กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#2 บทที่ 1
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ มีนาคม 24, 2017, 05:08:22 PM »

บทที่ 1
ผนังปูนสีเขียวซีดๆ สามด้านมีรอยกระดำกระด่าง
กับตู้สแตนเลสขนาดใหญ่สองตู้รวมสิบสองลิ้นชักตั้งเต็มพื้นที่ผนังด้านที่สี่เป็นภาพชินตาของจำรัส เขาทำงานที่ห้องเก็บศพในโรงพยาบาลนี้มาหลายปี จากที่เคยกลัวก็กลายเป็นเฉยๆ ชาชินไม่รู้สึกอะไรไปแล้ว จะมีอยู่อย่างเดียวก็คือความเบื่อหน่าย เขาเบื่องานเจ้าหน้าที่ห้องเก็บศพจะแย่ และก็ไม่ได้นึกอยากจะทำงานนี้ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหางานที่ดีกว่านี้ได้ที่ไหน ตัวเองก็อายุปาเข้าไปสี่สิบกว่าแล้ว ความรู้ก็ไม่จบปริญญาตรีด้วยซ้ำ ยากเกินกว่าจะดิ้นรน

ยังดีที่ช่วงนี้มีงานใหม่มาให้หาลำไพ่พิเศษเป็นครั้งคราว ชีวิตค่อยดีขึ้นหน่อย ก็เลยเลี้ยงผู้ชายได้ไม่ลำบาก ทูนหัวอยากได้อะไรก็ไม่เคยขัดใจ เขาก็เลยมานอนค้างหวานกับหล่อนได้บ่อยๆ

จำรัสชำเลืองตามองเงาตัวเองที่สะท้อนมาจากลิ้นชักสแตนเลส  ก็เห็นเงาบิดเบี้ยวจากผิวโลหะมัวซัว มันเป็นภาพของชายวัยกลางคนที่อ้วน ดำ หน้ามีหลุมสิว จมูกใหญ่ ไว้ผมตัดสั้น ถ้าเขาไม่พูดหรือเพียงยืนเฉยๆ ก็จะไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นเกย์ที่รักสวยรักงาม เขาเกลียดรูปลักษณ์ของตัวเอง อยากไปทำศัลยกรรมยกตรงนั้นเปลี่ยนตรงนี้ให้สวยๆ แต่มันก็เป็นแค่ความฝัน เก็บเงินทั้งชาติก็คงไม่พอทำ

“ฉันไม่สวยแต่เอร็ดย่ะ” จำรัสเชิดหน้าบอกกับเงาของตัวเอง

“ใครหลงกินแกละก็ คงอ้วกพุ่งหมดไส้หมดพุง” ชำนาญเพื่อนที่อยู่เวรกะเดียวกับจำรัสเดินเข้ามาในห้อง มันเด็กกว่าเขาหลายปี แต่ตีเสมอตลอด ตอนนี้มันกำลังหัวเราะเยาะเขา ทำให้จำรัสรู้สึกทั้งโกรธและอาย

“หุบปากซะก็ไม่มีใครว่านะ” จำรัสย่นริมฝีปาก เขาไม่ชอบหน้ามัน และเกลียดปากหมาของมันด้วย แต่ก็มักจะต้องลงเวรกับมันบ่อยๆ ไม่รู้เป็นยังไง

“อย่ามาทำสะบัดสะบิ้งใส่กู เดี๋ยวโดนเตะ เอ้าแก้ข้อมูลนี่ด้วย” มันยื่นแผ่นชาร์ตมาให้

“อะไร” จำรัสรับแผ่นชาร์ตมาอย่างงงๆ

“ศพนายละม้ายคนงานก่อสร้างที่เมาตกตึกน่ะ ไม่ใช่ศพไร้ญาตินะ เดี๋ยวญาติเขาจะมารับศพไปแล้ว” มันพเยิดหน้าไปทางลิ้นชักสแตนเลสที่ผนังห้อง

“อ้าว ก็ไหนแจ้งมาว่าเป็นศพไร้ญาติ นี่ฉันก็เตรียมส่งมูลนิธิแล้ว โทรบอกเขาแล้วด้วย บ้าจริง” จำรัสรู้สึกถึงความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที

“ก็โทรไปบอกเขาอีกทีสิวะ จะไปยากอะไร” มันเลิกคิ้ว ชำนาญไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมจำรัสต้องโกรธขนาดนี้

“แล้วทำไมทีแรกถึงแจ้งมาว่าเป็นศพไร้ญาติ” จำรัสยังหงุดหงิดไม่หาย

“กูจะไปรู้เรอะ ก็ญาติเขาเพิ่งจะติดต่อมา บอกจะมาถึงในสิบนาทีนี้ล่ะ มึงนี่จะอะไรกันนักกันหนาวะ ทำงานมันก็ยังงี้ล่ะ ไอ้ที่ทำงานไม่เคยผิดเลยเนี่ยคือพวกไม่ได้ทำงาน” ชำนาญพูดแล้วก็เดินออกไปจากห้อง สีหน้าบอกชัดว่ารำคาญ

“แล้วแกจะไปไหน”

“เรื่องของกู” ชำนาญตะโกนตอบมาโดยไม่ได้หันหลังมามองเขาด้วยซ้ำ

ไอ้ชำนาญมันชอบอู้งาน บางทีก็มาตอกบัตรแล้วก็หายหัวไปทั้งวัน แต่จำรัสไม่ว่าอะไร ดีเสียอีกที่มันมาอู้งานเอาตอนนี้แล้วทิ้งให้เขาอยู่คนเดียว เขามีเรื่องเร่งด่วนจะต้องทำ จำรัสยืนคิดอะไรบางอย่างครู่หนึ่งแล้วจึงกดโทรศัพท์

“ฮัลโหล ลุงบุญมา” เขาทักออกไปเมื่อทางปลายสายกดรับ




หลังจากเอาเสื้อผ้าชุดโปรดของพ่อใส่ถุงกระดาษหิ้วออกมาจากบ้านคนงานก่อสร้างแล้ว มาลัยก็แวะซื้อพวงมาลัยพวงหนึ่ง เธอเลือกพวงเล็กๆ ไปกราบพ่อ เพราะเงินในกระเป๋ามีจำกัด และหญิงสาวมั่นใจว่ามันไม่พอที่จะจัดงานศพให้พ่อแน่ๆ ถึงแม้ว่าเพื่อนสาวโรงงานจะช่วยทำบุญกันมาคนละเล็กละน้อย ได้เงินมาประมาณสองพันบาท บวกกับเงินที่เธอเก็บออมไว้อีกไม่ถึงสามพันบาท หญิงสาวนึกถึงการขอหยิบขอยืมแต่ไม่รู้ว่าจะบากหน้าไปหาใคร

ช่างเถอะ... แก้ปัญหากันไปวันต่อวัน ตอนนี้เธอก็มึนไปหมดแล้วว่าจะต้องทำอะไรยังไง มาลัยไม่เคยจัดงานศพ เธอไม่รู้อะไรเลย น้าน้องสาวแม่ก็ไม่สนใจเรื่องพ่อตาย นางก็มีเรื่องวุ่นวายกับครอบครัวตัวเองมากพออยู่แล้ว

หลังจากได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนงานก่อสร้างของพ่อที่ทำงานอยู่ไซต์เดียวกัน เธอก็รีบจับรถโดยสารเข้ากรุงเทพ เพื่อนของพ่อบอกว่าเขาเมาแล้วพัดตกลงมาจากตึกคอหักตาย ตอนนี้ศพอยู่ที่โรงพยาบาล และขอโทษหญิงสาวที่แจ้งข่าวช้าไปหลายวัน เพราะไม่รู้จะติดต่อเธอได้ที่ไหน พ่อไม่ได้พูดถึงเธอบ่อยนัก รู้เพียงว่าเธอชื่อมาลัย เลยลองค้นหาชื่อในโทรศัพท์มือถือเก่าๆ ของพ่อแล้วโทรมา มาลัยขอบคุณเขาแล้วรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาลที่เพื่อนพ่อบอกไว้

แม่ของมาลัยเสียไปนานแล้ว และเธอกับพ่อก็ไม่สนิทกัน เธออาศัยอยู่บ้านน้าที่ต่างจังหวัด ส่วนพ่อเข้ากรุงรับจ้างทำงานก่อสร้าง นานๆ มาลัยก็จะโทรศัพท์ถามทุกข์สุขเขาและส่งเงินที่ได้จากการเป็นสาวโรงงานมาให้เขาใช้บ้าง แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ความผูกพันทางสายเลือดก็ยังคงอยู่ เมื่อเขาตายลง เธอคือญาติคนเดียวของเขา มาลัยต้องจัดการเผาศพพ่อ นั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอจะทำให้พ่อได้

มาลัยลงรถโดยสารที่หน้าโรงพยาบาลแล้วเดินถามทางเขามาตลอดจน กระทั่งมาถึงตึกที่เก็บศพพ่อของเธอ หัวใจเต้นแรงและเอ่อล้นไปด้วยความเศร้า แต่มาลัยไม่ร้องไห้ เธอต้องเข้มแข็งไว้

“สวัสดีค่ะ” เธอทักเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่นั่งอยู่คนเดียวในห้อง “หนูมารับศพพ่อค่ะ”

“อ้อ สวัสดีครับ” เจ้าหน้าที่ร่างท้วมผิวคล้ำลุกขึ้นรับไหว้ท่าทางกระชดกระช้อย “ขอทราบชื่อและนามสกุลผู้เสียชีวิตครับ”

มาลัยบอกชื่อพ่อของเธอ

“ขอใบมรณะบัตรครับ” เขาพูดเสียงสุภาพ

“เอ่อ... ไม่มีค่ะ” หญิงสาวอยากจะถอนหายใจออกมา รู้สึกว่ามือไม้เย็นและสับสนมากๆ “พี่คะ หนูต้องทำยังไงบ้างคะ ช่วยบอกที” หญิงสาวโพล่งออกไปซื่อๆ แบบนั้น

“ไปรับใบแจ้งการตายหรือยังครับ”

“ยังค่ะ”

“เอางี้ครับน้อง เดี๋ยวเดินกลับไปด้านหน้าตึกนะครับ บอกเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ว่าจะมาขอรับศพ ขอเอกสารด้วย เขาจะให้ใบแจ้งการตาย...”
เจ้าหน้าที่คนนั้นอธิบายขั้นตอนอะไรอีกหลายอย่าง และสถานที่ที่เธอต้องไปติดต่ออีกหลายที่ แต่สมองของมาลัยมันเบลอไปหมด เธอรู้แค่ต้องไปขอใบแจ้งการเสียชีวิตก่อนจากนั้นเหมือนสมองจะปิดรับข้อมูลกระทันหัน เธอมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาเรียก

“น้องครับ มาดูทางนี้ครับว่าใช่นายละม้ายคุณพ่อน้องหรือเปล่า”

“คะ” หญิงสาวหลุดออกจากอาการเหม่อลอย เดินตามเขาไปที่เตียงสแตนเลสซึ่งคลุมผ้าปิดไว้ จนกระทั่งมายืนต่อหน้าศพของพ่อนั่นล่ะที่น้ำตาของมาลัยไหลพราก

“น้องไหวไหมครับ” เขาถามอย่างห่วงใย

เธอพูดไม่ออกได้แต่พยักหน้ารับ เขาจึงเปิดผ้าออกให้เห็นใบหน้าพ่อของเธอ มาลัยสะอื้นจนตัวโยน เธอเดินเข้าไปวางมาลัยที่เตรียมมาแล้วก้มลงกราบศพพ่อ แม้ว่าหน้าตาของเขาจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยและมีก้อนสำลีจุกอยู่ที่รูจมูก แต่เธอก็จดจำได้ว่าร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่ตรงหน้าคือพ่อของเธอแน่นอน

“ใช่นายละม้าย คุณพ่อของน้องไหมครับ”

เธอพยักหน้าอีกครั้ง เจ้าหน้าที่คนนั้นจึงปิดผ้าคลุมลง แล้วเดินนำเธอออกมาจากตรงนั้น เขาพาเธอมานั่งลงที่โต๊ะด้านหน้า ส่งหลอดยาดมให้ แต่เธอส่ายหน้าปฏิเสธ เธอต้องแข้มแข็ง ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก

“ระหว่างที่น้องไปแจ้งการตายที่สน.กับเขตแล้วเอาใบมรณะบัตรกลับมา พี่จะจัดการศพไว้ให้ มีเตรียมเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยนหรือเปล่า”

“นี่ค่ะ ชุดของพ่อ”

“โอเค เดี๋ยวพี่จัดการให้ แล้วน้องมีติดต่อโลงกับวัดไว้หรือยังครับ”

เธอส่ายหน้า จริงสิ... เธอต้องไปซื้อโลง ราคามันจะเท่าไหร่นะ แล้วที่วัดอีกล่ะ เงินจะพอหรือเปล่า

“ถ้าน้องจะเอาโลงที่นี่ก็ได้นะ มีคนใจบุญบริจาคไว้ แล้วถ้ายังไม่ได้จองวัดเดี๋ยวพี่โทรจัดการให้ได้ เอาวัดเล็กๆ ดีไหม จะได้ค่าใช้จ่ายน้อยหน่อย”
เขาพูดอย่างรู้ใจ ท่าทางและน้ำเสียงนั้นทำให้มาลัยรู้สึกว่าเธอยังโชคดีที่พบคนมีน้ำใจ

“ขอบคุณพี่มากค่ะ หนูขอรบกวนพี่ด้วยนะคะ บอกตามตรงว่าหนู... กลัวเงินไม่พอ”

“ไม่เป็นไรครับ น้องไปจัดการเรื่องเอกสารให้เรียบร้อยเถอะ อ้อ... ควรมีรูปพ่อใส่กรอบมาด้วยนะ อย่าลืมล่ะ” เขายิ้มให้เธอ

“งั้นหนูไปก่อนนะคะ” เธอยกมือไหว้เขาก่อนจะเดินออกมาจากห้องนั้น

มาลัยไปติดต่อขอเอกสารใบแจ้งตายจากโรงพยาบาล เธอต้องถามเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์อีกครั้งว่าจะต้องทำอะไรหรือไปที่ไหนต่อ หลังจากนั้นมาลัยก็วิ่งวุ่นไปตามที่ต่างๆ ตามขั้นตอนจนกระทั่งกลับมาที่ห้องเก็บศพอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ แต่ก็คิดว่าเธอเต็มใจทำเพื่อพ่อ

“พี่คะ” เธอเรียกเจ้าหน้าที่ร่างท้วมคนเดิม

เขาหันมาแล้วพยักหน้าให้เธอ “กลับมาแล้วเหรอ ไปนานเหมือนกันนะ รถรับศพมารอได้สักพักหนึ่งแล้ว”

“ขอโทษค่ะพี่ รถติดมากเลย หนูพยายามรีบเต็มที่แล้ว นี่ค่ะใบมรณะบัตร” เธอยื่นเอกสารให้เขา

“ไม่เป็นไรครับ” เขารับไปกวาดตาดู จากนั้นเปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบธูปมาจุดดอกหนึ่งแล้วส่งให้เธอ “บอกพ่อว่าให้ไปที่วัดด้วยกัน แล้วปักธูปในกระถาง ถือกระถางไปกับรถ ให้ธูปติดอยู่ตลอดเวลา พอไปถึงวัดแล้วคนที่วัดเขาจะช่วยหนูจัดการต่อเอง”

“ขอบคุณพี่มากๆ เลยค่ะ”

เขาพยักหน้าแล้วเดินนำเธอมาที่โลงศพซึ่งวางอยู่ที่พื้น ร่างของพ่อเธอนอนนิ่งสงบอยู่ในนั้นเรียบร้อยแล้ว มาลัยยกธูปขึ้นประนมมือจรดหน้าผากตั้งจิตอธิษฐานบอกกับพ่อของเธอให้ไปที่วัดเพื่อตั้งสวดบำเพ็ญกุศล แม้ว่าเบ้าตาจะร้อนผ่าวแต่มาลัยไม่ยอมร้องไห้

พอเธอปักธูปเสร็จก็ถือกระถางธูปไว้ ผู้ชายสี่คนที่นั่งอยู่ในรถกระบะดัดแปลงซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าก็เดินเข้ามายกโลงศพของพ่อขึ้นไปบนรถอย่างรวดเร็ว

“พี่คะ ขอบคุณมากค่ะ หนูไปล่ะค่ะ” มาลัยหันไปขอบคุณเจ้าหน้าที่คนเดิมอีกครั้ง แล้วรีบเดินไปขึ้นรถทันที
2
4. รัญชิดา / ฟีลิปดา / พญามารบงการรัก บทที่ 7
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 21, 2017, 01:25:44 AM »
บทที่ 7

   เมฆาเข้าบ้านด้วยความอ่อนเพลีย หากไม่คิดจะมาส่งข่าวเรื่องน้องชายกับพ่อแม่เขาคงเลยไปสลบเหมือดที่คอนโดส่วนตัวแล้ว ชายหนุ่มตรงไปยังห้องรับแขก

คุณภานนกับคุณหญิงฉัตรดารารอเขาอยู่ที่นั่น ชายหนุ่มเข้าไปทิ้งตัวเหยียดแขนขาใกล้ๆ พ่อกับแม่

   “เป็นไง หน้านิ่วคิ้วขมวด หมดเรี่ยวหมดแรงมาเชียว”

   “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่เบื่อผู้คนนิดหน่อย แค่อุดข่าวนายธีก็จะแย่แล้ว ยังมาเจอพวกชอบคิดว่าตัวเองสำคัญเป็นแกนกลางของโลกอีก ผมล่ะเพลีย”

   “อะไรกัน” คุณภานนหัวเราะฮึๆ ในลำคอพลางสัพยอกลูกชาย “ขึ้นฝั่งได้ไม่กี่วันบ่นเบื่อเสียแล้ว ห่วงงานด้วยหรือไง”

   “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับพ่อ” เมฆาปฏิเสธบิดา ก่อนมองหาคนที่หายไป “นายธีล่ะครับ ยังไม่กลับเหรอ”

   “ไปรับคนที่เขาขับรถชนน่ะ ยังไม่กลับมาเลย”

   “จะว่าไปพวกเราก็ไม่เคยไปเยี่ยมเขาเลยนะคะคุณ ไม่รู้ว่าบาดเจ็บมากหรือเปล่า” คุณหญิงฉัตรดารานึกห่วงอาการคู่กรณีของลูกชายคนเล็ก

   “เธอไม่เป็นไรมากหรอกครับคุณแม่” ธีภพตอบขณะเดินเข้าห้องด้วยสีหน้าอาการไม่ต่างจากพี่ชาย

   “เหนื่อยก็ไปพักกันก่อนไหม เห็นสภาพเราสองคนแล้วแม่เหนื่อยแทนจริงๆ”

