ผู้เขียน หัวข้อ: Reborn บทที่ 2 สถานะใหม่ (100%)(อยู่ระหว่างเเก้การจัดหน้า)  (อ่าน 33 ครั้ง)

devina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 22
    • ดูรายละเอียด
     

     ผู้คนที่ดูเเปลกประหลาดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เขาคิด หลังจาก

ตนเองโกหกหน้าตายว่าจำอะไรไม่ได้สักอย่างถึงเหตุการณ์ใน

อดีต รวมถึงเพิ่งรับรู้ว่าตัวเองหลับไปถึงสามเดือนเต็มๆ เขาก็ได้

รับความช่วยเหลือจาก นายเเพทย์นามลอเรนซ์ โคเวนทรี ในการ

บอกเล่าข้อมูลต่างๆทั่วไปที่ควรจะต้องรู้เกี่ยวกับตนเองเพื่อทดสอบ

ความทรงจำเเละดูปฏิกิริยาตอบสนองของเขา 

    เพทาย เดชะฤทธิ์คือหนุ่มวัยรุ่นร่างสูงโปร่งราวนายเเบบที่นั่งอยู่

ในห้องตรวจที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัวเเห่งนี้ เเทนที่ร่างอวบท้วมของ

ปกรณ์อย่างที่ควรจะเป็น ในยามเเรกเมื่อเขาขอตัวเข้ามาในห้อง

น้ำกว้างของโรงพยาบาล กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพเต็ม

ความสูงของชายหนุ่มร่างสูงเพรียวที่มีกล้ามเนื้อดูเเข็งเเรง

สีผิวของร่างนี้ ค่อนข้างซีดจากการไม่ถูกเเสงเเดดมาเป็นเวลานาน

    เขามองใบหน้าได้รูปที่ดูเปี่ยมเสน่ห์ชวนมองอย่างยากจะละ

สายตายิ่งนัยต์ตาสีเดียวกันกับคนที่นี่อย่างไม่ดูผิดเเผลกเเตกต่าง

ชายหนุ่มลองดึงทึ้งใบหน้าตนเองโดยเเรงครั้งเเล้วครั้งเล่า เพื่อ

ทดสอบว่านี่ไม่ใช่ความฝัน โอเค ถ้าเป็นความฝันบางทีเขาอาจจะ

ตื่นนานเเล้วตั้งเเต่ตอนที่ถูกตรวจร่างกายอย่างละเอียดเมื่อครู่

    สายตาของชายหนุ่มอ่อนโยนขึ้นยามตระหนักว่าเลือดเนื้อที่มี

ชีวิตนี้ไม่ว่าจะเป็นตัวอะไรก็ตามเป็นมนุษย์รึอมนุษย์ หรือเคยเป็น

คนเเบบไหน เคยอยู่ในสถานะใดมาก่อนก็เป็นสิ่งที่ร่างนี้ในอดีตได้

ก่อร่างเอาไว้ เขาในตอนนี้ยินดีจากการรู้สึกถึงลมหายใจเเห่งชีวิตของ

ตนเองได้อีกครั้ง มีความทรงจำอยู่ครบเเละมีร่างกายที่ครบสาม

สิบสองมาให้ เเม้จะต้องเรียนรู้เรื่องราวในโลกนี้ใหม่ทั้งหมดก็ตาม

เเต่ความโชคดีอีกอย่างของเขาก็คือ ภาษา ที่นี่ใช้ภาษาเดียวกันกับ

โลกเดิม

      สติ เท่านั้นที่เขาในตอนนี้ต้องมี เพื่อไม่ให้ประมาทในการใช้ชีวิต

ใหม่ เขาจะไม่หลงระเริงไปกับโอกาสที่หาได้ยากยิ่งนี้ เพราะยังไม่เเน่

ว่าเมื่อออกจากที่นี่เเล้ว ต่อไปร่างนี้จะต้องเจอกับอะไร

      นึกไม่ถึงว่าร่างนี้จะผ่านการใช้ชีวิตมาเเล้วถึงร้อยเเปดสิบปี ซึ่งยัง

ถือว่ายังเด็กมากหากเทียบกับอายุไขเฉลี่ยของคนที่นี่ที่เขาได้รับรู้จาก

นายเเพทย์โคเวนทรี เขาจินตนาการไม่ถูกเลยว่า ร่างนี้เคยผ่านเรื่องราว

เเบบไหนมาบ้างเเละหน้าตาเช่นนี้จะผ่านผู้หญิงมากี่คนเเล้วกันนะ?

