แรลลี 25 : แข่งเขียนนวนนิยายให้จบใน 3 เดือน (ตุลาคม - ธันวาคม 2561) > 3. ทอม สิริ / noneko

นายตั้งต้น 3 บทที่ 3

(1/1)

lung_tom:
บทที่ 3

   ผมเดินตามกลิ่นไข่เจียวลงมาที่ครัวตอนหกโมงกว่า เห็นแม่กำลังกลับไข่เจียวสีเหลืองทองน่ากินในกระทะ เลยรีบประจบ หยิบจานไปวางไว้ให้ใกล้ๆ
“แม่ครับ ผมมีข่าวดี...” ผมยิ้มแก้มแทบแตก
“นี่... รู้ไหม เมื่อคืนน้องแกกลับกี่ทุ่ม” แม่ถือตะหลิว มืออีกข้างยกขึ้นเท้าสะเอว เป็นสัญญาณว่าจงรักษาระยะห่างและประหยัดคำพูด แกอารมณ์ไม่ดี ผมเลยเลือกที่จะนิ่งฟัง
“คงไม่รู้สินะ แกเองก็กลับดึกเหมือนกันนี่” แม่ตักไข่ใส่จานแล้วเอามาวางที่โต๊ะตัวใหญ่กลางห้องครัว ซึ่งมียำกุ้งแห้งวางอยู่ข้างหม้อข้าวต้มควันฉุย
จริงของแม่ที่ว่าผมกลับดึก เพราะพี่หญิงใช้งานผมจัดการกับกองหนังสือทั้งวัน มันมากมายเสียจนคิดว่าจะไม่มีวันหมด และตอนที่ทำเสร็จก็ปาเข้าไปสี่ทุ่มกว่า หลังผมแทบขาดด้วยความปวดเมื่อย พอกลับถึงบ้านก็นอนหงายผลึ่งหลับไปทันทีทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำอาบท่า
 “ขอโทษที่กลับดึกครับแม่ ผมมีข่าวดี...” ผมพยายามจะบอกข่าวดีอีกครั้ง
“ไอ้ลูกพวกนี้มันเป็นยังไงวะ กลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ ทั้งพี่ทั้งน้อง อย่างนี้แกจะไปว่าอะไรน้องมันได้ หา... รู้ไหมว่ายัยเติมกลับมาตอนห้าทุ่ม ไม่พูดไม่จาเข้าห้องปิดประตู ตื่นเช้ามามันออกไปแล้ว ยังไงวะตั้งต้น ที่แม่บอกให้แกคุยกับน้องน่ะคุยหรือยัง” คราวนี้แม่เท้าเอวสองแขนเลยครับ
“ยังครับ” ผมค่อยๆ หุบยิ้ม ปากมันแห้ง ปากบนเลยติดเหงือกแหงแก๋
“เฮ้อ... นี่ฉันจะพึ่งพาอาศัยแกได้ไหมเนี่ย เรื่องแค่นี้ยังไม่จัดการเสียให้มันเสร็จ” แม่ส่ายหัวใส่ผม สายตาบอกชัดว่าเซ็งลูกชายมาก
“แม่ครับ ใจเย็นๆ ก่อนสิครับ” ผมคิดว่านิ่งๆ ไว้ไม่ได้เสียแล้ว งานนี้ต้องรีบเคลียร์ “ผมกะจะจัดการเรื่องยัยเติมเต็มวันนี้ล่ะ เพราะเมื่อวานที่ผมไปอยู่ที่สำนักพิมพ์ทั้งวันจนมืดค่ำก็เพราะผมได้งานทำแล้วครับแม่” ผมยิ้มโชว์ฟันเต็มปากอีกครั้ง ตาจ้องแม่ไม่กะพริบเพื่อรอดูสีหน้ายามแม่ดีใจที่ลูกชายได้งานทำแล้ว
“อ้อ เหรอ” แม่พเยิดหน้า แต่คิ้วยังผูกโบว์ไม่คลาย
“ดีใจไหมครับแม่ ผมได้งานทำแล้ว” ผมยื่นแขนออกไปข้างหน้าทำท่าอวด
“ก็ดีแล้ว ทำให้มันนานๆ ล่ะ ไม่ใช่อยู่เดือนสองเดือนออกอีกแล้ว ฉันจะไปอาบน้ำล่ะ... ร้อน” ว่าแล้วแกก็เดินขึ้นบ้านไปอาบน้ำ ทิ้งผมยืนยิ้มเหงือกแห้งอยู่ในครัวคนเดียว