   “ผมแค่รู้สึกล้าครับแม่วีเขาไม่ยอมอภัยให้ผมเลย ไม่ว่าจะพยายามทำทุกอย่างแต่มันก็ยังไม่ถูกใจเขาสักที แล้วยิ่งวันนี้ไปเจอเรื่องเจ้าของบ้านของบุษบงเข้าอีก”

ธีภพหยุดเล่าเปลี่ยนมาถอนใจ

   “มีเรื่องอะไรกันเหรอ”

   “ผมไปส่งเธอที่บ้านแต่กลายเป็นว่าเจ้าของบ้านไล่เธอ แถมยังพูดจาน่าเกลียดอีก คนอะไรใจดำชะมัด ไม่ฟังเหตุผลอะไรเลย”

   “แล้วเธอทำไง” ภานนเลิกคิ้วถามลูกชาย

   “เธอร้องไห้อย่างเดียวเลยพอ เห็นสภาพนั้นแล้วก็ทิ้งไม่ลงเลยพาไปไว้ที่คอนโดก่อน” ธีภพหันไปบอกพี่ชาย “ช่วงนี้พี่เมฆนอนบ้านก่อนนะครับ ถึงจะคนละ

ฝั่งกันแต่ผมก็กลัวว่าเธอจะเกรงใจ ดูเธอคิดมากน่าดู เอาแต่โทษตัวเองไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ แม้กระทั่งตัวเองเจ็บปางตายก็ยังมาขอโทษ ผมล่ะเชื่อเขาเลย”

   “แล้วธีไม่โกรธเธอเหรอลูก”

   “ตอนแรกก็มีบ้างครับ อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้ผมพลาดงานแต่แถมยังต้องมาเสียลูก แต่พอเห็นสภาพไร้พิษสงของเธอก็คิดได้ เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครอยากให้

เกิดขึ้นหรอกครับ ก็แค่นึกเวทนาเท่านั้นผมกับเธอก็เจ็บปวดพอกัน ผมเสียลูกแต่วีก็ยังอยู่ แต่บุษบงไม่เหลืออะไรเลยแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน”

   เมฆาถอนใจหนักหน่วง จากคำบอกเล่าเขาเชื่อว่าธีภพเต็มใจช่วยเหลือโดยไม่คิดอะไร แต่คนอื่นจะคิดเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ “ฉันพอจะเข้าใจนิสัยชอบ

ช่วยเหลือคนอื่นของแกหรอกนะธี แต่เมียแกนี่สิระวังจะมีปัญหา”

   “ผมคิดไว้แล้วครับว่าหลังออกจากโรงพยาบาลจะให้วีมาพักฟื้นที่บ้านเรา คุณพ่อคุณแม่คงไม่ว่าอะไรนะครับ ผมไม่อยากให้วีอยู่คนเดียว”

   “ตามใจลูกเถอะจ้ะ”

   “ส่วนเรื่องข่าวแกกับวีก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเรียบร้อยทุกคนจะรู้แค่สาเหตุที่วีณาเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ก็เพราะร่างกายอ่อนแอพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจาก

เสียใจเรื่องงานแต่ง” เมฆายืนขึ้นก้มหน้านิดๆ เป็นเชิงของตัว “ไหนๆ ก็ไปคอนโดไม่ได้ งั้นผมขอไปสลบบนห้องเลยแล้วกันนะครับ อ้อ ค่ำนี้ไม่ต้องให้ใครไปเรียกนะฮะ

เจอกันเช้าเลย”

   “ไอ้เจ้านี่สงสัยจะออกทะเลมากไปจริงๆ” คุณภานนยิ้มน้อยๆ ขณะบ่นลูกชายคนโต เมฆาไปแล้วก็มาถึงคิวธีภพ “แกก็ไปพักเถอะ อาบน้ำอาบท่าให้สบายใจ

พรุ่งนี้ก็ต้องไปเยี่ยมวีณาอีก”

   ลูกชายทั้งสองทยอยเข้าห้องพัก คุณหญิงฉัตรดารายังเอาแต่นั่งเงียบ มีปัญหาให้เธอต้องขบคิด คู่ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมานานย่อมสังเกตเห็น และอดถามไม่ได้

   “มีเรื่องอะไรอีกเหรอคุณ”

   “ฉันกำลังคิดตามที่ตาเมฆพูดค่ะ ตาธีนะคงไม่คิดหรอกและเหมาว่าเมียตัวน่ะจะเข้าใจ แต่ผู้หญิงอย่างวีณานี่ร้อยทั้งร้อยต้องหึงหวงแน่นอน ฉันชักใจไม่ดีแล้ว

สิคะ”

   “คิดมากน่า ธีมันก็เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้แล้ว คงไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย ที่เป็นอยู่ยังเครียดไม่พอใช่มั้ยคุณหญิง”

   “ไม่รู้สิ ฉันกลัวจะเกิดเรื่องจัง” คุณหญิงฉัตรดาราบ่นพึมพำ เธอรู้นิสัยลูกและนิสัยของว่าทีลูกสะใภ้ดี วีณาไม่ใช่คนหัวอ่อน ออกจะกระด้างเสียด้วยซ้ำ ตอนที่

คบหากับธีภพก็มีหลายครั้งอยู่ที่ทำให้ลูกชายของเธอต้องลำบากใจ ก็ได้แต่หวังว่าความปรารถนาดีของธีภพจะช่วยดลบันดาลไม่ให้เขาเจอปัญหาเพิ่มขึ้นก็แล้วกัน




   ธีภพกระสับกระส่ายทั้งยังหายใจไม่ออก ดวงตาคมกริบกวาดไปรอบบริเวณที่เขาไม่คุ้น ที่ไหนกัน ทำไมถึงมืดสนิททุกทิศทาง ชายหนุ่มหมุนตัวรอบๆ

พยายามมองหาความแตกต่างแต่ก็ไม่เห็น ความมืดรายล้อมรอบกาย กระทั่งเสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยความสุขผ่านเข้ามา เขาค่อยๆ เดินฝ่าความมืดไปตามเสียง มันไม่ถนัด

นัก ยิ่งเดินเขาก็ยิ่งล้า เสียงนั่นดูห่างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็ข่มความกลัวเริ่มออกวิ่ง เพิ่มความเร็วจนทันได้เห็นด้านหลังของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมของเธอเหยียดตรง

ยาวสยายถึงกลางหลัง เธอกำลังจูงมือเด็กตัวเล็กเดินเตาะแตะ ทุกครั้งที่ก้าวขาเจ้าเด็กตัวกลมก็จะส่งเสียงหัวเราเอิ๊กอ๊ากชอบใจยกใหญ่ ธีภพมองเพลินจนเผลอยิ้ม และเมื่อ

เห็นด้านข้างของผู้คนนั้นก็ตกใจอย่างบอกไม่ถูก

   “วีณา” เป็นเธอจริงๆ ธีภพร้องเรียกและวิ่งตาม ทว่าวีณาและเด็กคนนั้นคล้ายจะไม่ได้ยิน “เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป รอผมก่อน...วี”

   “พ่อจ๋า” เด็กคนนั้นหันมายิ้มให้เขาและกวักมือเรียก

   “อย่าเพิ่งไป รอด้วย รอผมด้วย”

   ธีภพวิ่งสุดชีวิตแต่ความอ่อนล้าของร่างกายทำให้เขาสะดุดขาตัวเองล้มลงไม่เป็นท่า ไม่มีความเจ็บปวดใดจะเทียบความเจ็บครั้งนี้ได้ เขาตะโกนเรียกวีณาสุด

เสียงแต่เธอก็ยังไม่หันกลับมามอง เธอและลูกทิ้งเขาไปแล้ว ทิ้งเขาไว้กับความทรมานแสนสาหัส ชายหนุ่มซบหน้าร้องไห้กับพื้นดิน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครคน

หนึ่งกำลังประคองร่างเขาขึ้นอย่างโซซัดโซเซ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความห่วงใย น่าแปลกแม้จะอยู่ใกล้กันแต่เขาก็ยังเห็นหน้าเธอไม่ชัด และ

หลังจากที่ประคองให้เขาลุกขึ้นยืนได้ ร่างของคนๆ นั้นก็เลือนรางกลืนหายไปกับความมืด ทิ้งเขาให้อยู่เพียงลำพังอีกครั้ง

   “อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน กลับมา...อย่าทิ้งผม”


   ธีภพสะดุ้งตื่นดีดกายขึ้นจากที่นอน เหงื่อเม็ดเล็กผุดพลายทั้งใบหน้า เนื้อตัวสั่นเท่าจนต้องนั่งชันเข่าและกอดเอาไว้ เสียงใสๆ ที่เรียกเขาว่าพ่อ ยังดังก้องอยู่

ในหู ความรู้สึกมากมายในจิตใจถูกกลั่นเป็นหยาดน้ำตาแห่งความอาลัยรินไหลออกมาอย่างโศกเศร้า หนึ่งชีวิตต้องจากไปเพราะเขา ชายหนุ่มซบหน้ากับเข่าสะอื้นออก

มาในที่สุด

   ลูกจ๋า...พ่อขอโทษ
   

   เช้านี้คนที่มาโรงพยาบาลก็มีอันได้ตื่นตระหนกกับเสียงกรีดร้องบ้าคลั่งของผู้ป่วยพิเศษ โดยเฉพาะพยาบาลซึ่งไม่อาจหลบหลีกด้วยหน้าที่ค้ำคอต่างพากัน

ส่ายหน้าระอาใจ ตั้งแต่โรงพยาบาลนี้มีคนไข้พิเศษชื่อวีณาเข้ามารักษาตัวก็โกลาหลกันทุกวี่วัน คำทักทายที่ทุกคนต้องยกมาเอ่ยเมื่อเจอหน้ากันก็คือ วันนี้คุณวีณากรี๊ด

แล้วหรือยัง เพราะตามปกติแล้วพอธีภพเข้าเยี่ยมวีณาก็จะสงบ ถึงจะวีนจะเหวี่ยงอย่างไรก็ไม่กรีดร้องโวยวายอีก นั่นดูเป็นเหตุการณ์ปกติไปเลยเมื่อเทียบกับวันนี้ วันที่มี

ข่าวลือใหม่ชวนสะเทือนใจคนไข้เป็นอย่างมาก คุณวีณาถึงได้อาการหนัก

   ข่าวลือที่ว่านี้เริ่มมีปรากฏตามสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คตั้งแต่บ่ายวาน มีการส่งต่อและจับกลุ่มวิจารณ์กันอย่างสนุกปาก เช้านี้ก็ยังมีหนังสือพิมพ์ลงกรอบเล็กๆ แต่

ก็สะดุดตาพอสมควร ข่าวงานแต่งยกเลิกครึกโครมขนาดไหน แน่นอนว่าข่าวสาเหตุที่ทำให้งานยกเลิกต้องครึกโครมยิ่งกว่า

   ภาพธีภพไปเดินจับจูงผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นคอนโดแล้วก็มีคนจำได้เลยถ่ายภาพเอาไว้ ไม่นานภาพนั้นก็ถูกแชร์ต่อๆ กันไป เช้านี้ภาพนั้นก็ยังไปเด่นหราอยู่บน

หน้าหนังสือพิมพ์อีก หากได้เห็นวีณาคงอกแตกตาย แต่ก่อนที่เธอจะเป็นอะไรผู้โชคร้ายอันดับแรกคงหนีไม่พ้นพยาบาลเวรนั่นล่ะที่จะหูแตกตายก่อน ทั้งวอร์ดก็ได้แต่

นั่งภาวนากันว่าอย่าให้ใครทะเล่อทะล่าเอาหนังสือพิมพ์เข้าไปให้เธอเห็นเชียว

   ก็อย่างที่ได้ยินกันเต็มสองหู คำภาวนาของเหล่าพยาบาลไม่เป็นผล เพราะเจ้าของเสียงกรีดที่ทุกคนกริ่งเกรงกำลังจ้องหนังสือพิมพ์เขม็ง ดวงตาวีณายามนี้แทบ

จะลุกเป็นไฟ สองมือกำหนังสือพิมพ์แน่น ธีภพทำเธอแสบนัก เห็นทำท่าคร่ำครวญจะเป็นจะตายจนเธอเกือบเชื่อสนิท ที่แท้พอลับหลังก็พาใครไปกกกอดกัน มันน่าเจ็บ

ใจนัก เลวที่สุด!

   ภาพชัดขนาดนี้จะให้ตีความว่าอย่างไร เจ้าบ่าวของเธอพาอีหน้าด้านที่ไหนก็ไม่รู้ไปที่นั่น ที่ที่เธอเองก็ไม่เคยได้ไปเหยียบเลยสักครั้ง วีณารู้แต่ว่ามันเป็นที่

ส่วนตัวของธีภพกับพี่ชายและเขาเองก็ไม่ได้เฉียดกายไปเลยตั้งแต่คบกับเธอ นางแบบสาวกวาดตาตามเนื้อหาที่เขียนบรรยายไว้ใต้ภาพ

   ‘สาเหตุที่ทำให้นางแบบชื่อดังต้องเข้าไปนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลนั้นอาจไม่ใช่เพราะงานวิวาห์ล่มอย่างที่ทุกคนเข้าใจก็ได้ เห็นลีลาประคับประคองหญิงคน

ใหม่ดุจไข่ในหินของเจ้าบ่าวแบบนี้ อาจมีคดีพลิก หากงานแต่งต้องจัดขึ้นใหม่จริงคงลุ้นกันน่าดูว่าเจ้าสาวจะเป็นนางแบบคนเก่าหรือสาวนิรนามคนใหม่กันแน่ หรืองาน

นี้คนมาทีหลังจะปังกว่าก็ไม่รู้สินะ’

   วีณาจัดการฉีกหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นกระจุยกระจายเกลื่อนเต็มพื้นห้อง นัยน์ตาเธอลุกโชนไปด้วยความแค้นที่อัดแน่นรอวันสะสาง บางทีเธออาจจะเดินเกม

พลาดไป ก็ในเมื่อเธอยังทรยศพิพัฒน์ได้ แล้วทำไมธีภพจะหักหลังเธอบ้างไม่ได้ เธอประมาทเกินไป แต่ไม่ว่าอีนังนั่นมันโผล่มาจากนรกขุมไหนก็อย่าได้หมายมาเผยอ

เธอนี่แหละจะฉีกอกให้ย่อยยับยิ่งกว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนี้อีก

   “ธีมารึยัง” พยาบาลที่เพิ่งเข้ามาถึงกับสะดุ้ง มองวีณาอย่างไม่แน่ใจจึงโดนตวาดเข้าให้ “ฉันถามไม่ได้ยินรึไง ธีภพมาถึงรึยัง”

   “เอ่อ...น่าจะยังค่ะ”

   “โทรตามเดี๋ยวนี้ บอกให้มาภายในหนึ่งชั่วโมง ถ้าเขามาช้า ฉันจะฆ่าตัวตาย”

   พยาบาลทำหน้าลำบากใจ มองคนขู่จะฆ่าตัวตายอย่างไม่พอใจนัก หากคัดค้านวีณาก็คงอาละวาด แต่ถ้าไม่ทำตามมีหวังโรงพยาบาลต้องพังเพราะเสียงกรี๊ด

ของผู้หญิงคนนี้แน่ๆ

   “ยืนเซ่ออยู่ทำไมล่ะ ไปสิ!”

   พยาบาลรีบหมุนกายเผ่นออกจากห้องอย่างด่วนจี๋ ครึ่งชั่วโมงจากนั้นธีภพก็รีบจ้ำอ้าวเข้าไปหาคนรัก โชคดีที่เขาต้องมาทำธุระแถวนี้ พอทางโรงพยาบาลโทร

ไปบอกว่าวีณาอาละวาดเขาก็รีบมาทันที

   “คุณธีภพคะ”

   ธีภพเลิกคิ้วพลางมองพยาบาลคนหนึ่งที่เพิ่งเดินมาจากทางไปห้องวีณา “ครับ”

   “เอ่อ...ปะ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร รีบเข้าไปเถอะค่ะคุณวีณากำลังรออยู่”

   “ครับ ผมกำลังจะไปเดี๋ยวนี้”

   มาถึงหน้าห้องก็หยุดยืนทำใจนิดหนึ่ง ดูท่าว่าวันนี้วีณาจะอารมณ์เสียสุดขีด เป็นเพราะอะไรกันอีกเล่า แล้วเขาจะโดนอะไรบ้าง ทุกวันพอเปิดประตูเข้าห้อง

วีณาก็มักจะร้องกรี๊ดๆ คลุ้มคลั่งขว้างปาของใส่ ทว่าวันนี้ทุกอย่างกลับเงียบกริบ รวมทั้งวีณาที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่รับรู้การมาถึงของเขา

   ธีภพนั่งลงข้างเตียงถามจับมือเธอกุมไว้ ถามด้วยเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นทุกวัน “วี...เป็นไงบ้าง”

   แล้วหัวใจของเขาก็กระตุกวูบเมื่อน้ำตาของวีณาร่วงเผาะราวทำนบพัง ไม่มีเสียงคร่ำครวญหรือเสียงสะอื้น มีเพียงแต่น้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย ชายหนุ่มใจ

หายจนต้องรั้งร่างเธอเข้ามากอด “วี...ผมมาแล้ว เกิดอะไรขึ้นทำไมคุณเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ เป็นอะไร เจ็บปวดตรงไหนบอกผมนะคนดี”

   “เจ็บในนี้” วีณามองเขาทั้งที่น้ำตาไหลอาบแก้ม ชี้ไปตรงที่ตำแหน่งของหัวใจ เสียงของเธอสั่นพร่ายามเอ่ยตัดพ้อ “เจ็บจนไม่รู้จะอธิบายยังไง คุณทำได้ยังไง

ธีภพ คุณทำได้ยังไง ต่อหน้าคุณก็ทำเหมือนรักฉัน ห่วงฉัน ให้ฉันตายใจ แต่พอลับหลังคุณก็มีคนอื่น คุณทำได้ยังไง”

   “คุณกำลังทำให้ผมสับสนนะ ลับหลังคุณผมทำอะไร” ชายหนุ่มดันร่างเธอออกมองลึกผ่านม่านน้ำตาเข้าไป

   แววตาเจ็บช้ำเปลี่ยนไป ก่อนจะทันได้ซักถามเพิ่ม เธอก็สะบัดฝ่ามือใส่หน้าเขาเต็มแรง ธีภพไม่มีโอกาสหลบเลี่ยง เสียงฝ่ามือกระทบแก้มสาก เจ็บจนชาไปทั้ง

หน้า รอยแดงปรากฏเป็นปื้น

   “คนสารเลว ยังจะแกล้งทำไม่รู้อีกเหรอ ฉันนอนเจ็บอยู่ที่นี่แท้ๆ แต่คุณกลับพาผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ไปกกที่คอนโดนั่นแถมยังโดนนักข่าวถ่ายภาพได้ จนเป็นข่าว

คุณอยากให้ฉันบ้าตายใช่ไหม”

   “ไม่ๆๆ ไม่นะวี มันไม่ใช่อย่างนั้น” พาผู้หญิงขึ้นคอนโดก็มีอยู่คนเดียว บุษบง “ผมอธิบายเรื่องนี้ได้ ขอแค่คุณใจเย็นๆ แล้วฟังผม”

   “งั้นก็พูดออกมาสิ อธิบายมาว่ามันเป็นใคร ทำไมคุณถึงได้พามันไปที่นั่น” วีณาโวยวาย ผลักไสร่างสูงออกจากตัว

   ธีภพถอนใจแรงๆ พร้อมถอยออกมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียง บอกเล่าความจริง หวังแค่ให้เธอเชื่อคำพูดของเขามากกว่าข่าวที่เธออ่าน

   “ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเดียวกับที่ผมขับรถชนเมื่อวันแต่งงานของเรา เธอไม่มีที่อยู่เพราะเจ้าของบ้านเช่าไล่เธอออก ผมก็เลยให้เธอพักที่นั่นชั่วคราว”

   “แล้วทำไมต้องเป็นที่นั่นด้วย คุณหวงนักหนาไม่ใช่เหรอ ขนาดฉันเป็นเมียคุณแท้ๆ คุณยังไม่เคยพาฉันไปแถมยังห้ามไม่ให้ไปอีก ที่อ้างว่าเกรงใจพี่เมฆก็คง

ไม่ใช่สินะ จริงๆ แล้วคุณคิดอะไรกันแน่” เพราะความหวาดระแวงทำให้วีณาไม่ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ “คุณตั้งใจจะเก็บมันไว้ใช่ไหม”

   “ไม่ใช่!”

