ผู้เขียน หัวข้อ: ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่ 7  (อ่าน 57 ครั้ง)

มะยม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
    • ดูรายละเอียด
ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่ 7
« เมื่อ: ตุลาคม 17, 2018, 04:53:06 PM »
สวัสดีค่ะ ขอแจ้งการโพส นิยาย ดอกไม้ในกาลเวลา ค่ะ 
จะโพสทิ้งไว้จนถึง เดือน ธันวาคม 2561 ค่ะ หลังจากนั้นขอลบค่ะ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะคะ


บทที่7

 ‘เขม’
‘หือ...’
‘เราสัญญากันแล้วนะ’
‘ทวงมาแบบนี้...ฟ้าใสกลัวเราลืมเหรอ’
‘อย่าลืมก็แล้วกัน’

เขมทัตขับรถกลับมาที่บ้านด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า อ่อนล้าไปหมดทั้งร่างกายและหัวใจ ความหวังความฝันที่เคยวาดไว้พังทลายลง ในเวลานี้เขาควรทำใจยอมรับความจริง

และควรจะยินดีกับเธอ เพราะตัวเขาเองก็มีคำว่า ‘พ่อ’ ค้ำคออยู่จนเหมือนคนน้ำท่วมปาก

แล้วถ้าหากทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้เขาก็ต้องยอมรับมัน

เขมทัตกลับมาถึงบ้าน มองครูนิ่มที่สอนเด็กๆ ที่เหลือไม่กี่คนจึงปล่อยให้เธอดูแล เขาโยนกุญแจรถใส่ตะกร้าที่วางบนเคาน์เตอร์ แล้วเดินไปชงกาแฟมานั่งดื่มเงียบๆ นึกถึงช่วงชีวิตที่กำลังสับสนวุ่นวาย

ในช่วงนั้นเขากำลังเตรียมตัวเข้ามหาลัย แต่ยังต้องเดินทาง ไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับหอพัก ส่วนนัจกรเรียนอยู่ชั้น ม.4 

วันหนึ่งจันทร์หอมก็ติดต่อมาหาเขาบอกว่าตั้งท้อง ในขณะนั้นชีวิตของเขากำลังสับสนวุ่นวาย ทั้งเรื่องการเรียนและการตามหาข่าวสารรวิกานต์ ที่ไม่เคยติดต่อกลับมาเลยไม่ว่าเขาจะส่งอีเมล์ไปหาเธอสักกี่ฉบับ

พอรู้เรื่องเขาก็เข้าไปคุยกับน้าดาว ออกปากยอมรับผิด เขารับสารภาพในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ เพื่อให้เรื่องราวจบลงโดยไม่กระทบถึงน้องชาย โชคดีที่น้าดาวเข้าใจทุกอย่างง่ายๆ จึงได้ข้อสรุปไวกว่าที่คิด

“เขมจะรับผิดชอบ บอกสิจะทำยังไง”

จันทร์หอมถามเขาอย่างเร่งรัด

“เธอต้องการอะไรล่ะ แต่งงานเหรอ”

เหมือนคำตอบนี้จะถูกใจจันทร์หอม อารมณ์ของเธอเปลี่ยนทันที ใบหน้ายิ้มแย้มกระวีกระวานถามปรึกษาน้าดาวเรื่องการเตรียมงาน

“ไม่ได้...แต่งเติ่งอะไร” น้าดาวตวาดกลับคำพูดของน้าดาวทำให้จันทร์หอมเขม่นมองตาขวาง

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ หอมท้องนะ” จันทร์หอมเสียงดัง

“ท้องก็ท้องไปสิ เขมมารับผิดชอบแค่นี้ก็พอแล้ว จะแต่งยังไงคนกำลังเรียนหนังสือ แค่แกท้องแล้วมีพ่อรับผิดชอบก็บุญหัวแล้วนังหอม”

น้าดาวด่ากลับ

“น้าดาว!” จันทร์หอมกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจน้าสาวที่ไม่ยอมเข้าข้าง

“เขมคุยกับพ่อให้เข้าใจแล้วก็กลับไปเรียนหนังสือ ไม่ต้องห่วงทางนี้ น้าจะดูแลเอง”

