กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 10.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 16, 2019, 11:59:53 PM »
บทที่ 10 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



“เมื่อครู่ตอนที่เจ้าวางถาดน้ำชา มือของเจ้าเป็นอะไร ทำไมถึงได้อ่อนแรงนัก เอามาให้ข้าดูสิ”

“มือของข้าเป็นปกติดี เพียงแต่มือลื่นเท่านั้นเอง ท่านพี่อย่าได้ใส่ใจ”

“ถ้าข้าไม่ใส่ใจ แล้วใครจะใส่ใจ” คำพูดเช่นนี้มีสิ่งใดน่ารังเกียจ

นางถึงได้ทำหน้าตาตื่นกลัวยกมือขึ้นมาปิดปาก ราวกับพบเจอเรื่องราวสยดสยอง

“ขอบคุณท่านพี่ที่เมตตา” นางตอบกลับเสียงกระท่อนกระแท่น ซาบซึ้งใจใช่หรือไม่

“ไยไม่ส่งมือของเจ้ามาอีก”

“ท่านไม่ใช่หมอ ไม่ต้องเสียเวลหรอกเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้ แต่ข้าเป็นสามีของเจ้า แค่อาการบาดเจ็บเล็กน้อย ข้าสามารถตรวจดูได้อยู่หรอกน่า”

นางยังคงทำอิดออด เขาเลยโน้มตัวไปฉวยมือของนางมาดูเอง คลี่ฝ่ามือเรียวเล็กนุ่มนิ่มออกมา

นิ้วบอบบางไม่ต่างจากของเด็กน้อย คำว่า น่าทะนุถนอม ผุดขึ้นมา

ข้อมือยิ่งเล็กเข้าไปใหญ่ ให้สัมผัสเรียบลื่น เขาลองกำข้อมือของนาง

“ท่านพี่ ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้เป็นอะไร” นางพยายามชักมือกลับ

“เจ้าไม่ใช่หมอเช่นกัน เจ้าจะรู้ได้อย่างไร”

เห็นสีหน้าบึ้งตึ้งของนางแล้วเขากลับรู้สึกสบายใจ นางไม่ได้ทักท้วงอะไรอีก ปล่อยให้เขาสำรวจมือของนางอย่างหย่ามใจต่อไป

ผ่านไปสักพัก สาวใช้ยกขนมกับถาดน้ำชามาให้

“คุณชายรอง นายท่านใหญ่ให้ข้ามาแจ้งว่า หลังจากท่านรับประทานของว่างเรียบร้อย เชิญคุณชายรองไปที่ห้องหนังสือด้วยเจ้าค่ะ”

“อืม”

เขาตอบรับคำ สาวใช้ถอยออกไปอย่างรู้งาน และปิดประตูให้ก่อนจากไป

“ซานซาน ขนมมาแล้ว เจ้าอยากกินสิ่งใดก่อน ข้าจะป้อนเจ้า”

“ข้าอยากดื่มน้ำชา”

“ได้ ๆ” เขาจัดแจงรินน้ำชาให้นาง ยื่นส่งให้

นางรับจอกน้ำชา “ขอบคุณท่านพี่ แต่ว่าท่านไม่ต้องอยู่ดูแลข้าหรอก รีบไปพบท่านพ่อก่อนเถอะ อาจมีเรื่องเร่งด่วนก็เป็นได้”

“เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้า หากท่านพ่อต้องการให้ข้ารีบไปพบ คงสั่งกำชับสาวใช้มาแล้ว มา ๆ ป้อนขนมให้เจ้ากินก่อน ข้าค่อยไปก็ยังไม่สาย”

นางกำลังถอนหายใจ เพราะหวั่นไหวให้เขาใช่หรือไม่ แน่นอนว่าเขาเอาใจใส่นางถึงเพียงนี้ ย่อมไม่อาจไม่หวั่นไหว เขานึกยิ้มในใจ

“ข้าไม่อยากโดนตำหนิ ที่เป็นต้นเหตุให้ท่านล่าช้า”

“เหลวไหล อ้าปากสิซานซาน”

เขาหยิบขนมไปจ่อใกล้ปากของนาง พอนางจะคว้าชิ้นขนม เขาดึงมือหลบพร้อมกับส่ายหน้า

“ท่านพี่! ข้ากินเองได้”

“ข้าป้อนให้เจ้ากิน ย่อมไม่แตกต่างกัน”

นางเหมือนจนปัญญา ยอมกัดขนมเคี้ยวแต่โดยดี เพียงแต่เขาต้องระวังนางจะกัดนิ้วเท่านั้นเอง ท่าทางนางคงจะหิวจัด

ขนมและน้ำชาหมดกาแล้ว เสร็จสิ้นภารกิจ ชายหนุ่มถึงได้ปัดมือลุกขึ้นจากไป



วันเดียวกัน ณ สำนักคุ้มภัยหยางไท (阳台. Yáng tái. ระเบียง)

“อาเหยียน เจ้าจะรับงานนี้หรือไม่”

ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงหน้าต่าง เอ่ยถามสหายขณะอ่านจดหมายฉบับหนึ่ง

“งานอะไร”

“คุ้มกันขวนรถม้าพร้อมม้าทั้งหมดแปดตัว”

“ระยะทางล่ะ” ชายหนุ่มอีกคนท่าทีผ่อนคลาย สอบถามข้อมูลจากอีกฝ่าย

แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาใช้พู่กันตวัดเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ

“จากเมืองชางชือไปที่หมายต่างเมือง น่าจะใช้เวลาไม่เกินเดือน”

“ผู้ว่าจ้างเป็นใคร”

“ใจคอเจ้าจะไม่อ่านรายละเอียดเอง เช่นนี้เมื่อไหร่จะได้ความ ข้านึกว่าเจ้ารู้เรื่องแล้ว”

“ซีเหมินจิ้น ข้าขอถามหน่อย ข้ามีตำแหน่งอะไร”

“ย่อมต้องเป็นรองสำนักคุ้มภัย ไม่ผิด และไม่มีใครคิดแย่งงานเจ้าแน่นอน”

“ถูกต้อง ข้าถึงต้องมานั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนี้ ตั้งแต่เช้ายันเย็น

จัดการเรื่องราวทั้งหลายของสำนักคุ้มภัย

แล้วจะไปมีเวลาอ่านจดหมายว่าจ้างที่ไหนได้ และงานนั่นก็เป็นงานของเจ้า”

“คราวนี้พี่ใหญ่เป็นคนบอกให้เจ้าเป็นคนตัดสินใจ เพราะว่าเป็นงานเสี่ยงครั้งใหญ่

ถ้ารับเจ้าก็ต้องไปคุมงานเอง ค่าจ้างไม่เบา เจ้าสนใจหรือไม่อาเหยียน”

“ข้าไม่สนใจเรื่องเงิน”

“เจ้ารู้จักชื่อเสียงของม้าตระกูลหม่าหรือไม่ พวกเขาจะนำรถม้าไปส่งให้ผู้ว่าจ้างอีกที”

“เคยได้ยินมาบ้าง เป็นม้าที่มีลักษณะดี กำลังขายอดเยี่ยม แข็งแรง สามารถลากสิ่งของได้มากกว่าปกติ”

“แล้วเจ้าเคยเห็นหรือไม่”

ซีเหมินจิ้นพับจดหมายวางในกล่องไม้ เดินมาที่โต๊ะ

“ไม่เคย คนที่มีปัญญาซื้อรถม้าตระกูลม้า น่าจะต้องเป็นมหาเศรษฐี”

“โอกาสดีเช่นนี้ แล้วเจ้ายังไม่คว้าเอาไว้”

“บรรดาพวกโจร ก็คงคิดเช่นเดียวกับเจ้านี่แหล่ะ ม้าตระกูลม้ามีมูลค่าเท่าไหร่ รวมรถม้าหนึ่งคัน คงมีกินมีใช้ได้เป็นปี”

“อย่าบอกว่าเจ้ากลัวนะอาเหยียน ข้าไม่เคยได้ยินคำนี้จากปากของเจ้าสักครั้ง”

“หลังจากโดนจับไปทรมานครั้งนั้น ข้าบาดเจ็บสาหัสและเสียสติไปพักหนึ่ง เจ้าลืมไปแล้วหรือ”

“อาเหยียน นี่เจ้า…ปกติเจ้าเสียสติเป็นประจำอยู่แล้ว”

“ซีเหมินจิ้น เจ้าอยากลิ้มรสกำปั้นของข้าใช่หรือไม่”

“เรื่องราวตั้งห้าปีมาแล้ว คราวนั้นเจ้ากับข้าอายุยังน้อย ย่อมไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกใจคิดคด แล้วสรุปว่า

เจ้าจะตกลงหรือไม่ ไม่ต้องนั่งทำงานที่โต๊ะตัวนี้เป็นเดือน ๆ

หากเจ้าไม่สนใจ ข้าจะได้แจ้งให้พี่ใหญ่ทราบ แล้วรีบเขียนจดหมายตอบปฏิเสธไป”

หนานกงหลี่เหยียนมีประกายตาวาบขึ้นมา

เมื่อคิดได้ว่าการไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก เท่ากับเป็นการละทิ้งการงานที่น่าเบื่อในสำนักคุ้มภัย

“ช้าก่อน ข้าตกลง”



เวลากลางคืนแต่ท้องฟ้ากลับไม่มืดมิด เพราะแสงจันทร์ส่องสว่าง

เธอยืนแหงนหน้าขึ้นมองพระจันทร์กลมโตที่หน้าต่างในห้องนอน รู้สึกเหงาขึ้นมา

ตัวตนของเธอในโลกเก่าคงค่อย ๆ จางหายไปสินะ หรือจริง ๆ แล้วเธอบังเอิญโชคร้ายที่ดันระลึกชาติได้ก็เท่านั้นเอง

เธอยังเหม่อมองพระจันทร์ต่อและเริ่มคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

ท่าทีของหม่ากว่างหยูที่มีต่อเธอเริ่มแปลกไป เขาจำเหตุการณ์ในคืนนั้นได้หรือเปล่านะ

แต่เธอว่าไม่น่าได้ บางทีเขาอาจจะได้รับคำชี้แนะจากพ่อกับแม่

ให้เอาใจเธอเพื่อเร่งมีลูกไว้สืบสกุล เธอไม่แน่ใจว่าจะเล่นบทบาทภรรยาได้ดีแค่ไหน

“ข้าเข้าไปนะ”

เสียงผลักประตูแทบจะพร้อมกับคำพูด เธอหันไปมองอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ความเป็นส่วนตัวไม่มีกันหรือไงในยุคนี้

“ท่านพี่”

เธอตั้งใจจะเดินไปไล่เขาให้ออกไป วันนี้เธอต้องการคิดไตร่ตรองสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองในตระกูลหม่า เขาดันเข้ามาขัดจังหวะ

“ออกไปชมจันทร์กับข้า คืนนี้งามนัก” เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอ ทำท่าจะจับแขนลากออกไป

“ในห้องของข้าก็มองเห็น และข้าเห็นพระจันทร์แล้ว”

“ซานซานเจ้ายังโกรธ ที่ตอนเย็นข้าไม่ได้มากินอาหารพร้อมเจ้าหรือ

ตั้งแต่ท่านพ่อเรียกข้าไป ข้าต้องอยู่ปรึกษาหารือเรื่องงานจวบจนย่ำค่ำ

เพิ่งได้ออกมารับสำรับอาหารเมื่อครู่ จากนั้นข้าก็รีบมาหาเจ้า”

“เช่นนั้นท่านรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยชมจันทร์ สุขภาพของท่านสำคัญที่สุด”

พูดแล้วเธอรู้สึกคลื่นไส้จนขมคอ ประโยคพวกนี้ใช้พลังงานในการแสดงทำให้เหนื่อยมาก

“ช่างแล้งน้ำใจนัก เจ้าคิดจะขัดแยังกับข้าทุกเรื่องเชียวหรือซานซาน”

เขาทำทีต่อว่าต่อขานเธอ ออกอาการกระเง้ากระงอดอย่างกับคู่รักกัน เธอไม่ชิน!

“ท่านสิไม่สบายก็กลับไปเสีย เลิกเสแสร้งได้แล้ว ไม่ใช่ท่านหรือที่เคยรังเกียจข้า ต้องการฆ่าข้าให้ตาย”

“แค่เรื่องเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อย เจ้าอย่าได้ถือสาหาความข้าอีกเลย ข้าขอสาบานว่าต่อไปนี้ จะไม่ทำเช่นนั้นกับเจ้าอีกแล้ว ข้าจะปรับปรุงตนเองเสียใหม่เพื่อเป็นสามีที่ดีของเจ้า”

“ท่านคือหม่ากว่างหยูใช่หรือไม่”

เธอหรี่ตามองเขาอย่างไม่แน่ใจนัก

“ถ้าเช่นนั้น ท่านควรเปิดใจกับข้า สารภาพความจริงมา ทำไมถึงต้องการฆ่าข้า”

“เวลานี้คงไม่ค่อยเหมาะนัก เดี๋ยวพระจันทร์จะลับท้องฟ้าไปเสียก่อน”

“ข้าต้องการฟัง ท่านตอบรวบรัดมาแค่สองสามประโยคก็ได้ ถ้าไม่ได้คำตอบข้าจะไม่ออกไปชมจันทร์กับท่าน”

“เกี่ยวกับคำสาปประจำตระกูลหม่า เจ้าคงเคยได้ยินคำร่ำลือมาบ้าง และการแก้คำสาปก็ต้องใช้หญิงสาวที่มีดวงชะตาสอดคล้องกับข้า

แต่งมาเป็นภรรยาของข้า และตอนแรกข้าเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นตัวปลอม แต่ตอนนี้ข้า...ข้า...เอ่อ เข้าใจถูกแล้ว ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย”

ท้ายประโยคทำไมเขาต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

ทำอย่างกับอาย คนเราทำผิดแล้วยอมรับผิด น่ายกย่องสิ ไม่เห็นมีอะไรน่าอายสักหน่อย

“ท่านอายุเท่าไหร่”

“สิบแปดปี”

ถือว่าเป็นวัยรุ่น จะอารมณ์ร้อนวู่วาม ทำตัวคึกคะนอง ไม่ค่อยคิดถึงการกระทำของตัวเอง ว่าจะมีผลเสียอะไรตามมาหรือเปล่า

นับว่าเป็นเรื่องปกติ และเธอถือว่ายังโชคดีที่ไม่โดนเอากระบี่เสียบหัวใจ ไม่สิแค่เกือบโดนฆ่าปาดคอเท่านั้น ไม่คิดเรื่องพวกนี้ดีกว่า

“ท่านจะรับอนุหรือไม่”

“ไม่อย่างแน่นอน เพราะตระกูลหม่าเป็นเช่นนี้ ต้องการเก็บรักษาความลับไว้ให้ดี

มีฮูหยินเพียงคนเดียวย่อมเพียงพอแล้ว”

คำตอบนี้ เธอนับว่าฟังแล้วเข้าหูที่สุด

“ดี”

เธอรู้สึกว่าโลกนี้สดใสขึ้นอีกโข ไม่ต้องระแวงว่าเมียน้อยจะคอยเลื่อยขาเก้าอี้ตำแหน่งเมียหลวง

“เจ้ายิ้มแล้ว หายโกรธข้าแล้วใช่หรือไม่ซานซาน ถ้าเช่นนั้นเจ้าออกไปชมพระจันทร์กับข้า”

สองสามีภรรยาพากันจูงมือออกมาจากในห้อง ทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปจนถึงศาลาแห่งหนึ่ง มีบ่อปลาขนาดใหญ่ที่ด้านข้าง

“เจ้านั่งก่อนสิ ที่ตรงนี้เป็นเช่นไร”

“ข้าไม่เคยเดินมาแถวนี้ ไม่คิดว่าจะมีศาลานั่งเล่นด้วย ท่านชอบมาที่นี้ประจำหรือ” เธอถามพร้อมทั้งกวาดสายตาไปรอบ ๆ

บรรยากาศในตอนกลางคืนกับตอนกลางวันมักแตกต่างกัน เธอแหงนมองดวงจันทร์ที่ตอนนี้อยู่เคลื่อนสูงขึ้น

เหมือนตำแหน่งพระอาทิตย์ตอนประมาณสักสิบเอ็ดโมงเช้า

“เจ้าชอบหรือไม่”

“บรรยากาศเงียบดี ข้าชอบ”

“ที่เรือนของข้า ก็เงียบสงบเช่นกัน”

“จริงสิ วันไหนที่ท่านว่าง ท่านสอนข้าขี่ม้าได้หรือไม่” เธอเปลี่ยนเรื่อง รู้สึกว่าการกล่าวอ้างถึงเรือนของเขา มีนัยบางอย่าง

