ผู้เขียน หัวข้อ: สวัสดีเชฟ-1  (อ่าน 236 ครั้ง)

admin

  • Administrator
  • Jr. Member
  • *****
  • กระทู้: 74
    • ดูรายละเอียด
สวัสดีเชฟ-1
« เมื่อ: ตุลาคม 01, 2018, 11:13:30 AM »
 
บท 1  สวัสดีเชฟ


 


สวัสดีเชฟ
การจะตั้งชื่อบล็อกมันยากนะ กว่าจะได้คำนี้ออกมา  ตั้งชื่อให้มันทั้งง่ายทั้งมีความหมาย
คนที่คิดได้ก็คิดง่าย แต่คนอย่างฉัน เป็นคน ไม่ง่าย
ฉันคัดชื่อนี้มาจากจำนวนห้าสิบชื่อที่ฉันคิดได้ ในเวลาสิบนาที   
ทำไมต้องสวัสดีเชฟ
ก็เพราะฉันเป็นคนชอบกิน ฉันมีสกิลในการกินอย่างหาตัวจับยาก
เพราะฉันกินแล้วฉันจะรู้เลยว่า อาหารนั้นทำมาจากอะไร ทำวิธีไหน
อ๊ะ ที่มันเป็นทักษะพิเศษ  ฉันรู้โดยที่ฉันไม่ต้องลงมือทำเองด้วย
ฉันมีจมูกเป็นเลิศ มีลิ้นเป็นเยี่ยม  และไม่ต้องห่วงว่า ที่ฉันจะเขียนเล่านี้
ฉันจะไปมองหาร้านหรูมีระดับ นั่นไม่อยู่ในสายตาของฉัน
ทาเก็ตของฉันคือ หาอะไรอร่อยๆ จับต้องได้ สบายกระเป๋า ใส่เสื้อยืด
กางเกงยีน รองเท้าแตะ รวมเบ็ดเสร็จทั้งตัวไม่ถึงร้อย
ก็กินได้สบายๆ    ถ้ามีคนเลี้ยง
มันเป็นร้านริมถนน ที่เราจะได้เข้าใจชีวิตของคนรอบข้างใกล้ตัวไง
และถ้าร้านไหนที่ถูกใจ ฉันให้มีดเป็นการการันตี
 ฉันไม่ให้ดาว เอาไปทำไม
หั่นอาหารก็ไม่ได้  มีดสิ มีดสิ ที่มีประโยชน์ต่อเชฟ
อย่าแปลกใจที่ฉันเห็นความสำคัญของมีด เพราะว่า ฉันคือ ป้ามีด
ผู้ที่จะมาบอกเล่าเกี่ยวกับการกิน
กินเข้าไปเถอะ ตราบใดที่ยังกินได้
รักจากใจคนชอบกิน ป้ามีด
(อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ในบล็อกนี้ หรือทุกที่บนโลก)

 
 
 “นี่คุณน่านยังอ่านบล็อกยัยป้าเพี้ยนอยู่เหรอครับ”

เสียงถามอย่างแปลกใจ พร้อมกับกาแฟแก้วหนึ่งก็ถูกวางไว้ที่ข้างตัวของน่านน้ำ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาละสายตาจากจอมอนิเตอร์แต่อย่างใด เมื่อพูดว่า

“ลุงอิฐ อยากเชิญคนเขียนบล็อกนี้มาเที่ยวที่บ้าน”

“อะไรนะกัน คุณอิฐ อยากรู้จักยัยป้าเพี้ยนจริงๆ เหรอ ผมนึกว่าท่านพูดเล่น”

น่านน้ำอมยิ้มนิดๆ กับคำเรียก ยัยป้าเพี้ยน ก็เป็นชื่อที่เขาตั้งให้เจ้าของบล็อกนี้ตั้งแต่ยังไม่เคยอ่านด้วยซ้ำ แต่ที่เขารู้จักก็เพราะลุงของเขา ชอบเล่าให้ฟัง

“ป้ามีดเล่าถึงการทำอาหาร สูตรอาหาร หรือร้านอาหารที่ไปกินมา มันก็ตลกดี คนเขียนเป็นคนมีอารมณ์ขันมาก”