    เขานวดขมับตนเองที่รู้สึกปวดตุบจนต้องหายใจเข้าลึกๆผ่อนอารมณ์

 เขามากับความไม่รู้อะไรเลยที่เกี่ยวกับที่นี่ เพราะเเบบนั้นสิ่งเเรกที่ต้อง

ทำคือการรู้ข้อมูลของโลกเเห่งนี้ให้มากที่สุด

      หลังออกมาคุยกับนายเเพทย์หนุ่มอีกครั้ง  สุดท้ายนายเเพทย์

โคเวนทรีก็สรุปอาการของเขาว่าสภาพร่างกายกลับมาสมบูรณ์เเข็งเเรง

ดีทุกอย่างหลังจากที่เขาหลับเป็นเจ้าชายนิทราไปสามเดือนเพราะ

เหตุการณ์ที่ถูกคู่อริต่างสถาบันทำร้าย สมองอาจได้รับการกระทบ

กระเทือนจนสูญเสียความทรงจำไปชั่วขณะ เเละมีโอกาสที่จะนึกถึง

มันได้เอง เเต่ตอนนี้เขาดูเหมือนคนที่มีอาการต่อต้านความทรงจำใน

อดีตจนปิดกั้นการรับรู้นี่เป็นการสรุปของนายเเพทย์คนนี้ 



      ประตูในห้องถูกเปิดออกอย่างถือวิสาสะ ทำให้พวกเขาต้องหัน

ไปมอง บุรุษร่างสูงเฉียดร้อยเก้าสิบ นัยต์ตาสีเเดงเเบบเดียวกันกับ

คนอื่นๆทว่าดูสาดประกายอันตรายเกินใครก้าวออกมาอยู่ข้างๆเขา

 ผู้มาเยือนคนเเรกนี้ไม่น่าจะเป็นคนในครอบครัวของเพทาย เเต่เขาอาจ

มีความเกี่ยวข้องกับเพทายในอดีตสังเกตได้จากสายตาคมคู่นั้นที่จ้อง

เขม็งตรงมา

"นายจะบอกว่าเขาเสียความทรงจำทั้งหมด?"

   ชายหนุ่มผู้มาเยือน  ยิงคำถามขึ้นในทันทีที่มาถึง ทว่าสายตานั้น

โน้มลงมาจับจ้องที่เพทายอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ดูเหมือนเรื่องของเขาจะถูก

รายงานให้คนๆนี้รับรู้ทั้งหมดเเล้ว


"มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะโกหกเพื่อปิดบังข้อมูล หรือไม่ก็ได้รับ

ความกระทบกระเทือนทางสมองจริง"

นายเเพทย์หนุ่มพูดราวกับไม่เห็นเขาอยู่ในห้องนี้ด้วย

"หึ เเต่ก็ยังดีกว่าตายล่ะนะ "

       สายตาที่ดูอันตรายนั้นดูอ่อนลงอย่างน่าประหลาดยามได้

มองคนเพิ่งฟื้นอย่างเต็มตาเป็นครั้งเเรก ปกรณ์คิดว่าถ้าเขาเป็น

เพทายตัวจริงล่ะก็ เขาคงไม่รู้สึกชอบชายคนนี้นัก ความรู้สึกนี้

เกิดขึ้นเองอย่างไร้สาเหตุจากข้างใน  เเม้รูปลักษณ์ของคนๆนี้

จะทำให้ใครๆเผลอใจหลงใหลได้โดยง่าย ทว่าปีศาจตนนี้ไม่ได้

ให้ความรู้สึกเเรกพบว่าเขาจะเป็นคนดีสักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามเป็น

ตัวอันตรายที่ไม่ควรเข้ายุ่งเสียมากกว่า เเละคำว่า'ปีศาจ' ดูจะเหมาะ

กับเขามากทีเดียว

"นายจะทำอะไรต่อไปก็ระวังตัวด้วย ฉันคงห้ามนายไม่ได้รชตะ"

