ผู้เขียน หัวข้อ: ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่12  (อ่าน 12 ครั้ง)

มะยม

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 30
    • ดูรายละเอียด
ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่12
« เมื่อ: ตุลาคม 18, 2018, 12:33:16 PM »
บทที่12



บทที่ 12
ตั้งแต่ติวเตอร์ป่วยรวิกานต์ก็ตามมาเยี่ยมเด็กชายที่บ้านอยู่สองครั้ง แต่ไม่พบเขมทัตเพราะเธอตั้งใจเลี่ยงหลบเขาอยู่แล้ว เด็กชายที่นั่งเล่นอยู่บนเตียงมีอาการดีขึ้น สามารถเดินเหินได้คล่องโดยไม่ต้องมีคนช่วยพยุงแต่ยังวิ่งไม่ได้
“ขอบคุณคับ” ติวเตอร์ยกมือไหว้รวิกานต์ที่ยื่นขนมให้
“พรุ่งนี้ก็หายแล้วนะ” เธอพูดพลางลูบผมเด็กชายด้วยความเอ็นดู
“น้าฟ้าใสไปกับเตอร์ไหม”
รวิกานต์ยิ้มให้เด็กชายช่างอ้อน “ให้พ่อเขมพาไปนะ แล้วน้าจะมาเยี่ยมที่บ้าน เดี๋ยวซื้อขนมมาฝากอีก”
“น้าฟ้าใสมาหาเตอร์ที่บ้านอีกนะคับ”
“จ้ะ เดี๋ยวน้ามาอีก”
นัจกรถือแก้วกาแฟมาให้รวิกานต์
“กาแฟครับพี่”
“ขอบใจนะนัจ” เธอรับกาแฟมาจิบแล้วชวนนัจกรคุย “จะขึ้นปีสามแล้วนี่ เรียนเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ช่วงนี้ก็หนักหน่อยครับ พ่ออยากมีลูกเป็นหมอนี่ครับ เลยต้องตั้งใจดีๆ” นัจกรพูดทีเล่นที่จริง แต่เขาเรียนหมอเพราะความต้องการของพ่อจริงๆ
“ดีๆ พี่เห็นด้วยนะ นัจเรียนได้อยู่แล้ว”
“พ่อกับพี่เขมก็เห็นด้วย”
“แล้วนัจจะกลับมหาลัยเมื่อไหร่”
“อีกสองสามวันครับ ว่าจะขอติดรถพี่เขมไป อีกหน่อยถ้าพ่อตามไปอยู่ด้วยนัจก็คงไม่ค่อยได้กลับ”
“ติวเตอร์ไปด้วยนะ” เด็กชายที่นั่งกินขนมอย่างเพลิดเพลินส่งเสียงแทรก
“เตอร์จะไปกับอาจริงๆ หรอ” นัจกรทำหน้าดีใจ
“ถ้าติวเตอร์ไปอีกคน แล้วใครจะอยู่กับพ่อเขมล่ะ” คำถามนี้ทำเอาติวเตอร์หัวคิ้วทำหน้ามุ่ย
“ให้พ่อเขมไปด้วยได้ไหมคับอานัจ”
“ไม่รู้สิว่าพ่อเขมจะไปไหม แล้วถ้าพ่อเขมไม่ไปเตอร์จะไปกับอาไหม”
ติวเตอร์ยื่นปากจู๋ กรอกตามองไปมาอย่างใช้ความคิด
“แต่เตอร์อยากให้พ่อเขมไปด้วย”
คำตอบของติวเตอร์ ทำให้ในใจนัจกรรู้สึกหดหู่ เหมือนตัวเองเป็นคนไร้ค่า ไม่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในสายตาของเด็กชาย 
“อานัจเสียใจแล้ว เตอร์ไม่รักอาเหรอคะ” รวิกานต์ถามเมื่อเห็นสีหน้าของนัจกรสลดลง
ติวเตอร์หันมากอดนัจกรที่นั่งอยู่บนเตียงด้วย “รักสิคับ เตอร์รักทุกคนเลย”
