กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
5. Devina / รัญชิดา / Re: จัดหน้าง่ายๆ กับจิจ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 23, 2019, 08:37:16 PM »
ลุยโลดดดดด เอาให้จบนะคะ
2
5. Devina / รัญชิดา / Re: จัดหน้าง่ายๆ กับจิจ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย devina เมื่อ มีนาคม 22, 2019, 11:01:38 PM »
ขอบคุณมากค่ะ. พอมองผ่านโทรศัพท์ เเท็บเลต
เราจะไม่เห็นเลยว่า เวลาเพื่อนๆอ่านเราจัดหน้าได้เเย่ขนาดไหนน เหอๆ
จะเอา setting ตามนี้ ไปใช้เลยค่ะ
3
5. Devina / รัญชิดา / จัดหน้าง่ายๆ กับจิจ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย รัญชิดา เมื่อ มีนาคม 22, 2019, 08:59:07 PM »
ถึงบัดดีผู้ร่วมห้อง คืนนี้ตั้งใจจะเข้ามาอ่าน แต่สังขารสายตาไม่ไหวจริงๆ ค่ะ

มีปัญหาเรื่องการจัดหน้าใช่ม้าาาาา

อย่ากังวลไปค่ะ ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไป ณ บัดนาว


1. ก่อนอื่นเรา กด เริ่มหัวข้อใหม่ เสร็จแล้วก็ ใส่ชื่อเรื่อง ชื่อตอนให้เรียบร้อย แล้วก็วางเนื้อหาลงไปเลยจ้าาาาา






2. ก่อนที่เราจะดำเนินการใดๆ ก็แล้วแต่ เราจะต้องคลุมดำเนื้อหา ด้วยการ กด Ctrl + A ตามรูปเลยค่ะ




3. เสร็จแล้วก็มาเลือกแบบอักษรก่อนเลยค่ะ มีมากมายหลายแบบ แต่ถ้ายังไม่ถูกใจ ก็ใช่แบบอักษรเองไปเลยจ้า




เปลี่ยนแบบอักษรก็ทำตามนี้จ้า




4. ต่อมาก็เลือกขนาด เล็กใหญ่จัดไปตามวัยและสายตาค่ะ ^^




5. เลือกแบบแล้ว ขนาดแล้ว ต่อมาก็เลือกสีค่ะ ถ้าไม่เอาตามเดิม ก็แนะนำให้เป็นสีที่อ่านง่ายสบายตา อย่างกรมท่าค่ะ




6. เอาละ คราวนี้ครบแล้วมากดดูตัวอย่างกัน




7. หน้าตาก็จะประมาณนี้ ถ้าโอเคก็กดตั้งกระทู้เลยค่ะ






จบปิ้ง น่าจะพอช่วยได้นะคะ  ถ้าสงสัยตรงไหน ก็ไปคุยที่ห้องคุยสดได้ค่ะ
ขอให้เขียนจบนะคะ เราเอาใจช่วยค่ะ
4
1. มะยม / ฟีลิปดา / รักได้ไหม บทที่4 ขอโทษ
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 19, 2019, 09:00:54 AM »
บทที่ 4 ขอโทษ