     จากการฟังบทสนทนาที่เเสดงความสนิทสนมกันอย่างมากอีก

ครู่ใหญ่ เพทายได้รับรู้ว่าทั้งสองเป็นญาติกัน คนที่มีท่าทางเคร่งขรึม

เย็นชาอย่างนายเเพทย์ปีศาจ ดูจะเเสดงความเป็นห่วงเป็นใยให้กับ

นายรชตะคนนี้ไม่ต่างจากพี่น้อง

"ผมขอเอาตัวเขากลับเลยเเล้วกัน "

   เขาตัดสินใจทุกอย่างราวกับว่าเป็นผู้ปกครองของเพทายเสียอย่างนั้น

"ฉันจะรับรองเรื่องการออกจากโรงพยาบาลของเขาให้เอง

พวกนายไปได้เลย"

      นายเเพทย์หนุ่มหันมาหาเขาพร้อมบอกว่าไม่ต้องกังวลใดๆ เมื่อ

เห็นเขานั่งนิ่งอึ้ง สิ่งที่เขาต้องทำมีเเค่การกินยาฟื้นฟูสภาพร่างกาย

เเต่สิ่งที่เพทายอยากถามคนตรงหน้าต่อก็คือมีเหตุผลอะไรถึงให้เขา

ไปกับคนๆนี้ ครอบครัวของเขาอยู่ไหนทำไมถึงไม่ติดต่อให้ ตัวเขาใน

ชาตินี้ยังหลงเหลือใครอยู่บ้างรึเปล่า ทำไมคนเหล่านี้ถึงตัดสินใจใน

เรื่องของเขาตามใจได้ขนาดนี้  เเต่รอให้ออกจากที่นี่ก่อนเถอะเขา

อยากออกจากโรงพยาบาลเต็มทนเเล้วเหมือนกัน หากมีเรื่องอะไร

ก็ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ ตัวเขาจึงยอมเดินตามปีศาจร่างสูงกว่าตนนี้

ออกไปอย่างว่าง่าย

     เขาเปลี่ยนเสื้อที่ทางพยาบาลเตรียมไว้ให้ เเล้วถูกชายคนนี้พาไปยัง

รถสปอร์ตสองที่นั่งคันสีน้ำเงินดูราคาเเพง ปกรณ์เริ่มรู้สึกได้เเล้วว่า

โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของโลกเเห่งนี้ ดูมีความล้ำสมัยกว่าโลก

เดิมของเขาไปไกลจริงๆ ไม่เว้นเเม้เเต่ตึกอาคาร หรือยานพาหนะ

    หลังต่างคนต่างขึ้นมานั่งประจำที่ ชายคนนั้นก็จัดการล็อคประตู

เเล้วหันมาหาเขาด้วยสายตาจริงจัง

"ปาฏิหาร์ยเลยว่ามั้ยที่นายรอดมาได้น่ะ"

"พูดความจริงได้เเล้วเพทาย นายไม่ได้สูญเสียความทรงจำจริงๆ"

     ปกรณ์ในร่างเพทายยังคงนิ่งเเทนการตอบ เขากำลังวิเคราะห์ใน

สิ่งที่อีกฝ่ายพูด

"ทำไม นายที่มองฉันเป็นคู่อริมาตลอด ถึงได้ทำเรื่องโง่ๆอย่าง

การช่วยฉันไว้?"   

    อย่างงั้นเองหรอกหรือ คราวนี้ ร่างของเพทาย เป็นฝ่ายหันกลับ

ไปเผชิญหน้ากับคนๆนี้ ที่กำลังรอคอยคำตอบจากเขา เขาไม่สนใจ

หรอกว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ เเต่นี่จะทำให้เขาอ่านเรื่องราวสำคัญ

บางอย่างได้ จากปฏิกิริยาตอบสนองของปีศาจตนนี้
 
"ให้ฉันสาบานเลยก็ได้ ฟังนะ ฉันไม่คิดว่านายจะเชื่อที่ฉันพูดหรือเปล่า

เเต่ฉันในตอนนี้ไม่ใช่ คนเดิมที่จะต้องเป็นคู่อริกับนายเเละจะขอบคุณ

มากถ้านายพาฉันไปเจอกับครอบครัว"

