แรลลี 25 : แข่งเขียนนวนนิยายให้จบใน 3 เดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2561) > 3. ทอม สิริ / noneko

นายตั้งต้น 3 บทที่ 1

(1/1)

lung_tom:
บทที่ 1
   ผมเป่าลมออกจากปาก พลางเอนหลังแตะพนักพิงเก้าอี้เมื่อภาพยนตร์ซีรี่ส์ในจอโน้ตบุ๊กจบตอนลง คิดในใจว่าคนทำหนังเรื่องนี้คิดได้ยังไงหนอ เขาทำได้ยังไงถึงได้ตรึงผมได้เป็นชั่วโมงๆ โดยแทบจะไม่กะพริบตา ผมว่ามันเป็นความเก่งกาจยิ่งยวดในการเล่าเรื่อง
 
ซีรี่ส์ที่ว่าเป็นเรื่องของตัวละครที่มีความสามารถในการจับโกหกคนได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เขาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบกลับของมนุษย์ จนถึงขั้นที่ว่าเพียงเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายแสดงปฏิกิริยาออกมา เขาจะรู้ทันทีว่าคนคนนั้นพูดจริงหรือกำลังปิดบังอะไรบางอย่างหรือกำลังโกหกคำโต แนวคิดของหนังมันน่าเชื่อ เพราะรีแอ็คชั่นหรือปฏิกิริยาของคนเรานั้นเป็นไปตามธรรมชาติไม่อาจฝืนได้จริงๆ ตกใจก็เหลือกตาอ้าปากอย่างนี้ โกรธก็จะปากย่นแยกเขี้ยวอย่างนี้ เรื่องแบบนี้มีเขียนเป็นตำราไว้ด้วยสิ ผมเคยเห็น ดูเหมือนจะชื่อ ภาษากาย หรืออะไรประมาณนี้ล่ะ

ตลอดทั้งซีรี่ส์นายคนนี้จะไขคดีฆาตกรรมได้ด้วยการจับโกหกคนไปเรื่อยๆ ผมล่ะทึ่งจริงๆ ที่เขาใช้แนวคิดนี้มาสร้างเรื่องราวเป็นตุเป็นตะออกฉายได้ปีละยี่สิบสามสิบตอน แถมยังสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่สองที่สามตามมาอีกแน่ะ  ผมจะทำอย่างนี้บ้างได้ไหมหนอ ผมจะเขียนนิยายเล่าเรื่องราวที่ตรึงคนอ่านได้อย่างนี้ไหม สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี มันเป็นความฝันเฟื่องของคนอยากเป็นนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนอย่างผมครับ

ผมชื่อนายตั้งต้น เรียนกราฟิกดีไซน์จบมาหลายปีแล้วล่ะ แต่ใจมันกลับฝักใฝ่อยู่กับตัวหนังสือในนิยายสืบสวนสอบสวนที่ชอบอ่าน มากเสียจนคิดว่าอยากจะลองเขียน แล้วผมก็เขียนมันขึ้นมา ลองลงเป็นตอนๆ ในเว็บนิยายแห่งหนึ่ง ไม่ค่อยมีคนมาอ่านหรอกครับ ยิ่งยอดคอมเม้นท์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย จะมีก็นักอ่านใจดีรายหนึ่งที่แปะอมยิ้มไว้ให้สามอันทุกครั้งที่ผมลงตอนใหม่ ใครก็ไม่รู้ ใจดีจริงๆ ทีแรกผมคิดว่าเป็นยัยเติมเต็มน้องสาววัยรุ่นของผมนะ แต่ดูทรงแล้วไอ้นี่มันไม่อ่านนิยายหรอก ไม่ใช่ยัยเติมเต็มแน่นอน

การเขียนนิยายสักเรื่องให้จบ บอกเลยว่าเป็นการเดินทางไกลมากๆ ครับ ผมใช้เวลาเป็นปี วันแล้ววันเล่าเป็นร้อยๆๆ วัน กว่าจะมาถึงบรรทัดสุดท้ายที่เขียนว่าจบบริบูรณ์ แล้วยังอ่านทวนแล้วทวนอีกแก้แล้วแก้เล่าอย่างกับคนย้ำคิดย้ำทำ กว่าจะรวบรวมความกล้าส่งต้นฉบับเรื่องแรกในชีวิตไปยังสำนักพิมพ์ที่ผมปลื้ม

คุณเชื่อไหมตอนคลิกส่งอีเมล์น่ะ มือผมเย็นเหงื่อแตกซกไปทั้งตัวด้วยความตื่นเต้น แล้วตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อีเมล์ของผมก็เงียบกริบ ร้างไร้ความเคลื่อนไหว ช่างวังเวงเสียนี่กระไร

ผมคงไม่ทุรนทุรายกับการรอคอยคำตอบนัก ถ้าไม่ใช่คนตกงาน!

