ผู้เขียน หัวข้อ: Reborn บทที่ 6 การเริ่มต้น (100%)  (อ่าน 13 ครั้ง)

devina

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 26
    • ดูรายละเอียด
Reborn บทที่ 6 การเริ่มต้น (100%)
« เมื่อ: พฤษภาคม 03, 2019, 12:53:18 PM »

         รถสปอร์ตคันหรูเเล่นเข้ามาเทียบจอดยังเเปลงที่ดินว่างเปล่าในย่านใจกลางเมืองที่ราคาเเพงระยับ ปีศาจร่างสูงสามตนตั้งใจจะมาวางเเผนเรื่องการดำเนินการก่อสร้างสถานบันเทิงเพิ่มอีกหนึ่งเเห่ง เพื่อขยายธุรกิจส่วนตัวของพวกเขาเอง  ผู้ที่จะได้เป็นเจ้าของมันนั้นต้องผ่านขั้นตอนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางกฏหมายทั้งกับทางคนจากทางภาครัฐเองเเละกับเจ้าของเดิม เพื่อที่จะดำเนินการได้อย่างถูกกฏหมายโดยไม่มีปัญหามาสร้างความรำคาญใจในภายหลัง กว่าจะได้เป็นเจ้าของพื้นที่ทำเลทองตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาอดทนรอคอยมันมาร่วมปีทีเดียว

   “น่าเเปลกที่พื้นที่ตรงนี้จู่ๆ เพทาย ก็ถอนตัวออกไป ทั้งๆที่เเต่ก่อนยังงัดข้อกับคุณไม่เลิกราเเท้ๆ”

   เป็นคนของเลขาประจำตระกูลนั่นเองที่ออกความเห็นขึ้นมา ช่วงนี้พวกเขาต่างคนก็ต่างยุ่งในการสะสางเรื่องของตัวเองหลังจากที่หายไปสามเดือน ทุกอย่างยังคงรอคอยให้เขามาจัดการต่อเเม้ในที่ผ่านมานั้น เพทายจะมีเพื่อนอย่างพีรภัทรคอยดูเเลเรื่องต่างๆซึ่งก็ไม่พ้นกิจการที่พวกเขาลงทุนร่วมกันเเละเขาเองก็มีมิวอิค เเละเเอสรอน เป็นหุ้นส่วนคอยดูเเลธุรกิจส่วนตัว


   “ร้านอาหารงั้นเหรอ? ท่าทางกลับมาคราวนี้สมองมันจะเพี้ยนแล้วจริงๆ นายทำอะไรกับมันกันเเน่รชตะ”

   เเอสรอนเองก็เเปลกใจที่ โดยสรุปเเล้วสิทธิในการเปิดกิจการในพื้นที่ราคาเเพงระยับใจกลางเมืองตรงนั้น เพทายเลือกที่จะถอนตัวออกไปพ้นทางพวกเขาเสียที ไม่เข้ามายุ่งย่ามวุ่นวายในเเบบในอดีตที่เมื่อเขาได้อะไรมันก็ต้องได้ด้วยอย่างที่เป็นมาเสมอ

   ผ่านไปถึงช่วงระยะเวลาสามเดือนในการเริ่มต้นชีวิตในร่างใหม่ของปกรณ์ รชตะก็ได้รับการรายงานถึงความเคลื่อนไหวของปกรณ์ในร่างเพทาย ไม่ว่าปกรณ์จะทำอะไรที่ไหนเรียกได้ว่ามีคนคอยรายงานกับเขาตลอด ไม่นานข่าวการเปิดธุรกิจใหม่ของปกรณ์ในพื้นที่ใกล้ๆกันกับเขาก็เกิดขึ้นเพียงเเต่ตอนนี้เป็นธุรกิจส่วนตัวเล็กๆของปกรณ์เองที่ดูเเลมันด้วยตัวเองกับคนในครอบครัวคือเเม่เเละน้องสาว