เขาต้องการชวนเธอไปนอนค้างแน่นอน และตามที่แม่สามีเรียกเธอไปเร่งรัดเรื่องมีหลานอีก

“ซานซาน ถ้าเจ้าต้องการข้าย่อมไม่ขัดข้อง” เขาเขยิบเข้ามาใกล้เธอทำไม









999


พ่อพระเอก หม่าจิ้นไฉ (พรสวรรค์อันสัตย์จริง 6)
เด็กเลี้ยงม้า อายุราว 13 ปี หม่าหวังหย่ง  (กล้าหาญ4)
เมืองที่พระเอกอาศัย ชางชือ    ชาง รุ่งเรือง ชือ กิน  (ตั้งมั่ว ฮ่าๆ 9)
พี่ชายใจดี ซีเหมินจิ้น (ซื่อสัตย์10) หล่อน้อยกว่า พี่ชายคนบ้า แต่อบอุ่นจริงใจกว่า
พี่คนบ้า หนานกง หลี่เหยียน  (วาจามีเหตุผล10) เป็นรองหัวหน้าสำนักคุ้มภัย  เมืองหลวง
เคยโดนจับไปทรมานที่คุกใต้ดินแห่งหนึ่ง
 

 
2
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 9.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 14, 2019, 12:54:05 AM »
บทที่ 9 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ





   มีคำร่ำลือเกี่ยวกับตระกูลหม่า เรื่องการฝึกม้าว่าเป็นสุดยอดแห่งเมืองชางชือ
ม้าทุกตัวเชื่อฟังคนในตระกูลหม่า
บอกให้กระโดดก็กระโดด สั่งให้วิ่งก็วิ่งโดยที่ไม่ต้องมีใครนั่งบังคับบนหลังม้า
 แม้แต่สั่งให้ลงไปว่ายน้ำก็ย่อมทำได้
ส่วนในความเป็นจริงเป็นฉันท์ใดไม่มีใครตอบได้

หากตอนนี้มีใครมาเห็นฮูหยินน้อยคนใหม่ กำลังสั่งการม้าได้คงแทบไม่เชื่อสายตา
 แม้แต่สะใภ้ตระกูลหม่า ยังสามารถถึงเพียงนี้

   “พี่ม้าเดินช้า ๆ ไปรอบสนามนะ”

หลี่ชิงซานแปลกใจเล็กน้อย ที่ม้าดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูด หรือมันเริ่มคุ้นเคยกับเธอแล้ว
ไม่ก็เป็นเพราะม้าตัวนี้ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
แต่หารู้ไม่ว่ากลิ่นกายของตัวเธอเปลี่ยนไปแล้วตลอดกาล
 เพราะได้ผสมผสานกับบางสิ่งที่พวกมันหวาดกลัว

   หนึ่งอาทิตย์สำหรับการฟื้นฟูร่างกาย จนเธอรู้สึกว่า น่าจะแข็งแรงพอมาหัดขี่ม้าต่อได้แล้ว
อนาคตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เธอไม่อยากคิดอีกแล้ว

เรื่องคืนนั้นหากเขาเข้าใจผิดว่าเธอเป็นญาติสาวห่าง ๆ เพราะอาการเมา
หวังว่าเขาจะจำมันไม่ได้อีกเลย เธอต้องการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นเพียงในนามเท่านั้น

จะให้ยิ้มหวานเอาอกเอาใจคนที่เคยต้องการเอาชีวิตตัวเอง
เธอทำไม่ได้ ม้าเดินวนกลับมาที่เดิม

“หวังหย่ง เจ้าบอกข้าสิ ต้องทำอย่างไรมันถึงวิ่งไปเร็ว ๆ”

“ไม่ใช่ว่า ฮูหยินน้อยเพิ่งสั่งมันเดินหรือขอรับ หนนี้ท่านเพียงบอกให้มันวิ่งไปก็เท่านั้นเอง”

“ใครจะไปสั่งม้าได้ มันเป็นม้าฉลาดมากต่างหาก เลยจำได้ว่าข้าเพิ่งหัดขี่ม้า”

เด็กน้อยอยากจะเถียงใจจะขาด ม้าที่ไหนจะความทรงจำดีได้เพียงนั้น
ครั้งล่าสุดที่ฮูหยินน้อยมาหัดขี่ม้าก็เมื่อเกือบสิบวันที่แล้ว

“ข้าน้อยเคยบอกท่านแล้ว ว่าให้คุณชายรองมาหัดให้ท่านจะปลอดภัยกว่านะขอรับ
ตัวข้ายังไม่เคยหัดให้ใครขี่ม้าเลยสักคน เป็นเพียงเด็กดูแลม้าเท่านั้น”

เฮ้อ! ทำไมเด็กนี่หัวรั้นเหลือเกิน ตัวเขาเองก็ขี่ม้าเป็นแล้วมันจะไปยากอะไร

“เอาล่ะ ๆ เดี๋ยวรอคุณชายรองของเจ้าว่าง ข้าจะให้เขาช่วยสอนก็ได้
ตอนนี้เอาม้าไปพักผ่อนเถอะ ขอบเจ้ามากนะหวังหย่ง”
แม้ว่าเธอจะรู้สึกเสียดายที่ใช้เวลากับม้าได้แค่ครู่เดียว
เธอไม่อยากรบกวนการทำงานของคนอื่น ลงจากหลังม้าแล้วเดินออกมาจากสนามฝึก

แต่ละคนมีหน้าที่ต้องทำ แล้วเธอล่ะ ในยุคโบราณ คนเป็นภรรยาต้องทำอะไร ทำบัญชีรายรับรายจ่าย?
 น่าจะมีพ่อบ้านทำให้มั้ง ดูแลความเป็นอยู่ของสามีและอนุ? เรื่องน่าเบื่อทั้งนั้น
เธอเดินเล่นคิดเรื่องไร้สาระไปเรื่อย ถ้าต้องอยู่ในสถานะนี้เธอจะทำได้หรือเปล่า

“เจ้าจะเดินไปไหน ระวังทางด้วย”

เสียงร้องเตือนที่คุ้นหู ทำให้เธอสะดุ้งหยุดเดินทันที
ร่างกายเหมือนกลายเป็นหินไปเสียอย่างนั้น
ตั้งแต่คืนนั้นเธอก็ไม่ได้เจอกับเขาอีกเลย นี่เป็นเป็นการเผชิญหน้าครั้งแรก

“คุณชายรอง”

เธอหันกลับมาได้ในที่สุด เอ่ยทักทายเขาพร้อมทั้งค้อมตัวก้มศีรษะให้อย่างสุภาพ

“เจ้าเรียกใครว่าคุณชายรอง”

“คุณชายหม่า”

“หลี่ชิงซาน! เจ้าเรียกสามีเช่นนี้ต้องการปฏิเสธฐานะตนเองเช่นนั้นหรือ”

“ขออภัยท่านสามี เป็นข้าเลอะเลือนไปเอง ข้างนอกแดดแรงยิ่งนัก
ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย คงต้องขอตัวกลับเรือนก่อน”

เธอหมุนตัวรีบเดินกลับเรือน
จะว่าเธอไร้มารยาทก็ช่าง ไร้การอบรมจากสกุลหลี่ก็ดี
การบอกว่าต่อไปจะทำตัวเหมือนเรื่องคืนนั้นไม่เคยเกิดขึ้น
 แล้วต่างคนต่างอยู่ ในความเป็นจริง มันไม่ได้แสดงละครได้ง่ายขนาดนั้น
เธอสอบตกแล้ว คงทำได้เพียงอยู่ให้ห่างเข้าไว้

ชายหนุ่มมีบางอย่างอยากจะเอื้อนเอ่ย แต่ก็ไม่กล้า
มองตามร่างเล็กบอบบางจนลับหายไปจากสายตา



ภาพเหตุการณ์นี้ล้วนอยู่ในการเฝ้ามองของสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง
จะเป็นใครไม่ได้นอกจากหม่าจิ้นไฉและภรรยา

“ท่านพี่ ทำไมพวกเขาถึงได้เป็นเช่นนี้ไปได้ คืนนั้นสาวใช้ที่เฝ้าหน้าห้อง
ยืนยันว่าพวกเขาได้เข้าหอกันแล้วไม่ผิดแน่”

ฮูหยินใหญ่ไม่เข้าใจว่าข้าวสารเปลี่ยนเป็นข้าวสุกแล้ว
อะไร ๆ ย่อมน่าจะง่ายขึ้น ทำไมทั้งสองคนทำตัวห่างเหินกันนัก

“วิธีการที่พวกเราใช้ หรือจะรุนแรงเกินไป
ลูกสะใภ้คงได้รับความสะเทือนใจ จนไม่คิดแม้แต่จะมองหน้ากว่างหยู
 เจ้าเห็นหรือไม่นางเอาแต่ก้มหน้าพูดคุยกับเขาตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วรีบร้อนจากไป”

“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรกันดีท่านพี่ ขืนนางยังต่อต้านหยูเอ๋อร์ อาการของเขาอาจกำเริบขึ้นมาอีก
หรือข้าควรไปเจรจากับลูกสะใภ้ ให้นางปฏิบัติกับลูกชายของพวกเราให้ดีกว่านี้หน่อย”

“ไม่ต้องรีบร้อน ข้ายังเชื่อเช่นเดิมว่าเมื่อกว่างหยูรู้ว่านางมีความสำคัญต่อเขาเพียงใด
นางก็จะได้รับความเอาใจใส่อย่างท่วมท้น และในไม่ช้านางต้องรักบุตรชายของพวกเราแน่นอน”

ฮูหยินใหญ่แอบค้อนสามีตัวเอง เรื่องนี้มันต้องมีตื้นลึกหนาบาง สามีนางช่างกล่าวออกมาได้ราบรื่นนัก
ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง แม้ดูไม่ยุ่งยากอะไร แต่กรณีของลูกชายของนาง
โดยเฉพาะคนเป็นมารดาจะไม่รู้นิสัยบุตรชายตนเองได้อย่างไร หากไม่พอใจผู้ใดมักไม่ยอมลงให้ง่าย ๆ
แล้วเขาจะเปลี่ยนไปเอาใจลูกสะใภ้ทันทีทันใด นางไม่คิดง่ายดายดังเช่นสามีหรอก

“ท่านพี่ ข้าคิดว่าการที่พวกเขาแยกเรือนกันอยู่ นับเป็นอุปสรรคทางหนึ่ง ที่ทำให้พวกเขาไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกัน
แต่จะให้ย้ายมาอยู่เรือนเดียวกันก็เป็นไปไม่ได้อีก เพราะร่างกายของหยูเอ๋อร์ยังไม่หายดีนัก”

“เป็นจริงดังเจ้าว่าฮูหยิน เจ้ามีสิ่งใดในใจแล้วใช่หรือไม่”

นางสบตากับสามีแล้วพยักหน้า  “เราต้องมีแผนการให้พวกเขาได้ออกไปต่างเมืองด้วยกัน”

“หลักแหลมนักฮูหยิน ข้าคิดออกแล้ว มีรถม้าต้องนำไปส่งให้เศรษฐีต่างเมืองอยู่คันหนึ่งพอดี
ส่งมอบพร้อมม้าอีกแปดตัว ตอนแรกข้าจะไปเอง แม้เกรงว่าภาระจะหนักเกินไปสำหรับกว่างหยู
แต่ถ้าให้ลูกสะใภ้ไปด้วย เขาต้องพยายามแสดงความสามารถ
ให้คนอื่นประจักษ์ถึงความรับผิดชอบที่เขาแบกรับไหว
และจัดการทุกอย่างเพื่อให้นางประทับใจ”

“จะเป็นอันตรายหรือไม่ท่านพี่ ม้าถึงแปดตัวล่อตาล่อใจพวกโจรนัก”

“ข้าคิดว่าต้องจ้างคนจากสำนักคุ้มกันภัยเพิ่ม
ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกฮูหยิน ปล่อยให้เรื่องนี้ข้าเป็นคนจัดการเอง”

ผู้เป็นสามีเดินแยกออกไปเพื่อเตรียมการ เรื่องความปลอดภัยของบุตรชายในการเดินทาง
 ส่วนผู้เป็นภรรยาเริ่มรู้สึกเป็นกังวล นางไม่ต้องการให้หยูเอ๋อร์ของนางไปเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนั้น

ตอนแรกคิดเพียงให้พวกเขาเดินทางไปไหว้พระยังวัด
ที่ใช้เวลาเดินทางแค่วันสองวัน แล้วค้างคืนที่วัดอีกสักหนึ่งคืน
ความลำบากเพียงเล็กน้อยจะทำให้ทั้งสองคนเริ่มเห็นใจอีกฝ่าย
หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

แต่การเดินทางไปส่งรถม้า เป็นการเดินทางที่มีแสนลำบากมากแถมยังเสี่ยงภัยรอบด้าน
ไม่เคยมีลูกสะใภ้ตระกูลหม่าคนไหนได้เดินทางไกลเช่นนี้มาก่อน
นางยังเยาว์นักจะทนความลำบากได้แค่ไหนกันเชียว
ดีไม่ดี นางเกิดตกใจจนเสียขวัญแล้วหนีไปเสียล่ะ ท่านพี่นะท่านพี่ ท่านไม่คิดถึงสตรีบ้างเลย
แต่ไม่แน่ เพราะหยูเอ๋อร์ของนางได้ดูและปกป้องภรรยาอย่างเต็มกำลัง จนทำลูกสะใภ้ใจอ่อนก็เป็นได้



หลังจากเดินสวนกับหลี่ชิงซาน หม่ากว่างหยูเดินไปยังคอกม้าคิดจะออกไปควบม้าเล่น
เพราะรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก แต่เหลือบเห็นเด็กดูแลม้าที่ภรรยาเขาเคยคลุกคลีเมื่อครั้งนั้น
และเช้านี้นางก็เดินมาจากทางนี้ เขาเดาว่านางต้องมาหัดขี่ม้าอีกแน่
เขาเปลี่ยนเส้นทางไปหาเป้าหมายใหม่ทันที

“เจ้ามานี่สิ”

“ขอรับคุณชายรอง”

“เช้านี้ภรรยาข้ามาที่นี้หรือเปล่า และนางมาทำอะไร นางพูดอะไรกับเจ้าบ้าง”

“เอ่อ ขอรับ ฮูหยินน้อยต้องการมาหัดขี่ม้า แต่ข้าน้อยบอกนางว่าให้คุณชายรองเป็นผู้สอน
จะปลอดภัยกว่าข้าน้อยที่สอนใครไม่เป็นขอรับ”

“แค่นั้น มีอะไรอีกหรือไม่”

“ไม่มีขอรับ พอข้าน้อยปฏิเสธ ฮูหยินน้อยก็จากไป”

“อืม เจ้าไปทำงานต่อเถอะ”





ชายหนุ่มรู้สึกสับสนและคิดเดินกลับเรือนของตัวเอง แต่ขาดันพาเขามายังอีกเรือนหนึ่ง
สาวใช้เดินผ่านมาพอดี เขาเลยถามว่านางอยู่ในห้องหรือไม่ พอได้คำตอบเขากลับไม่กล้าเดินเข้าไป
ยืนอยู่ใต้ต้นไม้มองประตูห้องของนาง

ไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร นางจะโกรธเขาหรือเปล่า
แม้จะรู้สึกผิดอยู่บ้างที่คืนนั้นทำให้นางได้รับบาดเจ็บตกหน้าต่าง
และต้องมุดหนีเข้าไปในพุ่มไม้ จากนั้น…
ตอนแรกเขาเพียงต้องการแกล้งนางเล่นเท่านั้น
แต่สุรากับยาในอาหารทำให้ทุกอย่างเลยเถิดไป
เขารู้ว่าเป็นฝีมือท่านพ่อกับท่านแม่ที่ร้อนใจอยากช่วยเหลือ

แต่เขาไม่คิดว่าพวกท่านจะลงมือรวดเร็วถึงเพียงนั้น อาจเป็นที่เขาไร้ความสามารถเอง
ที่ไม่อาจเกลี่ยกล่อมนางได้ ดีแล้วที่พวกท่านยังไม่รู้ว่าเขามีเจตนาจะฆ่านางจริง ๆ
มิเช่นนั้นเขาคงโดนทำโทษที่เรือนบรรพบุรุษเป็นเดือน

   “คุณชายรอง”

สาวใช้ปากมากเดินผ่านมาและทำความเคารพเขา เสียงของนางดังไม่น้อย
ป่านนี้คนในห้องคงได้ยินแล้ว จะให้เขาเดินหนีไปคงทำไม่ได้

   “แยกย้ายกันไปทำงาน มายืนมุ่งดูอะไรกัน ไป!”