   ชายหนุ่มลงเสียงหนักพยายามสะกดอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมาอย่างยากเย็น คำพูดของวีณากำลังฆ่าเขาให้ตายช้าๆ ถ้าคนอื่นระแวงเขาจะไม่เสียใจเลย แต่นี่คือวีณา

ผู้หญิงที่เขาตกลงใจจะร่วมใช้ชีวิตด้วย ผู้หญิงที่เขามอบทั้งหัวใจให้เธอ แต่เธอไม่เชื่อใจเขาเลย

    “ทั้งที่คุณก็ประกาศปาวๆ ว่าเป็นเมียผม แล้วทำไมคุณถึงไม่เชื่อผม...วีณา ผมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณหายโกรธ เพื่อให้คุณอภัยให้ เพื่อที่เราจะได้ลืมเรื่องเลวร้าย

แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง พยายามทำเท่าไรคุณก็ไม่ยอมเชื่อ พอมีข่าวบ้าๆ นี่คุณกลับเชื่อหมด ทั้งๆ ที่ผมอธิบายคอแทบแตกอยู่นี่ ว่าไม่มีอะไร”

   “ฉันไม่เชื่อ! คุณโกหก ตาคุณ คำพูดคุณมันโกหกฉันทั้งนั้น” วีณายังโวยวายร่ำไห้ไม่เลิกรา

   “ก็ได้ ผมโกหก พอใจคุณหรือยัง”

   ธีภพผุดลุกจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว ไม่ไหวแล้ว เขาต้องออกไปจากห้องนี้เดี๋ยวนี้ ถ้าขืนยังเถียงกันต่อคงเก็บกักอารมณ์กันไว้ไม่ไหว พลาดพลั้งจะเผลอลงไม้ลง

มือกันอีกเพราะต่างคนก็ต่างร้อน ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาช้าๆ เตือนตัวเองว่าเขาคงเครียดเกินไป การที่ต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดนานติดต่อกันทำให้เขาเป็น

อย่างนั้น หากต้องแบกรับอารมณ์อันเกรี้ยวกราดจากความเข้าใจผิดของวีณาอีกก็เกรงว่าเขาอาจจะระเบิดจนเผลอทำร้ายเธออีกก็ได้ ดังนั้นเขาควรถอยออกไปเสียก่อนที่

สถานการณ์จะตึงเครียดไปมากกว่านี้

   ถึงจะบอกตัวเองแบบนั้น แต่ในใจลึกๆ ก็อดเสียใจไม่ได้ ทำไมวีณาถึงไม่เชื่อเขา เขาพูดแทบตายเธอยังว่าเขาโกหก แต่ข่าวที่มันโกหกเธอกลับเชื่อ ไม่เข้าใจ

เลยจริงๆ

   “คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ผมขอย้ำกับคุณอีกรอบว่าผมไม่เคยโกหกคุณ ยิ่งลับหลังยิ่งไม่เคยอยู่ในความคิด” ชายหนุ่มถอยหลังออกจากเตียงกล่าวด้วยสีหน้า

จริงจังหนักแน่น “พักผ่อนซะ พรุ่งนี้ผมจะมารับ”

   “ไม่ต้องมารับฉัน คนโกหก สารเลว คุณทำร้ายฉัน คุณฆ่าลูกฉัน” วีณาหยิบยกเรื่องลูกที่เคยใช้ดึงเขาไว้ได้มาเอ่ยอ้าง ทว่าวันนี้ธีภพไม่ยอมหยุดเหมือนทุกครั้ง

เขายังคงเดินห่างจากเธอไปเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องปิดลง สกัดกั้นเสียงกรีดร้องจากคนในห้อง
3
4. รัญชิดา / ฟีลิปดา / พญามารบงการรัก บทที่ 6
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 15, 2017, 11:45:52 PM »
บทที่ 6

   บุษบงเปลี่ยนจากชุดของโรงพยาบาลเป็นชุดเตรียมพร้อมกลับบ้าน หน้าตาของเธอสดใสเพราะได้พักเต็มที่ แต่เมื่อคิดถึงวันข้างหน้าแววตาสดใสก็พลันหม่นลง จากนี้คงจะต้องเหนื่อยอีกมาก ไม่มีงาน เงินเก็บก็ต้องน้อยลงเพราะค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้คือหางาน หญิงสาวเดินออกจากห้องน้ำก็เห็นแผ่นหลังของชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ เขายืนเอามือไพล่หลังหันหน้ามองออกไปชมวิวนอกหน้าต่าง ขาของเขาแยกจากกันเล็กน้อย มองจากข้างหลังยังมีสง่าราศีขนาดนี้เธอคงไม่รู้จักเขาแน่นอน เพราะขนาดเจ้านายเก่าของเธอยังไม่ราศีจับอย่างนี้เลย คนที่ใกล้เคียงสุดก็เห็นจะเป็นคู่กรณีที่ชื่อธีภพ ฟังจากพยาบาลเล่าแล้วเขาน่าจะดูดีมากทีเดียว

   “เอ่อ...คุณธีภพใช่มั้ยคะ” คำพูดของเธอทำให้เขาหันกลับมาเร็วจนคนถามสะดุ้งซะเอง หญิงสาวชะงักลมหายใจนิดหนึ่ง รู้สึกอึดอัดบอกไม่ถูก ดวงตาของเขามันมีทั้งความกังวล ร้อนใจและกล่าวหาปรากฏอยู่แต่มันก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้เขากำลังสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว

   “คุณบุษบง”

   ธีภพเอ่ยพร้อมไล่สายตาพินิจพิเคราะห์ ผู้หญิงคนนี้จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเพียงแต่ดวงตาของเธอดูเศร้า น่าสงสารจนพาให้คนมองรู้สึกเวทนาจนอยากช่วยทำให้มันเปล่งประกายฉายแววแห่งความสุขบ้าง แต่พูดก็พูดเถอะนะตอนนี้เขากลับรู้สึกสงสารตัวเองมากกว่า

   “ฉันขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณต้องลำบาก แถมยังทำให้ไปงานแต่ง...”

   “ช่างเถอะ” ชายหนุ่มตัดบท “สบายดีแล้วใช่มั้ย แผลเป็นไง”

   “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ ขอบคุณคุณมากที่เป็นธุระจัดการทั้งหมดให้”

   “ไม่เป็นไรหรอก ผมเองก็มีส่วนทำให้คุณเจ็บตัว ไปกันเถอะเดี๋ยวผมไปส่ง บ้านคุณอยู่ไหน” หน้านิ่งๆ ของเขาทำให้บุษบงรู้สึกเกร็ง

   “เอ่อ...ถ้า...ถ้าคุณมีธุระก็ไปทำเถอะค่ะ ฉันกลับเองได้” หญิงสาวบอกแล้วก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มจุ๊ปากขัดใจ   “บอกว่าจะไปส่งก็คือไปส่ง ถ้าคุณเรื่องมาก ผมก็ยิ่งเสียเวลา ว่าแต่คุณเรียบร้อยแล้วนะ” พอบุษบงพยักหน้า เขาก็ขยับเข้ามาคว้ามือเธอจับจูงจนเกือบใกล้เคียงกับลากเพราะขายาวๆ ของเขาทำให้เธอก้าวตามไม่ทันนั่นเอง

   ออกจากโรงพยาบาลบุษบงก็ต้องมานั่งเกร็งอยู่ในรถคู่กรณีต่อ จู่ๆ ธีภพก็ชะโงกไปหยิบกระเป๋าใบหนึ่งจากด้านหลังก่อนยื่นให้ ดวงตาหญิงสาวเปล่งประกายดีใจออกมา ธีภพนั่งมองเงียบๆ สรุปกับตัวเองในใจว่าดวงตาของเธอเหมือนมีชีวิต เพราะประกายความสดใสมันทำให้บรรยากาศกรุ่นๆ ดูผ่อนคลาย

   “มีพลเมืองดีตามเอามาคืนให้ ลองตรวจดูข้างในก่อน ผมเปิดดูบัตรประชาชนของคุณเท่านั้นอย่างอื่นไม่ได้ยุ่ง”

   “ค่ะ”

   “ครบมั้ย” บุษบงพยักหน้ายิ้มๆ เมื่อของทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน ธีภพสตาร์ทรถแล้วว่า “เอาล่ะคุณบุษบงคราวนี้ก็บอกมาว่าบ้านคุณไปทางไหน”

   เสียงหวานเอื้อนเอ่ยบอกเส้นทางกับชายหนุ่ม ธีภพพยักหน้าเข้าใจแล้วก็ขับรถไปเงียบๆ ไม่ชวนเธอคุยอะไร สถานการณ์ระหว่างเขากับเธอมันทำให้นึกประเด็นมาคุยไม่ออก ตลอดทางเขาจึงดูเงียบขรึมจนคนที่นั่งมาด้วยรู้สึกว่าตัวเองชักเกะกะ ในใจก็อยากถามเขาเหลือเกินว่างานแต่งเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสาวของเขาเข้าใจหรือเปล่า แต่เธอก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะไปสะกิดแผลใจเขาเข้าแล้วมันจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เธอรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล อาจจะเพราะรู้ว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้เขาไม่ได้แต่งงานก็เลยคล้ายๆ กับว่ามันเป็นชนักติดหลังเธอให้ไม่กล้าทำอะไรสักอย่างนอกจากนั่งเงียบ

   “นั่นบ้านคุณเหรอ ทำไมดูคนเยอะจัง ผมเข้าใจว่าคุณอยู่คนเดียวซะอีกเพราะตอนนั้นไม่รู้จะติดต่อใคร”

   รถจอดสนิทอยู่หน้าบ้านเช่าเล็กๆ สภาพค่อนข้างเก่า ดูเหมือนว่าตอนนี้กำลังมีการเคลื่อนย้ายสิ่งของ ธีภพเบนหน้าไปถามก็เห็นบุษบงย่นคิ้วเข้าหากัน

   “ฉันก็ไม่คิดว่าจะมีแขกตอนนี้หรอกนะ”

   หญิงสาวนึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เธอไม่อยากรู้สึกแบบนี้ แต่ก็กลัวเหลือเกินว่าความซวยจะโถมใส่อีกระลอก มือเย็นเฉียบผลักประตูรถและวิ่งเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว ท่าทางของเจ๊เจ้าของบ้านที่ยืนสั่งการคนช่วยกันขนของออกจากบ้านนั้นมันทำให้เธอเลิกสนใจความเจ็บปวด

   ธีภพเปิดประตูรถตามลงมายืนมองคนที่กำลังเดินกึ่งวิ่งโขยกเขยกแล้วนึกขัดใจ ดูเธอไม่ค่อยจะห่วงตัวเองเลยเจ็บขนาดนั้นยังบ้าพลังวิ่งเร็วๆ อีก เขารู้ว่าแผลใหญ่ที่สุดอยู่ที่แขน แต่ขาเธอก็ใช่ว่าจะไม่เจ็บ เมื่อตอนที่นั่งรถมาเขายังแอบเห็นรอยเขียวช้ำปรากฏที่น่องของเธออยู่เลย ชายหนุ่มถอนใจและไม่ลืมที่จะหยิบกระเป๋าของบุษบงติดมือไปด้วย โผล่เข้าไปก็ได้ยินเสียงเธอถามผู้หญิงที่ยืนเท้าเอวสั่งการ

   “เจ๊ให้คนขนของของบัวออกมาทำไมคะ”

   เจ๊ที่เธอเรียกเหลือบตามอง เบะปากนิดๆ ก่อนเสียงแหลมบาดหูจะตอบอย่างไม่เกรงใจ “แม่คู๊ณ...ไปหลบหนี้ที่ไหนมาล่ะจ๊ะถึงได้กลับเอาป่านนี้ หน็อย...ยังมีหน้ามาถามอีกเหรอว่าขนของออกมาทำไม ไม่จ่ายค่าเช่ามากี่เดือนแล้วล่ะ ฉันอุตส่าห์ใจดีเธอก็ทำเสียแสบ หายหน้าไปเป็นอาทิตย์ ฮึ! เชิญไปหาที่อยู่ใหม่เถอะย่ะ ฉันขอลาทีขี้เกียจตามทวงหนี้แล้ว”

   บุษบงรู้สึกเหมือนโดนน้ำสาด หญิงสาวรีบผวาเข้าไปเกาะแขนอ้อนวอนอีกฝ่ายอย่างน่าสงสาร ทว่าเจ้าของบ้านกลับสะบัดร่างหนีและผลักเธอจนเสียหลัก ไม่สนใจสักนิดว่าร่างกายของหญิงสาวนั้นเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว เกือบจะต้องลงไปคลุกฝุ่นอยู่แล้วโชคดีที่ธีภพเข้ามารับไว้ทัน ไม่เช่นนั้นคงต้องกลับไปหาหมอเพื่อเย็บแผลที่แขนอีกรอบ กระนั้นบุษบงก็ยังไม่ทิ้งความพยายาม รีบถอยออกมาจากธีภพและอ้อนวอนเจ้าของบ้านเสียงสั่น

   “เจ๊คะ ได้โปรดเถอะ บัวไม่มีที่ไปจริงๆ ส่วนเงินที่ค้างบัวเบิกมาให้แล้วนี่ไงคะ” หญิงสาวฉวยกระเป๋าที่เขาถือไปเปิดและหยิบเงินปึกหนึ่งออกมาส่งให้ “ให้บัวอยู่ต่อเถอะนะคะ”

   “เสียใจย่ะ ช่วงที่เธอไม่อยู่มีคนมาหาบ้านเช่า เขายอมจ่ายล่วงหน้า 3 เดือนและฉันก็ตกลงกับเขาแล้ว เพราะได้เงินก่อน 3 เดือนย่อมดีกว่ามายืนทวงค่าเช่าเธอ 3 เดือน ฉะนั้นไปหาที่อยู่ใหม่เถอะ ส่วนเงินนี่ฉันจะถือว่าเธอจ่ายค่าเช่าที่ค้างไว้” เจ้าของบ้านเช่าดึงเงินจากมือบุษบงไปนับ ครบตามจำนวนก็เก็บเข้ากระเป๋าและหันไปออกคำสั่งกับคนงานต่อ

   “นี่คุณ ไม่ใจดำไปหน่อยเหรอ เธอจ่ายเงินไปแล้วยังไล่ออกอีก แบบนี้มันผิดนะ” ธีภพเห็นแล้วก็อดพูดไม่ได้ มันออกจะเอาเปรียบกันเกินไปจริงๆ แต่เจ๊เจ้าของบ้านเช่าก็หาสะเทือนไม่ ยังยกมือเท้าเอวมองเขาอย่างเอาเรื่องอีกต่างหาก

   “แล้วมันหนักส่วนไหนของคุณมิทราบ”

   “ไม่หนักส่วนไหนหรอก แค่อยากให้มีน้ำใจบ้าง คุณก็เห็นว่าเธอกำลังเจ็บแล้วที่เธอหายไปก็เพราะเกิดอุบัติเหตุ ทำให้เธอไม่ได้มาจ่ายเงินคุณตามกำหนด อย่าหน้าเลือดให้มันมากนัก ทำแบบนี้มันก็ผิดสัญญาเช่าด้วย” ธีภพว่าแบบไม่เกรงใจ

   เจ้าของบ้านเช่าแสร้งปิดปากหัวเราะ ก่อนจะกอดอกประเมินทั้งคู่ด้วยสายตาที่ทำให้บุษบงร้อนผ่าวไปทั้งหน้าด้วยความโกรธ

   “แหม...อะไรอีกล่ะ ออกโรงปกป้องแบบนี้นี่มันน่าสงสัยนะว่าเงินที่จ่ายฉันมาเนี่ยได้มายังไง แต่เอ...ท่าทางประคับประคองถึงเนื้อถึงตัวก็คงไม่พลาดหรอก ว่าแต่พวกเธอไปเล่นพิเรนทร์อะไรกันล่ะถึงได้เจ็บหนักฟกช้ำทั้งตัวขนาดนี้ หน้าตาก็ดีไม่น่าเล้ย...”

   “ทำไมต้องดูถูกบัวแบบนี้ด้วย” บุษบงน้ำตาคลอต่อว่าอีกฝ่าย คำพูดและสายตาของเจ๊ดูถากถางจนเธอโกรธกรุ่น ถึงอย่างไรก็ไม่ควรมาว่าเธออย่างนี้ “ถึงบัวจ่ายเงินเจ๊ช้าแต่บัวก็จ่าย อยากไล่บัวออกจากบ้านบัวก็ไม่ว่า แต่ทำไมต้องมาพูดจาแบบนี้”

   “ฮึ! อย่าดัดจริตบีบน้ำตาเลยย่ะ เชิญไปทำผู้รากมากดีที่อื่นเถอะ ออกไปให้พ้นจากบ้านฉันได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ ส่วนสัญญาเช่าที่คุณพูดถึงนะพ่อรูปหล่อ ฉันคงไม่ต้องเสียเวลาแจกแจงหรอกนะว่าใครที่มันผิดสัญญาก่อน เท่าที่ฉันยอมให้มันก็ดีเท่าไรแล้ว ไปเถอะพากันไปให้พ้นๆ สักที” เจ๊ไล่เสร็จก็เดินเข้าไปในบ้าน หมดความสนใจหนุ่มสาวด้านนอกเพราะแค่นี้ก็เสียเวลามากพอแล้ว...





