ผู้เขียน หัวข้อ: นายตั้งต้น 3 บทที่ 4  (อ่าน 4 ครั้ง)

lung_tom

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 384
    • ดูรายละเอียด
นายตั้งต้น 3 บทที่ 4
« เมื่อ: ตุลาคม 11, 2018, 06:39:02 PM »
บทที่ 4
   
ผมจัดการเตรียมตัวอย่างงานไว้เสนอพี่ปลาเรียบร้อยตั้งแต่หัวค่ำ บอกแม่ว่าถ้าง่วงก็ขึ้นนอนได้เลยคืนนี้ผมจะเป็นคนอยู่รอยัยเติมเต็มและปิดบ้านให้เอง แล้วผมก็นั่งไถเฟซบุ๊กในโทรศัพท์ หลับๆ ตื่นๆ อยู่หน้าจอโทรทัศน์ไปจนห้าทุ่มกว่า ยัยเติมเต็มจึงเดินเข้าบ้านมา

“อ้าว นึกว่าแม่” มันหันมาทักผม หน้ามันย่อง หัวหูดูโทรมและเหนื่อย
“แกปิดประตูรั้วหรือยัง” ผมหันไปถามมัน แล้วกดรีโมทปิดสวิทช์โทรทัศน์ บ้านเงียบกริบลงทันที
“ปิดหมดแล้ว” มันตอบพลางลงกลอนประตูบ้านเรียบร้อย แล้วทำท่าจะเดินขึ้นข้างบนไปเฉยเลย
“เดี๋ยวสิ มาคุยกันก่อน” ผมทำเสียงเรียบๆ มาดพี่ชายจอมเฮี้ยบ
“คุยไปคนเดียวเหอะ ง่วงจะตายชัก” มันไม่ชะลอฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดด้วยซ้ำครับ
“แกทำให้แม่เป็นห่วง”
น่าจะเป็นคำว่าแม่ที่ทำให้มันหยุดยืนอยู่ที่ขั้นบันได “ห่วงเรื่องอะไร”

ผมนั่งจ้องมันนิ่งๆ การไม่พูดต่อได้ผลดีเพราะมันเปลี่ยนใจเดินกลับมานั่งลงที่โซฟาหน้าทีวีกับผม
“กี่ทุ่มกี่โมงแล้ว แกรู้หรือเปล่า” ผมพเยิดหน้า
“ฉันรู้ว่ามันดึกแล้ว แต่กว่าจะเลิกงาน กว่าจะนั่งรถกลับมามันก็ประมาณนี้แหละ” มันถอนหายใจยาวบอกชัดว่าเบื่อผมมาก
“แม่บอกว่าแกทำงานพาร์ตไทม์ ทำที่ไหน” ผมซัก
“ร้านแซนด์วิช ตรงห้างที่เปิดใหม่แถวบ้านเราเนี่ย” ยัยเติมเต็มบอกชื่อร้านแซนด์วิชแฟรนไชส์ซึ่งเป็นที่รู้จักดี สาขาที่มันพูดถึงก็ไม่ได้ไกลจากบ้านเราสักเท่าไหร่
“ร้านนั่นสามทุ่มก็ปิดแล้วไม่ใช่เหรอ” ผมดักคอเพราะเคยเดินผ่านหน้าร้านครั้งหนึ่ง
“สามทุ่มครึ่ง แต่ปิดร้านแล้วก็ต้องทำความสะอาดร้าน จัดของเตรียมของอะไรๆ สำหรับวันรุ่งขึ้นอีกตั้งเยอะแยะ กลับพร้อมลูกค้าได้ที่ไหนเล่า กว่าจะเก็บร้านเสร็จมันไม่ใช่ห้านาทีสิบนาทีซะเมื่อไหร่ พี่อธิบายให้แม่ฟังด้วยแล้วกัน ฉันไปนอนล่ะ จะหลับกลางอากาศอยู่แล้ว” ยัยเติมเต็มพูดยาวแล้วลุกขึ้น เดินหาวขึ้นบันไดไปหน้าตาเฉย