ดินแดนขับรถออกตามหาหญิงสาวท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปราย เขามาที่เดิมตรงหน้าสำนักงานที่ดินเพราะเมื่อวานเจอเธอตรงนี้ ชายหนุ่มจอดรถไว้ข้างทางเมื่อเห็นคนตัวเล็กนั่งกอดเข่าตัวกลมอยู่ในศาลา ร่างสูงโปร่งลงจากรถได้ก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินฝ่าสายฝนตรงไปหาเธอตามทางที่ปูด้วยหินในสวนสาธารณะริมโขงติดกับด่านตรวจคนเข้าเมือง
อยู่ตรงนี้จริงๆ
คนตัวโตชะลอฝีเท้าเมื่อเข้ามาใกล้แล้วเห็นจันดีกอดเข่าก้มหน้าเหมือนกำลังร้องไห้ จนกระทั่งเขาเข้ามาอยู่ในศาลาด้วยเธอก็ยังไม่รู้ตัว
“จัน...”
คนที่กำลังร้องไห้เงยหน้าขึ้นมามองแล้วรีบหันหน้ายกมือปาดแก้มที่มีน้ำตาไหลอาบ แน่นอนว่ามันไม่ใช่น้ำฝน เพราะเธอนั่งในศาลา
“จันเป็นอะไร”
ดินแดนทรุดลงข้างๆ เธอที่ยังแอบปาดน้ำตาเป็นระยะๆ
“มานั่งทำอะไรตรงนี้” เขาถามเสียงเรียบแสร้งมองไม่เห็นอารมณ์เศร้าของหญิงสาว
“นั่งเล่นค่ะ”
“นั่งเล่นแบบไหนตากฝนตัวเปียกปอน” เขาถอดแจ็คเก็ตตัวเองวางทาบบนตัวเธอ
“คุณแดนมาทำอะไรที่นี่คะ”
“ก็มาตามจันนะสิ” ดินแดนก้มมองหน้าจันดี “ทำไม่กลับบ้าน หือ...”
“จันอยากนั่งเล่นที่นี่ก่อน”
“ปล่อยให้ตัวเปียกแบบนี้นานๆ จะไม่สบายเอานะ”
“คุณแดนคะ”
“...?”
“ขอซบไหล่หน่อยได้ไหม” คนขอเงยหน้าขึ้นมามองสบตาเขา ดวงตาเธอมีแววแปลกๆ เหมือนคนที่ตกอยู่ในความเศร้าโศก
“จันเป็นอะไรหรือเปล่า มีปัญหาอะไรฉันช่วยได้ไหม”
“เปล่าค่ะ ไม่มี...”
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือแตะศีรษะของหญิงสาวให้เอนลงบนบ่าของตัวเอง
“แป๊บเดียวนะ จันต้องกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า” จันดีเงยขึ้นมามามองเขา
“คุณแดน...”คุณคิดยังยังไงกับความรัก
ดินแดนก้มลงมองจันดีที่เงยหน้ามาพอดี ผละตกใจเล็กน้อยเมื่อปลายจมูกเกลี่ยอยู่บนแก้มของเธออย่างไม่ตั้งใจเลือดลมในกายรู้สึกตื่นตัว เขาแตะใบหน้าเรียวให้ซบลงอย่างเดิม “ถามมาแบบนี้ไม่เคยมีความรักเหรอ” เธอสั่นหน้าทั้งๆ ยังซบไหล่
“จันว่ามันโหดร้าย”
เขาอมยิ้ม “ไม่เสมอไปหรอก”
“แต่ก็มีที่บางครั้งโหดร้ายกับบางคน” เธอออกมาราวจะยืนยันความจริงที่ว่า
“อะไรทำให้จันคิดแบบนั้น”
หญิงสาวเม้มปาก นึกถึงความรักที่พี่สาวมีให้เขาและนึกถึงความรู้สึกของตัวเองที่คิดกับเขา และขณะนี้น้ำตาก็เริ่มไหลคลอเบ้า อันดาซุกหน้าลงกับอกของดินแดนเมื่อเขาโอบกอดเธอจากด้านหลังแล้วลูบเหมือนจะปลอบ
น้ำตาเธอไหลจนเปียกเสื้อเชิ้ตของชายหนุ่ม
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องตอบก็ได้ อ่อลืมเลยแป๊บนะ”
อันดาลอบมองชายหนุ่มขยับแขนที่ว่างหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อคลุมที่เขาถอดมาสวมทับอยู่บนตัวเธอ เขากดโทร.ออก รอไม่นานก็กรอกเสียงพูดด้วยประโยคสั้นๆ ที่ว่า
“ไม่ต้องห่วงแล้วนะครับ”
จากนั้นก็ถือสายค้างอยู่สักพักแล้วก็วาง แล้วเก็บโทรศัพท์เข้าไปไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตตัวเอง เขาอาจโทร. บอกคุณนา หรือคนใดคนหนึ่งในร้าน แต่มันทำให้เธอรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังสร้างความวุ่นวายให้ครอบครัวเขา
ดินแดนนั่งเงียบๆ เป็นเพื่อนเธอ ไม่รบเร้าไม่เซ้าซี้ถามอะไรอีก ต่างคนต่างเงียบงัน อันดายังอิงศีรษะซบอกแกร่ง หัวใจของหญิงสาวสัมผัสถึงความอบอุ่นที่มาจากชายหนุ่มทั้งๆ ที่รอบนอกตอนนี้ก็ยังมีฝนพรำๆ และอากาศเริ่มเย็นลง
เธอเบือนหน้ามองแผ่นน้ำที่ตรงนั้น ก้นบึ้งลำน้ำโขงพี่อันตาเลือก สายตาเศร้ามองเลยไปที่เงาดำของต้นไม้ตรงฝั่งลาว มันลดหลั่นคล้ายภูเขาทับซ้อน ต้นไม้โยกไหวราวกำลังต่อสู้กับแรงลมที่หมุนพัดเพื่อไม่ให้ตัวเองหักโค่นลงราบกับพื้นดิน
ขนาดต้นไม้ยังไม่ยอมแพ้แล้วเธอล่ะ
ถ้าพี่อันตารู้ว่าเธอท้อแท้จนไม่มีแรงจะทำอะไร พี่ก็คงไม่ให้อภัย แต่เธอยังทำใจไม่ได้ที่ต้องอยู่โดยไม่มีพี่สาว ไม่เหลือแล้วกำลังใจจากคนที่เป็นทั้งพี่และแม่
 ก่อนจะจากไปพี่สาวพร่ำพูดเสมอ เพราะกลัวว่าเธอจะทำใจรับความจริงไม่ได้ว่าต้องอยู่ตัวคนเดียว ใช่ เธอเป็นคนที่อ่อนแอไม่มั่นคงเหมือนไม้หลักปักเลน
พี่ตา ... อันคิดถึงพี่ อันจะทำยังไงดี
หญิงสาวยกมือปาดน้ำตาอยู่เนืองๆ ซุกหน้ากับอกอุ่น นึกถึงพี่สาว นึกถึงความโดดเดี่ยวน้ำตาของเธอก็ไหลเปียกเสื้อของเขาอีก ในที่สุดก็สะอื้นจนตัวสั่น ร่างกายอ่อนแอ จิตใจหวั่นไหวราวลูกนกที่กำลังต้องการปีกแข็งแกร่งมาปกป้อง
ดินแดนกระชับวงแขนกอดเธอ บีบต้นแขนแล้วลูบขึ้นลูบลงราวจะช่วยปลอบใจ เธออยากบอกเขานะว่าพี่อันตาไปแล้วนะ พี่สาวจากเธอไปแล้วจริงๆ แต่ไม่รู้ทำไมเธอพูดไม่ออกบอกเขาไม่ได้สักที
ยามนี้ทั้งสองคนได้แต่นั่งนิ่งๆ เงียบๆ อยู่ในศาลาจนกระทั่งฝนซา ไม่มีคำพูดคำจาที่แสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจ
“จัน...” ดินแดนกระซิบเรียก
“ค่ะ”
“กลับหรือยัง นั่งอยู่อย่างนี้นานฉันกลัวจันจะไม่สบาย” น้ำเสียงเขาดูเป็นห่วง
“ขอโทษนะคะที่ทำให้เป็นห่วง” คนพูดรู้ตัวขยับนั่งหลังตรง รับรู้ว่าทำให้เขาและทุกคนเป็นห่วงตั้งแต่ที่เห็นชายหนุ่มต่อสายโทร.ออกเพื่อบอกใครสักคน
“รู้ว่ามีคนเป็นห่วง วันหลังอย่าทำ อย่าหายไปเฉยๆ แบบนี้อีก”
หญิงสาวเช็ดน้ำตาแล้วยิ้มเจื่อนๆ ให้ชายหนุ่ม “ขอโทษค่ะ”
“แล้วได้กินอะไรบ้างหรือยัง” เธอส่ายหน้าช้าๆ ส่วนเขาถอนหายใจให้แววตาที่ไม่เบิกบาน “งั้นก็กลับบ้านไปหาอะไรกินก่อนที่จะหิวจนปวดท้อง”
“คุณแดนหิวเหรอคะ”
“หิวมาก...กินจันได้ทั้งตัวเลยล่ะ”
ชายหนุ่มแสร้งพูดติดตลก เพื่อดึงเธอออกจากบรรยากาศหดหู่ แต่ก็ได้เห็นรอยยิ้มที่ดีขึ้นจากใบหน้าเรียวนิดหน่อย แม้อารมณ์จะไม่ต่างจากเมื่อครู่นัก ก็ยังดีกว่าปล่อยให้จมอยู่กับความเศร้าที่เขาก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

 ดินแดนพาจันดีกลับมาที่รถ ฝนซาลงไปเยอะแล้วแต่อากาศเย็นลงเรื่อยๆ เขาเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่งรอ ส่วนตัวเองมาเปิดประตูเบาะหลัง หยิบผ้าขนหนูติดมือเข้ามานั่งประจำที่คนขับแล้วเอี้ยวมาหาหญิงสาว ใช้ผ้าขนหนูซับเส้นผมที่เปียกชื้นของเธอ
“เช็ดให้แห้ง จะได้ไม่เป็นหวัด”
“ขอบคุณค่ะ”
เธอยิ้มตอบเขา ปล่อยให้เขาเช็ดผมตัวเองสักพักก็ยกมือมาทาบลงบนหลังมือของชายหนุ่ม มองสบสายตาเขาด้วยแววตาที่ใกล้จะร้องไห้ออกมาอยู่เต็มแก่เพราะความเอื้ออาทรที่ได้รับมันทำให้เธอตื้นตัน ดินแดนทำให้เธอรู้สึกเหมือนยังมีพี่อยู่ใกล้ๆ ตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยว เธอรู้สึกทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควรจะรู้สึก
“คุณแดน...”
เธอเรียกเขาเสียงเครือ ชายหนุ่มที่เช็ดผมค้างอยู่ก็ก้มลงมามอง เอื้อมมือประคองพวงแก้มเธอ ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาออกจากใบหน้าหญิงสาว แล้วบอกเธอด้วยโทนเสียงที่แสดงถึงความห่วงใย
“ฉันไม่รู้ว่าจันเศร้าเรื่องอะไร แต่ถ้าแบ่งความเศร้านั้นมาได้ก็ขอให้ได้ช่วยเถอะนะ”
เขาบอกแล้วรั้งศีรษะเธอเข้ามาหาตัวลูบแผ่นหลังเธอขึ้นลงช้าๆ แล้วโอบแขนกอดกระชับคนกำลังเอาไว้ ปลายจมูกโด่งกดลงบนกลุ่มผมหญิงสาวปลอบประโลมให้คนเศร้าได้ผ่อนคลาย
“ฉันอยากช่วยเธอจริงๆ นะจัน”

