ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อฉันหลุดเข้าไปในโลกโอเมก้าเวิร์ส-ตอนที่ 15 เธอไม่ใช่รักแรกพบ  (อ่าน 107 ครั้ง)

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
   ชีวิตช่วงนี้ของฉันถึงจะวุ่นวายไปบ้างแต่ก็มีความสุขดี
   ตะวันคอยมาวุ่นวายกับไอ้สันขวานมากกว่าเดิมเสียอีก เรียกได้ว่าตามประกบแจเชียวละ ถ้ามันตามเข้าห้องน้ำที่เดียวกันได้มันคงตามแน่ โชคดีแล้วที่เขาสร้างห้องน้ำแยกโซนกันอย่างชัดเจนไม่อย่างนั้นไอ้ตะวันอาจจะทำตัวจัญไรของจริงด้วยการแอบเข้าไปทำมิดีมิร้ายไอ้สันขวานในห้องน้ำ
   มั่นๆ อย่างมันอาจจะทำจริงๆ ก็ได้ใครจะรู้
   ไอ้สันขวานเองก็รู้ตัวแล้วว่าตะวันมาจีบมันแน่ๆ เห็นออกปากไล่แต่หน้างี้แดงเชียวส่วนน้องช่อคนดีก็มีชายหนุ่มมอบดอกกุหลาบสีแดงวางไว้ที่โต๊ะพร้อมชอคโกแลตคิทแคททุกวัน น้องคนเล็กของครอบครัวเรานั่งเขินและแอบอมยิ้มได้น่ารักมาจนฉันอยากเชียร์ให้คู่นี้ลงเอยกันแต่ก็ยังอยากจะดูไปอีกหน่อยเพราะน้องคนเล็กมันบอบบางมาก กลัวดรัณมันแค่มาหลอกเต๊าะเจาะไข่แดงแล้วทิ้งทีหลัง
   ไม่อยากให้เรื่องแย่ๆ อย่างนี้เกิดขึ้นเลย ฝ่ายไอ้เจ้าดรัณก็ขยันหยอดมุขเหลือเกิน คารมคมหอกมันธรรมดาเสียที่ไหนล่ะ
   เมื่อน้องช่อรู้สึกเกรงใจที่ได้รับของขวัญทุกเช้าเลยบอกกับดรัณว่าไม่ต้องเอามาให้และไม่ต้องคอยซื้อข้าวมาให้ด้วย เจ้าตัวก็ทำหน้าเหงาหงอยไม่สมกับหน้าตาหล่อๆ แต่แฝงไปด้วยความเถื่อนเต็มพิกัด และเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง
   “ที่ต้องตามมาแลดูก็เพราะอยากดูแล”
   ดูมุขของมันสิ น้องช่อนี่ยิ้มเอียงอาย เข้ามาซุกอยู่กับไหล่ฉันเลย
   “แม่ง กูฟังแล้วยังเขินแทน”
   ไอ้สันขวานที่ยังคงเจอตะวันตามประกบหันมาพูดกับฉัน
   “เออ”
   “ถึงกูจะปากร้าย ไม่พูดหวานกับมึงแต่กูก็รักมึงจริงๆ นะไอ้วา”
   มาละ...ดรามาของไอ้ตะวัน นานๆ มาทีแต่จัดเต็ม นี่สงสัยจะงอนด้วยละมั้ง
   “เรื่องของมึงเหอะ”
   ไอ้สันขวานก็ไม่สนเหมือนกัน มันก็รู้สันดาน เอ๊ย นิสัยของไอ้ตะวันดีว่าดรามาได้แค่วันเดียว พอวันพรุ่งนี้มันก็กลับมาตามติดแจเหมือนเดิม ขืนไม่มาสิได้ถูกคนอื่นคาบไปกิน ถึงน้องคนกลางของฉันจะปากร้ายใจทมิฬยังไงแต่มันก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแถมยังมีมุมที่อ่อนโยน ถ้าใครได้สัมผัสด้านนี้ของมันสักหน่อยก็ต้องชอบมันแน่นอน
   ฉันยังชอบมันเลย น่ารักแท้
   ไม่ติดที่ปากมันนะมันคงฮอตน่าดู
   “ไม่ห่วงผัวอย่างกูแล้วมึงจะห่วงใคร?”
