ผู้เขียน หัวข้อ: ฤๅนาง บทที่ 1  (อ่าน 29 ครั้ง)

ตามฝัน

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 122
    • ดูรายละเอียด
ฤๅนาง บทที่ 1
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2018, 11:22:25 AM »
บทที่ 1
   
       “พี่กฤต! เร็วกว่านี้ได้มั้ย เดี๋ยวกัญจน์สาย!”

   เสียงตะโกนโหวกเหวก ทำให้คนถูกเร่งตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง อยากหาอะไรไปอุดปากเจ้าของเสียงแหลมแสบแก้วหูชะมัด กัญจน์ณิชาจะตื่นเต้นอะไรนักหนา กับอีแค่ไปสำรวจเมืองโบราณที่เพิ่งถูกค้นพบ เขาไม่ต้องไปถึงที่นั่นยังรู้เลย ว่ามีแต่ซากอิฐซากปูนเก่าๆ ที่ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ อย่างมากก็แค่บ่งบอกว่าที่แห่งนั้นมีอายุกี่ร้อยกี่พันปี สืบไปสืบมาใครเป็นกษัตริย์ มีเรื่องราวการปกครองยังไง ก็แค่นั้น จะอยากรู้ไปทำไม เรื่องอดีตไม่มีใครกลับไปแก้ไขได้ ปัจจุบันต่างหากที่สำคัญที่สุด 

   กฤตพลเดินลงบันไดยังไม่ถึงชั้นล่างดี เสียงยัยตัวยุ่งก็ดังขึ้นอีกระลอก

   “พี่กฤต”

    “โอ๊ย นี่มันวันหยุด เร่งอยู่ได้ ออกเช้าขนาดนี้ ยังไงก็ไปทัน”

   “มีหน้าที่ไปส่ง ห้ามบ่น กัญจน์ไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยว ตัวเองนั่นแหละช้าอยู่ได้ ทำอย่างกะคนแก่”

   โดนสวนกลับมาแบบนี้มีหรือกฤตพลจะยอม เขาอ้าปากเตรียมจะตอบโต้ แต่โชคกลับเข้าข้างอีกฝ่าย เพราะเมื่อคุณนายมณีเดินออกมาจากในครัวพร้อมชามข้าวต้มหอมกรุ่น ท่านก็เอ่ยเสียงห้ามทัพที่ค่อนข้างเอนเอียงไปทางคนเริ่มก่อนอย่างไม่ต้องสงสัย
   
        “พอๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว กฤตมากินอะไรให้เรียบร้อย จะได้ไปส่งน้อง”

   ข้าวต้มที่มีหมูสับโรยอยู่ด้านบนส่งกลิ่นหอมชวนกินเป็นอย่างมาก ยิ่งมารดาวางบนโต๊ะตรงหน้าเขา กฤตพลอยากกระโจนใส่ทีเดียว แต่พอเหลือบไปมองคนที่ต้องไปส่ง รายนั้นก็พเยิดหน้าให้เขาดูนาฬิกาที่แขวนบนผนัง แล้วใครจะกล้านั่งกินท้องไม่รู้ร้อนล่ะ อีกอย่าง ขืนยังเอ้อระเหยอยู่แบบนี้ กัญจน์ณิชาสายแน่ แต่เขาก็ไม่อยากรับผิดให้ยัยตัวยุ่งได้ใจ

        “ผมไปส่งก่อนดีกว่า เดี๋ยวนั่งกินไม่มีความสุข รำคาญหู มีคนมายืนบ่น”

แค่พูดกระทบน้องสาวนิดเดียว ท่านผู้พันพงษ์ศักดิ์อดีตนายตำรวจตระเวนชายแดนวัยปลดเกษียณที่นั่งดูข่าวหน้าจอโทรทัศน์เงียบๆ อยู่นาน ถึงกับส่งเสียงขึ้นทันที
   
        “เราน่ะช้าเองตากฤต ยังจะไปว่าน้องอีก”
   
        “ใช่ค่ะพ่อ กัญจน์ย้ำแล้วยังอีก ว่าต้องไปส่งตอนหกโมงครึ่ง พี่กฤตก็นอนขี้เซาอยู่ได้ ไปปลุกเป็นร้อยรอบ กว่าพี่ท่านจะยอมตื่น”