อันที่จริงแม่แกก็พูดไม่ผิดหรอกครับ เพราะผมเนี่ยเหมือนโดนสาป ทำงานที่ไหนไม่เคยได้นานเลยสักที่ ต้องมีเหตุให้ออกจากงานหลังทำไปไม่เท่าไหร่ แล้วก็มาตกงานเหมือนเดิม เคยคิดพาลว่าเป็นเพราะแม่ตั้งชื่อผมว่านายตั้งต้น เลยต้องตั้งต้นหางานใหม่อยู่ร่ำไป แต่มาคิดดูดีๆ มันเป็นเพราะผมไม่ได้ชอบงานออกแบบที่เรียนมา เลยไม่ได้ทุ่มเทให้งานอย่างเต็มที่ ก็ใจผมมันจดจ่ออยู่แต่โลกของนวนิยายสืบสวน งานการตรงหน้าเลยไม่ค่อยได้เรื่อง

จะยังไงก็เถอะ... ครั้งนี้ผมจะรักษางานสำนักพิมพ์ไว้ให้สุดชีวิตเพราะเป็นงานที่ใฝ่ฝันอยากทำมาตลอด ถึงตอนนี้จะเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว ได้แค่หยิบๆ จับๆ ตั้งหนังสือ ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกองบก. แต่ผมจะพยายามทำงานให้ดีที่สุด และหวังว่าจะมีโอกาสได้ขยับไปเป็นหนึ่งในกองบก.เต็มตัวให้ได้

คิดถึงหมวดมิ้นต์จังครับ ผมอยากบอกข่าวดีกับเธอใจจะขาดแล้วเนี่ย

ผมมาทำงานแต่เช้า แต่ก็ยังช้ากว่าพี่หญิงที่มานั่งจิบกาแฟอยู่หน้าจอเครื่องพีซีของแกแล้ว ห้องโล่งว่างเพราะยังไม่มีใครมาเลยสักคน
“สวัสดีครับพี่หญิง”
“อื่มม์” แกครางในคอแล้วก้มหน้าก้มตาพิมพ์อะไรสักอย่าง เสียงรัวคีย์บอร์ดดังเป็นข้าวตอกแตก
“ยังไม่มีใครมาเลยเหรอครับ” ผมก็พูดไปอย่างนั้นทั้งที่เห็นๆ อยู่ เจตนาก็แค่จะชวนคุยผูกมิตรเท่านั้นเอง “พี่ปลาล่ะครับ มาหรือยัง”
“พี่ปลาเขาพักที่นี่ คงลงมาสายๆ” พี่หญิงหันจากหน้าจอมาจ้องผม
“โอ้... นี่คือบ้านพี่ปลาหรือครับ แหล่ม... ตื่นนอนแล้วลุยงานได้เลยไม่ต้องเดินทาง พี่หญิงล่ะครับอยู่แถวไหน” ผมเลือกนั่งแปะที่โต๊ะว่างๆ แถวนั้น
“จะรู้ไปทำไมล่ะ” หน้าพี่แกเฉยๆ ผมเลยคิดว่าหุบปากดีกว่า
“นายตั้งต้น วันนี้เธอจัดหนังสือตามรายการที่พี่ให้นี่นะ จะเตรียมเอาไปขายงานหนังสือ ปกไหนที่ขาดก็ดูว่าขาดกี่เล่มจะได้ไปเอาเพิ่มที่สต็อกได้ เอามาจัดเรียงไว้มุมนี้ ตั้งให้สูงขึ้นไป ระวังอย่าให้ล้มลงมาล่ะ” พี่หญิงเดินมาส่งปึกเอกสารรายชื่อหนังสือให้ แล้วชี้ไปที่ตู้ใบหนึ่ง “อ้อ ในตู้นั่นมีเข็มขัดพยุงหลังเอามาใส่เสียสิ จะได้ไม่ปวดหลัง เมื่อวานก็ลืมบอกไป”
“ขอบคุณครับพี่” ผมแทบจะถอนหายใจโล่งอก เพราะวันนี้อาการปวดหลังจากการขนห่อหนังสือเมื่อวานยังไม่หายเลย ยังดีที่พี่แกนึกขึ้นมาได้ว่ามีเข็มขัดพยุงหลัง แต่ถึงอย่างไรการได้อยู่กับหนังสือก็มีความสุขครับ ไม่ว่ามันจะหนักสักแค่ไหน
ผมก้มๆ เงยๆ ยกหนังสือไปได้สักพักพอสิบโมงก็พักยกครับ ที่นี่สวัสดิการใช้ได้เลย มีกาแฟสำเร็จรูปให้พนักงานกินด้วย ผมเลยพักจิบกาแฟสักหน่อย เพราะข้าวต้มของแม่เมื่อเช้าหมดไปนานแล้ว

เสียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาจอดที่ด้านหน้าสำนักพิมพ์ สักพักพี่พลิ้วก็เปิดประตูเข้ามา
“สวัสดีครับ พี่พลิ้ว” ผมทักก่อนเลย
“โห ตั้งต้นมาแต่เช้าเลยเนอะ” พี่พลิ้วยกมือขึ้นปาดความมันบนหน้าผากกว้างสุดลูกหูลูกตาของแก ผมหยิกเป็นกระเซิงเพราะโต้ลมท้ายวินมอเตอร์ไซค์ดูไม่จืด
“ไฟแรงครับ” ผมยิ้มให้แก “นี่ผมกำลังจัดปกเพลินฆาตของพี่พลิ้วไปขายงานหนังสือเลยนะเนี่ย” จะยังไงผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่านักเขียนที่ชื่อเมษาคือซิ่มคนนี้
“อ่านหรือยัง ถ้ายังพี่ให้เล่มหนึ่ง เอาไหม”
“ฮ้า! จริงหรือครับ เอาสิครับ ผมอยากอ่านมากเลยเนี่ย” ผมผวาเข้าไปนั่งที่โต๊ะแกทีเดียวเชียว เล่มนี้ตามอ่านตัวอย่างในเว็บมาแล้ว อยากได้มากเลยล่ะครับ แต่เล่มหนึ่งก็หลายร้อยอยู่
“เซ็นให้นะ นายตั้งต้น” พี่พลิ้วเปิดลิ้นชักโต๊ะหยิบหนังสือนิยายที่แกเขียนมาเปิดเซ็นให้ผม
“ขอบคุณพี่มากเลยครับ” ผมรับมาอ่านที่แกเซ็นให้ รออ่านผลงานของนายตั้งต้นนะ / เมษา
ประโยคนี้ซึ้งจริงๆ ครับ มันทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าอีกไม่นานผมก็จะมีหนังสือนิยายเป็นเล่มอยู่ในมืออย่างนี้เหมือนกัน และก็น่าจะได้วางขายในงานหนังสือเดือนตุลาคมด้วย โอ้... คิดแล้วโคตรมีความสุขเลยครับ
“ผมอ่านตัวอย่างงานของพี่พลิ้วในเว็บ พี่วางพล็อตสุดยอดเลยครับ เดาทางไม่ออกจริงๆ”
“ขอบใจๆ พี่แอบอ่านรัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้นของตั้งต้นแล้วเหมือนกันนะ ชอบนะ มีหักมุมตอนท้ายด้วย จะบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องหักไปหักมาตลอดเรื่อง อย่างนี้รับรองคนอ่านวางไม่ลง เชื่อพี่” แล้วแกก็ยื่นหน้าเข้ามากระซิบต่อ “นี่ถ้าพี่ปลาไม่ได้อ่านเองนะ อาจจะไม่ผ่าน เพราะว่าชายชลมันไม่ยอมให้ใครผ่านง่ายๆ หรอก”