   หน้าด้านแท้ อะไรๆ ก็เรียกน้องฉันว่าเมียอย่างนั้นเมียอย่างนี้ อยากยัดเยียดความเป็นผัวให้ไอ้วาเสียจริงนะเอ็ง!
   “กูอาจจะไปห่วงใครก็ได้ที่มันดีกว่าคนเส็งเคร็งอย่างมึง” ไอ้สันขวานยักไหล่ “มึงดรามาให้ตลอดนะมึงและอย่าหวังว่าคนอย่างกูจะตามง้อ”
   สลดแน่...แม่งกล้าพูดต่อหน้าคนตั้งเยอะ
   แต่ถ้ามันเกิดโกรธเกรี้ยวขึ้นมาล่ะ ไอ้สันขวานไม่กลัวโดนมันจับดูดปากโชว์หรือไงวะ มันยิ่งเรียกร้องอยู่ด้วย
   “ถ้ากูหายไปจีบคนอื่นมึงอย่ามางอแงนะไอ้วา” ไอ้ตะวันแม่งยิ้ม
   ยิ้มได้น่ากลัวและเย็นชามาก
   “ตามใจมึง คนอย่างกูไม่ได้คิดอะไรกับมึงอยู่แล้ว”
   “แม้ว่ากูกับมึงจะ...”
   “เชี่ย! มึงอย่าพูด”
   แล้วก็เป็นไอ้น้องคนกลางของฉันที่ลากแขนตะวันออกไปจากห้อง
   “อะไรของเขา?”
    ดรัณมันทำหน้างง น้องช่อเองก็ด้วย คงมีแต่ตัวฉันนี่ละที่เดาได้ว่าพวกมันสองคนมีซัมติ้งอะไรกันอยู่
   หวังว่าไอ้สันขวานกลับมาจะยังมีปลอกคอติดอยู่ที่คอมันนะ ไอ้ตะวันยิ่งขี้หึงหวงอยู่ด้วย

   ฉันกับคุณธนาคิมยังคงนัดเจอกัน
   หลังจากนั้นพวกเราก็ไปกินหอยทอดเจ้าอร่อยแถวบ้านเขา ฉันอยากปฏิเสธเขาเพราะเข้าใจดีว่าคนที่เป็นคู่ของเขาไม่ใช่ตัวฉันสักหน่อยแต่เป็นรักแรกพบตัวจริงต่างหาก
   แต่เขาก็มารอรับหน้าโรงเรียนทั้งที่ปฏิเสธไปแล้วแท้ๆ
   “ว่าที่ผัวมึงมารับอีกแล้วนะ วี้ดวิ้ววว”
   ไอ้สันขวานผิวปากแซว เสียงมันน่าหมั่นไส้มากจนฉันต้องแซวมันกลับเสียบ้าง
   “คนบางคนน่าอิจฉากว่านะ ว่าที่ผัวเรียนอยู่ห้องเดียวกันด้วย เจอกันบ๊อยบ่อยจนเบื่อเลย”
   “เชี่ย!”
   มันสบถและไม่พูดอะไรต่ออีก หน้าตานี่เขียวคล้ำเพราะโกรธแต่ไม่กล้าเถียงกลับ เรื่องจริงล้วนๆ พูดไปก็มีแต่จะแพ้มันเลยไม่พูดเสียดีกว่า
   “พวกผมกลับแล้วนะพี่รัก กินให้อร่อยนะครับ”
   น้องช่อโบกมือบายๆ ก่อนขึ้นรถไปกับไอ้น้องคนกลางทิ้งให้ดรัณกับตะวันยืนมองตาละห้อย ดูอาลัยอาวรณ์เหลือเกิน นี่ละหนอรักในวัยหนุ่มสาว หวานชื่นรื่นรมย์ยังกับเฮลซ์บลูบอยอย่างนั้น
   “เฮ้ย ให้พี่ขึ้นรถไปด้วยสิ อย่าเพิ่งไป!”