เขาตวาดไล่พวกนาง ไม่คิดว่าจะมีสาวใช้อยู่แถวนี้ไม่ต่ำกว่าห้าคน
แสดงความเกรี้ยวกราวจบ เขาเดินผลักประตูเข้าไปในห้องของนาง

   “ท่านพี่”

นางเอ่ยเรียกเขา ท่าทางตกใจไม่น้อย ที่จู่ ๆ เขาบุกเข้ามา
นางตกใจถึงขนาดลุกขึ้นยืนถอยหลังจนเก้าอี้ล้มลง
ดูแล้วไม่ต่างกับกวางน้อยหวาดเกาทัณฑ์
ตากลมโตเบิกกว้าง มองเขาอย่างไม่ละสายตา
เขาไม่ใช่นายพรานสักหน่อย นางจะกลัวเขาอะไรนักหนา

   “ทำไม ยังจำข้าได้หรือ นึกว่าจะเรียกข้าคุณชายรองอีก”

เขาทำโมโหไปอย่างนั้นเอง แล้วไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้นาง

   “เปล่า ๆ เจ้าค่ะ ท่าน ท่านมาทำอะไรหรือเจ้าคะ”

นางช่างกล้าถาม สามีภรรยายังต้องเขียนจดหมายนัดล่วงหน้าหรือ

   “เจ้าจะยืนอีกนาน? นั่งลง ข้าแค่ผ่านมาทางนี้
เกิดเมื่อยขาอยากจะนั่งพักสักหน่อย เจ้ามีปัญหา?”

   นางลนลานจับเก้าอี้ขึ้นมาตั้ง แต่แอบขยับจากจุดเดิมซึ่งห่างจากตำแหน่งที่เขานั่งนั้นเอง

ภาพนี้ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจอย่างบอกไม่ถูก

   “รินน้ำชาให้ข้า”

   “ข้าใช้จอกน้ำชาไปหมดแล้ว”

   “เจ้ามีสามปากหรือไร ใช้ทีเดียวพร้อมกันสามใบ รินมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”

   “ท่านพี่น้ำชาหมดเช่นกัน”

   “หลี่ชิงซาน อย่าให้ข้าต้องลงมือ เจ้าสั่งสาวใช้ไปนำมาให้สามีไม่เป็นหรือ”

   “ไม่ใช่ว่าท่านเพิ่งไล่ตะเพิดพวกนางไปจนหมด เดี๋ยวข้าไปเอาน้ำชามาให้ท่านใหม่”

นางยกถาดน้ำชาขึ้น เขาไม่รู้ว่านางจงใจจะออกไปจากห้อง
เพราะไม่อยากอยู่กับเขาเพียงลำพังหรือไม่

   “ใครอนุญาตให้เจ้าไป ถ้าน้ำชาหมดก็ไม่ต้องดื่ม”

นางวางถาดน้ำชาแต่อาจวางแรงไปสักหน่อย
กาน้ำชากระเบื้องดินเผาถึงได้กระทบกับจอกเสียงดังเคร้ง
นางช้อนสายตาขึ้นแอบมองเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
แกล้งทำตัวอ่อนแอดีนัก เขาจะแกล้งให้นางกลัวเขาจนตายไปเลย

   “แต่ข้าเริ่มกระหายน้ำ จะได้ไปนำของว่างมาให้ท่านพี่ด้วย”

   “ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าไปสั่งเอง”

เขาเดินไปที่ประตู ถีบประตูออกไป ตะโกนสั่งน้ำชากับขนม

เปิดประตูทิ้งเอาไว้ แล้วกลับมานั่งที่เดิม

   “เจ้ายังต้องการอะไรอีกหรือไม่ซานซาน”

เขาควบคุมน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด จากนั้น ทุบมือไปบนโต๊ะครั้งหนึ่งข่มขวัญนางเล่น

   “แล้วแต่ท่านพี่เห็นสมควร ข้าไม่ต้องการอะไรเพิ่มอีก”









33333


วันนี้ กำลังจะพิมพ์ตัวแรก ไฟดับ มารู้ทีหลังรถชนเสาไฟ   

ไปอาบน้ำ ตอน จะเที่ยงคืน แล้วลืม ลงนิยาย ฮ่าๆๆ
3
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 8.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 11, 2019, 08:28:22 PM »
    “เจ้าคิดจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่”
    “ไม่นาน”


        บทที่ 8 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ


    “ตามใจ แล้วจะกินอาหารหรือไม่”

    “ข้ายังไม่หิว”

    หนึ่งคนดื่มกินไม่สนใจใคร อีกหนึ่งคนรู้สึกแปลกใจ
นั่งมองอาการไม่ชอบมาพากลของอีกฝ่าย
 ชายหนุ่มคลายปมผ้าผูกเอวดึงตัวเสื้อให้แบะออก
เผยให้เห็นหน้าอกกว้างจนเกือบเห็นหน้าท้อง แถมยังเลียริมฝีปากบ่อยขึ้น
ยิ่งเฝ้าสังเกตยิ่งเห็นว่ามีปฏิกิริยาผิดปกติ และแบบนี้ไม่น่าจะมาจากสุรา

    เมื่อลองวิเคราะห์เหตุการณ์ไล่เรียงมา
ตั้งแต่ท่านแม่เรียกเธอไปสอบถามเรื่องเข้าหอ
จากนั้นเอ่ยปากเรื่องต้องการอุ้มหลาน

กำชับให้ดูแลสามี แถมสั่งให้เธอมาค้างคืนที่นี้ ชัดเจนไม่รู้จะชัดยังไง
เขาโดนวางยา ไม่สิ จริง ๆ อาหารที่เตรียมมาสำหรับสองคน
แต่เป็นเพราะว่าเธอกินขนมตัดหน้าไปก่อนแล้ว เลยกินไม่ลง
คงต้องขอบคุณความตะกละของตัวเอง
ไม่อย่างนั้นเธอคงได้ดึงเสื้อผ้าหลุดลุ่ยแบบท่านพี่แน่ ๆ

    เธอลุกขึ้นไปยืนฝั่งตรงข้ามเขาให้โต๊ะกลมกั้นกลางเอาไว้

“คุณชายรอง ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างตอนนี้”
เธอต้องการรู้อาการเขาก่อนว่ารุนแรงแค่ไหน

    “ใคร คุณชายรอง ข้ากว่างหยู”

เธอแอบถอนหายใจ คงเพราะดื่มสุราไปมากกว่าอาหารสินะ
แต่เธอก็ยังไม่วางใจอยู่ดี
ต้องรีบหาทางหนีออกจากที่นี่

    “ท่านรู้สึกร้อนหรือไม่ ข้าจะไปเปิดหน้าต่างให้”
เธอทำทีเป็นเสนออย่างเอื้อเฟือ ต้องการเดินไปที่หน้าต่าง

    “เจ้าเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในห้องนี้”

    นึกสนุกลองสร้างเรื่องดู เผื่อเขาเริ่มเลอะเลือนอะไรจะได้ง่ายเข้า

“ข้าเป็นน้องสาว ญาติห่าง ๆ ของท่านอย่างไรเล่า
อาหารพวกนี้ เป็นท่านสั่งให้มาต้อนรับข้าเอง”

    “โกหก ข้าจำได้ว่าไม่มีญาติห่าง ๆ เป็นสตรี”

    “ถ้าท่านไม่เชื่อข้า ออกไปถามท่านป้าพร้อมกับข้าเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”

    “หญิงเจ้าเล่ห์ ถ้าเจ้าโกหกแม้แต่คำเดียวข้าจะฆ่าเจ้าทันที”

    “ป่าเถื่อนเหลือเกินนะ เอะอะก็จะฆ่า” เธอบ่นพึมพำ

    “เจ้ากล่าวอะไร เจ้าด่าข้าหรือ”

    “ข้าเอ่ยชื่อท่านตอนไหนกัน”

การแกล้งทำไขสือกับคนเมา ไม่ใช่ว่าจะง่ายเสมอไป
โดยเฉพาะกับคนที่กล้าลงมือกับสตรีอ่อนแอที่กราบไหว้ฟ้าดินด้วยกัน

    “ในห้องนี้มีเพียงพวกเรา ถ้าเจ้าไม่พูดกับข้า
เจ้าพูดกับตนเองเช่นนั้นหรือ
อย่ามาหลอกข้า
แล้วเจ้าเป็นหญิงไร้ยางอายชนิดใดกัน
ทำไมถึงกล้ามาอยู่ในห้องของข้าสองต่อสอง ไสหัวไปเลยนะ”

จ้างให้เธอก็ไม่อยู่หรอก เธอแกล้งทำเป็นไม่พอใจ
กระทืบเท้าแล้วสะบัดหน้า หันหลังเดินไปที่ประตู
พยายามข่มรอยยิ้มเอาไว้ ยื่นมือไปผลักประตู
เสียงดังกึก แต่ประตูไม่ขยับ มันคืออะไร ประตูโดนล็อกจากด้านนอก

    “คุณชายหม่ากว่างหยู ต้องมีผู้ใดคิดกลั่นแกล้งท่านแน่ ๆ
ข้ารับรองว่าแค่จะมานั่งป็นเพื่อนดื่มกินกับท่านเพียงเท่านั้น
แต่ดูสิประตูเกิดติดขัด ข้าเปิดออกไปไม่ได้”

    “ไม่ใช่แผนการของเจ้าหรอกหรือ
หน้าไม่อายทำเป็นเสแสร้งเล่นละคร
คิดตบตาคุณชายอย่างข้า ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก
 เป็นเจ้าที่จ่ายเงินให้พวกเขาขังพวกเราเอาไว้ สตรีแพศยา!”

    ถ้าเป็นผู้หญิงโบราณ คงรู้สึกหน้าชาไปแล้ว
แต่เธอรู้สึกตลกดี อย่างกับฉากหนึ่งในละครน้ำเน่า

“ข้าสาบานว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ข้าออกทางหน้าต่างก็ได้”

    มีหน้าต่างบานหนึ่งตรงโต๊ะเขียนหนังสือ แดดส่องเข้ามาได้คนก็ต้องออกไปได้
ตรรกะแบบไหนนะเหรอ ก็ของคนที่กลัวโดนฆ่าข่มขืนน่ะสิ
 เธอไม่ควรเสียเวลาโต้คารม ชักช้าเกินไปจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
เป็นลางสังหรณ์ของผู้หญิง

 เธอเดินตรงดิ่งไปที่หน้าต่าง ภาวนาว่าอย่าเพิ่งมีใครเอาไม้มาตอกตะปูปิดล่ะ
หรือสมัยนี้ยังไม่มีเหล็ก แต่โซ่ตรวนก็มีแล้ว
ผลักหน้าต่าง บานหน้าต่างไม้หลุดจากขอบ เธอโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
ความสูงไม่มากนัก ไม่จำเป็นต้องใช้เก้าอี้

แต่ความสูงระหว่างหน้าต่างกับพื้นล่ะ เธอยื่นหน้าออกไปคะเนความสูง
เรือนหลังนี้ก็ดันทำยกพื้นสูง
คงเพราะทำห้องใต้ดินแล้วต้องเผื่อทำหน้าต่างให้มีแดดส่องลงไปได้

    “เดี๋ยวสิ เจ้าจะหนีไปไหน ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเป็นอนุของข้าหรอกหรือ”
มีคนมากระชากแขนเธอให้หันหน้ากลับไป
อะไรของเขาอีก เพิ่งจะด่าเธออยู่หยก ๆ

    “ผู้ใดบอกว่าจะเป็นอนุ ข้ามีสามีแล้ว”
เธอดึงแขนออกมาจากมือเขา

    “มีแล้วก็มีเพิ่มได้อีก ข้าไม่ถือสาหรอก หน้าตาของเจ้านับว่าไม่เลวนะ
มา ๆ ปรนนิบัติข้าเสีย แล้วข้าจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี”

 เธออยากจะถุยน้ำลายรดหน้าเขาเหลือเกิน พอเริ่มเมาเข้าหน่อย
บวกกับปริมาณยาในอาหารที่แม้จะไม่มาก
แต่เหล้าดันช่วยส่งผลให้มีฤทธิ์เพิ่มขึ้น
ทำให้คนกลายเป็นหมาป่าหื่นกระหายผู้หญิงไปเสียได้

    “ไหน ๆ เจ้าก็ออกไปไม่ได้ ไปนอนพักผ่อนกับข้าดีกว่า
เตียงข้ากว้างขวาง ไม่นอนเบียดเจ้าหรอก”

 เขาคว้าข้อมือเธอจูงกลับไปที่เตียง เอาจริงหรือเนี่ย
โดนสามีปล้ำเพราะคิดว่าเป็นคนอื่น แถมยังรับภรรยาตัวเองเป็นอนุอีก
งานจะหนักเกินไปหรือเปล่า รับทีเดียวสองตำแหน่ง หรือเธอควรภูมิใจดี
เพื่อยื้อเวลาออกไป คงต้องเล่นบทบาทญาติสาว
ที่กำลังเสียอกเสียใจ ทำเสียงสะอึกสะอื้นเล็กน้อย

“ก่อนหน้านี้ท่านด่าข้าเป็นสตรีไร้ยางอาย
เป็นคนไม่ดีที่หวังหลอกลวงเงินทองโดยการปีนเตียงของท่าน
แล้วตอนนี้ท่านจะให้ข้านอนเตียงของท่าน เช่นนี้ข้าก็ไร้ศักดิ์ศรีเกินไปแล้ว”

เธอพยายามขืนตัวเท่าที่จะทำได้ แต่แรงของเด็กสาวหรือจะสู้ได้
ไม่ทันกะพริบตา ทำให้เดินมาหยุดที่หน้าเตียงจนได้

    “จะเป็นไปได้อย่างไร แค่เรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้นเอง
มานั่งที่เตียงก่อน ผิวของเจ้านุ่มเนียนดีเหลือเกิน มือก็หอม
ดูสิกลิ่นยังติดมือข้าด้วย”

ตอนแรกเหมือนเขาพยายามปลอบขวัญ
แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงโผล่มาจนได้
เขาผลักเธอไปนั่งที่เตียง
แล้วยกกมือตัวเองขึ้นมาดมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ภาพนี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ไอ้โรคจิต!
เธออยากจะวิ่งหนีเดี๋ยวนี้เลย ต่อให้ชนประตูหัวแตกก็ยอม

“อากาศร้อนเช่นนี้ เจ้าต้องการถอดอาภรณ์ออกสักชั้นก่อนหรือไม่
ในนี้ไม่มีใคร เจ้าไม่ต้องอายหรอก”

รอยยิ้มกรุ่มกริ้มจากใบหน้าของเด็กหนุ่มอายุไม่เท่าไหร่
ทำให้เธอขนลุกขนพอง

    “ขอบคุณ แต่ข้าว่าอากาศกำลังดี”

บทบาทเฒ่าหัวงูของ คุณชายรอง
ช่างสวมบทบาทได้อย่างไร้ที่ติเหลือเกิน
หรือเป็นจิตใต้สำนึกของเจ้าตัว
เธอเริ่มรู้สึกสะอิดสะเอียนเพิ่มขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นข้าถอดเอง”

เขากระตุกปมเชือกผ้าคาดเอว ในพริบตาเดียว
สลัดเสื้อผ้าออกจากตัว เหลือเพียงกางเกงขายาวสีขาวตัวเดียว
เธอไม่ทันจะอ้าปากห้ามเสียด้วยซ้ำ

“คุณชายท่านแต่งกายไม่เรียบร้อย
ถ้าท่านต้องการพักผ่อนแล้ว ข้าคงไม่ขอรบกวน”

เธอลุกขึ้นยืนเร่งฝีเท้าไปที่หน้าต่าง รวบชายกระโปรงขึ้น
ยกหัวเข่าวางบนขอบหน้าต่าง ส่งตัวเองขึ้นไปนั่ง
ขยับขาสองข้างมาด้านหน้า กระโดดลงไปไม่สนความสูงอีกแล้ว

ขณะที่ตัวลอยอยู่กลางอากาศ มีแรงดึงบางอย่างทางด้านหลัง
และเธอได้ยินเสียงผ้าขาดดัง ‘แคว่ก’
ทำให้เธอตกใจจนลืมงอขาก้มหน้าเก็บคอ
หล่นไปกองที่พื้น หน้าทิ่มลงไปจูบพื้น โชคดีที่เป็นพื้นหญ้า

เธอรู้สึกเคล็ดขัดยอกตามเนื้อตัว แต่กลั้นใจเงยหน้าขึ้นมามองหาทางหนีต่อ
ดูเหมือนเรือนหลังนี้จะปลูกต้นไม้ล้อมรอบส่วนที่เป็นห้องใต้ดิน
มีพุ่มไม้หนาแน่น ความสูงราวสองเมตรสลับกับต้นไม้ใหญ่
เธอคลานไปใต้พุ่มไม้ ขอเพียงกิ่งก้านสาขาไม่แน่นเกินไป
เธอสามารถลอดทะลุออกสู่ข้างนอกได้

“น้องสาว...เจ้าอยู่ไหน...”