   โดยมันหันไปลงทุนเปิดสวนอาหารบนชั้นลอยฟ้าของคอนโดตึกคู่เเฝดที่ตนเองเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นย่านที่พักใกล้กับมหาวิทยาลัยเเละย่านธุรกิจของเมือง ปกรณ์กำลังเริ่มต้นสานต่อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เพทายเป็นผู้บุกเบิก คอนโดเเห่งนี้รวมไปถึงส่วนของเเมนชั่นที่จงใจสร้างโดยจำลองคอนโดหรูมาให้ผู้ที่ต้องการเช่าอาศัยเเบบชั่วคราวได้สัมผัสบรรยากาศเเบบเดียวกัน

   หลังจากเสร็จธุระเรื่องงานของตนเองเเล้ว ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาขับรถพาทุกคนมายัง‘ทวินริเวอร์การ์เด้น’ ตึกคู่เเฝดใจกลางเมืองที่ เพทายเป็นผู้ครอบครองมันเเต่เพียงผู้เดียวโดยปราศจากหุ้นส่วนเช่นเขาอย่างที่เเล้วมา
   
   พวกเขาไม่ได้นัดกับปกรณ์ไว้ สิ่งที่พวกเขาเห็นเมื่อขึ้นมาบนชั้นสูงสุดก็คือ เพทาย เดชะฤทธิ์ที่กำลังลงมาจัดการดูเเลความเรียบร้อยบนร้านอาหารเปิดใหม่นี้ด้วยตัวเอง รชตะเห็นสิชล เเละเวรัลอยู่พร้อมหน้า ไม่ใช่เเค่นั้น เเม้เเต่พีรภัทรเอง รวมถึงมิวอิค ก็มาในฐานะเเขกของที่นี่ด้วย

“ไม่นึกว่าจะได้เจอพวกนายที่นี่ อย่างกับนัดกันมาเเบบนี้”

   ปกรณ์ออกมาทักทายทุกคนที่กำลังแสดงสีหน้าที่เเตกต่างกันออกไป เเต่ดูเหมือนว่าาการมาของเเขกที่ไม่ได้เชิญอย่าง ณภัทร รชตะ เเละเเอสรอน จะทำให้ พีรภัทรไม่พอใจอยู่บ้างเช่นกัน

    คงมีเพียงเเม่ของเขาเเละน้องสาวที่ดูจะดีใจไม่น้อยที่ในที่สุดลูกชายของตัวเองก็มีเพื่อนคนอื่นๆมาหาบ้าง สิชลไม่ได้รู้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับเพื่อนคนอื่นๆนักนอกจากรชตะ เธอไม่ต้องการให้ลูกชายสร้างศัตรูเพิ่มขึ้นอีกเเล้ว เเค่เพียงไม่ได้เจอหน้าลูกสามเดือนโดยที่ไม่รู้ว่าผ่านความเป็นความตายไปอย่างไรก็เป็นการอดทนที่มากพอของเธอ

   ทุกคนที่มาได้รับการต้อนรับอย่างดีจากสิชล มันไม่ต่างจากการมาเข้าร่วมงานเลี้ยงเเสดงความยินดีต่อเพื่อนคนนึงที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจที่เพทายปกปิดเรื่องนี้อย่างเงียบๆมาโดยตลอด เเละรอคอยทุกอย่างเข้าที่เข้าทางจึงคิดบอกคนครอบครัว สิ่งที่ปกรณ์พอจะมองเห็นคือความใส่ใจที่เพทายมีต่อสถานที่เเห่งนี้เเละการใส่ใจถึงอนาคตต่อไปข้างหน้าของสิชลและเวรัล ความต้องการของเพทายก็คือการออกจากการพึ่งพาตระกูลเดชะฤทธิ์ หากไม่ได้พีรภัทรที่รู้ใจเพทายที่สุดว่าต้องการอะไรเเละคิดจะทำอะไรล่ะก็หลายๆเรื่องเขาก็คงตัดสินใจเองโดยไม่คำนึงถึงในสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมมีความปราถนาที่จะทำมันให้สำเร็จ
   