ดินแดนกลับมาถึงร้านก็ปิดแล้ว แต่เปิดประตูเล็กๆ ค้างไว้ แม่นั่งทำบัญชีรอ เขารู้ว่าแม่เป็นห่วงจันเพราะแม่ส่งข้อความถามข่าวคราวหลายรอบ และเขาก็เล่าให้แม่ฟังเท่าที่เห็นก่อนหน้าจะมาถึงบ้านแล้ว
แม้จะสงสัยในอารมณ์ของเธอแต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถาม นอกจากแสดงความห่วงใยในรูปแบบที่พึงกระทำได้
“ฉันทำข้าวต้มไว้รอ” ลลนาบอกเมื่อทั้งสองคนเข้ามาในร้าน
อันดายกมือไหว้หญิงสูงวัย “จันขอโทษค่ะ”
ลลนาลูบบ่าหญิงสาว “ไม่เป็นไรๆ ขอโทษทำไมจันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“ผิดสิครับแม่ ทำแบบนี้ทุกคนเป็นห่วง” ดินแดนแย้งแม่แต่เขาโดนคนเป็นแม่ตีแขนดังเพี้ยะ
“พูดมากนะเรา อย่าไปฟังเจ้าแดนจันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยลงมากินข้าวต้ม ปล่อยตัวเปียกอย่างนี้นานๆ ไม่ดี”
“ค่ะคุณนา”
“แดนก็เหมือนกันไปอาบน้ำอาบท่าซะ เดี๋ยวแม่อุ่นข้าวต้มรอ”
“ครับแม่”
ลลนามองจันดีกับดินแดนแยกย้ายกันไปคนละท้างพลางถอนใจอย่างโล่งอก หน้าตาจันดีตอนนี้อาจดูเศร้าสร้อยแต่ก็วาจาและการวางตัวก็ไร้แววดื้อดึง อย่างนี้ก็หมดห่วง
อาจเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนักในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คิดว่าไม่นานก็จะกลับมาเป็นจันดีที่ร่าเริงคนเดิม เพราะจันดีเป็นคนมองโลกในแง่ดี

เสียงขลุกขลักที่ดังอยู่แถวๆ ตู้เก็บของหลังเคาน์เตอร์กลางดึก ทำให้ชายหนุ่มที่ยังนั่งทำงานได้ยินชัดเจน เพราะห้องพักเขาอยู่ที่ชั้นล่างและอยู่ไม่ไกลกัน ชายหนุ่มหยิบมือถือติดมือออกจากห้องตรงไปยังเสียงที่ได้ยิน ไฟในร้านไม่ได้เปิดแต่พอทำให้มองให้มองเห็นวัตถุบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว เพราะได้รับแสงจากดวงไฟริมถนน
ดินแดนเดินมาเปิดไฟตรงหน้าเคาน์เตอร์พลางถาม “ใคร” เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้แล้วเบิกตากว้างรีบถลันเข้าไปหา
“จัน!”
 จันดียืนเกาะตู้เก็บโซไปเซมาท่าทางไร้เรี่ยวแรง สักพักเธอก็ค่อยๆ ทิ้งตัวลงไปนอนกับพื้น แล้วก็หมดสติ ดินแดนช่วยประคอง เขาเขย่าตัวเรียกเธอแต่เหมือนจันดีจะไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย ชายหนุ่มอุ้มเธอไปที่ห้องนอนของตัวเอง เวลานี้จันดีตัวร้อนจัด ใบหน้าแดงก่ำ
“จัน”
เขาเรียกจนหญิงสาวปรือตาขึ้นมามอง
“เป็นยังไง”
“จันจะลงมาหาน้ำกิน” เธอบอกเสียงพร่า
เขามองเรียวปากแห้งผากของคนตรงหน้า รีบวางเธอให้นอนลงบนเตียงแล้วลุกออกจากห้องไปที่ รินน้ำอุ่นๆ จากกระติกใส่แก้วหยิบหลอดติดมือมาหนึ่งอันแล้วเดินกลับเข้ามาที่ห้อง
“กินน้ำก่อน” เขาประคองจันดีให้กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหัวเตียงแล้วเอาหลอดจ่อปากหญิงสาว “ค่อยๆ เดี๋ยวสำลัก”
กินน้ำเรียบร้อยก็จัดให้เธอนอนราบไปกับที่นอน
“ตัวจันร้อนมาก ไปหาหมอไหม”
หญิงสาวส่ายหน้า
“งั้นเดี๋ยวฉันไปดูยาแก้ไขในตู้ก่อนนะว่ามีไหม แล้วจะหาผ้ามาเช็ดตัวให้”
“ขอบคุณค่ะ”
คนอ่อนแรงพูดแค่นั้นก็ปิดเปลือกตาลง แล้วผ่อนลมหายใจอุ่นๆ เข้าออกอย่างสม่ำเสมอ
ดินแดนปรี่ไปที่ตู้ยา รื้อหายาแก้ไข้ เขาหยิบมาทั้งกระปุก แล้วตรงไปในห้องครัวคว้ากะละมังมาเติมน้ำและหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กในตู้ออกออกมาสองผืน นำของทั้งหมดเข้ามาในห้อง พอมาถึงก็เห็นว่าหญิงสาวนอนหลับไปแล้ว
ชายหนุ่มวางกะละมังน้ำไว้ที่โต๊ะทำงาน เดินมาหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงข้างๆเธอ เกลี่ยผมออกจากหน้าผากหญิงสาวแล้วเอามืออังที่หน้าผาก รับรู้ถึงไอร้อนที่ออกมาจากตัว ดินแดนลุกเอาผ้าจุ่มน้ำในกะละมังจนเปียกแล้วบิดหมาดๆ มา เช็ดตามแขนและลำคอของหญิงสาวเพื่อให้ไอร้อนได้ผ่อนลง
เขาไม่ได้คิดจะละลาบละล้วงเธอ หากจันดีอาการหนักตัวร้อนมากจนรอไม่ไหวเขาก็คงเรียกแม่มาช่วยเช็ดตัวให้เธอหรือไม่ก็อุ้มไปโรงพยาบาล แต่ดูจากอาการตอนนี้เนื้อตัวมีไข้รุมๆ เขาน่าจะเอาอยู่
ชายหนุ่มลงมือเช็ดเนื้อตัวให้หญิงสาวเพียงภายนอก จากนั้นก็ประคองเธอลุกนั่งเพื่อป้อนยาแล้วปล่อยให้เธอนอนอยู่ในห้องของเขา ส่วนตัวเองกลับไปนั่งทำงานเหมือนเดิม เฝ้าไข้จันดีไปในตัว
เขาต้องสะสางบัญชีที่ค้างให้ทันเพราะใกล้สิ้นเดือน เขาต้องจ่ายค่าแรงคนงานและจ่ายค่าวัสดุ ความจริงงานพวกนี้ต้องเสร็จไปแล้ว หากไม่เสียเวลาออกไปตามหาจันดี และนั่งอยู่เป็นเพื่อนเธอนานสองนาน
ดินแดนต้องการจะเคลียร์งานตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อนเข้ากรุงเทพฯ ไปซับงานของปรีชามาทำ 