เสียงอ้อแอ้ดังอยู่ตรงหน้าต่าง
ฮึ! น้องสาวเตี่ยแกสิ เธอมุดเข้าไปในพุ่มไม้ได้สำเร็จ
ความมืดปกคลุมท้องฟ้าไปนานแล้ว
ทำให้มองไม่เห็นแม้แต่มือของตัวเอง
สันนิษฐานเอาเองว่าคลานตรงไปเรื่อย ๆ ย่อมไม่ผิดทางแน่
ผิวของเธอเริ่มมีริ้วรอยจากกการโดนกิ่งไม้เกี่ยวมากขึ้น
สองมือช่วยคลำหาเส้นทางข้างหน้า ทั้งแหวกทางทั้งหักกิ่งไม้

เธอรู้สึกเหมือนเส้นทางยาวเป็นกิโลเมตร ในที่สุดเริ่มมีแสงไฟข้างหน้า
คงจะเป็นไฟจากทางเดินที่จุดเอาไว้ อีกนิดเดียว เธอมีกำลังใจมากขึ้น
แทบลืมความเหนื่อย แต่เสียงความเคลื่อนไหวบางอย่าง
ทำให้เธอรู้สึกว่า มีคนตามมาทางด้านหลัง เธอหยุดการเคลื่อนไหว
รอสังเกตการณ์ เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ลมหายใจของเธอแทบหยุดเต้นไปแล้ว

ถ้าเกิดถูกจับได้ขึ้นมา และคนที่จับเธอได้เป็นหม่ากว่างหยู
สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
แต่ถ้าหนีไม่พ้นก็ต้องเผชิญหน้า เลิกรอชะตากรรมมากำหนดได้แล้ว
เธอรีบพุ่งตัวคลานไปทางที่มีแสงลอดผ่าน เบียดแทรกตัวไป
มีกิ่งไม้บางอันมันดีดใส่ตัวเธอเจ็บจนน้ำตาเล็ด
หัวเข่าถลอก และบวมช้ำอย่างไม่ต้องสงสัย
ขอให้ได้ออกไปจากพุ่มไม้ อะไรก็ต้องแลก

อีกนิดเดียวเท่านั้น ลมจากด้านนอกพัดพาความเย็นมาจนเธอรู้สึกได้
เธอหยุดกระชากกระโปรงที่เกี่ยวกับกิ่งไม้
ดูเหมือนมันจะไปพันหลายกิ่ง ด้วยความร้อนใจเธอดึงแรงขึ้น
กระโปรงขาดก็ให้มันขาดไป

“น้องสาว...เจ้าไปซ่อนอยู่ที่ใด”

เสียงที่ใกล้เข้ามาทำให้เธอหยุดการเคลื่อนไหว เธอเริ่มหายใจหอบแรงขึ้น
สงสัยหัวใจทำงานหนัก ต้องยกมือขึ้นมาลูบหน้าอกหลาย ๆ ครั้ง

“รู้หรือไม่ ข้าได้กลิ่นของเจ้าอยู่แถวนี้”

คำพูดนี้เหมือนเธอโดนไม้หน้าสามตีแสกหน้า
ไม่มีประโยชน์จะหนีไปไหน ถ้าเขาสามารถดมกลิ่นตามหาเธอได้
เธอนึกถึง ‘หมาป่า’ เธอไม่คิดว่าในร่างมนุษย์
เขาจะมีประสาทดมกลิ่นเหนือกว่าคนทั่วไป
ตอนนี้กระโปรงก็ยังติดอยู่กับกิ่งไม้

    “เจ้าอยู่นิ่ง ๆ ข้าจะช่วยพาเจ้าออกมาเอง”

    แค่เพียงสองประโยค เขาก็มาประชิดตัวเธอ
จัดการหักกิ่งไม้ที่เกี่ยวกระโปรงออกให้
รวบเอวเธอแล้วลากเธอออกไป ทางเดิมแต่เธอรู้สึกว่ามันโล่งขึ้นมาก
 หรือเขาพกเลื่อยไฟฟ้ามาด้วย
ใช้อะไรถากทางก็แล้วแต่ ทำให้ออกมาได้อย่างสะดวก

    พอพ้นจากพุ่มไม้ เธอไม่ทันได้ยืนทรงตัวดี
รู้สึกตัวลอยจากพื้น ศีรษะห้อยลงมา
ถูกจับอุ้มพาดบ่าแบบกะทันหัน เขากระโดดกลับไปที่หน้าต่างพร้อมตัวเธอ
เดินเข้าไปในห้องแล้ววางเธอบนเก้าอี้

    “ทำแผลก่อนเถอะ”

    “ขอบคุณท่าน”

    หลังจากได้รับความช่วยเหลือแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก
เธอก็รู้ว่าไร้ประโยชน์จะดิ้นรนทำอะไรอีก
แผลเต็มตัว หมดสภาพโดยสิ้นเชิง

    “ถอดอาภรณ์ของเจ้าออกเสีย ข้ามองไม่เห็นบาดแผล”

    เธอเงยหน้ามองคนพูด แล้วก้มหน้าทำเมินเฉยเหมือนไม่ได้ยิน
เขาอุ้มเธอไปวางที่เตียง เธอให้ความร่วมมือได้แค่ไม่ขัดขืนเท่านั้น

    ใช้เวลาเท่าไหร่ไม่รู้ แผลทั้งหมดของเธอได้รับการจัดการเรียบร้อย
ร่างกายเปล่าเปลือยโดยมีผ้าห่มคลุมอยู่

    “ข้าคิดว่าได้เวลาแล้ว”

หม่ากว่างหยูถอดเสื้อผ้าออก ดึงผ้าห่มของเธอไปด้านข้าง
ปีนขึ้นมาทาบทับบนตัวเธอ
จากนั้นฤทธิ์ยาที่เขาโดนก็ทำหน้าที่ตามครรลองของมัน

    ผ่านไปนานพอสมควร เธอรู้สึกตัวหลับ ๆ ตื่น ๆ เป็นระยะมาโดยตลอด
ไม่ใช่ว่าแปลกที่จนนอนไม่หลับ แต่เป็นเพราะการเข้าหอที่ยาวนาน
จนเธอคิดว่ากระดูกแหลกเหลวไปหมดแล้ว เนื้อตัวเจ็บระบมแค่ไหน
คงไม่ต้องพูดถึง เธอประคองตัวเองลุกขึ้น ยกแขนข้างหนึ่งให้พ้นตัว

 มองไปที่หน้าต่างไม่รู้เป็นเวลาไหนแล้ว
พยุงตัวเองลงจากเตียง หยิบเสื้อผ้ามาสวม
ลองเดินไปที่ประตูดู เผื่อว่าไม่ได้ล็อกแล้ว
ปรากฎว่ายังเปิดออกไปไม่ได้
 เธอคงต้องใช้เส้นทางเดิม เธอไม่ต้องการตื่นขึ้นมาในสภาพกระอักกระอ่วนใจ
แม้ว่าการเคลื่อนไหวและการเดินเหินของเธอจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า
แต่ในที่สุดเธอก็ไปถึงพุ่มไม้จนได้ ย่อตัวลงนั่ง

กัดฟันแล้วคลานเข้าไป เธอจำได้ว่าเกือบถึงทางออกแล้ว
ความมุ่งมั่นมักให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอ
เธอแทรกตัวออกไปสู่ด้านนอกพุ่มไม้ได้สำเร็จ
เธอไม่อาจดีใจเร็วเกินไปได้ ต้องหาทางกลับเรือนให้เร็วที่สุด

    เดินหลงออกไปไม่ไกลนัก เธอก็หาทางกลับเรือนจนได้
เธอหยุดดูลาดเลา ก่อนจะเปิดประตูเข้าในห้อง
คลำทางไปที่หีบเสื้อผ้า
หยิบชุดตัวในสีขาวตัวใหม่มาเปลี่ยน
แล้วกลับขึ้นไปนอนบนเตียง ผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อย
หลังจากนี้เธอจะแสร้งทำเป็นว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์ในคืนนี้ขึ้น
ต่างคนต่างใช้ชีวิตเหมือนเดิมแล้วกัน
     





----
ลอยกระทง ไม่เกี่ยวกับการแต่งนิยาย
นอกจาก เน็ตหลุดบ่อยยยย  >:(
 ;D
4
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 7.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 09, 2019, 10:45:44 PM »
7.  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



    “ซานซาน”
เสียงคุ้นหูแต่ค่อนข้างเบา เรียกใครกัน

    “ใคร”
เธอพูดกับตัวเองเสียงไม่ดังนัก

    “มานี่ ซานซาน”

คงไม่ใช่ผีหรอกใช่ไหม เธอเพิ่งนึกได้ว่าน่าจะหมายถึงตัวเธอ
และมีคนเรียกชื่อนี้อยู่คนเดียว
หรือเขาจะอยู่ในห้องลับ อย่าบอกนะว่าข้างในเป็นห้องทรมาน
ถ้าต้องตายเธอก็อยากตายแบบไม่เจ็บปวด จะเข้าไปหรือไม่เข้าไปดี
เธอยกมือขึ้นมากุมขมับ เสียงเรียกชื่อเธอยังดังแผ่ว ๆ
เธอลุกขึ้นเอาหน้าไปแนบกับผนัง บางทีอาจหูแว่วไปเอง

    เสียงคล้ายตะโกนดังก้อง ๆ “หลี่ชิงซาน ข้าบอกให้มา”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดหน่อย ไม่ผิดตัวแน่ เป็นท่านพี่คนดีของเธอเอง
มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอจะได้หลุดพ้นสักทีสินะ
เธอตัดสินใจ หมุนรูปปั้นอันที่สองจากทางด้านขวามือ
ตอนแรกเธอหมุนผิดด้าน
ที่บริเวณพื้นมีการสั่นสะเทือน เธอรีบถอยหลัง
มันเลื่อนเปิดเกิดเป็นช่องสีเหลี่ยมไม่ใหญ่นัก
เธอชะโงกมอง มีบันไดลงไป ที่แท้ห้องลับอยู่ใต้ดิน
นึกว่าผนังหมุนเปิดได้ แล้วมีห้องลับอยู่ด้านหลังเสียอีก

    บันไดนำลงไปสู่พื้นข้างล่างเรื่อย ๆ เธอไม่อยากลงไปสถานที่ชวนอึดอัด
เธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย
แสงจากคบเพลิงไหววูบอย่างกับมีลมพัดผ่านที่ด้านล่างได้
ในที่สุดโถงกว้างปรากฎสู่สายตา
ทางด้านซ้ายมือ มีเตียงกับชายคนหนึ่งพร้อมโซ่ล่ามขานั่งอยู่กลางเตียง
ทำหน้าตาทะมึงทึง โกรธใคร โกรธเธอหรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้นเธอกลับขึ้นไปข้างบนดีกว่า

    “รินน้ำชา”

ความจริงโซ่ค่อนข้างยาวนะ
เขาสามารถใช้ชีวิตที่ด้านล่างนี้แบบไม่ถูกจำกัดอะไรนัก
เธอควรสงสัยหรือเปล่าว่าเขาโดนล่ามทำไม
บางทีเธอน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว หลังจากใช้สายตากวาดหาน้ำชา
เธอเดินไปที่โต๊ะรินน้ำชาตามสั่ง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้

    “ต้องให้ข้าบอกทุกขั้นตอนหรือ เอาน้ำชามาให้ข้า”

น้ำเสียงของเขาดูไม่สบอารมณ์นัก ถ้าเธอยกไปทั้งกาน้ำชา
คงเป็นการหาเรื่องตายที่เร็วขึ้นสินะ
เขาอาจกำลังหงุดหงิดที่ต้องตกอยู่ในสภาพไร้อิสระแบบนี้

    เธอยื่นจอกชาส่งให้เขา “ข้านึกว่ามีชาแบบใหม่
ท่านพี่เมตตาให้ข้าลิ้มลองรสชาติ จึงไม่ได้ยกไปให้ท่านก่อน”
จริง ๆ เธอแค่อยากกวนประสาทเขาเล่นนิดหน่อย

    “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร สถานที่เช่นนี้ใช่ที่ชมนกชมไม้จิบชาหรือ”

ไม่ต้องบอกก็รู้ มันคือที่คุมขังสัตว์ร้ายต่างหาก แล้วเธอควรอยู่ที่นี้เหรอ
    “ท่านหิวหรือยัง ข้าจะให้คนตั้งสำรับ”

    “เจ้าเห็นข้าเป็นหมู? ข้าเพิ่งจะกินมื้อเที่ยงไปยังไม่ถึงสองชั่วยาม”

    “ถ้าเช่นนั้นต้องการจิบช้าอีกหรือไม่”

เธอรู้สึกตกใจ ตอนเช้าที่เจอเขาแลดูปกติดี
ทำไมตอนนี้ดูอ่อนแออย่างกับคนจับไข้มาสักสามวัน

    “ไม่”

เธอรับจอกชาแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ
รักษาระะยะห่างเอาไว้หน่อยก็ดี

    ต่างคนต่างนั่งเงียบ เธอไม่ได้เดือดร้อนอะไรเช่นกัน
มองดูภายในห้อง
มีหน้าต่างเล็ก ๆ กับซี่ลูกกรง ที่ขอบผนังด้านบน
มิน่าถึงมีลมพัดเข้าออกได้
ภายในห้องยังมีฉากไม้กั้น
เธอเดาว่าต้องมีกระโถนสำหรับขับถ่ายไว้ให้เขาใช้
นึกแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้ไม่สมควรถูกกักขัง เธอหันหน้าไปอีกทาง
สงสารก็สงสารหรอกแต่เธอเริ่มรู้สึกง่วง ที่ด้านล่างนี้
อากาศออกจะเย็นไปสักหน่อย น่าจะยังพอมีเวลางีบก่อนมื้ออาหารเย็น
 ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ จะโดนทำร้ายตอนหลับก็ช่าง

 เธอลุกขึ้นเดินไปที่เตียงหลังนี้ ไม่มีหลังคาคุมแบบห้องนอนโบราณ
มีหมอนกับผ้าห่มวางอยู่พอดี
 เธอปีนขึ้นทางปลายเตียงแล้วล้มตัวลงนอน
คลี่ผ้าห่มออกคลุมตัวเพิ่มความอบอุ่น
อืม กำลังดีเลย เธอพลิกตัวหันหน้าเข้าหาผนังห้องหลับตาลง
เข้าสู่การเคลิ้มฝัน ฝันว่าได้ก้มกราบลาพ่อกับแม่

    “หลี่ชิงซานใครอนุญาตให้เจ้ามานอนเตียงของข้า
ลุกขึ้นไปเสีย”

เธอถอนหายใจ ลืมตาขึ้น ดึงผ้าห่มออกจากตัว
ความหนาวเย็นกระทบผิวทันที รู้สึกขนลุกซู่
ในห้องนี้มันหนาวยะเยือกกว่าที่เธอคิด
หรือท่านพี่ของเธอต้องการผ้าห่มคืน

    “ข้าขออภัย”

เธอจัดแจงปัดที่นอนกับพับผ้าห่มคืนที่เดิม ลุกขึ้นตามที่เขาสั่ง
เขามองเธอตาขวาง หมาป่าหวงของหนักมากสินะ
เอาล่ะ นี่คงเป็นอาณาเขตของเขาที่เธอบุกรุกเข้ามา

 เธอผิดเอง และเขาต้องการให้มารินน้ำชาเท่านั้น
คิดได้ดังนั้น เธอขึ้นไปนอนข้างบนก็ได้
ลูบหน้าปลุกตัวเองให้ตื่น แล้วเดินกลับทางเดิม
การเป็นผู้อาศัยนี่น่าสมเพชตัวเองเหลือเกิน ไม่มีสิทธิ์ทำอะไร
เธอตัดสินใจที่จะตาย นับเป็นทางเลือกที่ไม่ผิดแน่นอน

พอเดินมาถึงบันไดด้านบน ประตูกลมันปิดไปแล้ว
ต้องหารูปปั้นอะไรเพื่อหมุนเปิดอีกล่ะเนี่ย
เธอแหงนมองตามผนัง หาสิ่งที่โผล่ยื่นออกมา
มันต้องเป็นคันโยกสิ จากที่เธอเคยดูมา
เสียงโซ่ลากมากับพื้นแล้วดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
อย่างกับหนังสยองขวัญ
ความรู้สึกของเธอคือไม่อยากอยู่ข้างล่างอีกวินาทีเดียว