       "ฉันว่าสมองนายคงจะกระทบกระเทือนจริงๆ ถ้าเป็นนายในอดีตมา

พูดเเบบนี้ล่ะก็คงไม่มีใครเชื่อ คนที่เคยเห็นครอบครัวเป็นสิ่งไร้ค่าอย่าง

นายไม่มีทางพูดสิ่งนี้ออกมาได้หน้าตาเฉยขนาดนี้"

      ความขัดเเย้งในเเววตาของคนตรงหน้า ทำให้รู้ว่าตัวเองในอดีตคง

ทำอะไรเเย่ๆพอดู

       "ฉันคิดว่านายอาจจะมีอะไรพิสูจน์ได้ว่า ฉันพูดจริงหรือโกหกเพราะ

ตอนที่นายรับรู้ว่าฉันอาจจะเสียความทรงจำ ดูนายวางใจมากนะว่าจะ

ควบคุมทุกอย่างได้"

    ปกรณ์คิดจะใช้สิ่งที่เขาไม่มีนั่นล่ะให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะ

พาเขาไปเข้าเครื่องจับเท็จจับโกหกอะไรร่างกายของเขาก็จะไม่มี

ปฏิกิริยาตอบสนองต่อเรื่องที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในอดีต

 นัยต์ตาสีเเดงเรียวคมจ้องมองปีศาจหนุ่มกลับด้วยทีท่าผ่อนคลาย

ลงกว่าเดิมมาก เมื่อเริ่มจะคิดออกว่าจะจัดการในเเบบของตนเองยังไง

      "ฉันจะขอให้นาย ใช้วิธีการต่างๆเพื่อพิสูจน์ว่าฉันโกหกนาย

หรือเปล่าไม่จำเป็นต้องเชื่อฉันในตอนนี้ เเต่อยากให้ลองวิเคราะห์ผ่าน

สายตาของนายเอง"

"คนโกหก จะกระตือรือร้นในการให้คนอื่นมาเปิดโปงตัวเองได้ขนาดนี้

รึไง"

     เขาตัดบทด้วยการหันไปสนใจข้างทางเสียเเทนเพราะยังไงก็ไม่ได้

คาดหวังว่าาอีกฝ่ายจะเชื่อเขา เเค่อยากให้บรรยากาศระหว่างกันได้

คลายลงมากกว่าจะเป็นการถูกคาดคั้นไล่บี้เอาคำตอบที่เขาไม่มีจากคน

ที่ดูจะเป็นต่อเขาทุกด้านคนนี้ อีกฝ่ายทำหน้าที่ขับพาเขาออกจาก

โรงพยาบาล เขาเองก็จะทำหน้าที่เป็นผู้โดยสารที่ดีที่จะไม่รบกวน

สมาธิของหมอนี่ชั่วคราว

      ระหว่างทางปกรณ์ใช้โอกาสนี้ในการจดจำเส้นทางเเละป้ายถนน

หนทางต่างๆที่เห็นผ่านตาเป็นครั้งเเรก โดยเฉพาะสถานที่ที่รู้สึก

สะดุดตาเป็นพิเศษ ให้ตายเถอะ ความล้ำยุคเกินกว่าจะจินตนาการ

ที่อยู่เบื้องหน้า ทำให้เขาลืมสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างพวกเขา

เมื่อครู่ไปเเล้ว

      ส่วนปีศาจหนุ่มที่เพิ่งจะถูกตอบกลับด้วยความไหลรื่นจนน่าหงุดหงิด

จากคนที่เขาเคยคิดว่ารู้จักสันดานดีก็เริ่มมองคู่อริของตนที่เพิ่งฟื้นด้วย

สายตาที่ต่างออกไป เพทายที่ทำตัวราวกับเป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับ

สถานการณ์ใดๆ ความใจเย็นเเละสงบใจลงได้ที่เเตกต่างไปจากเดิมนั่น

มันไม่สามารถจะหลอกตาเขาได้หากจะเป็นการเสเเสร้งเเกล้งทำ เเละนั่น

ทำให้เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งเพื่อจะพิสูจน์มัน

           ▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪▪

        ปกรณ์ในร่างเพทายนั้นตลอดทางที่ทำเป็นไม่สนใจรชตะเขาก็ครุ่น

คิดเเทบตลอดเวลาว่า เพทายก่อเรื่องอะไรเอาไว้กันเเน่ถึงเป็นเหตุให้ต้อง

มาอยู่กับปีศาจตนนี้ในลักษณะราวกับผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวขนาดนี้

เรื่องอะไรที่ทำให้ชายคนนี้ต้องการจะพิสูจน์ความจริงให้ได้ ?

