ผู้เขียน หัวข้อ: Reborn บทที่ 5 เปลี่ยนทาง (100%)  (อ่าน 44 ครั้ง)

devina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
Reborn บทที่ 5 เปลี่ยนทาง (100%)
« เมื่อ: เมษายน 15, 2019, 07:38:51 PM »

        วินาทีเเรกที่ปกรณ์ในร่างเพทายเห็นเวรัล ภาพซ้อนทับของศศินากลับผุดเเทรกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม หญิงสาวนักศึกษาที่กำลังยืนนิ่งอย่างตกตะลึง ถูกเจ้าของร่างสูงคว้าเข้าไปกอดอย่างเเสนคิดถึง ปีศาจสาวตนนี้มีบรรยากาศคล้ายศศินาอยู่หลายส่วนเเม้หน้าตาของเธอจะไม่ได้เหมือนกับศศินาเลยก็ตาม เเต่ทั้งวิธีการพูด น้ำเสียงที่ใช้ การเเสดงออกต่างๆ มันไม่ได้เเตกต่างจากน้องสาวของเขาคนนั้นเลย ก่อนมาที่นี่ข้อมูลทั้งหมดของเพทายที่ปกรณ์ควรรู้เขาก็จดจำมาหมดเเล้วจากรชตะ เเต่เมื่อได้มาสัมผัสกับบุคคลใกล้ชิดของเพทายด้วยตัวเองกลับได้รับความรู้สึกเชื่อมโยงกับตนเองในภพก่อนอย่างเหลือเชื่อ

   รชตะกับณภัทรปล่อยให้พี่น้องได้มีเวลาอยู่กันตามลำพังอย่างไม่คิดขัดจังหวะ พวกเขาเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกัน เเต่ปกรณ์สังเกตว่ารชตะเองก็ยังคงรอคอยเหมือนมีเรื่องจะพูดกับเขาเช่นกัน

“เล่ามาให้หมดเลยนะว่าพวกพี่ไปทำอะไรกันมาสามเดือน”

   เสียงของเธอสั่นเครือเเทบอยากจะร้องไห้ เเต่ก็สะกดข่มเอาไว้เพราะตระหนักว่าพวกตนไม่ได้อยู่ตามลำพัง เวรัลต่อหน้าพี่ชายนั้นเธอไม่ค่อยจะเเสดงความอ่อนเเอให้เขาเห็นนัก เพราะจะถูกคนปากร้ายว่าได้ว่าอ่อนเเอไม่เอาไหน

   ปกรณ์เล่าเเค่ในสิ่งที่ตนคิดว่าจะจบความสงสัยของเวรัลได้ชั่วคราว พร้อมกล่าวว่า เขากลับมาอย่างปลอดภัยแล้วเธอเองก็อย่าห่วงเลย

 “พี่อยากกลับบ้าน อยากกลับไปหาเเม่ด้วย”

   เวรัลขมวดคิ้วมุ่นหลังได้รับการตอบกลับจากพี่ว่า ตนเองเสียความทรงจำไปในหลายๆเรื่องเเต่ยังไม่อยากคิดซักไซ้ให้มากความ เมื่อได้รับรู้ว่าพี่ชายกับรชตะไปปรากฏตัวที่หอเกียรติยศมาเมื่อครู่ต่อหน้าเหล่าประธานนักศึกษาเพื่อสยบข่าวลือไร้สาระเเละเข้าร่วมเกมส์ของสมาคมทันเวลา

    ความจริงส่วนนึงที่ปกรณ์กล่าวได้เต็มปากก็คือเรื่องที่รชตะช่วยเขาไว้นั่นเอง ใบหน้าของปีศาจหนุ่มประกอบด้วยรอยยิ้มละมุนสายตาอย่างที่คนเป็นน้องลอบมองอย่างนึกเเปลกใจ นอกจากเสียความทรงจำในเเบบที่ดูไม่น่าเชื่อเท่าไหร่พี่เธอคงไม่ได้สมองกระทบกระเทือนไปด้วยหรอกนะ

   “ไอ้เพ!!!”

   อีกคนที่เข้าสวมกอดเพทายจนร่างของพวกเขาล้มลงไปกองกับพื้นก้นกระเเทกด้วยกันกลับเป็นเจ้าของร่างสูงโปร่งไม่คุ้นหน้าคุ้นตา


“!!”