“ขอบคุณครับน้า”

เขายกมือไหว้ซาบซึ้งในน้ำใจของน้าดาว ถ้าไม่ใช่น้าดาว เขาคงหมดอนาคตไปอีกคนเพราะต้องลาออกมาทำมาหากินเลี้ยงลูกเมีย

น้าดาวบ่นจันทร์หอมอีกระลอกใหญ่ เพราะรู้นิสัยหลานสาวของตัวเอง

สรุปว่าเขาไม่ต้องไปทนฝืนยิ้มเป็นเจ้าบ่าวในงานแต่งที่ไม่อยากให้เกิด แต่ถึงไม่ได้จัดงานแต่ทุกคนก็รับรู้ว่าเด็กในท้องของจันทร์หอมคือลูกของเขา


คุยกับน้าดาวเรียบร้อยก็ต้องเข้ามาเคลียร์กับพ่อ สายตาของพ่อที่มองมามีความดูแคลนอย่างหนักเมื่อรับฟังเรื่องราวของลูกชายคนโต

เพียะ!
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดลงที่ใบหน้าของเขา ในขณะที่กำลังนั่งคุกเข่าสำนึกผิด นัจกรจะลุกมาหาแต่เขาปลายตาห้ามน้องชายไม่ให้เข้ามายุ่ง เพราะเราตกลงกันแล้วว่านัจกรควรทำอะไรต่อจากนี้ น้องชายของเขาจึงหย่อนตัวนั่งที่เดิม แต่สีหน้าแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“เคยบอกแล้วใช่ไหม ถ้ายังดูแลตัวเองไม่ได้อย่าริทำลูกใครท้อง”

“ขอโทษครับพ่อ” เขมทัตก้มหน้ารับคำ

“ขอโทษเหรอ นี่ไงขอโทษ” พ่อถีบมาเต็มแรงจนเขานั่งไม่ติดพื้น น้าดาวเข้ามาห้ามพ่อถึงยอมหยุด วันนั้นถ้าไม่มีน้าดาวเขาอาจตายไปแล้ว

เขาถูกพ่อสำเร็จโทษไปตามระเบียบก่อนไล่กลับหอด้วยแววตาที่เกลียดชัง

จันทร์หอมย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านเมื่อใกล้คลอด ส่วนเขาเรียนปี1 ได้สักระยะหนึ่ง

ถึงพ่อจะดุด่าว่ากล่าวเขาในเรื่องนี้ เพราะโกรธที่คิดว่าเขาไม่รักษาสัญญาที่พ่อเคยขอไว้ ว่าห้ามทำลูกสาวบ้านไหนท้อง แต่พ่อก็ดูแลจันทร์หอมอย่างดีเพราะว่าเห่อหลานที่กำลังจะออกมาลืมตาดูโลก

แล้ววันหนึ่งจันทร์หอมคลอดลูกชายหน้าตาน่ารักน่าชัง

พ่อเห่อหลานกว่าใคร ดูแลทุกๆ อย่างด้วยตัวเอง จนกลายเป็นคนเลี้ยงไปโดยปริยาย ติวเตอร์อ้วนท้วนสมบูรณ์และเลี้ยงง่าย ส่วนเขาที่กำลังจะจบปี 1 ก็เริ่มกลับบ้านบ่อยขึ้น แต่ไปๆ มาๆ เพราะต้องไปเรียน และด้วยความผูกพันทางสายเลือดระหว่างลุงกับหลานที่มีเป็นทุนเดิม ทำให้เขาไม่รู้สึกขัดเคืองอะไรเลยหากต้องกลายมาเป็นคุณพ่อจำเป็นให้กับหลานชายคนเดียว

จันทร์หอมเข้ามาอยู่ที่บ้านของเขาในฐานะเมีย และแม่ของลูกชายนายเขมทัต แต่เขาไม่เคยล่วงเกินจันทร์หอมแม้เธอจะพยายามสานความสันพันธ์เพื่อให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์จริงๆ ก็ตาม

