แรลลี 25 : แข่งเขียนนวนนิยายให้จบใน 3 เดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2561) > 3. ทอม สิริ / noneko

นายตั้งต้น 3 บทที่ 2

(1/1)

lung_tom:
บทที่ 2

   ผมไม่ได้แค่ตอบขอบคุณสำนักพิมพ์สืบอักษรไปทางอีเมล์ แต่เช้าวันรุ่งขึ้นผมเดินทางไปที่สำนักพิมพ์กันเลยทีเดียว ผมมีนามบัตรและที่อยู่สำนักพิมพ์ที่บก.เคยให้ไว้ ก็หาในเว็บเส้นทางได้ไม่ยาก ผมหิ้วลูกชิ้นปิ้งเจ้าอร่อยปากซอยไปยี่สิบไม้ มะม่วงแรดต้นที่บ้านห้าลูกพร้อมน้ำปลาหวานรสแซบอภินันทนาการจากคุณนายแม่อีกถุงใหญ่ เป็นของฝากจากใจนักเขียนคนใหม่นำมามอบให้กองบรรณาธิการ

   ถึงจะศึกษาเส้นทางมาอย่างดีแต่ผมก็ยังงงๆ ตอนที่มาลงรถเมล์ตรงตลาด เพราะซอยแถวนี้หน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด แต่สุดท้ายก็หาจนเจอล่ะครับ มีป้ายสำนักพิมพ์อันเล็กๆ ติดอยู่หน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์หลังกลางๆ แถว ต้นแก้วหน้าบ้านงามจนใบบังป้ายแทบจะมองไม่เห็น
สำนักพิมพ์สืบอักษร

ผมอ่านป้ายด้วยความรู้สึกว่าหัวใจพองโต ก็ที่นี่ติดหนึ่งในห้าสำนักพิมพ์ที่กำลังมาแรง และผลงานของผมก็จะพิมพ์กับสำนักพิมพ์นี้ล่ะครับ เย้!
ที่นี่ไม่ได้เป็นเหมือนที่ผมเคยคิดว่าสำนักพิมพ์จะเป็น ในมโนนึกของผมสำนักพิมพ์น่าจะเป็นตึกใหญ่มีบริเวณกว้าง มีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น มีส่วนของออฟฟิศด้านหน้าสำหรับกองบรรณาธิการและแผนกต่างๆ อย่างออกแบบ ปรู๊ฟ และอาจจะมีโรงพิมพ์แยกอยู่ด้านหลังอีกตึกหนึ่ง

แต่ในความเป็นจริงที่เห็นตรงหน้า สืบอักษรเป็นทาวน์เฮ้าส์สองชั้นหน้ากว้างแค่สามสี่เมตร รูปทรงสี่เหลี่ยมทาสีครีมธรรมดาสุดๆ พื้นที่ด้านหน้าที่ควรจะเป็นโรงรถนั้นมีข้าวของวางเกะกะ ส่วนรถยนต์นั้นจอดต่อๆ กันตรงถนนหน้าบ้าน ของส่วนใหญ่เป็นลังกระดาษวางซ้อนกัน เหลือทางเดินแคบๆ ตรงไปที่ประตูหน้า

นี่หรือคือสำนักพิมพ์ที่ผลิตผลงานนิยายเด็ดๆ ออกไปจนติดหนึ่งในห้าของสำนักพิมพ์แนวหน้า มันเล็กเสียจนผมแปลกใจ หลังจากแปลกใจความรู้สึกทึ่งก็ตามมา สถานที่นั้นสำคัญไฉน งานที่ออกมาต่างหากที่บอกคุณภาพของสำนักพิมพ์

ผมกดกระดิ่งหน้าบ้าน สักพักหนึ่งบานประตูก็เปิดออก ผู้หญิงรูปร่างสูงใหญ่โผล่หน้าออกมาดูว่าใครมา เธอตัดผมสั้นแค่ใบหูแถมยังติดกิ๊บเหมือนทรงผมเด็กประชาบาล แต่หน้านั้นไปไกลประมาณสี่สิบได้แล้ว นอกจากหัวคิ้วที่ย่นเข้าหากันแล้วใบหน้าของเธอเรียบเฉยจนผมนึกเกรง