               ………………………………………


   ขณะของมื้ออาหารที่ถูกเอาใจใส่อย่างอบอุ่นกำลังดำเนินไป มันเป็นความรู้สึกที่เหล่าปีศาจที่ไม่ได้ถูกเชิญมาทั้งสี่คนนั้นไม่คุ้นเคยอย่างยิ่ง  รชตะนั้นตกอยู่ในความคิดของตนเองชั่วขณะ ตึกเเห่งนี้ที่เพทายเป็นเจ้าของมันได้สำเร็จ เเทนการมุ่งไปกับการขยายธุรกิจให้เเตกเเขนงออกไปจนเกินกำลังของตนเองตามความตั้งใจเดิมของเพทาย และปกรณ์ที่คิดจะปรับปรุงพื้นที่สำหรับงานอสังหาริมทรัพย์ที่เพทายมีอยู่เเล้วนั้นเสียเเทน วิธีนี้เเม้จะต้องใช้เงินลงทุนจากเงินส่วนตัวที่เพทายมีสะสมเอาไว้ ทว่าย่อมไม่มากไปกว่าที่เพทายในอดีตคิดวางเเผนเอาไว้ เเสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่ปกรณ์จะยังไม่คิดตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆที่เพทายกำลังคิดจะลงมือทำ 

   รชตะเริ่มเข้าใจความคิดของปกรณ์ ยามเมื่อเจ้าตัวเล่าถึงเเผนธุรกิจของตนเอง นัยต์ตาเเจ่มใสเปี่ยมพลังชีวิตของมนุษย์ผู้มาอาศัยในร่างปีศาจคนนี้สะท้อนสู่สายตาของเขา มันเต็มไปด้วยเเผนการต่างๆ การพุ่งเป้าเดียวของมนุษย์อย่างปกรณ์ที่คิดจะเข้าจัดการกับทรัพย์สินของเพทายนั้นมีหลายอย่างอยู่ในใจที่เขารู้สึกว่ามนุษย์คนนี้กำลังเริ่มขยับขยายต่อไปเรื่อยๆในทิศทางที่เขาไม่สามารถอ่านออก ที่สำคัญมนุษย์ตนนี้เเสดงความไว้วางใจต่อตัวเขามากกว่าที่คิดเเละไม่ได้คิดปิดบังมันต่อเขาเลยสักนิด

   
   เพราะเวรัลเเละสิชลรับหน้าที่ดูเเลทุกคน ทำให้รชตะมีโอกาสมาคุยกับปกรณ์เป็นการส่วนตัวที่มุมสงบไร้ใครมารบกวน ความหลังระหว่างเขากับเพทายผุดเเทรกขึ้นมายามเห็นคนตรงหน้าที่เเตกต่างกันราวอย่างสิ้นเชิง

   เเต่ก่อนนั้นไม่ว่าเขาหรือเพทายจะตัดสินใจไปเลือกพื้นที่เพื่อทำการลงทุนที่ไหนในเมืองนี้ ก็ล้วนมีความคิดใกล้เคียงกัน อย่างการเปิดธุรกิจสถานบันเทิงหรือบ่อนคาสิโนถูกกฏหมาย ความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้นหลายๆครั้งไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุ เหตุผลนั้นมาจาก ไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไรก็ตามเพทายเองก็รวดเร็วพอที่จะคิดทำในสิ่งเดียวกันกับเขา ไม่ว่าเขาจะมองเห็นโอกาสในการลงทุนที่ไหนอีกฝ่ายก็ราวกับอ่านความคิดของเขาได้ล่วงหน้า ไม่ว่าเขาคิดจะทำอะไรที่ตรงนั้นจะต้องมีเพทายมามีส่วนร่วมในการเเบ่งผลประโยชน์กับเขาด้วยเสมอ บ่อยครั้งที่มันทั้งกวนประสาทเเละน่าหงุดหงิดใจที่มีคนรู้ทันความคิดของตนเองไปเสียทุกเรื่องเเต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งข้อเสนอเเละผลประโยชน์ที่จะได้รับก็ไม่ได้ถูกเอาเปรียบจนเกินไปนักเรียกได้ว่าพอจะเชื่อใจปีศาจตนนี้ได้ในระดับนึง

