ผู้เขียน หัวข้อ: สืบรสเสิร์ฟรัก ตอนที่ 1  (อ่าน 23 ครั้ง)

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
สืบรสเสิร์ฟรัก ตอนที่ 1
« เมื่อ: ตุลาคม 13, 2018, 07:01:44 PM »
บทที่ 1

“พีซ วัตถุดิบเตรียมครบเรียบร้อยหรืิอยัง”
“น้องพีซคะ หม้อชุดนั้นเอามาตั้งตรงนี้สิ ไม่โชว์ของเขา เดี๋ยวสปอนเซอร์ เขาก็ไม่จ่ายตังค์เท่านั้น”
“ผ้ากันเปื้อนประตำตัวคุณกานต์อยู่ไหน ยัยพีซ”
“พีซ มาดูเครื่องอบทางนี้หน่อย”
“พีซ ปลาที่เตรียมไว้ยังไม่ได้ทำเลย”
“พีซ!...”

ภิรัญญาหรืิอพีซยืนหมุนซ้ายขวา ไม่รู้จะวิ่งไปตามคำสั่งไหนก่อนดี เธอเริ่มงานวันนี้เป็นวันที่สาม และเป็นสามวันที่ทำให้เธอเข้าใจถ่องแท้เลยทีเดียวว่า การเป็นที่ต้องการของทุกคนรอบตัวมันทำให้โลกหมุนจนมึนหัวได้มากขนาดไหน

อันที่จริง  โลกของเธอเริ่มหมุนคว้างตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว...

พ่อของเธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ อยู่ที่ภูเก็ต มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย อยู่มาวันหนึ่ง ลุงวีระเพื่อนเก่าแก่ของพ่อจากเชียงใหม่มาเยี่ยม เห็นว่าร้าน ลุงใบ้ของพ่อเป็นร้านที่มีเอกลักษณ์และเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมาก เลยชวนให้พ่อร่วมลงทุนขยายร้าน พ่อก็เห็นช่องทางประกอบกับความไว้ใจจึงตัดสินใจร่วมลงทุนกับลุงวีระ

แต่แล้วเพื่อนเก่ากลับทรยศหอบเงินของพ่อหนีหายเข้ากลีบเมฆ ทิ้งหนี้สินก้อนโตไว้ให้พ่อรับผิดชอบ แม้จะแทบหมดตัวแต่พ่อยังกำลังใจดี บอกทุกคนว่า ตราบใดที่ยังมีแรง ชีวิตยังมีทางให้เดิน การเริ่มต้นใหม่อาจจะทำให้เรามีโอกาสสร้างสรรค์อะไรที่แตกต่างและกลับมาแข็งแรงได้อีกครั้ง เธอก็มองโลกในแง่บวกเหมือนพ่อ

หากการมองโลกในแง่บวกไม่ได้การันตีว่าโลกจะหันด้านบวกให้เราเสมอไป

ขณะขับรถเพื่อไปเจรจาประนอมหนี้ รถกระบะตีนผีขี้เมาขับเสยรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อจนตัวท่านลอยไปไกลเกือบสิบเมตร พ่อไม่มีโอกาสสร้างสรรค์เมนูใหม่อย่างที่ตั้งใจ

การจากไปอย่างกะทันหันของพ่อจากอุบัติเหตุ ทำให้ครอบครัวของเธอเหมือนเจอสึนามิหลังแผ่นดินไหว ทุกชีวิตพึ่งพารายได้จากร้านลุงใบ้ของพ่อ เธอเปิดบริษัทนักสืบเล็กๆ ทำงานสนุกๆ ที่เธอชอบหลังเรียนจบ แต่ไม่ได้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เธอจึงจำต้องปิดบริษัท และเริ่มต้นหางานที่สามารถเลี้ยงแม่และน้องชายหญิงอีกสองคนที่ยังอยู่ในวัยเรียนทั้งคู่ พี่ชายที่กำลังเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอกจะทิ้งกลางคันกลับมาก็เสียดาย จึงต้องพยายามหางานพิเศษเลี้ยงตัวเองให้รอด เรียนให้จบให้ได้เพื่ออนาคตตนและครอบครัว

