถนนได้สักที กำชับคนงานให้ลงไปถามข่าวทุกเช้า เดี๋ยวเสร็จธุระก็คงมากินข้าวมั้ง” ภูษิตเดินไปตักข้าวต้มควันกรุ่นมาอีกชามหลังจากจัดการกับพายไก่และกาแฟไปแล้ว

“ถ้าถนนเปิดใช้ได้เร็วๆ ก็ดี ฉันร้อนใจเรื่องหมอลีมากๆ อยากให้ตำรวจขึ้นมาที่นี่เร็วๆ” ผู้กองกาจพลถอนหายใจ “ว่าแต่วันนี้จะขอแรงคนงานช่วยกันตรวจดูที่ตึกอุดรกับทักษิณหน่อยได้ไหม เมื่อคืนฉันเดินดูบูรพากับประจิมแล้ว” เขาเหลือบมองไปทางชายชรา ก็เห็นแกนั่งนิ่งสายตาเหม่อมองตรงออกไปเหมือนไม่รับรู้อะไรในโลกทั้งสิ้น

“ได้สิ นายลงไปบอกคนงานได้เลย จะให้เขาทำอะไรก็บอกไปได้เลย ฉันเคยบอกพวกเขาไว้แล้วว่าให้ความร่วมมือกับนายทุกอย่าง” ภูษิตพูดพลางตักข้าวกิน

“จะนอน”

เสียงแหบแห้งของก๋งดังสอดขึ้นมา ทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนหันไปมอง

“อะไรก๋ง เพิ่งจะตื่นเอง จะนอนอีกแล้ว ผมยังกินไม่เสร็จเลย รอเดี๋ยวสิ” ภูษิตซ่อนความหงุดหงิดไว้ไม่อยู่

“อั๊ว จะ นอน” คนแก่หันมาทำตาขวาง เน้นเสียงหนักอย่างเอาเรื่อง

“โธ่เว้ย คนกำลังกิน” ภูษิตวางช้อนเสียงดังแกร๊ง

“กำลังจะกลับห้องพอดี เดี๋ยวฉันเข็นก๋งไปส่งห้องให้เอง” ผู้กองกาจพลได้จังหวะ เขาอยากอยู่ตามลำพังกับตาแก่นี่

“ไม่ต้อง” ก๋งหันมาตวาด

“เออดี” เป็นเวลาเดียวกับที่ภูษิตพยักหน้า

ผู้กองกาจพลไม่รอให้โอกาสหลุดลอย เขาตรงไปจับเก้าอี้เข็นของชายชราแล้วออกแรงเข็นมันออกไปจากห้องอาหารทันที รู้สึกเลยว่าคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เข็นนั้นตัวแข็งขืนขึ้นมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเขาเข็นรถออกมาแล้ว ก๋งจึงนั่งนิ่งขึงมาตลอดทาง

เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรกับอีกฝ่าย บางครั้งความเงียบก็ดีกว่า มันกดดัน ทำให้คาดเดา มีหลายครั้งที่ใช้ได้ผลดีเกินคาดในการสอบปากคำ

ใช้เวลานานพอควรระหว่างห้องอาหารที่ตึกบูรพากลับมาที่ตึกอุดรซึ่งเป็นห้องของก๋ง ไม่มีใครพูดอะไรเลยสักคำ ชายชราเพียงแต่หันมามองด้านข้าง แต่ก็ไม่มีประโยชน์เขาไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของผู้กองกาจพล จึงนั่งนิ่งขึงไปจนถึงบันไดใหญ่ซึ่งทำทางลาดไว้สำหรับเข็นรถเข็นคู่กันไป มันชันและสูงพอสมควรทีเดียว

นายตำรวจตั้งใจหยุดรถเข็นไว้ตรงเชิงทางลาด

“ก๋งเกลียดคุณธวัชมากเลยใช่ไหมครับ” เขาถามออกไป ยังคงยืนอยู่ด้านหลังของเก้าอี้

ชายชราไม่ตอบ มองจากมุมนี้ผู้กองกาจพลไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่รู้ว่าร่างหงอกงอหลังโกงของเขาเกร็งขึงขึ้นมาเหมือนสัตว์ที่กำลังระวังภัย

“เขาไปทำอะไรให้ก๋ง”

เงียบ

ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้รถเข็นให้ชายชราหันมาเผชิญหน้ากับตัวเอง “หรือว่า... เป็นเพราะเขามาชอบพอพยาบาลคนสวยของก๋ง” เขาจ้องนิ่งเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

“หึ... นังนั่นน่ะมันชอบคนหล่อ อย่างไอ้ธวัชมันไม่สนใจหรอก” เสียงแหบต่ำของชายชราดังตอบกลับมาเป็นครั้งแรก น้ำเสียงบ่งบอกชัดว่าเหยียดหยามคนทั้งคู่

“เหรอครับ ผมคิดว่าเธอชอบคนแก่ จ่ายหนัก มีกำไลหยกสวยๆ ให้ใส่เสียอีก” เขารุกต่อไป

ก๋งจ้องหน้าเขานิ่ง ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นดูแข็งกร้าวด้วยความไม่พอใจ โดยเฉพาะดวงตาข้างที่เป็นต้อสีขาวนั่น มันเหมือนมองออกมาจากนรกที่มีแต่สิ่งเลวร้าย

“มันตายเพราะผีบรรพบุรุษ” ชายชราคำรามเสียงแหบต่ำ

“ผมว่าคนน่ากลัวกว่าผีนะ” ผู้กองกาจพลก้มตัวลงไปพูดกับเขาในระยะที่ตามองตากันได้ “ก๋งเดินได้ใช่ไหม” เขาจ้องนิ่งลงไปในดวงตาของชายชรา มองหาปฏิกิริยาตอบกลับ