ตอนแรกเขาก็ดีใจ สบายใจที่ลุงของเขามีอะไรทำเพลินๆ ขณะที่กำลังทำกายภาพบำบัดหลังเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ จนเดินไม่ได้ แต่เมื่อผ่านไปเป็นสองสามเดือน ดูเหมือนลุงของเขา จะพูดถึงบล็อกป้ามีดบ่อยครั้ง จนถึงกับเอ่ยปากต้องการให้ป้ามีด คนนี้มาชิมอาหารที่ลุงของเขาจะเป็นคนทำจากสูตรของเจ้าหล่อน ที่เขียนขึ้นเองด้วย

“ป้ามีดเขาเขียนสูตรขึ้นมา โดยให้คนอื่นทำตาม ไม่เคยลงมือทำเอง”

เขาไม่เคยเชื่อถือ คนที่เขียนสูตรอาหารขึ้นมาโดยไม่เคยทำมาก่อน เพราะมั่นใจว่า ลอกที่อื่นมาแน่ ป้ามีดคนนี้ จึงเพี้ยน และถือได้ว่าเป็นคนที่ไม่เห็นความสำคัญของคนปรุงอาหาร  เขาอาจจะไม่สนใจไปเลยก็ได้ ถ้าลุงจะไม่ย้ำกับเขาถึงสามครั้งในสัปดาห์นี้

“ฉันเชิญป้ามีด มาที่บ้านของเรา และเธอตกลงว่าจะมาแล้ว”

ลุงมีท่าทีดีอกดีใจมาก เหมือนกับจะได้ออกเดทกับสาวอย่างไรอย่างนั้น แต่มันจะไม่เป็นไรเลยถ้าหาก จะไม่บอกให้เขาเป็นคนช่วยเทคแคร์เรื่องที่พัก

“ลุงบอกว่า จะเป็นจ่ายค่าที่พักและเดินทางให้ และ...เธอบอกว่า อยากจะเข้าดูครัวในร้านอาหารของโรงแรมด้วย”

นี่มันเป็นการก้าวก่ายชัดๆ ในความเห็นของเขา ลุงอิฐจะหลงเสน่ห์ป้ามีดก็เป็นเรื่องของลุงอิฐ แต่จะเข้าไปในครัวของเขาด้วยนี่สิ ไม่มีทาง
แล้วก็เพราะอยากจะรู้ว่า ป้ามีดนี้เป็นใคร ทำอะไรบ้าง มีตรงไหนที่เขาพอจะมองออกว่า กำลังจะหลอกลวงลุงเขาอยู่หรือเปล่า เป็นไปได้ไหมว่า จริงๆ แล้วเป็นเพราะอยากจะมาสอดแนมในเรื่องของเขา มันทำให้เขา ต้องมาอ่านบล็อกที่ชื่อ สวัสดีเชฟ

แต่แค่เขียนอย่างนี้ เขาก็คิดว่า ไม่ได้มีภูมิรู้จริงในเรื่องอาหาร นอกจากจะเขียนเอาสนุกๆ  แม้กระทั่งพวกสูตรเคมีต่างๆ ก็โผล่ขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล   แต่กระนั้นบล็อกนี้มีคนติดตามประมาณพันคน ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับความไร้สาระอย่างนี้

อีกเหตุผลหนึ่งที่เขายังไม่คิดอยากจะให้ใครมายุ่งวุ่นวายที่บ้าน  ก็เพราะเขามีแขกคนสำคัญจะมาพบเขาเหมือนกัน เป็นแขกที่เขาเชิญมา และเขาอยากจะแนะนำให้รู้จักกับลุงของเขา เธอเป็นผู้หญิงที่น่านับถือ เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือของเขา อายุของลุงเขาแม้จะมากกว่าหล่อนประมาณสิบปี แต่เขาก็คิดว่า คนอายุห้าสิบห้า กับผู้หญิงประมาณสี่สิบที่ยังโสด น่าจะไปด้วยกันได้ดีกว่าป้าเพี้ยนคนนี้ ดูจากที่เขียนบล็อกสิ ทั้งมั่วเอาฮาแค่นั้น

เขากำลังจะปิดบล็อกนั้น แต่แล้วก็ไปเห็นอีกเอนทรีหนึ่ง รีวิวหนังสือ เขานิ่งเมื่อมองปกหนังสือ  แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจอ่าน จนจบ ก่อนจะนิ่งอยู่นาน จึงหยิบมือถือขึ้นมา

“ลุงอิฐ บอกป้ามีดของลุงเลยนะครับว่า เธออยากจะเมื่อไหร่ก็มาได้เลย”

คำพูดของเขาทำให้ ทะเล หนุ่มหน้านิ่งที่เป็นทั้งเพื่อนและผู้ช่วย ถึงกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่เพราะความที่คุ้นเคยรู้ใจเป็นอย่างดี ทำให้เขาสรุปได้ว่า คุณน่านต้องโกรธอะไรสักอย่างยัยป้าเพี้ยนนี่แน่ๆ ถึงยอมให้มาเมื่อไหร่ก็ได้!