ในใจเขายังคิดถึงแต่รวิกานต์ เขาจึงทำได้แค่ประคองความเป็นครอบครัวที่ไม่เหมือนคนอื่น ให้อยู่รอดด้วยดี  ภาพครอบครัวที่น่ารักของเขาจึงเป็นแค่เปลือกหุ้มความลับที่ถูกเก็บซ่อน

แล้วในที่สุด คนที่ทนไม่ได้ก็คือจันทร์หอม

“ถ้าเขมจะเป็นแบบนี้เราอย่าอยู่ด้วยกันเลยดีกว่า” จันทร์หอมยัดเสื้อผ้าทั้งหมดของเธอลงกระเป๋าใบโต ไม่สนใจติวเตอร์ที่กลิ้งตัวเล่นอยู่ข้างๆ

จันทร์หอมเก็บเสื้อผ้า เก็บข้าวของทุกอย่างใส่กระเป๋า เขาได้แต่ยืนมองเพราะไม่รู้จะห้ามยังไง รั้งเธอไว้เพื่อลูกจันทร์หอมก็ไม่มีทางยอมเพราะเธอไม่เคยรักติวเตอร์เลย แต่จะให้เขามารักจันทร์หอม เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน

เธอหอบเสื้อผ้าหนีหายไป ทิ้งลูกชายที่น่ารักขึ้นทุกวันๆ อย่างไม่ลังเล

ตั้งแต่วันนั้น ติวเตอร์ เด็กชายตัวน้อยๆ ก็กลายเป็นเด็กกำพร้าแม่อย่างถาวร



“พ่อเขมคับ พ่อเขม”

เสียงของติวเตอร์เรียกให้เขมทัตออกจากภวังค์

“หือ...ว่าไงครับ” เขมทัตลูบหัวเด็กน้อยด้วยความรักใคร่

“เตอร์พาแว่นแก้วไปเล่นในห้องได้ไหมครับ”

“ทำงานเสร็จหรือยังครับทั้งสองคน”

“เสร็จแล้วค่า” เสียงแปดหลอดของแว่นแก้วดังขึ้น

“งั้นไปสิครับ แต่อย่ารื้อของบนโต๊ะทำงานพ่อนะ”

“ครับ”

เขมทัตนั่งมองติวเตอร์จูงมือแว่นแก้วเดินหายเข้าไปในห้อง จากนั้นเขาก็ลุกมานั่งรวมกับเด็กนักเรียนที่เหลือสอนควบคู่ไปกับครูนิ่มครูผู้ช่วยที่จ้างมา



เช้าวันจันทร์เขมทัตไปส่งติวเตอร์ที่โรงเรียน พ่อเขาซึ่งเป็นคุณปู่ของหลานชายตัวอ้วนกลม เดินจูงมือกันออกมาส่งที่รถ สองปู่หลานกอดหอมล่ำลากันเหมือนทุกวัน กว่าจะผละออกจากกันได้ก็ใช้เวลาหลายนาที

“พ่อครับวันนี้ผมเข้าไร่นะครับ”

เขาบอกแต่เห็นพ่อปลายตามามอง นั่นแสดงว่าพ่อรับรู้แล้ว

“ผมอาจกลับค่ำ เดี๋ยวให้วินไปรับติวเตอร์ที่โรงเรียนนะครับ”

“อื้อ” พ่อตอบแค่นั้นแล้วเดินหายเข้าไปในร้าน

“พ่อเขมๆ”

“ว่ายังไงครับ”

“เตอร์อยากเข้าไร่”

“แต่ลูกต้องไปโรงเรียน”

ติวเตอร์ถอนใจทำหน้ายุ่งๆ เพราะอยากไปหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้ไป

“ลูกจะไปทำอะไรที่ไร่”

เด็กชายเงยมองหน้าพ่อ “เตอร์อยากเก็บดอกไม้มาให้แว่นแก้ว”

“เดี๋ยวพ่อเก็บมาฝาก แล้วเอาไปให้ที่บ้านแว่นแก้วเลยดีไหม”