กลับมาสู่เรื่องจริงที่ไม่อิงนิยาย ผมตกงานมาสี่เดือนกว่าแล้วนับตั้งแต่กลับมาจากเชียงใหม่ เมื่องานสร้างบ้านดินให้ลุงตู๋กับป้าแหววเสร็จสิ้นลง นั่นเป็นงานล่าสุดที่ผมทำ เมื่อลุงเปิดรีสอร์ทบ้านดินได้ตามกำหนดผมก็กลับกรุงเทพ มีเงินมาให้แม่ก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องอาศัยกินข้าวแม่ติ๋วอีกครั้งเมื่อยังหางานใหม่ทำไม่ได้สักที มันก็รู้สึกละอายใจล่ะครับ โตแล้วยังเกาะแม่กินเนี่ย พยายามออกหางานทำนะครับ ผมออกหางานทุกวันแต่ยังหาไม่ได้เสียที

พอมาระยะหลังผมเริ่มเขียนนิยายได้ไหลลื่น จากวันละสามสี่บรรทัดไปเป็นวันละครึ่งหน้า แล้วก็ได้สองสามหน้า จนกระทั่งเครื่องติด ผมเขียนได้วันละห้าหกหน้าแบบลืมเวล่ำเวลา เงยหน้าขึ้นมาจากงานอีกทีก็มืดค่ำ หรือไม่ก็สว่างคาตา ช่วงนั้นผมขอแม่ติ๋วเลยว่าอยากเขียนนิยายให้จบ อยากทำความฝันให้เป็นจริงสักครั้ง จึงไม่ได้ออกไปตระเวนหางานทำอย่างเคย ผมเก็บตัวอยู่แต่ในห้องนอนตัวเองเพื่อเขียนนิยายออกมาจนจบ

นิยายเรื่องแรกในชีวิตผมชื่อ  รัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น เป็นเรื่องราวของอดีตเจ้านายของผมที่โดนฆาตกรรมครับ และผมก็บังเอิญให้เป็นคนพบศพแก จึงได้มีส่วนในการไขคดีฆาตกรรมนั่นด้วย ความรู้สึกนึกคิดเวลาเขียนเรื่องนี้มันจึง อิน จนเห็นภาพชัดแจ๋ว ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้ไหลลื่นเป็นน้ำบ่ากันเลย

พอเขียนจบน้ำตาแทบไหล มันภูมิใจที่มีต้นฉบับเป็นของตัวเอง หลังจากเที่ยวอวดคนรอบข้างจนเขาพากันเบื่อ ผมก็ส่งงานไปที่สำนักพิมพ์สืบอักษร ของบก.ปรวีย์ นักเขียนแนวสืบสวนสอบสวนและโรแมนติกซัสเพนส์ที่ผมปลื้มนักหนานั่นล่ะครับ ผมมีโอกาสได้รู้จักแกก็ตอนไปทำงานสร้างบ้านดินอยู่ที่เชียงใหม่ แกเป็นลูกค้าที่พักรีสอร์ท์ของลุงผม แต่กว่าจะรู้ว่าคือบก.ปลา เจ้าแม่ซัสเพนส์ แกก็ขึ้นรถกลับลงมากรุงเทพซะแล้ว เลยไม่ได้ตีสนิทกันเลย น่าเสียดายจริงๆ

สี่เดือนผ่านไป ผมยังเป็นฤษีเฝ้าถ้ำอยู่แต่ในห้องนอน ไม่ได้ออกไปหางานหาการทำอีกเลย เพราะใจมันบอกว่าเมื่อมีเรื่องแรกแล้วก็ต้องเขียนนิยายเรื่องที่สองได้สิ ผมตัดสินใจลองอีกสักตั้ง เก็บความรู้เรื่องกราฟิกดีไซน์ที่ร่ำเรียนมาไว้ก่อน แล้วทั้งวันทั้งคืนผมก็จมจ่อมอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก หาข้อมูลเพื่อเขียนนิยายเรื่องที่สอง ผมเซฟข้อมูลที่น่าสนใจเก็บไว้มากมายเหมือนคลังแสง บางครั้งก็ดูหนังซีรี่ส์เก่าๆ ที่เคยซื้อเก็บไว้ หรืออ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน เรียกได้ว่าชีวิตของผมจมหายลงในโลกของจินตนาการและข้อมูลมหาศาลแบบมิดหัวเลยล่ะครับ

