ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อฉันหลุดเข้าไปในโลกโอเมก้าเวิร์ส-ตอนที่ 4 ได้กลิ่นความรักว่ะ  (อ่าน 97 ครั้ง)

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
   ฉันเรียนจบมานานเป็นชาติละ ไม่เคยคิดฝันเลยว่าต้องกลับไปเรียนมัธยมอีกครั้งแถมยังเป็นชั้นมอหกอีก เด็กเตรียมสอบเข้ามหาลัยเชียวนะเว้ย จะวิชาอะไรก็ตามฉันก็คืนครูไปหมดแล้ว ตอนนี้สมงสมองก็ใกล้เสื่อมแล้วด้วย จะไปเรียนรู้เรื่องได้ยังไง ที่พอจะเข้าใจหน่อยน่าจะเป็นวิชาภาษาไทยเพราะเขียนนิยายเป็นอาชีพหลัก จะพิมพ์งานผิดๆ ถูกๆ จะส่งสำนักพิมพ์ได้ยังไงกันล่ะ อีกวิชาหนึ่งก็คงเป็นประวัติศาสตร์ ฉันชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว ด้วยนิสัยรักการอ่านมาตั้งแต่เด็กนั่นละถึงได้ส่งผลให้มีงานมีการทำเลี้ยงตัวเอง
   ก็หวังว่าฉันคงพอจะกล้อมแกล้มเรียนให้พอผ่านๆ ไปได้ก็แล้วกัน ไม่ไหวจริงๆ ก็รอลอกน้องช่อคนดีของพี่เอย ท่าทางน้องมันก็ฉลาดใช้ได้อยู่เหมือนกัน ฮุๆ
   โชคดีแล้วที่เรียนอยู่ห้องเดียวกันเลยพอรอดตัวไปได้ อย่างไอ้เรื่องสุ่มเรียกตอบคำถามในชั้นเรียนให้ลูกศิษย์หน้าแตกเล่นๆ ก็ไม่มีเพราะเห็นครูถามว่าใครตอบข้อได้ พวกก็ยกมือกันสลอน คนที่หัวสมองว่างเปล่าและเบาดุจปุยนุ่นหรือที่เรียกว่าสมองกลวงอย่างฉันก็ได้แต่นั่งหลบมุมมองบรรดาอัลฟาหัวดีแย่งกันตอบคำถามอย่างสนุกสนาน
   เพื่อนๆ ในห้องแม้จะมีทั้งพวกชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างพวกอัลฟา เบตาชนชั้นกลางและโอเมก้าที่ดันมีแค่พวกเราสามพี่น้องแต่ก็ไม่มีปัญหาในการใช้ชีวิตสักเท่าไหร่ ช่วงพักเที่ยงนักเรียนในห้องส่วนใหญ่ก็นั่งจับกลุ่มคุยกันเฉพาะกลุ่มตัวเอง มีบ้างที่แอบชำเลืองมองมาทางพวกเราบ้างแต่ก็ไม่ขี้เสือกเรื่องของชาวบ้านกันสักเท่าไหร่ เรื่องที่ฉันไม่มาเรียนหลายวันยังไม่มีใครคิดจะถามเลยด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นตัวฉันจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างสักหน่อยก็คงไม่มีใครสงสัยกันหรอก
   “ชั่วโมงต่อไปวิชาอะไรวะช่อ?” เสียงไอ้สันขวานถามน้องช่อคนดี
   “ภาษาไทยครับ”
   หน้าไอ้สันขวานบูดขึ้นมาทันที มันหันซ้ายหันขวาอย่างกระสับกระส่ายระหว่างรอเรียนช่วงบ่ายอีกสองวิชาแล้วก็จะได้กลับบ้านกันแล้ว ทนอีกหน่อยไม่ได้หรือน้องรัก