ผมปล่อยมันไปก่อน ไม่ได้บอกว่าเมื่อตอนเย็นผมเห็นมันนั่งรถไปกับหนุ่มหน้าใส ไม่ได้อยู่ทำงานเหยงๆ ในร้านแซนด์วิชอย่างที่มันบอก อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่ามันทำงานที่ร้านสาขาไหน การตามรอยไม่ยากหรอก อีกไม่นานก็จะรู้ว่ามันไปทำงานร้านแซนด์วิชจริงหรือเปล่า หรือว่ามันไปทำอะไรอย่างอื่น



“ตั้งต้น” เสียงแม่ตะโกนเรียกดังมาจากข้างล่าง
“ครับ!” ผมเด้งตัวขึ้นจากที่นอนในทันใด เหลือบมองนาฬิกาตรงโต๊ะหัวเตียง ใจหายแวบคิดไปว่าตัวเองตื่นสายหรืออย่างไร แต่มันเพิ่งจะหกโมงสิบเองครับ เสียงแม่เรียกอีกครั้ง ผมจึงรีบวิ่งลงไปข้างล่างดูว่าทำไมแม่เรียกแต่เช้า
“ครับแม่” ผมโผล่เข้าไปในครัว กลิ่นข้าวหุงสุกใหม่หอมรับอรุณ
“แกไปดูซิว่ายัยมิ้นต์เขากลับมาบ้านหรือยัง ฉันว่าฉันเห็นรถจอดอยู่นะ ถ้ากลับมาแล้วแกก็เอาต้มเลือดหมูกับข้าวสวยนี่ไปให้เขาด้วย” แม่พูดพลางตักต้มเลือดหมูบนเตาใส่หม้อเคลือบใบย่อมแล้วเหยาะพริกไท
“หา มิ้นต์กลับมาแล้วเหรอครับ” ผมไม่รอคำตอบ แต่กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปชะโงกดูที่รั้วบ้านติดกัน รถโตโยต้าคันเก่าฝุ่นเขรอะของยัยมิ้นต์จอดอยู่ที่โรงรถหน้าบ้านเธอจริงๆ ด้วยครับ

“มิ้นต์ กลับมาแล้วเหรอ” ผมตะโกนถาม
“เออ” เสียงหญิงสาวตะโกนตอบมาจากในบ้าน
สักพักใบหน้ารูปไข่ล้อมกรอบด้วยผมสีน้ำตาลเส้นเล็กที่หวีขมวดปลายรวบแนบไปกับศีรษะโหนกสวยได้รูปก็โผล่หน้าต่างด้านข้างที่ติดกับบ้านผมออกมา หมวดมิ้นต์หน้าตาสดชื่นและอยู่ในเครื่องแบบตำรวจพร้อมจะไปทำงาน
“เฮ้ย กลับมาเมื่อไหร่” ผมห้ามตัวเองไม่ให้ส่งยิ้มฟันเต็มปากไปให้เธอไม่ได้
“ตีหนึ่งมั้ง จะไปทำงานแล้วเนี่ย” หญิงสาวผลุบหายเข้าไปในบ้าน ได้ยินแต่เสียงตะโกนตอบ
“เฮ้ย อย่าเพิ่งไปสิ คุยกันก่อน” ก็ผมมีข่าวดีจะบอกนี่นา
“ไว้ค่ำๆ เหอะ รีบอ่ะ” เธอเดินออกมาหน้าบ้าน
“แม่บอกให้เอาต้มเลือดหมูกับข้าวสวยมาให้เธอกิน”
“แล้วก็ไม่บอก มาๆๆ” จากท่านั่งใส่รองเท้า เธอก็เปลี่ยนเป็นถอดรองเท้าแล้วกวักมือหยอยๆ
“ไม่รีบละ?” ผมเลิกคิ้วถาม
“อุ๊ย ไม่รีบ กินด้ายยย... แป๊บเดียวเอง” เธอยิ้มจนตาหยี

หมวดมิ้นต์ไม่เคยปฏิเสธอาหารรสมือแม่ติ๋วครับ และแม่ผมก็มักจะทำอาหารให้เธอกินบ่อยๆ เพราะแม่เอ็นดูเธอเหมือนเป็นลูกอีกคนก็ว่าได้ นานมาแล้วพ่อแม่ของเธอเช่าบ้านของแม่ผมมาตั้งแต่ยัยมิ้นต์ยังตัวเล็กๆ หลังจากที่พ่อแม่ของเธอจากไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอก็ยังคงอยู่ที่นี่เหมือนเดิม แม่ผมก็คอยดูแลอยู่ห่างๆ แถมยังกำชับให้ผมดูแลเธออีกด้วย แม่บอกว่าถึงยัยมิ้นต์จะแข็งแกร่งขนาดไหนเธอก็เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว แม่ไม่รู้หรอกว่ายัยมิ้นต์น่ะมันแกร่งกว่าที่แม่คิดเยอะ ฉายามันน่ะ หมวดมิ้นต์ โหด เฮี้ยว เหี้ยม หาญ เชียวนา

