ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อฉันหลุดเข้าไปในโลกโอเมก้าเวิร์ส-ตอนที่ 16 งานหมั้น  (อ่าน 68 ครั้ง)

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
   “แกต้องหมั้นกับเจ้ารัก”
   มันคือคำประกาศิตของคุณกันต์ ฉันนี่สะดุ้งโหยงเหมือนใครเอาน้ำร้อนมาราดใส่ผิดกับคนที่ต้องเสียตังค์มาหมั้นอย่างงงๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินฉันสักหน่อยอย่างคุณธนาคิมที่ยิ้มรับหน้าบานเป็นจานเชิง
   “ไปอยู่บ้านเขาตั้งนาน ลูกฉันเสียหาย”
   นานตรงไหนวะ ยังไม่ถึงสามชั่วโมงเลยมั้งพ่อคุณ ไหนว่าไม่คิดส่งเสริมไงวะ แล้วมาบังคับขู่เข็ญไม่พอ ไหงรายการของหมั้นในกระดาษที่เหมือนตระเตรียมมาอย่างดีถึงได้ยาวเป็นหางว่าวอย่างนั้นวะ
   “หึมม เงินสดเก้าแสนเก้าหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าบาท แหวนเพชรอย่างน้อยสามกะรัต โฉนดที่ดินมูลค่าอย่างน้อยสิบล้านบาทขึ้นไป คอนโดย่านติดรถไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ทีหนึ่งห้อง โอ้โฮ!”
   คุณธนาคิมอ่านลิสต์นั้นแล้วหันมายักคิ้วกับฉัน
   นี่ฉันมีค่าอะไรขนาดนั้นเชียว
   “เอ่อ...คุณกันต์ ฉันจำได้ว่าเมื่อคืนพอกลับมาก็เล่าทุกอย่างให้พวกคุณฟังหมดแล้ว ฉันไม่ใช่รักแรกพบนะคะ จะให้หมั้นกับคุณธนาคิมมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำใช่ไหม ตัวฉันเองก็ยังไม่ได้มีอะไรบุบสลายนะ ฉันรับรอง”
   คุณกันต์หันขวับไปมองเพื่อนซี้รุ่นน้องเหมือนคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้
   “ว่าไงเจ้าคิม แกจะไม่หมั้นก็ได้นะแต่นี่คือโอกาสเดียวของแกแล้ว”
   มัดมือชกนี่หว่า หากนิยายเรื่องนี้จะบอกว่าใครร้ายที่สุดฉันก็ขอยกให้คุณกันต์ไปแล้วกัน ลาสบอสของแท้และแน่นอน ฟันกำไรไปเท่าไหร่วะเนี่ย?!
   “หมั้นสิครับ รออะไร”
   คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และไอ้สันขวานกับน้องช่อคนดีที่รอฟังคำตอบอยู่แล้วก็ร้องเฮลั่น ดูมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นเหลือเกิน
   อยากจิครายว่ะ

   งานหมั้นถูกจัดเตรียมขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่ำรวยมหาศาลเสียอย่าง นึกจะหมั้นวันนี้พรุ่งนี้ยังได้แค่เพียงมีเงินจ่าย แขกเหรื่อมาร่วมงานกันคับคั่งเพราะเป็นการเกี่ยวดองกับสองตระกูลดังอย่างกิตติธรและชีวานนท์ แม้แต่สื่อมวลชนก็ให้ความสนใจมารอทำข่าวหน้าบ้านกันให้เพียบแม้จะถูกกันให้อยู่แต่นอกรั้วบ้านก็เถอะ
   ตะวันกับดรัณมาร่วมงานด้วย สองอัลฟาหนุ่มหล่อเองก็มาจากตระกูลดังเช่นเดียวกัน เมื่อแขกในงานรู้ว่าทั้งสองคนเป็นคู่หมายของแฝดคนน้องที่เหลืออยู่ของบ้านกิตติธรต่างก็พากันแสดงความดีใจ สาวๆ บางส่วนแอบตีอกชกหัวด้วยความอิจฉา พวกมันสองคนทั้งหล่อและรวยมาก ได้ยินว่าทรัพย์สินบ้านมันก็มีไม่แพ้บ้านเราแถมพวกมันก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านเหมือนกัน
   เรือล่มในหนองทองจะไปไหน พวกน้องๆ ของฉันก็สบายไปเลยสิ
   ระหว่างรอฤกษ์งามยามดีพวกน้องๆ ของฉันก็เข้ามาในห้อง แน่นอนว่าไอ้ตะวันกับดรณก็ตามมาด้วย
   “พวกกูอยากหมั้นบ้าง” ตะวันมันพูดลอยๆ หน้าตาบูดบึ้งก่อนจะหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ให้สันตะวา “หรือจะแต่งเลยดีวะเมีย?”
   “เชี่ย กูไม่แต่งกับมึง!”