   ในตอนที่กลับมาพร้อมกับคนอื่นที่มาอาศัยร่างของปีศาจตนนี้ สิ่งที่เพทายทิ้งไว้ให้ปกรณ์นั้นในทีเเรกเขาคิดว่าอีกไม่นานทุกอย่างจะต้องตกเป็นของเขา เพราะการคิดในมุมมองของตนเองว่า มนุษย์ที่เพิ่งมาใช้ชีวิตใหม่คนนี้น่าจะไม่สามารถดูเเลมันต่อจากเพทาย และจะเป็นอย่างไรเมื่อมองเห็นทรัพย์สินที่เพทายหาได้มากองอยู่ตรงหน้า คนส่วนใหญ่คงเลือกจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับความโชคดีที่สิ่งต่างๆมีพร้อมอยู่เเล้วโดยเลือกที่จะหยุดอยู่เเค่นั้นเเละทิ้งความยุ่งยากเเละปัญหาที่พร้อมจะเข้ามาจากการเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองอาจไม่เคยทำมันมาก่อน นั่นเป็นโอกาสที่เขารอคอยให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถอนตัวออกไปและเลือกที่จะยอมรับผลประโยชน์ที่เขาจะหยิบยื่นให้ เพื่อให้มันหลีกทางให้เขาดำเนินธุรกิจนี้เเต่เพียงผู้เดียวเป็นสิ่งที่เขาคาดเอาไว้

   เเต่ปกรณ์กลับเลือกที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างอดทน เเม้มันจะยอมรับกับเขาเองว่า ธุรกิจที่เพทายกำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่ธุรกิจที่ถนัดของตนเองก็ตาม แม้ ความทรงจำในช่วงชีวิตก่อนของปกรณ์อาจจะเป็นการทำธุรกิจเเต่ก็เป็นในด้านที่ตรงไปตรงมาอย่างขาวสะอาดเเละเป็นธุรกิจที่ต้องทุ่มทั้งกำลังสมอง เเรงไอเดีย เวลาเเละเเรงกาย  ไม่ใช่ธุรกิจในเเบบที่กำลังทำอยู่ซึ่งอาศัยเงิน เเละอิทธิพลอำนาจที่มี ซึ่งบางทีเงินต่อเงินก็คืออำนาจต่อรองเเละคอนเนคชั่นในระหว่างเพื่อนพ้อง็ช่วยในการควบคุมกิจการของพวกเขาให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น บางครั้งมันได้คาบเกี่ยวกับบุคคลในธุรกิจสีเทา เเละเต็มไปด้วยอันตรายจากการต้องเเย่งชิงผลประโยชน์จากคนที่ต้องการในสิ่งเดียวกัน ตลอดมานั้นเพทายยังไม่เคยคิดจะงัดข้อตรงๆกับรชตะมาก่อน ในทุกครั้งเมื่อกลายเป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทับซ้อน เพทายจะยื่นข้อเสนอที่พวกเขารับได้ทั้งสองฝ่ายขึ้นมาเเละช่วยกันดูเเลกิจการนั้นๆ การถอนตัวออกมาโดยง่ายของปกรณ์หันมามุ่งความสนใจในสิ่งที่ตนทำได้ เขามองว่าตัวมันเองก็ตัดสินใจทำอะไรอย่างไตร่ตรองในกำลังของตนเองอยู่ไม่น้อย