****
“นี่แกจะไปจริงๆ เหรอยัยมีด”

“ก็ไปสิ” มีดหรือจุรีตอบแล้วก็หยิบเม็ดมะม่วงหิมพานต์โยนใส่ปาก

“ถ้าหาก นายคนนั้น ชื่อไรนะ”

“ลุงอิฐ”

“เออ ถ้าเขาเป็นฆาตกรโรคจิต หลอกแกไป จะทำไง”

“ฉันก็จะเอามีดจิ้มพุงมันเลยสิ”  จุรีตอบเพื่อนซี้ที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่าง่ายๆ  ก่อนจะหันไปทางเคาน์เตอร์

“ใบพลู ฉันขอยืมมีดแกไปด้วยนะ”

“ไม่ ครั้งที่แล้วยืมไป แกยังไม่คืนฉัน” ร่างของสตรีสาวที่ง่วนอยู่ที่เตาอบตะโกนตอบ

“อ้าวเหรอ นึกว่าคืนแล้ว” จุรีพยักหน้าหงึกๆ กับตัวเอง มองสบตาเพื่อนที่นั่งตรงหน้าใหม่ “แต่ไวไฟแกไปกับฉันไหม ลุงอิฐจ่ายค่าเดินทางที่พักให้ด้วย แถมบอกจะพาเพื่อนไปกี่คนก็ได้”

“ไม่ งานฉันยุ่งจะตาย”

“ก็หยุดส่งแก๊สเองเสียทีสิ ให้ลูกน้องทำ หรือคิดจะไปส่งแก๊สหาส่องหนุ่มๆ”

ถั่วในมือวงรัศมี เขวี้ยงไปที่ใบหน้าของจุรีทันทีกับคำพูดนี้

“อย่าเล่นอย่างนั้น ของกินนะ มันจะรกร้านฉัน”

เสียงจากทางเคาน์เตอร์ตะโกนมา แต่ทั้งคู่ไม่สนใจ เมื่อต่างโยนถั่วใส่กัน เพียงแต่ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นโยนใส่ปากกันและกันอย่างคุ้นเคยมากกว่า

“พวกแกนี่ น่ารำคาญ”

กณิกาหรือใบพลูเดินมาวางจานคุกกี้บนโต๊ะดังปัง จุรีเลยยอมถูกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ปาหน้า เพราะหยุดปากรับ ใช้มือไปหยิบเอาคุกกี้เคี้ยวใส่ปากแทน

“สูตรใหม่เหรอ” จุรีถาม เคี้ยวช้าๆ ขณะอีกมือหนึ่งก็หยิบคุกกี้ดม “ฉันไม่เข้าใจ ทำไมจะต้องมาทำสูตรใส่พวกสมุนไพรไปด้วย อาหารเพื่อสุขภาพยังไง หลอกตัวเองหรือเปล่า เออจะกินทั้งที มันต้องกินให้เต็มที่สิ”

“มันก็มีบางคนเขาต้องการกินแต่ยังห่วงน้ำหนักและสุขภาพอยู่นี่” กณิกาให้เหตุผล มองเพื่อนอย่างจดจ่อ จุรีนั้นออกจะพูดพล่าม แต่รสปากนั้นจัดเป็นเลิศ เรียกว่า ถ้าชิมผ่าน แสดงว่าอร่อย เตรียมทำขายได้เลย

“การตลาดทั้งนั้น” จุรีพูดแล้วก็กัดคุกกี้ไปอีกสองชิ้นพร้อมกัน “อร่อย  ผ่าน”

“ตลกบริโภคละแก” วงรัศมีพูดใส่

“แกไม่ต้องพูดเลย  อาทิตย์นี้ฉันหาลูกค้าให้แกได้ตั้งสามคน อย่าให้ทวงบุญคุณนะ”