น่าแปลกที่ชายชรากลับมองตอบมาด้วยอาการนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววของอาการตกใจ แปลกใจ หรือแม้แต่โกรธ
“ผมรู้ว่าก๋งเดินได้ และแข็งแรงกว่าที่เห็น” เขาย้ำลงไป

เงียบ

ชายชรานั่งนิ่งเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง ใบหน้าเหี่ยวย่นนั่นไม่แสดงสีหน้าอะไรทั้งสิ้น

ผู้กองกาจพลเปลี่ยนแผน เขาเดินไปจับที่จับด้านหลังของรถเข็นแล้วลากมันขึ้นทางลาดโดยเดินถอยหลัง “ก๋งน่ะเดินได้ ผมไม่ได้ซี้ซั้วพูดแต่เห็นมากับตา เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมาทำเป็นเงียบ บอกกันมาเลยดีกว่าว่าก๋งทำอะไรธวัช... ถีบเขาตกหน้าผาใช่ไหม”

ร่างหงิกงอขอชายชรายังนั่งนิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับแม้ว่าผู้กองกาจพลจะพูดลักไก่ไปแรงๆ ขนาดไหนก็ตาม เขาตัดสินใจใช้ไม้แข็ง ซึ่งตัวเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก แต่บางทีก็ต้องเสี่ยง

“ได้ ถ้าก๋งไม่ยอมรับว่าเดินได้ผมจะพิสูจน์ให้รู้กันไป” ตอนที่พูดนั้นเขาดึงเก้าอี้รถเข็นของชายชราขึ้นมาจนถึงด้านบนแล้ว แต่ไม่ยอมเข็นชายชราไปที่ห้อง กลับยึดรถเข็นเอาไว้ตรงเชิงทางลาดแล้วเข็นกลับเข้าไปให้ล้อแตะกับขอบพื้นทางลาด ถ้าเขาผลัก รถเข็นจะไถลแล่นลงไปอย่างเร็วแรง ชายหนุ่มรู้ดีว่าคนที่นั่งในรถนั้นจะรู้สึกหวาดเสียวเพียงใด

“ยอมรับไหม ว่าก๋งเดินได้” เขาถามอีกครั้ง

ทว่ามีแต่ความเงียบตอบกลับมา

ชายหนุ่มจึงดังรถเข็นกลับมาสองสามก้าวแล้วผลักมันลงไปที่ทางลาด

“ไอ้ย่ะ!” เสียงชายชราร้องด้วยความตกใจ

แต่ผู้กองกาจพลไม่ได้ปล่อยมือจากที่จับของรถเข็น เขาทำเพื่อขู่ให้คิดว่ารถจะตกลงไปเท่านั้น ไม่ได้จะปล่อยให้ชายชราตกลงไปกับรถจริงๆ

แล้วก็เป็นไปตามคาด คนที่นั่งนิ่งอยู่ในรถลุกขึ้นยืนทันที ชายชราเกาะหัวบันไดไว้แน่น

ผู้กองกาจพลดึงรถเข็นที่ว่างเปล่าขึ้นมาช้าๆ จ้องมองคนแก่ที่ยืนเกาะหัวบันไดไว้แน่น

“นั่นไง ก๋งไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเราเห็นสักหน่อย คุณเดินได้”

“ไอ้ฉิบหา- มึงทำอะไรวะ ไอ้...” ชายชราตะโกนด่าเสียงลั่นด้วยความโกรธและตกใจที่เกือบจะโดนเทลงบันได
เขาประเคนไม้เท้าหัวมังกรลงมาที่ผู้กองกาจพลไม่ยั้ง ยังดีที่ชายหนุ่มยกแขนขึ้นรับไว้ หัวไม้เท้านั้นเป็นโลหะจึงประทับรอยแดงไว้ที่แขนแต่ไม่เจาะมาถึงศีรษะ ไม่อย่างนั้นเขาอาจได้เลือดเพราะหัวแตก

“หยุดนะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมต่อยคนแก่จอมแหล เดินได้แล้วแกล้งเป็นง่อย” ชายหนุ่มง้างกำปั้นแกล้งขู่

“เดินได้แล้วจะทำไม แกมาเสือกอะไรด้วย” คราวนี้ชายชราคำรามออกมาเสียงดังจนน่าแปลกใจ

“ก๋งผลักธวัชตกหน้าผาใช่ไหม” เขาถามสวนทันที

“อั๊วไม่ได้ทำ” คนแก่สวนกลับ

“ก๋งหึงธวัช เลยฆ่าเขา” ผู้กองกาจพลชี้หน้า

“แน่จริงมึงก็พิสูจน์มาสิวะ” ก๋งปัดมือเขาออกด้วยไม้เท้า จ้องกลับมาด้วยดวงตาเถลือกถลน

ผู้กองกาจพลรู้ดีว่าแม้เขาจะพิสูจน์ได้ว่าก๋งเดินได้ และมีโกศลเป็นพยานว่าเห็นก๋งยืนอยู่ที่ระเบียง แต่มันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าชายแก่คนนี้ฆ่าใคร แถมเป็นชายแก่ที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่ตกใจง่าย เขาจึงไม่เห็นความกลัวในแววตามากพอที่จะลักไก่ต่อ

“มันเรื่องอะไรที่ลื้อจะมากล่าวหาอั๊วอย่างนี้ อั๊วแค่ไม่อยากให้ไอ้ภาสกรกับไอ้ภูษิตรู้ว่าอั๊วเดินได้ ให้มันคิดว่าอั๊วเป็นง่อยมันจะได้ดูแลอั๊ว แล้วลื้อมาเสือกอะไร ลือไปให้พ้นจากบ้านอั๊วเลย...” ชายชราด่าตามมาเป็นภาจีนอีกหลายคำ

“ผมจะไม่ไปไหน จนกว่าจะเจอหมอลลิตา และรู้ว่าที่คฤหาสน์บ้านี่มันเกิดอะไรขึ้น” เขาตะคอกกลับ