ดินแดนทำงานจนเสร็จเขาก็เดินไปหยิบผ้าห่มใจตู้ออกมาล้มตัวลงนอนที่โซฟา แต่ยังไม่ทันหลับก็ได้ยินเสียงจันดีนอนเพ้อ สลับกับร้องไห้มีน้ำตาไหลเป็นพักๆ บางทีก็ได้ยินเธอเรียกหาพี่...เขาไม่ได้สนใจฟังคำพร่ำเพ้อคนเป็นไข้สักเท่าไหร่นัก เพราะความเป็นห่วงจึงรีบโทรศัพท์ไปหาอริสาเพื่อนของเขาที่เป็นพยาบาลประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงคานเพื่อปรึกษา พอได้รับคำแนะนำจากอริสาเขาก็ค่อยเบาใจ ดูแลเธอไปตามที่นางพยาบาลบอกมา
จากคำของพยาบาล จันดีน่าจะป่วยเป็นไข้ทั่วไปเพราะตากฝน เขาแค่คอยดูอย่าให้เธอตัวร้อนมากจนเกินไป เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาต้องรีบเช็ดตัวและพาจันดีไปโรงพยาบาลเพราะขืนปล่อยไว้ เธออาจจะเกิดอาการชัก
อริสารับปากดินแดนว่าก่อนไปทำงานจะเข้ามาช่วยดูอาการของจันดี
คืนนี้ทั้งคืนดินแดนจึงไม่ค่อยได้นอนเต็มตื่น เพราะต้องคอยลุกมาเช็ดตัวและดูอาการของหญิงสาว เขาดูแลเธอด้วยความเป็นห่วงและมีความเต็มใจ ไม่รู้สึกเหนื่อยไม่เบื่อ ซ้ำยังรู้สึกชอบและมีความสุขที่ได้ทำ
เขาอยากจะดูแลเธออย่างนี้ไปนานๆ ดูแลกันตลอดไป
ชายหนุ่มนั่งมองคนป่วย มือหนาเอื้อมลูบดวงหน้าเรียวที่ผ่อนไอร้อนลงไปมาก ในใจรู้สึกผูกพัน
พักหลังๆ เขานึกถึงเธอบ่อยๆ ต่อมาก็กลายเป็นความคิดถึง คอยมองหา เขาชอบฟังเสียงหัวเราะใสๆ ของเธอ ชอบมองรอยยิ้มที่ไร้สิ่งซ่อนเร้น
ก่อนนั้นเขาไม่เคยคิดอะไรมากมายขนาดนี้ อาจเพราะคิดว่ายังไงก็ได้เจอกันทุกวัน แต่พอรู้ว่าเธอจะไม่อยู่ ความห่วงหาอาทรต่างๆ นานาก็ประเดประดังเข้ามาจนทำให้หัวใจเขาอยู่ไม่เป็นสุข ไหวหวั่นจนคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่างก่อนที่เธอจะไป อย่างน้อยก็ไม่ใช่หายหน้าไปจากกันเหมือนคนที่ไม่มีตัวตน
ดินแดนหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำแล้วบิดหมาด วางบนหน้าผากหญิงสาวสับเปลี่ยนจากผืนเม จากนั้นก็กลับไปล้มตังลงนอนที่โซฟา ตะแคงกอดอกส่งสายตามองคนบนเตียงจนเผลอหลับไปจนฟ้าเกือบสาง

 




ติติงได้นะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ



5
1. มะยม / ฟีลิปดา / Re: รักได้ไหม บทที่3 น่ารัก
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 19, 2019, 07:20:01 AM »
ขอบคุณมากค่าา  มีอะไรไม่เข้าใจเข้ามาถามมาได้นะ ไม่ได้เก่งอะไรหรอก แต่ถ้ามีเรื่องไหนที่รู้ก็ช่วยแนะได้ 

เรื่องลงแข่งเรลลี่ ยินดีมากด้วยแรลลี่่มีเรื่อยๆ งานเขียน เป็นการทำงานที่สู้กับตัวเองค่ะ แล้วมันจะผ่านไป 555 ถ้าเราก้าวผ่านไปแล้วเราจะมีความสุขม๊ากกก
6
1. มะยม / ฟีลิปดา / Re: รักได้ไหม บทที่3 น่ารัก
« กระทู้ล่าสุด โดย devina เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 09:29:03 PM »
ตั้งเเต่ช่วงบทเเรกเราชอบบรรยากาศในเรื่องนี้ เช่น เรื่องบรรยากาศของสถานที่ ,อารมณ์ความรู้สึกตัวละคร 
เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ไปด้วยขณะที่เรากำลังล้มลุกกะเรื่องของตัวเอง มันรู้สึกไม่เงียบเหงาจริงๆค่ะ ออกตัวก้าวเเรกในการเป็นนักหัดเขียน เรารู้สึกว่า นี่มันสนุกต่างออกไปเยอะเลย เวลามีเพื่อนเขียนไปด้วยกัน เราโครตดีใจที่ได้ลงเเรลลี่ไปกับพวกคุณ  55
7
1. มะยม / ฟีลิปดา / รักได้ไหม บทที่3 น่ารัก
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 01:29:40 PM »
บทที่ 3 น่ารัก