   ความตระหนกปรากฏผ่านเเววตาของปกรณ์ในร่างเพทาย ร่างที่ปรากฏตัวขึ้นนั้นผมสีเเสดเเปลกตาจนเหมือนย้อม นัยต์สีน้ำเงินเข้มที่มองเขาอยู่นั่นก็ปรากฏร่องรอยความดีใจอย่างกับเด็ก เเต่เป็นเด็กโข่งในร่างคนตัวโตที่สูงพอๆกับเขา เห็นเเล้วดูขัดตาอย่างยิ่ง…ปกรณ์รู้สึกว่าโชคชะตาจะทำให้เขาห่วงหาต่อคนในภพเดิมไปถึงไหน ดูท่าพวกเราคงหนีกันไม่พ้นจริงๆ ไอ้คนที่กอดเขาอยู่ไม่ยอมปล่อยนี่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่มีบรรยากาศคลัายกับพีรวัสอย่างยิ่ง

“ไอ้พีปล่อยก่อน”

“พี?”

   คนเป็นเพื่อนสะดุดใจกับคำเรียกนั้นเเต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร ปกรณ์เองก็เรียกไปด้วยความชินปาก เเม้จะได้รับข้อมูลในทุกเรื่องของเพทาย มาจากรชตะเเล้วก็ตามว่าคนๆนี้คือ พีรภัทร หรือ พีทเพื่อนสนิทของเพทายเเต่เมื่อได้มาเจอตัวจริงความรู้สึกก็ไม่ได้ต่างจากที่เจอเวรัลเลย ความคะนึงหาในสิ่งที่ตนเองคุ้นเคยจากภพก่อนทำให้เกิดความอบอุ่นเเทรกเข้ามาเป็นระยะๆในใจของเขา เรียกได้ว่าไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวเพียงลำพังไปเสียทีเดียว

“ขอขัดจังหวะหน่อยเหอะ พวกนายคงไม่คิดว่าจะยืนคุยกันอยู่ตรงนี้ไปตลอดหรอกใช่มั้ย?”
   
   สีหน้าไม่สบอารมณ์เป็นของรชตะ เเต่คนพูดคือณภัทรที่มองเรื่องตรงหน้าเป็นเรื่องสนุกมากกว่า เมื่อเห็นอารมณ์ของเพื่อนเปลี่ยนเเปลงไป ปกรณ์มองหน้ารชตะพร้อมกล่าวว่า

“เพื่อนกอดเพื่อนที่ไม่ได้เจอกัน ทำให้นายหงุดหงิดขนาดนั้น?”

“หึๆ สามเดือน ที่ผ่านมาฉันเองก็อยากรู้เเล้วสิว่าพวกนายไปทำอะไรกันมา”
   
   ณภัทรราวกับจงใจจุดประกายความสงสัยของทุกคนอีกครั้ง

“หึ นั่นเองฉันกับเวรัลก็อยากรู้ ว่าตกลงนายเอาเพทายของพวกเราไปทำอะไรกันเเน่”

   สายตาของพีรภัทรเเสดงความไม่ไว้วางใจอย่างยิ่งส่งตรงไปยังรชตะที่เเววตาเย็นยะเยือกขึ้นว่าเดิม
ก่อนที่เขาจะเดินตรงไปคว้ามือข้างนึงของเพทายขึ้น พลันลวดลายสัญลักษ์เเห่งสัญญาระหว่างกันก็ปรากฏขึ้นในทันทีให้ทุกคนได้ประจักษ์

“เกมส์ที่ 113 ในครั้งนี้ หวังว่ากลุ่มของพวกเราคงจะร่วมมือกันเป็นอย่างดีไปจนจบเกมส์นะ”

   สิ้นเสียงเย็นชาจากรชตะพีรภัทรเเละเวรัลหันไปหาเพทายอย่างต้องการคำอธิบาย เเต่ได้รับคำตอบเพียงเเรงกอดรัดอย่างเเสนคิดถึงจากเจ้าตัวเท่านั้น

“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล รู้เเค่ว่าฉันปลอดภัยกลับมาเพราะรชตะก็พอเเล้ว”