“อั๊วจะบอกอาภาสกรว่าลื้อจะผลักอั๊วตกบันได”

“เอาสิ บอกเลย ลองคิดดูก็แล้วกันว่ามันจะมีเหตุผลอะไรที่ผมจะทำอย่างนั้นกับคนแก่ อีกอย่างตอนบอกก็เดินไปบอกด้วยนะ เขาจะได้รู้ว่าก๋งเดินได้มาตลอด” นายตำรวจรู้ดีว่าก๋งจะไม่พูดเรื่องความลับของตัวเอง

ชายหนุ่มหันหลังเดินลงบันไดกลับออกมาจากตึกอุดร เขาเชื่อว่าการทิ้งปมคาใจไว้ให้ก๋งได้คิดว่ามีคนรู้ว่าแกเดินได้ และยังสงสัยว่าแกฆ่าธวัชอีกด้วย สองเรื่องนี้จะนำมาซึ่งการกระทำบางอย่าง เมื่อกวนตะกอนที่นิ่งสงบขึ้นมาแล้วเขาจะรอดูว่าใครกลบฝังอะไรไว้ใต้ตะกอนนั้น
8
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 12
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 03, 2017, 03:53:12 PM »

บทที่ 12

หรือเขาจะเดินไม่ได้ แต่ยังยืนได้?

ช่างมันเถอะ! เรื่องก๋งไม่สำคัญเท่าต้องจับตัวไอ้วายร้ายข้างหน้าให้ได้ คราวนี้เขาจะไม่พลาดเหมือนครั้งก่อนแน่ ผู้กองกาจพลตัดสินใจไม่ใช้ปืน เขาจะตะครุบตัวมันให้อยู่หมัด ต้องจับให้ได้

ชายหนุ่มย่องไปด้านหลัง วัยรุ่นร่างผอมกะหร่องแต่ปราดเปรียวไม่ทันระวังตัว นายตำรวจล็อกคอแล้วคว้าแขนข้างหนึ่งบิดมาข้างหลัง กดร่างมันลงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้นทันที

“เฮ๊ย!”

“อยู่นิ่งๆ เลย ไม่งั้นฉันหักแขนแกแน่ๆ” เขากดร่างตรึงมันไว้แน่นด้วยเข่า สายตาเหลือบมองไปที่ระเบียงห้องตึกอุดรแวบหนึ่ง ก๋งไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว ชายชราหายตัวไปเหมือนผี

“โอ๊ยๆๆ เจ็บๆๆ!” วัยรุ่นร่างผอมดิ้นรน

นายตำรวจจับแขนมันบิดไพล่หลังและดันขึ้นจนมันร้องโอดโอยไม่กล้าขยับตัวกลัวแขนจะหัก ในขณะที่เขาดึงเข็มขัดออกมามัดสองมือของมันไว้ ไอ้ตัวร้ายหมดอิสรภาพเมื่อเขาดึงมันขึ้นมานั่ง

“โอ๊ยๆ อย่าทำผมครับ ผมยอมแล้วๆ” มันละล่ำละลักออกมา ก้มหน้างุดด้วยเกรงว่าเขาจะประเคนหมัดเข้าใส่

“หมอลีอยู่ไหน” เขาขยุ้มผมเหนียวหนับของมันกระชากให้เงยหน้า คำถามแรกพุ่งเข้าใส่พร้อมกับง้างกำปั้นไม่มีรูเตรียมไว้

“ใคร หมออะไร ผมไม่รู้”

ในแสงซีดจางของดวงจันทร์ ผู้กองมองเห็นแววตาของอีกฝ่าย บอกได้ว่ามันกำลังงุนงงจริงๆ

“แกเอาหมอลลิตาไปขังไว้ที่ไหน บอกมา ไม่งั้นฉันเอาแกตายจริงๆ” เขายังเค้นเสียงผ่านไรฟันขบแน่น คราวนี้ควักปืนออกมากดหนักลงที่ขมับมันด้วย

“อย่ายิงๆ ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไรจริงๆ ครับ โธ่” กลิ่นแอมโมเนียฉุนโชยออกมา ไอ้หมอนี่ฉี่ราดด้วยความกลัว

“แกเป็นใคร เข้ามาที่นี่ทำไม บอกมา” ท้ายประโยคเขาย้ายปืนมาจ่อลงตรงกลางหน้าผากของมัน ผู้กองกาจพลรู้แล้วว่ามันไม่รู้เรื่องที่หมอลลิตาหายตัวไปจริงๆ ฉี่นั่นบอกชัดว่ามันกลัวตายขนาดไหน คงไม่กล้าโกหกแน่

“ผะ ผมชื่อโกศล” มันรีบละล่ำละลักพูดออกมา

“เข้ามาที่นี่ทำไม” เขาเค้นคอมัน

“ผมมาหาพี่สาว” มันตาเหลือก

“พูดมาให้หมด” เขาปล่อยคอเสื้อแต่ยังถือปืนไว้ในมือ เพียงแต่ลดมือที่ถือปืนลงไม่ได้จ่อหัวมันแล้ว

“ผมมาตามหาพี่สาวผม ชื่อกัญญา เธอทำงานที่นี่ แล้วก็เป็นเมียนายภูษิตด้วย” โกศลพูดเร็วปรือ

“อะไรนะ”

สิ่งที่ชายคนนี้บอกมันทำให้ผู้กองกาจพลประหลาดใจไม่น้อย เจ้าวัยรุ่นผอมกะหร่องท่าทางอย่างกับเด็กติดยาคนนี้เป็นน้องชายเมียนายภูษิตอย่างนั้นเหรอ เพื่อนของเขาเจ้าชู้ เรื่องนั้นผู้กองกาจพลรู้ดี เขาอาจจะมีเมียมากมายแต่ผู้กองกาจพลไม่เห็นเขาพูดถึงเมียคนที่ชื่อกัญญา หรือแม้แต่คนงานก็ไม่มีใครชื่อกัญญา