   ไอ้สันขวานด่าแล้วเขยิบตัวหนี ไอ้ตะวันรีบขยับตามอย่างรวดเร็ว คู่นี้มันทันกันดีจริงๆ
   “แต่กูจะแต่งกับมึงให้ได้”
   “กูไม่เอามึงหรอกไอ้ตะวันจัญไร กูจะขึ้นคาน”
   “อย่ามั่นใจมากนะมึง กูชอบมึงมานานแล้วคงปล่อยให้มึงปีนขึ้นไปหรอก อย่าโง่”
   “กูไม่คุยกับคนอย่างมึงละ หน้าด้าน!”
   พอไอ้สันขวานที่หน้าแดงห่ำเหมือนจะเขินแต่ยังปากแข็งเดินหนีออกไปจากห้องแล้ว ตะวันมันก็ตามไปทันที
   “กูเห็นด้วย กูอยากตีตราจองช่อเหมือนกัน”
   ดรัณที่ไร้บทพูดมานานก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง น้องช่อนี่อายม้วนเลย
   “พูดอะไรน่ะรัณ”
   “ก็พูดเรื่องจริงนี่ ไม่อยากหมั้นกับรัณเหรอ?”
   “คือว่า...ไม่คุยด้วยแล้ว”
   เจ้าน้องคนเล็กนางฟ้าของบ้านรีบเดินหน้างุดออกไปจากห้อง ดรัณทิ้งเสียงหัวเราะไว้ในห้องพักหนึ่งก่อนจะตามไปด้วย
   ฉันอมยิ้มเมื่ออยู่แค่ในห้องกับช่างแต่งหน้าทำผม
   โถ เหล่าเด็กขี้อิจฉา ถามป้าบ้างไหมลูกว่าอยากหมั้นไหม ไม่อยากเว้ย ยังหาอนาคตตัวเองไม่เจอเลย ร่างกายก็เสือกมีเหมือนๆ กัน จะให้ทำใจโดนสอยตูดได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะเว้ย ไหนจะกังวลเรื่องของเจ้าของร่างตัวจริงอีก
   สถานะของฉันมันไม่มั่นคงเอาเสียเลย หรือว่าฉันควรทำตัวเป็นพวกรันอะเวย์ไบรด์ดีถ้าเกิดจู่ๆ คุณธนาคิมเกิดนึกอยากจะแต่งงานจริงๆ ขึ้นมาจริงๆ
   แล้วดูสิ อยากใส่ชุดกระโปรงยาวฟูฟ่องไม่ก็ชุดไทยห่มสไบเฉียงสวยๆ แต่ต้องมาใส่สูทสีขาว นั่งปั้นยิ้มพับเพียบให้เขาสวมแหวนเพชรเม็ดเป้งแสบตา ถ่ายรูปกันพรึ่บพรั่บ ป่านนี้ไม่แชร์กันให้ว่อนเน็ตแล้วเหรอ อายจะตายอยู่แล้ว
   หลังพิธีหมั้นผ่านพ้นไป ฉันก็หาอาหารที่จัดอย่างบุฟเฟต์กินริมสระว่ายน้ำเพื่อดับความเครียด ส่วนไอ้สันขวานมันเดินเลี่ยงไปทางอื่น มันคงทนเห็นสระว่ายน้ำสถานที่แห่งความหลังฝังใจของมันไม่ได้ สงสัยหนีไปต้มมาม่าแหงแซะ
   ฉันกับพวกน้องๆ ยังเคอะเขินกันอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่ยากที่จะคุยกัน ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในร่างของรักแรกพบ พวกเราก็ยังคงกินด้วยกัน นอนห้องเดียวกันเหมือนเดิม แต่อนาคตคงไม่มีใครรู้
   “เป็นยังไงบ้างยายป้าหน้าสี่ขีด?”
   ฉันกำลังจิ้มเค้กชิ้นเล็กเข้าปากพอดีถึงกับชะงัก ฉายานี้ เสียงนี้น่าจะมีคนเดียวที่กล้าเรียก
   อะไรหน้าสี่ขีด มันมาจากไหนวะอยากรู้
   “หมายถึงหน้าแมวเหรอคุณ? น่ารักดีนี่”
   “เปล่าหมายถึงตีนกาคงจะสี่ขีดแล้ว ฮ่าๆๆ”
   แม่ง ปาก...ถอนหมั้นเสียดีไหม อย่างมากก็มีแค่สองขีดเท่านั้นเองเฟ้ย
   กำลังจะอ้าปากด่ากลับแต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าจริงจังแล้วถามอะไรก็ไม่รู้ เล่นเอางงเลย
   “รู้ไหมหัวใจคนเราอยู่ข้างไหน?”
   ก็ต้องข้างซ้ายสิถามได้ มีเหมือนกันที่อยู่ข้างขวาแต่ก็หายากแบบโคตรๆ เลยล่ะ
   เขายิ้ม หล่อแบบวัวควายตายล้มเลยเชียวละ
   “แต่ตอนนี้หัวใจของผมอยู่ข้างๆ คุณนะ”
   บรึ๋ม!
   ผู้ชายสายอ้อยคนนี้ได้กระทำการอุกอาจระเบิดหัวใจของฉันไปเสียแล้ว ปราการที่เคยก่อไว้พังทลาย อ้อยจนฉันใจอ่อนจนได้
   ไม่ไหวแล้ว หัวใจทำงานหนักมากเกินไปแล้ว