เธอมองลงไปทางบันไดว่าเขาเดินตามมาหรือเปล่า
ตอนถอนสายกลับทำให้เห็นว่าที่พื้นมีคันโยกจริง ๆ
เธอไม่ได้มองมาก่อน จัดการโยกเปิด
เธอแทบกระโจนขึ้นไปด้านบน ความอบอุ่นจากแสงแดด
ที่ส่องเข้ามาทางหน้าตาเหมือนสวรรค์
ขณะที่กำลังยิ้มดื่มด่ำอยู่
สายตาเหลือบไปเห็นท่านแม่สามีมองมาทางเธอพอดี

“ท่านแม่”

“เจ้าขึ้นมาทำไม”

“ข้ามาหยิบผ้าห่มให้ตัวเองกับมาสั่งน้ำชากาใหม่ให้ท่านพี่เจ้าค่ะ”
เธอตอบแก้ตัวเร็วปรื่อแบบไม่ต้องคิด

“ดี เจ้าไปสั่งการที่โรงครัวเถอะ ข้าจะลงไปดูหยูเอ๋อร์สักหน่อย”
แม่สามีเปิดโอกาสให้แบบนี้เธอก็เผ่นสิรออะไร





ออกมาจากห้องได้ นับเป็นความโล่งใจ
เธอให้สาวใช้หน้าห้องพาไปโรงครัวเพื่อสั่งน้ำชากาหนึ่ง
แล้ววานให้พวกเขาไปเสิร์ฟให้ด้วย
ส่วนตัวเธอนะเหรอก็หอบของกินเล็กน้อยกลับเรือนน่ะสิ
เธอต้องไปเอาผ้าห่มส่วนตัว แค่ข้ออ้างเท่านั้น
แล้วแบบนี้เธอจะนอนที่เรือนนั้นตรงไหน

‘ท่านแม่ ลูกสะใภ้คงต้องนอนที่พื้นใช่หรือไม่’

ลูกชายคุณแม่เกลียดเธอจะตาย
เธอคิดว่าน่าจะเบื่อปัญหาจุกจิกพวกนี้จนตายไปเอง
ของว่างจำพวกแป้งที่เธอเอามา เป็นแป้งทอดแผ่นกลมไม่มีไส้
อีกอันมีไส้ผักกับเนื้อสัตว์นิดหน่อย

มีโอกาสได้กินก็ต้องกิน คงอิ่มท้องไปจนมืดค่ำเลยทีเดียว
ไม่รู้คืนนี้เธอจะได้ตายสมใจหรือเปล่า
คนไร้อนาคตเช่นเธอน่าสงสารกว่าท่านพี่อีกสินะ

เห็นพู่กันที่โต๊ะห้องโน้น เธอนึกคันไม้คันมืออยากลอง
สัมผัสการเป็นเป็นจิตรกรจีนโบราณสักหน่อย

เธอย้ายตัวเองไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ
หยิบม้วนกระดาษมาวาง ฝนหมึก
จับชายเสื้อ ถือพู่กันมาจุ่มน้ำหมึกแล้ววาดพระอาทิตย์หนึ่งดวง
ก้อนเมฆสองก้อน ภูเขาสามลูก
กระท่อมหนึ่งหลัง นกห้าตัวบนท้องฟ้า
นี่แหล่ะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ยังขาดต้นไม้อีกสักต้น

“ฮูหยินน้อยเชิญไปที่เรือนคุณชายรองเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้แล้ว รอสักครู่”

เธอคิดจะถ่วงเวลาไปหยิบผ้าห่มกับหมอน แต่ภาพคงดูตลกพิลึก
เผื่อเอาไว้ใช้เป็นข้ออ้างหนีกลับมาที่เรือนอีกดีกว่า
ทั้งชีวิตเธอคงไม่ต้องทำอะไรมาก
เดี๋ยวก็มีคนมาเชิญไปเรือนโน้นเรือนนี้ เธอวางพู่กัน
เสียดายผลงานชั้นเยี่ยมที่ยังรังสรรค์ไม่เสร็จ



เดินตามหลังสาวใช้ไปอีกรอบ
เหมือนขาของเธอจะคุ้นชินกับเส้นทางนี้ไปแล้ว
ยิ่งไปกลับบ่อยทำให้ใช้เวลาเดินน้อยลง
พริบตาเดียวก็มายืนหน้าประตู ‘เรือนคุณชายรอง’
เธออยากเลียนเสียงสาวใช้เหลือเกิน

“เข้ามาสิลูกสะใภ้” ตาย ๆ แม่สามียังอยู่

สาวใช้เปิดประตูให้เธอ

“เจ้าค่ะ”
เธอเดินเข้าไป

ที่โต๊ะตรงโถงกลางห้อง ท่านแม่สามีกับสามีนั่งอยู่ด้วยกัน
ดูเหมือนกำลังสนทนาติดพันจนไม่ได้สนใจเธอมากนัก

“เอาล่ะ ข้าฝากดูแลหยูเอ๋อร์ด้วยล่ะลูกสะใภ้”
จู่ ๆ คุณป้าก็ลุกขึ้นแล้วออกจากห้องไป

เสียงปิดประตูตามหลัง
ทำให้เธอรู้สึกตกใจจนสะดุ้ง ทำไมต้องปิดเสียแรงขนาดนั้นนะ
จากนั้นเกิดความเงียบอีกเช่นเคย
เธอไม่กล้านั่งไม่กล้าทำอะไรในห้องคนอื่นอีกแล้ว
โดยเฉพาะมีเจ้าของห้องแผ่รังสีอำมหิตใส่เป็นระยะ

หันมองซ้ายมองขวาเจอแจกันใบใหญขนาดเก้าอี้ไม่ไกลจากประตู
เธอเดินไปนั่งชันเข่าใกล้ ๆ แจกันก้มหน้ามองชายกระโปรงตัวเอง
อย่างน้อยมีอาวุธย่อมอุ่นใจ เกิดเขากลายร่างขึ้นมา
เธอไม่อยากโดนหมาป่ากัดตายศพไม่สวยแน่ ๆ
เฮ้อ ในเมื่อพร้อมจะตายแล้วจะไปแคร์เรื่องศพไม่สวยทำไม

 เผลอ ๆ เขากินไม่เหลือกระดูกเสียด้วยซ้ำไป
คืนนี้ ต่อให้เธอจะโดนฆ่าตาย เธอจะลากสังขารกลับไปตายที่เรือนตัวเอง
เผื่อเป็นผีก็ยังนับว่ามีศาลเป็นของตัวเองได้อยู่อาศัยไปก่อน





ชายหนุ่มเหลือบมองหลี่ชิงซานครู่หนึ่ง
แล้วให้ความสนใจปัญหาหนักใจของตนเองก่อน
ท่านแม่มาบอกเรื่องสำคัญที่เขาลืมเลือนไปนานแล้ว

 เรื่องที่เขาจำเป็นต้องมีภรรยาเพื่อคลายคำสาปาหมาป่าของตระกูลหม่า
เขารู้สึกสับสน กระอักกระอ่วนใจดังมีลมมาจุกแน่นในอก
นางมีความจำเป็นต่อเขาถึงเพียงนี้
แต่เขากลับต้องการสังหารนางทิ้งเสีย

ตอนนี้นางคงจะหวาดกลัวเขาเป็นอันมาก
แล้วเขาจะแก้ไขเหตุการณ์ต่อไปอย่างไรดี
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ปรารถนามีความสัมพันธ์กับนางอยู่ดี

 เขาอยากเลือกนางในดวงใจได้เอง
เลือกสตรีที่เขามีใจรักชอบ
แถมมีนางแล้วเขาก็ไม่อาจมีสตรีอื่นได้อีก
มันน่าแค้นใจโชคชะตานัก
ใช่ว่าเขาเป็นบุรุษมากภรรยา แต่เขาต้องอยู่กับนางไปทั้งชีวิต
บางทีอาจมีหนทางอื่น เสาะหาสตรีอื่นคนที่เขาพึงพอใจ

คู่สามีภรรยาต่างจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง
จนเมื่อพระอาทิตย์อับแสงลง
เปลี่ยนเป็นความสว่างจากเปลวเทียน
ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้เคลื่อนที่ไปจากจุดเดิม

และไม่นานสาวใช้ส่งเสียงแจ้งหน้าห้องเรื่องสำรับอาหาร
ก่อนจะเดินนำขวนเข้ามาเป็นสาย
ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีอาหารมากมายหลายจาน
ราวกับมีการเฉลิมฉลอง
สาวใช้จัดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว
แล้วพากันเดินออกจากห้องอย่างรู้งาน

    คนบนโต๊ะรินสุราให้ตนเองหนึ่งจอก
ดื่มแล้วคีบกับข้าวเข้าปากตามไป
เขาจะพักการตัดสินใจเรื่องการเข้าหอเอาไว้ก่อน

    “เจ้าคิดจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่”

    “ไม่นาน”




55555
ออกทะเลกานนนน  ฮ่าๆๆ
5
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 6.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 09, 2019, 10:43:57 PM »
บทที่ 6. คำสาปรักหมาป่าทมิฬ


    สถานการณ์กดดันมาก ๆ เธอคิดถึงภาพห้องรับแขก
หม่อมแม่กำลังเอาเงินฟาดหัวไล่ลูกสะใภ้จน ๆ ออกจากบ้าน
ขณะที่ลูกชายของหล่อนเจ็บหนักอยู่โรงพยาบาล
และเมื่อฟื้นขึ้นมาเขากลับจำภรรยาตัวเองไม่ได้
แต่กลับจำอดีตคู่หมั้นได้
เธอเดินตามบรรดาหญิงชราทั้งหลายไปตามทาง
เรื่องราวของเธอมันคงไม่ง่ายดายขนาดนั้น

สามีของหลี่ชิงซานต้องการให้เธอตาย
และไม่สนใจว่าเขาจะจำเธอได้หรือไม่ได้
แถมยังสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ป่า และในใจของเขาตอนนั้น
เธอไม่รู้ว่ายังมีจิตสำนึกของมนุษย์เหลืออยู่หรือเปล่า
อย่างในภาพยนตร์ ตัวเอกที่กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า
เขาสูญเสียการควบคุมตัว
ปล่อยสัตว์ร้ายออกล่าเหยื่อ
แขนของใครล่ะที่เขาจะกัดกินเป็นคนแรกที่เจอ ถ้าไม่ใช่เธอ

    คล้ายเป็นคนสนิทหรือมือขวาของแม่สามีเธอ ส่งสัญญาณให้เธอเข้าไปในห้อง
จากนั้นปิดประตู ภายในห้องมีเพียงเธอและแม่สามีเท่านั้น

    “นั่งสิซานเอ๋อร์ เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่ เล่าให้ข้าฟังสิ”
คุณแม่คะ รอให้ลูกสะใภ้นั่งก่อนค่ะ

    “ท่านแม่พวกเราออกไปขี่ม้า…”

    “ไม่ใช่ เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว ข้าจะไม่อ้อมค้อม พวกเจ้าเข้าหอกันหรือยัง”
เอิ่ม คุณแม่คะ อยู่ดี ๆ ก็มาถามเรื่องได้เสียเป็นผัวเมียกันแบบนี้
คงไม่ใช่อยากมีหลานอุ้มไว ๆ หรอกใช่ไหม

    “ยังเจ้าค่ะ”

    “ทำไม หยูเอ๋อร์มีปัญหาอะไรหรือ”

    “ลูกสะใภ้ไม่ทราบเจ้าค่ะ อาจเพราะท่านพี่เหน็ดเหนื่อยจากงานแต่ง
ต้องต้อนรับแขกเหรื่อดื่มสุราทำให้อ่อนเพลีย ต้องการพักผ่อนมากกว่า”

    เหตุการณ์ตอนนั้นเธอจำไม่ค่อยได้ รู้สึกตัวก็โดนถีบลงจากเตียงแล้ว
ท่านแม่มีสีหน้าหนักใจก่อนจะถามต่อ

“คืนต่อมาเล่า เขามีทีท่าว่าจะชอบเจ้าบางหรือไม่”

    “คืนต่อมาท่านพี่ไปพักที่เรือนตนเอง ส่วนจะชอบข้าหรือไม่ ข้าไม่แน่ใจ”
เธอทำเป็นก้มหน้านิ่งอย่างเขินอาย
จริง ๆ เธอรู้ดี สามีชอบเธอ ชอบให้เธอเป็นศพ เพราะคืนที่สองเขาต้องการจะฆ่าเธอ
แต่ดันผิดพลาดทางเทคนิคเขาหมดสติไปเสียก่อน เล่นละครมาถึงขั้นนี้

ควรพูดให้คนแก่ดีใจสักหน่อยแล้วกัน
“วันนี้ท่านพี่ใจดีพาข้าออกไปขี่ม้าเล่น อีกทั้งยังสอนข้าขี่ม้าอีกด้วย”

    “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าเพียงแต่ร้อนใจอยากอุ้มหลานของหยูเอ๋อร์
เพราะข้าแก่ปูนนี้ไม่รู้จะอยู่ได้อีกสักกี่ปี”

คุณป้าคะ ดูยังไงก็เหมือนเพิ่งสี่สิบไม่เกินห้าสิบแน่นอน
จะรีบร้อนแก่ไปไหน แล้วอีกอย่างถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่าลูกชายคนโตก็แต่งงานมีลูกแล้ว
 ตอนที่ไปกินข้าวพร้อมหน้าครั้งแรก โต๊ะกินข้าวข้าง ๆ ทั้งโต๊ะก็มีแต่ลูกเล็กเด็กแดง

    “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ต่อไปข้าจะคอยดูแลให้ท่านพี่มีสุขภาพแข็งแรง
ท่านพี่ไม่มีทางลืมกตัญญูต่อท่านและตระกูลหม่าอย่างแน่นอน
 และอีกไม่นานคงจะมีข่าวดีให้ท่านได้ชื่นใจ”

เธอแค่พูดตามบทลูกสะใภ้ที่แสนดีไปอย่างนั้นเอง
    “เด็กดี ถ้าเป็นไปได้คืนนี้เจ้าก็ไปพักที่เรือนของหยูเอ๋อร์แล้วกันนะ
สามีภรรยาต้องดูแลซึ่งกันและกัน เอาล่ะเท่านี้ข้าก็วางใจ
ตอนนี้เจ้าตามไปปรนนิบัติเขาสักหน่อย
อยู่ใกล้ชิดทุกวันจะได้คุ้นเคยกันเร็วขึ้น
ไปเถอะหยูเอ๋อร์น่าจะกำลังรอเจ้าอยู่”

    คุณป้าต้องการประเคนลูกสะใภ้ให้ลูกชายกินตับ
เวลากลางวันแสก ๆ เลยเหรอ อะไรจะอยากมีหลานจัดขนาดนั้นคะ
 เธอว่าไม่น่าใช่แล้ว หรือกลัวว่าก่อนข้าวสารจะเป็นข้าวสุก
ถ้าลูกสะใภ้รู้ความจริงแล้วจะไม่ยอมรับสามี คิดหนีไป
เธอรับคำอย่างน้อบน้อมแล้วเดินออกมา คิดกลับเรือนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน
ทั้งกลิ่นม้ากลิ่นเหงื่อผสมปนเปกันไปหมด




หม่าจิ้นไฉเดินกระวนกระวายใจอยู่ในห้องหนังสือหลังจากพ่อบ้าน
มารายงานว่าบุตรชายคนรอง
หม่ากว่างหยูรีบร้อนกลับเข้ามาหลังจากขี่ม้า
และอาการไม่ค่อยปกตินัก

 ผู้คนส่วนหนึ่งในตระกูลหม่ารวมทั้งคนรับใช้ใกล้ชิดที่ไว้วางใจได้
ซึ่งผ่านการสาบานด้วยเลือด
ต่างรู้เรื่องคำสาปประจำตระกูลดี เขานึกข้องใจว่าทำไมหลังจากแต่งงานแล้ว
อาการของลูกชายถึงยังไม่ดีขึ้น

 เท่าที่รู้กว่างหยูยังควบคุมตนเองไม่ได้กลายร่างเป็นหมาป่า
หรือเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เขาจำเป็นต้องหาคำตอบ
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วหลังจากงานแต่งงาน พวกเขาน่าจะ…

เขาตะโกนสั่ง “ให้คนไปเชิญฮูหยินใหญ่มาพบข้า”

