ผู้เขียน หัวข้อ: หัวใจนฤการ 2.สาปสัญญา  (อ่าน 132 ครั้ง)

ธันย่า

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 101
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
หัวใจนฤการ 2.สาปสัญญา
« เมื่อ: ตุลาคม 04, 2019, 05:29:50 PM »


2.สาปสัญญา

ตั้งแต่วันนั้นเหมราชก็หายไปจากชีวิตของราณีญา หญิงสาวเฝ้ารอคอยอย่างเงียบงันเพราะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นชายหนุ่มจึงเปลี่ยนแปลงไป นางไม่ได้พบหน้าเขา จึงไม่อาจรู้เรื่องราว และความเคลื่อนไหว

ทุกวันเวลาจึงได้แต่เฝ้ารอ เพราะไปหาเขาไม่ได้ เมื่อเหมราชมีคำสั่งควบคุมให้นางอยู่แต่ในห้องนี้เท่านั้น

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

อะไรทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้

ทุกวันนี้ราณีญาอยู่อย่างคนที่เลื่อนลอยไร้ ความเข้าใจในชีวิตที่ต้องทุกข์ทนนั้นไม่มี ไม่รู้จะต้องตกอยู่ในสภาพนี้อีกนานเท่าไหร่ นางจะต้องมาทุกข์ทนเพื่ออะไร ทุก ๆ วันที่เพียงคำถากถางที่จับใจความไม่ได้จากอิสรา ที่นับวันจะก้าวก่ายนางอย่างขาดความยำเกรง หรือเหมราชให้ท้ายอิสราจึงกล้ากับนางขนาดนี้

“ข้าจะออกไปไปหาเหมราช” ราณีญาบอกกับสาวใช้ประจำตัวที่ตอนนี้ก็ทำตัวห่างเหินอย่างเห็นได้ชัด นั่นยังไม่เท่าสายตาเหยียดมองมาอย่างดูแคลน ทั้งที่นางอยู่ในสถานะเจ้านาย

“ท่านออกไปข้างนอกไม่ได้ค่ะ”

“ทำไมข้าจะออกไปไม่ได้”

“ท่านเหมราชสั่งห้ามท่านออกจากห้องนี้”

“เขาคิดจะกักขังข้าอีกนานเท่าไหร่”

“ข้าไม่ทราบ” นางรับใช้กล่าวแล้วเดินก้มหน้าหนีไป

ราณีญาถอนหายใจ เดินไปที่หน้าต่างแล้วคิ้วบนใบหน้าก็ยกขมวดเมื่อมองไปยังเบื้องล่าง เหมราชอยู่กับอิสราทั้งสองเดินเคียงกันไปราวคู่ครอง หรือที่เขากักขังนางไว้บนนี้เพราะต้องการอยู่กับอิสราตามลำพัง ถ้าความต้องการเขาเป็นอย่างนั้นเพียงแค่บอกมาคำเดียว

ราณีญาคิดอย่างน้อยใจ ขณะตัดใจจากความอยากรู้เรื่องของชายหนุ่มเดินกลับมานั่งบนเตียง เพราะเขาคงไม่อยากพบนางจริง ๆ หากเขาต้องการพบก็แค่มาหา แต่นี่เขาหายไปเหมือนอยู่คนละทวีป แต่เมื่อครู่นางก็เห็นแล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ อยู่ในปราสาทเดียวกันแต่เขาแค่ไม่คิดจะเข้ามาหานางเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไปแล้วเท่านั้น

เขาคงหมดรักนางไปแล้วจริง ๆ

“ข้าอยากไปเดินเล่นในสวน เจ้าไปกับข้าก็ได้นะมีก้า” ราณีญาบอกกับสาวใช้อีกนางหนึ่ง

“ท่านไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นค่ะ”

“แม้แต่ในสวนแค่นี้น่ะหรือ”

“ค่ะ”

มีก้าพูดอย่างนอบน้อม ก็คงเหลือเพียงคนเดียวที่ยังมองว่านางเป็นนาย

“เจ้าบอกข้าได้ไหมว่าสองสามวันมานี้เกิดอะไรขึ้นกับข้า”