“เย๊ๆ ดีคับ” เด็กชายยิ้มแก้มปริที่ได้ดอกไม้ไปให้เพื่อนอย่างที่เคยพูดเอาไว้

เขมทัตขับรถไปส่งติวเตอร์ที่โรงเรียน แล้วก็เลยไปไร่ตามที่บอกพ่อไว้ เขาไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกกาวินให้รับติวเตอร์ที่โรงเรียนแทนเขา


ตอนเย็นวันเดียวกันกาวินไปรับแว่นแก้วที่โรงเรียนและก็พ่วงติวเตอร์กลับมาที่บ้านด้วยอีกคนตามที่รับปากเขมทัต คุณครูยอมปล่อยตัวติวเตอร์มากับกาวินเพราะสองบ้านนี้จะผลัดเปลี่ยนกันมารับเด็กสองคนนี้อยู่บ่อยๆ จนจำกันได้
“วันนี้ไปเล่นกับแว่นแก้วที่บ้านก่อนนะเตอร์ ค่ำๆ ค่อยกลับบ้าน”

“คร้าบบ” ติวเตอร์รับคำแล้วหันไปเล่นกับแว่นแก้วต่อ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวลั่นรถ

“ป๊า อย่าลืมแวะซื้อขนมนะ” แว่นแก้วรีบบอกเมื่อใกล้ถึงที่ร้านประจำ

“เตอร์เอาไร” แว่นแก้วถาม เมื่อพ่อของเธอจอดรถเรียบร้อย

“ไปๆ ลงไปทั้งคู่นั่นแหละ รีบๆ ซื้อจะได้กลับบ้าน”

“ป๊าจะรีบไปไหน”

“เอ๊าก็รีบกลับบ้านนะสิ ถามทำไม”

“แก้วรู้นะป๊าจะไปไหน อย่าคิดๆ”

“คิดอะไรเอ้อ...”

แว่นแก้วขมวดคิ้วทำเสียงดุ ก่อนจูงมือกันกับติวเตอร์เดินไปเลือกซื้อขนม กาวินยืนเกาหัวมองลูกสาวตัวเองอย่างไม่เข้าใจ ไม่รู้ใครไปเล่าอะไรพิเรนทร์ ๆ ให้แว่นแก้วฟัง ลูกสาวคนนี้ของเขายิ่งแต่รู้ดีซะด้วย

กาวินยืนรอสักพักเด็กอนุบาลสองคนก็เดินหอบขนมมาเต็มมือ

“เอ้ย จะเหมาร้านรึไงแก้ว”

“ป๊า” แว่นแก้วขมวดคิ้วเหมือนเดิมเป๊ะ “ปะป๊าจะลืมว่าวันนี้วันเกิดแก้วนะ”

“เออรู้แล้วไม่ได้ลืม” เขาเน้นเสียง แต่จริงๆ แล้วคือลืม “แต่จะขนขนมไปทำไมตั้งเยอะแยะล่ะลูก”

“ไปเลี้ยงเพื่อนไง ใช่ไหมเตอร์” แว่นแก้วหันมาถามความเห็นติวเตอร์ เด็กชายแก้มพองๆ ก็เอาแต่พยักหน้า

กาวินส่ายหัวให้ลูกสาวตัวแสบ “เอ๊าเร็วๆ จะซื้อก็วางเลยจะได้รีบจ่ายตังค์”

จ่ายค่าขนมให้เด็กแสบเรียบร้อยก็พากันเดินมาที่รถ สวนกับนิหน่าที่เพิ่งเข้ามาพอดี แว่นแก้วจึงชวนคุณครูนิหน่าไปงานวันเกิดของตัวเองเสร็จสรรพ

“อย่าลืมนะคะ”

“จ๊ะ เดี๋ยวครูตามไปนะจ้ะ” นิหน่ารับปาก

กาวินเดินมาสะกิดเพื่อน “ซื้อเค้กมาให้ไอ้ตัวแสบเป่าด้วยนะ”

“อ้าว เป็นพ่อประสาอะไรวะทำไมไม่เตรียม”

“ก็กะจะชิ่งไง ใครจะรู้ว่าไอ้แก้วมันจะจำได้”

“ไอ้บ้า เด็กตัวแค่นี้จะจำได้ที่ไหนเล่า ฉันนี่แหละเป็นคนบอก”