“มาหาใครคะ” เธอเอ่ยถามมาจากประตูที่เปิดค้าง ยังไม่ได้เดินเข้ามาหาผมที่ประตูรั้ว
“สำนักพิมพ์สืบอักษร ใช่ไหมครับ” ผมถามออกไป มือกำถุงลูกชิ้นปิ้งกับมะม่วงน้ำปลาหวานแน่น
“ใช่ค่ะ” เธอเดินเข้ามาหาผมที่ประตูรั้ว
“อ่า... ผมชื่อตั้งต้นครับ” ผมกระแอมให้คอโล่ง “เมื่อวานผมได้รับอีเมล์จากสำนักพิมพ์ว่าต้นฉบับเรื่องรัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้นผ่านการพิจารณา” พูดจบผมก็ยิ้มหวานหยดให้เธอ
“ค่ะ” เธอตอบมาแค่นี้ แล้วก็ยืนจ้องนิ่งๆ ทำหน้ามึน ผมไปต่อไม่เป็นเลย
“คือ... คือผมเลยอยากมาขอบคุณกองบก. ที่ผ่านพิจารณาให้น่ะครับ ง่า... ผมมีลูกชิ้นปิ้งกับมะม่วงน้ำปลาหวานมาฝาก” ผมยื่นถุงลูกชิ้นกับมะม่วงออกไปข้างหน้าเหมือนกับว่ามันเป็นไม้กางเขนที่จะขับไล่วิญญาณร้ายหน้ามึนที่สิงร่างพี่เขาอยู่ในตอนนี้ออกไป
มุมปากพี่เขากระตุกขึ้นนิดหนึ่ง นิดเดียวครับ และไม่ได้รับถุงไปจากมือผม แต่แค่นั้นก็พอแล้ว
“อ่า... ผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้โทรศัพท์มานัดก่อน แบบว่าผมอยากมาเซอร์ไพร้ส์บก.พี่ปลาด้วยน่ะครับ” ผมยิ้มโล่งอกเมื่อเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายดูเป็นมิตรขึ้น
“รู้จักกับพี่ปลาหรือ”
“ครับ รู้จักกันตอนที่พี่เขาไปพักบ้านดินที่เชียงใหม่”
“แล้วก็ไม่บอก” พี่เขาเปิดประตูรั้วให้ผมก้าวเข้าไป “เชิญข้างในค่ะ”

ผมก้าวเข้าไปสัมผัสไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ ด้านในของสำนักพิมพ์เป็นห้องยาวๆ แบบทาวน์เฮ้าส์รุ่นเก่าทั่วไป แต่อัดแน่นไปด้วยโต๊ะสำนักงานสี่ตัววางคอมพิวเตอร์พีซี โน้ตบุ๊ก และตั้งเอกสาร ชั้นวางของเหล็กตั้งชิดผนังอีกหลายตัว บนนั้นก็อัดแน่นไปด้วยห่อสีน้ำตาลซึ่งน่าจะเป็นหนังสือ เพราะมีตั้งหนังสือนิยายวางรวมกันอยู่ด้วย เรียกได้ว่าไม่ว่าจะกวาดตาไปทางไหน บนชั้น บนโต๊ะหรือบนพื้นก็มีแต่หนังสือกับกลิ่นกระดาษลอยละล่องอยู่ในอากาศ ประกาศความเป็นสำนักพิมพ์เต็มที่ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ชอบจังเลยครับ

มีผู้หญิงอ้วนอีกคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่เหลือบตามามองผมแวบหนึ่งแล้วก็หันไปจดจ่ออยู่กับหน้าจอเหมือนเดิม

“นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ จะไปเรียนพี่ปลาให้ค่ะ” พี่หน้ามึนชี้ไปที่เก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง แล้วเดินขึ้นบันไดไป
“ขอบคุณครับ”

ผมวางถุงของฝากไว้บนโต๊ะใกล้ๆ แล้วก็เริ่มมองสำรวจไปทั่วๆ โต๊ะถัดไปเป็นผู้หญิงผิวขาวจัด ผมหยิกฟูหน้าผากเถิกไปครึ่งบ้าน เธอใส่แว่นสายตาหนาเตอะ และตัวใหญ่อ้วนกลมจนน่าสงสารเก้าอี้ที่ส่งเสียงออดแอดตัวที่นั่ง อายุน่าจะพอๆ กับพี่หน้ามึนเมื่อกี้ โต๊ะอีกสองตัวด้านในไม่มีคนนั่ง แต่มีข้าวของกองกระดาษวางเต็มพื้นที่ ผู้คนไปไหนกันหมด ทั้งสำนักพิมพ์ทำงานกันอยู่แค่สองคนนี้หรือ

“น้องๆ พี่ปลาเชิญที่ห้องค่ะ” เสียงพี่หน้ามึนเรียกดังมาจากชั้นลอย

ผมเลยเดินขึ้นบันไดไปหาเธอ ทุกขั้นบันไดของที่นี่วางห่อหนังสือสีน้ำตาลกินพื้นที่เกือบครึ่ง เรียกว่าใครขึ้นใครลงสวนกันไม่ได้เพราะไม่มีที่วางเท้า
 
“หนังสือเต็มไปหมดเลยนะครับ งานของที่นี่ขายดี”
“นี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เธอต้องไปเห็นที่สต็อก”
จริงสิ หนังสือขายทั่วประเทศ ไม่มีทางจะมีเท่าที่เห็นนี่หรอก ผมเพิ่งคิดได้ว่าต้องมีโกดังเก็บหนังสืออีกเป็นหมื่นๆ เล่มแน่ อยากเห็นโกดังหนังสือจังครับ ตอนคิดเพลินๆ พี่เขาก็พาผมเดินเข้าไปในห้องที่กั้นไว้ตรงชั้นลอยห้องเดียว ซึ่งน่าจะเป็นห้องบก.

“บุกถึงที่เลยนะ” เสียงพี่บก.ปลาทักมาจากหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่คงสั่งทำเพราะใหญ่เป็นพิเศษกินพื้นที่เกือบครึ่งห้อง มันใช้วางเอกสารและข้าวของจนเกือบเต็ม เหลือพื้นที่ทำงานไว้ตรงกลางนิดเดียว
“สวัสดีครับพี่บก.ปลา” ผมยกมือไหว้ ฉีกยิ้มเห็นฟันเต็มแผง “ดีใจมากๆ ครับที่ได้พบพี่อีก ผมเอาลูกชิ้นปิ้งกับมะม่วงน้ำปลาหวานฝีมือแม่มาฝากกองบก.ครับ” ผมยื่นถุงก๊อบแก๊บที่ถูกกำเสียยู่ยี่ไปให้เธอ
“ขอบใจจ้ะ” พี่บก.ปลายิ้มรับ แล้วส่งถุงต่อ “หญิง เอาไปแบ่งกัน”

ผมถึงได้รู้ว่าพี่หน้ามึนเธอชื่อหญิง พอรับของฝากแล้วก็กลับลงไปข้างล่าง ผมหันมามองพี่บก.ปลาเต็มๆ ตา นึกถึงครั้งที่เธอเคยขึ้นไปพักที่บ้านดินของลุงที่เชียงใหม่ ในครั้งนั้นผมเองยังเคยสงสัยในพฤติกรรมชอบแอบมองชาวบ้านลับๆ ล่อๆ ของพี่บก.ปลาเสียจนคิดว่าเธอเป็นหนึ่งในฆาตกรหรือเปล่า คิดแล้วก็ขำดีครับ แต่ก่อนผมยังไม่รู้ว่าพี่เขาเป็นบก.ผมเรียกแกว่ายัยเจ๊