ราณีญามองมีก้าที่ถอนหายใจอย่างจับสังเกต มีก้าเหลือบมองที่ประตู มีท่าทีระแวดระวังทั้งที่เวลานี้ก็อยู่กันตามลำพัง ทำอย่างกับว่าเรื่องที่พูดถึงนั้นใหญ่โตจนไม่มีใครกล้าเอ่ย

“ข้าไม่กล้าพูด”

“ข้าไม่รับปากว่าจะไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อน”

“ท่านเหมราชสั่งห้ามทุกคนพูดถึง”

ราณีญาเดินเข้ามากุมมือมีก้า แต่สาวใช้ร่างเล็กรีบสะบัดออกแล้วถอยร่นห่างไประยะหนึ่งราวรังเกียจ

“มีก้า...” นางเรียกอย่างไม่เข้าใจ “ข้าทำอะไรให้เจ้าเคืองหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“แต่เจ้ารังเกียจข้า”

“ข้า....” มีก้าเงยมองหน้าราณีญา “ข้าไม่อาจทำใจภักดีกับคนทรยศท่านเหมราชได้”

“เจ้าหมายถึงข้าหรือ”

มีก้าพยักหน้าแล้วพูดว่า “ที่ข้ายอมพูดกับท่าน ยอมดูแลท่านตามเดิมเพราะข้าเห็นแก่ท่านเหมราชที่ยังปักใจรักท่าน ทั้ง ๆ ที่ท่าน...”

“ข้าทำอะไร”

“ท่านยังต้องให้ข้าตอกย้ำความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับท่านอีกหรือ” มีก้าเสียงสั่น

“อืม...ข้าต้องการฟัง” ราณีญาเตรียมทำใจ รู้สึกทะแม่ง ๆ กับคำพูดและอาการของมีก้า

“ท่านทำให้เขาตกต่ำ ชาวเมืองกล่าวขานถึงเขามีแต่ความน่าอับอาย ข้าไม่เข้าใจว่าท่านทำร้ายเขาได้อย่างไร ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านเหมราชจึงยังห่วงใยราณีที่ไม่คู่ควรกับเขา ซ้ำยังบังคับให้ข้าและคนอื่น ๆ มาคอยดูแลท่านทั้ง ๆ ที่ทำร้ายหัวใจเขา”

“ข้าทำอะไร”

“สำหรับท่าน แค่กักขังยังไม่พอ เขาควรประหารให้ชาวเมืองได้รู้ว่าท่านได้รับโทษตามที่สมควร ดีกว่ามาอดทนฟังกับคำสาปแช่งจากชาวนครที่ยิ่งทำให้เหมราชตกต่ำ เพราะกลายเป็นคนอ่อนแอ ยอมอ่อนข้อให้อิสตรีอย่างหน้ามืดตามัว”

ราณีญาจ้องหน้าสาวใช้แววตาเต็มไปด้วยความกังขาขณะฟัง

“แล้วข้าทำอะไรล่ะ”

“ข้าละอายใจจนไม่อยากจะเอ่ยถึง แต่หากท่านยังย้ำให้ข้าพูดข้าก็จะขอพูด ว่าเพราะมารยาร้อยเล่ห์ ความไม่รู้จักพอของท่านทำให้เหมราชต้องสั่งฆ่าอัศวินที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่อย่างกมาสุ”

“อะไรนะ...” ราณีญาเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน “เหมราชฆ่ากมาสุทำไม กมาสุภักดีกับเขาแล้วจึงฆ่า”

“ก็เพราะท่าน เหมราชจับได้ว่าถูกสวมเขาให้น่ะสิ”

“ข้ากับกมาสุงั้นหรือ”

“ท่าน...” มีก้าร้องครางพลางนิ่วหน้ามองราณีญา “หรือว่านอกจากกมาสุแล้วท่านยังลักลอบกับคนอื่น”

“หยุดนะ!!! ” ราณีญาตวาด “เจ้ากล่าวหาข้าแบบนี้ได้ยังไง”