   ยัยตัวยุ่งส่งเสียงเจื้อยแจ้วระบุความผิดของเขา แต่ใช่ว่าท่านผู้พันจะเห็นดีด้วยกับการกระทำของลูกสาว

        “พ่อว่าพี่เขา เราไม่ต้องเสริม ยังไงตากฤตก็เป็นพี่ เราเป็นน้อง จะพูดจะทำอะไรก็เอาให้มันพอดี”
   
        กฤตพลสบโอกาส ขยับปากพูดไร้เสียงทับถมคนถูกดุ “สมน้ำหน้า” แต่นั่นใช่จะรอดสายตาอดีตนายตำรวจตระเวนชายแดนไปได้
   
       “น้องทำไม่ได้ ใช่ว่าพี่จะทำได้ เราก็ชอบแกล้งน้องอยู่เรื่อย โตกว่ายัยกัญจน์ตั้งหลายปี แทนที่จะทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ นี่อะไร ต่อล้อต่อเถียงกันเหมือนเด็กอนุบาล”

   ทีนี้ถึงคราวที่เขาต้องเงียบบ้าง แล้วคุณนายมณีก็ปิดคดีตบท้ายให้เหมือนทุกครั้ง

        “เป็นไงล่ะ ชอบเถียงกันดีนัก โดนดุแต่เช้า สบายใจกันรึยัง ถ้าสบายใจแล้ว กฤตรีบไปส่งน้อง กัญจน์ยกของใส่รถหมดแล้ว เดี๋ยวข้าวต้มแม่ใส่ตู้เย็นไว้ให้ กลับมาค่อยอุ่นกิน” 
   
        “ครับ” เขารีบเดินออกไปขึ้นรถ ปล่อยให้กัญจน์ณิชาล่ำลาผู้ให้กำเนิดทั้งสอง แต่ยังได้ยินเสียงมารดากำชับลูกสาวนักหนาว่า อย่าดื้อ อย่าซน ให้เชื่อฟังอาจารย์มานิตย์ อาจารย์ประจำคณะโบราณคดีซึ่งเป็นเพื่อนของเขาที่ร่วมเดินทางไปสำรวจเมืองโบราณที่เพิ่งค้นพบพร้อมนักศึกษาในครั้งนี้ด้วย เขาได้ยินยัยตัวยุ่งเอ่ยแต่ ค่ะ ค่ะ ค่ะ

        โธ่ คุณนายมณีจะห่วงอะไรนักหนา กัญจน์ณิชาเรียนปีสี่จะจบอยู่ไม่กี่เดือนนี้แล้ว ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ เขาจะให้มานิตย์ปล่อยทิ้งไว้ที่เมืองโบราณนั่นแหละ   

        และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องสาวของเขาออกภาคสนามพร้อมกับทางมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เพียงแต่ครั้งนี้อาจใช้เวลานานกว่าทุกครั้ง เพราะเป็นการฝึกงานก่อนเรียนจบไปในตัว

        เขาไม่รู้หรอก ว่าเมืองโบราณที่กัญจน์ณิชากำลังจะเดินทางไปสำรวจมีความสำคัญอย่างไร ทำไมทุกคนต้องดั้งด้นเข้าไปหา กฤตพลรู้เพียงแค่ว่า เป็นสถานที่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ยังไม่มีใครเคยเข้าไปสำรวจนอกจากเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรเพียงไม่กี่คน และเป็นพื้นที่อยู่กลางป่าใกล้เขตชายแดน ทีมที่เข้าร่วมสำรวจในครั้งนี้จึงต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าสามเดือนในการอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่นักศึกษาปีสี่ต้องออกฝึกงาน ทางมหาวิทยาลัยจึงถือโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจยื่นจดหมายขอฝึกงานกับทางกรมศิลปากรเสียเลย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
   
        ถูกใจยัยตัวยุ่งล่ะ ฝึกงานภาคสนามแบบนี้ และทีมสำรวจของกรมศิลปากรชุดนี้ก็เป็นทีมที่กัญจน์ณิชาเคยร่วมงานด้วยมาก่อน ไม่ต้องห่วงเรื่องการปรับตัว