บทที่ 3 น่ารัก
อันดาติดรถดินแดนไปที่ไซต์ก่อสร้าง เขาให้เธอรอในรถระหว่างที่ลงไปเรียกคนงานให้มาขนของจากท้ายกระบะ เธอเห็นชายสามคนช่วยกันขนถังสีและอุปกรณ์ท่อ pvc ที่เขาแวะซื้อหลังจากรับสายหัวหน้าคนงานที่ โทร.มาสั่งเพิ่มเติม
รีสอร์ทของเขาเป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็ก ยกสูงเท่ากับบันไดสามขั้น ตัวบ้านภายนอกตกแต่งด้วยโทนสีเรียบๆ ออกแบบหลังคาทรงปั้นหยาไม่สูงมากเท่าไหร่  บานประตูที่เป็นกระจกตรงพื้นที่นอกชานรับบรรยากาศภายนอกได้อย่างดี
หญิงสาววางมือลงบนกระเป๋าสะพายแล้วลูบเบาๆ
‘เห็นไหมคะว่าเขากำลังทำงาน เดี๋ยวเราจะไปเที่ยวนะคะ’
อันดาบอกพลางยิ้มให้กับกระเป๋าผ้าที่ใส่อัฐิของพี่สาว มันเป็นโอกาสอย่างที่เธอไม่คาดคิด เมื่อเขาชวน จากที่เคยคิดอยากพาพี่สาวไปไหนต่อไหนกับเขาก่อนที่พี่จะไปอยู่ในมุมสงบนั้นเป็นความจริง
“เป็นอะไรยิ้มแฉ่ง”
ดินแดนเปิดประตูเข้ามาก้มมองหน้าหญิงสาวที่เอาแต่ยิ้ม เธอหลบสายตาของเขาด้วยการเบือนหน้าไปทางอื่น
“อ้าว ถามแค่นี้ตาแดงเชียว ไม่ได้ดุอะไรสักหน่อยขี้แยเป็นเด็ก คิดอะไรอยู่”
“เปล่าคิด”
เขาบิดกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ “ผมเสร็จธุระแล้ว คุณอยากไปเที่ยวไหนล่ะว่ามา” เหลียวมองเธออีกรอบก็เห็นยกมือปาดแก้ม
“แล้วแต่ไกด์ค่ะ”
ตอบแบบคนมีสติ ก็ไม่รู้นี่นา ว่าจะไปไหน จริงๆ แล้ว การมาที่นี่ของเธอนอกจากอยากมารู้จักกับเขาและพากระดูกของพี่สาวมาลอยอังคารตามคำสั่งพี่ เธอก็ไม่มีแผนรองรับสำหรับการเที่ยว
ดินแดนยกข้อมือดูนาฬิกา
“อยากไปนั่งเรือไหม”
“สี่โมงเย็นเนี่ยเหรอคะ”
“อื่อ ช่วงนี้ล่ะ”
“ไปค่ะ” 
“ช่วงนี้กำลังดี อากาศสบาย”
ดินแดนบอกก่อนเคลื่อนรถไปที่ยังจุดหมายนั่นคือแก่งคุดคู้ ระหว่างการเดินทางเขาลอบมองหญิงสาวที่นั่งกอดกระเป๋าผ้าตลอดทาง
“ถามอะไรหน่อยได้ไหม”
เธอเลิกคิ้วมองมา “คะ”
“แค่สงสัยน่ะ”
“อะไรล่ะคะ”
“ในกระเป๋านั่นมีอะไร เห็นพกติดตัวตลอด” ดินแดนถามอย่างคนที่อดสงสัยไม่ได้เพราะเห็นเธอนั่งกอดราวเป็นของที่ต้องทะนุถนอม “ที่ถามไม่ใช่อะไร ถ้ามันสำคัญทำไมไม่เก็บเอาไว้ที่บ้าน”
“ก็อยากพามาด้วย”
“หือ” ชายหนุ่มมองคนข้างกาย “จะบอกว่าอยากพากระเป๋ามาเที่ยวด้วยน่ะเหรอ
“ค่ะ”
ดินแดนหัวเราะหึ แล้วไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะคิดว่าเธอคงมีเหตุผลที่บอกไม่ได้ ชายหนุ่มขับรถออกจากไซต์ก่อสร้างไม่นานก็เข้ามาจนถึงลานจอดเขาดับเครื่องแล้วหันมาทางหญิงสาว
“ถึงแล้ว”
ไกด์จำเป็นบอกแล้วเปิดประตูลงมายืนรอ อันดาตามลงรถเรียบร้อยเขาก็กดล็อคแล้วเดินนำไปตรงที่มีบันไดลงไปยังริมน้ำ ตรงนั้นมีเรือจอดเทียบอยู่หลายลำ อันดาเดินตามเขาไปเงียบๆ ไม่ลืมที่จะคว้ากระเป๋าผ้าใบสำคัญติดมือลงไปด้วย
“สวยจังเลย” หญิงสาวหยุดมองท้องฟ้าสีส้มดวงตาราวคนเคลิ้มฝัน “แถวนี้เขาเรียกว่าอะไรเหรอคะ”
“แก่งคุดคู้”
ดินแดนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงยืนมองหญิงสาวที่กำลังปล่อยใจล่องลอยไปกับแสงสีส้มที่กระจายเต็มท้องฟ้า ดวงตาของเธอราวคนที่เคลิ้มฝัน เขายกยิ้มที่มุมปาก มองภาพตรงหน้าเพลินตา
“ตกลงยังอยากลงเรือไหม จะได้ลงไปข้างล่างกัน” เขาชี้นิ้วไปที่เรือ “ชมทิวทัศน์สองข้างทาง”
“คุณแดนคะ”
“ครับ”
“อัน..เอ้ยจันว่า เราหาที่นั่งเล่นตรงนี้ก็พอค่ะ”
“เอางั้นเหรอ”
“ค่ะ”
“ตามใจจัน”
“คุณแดนไม่ว่าอะไรนะคะ”
“ฉันคนที่นี่ จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะลงเรือตอนไหนก็ได้” แต่ถ้าลงเรือนั่งชมวิวคนเดียวก็บ้าแล้ว...ชายหนุ่มแอบขำอยู่คนเดียวในใจ
ดินแดนมองคนที่แม่บอกว่าเดี๋ยวเธอก็จะไปแล้วทิ้งตัวลงนั่งที่ขั้นบันไดปูนเปลือยพลางคิด อยากทำความรู้จักกับเธอมากกว่าเดิม ช่วยเป็นไกด์ตอบแทนที่เธอคอยช่วยงานแม่ แต่...ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นคือข้ออ้างที่ทำให้เขาลงมือทำโดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่เข้าไปวุ่นวายกับเธอ เขาก็แปลกใจตัวเองว่าทำไมรู้สึกโหวงๆ ตั้งแต่แม่บอกเดี๋ยวเธอก็กลับไปแล้ว
อันดาดึงชายเสื้อชายหนุ่มให้นั่งลงข้างๆ จนคนยืนเอ่ยถามอีกรอบ
“ไม่อยากลงเรือเหรอ”
“ค่ะ นั่งเล่นตรงนี้ก็พอ ไม่มีค่อยมีเดินขึ้นลงแล้วคงไม่เป็นไร” เธอมองไปรอบๆ ตัวแล้วเห็นผู้คนบางตา
“แล้วจะนั่งทำอะไร”
“ดูพระอาทิตย์ตก แล้วค่อยกลับนะคะ”
“ก็ได้ บอกแล้วว่าตามใจ”
อันดายิ้มให้คนตัวสูง ที่ยอมหย่อนกายลงมานั่งข้างๆ
“ขอบคุณนะคะ”
“เรื่อง...”
“ขอบคุณที่พามา”
“แค่เนี่ย”
“ค่ะ...แค่นี้”
ดินแดนหันไปมองเธอจนเต็มตา ปลายจมูกแทบจรดกับหน้าผากหญิงสาว เมื่อหญิงสาวเงยหน้ามาสบสายตา เรียวปากจิ้มลิ้มเผยอยิ้มเล็กๆ ก่อนย้อนดวงหน้ากลับไปที่ผืนน้ำตรงหน้า
“คิดอะไรอยู่”
“ไม่บอกค่ะ”
ลุ่มน้ำยามนี้พระอาทิตย์คล้อยต่ำ อุณหภูมิก็ลดลงตามกันแต่ไม่ถึงกับหนาว
“ไม่บอกงั้นกลับ”
“เดี๋ยวค่ะ” เธอดึงแขนเขาไว้เมื่อดินแดนทำท่าจะลุก “ไหนว่าตามใจไง”
“ก็จะเลิกตามใจแล้วไง”
เขาหันไปยิ้มทางอื่นเมื่อได้ยินเสียงเธอถอนหายใจ ทำไมจะไม่รู้ว่าเธอตั้งใจจะทำให้ได้ยิน
ดินแดนสังเกตหญิงสาวที่ตอนนี้ดูเธอเหมือนเป็นอีกคนที่เขาไม่รู้จัก ดูหม่นๆ ไม่ร่าเริงเหมือนกับตอนอยู่ที่บ้าน มือข้างหนึ่งของเธอกอดของสำคัญยังวางอยู่บนตักที่ไม่ยอมให้ห่าง ส่วนมือที่ดึงแขนของเขาเมื่อครู่ก็สอดเข้ามาเกี่ยวแขนเขาเข้าไปหาตัวแล้วเอียงศีรษะมาอิงบนไหล่ ขณะสายตายังเหม่อมองไปยังเบื้องหน้า ดูพระอาทิตย์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงดิน
“ชักจะตกหลุมรักทัศนียภาพตรงนี้แล้วสิ”
“นั่นสิ”
ดินแดนรับคำเบาๆ 
“ดูสวยงาม เงียบสงบ น่าพิศวง”
“ดูน่ารัก”
“หือ...ทัศนียภาพเนี่ยนะ” เธอเงยหน้ามาขมวดคิ้วมองเขาจากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะ
“อื้อ...น่ารัก”
ใช่...เขาก็คิดแบบนั้น แต่ไม่ใช่กับทัศนียภาพตรงหน้านี้หรอกนะ