“นั่งสิ เป็นไงเรา” พี่บก.ปลาชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเธอ แล้วหันไปเปิดตู้เย็นใบเล็กด้านหลัง หยิบน้ำอัดลมมาเปิดให้ผมหนึ่งขวด
“ขอบคุณพี่บก.ปลามากๆ เลยครับที่ผ่านพิจารณาพิมพ์งานให้ผม” ผมยกมือไหว้
“จะบก.ก็บก.จะปลาก็ปลาเอาซะอย่างสิ เรียกพี่บก.ปลาแล้วมันประดักประเดิดพิกล”
“ครับพี่ปลา”
“งานเธอใช้ได้นะ พี่ชอบตอนหักมุมสุดท้าย แต่คำผิดเพียบเลยนะ” พี่ปลายิ้ม “แล้วคิดยังไงเนี่ยถึงบุกมาถึงที่นี่ ความจริงแค่ตอบขอบคุณมาทางอีเมล์ก็พอแล้ว พอถึงเวลาทางสำนักพิมพ์ก็จะติดต่อส่งสัญญาและขอเอกสารไปอีกที ส่วนค่าต้นฉบับน่ะจะจ่ายให้หลังจากนิยายวางแผงไปแล้วหนึ่งเดือนนะ รายละเอียดเรื่องลิขสิทธิ์กับค่าตอบแทนจะระบุไว้ในสัญญาที่ส่งไปให้อ่าน”
“ออ ครับ ผมเองก็พอจะรู้เรื่องพวกนี้จากอินเตอร์เน็ตมาบ้างแล้วล่ะ อันที่จริงอยากมาเยี่ยมมาเจอพี่ปลาน่ะครับ ครั้งที่พบกันที่เชียงใหม่กว่าผมจะรู้ว่าพี่เป็นใครพี่ก็กลับเสียแล้ว เลยไม่ได้คุยกัน”
“นั่นสิ... แล้วนี่เธอเขียนเรื่องใหม่หรือยัง เขียนจบแล้วส่งมาอีกนะ” พี่ปลารินกาแฟร้อนจากกระติกบนโต๊ะให้ตัวเอง
“ผมกำลังหาข้อมูลสำหรับนิยายเรื่องใหม่ ว่าจะเขียนคดีที่บ้านดินนั่นล่ะครับ”
“เหรอๆ เออ ดีสิ เธออยู่ในเหตุการณ์นี่นะ คงจะถ่ายทอดออกมาได้ดีเลยล่ะ”

ผมยิ้ม มีความเงียบเกิดขึ้นนิดหนึ่ง ตอนที่ผมตัดสินใจและกลืนน้ำลายจนลูกกระเดือกวิ่ง เพราะกำลังรวบรวมความกล้า ในที่สุดผมก็พูดออกไป “เอ่อ... อันที่จริง...”
“อะไรเหรอ” พี่ปลาเลิกคิ้ว
“อันที่จริงที่ผมมาที่นี่ ก็เพราะอยากจะมาของานทำครับ”
มีเสียงวิ้งๆ อยู่ในอากาศ เสียงของความเงียบยามที่ผมสบตากับพี่ปลาแล้วเห็นแกกะพริบตาปริบๆ สองที
“ผมอยากทำงานกับพี่ครับ ผมจบกราฟิกดีไซน์มา แต่อยากทำงานกับตัวหนังสือ ผมอยากเขียนนิยาย อยากทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับมันครับ” ผมพูดรัวเร็วเหมือนน้ำไหลบ่า พูดสิ่งที่อยู่ในใจตลอดมาออกไปเหมือนเขื่อนแตก
“เอาจริงดิ” แกยังนั่งจ้องหน้าผมนิ่ง
“จริงครับ งานอะไรก็ได้ ผมทำได้หมด ขอผมอยู่ด้วยคน” ผมขอกันตรงๆ นี่ล่ะ
“อันที่จริง พี่ก็กำลังจะหาลูกจ้างชั่วคราวมาช่วยอยู่นะ มันใกล้งานหนังสือเดือนเมษาเข้ามาแล้วไง งานกองบก.ตอนนี้น่ะยังไม่มีอะไรให้ทำหรอก มีแต่งานขนๆ แบกๆ หนังสือเตรียมไว้ขายในงาน แล้วก็ทำโน่นนี่นั่นตามแต่พี่ๆ เขาจะสั่ง ว่าแต่เราน่ะจะทำไหวหรือ...”
“ไหวครับ” ผมแทบไม่รอให้แกพูดจบประโยค
“งั้นก็เอา... ไป ลงไปข้างล่างกัน จะได้บอกหญิงเขาจัดงานให้” พี่ปลาลุกนำผมเดินลงมาที่ชั้นล่าง