   “ไปเถอะ จะยืนให้เขาว่าอยู่ทำไม อย่าได้หวังให้คนแบบนั้นเห็นใจเชียวนะ ต่อให้คุณร้องไห้น้ำตาท่วมซอยคนแล้งน้ำใจแบบนี้ก็ไม่สนหรอก” ธีภพหงุดหงิด เกิดมาไม่เคยพบเจอ ช่างเห็นแก่ตัวอย่างเหลือร้าย เสียงตึงตังในบ้านยังดังอยู่และบุษบงก็ยังคงปักหลักร้องไห้เงียบๆ รอความเมตตา เขาอยากจะบ้าตาย ร้องเข้าไปเถอะไม่เห็นเจ้าของบ้านนั่นจะปลายตามองสักนิด เขาไม่อยากยุ่งก็เพราะอยู่ไม่ถึง 10 นาทีก็รู้แล้วว่าเจ้าของบ้านเป็นคนนิสัยอย่างไร แต่ที่ไม่เข้าใจคือการที่เธอต้องวิงวอนขอร้อง ผลสุดท้ายก็โดนตอกหน้าจนต้องเจ็บใจแต่ก็ยังไม่คิดจะถอยอีก ไปเอาความอดทนมากมายมาจากไหนกัน

   “แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไง นี่คือที่สุดท้ายที่ฉันมีอยู่ตอนนี้ ฉันน่าจะตายๆ ไปซะตั้งแต่ตอนที่คุณขับรถชนแล้ว ฉันไม่น่ารอดเลย” บุษบงเอามือปิดหน้าร้องไห้โฮ เธอเหนื่อยเหลือเกิน ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว มันโหดร้ายเกินกว่าที่เธอจะรับมือเพียงลำพัง “คุณรู้อะไรมั้ย ฉันเจออะไรมาบ้าง ตั้งแต่พ่อกับแม่จากฉันไปก็มีแต่เรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตฉันตลอด ถูกเฉดหัวออกจากงานทั้งที่ไม่มีความผิด แล้วนี่ยังจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านอีก ฉันจะทำยังดีคุณธีภพ ฉันจะทำยังไงดี”

   “ไม่เอาน่า ใจเย็นๆ นิ่งซะ ไม่ต้องร้องไห้แล้ว”

   ธีภพตบบ่าเบาๆ หญิงสาวสะอื้นจนตัวโยน คงกดดันมากจนเกินจะรับนั่นแหละพอได้พูดก็เลยระบายออกมาหมด ชายหนุ่มเห็นว่าเธอคงไม่หยุดร้องง่ายๆ จึงตัดสินใจประคองร่างสั่นเทาราวลูกนกกลับไปขึ้นรถ เขาน่าจะใจเย็นสักหน่อยบุษบงกำลังขวัญเสีย ถูกเขาหงุดหงิดใส่เข้าก็เลยเป็นอย่างที่เห็น

   “วันที่เกิดอุบัติเหตุนั่นฉันโดนไล่ออกจากงานเพราะภรรยาเจ้านายหาว่าฉันไปยุ่งกับสามีเขา ตบตี กล่าวหา ด่าว่าฉัน พอพ้นบริษัทมาก็โดนกระชากกระเป๋า โดนรถชน ฉันเหนื่อย ไม่อยากอยู่แล้ว ฉันไม่อยากสู้อีกแล้ว” เมื่อได้ระบายความทุกข์ทั้งหลายทุกอย่างก็พรั่งพรูออกมาหมดสิ้น เสียงสะอึกสะอื้นของเธอทำให้คนได้ยินสะเทือนใจ

   “ไม่เอาน่า ทุกปัญหามีทางออกเสมอ” ธีภพดึงร่างนั้นมากอดอย่างอ่อนโยนหวังเพียงเพื่อปลอบประโลมให้เธอรู้สึกดีขึ้น มือเขาลูบไล้เส้นผมนุ่มลื่น รู้สึกได้ถึงความชื้นของน้ำตาซึมผ่านเสื้อ ถ้อยคำขอโทษจากเธอดังอู้อี้อยู่กับอก “ฉันขอโทษที่ทำให้คุณถูกมองไม่ดีไปด้วย ขอโทษที่ทำให้คุณลำบาก ฉันขอโทษ”

   เฮ้อ...จนป่านนี้ก็ยังไม่เลิกโทษตัวเอง

   “ผมไม่สนใจคำพูดของคนใจดำแบบนั้นหรอก คุณใจเย็นๆ ก่อนเถอะ” ชายหนุ่มปลอบโยนเสียงนุ่ม แต่นั่นยิ่งทำให้บุษบงร้องหนักกว่าเดิม หลังจากที่พ่อกับแม่ของเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เธอก็ไม่เคยได้สัมผัสกับความอบอุ่นอ่อนโยนแบบนี้อีกเลย ไม่เคยมีใครปลอบใจเธอแบบนี้ ไม่มีอกให้ซบหลบหลีกเรื่องราวเลวร้าย ไม่มีใครช่วยซับน้ำตา มีแต่เสียงนินทาต่อว่าต่อขาน มีแต่ผลักไสทำร้าย

   บุษบงสะอื้นตัวโยนสองแขนรัดร่างเขาแน่น ขอแค่เวลานี้เท่านั้น แค่ให้เธอรู้สึกว่ายังมีใครให้ยึดเหนี่ยวและคอยโอบกอดเธอยามที่เดือดร้อนใจ คอยปกป้องคุ้มครองเธอจากสิ่งเลวร้ายภายนอก เธอขอแค่ให้พอมีเรี่ยวแรงได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

   หลังจากร้องไห้จนหนำใจบุษบงก็ค่อยๆ ผละจากอกกว้าง ใช้หลังมือปาดน้ำตาที่ยังหลังเหลือ ปลายจมูกแดงๆ เห็นแล้วน่าแกล้งนัก ชายหนุ่มซ่อนรอยยิ้มเอ็นดู ก้มหน้างุดอย่างนี้สติคงมาแล้วและน่าจะพาความอับอายที่เผลอร้องไห้กับอกเขาอยู่พักใหญ่มาด้วย แต่เขาก็ยังเก็บปากเงียบ สตาร์ทรถและขับออกไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ บุษบงที่เงียบมานานจึงถามขึ้น

   “จะไปไหนคะ”

   “พาคุณไปส่งที่พักใหม่น่ะสิ ก็บอกแล้วว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ”

   “คงไม่มีทางสำหรับฉันหรอกค่ะ” แล้วน้ำตาของบุษบงก็เอ่อคลออีกครั้ง เสียงเศร้าๆ ดูสิ้นหวังเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “ไม่มีที่สำหรับฉันหรอก เดี๋ยวคุณจอดให้ฉันลงข้างหน้านี้เลยก็ได้”

   “เอ๊ะคุณนี่ อยู่เฉยๆ เถอะ บอกว่ามีก็มีสิ” ธีภพลงเสียงหนักเป็นสัญญาณเตือนอีกฝ่ายกรายๆ ว่าเขาเริ่มไม่สบอารมณ์ที่เธอขัดใจ

   บุษบงหุบปากทันที ไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวเขาอารมณ์เสียขึ้นมา เธอก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงยอมเชื่อเขา อาจเพราะท่าทางมั่นคง อบอุ่น ใจดีของเขานั่นล่ะที่ทำให้เธอเชื่อ การกระทำของเขาที่พยาบาลเล่าให้ฟังยังวนเวียนอยู่ในความทรงจำ เขาไม่ทิ้งเธอทั้งที่ต้องไปแต่งงาน แถมยังต้องเสียสละเลือดเพื่อช่วยเธออีก การกระทำเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าเธอสามารถพึ่งพาเขาได้ ไม่ว่ามันจะเกิดจากจิตใต้สำนึกที่ดีพร้อมหรืออะไรก็แล้วแต่ ธีภพก็ยังได้ชื่อว่ามีบุญคุณกับเธอ หากเธอทำอะไรตอบแทนเขาได้บุษบงก็จะไม่รั้งรอเลย

   ธีภพพาบุษบงไปยังคอนโดชื่อดังแห่งหนึ่ง หญิงสาวเคยเห็นมันประกาศขายในโฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่น่าเชื่อว่าคนอย่างเธอจะมีโอกาสมาถึงนี่เพราะจำได้ว่าราคาของมันแพงเกินกว่ามนุษย์เงินเดือนแบบเธอจะเอื้อมถึง ระหว่างทางเดินได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา จนคนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้เห็นของสวยๆ แบบเธอมองเพลินไปเหมือนกัน

   แต่คนที่เห็นจนเบื่อต้องระบายลมหายใจออกมาหนักๆ เขาหยุดรอคนที่เดินตามหลังมาอย่างช้าๆ เพราะมัวแต่สำรวจข้างทาง มันมีอะไรน่าสนใจหนักหนากันนะ พอเธอเดินมาถึงเขาจึงตัดปัญหาด้วยการดึงมือให้เดินตามเขาไป

   “ถ้าอยากดูวันหลังคุณค่อยลงมาสำรวจให้ทั่วเลยก็ได้ ไม่มีใครเขาว่าหรอก” ชายหนุ่มว่าขณะที่ดันร่างบุษบงเข้าไปในลิฟต์

   เนื่องจากคอนโดแห่งนี้เป็นผลงานชิ้นแรกที่ธีภพรับผิดชอบ เขากับพี่ชายจะมีห้องสำหรับตัวเองคนละห้องแบ่งแยกเป็นสัดส่วนชัดเจน บ่อยครั้งที่เมฆากลับมาจากเดินเรือก็มักจะแวะพักที่นี่ก่อนเข้าบ้าน แม้แต่ตัวเขาเองถ้าอยากได้ความเงียบสงบก็มักจะแวะมานอนบ่อยๆ

   ธีภพเปิดไฟเดินเข้าไปในห้องอย่างคุ้นเคย ส่วนคนที่เพิ่งมาครั้งแรกก็เดินตามมาติดๆ ไม่ทิ้งระยะห่างมากนัก พอเขาหยุดและหันกลับมาเพื่อจะบอกอะไรกับเธอ บุษบงก็เดินเข้าไปชนอกกว้างพอดี หน้าผากเกลี้ยงเกลาโดนเข้าปลายคางเขาเต็มรัก

   “อุ๊ย ขะ ขอโทษค่ะ” หญิงสาวถอยกรูด ก้มหน้างุด

   ธีภพกอดอกเอียงคอมองคนที่ก้มหน้าไม่ยอมสบตา “ผมแค่จะบอกว่านี่คือที่พักใหม่ของคุณ”

   “คะ?” บุษบงเงยหน้าขึ้นมองเขา

   “ได้ยินไม่ผิดหรอกน่า ที่คุณโดนไล่ออกจากบ้านเช่านั่นผมก็มีส่วน ก็ถือซะว่าผมขอโทษล่ะกัน” ธีภพส่งคีย์การ์ดให้ “พักให้หายดีเสียก่อน ห้องแถบนี้เป็นของผมทั้งหมด อยากทำอะไรก็ได้ตามใจชอบแต่จำกัดพื้นที่แค่ฝั่งนี้นะ อีกฝั่งเป็นของพี่ชายผม ช่วงนี้เขากลับมาซะด้วย คุณอย่าเดินเพ่นพ่านไปก็แล้วกันเพราะพี่ผมค่อนข้างจะไม่ค่อยได้เจอะเจอผู้หญิงสักเท่าไร”

   “เอ่อ...คุณจะให้ฉันอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอคะ” บุษบงมองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนบอกเขาอย่างเกรงๆ “มันออกจะดีเกินไป และฉันก็คงไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเช่าให้ด้วย”

   คราวนี้ธีภพจงใจถอนแรงๆ ให้อีกฝ่ายได้ยินชัดๆ “คุณคิดว่าสภาพอย่างผมเนี่ยเหมาะจะอยู่ห้องซอมซ่อแบบบ้านเช่าเก่าคุณมั้ย”

   “ไม่ค่ะ”

   “ก็ใช่ไง ผมหาห้องเรียบง่ายให้คุณได้เท่านี้แหละ ส่วนเรื่องค่าเช่าอะไรนั่นก็เลิกคิดไปเลย เอาล่ะ คราวนี้มีปัญหาอะไรอีกมั้ย”

   “ปะ เปล่าค่ะ ฉันเพียงแต่...”

   “พอเถอะบุษบง ไม่ต้องมีแต่อะไรทั้งนั้น บอกให้อยู่ก็อยู่ อย่าเรื่องมาก” ธีภพตัดบทอย่างรำคาญเต็มที “ผมจะกลับล่ะ คุณก็อย่าลืมกินยาที่หมอให้ไว้ ส่วนของกินเมื่อกี้ก็ลืมแวะซื้อเข้ามา โทรสั่งข้างล่างเอาแล้วกันพรุ่งนี้ค่อยออกไปซื้อของสด ถ้าคุณอยากทำกินเองนะ ถ้าไม่อยากก็โทรสั่งเอา นี่เอาไว้ใช้”

   “คุณ...” บุษบงมองเงินปึกหนึ่งที่ธีภพยัดใส่มือ ตั้งใจจะขอบคุณ เพราะเขาช่างเหมือนเทวดาลงมาโปรดเธอเสียจริงๆ แต่ปรากฏว่าเขาออกจากห้องไปแล้ว จึงได้แต่กระซิบแผ่วๆ ผ่านบานประตูที่เพิ่งปิดลง

   “ขอบคุณนะคะคุณธีภพ”
   



แล้วจะมาอัพต่อนะคะ จะต้องเขียนให้จบให้ได้ค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่เขียนแล้วหิวมากจริงๆ ปกติเขียนแนวตลกเดิมๆ ยังไม่หิวเท่าเน้  :'( :'(
4
4. รัญชิดา / ฟีลิปดา / พญามารบงการรัก บทที่ 5
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 15, 2017, 11:38:30 PM »
บทที่ 5   

   “นายครับเกิดเรื่องใหญ่แล้ว” ชัดลูกน้องคนสนิทของพิพัฒน์วิ่งพรวดเข้ามา สีหน้าตื่นตระหนก เหงื่อเม็ดเล็กผุดตามไรผม ไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็นอาการร้อนรนจากชัด

   พิพัฒน์เปลี่ยนท่าเป็นนั่งไขว่ห้าง วางมือทับบนหัวเข่า สายตามองตรงยังคนที่เพิ่งเข้ามา หลังการประกาศเลื่อนวันแต่งงานของวีณาและธีภพ เขาก็สั่งให้ลูกน้องขับรถไปส่งที่สนามบินเพื่อกลับอเมริกาทันทีเนื่องจากมีงานด่วนรอให้เขากลับไปตัดสินใจ เสร็จธุระเขาก็รีบกลับมาดูความย่อยยับของวีณา ไม่คิดว่าจะเจอชัดในสภาพนี้

   “มีเรื่องอะไร”   

   “คุณวีณาแท้งลูกครับ”

   “แกว่าอะไรนะ” พิพัฒน์ผุดลุกขึ้นไปกระชากคอเสื้อพร้อมกัดฟันถามเสียงเครียด

   “คุณวีณาแท้งครับ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล พวกเราพยายามติดต่อนายแล้วแต่ทางโน้นบอกว่านายติดธุระตลอด” ลูกน้องบอกตะกุกตะกักไม่กล้าสบตากับเจ้านาย

   “แท้งได้ยังไง แล้วเด็กล่ะ ลูกฉันเป็นไงบ้าง เขายังอยู่ใช่มั้ย” พิพัฒน์รู้สึกเหมือนมีใครกำลังบีบหัวใจเขาอยู่ ขณะที่รอคำตอบจากลูกน้อง

   “ข่าวที่หลุดออกมาคือร่างกายเธออ่อนแอและสภาพจิตใจย่ำแย่เรื่องงานแต่งจนทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น ยังดีคุณธีภพไปเจอแล้วนำส่งโรงพยาบาลแต่หมอช่วยเด็กไว้ไม่ทันครับ”

   “โธ่โว้ย!” พิพัฒน์ทุ่มร่างลูกน้องลงกับพื้นด้วยความโมโห ชี้นิ้วกราดไปที่ลูกน้องยืนอยู่พร้อมตวาดลั่น “พวกแกทำงานกันยังไง ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ดูไว้ให้ดี ทำไมเป็นอย่างนี้ไปได้”

   ชายหนุ่มกำหมัดจนข้อขึ้น ดวงตาลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความอาฆาตแค้น คงสมใจวีณาแล้ว เขารู้เธอไม่ต้องการลูก บางทีเธออาจจะยินดีด้วยซ้ำ เลือดเนื้อเชื้อไขของเขาต้องมาตาย วีณาจะต้องชดใช้!

   “เป็นไปไม่ได้ วีณาร่างกายแข็งแรง เรื่องจิตใจย่ำแย่อะไรนั่นยิ่งไม่น่าเชื่อ ฉันไม่คิดว่าแค่งานแต่งล่มจะกระทบจิตใจเจ้าหล่อนขนาดนั้น” พิพัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ แต่ดวงตากลับลุกโชนไปด้วยไฟแค้นน่าหวั่นเกรง

   ชัดกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดๆ ก่อนตัดสินใจบอกในสิ่งที่เขาสงสัย “ผมคิดว่าเธอใช้ยาครับ”

   “ใช่ มันต้องเรื่องระยำแบบนี้สิค่อยน่าเชื่อ ไปสืบมาให้แน่ ถ้าใช้ยาจริงก็สืบต่อด้วยว่าได้ยามาจากไหน ส่งคนไปถล่มแหล่งยาให้ราบ อย่าลืมตาอ้าปากได้อีก” แววตาของพิพัฒน์เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด น้ำเสียงที่สั่งการก็เด็ดขาดไม่ไว้หน้า
 



   กรี๊ด!!!

   เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาจากห้องของผู้ป่วยทำให้คนที่ตั้งใจมาเยี่ยมพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ในมือรีบวิ่งเข้าไปดู

   “ออกไป๊! ฉันไม่อยากเห็นหน้าใครทั้งนั้น ออกไปให้หมด ไป๊!” คนป่วยบนเตียงโวยวายอาละวาดและขว้างปาข้าวใส่นางพยาบาล

   “วี...เกิดอะไรขึ้น เจ็บตรงไหน ไม่เป็นไรนะผมอยู่นี่แล้ว” ธีภพวางช่อดอกไม้บนโต๊ะแล้วเดินไปตั้งใจจะปลอบคนไข้ ทว่าพอวีณาหันมาเห็นเขาเข้าก็ยิ่งอาละวาดหนักกว่าเดิม

   “มาทำไมตอนนี้ คุณเห็นมั้ยฉันไม่เหลืออะไรแล้ว ฉันไปทำอะไรให้ คุณถึงทำลายชีวิตฉันอย่างนี้” นางแบบสาวตะคอกใส่คนที่เกือบจะเป็นเจ้าบ่าว น้ำตาแห่งความเจ็บช้ำค่อยๆ ไหลออกมา

   ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นสิ่งผิดพลาด มันอยู่นอกเหนือความคาดคิด วีณาไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ เธอไม่เคยนึกถึงความรุนแรงของผลข้างเคียง มันจึงทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โต แทนที่ว่าปัญหามันจะจบแค่เธอแท้ง พิพัฒน์เสียลูกและธีภพเป็นคนผิด แต่ก็ไม่ใช่อย่างนั้น ครอบครัวธีภพรับทราบหมดทั้งบ้าน ทางพิพัฒน์ก็คงไม่ต่างกับ โชคยังดีที่เธอไม่เป็นอะไรมาก ตอนนี้คงต้องคุมสติให้อยู่ ประเมินสถานการณ์เสียใหม่ ดูว่าข่าวขยายวงไปกว้างแค่ไหน ใครรู้อีกบ้าง แม้จะเชื่อว่าทางครอบครัวธีภพต้องช่วยปิดข่าว แต่จะให้ดีก็ขอให้คนรู้น้อยที่สุด แม้เธอจะตั้งใจแต่ก็เป็นความตั้งใจที่อยากให้เป็นความลับ

   วีณาเหลือบมองผู้ชายที่อยู่กับเธอตอนนี้ ใบหน้าธีภพหมองคล้ำ ตาลึกโหลบ่งบอกถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ เขาไม่ใช่ธีภพคนเดิมที่เคยเห็น ธีภพคนนี้มีแต่ความโศกเศร้าเสียใจ เชื่อว่าเขาจะต้องรู้สึกผิด เขาต้องโทษตัวเอง ธีภพเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เขาเป็นคนดีและปรารถนาดีต่อคนรอบข้างเสมอ ชอบเผื่อแผ่ ช่วยเหลือ และไม่ยอมให้ใครต้องลำบากใจเพราะเขา ถึงมันจะเป็นข้อดี แต่อีกด้านมันก็เป็นจุดอ่อนของเขาเหมือนกัน เธอจะใช้จุดนี้ล่ะผูกมัดเขาให้ดิ้นไม่หลุด

   “ผมขอโทษวี ผมขอโทษ”

   ธีภพย้ำเสียงสั่นเครือ ท่าทางเจ็บช้ำของวีณาทำให้เขาต้องโอบกอดเธอไว้แนบอก แม้เธอจะดิ้นขลุกขลักและทุบตี หากแต่เขากลับยืนนิ่งปล่อยให้เธอได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาให้หมด ไม่ว่าจะยังไงคนผิดก็คือเขา เป็นเขาทุกอย่าง ต้นเหตุที่ทำให้เธอเสียใจจนตกเลือดเกือบตาย เขาเองก็เสียใจไม่น้อยกว่าใคร แต่ถ้าเขาอ่อนแอวีณาก็จะไม่สามารถพึ่งพาใครได้ เขาจะต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้คนที่เขารัก พาเธอข้ามผ่านช่วงเวลาเลวร้ายในชีวิต

   “ผมขอโทษวี ขอโทษจริงๆ เราเริ่มต้นกันใหม่นะ พอคุณหายดีแล้วเราจะมีลูกด้วยกันใหม่นะครับ” ชายหนุ่มอ้อนวอน

   “ให้ฉันตายเสียยังดีกว่าอภัยให้ผู้ชายอย่างคุณ” วีณาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย “คนไม่รักษาสัญญา ขอโทษตอนนี้แล้วมันได้อะไรขึ้นมา งานแต่งย้อนกลับมาได้มั้ย ความรู้สึกและชื่อเสียงของฉันมันกลับคืนมาได้มั้ย คนทั้งประเทศสมเพชเวทนาฉัน สมน้ำหน้าฉัน อย่าเลย จบเถอะธี เราอย่าเริ่มมันอีกเลย ขนาดงานแต่งงานตัวเองแท้ๆ คุณยังหายหัวไปไหนไม่มีใครรู้ คุณจะให้ฉันทำใจเริ่มใหม่ได้ยังไง”

   “ไม่...ไม่ ไม่วี ทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุ แต่หลังจากนี้ผมสัญญา ผมสัญญาว่าจะไม่ให้คุณรออีก” ชายหนุ่มกอดร่างวีณาแน่น แม้ว่าจะเจ็บปวดกับคำต่อว่าแต่เขาก็ยังอยากขอโอกาสสักครั้ง “ผมรักคุณ เราเริ่มกันใหม่นะ”

   “ไม่! ไม่เริ่มอะไรทั้งนั้น ฉันต้องสูญเสียมากพอแล้ว คุณไม่สมควรเป็นพ่อใคร ลูกของฉันต้องตายก็เพราะคุณ จำไว้ เพราะคุณคนเดียว ได้ยินไหม ออกไปฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”

   “วี...” ธีภพผงะอย่างตกใจกับถ้อยคำกล่าวหาของหญิงสาว อ้อมแขนของเขาค่อยๆ คลายออกก่อนที่มือทั้งสองจะตกลงแนบลำตัว เสียงของวีณายังต่อว่าเขาอยู่ไม่หยุด แต่เหมือนประสาทการรับรู้ของเขาหยุดทำงาน ถึงแม้เขาอยากดูแลแต่เธอคงไม่ต้องการ หากอยู่วีณาอาจจะอาการทรุดหนักกว่านี้ก็ได้

   “ตอนนี้คนไข้มีสภาพจิตใจที่บอบช้ำนะครับ อย่าเพิ่งไปพูดหรือทำอะไรที่มันกระทบใจเธอ” คนหมอเจ้าของไข้บอกเขาแบบนั้นก่อนจะมาหาวีณา

   เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องจำใจถอย เดินคอตกออกมาจากห้อง ท่าทางของวีณาบอกชัดว่าเธอจะไม่ยอมให้อภัยเขา แล้วเขาจะทำอย่างไร เขาจะทำอย่างไรดี

   หลังจากวันนั้นธีภพเพียรหอบช่อดอกไม้ไปเยี่ยมนางแบบสาวทุกวันแต่ผลก็ยังเหมือนเดิม จนพยาบาลที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเห็นใจ ที่ใจแข็งก็เห็นจะมีแต่วีณาคนเดียว ไม่รู้จะท่ามากไปทำไม พอธีภพไม่มาก็อาละวาดโวยวายให้คนโทรตาม แต่พอมาก็อาละวาดไล่ชายหนุ่มอีก ภาพชินตาที่ทุกคนในโรงพยาบาลเห็นเหมือนกันก็คือ ชายหนุ่มรูปงามเดินหน้าเศร้าคอตกกลับบ้านทุกวัน

   “เป็นไงบ้างตาธี วีณาอาการดีขึ้นมั้ยลูก” ภานนเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเมื่อเห็นสีหน้าไม่ดีนักของลูกชายคนเล็ก ช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์ แต่ธีภพดูผ่ายผอมไปมากทีเดียว

   “ดีขึ้นมากแล้วครับคุณพ่อ หมอบอกว่าอีกสองวันก็ออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว”

   “งั้นก็ดีสิ” ยังไม่ทันได้พูดต่อ เสียงโทรศัพท์ของลูกชายก็ดังขัดจังหวะ คุณภานนจึงโบกมือไล่ให้ลูกชายไปคุยธุระก่อน แล้วค่อยกลับมาคุยกัน

   เบอร์ที่ปรากฏทำให้ธีภพขมวดคิ้วสงสัย เพราะไม่คุ้น “สวัสดีครับ”

   “คุณธีภพใช่ไหมคะ ดิฉันโทรจากโรงพยาบาล...” เมื่อปลายสายบอกชื่อโรงพยาบาลชายหนุ่มก็นึกได้ทันทีว่าคู่กรณีอีกคนของเขาอยู่ที่นั่น

   “ครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” ธีภพเก็บโทรศัพท์ ถอนใจออกมาหนักๆ ตัดความรู้สึกสับสนภายในใจ เขาไม่ควรคิดพาลเรื่องทั้งหมดมันเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น แต่ทั้งที่บอกตัวเองแบบนั้นเขาก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าหากเธอไม่วิ่งออกมาเรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดและเขาก็จะไม่สูญเสียลูก

   ลูก...เขาไม่รู้เลยว่าวีณาท้อง เธอคงคิดว่าอีกไม่กี่วันจะแต่งงานกัน บอกหลังจากนั้นก็คงไม่สาย ใครจะคิดว่าเธอจะเสียใจจนสูญเสียลูกไป เขาไม่รู้ว่าผู้หญิงท้องอ่อนๆ บอบบางแค่ไหน กับสิ่งที่วีณาเผชิญมันส่งผลให้กระทบกระเทือนถึงลูก สุดท้ายเขาก็สูญเสียทุกอย่าง อยากจะร่ำร้องหาความยุติธรรมแต่เขาก็รู้ดีว่านี่คือชะตากรรม ไม่มีใครคิดทำร้ายใคร มันก็แค่อุบัติเหตุ

   “ธี!” ชายหนุ่มสะดุ้งเมื่อแขนถูกเขย่า พอหันไปก็เห็นพ่อ “ใครโทรมาว่าอะไร แล้วทำไมถึงได้ใจลอยขนาดนี้ พ่อเรียกตั้งหลายครั้งยังไม่รู้สึกตัว”

   “ปะ เปล่าครับพ่อไม่มีอะไร พอดีที่โรงพยาบาลเขาโทรมาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นจะออกจากโรงพยาบาล ผมคงต้องไปจัดการค่าใช้จ่ายน่ะครับ”

   “ให้พ่อไปเป็นเพื่อนไหม ดูแกเหม่อๆ ยังไงไม่รู้ เดี๋ยวเกิดขับรถไปชนใครเข้าอีก พี่แกก็ไม่อยู่ซะด้วย”

   “ไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมไปได้”

   “แน่ใจนะ”

   ชายหนุ่มยิ้มเนือยๆ และยืนยันหนักแน่นว่าเขาไปเองได้ คุณภานนจึงไม่เซ้าซี้อีกก่อนจะเดินเข้าบ้านชักชวนภรรยาไปเยี่ยมลูกสะใภ้





   ตลอดทางชัดเหลือบมองเจ้านายที่นั่งอยู่เบาะหลังอย่างเป็นห่วง ท่าทางนิ่งเงียบราวกับครุ่นคิดตลอดเวลาทำให้คนที่อยู่ด้วยกันมานานรู้ทันที พิพัฒน์กำลังเสียใจอย่างยิ่งยวด แม้จะดูเหมือนเป็นผู้ชายเย็นชา ไร้ความรู้สึก แต่ความจริงชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังมีหัวใจ มีสัมผัสการรับรู้และปฏิกิริยาตอบสนอง

   การกระทำของวีณาไม่ว่าเจตนาหรือไม่ แต่ลงมือทำร้ายลูกในน้องแบบนั้นมันไม่ฉลาดเลย รังแต่จะยิ่งยั่วเพลิงโทสะของพิพัฒน์ให้รุนแรงขึ้น ปมในใจที่ไม่อาจลืมเลือน การทำแท้งของวีณาจึงกระทบใจพิพัฒน์เข้าอย่างจัง ไม่แปลกที่เขาจะเคียดแค้นจนแทบจะจับแล่เนื้อเอาเกลือทาให้ทรมานอย่างสาสม

   “รู้หรือยังว่าทำไมวันนั้นไอ้ธีมันถึงมาไม่ทันงานแต่ง” เสียงทุ้มทรงอำนาจดังขึ้นกลางความเงียบงัน

   “เกิดอุบัติเหตุครับ รถชนผู้หญิงคนหนึ่ง เธออาการหนักจนต้องพาส่งโรงพยาบาล” ชัดรายงาน

   “ตอนนี้เธอคนนั้นอาการเป็นอย่างไรบ้าง”

   “คงใกล้หายแล้วครับ ได้ข่าวว่าเป็นหนักที่แขนเท่านั้น ส่วนอื่นไม่ได้เป็นอะไรมากครับ”

   “ดี...พรุ่งนี้ฉันอยากอ่านข่าวสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้คุณธีภพพลาดงานแต่งเพราะเป็นห่วงผู้หญิงคนใหม่ที่กำลังบาดเจ็บจนลืมว่าเจ้าสาวกำลังคอยอยู่ นายช่วยจัดการให้ฉันที ยิ่งมีภาพยืนยันฉันจะยิ่งเชื่อถือมากขึ้น ถ้าจะให้ดีก็ปล่อยข่าวออนไลน์นำหน้าไปก่อนเลย” พิพัฒน์กล่าวเรื่อยๆ แต่นั่นคือคำสั่งที่ชัดจะต้องทำให้ได้

   “ผมจะจัดการให้ครับ”

   เมื่อก้าวเข้าไปในโรงพยาบาลพิพัฒน์ชะงักนิดหนึ่งตอนที่เดินสวนกับคุณภานนและคุณหญิงฉัตรดาราระหว่างทางไปยังห้องของวีณา มุมปากของชายหนุ่มยกขึ้นนิดๆ ขณะที่เปิดประตูเข้าไปพบว่าหญิงสาวกำลังนั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียง

   “ไง...พ่อผัว แม่ผัวอุตส่าห์ลดตัวมาเยี่ยมทำไมยังอารมณ์เสียอยู่อีกครับคุณเจ้าสาว”

   “มาทำไม”

   คำถามเรียบๆ ของวีณาทำให้ชายหนุ่มแสยะยิ้ม เดินเข้าไปตะปบมือบีบไหล่บอบบางของนางแบบสาวอย่างไร้ความปรานี

   “ฉันก็มาดูหน้าคนที่บังอาจฆ่าลูกฉันน่ะสิ”

   “มันช่วยไม่ได้นี่ ถ้าฉันเอาเด็กไว้ ธีก็จะรู้ว่าฉันไม่ได้ท้องกับเขา สู้เอาเด็กออกเพื่อให้เขารู้สึกผิดไม่ดีกว่าเหรอ ลูกคุณมันก็พอมีประโยชน์อยู่บ้างเหมือนกันนะ”

   ผัวะ!!!

   ฝ่ามือใหญ่กระทบใบหน้าหญิงสาวเต็มแรง วีณาหน้าหันจากการกระทำอันรุนแรงของพิพัฒน์ ตอนนี้ชายหนุ่มเหมือนสัตว์ที่กำลังบาดเจ็บ เขาพร้อมจะขย้ำทุกคน นางแบบสาวเชิดหน้าขึ้นประสานสายตาทั้งที่มุมปากของเธอมีเลือดซึมออกมา แล้วเธอก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

   “ทำไมล่ะพิพัฒน์ แค่เลือดก้อนเดียวคุณจะเสียดายอะไรนักหนา มันก็แค่ผลพวงที่เกิดจากความสนุกของเราไม่ใช่เหรอ ฉันพลาดเองที่ลืมป้องกันแต่คุณก็ไม่ให้ฉันได้พักหายใจบ้างเลยนี่”

   “พูดออกมาได้ยังไง” มือใหญ่ของพิพัฒน์เลื่อนมาบีบรอบลำคอระหง กัดฟันกรอด เค้นเสียงออกมายากเย็น “ฉันเคยเสียใจที่ลูกต้องตาย แต่ตอนนี้ชักเริ่มดีใจขึ้นมาแล้วที่แกไม่ต้องเกิดเป็นลูกของผู้หญิงสารเลวอย่างเธอ”

   “พูดเหมือนตัวเองดีเลิศอย่างกับเทวดาเลยนะ”

   “หุบปากถ้าไม่อยากให้ฉันฆ่าเธอตรงนี้” พิพัฒน์เพิ่มแรงบีบจนร่างของวีณาดิ้นไปมาดวงตาเหลือกถลนเพราะหายใจไม่ออก ในที่เขาก็ยอมปล่อย นางแบบสาวถูกผลักอย่างแรง “มันไม่จบแค่นี้หรอกวีณา แล้วเธอจะรู้ว่านรกมีจริง! เพราะผลกรรมที่เธอทำกับลูกของฉันมันเริ่มต้นขึ้นแล้ว”

   คำเตือนของพิพัฒน์ก่อนที่เขาจะผละจากไปอย่างหัวเสีย วีณาไอโคลก หูตาแดงก่ำ พอตั้งหลักได้หญิงสาวก็คว้าของใกล้มือปาตามแผ่นหลังนั้นอย่างเจ็บใจ

   “ไปตายซะ ไป๊! กรี๊ดดดดดด” เสียงอาละวาดดังออกไปจนพยาบาลก็พากันกรูมาที่ห้องเนื่องจากคนไข้กรีดร้องอย่างคนคลุ้มคลั่ง

   “นายครับ” ชัดเรียกนายของเขาขณะหันไปเห็นเหล่านางพยาบาลที่วิ่งเข้าไปในห้องของวีณา

   “มันแค่เริ่มต้นเท่านั้น จัดการตามที่สั่งหรือยัง”

   “เรียบร้อยแล้วครับ คนของเรารายงานว่าคุณธีภพกำลังเดินทางไปรับผู้หญิงคนนั้นออกจากโรงพยาบาลครับ”

   “งั้นก็พอดีเลยสินะ” ชายหนุ่มเปิดยิ้มเจ้าเล่ห์พลางหันไปสั่งลูกน้องอย่างอารมณ์ดี “นายช่วยเตือนพยาบาลแถวนี้ด้วยแล้วกันว่าให้เตรียมสำลีอุดหูไว้”

5
4. รัญชิดา / ฟีลิปดา / พญามารบงการรัก บทที่ 4
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 15, 2017, 11:32:40 PM »
บทที่ 4

   ธีภพถึงงานแต่งด้วยสภาพห่างไกลคำว่าเจ้าบ่าว เสื้อผ้ายังปรากฏคราบเลือด ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง ดวงตาแห้งผาก แขนขาไร้เรียวแรงแทบลมพับ ภาพตรงหน้าที่เห็นก็เพียงห้องว่างเปล่าไร้เงาแขกเหรื่อจะหลงเหลือเพียงแต่พนักงานที่กำลังช่วยกันจัดการเก็บกวาดสถานที่

   งานแต่งงานของเขาจบลงแล้ว จบโดยที่ไม่ได้มีพิธีใดๆ เกิดขึ้น ชายหนุ่มค่อยๆ เดินลากขาโซเซคล้ายคนหมดแรง สำรวจรอบห้อง