แม่ไม่ได้มีความรู้อะไรมาก และใช้ทั้งชีวิตดูแลพ่อและลูกๆ เมื่อไม่มีพ่อให้ดูแลแล้ว แม่เหมือนคนหลงทางอยู่พักใหญ่ เมื่อเริ่มตั้งสติได้เธอกับแม่ก็ปรึกษากัน แม่อยากจะทำร้านต่อ แต่เพราะไม่เคยจับงานครัวจริงจัง รายละเอียดการจ่ายตลาด พ่อทำเองทั้งหมด ความชำนาญในการบริหารต้นทุนของร้านตายไปพร้อมพ่อ ลูกค้าค่อยๆ หดหาย จนน่ากลัวว่าคงไม่รอด แม่ต้องปรับแผนเปลี่บนไปทำขนมเล็กๆ น้อยๆ ไปขายตลาดพอเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน

ตอนทำบุญร้อยวันพ่อ เธอปรับทุกข์กับแก็งค์เพื่อนรักที่มาร่วมทำบุญ หลังจากกลับกรุงเทพฯ กันไปราวสัปดาห์กว่า จุรีหรือมีด หนึ่งในแก๊งค์เพื่อนสาวก็โทรมาบอกว่ามีงานตำแหน่งผู้ช่วยพ่อครัวของ Bon appétit (บอนนาเปตี) ว่างอยู่ รายได้ดีพอที่จะทำให้เธอสามารถส่งน้องเรียนได้สบาย เจ้าของเป็นเพื่อนของพี่ปืนที่เป็นพี่ชายของจุรี เพราะเส้นสายเล็กๆ เธอจึงผ่านเข้ามาทำงานได้โดยไม่ต้องสัมภาษณ์หรือทดสอบฝีมือเลย

เธอวาดหวังว่า เธอน่าจะได้ประสบการณ์ในการทำร้านอาหารที่ช่วยให้เธอสามารถกลับมาสานต่อร้านของพ่อได้ ทำงานเก็บเงินเก็บประสบการณ์สักสองสามปี เธอคงมีความมั่นใจมากว่านี้

แต่งานผู้ช่วยพ่อครัวไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด เธอเตรียมตัวเข้าครัวมาเต็มที่ แต่ bon appetit ไม่ใช่ร้านอาหาร  แต่เป็นรายการทำอาหารของ ศานติ์ กิจการกำจร ทายาทคนสุดท้องของตระกูลกิจการกำจร ผู้มีชื่อเสียงกำจรกระจายไปทั่วในเรื่อง ความไม่เอาไหน และเหลวไหลไปวันๆ

ชายหนุ่มทำธุรกิจมาแล้วหลายอย่าง ตั้งแต่ร้านอาหาร คลับ โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ไปจนขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมออนไลน์ ไม่มีธุรกิจไหนยั่งยืน ถ้าไม่ปิดตัวเอง  ก็ถูกโอนถ่ายไปให้พี่ๆ ของเขาดูแล

วันดีคืนดี ไม่รู้อะไรไปเข้าฝัน เขาดำริว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการทำอาหารและเริ่มต้นผลิตรายการ bon appetit เพื่อป้อนให้สถานีโทรทัศน์ค่ายหนึ่ง รายการเหมือนจะได้เรตติ้งดีพอควร ซึ่งน่าจะเป็นเพราะความช่างจ้อและสนุกสนานของ เชฟศานติ์เสียมากกว่าฝีมือทำอาหาร

“คุณศานติ์มาแล้ว!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงรองเท้าหนักๆ เดินเข้าสตูดิโอมา

ชายหนุ่มผิวขาวหน้าตาผ่องใส ดวงตาเรียวตามเชื้อชาติฝั่งบิดาแต่ยังอุตส่าห์มีสองชั้นหลบใน บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวานประดับชวนให้สาวน้อยใหญ่หลงใหลเอาง่ายๆ ผมซอยสั้นหวีใส่เจลเรียบเนียบ สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าแขนสั้นกางเกงสีกากียาวแค่เข่า รองเท้าหนังสีน้ำตาลขัดเงาวับจนแทบจะใช้แทนกระจกได้ ท่าทางง่ายๆ สบายๆ เหมือนไม่ได้มาทำงาน แต่กำลังจะไปเดินเล่นชอปปิ้งมอลล์เสียมากกว่า