“อ้าว...ว่าและ แว่นแก้วจะรู้ได้ยังไง เธอนี่เอง”

นิหน่าถอนใจ “จัดๆ ไปเถอะ วันเกิดเด็กน้อยไม่ได้ต้องทำอะไรมาก เดี๋ยวฉันซื้อขนมเค้กเข้าไปให้”

“เออขอบใจ”

“จะชิ่งลูกไปหาสาวอะดิ โถ...ไอ้พ่อนิสัยไม่ดี” นิหน่าบ่น พลางสั่งกำชับต่อ “บอกแม่บ้านเตรียมมื้อเย็นเผื่อเลยเดี๋ยวจะชวนฟ้าใสกับอรไปนั่งเล่นด้วย”

“โอเค”


หกโมงเย็นนิหน่า อรนภาและรวิกานต์ก็มาถึงที่บ้านของกาวินพร้อมกันด้วยรถยนต์ของนิหน่า

แว่นแก้วที่มีเพื่อนๆ แถวบ้านเข้ามาเล่นด้วยสามสี่คน พากันส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าววิ่งวุ่นทั่วบ้าน กาวินเลยจับเด็กๆ เข้าไปรวมไว้ในห้องนั่งเล่น แล้วตัวเองก็แอบไปโทรศัพท์หาเขมทัต

โต๊ะอาหารจัดตรงสวนหน้าบ้าน พร้อมเตาปิ้งย่างพร้อมแล้วรวิกานต์ก็อาสาไปเรียกเด็กๆ เธอเข้ามาในห้องนั่งเล่นเห็นเด็กๆ สุมหัวอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ก็ส่ายหน้าเบาๆ นึกตำหนิกาวินที่เปิดคอมพิวเตอร์ไว้ให้เด็กๆ แล้วตัวเองก็หายไปไม่คิดจะอยู่เฝ้าดูความเหมาะสม

“ปิมคอมออกไปกินข้าวได้แล้วค่ะเด็กๆ”

แว่นแก้วกับเพื่อนๆ สามคนหันหน้ามามองเธอ หญิงสาวแปลกใจเมื่อเห็นเด็กชายแก้มพองๆ นั่งอยู่ในนี้ด้วย

“อ้าว ติวเตอร์มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ” รวิกานต์ร้องทัก

“ปะป๊าไปรับแก้วกับเตอร์ที่โรงเรียนค่ะน้าฟ้าใส” แว่นแก้วตอบแทนเด็กชาย

“อ๋อ น้าก็ลืมไปว่าติวเตอร์กับแว่นแก้วอยู่ห้องเดียวกันนี่นา” เธอซ่อนสีหน้าอึดอัดเมื่อคิดว่าติวเตอร์อยู่ที่นี่เขมทัตก็ต้องตามมาหรือเปล่า เพราะเขาอาจต้องมารับลูกชาย

“พ่อเขมไม่ว่างมาเลยคับ”

คำตอบของเด็กชายทำให้เธอรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่ใจเธอก็อยากเจอกับเขานะ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ หัวใจของเธอยังไม่แข็งแรงพอ

ตั้งแต่รู้ว่าเขมทัตมีครอบครัวแล้ว และมีลูกชายที่น่ารักน่าชังอย่างติวเตอร์ ใจของเธอก็เริ่มไขว้เขวในความคิดที่จะเจอกับเขา ก็เปลี่ยนไปเพราะเธอไม่ควรเข้าไปทำให้ครอบครัวเขามีปัญหา ไม่อยากทำให้จันทร์หอมคลางแคลงใจในความสัมพันธ์ของเธอกับเขมทัต เพราะมันอาจทำให้เขมทัตลำบากใจ ถึงตอนนี้สองคนนั้นจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ยังเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

“ปะกินข้าวเถอะ เดี๋ยวค่อยกลับมาเล่นต่อนะ”

เธอชวนเด็กๆ ออกจากห้อง แล้วนำทางไปที่สนามหน้าบ้าน

“อิงกลับบ้านก่อนนะแก้ว”