   “แกมาสายไปหลายชั่วโมงเลยนะธี”

   “พี่เมฆ”

   เมฆามองสภาพน้องชาย ธีภพตอนนี้ดูไม่จืดเอาซะเลย ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตาหมองคล้ำและเสื้อผ้ามีรอยเปื้อนของเลือด “หายไปไหนมา ทำไมถึงเพิ่งมาเอาป่านนี้”

   “มันจบแล้วใช่ไหมครับพี่เมฆ” ธีภพทรุดลงนั่งกับพื้น “งานแต่งงานของผมจบแล้วใช่ไหม”

   เมฆานั่งลงข้างๆ ก่อนจะถามน้องชาย “เกิดอะไรขึ้น”

   ชายหนุ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะถามถึงบิดามารดาและเจ้าสาวของเขาด้วยความเป็นห่วง

   “คุณพ่อคุณแม่ไม่เป็นไร พวกท่านเป็นห่วงแกมากกว่า กลัวว่าจะเป็นอะไรไป แต่วีณา...” เสียงเมฆาขาดหาย ทำให้คนฟังทุรนทุรายมากขึ้น

   “ทำไมครับ วีเป็นยังไงบ้าง”

   เมฆาถอนใจแทนคำตอบ ก่อนจะยอมบอกไปตามจริงเพราะสีหน้าทุกข์ร้อนของน้องชาย “เขาคงเครียดน่ะ ตวาดใส่นักข่าวไปฉันกลัวจะเกิดเรื่องเลยให้คนพาไปส่งที่ห้องพักพอคนซาก็ส่งกลับคอนโด”

   “เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

   “นักข่าวรุมถามเขา พอต้องตอบคำถามมากๆ เข้า เขาก็เลย...วีนแตก”

   ธีภพนั่งฟังด้วยหัวใจที่ชาหนึบ ใบหน้าคมสันก้มลงข่มความรู้สึก เขารอคอยวันนี้มาตลอด ทว่าเขากลับเป็นคนทำลายมันเอง พ่อแม่ของเขาต้องอับอายขายหน้า ผู้หญิงที่เขารักต้องถูกนินทาลับหลังว่าเจ้าบ่าวไม่ยอมมาตามนัด ชายหนุ่มเงยหน้ามองเพดานข่มความเสียใจอย่างสุดกลั้นและมันทำให้เขาปวดกระบอกตา

   “เขาเคยบอกผมว่า ถ้าผมมาสายเขาจะไม่ยอมให้อภัยผม ตอนนั้นผมหัวเราะออกมา สัญญาดิบดีว่าผมจะไม่ยอมพลาดเด็ดขาด แต่แล้ว...ผมก็มาสายจนได้” ธีภพฟุบลงกับพื้นอย่างเจ็บปวด

   “ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว เรื่องอื่นยังพอหาหนทางแก้ไขได้ ฉันอยู่นี่ก็เพราะรู้ว่าแกต้องมาแต่ตอนนี้เรากลับบ้านกันเถอะ คุณพ่อกับคุณแม่กำลังเป็นห่วงอยู่ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง” เมฆาประคองร่างน้องชายให้ยืนขึ้น




   ‘วิวาห์ฟ้าแลบล่มไม่เป็นท่า เมื่อเจ้าบ่าวไม่ยอมมาตามนัด นางแบบคนดังต้องตกที่นั่งเจ้าสาวสายบัวแต่งตัวเก้อแห่งปี งานนี้ถึงจะเสียหน้าแต่ก็คงถูกใจครอบครัวเจ้าบ่าวอยู่ไม่น้อย’

   ธีภพประเดิมเช้าวันใหม่ด้วยการขยำหนังสือพิมพ์ทิ้ง ดวงตาคมลุกวาบด้วยเพลิงโทสะ “ผมจะฟ้องคนเขียนข่าวนี้”

   “ใจเย็นๆ ตาธี ยิ่งแกเต้นมากเท่าไรนักข่าวก็จะเล่นไม่เลิก ตอนนี้ฉันอยากให้แกตั้งสติให้ดี ติดต่อกับวีณาให้ได้ จะทำอะไรต่อค่อยว่ากันทีหลัง”

   “แม่เห็นด้วยกับพี่เขานะลูก ตอนนี้สภาพจิตใจของวีณาสำคัญสุด ธีลองติดต่อเขาได้หรือยังล่ะลูก” คุณหญิงฉัตรดาราแสดงอาการเป็นห่วงออกมาชัดเจน

   “เขาไม่ยอมรับโทรศัพท์ผมเลยครับ ไปหาเธอก็บอกว่าให้ไปตายซะ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยเจอหน้ากันอีกเลย วีคงจะเกลียดผมไปแล้ว” ธีภพบอกอย่างกลัดกลุ้ม

   “ลองไปดูอีกสักรอบสิ ไม่แน่ว่าอารมณ์เย็นลงแล้วอาจจะพูดจากันง่ายขึ้น” คุณภานนแนะนำอย่างคนที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอด “เราจะไปถือโทษโกรธเขาก็ไม่ได้หรอกยังไงซะเขาก็คือคนที่เสียหายมากที่สุด”

   “คุณพ่อกับคุณแม่ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ” ธีภพมองบิดามารดาอย่างไม่มั่นใจ ครอบครัวของเขามักไม่พอใจเสมอเวลาที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวเขากับวีณา

   “ธีฟังแม่นะ” คุณหญิงถอนใจก่อนบอกลูกชายอย่างใจเย็นที่สุด “พ่อกับแม่ไม่เคยคิดรังเกียจคนที่ลูกรัก การที่แกกับวีณาตัดสินใจแต่งงานกันพวกเราก็ไม่เคยคิดขัดขวาง แม้ว่าเราจะอยากให้แกทั้งคู่ดูใจกันอีกสักพัก แต่เมื่อตกลงกันได้พ่อกับแม่ก็ยินดี เพราะเรารักลูกเข้าใจไหม”

   ธีภพเดินมาคุกเข่าตรงหน้าคุณหญิงฉัตรดาราก้มกราบลงไปที่ตักของท่านและหันไปทำแบบเดียวกันกับคุณภานน “ผมขอโทษครับคุณพ่อคุณแม่ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าทุกคนรักผม แต่ผมก็ยังอดคิดตามคำคนอื่นไม่ได้”

   “ไม่เป็นไรหรอก พ่อกับแม่เข้าใจว่าแกกำลังกลุ้ม” คุณภานนบอกลูกชายอย่างไม่ถือสา “เข้มแข็งนะธี พยายามติดต่อวีณาให้ได้ ตอนนี้เขาเองก็คงสับสนเหมือนกัน เราอย่าลืมว่าวีณาเองก็เป็นคนมีชื่อเสียง ผ่านมันไปให้ได้นะลูก”

   “ขอบคุณครับ” ธีภพมองทุกคนด้วยความซาบซึ้ง แม้จะขายหน้ากับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ทุกคนก็ยังคอยปลอบใจและให้กำลังใจเขาเสมอ






   เจ้าสาวคนดังที่งานวิวาห์ล่มก็เก็บตัวเงียบในห้อง กอดเข่านั่งเหม่อบนเตียงใกล้ๆ นั้นมีขวดเหล้าและแผงยาวางอยู่ ดวงตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์เหล้าแต่กลับไม่มีน้ำตาแห่งความเสียใจ วีณาไม่ใช่คนอ่อนแอ ถ้าแผนหนึ่งพลาดเธอก็มีแผนสองสำรองไว้เสมอ เพียงแต่เกมนี้เดิมพันสูงนัก มีหมากสำคัญสองตัวที่เธอจะต้องควบคุมให้อยู่
สถานะในตอนนี้แน่นอนว่าเธอเป็นต่ออยู่นิดๆ จากการเป็นคนถูกทิ้ง แต่มันไม่พอสำหรับเธอหรอก ถ้าจะเอาให้อยู่เธอจะต้องยกระดับความรุนแรงขึ้นไปอีกขั้น จะต้องกำจัดพิพัฒน์ให้พ้นทางและทำให้ธีภพไม่สามารถทอดทิ้งเธออีกเลยตลอดชีวิต

   หญิงสาววางมือลงบนหน้าท้องแบนราบ ค่อยๆ เปิดยิ้มเหี้ยมเกรียม เด็กในท้องเธอคือตัวเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าหากัน คือของเดิมพันที่จะทำให้ผู้ชายทั้งสองคนต้องสยบอยู่ใต้เท้าเธอ หากเสียลูกไปพิพัฒน์ต้องคลั่งแน่ มันก็สมควรแล้วกับสิ่งที่เขาทำกับเธอ ส่วนธีภพผู้น่าสงสารก็คงจะหัวใจสลายที่ต้องเสียลูกไปเช่นกัน เธอจะโยนความผิดทั้งหมดใส่เขา ความรู้สึกผิดจะกัดกินใจเขาไปตลอดชีวิตและเขาจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอ

   สำหรับเธอไม่เคยคิดจะเอาเด็กไว้อยู่แล้ว แค่ท้องก็คือความผิดมหันต์ เธอพลาด พิพัฒน์ก็พลาดเช่นกัน ไม่คิดว่าเขาจะอยากได้ลูก อย่าหวังเลยว่าเธอจะปล่อยให้มารหัวขนออกมาประจาน

   วีณายกขวดเหล้าขึ้นดื่ม ก่อนจะโยนขวดทิ้งไปอย่างไม่ใส่ใจ มือเธอสั่นเล็กน้อยแต่ก็ยังหยิบแผงยายกขึ้นสูงระดับเดียวกับใบหน้า

   “แม่ขอโทษนะลูก แต่หนูมาผิดที่ ผิดเวลาจริงๆ”

   หญิงสาวเริ่มลงมือตามวิธีที่คนขายแนะนำ ชั่ววินาทีความรู้สึกผิดพัดวูบเข้ามาในใจ มือสั่นๆ จึงชะงักไป แต่เมื่อคิดถึงความวุ่นวายที่จะต้องเจอทำให้เธอลงมือต่ออย่างไม่ลังเล

   “ทุกๆ อย่างจะต้องเรียบร้อย” ได้แต่ปลอบใจตัวเองเบาๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหลับตา รอเวลาให้ยาออกฤทธิ์ พรุ่งนี้ทุกอย่างจะผ่านพ้น





   ธีภพมาหาวีณาเหมือนเช่นเคย แม้ก่อนหน้านี้จะมาเก้อหลายรอบแล้ว วีณาไม่ค่อยบอกอะไรกับเขามากนักและนี่ก็เป็นที่เดียวที่เขากับเธอใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันนี้จะได้เจอเธอ ชายหนุ่มเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย อาจเป็นสัญญาณที่ดี ไม่แน่ว่าเจ้าของห้องจะใจอ่อนกับเขาก็เป็นได้

   “วี” ชายหนุ่มเรียกเจ้าของห้อง มีเพียงความเงียบตอบกลับมา “วี...คุณอยู่หรือเปล่า”

   ชายหนุ่มเดินดูจนทั่วแต่ก็ไม่พบ ห้องนอนคือจุดสุดท้ายที่เขาจะเข้าไป ความเงียบทำให้เขาชักกลัว จากที่ดีใจตอนนี้ชักจะหวั่นใจแทนเสียแล้ว และทันทีที่ผลักประตูเข้าไปภาพที่เห็นทำให้เขาตะโกนออกมาสุดเสียง

   “วี!”

   ร่างของวีณานอนจมกองเลือดอยู่บนเตียง ธีภพเข้าไปประคองร่างนางแบบสาว มองเลือดที่ไหลออกจากกายเธอ หญิงสาวปรือตาขึ้นมอง เห็นว่าเป็นเขาก็พยายามผลักไส

   “เกิดอะไรขึ้นวี ทำไมถึงมีเลือดออกมาเยอะแบบนี้ คุณเป็นอะไร”

   “เขา...ไม่ควรเกิดมามีพ่ออย่างคุณ” วีณากัดฟันบอกก่อนที่สติของเธอจะดับวูบ

   ธีภพตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก สั่นสะท้านไปทั้งกาย ทบทวนคำพูดของคนรัก ไม่ควรเกิดมามีพ่ออย่างเขา เกิด? นี่วีณากำลังตั้งท้องลูกของเขาเหรอ คุณพระ ลูก! ชายหนุ่มมองคนในอ้อมแขนตั้งใจจะถามว่าเธอกำลังจะมีลูกกับเขาใช่ไหมแต่วีณากลับหมดสติไปแล้ว

   “วี!”

   “ไม่นะ อย่าเป็นอะไรไปนะคนดี ผมจะพาคุณไปหาหมอ อดทนไว้นะครับ คุณกับลูกจะต้องปลอดภัย” ชายหนุ่มละล่ำละลักกอดร่างไร้สติ เธอจะต้องปลอดภัย วีณากับลูกในท้องจะต้องปลอดภัย

   




   เมฆาพาพ่อกับแม่มาโรงพยาบาลเป็นการด่วนเพราะธีภพโทรไปบอกข่าว ทุกคนร้อนใจห่วงทั้งวีณาและตัวธีภพ ตอนคุยโทรศัพท์ก็ชักจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว เขาจึงต้องรีบมา

   “ธี เกิดอะไรขึ้นลูก วีเป็นอะไรถึงเข้าโรงพยาบาลกะทันหันแบบนี้” คุณหญิงฉัตรดาราถามลูกชายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก สังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าเนื้อตัวลูกชายยังมีคราบเลือดติดอยู่ หัวอกคนเป็นแม่สงสารลูกชายคนเล็กขึ้นมาจับใจ ภายในอาทิตย์เดียวกันลูกของเธอนั้นต้องตัวเปื้อนเลือดถึงสองครั้งแล้ว

   “แม่ครับ” ธีภพผวากอดมารดาแน่นบอกเสียงเครือ “หมอบอกว่าวีตกเลือด”

   “ตกเลือด!” ทุกคนตรงนั้นต่างตะลึง ก่อนที่คุณหญิงจะถามออกมาเสียงสั่นเครือ “วีท้องหรือลูก”

   “ครับแม่ เขาท้อง แม่...ผมกลัว ลูกของผมจะปลอดภัยใช่ไหมแม่ ผมกลัวเหลือเกิน”

   “โธ่...ธี” คุณหญิงทรุดตัวลงนั่งพลางดึงร่างลูกชายมากอด ลูบหัวลูกหลังปลอบประโลม ลูกของเธอตาแดงก่ำ เนื้อตัวสั่นราวจับไข้ ลูกของเธอกำลังทุกข์ทรมานแทบขาดใจ

   “ใจเย็นๆ นะธี พวกเขาจะต้องไม่เป็นอะไร ทั้งวีณาและเด็กในท้องจะต้องปลอดภัย เชื่อแม่”

   เวลาแห่งความทรมานช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า สายตาแห่งการรอคอยจดจ่ออยู่จุดเดียวกันนั่นคือประตูห้อง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครออกมาจากห้องนั้นเสียที

   คุณหญิงฉัตรดาราบีบมือลูกชายทั้งที่เธอเองก็กลัวอยู่ไม่น้อย คุณภานนและเมฆายืนมองหน้าห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทั้งสี่ขยับตัวเมื่อในที่สุดประตูนั่นก็เปิดออก แต่ธีภพก็ยังเร็วกว่าคนอื่นๆ

   “เป็นไงบ้างครับหมอ” ชายหนุ่มถามด้วยเสียงสั่นๆ

   “แม่ปลอดภัยครับ ส่วนเด็กในท้องเราเสียใจด้วย เราพยายามกันเต็มที่แล้วครับ”

   “หมายความว่าไงหมอ” ธีภพกระชากคอเสื้อหมออย่างเอาเรื่อง เมฆาจึงต้องรีบมาดึงน้องชายออก

   “ผมเสียใจด้วยครับ เราเสียเด็กไปก่อนที่จะมาถึง” แล้วคุณหมอก็ทิ้งให้ทุกคนเผชิญกับความเจ็บปวด

   “ไม่!!!” ธีภพร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ไม่จริงใช่ไหม ลูกผมยังไม่ตายใช่ไหม หมอโกหกผมใช่ไหม ไม่จริง...”

   “ธี...” คุณหญิงกอดลูกชายน้ำตาไหลพราก

   “ไม่จริง ลูกผมยังไม่ตาย” น้ำตาของลูกผู้ชายไหลออกมาอย่างสุดกลั้น ชีวิตน้อยๆ ที่เขาไม่มีโอกาสได้รู้ว่ามีอยู่ บัดนี้ได้จากไปแล้ว จากไปโดยที่เขาไม่อาจทำอะไรได้นอกจากนั่งรอ “ได้โปรดเถอะ ให้ผมตายแทนซะยังดีกว่า”

   “ทำใจเถอะลูก ยังไงเขาก็ไม่สามารถกลับมาได้แล้ว คิดว่าเขาทำบุญมาแค่นี้” คุณภานนได้แต่ปลอบลูกชายและเตือนให้เขาเข้มแข็ง “ถ้ามัวแต่เสียใจฟูมฟายแล้วใครจะดูแลวีณาล่ะลูก ตอนนี้จิตใจเธอจะย่ำแย่สักแค่ไหน”

   “เป็นเพราะผม เพราะผมคนเดียว” ความเสียใจมากมายทำให้ธีภพไม่อาจทำใจได้ ชายหนุ่มกำหมัดชกพื้นโรงพยาบาลอย่างคลุ้มคลั่ง ครู่เดียวพื้นตรงนั้นก็เปรอะเปื้อนเลือดจากหมัดของเขา

   “ไอ้ธี! แกหยุดบ้าได้แล้ว ลูกแกตายไปแล้ว เข้าใจไหม เลิกคลั่งได้แล้ว เมียแกกำลังรอแกอยู่ในห้องหรือแกอยากเสียเขาไปอีกคนหา!” เมฆากระชากคอน้องชายให้ลุกขึ้นก่อนจะตะคอกใส่หน้าอีกฝ่ายให้รู้สำนึก

   “พี่เมฆ” ธีภพกอดร่างพี่ชายและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

   “ฉันรู้ว่าแกเสียใจ แต่แกเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว ดูแลวีณาให้ดีแล้วแกจะมีลูกอีกกี่คนก็ไม่มีใครว่า”

   ธีภพคิดตามคำพูดของพี่ชายและหวนนึกไปถึงวีณา คำพูดก่อนที่เธอจะหมดสติมันยังตามมาหลอกหลอนเขา...