“ถ้าเป็นน้องเมีย ทำไมไม่มาดีๆ ทำไมต้องหลบๆ ซ่อนๆ ฉันไม่เชื่อนายว่ะ” นายตำรวจถลึงตาใส่

“ผมมาหาพี่สาวจริงๆ ไม่ได้โกหก ให้ตายสิ ก็ไอ้คนบ้านนี้มันไม่ได้นับพี่ผมเป็นสะใภ้นี่หว่า” โกศลพูดพลางก้มศีรษะหลบจนคางจรดอกเพราะกลัวจะโดนอัด

“เอาล่ะ นายเล่าเรื่องนี้ออกมาให้หมด แต่ถ้าโกหก นายเละแน่” ผู้กองกาจพลถอยออกไปยืนพิงระเบียง เปิดช่องให้เชลยของเขาหายใจหายคอ

“ผมกับพี่เป็นคนอีสาน เมื่อหลายปีก่อนผมอยู่กรุงเทพ ส่วนพี่กัญญาเธอลงมาทำงานที่นี่ แล้วก็เคยเขียนจดหมายบอกผมว่าเธอโดนนายภูษิตปล้ำทำเมีย พี่ผมเขาก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรหรอกเพราะมันก็ดีที่จะมีผัวรวย แต่ไอ้คนบ้านนี้มันไม่ได้ยกพี่ผมเป็นเมียแต่งอะไร ก็เป็นได้แค่เมียคนใช้นี่ล่ะ แต่ให้เงินใช้เยอะอยู่ พี่ผมสบายกว่าก่อนมาก เธอก็พอใจแล้ว” โกศลกลืนน้ำลาย “ตอนนั้นเธอก็เขียนจดหมายเล่าให้ฟัง แล้วก็ส่งเงินมาให้ผมใช้นะ”

“นายเอาไปเสพยา” ผู้กองกาจพลจ้องนิ่ง

“ใช่ ช่วงนั้นเงินดี ผมเลยเที่ยวกับเพื่อน จนติดยางอมแงม แล้วจู่ๆ พี่กัญญาก็เงียบๆ ไป ไม่ส่งข่าวอะไรเลย พอดีกับที่ผมโดนตำรวจจับ ติดคุกเป็นปี ก็เลยเลิกยาได้ ผมพยายามเขียนจดหมายมาหาพี่ แต่เธอก็เงียบหาย ไม่เคยตอบเลยสักฉบับ ผมเลยมาหาเธอที่นี่”

ผู้กองกาจพลเชื่อว่านายโกศลยังเลิกยาไม่ได้ เขาอาจจะออกมาจากคุกแล้วกลับไปเสพอีก ดูสารรูปก็พอจะเดาได้ นี่คงเพราะต้องการเงินจึงได้บุกบั่นมาหาพี่สาว

“เธออยู่ไหนล่ะ”

“ไม่อยู่แล้ว พวกเขาบอกผมว่าเธอหนีตามคนขับรถชื่อยุทธไปแล้ว” โกศลแบะปาก น้ำเสียงกร้าว

“นายไม่เชื่อ”

“ใครเชื่อก็บ้าแล้ว มีอย่างที่ไหนอยู่เป็นเมียคนใช้บ้านนี้สบายจะตาย เงินก็มีกินไม่ขาดมือ ใครจะโง่หนีตามคนขับรถไปอดตายเล่า อีกอย่างถ้าพี่กัญญาไปอยู่ที่อื่นเธอต้องส่งข่าวให้ผมรู้ ไม่หายเงียบไปเฉยๆ หรอก ผมไม่มีทางเชื่อที่มันบอก”

“ใครบอก”

“ไอ้เสี่ยภาสกร” เขาย่นจมูกอย่างเคียดแค้น “มันไล่ผมอย่างกะหมูกะหมา แถมยังขู่ว่าถ้าผมมาให้มันเห็นหน้ามันจะให้คนงานจัดการ”

“แต่นายก็แอบกลับมาอีก” ผู้กองกาจพลพเยิดหน้า

“ใช่สิ ก็ผมไม่เชื่อมันสักคำ ผมต้องรู้ให้ได้ว่าพี่กัญญาอยู่ไหน ก็เลยแอบอยู่ในบ้านมันได้สักพักแล้ว คอยดูคอยฟังที่พวกคนใช้มันพูดกัน แต่ยังไม่ได้วี่แววอะไร คุณกับคุณผู้หญิงสวยๆ นั่นก็มาพัก” โกศลถอนหายใจออกมา

“เธอชื่อหมอลลิตา และตอนนี้หายตัวไป” เขาตัดสินใจบอก เพราะมั่นใจว่าโกศลพูดความจริง “นายเห็นเธอหรือมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับเธอบ้างไหม”

“แฟนคุณหายไปเหรอ” วัยรุ่นร่างผอมเลิกคิ้วแล้วส่ายหัว “ผมไม่เห็นอ่ะ แต่จะบอกให้ว่าไอ้เคหาสน์สี่ทิศเนี่ยมันมีอะไรแปลกๆ น่าขนลุกอยู่นะ”

“อะไร” ผู้กองกาจพลย่นหัวคิ้ว

“คืนก่อน ผมคิดว่าเห็นคนตกหน้าผา”

“อะไรนะ” นายตำรวจหูผึ่ง

“ผมก็ไม่แน่ใจนะ ผมอยู่ไกลมากแล้วมันก็มืด” โกศลรีบออกตัว

“ไม่ต้องกลัว เล่ามาอย่างที่นายเห็น” ผู้กองกาจพลตะล่อมอย่างใจเย็น

“ผมมองไปที่ห้องฝั่งโน้น” เขาชี้มือไปทางตึกอุดรด้านที่เป็นห้องพักของผู้กองกาจพล หมอลลิตา และธวัช “ตรงระเบียงฝั่งนี้อ่ะ เห็นเหมือนมีคนเดินมาแล้วชะโงกตัวออกมาจากระเบียงเหมือนกำลังจะเอื้อมหยิบอะไรบางอย่าง” เด็กหนุ่มทำท่าเอื้อมสุดตัว

