ผู้เขียน หัวข้อ: เมื่อฉันหลุดเข้าไปในโลกโอเมก้าเวิร์ส-ตอนที่ 18 ขอบคุณพรหมลิขิต  (อ่าน 86 ครั้ง)

noneko

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 136
    • ดูรายละเอียด
   “ยายป้าหน้าสี่ขีดใช่ไหมเนี่ย?”
   ฉันแหวใส่แม่ง อะไรนี่ยังไม่เชื่ออีกหรือยังไง
   “ก็ยายป้าหน้าสี่ขีดน่ะสิถามได้”
   “เรื่องนั้นไว้ทีหลัง ที่ผมอยากรู้ก็คือทำไมคุณถึงอยากแต่งงานกับเจ้าคิมมันต่างหาก ทีตอนหมั้นยังอิดออดอยู่เลย” คุณกันต์ผู้มีสติสตังค์ครบถ้วนที่สุดเพราะไอ้สันขวานกับน้องช่ออ้าปากค้างไปแล้ว
   “น้องรักมาหาฉันค่ะ น้องบอกว่าฝากพวกพวกน้องๆ ด้วยแล้วก็ขอให้ฉันรีบแต่งงานไปเสียที น้องอยากมาเกิดใหม่เต็มทีแล้ว”
   “เหอ? นี่ป้าไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเองใช่ไหม ตัวเองอยากแต่งแต่เอาเรื่องพี่ของพวกผมมาอ้างแทนอะไรแบบนี้น่ะ”
   ไอ้สันขวานหันขวับ เร็วมาก คอมันคงเคล็ดแน่วันนี้
   “ไม่ได้โกหกนะยะ”
   คุณกันต์เบ้ปาก ถามย้ำอีกครั้ง
   “แล้วคุณโอเคใช่ไหม?”
   “แน่นอน ได้สามีหล่อๆ รวยๆ ใครล่ะจะไม่อยากได้”
   ฉันหัวเราะแก้เขินขณะที่คุณธนาคิมมองตอบตาพราวเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้านู่นเลย อยากแต่งกับเขาละสิ อิๆ เขินจังเลยฉันแต่โคตรมีความสุขเลย

   มีความสุขมากในตอนที่อยู่โรงพยาบาล
   แต่ตอนนี้น่ะเหรอ พ่องสิ!
   ดันไปตกปากรับคำแต่งงานเสียได้ ลืมไปเลยว่ายังใส่ชุดนักเรียนอยู่เลย อายุก็แค่สิบเจ็ด ถ้าท้องโตตอนเรียนจะทำยังไง ขายขี้หน้าเขาตายชัก ไม่อยากซ้ำชั้นด้วย เรื่องของเรื่องก็คือหัวสมองของฉันเข้าขั้นปานกลางค่อนไปทางโง่เล็กน้อย ยิ่งพวกวิชาหลักอย่างคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ยิ่งไม่กระดิกเลยสักนิด พละก็ไม่เอาอ่าว
   ไม่ได้! ฉันต้องมีพวกไอ้สันขวานคอยติวหนังสือให้และลากฉันเรียนจบไปพร้อมพวกมัน
   รักแรกพบลูกรัก ว่าที่คุณแม่รักหนูนะลูกแต่ยังไม่ต้องรีบอยากมาเกิดตอนนี้ได้ไหม รอให้แม่เรียนจบมัธยมปลายก่อนแล้วกันแล้วขุ่นแม่สุดสตรองคนนี้จะอุทิศเวลาให้ลูกคนเดียวเลยลูกจ๋า
   ขอแม่เรียนจบก่อนนะลูกนะ
   ปากพล่อยไปแล้วเลยเอาคืนมาไม่ได้ แต่งก็คือแต่งแต่ก็เป็นแค่ในนาม แต่งงานแล้วฉันกับคุณธนาคิมก็ตกลงกันว่าจะแยกกันอยู่คนละบ้านต่อไปจนกว่าจะเรียนจบ ก็อีกไม่กี่เดือนเอง เรื่องบนเตียงสามีก็ไม่คิดบังคับอะไร ดูใจดีกว่าที่คิดแฮะ
   “คุณธนาคิม”
   ฉันเรียกเขาเสียงแผ่ว
   “ผมรู้ว่าคุณหิว กินเถอะ”
   “คุณใจดีมาก” ฉันโคตรซึ้งใจ
   เขายิ้มหวาน
   “ผมจะใจดีกว่านี้มากเลยถ้าคุณเปลี่ยนมาเรียกผมว่าคุณคิมหรือไม่ก็...ที่รัก”
   ฮิ้วววว!