        จะว่าไป มันก็แปลกอยู่เหมือนกัน ที่ตั้งแต่เด็กกัญจน์ณิชาชอบฝันถึงเมืองโบราณกับผู้หญิงคนหนึ่งเสมอๆ และคำสัญญาอะไรบางอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เขาฟังเธอเล่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวามาตลอด เรื่องราวที่ได้ยินก็วนเวียนอยู่แค่นั้น เหมือนคนเล่าฝันเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ และเขาก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ

         เพราะสำหรับเขา ความฝันยังไงก็คือความฝัน สิ่งที่กัญจน์ณิชาเห็นยามหลับ  คงเป็นเพียงจินตนาการของคนชอบเรื่องประวัติศาสตร์...เท่านั้น

   
         เสียงเครื่องยนต์กระตุกสองสามทีก่อนจะดับ สมาชิกที่ร่วมโดยสารมากับรถตู้ของทางมหาวิทยาลัยจากกรุงเทพฯ ซึ่งประกอบไปด้วยนักศึกษาชายสามคน นักศึกษาหญิงสองคน และอาจารย์มานิตย์ พากันลงจากรถเพื่อเปิดทางให้คนขับทำการแก้ไขเครื่องยนต์ได้สะดวก
   
         กัญจน์ณิชายืนพิงต้นไม้หลบแดดอยู่กับเพื่อนผู้หญิงที่มาด้วยกัน ชวนดูนั่นนี่คุยเล่นฆ่าเวลา แล้วน้ำก็ชี้ให้เธอดูบดินทร์ ปอ ทวี ที่หากิจกรรมแก้เบื่อด้วยการปีนขึ้นต้นไม้บริเวณนั้น แน่ล่ะ เมื่ออาจารย์มานิตย์หันมาเห็นก็เป็นเรื่อง

         “จะปีนขึ้นไปทำไมกัน ลงมาเดี๋ยวนี้ ตกลงมาแข้งขาหักเดี๋ยวยุ่งไปกันใหญ่”
   
          “ครับ”
   
          กัญจน์ณิชาได้ยินแต่เสียงขานรับ แต่ไม่มีใครยอมลงจากต้นไม้ อาจารย์มานิตย์ได้แต่ทำท่าฮึดฮัดแล้วหันไปช่วยคนขับรถดูเครื่องยนต์ต่อ

          สองชั่วโมงผ่านไปกับการแก้ไขเครื่องยนต์ที่ดับอย่างไม่ทราบสาเหตุยังไม่เป็นผลสำเร็จ ในขณะที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ บรรยากาศสองข้างทางเป็นป่า ถนนหนทางไร้ซึ่งผู้คนสัญจร อย่างน้อยก็สองชั่วโมงที่ผ่านมา กัญจน์ณิชายังไม่เห็นบุคคลใดผ่านมาทางนี้สักคนเดียว

            จากสถานการณ์ที่ติดอยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้ เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าอาจารย์มานิตย์มีท่าทีกระวนกระวาย คอยหยิบโทรศัพท์มือถือเดินหาสัญญาณเป็นระยะๆ แต่ไม่เป็นผล เพราะตลอดเส้นทางที่เริ่มเข้าสู่แนวป่า สัญญาณโทรศัพท์ที่ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ณ ตอนนี้ ไร้ซึ่งสัญญาณโดยสิ้นเชิง และเมื่ออาจารย์มานิตย์หันมามองลูกศิษย์ที่ยังอยู่บนต้นไม้ ก็ต้องตกใจ เพราะมีคนหนึ่งอยู่สูงกว่าใครเพื่อน

   “นายบดินทร์ จะขึ้นไปสูงทำไมขนาดนั้น ลงมาเดี๋ยวนี้”

   “โธ่ อาจารย์ ผมขึ้นมาช่วยดูทางหนีทีไล่ให้ไง ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะได้หนีถูกทาง”

   “ไอ้ที่พูดน่ะ ปากเหรอ”

          เห็นการยอกย้อนของเพื่อนแล้ว กัญจน์ณิชาเลยต้องทำตัวเป็นแนวร่วมให้อาจารย์มานิตย์ซะหน่อย ยิ่งรถมาเสียแบบนี้คงหงุดหงิดน่าดู “บดินทร์ลงมา” ทว่าคนถูกเรียกสนใจที่ไหน ยังสอดส่ายสายตาอยู่บนที่สูง แล้วอยู่ๆ ก็ตะโกนขึ้น
   
           “อาจารย์! อาจารย์!”
   