“ข้านะหรือกล้ากล่าวหา หากท่านเหมราชไม่มาเห็นกับตา ก็คงไม่มีใครกล้าพูดหรอกว่าท่านคิดทรยศแม้จะเห็นเองก็ต้องแกล้งทำไม่เห็นเพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าเหมราชหลงใหลราณีของเขาแค่ไหน ถ้าขืนพูดมีหวังหัวขาด”

“นี่เจ้าจะบอกว่าข้า...เจ้ากำลังจะบอกว่าเขามาเห็นข้ากับกมาสุกับตาตัวเองงั้นหรือ”

“ขนาดเขาเห็นกับตายังลงโทษแค่กักขังท่าน จนชาวเมืองก่นด่า และเขาก็ยอมปล่อยให้ชื่อเสียงตัวเองเสื่อม ยอมนิ่งเฉยแม้ชาวเมืองจะเสื่อมศรัทธา เพราะความรักที่มีต่อท่านมันมากเกินไป แล้วคิดดูว่าท่านทำอะไรกับเขา ท่านทำเช่นนี้ได้ยังไง”

“ข้าไม่ได้ทำ” ราณีญาพูดเหมือนคราง แล้วผลุนผลันลุก “ข้าจะไปหาเหมราชจะไปอธิบายกับเขา”

“เขาสั่งห้ามท่านออกจากห้องขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีกหรือ”

“แต่ข้าจะปล่อยให้เหมราชเข้าใจผิดอยู่อย่างนี้ไม่ได้”

“เขากักขังท่านเพราะไม่อยากให้ท่านออกไปข้างนอก เพื่อให้คนที่รังเกียจท่านทำร้ายเอา ท่านเข้าใจบ้างไหม”

“แต่เขาไม่มาหาข้า...ข้าจะอธิบายเรื่องราวได้อย่างไร”

“ท่านคิดว่าเรื่องแบบนี้มันทำใจยอมรับได้ง่าย ๆ งั้นหรือ หากเหมราชมีใจให้หญิงอื่น ร่วมหลับนอนกับบรรดาพวกนางท่านจะทำยอมรับได้ในเวลาไม่กี่วันใช่ไหม ท่านน่ะโชคดีเพราะเหมราชเป็นบุรุษที่ยิ่งใหญ่ ถ้าหากเป็นคนอื่นเจอเรื่องราวแบบนี้ ท่านถูกสั่งประหารไปทั้งตระกูลแล้ว”

ราณีญานิ่งงันกับคำท้วงติงของมีก้า เพราะมันหมายความว่า การที่เขาไม่มาหานาง เพราะเขาเชื่อไปแล้วว่านางลักลอบคบชู้กับกมาสุ

“เหมราช...ท่านคิดกับข้าแบบนั้นจริง ๆ หรือ”

หญิงสาวคร่ำครวญพลางนึกถึงใบหน้าเข้มดุที่ฉายแววตาแข็งกร้าวในคืนนั้น วันที่นางไม่อาจรู้เลยว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พูดคุยกับเขา

หลังจากฟังมีก้าเล่าเรื่องราณีญาก็จมอยู่กับความคิดตัวเอง วนเวียนหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่นางจำอะไรไม่ได้เลยจึงไม่อาจหาความกระจ่างให้กับเรื่องราวอัปยศที่ได้ยิน เหมราชห้ามนางออกนอกห้อง ความจริงแล้วลำพังหญิงรับใช้ที่เฝ้าดูแลไม่มีใครสามารถห้ามได้หากนางอยากขัดขืนจริง ๆ และวันนี้นางต้องไปพูดคุยกับเขาให้เข้าใจ

ราณีญาที่ไม่เคยคิดขัดคำสั่งเหมราช ทำให้สาวใช้วางใจ คืนนี้นางจึงลอบออกจากห้องได้ง่ายดาย นางตรงดิ่งไปยังห้องอ่านหนังสือที่เหมราชมักคลุกอยู่ในนั้น ขณะกำลังก้าวเท้าเข้าไปหาเขาก็ต้องชะงักหยุดอยู่หน้าประตูเมื่อได้ยินถ้อยคำบาดหูจากอิสรา