   “เขา...ไม่ควรเกิดมามีพ่ออย่างคุณ”

   วีณาจะอภัยให้เขาหรือ เขาทำลายชีวิตเธอ ทำลายชื่อเสียง และทำลายลูกของตัวเอง แล้วอย่างนี้วีณาจะยอมมีลูกกับเขาอีกจริงหรือ...แล้วถ้าไม่ล่ะ ถ้าวีณาไม่ยอมอภัยให้เขา เขาจะทำอย่างไร

   “ตั้งสติให้ดี เป็นหลักให้เมียแกให้ได้ ส่วนเรื่องอื่นฉันจะจัดการให้”

   เรื่องราวลุกลามใหญ่โตขั้นนี้ขืนปล่อยไว้เฉยๆ ยุ่งแน่ ครอบครัวของเขาอาจไม่สนใจเรื่องชื่อเสียง แต่วีณาคงไม่ใช่แน่ๆ นางแบบแถวหน้าเมืองไทยเพิ่งจะวิวาห์ล่มไปเป็นคราวใหญ่ครึกโครม ถ้ามีข่าวแท้งลูกออกไปอีก ชื่อเสียงของวีณาคงหมดกัน เมฆาจะต้องจัดการให้เรื่องนี้มีคนรู้น้อยที่สุด เขารู้จักกับเจ้าของโรงพยาบาล มันจึงง่ายที่จะคุยกัน

   “เอาล่ะ แกรออยู่นี่ส่วนฉันจะไปคุยกับทางโรงพยาบาลเรื่องข่าวที่อาจจะเกิดขึ้น วีณาแท้งลูกจะต้องเป็นความลับ”   







   สีขาวสะอาดตาปรากฏเบื้องบน อีกทั้งกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย บุษบงกะพริบตาปริบๆ ลำดับความคิดของตัวเอง ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอแน่นอน บ้านเช่าหลังเก่าที่เธอค้างค่าเช่าไว้ไม่มีเพดานสะอาดเอี่ยมอย่างนี้ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง นี่จะมัวมานอนชมเพดานบ้านใครไม่ได้ เธอจะต้องรีบไปจ่ายค่าเช่าไม่อย่างนั้นเจ๊ใจแสนโหดได้เฉดหัวเธอออกจากบ้านแน่ เพราะเจ๊แกจ้องจะไล่เธอมาหลายรอบแล้ว หญิงสาวตั้งใจลุกแต่กลับเจ็บจนต้องครางออกมาหลังจากพลิกร่างไปทับแขนข้างที่เจ็บพอดี นั่นล่ะเธอจึงมีเวลามองสำรวจรอบๆ ห้อง โรงพยาบาลสินะ เกิดอะไรขึ้นกับเธอถึงต้องมาอยู่นี่แล้วของแขนเธอเป็นอะไรทำไมมันถึงได้เจ็บแบบนี้

   บุษบงหลับตาทบทวนเหตุการณ์ กระเป๋าเธอถูกกระชากแล้วเธอก็วิ่งตามไอ้โจรนั่นจนกระทั่งร่างของเธอวิ่งไปชนอย่างแรงกับรถคันหนึ่ง หลังจากนั้นเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

   “รู้สึกตัวแล้วเหรอคะ” พยาบาลที่เดินเข้ามาพร้อมถาดยาเอ่ยทัก “คุณหลับนานซะจนพวกเราเป็นห่วงเลยค่ะ”

   “ใครเป็นคนพาฉันมาที่นี่คะ” หญิงสาวถามทั้งที่รู้สึกแสบคอไปหมด

   “คนที่ขับรถชนคุณนั่นแหละค่ะ” พยาบาลเล่า วางถาดยาลง “เขาเป็นห่วงคุณมากเลยนะคะ ตอนที่คุณเสียเลือดมากจนช็อกน่ะก็ได้เลือดเขานี่แหละค่ะช่วยไว้ ทั้งที่เขาต้องไปเข้าพิธีแต่งงาน แต่สงสัยจะไปไม่ทันค่ะเพราะข่าวลงเสียครึกโครมเลยว่าวิวาห์ล่ม”

   “อะไรนะคะ” คนเจ็บอุทานอย่างตกใจ “วิวาห์ล่ม เขาไม่ได้แต่งงาน”

   พยาบาลพยักหน้ายืนยัน “ใช่ค่ะ เขาไปไม่ทัน เจ้าสาวอาละวาดใหญ่เลย และที่สำคัญนะคะพอเขาบริจาคเลือดให้คุณเสร็จก็หลับยาว ตื่นอีกทีก็บ่ายแล้ว ยังไงก็ไปไม่ทันหรอกค่ะ”

   “โธ่...” คำบอกเล่าของพยาบาลทำให้บุษบงรู้สึกผิดและเห็นใจคู่กรณี จำได้ว่าเธอวิ่งตามไอ้โจรนั่นไปติดๆ แล้วมันก็วิ่งตัดหน้ารถคันสุดท้ายที่พุ่งออกมาจากสัญญาณไฟจราจร มันรอด แต่เธอกลับโดนรถคันนั้นชนเต็มแรง

   บุษบงไม่คิดจะโทษเขา มันเป็นคราวซวยของเธอที่ประเดประดังเข้ามาเป็นชุด โดนกล่าวหาว่ายุ่งกับสามีคนอื่น โดนไล่ออก โดนโจรกระชากกระเป๋า สุดท้ายก็โดนรถชน แล้วต่อไปเธอจะโดนอะไรอีก ทำไมเธอถึงโชคร้ายไม่มีที่สิ้นสุดแบบนี้ หญิงสาวหลับตาลงอย่างอ่อนแรง ก่อนจะถามพยาบาลอีกครั้งทั้งที่ดวงตายังปิดสนิท

   “เขาชื่ออะไรคะคุณพยาบาล คนที่พาฉันมาที่นี่”

   “คุณธีภพค่ะ” พยาบาลบอกพลางดึงผ้าขึ้นห่มให้ “ดูคุณยังเพลียๆ พักผ่อนนะคะ ร่างกายยังไม่แข็งแรงถ้าหักโหมมากไปจะเป็นอันตรายได้”

   หญิงสาวลืมตากับคำเตือนนั่น “อันตราย? ฉันเป็นอะไรร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

   พยาบาลอ้ำอึ้งไม่ยอมตอบ จนคนเจ็บต้องขอร้องออกมาอย่างน่าสงสารจนในที่สุดเธอก็ยอมเปิดปาก ถึงเธอจะยังไม่บอกกับคนไข้ตอนนี้ พออาการดีขึ้นหมอก็ต้องบอกกับคนไข้อยู่ดี

   “หลังจากตรวจร่างกายคุณอย่างละเอียด ทุกอย่างยังปกติดีค่ะแต่...”

   “แต่อะไรคะ ฉันเป็นอะไรกันแน่” บุษบงรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก เธอจะต้องเจอเรื่องร้ายๆ อีกแล้วใช่ไหม

   “เราตรวจพบว่าลิ้นหัวใจของคุณทำงานผิดปกติ แต่อย่าเพิ่งตกใจนะคะ เป็นความผิดปกติที่มันไม่ได้ร้ายแรง” พยาบาลยิ้มปลอบใจคนไข้ก่อนอธิบายให้เธอคลายกังวล

   “อะไรที่มันผิดปกติ ไม่ตกใจไม่ได้หรอกค่ะ ฉันจะตายมั้ยคะ”

   “ไม่หรอกค่ะ อย่าเพิ่งกังวล มันก็แค่...”

   บุษบงหลับตาฟังนางพยาบาลคนนั้นพูด ทุกคำบอกเล่าผ่านเธอไปเหมือนสายลม นอกจากมันจะไม่ทำให้เธอเบาใจแล้วมันยังทำให้เธอสมเพชตัวเองมากขึ้น บางทีคราวนี้มันอาจไม่ใช่โชคร้ายแต่มันเป็นโชคดีที่จะทำให้เธอได้พบพ่อกับแม่เร็วขึ้นต่างหาก...

   “คุณพยาบาลคะ” คนเจ็บเรียกเสียงแห้ง พอเห็นว่าอีกฝ่ายรอฟังอยู่ บุษบงจึงออกปากขอร้อง “กรุณาอย่าบอกใครเรื่องนี้นะคะ”

   “แต่คุณธีภพสั่งไว้ว่า...”

   ยังไม่ทันที่พยาบาลคนนั้นจะพูดจบ บุษบงก็แทรกขึ้น “ช่วยบอกเขาแค่อาการทั่วไปได้ไหมคะ ที่เขาไปแต่งงานไม่ทันฉันก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว ฉันไม่อยากให้เขาลำบากใจ อีกอย่างโรคนี้ก็เกิดจากตัวฉันไม่ใช่ผลจากการโดนชน ฉันขอร้องนะคะ ช่วยบอกคุณหมอด้วย อย่าบอกเขา”

   พยาบาลมองเธอนิ่ง “เอางั้นก็ได้ค่ะ แต่กับคุณหมอฉันไม่แน่ใจนะคะ”

   “ไว้ฉันจะคุยกับหมออีกทีค่ะ ขอบคุณคุณพยาบาลมาก” หญิงสาวยิ้มบางๆ หลับตาลงอีกครั้งอย่างอ่อนเพลีย...

6
4. รัญชิดา / ฟีลิปดา / พญามารบงการรัก บทที่ 3
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 15, 2017, 11:22:18 PM »
บทที่ 3

   ธีภพค่อยๆ ช้อนร่างคนเจ็บขึ้นอย่างระวัง ตรงไปยังรถที่มีคนช่วยเปิดประตูให้ โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกล ไปถึงชายหนุ่มก็รีบเดินไปเปิดประตูด้านคนเจ็บ

   “หมอ! หมอ! ช่วยเธอด้วย” ธีภพอุ้มหญิงสาวพร้อมกับเรียกหมอลั่น ร่างกายเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแต่ชายหนุ่มหาได้สนใจไม่ เจ้าหน้าที่เข้ามารับร่างเธอวางลงบนเตียงและเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน ก่อนที่พยาบาลอีกคนจะเดินเข้ามาหาเขา

   “ขอทราบชื่อคนไข้ด้วยค่ะ เป็นอะไรมาคะนี่”

   “ชื่อ...ชื่อ...ไม่...ไม่รู้ ผมไม่รู้ชื่อเธอ แต่เธอวิ่งเข้ามาชนรถผม” ชายหนุ่มได้แต่สายหน้า ตลอดทางที่ขับรถมาเลือดของเธอไหลมากจนเขาเป็นห่วง “คุณต้องช่วยเธอให้ได้นะ อย่าให้เธอตาย”

   “ค่ะ คุณใจเย็นๆ นะคะ เราจะช่วยเธอสุดความสามารถค่ะ”

   ธีภพนั่งรอฟังผลการรักษาอยู่หน้าห้อง ภาวนาขอให้เธอไม่เป็นอะไรมาก แต่อาการของเธอไม่น่าวางใจเลย ชายหนุ่มยกสองมือลูบหน้า นานเท่าไรไม่รู้ประตูห้องก็ถูกเปิดออกพร้อมกับใบหน้าอันเคร่งเครียดของหมอ คนรอ ก็รีบลุกจากเก้าอี้เพื่อเข้าไปถามอาการคนเจ็บ

   “เธอเป็นไงบ้างครับหมอ”

   คุณหมอถอนใจยาวก่อนตอบด้วยน้ำเสียงกังวล “อาการของเธอไม่ค่อยดีนัก ก่อนจะถึงหมอเธอเสียเลือดไปมาก เราจึงจำเป็นใช้เลือดอย่างเร่งด่วน”

   “ก็เอาเลือดให้เธอสิครับ ช่วยเธอให้ได้ เสียเงินเท่าไรผมก็ยอม ผมรีบนะหมอผมแค่อยากรู้ว่าเธอปลอดภัยเท่านั้นจะได้วางใจ” เขาต้องรีบกลับไปแต่งงาน เขาไม่ลืมหรอก นี่ก็ดูจะสายเกินไปแล้ว

   ธีภพไม่สบายใจเมื่อนึกไปถึงผู้หญิงอีกคนที่กำลังรอเขา ป่านนี้ที่งานคงวุ่นวายเพราะยังไม่เห็นเงาเจ้าบ่าว แต่เขาทิ้งทางนี้ไปไม่ได้จริงๆ ถึงแม้คนเจ็บจะวิ่งมาชนรถเขา แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเขาเองก็มีส่วนผิด

   คุณหมอมองชายหนุ่มอย่างเข้าใจ ดูจากเสื้อผ้า นาฬิกา รองเท้าก็เดาได้ไม่ยากว่าคนตรงหน้าคงมีฐานะดีมันเป็นธรรมดาของคนมีอันจะกิน เอะอะก็จะใช้เงินซื้อ เพียงแต่ตอนนี้ถึงมีเงินก็ไม่อาจใช้ซื้ออาการของคนที่อยู่ในห้องได้

   “ปัญหามันอยู่ที่ตอนนี้ทางโรงพยาบาลของเราไม่มีเลือดกรุ๊ปเดียวกับคนเจ็บสำรองในคลังเลย ตอนนี้ทางเรากำลังติดต่อไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดแล้ว แต่ผมก็ยังกลัวว่ามันอาจจะช้าเกินไป”

   “คุณหมอคะ คนไข้ช็อกค่ะ” พยาบาลวิ่งออกมาจากห้องหน้าตื่น

   “ผมจะไปเดี๋ยวนี้ คุณโทรเช็คสิว่าได้เลือดหรือยัง”

   “คุณหมอครับ เธอเลือดกรุ๊ปอะไร” ธีภพถามก่อนที่คุณหมอจะเดินเข้าห้อง “เลือดผมใช้ได้ไหม”

   “คุณเลือดกรุ๊ปอะไรล่ะ”

   ชายหนุ่มบอกกรุ๊ปเลือดของตัวเอง คุณหมอพยักหน้าอย่างยินดีที่เขาและเธอมีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน จากนั้นเขาก็ถูกพาไปเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง

   ธีภพนอนมองเลือดของตัวเองไหลไปตามสายยาง ในใจก็คอยภาวนาให้เลือดของเขาช่วยเธอให้ปลอดภัยด้วยเถอะ ถึงเธอกับเขาจะไม่เคยรู้จักกันแต่การที่ชีวิตเธอต้องมาแขวนอยู่บนความเป็นความตายแบบนี้เขาก็มีส่วน

   พยาบาลถอดเข็มออกจากแขนของธีภพ ชายหนุ่มพยายามลุกขึ้นจากเตียงแต่แล้วก็ต้องกลับไปนอนตามเดิมเพราะจู่ๆ ก็เกิดหน้ามืดขึ้นมา

   “รีบลุกแบบนี้จะทำให้หน้ามืดได้ คุณนอนพักก่อนเถอะค่ะ” พยาบาลบอกพร้อมกับส่งน้ำหวานให้เขา “ทานซะนะคะ มันจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น”

   ชายหนุ่มรับแก้วน้ำหวานจากพยาบาล ดื่มเสร็จก็นอนพักตามที่อีกฝ่ายแนะนำ แต่นอนเล่นได้เพียงครู่เดียวเขาก็เผลอหลับไปจริงๆ ด้วยความอ่อนเพลีย พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่ามีพยาบาลคนหนึ่งอยู่กับเขาและกำลังส่งยิ้มมาให้

   “ตื่นแล้วเหรอคะ”

   “เธอเป็นไงบ้างครับ ปลอดภัยหรือยัง” สิ่งแรกที่เขาต้องการรู้คืออาการของผู้หญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น

   “พ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ แต่ยังต้องตรวจอย่างละเอียดอีกรอบว่าเธอได้รับความกระทบกระเทือนส่วนอื่นหรือเปล่า”

   ธีภพถอนใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ฆ่าใครในวันแต่งงานของเขา แต่งงาน? ใช่สิ วันนี้มันวันแต่งงานของเขานี่ แย่แล้ว

   “กี่โมงแล้วครับ ผมหลับไปนานแค่ไหน” ชายหนุ่มถามด้วยความกระวนกระวาย ก่อนค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องมาติดอยู่ที่นี่ แล้วงานแต่งเขาล่ะ “กี่โมงแล้วครับคุณพยาบาล”

   “บ่ายสามค่ะ”

   “บ่ายสาม!!!” ธีภพโดดลงจากเตียงอย่างไม่คิดชีวิต บ่ายสามแล้วงานแต่งงานของเขาล่ะ คุณพ่อคุณแม่ พี่เมฆ วีณาป่านนี้ทุกคนคงรอเขาอยู่แน่ๆ

   “ผมต้องรีบไปเข้าพิธีแต่งงาน ฝากดูแลเธอด้วยนะครับค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมรับผิดชอบเองแล้วถ้ามีอะไรด่วนคุณช่วยโทรบอกผมด้วย” ธีภพรีบร้อนออกจากห้องไป

   “เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณคะ อย่าเพิ่งไป” พยาบาลสาวรีบวิ่งตามชายหนุ่มพร้อมถือกระเป๋าใบหนึ่งมาด้วย แต่กว่าจะตามทันก็ทำเอาหอบ

   “มีอะไรอีกครับคุณพยาบาล ทีหลังได้ไหมผมกำลังรีบ”

   แทนคำพูด กระเป๋าสะพายของผู้หญิงก็ถูกส่งมาให้ ธีภพทำหน้าสงสัย พยาบาลคนนั้นจึงบอกกระท่อนกระแท่นเพราะยังหอบอยู่ “มีพลเมืองดีคนหนึ่งฝากไว้ให้ระหว่างที่คุณกับเธออยู่ในห้องค่ะ เขาบอกว่าเขาช่วยคุณผู้หญิงตามโจรวิ่งราว แต่ก็ได้แค่กระเป๋าส่วนไอ้โจรนั่นหนีไปได้ พอกลับมาก็พบว่าเกิดอุบัติเหตุเขาจึงตามเอากระเป๋ามาคืนให้ที่นี่น่ะค่ะ”

   “ขอบคุณมากครับ แล้วผมจะคืนให้เธอเอง” ชายหนุ่มรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งและขับออกไปด้วยความระมัดระวังกว่าเดิม





   “มารึยัง” น้ำเสียงทรงอำนาจถามลูกน้องผ่านโทรศัพท์

   “ยังไม่มาเลยครับ แขกผู้ใหญ่ก็มาเกือบครบแล้ว แต่ยังไม่เห็นเงาของคุณธีภพเลยครับ”

   “งั้นเหรอ แปลกนะวันแต่งงานแท้ๆ แต่เจ้าบ่าวยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งวางใจ จับตาดูไว้ให้ดี อย่าให้พลาด” พิพัฒน์วางสายจากลูกน้องและสั่งชัดที่นั่งอยู่เบาะหน้า

   “นายว่าแปลกๆ ไหมชัด ลองเช็คดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเจ้าบ่าวถึงไม่โผล่มาสักที”