ยังไม่ทันที่ผมจะถามว่าใครคือชายชล ก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าสำนักพิมพ์ สักพักชายหนุ่มรูปร่างสูงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเดินเข้ามา ในมือข้างหนึ่งมีหมวกกันน็อก อีกข้างถือซองพลาสติกใส่กระดาษปึกหนาเกือบรีมได้ เขาวางมันลงบนโต๊ะตัวที่ว่าง จากนั้นยกมือไหวพี่หญิงและพี่พลิ้ว
“พี่ หวัดดีครับ” เสียงของเขาฟังอู้อี้พิกล น่าจะมีสาเหตุจากแก้มที่บวมตุ่ยของเขา
“ไง ถอนฟันกรามเรียบร้อยดีไหมชล” พี่หญิงเอ่ยทัก
แต่หนุ่มคนนั้นไม่ตอบ เขาทำหน้ามุ่ย สงสัยจะปวดฟันปวดเหงือกอะไรสักอย่าง
“ชล นี่ตั้งต้น พนักงานใหม่พี่ปลาให้มาช่วยช่วงงานหนังสือ ตั้งต้น... นี่ชายชล เขาเป็นบก.คัดสรรต้นฉบับ” พี่หญิงเป็นคนแนะนำ
“สวัสดีครับ” ผมมองบก.คัดสรร เขาน่าจะอายุเท่าผมนี่ล่ะ เผลอๆ อาจจะอ่อนกว่าสักปีสองปีด้วย เพราะถึงคิ้วจะเข้มคมมีไรเคราเขียวๆ แต่ผิวที่ขาวจัดทำให้ดูหน้าอ่อน ถ้านึกไม่ออกก็ลองนึกหน้าพระเอกเกาหลีขึ้นมาสักคน ประมาณนั้นล่ะครับ ถ้าไม่นับแก้มตุ่ยๆ นั่น เขาก็หล่อละ
แต่ท่าทางหมอนี่จะขี้แอ็คแฮะ ผมทักเขาแต่เขากลับพเยิดหน้าให้เฉยๆ แล้วก้มหน้าก้มตาเปิดโน้ตบุ๊กตัวที่วางอยู่บนโต๊ะ จัดโน่นวางนี่เหมือนไม่ได้สนใจจะทักทายกัน
ผมหันไปสบตากับพี่พลิ้ว ก็เห็นแกอมยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร หันไปจ้องหน้าจอที่มีหน้าแฟนเพจของสำนักพิมพ์สืบอักษร แล้วพิมพ์ตอบข้อความที่มีคนอินบ็อกส์เข้ามา
“พี่พลิ้วเป็นแอดมินเพจสำนักพิมพ์เราหรือครับ” ผมเอ่ยถามด้วยความแปลกใจที่นักเขียนมาทำอะไรแบบนี้ด้วย
“ใช่สิ พ.ศ.นี้นั่งเขียนนิยายอย่างเดียวมันไม่ค่อยจะพอกินนะ ต่อให้มีงานพิมพ์ปีละสองเล่มก็เถอะ ยิ่งยอดอีบุ๊กยิ่งหวังไม่ได้ใหญ่ พี่ก็เลยของานแอดมินเพจทำไปด้วย อย่างน้อยก็มีค่ากับข้าวทุกเดือนละวะ ที่จริงพี่นั่งทำที่บ้านก็ได้ แต่พี่ปลาแกขอให้เข้ามาออฟฟิศอาทิตย์ละสองสามวันตามสะดวก เผื่อพี่หญิงเขามีอะไรให้ช่วยทำ นี่ที่บูธงานหนังสือพี่ก็จะไปเป็นลูกมือช่วยเขาขายด้วยนะ หารายได้พิเศษ” พี่พลิ้วคุยไปเรื่อยๆ ท่าทางแกชอบคุยแต่คงหาคนคุยด้วยไม่ค่อยได้ เพราะพี่หญิงก็ไม่คุย วันๆ นั่งทำหน้ามึนตลอดๆ ส่วนนายชายชลนั่นก็ทำฟอร์ม ไม่คุยเหมือนกัน
“เมื่อกี้พี่บอกว่าถ้าเรื่องผมผ่านชายชลอาจจะไม่ได้พิมพ์เหรอครับ” ผมกระซิบเสียงเบาให้พอได้ยินกันสองคน