ผมกลับไปเอาต้มเลือดหมูร้อนๆ กับข้าวสวยหอมกรุ่นในครัว บอกแม่ว่าจะขอไปกินข้าวบ้านยัยมิ้นต์เพราะมีเรื่องจะคุยกับมันเยอะแยะ แม่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะแกกินข้าวเรียบร้อยแล้วกำลังเตรียมตัวจะซักผ้า หิ้วหม้อเลือดหมูมาวางที่โต๊ะกินข้าวบ้านยัยมิ้นต์ ปรากฏว่าคราวนี้มันยกจานชามช้อนมาเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ สงสัยจะรีบกินรีบไป เพราะทุกทีจะนั่งกระดิกนิ้วรอผมจัดโต๊ะ

“อู้ยยย... สวรรค์เลย” ตำรวจหลับตาพริ้มเมื่อซดน้ำแกงร้อนๆ เข้าไปช้อนแรก
“งานเป็นไง” ผมชวนคุย
“เรียบร้อยดี” ยัยมิ้นต์จ้วงข้าวสวยเข้าปากตามด้วยเลือดหมูและแกงอีกหลายช้อน เสียงซดดังโฮกบอกชัดว่าฟินขนาดไหน
“ฉันมีข่าวดีจะบอก” ผมอมยิ้มที่กำลังจะกลายเป็นยิ้มแก้มแตก
“หืมม์ อะไร แกถูกหวยเหรอ” มันถามทั้งที่ข้าวเต็มปาก
“ต้นฉบับรัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น ของฉันผ่านพิจารณาได้พิมพ์แล้วโว้ยยยย...” ผมตะโกนพลางชูกำปั้นขึ้นเขย่ารัวๆ
“เฮ้ย! จริงดิ” ยัยมิ้นต์วางจาน ยื่นหน้ามาจ้องผมตาโตเป็นไข่ห่าน
“สำนักพิมพ์สืบอักษรด้วยโว้ยยย...” ผมยื่นมือออกไปหายัยมิ้นต์ มันยื่นมือออกมารับ เราตบไฮไฟฟ์เสียงดังฉาด
“ใช่เรื่องที่แกเขียนแรมเดือนแรมปีเรื่องนั้นหรือเปล่า” เธอเลิกคิ้ว
“ใช่ รัก-เล่ห์-เสน่ห์-แค้น เรื่องของพี่จรณเจ้านายเก่าฉันไง เธอจำได้สิ เราสืบเรื่องนี้ด้วยกันไง...” ผมตีขลุม ความจริงคดีนี้เป็นผลงานของยัยหมวดมิ้นต์เต็มๆ ผมก็แค่เจ๋อไปเจ๋อมาเท่านั้น “เพราะไปขลุกอยู่กับคดีนี้เต็มๆ ฉันก็เลยอินกับเรื่องราวมากจนเอามันมาเขียนจนจบ”
“หูยยย... เก่งมากนายตั้งต้น” เธอยกนิ้วหัวแม่โป้งให้ผมแล้วคว้าชามข้าวมากินต่อ
“แค่เนี้ยะ?” ผมเลิกคิ้วถาม
“”อ้าว จะเอาอะไรอีกวะ” ยัยมิ้นต์ตักข้าวคำใหญ่เข้าปาก ตามด้วยหมูชิ้นโต
“นี่ไม่คิดจะเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้เพื่อนบ้างเลยหรือไง” ผมเกือบยกมือเท้าสะเอวแล้วถ้าไม่ติดว่ามันจะดูสาวไปหน่อย
“อ๋อ ได้ซี้ ไว้นัดกันนะ แกอยากกินร้านไหน เพื่อนจัดให้เลยค้าบบบ...” เธอรวบช้อนแล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่มอักๆ “แต่วันนี้คงยังไม่ได้นะ ฉันไม่อยู่หลายวันงานที่สน.เพียบเลยอ่ะ” ตำรวจลุกขึ้นยืนลูบพุงในกระโปรงรัดรูปไปมาแล้วหันมาพูด “ฝากล้างด้วยนะ ไปล่ะ”
“เดี๋ยวๆ ข่าวดียังไม่หมดแค่นี้” ผมลุกเดินตามเธอไปหน้าบ้าน
“มีอะไรอีก แกได้งานทำหรือไง” เธอหันมาปรายตาใส่
“ใช่!” ผมร้องลั่น
“ฮ้า!” คราวนี้ยัยมิ้นหันมาทำตาโต ท่าทางเธอตกใจและแปลกใจจริงๆ
“ฉันได้งานทำที่สำนักพิมพ์สืบอักษรที่ที่รับพิมพ์งานนั่นล่ะ แหล่มไหมล่า...” ผมยืดอก
“โห... โคตรโชคดีเลย ไปทำอีท่าไหนเขาถึงใจอ่อนรับแกทำงานวะ” เธอพูดไปก็ใส่รองเท้าไป
“แกจำพี่ปลาได้ไหม” ผมพยายามทบทวนความจำให้
“ใครวะ”
“ยัยเจ๊จอมสอดรู้สอดเห็น ที่พักบ้านดินหลัง A 3 ที่เชียงใหม่ไง”
เธอขมวดคิ้วก่อนจะร้องลากเสียงยาว “อ๋อ...”
“แกเป็นเจ้าของสืบอักษร ฉันเลยบุกตะลุยไปถึงสำนักพิมพ์ แล้วของานทำเอาดื้อๆ เลย”
“หน้าด้านดีมาก เพื่อน”
“ป๊าดดดด... เขาเรียกโชคดีเว้ย อย่างว่าล่ะ คนมันบุคลิกดีน่าเชื่อถือ”
“พูดถึงรีสอร์ทบ้านดินของลุงตู๋ที่เชียงใหม่แล้วฉันยังจำคดีที่เกิดขึ้นที่นั่นได้ไม่มีลืมเลย” หมวดมิ้นต์ใส่รองเท้าเสร็จแล้ว เมื่อเธอพูดประโยคนี้สายตาของเธอเหม่อมองไปไกลแสนไกล เหมือนจะทบทวนเรื่องราวครั้งก่อน