   เหม่อแค่แป๊บเดียวเองพวกขับรถหนีออกไปเฉยฉิบ ทิ้งให้ฉันยืนเอ๋ออยู่ที่เดิม หันหลังไปก็เจอเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของไอ้สองอัลฟาหน้าหล่อร้ายที่เดินไปขึ้นรถกลับบ้านแล้ว หันมาอีกครั้งก็ต้องสะดุ้งโหยงเพราะคุณธนาคิมมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
   แล้วฉันจะปฏิเสธเขาได้ยังไง เล่นยิ้มเจิดจ้าอย่างนั้นให้ด้วย
   “ไปกินหอยทอดกัน พี่สั่งไว้แล้วไปถึงจะได้ทานกันเลย”
   ฉันเบะปากเล็กน้อย คืออยากจะอิดออดเล่นตัวสักหน่อยแต่ก็ทำไม่ได้ หมดที่พึ่งละตอนนี้ พวกน้องๆ ก็กลับไปแล้ว คนรู้จักที่พอจะไปส่งได้ก็เผ่นแน่บกันไปหมดเพราะว่าที่เมียไม่อยู่พวกมันจะมายืนบื้ออยู่ทำไม
   ทิ้งกันได้ลงคอนะไอ้เด็กพวกนี้นี่
   “ทำไม ไม่ชอบเหรอ?”
   คุณธนาคิมเอียงคอถาม แม่งหล่อจนใจสั่นเลย ใครกล้าปฏิเสธคนหล่ออย่างนี้ก็บ้าแล้ว หรือจะเป็นฉันเองที่บ้า
   “คือว่า”
   “ลำบากใจ?”
   “ไปเถอะแค่กินข้าวด้วยกันเองนะ”
   “แต่ว่า”
   “กินข้าวมื้อเดียวไม่ถือว่าให้ความหวังกันหรอกน่า”
   ฉันเงยหน้าขึ้นสบตาเขาหลังจากพยายามมองแต่พื้นมานาน
   “พี่รู้ว่าน้องรักไม่พร้อมจะเปิดใจให้ น้องพยายามปิดกั้นตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าเพราะคิดว่าพี่เจ้าชู้หลายใจหรือเรื่องอะไรอีกหรอกนะ พี่อยากให้น้องสบายใจ ไหนๆ วันนี้พี่ก็มารับแล้ว หอยทอดก็สั่งไปแล้ว ไปด้วยกันอีกสักครั้งเถอะและครั้งหน้าพี่จะไม่บังคับจิตใจน้องรักอีกแล้ว”
   ฉันพยักหน้า ฟังคำพูดของเขาแล้วรู้สึกผิดจัง
   เขาเก่งนะ เก่งที่ทำให้ฉันใจอ่อนยวบได้ทุกทีสิน่า

   กลับจากกินหอยทอดจนพุงกางฉันก็กลับมาบ้านอย่างอารมณ์ดี
   ดูเหมือนฉันจะเอาชนะปมกลัวหอยทอดได้แล้ว กินไปแค้นไป หนอยเพราะฉันอยากกินแกเนี่ยแหละถึงได้ตายอย่างน่าอนาถแท้ แต่ก็ยังโชคดีนะที่วิญญาณหลุดออกจากร่างมาเข้าร่างใหม่ที่น่ารักและมีครอบครัวอบอุ่นอย่างนี้
   รักแรกพบ
   ป่านนี้วิญญาณของเด็กคนนี้ไปอยู่ที่ไหนกันนะ หวังว่าจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่ดีนะ
   ไม่ใช่ว่าสลับไปอยู่ในร่างของฉันแทน อย่างนั้นเด็กมันคงขอฆ่าตัวตายทันทีแน่นอน ร่างป้าแก่ๆ แถมยังขี้เหร่มันคงไม่อยากได้นักหรอก
   พรุ่งนี้วันหยุด การบ้านไม่ต้องรีบทำนักก็ได้ เมื่อคิดถึงโอเมก้าหนุ่มน้อยเจ้าของร่าง ฉันก็เลยไปหยิบอัลบั้มรูปมาดูทั้งตั้ง เปิดดูตั้งแต่ร่างนี้ยังแบเบาะจนกระทั่งถึงเล่มสุดท้ายคือภาพที่ถ่ายในวันเปิดเทอม
   สามพี่น้องฝาแฝดยืนยิ้มกอดคอกันอย่างมีความสุข
   “เฮ้อ”
   ฉันถอนหายใจ ลูบภาพใบนั้นอย่างเหม่อลอย
   “เอารูปเก่าๆ มาดูหรือมึงนึกอินดี้อะไรขึ้นมา?”