เขาดูอ่อนกว่าวัยสามสิบกลางๆ ยิ่งถ้าไปยืนเทียบกับพี่ปืนของยัยมีด  ราวกับไม่ใช่คนวัยเดียวกัน อาจจะเป็นด้วยหน้าที่การงานที่พี่ปืนเป็นตำรวจ แต่คุณศานติ์คนนี้เป็นลูกเสี่ยที่ไม่ต้องทำอะไรก็มีกินใช้ไปทั้งชาติ

ภิรัญญาเพิ่งได้เจอเขาตัวเป็นๆ เพราะสองวันก่อนผู้ช่วยพ่อครัวอย่างเธอวิ่งไปมาระหว่างบริษัทกับตลาดนับสิบรอบ เพราะคนจดรายการวัตถุดิบนึกออกทีละอย่างสองอย่าง ทีมงานแต่ละคนในสำนักงานเหมือนเป็นเพื่อนของเจ้าของบริษัทกันหมด ทุกคนจึงมีหน้าที่สั่ง สั่ง และสั่ง มีเธอคนเดียวที่อยู่คนละชั้นกับเจ้าของและต้องรับคำสั่ง

“ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องเรียกคุณศานติ์ เรียกว่าเชฟศานติ์ เรียกให้ติดปากไว้นะทุกคน”
เขาหันไปบอกรอบๆ สตูดิโอ ยิ้มในหน้า เมื่ออุปโลกน์พรสวรรค์ตัวเองแล้ว เขาก็แต่งตั้งตัวเองเป็นเชฟเสียด้วย จะได้น่าเชื่อถือ

เธอยกมือไหว้ แต่เชฟใหญ่เดินผ่านเธอไปอย่างไม่สนใจ เธอได้แต่คิด เขาอาจจะสายตาสั้น มองไม่เห็น มองโลกในแง่ดีแบบที่พ่อสอนไว้ เธอต้องการงานนี้

“วันนี้เราทำเมนูอะไรกันครับ” เขาทักชายหัวล้านพุงพลุ้ย มือกำกระดาษม้วนๆ อยู่ เขากางมันออกและตอบ

“ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว สูตรไมโครเวฟครับ”

“เยี่ยมไปเลย น่าสนใจ เริ่มเลยไหมครับ ผ้ากันเปื้อน!”

ทันที่ที่เขาร้องสั่ง สาวน้อยนางหนึ่งก็พุ่งตัวไปพันผ้ากันเปื้อนให้เชฟใหญ่

“วัตถุดิบเตรียมพร้อมแล้วนะครับ”

เขาถามพลางเดินไปดูที่โต๊ะกลางสตูดิโอ ในฉากด้านหลังเป็นเครื่องครัวหลากหลายชนิด หมออบ ไมโครเวฟ เครื่องล้างจาน เตาพร้อมเครื่องดูดควัน ซิงค์น้ำเป็นห้องครัวจำลองที่เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ เหมาะกับเชฟมืออาชีพอย่างแท้จริง บนโต๊ะยาวสำหรับเตรียมอาหารมีวัตถุดิบจัดวางอยู่อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งปลากะพงตัวย่อม คอดเกล็ดพร้อมปรุง เห็ดหอมแห้ง ขิง ต้นหอม ขึ้นฉ่าย และเครื่องปรุงรสต่างๆ

เชฟศานติ์สำรวจ หยิบโน่นมาดู จับนี่มาดม ดูเป็นมืออาชีพทีเดียว เสร็จแล้วก็ถูมืิอไปมา
“เอาล่ะ ผมพร้อมแล้ว”

ผู้กำกับสั่ง กล้องพร้อม แสงไฟ เมื่อเสียงแอคชั่นดังขึ้น เชฟศานติ์ก็เริ่มเปิดรายการ ด้วยจังหวะลีลาในการพูดจาพาทีของเขา ภิรัญญาต้องยอมรับว่าเขาดูมีเสน่ห์และมั่นใจในตัวเองมาก ความเรียบรื่นในการดำเนินรายการของเขาทำให้ดูเป็นธรรมชาติและน่าติดตาม ไม่แปลกที่รายการจะได้รับความสนใจจากผู้ชมพอสมควร