   ปกรณ์จงใจกล่าวเพื่อให้พีรภัทรลดทีท่าความเป็นศัตรูลงต่อรชตะ ช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องเห็นสายตาที่เเสดงความประหลาดใจของพีรภัทร เพราะเเต่ก่อนนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่คนอย่างเพทายจะพูดอะไรเช่นนี้ออกมา มันอาจทำให้พีรภัทรรู้สึกขัดเเย้งอยู่บ้างกับสิ่งที่ได้ยินจากเพทาย เเต่อย่างน้อยเขาก็ยังฟังในสิ่งที่ออกมาจากเพทายบ้างล่ะ

   ส่วนรชตะนั้นเขาไม่สนใจหรอกว่าสายตาคนอื่นจะมองเช่นไร เเต่เป็นอีกครั้งที่เขาต้องสังเกตมนุษย์โลกจากต่างภพที่มาอาศัยร่างของคู่อริตนเองอย่างไม่อาจละสายตา เเค่เพียงคนในครอบครัวเเละเพื่อนของเพทายซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆเลยกับเจ้าตัว เเต่การเเสดงออกของปกรณ์นั้นมันเป็นอะไรที่เกินกว่าความเป็นคนนอกจะเเสดงออกมาได้ ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาขับรถไปส่งเจ้าของร่างเพทายคนใหม่นี้ที่บ้าน เขาตอบรับการเชิญชวนของเวรัลที่ชวนทุกคนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน ซึ่งมีเพียงณภัทรที่ขอเเยกตัวออกไป

   ยามเมื่อปกรณ์เจอ สิชล หญิงสาววัยกลางคนเเม่ของสองพี่น้องเวรัลเเละเพทายเองก็เช่นกัน สายตาอันอบอุ่นของเเม่ซ้อนทับกับลัลนาเเม่ของเขาในภพก่อน น้ำตาของเธอไหลออกมายามโผเข้ากอดลูกชาย ปกรณ์กอดตอบเธออย่างยินดี ไม่มีอะไรทางร่างกายที่เหมือนกันเลยระหว่างสิชล กับลัลนา สิชลเป็นปีศาจร่างอวบท้วมท่าทางอ่อนโยนใจดีตนนึง ปกรณ์รับรู้จากรชตะทั้งหมดเเล้วว่า นิสัยของเพทายยามอยู่กับคนในครอบครัวตัวเองนั้นเป็นยังไง เพทายนั้นเคยผ่านช่วงเวลาที่ก้าวร้าวกับเเม่ตัวเองมาก็มากเเละยังเคยกล่าวโทษเเม่ตนเองในตอนที่เเม่ตัดสินใจพาพวกตนเดินออกมาจากบ้านตระกูลเดชะฤทธิ์ เเต่คนเป็นเเม่ยามนี้เชื่อว่าคงลืมหมดสิ้นว่าลูกตัวเองนั้นเคยทำอะไรกับตนไว้บ้าง คงเป็นสายใยระหว่างเเม่ลูกนั่นล่ะที่ทำให้ทุกสิ่งหมดความหมายลง มันเชื่อมโยงจิตใจของพวกเขาเอาไว้ด้วยกันอย่างเห็นได้ชัดในตอนนี้

   เพทาย เดชะฤทธิ์ คนเก่าไม่อาจจะมีสายตาเช่นนี้ได้ พอๆกับที่สิ่งนี้เองก็ไม่เคยเกิดขึ้นจากรชตะ การเเสดงออกถึงความรักเเละความอบอุ่นในครอบครัวสำหรับปีศาจเเล้ว สำหรับโลกที่เขาเติบโตขึ้นมา เขาไม่เคยรู้สึกเเปลกๆเช่นนี้ที่หัวใจตัวเอง ไม่เชิงว่าอยากต่อต้านรู้เเค่ว่าสายตาของมันทำให้เขาเริ่มคิดอีกครั้งว่า เอาเพทายคนเดิมที่เขารู้จักสันดานของมันดีคนนั้นกลับมา ก้อนเนื้อที่กลางอกของเขาจะได้ไม่รู้สึกเหมือนถูกทำให้ปั่นป่วนได้เเบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ใจของเขากำลังรู้สึกขัดเเย้งกับการเเสดงออกที่ไม่คุ้นเคยจากคนตรงหน้า

……………………………………..…………….....…………………………………………

“รชตะ อยู่ทานข้าวด้วยกันกับเเม่ก่อนเถอะ”