อันดาตื่นเช้ามาช่วยงานที่ร้านเหมือนทุกๆ วัน เธอตักบาตรจนเรียบร้อยก็เข้าห้องไปเตรียมตัว เมื่อใกล้เวลานัดหญิงสาวก็ขี่รถจักรยานมาที่ร้านขายข้าวเปียกที่นัดเอาไว้เมื่อวาน เจ๊ที่ร้านทางร้านเตรียมของที่ต้องใช้ให้จนครบแล้วก็พาเธอกันไปยังท่าเรือ ไปถึงก่อนเวลาพระที่นิมนต์ไว้นิดหน่อย เมื่อพร้อมเรือก็พาล่องออกสู่ลำน้ำโขง
เจ๊ป๊อบสาวประเภทสองเจ้าของร้านเสริมสวยชื่อดังในเมืองใหญ่ เพื่อนของพี่สาวเธอและยังเป็นผู้ที่คอยช่วยดูแลร้านแทนระหว่างที่เธอไม่อยู่โทรเข้ามา ทั้งที่ปกติก็ติดต่อพูดคุยกันทุกวันก่อนนอนอยู่แล้ว แต่วันนี้ท่าทางเจ๊ป๊อบจะเป็นห่วงความรู้สึกของเธอมากเป็นพิเศษ จึงโทรเข้ามาบ่อยกว่าปกติ อาจเพราะเจ๊ป๊อบรู้และเข้าใจทุกอย่างที่เกี่ยวกับเธอ
“อย่าคิดมากนะอันนะ อันตาเขาสบายไปแล้ว”
“ค่ะเจ๊”
“ขอโทษด้วยนะอันที่เจ๊ไม่ได้ไปด้วย”
“ไม่เป็นไรค่ะ” หญิงสาวบอกอย่างเข้าใจ “อันดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องห่วง”
“เรียบร้อยแล้วก็โทรมาบอกเจ๊หน่อยนะ”
“ได้ค่ะ”
เรือลำน้อยล่องมาจนถึงจุดหมาย หลวงพ่อบอกให้หญิงสาวจุดธูปบอกกล่าวพระแม่คงคาสวดคาถาตามแล้วก็เอ่ยชื่อพี่อันตา เธอทำพิธีตามคำของหลวงพ่อ ใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เสร็จสิ้น เรือก็พาทุกคนกลับขึ้นฝั่ง ความจริงแล้วคำว่าทุกคนก็มีแค่เธอกับเจ๊เจ้าของร้านข้าวเปียก คนขับเรือและหลวงพ่อ
ญาติพี่อันตาจริงๆ มีแค่เธอคนเดียว
“พี่คะ กลับก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวฉันหารถกลับเอง”
หญิงสาวบอกกับเจ๊เจ้าของร้านข้าวเปียกที่เธอติดรถเขามา ไม่กลับเพราะยังอยากเตร็ดเตร่อยู่แถวนี้ กลับไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี เมื่อตัดสินใจอย่างนั้นคนอื่นๆ ก็ขึ้นรถกลับออกไป เหลือเพียงอันดาอยู่ที่เดิม หญิงสาวเดินไปเรียกรถสามล้อเครื่อง หรืออีกชื่อที่คนแถวนี้เรียกคือรถสกายแล็ป เพื่อเดินทางต่อไปยังจุดที่ต้องการ
เธอแค่อยากหาที่เงียบๆ สงบๆ เท่านั้น