เพื่อนแถวบ้านของแว่นแก้วคนหนึ่งที่ดูอายุมากกว่าขอตัวกลับก่อน เพื่อนคนอื่นๆ ก็เลยทยอยกลับจนหมด เวลานี้จึงเหลือแค่ติวเตอร์กับแว่นแก้วเพียงสองคน

“แว่นแก้ว ไปอาบน้ำก่อนไหม” แม่บ้านเดิมมาตามเด็กหญิง แล้วหันมาถามติวเตอร์ “เตอร์ล่ะจะไปอาบน้ำพร้อมแว่นแก้วก่อนไหม”

เด็กชายเงยหน้ามองเธอ “น้าฟ้าใสคับ เตอร์หิวข้าว”

“อ๋อ...” รวิกานต์หันมาบอกแม่บ้าน “ให้ติวเตอร์ไปกินข้าวก่อนดีกว่าค่ะ แว่นแก้วไปอาบน้ำแล้วค่อยตามลงไปนะคะ”

เธอสรุปให้ก่อนพาติวเตอร์ไปยังมุมปาร์ตี้ แล้วลองถามเด็กชายอีกครั้งระหว่างทาง

“พ่อเขมไม่ว่างมารับใช่ไหมครับ”

“คับ พ่อเขมให้น้าวินไปส่ง”

เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก ยกมือยีผมเด็กชายด้วยความเอ็นดู “ปะ น้าพาไปกินของอร่อยๆ มีไว้ให้เต็มโต๊ะ” เด็กช่างกินยิ้มแป้นเดินจับมือรวิกานต์ไปยังจุดหมาย

“เตอร์รักน้าฟ้าใส” เด็กชายแหงนหน้ามายิ้มให้เธอ

“หื้อออ...น้าก็รักเตอร์คับ”


นิหน่าเห็นรวิกานต์เดินจูงมือมากับติวเตอร์ก็รู้สึกสบายใจ ที่รวิกานต์กับเด็กชายเข้ากันได้ดี จึงไม่อยากพูดอะไรให้มากความ เพราะเรื่องราวมันก็ผ่านมาหลายปี อีกอย่างอรนภาเคยเล่าว่ารวิกานต์ก็มีแฟนแล้ว นิหน่าจึงไม่คิดอยากพูดถึงอดีตให้มันเสียบรรยากาศ

“นั่งเลยค่ะ ของกินเยอะแยะ” รวิกานต์จัดจานมาวางไว้ตรงหน้าเด็กชาย

“วินไปไหนล่ะ” นิหน่าที่กำลังเตรียมเครื่องดื่มหันมาถามเพื่อนทั้งสอง

รวิกานต์มองไปด้านหลังแล้วบอก “เมื่อกี้ยังเห็นแวบๆ อยู่เลย”

“ขอข้าวอีกคร้าบบบ” ติวเตอร์ร้องบอก

อรนภาที่อยู่กับหมอข้ารีบเดินมาหาเด็กชาย “ท่าทางคงหิวจัดเพราะตั้งแต่เลิกเรียนก็เอาแต่เล่น” แล้วตักข้าวใส่จานให้

แว่นแก้วแต่งตัวสวยกว่าเดิม เดินกระมิดกระเมี้ยนเข้ามาที่โต๊ะอาหาร

“เจ้าของวันเกิดสวยเช้งเลยนะคะ” รวิกานต์เอ่ยปากแซว

“ปะป๊าล่ะคะ”

“เอ๊า! ป๊าใครคะมาถามกับคนอื่น” นิหน่าแกล้งย้อน “มัวแต่เล่น ป๊าหนีเที่ยวแล้วมั้ง”

“ว๊ายยย” แว่นแก้วทำตาโต หันมองไปรอบบ้าน

“ทำยังไงล่ะคะ” ผู้ใหญ่ยังแกล้งเด็กต่อ

“หาป๊าไม่มี” แว่นแก้วพูดแล้วปิดปากหัวเราะชอบใจ จนผู้ใหญ่ขำตาม

“ป๊าไม่อยู่ก็อดเป่าเค้กสินะ”

“อ้าว...” เด็กหญิงอุทาน จากนั้นตะโกนเรียกเสียงดัง “ปะป๊าๆ”