“ท่านอย่าหักโหมนักเลยน่า ข้าเป็นห่วง”

ราณีญานิ่วหน้า แล้วเอี้ยวตัวหลบเมื่อเหมราชเหลียวมาที่ประตู นางแอบมองเขาที่สนใจทางนี้ไม่นานก็หันกลับไปหาอิสรา ราณีญายืนตัวสั่นอยู่ข้างตู้ หัวใจเริ่มสั่นคลอนเมื่อคิดไปไกลว่าสองคนนั้นเข้ามาอะไรในเวลาดึกดื่นค่อนคืน ในห้องส่วนตัวของเหมราช ขออย่าเป็นเรื่องที่นางกังวลใจเลย นางพอรู้ว่าอิสราพอใจในตัวเหมราช แต่ที่นางนิ่งเฉยเพราะเหมราชมั่นคงในความรักที่เขามี ต่อนาง แต่ในเวลานี้ นางเริ่มไหวหวั่นกับความมั่นคงของเขาอย่างไม่อาจห้ามใจได้

“เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ” เสียงของเขาดังขึ้นอย่างราบเรียบ

“ข้าจะรอท่าน”

“ข้ายังต้องทำงานอีกมาก”

“หรือว่าท่านไปหาราณีญา” คำถามของอิสราพาให้คนแอบฟังใจเต้นแรงอย่างรอคอยคำตอบ

“ข้าจะไปหานางทำไม”

คำตอบของเขาเสียงดังฟังชัดจนราณีญาน้ำตาร่วง เขาไม่คิดจะพบนางอีกแล้ว เขาไม่ต้องการนางแล้วสินะ แล้วนางมาที่นี่...มายืนตรงนี้ทำไม

ราณีญาคิดอย่างน้อยใจ หัวอกสั่นจนรู้สึกหายใจไม่อิ่ม หญิงสาวสูดลมหายใจจนแน่นปอด แล้วค่อย ๆ ผ่อนระบายความอัดอั้น ขณะสองเท้าก้าวถอยห่างจากสิ่งที่อยากเข้าไปกอดอย่างคนไร้สติ เมื่อนึกถึงชีวิตที่ไร้จุดหมายต่อจากนี้

เขารังเกียจนางไปแล้ว เพราะเชื่อในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง นางคงทำให้เขาอึดอัดและลำบากใจอย่างที่มีก้าเอ่ยออกมา เพราะแบบนี้เขาจึงไม่มาหา และอาจกำลังลำบากใจที่กำจัดนางไม่ได้ เพราะสิ่งนี้จะทำให้เดรากรีสที่ลั่นวาจากล่าวโทษโกรธแค้นจนคิดทำลายบ้านเมือง และผู้คนอาจล้มตาย

แต่หากนางกำจัดตัวเอง เหมราชก็จะไม่มีความผิดอะไรเลย

ความคิดนี้นางเคยจะกระทำมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เส้นทางเปลี่ยนเพราะความรักที่เหมราชมีให้ นางจึงล้มเลิกการคิดฆ่าตัวตายแล้วตามมาอยู่กับเขา

แต่เมื่อเขาไม่ต้องการแล้ว นางจะอยู่ไปเพื่ออะไรล่ะ เพราะหลังจากที่ตัดสินใจออกจากป่าทิพย์ตัดขาดจากพี่น้อง ชีวิตของนางก็มีเพียงเหมราชเท่านั้น



ราณีญาเดินออกห่างจากห้องหนังสือของเหมราช ตรงมายังที่ประตูปราสาท ก่อนที่จะก้าวเท้าออกภายนอก นางเหลียวกลับไปมองเขา สายตาที่วิงวอนเสมือนแทนคำล่ำลา แต่นางก็เห็นเพียงเงาที่สะท้อนมากับแสงตะเกียงเท่านั้น และเป็นเงาของทั้งสองที่หลายคนที่นี่มองว่าหมาะสมกัน น้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจไหลพรั่งพรู ในหัวอกสั่นไหวและตกวูบเหมือนร่วงจากที่สูง เมื่อนึกถึงการจากกันอย่างไม่มีวันได้พบ

หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยและอ่อนล้า สายตาที่เปื้อนไปด้วยหยดน้ำตา มองไปยังแท่นปูนเบื้องหน้า นางพยายามฝืนใจเพื่อก้าวไปให้ถึงตรงนั้น...