   ก่อนที่เขาจะทะเลาะกับเพทายด้วยเรื่องเพียงเเค่ผู้หญิงเพียงคนเดียวจากชนวนอันคุกรุ่นที่เกิดขึ้นเพราะเพทายมีสัมพันธ์กับผู้หญิงของเขาทั้งที่ก็รู้ว่าเขากำลังคบอยู่ ตัวเขากับเพทายยังอยู่ในระหว่างการเเบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวในการซื้อพื้นที่ทำเลทองนึงที่เขาคิดจะเปิดสถานบันเทิงอีกเเห่ง เขาอยากได้พื้นที่นี้เป็นทรัพย์สินส่วนตัวนั่นหมายถึงเขาเองก็ไม่คิดจะยกให้ใครเเม้ครั้งนี้เพทายเองจะอยากได้มันเช่นกัน

    ที่ผ่านมาเมื่อเขาต้องการอะไร อยากได้รึอะไรอยากครอบครองอะไรหากเป็นเรื่องวัตถุถึงเเม้เขาจะเเสดงความไม่พอใจชัดเเละพร้อมจะกำจัดคนๆนั้นให้พ้นทาง เเต่เพทายก็ไม่ได้ทำให้เขานึกโกรธถึงขั้นลงไม้ลงมือจริงๆมานานเเล้ว ภาพลักษณ์ของความเป็นอริกันที่ทุกคนมองเห็นนั้นเกิดขึ้นตั้งเเต่อดีตเเต่หนหลังที่พวกเขายังเป็นเพียงวัยรุ่นที่เคยต่อสู้เเข่งขันกันมาก่อน ยามเมื่อโตๆกันเเล้ว เขาเองก็เพิ่งจะค้นพบว่า ถึงเพทายจะไม่ใช่คนน่าคบเท่าไหร่ เเต่ก็ไม่ได้เเย่กว่าใครหลายๆคน ถ้าไม่นับเรื่องนั้น…

    เพราะเรื่องผู้หญิงกลับเรียกได้ว่าทำให้เขานึกเกลียดอีกฝ่ายขึ้นมาได้จริงๆ เรียกได้ว่าโกรธจนหน้ามืดโดยไม่สนใจว่าจะเป็นหุ้นส่วนร่วมผลประโยชน์ใดๆ รู้เพียงว่าเขาอยากทำให้มันรู้สำนึกด้วยตัวเขาจริงๆ เขาคิดจะฆ่าเพทายจริงๆถ้าหากทำได้โดยที่ไม่ต้องมารับผิดชอบในผลของการกระทำตนเองทีหลัง มีคนอีกมากที่ตั้งตารอดูให้มันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ว่าสุดท้ายเพทายจะฆ่าเขา รึเขาจะฆ่าเพทาย ก็ล้วนเเต่มีคนพร้อมรอรับผลประโยชน์อยู่ในเบื้องหลังทั้งสิ้น

   อาจเพราะบรรยากาศรอบตัวของปกรณ์นั้นต่างออกไปจากเพทายเเม้จะอยู่ในร่างของคนๆเดียวกัน ในตอนนี้เขาจึงไม่อาจบอกได้ว่า ตนเองเป็นอะไรไปกันเเน่ที่เหมือนถูกเเววตาที่ซื่อตรงของมนุษย์ตรงหน้าดึงดูดให้ชวนมองไม่เลิก เขานึกค้นหาความเป็นตัวตนที่เเท้จริงของมนุษย์จากต่างโลกผู้นี้
สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ภายในของคนนี้ๆกำลังค่อยๆเผยออกมา เเละสร้างความเปลี่ยนเเปลงบางอย่างให้เกิดขึ้นกับใจของเขาทีละน้อย ที่สำคัญเขาเองก็กำลังเริ่มที่จะยอมรับต่อปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเช่นกันตั้งเเต่

   ปกรณ์ไม่ได้รู้ว่าคำกล่าวของตนเองยังคงตรึงค้างอยู่ในความรู้สึกของใครบางคนไปเเล้ว ยามเมื่อเขาถามมันตามตรงว่า

“ทั้งที่รู้อดีตทั้งหมดระหว่างพวกเราไปเเล้วทำไมถึงได้เชื่อใจที่จะเปิดเผยทุกอย่างกับฉัน?”