   สิชลรั้งรชตะที่คงรู้สึกว่าตนเองเป็นเพียงส่วนเกินของบ้านหลังเล็กๆเเห่งนี้ชั่วขณะ เเละกำลังจะเดินออกไป เเต่สายตาของสตรีวัยกลางคนทำให้คนที่ทำอะไรตามใจตนเองไม่นึกถึงจิตใจใครอย่างเขานั้นยั้งปากตัวเองที่คิดปฏิเสธเอาไว้ก่อน


   คนเป็นเเม่นั้นหลังจากที่เธอรู้ว่า ลูกชายตัวเองเสียความทรงจำ เเต่ตลอดระยะเวลาที่หายไปสามเดือนนั้นได้รชตะที่พาไปรักษาตัวในโรงพยาบาลส่วนตัวนั่นเองเเละจากที่ปกรณ์ไม่ลืมเล่าเรื่องที่ตนเองที่เสียเลือดอย่างหนักได้รับยาที่สกัดจากเลือดของรชตะก็ยิ่งทำให้ สิชลที่เคยได้ยินจากพีรภัทรเเละเวรัลมาก่อนว่ารชตะเป็นต้นเหตุให้เพทายหายตัวไปนั้นมองคนที่ถูกกล่าวว่าเป็นคู่อริของลูกชายด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง       

   เวรัลเเละพีรภัทรสันนิษฐานกันไปว่ายังไงก็ต้องเป็นฝีมือของคู่อริสักคนของเพทายที่ลอบทำร้ายอย่างแน่นอน ความขัดเเย้งในเรื่องของผลประโยชน์ทำให้คิดก่อเหตุลงมือ เพราะเคยมีคำกล่าวว่า หากไม่มีเพทายสักคนกลุ่มของเพทายเองก็ไม่น่าจะอาจหาญไต่เต้าขึ้นมาหากินกับผลประโยชน์ในพื้นที่อิทธิพลของพวกมาเฟียได้


-------

      เขากับพีรภัทรนอนคุยกันจนดึกดื่นไม่พ้นเรื่องของการเริ่มต้นฟื้นความทรงจำของเพทายให้ตัวเขาเองมากที่สุด พีทหรือพีรภัทรเป็นเพื่อนตั้งเเต่สมัยเด็กของเพทายที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งเเต่พวกเขาวิ่งเล่นด้วยกันในสวนหลังบ้าน

      เขารับรู้จากรชตะเเล้วว่า เพทายนั้นเดิมทีเรียนรู้การทำธุรกิจต่างๆ จากผู้เป็นพ่อนั่นเอง ตระกูลเดชะฤทธิ์เปรียบเสมือนเบ้าหลอมเพทายในวัยเด็กให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างเพทายกับพ่อนั้นไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขามีภรรยาใหม่เเละลูกนอกสมรสอีกหลายคน การห้ำหั่นเเย่งชิงตำเเหน่งภรรยาหลักของตระกูลเดชะฤทธิ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เเม่ไม่อยากอยู่ในสภาพเช่นนั้นจึงตัดสินใจเดินออกมาโดยไม่เอาทรัพย์สินใดๆของตระกูลเดชะฤทธิ์ออกมา 

    บ้านกลางเก่ากลางใหม่หลังนี้เองก็เป็นมรดกของยาย ช่วงเวลาของความลำบากเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเขาถูกพ่อตัดขาดช่องทางการเงินที่เคยได้รับทุกทาง เเต่คนอย่างเพทาย เดชะฤทธิ์นั้น คิดว่าขอเเค่มีสมอง มันก็นำพาสิ่งต่างๆมาได้เอง คนที่สอนเขาในเรื่องนี้ ก็มีเเต่ การันต์ เดชะฤทธิ์ ผู้เป็นพ่อนั่นเอง ธุรกิจใดที่ทำเเล้วได้เงิน ไม่ว่าจะอยู่ในขอบเขตของด้านสว่างเเละด้านมืด หรือจะเป็นสีเทา เพทายเรียนรู้มันจากผู้เป็นพ่อตั้งเเต่ในวัยเด็ก