ในเมื่อเขาตัดสินไปแล้ว นางก็ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง เขาไม่อยากพบ นางก็จะไม่อยู่ให้ขวางหูขวางตา ตรงนี้สินะที่กมาสุถูกทำร้ายจนสิ้นชีพ พื้นที่ตรงนี้ที่เขาและทุกคนคิดว่ามันเหมาะสมกับนาง

ราณีญากวาดตามองรอบตัว แท่นตรงหน้าอยู่ท่ามกลางความสลัว พื้นที่มืดจนทหารที่ยืนเฝ้ายามไม่มองมา อาจเพราะตรงนี้ไม่ใช่พื้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ร่างบอบบางของนางผู้ไร้ญาติมิตรในมัลโบ ก้าวขึ้นบันไดเพื่อไปยังใจกลางแท่งปูนที่สูงกว่าเมตร หรืออีกชื่อหนึ่งคือแท่นประหาร สถานที่ที่ควรค่าแก่คนทำผิด

หญิงสาวยืดตัวขึ้นจนหลังตรง เอื้อมมือยื่นคว้าเชือกเส้นหนาที่แขวนอยู่บนคานที่เหนือหัวพลางเขย่งเท้ายกตัวขึ้นสูงเพื่อสอดเชือกมารองใต้คาง เรียบร้อยแล้วก็ทิ้งตัวต่ำ ร่างกายบอบบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดิ้นขลุกขลักอย่างสุดที่จะบังคับให้นิ่งงัน ใบหน้าได้รูปที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตามีความมุ่งมั่น เป็นความกล้าของเหล่าเทพที่ไม่เคยเกรงกลัวความตายเพราะมีหัวใจที่เด็ดเดี่ยว

ลาก่อนเหมราช...



หลังจากไล่อิสรากลับออกไป เหมราชที่ยังฝังตัวอยู่ในห้องทำงาน นั่งอยู่กับความเศร้าโศกนานนับชั่วโมง ปล่อยจิตใจเลื่อนลอยไปอย่างไร้ความสงบสุข เขาคิดถึงราณีญา แต่ไม่อาจไปหา เพราะภาพที่เห็นวันนั้นมันยังฉายชัดทุกครั้งที่คิดถึง หากเขาไปพบนางแล้วหักห้ามใจไม่ได้ เขากลัว....กลัวใจตัวเอง กลัวว่าความใจร้อนจะทำให้เกิดความสูญเสีย เขาเสียใจกับสิ่งที่นางกระทำ แต่ไม่อาจลงโทษตามที่ใคร ๆ เรียกร้อง

การคบชู้เป็นสิ่งที่ร้ายแรง หลายคนเลือกที่จะประหารภรรยา และเขาที่อยู่ในสถานะผู้นำยิ่งหนักใจ เพราะทำใจลงโทษราณีญาไม่ได้

นางหมดรักเขาจึงทำแบบนั้น ถึงรู้อย่างนี้ก็ยังไม่อาจตัดใจ ความรักที่มียังคงอยู่ดังเดิม แต่ประชาชนเสื่อมศรัทธาและต่อต้านจนเขาไม่อาจครองคู่กับนางได้อีกต่อไป

มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด

เหมราชคิดอย่างกลัดกลุ้ม อยู่หน้าเตาผิงนานนับชั่วโมง บางครั้งก็ผล็อยหลับไปจนกระทั่งค่อนรุ่ง ใช้ชีวิตแบบนี้นับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง แต่เสียงที่อึกทึกดึงชายหนุ่มหลุดออกจากภวังค์ เขารีบลุกมาที่หน้าห้องแล้วเรียกถามมีก้าที่กำลังเดินผ่านหน้า

“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน”

“เอ่อ คะคือ...”