รวิกานต์มองสองอาหลานกอดกันกลมพลางปลื้มปริ่ม นัจกรก็เป็นคนอ่อนโยนอยู่แล้ว ก็ไม่แปลกที่จะรักหลานชายจนไม่อยากห่างไปไหน

หนึ่งอาทิตย์หลังจากการปิดภาคเรียนเทอมแรกเดือนกันยายน ก็ถึงเวลาเริ่มโครงการตบแตงกำแพงหน้าโรงเรียน เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เธอพักการอ่านหนังสือ มานั่งเล่นกับเจ้าสามชั้น แม่ก็เดินเข้ามาหา
“ฟ้าไปช่วยดูเขมจับดึงสายวัดให้หน่อย แม่หาคนงานไปช่วยเขาไม่ได้ งานมันแค่วัดพื้นเฉยๆ ตอนแรกแม่จะให้พ่อไปช่วยเขา แต่พ่อก็ดั้นไม่อยู่ซะนี่”
“เขาจะมาตอนไหนคะ”
“นี่แหละกำลังมาแล้ว ฟ้าไปรอเลยลูก”
“แม่จ้างเขายังไงคะ”
“จริงๆ ก็ไม่เชิงเรียกว่าจ้างหรอก เราหาคนงานมาลอกปูนเก่าขัดทำความสะอาดแล้วทาสีใหม่ เขมมาช่วยคุมงานให้เฉยๆ  ส่วนที่เขาจะวาดมันไม่เท่าไหร่ เห็นจะจ้างเด็กมาช่วยสองคนแม่ก็จ่ายค่าแรงกับค่าสีแค่นั้น แม่ถึงให้ฟ้าไปช่วยดูด้วยไง”
“ค่ะแม่”
ฟ้าใสลุกไปหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วคว้ากุญแจจรถมอเตอร์ไซค์ขี่ไปที่หน้าโรงเรียน ก็เห็นเขมทัตมาถึงแล้ว เขากำลังก้มๆเงยๆ อยู่คนเดียวที่รั้วกำแพงปูน พอเห็นเธอเขาก็หยุดมา
เขมทัตสวมเสื้อยืดขาวแล้วคลุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายริ้วสีฟ้าไม่ติดกระดุมปล่อยชายเสื้อเชิ้ตอิสระ แล้วพับแขนเสื้อขึ้นง่ายๆ ถึงข้อศอก เขาสวมกางเกงยีนเข้มซึ่งตัดกับเสื้อขาวตัวในทำให้ดูสดใส หมวกปานามาสานสีครีม ทรงเบสิคที่เขาสวมยิ่งทำให้เขาดูหล่อเท่แบบหนุ่มบ้านไร่
รวิกานต์มองหนุ่มตรงหน้าพลางคิดถ้าเขาเป็นชาวไร่จริงๆ ก็คงเท่ไม่น้อย
“มีอะไรให้ช่วยไหม”
“กำลังต้องการพอดี” เขาบอกเมื่อเธอเดินเข้าไปใกล้ “ช่วยจับสายวัดให้ที”
“ติวเตอร์เป็นยังไงบ้าง”
ตั้งแต่วันนั้นเธอก็ไม่ค่อยได้ไปหาติวเตอร์ที่บ้านอีก เพราะเร่งอ่านหนังสือเหมือนกัน เพิ่งจะได้เงยหน้าก็วันนี้แม่ก็ใช้ให้มาช่วยเขา
“ดีขึ้นแล้ว แต่หมอยังให้ใส่เฝือกอีกหน่อย” เขาบอกยิ้มๆ “จับไว้ตรงนี้นะ”
เขมทัตยื่นปลายสายแล้วชี้ตำแหน่งให้ แล้วเดินลากสายไปสุดกำแพง วัดแล้วจด แล้วขยับวัดไปเรื่อยๆ จนสุดกำแพง
“ผมจะให้คนงานมาขูดสีเก่าออก ทำความสะอาดให้หมดแล้วทารองพื้นใหม่”
“แม่บอกว่าคนงานจะมาพรุ่งนี้”
“ครับ ผมคุยกับครูแล้ว”
“กี่วันจะเสร็จทันเปิดเทอมไหม”