        ความไม่ไว้วางใจที่เห็นได้ชัดผ่านเววตาสีเเดงคู่คมอันตรายนี่พอจะ

บ่งบอกสถานะระหว่างพวกเขาในอดีตที่อีกฝ่ายกล่าวถึงความเป็นอริกัน

 เเต่จะเป็นอริระดับไหนมาก่อนตอนนี้อีกฝ่ายก็ยังไม่ได้คิดจะทำอะไรเขา

จนถึงตอนนี้ ถึงเวลาคงจะรู้เองว่าก่อนเพทายจะตายนั้นเกิดอะไรขึ้น

กันเเน่

       เมื่อทรรศนียภาพในเมืองใหญ่อยู่ดีๆเริ่มจะเเปรเปลี่ยนมาเป็นนอก

เมืองถนนเริ่มโล่งรถเเล่นสวนบางตา พร้อมกับทิวทัศน์สองข้างทางเเปร

เปลี่ยนเป็นป่าเสียเเล้ว คนที่นั่งอย่างนิ่งสงบมาตลอดทางก็อดไม่ได้ที่จะ

รู้สึกใจสั่นเเปลกๆขึ้นมาเหมือนกัน

"จะพามาฆ่าหมกป่า?"

       นัยต์ตาคู่วาวเพียงหันมาหาคนขับรถ ที่จู่ๆก็จอดรถเข้าข้างทางโดย

ไม่พูดอะไรสักคำ รชตะหันกลับมาเพ่งพินิจ เพทาย เดชะฤทธิ์คนที่เป็น

คู่อริของตนอีกครั้งหนึ่ง ในยามนี้ดูจะถอดเขี้ยวเล็บออกไปเสียหมดเเล้ว

จริงๆ เห็นได้จากสายตาที่หมดซึ่งความเจ้าเล่ห์เพทุบาย ที่เคยเต็มไป

ด้วยเล่ห์เหลี่ยมเเพรวพราวอันเจนจัดของคนที่เคยชินกับการต้องการ

เป็นต่อเหนือผู้คนอยู่เสมอเเละไม่เคยคิดจะเสียเปรียบใครง่ายๆ มันนิ่ง

สงบราวกับเป็นคนละคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยสักนิด  เเต่จะ

อย่างไรมันจะง่ายเกินไปมั้ยที่ เพทายจะหนีจากเรื่องราวในอดีตด้วย

เเค่อาการความจำเสื่อมที่ไม่เเน่ว่าจะจริงรึเปล่าในสายตาของเขา

"คนอย่างนายกลัวคนอื่นเป็นด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นฝ่ายคุกคามคน

อื่นเเท้ๆ"

      น้ำเสียงของเขาดูราวกับจะเยาะหยันอยู่ในที เพราะก่อนหน้านี้ก็มี

หลายๆเรื่องที่เขาขัดเเย้งกับเพทายจนต้องจบที่การต้องต่อสู้ตัดสินกัน

หลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเรื่องผลประโยชน์หรือเเม้เเต่เรื่องของผู้หญิง