ผู้กองกาจพลพยักหน้าให้เขาเล่าต่อ

“แล้วผมก็เห็นเหมือนมีเงาคนมาซ้อนด้านหลัง แล้วจู่ๆ คนที่เอื้อมออกมาก็ร่วงผล็อยลงไปตรงหน้าผา ผมคิดว่าได้ยินเขาร้องนะแต่ช่วงนั้นฝนมันตกหนักเสียงดังซ่าไปหมด ผมเห็นเขาร่วงลงไปเหมือนกิ่งไม้หักจากต้นเลย คิดว่าไม่รอดแน่” เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“ใครยืนอยู่ข้างหลังเขา”

“ไม่รู้ ผมเห็นไม่ชัดแล้วมันก็เกิดขึ้นเร็วมากด้วย พอผู้ชายคนนั้นตกลงไป ผมก็เงยหน้ามองไปที่ระเบียง ก็ไม่มีใครยืนตรงนั้นแล้ว ไม่รู้สิ... มันหายไปเหมือนผี พูดแล้วผมยังขนลุก” เขายกมือลูบท้ายทอย

“ผีหรือคน เอาให้แน่” ผู้กองกาจพลถามเสียงเข้ม

“ปัดโธ่ ถ้ารู้ผมบอกไปแล้วไม่อมไว้หรอก อย่าขู่ผมนักเลย สอบอย่างกับเป็นตำรวจ” โกศลพูดอย่างสิ้นหวังพลางมองหน้าผู้กองกาจพล

นายตำรวจมองกลับไปนิ่งๆ แค่นั้นก็ชัดเจนอยู่แล้ว

“โอ๊ะ!... หรือคุณเป็นตำรวจ” โกศลหน้าถอดสี “ชิบหา- ละ” เขาพึมพำกับตัวเอง แล้วยิ้มประจบ “คุณตำรวจ ที่ผมพูดมานี่เรื่องจริงทุกเรื่องครับ ที่นี่มันมีอะไรพิลึกพิลั่นจริงๆ เมื่อกี้ผมก็เห็นเต็มสองตาเลยว่าอีตาแก่ที่เป็นง่อยนั่นยืนอยู่ตรงระเบียงห้อง ยืนจริงๆ นะครับ” เขาทำตาโต

“นายเห็นแกเดินหรือเปล่า”

“ไม่เห็นครับ เห็นแค่ยืน” เขาตอบกลับมา ย่นจมูกทำท่าไม่มั่นใจ

“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดมาก ลุกขึ้นแล้วตามฉันมา” ผู้กองกาจพลหิ้วคอเสื้อวัยรุ่นร่างผอมบาง ฉุดให้เขาลุกขึ้นยืนได้อย่างง่ายดาย

“จะพาผมไปไหน” โกศลตาเหลือก

“ไม่ต้องถาม” เขาคำราม วัยรุ่นเลยหุบปากเงียบ

ผู้กองกาจพลตัดสินใจว่าเขาจะมัดปิดปากและขังโกศลเอาไว้ในห้องด้านล่างของตึกประจิมนี้ก่อน ชายหนุ่มยังไม่ต้องการให้คนในบ้านรู้ว่าเขาพบโกศล คนที่เฝ้าแอบมองและได้รู้เห็นอะไรหลายอย่างภายในเคหาสน์สี่ทิศนี้

9
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 11
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ ตุลาคม 01, 2017, 11:46:24 AM »

บทที่ 11

ผู้กองกาจพลรู้สึกปวดเมื่อยไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว ตั้งแต่มาพักที่เคหาสน์สี่ทิศเขาไม่เคยรู้สึกว่ามาพักผ่อนในรีสอร์ทเลยสักวัน ยิ่งสองวันมานี่ยิ่งเหนื่อยสุดๆ ชายหนุ่มนอนลืมตานิ่งๆ อยู่บนเตียง รู้สึกว่าเพิ่งจะมีเมื่อคืนนี้ที่เขาหลับลึก และหลับสนิทตลอดคืนจนเช้า คงเป็นเพราะนอนไม่อิ่มมาหลายคืน เขาเอี้ยวตัวอย่างเกียจคร้านไปหยิบนาฬิกาข้อมือที่วางไว้ตรงหัวเตียงมาดู

“เฮ้ย! เกือบเก้าโมงแล้วเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มกะพริบตาถี่ๆ เพ่งดูเข็มนาฬิกา มันเป็นเวลาอีกสิบนาทีจะเก้าโมง เขาตื่นสายตะวันโด่งฟ้า ป่านนี้ถ้าหมอลลิตาหิ้วท้องรอกินข้าวพร้อมเขาก็คงจะหิวแย่เลย

ผู้กองกาจพลกระเด้งขึ้นมาจากเตียง เขาสีฟันอย่างรีบด่วน ล้างหน้า แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยไม่คิดจะอาบน้ำโกนหนวดให้เสียเวลา จากนั้นรีบเผ่นออกมาจากห้อง เดินไปเคาะประตูห้องหญิงสาว

“หมอลีครับ ผมเอง กาจพล” ชายหนุ่มร้องเรียกเสียงดังฟังชัด แต่ก็ไม่มีใครมาเปิดประตู เขาจึงเคาะประตูดังขึ้นแล้วเรียกอีกครั้ง ทว่าก็เหมือนเดิม

“สงสัยจะหิวมากเลยลงไปกินก่อนแล้วละมัง” ชายหนุ่มคิดอย่างนั้นแล้วก็เลยลองเอื้อมมือไปขยับลูกบิดประตู ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อก เขาเลยค่อยๆ โผล่หน้าเข้าไปพร้อมกับส่งเสียงเรียกเพราะกลัวว่าถ้าเธอกำลังทำหลับอยู่อาจจะตกใจที่จู่ๆ ก็มีหน้าดำๆ ของเขาโผล่เข้ามา

“หมอคร้าบบบ... ตื่นหรือยังคร้าบบบ...”