ยิ่งได้ดูหนังซีรี่ส์ดีๆ อย่างนี้ มันเหมือนมีไฟหล่อเลี้ยงความฝันว่าผมจะต้องเขียนนิยายเล่าเรื่องออกมาตรึงคนอ่านได้อย่างนี้สิน่า ผมหยิบหนังแผ่นใหม่ใส่ลงในช่องดีวีดี ข้าวปลาไม่รู้สึกหิวเพราะกำลังมัน

ติ๊ง!

เสียงสัญญาณระบบเตือน พร้อมกับสัญลักษณ์อีเมล์ปรากฏขึ้นที่ขอบจอโน้ตบุ๊ก คุณเชื่อไหม... ผมชะโงกพรวดเข้าไปใกล้ จ้องมองมันจนตาแทบจะติดหน้าจอ

“เฮ้ย! มีอีเมล์มาจริงๆ ด้วย”

แทนที่จะคลิกเปิด ผมกลับนั่งจ้องมองไอคอนอีเมล์อยู่พักหนึ่ง ไม่กล้าเปิดเข้าไปครับ กลัวว่าจะเป็นอีเมล์จากสำนักพิมพ์สืบอักษร ทั้งที่ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ก็เฝ้ารออีเมล์ตอบกลับจากสำนักพิมพ์นี้เท่านั้น

ก็มันกลัวคำตอบไง!

ถ้าเขาตอบปฏิเสธต้นฉบับมา ความฝันของผมเป็นปีๆ รวมทั้งความหวังที่จะมีต่อไปข้างหน้า มันคงล่มสลาย
แล้วเอ็งจะนั่งจ้องมันอยู่อย่างนี้จนชั่วฟ้าดินดับเหรอวะ ไอ้ป๊อด!

ผมเล็งเม้าส์ หลับตา แล้วคลิก!

สำนักพิมพ์สืบอักษร มีความยินดีจะแจ้งให้ท่านทราบว่า ต้นฉบับเรื่อง รัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น ผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์แล้ว...

ผมขนลุก เบิ่งตามองประโยคตรงหน้าที่อยู่ในจอ อ่านมันซ้ำไปซ้ำมาทั้งอ่านในใจและอ่านออกเสียงดังๆ
งานผมผ่านแล้วใช่ไหม? เขารับพิมพ์งานแล้ว! เสียงตะโกนลั่นอยู่ในหัวของผม
“เฮ้ยยย!! มิ้นต์” ผมเรียกชื่อเธอออกมา พลางควานหาโทรศัพท์มือถือที่อยู่ใต้กองแผ่นกระดาษเกะกะบนโต๊ะทำงาน พอเจอก็กดโทรหาเธอทันที

หมวดมิ้นต์ หรือร้อยตำรวจตรีหญิงมินตรา คือตำรวจข้างบ้าน คือเพื่อนบ้านที่เช่าบ้านแม่ผมหลังที่ติดกับบ้านผม คือเพื่อนที่เรียนโรงเรียนเดียวกับผมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คือคนสำคัญที่คอยเป็นกำลังใจทั้งปลอบทั้งขู่ให้ผมเขียนนิยายได้จบ เธอเป็นหลายอย่างมากๆ ในชีวิตของผม
มีเพียงตำแหน่งเดียวที่ผมยังไม่กล้าเรียกเธออย่างเต็มปาก นั่นก็คือ... เป็นหวานใจของผม
ก็เพราะผมยังไม่กล้าบอกความรู้สึกออกไปให้เธอรู้ครับ ว่าแต่เธอจะอยากรู้หรือเปล่าเหอะ
คนแอบรักเพื่อนคงเข้าใจเหตุผลของผมดี เฮ้อ... เรื่องนี้ขอติดไว้ก่อน มีโอกาสผมจะระบายให้ฟัง แต่ตอนนี้ผมต้องบอกมิ้นต์ครับ ผมอยากตะโกนบอกเธอดังๆ ว่า... นิยายของผมผ่านพิจารณาแล้วววว...

ไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียก...
จนยัยคนในโทรศัพท์พูดเสียงแบนๆ กลับมานั่นล่ะผมถึงทำความเข้าใจได้ว่ายัยมิ้นต์คงจะปิดโทรศัพท์ และตอนนี้เธอก็ไม่อยู่กรุงเทพด้วย เธอบอกผมไว้แล้วว่าจะไปราชการต่างจังหวัดสองสามวัน อาจจะติดต่อลำบากหน่อย ป๊าดดดดด...
ผมต้องบอกข่าวดีกับใครสักคน ก่อนที่อกผมจะระเบิด!