“เรามาเริ่มขั้นตอนแรกกันเลยดีกว่านะครับ เห็ดหอมครับ หั่นเป็นชิ้นๆ  เอ๊ะ ทำไมแข็งแบบนี้ล่ะ หั่นไม่เข้าเลย”

“คัท! เชฟครับ เห็ดหอมมันยังไม่ได้แช่น้ำครับ”

“อ้าว แหม พี่ไม่บอกผมก่อน เอาใหม่ละกันนะ”

ผู้กำกับสั่งแอคชั่นใหม่อีกครั้ง

“เห็ดหอมนี่มันยังแข็ง เพราะยังไม่แช่น้ำ เราก็เอาไปแช่น้ำก่อนนะครับ”
เขาว่าพลางใส่เห็ดหอมในชามใบเล็กใส่น้ำเตรียมไว้
“คราวนี้เราก็ต้องซอยขิงนี่ให้เป็นฝอยนะครับ เอาไว้โรยบนปลาให้กลิ่นหอมและเพิ่มรสชาติ”
เขาหยิบแผ่นขิงที่ฝานไว้แล้วมาเรียงเพื่อซอย ก้มหน้าซอยอยู่ประเดี๋ยวก็เงยหน้าขึ้น ตาแดงเรื่อ

“คัทๆ ใครก็ได้มาซอยขิงแทนผมหน่อย น้ำตาไหล”

ทีมงานเหมือนรู้ว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ นักแสดงแสตนอิน สวมผ้ากันเปื้อนเหมือนเชฟใหญ่เตรียมตัวรออยู่แล้ว เข้ามาซอยขิงแทน กล้องแพนจับไปให้เห็นแค่มือและขิงเท่านั้น ส่วนเชฟใหญ่ใช้ทิชชู่เช็ดน้ำตาป้อยๆ
ภิรัญญานึกเวทนาเขาจริงๆ เกิดมาเธอยังไม่เคยเจอใครซอยขิงแล้วน้ำตาไหล ถ้าเป็นหัวหอมล่ะก็ว่าไปอย่าง แต่ดูเหมือนทีมงานคนอื่นๆ จะทำงานไปได้อย่างปกติ เหมืิอนไม่มีปัญหาอะไร ครู่ใหญ่ เชฟก็กลับมาร่าเริงเหมืิอนเดิม 

“ผมพร้อมแล้ว ต่อได้เลยครับ”
 
ถึงตอนนี้  ตัวสแตนอินก็จัดการหั่นซอยผักต่างๆ เรียบร้อยหมดแล้ว เมื่อเชฟเข้าประจำที่  เขาก็ดำเนินการต่อได้อย่างแนบเนียน

“และนี่ครับ ซีอิ๊วตรานางฟ้ามาเอง ซีอิ๊วสูตรโบราณที่ทั้งหอม ทั้งปลอดภัยเพราะผ่านขั้นตอนการผลิตอาหารปลอดภัยทุกขั้นตอน”

เขายกขวดซีอิ๊วตรานางฟ้ามาเองที่เป็นสปอนเซอร์รายการขึ้นโชว์ก่อนจะเทลงในชามปรุงรส กล้องซูมไปที่น้ำซีอิ๊วไหลพลั่กๆ ลงในชามสีขาวใบใหญ่ ครู่หนึ่ง เชฟยังคงเทซีอิ๊วไม่เลิก คงกลัวสปอนเซอร์ไม่จ่ายเงิน ภิรัญญาได้ยินเสียงสนทนาแว่วมาจากตากล้อง

“เฮ้ย พี่อั้ม คุณศานติ์แกใส่ซีอิ๊วเยอะไปไหม นั่นล่อไปครึ่งค่อนขวดแล้วนะ แกนึกว่าจะทำปลาทอดซีอิ๊วละมั้ง”
เด็กถือสเลทกระซิบถามผู้กำกับ

“เออน่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวไปตัดต่อเอาสั้นๆ พอ” เขาตอบสบายๆ