เชื่อไหมครับ ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกับผมกำลังฝัน เห็นหลังพี่ปลาเดินลงบันไดทีละขั้นๆ เหมือนแกกับผมลอยได้ หัวใจผมเต้นรัวแรงจนได้ยินเสียงมันดังบึกๆ อยู่ในหูนี่
ผมได้งานทำแล้ว และเป็นงานในกองบรรณาธิการหนังสืออย่างที่ผมเคยวาดฝันไว้ด้วยสิ เฮ้ย... ดีอ่ะ

“เอ้า... รู้จักกันหรือยังเนี่ย” พี่ปลาหันมามองผม แกรอจนผมมายืนข้างๆ แล้วจึงแนะนำ “นี่พี่หญิง ผู้ช่วยบก. กองบก.ยังมีอีกสองคน เดี๋ยวคงมา ส่วนนั่นเป็นนักเขียนชื่อพี่พริ้ว หรือนามปากกาเมษา เจ้าของนิยายเรื่องเพลินฆาตไง รู้จักไหมล่ะ”
“โห...” ผมอุทานออกมาได้คำเดียว พลางจ้องหญิงอ้วนขาวผมหยิกหน้าผากเถิกคนนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา หนังสือของเมษาเล่มนี้กำลังดังเลยล่ะครับ ไม่อยากจะเชื่อว่าคนเขียนสำนวนหล่อเหลาลุ่มลึกจะหน้าตาเป็นอย่างนี้ แถมซิ่มแกยังหลิ่วตาให้ผมด้วยแน่ะ
“หญิง...” พี่ปลาเรียกพี่หน้ามึน “นายตั้งต้นนี่เขาจะมาเป็นลูกจ้างชั่วคราวตั้งแต่วันนี้จนหมดช่วงงานหนังสือนะ ช่วยจัดงานให้เขาทำที อัตราจ้างก็ตามที่พี่เคยบอกไว้”
“ค่ะ พี่ปลา”
“งั้นก็ตามนี้ เริ่มงานได้เลยนะนายตั้งต้น พี่ไปทำงานต่อล่ะ”
“ขอบพระคุณคร้าบบบบ...พี่ปลา” ผมยกมือไหว้แกท่วมหัว พี่ปลาพเยิดหน้ารับง่ายๆ แกทิ้งผมไว้ตรงบันได แล้วเดินกลับห้อง
“โอเค นายตั้งต้น งานชิ้นแรกของนายคือย้ายหนังสือกองนี้ไปจัดให้เป็นกลุ่มๆ ที่ห้องด้านหลังโน่น เรียงตามชื่อเรื่องที่เขียนบนห่อนั่นล่ะ” พี่หญิงชี้นิ้วใส่ภูเขาห่อหนังสือกองมหึมาบนพื้น

แต่ผมยิ้มร่าไม่มีอิดออด ก็ตอนนี้ผมมีงานทำแล้วนี่คร้าบบบ... เย้!

buddy:
รสแซบ ราชบัณฑิตสะกด แซ่บ ค่ะ

 ;)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Go to full version