ดินแดนที่เพิ่งเลี้ยวรถกลับเข้ามาในร้านตอนบ่ายๆ ถามหาหญิงสาวกับมารดา เพราะวันนี้นอกจากช่วงเช้าที่เห็นเธอมาช่วยงานตามปกติ และตักบาตรเสร็จก็ไม่มีใครเห็นอีก
“แดนมีอะไรหรือลูก”
“ผมว่าจะชวนออกไปข้างนอกเห็นจันว่างๆ แล้วช่วงนี้ก็ดูเขาหงอยๆ เหงาๆ ยังไงไม่รู้ จันไม่ได้บอกแม่ไว้เหรอครับว่าวันนี้จะไปไหนบ้าง”
“เปล่าจ้ะ แต่จะให้เขามารายงานแม่รู้ทุกเรื่องมันก็แปลกๆ อยู่นะ ยังไงจันก็เป็นแขก แต่ถ้าแม่ถามเขามากๆ ก็จะกลายเป็นว่าเราเข้าไปก้าวก่ายอีก”
ดินแดนเข้าใจที่แม่บอกเขาได้แต่แอบถอนหายใจ “ไม่ได้จะทุกเรื่องหรอกครับ” เขาก็แค่แปลกใจแล้วนึกห่วง ที่เมื่อวานเห็นเธอดูเศร้าๆ และจากที่แอบสังเกตช่วงเช้าก่อนที่เขาจะออกไปทำงาน สีหน้าท่าทางของจันดีหงอยเหงาผิดปกติเหมือนมีอะไรในใจ
“ผมไปนะครับแม่”
“จ้ะ เย็นนี้แม่มีธุระ แดนไปรับผ้าที่แม่บ้านเอาไปซักแทนแม่หน่อยนะ แล้วเย็นนี้ท่าทางฝนน่าจะตก กลับบ้านไวๆ หน่อยก็ดีนะลูก”
“ครับแม่”
ดินแดนรับคำแล้วขับรถออกท่ามกลางความไม่สบายใจเพราะยังนึกเป็นห่วงหญิงสาว ชายหนุ่มเลี้ยวรถเข้าไปรับผ้าขนหนูที่แม่บ้านนำไปซักตามคำสั่ง เพราะหากรับขากลับแล้วเกิดฝนตกลงมาจริงๆ เขาจะได้ไม่ต้องลำบากหอบผ้าหลบฝนจนทำมันเปียกอีกรอบ เสร็จงานงานของแม่ก็ไปที่ร้านขายวัสดุก่อสร้างสั่งและรอสักพักก็ได้ของตามที่ต้องการเรียบร้อยชายหนุ่มขับรถกลับเข้าไปในไซต์งาน
วันนี้เร่งให้คนงานเทพื้นตรงทางเท้าที่เหลือให้เสร็จ และแห้งทันตามเวลาที่การพยากรณ์อากาศออกสื่อไว้ว่าเย็นนี้จะมีฝนตกลงมาอีกระลอก
ห้าโมงเย็นคนงานเริ่มเก็บอุปกรณ์เข้าห้องเก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน หลังเลิกงานชายหนุ่มยังเดินสำรวจพื้นที่การก่อสร้างต่อ เพื่อคำนวณพื้นที่ของงานตกแต่งสวน  ตัวอาคารเหลือเก็บงานและตบแต่งอีกนิดหน่อย รีสอร์ทก็จะเปิดให้บริการได้ รอรับลูกค้าในช่วงหน้าหนาวพอดี และช่วงนั้นเขาก็จะว่าง แต่ไม่ถึงกับว่างจนตกงานเสียทีเดียวเพราะปรีชาสถาปนิกรุ่นพี่โทร.มาเรียกตัวให้ช่วยซับงานมาถอดแบบโครงสร้าง ซึ่งเขาก็รับปากไว้แล้วว่าหลังจากเสร็จงานที่นี่จะเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหาเวลาขึ้นไปคุย
ใบหน้าคมคายไร้หนวดเคราแหงนขึ้นมองท้องฟ้าที่เคยมีก้อนเมฆขาว แต่ตอนนี้เริ่มมืดครึ้มช่างเป็นไปตามที่การพยากรณ์อากาศว่าไว้จริงๆ ชายหนุ่มรีบกลับไปที่รถเมื่อเม็ดฝนเริ่มตกลงมาเปาะแปะๆ ในใจก็หวังว่าหญิงสาวจะกลับเข้าบ้านแล้วหลังจากเงียบหายไปตลอดทั้งวัน
ดินแดนขับรถผ่าละอองฝนที่ยังมีไม่มากเพื่อเข้าไปในตัวเมือง แต่แค่แปบเดียวฝนก็เริ่มเทลงมาราวคนสาดน้ำใส่จากระยะจากทางที่ไซต์งานไปถึงรีสอร์ท ดินแดนนับดาวที่ไกลประมาณยี่สิบกิโล ก็ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่าปกติ เพราะต้องต้องคอยระมัดระวังสายฝนที่เทลงมาอย่างฉับพลันจนมองแทบไม่ค่อยเห็นทางถนน
แต่ดินแดนก็ขับรถถึงบ้านอย่างปลอดภัย และแปลกใจที่คนนำร่มมารับเขากลายเป็นนับดาวน้องสาวคนเดียว
“จันกลับมาหรือยัง” คำถามแรกที่เขาผุดออกมาจากความรู้สึกที่แอบเป็นห่วง
“ไม่รู้ค่ะ ตั้งแต่ดาวจากโรงเรียนก็ยังไม่เห็นพี่จันเลย อยู่ในห้องมั้ง แต่ไม่ได้ขึ้นไปดูหรอกนะ แม่ไม่อยู่เลยช่วยพี่ตีมองเฝ้าหน้าร้าน”
“ดาวลองขึ้นไปดูที่ห้องสิ” เขาสั่งพลางยื่นมือรับร่มอีกคันหนึ่งจากน้องสาว เก็บของออกจากรถแล้วปิดประตูเดินตามนับดาวเข้ามาในร้าน คนร่างสูงวางร่มไว้หลบทางแล้วยืนมองนับดาวเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง
เสียงโทรศัพท์ของร้านดังขึ้น ตีม่องรับสายอยู่ดีๆ ก็กวักมือเรียกดินแดนให้เข้าไปหา
“พี่แดนคุยให้หน่อย เขาโทร.มาขอให้ช่วยไม่ได้จะมาจองห้อง ผมรู้จะคุยยังไง”
ชายหนุ่มวางของในมือลงบนเคาน์เตอร์แล้วรีบรับโทรศัพท์จากตีม่องยกขึ้นมาแนบหู
‘สวัสดีครับ’
‘สวัสดีฮะ...ใช่เบอร์โทรของรีสอร์ทดินแดนนับดาวไหมฮะ’ หัวคิ้วหนาๆ ของคนรับสายขมวดกับน้ำเสียงเปล่ง แบบมีจริต
‘ใช่ครับ’
‘เอ่อ คือว่า’
‘มีอะไรให้ช่วยหรือครับ’ ดินแดนเริ่มใจร้อนอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อนับดาวลงบันไดมาทำมือบุ้ยใบ้บอกเขาทำนองว่ายังไม่เห็นจันดี ‘ฮัลโหล ยังอยู่ไหมครับ’
‘เออ คือว่าชั้น...เอ๊ย ผมโทร.ติดต่อน้องสาวไม่ได้น่ะฮะ เขาพักอยู่ที่นั่นเลยจะรบกวนคุณช่วยเช็คให้หน่อยว่าน้องสาวผมอยู่ที่ห้องหรือเปล่า’
‘สักครู่นะครับ’
“ตีม่องพี่ขอกระดาษกับปากกาหน่อย”
ดินแดนชำเลืองมองตีม่องอย่างเร่งๆ เด็กหนุ่มที่ยังยืนรอรีบหยิบของเหล่านั้นยื่นให้ดินแดนอย่างรู้งาน 
‘น้องสาวคุณชื่ออะไรครับ เดี๋ยวทางเราจะช่วยดูให้’
‘ชื่ออัน...จันฮะ ชื่อจัน’
‘จันดีหรือครับ’
‘ใช่ๆๆ จันดี’ ดินแดนได้ยินอีกฝ่ายถอนหายใจรดโทรศัพท์
‘รบกวนถือสายรอสักครู่’ ชายหนุ่มเอามือปิดโทรศัพท์ไว้แล้วหันมาถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ตีม่องช่วงเย็นเห็นพี่จันบ้างหรือยัง”
“ไม่เห็นครับพี่แดน วันนนี้พี่จันหายไปทั้งวัน”
“ดาวขึ้นไปดูที่ห้องดีแน่แล้วเหรอ”
“ดีแล้วพี่แดน ดาวเคาะเรียกด้วย แต่เงียบๆ ดาวว่าพี่จันไมได้อยู่ที่ห้องแน่นอน ถ้าหลับก็ต้องตื่นแล้วเพราะดาวเรียกดังมาก”
ฝนตกแบบนี้จะไปอยู่ที่ไหนกันนะ... ดินแดนนึกอย่างห่วงใย แม้จะไม่มีใครเห็นจันดี แต่เขาก็ไม่อยากด่วนสรุป จึงไม่ได้บอกคนปลายสาย เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นห่วงมากไป คิดว่าจะต้องตามหาเธอด้วยตัวเองก่อนแล้วผมเป็นยังไงก็ค่อยมาว่ากันอีกที
ดินแดนกรอกเสียงไปกับโทรศัพท์
‘ขอโทษนะครับ คุณเป็นอะไรกับเขา’
‘ชั้น...เอ๊ยผม ผมเป็นพี่ชายจันดี ขอโทษนะฮะ นั่นใช้คุณแดนหรือเปล่า’ ชายหนุ่มทำหน้างงๆ ขณะตอบคนปลายสายรู้จักชื่อของเขา
‘ครับ’
ชายหนุ่มรับปากทั้งๆ สงสัยว่าทำไมอีกฝ่ายจึงรู้จักชื่อตน แต่มาคิดอีกทีจันดีอาจคอยรายงานพี่ชายว่าทำอะไรอยู่ที่ไหนและกับใคร ดินแดนจึงตัดข้อสงสัยนี้ทิ้งไป
‘ผมเป็นพี่จันดี รบกวนคุณแดนติดต่อให้หน่อยได้ไหมฮะ ผมร้อนใจติดต่อเธอไม่ได้เลยตั้งแต่บ่าย’
ตั้งแต่บ่าย... เขาทวนคำพูดอีกฝ่าย ก็แปลว่าตั้งแต่ที่เขาถามหาเธอกับแม่นะสิ
‘ผมขอเบอร์โทร.ส่วนตัวของจันดีไดไหมครับ ของคุณด้วย’
‘ได้ๆ ขอบคุณมากนะฮะ’
ดินแดน คว้ากระดาษปากกามาจดอีกรอบ ทั้งเบอร์มือถือของจันดีและเบอร์มือถือของอีกฝ่ายที่มีชื่อว่าป๊อบ
‘ขอบคุณมากครับ แล้วจะรีบติดต่อกลับไป’
ดินแดนวางสายแล้วกดเข้าเบอร์ของจันดี โทรออกแล้ววางอยู่อย่างนี้หลายหนเพราะปลายทางไม่มีสัญญาณตอบรับ
“ทำไงดีพี่แดนนี่ใกล้มืดแล้ว ฝนก็ยังตกเรื่อยๆ ด้วยสิ” นับดาวยืนทำหน้ากังวลอยู่ไม่ไกล ดินแดนมองสายฝนที่ยังตกแต่ไม่แรงเท่าเมื่อเย็นก่อนบอกน้องสาว
“พี่จะออกไปตาม”
“พี่แดนจะไปตามตรงไหน รู้เหรอพี่จันจะไปไหน”
“ไม่รู้ ก็คงต้องเดาๆ เอา” เขาเดาว่าน่าจะเป็นริมน้ำเพราะสังเกตดูเธอชอบมองผืนน้ำ ก็น่าจะอยู่แถวๆ ริมน้ำโขงที่เธอจะไปนั่งเล่นเมื่อวานแต่ดันเจอเขาเสียก่อนนั่นแหละ
“ให้ดาวไปด้วย”
“ไม่ต้องหรอกแม่ยังไม่กลับ ดาวอยู่ช่วยงานตีม่องที่ร้านเถอะ ตีม่องอยู่เป็นเพื่อนดาวก่อนนะเดี๋ยวฉันมา ถ้าพี่จันกลับมาแล้วโทร.ไปบอกพี่ด้วยนะดาว”
“ค่ะ/ครับ”