ภิรัญญายิ้มขำ ทีมงานช่างเป็นมืออาชีพจริงๆ
หลังจากเทซีอิ๊วใส่ชามจนพอใจแล้ว เชฟใหญ่ก็เอื้อมหยิบถ้วยเล็กใส่น้ำตาลทราย แต่เพราะไม่ระวังหรืิอแขนอ่อนแรงเพราะถือขวดซีอิ๊วนางฟ้ามาเองนานเกินก็ไม่ทราบได้ ถ้วยน้ำตาลทรายหลุดมือหล่นใส่ชามซีอิ๊ว  น้ำซีอิ๊วที่ปริ่มชามอยู่แล้วกระฉอกใส่ผ้ากันเปื้อนเชฟใหม่เต็มๆ

“คัทครับคัท ฮาๆ วิธีเติมน้ำตาลแบบนี้ห้ามลอกเลียนแบบนะครับ”

แม้พื้นจะเนืองนองไปด้วยน้ำซีอิ๊วนางฟ้ามาเอง แต่เชฟยังมีแก่ใจหยอกเล่นทีมงาน ทีมงานก็รับมุก หัวเราะร่าเข้ามาช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ สองคนพาเชฟไปเปี่ยนผ้ากันเปื้อน  อีกสองคนเข้าจัดการความระเนระนาดและเตรียมพื้นที่ใหม่ โดยไม่ลืมเทน้ำซีอิ๊วลงชามแค่สองสามช้อนโต๊ะเท่านั้น

“ทิม เข้าแทนเลย”
เสียงผู้กำกับร้องสั่งสแตนอิน ซึ่งเขาก็ขานรับและเข้าจัดการต่อโดยทันที การถ่ายทำดำเนินต่อไปอย่างเงียบๆ และราบรื่น เน้นภาพมือที่กำลังปรุงอาหาร

ภิรัญญาชื่นชมทิมคนที่ทำหน้าที่แทนเชฟศานติ์ เขามีความเชี่ยวชาญในการใช้มีด เวลาปรุงรสเติมส่วนประสมต่างๆ ก็แม่นยำอย่างผู้เชี่ยวชาญตัวจริง และดูมั่นใจไม่ขัดเขินแม้แต่น้อย แม้จะมีกล้องจับอยู่ก็ตาม

หลังจากเปลี่ยนเครื่องทรง เชฟก็พร้อมกลับเข้าฉากใหม่อีกครั้ง

“แหม รองเท้าหนังจรเข้ของผมกลายเป็นจรเข้แช่ซีอิ๊วไปเลย ไม่เป็นไรครับ มาต่อกันเลย ถึงไหนแล้วครับนี่”

“ขั้นตอนสุดท้ายแล้วครับเชฟ แค่เอาเข้าไมโครเวฟเท่านั้น” ผู้กำกับบอก

เมื่อได้ยินเสียงแอคชั่น เชฟศานติ์ยกชามที่มีปลากะพงอาบเครื่องปรุงพร้อมแล้วขึ้นมาโชว์

“นี่ไงครับ เท่านี้ก็พร้อมแล้วสำหรับขั้นตอนสุดท้าย” เขาวางจานปลาลง หันไปทางด้านหลัง

“ไมโครเวฟเดี๋ยวนี้กลายเป็นเครื่องมือทำอาหารที่ทุกครอบครัวต้องมี สำหรับคนชอบเข้าครัวอย่างผม ไมโครเวฟที่เพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยสำหรับมืออาชีพอย่างฟอร์เอเวอร์ยูคือของที่ต้องมีในครัวครับ”
 
เขากดปุ่มเลือกโปรแกรมการทำงานและยกจานปลาปรุงซีอิ๊วแล้วเข้าไป

“เท่านี้ครับ ง่ายๆ อีกเดี๋ยวเรากลับมาชิมปลากะพงนึ่งซีอิ๊วของเรากัน ตอนนี้พักกันสักครู่”

“คัท”

ทันทีที่เสียงสั่งการของผู้กำกับดังขึ้น ทีมงานมืออาชีพก็เข้ามาจัดการเคลียร์พื้นที่บนโต๊ะ เตรียมรับช่วงสุดท้ายที่เชฟจะชิมอาหารตัวเอง