          “อะไร!”   

           “พระ พระ มีพระนั่งปักกลดใต้ต้นไม้ด้านใน”
   
            ท่าทางตื่นเต้นพร้อมการชี้นิ้วเข้าไปในป่า เรียกความสนใจจากทุกคนให้หันไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างอัตโนมัติ พวกที่อยู่บนต้นไม้พากันยืนชะโงกหน้าออกไปมอง แล้วบดินทร์ก็คิดอะไรขึ้นมาได้
   
            “อาจารย์ ไปไหว้พระกัน ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยเจอพระธุดงค์ตัวเป็นๆ เลย”
   
            กัญจน์ณิชาได้ยินถึงกับสะดุ้ง บดินทร์พูดทำนองอย่างกับไม่เคยเห็นดาราตัวเป็นๆ นี่พระนะเนี่ย ใช้ศัพท์ได้ชวนทัวร์นรกมาก  “นายนี่น่าส่งกลับไปเรียนพระพุทธศาสนาใหม่ พระธุดงค์ท่านจะแปลกอะไรนักหนา ก็เหมือนพระที่กุฏินั่นแหละ แค่ท่านออกมาธุดงค์ในป่า”

      “พระน่ะไม่แปลกหรอก แปลกที่อยู่ในป่านี่แหละ กลางป่าแบบนี้ ใครจะตามมาใส่บาตร คิดซะบ้างสิ” บดินทร์เถียงไม่ลดละ แล้วก้มหน้าคุยกับอาจารย์ของตนต่อ “อาจารย์ ไปกราบพระกัน ผมอยากเข้าไปดูใกล้ๆ”

   “เจตนาแบบนี้ ระวังเถอะ นรกจะกินหัว” กัญจน์ณิชาว่าประชด แล้วหันไปมองคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะเธอเองก็อยากไปกราบพระเช่นกัน แต่ดูท่าอาจารย์มานิตย์จะลังเล ทว่า เสียงบดินทร์ก็เร่งขึ้นมาอีก

   “อาจารย์ ไปกันเถอะ ใกล้แค่นี้เอง”

   นั่นแหละคนถูกเอ่ยชวนถึงสองครั้งจึงตัดสินใจเดินไปหาคนขับรถที่กำลังพยายามหาทางแก้ไขรถที่เสีย “อีกนานมั้ยครับกว่าจะเสร็จ”

   “ตอบไม่ได้ครับอาจารย์ เท่าที่ดู เครื่องยนต์ก็ปกติ ไม่มีอะไรรั่ว หรือน็อตตัวไหนหลวม แต่ทำไมสตาร์ทไม่ติดก็ไม่รู้ ก่อนมานี่ผมเอารถเข้าอู่เช็กสภาพเรียบร้อยแล้ว ช่างก็บอกว่าพร้อมเดินทางไกล แต่ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ก็ไม่รู้ครับ” คนขับรถถึงกับขมวดคิ้วมุ่น

         และคำตอบของคนที่ชำนาญเรื่องเครื่องยนต์มากที่สุดในตอนนี้ ทำให้กัญจน์ณิชารู้สึกว่าคณะอาจารย์และนักศึกษาต้องได้เดินทางเข้าป่าไปกราบพระธุดงค์อย่างแน่นอน เธอเห็นอาจารย์มานิตย์ยืนนิ่งมองเครื่องยนต์เหมือนคิดอะไร เพียงชั่วครู่ก็บอกับคนขับรถว่า

        “ถ้าอย่างนั้นผมพาเด็กๆ ไปกราบพระธุดงค์ก่อนนะครับ”

   “ครับ” คนขับรถตอบเสร็จก็ก้มหน้าก้มตาดูเครื่องยนต์ต่อ

   แล้วเสียงอาจารย์คณะโบราณคดีก็หันมาคุยกับลูกศิษย์ “เอ้า พวกที่อยู่บนต้นไม้ลงมากันได้แล้ว ทำตัวสงบเสงี่ยมแล้วไปกราบพระธุดงค์ บดินทร์ลงมานำทาง”

   “ครับ”