   ไอ้สันขวานถามแล้วหันไปจ้องโทรศัพท์ ไลน์มันเด้งดึ๋งๆ มันทำหน้ารำคาญแต่ก็กดสติกเกอร์ตอบไปทุกทีทำให้ฉันเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงเป็นตะวันแน่ๆ
   “ก็ไม่มีอะไร”
   “พี่นึกอะไรออกบ้างไหมล่ะ?”
   เสียงน้องช่อคนดีถามขึ้นมา
   ฉันส่ายหน้า จะนึกออกได้ยังไงกันเล่า ก็ฉันไม่ใช่รักแรกพบตัวจริงนี่นา
   “เมื่อไหร่ความทรงจำของมึงจะกลับมาวะ หรือว่าพวกกูจะต้องอยู่กับมึงที่เอ๋อและติงต๊องต่อไปตลอดชีวิต?”
   ไอ้สันขวานพูดกลั้วหัวเราะแต่ฉันไม่ขำด้วยเลยสักนิด
   พวกนี้นี่มาทำให้เครียดอีกแล้ว
   เวลาอยู่กับคุณธนาคิมเขาก็แซวฉันว่าทำตัวเหมือนแม่บ้านสมองไวไปหนหนึ่งแล้วตอนต่อรองราคาเสื้อผ้าในตลาดนัดอย่างเอาเป็นเอาตาย ตอนนี้ยังเริ่มกังวลกับสายตาของน้องๆ และพ่อที่มองมาอีก ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาเริ่มระแคะระคายกับความผิดปกติของฉันมากขึ้นทุกวันเพียงแต่ยังไม่มีใครพูดออกมา
   ฉันไม่ใช่คนในครอบครัวของพวกเขาแต่เป็นใครที่ไหนก็ไม่รู้ซึ่งแตกต่างกับรักแรกพบตัวจริงมากเหลือเกิน
   หรือฉันควรสารภาพออกไปเสียที?

   นานๆ พ่อจะกลับมาบ้านสักที เวลาส่วนใหญ่พ่อจะใช้กับการทำงาน เรียกได้ว่าอยู่บนรถกับเครื่องบินมากกว่าอยู่บ้านเสียอีก
   วันนี้พ่อกลับมาบ้านก็อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดสบายๆ เป็นเสื้อกับกางเกงนอนลายสก็อต แต่คนมันหล่อเท่ ถึงอยู่ในชุดนอนก็ยังดูดีมีคลาสอยู่ดี แล้วคนหล่อในชุดนอนก็ออกมานั่งจิบไวน์ราคาสูงลิบลิ่วในสวนยามค่ำ นั่งดูดาวอย่างโรแมนติก พอกรึ่มๆ หน้าแดงสวยก็ให้คนมาเรียกฉันให้ไปหา
   ไอ้สันขวานและน้องช่อก็นั่งอยู่กับพ่อด้วย
   เมื่อนั่งอยู่กันแค่เพียงพวกเราเท่านั้นซ้ำสายตาของคุณกันต์ที่มองแค่ฉันเพียงคนเดียว ฉันก็ใจเต้นตึกตักอย่างวิตกกังวล
   “เธอไม่ใช่รักแรกพบใช่ไหม?”