“คืออะไร” เหมราชถามเสียงดังเมื่อมีก้าทำท่าอึก ๆ อัก ๆ ในใจรู้สึกกังวลแปลก ๆ กลัวว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับราณีญา “ข้าถามว่ามีอะไร”

มีก้าก้มหน้าหลบสายตาเหมราช “พวกข้ากำลังตามหานาง”

“ตามหานาง..นางทำไมหรือว่า...”

น้ำเสียงเขาตกใจ คิ้วบนใบหน้าคมคายขมวดมุ่น เพราะตั้งแต่ออกคำสั่งกับนางเขาก็ยังไม่ได้ไปหาเลยสักครั้ง แต่ราณีญาก็ไม่เคยขัด ไม่เคยดึงดันให้พวกสาวใช้ลำบากใจ แล้วทำไมจู่ ๆ

“นางไม่ได้อยู่ในห้อง”

“ไปตีกลอง”

เหมราชสั่งแล้วกำลังจะวิ่งไปออกตามหา ก็สวนกับอิดุราชที่หน้าตาตื่นเข้ามาหา

“อิดุราช...เจ้าร้องไห้ทำไม”

“ข้าพบนางแล้ว” คนนำข่าวมาบอกร้องไห้อย่างหนัก “นาง...ฮือ ๆ นาง...”



เหมราชถลันมาที่แท่นประหาร ร่างกายแทบไร้เรี่ยวแรงเมื่อแหงนมองร่างของราณีญาที่ยังห้อยโตงเตงบนคานประหาร ชายหนุ่มปลดหญิงสาวมาแล้วกอดแน่นร้องคร่ำครวญแทบขาดใจกับความสูญเสียที่ไม่ทันตั้งตัว



เหตุการณ์นี้ล่วงรู้ถึงแดนไกลอย่างไม่อาจปกปิด และไม่นานก็ลำแสงสีทองจากฟากฟ้าพุ่งดิ่งเป็นแนวยาวลงพื้นพสุธาสว่างวาบ และดังเปรี้ยงปร้างจนธรณีสนั่นเนียรนาท ลมพายุโหมกระหน่ำเข้ามาโอบล้อมปราสาทราวกับจะถอนรากถอนโคน เหมราชรู้ดีว่าต้นเหตุของธรรมชาติที่ผิดเพี้ยน ประหนึ่งจะพังทุกอย่างให้พินาศราบคาบเกิดจากแรงโทสะของเดรากรีส เทพแห่งความรู้สึกที่ระบายความโกรธแค้นออกมาราวจะให้นครอินคาล่มสลายตกตายตามกันไป

เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น เทพเดรากรีสก็สร้างความเสียหายไปทั่วทั้งนคร ผู้คนที่ได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า แต่ความรุนแรงนี้ยังไม่เท่าความเศร้าโศกในหัวใจของ ‘เหมราช’ ชายผู้เก่งกาจการศึก แต่ขาดสติเพราะเชื่อคำยุยงของอิสราที่ริษยาจนปั้นน้ำเป็นตัวสร้างหลักฐานเท็จ ใส่ความราณีญาผู้เป็นภรรยาว่ามีสัมพันธ์ชู้สาวกับกมาสุ ซึ่งเป็นทหารองค์คู่กาย ความหึงหวงทำลายชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วจนยากที่จะแก้ไข

ชายหนุ่มกอดร่างไร้วิญญาณของราณีญาด้วยหัวใจที่แหลกสลาย ความสูญเสียครั้งนี้เกิดจากความโง่เขลาของตัวเอง เมื่อรู้ความจริงทุกอย่างจากปากอิดุราช ที่กลัวจนเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด

แต่หากจะหาคนผิด ก็เป็นตัวเขาที่ไม่มีความเชื่อใจในตัวนางจนถูกอิสราปั่นหัว

“ราณีญา!!! ”