ผมเองก็ไม่มีวันจะลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นเหมือนกัน เราสองคนเกือบจะเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่เชียงใหม่กันเสียแล้ว และมันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมได้รู้ใจตัวเองว่าแท้จริงแล้วผมรักผู้หญิงตรงหน้าคนนี้มากขนาดไหน เวลาอยู่บนโลกนี้ของคนเรามันสั้นนัก ไม่รู้เลยว่าเราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ จะมีโอกาสได้บอกกันไหมว่ารู้สึกอย่างไรต่อกัน หลังจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ผมก็หาโอกาสจะบอกความในใจให้เธอรู้ แต่มันไม่ใช่อะไรที่จะพูดออกไปง่ายๆ

ยิ่งมองกลับมาดูฐานะความเป็นอยู่ของตัวเอง ยิ่งไม่กล้าพูด ผมต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้เป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้ ถึงจะมีหน้าบอกรักเธอ และผมเชื่อว่าโอกาสของผมเปิดแล้ว ผมมีนิยายเป็นของตัวเอง เริ่มต้นอาชีพนักเขียนจริงจัง และยังได้ทำงานกับสำนักพิมพ์ ได้อยู่กับหนังสือซึ่งเป็นสิ่งที่รักมาก ผมเชื่อว่าสักวันจะต้องตั้งหลักสร้างเนื้อสร้างตัวได้แน่ และวันนั้นผมจะพร้อมที่จะบอกความในใจกับเธอ