   พิพัฒน์ขมวดคิ้วเริ่มประเมินสถานการณ์ วีณาไม่เชื่อเขา งานแต่งงานจัดขึ้นตามกำหนด ไม่เป็นไรจัดได้เขาก็พังมันได้เช่นกัน แต่ก็แปลกงานจะเริ่มอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเจ้าบ่าวกลับยังไม่ปรากฏตัว โชคดีอะไรอย่างนี้นี้ ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะสายตาพุ่งตรงไปข้างหน้า ท่าทางของเขาสงบนิ่งแต่ก็ครุ่นคิดตลอดเวลา

   เขาให้โอกาสวีณาแล้วแต่เธอก็ยังดื้อแพ่งให้งานมันเกิดขึ้น เขาจึงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อยุติมัน หลังจากสืบรู้ว่าธีภพต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัดและจะกลับมาในเช้าวันแต่งงาน เขาก็เลยสั่งให้ลูกน้องดักรออยู่หน้าโรงแรม หากว่าเจ้าบ่าวของวีณาโผล่มาก็ให้จัดการพาไปเที่ยวไกลๆ สักวันสองวัน จนถึงตอนนี้ธีภพไม่มา พิพัฒน์รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

   “โทรหาเจ้าสวยคนสวยให้ฉันหน่อยสิชัด”

   “มีคนจะคุยกับคุณวีณาครับ” พนักงานของโรงแรมเดินถือโทรศัพท์มาส่งให้กับเจ้าสาวที่ตอนนี้ใบหน้าของเจ้าสาวคนสวยเริ่มไม่สวยเสียแล้วเพราะเจ้าบ่าวของเธอยังมาไม่ถึงงาน

   “วีณาพูดค่ะ” หญิงสาวถือโทรศัพท์เดินออกจากวงแขกที่มางาน

   “เจ้าบ่าวมาถึงหรือยังล่ะวีณา”

   น้ำเสียงทอดยาวนั้นแฝงไว้ด้วยความห่วงใยหากแต่วีณากำโทรศัพท์แน่น จำได้อย่างแม่นยำว่ามันเป็นเสียงของพิพัฒน์

   “คุณทำอะไรธี” หญิงสาวกระชากเสียงถาม

   พิพัฒน์หัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีตรงข้ามกับสีหน้าของเขาตอนนี้

   “อย่ากล่าวหากันอย่างนี้สิที่รัก ทำไมไม่คิดซะบ้างว่าบางทีเจ้าบ่าวของเธออาจจะตาสว่างขึ้นมาก็ได้ถึงไม่ยอมไปงานน่ะ”

   “ไม่มีทาง” หญิงสาวกัดฟันตอบ ปลีกตัวให้ห่างจากผู้คนจนมั่นใจว่าจะไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เธอจะพูด “คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ลูกเหรอ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกพิพัฒน์ ทุกคนจะต้องเข้าใจว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของธี”

   “ก่อนจะทำให้คนอื่นเข้าใจเรื่องพ่อของลูก สู้เอาเวลาไปหาเหตุผลตอบนักข่าวดีกว่าไหมว่าทำไมวิวาห์ถึงล่ม” พิพัฒน์วางสายและกำโทรศัพท์แน่น วีณายังดื้อดึง เขาก็จะสั่งสอนให้เธอสำนึกว่าอย่ามาเล่นกับคนอย่างเขา

   



   คุณหญิงฉัตรดาราเดินมาหาลูกชายคนโต ในใจเธอนั้นกระวนกระวายเหลือเกินเพราะเลยเวลาฤกษ์งามยามดีไปแล้ว ไม่มีวี่แววของธีภพ ไม่สามารถติดต่อเขาได้ โทรศัพท์ก็ไร้การตอบรับ พอหันไปถามวีณาฝ่ายนั้นก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าบ่าวของตัวเองถึงมาไม่ถึงสักที

   “ติดต่อน้องได้หรือยังเมฆ”

   “ยังเลยครับแม่ ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ที่คุยกันครั้งสุดท้ายก็บอกใกล้ถึงแล้วไม่รู้ทำไมไม่โผล่มาสักที แม่ดูหน้าซีดๆ นะครับ นั่งก่อนเถอะ” เมฆาประคองแม่นั่งเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยเกรงว่าท่านอาจจะเป็นลม “อย่าเพิ่งคิดอะไรมากนะครับ เดี๋ยวผมจะลองติดต่อน้องอีกที”

   “แม่ฝากด้วยนะลูก” คุณหญิงนั่งลงอย่างอ่อนแรง กวาดตามองไปรอบงาน แขกเหรื่อมากมายในงานล้วนแต่เป็นคนมีหน้าตาในสังคม ถึงเธอไม่อยากได้วีณาเป็นลูกสะใภ้แต่เธอก็ไม่อยากให้งานล่มกลางคันแบบนี้

   คนในงานเริ่มพากันจับกลุ่มมองหน้าจ้าสาวสลับกับการพูดซุบซิบ ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ถูกแต่งเติมจนงดงามเริ่มบูดบึ้งเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทำไมธีภพถึงยังไม่มาทั้งที่สัญญากับเธอไว้แล้ว...ธีภพคุณไปมุดหัวอยู่ที่ไหนกันนะ

   “เอ่อ...คุณวีณาคะ ไม่ทราบว่างานจะเริ่มหรือยังค่ะ นี่ก็เลยฤกษ์มานานแล้วนะคะ” นักข่าวต่างพากันกรูเข้ามาล้อมจนเธอเริ่มหงุดหงิด

   “อีกสักครู่ก็คงเริ่มแล้วค่ะ” หญิงสาวพยายามยิ้มให้นักข่าว

   “แต่นี่มันนานแล้วนะคะ แล้วเราก็ยังไม่เห็นคุณธีเลย เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นรึเปล่าคะ” นักข่าวยังไม่ยอมง่ายๆ

   “อืม...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวธีก็มาแล้วเมื่อกี้เขายังโทรหาวีอยู่เลย” หญิงสาวจำเป็นต้องพูดปด ก่อนจะขอตัวกับพวกนักข่าว “วีขอตัวไปที่คุณแม่ก่อนนะคะ”

   “เดี๋ยวสิคะ แล้วเรื่องที่เขาลือกันว่าคุณวีณากับคุณหญิงไม่ค่อยลงรอยกันนี่เรื่องจริงรึเปล่าคะ”

   “ไม่จริงค่ะ” วีณาย้ำเสียงเข้มจิกตาไปยังคนถาม “ท่านเมตตาวีทุกอย่าง งานวันนี้ก็เป็นท่านที่จัดการเป็นธุระให้ ขอตัวนะคะ”

   จนแล้วจนรอดธีภพก็ยังไม่มา เดือดร้อนถึงวีณาที่ต้องรับหน้าทั้งแขกและสื่อมวลชน แม้ว่าครอบครัวของธีภพจะช่วยไกล่เกลี่ยกับแขกผู้ใหญ่ให้แต่เธอก็ต้องรับมือด้านสื่อที่เชิญมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ จะขยับไปทางไหนก็มีแต่คนสงสัยยิงคำถามใส่เธอไม่ได้ว่างเว้น อารมณ์หงุดหงิดสะสมจนกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว เมื่อโดนซักไซ้มากๆ เข้า วีณาก็สติแตก

   “หยุดถามกันสักทีได้ไหม ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”

   “เอาแล้วไง” เมฆาเห็นเหตุการณ์รีบเดินฝ่าวงล้อมของนักข่าวมาหาน้องสะใภ้ ชายหนุ่มกางแขนกันนักข่าวให้ถอย ขัดใจกับจำนวนกองทัพนักข่าวที่บ่าวสาวเชิญมา เยอะขนาดนี้จะป่าวประกาศให้รู้ยันดาวอังคารเลยรึไง

   “หมายความว่าไงคะคุณวี จะไม่มีงานเกิดขึ้นใช่ไหมคะ” เพียงแค่ได้ฟังคำถามวีณาก็ลมออกหูเตรียมอ้าปากจะแผดเสียงกรี๊ดอีกรอบ เมฆาจึงรีบบอกให้การ์ดพาวีณาไปห้องพักก่อน จากนั้นจึงหันมารับหน้าสื่อแทนว่าที่น้องสะใภ้

   “ผมต้องขอโทษแทนวีณาด้วยนะครับ เธอคงกำลังหงุดหงิดจึงทำให้อาจเสียมารยาทไปบ้าง” ชายหนุ่มที่กุมธุรกิจขนส่งทางน้ำรายใหญ่ของประเทศยิ้มหวานพลางชี้แจงต่อ “ผมคงต้องขอโทษแทนธีภพและวีณาด้วยนะครับที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา แต่ผมคงต้องแจ้งกับทุกท่านว่าวันนี้ทางเราคงต้องเลื่อนงานออกไปก่อน ขอให้ทุกคนเข้าใจตามนี้นะครับ แล้วผมจะจัดแถลงข่าวชี้แจงเหตุผลภายหลังนะครับ”
7
4. รัญชิดา / ฟีลิปดา / Re: พญามารบงการรัก บทที่ 2
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 15, 2017, 11:18:32 PM »
พี่ดี้ยังอ่านอยู่ป่าวคะ555555



ยังเขียนอยุ่นะคะ แต่ว่าแก้ไขใส่รายละเอียดเพิ่มเติมค่ะ จะได้รู้จักนิสัยใจคอแต่ละตัวละครกันมากขึ้น

โพสต์แล้วก็ยังไม่ถูกใจเต็มร้อย โรคลังเลก็มาก5555 แต่จะพยายามคุมสติตัวเองให้ค่อยๆ เขียน ค่อยๆ ใส่รายละเอียดต่อไปค่ะ

ตอนแรกว่าจะเขียนสั้นๆ แต่เขียนแล้วมันไม่สั้นก็จะยาวแล้วนะ555

อย่าเพิ่งหนีกันไปไหนน๊าาาาาาาา

8
7. ปพลทัต /มิกกี้เมาท์ / Re: กรรมสิทธิ์หัวใจ บทที่ 1
« กระทู้ล่าสุด โดย PEA555 เมื่อ มีนาคม 04, 2017, 10:44:08 AM »
ต่อบทที่ 1 ครับ

อรอุมาก้าวลงจากรถโดยสารประจำทางและเดินเข้าไปในซอยเพื่อกลับบ้าน วันนี้มีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้นกับเธอถึงสองเรื่อง แน่นอนเรื่องแรกคือการได้คะแนนเต็มวิชาแคลคูลัส ส่วนเรื่องที่สองคือการได้งานนอกเวลาเป็นพนักงานขายหนังสือในห้างสรรพสินค้าใกล้ๆมหาวิทยาลัย เธอคาดหวังว่าพ่อกับแม่คงยินดีและภาคภูมิใจกับเธอ

อรอุมาไขกุญแจเปิดประตูรั้วและเดินเข้าไปในบริเวณบ้าน เธอมองดูบ้านสองชั้นหลังเล็กเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ก่อนหน้านั้นหญิงสาวจำได้เลาๆว่าตนเองเติบโตมาในบ้านหลังใหญ่ที่มีบริเวณกว้างขวาง พรั่งพร้อมด้วยคนรับใช้มากมาย แต่นั่นมันก็นานมากจนจำเรื่องราวต่างๆไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าอะไรคือเหตุผลที่ต้องมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ เคยได้ถามแม่ แต่ท่านก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรนอกจากการเงียบ พอถามพ่อก็กลับถูกถามกลับว่าไม่มีความสุขหรืออย่างไรที่ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้ อรอุมาจึงเลิกถามไปโดยปริยาย
อรอุมาเคยตั้งเป้าหมายในใจเอาไว้ว่า ในสักวันหนึ่งเธอจะต้องทำให้พ่อแม่และน้องได้กลับไปอยุ่บ้านหลังใหญ่และมีความสุขสบายไม่ต้องทำงานหนักเหมือนทุกวันนี้

“อรกลับมาแล้วเหรอลูก” เสียงสตรีสูงวัยกว่าเอ่ยถามพร้อมๆกับที่โผล่หน้าออกมาจากในครัว

“ค่ะแม่...เย็นนี้ทำอะไรกินคะ กลิ่นหอมเชียว” อรอุมาเดินเข้าไปหาแม่ที่ในครัว

“แกงจืดกับหมูทอด...ของโปรดของเรากับพ่อ” ท้ายประโยคจรรยาพูดพร้อมกับยิ้มน้อยๆ

อรอุมาพลอยยิ้มไปด้วย เธอมองเห็นสายใยแห่งความรักของผู้เป็นบิดามารดาจากสิ่งเล็กๆเสมอ ตามความรู้สึกของเธอ ท่านทั้งสองมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก แต่ความแตกต่างนั้นก็ไม่เป็นอุปสรรคและไม่ทำให้พ่อกับแม่คลายความรักต่อกันได้เลย พ่อให้เกียรติแม่เสมอทั้งต่อหน้าและลับหลัง และแม่ก็ไม่เคยตำหนิพ่อเลย ไม่ว่าท่านจะดื่มเหล้ามากมายแค่ไหน

“อรดูแกงจืดให้แม่หน่อย พอเดือดแล้วก็ปิดไฟเลย” เสียงของมารดาพาความคิดอรอุมากลับมาที่ห้องครัว เธอยิ้มรับคำมารดาและเงยหน้าไปมองน้องสาวในชุดนักเรียนมัธยมที่กำลังเดินเข้ามาในบ้าน ในมือของมารดาถือจานเปล่าสามใบพร้อมทั้งช้อนกับซ้อมจำนวนหนึ่ง

อรอุมามองตามหลังมารดากับอรจิราผู้เป็นน้องสาว เธอเห็นว่าทั้งสองกำลังนำอาหารที่อรจิราซื้อติดมือออกมาจัดใส่จาน ไม่ต้องมองก็เดาจากกลิ่นได้ว่ามันคือส้มตำปล้าร้าและยำหอยดอง หญิงสาวกั้นลมหายใจเพราะไม่ต้องการสูดกลิ่นอาหารที่ไม่พึงประสงค์ หญิงสาวรอจนแกงจืดเดือดก่อนที่จะปิดเตาและเดินเลี่ยงขึ้นไปห้องนอนชั้นสองปล่อยให้แม่และน้องสาวนั่งรับประทานอาหารกันสองคน อรอุมารู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีม่านบางๆกั้นระหว่างเธอกับแม่และน้องสาว เธอคิดว่าบางครั้งตัวเองก็ไม่สามารถเข้าถึงคนทั้งสองได้ ซึ่งความรู้สึกแบบเดียวกันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นระหว่างเธอกับพ่อเลย

อรอุมาคิดว่าเธอนั้นเป็น “ลูกพ่อ” ส่วนอรจิราผู้เป็นน้องสาวเป็นทั้ง “ลูกพ่อและลูกแม่” เพราะว่าอรจิรากับพ่อสนิทสนมกันในแบบที่เธอไม่สามารถทำได้ น้องสาวของเธอมักจะแสดงความรักโดยการสวมกอดและหอมแก้มพ่อกับแม่อยู่ตลอดเวลา ผิดกับอรอุมาที่ไม่เคยทำเช่นนี้เลย และสิ่งนี้แหละที่เป็นแรงผลักดันให้อรอุมาใส่ใจในการเรียนเพื่อที่พ่อกับแม่จะได้มองเห็นคุณค่าในตัวเธอ และอรอุมาก็สามารถประสบความสำเร็จในการเรียนเป็นอย่างดี

พอคิดถึงผลการสอบวิชาคณิตศาสตร์แคลคูลัส หญิงสาวก็อดระลึกถึงใบหน้าของชายหนุ่มที่ชื่อ “วาทิน” ไม่ได้ คิดแล้วก็หมั่นไส้ มาหาว่าเธออ้วนเตี้ยดำล่ำบึ๊ก ตัวเองหล่อมากนักหรือไง มองไปมองมาก็งั้นๆแหละ เจ้าชู้ประตูดิน จะมีดีหน่อยก็ตรงที่ตัวสูง ไหล่กว้างเท่านั้น เสียงกดกริ่งหน้าบ้านทำให้อรอุมาเดินไปชะโงกดูที่หน้าบ้าน จรรยากับอรจิรากำลังเดินไปที่ประตูเพื่อสนทนากับผู้มาเยือน เธอขมวดคิ้วนิดเล็กน้อยที่มองเห็นรถที่จอดอยู่หน้าบ้านว่าไม่ใช่ขององอาจ “ใครมานะ”

อรอุมามองเห็นมารดาจากหน้าต่างห้องนอนและคิดว่าน่าจะมีอะไรที่ไม่ปรกติเกิดขึ้นเนื่องจากจรรยามีท่าทางตกอกตกใจกับสิ่งที่ผู้มาเยือนนำมาบอก หญิงสาวจึงลงมาจากห้องนอนและไปสมทบกับมารดาและน้องสาว ชายวัยกลางคนผู้นำข่าวร้ายมาบอกชื่อสมคิด เป็นเพื่อนที่ทำงานและเป็นเพื่อนร่วมดื่มของบิดา เขาเคยมาที่บ้านบ่อยๆจนคุ้นเคยกับทุกคน สภาพของสมคิดตอนนี้เขามีสีหน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปแต่ก็ยังมีสติวานให้เพื่อนอีกคนขับรถมาให้

“ผมต้องขอตัวกลับก่อนนะ” สมคิดบอกกับภรรยาเพื่อน

“ขอบคุณที่มาบอกนะ” จรรยาตอบเพื่อสามีด้วยน้ำเสียงสั่น

อรอุมายืนมองเพื่อนพ่อที่กำลังเดินโซซัดโซเซกับไปที่รถและขึ้นไปนั่งข้างคนขับก่อนที่รถจะเคลื่อนออกไป “พ่อเป็นอะไรเหรอคะ” อรอุมาตั้งคำถามจากมารดา 

“พ่อ...เอ่อ พ่อ...หายใจไม่ออก แต่ไม่รู้เป็นอะไร...ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล....” จรรยาแจ้งข่าวร้ายกับลูกสาวคนโต

“แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะแม่” อรจิราถามขึ้นมาอย่างร้อนรนบ้าง เธอเองก็ตื่นตะหนกไม่แพ้มารดา

“อรว่าเราไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วไปดูอาการคุณพ่อที่โรงพยาบาลกันเถอะค่ะ” อรอุมาควบคุมสติได้ดีกว่าทุกคน มารดาและน้องสาวพยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่จะทำตามที่อรอุมาแนะนำ

9
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#1 บทที่ 15(บทส่งท้าย)
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ มีนาคม 02, 2017, 03:58:47 PM »

ลบแล้วค่ะ
10
9. ลุงทอม / นิรีย์ / สืบโหดคืนสยองปี2#1 บทที่ 14
« กระทู้ล่าสุด โดย lung_tom เมื่อ มีนาคม 02, 2017, 03:54:54 PM »
ลบแล้วค่ะ
หน้า: [1] 2 3 ... 10