      พีรภัทรรู้ทุกเรื่องของเพทายจริงๆ เเม้เเต่รหัสในบัญชีธนาคารของอีกฝ่าย หรือเเม้เเต่จำนวนทรัพย์สินทั้งหมดที่เพทายมีในตอนนี้ ปกรณ์อดนึกทึ่งไม่น้อย เมื่อพีรภัทรเอาเอกสารส่วนตัวของเขาในตู้เซฟมาให้ดู ทรัพย์สินของเพทาย เดชะฤทธิ์ ที่หามาได้ด้วยตัวเองเเม้จะถูกผู้เป็นพ่อตัดขาดโอกาสทุกช่องทางนั้น มันมากพอดูสำหรับเพทายที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย นั่นเพราะเพทายเดินหน้าทำธุรกิจอย่างเต็มรูปเเบบโดยหวังที่จะหยัดยืนด้วยตัวเองเเละคิดจะเอาชนะพ่อตัวเองในสักวันนึง

     จากคำบอกเล่าของพีรภัทรทำให้เขารู้ว่าระหว่างพ่อกับลูกต้องคิดมาห้ำหั่นกันด้วยเรื่องในครอบครัว ความทะเยอทะยาน ความโลภ ความฉลาดเฉลียว เล่ห์เหลี่ยมกลโกงต่างๆ เพทายเรียนรู้มันจากผู้เป็นพ่อมาจนหมดสิ้น ทว่าเพทายก็มีจุดยืนการใช้ชีวิตของตนเองที่ชัดเจน ที่คงจะมีเพียงพีรภัทรที่เชื่อในตัวเพทายอย่างหมดใจ เขาเชื่อว่าคนอย่างเพทายนั้นร้ายเเต่กับคนที่ควรร้ายเเละจะตรงไปตรงมากับคนที่เขามองเห็นเเล้วว่าเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งที่ออกมาจากเพทายนั้นมักจะทำร้ายจิตใจของผู้คนหากมันคาบเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง เเต่ไม่เคยเลยที่เขาจะใช้กำลังบังคับคู่เข็ญให้ได้มา หรือใช้วิธีการเเบบที่มาเฟียหรือนักเลงอันธพาลใช้กัน เขาจะใช้วิธีการเช่นนั้นกับคนที่ควรจะใช้จริง นั่นทำให้ปกรณ์คิดว่าอย่างน้อยเพทายนั้นโชคดีเเล้วที่มีเพื่อนเเละครอบครัวที่เชื่อในตนเอง มันส่งผลให้ตัวเขาในชาตินี้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเลยจริงๆ

   คืนนั้นคงจะมีเพียงพีรภัทรที่นั่งมองใบหน้ายามหลับที่ดูไร้เดียงสาของเพื่อนตัวเองราวกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ใบหน้าที่ดูผ่อนคลายสบายใจลงจากความหนักอึ้งต่างๆ เพทายในตอนนี้ไม่ต่างจากเด็กธรรมดาๆคนนึงในยามหลับ คงมีเเค่ตอนนี้เท่านั้นที่คนเป็นเพื่อนจะยอมเปิดช่องว่างให้เขาเข้าใกล้ขนาดนี้

   “หึ เพทายรู้มั้ยนายเเปลกไปขนาดไหน…เเต่ฉันก็ชอบที่นายเป็นเเบบนี้”

……………………………

“ฉันนึกว่านายฆ่าเพทายไปเเล้วเสียอีก…นายสืบรู้รึยังว่าใครคิดฆ่าเจ้านั่น?”

   นิ้วมือเเกร่งขยี้ดับควันจากบุหรี่ในมือตนตรงที่เขี่ยบุหรี่บนชานระเบียงกว้างที่สร้างจากหินอ่อนสีขาวที่เปิดโล่ง ก่อนจะหันกลับไปยังอีกสองคนภายในห้อง


“ตอนนี้เรารู้เเค่ว่าอาจเป็นฝีมือของศัตรูคู่เเค้นเก่าของเดชะฤทธิ์ที่เริ่มจะเคลื่อนไหวเเล้วครับ”

   เลขาประจำตระกูลกล่าวต่อเเอสรอนแทนเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างคุณชายของตระกูลทั้งสองคนมาคุจนเกินไปนัก ในตอนนี้หัวคิ้วคนหน้านิ่งกระตุกวูบเพราะเป็นอีกครั้งที่มีคนคิดว่าเขาจะต้องฆ่าเพทายจริงๆด้วยเรื่องผู้หญิงคนเดียว  รชตะที่กำลังนั่งจิบไวน์ของตนเองอยู่ดีๆปรายสายตาที่สาดประกายเย็นชาตอบกลับไปหาคนที่กล่าวหาตนเอง เเอสรอน เคอร์เทียร์ คือผู้ใช้นามสกุลเดียวกับตนเอง มีลำดับญาติกับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่คลานตามกันมา มีสายเลือดเดียวกันของตระกูลเวตราพิทักษ์เช่นเดียวกัน