ช่างแต่งหน้าเข้ามาซับมันให้ใบหน้าหล่อของศานติ์ เติมแป้งนิดหน่อย ใบหน้าเขาก็กลับมาหล่อทะลุจออีกครั้ง เขาเองพูดจาหยอกล้อช่างแต่งหน้าสาวทางเลือกอย่างเป็นกันเอง ทำให้บรรยากาศการทำงานไม่เคร่งเครียดแม้จะมีปัญหาขัดข้องมากมายตลอดการอัดรายการ

“พีซ เสร็จแล้วก็ออกไปจากฉากได้แล้ว”
เสียงผู้กำกับสั่ง

“เดี๋ยวค่ะพี่อั้ม ยังหาเขียงพลาสติกนาโนของสปอนเซอร์ไม่เจอ”

ผู้กำกับนามอั้มเดินเข้ามาเมียงมอง
“ติดไปกับหม้อกะทะที่ตั้งโชว์อยู่หรือเปล่า”

“ไม่น่านะพี่ พวกนั้นเราไม่ได้แกะกล่องออกมาใช้งานเลย แต่เขียงนี่คุณทิมใช้ซอยขิงอยู่เมื่อกี้”

เสียงไมโครเวฟดังเตือนว่าอาหารปรุงเสร็จแล้ว ทุกคนหันไปทางไมโครเวฟ แสงไฟจากด้านในตัวเครื่องทำให้มองเห็นอะไรบางอย่าง ขาวๆ อาบอยู่ใต้จานปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว

“พี่ว่าเราเจอเขียงพลาสติกนาโนแล้วว่ะ แต่คงไม่เหลือสภาพไปคืนสปอนเซอร์แล้ว จัดการเก็บกวาดเสียนะ”
พี่อั้มสั่งเสียงเรียบ ก่อนเดินจากไป

ภิรัญญามองสภาพภายในไมโครเวฟ ปลานึ่งซีอิ๊วพลาสติกนาโนสูตรเชฟศานติ์ ใครจะไปกล้าชิมล่ะนี่

เธอได้ความกระจ่างในวันนี้เองว่า ที่เขาว่าอย่าเชื่อโฆษณาในโทรทัศน์มันเป็นความจริงแท้ๆ รายการโทรทัศน์เป็นโลกมายากลที่ทำให้คนทำอาหารไม่เป็นสัปปะรด สามารถกลายเป็นเชฟใหญ่ได้ แค่มีเงินจ้างนักมายากลมืออาชีพอย่างทีมงานถ่ายทำรายการ bon appetit เท่านั้นเอง

เจ้าของรายการพอได้รับทราบว่าตัวเองเอาอะไรใส่ไมโครเวฟไปด้วย แทนที่จะตกใจ กลับหัวเราะชอบใจในวีรกรรมของตัวเองจนลั่นสตูดิโอ

รายการนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนหนอ หรือจะปิดตัวตามธุรกิจอื่นๆ  ของ นายศานติ์ กิจการกำจร ในเวลาไม่ช้า นึกถึงอนาคตตัวเองแล้วภิรัญญาหวั่นใจนัก หมดแรงจะทำความสะอาดเก็บกวาดไมโครเวฟเลยทีเดียว
…..................................
โปรดติดตามตอนต่อไป  ;D

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Full Member
  • *
  • กระทู้: 232
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบรสเสิร์ฟรัก ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 13, 2018, 11:48:45 PM »
นิยายเรื่องนี้ ควร มีคำเตือนนะคะ  ;D

คนอ่าน อาจได้รับความทรมานได้ ฮ่าๆ หิวขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ  ::)
bon appitit  บง อาเปตี การออกเสียงคำหลังไม่มั่นใจนะคะ เคยเรียน ตอนม.ปลาย ฮ่าๆๆ
bonjour บงชูวร์  อรุณสวรรดิ์ คำพื้นฐานที่เรียน เทียบเคียงเอาน่ะค่ะ
Licht und Schatten トーキョーグール-

buddy

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 342
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบรสเสิร์ฟรัก ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2018, 08:28:22 PM »
ขอบคุณค่ะคุณไอ เดี๋ยวหาเมนูเปิบพิศดารมาเสิร์ฟ อิอิ  ;D

มะยม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
    • ดูรายละเอียด
Re: สืบรสเสิร์ฟรัก ตอนที่ 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 16, 2018, 05:04:59 PM »
จะเป็นเชฟได้นานไหม 55+ เดือดร้อนเค้าไปหมด