         ตัวต้นเรื่องรีบลงจากต้นไม้อย่างไว ท่าทางยืดอกภูมิใจที่นานๆ จะได้เป็นผู้นำ ทำให้กัญจน์ณิชาอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือเข้าไปใกล้หวังทุบหลังคนนำทางสักที แต่รายนี้หลบได้ตลอด แถมส่งเสียงหัวเราะทิ้งท้าย ส่วนอาจารย์มานิตย์ก็หยิบขวดน้ำที่ยังไม่ได้เปิดติดตัวมาด้วย

        แม้กัญจน์ณิชาจะรู้สึกว่าเมืองโบราณที่ต้องมุ่งหน้าไปฝึกงานอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่รถเสียมากนัก แต่เมื่อการเดินทางมีอันต้องสะดุด เข้าป่ากราบพระธุดงค์ก็นับเป็นเรื่องดี เพราะถึงอย่างไร วันนี้พวกเธอก็ต้องไปถึงที่นั่นอยู่แล้ว เธอเชื่ออย่างนั้น

        และการเดินเท้าเข้าป่าใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที คณะอาจารย์และนักศึกษาก็มาถึงใต้ต้นไม้ที่มีพระธุดงค์พียงรูปเดียวนั่งปักกลดกำลังหลับตาทำสมาธิ อาจารย์มานิตย์นำทุกคนก้มกราบ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงพากันนั่งพับเพียบ

        กัญจน์ณิชามองพระธุดงค์ที่อยู่ตรงหน้า เธอเหมือนเคยเห็น เคยเห็นที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออก เมื่อท่านลืมตาขึ้นมา สิ่งที่เห็นมีแต่ความอ่อนโยนผ่านทางแววตา

        “นมัสการครับหลวงพ่อ” อาจารย์มานิตย์ใช้สรรพนามแทนพระธุดงค์ด้วยคำที่บุคคลทั่วไปชอบเรียกพระสงฆ์ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาตนเอง

         “เจริญพรโยม”

          “พอดีรถพวกเราเสียอยู่แถวนี้ เห็นหลวงพ่อนั่งปักกลดอยู่ เลยนำน้ำมาถวาย” อาจารย์คณะโบราณคดีประเคนขวดน้ำที่ถือมาแด่พระธุดงค์ เมื่อท่านรับเสร็จก็หยิบตาลปัตรที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมา   

           “รับพรกันนะ”
   
           ทุกคนยกมือขึ้นพนม รับพรจากบทสวดภาษาบาลี แล้วเอ่ย “สาธุ” ขึ้นพร้อมกัน เมื่อพระธุดงค์วางตาลปัตรไว้ข้างกายตามเดิม อาจารย์มานิตย์จึงสนทนาต่อ

           “หลวงพ่อมาปักกลดรูปเดียวเหรอครับ” พระธุดงค์พยักหน้า มานิตย์จึงถามต่อ “ท่านจะยังอยู่ที่นี่อีกนานมั้ย ผมจะได้นำของมาถวาย”

            กัญจน์ณิชามองพระธุดงค์ที่กำลังกวาดสายตามองพวกเธอ แล้วท่านก็เอ่ย
   
            “ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มีเพียงบ่วงกรรมและคำสัญญาที่ทำให้ใครบางคนต้องกลับมา พบเห็นสิ่งใด รู้สึกสิ่งใด ให้สติยึดมั่นดวงจิต อย่าเตลิดไปกับสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เห็นอาจไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง มีหน้าที่อย่างไร ทำไปอย่างนั้น อย่ายึดติดสิ่งใดให้เป็นผลพวงตามติดกันไปทุกภพทุกชาติอีกเลย”
   
            คำพูดของพระธุดงค์ทำให้บดินทร์อดสงสัยไม่ได้ “หลวงพ่อเทศน์เรื่องอะไรครับ ผมไม่เข้าใจ”
   
           อย่าว่าแต่บดินทร์เลย กัญจน์ณิชาเองก็ไม่เข้าใจ และแน่ใจว่าคนอื่นๆ คงคิดเหมือนกัน พระธุดงค์ท่านมองหน้าบดินทร์ก่อนจะมองเลยมาที่เธอแล้วหยุดนิ่ง