มีเสียงตอบรับจากด้านนอก เขาได้แต่รอสอบถามเรื่องราวในห้องหอให้กระจ่าง
หรือเป็นเพราะถูกบังคับให้แต่งงาน บุตรชายของเขาจะไม่พึงใจในตัวลูกสะใภ้
การจัดการของพวกเขาเป็นไปตามกฎของตระกูลหม่าได้บัญญัติไว้
ไม่อาจฝ่าฝืนได้ มิฉะนั้นอาจหมายถึงการสิ้นตระกูล

 ผู้ใดจะไม่หวาดกลัวสิ่งที่แปลกประหลาดจากตนเอง
“ฮูหยินใหญ่มาถึงแล้วขอรับ”

“ให้นางเข้ามา เร็วเข้า”

ประตูเปิดออก ภรรยาของเขาเดินเข้ามาด้านใน เพียงสบตากัน
นางก็รู้ความในใจว่าเขามีเรื่องต้องการสนทนาด้วย
นางเดินลึกเข้าไปในห้องหนังสือด้านใน
คนนอกมิอาจได้ยินสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เป็นความลับ

“ท่านพี่มีเรื่องอะไรหรือ เกี่ยวกับหยูเอ๋อร์ใช่หรือไม่”

เขาพยักหน้ารับ “ทำไมอาการของเขายังไม่ดีขึ้น พวกเขายังไม่ได้เข้าหอกันอีกหรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าสอบถามลูกสะใภ้แล้ว คืนวันแต่งงานเขาน่าจะดื่มหนักไปไม่น้อย”

“แล้วคืนอื่น ๆ ล่ะ เรื่องนี้จะชักช้าไม่ได้ เขาจะมีอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ
หลังอายุครบสิบแปดปี เขาไม่น่าจะลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้
 เจ้าลูกไม่ได้ความ กว่าพวกเราจะเสาะหาเด็กสาวที่มีวาสนากับเขาได้
ไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งสามปี พอดีที่แม่หนูชิงซานเกิดพอดี”

“เขาอาจลืมเรื่องนี้ไปหรือไม่ เพราะพวกเราเคยบอกกับหยูเอ๋อร์ไปตั้งแต่ยังเล็กนัก
เขาถึงไม่เข้าใจอะไร เอาแต่ต่อต้านการแต่งงาน ท่านพี่! หรือท่านลืมกำชับเขาเรื่องนี้
ต้องผ่านการเข้าหอเพื่อชำระคำสาปประจำตระกูล”

“ฮูหยิน เจ้าก็ไม่ได้เตือนเขาหรือ ข้าคิดว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายพูดกับเขาเสียอีก”

 ทั้งสองต่างทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกดุจเดียวกัน ที่แท้ก็เป็นที่พวกเขาทำสิ่งผิดพลาด

“เรื่องเช่นนี้ บิดากับบุตรชายควรสอบถามกันเองจะเหมาะสมกว่านะเจ้าคะท่านพี่”

“เฮ้อ เป็นความผิดของข้าเอง
คงเพราะมัวแต่ห่วงดูแลเตรียมงานกับเรื่องต้อนรับแขก
กอรปกับช่วงนั้นมีงานต่อรถม้าเข้ามาหลายคัน

กว่างหยูบิดาทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
แต่ว่าฮูหยินเจ้าช่วยไปเจรจาเรื่องนี้แทนข้าได้หรือไม่”

กับลูกชายคนนี้ที่มักเอาแต่ใจเพราะมีท่านแม่ของเขามักให้ท้าย
เลยทำให้ผู้เป็นบิดาเช่นเขามักโดนเจ้าเด็กเหลือขอ
แผลงฤทธิ์อาละวาดใส่เป็นประจำ

“ท่านพี่ เรื่องเช่นนั้น ข้าที่เป็นมารดาจะไปแนะนำเขาเรื่องของบุรุษได้เช่นไรกัน
ทีกับลูกชายคนโตท่านไม่เห็นจะทำอิดออดเช่นนี้เลย”

ไม่ใช่ภรรยาของเขาหรือ นางยังสั่งคนให้ไปซื้อหนังสือภาพในห้องหอ
ไปให้ลูกชายได้เลย ช่วยไม่ได้ลูกชายคนโต
ทำตัวว่านอนสอนง่ายแบ่งเบาภาระหน้าที่การงาน
ได้มากกว่าเจ้าเด็กหน้าเหม็นตัวก่อกวนกว่างหยู

“ภรรยาเจ้าอย่าว่าข้าไม่คิดใส่ใจเขา
เพียงแต่ว่า ข้ามีเรื่องจำเป็นที่ต้องจัดการมากมาย
เจ้าเพียงแนะนำให้เขาอ่อนโยนกับลูกสะใภ้แค่นั้นเป็นใช้ได้

นางก็ไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แค่เขาให้ความร่วมมือไม่พังประตู
ถือว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม สองสามีภรรยายุติการปรึกษาหารือกัน
เพราะต่างคนต่างเกี่ยงกันไปหาบุตรชายคนรอง
ผลสรุปคือพวกเขาจะใช้ยาเพื่อรวบรัดขั้นตอน
และจะลงมือคืนนี้





หลี่ชิงซานเปลี่ยนชุดเรียบร้อย
แล้วนั่งเอ้อระเหยลอยชายเล่นอยู่ในห้องนอนต่อ
โดยไม่คิดจะรีบร้อนไปปรนนิบัติสามีแต่อย่างใด
ครั้นมื้อกลางวันมาถึงหญิงสาวไม่รีรอที่จะเติมกระเพาะอาหารให้เต็ม
ต่อมาใช้เรี่ยวแรงรื้อค้นของในห้องฆ่าเวลา

พอเหนื่อยแล้วจึงเอนหลังพักสายตาที่ตั่งเล็กข้าง ๆ โต๊ะเขียนหนังสือ
ช่วงบ่ายสั่งน้ำชากับขนมมากินเล่น
กินขนมหมดไปสองชิ้น จิบน้ำชาไปสองอึก ที่ด้านนอกมีการเคลื่อนไหว
เงาวูบวาบอยู่ที่หน้าประตู

“ฮูหยินน้อยท่านได้ไปที่เรือนคุณชายรองหรือยังเจ้าคะ”

“อืม ข้ากำลังจะไปอีกสักครู่หนึ่ง
เจ้าไปเรียนให้ท่านแม่ทราบว่าไม่ต้องกังวล
ข้าจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของนางอย่างแน่นอน”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้คนนั้นเดินจากไป

รอให้ถึงตอนเย็นหน่อยก็ไม่ได้ ทำไมเธอต้องไปสิงสถิตอยู่ที่นั้นทั้งวัน
เดี๋ยวกลางคืนก็ต้องไปอยู่แล้ว มื้อเย็นเธอจะดูสิว่า
มีอาหารจานพิเศษแตกต่างจากของเธอมื้อเมื่อวานหรือเปล่า

แน่นอนอาหารที่เรือนของเธอต้องด้อยกว่าเรือนคุณชายรอง
แบ่งแยกชนชั้น เป็นคำที่น่ารังเกียจ
 แต่การได้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นก็ทำให้คนเคยตัวเคยชินสินะ
เธอลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
คงได้เวลาทำงานให้คุ้มกับค่าอาหารและที่พักแล้วสินะ

แล้วเมื่อไหร่สามีของหลี่ชิงซานจะว่างมาฆ่าเธอสักที
เส้นทางเดิมที่เคยมีคนมาลากเธอจะไปฆ่า
ตอนนี้ต้องเดินไปสู่หนทางตายอย่างเต็มใจโดยมีสาวใช้เดินนำหน้า

“ฮูหยินน้อยถึงที่หมายแล้วเจ้าค่ะ  สำหรับอาภรณ์ผลัดเปลี่ยนหลังอาบน้ำ
จะมีสาวใช้นำมาให้ท่านภายหลัง เชิญเข้าไปในเรือนคุณชายรองได้เลยเจ้าค่ะ”

ทำอย่างกับบริการในโรงแรงเลยนะ จริง ๆ ฐานะนี้ก็ไม่เลว มีคนคอยจัดการโน้นนี่
หลี่ชิงซานเธอเป็นอะไรตายกันแน่ ชีวิตหรูหราดีไม่น่าทิ้งตำแหน่งนี้ไป
โชคชะตาของแต่ละคนคงมีเหตุและผลของมัน แต่เธอคงไม่คิดเข้าไปก้าวก่ายหรอก
เดี๋ยวเธอก็จากโลกนี้ไปแล้ว จะไปสงสัยอยากรู้ทำไมให้ยุ่งยาก

“ท่านพี่”

เธอผลักประตูเข้าไปด้านใน แต่กลับพบกับความว่างเปล่า

เดินเข้ามาเรื่อย ๆ มีรูปปั้นม้าสะดุดตาวางอยู่กลางโต๊ะหนังสือ
เธอสนใจเลยเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
มันทับกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ ถึงไม่ได้ตั้งใจสอดรู้แต่เห็นข้อความ
เขียนด้วยพู่กันบอกว่าให้เดินไปที่ชั้นหนังสือ
ให้หมุนรูปปั้นอันที่สอง ทำอย่างกับมีห้องลับ
เธอละความสนใจ หันมาเพ่งมองลวดลายของรูปปั้นม้าต่อ

ดูดี ๆ เหมือนเป็นครอบครัวม้าเพราะมีทั้งหมดสามตัวโดยมีลูกม้าแทรกอยู่อีกหนึ่งตัว
น่ารักดี นี่มันขัดกับบุคลิกของท่านพี่ไปหน่อยไหม หรืออาจมีคนที่นับถือให้มา

    เดินสำรวจชั้นหนังสือว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
นิยายอ่านเล่นคงไม่มี กวาดสายตาไปเรื่อยก็มาเจอกับชั้นที่มีแต่รูปปั้นตั้งโชว์

เธอลองหมุนดูสักหน่อยไหม คงไม่มีอาวุธลับพุ่งออกมาทันทีที่ประตูเปิดหรอกมั้ง
 เธอยื่นมือออกไปหมุนรูปปั้น ฮึ! ไม่เห็นมีอะไรเลย
อาจเป็นการคัดลายมือทิ้งไว้ แล้วหมึกยังไม่แห้งดี

 เธอเดินกลับมาที่โต๊ะ ลองนั่งเก้าอี้ดูมีที่เท้าแขนสองข้าง
เก้าอี้และโต๊ะไม้ใหญ่กว่าที่ห้องของเธอ
มีราวแขวนพู่กันนับสิบอันเรียงรายให้เลือกใช้หลายขนาด
แสงแดดส่องจากทางหน้าตาที่เปิดทิ้งไว้
ทำให้จุดนี้เหมาะกับการนั่งทำงาน
อ่านหนังสือหรือวาดรูปเล่น


333
เมื่อคืนปั่น ถึง ตีสอง
มันก็เบลอๆ หน่อย

6
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 5.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 07, 2019, 01:05:50 AM »
บทที่ 5.

“ถ้าท่านต้องรู้ให้ได้ ข้าจะบอก แต่คงไม่ใช่ตอนนี้ แล้วท่านก็ไปทำงานทำการเถอะไม่ต้องรอ
ข้าจะนั่งเล่นบนหลังม้าอย่างนี้ก่อน”

“หลี่ชิงซาน ข้าเป็นสามีของเจ้า ข้าสั่งให้เจ้าลงจากหลังม้าเจ้าก็ต้องลงมา”

“ไม่ลง” นางยืนกราน

“ต้องลง”

“ท่านอยากลงจากหลังม้า เชิญท่านลงเองตามสบาย ข้าจะอยู่กับม้าก่อนตายจะเป็นไรไป”

“หุบปาก!”
“.....”

“เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้า ถ้าไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้างอย่ามาเรียกข้าว่าหม่ากว่างหยู”

“.....” นางขยับปากพูดตามคำของเขาอย่างไร้เสียง อย่านึกว่าไม่มีเสียงแล้วเขาจะไม่เห็นการล้อเลียน
ขบขันนักใช่หรือไม่ นังเด็กสามหาว

“เปิดประตู ข้าจะพาม้าออกไปข้างนอก”

เขาตะโกนสั่งไม่เจาะจงผู้ใด แต่
เด็กนั้นรีบลนลานวิ่งไปเปิดประตูไม้ที่รั้วกั้นสนามฝึกแห่งนี้ เห็นดังนั้นเขากระโดดขึ้นหลังม้าซ้อนหลังของนาง
 กระทุ้งสีข้างให้ม้าออกวิ่ง เรียกเสียงตกใจจากสตรีหัวแข็ง

‘ข้าสั่งให้เจ้าลง เจ้าไม่อยากลงเองช่วยไม่ได้’

ผู้คนในตระกูลหม่ารู้หน้าที่ดี พอได้ยินเสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้น ต่างพากันหลบให้พ้นทางอย่างเป็นระเบียบ
 และเปิดประตูให้เขา ซึ่งเป็นทางออกไปยังด้านนอก
บริเวณแถบนี้พื้นที่ส่วนใหญเป็นทุ่งหญ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตา จึงเหมาะสำหรับเพาะพันธุ์ม้า
และเป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนม้าสำหรับงานลากจูงรถม้าได้เป็นอย่างดี

 กระแสลมแรงที่พัดผ่านใบหูบ่งบอกได้ถึงความเร็วของฝีเท้าม้าว่ารวดเร็วเพียงใด
 ภรรยาของเขานั่งตัวแกร่งและเงียบเสียงไปนานแล้ว
 ได้ออกมาสูดอากาศที่ทุ่งกว้างเช่นนี้ค่อยปลอดโปร่งหน่อย
ก่อนงานแต่งงานเขาถูกเก็บตัวถึงครึ่งเดือน ต้องเรียกได้ว่าเกือบโดนขังอยู่ในห้องต่างหาก

ท่านพ่อกับท่านแม่กลัวว่าเขาจะขัดขวางการแต่งงานในครั้งนี้ เขาคิดลงมือเช่นกัน
ถ้าไม่ติดว่าร่างกายของเขาเกิดปัญหา
ช่างเถอะ ออกมาข้างนอกเช่นนี้แล้ว
 ทำใจให้เบิกบานเสียบ้างถึงจะสมควร ดูอย่างภรรยาใบ้ของเขาสิ นางดีใจจนพูดไม่ออกเลย
เขาผ่อนฝีเท้าม้าลงเปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะ ๆ
 โน้มตัวไปลูบแผงคอม้าเพื่อชมเชยเจ้าม้าตัวนี้ กำลังขายอดเยี่ยมมาก
จริงสิมีคนนั่งด้านหน้า เขาเบียดนางหรือไม่ เขาลืมไปได้อย่างไรกัน เขาโน้มตัวแกล้งนางอีกครั้ง

“ท่านไม่มีตา? ข้าจะตกจากหลังม้าอยู่แล้ว”
นางกล้าเอาคำพูดตอนที่สั่งให้นางจุดธูปมาย้อนเขา ช่างดีนัก ทำให้เขาทิ้งน้ำหนักไปที่นางมากกว่าเดิม

“มีตานะมีแน่ แต่พอดีข้าควบม้ามาไกล ย่อมต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดา
ข้าจะพักบ้างจะเป็นไร ขนาดเจ้านั่งเฉย ๆ ข้ายังไม่ปริปากบ่นเจ้าสักคำ”

นางก็ไม่บ่นสักคำเช่นกัน นางกระทุ้งศอกใส่ชายโครงของผู้เป็นสามีได้หน้าตาเฉย
เพราะไม่ได้ตั้งตัวทำให้เขารู้สึกเจ็บจุกจนตัวงอ นังตัวดี ช่างสร้างเรื่องราวได้เก่งนัก
เขาอยากพานางไปโยนให้ฝูงสัตว์ขย้ำเล่นตอนนี้เสียเลย
เขาข่มความเจ็บแล้วกดเสียงต่ำเรียกชื่อนาง “หลี่...ชิงซาน”

“ท่านพี่ ท่านเรียกข้า หรือท่านไม่ได้เรียกข้ากันแน่ ที่นี้ลมแรงจริง ๆ เอาเป็นว่าข้าไม่ได้ยินท่าน”

“หึ ๆ ภรรยาข้า เจ้าอยากลองตกจากหลังม้าสินะ”

แค่เพียงประโยคเดียว นางก็โผไปกอดคอม้าแน่น

“ปล่อยมือ ทำเช่นนั้นจะเป็นการกระตุ้นให้ม้าโมโห เจ้าต้องการจะฆ่าทั้งม้าทั้งข้าใช่หรือไม่ ยังไม่ปล่อยมืออีก
เอาล่ะ ๆ เจ้าไม่ตกม้าหรอก มีข้าอยู่ทั้งคนเจ้าวางใจเถอะ”