เธอชวนคุยเพราะไม่อยากให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป น่าแปลกที่เมื่อก่อนไม่เห็นว่าจะต้องอึดอัดหรือพยายามทำอะไรแบบนี้ เจอหน้าเขาทีไรเธอก็เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูกมือไม้ดูเกะกะไปหมด
เหมือนเขาจะรู้ เพราะเขามองเธอแล้วเอาแต่ยิ้มกรุ้มกริ่มจนคนถูกมองขมวดคิ้วสงสัย
“มีอะไรติดที่หน้าเราเหรอ”
เขาหัวเราะหึ “ดอกทานตะวันมั้ง” พูดแล้วหนีไปที่รถ
“อีตาบ้าเอ้ย...” เธอว่าแล้วปล่อยสายวัดให้ไหลตามไปกับเขา
เขมทัตเดินไปถึงรถแล้วก็หันมาชวน “ไปซื้อของด้วยกันไหม”
“ซื้ออะไร”
“สี ต้องซื้อมาเตรียมไว้ให้คนงานพรุ่งนี้”
ต้องไปกับเขาสองต่อสองเนี่ยนะ รวิกานต์เริ่มคิดหนัก แค่อยู่ตรงนี้ยังทำอะไรไม่ถูก ออกไปข้างนอกซื้อของด้วยกันจะเป็นยังไง เพราะปกติที่ไม่อึดอัดเท่าไหร่เพราะมีติวเตอร์มาช่วยทำให้บรรยากาศเธอกับเขาผ่อนคลาย
“ว่าไง จะไปด้วยกันหรือเปล่า”
“ไม่ต้องไปก็ได้ใช่ไหม” เธอหมายถึงไม่จำเป็นต้องไปเลือกเองก็ได้ใช่ไหม
“ไปด้วยกันก็ดีนะ” เขาบอกแล้วเดินขึ้นนั่งรอบนรถ
“อ้าว...งั้นขอเอารถเข้าไปเก็บข้างในก่อนนะ”
“เดี๋ยวๆ”
เขมทัตกระโดดลงมาหาเธอ “คุณไปรอในรถ เดี๋ยวผมเอาไปเก็บเอง” พูดแล้วยื่นมือมาขอกุญแจมอเตอร์ไซค์จากเธอ
“ขอบคุณ”
เขมทัตขี่รถมอเตอร์ไซค์ของรวิกานต์ไปเก็บในรั้วโรงเรียนแล้วเดินกลับมานั่งประจำที่คนขับ แล้วดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วถาม
“วันนี้คุณมีธุระที่ไหนหรือเปล่า”
“ไม่มี”
“งั้นไปกินข้าวกันก่อนนะ”
“หะ”
“ไม่อยากไปเหรอ” เขาหันมาถาม
“อ๋อเปล่า เขมหิวก็ไปสิเรายังไงก็ได้”
“ผมไม่หิวหรอก แค่อยากไปกับคุณ”
คำพูดเขายิ่งทำให้รวิกานต์นั่งไม่ติด และอยากย่อตัวเองให้เล็กลงไปเลยเพื่อเวลาที่เขาหันมาจ้องหน้าจะได้ไม่เห็นว่าเธอเขินหรืออึดอัดแค่ไหน ‘จะชวนไปกินข้าวพูดแค่นี้ก็ได้’
“อะไร พูดแค่นี้หน้าซีดเชียว ไม่สบายหรือเปล่า” เขาไม่พูดเปล่ายังยกมือมาอังที่หน้าผากของเธอ “ก็ไม่ตัวร้อนนี่”
“หื้อ...เราไม่ได้เป็นอะไร รีบไปเถอะ ชักจะหิวขึ้นมาเหมือนกัน” เธอรีบตัดบทเพราะไม่อยากนั่งตัวลีบอยู่บนรถกับเขานาน
เขมทัตหัวเราะอารมณ์ดี สตาร์ทรถแล้วขับออกไป
“คุณยังไม่ได้เลี้ยงไอติมติวเตอร์เลยนะ เขาทวงมาที่ผม”
“ไม่ลืมหรอก เราเพิ่งจะว่างวันนี้ แม่ก็ใช้ให้มาช่วยเขมพอดีเนี่ย กะว่าวันสองวันจะแวะไปหา”
“ไปหาผมเหรอ” เขาหันมาถามแล้ววกกลับไปมองถนนเหมือนเดิม
“หึ...หาติวเตอร์ย่ะ”
“แหม ดีใจเก้อเลยเรา” เขาพูดลอยๆ แบบแต่จงใจให้เธอได้ยิน
“คนบ้า...”