“ตั้งต้น” เสียงแม่ติ๋วเรียก แกเคาะประตูแล้วเปิด โผล่หน้าเข้ามาจังหวะนั้นพอดิบพอดี
“แม่ค้าบบบ...” ผมเรียกแม่เสียงดังจนแกชะงักไป “แม่ครับ งานผมผ่านพิจารณาแล้วครับ เย้!!” ผมตรงเข้าไปกอดแม่ อุ้มแกหมุนไปรอบห้องตัวลอยละลิ่วเพราะแม่ผมเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ในขณะที่ผมสูงร้อยเก้าสิบกว่าและหนักแปดสิบกว่ากิโลกรัม น้องๆ ยักษ์
“เฮ้ยๆๆ ปล่อยๆ เดี๋ยวฉันล้มกระดูกกระเดี้ยวหัก” แม่ทุบบึกๆ เรียกสติผม
ผมวางแกลงแต่ยังกอดแกไว้แน่น ปากก็พูดประโยคเติมไม่หยุด “งานผมผ่านแล้วแม่”
“งานอะไรของแก” แม่ยืนนิ่งๆ เลิกคิ้วถาม
“นิยายที่ผมเขียนผ่านพิจารณาแล้วครับ” ผมยื่นหน้าไปบอกแม่ จ้องตาแกเป๋ง
“เออดี” แม่ติ๋วพเยิดหน้า “จะได้ออกไปหางานหาการทำซะที วันๆ ดูแต่หนังเนี่ย”
“หูย แม่อ่า...” ใจผมเหี่ยวลงมาตั้งครึ่ง หน้าตาแม่เฉยสุดๆ ไม่เห็นจะดีใจไปกับผมเลย แถมยังมีบ่นเรื่องดูหนังอีก แม่มองว่ามันไร้สาระ แต่ผมมองว่ามันคือการเติมไฟเติมข้อมูลลงในคลังแสง จะมีใครเข้าใจนักเขียนมั่งไหมเนี่ย
“แล้วไอ้ที่ลงไว้ในเว็บน่ะเมื่อไหร่จะจบซะทีวะ ลงมั่งไม่ลงมั่ง ยังไงของแก” แม่พเยิดหน้าใส่อีกที
“อะไรนะแม่” คราวนี้ผมเป็นฝ่ายอึ้งไปสิบวินาทีครับ เพราะไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าคนที่ถามถึงนิยายที่ผมเอาลงในเว็บจะเป็นแม่ตัวเอง “แม่อ่านนิยายของผมในเว็บด้วยเหรอ”
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันยังใส่หน้ายิ้มให้แกทุกทีเลย จำไม่ได้เหรอ” แม่ย่นหัวคิ้ว
แม่จ๋า... นักอ่านใจดีคนเดียวคนนั้นก็คือแม่นี่เอง แต่หน้าแม่กับอมยิ้มนั่นมันเหมือนกันเสียที่ไหน ใครจะไปรู้ว่าเป็นแม่ แต่ผมไม่ได้พูดออกไปหรอกครับ ทำได้แค่กอดแกไว้แน่นๆ พึมพำออกไปว่า “ขอบคุณครับแม่” ได้เท่านั้นเพราะน้ำตาทำท่าจะหยด
“แล้วแม่รู้ได้ยังไงว่านิยายเรื่องนั้นผมเป็นคนเขียน แล้วแม่รู้จักเว็บนั้นได้ยังไง... แล้ว...” ผมอดถามเสียไม่ได้
“น้องแกมันบอก” แม่ตัดบทแล้วก็เดินไปนั่งที่ปลายเตียง หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน “นี่ฉันก็จะมาคุยกับแกเรื่องยัยเติมเต็มนี่ล่ะ”
สีหน้าแม่ทำให้ผมเก็บคำถามทั้งหมดรวมทั้งเรื่องต้นฉบับผ่านของตัวเองไว้ก่อน แล้วลากเก้าอี้มานั่งใกล้แม่ “เติมมันเป็นอะไรเหรอแม่”
“แกมันก็มัวแต่เป็นนางห้องอยู่นี่ล่ะ ไม่รู้มั่งเลยหรือไงว่าน้องนุ่งกลับบ้านกี่โมงกี่ยาม” แม่ยกมือขึ้นเท้าเอวทั้งที่นั่งอยู่บนเตียง
“เติมมันกลับบ้านดึกเหรอครับ”
“ย่ะ เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่ห้าทุ่มเที่ยงคืนน่ะถึงจะเดินเข้าบ้าน ถามว่าไปไหนมาก็บอกแต่ว่าไปทำงาน” แม่ค้อนผมแทนมัน
“หา... ทำงาน” ผมล่ะงงสิครับ ก็เติมเต็มมันอายุสิบแปด ยังเรียนมัธยมปลายอยู่เลย
“อ้าว ไอ้นี่ก็ไม่รู้อีก น้องแกมันมาขอไปทำงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอม” แม่ค้อนสองวง
“เอ๋า” ผมก็ไม่รู้จริงๆ นั่นล่ะครับ ก็น้องมันบอกแม่ไม่ได้บอกกับผมนี่นา “แล้วแม่ให้มันทำเหรอ”
“เออสิ... ก็มันคิดดี บอกปิดเทอมตั้งนานเป็นเดือน อยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ พวกเพื่อนๆ มันชวนกันไปทำงานพาร์ตไทม์ ได้ค่าขนม ดีกว่าอยู่เปล่าๆ”
ผมงี้หน้าร้อนฉ่าเลยครับ ก็ไอ้คนที่อยู่บ้านเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์น่ะ มันยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ไง ตอนนี้ผมนี่ล่ะเป็นคนเดียวในบ้านที่ตกงาน “แล้วมันทำงานที่ไหนล่ะแม่” ผมถามแก้เก้อ
“ไม่รู้เว้ย แกไปจัดการ ฉันไม่อยากพูด น้องแก... แกต้องดูแล” แม่เบ้ปากเป็นรูปสระอิ ก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้องดื้อๆ ซะอย่างงั้น
“ยัยเติมเต็ม” ผมแยกเขี้ยวพร้อมกับเรียกชื่อน้องสาวตัวแสบ