“ฮ่า ๆ ใครเชื่อท่านก็บ้าแล้ว”

“หลี่ชิงซาน ข้าสาบานจะตีเจ้าให้ตาย ปล่อยมือจากม้าเดี๋ยวนี้”
เขาไม่สนใจว่านางจะทำตามหรือไม่
กระชากหลังคอเสื้อของนางดึงมาหาตัว แล้วใช้มือข้างหนึ่งรัดเอวนางไว้

“เจ้าทำอะไร มากอดข้าทำไม ปล่อย”

“ไม่เรียกท่านพี่แล้วรึ”

“ไม่ใช่ว่าเจ้ากลัวตก สามีจะไม่ไยดีเจ้าได้อย่างไรหืม...”
มีเสียงประหลาดเกิดขึ้น เสียงคล้ายนางกำลังจะดันอาหารที่กินเข้าไปออกมาจากทางปาก

“เจ้ามีอาการวิงเวียนศีรษะสินะ ฮ่า ๆ ข้าจะพาเจ้าไปพักใต้ต้นไม้สักครู่
เจ้าน่าจะมีอาการดีขึ้น เห็นด้วยหรือไม่ซานซาน”

เสียงประหลาดดังกว่าเดิม แสดงว่านางพอใจ เขายกยิ้มกว้างเพราะรู้ว่านางจะไม่หันกลับมามอง
 เขาบังคับม้าให้เดินเยื้องย่างไปช้า ๆ พอใกล้ถึงต้นไม้เขาหยุดม้าแล้วกระโดดลงมา

“คราวนี้เจ้าต้องการจะลงม้าหรือไม่” เขาอดล้อเลียนนางไม่ได้

“ข้าลง ขอความเมตตาจากท่านพี่ด้วย”
นางขอร้องข้าด้วยการกระตุกยิ้มหนึ่งครั้ง กลับไปเขาจะให้ท่านแม่อบรมมารยาทนางเสียใหม่
 ชายหนุ่มลืมความคิดที่จะสังหารภรรยาไปชั่วขณะ ดังนั้นเขาจึงสอดมือไปใต้วงแขนแล้วยกนางลงมา
 เด็กเล็ก ๆ ที่ตระกูลเขาก็ยกเช่นนี้ นางตัวเบาไม่ต่างกันเท่านไหร่
 เมื่อครู่ที่นางยิ้ม เขาไม่ทันสังเกตมาก่อนว่านางมีลักยิ้มที่แก้มข้างหนึ่ง สตรีหน้าตาประหลาด

“เจ้าไปนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ก่อน ข้าจะตรวจดูม้าว่าเกือกม้ามีสภาพสมบูรณ์หรือไม่”
“ขอบคุณท่านพี่มาก ๆ” คำขอบคุณของนางปราศจากความจริงใจ แต่เขาหาได้สนใจอะไร



กับต้นไม้ใบหญ้าและธรรมชาติพวกนี้ล้วนไม่ต้องเสแสร้งใส่กัน
เธอคิดว่าอาศัยอยู่กระท่อมกลางป่าคงดีเหมือนกัน และกับสามีใจสุนัขคนนี้ เขาตรงไปตรงมาดีนะ
 ต้องการฆ่าเธอคือไม่ปิดบัง มั่นใจได้ว่าไม่มีแอบแทงข้างหลัง พูดโต้ง ๆ ว่า ‘ข้าจะฆ่าเจ้า’ ตลกร้ายที่หัวเราะไม่ออกสักนิด

เธอนั่งเอนหลังพิงต้นไม้มองดูเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินวนเวียนสำรวจม้าไปทั่วตัว
นิสัยอาจไม่ผ่าน แต่รูปร่างหน้าตาถือว่าไม่เลว
สูงขาว หุ่นคล้ายเด็กวัยรุ่นที่เล่นกีฬาเป็นประจำ ถ้าเป็นยุคปัจจุบ้นเธอคงเดาอายุที่ยี่สิบปี
น้องแก่ก่อนวัยไปนิดหนึ่ง คงเพราะคลุกคลีกับงานใช้แรงอย่างการดูแลม้าสินะ
 ตากแดดตามลมมากไป แก่แดดตามตัวอักษรเป๊ะ น่าจะเรียกว่ากร้านลม แต่อย่างน้อยยังมีคิ้วเข้ม จมูกโด่ง

เป็นนายแบบก็ดีเป็นเน็ตไอดอลทางด้านการขี่ม้าก็ไหว พอ ๆ เลิกชมเด็กนี่ได้แล้ว
มันกำลังหาหลุมศพให้เธอนอนเล่นอยู่นะ จำได้ไหม การรอความตายแบบนี้ไม่ดีเลย
มันน่ารำคาญจะไปต่อก็ไม่ได้ ใช้ชีวิตตอนนี้เป็นแบบกล้า ๆ กลัว ๆ คงถึงเวลาสานต่อภาระกิจให้จบ
 เธอตัดสินใจมุ่งหน้าไปหาความตายที่เบื้องหน้า

“ท่านพี่แถวนี้ไม่มีใคร ท่านเล่าเรื่องความเป็นมาของตระกูลหม่าที่ทำให้ท่านมีขนให้ข้าฟังเถิด”
ประโยคนี้ทำให้เขาหยุดชะงัก หันหน้ามาจ้องหน้าเธอ แล้วหันไปมองรอบตัว จากนั้นทำทีเป็นสนใจม้าต่อ

“เจ้าถามแล้วข้าจำเป็นต้องตอบ” เขาทำเสียงเย็นชาจนเธอรู้สึกหนาวขึ้นมาเลย

“ไม่มีใครซุบซิบนินทาเรื่องแปลกประหลาดของตระกูลหม่าเลยเหรอ”
 เขาเหลืบมองเธอทางหางตาแว่บหนึ่ง แล้วให้ความสนใจที่ม้าเช่นเดิม

เธอถามต่อ “ทุกคนเป็นเหมือนท่านหรือเปล่า”

“หลี่ชิงซาน เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำตัวล้ำเส้น และขีดความอดทนของข้าก็กำลังจะหมดลงแล้ว”
 ว้ายตายแล้ว ตอบอย่างกับพวกตัวร้ายในนิยาย

“ถ้าอย่างนั้นดีเลย แถวนี้มีเนินเขา หรือทางลาดชันไหม กลิ้งตกเขาตายเป็นไง เมื่อตอนที่ท่านสั่งข้าให้ลงจากหลังม้า
ท่านบอกว่า ข้ามีสิ่งที่ทำคั่งค้างอยู่ ใช่เรื่องนี้หรือเปล่า” คำพูดของเธอตรงประเด็นที่สุด แต่ทำไมเขาต้องมีอาการสะดุ้ง

“ใช่ที่ไหนกัน”

“แล้วมันเป็นเรื่องอะไร ขอร้องล่ะอย่ายืดเวลาอีกเลยได้ไหม ข้ามีขีดความอดทนจำกัดเหมือนกัน
ถ้าท่านต้องการชีวิตข้าก็รีบฆ่าเถอะ ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงดูขุนให้ข้ามีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ ข้าไม่ใช่หมู ห้ามหัวเราะ
นี่ข้ากำลังพูดเรื่องคอขาดบาดตายอยู่นะ ข้าขอร้องท่านล่ะคุณชายหม่า ชีวิตของข้าที่ไม่อาจกำหนดชะตาได้ด้วยตัวเอง
มันทรมานไม่น้อย ท่านจบชีวิตข้าตามที่ท่านต้องการเวลานี้เถอะ”

เธอรู้สึกน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ที่นี้ไม่ใช่ที่ทางสำหรับเธอ ไม่มีใครรักเธอ
และไม่มีครอบครัวที่เธอรัก เหมือนยืนโดดเดี่ยวเพียงลำพังในสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพนับพัน
เธอทรุดลงคุกเข่าค้อมตัวเพื่อโขกศีรษะแลกกับความตาย แต่เป็นอิสระสำหรับเธอ ไปจากโลกบ้า ๆ นี่สักที
ยุคล้าหลัง ผู้ชายเป็นใหญ่เธอไม่อิน ได้ยินไหม! สวรรค์
นั่งหมอบรอความตายอยู่อย่างนั้น ก้มศีรษะจรดพื้น
น้ำตาของเธอไหลซึมลงไปในดินอย่างช้า ๆ หยดแล้วหยดเล่า

“เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลหม่า มีศักดิ์ศรีบ้างหรือไม่ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้”
เขาจะมาตะโกนใส่เธอทำไมไอ้เบื้อก
อยากให้เธอตาย ก็สมใจแล้วไม่ใช่เหรอ
จะมาศักดิ์ศงศักดิ์ศรีอะไร อัลไซเมอร์ก่อนวัยก็มา

“.....”
ตอนแรกเธอจะตอบว่า ข้าไม่ใช่สะใภ้ตระกูลหม่า
ข้าเป็นวิญญาญอื่น แต่กลัวว่าจะเป็นการต่อปากต่อคำไม่จบไม่สิ้นอีก

“หลี่ชิงซาน เรื่องนี้ค่อยพูดกัน ข้าจำเป็นต้องกลับตระกูลหม่าอย่างเร่งด่วน”

เธอได้ยินแค่ชื่อตัวเอง
จากนั้นโดนกระชากตัวจากพื้น ถูกอุ้มขึ้นไปวางบนหลังม้า ชั่วพริบตาเดียว
 ม้าที่น่าสงสารแบกคนสองคนห้อตะบึงกลับไปทิศทางเดิม เขาผีเข้าหรือไง หรือปวดท้องกะทันหันต้องรีบไปห้องน้ำ

เสียงกระดูกลั่นกร็อบแกร็บอย่างสยดสยอง และเสียงคำรามที่ด้านหลังของเธอ
ทำให้รู้แล้วว่าเขากำลังจะกลายร่างเป็นหมาป่า แม่จ๋าช่วยด้วย
 เขาคงไม่เอากรงเล็บกระซวกหัวใจเธอจากทางด้านหลังใช่ไหม มันเสียวสันหลังวาบ ๆ

ตกลงเธอหลุดเข้ามาอยู่ในภาพยนตร์สยองขวัญเกรดซีทุนต่ำใช่หรือเปล่า
ขอตายแบบศพสวย ๆ ไม่ได้หรือไง เธอนั่งเกร็งภาวนาไปตลอดทาง
ไม่ทันได้รู้ตัวเธอมาถึงตระกูลหม่าอย่างปลอดภัย
มีคนเอาแท่นบันไดมาให้เธอเหยียบลงจากหลังม้า
ส่วนท่านพี่ก็หายศีรษะไปแบบไม่เห็นแม้เงา
 โอย เธอรู้สึกหิวขึ้นมาทันที โดนม้าเขย่าไปเขย่ามา
เธอหันรีหันขวางจะสั่งสาวใช้ไปเอาอาหารมาให้กิน ท่านแม่โผล่มาจากไหนไม่รู้

    “เกิดอะไรขึ้นกับท่านพี่ของเจ้า”

    “พวกเราออกไปขี่ม้าด้วยกัน พอหยุดพักม้าครู่หนึ่ง ท่านพี่ก็บอกว่าต้องการกลับเจ้าค่ะ”

ส่วนที่คุยเรื่องอะไรกัน เธอคงไม่จำเป็นต้องสาธยาย
 แม่ผัวส่วนใหญ่มักไม่ปลื้มลูกสะใภ้ และเธอไม่มีเวลาไปตีสนิทคุณป้าด้วย

“เจ้าตามข้าไปที่เรือน ข้ามีเรื่องจะสอบถามเจ้า”
 งานเข้าแล้ว เธอโดนฝ่ายคุมประพฤติเรียกสอบวินัยในการเป็นสะใภ้ใช่ไหม
7
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / Re: ทดลองเฉยๆ ธีมโกธิค
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 07, 2019, 01:02:36 AM »
ขอบคุณ คุณธันย่าค่ะ  ;D   photoscape โหลดฟ้อนต์เพิ่มได้
8
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / Re: ทดลองเฉยๆ ธีมโกธิค
« กระทู้ล่าสุด โดย ธันย่า เมื่อ พฤศจิกายน 06, 2019, 04:53:28 PM »
ทำฟ้อนปกเด่นๆกว่านี้หน่อยค่าาา  มันกลืนไปกับพื้นหลังอะ :-*
9
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / Re: ทดลองเฉยๆ ธีมโกธิค
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 06, 2019, 02:22:26 PM »
เทส 
10
5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์ / คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 4.
« กระทู้ล่าสุด โดย ไอวินทร์ เมื่อ พฤศจิกายน 05, 2019, 01:02:26 AM »
บทที่ 4 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ


หม่ากว่างหยูใช้เวลาจัดการอาหารทั้งหมดอย่างช้า ๆ
โดยมีภรรยานั่งให้กำลังใจอยู่ฝั่งตรงข้าม
ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกลา ในที่สุด เขาวางตะเกียบและหยิบผ้ามาเช็ดปาก
อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าเสร็จธุระแล้ว

“ท่านอิ่มแล้ว?” นางถามเขาอย่างใจเย็น

“อืม…”

“ขอโทษที่ต้องถามหลังจากที่ท่านกินอาหารแล้ว
ท่านต้องการเวลาไปเดินเล่นย่อยอาหารก่อนฆ่าคนหรือเปล่า
ไม่ ๆ ข้าหมายถึงต้องใช้เวลาตระเตรียมสถานที่ฝังศพของข้าก่อนหรือเปล่า”

“เจ้า เจ้ากระตือรือล้นเกินไปแล้ว
ตอนนี้มืดค่ำ คนงานต่างไปพักผ่อนกันหมด
อีกอย่างถ้าข้าสั่งให้คนขุดหลุม
ท่านพ่อต้องสงสัยว่ามีม้าป่วยเป็นโรคระบาด
 เดือนร้อนผู้อื่นต้องโดนสอบสวนแน่ เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
ตระกูลหม่าคงได้โกลาหลไม่น้อย”

“คืนนี้ตกลงท่านจะฆ่าหรือไม่ฆ่า”

“ปัญหามันอยู่ที่หลังจากเจ้าตายต่างหาก
ข้าจะกำจัดศพของเจ้าทางใดไม่ให้มีพิรุธ
แล้วจะใช้คำแก้ตัวแบบไหน
 ที่ไม่ทำให้สองตระกูลเกิดเรื่องบาดหมางจนเป็นศัตรูกัน
มีชื่อเสียงของข้าที่ต้องรักษา
ผู้คนจะร่ำลือว่าพอเจ้าแต่งงานเข้ามาไม่ถึงสามวันก็สิ้นชีวิต
ต่อไปข้าจะหาสตรีที่ใดมาแต่งได้อีก
เจ้าควรช่วยข้าไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน”

หญิงสาวกลืนประโยค ‘เรื่องเยอะจริง ไอ้ลูกหมา’ ลงคอลงไป
แล้วใช้สมองเพื่อแก้ปัญหานี้
นิ่งคิดครู่หนึ่ง พยายามนึกถึงแผนร้ายต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นในนิยาย
จัดฉากปล้นขณะเดินทาง พาไปทัวร์ไหว้พระที่วัดแล้วมีโจรป่าบุกมากลางดึก
ขึ้นเรือแล้วถูกปล้ำทำลายชื่อเสียง บังคับให้ฆ่าตัวตาย
ส่งเข้าป่าให้ฝูงสัตว์ทำร้ายอย่างฝูงหมาป่า หมี เสือ มังกร งูขาวยักษ์ ลิงคลั่ง
ไม่ได้ วิธีหลังนี่มันน่าจะทรมานเกินไป
จู่ ๆ เธอนึกถึงวิธีเบสิคได้ สะดวกและรวดเร็วในขั้นตอนเดียว

“ข้าขอนำเสนอวิธี ‘ผลัดตกหน้าผา’ แน่นอนว่ามันเป็นอุบัติเหตุ
ทุกฝ่ายต่างไม่อาจกล่าวโทษกันได้
ข้าตายแถมมีประโยชน์เป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ ทั้งเป็นอาหารให้สัตว์ข้างล่างด้วย
ยอดเยี่ยมที่สุด เอาวิธีนี้แล้วกัน สักห้าวันเจ็ดวันหลังจากนี้
เจ้าทำทีพาข้าออกเดินทางไปเที่ยวต่างเมือง พาพยานไปหลาย ๆ คนหน่อย
แล้วเดี๋ยวข้าทำทีเป็นสะดุดล้มกลิ้งตกหน้าผาลงไปเอง”
แม้เธอจะไม่อยากทำเอง แต่ร่างนี้ถือว่าตายไปแล้ว เธอไม่น่าจะบาปอะไร