    เลขาประจำตระกูลได้เเต่เพียงลอบถอนหายใจ เเอสรอน นายน้อยปีศาจเจ้าของใบหน้าหล่อคมคายที่มาพร้อมรอยยิ้มที่สาดประกายอันตรายประดับอยู่บนใบหน้าตนนี้  มีความพอใจที่ได้ทำลายบุคลิกส่วนตัวที่เหมือนภูเขาไฟในช่วงเวลาสงบที่รอการปะทุได้อย่างง่ายดายของปีศาจลูกพี่ลูกน้องของตนเหลือเกิน แต่พวกเขาทั้งสองคนคือผู้นำพาอนาคตของตระกูลในเวลานี้ เเละเขาไม่อยากเห็นทั้งคู่ทะเลาะกันอย่างแน่นอน

“ถ้าเห็นท่าไม่ดีก็ถอนหุ้นออกมาซะ ตระกูลเดชะฤทธิ์ในอดีตก็สร้างศัตรูไว้มาก บางทีช่วงขาลงน่ะ เอาอะไรมาฉุดก็หยุดไม่อยู่หรอกนะ พวกเราอาจจะต้องตัดความเสี่ยงในเรื่องนี้ทิ้งไป”

   เเอสรอนกล่าวต่อ ข้อมูลจากเลขาเเละที่ปรึกษาทางการเงินของตระกูลเวตราพิทักษ์ พลอยทำให้ทั้งสองคนที่นั่งพูดคุยกันในเรื่องธุรกิจได้ความกระจ่างในหลายๆเรื่อง  พวกเขากำลังตามสืบในเรื่องของเพทายเเละตระกูลเดชะฤทธิ์ มันไม่พ้นเรื่องการตามสืบว่าตระกูลเดชะฤทธิ์ไปมีศัตรูที่ไหนบ้าง เพราะดูเหมือนสิ่งที่พวกเขาคาดการณ์กันจะเริ่มเป็นจริง และส่วนไหนที่น่าจะสร้างปัญหาให้ในอนาคต พวกเขาก็ยินดีที่จะตัดมันทิ้งอย่างรวดเร็วโดยไม่ไว้หน้าเเก่ใครทั้งสิ้น

   ทั้งเเอสรอน และรชตะ พวกเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมาด้วยกันตั้งเเต่สมัยเด็ก เเละมีหน้าที่ต้องช่วยดูเเลธุรกิจของตระกูลเวตราพิทักษ์ทั้งคู่ ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลของพวกเขากับตระกูลเดชะฤทธิ์นั้นสลับสับเปลี่ยนมาเคยเป็นทั้งหุ้นส่วนทางธุรกิจเเละคู่เเข่งทางธุรกิจตั้งเเต่สมัยรุ่นบรรพบุรุษของพวกเขา เเละในตอนนี้ก็เรียกได้ว่าตัดกันไม่ขาด ตระกูลของพวกเขาหวนกลับมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับตระกูลเดชะฤทธิ์ โดยมีพวกเขารับหน้าที่คอยดูเเลผลประโยชน์ให้กับบริษัทในเครือของตระกูล ทว่าตอนนี้ทั้งสถานะทางการเงินรวมถึงความมั่นคงทางกิจการของทางฝ่ายเดชะฤทธิ์เริ่มสั่นคลอน มันปรากฏจุดที่เป็นปัญหาให้เห็นทีละน้อย เเละมันย่อมส่งผลถึงความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจร่วมกัน

“พวกเรายังไม่รู้เจตนาเเน่ชัดของคนพวกนั้น ปล่อยให้คนของเราตรวจสอบก่อนเถอะ”

“และฉันคิดว่าพวกเราควรเดินหน้าเตรียมตัวสำหรับเกมส์ที่ 113 ไปพร้อมๆกับการจับตาดูคนที่น่าสงสัยผ่านสายตาของพวกเราเอง”