ดินแดนสั่งเสร็จก็รีบตรงไปที่รถโดยไม่เสียเวลาแม้จะแวะไปหยิบร่ม ชายหนุ่มขับรถออกไปอย่างรวดเร็วจนตีม่องกับนับดาวนึกเป็นห่วงไปอีกคน แต่เขาสวนทางกับน้ำอิง
“จะไปไหนหรือแดน”
ชายหนุ่มลอบถอนหายใจ มองหน้าผู้หญิงที่เคยรักมากมายด้วยแววตาที่ว่างเปล่า แต่ก่อนที่เขาจะมองเธอแบบนี้ได้ ก็ผ่านการเจ็บปวดทรมานหัวใจแสนสาหัส แต่ตลอดเวลาที่หัวใจยังจมอยู่ในความเศร้าแม่กับนับดาวจะคอยเป็นกำลังใจทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ส่วนจันดีก็สร้างสีสันให้จนเขาลืมช่วงเวลาที่ย่ำแย่
เขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ทุกวัน กับครอบครัวที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจเงินและชื่อเสียง
ตั้งแต่วันนั้นสายตาของเขาที่มองน้ำอิงก็เปลี่ยนไป จะทำให้ตัวเองไม่รู้สึกอะไรแล้วเวลาที่ต้องเจอเธอ
“ผมจะไปธุระ”
“ตามหาใครอยู่หรือคะ”
“มันเป็นธุระส่วนตัวของผมน่ะอิง”
พูดจบชายหนุ่มก็ขึ้นรถขับออกไป เบนสายตามองน้ำอิงทางกระจกหลัง ก็ยังเห็นเธอยังยืนกางร่มอยู่ที่เดิม เขาไม่รู้น้ำอิงยังต้องการอะไรจากเขา ในเมื่อคนที่ตัดสินใจจบเรื่องราวทุกอย่างคือตัวของเธอเอง
ตลอดเวลาที่คบกันเขาไม่เคยขัดใจ ตรงกันข้ามเขาตามใจเธอทุกอย่างยอมปวดใจอยู่คนเดียว แต่เมื่อน้ำอิงเลือกที่จะอยู่กับอำนาจเงินและชื่อเสียงที่มี
ต่อให้รักแค่ไหนมันก็ไปด้วยกันไม่ได้ในสักวัน และเขาก็เชื่อว่าน้ำอิงไม่ได้รักเหมือนที่เขารักเธอ แต่ที่หญิงสาวยอมลดตัวมาตามเขาแบบนี้เพราะเธอ เสียดาย...เสียดายคนที่คอยตามใจเธอตลอดเวลา น้ำอิงเสียดายคนที่เคยให้เธอได้ทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง
แต่จะมาเสียดายตอนนี้ก็คงสายไปแล้ว เขาเข็ดกับความรักที่ไม่มีรูปธรรมของน้ำอิง




ฝากนิยายแนวรักโรแมนติกไว้สักเรื่องนะคะ ติติงได้ค่าาา ขอบคุณล่วงหน้าด้วยน๊าาาาา





8
5. Devina / รัญชิดา / Re: REBORN บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย devina เมื่อ มีนาคม 18, 2019, 09:27:06 AM »
ขอบคุณค่ะเดียวจะเเก้ในคอมเน้อ
9
4. ตามฝัน / นิรีย์ / Re: มารายงานตัวจ้า
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 17, 2019, 10:17:48 PM »
พี่ปูสู้ๆค่าาา
10
5. Devina / รัญชิดา / Re: REBORN บทนำ
« กระทู้ล่าสุด โดย มะยม เมื่อ มีนาคม 17, 2019, 01:07:17 PM »
ฟ้อนเล็กไปค่า เพิ่มขนาดสักหน่อย14 - 16 ดีกว่าอ่านง่ายกว่าค่ะ // การเพิ่มก็ครอบตัวหนังสือทั้งหมดแล้วเลือกขนาดฟ้อนที่เมนูบนเวบได้เลย
หน้า: [1] 2 3 ... 10