   หวานจนมดจะขึ้นอยู่แล้วแต่ฉันก็ชอบนะ ฮิๆ ก็ตอนนี้เราแต่งงานกันแล้วนี่นาจะหวานกันไม่แคร์สื่อยังไงก็ย่อมได้อยู่แล้ว หันไปมองทางขวาสิ ตะวันเดินจูงมือไอ้สันขวานน้องเลิฟเหมือนกลัวใครจะมาแย่งไปทั้งที่ในงานก็ไม่มีคนนอกเลยแท้ๆ ไอ้สันขวานสะบัดก็แล้ว เดินหนีก็แล้วแต่ตะวันก็เดินตามไม่เลิกจนน้องฉันแทบจะหนีกลับขึ้นห้องแล้ว
   “ถ้ามึงยังตามกูอีก กูไปนอนละ แม่งน่ารำคาญ!”
   “งั้นกูขึ้นไปนอนกับมึงด้วย”
   “เชี่ย! มึงอย่ามาบ้า”
   “งั้นมึงก็แต่งกับกูสิ กูพร้อมสู่ขอ แค่มึงพยักหน้าก็พอแล้ว”
   ไอ้สันขวานทำปากพะงาบๆ
   “มึงจะมาว้อนอะไรกับกูนักหนา ไอ้รักเขามีเหตุให้รีบแต่งเว้ย เขาเป็นคู่โชคชะตากัน ความรักสุกงอมแบบทุเรียนปลาร้าอ่ะ ไม่รีบกินเดี๋ยวก็จะเน่าแล้ว แต่กูกับมึงมันไม่ใช่โว้ย!”
   แม่ง เปรียบได้น่าเกลียดมาก ความรักกับทุเรียนปลาร้า
   “กูก็อยากได้มึงเป็นเมียจริงๆ สักที ว่าไงหรือจะให้กูปล้ำ? มึงชอบแบบนั้นเหรอ?”
   “ไม่เว้ย อย่ามาใกล้กูนะมึง มาทางไหนไปทางนั้นเลย!”
   คู่นี้ก็ยังทะเลาะกันเหมือนเดิม ต้องโทษความใจแข็งของไอ้สันขวานและการจีบแบบฮาร์ดคอร์ของไอ้คุณตะวันแล้วล่ะ ถึงได้ยังไม่ลงเอยกันเสียที
   ส่วนทางดรัณกับน้องช่อคนดีนั้น
   “เอิ๊ก!”
   “รัณ เรอเสียงดังเชียวนะ”
   น้องช่อแซวดรัณด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูน่ารักน่าเอ็นดูเป็นที่สุด
   “เรอทักน่ะ”
   “หา?”
   “รักเธอไงล่ะ”
   ฮิ้วววว!
   มาแนวหวานอีกคนละ น้องฉันก็อายม้วนไปสิ
   “บ้า!”
   คนหนึ่งเดินหนีไปแล้ว ดรัณก็เดินตามไป หันไปมองทางคู่น้องคนกลางก็หายหัวไปแล้วเหมือนกัน งานนี้หนังอินเดียต้องมากันละ ดูเป็นชีวิตที่มีความสุขดีนะ
   ไม่รู้ว่าครอบครัวที่ฉันจากมาจะเป็นยังไงกันบ้างแต่ฉันก็ไม่อาจกลับไปเป็นอรสิริคนเดิมได้อีกแล้ว คงทำได้แค่คิดถึงพวกเขาเท่านั้นแล้วล่ะ

   ชีวิตหลังแต่งงานได้สองสามวัน
   เฮ้อ ตอนนี้ชีวิตดีมาก มีสามีมาส่งที่โรงเรียน เหลือบมองถุงผ้าข้างตัว มีข้าวกล่องติดไม้ติดมือมาให้อีกแน่ะ เห็นบ่นๆ กลัวว่าภรรยาจะไปกินของไม่มีประโยชน์เลยต้องตื่นแต่เช้ามืดมาทำข้าวกล่องให้คุณภรรยาวัยคราวลูก ฮ่าๆๆ
   “ใครนะบอกว่าอยากมีลูกเร็วๆ แต่ไม่ยอมนอนห้องเดียวกับสามี”
   “ขอเรียนจบก่อนสิคุณ” ฉันต่อรอง
   “ว้า! ต้องรออีกแล้วเหรอ?”
   “รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอจ้า แม้ข้างในจะเป็นป้าแต่หน้าตาก็วัยทีนนะจ้ะ หาใหม่อีกกี่คนก็ได้”
   ไม่แคร์อยู่แล้ว ปาดน้ำตาแล้วหาเอาใหม่นี่คือคอนเซ็ปต์
   “ใช่สิ ได้จูบไปแล้วนี่ มีแต้มต่อรอง”
   “บ้า ฝ่ายที่ต้องเสียหายมันคือฉันนะคุณคิม”
   “ครับๆ” คุณชายธนาคิมหัวเราะเหมือนไม่คิดอะไร แล้วหันมาสำรวจตัวฉัน ถามไล่ไปทีละอย่าง “กระเป๋าเงิน?”