“อย่างน้อยคนเเรกที่ฉันเจอในโลกนี้ก็คือนาย เพราะว่านายเเสดงออกตรงๆว่าเกลียดเจ้าของร่างนี้ นายไม่คิดเหรอว่าความตรงไปตรงมาของนายอย่างน้อยมันทำให้คนที่อยู่ใกล้ๆรู้สึกวางใจเหมือนกันน่ะ”

“หึ นี่น่ะเหรอเหตุผล พูดอะไรเสียยืดยาว เชื่อใจคนอื่นง่ายเกินไปรึเปล่า”

“ขอบคุณที่เตือน นายนี่มันคนดีจริงๆนะ”

   รชตะนั้นหากไม่ได้เห็นว่ามนุษย์คนนี้สายตาเเสดงความยอมรับในตัวเขามากขนาดไหน เขาคงจะคิดว่าอีกฝ่ายกวนประสาทเขาอยู่แน่ๆ
   
   ไม่ว่าจะมองโลกในเเง่ดีหรือมองโลกตามความเป็นจริง จะถูกเรียกว่าเป็นคนเช่นไรเเต่ปกรณ์ถือหลักในการมองเห็นสิ่งต่างๆให้น่าสบายใจมากขึ้นกับชีวิตตนเอง ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ว่ารชตะเคยทำอะไรเอาไว้บ้าง เพราะพีรภัทรนั้นพร้อมจะเล่าเรื่องของทุกคนให้เขาฟังอยู่เเล้ว เเละเเต่ละเรื่องของรชตะ แอสรอน หรือณภัทร ก็ไม่ได้มีเรื่องดีๆเเบบคนปกติทำกันเท่าไหร่นักเรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจกันเต็มขั้นที่จะมองสิ่งต่างๆด้วยผลประโยชน์ก่อนเสมอ หากไม่ใช่สิ่งที่ตนเองจะต้องเสียเปรียบถึงจะเข้าร่วม เพทายเองก็เรียกได้ว่าเป็นคนประเภทเดียวกันกับพวกเขา เเค่หัวเร็วพอที่จะอยู่กับคนเหล่านี้อย่างไม่เสียเปรียบก็เท่านั้น เป็นเหตุผลให้คนประเภทเดียวกันจึงไม่ชอบอยู่กับคนที่รู้ทันความคิดของตัวเองทุกย่างก้าว

    แต่ตั้งเเต่เริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างคนอื่น ปกรณ์ท้าทายตัวเองไปกับการได้เริ่มเปลี่ยนเเปลงหลายสิ่งในชีวิตของเพทาย ไม่ใช่เเค่เรื่องการสานต่อธุรกิจที่เพทายได้สร้างเอาไว้ เเม้เเต่ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวของเพทายเขาก็ไม่ละเว้นปล่อยผ่านที่จะทำให้มันดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับเพื่อนเองก็ด้วย เขาตั้งใจที่จะเรียนรู้จากปีศาจเหล่านี้ให้มากที่สุดเช่นกันจึงไม่คิดจะด่วนสรุปตัดสินใครไปตามสิ่งที่พีรภัทรกล่าวว่าไว้ว่าไม่อยากให้เขาไว้วางใจพวกของรชตะนัก