รวิกานต์แอบบ่น แล้วนั่งเอนหลังพิงเบาะ หันไปมองข้างทาง เพราะไม่อยากสบสายตาเขาที่จ้องมาอย่างกับจะให้เธอละลายหายไป
เขมทัตขับรถพาเข้ามาในร้านอาหารเล็กๆ ในปั้มน้ำมัน ภายในร้านตกแต่งได้น่ารัก ผนังตลอดแนวเป็นกระจกใส มองเห็นธรรมชาติที่ร่มรื่นสบายตา เขาพาเธอมานั่งที่ด้านข้างตรงระเบียงที่มองเห็นลำธารไหลผ่าน ได้ร่มเงาจากต้นฉำฉาใหญ่
พนักงานเดินมายื่นเมนูอาหาร เขาสั่งอาหารโดยไม่ต้องดูเมนู จากนั้นก็ออกความเห็นกับเธอ
“ที่นี่อาหารยำๆ อร่อย” 
“ยำอะไรดีล่ะ”
“ยำหมูย่างไหม”
“เขมสั่งเลยเรากินอะไรก็ได้”
เธอบอก เพราะถึงจะเป็นคนที่นี่ตั้งแต่เกิดก็จริง แต่เธอไม่ค่อยได้ออกมาไปไหน ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่บ้าน เธอใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอ่านหนังสือ  ก่อนนั้นก็ยังเป็นเด็กเกินกว่าที่พ่อแม่จะปล่อยให้ไปไหนมาไหนตามอำเภอใจ
“งั้นผมสั่งให้นะ” เขาสรุปแล้วหันมาทางพนักงาน “ขอยำหมูย่างกับหมี่กะทิ ขอน้ำเปล่ากับ...ของคุณเอาโกโก้ปั่นไหม”
เขาหันมาถาม เห็นเธอพยักหน้าให้จึงสรุปรายการกับพนักงานคนเดิม
“ตามนั้นนะ โกโก้ปั่นแก้วนึง เท่านี้ก่อนครับ”
พนักงานรับออเดอร์เสร็จก็เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ สักพักก็จัดแก้วจัดจานและถ้วยน้ำจิ้มมาวางไว้ให้ พนักงานบริการย้อนกลับเข้าไปในร้านแล้วเธอจึงถามเขา
“มาที่นี่บ่อยเหรอ”
“อืม...ก็บ่อยนะ ผมชอบมานั่งที่นี่มันเงียบๆ ดี คุณชอบไหม” เขาถามกลับ
“ก็ดีนะ ร่มรื่นดี” เธอตอบแล้วมองหน้าเขา “เขม”
“หือ”
“ได้ข่าวว่าลุงขุนทองอยากย้ายกลับไปอยู่กรุงเทพฯ เหรอ”
“ครับ ก็ได้ยินบ่นๆ อยู่เหมือนกันนะ”
เธออึกๆ อักๆ อยู่พักหนึ่งแต่ก็ตัดสินใจถาม “แล้วเขมจะกลับไปด้วยไหม”
“ผมว่า ผมรักที่นี่จนโงหัวไม่ขึ้นแล้วนะ” เขาสบตาเธอแล้วก็ยิ้มกว้างขึ้น “ถามทำไมหรอ”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
“ต้องมีเหตุผลสิ ถึงถาม”
“ก็แค่อยากรู้ว่าเขมจะย้ายกลับกรุงเทพฯ ไหม แค่นั้น”
“แหม คิดว่ากลัวจะไม่ได้เจอหน้าผมซะอีก”
“เขมอยากไปก็ไปสิ...” เธอแอบประชด
ชายหนุ่มขยับตัวนั่งหลังตรง วางข้อศอกลงบนโต๊ะกอดอกมองหน้าเธอ แล้วถามกลับด้วยความรู้สึกที่ตัดพ้อ
“พูดจริงจังหรือเปล่า”