เมื่อมองไปที่เตียงนอนก็ไม่พบเธอ แต่มีกองผ้าห่มกองอยู่บนเตียง บางทีเธออาจจะเข้าห้องน้ำอยู่ละมัง เขาเปิดประตูแล้วเดินเข้าไปในห้อง ประตูห้องน้ำเปิดเอาไว้ เมื่อเขาร้องเรียกหมอลลิตาอีกครั้งก็ไม่มีใครขานตอบ เขาชะโงกหน้าเข้าไปดู ห้องน้ำว่างเปล่า ไม่มีที่ไหนในห้องนี้ต้องดูอีก นั่นทำให้ชายหนุ่มย่นหัวคิ้วด้วยความสงสัย

“หรือว่าเธอไปห้องอาหารแล้ว”

เมื่อคิดอย่างนั้นเขาก็หมุนตัวจะเดินกลับออกไปจากห้อง แต่สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่โต๊ะหัวเตียงซึ่งยังเปิดไฟโคมอยู่ และบนโต๊ะนั้นก็มีนาฬิกาของหมอลลิตาวางอยู่ด้วย เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมาดู

“โทรศัพท์ไม่อยู่ แต่ทำไมไม่เอานาฬิกาไปด้วย” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว เพราะมันเป็นเรื่องแปลก หมอลลิตาไม่เคยไปไหนโดยที่ไม่ใส่นาฬิกาเรือนนี้ที่เขาซื้อให้เธอ ตรงนี้ที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ เมื่อคิดว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
ชายหนุ่มออกจากห้องของหมอลลิตา เดินอย่างรีบเร่งไปที่ห้องอาหารด้านล่างของตึกบูรพา


“ไม่เห็นนะ ฉันมานั่งอยู่ที่ห้องอาหารนี่ตั้งแต่เจ็ดโมงกว่า แต่ไม่เห็นหมอเลย”  ภูษิตส่ายหน้าเมื่อผู้กองกาจพลถามว่ามีใครเห็นหมอลลิตาบ้าง

“เห็นใครเหรอ” เสี่ยภาสกรเพิ่งจะเดินเข้ามาในห้องอาหาร จึงเอ่ยถาม

“หมอลีน่ะครับ เห็นเธอบ้างไหมครับ” ผู้กองกาจพลเริ่มร้อนใจ

“ไม่นะ ผมเดินมาจากตึกอุดร ไม่เจอใครเลย” เสี่ยภาสกรเดินไปที่โต๊ะอาหาร พลางหันไปถามพยาบาล “เพียงพิศล่ะ เธอพาก๋งมากินข้าวตั้งแต่เช้าไม่ใช่เหรอ เจอหมอไหม”

“ไม่ค่ะ” หญิงสาวตอบพลางหมุนกำไลข้อมือของตัวเองไปมา เธอจ้องมองมัน ไม่ได้สบสายตากับใคร “เมื่อคืนก๋งไม่ค่อยสบาย เพียงพิศเลยนั่งเฝ้าอยู่ในห้องก๋งทั้งคืนเพิ่งจะกลับห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเอาเมื่อตอนตีห้านี่เอง”

“เขาถามถึงหมอ ไม่ได้ถามเรื่องของหล่อน ไม่ต้องสาระแน” ก๋งพูดกับนางพยาบาลด้วยเสียงแหบต่ำ แม้ภาษาไทยไม่ชัดชวนน่าขำแต่น้ำเสียงและความหมายนั้นทำให้อีกฝ่ายหุบปากเงียบไปเลย

“เอ... หรือว่าหมอลีตื่นเช้าแล้วไปเดินเล่นแถวนี้” ภูษิตออกความเห็น

“ถ้าอย่างนั้นต้องปลุกผมสิ เธอไม่น่าจะไปเดินคนเดียว” ผู้กองกาจพลบอกกับตัวเองเสียมากกว่า

ชายหนุ่มนิ่งคิดว่าหมอลลิตาจะไปไหนได้ถ้าเธอไม่อยู่ในห้อง แล้วยิ่งที่เคหาสน์สี่ทิศกำลังมีเรื่องคอขาดบาดตายอยู่อย่างนี้ ความกังวลนั้นจึงเพิ่มมากขึ้นจนถึงขีดสุด

“ผมคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ถูกต้องแล้วล่ะ หมอลีไม่มีทางออกไปไหนโดยไม่เรียกผมแน่” เขาตัดสินใจหันไปทางเจ้าของคฤหาสน์ “อาภาสกรครับ ผมอยากขออนุญาตตั้งทีมค้นหาครับ”

“เฮ้ย แกคิดว่าหมอลีกำลังตกอยู่ในอันตรายเหรอวะ” ภูษิตคงคิดตามไปแล้ว สีหน้าของเขาเป็นกังวลขึ้นมาทันที

“ถ้าอย่างนั้นก็เอาเลยผู้กอง ภูษิตเรียกคนของเรามาที่นี่ให้หมด เอาเฉพาะพวกผู้ชายก็น่าจะได้สักสี่ห้าคน” เจ้าของคฤหาสน์สั่งลูกชาย

“อาซ้งไม่อยู่ครับ ออกไปถามข่าวเรื่องถนนขาดที่หมู่บ้านข้างล่าง” ภูษิตหันมาตอบ

“ก็เอาเท่าที่มีนั่นล่ะวะ ฉันก็จะช่วยอีกแรง” เสี่ยภาสกรกระดกแก้วกาแฟที่เย็นชืด ดูเหมือนข่าวหมอลลิตาหายตัวไปจะทำให้เขาไม่สนใจขนมปังที่คนครัวจัดไว้ให้อีกแล้ว