   สองแฝดมองหน้ากันแล้วหันมาจ้องฉันเป็นตาเดียว
   ไหล่ของฉันลู่ลง
   มันจบลงแล้วจริงๆ
   ฉันเสียใจและรู้สึกผิดกับเรื่องนี้มาโดยตลอด ฉันโกหกพวกเขาและคงถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องสารภาพออกไปในเมื่อคุณกันต์รู้แล้ว เขาไม่ได้โง่เลย
   “ผมรู้มาตลอด พ่อที่ไหนจะจำลูกตัวเองไม่ได้กันล่ะ”
   แล้วคุณกันต์ก็ดื่มไวน์พรวดเดียวหมดแก้วก่อนจะวางลงที่โต๊ะ ประสานนิ้วมือสองข้างไว้ด้วยกันและจ้องฉันเขม็ง
   “เอาล่ะ มาคุยกันตรงๆ ดีกว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
   ฉันยังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรแต่มือกลับสั่นเทาและน้ำตายังไหลออกมาอีก
   “นี่ผีเข้าพี่กูหรอกเหรอ?!” ไอ้สันขวานตะโกนดังลั่น มันคงกลัวผีมากจนถึงกับลุกจากเก้าอี้และเดินถอยห่างออกไป แววตาที่มันมองฉันทั้งหวาดกลัวและสับสน “มึงไม่ใช่พี่รักของพวกกูเหรอวะ? มึงเป็นใครกันแน่?!”
   ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ น้องช่อก็ร้องไห้น้ำตาไหลปริ่มตา คุณกันต์ก็เอาแต่จ้องเอาๆ
   ฉันผิด ผิดเองทุกอย่างแต่จะให้ฉันทำยังไง ฉันควรจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี?
   “คือ...”
   ปริ๋นๆ
   เสียงแตรรถ สักพักก็ได้ยินเสียงรถคันหนึ่งแล่นเข้ามา ความสนใจของทุกคนจึงถูกดึงไปที่รถคันนั้น จู่ๆ มีรถใครก็ไม่รู้เข้ามาในบ้านแสดงว่าคงเป็นแขกที่มาบ่อยจนพวกคนรับใช้รู้จักและเปิดประตูรั้วให้เข้ามาได้เลย
   “สวัสดีครับรุ่นพี่ อ้าว! นี่ผมมาผิดเวลาหรือเปล่า?”
   คุณธนาคิมลงจากรถมาทักทาย ตอนแรกก็โปรยยิ้มหวานแต่พอเห็นเจ้าของบ้านหน้าเครียด สันตะวาหน้าตาถมึงทึง ส่วนฉันกับช่อศิลาน้ำตาไหลพรากทั้งคู่
   “คุณธนาคิม ฮือๆ”
   ไม่รู้อะไรดลใจ ฉันกลับวิ่งไปกอดเขา
   “น้องรัก?”
   “ไปที่ไหนก็ได้ ช่วยพาฉันไปที ฮือๆ”
   “เดี๋ยวเจ้าคิม!พวกเรายังคุยกันอยู่นะ”
   คุณธนาคิมตัดสินใจรวดเร็วมาก เขาจับมือฉันวิ่งขึ้นรถเขาแล้วขับออกมาจากบ้านเลยท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างโมโหโกรธาของคุณกันต์
   ฉันไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว

   คุณธนาคิมพาฉันไปที่คอนโดของเขา ที่นั่นมีแค่เขากับบอดี้การ์ดของเขา ทั้งชั้นมีแค่คนของเขา ฉันควรกลัวว่าเขาจะทำมิดีมิร้ายกับฉันแต่ในเวลานี้ฉันคิดอะไรไม่ออกจริงๆ ทำได้แค่เพียงปล่อยให้เขาจูงมือไปนั่งที่โซฟาและทอดสายตามองวิวกรุงเทพที่เต็มไปด้วยแสงดาว
   เขาไม่ถามอะไรฉันเลยแต่ยังนั่งข้างๆ เมื่อมองสบตากันก็เห็นสายตาของเขา
   เขาห่วงฉัน
   “คือว่า...ฉันไม่ใช่รักแรกพบหรอก”
   ฉันอัดอั้นตันใจเหลือเกินเลยเล่าทุกอย่างให้คุณธนาคิมฟังทั้งหมด เขาแค่พยักหน้าและหัวเราะเบาๆ พลางลูบผมฉัน
   “มิน่าล่ะ ผมถึงรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยเหมือนเด็ก ในบางเรื่องน่ะนะ”
   “คุณเป็นคู่แห่งโชคชะตาของรักแรกพบส่วนฉันมันก็แค่...ส่วนเกินเท่านั้นเอง”
   ฉันสารภาพเสียงอ่อนล้า
   “ไม่หรอก ผมสนใจคุณ ตามจีบคุณก็เพราะว่าเป็นคุณ ไม่ใช่รักแรกพบที่ผมไม่รู้จักสักหน่อย”
   “แต่ว่า...ถ้าตัวจริงเขากลับมาและวิญญาณของฉันหลุดออกจากร่างนี้ไปล่ะ?”