เขามองเธออย่างลึกซึ้ง ทว่าประกายตาที่วูบไหวตรงหน้า ทำให้ยากเกินกว่าความเข้าใจว่าเธอคิดอย่างที่พูดจริง  แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร เพราะเด็กยกน้ำมาให้พอดี  จึงปล่อยให้บทสนทนาที่ชวนอึดอัดจบลงแค่นั้น
‘ผมจะไปไหนในเมื่อหัวใจผมอยู่ที่นี่กับคุณ’
ชายหนุ่มแสร้งเบือนหน้าออกไปมองที่ริมธาร เพื่อกลบความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในใจ เสียงน้ำที่ทอดไหลเอื่อยๆ ไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหมือนการเดินทางของเวลาที่ไม่เคยมีวันสิ้นสุด ไม่เคยหยุดไม่เคยท้อ
เขมทัตหันกลับมามองคนตรงหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วพูดกับตัวเอง ‘ไม่เป็นไร เธอจะอยากเจอเขาหรือไม่อยากก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ยังนั่งอยู่ตรงหน้าเขา’ ไม่เหมือนสายน้ำหรือวันเวลาที่ไหลผ่านแล้วผ่านเลย

กินข้าวเสร็จเขมทัตก็พาไปร้านวัสดุก่อสร้างในตลาดเป็นร้านใหญ่โตโออ่า มีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ให้บริการในรูปแบบเดียวกับโฮมโปร ที่มีพนักงานคอยบริการทุกแผนก
“มาหาซื้ออะไรคะครูเขม”
หญิงวัยประมาณเกือบสามสิบ ในชุดลำลองเดินเข้ามาทักทายเขมทัต
เขายกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณแม่น้องเฟรม จะมาหาซื้อสีน่ะครับ”
“สร้างบ้านใหม่เหรอคะ เอ๊ะ หรือว่าสร้างเรือนหอเอ่ย” คนพูดทำตาโตมองหน้ารวิกานต์แล้วยิ้ม
เขมทัตยิ้มแทนคำตอบแล้วค่อยศีรษะให้คนที่เข้ามาทักทายก่อนเอ่ย “ผมขอตัวไปดูสีก่อนนะครับ” แล้วเขาก็จับมือรวิกานต์ดึงเธอเดินไปที่จุดขายสี
“เขมทำไมไม่บอกไปล่ะ”
“บอกอะไร”
“บอกว่าเขากำลังเข้าใจผิดไง”
เขมทัตถอนใจ “เข้าใจผิดก็ไม่เป็นไร”
“บ้า เป็นสิ”
เขมทัตทำหูทวนลมตอบกวนๆ เพราะแค่อยากแกล้งเธอ เขาเดินเข้าไปคุยกับพนักงานขายสี แล้วบอกจำนวนพื้นที่วัดไว้ พนักงานคำนวณพื้นที่ให้เสร็จแล้วก็จัดสีออกมาให้ตามจำนวนพื้นที่ใช้งาน จัดของเสร็จก็เข็นออกไปรอจ่ายเงิน แม่ให้เงินสำรองมาซื้อของแล้วส่วนหนึ่งเธอจึงทำหน้าที่แค่ไปเป็นเพื่อนเขาเท่านั้น





moolar

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 32
    • ดูรายละเอียด
Re: ดอกไม้ในกาลเวลา บทที่12
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2018, 08:39:56 PM »
เรื่องราวดำเนินไปอย่างละมุน อิอิ  ;D