   ขณะที่เเอสรอนเองก็ไม่ได้มีทีท่าปฏิเสธต่อความคิดของรชตะ นัยต์ตาเรียวคมที่แฝงประกายอันตรายของรชตะนั้นดูมีทีท่าอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนปีศาจทั้งสองตนในห้องสังเกตเห็นได้

    รชตะยังไม่คิดบอกใครทั้งนั้นเเม้เเต่เเอสรอน ว่าเพทายเป็นคนอื่นมาอาศัยร่างตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่ได้มีผลกระทบใดๆร้ายแรง มันเป็นการง่ายมากที่ ปกรณ์ในร่างของเพทายจะถูกใช้ประโยชน์หากมีคนรู้ความจริงในข้อนี้ ซึ่งในตอนนี้มีเพียงยายของเขาที่รู้เรื่องนี้เพียงคนเดียว เเละท่านก็ไม่คิดที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปในทางโลกนัก ท่านยังไว้ใจให้เขาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองอย่างน้อยก็ในตอนนี้ เเต่เเอสรอนนั้นต่างกัน เขารู้จักนิสัยของลูกพี่ลูกน้องตนเองดีว่าจะทำสิ่งใดต่อไปหากรู้ว่ามีมนุษย์ที่ไม่ได้รู้เรื่องใดๆเกี่ยวกับโลกเเห่งนี้เลยมาอาศัยในร่างของเพทาย ปกรณ์จะต้องตกอยู่ในการควบคุมของใครคนใดคนนึง เขาจะปล่อยให้ปกรณ์ในร่างเพทายถูกคนอื่นควบคุมได้อย่างไร หากมันจะต้องเป็นเช่นนั้นก็ให้เป็นเขาเองเสียเถอะ เพราะในเมื่อเพทายตัวจริงนั้นเรียกได้ว่าหาเรื่องยุ่งๆมาให้เขา ทว่านอกจากเรื่องนี้จะทำให้เขาเกือบถูกคดีความโดยส่วนเดียวก็ยังคงไม่มีเรื่องอื่นให้รำคาญใจ

   ไม่ใช่ว่านึกอยากช่วยเหลือใดๆ เส้นทางของพวกเขานั้นมีผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องอยู่เเล้ว เเต่จากการที่ได้เห็นเจ้าคนที่ฟื้นขึ้นมาพร้อมด้วยสติสัมปชัญญะเเละความคิดความอ่านเฉพาะตัวคนนี้เเล้วดูเหมือนว่า การที่มนุษย์จากต่างโลกคนนึงจะใช้ชีวิตเช่นไรบนโลกที่ตนเองไม่รู้จัก มันได้กลายเป็นอีกสิ่งนึงที่สร้างความสนใจให้กับเขาไปเเล้วในตอนนี้






___________________

เพื่อนออกเเบบให้ วาดเเละลงสีให้ค่ะเป็น คาเเรกเตอร์ตัวละครรนึงที่คิดไว้ตั้งเเต่ก่อนเริ่มเรื่อง ตอนนี้ได้กลายเป็นรูปตัวละครรชตะพระเอกของเรื่องเเล้วค่ะ ส่วนเด็กอีกคนในภาพนั้นจะมีบทบาทต่อๆไปในเรื่องค่า
(ลบรูปเดิมรูปในตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการลงสีไว้เสรจจะเอามาลงค่ะ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 05, 2019, 10:10:57 PM โดย devina »

มะยม

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 65
  • ที่สุดของการเขียนนิยาย คือการเอาชนะใจตัวเอง
    • ดูรายละเอียด
Re: Reborn บทที่ 5 เปลี่ยนทาง (100%) เพิ่มรูปตัวละคร
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 23, 2019, 01:47:34 PM »
“!!” <<<  อันนี้ คนเขียนต้องการสื่อความมหายไปทางไหนคะ   :)


 

devina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
Re: Reborn บทที่ 5 เปลี่ยนทาง (100%) เพิ่มรูปตัวละคร
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 26, 2019, 11:19:38 PM »
คะมาตอบเเล้วค่ะ. เราอยากจะเเสดงความตกใจของตัวละครออกมาค่ะ. เเต่จริงๆมันควรจะต้องมีคำพูด รึคำอุทานอะไรอย่างนี้มาก่อนการใส่เครื่องหมายต่างๆใช่ไหมค่ะ. นี่เราเล่นใส่ “ !! ” เลยทำให้คนอ่านงงกันไปเลยทีเดียว  ::)