   “อย่ากังวลเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย เอาเป็นว่าถ้าตอนนั้นคุณไปอยู่ในร่างอื่นก็มาหาผมก็แค่นั้น”
   “แล้วถ้าฉันไปอยู่ในร่างของอัลฟาหรือเบตาล่ะ?”
   เขาหัวเราะ นี่ไม่คิดจะซีเรียสอะไรกับเขาบ้างเลยหรือไงกันนะ?
   “คุณรู้ไหมโลกนี้น่ะอัลฟาแต่งงานกับอัลฟาด้วยกันหรือเบตาก็มีเยอะแยะไป โอเมก้าแต่งกับโอเมก้าก็มี เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะคนเราไม่ได้รักกันแค่เพราะเคมีมันพาไปแต่เพราะตรงนี้” เขาชี้นิ้วที่ตำแหน่งหัวใจ “ตรงนี้ที่เต้นอยู่มันเต้นแรงก็เพราะคนๆ หนึ่งและสำหรับผมก็คือคุณไง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”
   ฉันเช็ดน้ำตาและเผลอยิ้มออกมาได้บ้าง
   “ถึงจะโกหกแต่ฉันก็ดีใจนะ ดีใจมากๆ เลย”
   “พูดเรื่องจริงก็หาว่าโกหก ยายป้าหน้าสี่ขีด”
   ทีนี้มีขึ้นเลย ฉายานี้ไม่เอาเด็ดขาด!
   “อะไร ยายป้าหน้าสี่ขีด ฉันอายุแค่สามสิบ!”
   ถึงแม้ว่าตัวจริงของฉันจะเป็นยายเพิ้งแถมยังขี้เหร่จนเผลอคิดว่าหากคุณธนาคิมได้เห็นก็คงรังเกียจมากกว่าจะหลงรักเหมือนตอนนี้ก็เถอะนะ
   “อย่าคิดมาก ยิ่งคิดยิ่งหน้าแก่ ไปล้างหน้าล้างตานอนได้แล้ว”
   ฉันลุกขึ้น ทำตามอย่างว่าง่าย ฉันผิดเองที่เอาความกังวลไปลงตูมๆ ใส่เขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ดีเท่าไหร่แล้วที่คุณธนาคิมรับฟังฉัน ไม่ไล่ออกจากบ้านไปอีกคน
   ไล่ออกจากบ้าน?
   ฉันยืนจ้องตัวเองในกระจก มองร่างของรักแรกพบที่สะท้อนในกระจกบานนั้น
   ฉันคงถูกเขาเฉดหัวออกมาแล้วจริงๆ
   ดวงตาแดงช้ำคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง
   ความจริงมันเจ็บปวด ฉันรักที่นั่นแต่บ้านกิตติธรกลับไม่ใช่บ้านของฉันอีกต่อไปแล้ว
   “ฮืออ”
   “คุณอร คุณเปิดประตูหน่อย”
   ฉันหันขวับ ไม่มีใครเรียกฉันด้วยชื่อนี้นานแล้ว อรสิริคือชื่อจริงของฉัน ส่วนนามสกุลยังไม่ต้องไปจำหรอก แค่ชื่อก็ไม่มีใครสนใจแล้วตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้ ฉันรีบวักน้ำล้างหน้าอีกรอบแล้วเปิดประตูห้องน้ำออกมาพบคุณธนาคิม
   “ร้องไห้อีกแล้วเหรอ?”
   “ใช่”
   ฉันไม่อยากโกหกเพราะเขาต้องรู้อยู่แล้ว
   “ไปนอนเถอะ นอนไม่หลับก็ต้องนอนนะ”
   ฉันเงยหน้าถามเขา
   “ให้ฉันอยู่กับคุณได้ไหม?”
   “ในฐานะว่าที่ภรรยาเหรอ?”