“เดี๋ยวน้าไปตามให้ค่ะ แว่นแก้วมานั่งกินข้าวกับติวเตอร์รอป๊าก่อนนะ” รวิกานต์บอกแล้วเดินออกไปตามหากาวิน โดยมีแว่นแก้วกับติวเตอร์ที่ไม่ยอมฟังคำสั่งวิ่งตามออกไปด้วย


กาวินแอบมาโทรศัพท์หาเขมทัต

“เอ้ยว่ายังไง จะมารับลูกตอนไหน”

“มาส่งได้ไหมวะ วันนี้งานเยอะว่าจะกลับดึกๆ หน่อย”

“เออตามใจนะเว้ย”

“ปะป๊าอยู่นี่เอง”

เสียงแว่นแก้วที่ออกมาจนเจอตัวกาวินตะโกนเล็ดลอดเข้ามาในโทรศัพท์ แล้วยังร้องเรียกรวิกานต์ที่เดินออกไปตามอีกทาง

“น้าฟ้าใสคะ ปะป๊าอยู่หลังบ้าน”

“เอ้ยวิน! เสียงใครเอะอะที่บ้านแก วินๆ” กาวินยืนอมยิ้มไม่พูดไม่จา ยื่นมือถือจ่อปากสองเด็กน้อย
“น้าฟ้าใสครับ /คะ ปะป๊าอยู่หลังบ้าน”

เสียงแว่นแก้วกับติวเตอร์ตะโกนลั่นบ้านราวประสานเสียง แล้วหยุดเมื่อรวิกานต์เดินเข้ามา

“น้าฟ้าใสคับ นี่ไงปะป๊า” ติวเตอร์พูดตามแว่นแก้ว

“โธ่วินอยู่นี่เองไปกินได้แล้ว จัดโต๊ะเรียบร้อยแล้วพาเด็กๆ ไปกินข้าวเร็ว จะได้เป่าเค้ก” รวิกานต์เดินตามสมทบแล้วเอ่ยชวนกาวินโดยไม่รู้ว่าเขาถือสายค้างอยู่กับใคร

“ฟ้าใสพาเด็กๆ ออกไปก่อนแล้ววินตามไป”

กาวินเจตนาย้ำชื่อของหญิงสาวให้ปลายทางได้ยินชัดๆ

“ไปค่ะ เด็กๆ ไปกินข้าวกันเร้ววว เดี๋ยวปะป๊าตามไปนะคะ”

รวิกานต์ที่ไม่รู้เรื่องราวกับกาวินด้วยจึงพาเด็กๆ ไปที่โต๊ะอาหาร

กาวินที่ยืนรอรวิกานต์พากับเด็กๆ ออกไปไกลแล้ว จึงยกโทรศัพท์แนบหู

“ตกลงตามนี้นะ ฉันจะไปส่งติวเตอร์ที่บ้านเองแต่ค่ำๆ พอดีวันนี้จัดปาร์ตี้นิดหน่อย อย่าทำงานหักโหมมากนะเว้ยเพื่อนเป็นห่วง ฮ่าๆๆ”

“เอ้ยๆ เดี๋ยวๆ ไอ้วิน”

“อะไรอีก”

“กูจะไปรับลูกเอง แค่นี้นะ”

“อ้าวเฮ้ยไอ้นี่ จะเอาไงแน่วะ ฮ่าๆๆ”

กาวินพูดกรอกเสียงไป แต่ไม่ทันเขมทัตวางสายไปก่อนแล้ว เขาหัวเราะด้วยความสะใจที่ได้แกล้งเขมทัตผู้เงียบขรึม ก่อนเดินไปที่มุมปาร์ตี้ที่มีแต่เด็กกับเพื่อนซี้ที่เป็นผู้หญิงล้วน




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2018, 11:42:33 PM โดย มะยม »

moolar

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
    • ดูรายละเอียด
Re: ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่ 7
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2018, 04:26:56 PM »
 :) :)

มะยม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
    • ดูรายละเอียด
Re: ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่ 7
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2019, 01:08:57 PM »
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 08, 2019, 01:13:39 PM โดย มะยม »