“ครับ” ภูษิตรับคำแล้วรีบเดินออกจากห้องไป

“ผมจะไปเดินดูแถวนี้อีกรอบ จะกลับมาที่นี่ภายในสิบห้านาทีครับ จากนั้นเราจะเริ่มแบ่งทีมค้นหากันเลย” เวลานี้ผู้กองกาจพลร้อนใจเสียจนนั่งไม่ติด

ทีมค้นหาประกอบด้วยคนงานชายคู่หนึ่งไปตรวจทางตึกทักษิณ เสี่ยภาสกรตรวจที่ตึกอุดรกับคนงานชายอีกคน ส่วนภูษิตกับคนงานชายวัยรุ่นอีกคนดูตึกบูรพา ผู้กองกาจพลไปทางตึกตะวันตกเพียงลำพังเพราะขาดคนงานไปคนหนึ่ง แต่เขายังอุ่นใจเพราะหลังจากประชุมแบ่งทีมเสร็จก็กลับไปเอาเบเรตต้า .22 ที่ห้องพัก ตอนนี้มันมานอนอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว นายตำรวจแนะนำให้ภูษิตกับเตี่ยของเขาติดอาวุธไปด้วย ไม่มีใครรู้ว่าจะพบเจอกับอะไร

ชายหนุ่มติดสมาร์ทโฟนไปด้วยเหมือนเคย เพราะเช้านี้อากาศแจ่มใส ไม่มีเมฆฝน เขาหวังว่าถ้าบริเวณตึกประจิมจะมีสัญญาณโทรศัพท์อย่างที่ธวัชเคยบอกไว้ บางทีวันที่ฟ้าโปร่งไม่มีฝนอย่างนี้อาจจะรับสัญญาณได้บ้าง เขาจะได้รีบโทรแจ้งสถานีตำรวจท้องที่ให้หาทางขึ้นมาโดยเร็ว

เคหาสน์สี่ทิศนับวันจะเต็มไปด้วยปริศนาและอันตราย!

เรื่องมันเริ่มตั้งแต่นายธวัชตกลงมาจากหน้าผาคอหักตาย และผู้กองกาจพลพบว่ามีคนนอกแอบเข้ามาในนี้ จากนั้นหมอลลิตาก็หายตัวไป เขาเลยยิ่งมั่นใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และยังมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ไม่ชอบมาพากล

อย่างแววตาของเพียงพิศยามที่ออกความเห็นเรื่องนาฬิกาเรือนทองของธวัช และยังครั้งนี้อีกเมื่อถูกถามว่าเห็นหมอลลิตาหรือไม่ เธอเอาแต่หมุนกำไลข้อมือไปมาไม่สบสายตากับใครเลย ก๋งเองก็แสดงมารยาทหยาบคาย แม้ว่าผู้กองกาจพลจะไม่รู้ว่าปกติแกเป็นคนนิสัยก้าวร้าวอย่างนี้หรือไม่ เพราะชายชราไม่เคยยิ้มเลยสักครั้งและทำหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ตลอดเวลา

ทว่าในครั้งนี้ชายหนุ่มคิดว่าก๋งมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป เบื้องหลังท่าทางไม่พอใจและคำดุด่านางพยาบาลมันคือความรำคาญ ความกังวล หรือความกลัว เขาไม่แน่ใจ

ตอนนี้ผู้กองกาจพลเป็นห่วงหมอลลิตามากๆ เขาเดินหาเธอที่ตึกประจิมทั้งชั้นล่างและชั้นบน มีแต่ห้องว่างเปล่า ซากหักพังของอาคารและกองเฟอร์นิเจอร์หมดอายุ ผนังขึ้นราส่งกลิ่นชวนขย้อน กับแดดแรงจัดจ้าส่งไอร้อนผะผ่าวทำให้เวียนหัว ดูเหมือนว่าพายุจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ถึงจะร้อนอบอ้าวก็ยังดีกว่าอึมครึมอยู่กับฝนทั้งวันทั้งคืนอย่างที่ผ่านมา

เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทุกคนกลับมารายงานว่าเดินตรวจทุกตึกรวมทั้งบริเวณหน้าผาโดยรอบ แต่ไม่มีใครพบร่องรอยอะไรเลย หมอลลิตาหายตัวไปอย่างแปลกประหลาด เหมือนผีบังตา... ผู้กองหนุ่มคิดในใจ



เป็นอีกคืนที่ผู้กองกาจพลนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง เขาข่มตาให้หลับไม่ลง ในใจคิดห่วงกังวลอยู่แต่ว่าหมอลลิตาหายไปไหน เธอโดนใครหรืออะไรจับตัวไป และเพราะอะไร ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อนึกไปทางร้ายว่าหญิงสาวจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า เธอตกหน้าผาไปหรือเปล่าหรือเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นกับเธอ ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ทำให้นายตำรวจหนุ่มต้องผุดลุกขึ้นมานั่ง และในที่สุดก็ลุกขึ้นมาเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องพักเหมือนชะมดติดจั่น คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ ยังมีคำถามอีกมากมายที่ตอบไม่ได้

ก๊อก!

เสียงเคาะดังมาจากประตู ทำให้ชายหนุ่มหันไปมองด้วยความไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงไม้ลั่นจากการยืดหดตัวหรือเปล่าเพราะเสียงเคาะนั้นดังขึ้นครั้งเดียวแล้วก็เงียบไป เขายืนจ้องมองประตูอยู่พักหนึ่งแล้วเดินกลับไปที่เตียง ตั้งใจว่าจะนอนให้หลับ พรุ่งนี้เขาจะออกเดินสำรวจตามหน้าผารอบเคหาสน์สี่ทิศอีกครั้ง

ก๊อก!
  ก๊อก!  ก๊อก!  ก๊อก!