   แม่ง ไม่ตอบแต่ตั้งคำถามกลับมาจนฉันอยากจะตีให้เนื้อเขียว จากดรามานี่ฉุนเฉียวเลยเชียว
   “นั่นไงๆ ถ้าไม่แหย่คุณก็จะมัวแต่เศร้าอยู่น่ะสิ ไปนอนเถอะ นี่ไงห้องคุณ อยู่ข้างๆ ห้องผมเนี่ยแหละแต่รับรองว่าผมไม่ฉวยโอกาสทำอะไรคุณหรอก เว้นแต่ว่า...คุณจะเป็นฝ่ายมาหาผมเอง”
   “ตาบ้า!”
   ฉันปิดประตูดังโครมใส่เขา จัดการล็อคห้องนอนแล้วโถมตัวลงนอนกับเตียงเลยแต่แล้วก็นึกระแวงขึ้นมาเลยลุกขึ้นสำรวจห้องก่อนและพบว่ามันเป็นห้องนอนเล็ก มีเตียงนอนขนาดหนึ่งจุดห้าฟุต โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้าและมีห้องน้ำในตัว ห้องนี้ทาสีขาวดูเรียบง่าย สะอาด แสดงว่าได้รับการดูแลอย่างดี
   แสดงว่าเคยมีคนมาพักอยู่เหมือนกันหรือเปล่า สาวๆ ละสิท่า คนเจ้าชู้!
   แล้วยังไง เรื่องของเขา ตอนนี้เธอต้องพึ่งพาเขา อย่าเรื่องมากนักเลย นอนเถอะ เผื่อจะได้ตื่นเช้ามาช่วยเขาทำงานก็อกๆ แก็กๆ ไปก่อน
   อยู่บ้านเขาอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น สุภาษิตโบราณว่าไว้

   แกะตัวที่ยี่สิบ
   แกะตัวที่ยี่สิบเอ็ด
   แกะตัวที่ยี่สิบสอง
   โว้ย! นอนไม่หลับ ทำยังไงก็ไม่หลับ ทำยังไงดี คิดมากไม่พอเสือกนึกกลัวผีขึ้นมาอีก มันแปลกที่นี่หว่า
   ไม่อยากจะทำเลยเว้ย แต่คงมีทางเดียวแล้ว ไม่ได้อ่อยนะเว้ยแต่นอนไม่หลับจริงๆ
   ฉันหยิบหมอนกับผ้าห่มออกมาจากห้องแล้วไปเคาะประตูห้องนอนคุณธนาคิม สักพักเขาก็เปิดประตูแล้วถาม
   “นอนไม่หลับเหรอ?”
   เบื่อคนรู้ทัน
   ฉันพยักหน้า
   “เข้ามาสิ”
   นี่มันถ้ำเสือหรือเปล่าวะ เข้าไปแล้วจะได้ลูกเสือกลับมาไหมเนี่ย
   ห้องนอนของเจ้าของคอนโดทั้งชั้นใหญ่มาก ตกแต่งด้วยสีขาวล้วนจนกลัวจะไปทำให้ห้องเขาเปื้อนเลยได้แต่ยืนกอดหมอนกับผ้าห่มอยู่ปลายเตียงแค่นั้นเองแถมเตียงก็มีเตียงเดียวอีก
   “ผมนอนโซฟาเอง”
   เหมือนเขาจะรู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ เจ้าของห้องเลยจัดแจงรวบหมอนกับผ้าห่มบนเตียงขึ้นมาและเดินไปที่โซฟาข้างหน้าต่าง
   “อย่าเลยค่ะ คุณเป็นเจ้าของบ้าน ให้ฉันนอนโซฟาเองเถอะ ไม่สิ นอนพื้นก็ได้ค่ะ”
   “คุณเป็นผู้หญิงนะ เป็นแขกของผมด้วย จะให้นอนพื้นได้ยังไง ไปนอนที่เตียงเถอะ ผมมันผู้ชายง่ายๆ ไม่เรื่องมากอยู่แล้ว”
   “แต่...”