   ฉันเข้าใจว่าวิชาภาษาไทยอาจจะน่าเบื่อสำหรับเด็กหลายๆ คนแต่ฉันชอบนะเลยนึกกระตือรือร้นที่จะเรียนมาก แต่ถ้าเป็นคณิตศาสตร์นี่ขอบายแล้วกัน หัวไม่ไปเรื่องตัวเลขอ่ะบอกเลย
   “กูขี้เกียจเรียนอ่ะ ขอตัวไปนอนเล่นห้องพยาบาลแล้วกัน”
   คำตอบง่ายๆ จากน้องคนกลางผู้แสนน่ารักน่าถีบของฉันแล้วมันก็ลุกหนีไปเลย มีหรือที่ฉันจะยอมง่ายๆ ในเมื่อมันอยากอู้ ฉันเองก็อยากทำเหมือนมันบ้างเหมือนกันนี่
   “เดี๋ยวพี่ไปช่วยดูแลน้องเอง พี่ไปด้วย”
   แล้วสายตาอ่อนอกอ่อนใจของไอ้สันขวานก็มองฉันอย่างรู้ทัน นั่นยังไม่เจ็บปวดเท่าคำพูดของมัน
   ช่วยลากพี่ไปตบกลางสี่แยกเถอะน้องรัก
   “มึงมันโง่อยู่แล้ว ตั้งใจเรียนไปเถอะ กูป่วยการเมืองแค่วันเดียวไม่ส่งผลอะไรกับกูนักหรอก”
   ช่อศิลาเสริมอีกคน
   “พี่วาเรียนเก่งนะแค่ขี้เกียจ การบ้านไม่ค่อยส่งเท่านั้นเอง เกรดเฉลี่ยไม่เคยต่ำกว่าสามจุดห้าทุกเทอม พี่รักห่วงตัวเองก่อนดีกว่า เทอมก่อนยังไม่ถึงสองจุดห้าเลย”
   ฉันสะอึกเลย
   ตกลงน้องช่อนี่คนดีแน่เหรอวะ แทงพี่มันซะพรุนเลย

   พอจบวิชาภาษาไทยและอาจารย์ออกไปจากห้องได้แป๊บเดียว ไอ้สันขวานก็เผ่นแน่บกลับมาที่ห้อง หน้าตาน่ารักๆ ติดจะหวานหน่อยๆ นั่นดูบูดบึ้ง
   มันไปอารมณ์เสียอะไรมาวะ?
   “ไม่นอนต่อล่ะ ป่วยอยู่นี่”
   ใช่ ป่วยการเมืองไง
   “กูไม่มาได้เหรอ?” มันรีบสวนขึ้นมาทันควัน “แม่ง วันนี้มันอะไรกันนักกันหนาวะ!”
   จู่ๆ มันก็มานั่งโมโหโกรธเกรี้ยวอยู่คนเดียว ฉันกับน้องช่อจะรู้กับมันไหมวะว่าหัวเสียเรื่องอะไรมา โถ พ่อคุณ พ่อขนุนหนัง!
   “อะไรของเอ็งวะน้องรัก?” ฉันถามเพราะยิ่งน้องมันหงุดหงิดแสดงว่ามันต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างแน่
   “อย่าเสือกครับพี่”
   โดนตอกมาหน้าหงาย เงียบก็ได้วะ
“พี่วาละก็ อย่าว่าพี่รักอย่างนั้นสิ เขาเป็นพี่เรานะ พี่เขาไม่ได้เสือกสักหน่อยแค่อยากรู้เรื่องของคนอื่นมากไปหน่อยแค่นั้นเอง”
    ฉันคอแทบหักตอนหันมามองหน้าน้องช่อคนดี
   มันก็ความหมายเดียวกันไม่ใช่หรือวะ? สรุปก็คือพี่มันขี้เผือกงั้นสิ
   สันตะวาถอนหายใจเสียงดัง เสยผมที่ยาวปรกตาลวกๆ ดูแล้วโคตรเซ็กซี่จนบรรดาอัลฟาในห้องพากันกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
   “วันนี้กูต้องไปบ้านไอ้ตะวัน”
   คอแทบเคล็ดอีกครั้ง ตะวันนี่ใครวะ?