เสียงเคาะนั้นมาเป็นชุด จากเบาแล้วดังขึ้น ทิศทางเหมือนกับมีใครเคาะจากผนังด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง มันทำเอาผู้กองกาจพลเย็นสันหลังวาบ ก็เคาะแบบนี้ใช่ไหมที่หมอลลิตาเคยเล่าให้เขาฟังว่าอาจเป็นการสื่อสารของดวงวิญญาณ

“เอาละวะ”

ชายหนุ่มหยิบเบเรตต้าที่หัวเตียงมาถือกระชับในมือ แล้วลูบขนแขนที่ตั้งชั้นขึ้นมา มองไปรอบตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นมาอีก เขารู้ว่าปืนไม่มีผลอะไรกับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากฝีมือของคน ทว่าในใจก็ค้านว่าคนที่ไหนจะวิ่งเคาะผนังจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งได้กันเล่า มิต้องวิ่งทะลุกำแพงหรือ

ทุกอย่างเงียบงัน มีก็แต่เสียงกิ่งไม้โดนลมขยับแกรกกรากอยู่ที่ผนังนอกหน้าต่างเท่านั้น

ชายหนุ่มตัดสินใจหยิบเสื้อกันลมสีดำที่แขวนไว้ที่เก้าอี้มาใส่ เก็บเบเรตต้าไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วเปิดประตูเดินออกมาที่ทางเดิน ตามคาด ไม่มีมนุษย์อยู่ตรงนั้นหรอก

“เฮ้อ!” ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ เพราะมั่นใจว่าไม่มีมนุษย์คนไหนอยู่ตรงนั้น เขาตัดสินใจเดินตรวจตึกอีกครั้ง คราวนี้คงเป็นเขาที่เดินตรวจอยู่เพียงลำพัง คนงานพวกนั้นขอพักหนึ่งคืนเพราะต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันมากจากการออกค้นหาร่องรอยของหมอลลิตาในช่วงกลางวันแต่ไม่พบอะไรเลย

เขาเดินไปทางตึกประจิมซึ่งมีบันไดอยู่ใกล้กว่า คืนนี้แม้ไม่มีฝนแต่ลมพัดแรง มันส่งเสียงหวีดหวิวเบาๆ เมื่อพัดผ่านช่องกำแพง บางคราวก็กรรโชกเอากิ่งของต้นไม้ใหญ่รอบตึกแกว่งไกวเสียงซู่ซ่าและทำให้เกิดเงาวูบไหวไปมา ชวนให้เหลียวมองด้วยไม่แน่ใจว่าเงาวูบไหวนั้นเป็นอะไรกันแน่

ชายหนุ่มเดินเงียบๆ มาจนถึงตึกประจิม อาศัยแสงสว่างของดวงจันทร์ที่คืนนี้ได้เยี่ยมหน้าออกมาจากเมฆหนาพอส่องสว่างให้มองเห็นทางโดยไม่ต้องใช้ไฟฉายจากสมาร์ทโฟน เขาไม่อยากใช้ไฟฉาย ความมืดกับแจ็คเก็ตสีดำดีกว่าเมื่อเราไม่รู้ว่าต้องพบเจอกับอะไร

ผี หรือ คน?

ผู้กองกาจพลใช้รองเท้าผ้าใบพื้นยาง เขาเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบ เมื่อสายตาชินกับความมืดรอบตัวก็มองได้ชัดขึ้นและการเดินสำรวจตึกประจิมเป็นรอบที่สามทำให้เขาคุ้นชินรู้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน น่าแปลกที่เขาเดินกลับมาสำรวจที่ตึกประจิมทั้งที่เคยเดินสำรวจมาแล้ว อันที่จริงเขาน่าจะเดินไปตรวจดูทางตึกบูรพาหรือตึกทักษิณมากกว่า เพราะสองตึกนั่นเป็นคนงานชายที่ไปเดินตรวจหาร่องรอยของหมอลลิตา เขาน่าจะไปดูด้วยตัวเองอีกครั้ง ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาจึงเดินมาที่ตึกนี้แทน ชายหนุ่มคิดว่าหลังจากนี้เขาจะเดินตรวจอีกสองตึก

ตอนนั้นเองที่เขาต้องชะงักเท้า ที่มุมสุดของระเบียงชั้นสอง คนร้ายวัยรุ่นยืนอยู่ตรงนั้น ที่คิดกันว่ามันหลบหนีออกไปแล้วเป็นความคิดที่ผิดถนัด ไอ้นี่ล่ะที่จับตัวหมอลลิตาไป เขาจะต้องจับตัวมันมาเค้นถามให้ได้ว่ามันเอาหมอไปขังไว้ที่ไหน และเพราะอะไร

เวลานี้มันไม่รู้ตัวว่าเขาเดินขึ้นมาที่ชั้นสอง เพราะสายตาของมันกำลังมองอะไรบางอย่างที่ตึกอุดรตึกที่เป็นที่พักของทุกคน ผู้กองกาจพลมองตามสายตามันไปก็ต้องแปลกใจกับภาพที่เห็น เพราะมันไม่น่าจะเป็นไปได้

ก๋งอยู่ตรงระเบียงห้องของเขา กำลังมองลงไปยังหน้าผาเบื้องล่าง ที่สำคัญเขาไม่ได้นั่งอยู่ในรถเข็นเหมือนทุกครั้ง แต่ก๋งกำลังยืนเกาะระเบียงห้องอยู่

เขายืนได้!

10
3. ลุงทอม / noneko / สาปเคหาสน์ บทที่ 10
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ กันยายน 28, 2017, 02:41:44 PM »
ลบนะคะ
หน้า: [1] 2 3 ... 10