“ใช่สิ รายนี้เขามาตรฐานสูงมาก ต้องอย่างงั้นต้องอย่างงี้ ต้นฉบับที่เขาพิจารณาเลยไม่ค่อยผ่านไปถึงพี่ปลา ลงตะกร้าเสียส่วนใหญ่ ตั้งต้นโชคดีที่เรื่องของเธอพี่ปลาอ่านเอง แล้วแกชอบเลยให้พิมพ์” พี่พลิ้วกระซิบตอบ
“โอ้โห ผมนี่โชคดีแท้” ผมเป่าลมออกจากปาก หันไปมองนายฟอร์มจัดก็ยิ่งเห็นความน่าหมั่นไส้ในดวงตาที่เรียวยาว มองอะไรแบบหน้าเชิดตลอดๆ ริมฝีปากของเขาบางแทบจะเป็นเส้นตรง มุมปากตกนิดๆ อย่างจะบอกว่าไม่เอาใคร
“ดูเขาอายุยังไม่มากเลยนะพี่ ทำไมได้เป็นบก.คัดสรร” ผมนินทา
“เขาอ่านเยอะ เยอะมากๆ แถมยังอ่านเร็วด้วย นายชายชลมันคลุกคลีอยู่ในแวดวงตัวหนังสือมาตั้งแต่มัธยมปลายมั้ง แถมยังมีความสามารถหลายอย่าง นี่รู้ไหม เขาออกแบบปกให้สำนักพิมพ์ตั้งหลายที่นะ” พี่พลิ้วทำตาโต
“ฮ้า ยังงั้นเลย” นายคนนี้ทำให้ผมทึ่งและเกิดความสนใจขึ้นมาทันทีเลยครับ ก็งานออกแบบน่ะมันงานที่ผมจบมาอยู่แล้ว ถ้าผมได้งานออกแบบปกนิยายมาทำด้วยจะแหล่มขนาดไหน อยากรู้จังว่านายชายชลคนนี้พอจะแนะนำเรื่องงานออกแบบปกให้ผมได้บ้างไหม
“พี่หญิง ผมเอาปกมาให้พี่ปลาดูครับ” ชายชลเดินไปที่โต๊ะพี่หญิง เขาหยิบกระดาษที่ปริ้นท์ภาพปกหน้าและปกหลังนิยายออกมาจากซองเอกสาร
ผมชะเง้อคอมอง สวยครับ นายคนนี้ฝีมือดีเลยล่ะ
“แล้วนี่ต้นฉบับเรื่องที่พี่ให้ไปอ่านเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมว่ามันไม่เวิร์คนะ” ชายชลวางปึกเอกสารหนาเกือบรีมนั้นลงบนโต๊ะพี่หญิงแล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าเธอ
“มันเป็นไงล่ะ” พี่หญิงละสายตาจากแบบปกมามองเขา
“มันเรื่อยเปื่อย ธีมของเรื่องก็ไม่ชัดว่าอยากจะบอกอะไร ที่สำคัญผมว่าสำนวนยังไม่น่าสนใจ ไม่มีพลัง พี่ก็ลองอ่านสรุปของผมดูก็แล้วกัน เขียนไว้ให้ในใบปะหน้าแล้วล่ะ แต่ถ้าพี่หญิงจะอ่านอีกรอบผมก็โอเคนะ” ชายชลยักไหล่
“ฉันจะไปอ่านทำไมอีกรอบ งานฉันก็แทบจะทำไม่ทันแล้ว” พี่หญิงหยิบกระดาษปึกนั้นไปโยนไว้ด้านหลังโต๊ะซึ่งมีปึกเอกสารอย่างนี้วางอยู่แล้วสามปึก
หลังโต๊ะตรงนั้นสินะ... สุสานต้นฉบับที่ไม่ผ่าน รอการแจ้งอีเมล์ปฏิเสธไปยังเจ้าของเรื่องผู้รอคอย 
“เอ้านี่ เรื่องใหม่ ปมรักเงื่อนมายา พี่ปลาบอกว่าเห็นยอดวิวในเว็บน่าสนใจเหมือนกัน นักเขียนเพิ่งส่งมาได้สองวัน นายลองเอาไปอ่านดู” พี่หญิงเปิดลิ้นชักส่งกระดาษปึกใหม่ให้ชายชล “เรื่องนี้ขอเร็วหน่อยนะ ท่าทางพี่ปลาแกสนใจ คงอยากรู้ไวๆ”
ชายชลไม่ตอบเช่นเคย เขาอาจจะเจ็บเหงือกที่เพิ่งไปผ่าฟันกรามมา หนุ่มนั่นเก็บปึกเอกสารลงในแฟ้มพลาสติก นั่งลงหน้าจอโน้ตบุ๊กแล้วพิมพ์ๆ คลิกๆ อะไรไปโดยไม่สนใจจะคุยกับใครอีก