เหมราชตะโกนลั่นด้วยอารมณ์ที่ดาลเดือด เป็นคำร้องขออย่างคนที่หมดปัญญาจะแก้ไขทำให้ทุกอย่างกลับคืน ความสูญเสียครั้งนี้ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย

“ข้าผิดไปแล้ว...กลับมาหาข้า กลับมา!!! ”

ใบหน้าสง่างามที่เคยทรงพลัง บัดนี้เต็มไปด้วยน้ำตาไหลราวฝนตกห่าใหญ่ หัวใจร้าวรานจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ เขาโน้มลงมาหาภรรยา ช้อนใบหน้างดงามที่หลับใหลในอ้อมกอดขึ้นมามองด้วยความอาลัยอาวรณ์ ความโศกเศร้าของผู้นำขจรขจายไปถึงเหล่าทหาร และผู้อยู่ใต้บารมีที่เห็นเหตุการณ์

ชายหนุ่มจมอยู่กับความโศกเศร้าครู่หนึ่งก็จับด้ามกริชทำจากไม้แกะสลักอักษรเป็นข้อความโดยเฉพาะของผู้ใช้ออกจากฟัก ประกายของกริชที่คมกริบส่องวับวาวอย่างท้าทายอารมณ์ เขายกกริชขึ้นฟ้าพร้อมประกาศความกล้าอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจฟ้าดินที่กำลังพิโรธรุนแรง

“ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ได้โปรดฟัง...ข้าเหมราชผู้โง่เขลา ในชาตินี้ข้ากระทำผิดต่อราณีญาอย่างไม่อาจให้อภัย ข้าขอชดใช้สิ่งนี้ด้วยชีวิต และข้าจะขอภักดีต่อนางอย่างไม่มีข้อกังขาในทุกชาติ หากผิดสัญญาที่พูดไว้ขอให้ชีวิตข้าสิ้นลมในทันที”

สิ้นคำสาบาน เหมราชก็ดึงกริชลงมาหาตัวหมายจะปักอกตัวเองเพื่อปลิดชีวิต แต่ทันใดนั้น สายฟ้าก็ฟาดลงมาที่ศัสตราวุธประจำกายผู้ครองนครอินคาจนมันกระเด็นหลุดมือ

“หยุดเดี๋ยวนี้”

คำสั่งเกรี้ยวกราดของผู้ที่ทำให้ท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยคลื่นโทสะดังขึ้น เหมราชแหงนขึ้นมองเดรากรีสที่ค่อย ๆ ปรากฏกายตรงหน้า เทพแห่งความรู้สึกหรือผู้มีหน้าที่ดูแลป่าทิพย์แห่งสวรรค์ ลอยตัวอยู่เหนือพื้นพร้อมสายตาเคียดแค้นจ้องมองเหมราช

แน่ล่ะ เขาพรากชีวิตของราณีญา เทพเดรากรีสสูญเสียบุตรสาวมีหรือจะนิ่งเฉย

“เจ้าทำเท่านี้คิดหรือว่ามันเพียงพอกับความสูญเสีย”

“ข้า...” เหมราชนักรบผู้กล้าแต่ไร้ปัญหาแก้ไขอารมณ์หึงหวงก้มหน้ารับความผิด “ท่านโปรดบัญชา บอกข้าว่าต้องทำเช่นไร”

“ข้าขอสาปแช่งให้เจ้ามีชีวิตอยู่ในวังวนของความทุกข์ หัวใจเจ้าจะไม่หลุดพ้นความเศร้าโศกนี้จนกว่าราณีญาจะให้อภัย คำสาปของข้าลบล้างด้วยเลือดบริสุทธิ์และความสูญเสียที่ต้องเกิดกับ”

“ข้าต้องสูญเสียอันใด”

“ที่สุดในใจเจ้า”

“อะไรคือที่สุดในใจข้า”

“มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ค้นพบ จากนี้จงอยู่อย่างเงียบเหงา และทุกข์ทรมาน บริวารที่เกี่ยวข้องจะต้องคำสาปนี้ไปกับเจ้า! ”

สิ้นเสียงของเทพเดรากรีส ท้องฟ้าที่ขมุกขมัวก็กลายเป็นสีแดงฉาด ความคึกคะนองราวจะพังโลกให้แหลกลาญก็เงียบลงฉับพลัน เหมาราชเบิกตากว้าง ร่างกำยำสั่นสะท้าน เพราะสิ้นคำสาปของเดรากรีส ร่างที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาก็ค่อยๆ มลายหายไปจากสายตา

“ราณีญา!!!”