   “งั้นก็คิดเสียว่านอกจากนี้คุณยังเป็นคนที่ผมรักด้วย ยิ่งไม่ควรปฏิเสธนะ”
   ฮืออ
   เท่านั้นเองฉันรีบโถมตัวลงกับเตียง นอนคลุมโปงมันเลย อายแทบแทรกแผ่นดินหนีแล้ว วันนี้โดนหยอดไปหลายครั้งจนอายม้วนไปหมดแล้ว
   หัวใจฉันยิ่งสั่นไหวอยู่แล้วด้วย บ้าเอ๊ย
   “นอนๆ พรุ่งนี้ถ้ามีงานอะไรให้ช่วยก็บอกนะคุณ โบราณเขาว่าอยู่บ้านเขาอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น”
   “ปั้นวัวปั้นควายผมคงไม่เอาหรอก แต่ถ้าปั้นลูกเราคงต้องช่วยกันแล้วล่ะ”
   “คุณธนาคิม คนทะลึ่ง!”
   แล้วหมอนของฉันก็ปาไปที่โซฟาใส่คนหน้าไม่อายที่หัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข
   ก็อกๆ
   เสียงเคาะประตูห้องทำให้เราสองคนชะงัก คุณธนาคิมเป็นคนไปเปิดประตู ฉันไม่ได้ยินเสียงพูดคุยที่เบามากนั้นแต่หลังจากคุยจบก็เป็นเจ้าของบ้านที่หันมาบอก
   “พี่กันต์มา”
   ฉันชะงักไป จากที่ทำท่าว่าจะง่วงนอนแล้วกลับหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเลย
   เขามาตามเอาเรื่องฉันเหรอ?
   พอออกมาจากห้องนอนก็เห็นคุณกันต์ ไอ้สันขวานและน้องช่อ สองพี่น้องยังนั่งตาแดงๆ อยู่ นี่แปลว่าไอ้น้องคนกลางมันก็ร้องไห้ด้วยเหรอเนี่ย?
   “ฉันทำใจไว้นานแล้ว เราคงคาดหวังกับอนาคตไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอคือส่วนหนึ่งของครอบครัวกิตติธรแล้วและเราก็ผูกพันกับเธอเพราะฉะนั้นกลับบ้านเถอะ” คุณกันต์พูดกับฉัน สีหน้าจริงจังไม่ได้ล้อเล่นแล้วเขาก็ตวัดสายตาไปมองคุณธนาคิม “แกทำอะไรลูกฉันหรือเปล่าไอ้เจ้าคิม?”
   “แค่กอดปลอบโยนเฉยๆ”
   คุณกันต์ลุกพรวด ถลึงตาใส่รุ่นน้องอย่างมีน้ำโห
   “กอดก็ไม่ให้โว้ย! รัก เอ่อ...ใครก็ช่างเถอะกลับบ้าน”
   ฉันยืนลังเลอยู่ที่เดิม ทำตัวไม่ถูกจริงๆ คือในใจคิดไว้แล้วว่าจะขออาศัยอยู่กับคุณธนาคิมเพราะไม่มีหน้าจะกลับไปบ้านกิตติธรอีกแล้ว
   ความรู้สึกที่มีมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
   แต่น้องวากับน้องช่อนั่นเองที่เป็นคนตัดสินคำตอบของฉัน สองหนุ่มน้อยวิ่งมากอดฉัน
   “ไอ้รัก มึงกลับไปกับพวกกูเถอะ ไม่สิ ไม่ว่ามึงจะเป็นใครแต่มึงอยู่ในร่างพี่ของพวกกูมึงก็ยังเป็นพี่อยู่วันยังค่ำและมึงก็เป็นคนดี กูชอบนิสัยมึงนะ” นี่คือคำพูดของไอ้สันขวาน
   “ใช่ครับ พวกเราชอบพี่นะ พวกเราขอโทษที่ทำให้พี่ร้องไห้ จะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรพี่ก็คือพี่ของพวกเราคนหนึ่งเหมือนกัน”
   ฉันกอดตอบเด็กๆ และเหลือบตามองคุณชายผู้มีพระคุณของฉัน เขายิ้มและยกหน้าที่ให้ฉันตัดสินใจเรื่องของตัวเองและเพราะความผูกพันที่มีต่อกันก็ทำให้ฉันใจอ่อนจนได้
   “พี่จะกลับไป ขอโทษนะที่ไม่เคยบอกความจริงแล้วก็ขอบคุณที่มา”