“วิธีนี้ของเจ้าจะว่าดีก็ดี แต่แถวนี้ไม่มีหน้าผาหรอก
หรือต่างเมืองที่มีหน้าผาเหมาะสมใช้การได้ก็ไปไกลมาก
 เดินทางไม่ต่ำกว่าห้าหกเดือน ค่าใช้จ่ายต้องมากมายจนไม่คุ้มค่า”

เธอถาม “ภูเขาล่ะ ด้านหลังตระกูลหม่าเป็นภูเขาไม่ใช่เหรอ”

“ภูเขาลูกนี้ปลอดภัย อีกทั้งไม่สูงชันนัก”

“สัตว์มีพิษล่ะ จับงูพิษมาก็ได้”

“พวกคนงานจับมากินจนเหลือจำนวนน้อยแล้ว ท่านพ่อสั่งห้ามคนไปจับงูมาอีก”

หญิงสาวที่สรรหาแต่ละวิธีมานำเสนอรู้สึกเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ นี่ก็ไม่ได้ นั้นก็ไม่ได้

“แม่น้ำ ล่องเรือแล้วผลัดตกน้ำก็ได้”

“ถึงคราวเจ้าตกจริง ก็ต้องมีคนกระโดดลงไปช่วยเจ้าอยู่ดี
ที่สำคัญข้าเป็นสามีของเจ้ายิ่งต้องกระโดดลงไปช่วยคนแรก ข้าไม่ชอบตัวเปียก”

หญิงสาวกลอกตาแล้วเอ่ย “สุดยอดยาพิษล่ะ”

“หายากและมีราคาแพง”

เรื่องราวผจญภัยต้องมี เธอเลยเสนอ “โดนจอมมารลักพาตัว”

“ข้าไม่ใช่คนในยุทธภาพ ไม่มีรู้ว่ามีจอมมารหรือไม่
และคนระดับนั้นคงไม่มาวุ่นวายกับพ่อค้าประชาชนอย่างพวกเราหรอก”

“ถ้าอย่างนั้นสร้างตัวปลอม ออกมาลักพาตัวก็ได้”

“ตัวปลอมอาจถูกทางการตามล่า”

เธอไม่อยากแย้งว่าหาตัวปลอมที่ฉลาด ๆ หน่อย เร่งเสนอวิธีอื่นต่อ
“เจ้าจับได้ว่าข้าเป็นหนอนบ่อนไส้มาล้วงความลับตระกูลหม่า”

“ตระกูลหลี่ของเจ้าย่อมต้องเดือดร้อน”

“ข้าลืมไป ตอนนี้นึกออกเป็นวิธีสุดท้ายแล้ว ‘สาวงามหลงป่า’
เป็นความโชคร้ายของข้าเองที่ไปตักน้ำที่ริมลำธาร จากนั้นมีฮิปโปโผล่มา
 ด้วยความตกใจข้าวิ่งหนีสัตว์ร้ายจนล้มลุกคลุกคลาน
และพอเหนื่อย หยุดวิ่งหันไปมองรอบ ๆ อนิจจา ข้าหลงทางเสียแล้ว
ต่อมาอ่อนแรงถูกงูอนาคอนด้ากลืนกินเป็นอาหาร
สิ้นชื่อหลี่ชิงซาน สาวงามแห่งตระกูลหลี่ จบแผนการที่ล้ำเลิศ”

คุณชายรองนั่งมองภรรยาปั้นแต่งเรื่องราว แล้วอดรู้สึกตกใจไม่ได้
หรือนางเหมาะจะไปเป็นนักเล่านิทานที่โรงเตี๊ยม

“เจ้าแน่ใจว่าเป็นสาวงาม ช่างเถอะ แล้วตัวอะไรที่โผล่มานะ แล้วยังงูอะไรที่เจ้าว่า
มันอยู่ในตำนานเทพเซียนเล่มไหนหรือ ข้าไม่เคยอ่าน”

“เอาล่ะ ข้าขอไปนอนคิดก่อนแล้วกัน ลาล่ะ ไม่ต้องส่ง”

หญิงสาวลุกพรวด ก้าวฉับ ๆ ออกไปด้วยความโมโห เด็กบ้า!
เขาจะช่วยคิดสักวิธีก็ไม่มี ได้แต่ขัดคอตลอดเวลา มีอย่างที่ไหน เขาต้องการกำจัดเธอ
กลับเป็นเธอที่จะตายทั้งที่ยังต้องสรรหาวิธีตายที่แสนยากเย็นมาให้เขา
แถมห้ามเป็นภาระคนอื่นอีก ไอ้ลูกหมาเฮงซวย!
 
      ด้านนอกคนหนึ่งกระทืบเท้าจากไปอย่างไร้เยื่อใย ส่วนด้านในห้อง
 เด็กหนุ่มนั่งบนเก้าอี้ที่เดิม มือหนึ่งกุมท้อง อีกมือทุบไปบนโต๊ะ ปากก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นไม่หยุด

    สาวใช้ที่คอยรับคำสั่งบริเวณนั้น ต่างพากันเดินห่างออกจากเรือนด้วยความเข้าใจตรงกันของทุกคน

    คุณชายรอง ‘คลุ้มคลั่ง’ อีกแล้ว



    ...ชีวิต เริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน ถือเป็นคติประจำใจของเธอ ดังนั้น เช้านี้เธอจะเริ่มดำเนินชีวิตไปตามปกติ ก้าวไปข้างหน้า
 เธออยากไปดูคอกม้า อยากหัดขี่ม้าสักครั้ง อดีตเมื่อวานเธอจะทิ้งมันไป แม้จะเกิดความคิดชั่ววูบอยากวางยาพิษสามีก็ตาม
 โชคดีเหลือเกินที่แยกพักกันคนละที่ เวลาอาหาร เธอกินได้ตามสบาย ไม่ต้องเห็นหน้าคนเลวบางคนจนกินไม่ลง

    กฎระเบียนตระกูลหม่ามีอะไรบ้าง เธอโนสนโนแคร์ จะรู้ไปทำไมเดี๋ยวก็ตายแล้ว
สิ่งที่ลูกชายของพวกเขาต้องการไม่ใช่ยอดภรรยาในดวงใจ

แต่เป็นศพของหลี่ชิงซานต่างหาก ถึงเธอจะทำผิดคงไม่มีอะไรร้ายแรง เท่ากับโทษประหารที่เธอโดนหมายหัวไว้ตั้งแรก
ภาพแผนผังตระกูลหม่าในความคิดที่เธอพอนึกออก ส่วนที่พักครอบครัวด้านหน้า ด้านหลังเป็นพื้นที่สำหรับม้า

 ดังนั้นเธอควรเดินมุ่งหน้าไปทางทิศนั้น สถานที่เพาะพันธุ์ม้าไม่รู้เป็นความลับ
หรือเขตหวงห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปวุ่นวายหรือเปล่า
เธอแอบหนีสาวใช้ออกมานอกที่พัก ปิดประตูห้องแกล้งพักผ่อน
ห้ามคนรบกวน คงไม่มีคงสงสัยหรอกมั้ง

ตื่นมากินเสร็จก็นอนต่อทันที ไม่รู้ล่ะเวลาของเธอมีค่า
ขอแค่ขี่ม้าสักชั่วโมงสองชั่วโมงก่อนตายแล้วกัน
ถ้าไม่รู้จะไปทางไหน ดมกลิ่นของเสียของม้าแล้วเดินตามไปก็ไม่น่าพลาด

เธอได้กลิ่นเหม็นเขียวของหญ้าโชยมา ไม่รู้ว่ามีม้าทั้งหมดกี่ตัว
กลิ่นมันจะทวีคูณขนาดไหนกันเชียว
 ยิ่งเดินไปกลิ่นยิ่งชัดเจนเต็มจมูกมากขึ้น
มีเด็กผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับร่างนี้กำลังแปรงขนม้าอยู่กลางแดด
ด้านหลังของเขาคล้ายเป็นเพิงไม้ชั่วคราวมีแต่หลังคาบังแดดไม่มีผนัง

มีเสาสำหรับผูกม้าห้าหกต้นเรียงอยู่ด้วย
ขนม้าสีน้ำตาลอมแดงสะท้อนกับแสงแดด ดูแล้วระยิบระยับสวยดี
กล้ามเนื้อแข็งแรงของม้าขึ้นรูปอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งตรงท่อนขายิ่งดูมั่นคงดี ตามความคิดของเธอ
ม้าเป็นสัตว์ที่ดูสง่างามและมีจิตวิญญาณของความมีอิสระเสรี

    “น้องชาย เจ้าทำอะไรอยู่”

เป็นคำถามที่ไม่ควรถามชัด ๆ เป็นเพราะเสน่ห์ของม้าทำให้เธอลืมสำรวมตัว
มาอยู่ยุคโบราณมันต้องแอ๊บให้กลมกลืนกับชาวบ้านให้มากที่สุด แต่ช่างมัน
เธอจะทำอย่างที่อยากทำ ถึงไม่มีสกิลนางเอก เธอก็ต้องสตรองให้ได้เหมือนกัน

    “เอ่อ ท่านคือ”

    “ข้าชื่อหลี่ชิงซาน”

    “ท่านคือฮูหยินน้อยของคุณชายรองนี่ขอรับ ข้าน้อย ๆ บ่าวขอคารวะฮูหยินน้อย”

 เขาคงรู้สึกตกใจ ที่มีเมียเจ้านายโผล่มาจากไหนไม่รู้
พอเดินเข้ามาใกล้จะเห็นได้ว่าเขาเด็กกว่าหลี่ชิงซาน น่าจะราวอายุสิบสามเท่านั้น

    “ไม่ต้องมากพิธีรีตองหรอก ทำตัวสบาย ๆ เข้าไว้ ข้าไม่ถือหรอก
เจ้าแปรงขนม้าเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรต่อเหรอ”

    เด็กชายมีแก้มพองกลมน่าหยิกยกมือขึ้นมาเกาศีรษะ
ความไร้เดียงสาของเด็กทำให้เธออดยิ้มไม่ได้

เขาตั้งสติได้แล้วตอบ “ไม่มีขอรับ”

“แล้วเจ้าต้องแปรงขนม้าอีกกี่ตัว ข้าช่วยเอาไหม”

“ไม่เป็นไรขอรับฮูหยินน้อย ตัวนี้ตัวสุดท้ายแล้วขอรับ”

“ดี ๆ แล้วเจ้าขี่ม้าเป็นหรือเปล่า”

“เป็นขอรับ ฮูหยินน้อยคงยังไม่ทราบเด็กที่นี้พอสักห้า
หกขวบก็เริ่มหัดขี่ม้ากันแล้วขอรับ”

เธอไม่เคยรู้เลยว่าเด็กเล็ก ๆ เริ่มหัดขี่ม้ากันได้แล้ว
หรือเด็กยุคโบราณจะแข็งแรงกว่าเด็กยุคปัจจุบัน
เพราะเป็นยุคที่มีสงครามบังคับให้ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น
ดูอย่างร่างนี้ อายุสิบห้ายังแต่งงานมีครอบครัวแล้ว

“เช่นนั้นเจ้าสอนข้าขี่ม้าได้หรือเปล่า”

“คงไม่เหมาะสมขอรับ ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน รอให้คุณชายรองสอนท่านจะดีกว่า”

 เธออยากจะเผาตำราเล่มนั้นทิ้ง คนเราจะฝืนธรรมชาติได้เหรอ ลืมไปนี่มันยุคโบราณ
 

เธอชักแม่น้ำทั้งห้ามาหว่านล้อมเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล สุดท้ายใช้ไม้แข็ง
 แกล้งข่มขู่ว่าจะสั่งให้ขายเขาออกไป เท่านั้นเปลี่ยนเป็นเชื่อฟังขึ้นมาทันที
ในที่สุดเธอก็ได้มานั่งบนหลังม้าตามที่ฝันเอาไว้ ถึงจะมีคนจูงไม่ได้บังคับเองก็เถอะ

“เจ้าชื่ออะไรนะ”

“หวังหย่ง หม่าหวังหย่งขอรับ”

“อืม ชื่อดี”

พ่อแม่คงต้องการให้เป็นเด็กกล้าหาญสินะ สิ่งต่าง ๆ หลายอย่าง
เหมือนอยู่ดี ๆ เธอรู้ขึ้นมาได้เอง
หรือเป็นความทรงจำของร่างนี้ ช่างเถอะ รู้ก็ดีแล้ว
เธอไม่ต้องการรู้สาเหตุว่าเพราะอะไร

“ขอบพระคุณขอรับ”

“เวลาต้องการให้ม้าหยุด ต้องดึงเชือกอันนี้เหรอ”

เธอถามเรื่องสำคัญก่อน ยกสายบังเหียนขึ้นจับอย่างที่เคยเห็นในหนังคาวบอย

“ฮูหยินน้อยคงต้องสอบถามคุณชายรองขอรับ
มีหลายเรื่องที่ต้องระมัดระวัง ข้าอธิบายไม่ถูก”

“ก็ได้ แล้วถ้าม้ากำลังโมโห เจ้าดูตรงไหน”

“หูของมันจะลู่ไปข้างหลังขอรับ”

เธอจดจำให้ขึ้นใจ ถ้ามันโมโหเธอจะกระโดดลงทันที
แต่ว่าควรกระโดดหรือเปล่านะ
คิดอีกที ถ้าไม่แน่ใจไม่ควรทำอะไรพละการจะดีกว่า
ก่อนจะตายดี ๆ ดันมาพิการก่อน เธอไม่เอาหรอก

“แล้วเจ้าเคยเจอม้าโมโห แล้วเตะเจ้าหรือเปล่า”

“ไม่เคยขอรับ แต่เคยเห็นม้ากำลังโมโห เจ้าอ้วนลู่เคยเอาผักไปยื่นให้ม้า
พอมันจะงับก็ชักมือกลับ
แหย่ม้าอยู่อย่างนั้น มันเลยงับมือจนห้อเลือด”

 เธอลองนึกภาพตามแล้วรู้สึกขำอยู่เหมือนกัน
ตามประสาเด็กผู้ชายสินะ สมน้ำหน้าแล้ว

“ม้าที่นี้เคยเตะคนบาดเจ็บหนักบ้างไหม”

“ไม่มีหรอกขอรับ คนส่วนใหญ่มักรู้จักม้าเป็นอย่างดี

พอเห็นม้าอาการไม่ดี พวกเขาจะหลบไปอยู่ห่าง ๆ ขอรับ”

“ดูเหมือนตระกูลหม่าจะผูกพันกับม้ามาก ๆ”

“ขอรับ เอ่อ คุณชายรองมาขอรับ”

เขามาก็มา เธอไม่รู้สึกตกใจอะไร เมื่อวานมีคนเอามีดมากรีดไปที่คอหวังฆ่าเธอ
แล้วจะให้กลัวอะไร
เขาเดินเข้ามาที่ข้างสนามพร้อมคนติดตามคนหนึ่ง

“ภรรยาข้าแอบมาฝึกขี่ม้าให้ข้าแปลกใจเล่นสินะ
นับว่าเป็นสะใภ้กตัญญูนัก เจ้าคงไม่อยากให้ท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าผิดหวังสินะ”

“เป็นอย่างที่สามีคิดนั้นแหล่ะ” เธอตอบตัดบท

“เจ้าคงลืมไปแล้วกระมั่งว่ามีสิ่งใดคั่งค้างอยู่ ยังไม่รีบลงจากหลังม้าอีก”

งานคิดหาหนทางตายให้ตัวเองอย่างสงบ เธอน่ารีบลงจากหลังม้าไปทำเสียเหลือเกิน
จะฆ่าเมียทั้งที่ก็คิดเอาเองบ้างก็ได้
เมื่อวานเธอคิดไปเกินยี่สิบวิธีหนทางตายให้แล้ว
เขาก็อย่าเห็นแก่ตัวเอาเปรียบผู้หญิงนักเลย
สามีสารเลวแบบนี้น่าจับรมควันเหมือนกันนะ

“ห้ามเจ้าด่าข้าในใจ”

“ท่านไม่ได้ยิน แล้วจะเดือดร้อนทำไม”

“ข้าเดือดร้อนที่ไม่รู้ว่าเจ้าด่าข้าว่าอะไร”

เธอยกธงขาวขอยอมแพ้









-------------------------
กะจะลงก่อนเที่ยงคืนไม่ทัน
เพิ่งแต่งครบ  :-[


หมาไปหวันอีกตัว โดนยากัน?
ยอร์ก ไปสูสุคติ

กล่อง s เคอร์รี่ ใส่ หนาได้แค่ สามเล่มเอง
หน้า: [1] 2 3 ... 10