   เมื่อมองย้อนกลับไปเเล้วเวลากับคนในครอบครัวเเละเพื่อนนั้นเป็นสิ่งมีค่า เเต่ดูเหมือนเพทายในอดีตจะใช้ชีวิตไม่ต่างจากเขานัก คือยอมสละเวลาในส่วนนี้มาตั้งหน้าตั้งตาเดินตามเกมส์เเห่งโชคชะตาเพื่อเพิ่มพูนระดับฐานะของตนเอง เพทายอาจมีทุกอย่างที่คนทั่วไปปรารถนา รชตะเองก็เช่นกันทว่าปกรณ์พอจะเห็นว่า การที่คนรอบตัวของเพทายเองนั้นไม่เคยหยุดเเสวงหา เหตุผลนั้นก็เพราะพวกเขาต้องการอิสระจากอำนาจเเละอิทธิพลจากคนในตระกูลของพวกเขาเองในอนาคตที่เมื่อหากคิดเปรียบเทียบล่ะก็ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นคงเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆที่ลอยลำอยู่บนทะเลที่คนรุ่นก่อนได้บุกเบิกเส้นทางเอาไว้ ทั้งเพทายเองนั้นไม่สนหรอกว่ามันจะเเตกต่างกันขนาดไหนระหว่างสิ่งที่ตนเองทำได้กับสิ่งที่คนในตระกูลรุ่นก่อนทำได้เพราะเเค่ได้ทำมันสำเร็จในก้าวเเรกที่เริ่มต้นในตอนนี้ตั้งเเต่ที่ยังเรียนไม่จบนั่นหมายถึงการได้เริ่มสร้างความเปลี่ยนเเปลงโชคชะตาทีละนิดให้กับตัวพวกเขาเอง


   กว่าพวกเขาจะตัดสินใจกลับก็ปล่อยเวลาถึงช่วงหัวค่ำ ที่เเสงสียามค่ำคืนของเมืองที่ไม่เคยหลับใหลเเห่งนี้กำลังส่องประกายบนยอดตึกเเห่งนี้ เป็นวิวที่งดงามและน่าจดจำสำหรับอาคันตุกะปีศาจทั้งสี่คน ขณะที่ณภัทรเเยกตัวกลับไปเเล้ว ปีศาจตนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ เเค่เห็นมาปรากฏตัวที่นี่ก็เหนือความคาดหมายมากเเล้วเเต่ไม่มีใครคิดจะก้าวก่ายธุระของใคร การไปการมาที่ไม่เเน่นอนของณภัทรเป็นเรื่องเคยชินสำหรับพวกเขาไปเเล้ว

“อย่างกับไม่ใช่คนที่พวกเรารู้จัก”

   เเอสรอน เปรยขึ้นลอยๆหลังจากพวกเขาได้ร่ำลาทุกคนตามมารยาท เเละลงลิฟท์มาจนถึงชั้นล่าง

“การที่มันรู้จักหยุดรู้จักพอเเบบนี้ก็เป็นเรื่องดีของพวกเราไม่ใช่รึไง?”

   รชตะกล่าว ในความคิดของเขาตราบใดที่ปกรณ์ในร่างเพทายใช้ชีวิตอย่างสงบไม่เข้ามาขวางทางเส้นทางของเขา เขาเองก็จะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของอีกฝ่ายเช่นกัน
   

      ……………………………………………………………………………


   ทุกอย่างกลับสู่สภาพปกติหลังจากเเขกทั้งหมดกลับกันไปเเล้ว ในช่วงเย็นลิฟท์ชั้นบนก็เปิดขึ้นอีกครั้ง เเต่คราวนี้เป็นกลุ่มคนในชุดเสื้อสูทดำที่ขึ้นมานั่นเองเเละต่างเป็นคนที่เคยเห็นหน้าค่าตากันเป็นอย่างดีตั้งเเต่การตัดสินใจออกมาจากบ้านตระกูลเดชะฤทธิ์ ทิวากาล เดชะฤทธิ์ ลูกชายคนโตของบ้านที่เกิดจากภรรยาอีกคนของพ่อปรากฏตัวขึ้น ความเย็นชาทางสายตาที่เเสดงออกชัดมาจากเขาทำให้บรรยากาศอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัวเมื่อครู่ถูกครอบงำด้วยความรู้สึกหนักอึ้งทั้งในใจของสิชล และเวรัล มันเกิดขึ้นทุกครั้งยามเจอกับปีศาจตนนี้ เพราะทิวากาลนั้นไม่เคยยอมรับพวกเขาว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเลยสักนิด

“พี่ทิวากาล”

   เวรัลรู้ดีว่าหากไม่ได้มีธุระใดจริงๆพวกเธอคงไม่ได้เห็นเขามาปรากฏตัวให้เห็นง่ายๆ

“เพทายอยู่ไหน?”

   สายตาคม มองทะลุผ่านทั้งสองคนผ่านไปราวกับอากาศธาตุ

“หายหัวไปไม่กลับบ้าน รู้บ้างหรือเปล่าว่าพ่อเป็นห่วงขนาดไหนในตอนได้ยินข่าวลือที่ว่าตายไปเเล้ว อุส่าต์หนีออกจากบ้านได้สำเร็จ นึกไม่ถึงว่าจะโง่ให้คู่อริตัวเองดักเล่นงาน”

   คำพูดของทิวากาลนั้นสร้างความสงสัยให้กับทุกคนเพียงเเต่ยังไม่คิดจะถามในตอนนี้
ในความคิดของสิชลกับเวรัลนั้นเเปลกใจตั้งเเต่ต้นเเล้วว่าทั้งที่คนของทางเดชะฤทธิ์มาเอาตัวเพทายไปตามคำสั่งของผู้เป็นบิดา แต่ทำไมสุดท้ายเเล้วกลับเป็นรชตะที่อยู่กับเพทาย เเต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในตอนนั้น สิชลในตอนนี้วางใจในตัวรชตะอย่างมาก เพราะลูกชายตัวเองรอดชีวิตกลับมาอย่างปลอดภัยกับปีศาจที่เธอรับรู้มาตลอดว่ามีความสัมพันธ์ไม่ลงรอยกับลูกชายตัวเอง  และรชตะคิดที่จะฆ่าเพทายจริงๆเพราะการก่อเรื่องก่อราวของเพทาย เเต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ทำเเละพาลูกชายเธอกลับมา เเค่นี้มันก็มากพอเเล้วที่เธอจะเชื่อใจ

   ปกรณ์ในร่างเพทายเดินเข้ามาโอบไหล่เเม่กับน้องสาว สายตาของเขาไม่ได้สื่อเเสดงอารมณ์ใดๆเพียงทักทายอีกฝ่ายตามมารยาทเท่านั้น 

“พี่มีอะไรกับผมเหรอครับ”

“พ่อเรียกตัวเเกกลับบ้าน เเละฉันเอานี่มาให้”

   บุรุษปีศาจสายตาเย็นชายื่นธุระของตนมาตรงหน้า มันคือบัตรเชิญเข้าร่วมงานอะไรสักอย่างนึงที่ตกเเต่งด้วยกระดาษสีทองเรียบหรู สำหรับสามคน เขากล่าวขอบคุณเเม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายก็คงไม่รับ เเละเเสดงออกชัดว่าไม่อยากจะมาเสวนากับพวกเขานักก็ตาม พร้อมกับเเสดงความสนใจอย่างเต็มที่ว่าคนจากตระกูลเดชะฤทธิ์นั้นกำลังโยนเรื่องอะไรมาให้พวกเขากันเเน่

“เดือนหน้าในระยะเวลาหนึ่งเดือนก่อนการเปิดพินัยกรรมของปู่ พวกเราทุกคนที่มีสายเลือดเดชะฤทธิ์จะต้องไปรวมตัวที่ ‘เกาะนิคมเมฆา’ ทุกคนให้ปู่เห็นหน้า”

               ………………...........................
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 07, 2019, 12:16:10 AM โดย devina »