“ฉันกะว่าจะเขียนนิยายเรื่องที่สองต่อเลยนะ จะเอาคดีที่เกิดขึ้นที่บ้านดินเชียงใหม่นี่ล่ะมาเป็นพล็อต ตั้งชื่อว่า พรางสังหาร เธอว่าดีไหม”
“ฉันว่ามันธรรมดาไปนะ ทำไมไม่ตั้งให้มันเป็นชุดเดียวกันกับเรื่องแรกล่ะ” เธอออกความเห็น
“เออ ดีเหมือนกัน ไว้เขียนจบค่อยคิดหาชื่ออีกที”
“พูดถึงคดีที่เชียงใหม่... ไม่รู้ว่า ป่านนี้สารวัตรชายธงเขาเป็นไงบ้างเนอะ” เสียงยัยมิ้นต์ลอยเข้าหูผม
ทีแรกก็ฟังผ่านๆ นะครับ แต่พอจับใจความได้ผมงี้ฉุนโกรธควันจะออกหู อะไรเนี่ย... ผมกำลังคิดถึงเรื่องสารภาพรักกับเธอ แต่ยัยมิ้นต์กลับไปคิดถึงหนุ่มอื่น
“ไปคิดถึงเขาทำไม๊!” ผมขึ้นเสียงสูง รู้เลยว่าตัวเองต้องหน้าแดงเพราะมันร้อนไปหมด
“อ้าว... แกเป็นไรมากหรือเปล่า” ยัยมิ้นต์ทำหน้างง กะพริบตาปริบๆ
“เปล่า” ผมหลบตาเธอ

ผมระงับอารมณ์ด้วยการกัดลิ้นตัวเองจนเจ็บ รู้เลยว่าพลาดไปแล้ว ก็หึงสิครับ เพราะสารวัตรชายธงก็คือนายตำรวจหนุ่มคนเมืองที่มาก้อร่อก้อติกกับยัยมิ้นต์ตอนที่ทำคดีที่เชียงใหม่ แถมยังประกาศกับผมชัดเลยว่าจะจีบยัยมิ้นต์ ถ้าผมสู้ไม่ได้ก็จงถอยไปไกลๆ แต่โดยดี แต่หลังจากพวกเรากลับลงมากรุงเทพ เขาก็ไม่ได้ตามมาครับ แต่เดี๋ยวก่อน... ไม่ได้ตามลงมาไม่ได้หมายความว่าเขาจะหายไปจากชีวิตเธอนี่นา

 “สารวัตรชายธงติดต่อเธอมาบ้างหรือเปล่า” ผมอดระแวงไม่ได้
“วุ้ย เขาจะติดต่อฉันทำไมกัน”
“ก็ดีแล้ว” ผมอุบอิบเสียงเบากับตัวเอง

หมวดมิ้นต์ขึ้นนั่งรถและสตาร์ทเครื่อง เธอชี้ไปที่ประตูรั้วให้ผมเปิดให้ คุณนายเธอใช้ผมนิ่มๆ อย่างนี้ทุกทีล่ะครับ แต่พอเธอขับรถออกไปจอดผมก็ร้องเรียกไว้
“เฮ้ย! เดี๋ยวๆ มีอีกเรื่อง”
“อะไรของแกวะตั้งต้น ติดฉันเป็นตังเมเลยเนี่ย” เธอยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ
“ฉันมีเรื่องเจ้าเติมเต็มจะปรึกษาเธอ” ผมเกาะขอบหน้าต่างไว้ ใจนึกไปถึงลูกลิงเกาะหลังแม่
“อะไร เติมเต็มไปก่อเรื่องอะไรเหรอ” ยัยมิ้นต์ขมวดคิ้ว เธอรักยัยเติมเต็มเหมือนน้อง ทั้งคู่สนิทกันพอดู
“มันบอกแม่ว่าขอไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านแซนด์วิช แต่กลับดึกทุกคืนจนแม่บ่น ที่สำคัญเมื่อวานเย็นฉันเห็นมันนั่งหน้าแฉล้มอยู่ในรถของไอ้หนุ่มหน้าตี๋คนหนึ่ง เธอคิดว่าไงล่ะ” ผมเล่าคร่าวๆ
“ฉันคิดว่าเติมเต็มไม่ใช่เด็กเหลวไหล อะไรที่มันแปลกไปต้องมีเหตุผล แกควรจะหาให้เจอว่าทำไม” เธอทิ้งท้ายไว้แค่นี้แล้วก็ขับรถออกไป

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 337
    • ดูรายละเอียด
Re: นายตั้งต้น 3 บทที่ 4
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2018, 08:27:22 PM »
ติดตามค่ะ  ;D