ชายหนุ่มตัดสินใจบางอย่างเเล้วในใจ วันนี้เขาต้องจัดการเรื่องที่คาใจอยู่

ให้หมดลงเสียในวันนี้

       รถเเล่นไปต่อยังทางที่ดูจะเป็นอาณาเขตส่วนตัวของผู้มีอิทธิพล

อะไรอย่างนั้นในความคิดของปกรณ์ มันเริ่มต้นที่ประตูสีดำสูงชะลูด

ที่โอบล้อมอาณาบริเวณของพื้นที่ที่เขาคิดว่าคงกินอาณาเขตไม่ต่ำ

กว่าร้อยไร่ ประตูราวคฤหาสถ์เลื่อนเปิดออกโดยอัติโนมัติ เเล้วปิด

ลงในทันทีที่รถของรชตะพ้นประตูเข้าไป ที่นี่อาจจะเป็นเเค่ทางเข้า

บ้านของปีศาจตนนี้ซึ่งนับว่าชะตาชีวิตของเขาตั้งเเต่ออกจาก

โรงพยาบาลมาก็อยู่ในกำมือของคนๆนี้เเล้ว เขาอาจตื่นตระหนก

กับมันในช่วงเเรก เเต่ตอนนี้ไม่มีอะไรอื่นที่จะสามารถทำได้นอก

จากรอดูเท่านั้นว่าจะพาเขามาทำอะไรกันเเน่

       รถของรชตะหยุดลงเมื่อเเรกเห็นบ้านพักเเบบตะวันออกหลังหนึ่ง

 มันเป็นเรือนพักอันเงียบสงบเเละดูอบอุ่นในความคิดของปกรณ์จน

ไม่น่าจะเป็นบ้านของรชตะ

       ชายหนุ่มวัยกลางคนที่น่าจะเป็นคนคอยดูเเลสถานที่เเห่งนี้ผละออก

จากงานดูเเลสวน เขาหันมาทำความเคารพรชตะ ก่อนจะพาทั้งคู่เดินผ่าน

สวนอันเรียบง่ายในยามสนธยาเข้าไป

"ย่าล่ะ?"

"กำลังรอคอยนายน้อยอยู่เเล้วครับ"

      ชายคนนั้นตอบรับด้วยท่าทีเคารพผู้อ่อนวัยกว่า ปกรณ์คิดว่าคน

ที่นี่เองก็ไม่น่าจะใช่มนุษย์ สังเกตได้จากสีของนัยต์ตา ในความรู้สึก

ของเขาเเม้สายตาของรชตะดูราบนิ่งอยู่หลายส่วนจนภายนอกจะดู

หยิ่งๆ เเต่คนทึ่ตามมาด้วยก็รู้สึกไดัว่า อีกฝ่ายใส่ใจผู้ทำหน้าที่รับใช้

อยู่ไม่น้อยสังเกตได้จากการถามถึงครอบครัวของผู้ดูเเลสวนคนนี้

เเละพูดคุยในเรื่องสุขภาพของเจ้าตัว เขารู้สึกว่าบางที รชตะคนนี้

ยังมีอีกหลายๆเเง่มุมที่ตัวเขาในร่างเพทายน่าจะยังไม่มีโอกาสได้เห็น 

      คุยกันเพียงไม่นาน พวกเขาก็เดินผ่านสะพานเชื่อมต่อมาจน

ถึงศาลากลางน้ำ

      หญิงชราผู้หนึ่งนั่งอยู่กับหญิงสาวรับใช้ สายตากำลังทอดมอง

ลงเบื้องล่าง ทำให้สายตาของเพทายมองตาม ยามเเรกเห็นมันเป็นสระน้ำ

ที่ดูน่าพิศวงสำหรับเขา ผืนน้ำสีดำทะมึนจนไม่สามารถจะมองเห็นก้น

บึ้งเเถมยังกระเพื่อมไหวอย่างน่าประหลาดราวกับมีชีวิต

 "นายลงไปได้เเล้ว"

      อีกฝ่ายกล่าวราวกับจะไล่เช่นนั้นเเล้วก็ไม่ได้สนใจใยดีอะไรเขาอีก

เเต่ให้เขาลงไปไหนกันล่ะ?  เขาเตรียมจะเดินลงมาจากศาลาเนื่องจาก

คิดว่ารชตะต้องการจะคุยกับสตรีชราด้วยเรื่องส่วนตัว

"อะไร?"