           “ผู้ร่วมชะตากรรมเท่านั้นที่รู้ ผู้ที่ยังติดอยู่กับคำสัญญาที่เข้าใจ จำไว้นะโยม ใช้สติให้มากกว่าดวงจิต”
   
            แล้วบดินทร์ก็ถามขึ้นมาอีก “หลวงพ่อจะบอกอะไรกับใครรึเปล่า”
   
           ทว่ากลับไม่มีคำตอบจากพระธุดงค์ บดินทร์ทำท่าจะถามอีกครั้ง แต่อาจารย์มานิตย์รีบหยุดคนอยากรู้เอาไว้

           “พอแล้วบดินทร์”

           สายตาพระธุดงค์มีแต่ความอ่อนโยนยามทอดมองทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหน้า “กลับไปที่รถกันเถอะ เดี๋ยวจะถึงที่พักดึก”
   
           “กราบลาล่ะครับ” อาจารย์มานิตย์นำนักศึกษาก้มลงกราบ แล้วพาเดินกลับ
   
             สำหรับกัญจน์ณิชา เธอยังติดใจคำพูดของพระรูปนั้น เหมือนท่านกำลังจะบอกอะไรบางอย่าง กับใครสักคน ซึ่งความรู้สึกลึกๆ บอกว่าเป็นเธอ

             และเมื่อเดินกลับมาถึงรถที่จอดเสียอยู่ไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง ปรากฏว่ารถสตาร์ทติดทันที คนขับเองยังหาคำตอบไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าเวลานี้ไม่มีใครอยากถามหาเหตุผล ทุกคนรีบขึ้นรถออกเดินทางต่อ

              โดยเฉพาะกัญจน์ณิชา เธออยากไปที่เมืองโบราณจะแย่แล้ว
   
   
             นาทีที่คณะรถตู้จากกรุงเทพฯ เฝ้ารอก็มาถึง เมื่อคนขับสามารถนำพาหนะที่จอดนิ่งร่วมสองชั่วโมงมาจอดบริเวณที่ตั้งเต็นท์สำหรับสร้างเป็นที่พักชั่วคราวของทีมสำรวจ ห่างจากตัวปราสาทหินที่ตั้งตระหง่านใจกลางป่าประมาณห้าร้อยเมตรได้สำเร็จ เท่ากับการเดินทางเป็นอันสิ้นสุด

             ทว่า กัญจน์ณิชากลับมีความรู้สึกเหมือนตนเองได้กลับบ้าน ทั้งที่ที่นี่คือป่าชายแดน 

             เธอมองอาจารย์มานิตย์ก้าวลงจากรถเป็นคนแรก และทุกคนที่เหลือก็ตามกันลงมา คนอื่นๆ ขยับแข้งขยับขาบรรเทาอาการเมื่อยขบ ผิดจากเธอที่มองบรรยากาศรอบด้านเหมือนคุ้นเคย และพี่ยศหัวหน้าทีมสำรวจก็รีบเดินเข้ามาหาอาจารย์มานิตย์

            “ผมเป็นห่วงแทบแย่ สองทุ่มแล้วยังไม่เห็นมาถึงกันสักที”
   
            “ขอโทษครับคุณยศ พอดีรถเสียระหว่างทางเข้ามาที่นี่ สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี”
   
           “เฮ้อ เห็นทุกคนปลอดภัยผมก็หายห่วง” หัวหน้าทีมสำรวจถึงกับถอนหายใจโล่งอก “เดี๋ยวแยกย้ายเก็บข้าวของเข้าที่พักแล้วไปอาบน้ำกันก่อนนะครับ ค่อยมาทานข้าว ไม่ต้องทำความรู้จักอะไรกันมากมาย คนคุ้นเคยทั้งนั้น”

           “ครับ”

           “น้องผู้หญิงอยู่เต็นท์ด้านซ้ายกับพี่รัตติกาล พี่ชมพู่ ส่วนน้องผู้ชายอยู่เต็นท์ด้านขวากับอาจารย์มานิตย์” หัวหน้าทีมสำรวจแนะนำโดยการชี้ไปยังที่พักของทุกคน ซึ่งเป็นเต็นท์สนามแบบสูงสามารถเดินได้ภายในไม่ต่างกับห้องๆ หนึ่ง