“หาลูกค้า ที่แกไปเสนอราคาต่ำกว่าที่ฉันขายปกติ”

“อ้าว ดูสิ” จุรีหันไปทางกณิกาทำหน้าพยักเพยิด  “แกดูสิ ฉันไม่อยากดูถูกเพื่อนหรอกนะ แต่ไวไฟมันจบวิศวะมา มันเลยไม่รู้ว่า การตลาดมันก็ต้องล่อใจด้วยการลดราคา ถังแรกลดสิบเปอร์เซ็นต์ ถังต่อไปลดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ มันจะเท่าไหร่เชียว ต่อไปเขาก็จะต้องซื้อแก๊สกับมันเป็นประจำ ถนนทั้งสายนั้นมันครองส่งแก๊สเลย”

“ไม่ต้องมาพูดดี” วงรัศมีแว้ดใส่ “ไอ้ลดราคาฉันยังไม่ว่า แต่แกดันบอกจ่ายเป็นอาหารที่เขาขายก็ได้นี่สิ ใครจะไปกินแบบนั้นทุกวันเฮอะ”

“ฉันไปกินทุกวันแทนแกก็ได้” จุรีทำหน้าซื่อตอบ “จริงไหมใบพลู หรือชวนต้วมเตี้ยมก็ได้”

“ยัยกะล่อน หุบปากเลย ขอให้ได้ไปเจอลุงโรคจิตนั่นจริงๆ เถอะ”

 วงรัศมีพูดออกมาอย่างเหลืออด แต่จุรีหัวเราะไม่สนใจนัก ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพราะเธอเป็นเพื่อนสนิทกับวงรัศมีและกณิกามานาน จะมีแต่เรื่องกระเซ้าเย้าแหย่กันไปตามประสา ลับฝีปากกันเล่นเท่านั้น
 
“ฉันจะไปวันอังคารหน้า ไปด้วยกันไหมใบพลู” เธอเปลี่ยนหาคู่หูใหม่

“ไม่ว่าง จะทำสูตรคุกกี้สมุนไพร กับคุกกี้มังสวิรัติ”

“งั้นฉันก็ต้องไปคนเดียว”

“จะไปจริงน่ะ” วงรัศมียังอดถามไม่ได้

“จริง”

“ทะเลาะกับพี่ปืนหรือพี่จักร ถึงจะหนีหน้า”

ใบพลูถามอย่างรู้ดี  แต่จุรีส่ายหน้า

“ไม่ใช่ ฉันไปเพราะฉันสงสัยบางอย่าง”

“จะใช่ฆาตกรโรคจิตจริงหรือเปล่าใช่ไหม” วงรัศมียังอดไม่ได้

“แกนะสิ คำก็ฆาตกร สองคำก็โรคจิต ไปส่งแก๊สบ้านร้างๆ ก็ระวังเอาไว้เถอะจะเจอเสียเอง” จุรีย้อน ก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ที่ฉันไปก็เพราะว่า เขารู้ในสิ่งที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”

“อะไร”

“การเจียวไข่”

วงรัศมีหยิบคุกกี้เขวี้ยงใส่ พร้อมกับที่กณิกาทุบที่ไหล่จุรีทันที แต่จุรีก็รับเอาคุกกี้ใส่ปาก พูดอย่างจริงจังว่า

“เมื่อหลายวันก่อนโน้นๆ  ฉันเขียนสูตรเจียวไข่ลงในบล็อก แล้วบอกว่า สูตรนี้ไม่ใช่แค่สำหรับคนพิเศษ แต่ยังมีกลอนพิเศษกำกับอีกด้วย ใครอยากแต่งกลอนให้สูตรนี้้บ้าง มีหลายคนแต่งเล่น แต่...” จุรีหยุดยิ้มเคี้ยวคุกกี้ช้าๆ มองหน้าเพื่อนที่กำลังฟังอย่างสนใจ หวังจะให้วงรัศมีหรือกณิกาถาม แต่ทั้งคู่ก็ยังมองสบตาเธอเฉยอยู่

“แต่อะไรคะ”
 