   “แม่งเอ๊ย กะจะโดดเรียนไปนอนให้สบายใจสักหน่อยดันเจอครูปกครองอีก ซวยจริงกู มันไม่อยากมาเรียนก็ช่างหัวมันสิ เกี่ยวอะไรกับกูที่จะต้องรับหน้าที่ไปตามมันมาเรียนด้วยวะ!”
   “หมอนี่มันเป็นใครน้องช่อ?”
   คือมันไม่เก็ทเอามากๆ เลยนะ ใครขาดเรียนบ่อย ทำตัวเกเร อาจารย์ก็เชิญผู้ปกครองมาพบสิ ทำไมจะต้องให้ไอ้สันขวานเป็นคนไปตามมันมาเรียนด้วยล่ะ? ยิ่งคิดก็ยิ่งมองว่ามันไม่เมคเซนส์อ่ะ
   “เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องน่ะพี่รัก เป็นอัลฟาไฮโซ บ้านรวยพอๆ กับเรานี่ล่ะ เขาไม่ค่อยมาเรียนหรอก หัวหน้าห้องกับครูประจำชั้นก็ไปตามแล้วแต่คงไม่สำเร็จ”
   “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับน้องวา ไม่ใช่เบ๊นะเฟ้ย!”
   “พี่ละก็อย่าเสียงดังสิครับ” น้องช่อจุปาก เหลือบมองซ้ายมองขวาแล้วกระซิบ “บ้านของตะวันมีอิทธิพลมาก เป็นหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่ของโรงเรียน พวกอาจารย์เองก็คงเกรงใจกันนั่นแหละครับ”
   “แล้วบ้านเราบริจาคน้อยกว่ามันหรือไงถึงไม่เกรงใจเราเลย” ฉันกัดฟันกรอดๆ อยากจะทุบโต๊ะระบายอารมณ์เหลือเกินถ้าไม่ติดว่าเพื่อนในห้องส่วนใหญ่ดันเป็นพวกอัลฟาละก็
   โอเมก้าสามแฝดเลยเป็นพวกหัวเดียวกระเทียมลีบ ต้องอยู่อย่างเจียมตัวไปสินะ
   “เรื่องนั้นคงไม่เกี่ยวแต่ผมว่า...” น้องช่อนิ่งไปครู่หนึ่ง เหลือบตาไปเห็นไอ้สันขวานจ้องมันเขม็ง น้องช่อเลยไม่กล้าพูดอะไรต่ออีกและอาจารย์สอนวิชาสังคมก็เดินเข้ามาพอดีทำให้พวกเราต้องกลับไปนั่งที่นั่งอย่างเดิม
   มองหน้าไอ้สันขวานที่ยังทำปากเบะ พึมพำอะไรของมันก็ไม่รู้ตอนที่แอบหยิบมือถือในลิ้นชั้นโต๊ะเรียนออกมาดู ปกติคนแอบเล้นมือถือมันต้องยิ้มแย้มมีความสุขสิ แต่ทำไมมันถึงกำแน่นแถมยังทำปากจิ๊จ๊ะเหมือนกำลังด่าใครที่มันกำลังพิมพ์ตอบอย่างรวดเร็วจนนิ้วแทบพันกัน
   ฉันว่ามันชักจะมีกลิ่นทะแม่งๆ ว่ะ แบบว่าเหม็นเบื่อความรักอะไรอย่างนี้แหละ
   หรือว่าที่ไอ้สันขวานแม่งตะโกนอย่างมั่นใจว่าจะอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตมันจะไม่ใช่อย่างที่ตัวมันเองคิดเสียแล้วละมั้ง