            ยศเว้นระยะหยุดพูดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ “เดี๋ยวขอทำความเข้าใจกับทุกคนก่อน งานคราวนี้ไม่สะดวกสบายเหมือนงานก่อนๆ ที่นี่เราใช้เครื่องปั่นไฟ เพราะฉะนั้น จะมีเต็นท์กลางสำหรับวางแผนงานเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้ นอกนั้นตามจุดต่างๆ รวมถึงเต็นท์ของทุกคนจะใช้ตะเกียง และไฟฉายที่พกมากันเอง เราจะเริ่มปั่นไฟหลังพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าน้องๆ จะชาร์จแบตโทรศัพท์สามารถมาชาร์จได้ที่เต็นท์กลาง แต่ว่าต้องใช้กันอย่างประหยัด โทรศัพท์ใช้เท่าที่จำเป็น จะได้ประหยัดพลังงาน รับทราบนะครับ”
   
             “รับทราบค่ะ"

             "รับทราบครับ”
   
             “และที่สำคัญ หลังหกโมงเย็น ห้ามทุกคนเข้าไปในเขตปราสาทหินเด็ดขาด”
   
              “ค่ะ”

              "ครับ"
   
              “งั้นแยกย้ายกันไปเก็บของได้”
   
              ระหว่างที่กัญจน์ณิชาจะเดินเข้าที่พัก เธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ทำให้ต้องหยุดเดิน ยามยืนอยู่กับที่ ยิ่งรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจ้องมองมาจากชายป่ารกทึบแนวเดียวกับที่ตั้งเต็นท์ของกลุ่มผู้ชายซึ่งเป็นคนละด้านกับตัวปราสาทหิน หญิงสาวพยายามเพ่งสายตามองหา แต่ไม่พบสิ่งใด
   
             “มีอะไรรึเปล่าค่ะน้องกัญจน์”
   
            เสียงหวานของพี่รัตติกาลทำให้เธอต้องหันกลับมามองสาวสวยประจำกรมศิลปากร แล้วตอบคำถามพร้อมส่ายหน้าว่า “ไม่มีค่ะ”
   
           “ไม่มีก็รีบเข้าที่พักค่ะ พี่จะได้พาไปอาบน้ำ แล้วมาทานข้าว”
   
           “ค่ะ” กัญจน์ณิชาพยายามสลัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นและเดินเข้าเต็นท์ด้วยท่าทางปกติ ทั้งที่ ณ ตอนนี้เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเธอตลอดเวลา

           เหนือสิ่งใด เธอกลับรับรู้ถึงความรู้สึกของการเรียกหา ความคุ้นเคย ความอาวรณ์ และที่สำคัญ ทำไมเธอกลับคิดว่า ‘ภัทรอินทรานคร’ กำลังจะมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 02, 2018, 11:49:55 AM โดย ตามฝัน »

มะยม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
    • ดูรายละเอียด
Re: ฤๅนาง บทที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2018, 12:05:59 AM »
แนวจิตนิยายแน่ๆเบย  :-[ หลอนไหมคะคนเขียนบอกด้วย 555 แนวๆนี้ชอบอะแต่ถ้าหลอนจะได้รู้เวลาเข้าออก


ทั้งที่ที่นี่คือป่าชายแดน  >>>>  ถ้าจะใช้เป็นแบบนี้ได้บ่ >>>> ทั้งๆที่ มันคือป่าชายแดน 

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 232
    • ดูรายละเอียด
Re: ฤๅนาง บทที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2018, 10:51:12 PM »
แวะมาให้กำลังใจค่ะ ห้องมาราธอน ดูเหมือนจะแนวใกล้กันเลยกะอีกห้อง

 ไม่ควรอ่านตอนกลางคืน หรือเปล่านะ ฮ่าๆๆๆ สู้ๆๆ ค่ะ
Licht und Schatten トーキョーグール-

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
Re: ฤๅนาง บทที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 20, 2018, 12:01:47 PM »
 นั่งกินท้องไม่รู้ร้อนล่ะ
ย้ำแล้วยังอีก
ดั้งด้น
ดั้นด้น คำกริยา ฟันฝ่าไป, มุ่งหน้าไปไม่ท้อถอย.

น่าตื่นเต้นน่าติดตาม รออ่านต่อค่ะ  ;)