   “ไม่ลืม อยู่นี่” ฉันชูกระเป๋าคล้องคอที่มีมือถืออยู่ในนั้นด้วย
   “มือถือ?”
   “อยู่ที่เดียวกัน”
   “หนังสือเรียนล่ะ?”
   “ครบๆ เช็คตารางเรียนแล้ว” เรื่องนี้ปกติน้องช่อช่วยดูให้ ตอนนี้ไปอยู่บ้านสามี สามีเลยช่วยแทน
   “กุญแจบ้าน?”
   “อยู่ในกระเป๋าเรียน”
   “งั้นอย่าลืมข้าวกล่อง”
   “จ้าคุณพ่อ”
   ฉันรับคำแล้วจะลงจากรถละแต่คุณสามีสะกิดก่อนฉันเลยหันไปหาอย่างงุนงง ฉันไม่น่าจะลืมอะไรแล้วนี่หว่า?
   คุณธนาคิมเอียงแก้ม
   เอ่อ...นี่แปลว่าจะให้หอมใช่ป่ะ
   กรุณาอายคนแถวนี้บ้างก็ได้นะคุณสามีที่รัก แล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีกล่ะนอกจาก...
   ฟอด!
   “ไปเรียนแล้วนะ ตอนเย็นเจอกัน”
   โบกมือบายๆ เสร็จฉันก็รีบออกมาจากรถเลย น้องๆ ยืนรออยู่แล้ว
   “ชีวิตป้าแฮปปี้น่าดูเลยนะ” ไอ้สันขวานยืนแคะขี้มูกมองด้วยสีหน้านิ่งสนิท “แต่กูไม่เอาด้วยคนหนึ่งล่ะ”
   เอ็งจะหนีได้อีกนานแค่ไหนวะ นั่นไง เห็นตะวันแม่งเดินมาละ
   “ผมว่าพี่วาแต่งงานก่อนผมแน่”
   เสียงน้องช่อคนดีมั่นใจมาก ฉันยังเห็นด้วยเลย
   “เชี่ย ไงกูก็ไม่แต่งกับคนอย่างไอ้ตะวันจัญไรหรอก ส่วนไอ้ดรัณกูก็ไม่อยากได้มันเป็นน้องเขยเหมือนกัน”
   น้องวาเอ๊ย เอ็งควรเอาตัวเองให้รอดก่อนนะลูก
   “ไงเมีย เมื่อคืนมึงอ่านไลน์แต่ไม่ยอมตอบกูนะ งอนหรือไงกูแค่ไปอาบน้ำแป๊บเดียวเอง?” เสียงไอ้ตะวันทักทายมา
   อ้อ ตกลงที่หน้าบูดนี่งอนว่าที่สามีหรอกเหรอ?
   เห็นสายตาฉันมองแบบยิ้มๆ ไอ้น้องวาก็คงเขินมันรีบเดินหนีไปเลย
   “กูโดดแม่ง!”
   “งั้นกูโดดด้วย เราจะได้ไปสวีทกันสองคนบนดาดฟ้าไงเมียรัก”
   “กูไม่ใช่เมียมึง! ส่วนมึงก็ควรจะเลิกขี้เกียจเรียนได้แล้ว แม่งรับปากพ่อกูไว้แต่ทำไม่ได้ ชาตินี้ก็อย่าหวังเลยว่ากูจะแลมึง”
   ไอ้สันขวานเถียงหน้าแดงแจ้ด ตะวันเลิกคิ้วยิ้มเจ้าเล่ห์
   “ขอบใจนะเมียที่ห่วงผัว งั้นกูไปเรียนจะได้เป็นผัวที่ดีของมึงไง ไปๆ มึงก็ต้องไปเป็นกำลังใจให้กูด้วยสิ”
   “กูไม่ไป ป้า เอ๊ย พี่รัก ไอ้ช่อ ช่วยกูด้วย!”
   “ผมบอกแล้วว่าพี่วาไม่รอดหรอก” น้องช่อถอนหายใจและหันมองดรัณที่เพิ่งลงมาจากรถ ดรัณเองมองคู่ตะวันกับสันตะวาที่เดินคุยกันไปเถียงกันไปอย่างนี้ทุกวัน
   “เขาเรียกพรหมลิขิตมั้ง” ดรัณพูดลอยๆ แต่ตามองแค่ช่อศิลาที่ก้มหน้ามองพื้นอย่างเคอะเขิน
   ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ยังคงไม่แตกต่างจากโลกที่จากมาเลย
   บางทีฉันเองก็ต้องขอบคุณพรหมลิขิตที่เล่นตลกกับชีวิตฉันเหมือนกัน ขอบคุณที่ทำให้พวกเราได้มาเจอกัน ชีวิตใหม่ในร่างของรักแรกพบก็ไม่แย่นักหรอก