ไอ้นี่มันแสบจริงๆ ครับ มันเป็นน้องสาวคนเดียวของผม กำลังจะจบมัธยมปลายและเข้ามหาวิทยาลัยเร็วๆ นี้ล่ะ อายุสิบแปดเรียกว่าเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อทีเดียว นี่ขนาดว่ามันไม่ใช่สาวสวยอะไรนะครับ แค่หน้าตาพอดูได้ แต่มันน่ะหุ่นเหมือนไจโก๊ะ น้องสาวไจแอนท์ในการ์ตูนโดราเอมอนโน่น
ถ้าได้ยินผมนินทาอย่างนี้มันคงเอาผมตาย จะว่าไปหลังๆ มานี่มันก็ลดหุ่นลงมาได้พอท้วมๆ ไม่ถึงกับอ้วนกลมเหมือนก่อนหรอกนะครับ อย่างว่า... มันเริ่มเป็นสาวแล้วนั่นล่ะ และถึงยัยเติมเต็มจะอ่อนกว่าผมเจ็ดปี แต่มันไม่เคยลงให้ผมหรอกครับ มันเป็นเด็กฉลาด ปากน่ะคมกริบ จะดุจะเตือนทีต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย ถ้าปล่อยช่องโหว่ล่ะคุณเอ๋ย มันย้อนให้เจ็บแสบเชียวล่ะ

เอาเถอะ... งานนี้แม่มอบหมายให้พี่ชายอย่างผมจัดการ ยังไงก็ต้องจัดไปล่ะครับ เพียงแต่ว่าผมต้องหาข้อมูลให้รอบคอบเสียก่อน ขืนดุ่ยๆ เข้าไป จะโดนยัยหมูเขี้ยวตันย้อนให้หน้าแหกเปล่าๆ

buddy:
เย้ นิยายผ่านพิจารณาแล้ววววว...

คิดถึงโมเมนท์นี้สุดชีวิต  :'( :'(

ตามฝัน:
ในที่สุดก็รู้แล้ว เจ้าของลักยิ้มนั้นคือใคร แต่งานจะเข้าเติมเต็มรึเปล่าคดีนี้ ลุ้นๆ

ไอวินทร์:
มาส่งกำลังใจค่ะ ลุงทอม โพสนิยายติดจรวดเช่นเคย
ถ้าจำไม่ผิด ลุงทอม กะคุณโนเนะโกะ เคยอยู่ห้องบัดดี้ด้วยกัน แล้วพากันจบด้วย
สู้ๆๆ นะคะ ลุงทอม

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Go to full version