เสียงใสเล็กๆ สอดขึ้นมา ทำให้ทั้งหมดหันไปมอง แล้วร่างของเด็กสาวหน้าใสแต่อวบอิ่ม กำลังเดินเข้ามา  ก็ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็เป็นจังหวะที่จะแก้หน้าให้จุรีเป็นอย่างยิ่ง เพราะแสดงว่ายังมีคนสนใจฟัง ทำให้เธอมีทางลง

“เติมเต็มมาพอดีเลย อยากรู้เดี๋ยวพี่มีดเล่าต่อ มานั่งนี่ กินคุกกี้กันก่อน ใบพลู แกไม่มีน้ำชาสูตรใหม่สำหรับน้องต้วมเตี้ยมเหรอ เออ เอามาให้ฉันด้วย แกก็กินใช่ไหมไวไฟ”

ตอนท้ายจุรีรีบพูดเร็ว เมื่อถูกปลายเท้าหนึ่งยันใส่ เป็นการเตือนจากวงรัศมี เพราะเธอเผลอเรียกเติมเต็มว่า ต้วมเตี้ยม อีกแล้ว  เจ้าตัวก็ไม่ได้โกรธหรอก แต่ทุกคนตั้งใจเอาเองว่า จะเลิกเรียกเติมเต็มอย่างนั้น เพื่อเรียนรู้ที่จะเคารพผู้อื่นไม่เอาสภาพร่างกายคนอื่นมาล้อเลียน นี่เป็นกฎที่ตั้งขึ้นใหม่กันเมื่ออาทิตย์ก่อนจากเธอเอง แต่เธอก็ลืมเองเพราะเคยปาก

กณิกาเดินไปเอากาชา และคุกกี้มาเพิ่ม เพราะมีสมาชิกใหม่มา แล้วจุรีก็เล่าต่อว่า

“ลุงอิฐคนนี้ เขาส่งข้อความหลังไมค์มาให้ฉัน เป็นกลอนเกี่ยวกับสูตรนี้ ซึ่งมันทำให้ฉันประหลาดใจมาก”

“ทำไมคะ คนแก่อาจจะเขียนกลอนเก่ง  พี่มีดไม่ควรจะประทับใจง่ายๆ  นะคะ ในโซเซียลหลอกกันได้ง่ายมากค่ะ” เติมเต็มพูดอย่างเป็นจริงเป็นจัง

“ค่ะ พี่ก็คิดอย่างนั้น” จุรีเสริม ไม่คิดจะเถียงเด็กสาวที่มีพี่ชายเป็นนักสืบเด็ดขาด เพราะพี่ชายของเธอที่เป็นตำรวจก็เตือนบ่อยๆ

“กลอนของเขาไม่ได้ไพเราะเพราะพริ้งอะไรหรอก เพียงแต่ว่า ฉันเคยเห็นมันมาก่อนแล้ว”

“เออ แล้วทำไม แกไปสนใจอะไร เขาลอกกลอนมาใครมาเหรอ” วงรัศมีถาม

จุรีส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ แต่กลอนนั้นฉันเคยเห็นจากสมุดบันทึกของป้านาง ตรงที่เขียนสูตรไข่เจียวนี่พอดี”


“ป้านางนี่เหรอมีกลอนเก็บไว้”

“แกไปขโมยอ่านบันทึกของป้านางอีกแล้วเหรอยัยมีด”

“กลอนเขียนว่าอะไรเหรอคะพี่มีด”

สามเสียงที่พูดขึ้นพร้อมกัน บ่งบอกทัศนคติของทั้งสามได้เป็นอย่างดี  กณิกาสนิทสนมกับป้านางเพราะเป็นคนชอบทำอาหารทำขนมเหมือนกัน แต่วงรัศมีชอบกินไม่ต่างจากเธอและเธอเคยเล่าถึงการไปแอบอ่านไดอารีป้านางให้ฟัง ส่วนเติมเต็ม ความละเอียดอ่อน และเข้าถึงประเด็นได้เร็วมักจะทำให้เธอนับถือบ่อยครั้ง

“พี่จำกลอนไม่ได้หรอก แต่กลอนนั้นพี่คิดว่า เป็นของป้านาง และป้านางเขียนเอาไว้ตั้งแต่ตอนสาวๆ หรือไม่ก็มีคนรักแล้วอกหัก คงมีไม่กี่คนที่รู้ เลยทำให้อยากจะไปเจอตัวเขา”