ชายหนุ่มร้องตะโกนร้องเรียกหา คร่ำครวญอย่างบ้าคลั่ง ความหวังที่จะฝังร่างของราณีญาไว้ในปราสาทเพื่อให้ได้เคียงคู่กันจบสิ้นลง โอกาสสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกันสลายหายไปอย่างที่เขาไม่ทันได้ร้องขอ

“ราณีญา...ได้โปรด...อย่าทิ้งข้าไป...”







1.กริช คือ ศัสตราวุธขนาดสั้นมีคม ๒ ด้าน มีด้าม และฝักด้ามจับ หรือโกร่งทำด้วยไม้เนื้อดีฝักมีทั้งที่ทำด้วยไม้ละเลี่ยมหุ้มทองคำพร้อมแกะสลักลวดลายสวยงาม, กริชมลายูคมคดไปคดมา กริชไทยคมตรง.







ปล. เพิ่มเติมเนื้อหา ช่วงแรกของก่อนการเกิดตำนานนิดนะคะ ^_____^ เปลี่ยนชื่อเมืองหลังจากอินคาเป็น มัลโบด้วย ค่ะ

------------------------











 


 
 








   


 






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 09, 2019, 11:33:44 AM โดย ธันย่า »

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 285
    • ดูรายละเอียด
Re: หัวใจนฤการ 2.โลกใบใหม่ของราณีญา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2019, 01:41:39 PM »
ผิดมั้ย ที่โดดมาอ่านบทนี้ก่อน ฮ่าๆๆๆ

รู้สึกฝีมือการเขียนพัฒนาขึ้นนะคะ คุณภูคำ
มันดูไหลลื่น ยังรู้สึกฟิลนิยายแปล แฟนตาซีด้วย อินเตอร์ อิอิ
ท้ายบท เบ็ดเกี่ยว ตอนต่อไป ถ้าตัดจบ ตอน รถม้ากำลังมา ใครมา? มาทำไม มาดีมาร้าย
ทิ้งปมไว้สักเล็กน้อย เหมือน ละคร โปรดติดตอนต่อไป จะกำลังดีค่ะ
เป็นความคิดเห็นส่วนตัว อันนี้ก็แล้วแต่ ผู้เขียน พิจารณา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ว่ากันค่ะ
เพราะยิ่งเขียนก็ยิ่งเก่งแบบ คุณภูคำคนสวย  ;D

Licht und Schatten トーキョーグール-

ธันย่า

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 101
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
Re: หัวใจนฤการ 2.โลกใบใหม่ของราณีญา
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2019, 01:46:04 PM »
ผิดมั้ย ที่โดดมาอ่านบทนี้ก่อน ฮ่าๆๆๆ

รู้สึกฝีมือการเขียนพัฒนาขึ้นนะคะ คุณภูคำ
มันดูไหลลื่น ยังรู้สึกฟิลนิยายแปล แฟนตาซีด้วย อินเตอร์ อิอิ
ท้ายบท เบ็ดเกี่ยว ตอนต่อไป ถ้าตัดจบ ตอน รถม้ากำลังมา ใครมา? มาทำไม มาดีมาร้าย
ทิ้งปมไว้สักเล็กน้อย เหมือน ละคร โปรดติดตอนต่อไป จะกำลังดีค่ะ
เป็นความคิดเห็นส่วนตัว อันนี้ก็แล้วแต่ ผู้เขียน พิจารณา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ว่ากันค่ะ
เพราะยิ่งเขียนก็ยิ่งเก่งแบบ คุณภูคำคนสวย  ;D




ขอบคุณมากค่า เป็นความเห็นที่มีคุณค่าอิๆ  จัดเต็มมาได้เล้ยยย