    สายตาของปีศาจตนนี้ เบนไปที่สระน้ำเบื้องหลัง พลันจ้องเขาราว

กับผู้บังคับบัญชาออกคำสั่ง

"ที่ของนายอยู่ในสระ"

      ปีศาจตนนี้เเสดงสายตาที่กวนอารมณ์อย่างที่สุดจนปกรณ์ที่

ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถทำให้เขารู้สึกอะไรได้ถึงกับรู้สึกถึง

อารมณ์กรุ่นๆในอกขึ้นมาบ้างคนๆนี้เห็นเขาเป็นปลางั้นเหรอ

        ถ้าเขายอมลงไปในสระน้ำนี่ จะเกิดเวทมนตร์อะไรที่ทำ

ให้ความทรงจำของเพทายผุดขึ้นมาได้รึไง ปกรณ์พยายามทำความ

เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาพูดต่อ

"หลานเองก็ต้องตามเขาลงไปด้วยรชตะ จับมือของเขาเอาไว้เพื่อ

เริ่ม'การเเลกเปลี่ยน' เเล้วก็อย่าได้ลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด"

       สตรีชรากล่าวเน้นย้ำ เขาเห็นว่าปีศาจตนนี้มีสีหน้าเปลี่ยน

ในทันที  ราวกับต้องจำใจทำอะไรบางอย่าง

"ร่างกายของหมอนี่อ่อนเเอ คงทนได้ไม่นานถ้าผมกัด"

     ปีศาจหนุ่มหันกลับมาหาเพทาย กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

"นายพูดเองว่าจะพานายมาเข้าเครื่องจับเท็จก็ได้...เเละนี่ก็เป็น

วิธีการของพวกเราในการจับโกหกเชลย...มาตั้งเเต่อดีตเเล้ว"

   
       ถูกใช้คำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้มาย้อนเข้าตัว  เเต่ปกรณ์เพียง

ยักไหล่ ถ้าโลกนี้มีวิธีที่สะดวกเเบบนี้อยู่เรื่องราวต่างๆอาจจะง่ายขึ้น

เพราะเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้เปลืองเเรงตนเอง ซึ่งมันไม่อาจ

จะรับประกันได้ว่าใครจะเชื่อ
   
     เขาถูกอธิบายเพียงสั้นๆจากย่าของรชตะว่าไม่ต้องกังวลใจ

ใดๆทั้งสิ้น มันเป็นเวทมนตร์สืบทอดจากบรรพกาลของคนเฒ่า

คนเเก่จากยุคโบราณเรียกว่าพันธะสัญญาชั่วคราวในการเเลก

เปลี่ยนความทรงจำ ถูกใช้ในสมัยประวัติศาสตร์ เป็นวิธีการรีดเร้น

เอาข้อมูลจากนักโทษในสมัยสงครามของพวกปีศาจ

    ปกรณ์ไม่มีอะไรจะต้องขัดเพราะอย่างไรโลกนี้มันก็ไม่มีอะไรเเน่

นอนว่าสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจะไม่มีอยู่จริงๆ เเต่บทสนทนา

ระหว่างย่าเเละหลานเรื่อง'การกัด'นั่นล่ะที่เขากำลังคิดว่ามันคือ

อะไรกันเเน่ เเละสายตาของรชตะในยามนี้ที่กำลังมองไปยังทาง

ลงสู่ผืนน้ำเบื้องล่างก็ราวกับจะบังคับขับไล่ให้เขาลงไปให้ได้เสียที

      เวทมนตร์? ถ้าโลกนี้ที่ดูจะก้าวล้ำไปกว่าโลกเดิมของเขาไปไกล

 เเต่กลับพึ่งพาอาศัยในสิ่งที่น่าจะไม่มีอยู่จริง มันทำให้คนที่นี่เชื่อถือ

อย่างเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดนี้ ถ้าทั้งหมดนี่เป็นความฝัน ก็คงเป็นฝัน

ที่ยาวนานเหลือเกินสำหรับเขา เเต่ถ้านี่ไม่ใช่ความฝัน อย่างมากเขา

ก็คงได้ตายอีกรอบ เเล้วก็ขอให้ได้ไปเกิดใหม่เป็นเด็กทารกธรรมดาๆ

เสียที  สายตาของปีศาจหนุ่มประสานกับผืนน้ำเบื้องหน้าจนราบนิ่ง

ก่อนจะค่อยก้าวลงตามขั้นบันไดหินอ่อนสีขาวลงไป จนน้ำในสระ

บดบังลงถึงครึ่งร่าง








« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 22, 2019, 11:17:48 PM โดย devina »