“แกอยากจะสืบเรื่องป้านาง” วงรัศมีสรุป

จุรีพยักหน้า “นั่นก็ใช่ แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันสนใจ เพราะลุงอิฐบอกว่า จะพาฉันเข้าไปในครัวของโรงแรมน่านน้ำ และจะแนะนำเชฟน่านน้ำให้ฉันรู้จักด้วย”

กณิกาตาโต “แกหมายถึงเชฟน่านน้ำ ที่เขียนสูตรอาหารขายระดับโลก  แต่โคตรหยิ่ง โคตรเก็บตัว ไม่สนใจทำตัวเป็นข่าวในประเทศแม้แต่น้อย แถมยังมีต้นห้องหน้าตายอยู่คน และยังไม่ได้แต่งงาน หนำซ้ำแกยังเคยเขียนประชดประชันเขาเรื่องตำราที่เขาเขียนและยัง...”

“ใช่ คนนั้นแหละ” จุรียืนยันตัดบท

“แกจะรู้ได้ไงว่า ลุงอิฐนี่จะไม่หลอกแก” วงรัศมีถามอีก

“อ้าว ก็ฉันถึงจะไปให้รู้ยังไงล่ะ ว่าไหมต้วมเตี้ยม เอ๊ยเติมเต็ม อยากไปกับพี่ไหม” ถามแล้วจุรีก็หยิบคุกกี้มาใส่ปาก ขณะที่เติมเต็มส่ายหน้า

“ไม่ค่ะ เต็มจะไม่อยากรู้ในเรื่องแบบนั้นกับคนแปลกหน้า ที่อาจจะเป็นฆาตกรโรคจิต”

จุรีถึงกับอึ้ง แต่วงรัศมีกับกณิกาหัวเราะออกมาอย่างสะใจที่ได้พวก

“เออ น้องเต็มเตี้ยม เคยสะอึกคุกกี้ตายไหมคะ”

จุรีถามแต่แล้วก็อดจะหัวเราะออกมากับชื่อที่ตัวเองเรียกน้องใหม่ไม่ได้ เสียงหัวเราะจึงดังลั่นร้าน แม้แต่เติมเต็มก็ต้องหัวเราะไปด้วย เพราะเจ้าตัวไม่เคยแคร์เลยว่าใครจะเรียกยังไง ได้กินอร่อยเป็นดีที่สุดต่างหาก!

*****
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 16, 2018, 02:17:40 PM โดย admin »

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
Re: สวัสดีเชฟ-1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2018, 11:45:36 AM »
โห คุณฟีจุดไฟเขียนด้วยบทแรกเลยค้าบ
ปูตัวละครหลายตัวเลย สุดยอดดด...

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
Re: สวัสดีเชฟ-1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 12:06:03 AM »
อ่านเรื่องนี้ต้องดูแผนผังไปด้วย ใครเป็นใคร จำไม่ได้เลย ฮาๆๆๆ
หนุกๆๆ เอาอีกค่ะ  ;D ;D

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 122
    • ดูรายละเอียด
Re: สวัสดีเชฟ-1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 12:04:13 PM »
น้องมีดของพี่จักรจะบุกรังฆาตกรโรคจิตแล้ว เดี๋ยวพี่ไปสืบราชการลับแปบ ช่วยเหลือตัวเองก่อนนะน้อง

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 240
    • ดูรายละเอียด
Re: สวัสดีเชฟ-1
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2018, 12:06:17 AM »
เอ๊ะ แรลลี่นี้ ตรีม อาหาร หรือเนี่ย  ไม่อยากกกกก อ่านนนน  :'(

มันโหดร้ายมากก ติด16+ มีการทารุณจิตใจแน่นอน ฮ่าๆๆๆ มีการใช้ความรุนแรง

เห็นมั้ยคะ ฉากสุดท้าย มีการข่มขู่ ตัวละครอีกตัว เรื่องคุกกี้ และความตาย
 :o (โหดจริงๆ กร๊ากกกๆๆๆ)

เชียร์ไม่ถูกเลย ว่าอยากให้พี่ฟี เขียนเรื่องไหนจบดี ฮ่าๆๆ เรื่อง นะคะ ก็มาก่อนนะความจริง
แต่เรื่องนี้ ก็ยาวกว่า ติดไฟเขียนง่ายกว่าหรือเปล่านะ ฮ่าๆๆ
Licht und Schatten トーキョーグール-