ผมคิดในใจว่าถ้าชวนเขาคุยตอนนี้เขาอาจจะไม่คุยด้วยเพราะเจ็บเหงือก วันหลังผมจะลองคุยถามเขาเกี่ยวกับงานออกแบบปกสักหน่อย กลับไปบ้านผมคงต้องเตรียมพอร์ตโฟลิโอตัวอย่างงานออกแบบไว้บ้างซะแล้ว เผื่อจะหิ้วมาเสนองานพี่ปลาวันหลัง มันน่าจะเป็นอะไรที่ผมทำได้มากกว่ายกห่อหนังสือไปมาอย่างนี้ ว่าแล้วก็กระชับเข็มขัดพยุงหลังเดินไปจัดการงานแบกหามของตัวเองให้เสร็จต่อไป

พี่หญิงเอางานปกของชายชลกับแฟ้มงานอื่นๆ ขึ้นไปคุยกับพี่ปลาครู่หนึ่งก็เดินลงมา
“ชล พี่ปลาบอกอยากให้แก้ปกอีกนะ ยังไม่ค่อยลงตัว พี่จดที่ต้องแก้เป็นข้อๆ ไว้ให้แล้ว” พี่หญิงยื่นกระดาษโน้ตให้
“ผมน่าจะได้ขึ้นไปขายงานพี่ปลาเอง จะได้อธิบายได้ตรงจุด” เขาทำหน้ายุ่ง เมื่อกวาดสายตาอ่านโน้ตสั้นๆ ดูท่าทางไม่พอใจ
“ไม่ต้องหรอก วันนี้พี่ปลาแกยุ่งมาก” พี่หญิงตัดบท หน้านิ่งๆ มึนๆ ของแกใช้ได้ชะงัด ชายชลได้แต่ถอนหายใจแล้วก็เก็บของบนโต๊ะพร้อมกับชัตดาวน์โน้ตบุ๊ค
“บอกพี่ปลาแล้วกันว่าพรุ่งนี้ผมจะแก้มาให้ดู” เขาหันมาพูดกับพี่หญิงแล้วเปิดประตู
“อย่าลืมอ่านต้นฉบับเรื่องใหม่ด้วยล่ะ อันนั้นเร่งกว่า” พี่หญิงตะโกนไล่หลัง
บก.คัดสรรมาดนิ่งไม่ได้หันมาตอบ เสียงประตูที่ปิดตามหลังค่อนข้างดังจนผมมองตาม แต่ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจ บางทีทั้งพี่หญิงและพี่พลิ้วคงจะชินกับมารยาทของนายคนนี้ไปแล้ว
“พี่หญิงครับ” ผมลองหาบานประตูที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเอง พี่หญิงเงยหน้าขึ้นมามองแต่ไม่ได้พูดอะไร ผมเลยรีบพูดต่อ “ความจริงผมเรียนจบออกแบบมานะครับ ไม่ทราบว่างานออกแบบปกนี่นอกจากคนที่ทำประจำแล้ว จะเปิดโอกาสให้คนอื่นส่งเข้ามาให้ดูไหมครับ”
“อยากลองเหรอ”
“ครับ ผมคิดว่าน่าจะทำได้”
“ก็เอาตัวอย่างงานที่เคยทำมาดูสิ”
“ขอบคุณครับ” พี่หญิงพูดเพียงแค่นั้นก็ทำผมยิ้มแก้มแทบแตกแล้ว พี่พลิ้วสบตากับผมแล้วหลิ่วตาให้ด้วย

วันนั้นผมทำงานเสร็จเร็วและพี่หญิงก็ไม่มีอะไรจะใช้ผมอีก จึงให้กลับบ้านเร็วได้ ผมตั้งใจว่าจะไปจัดการจัดพอร์ตโฟลิโอให้เสร็จในคืนนี้เลย พรุ่งนี้จะได้เอามาให้พี่ๆ เขาดูกัน
ผมนั่งรถเมล์กลับบ้านอย่างเบิกบานใจ แถมได้ที่นั่งข้างหน้าต่างเพราะคนยังไม่เลิกงานกันรถเลยโล่งว่าง แล้วคุณทราบไหมครัวว่าขากลับบ้านนั้นผมนั่งรถสวนกับใคร?
ยัยเติมเต็มครับ มันนั่งอยู่ที่เบาะหน้าคู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งในรถเก๋งราคาแพง!
ก็ไหนแม่บอกว่ามันไปทำงานพาร์ทไทม์

buddy:
แล้วคุณทราบไหมครัว

ฮั่นแน่ เติมเต็มมาแร้ว  ;)

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Go to full version