ผู้เขียน หัวข้อ: หัวใจนฤการ 2.โลกใบใหม่ของราณีญา  (อ่าน 49 ครั้ง)

ภูคำ

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 76
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
หัวใจนฤการ 2.โลกใบใหม่ของราณีญา
« เมื่อ: ตุลาคม 04, 2019, 05:29:50 PM »


2. โลกใบใหม่ของราณีญา
 
หลายร้อยปีผ่านไป นครอินคาเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่ง สามารถขยายอาณาจักรครอบคลุมเมืองน้อยใหญ่ให้เข้ามารวมอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน โดยมีซีลินเป็นผู้นำ สืบเชื้อสายมาจาก ‘กมาสุ’ บรรพบุรุษที่เก่งกล้า ทหารศึกเคียงบ่าเคียงไหล่ของเหมราชผู้ครองนครในอดีต

ตำนานความเก่งกาจของสองนักรบสร้างความศรัทธาเลื่อมใส ชาวนครแสดงความจงรักภัคดีนี้ด้วยการทำพิธีกราบไหว้ ทุกคืนวันพระจันทร์ขึ้นเต็มดวงพวกเขาจะสวดและนำเลือดสัตว์มาสังเวย แต่งแต้มบนใบหน้าความเชื่อว่าทำแล้วเหมราชกับกมาสุจะอยู่คุ้มครองนครอินคาเพื่อให้พวกตนรอดพ้นจากความโชคร้าย 

ดังนั้นเมื่อถึงครา ชาวเมืองจะมารวมตัวกันโดยไม่ต้องนัดหมาย ที่หน้ารูปปั้นประติมากรรม ของอัศวินขี่ม้าทำศึก ลักษณะรูปปั้นชายหนึ่งถือหอกยาวอยู่บนหลังม้าในท่วงท่ายกสูงเพื่อทิ่มแทง ส่วนอีกคนอยู่ต่ำกว่าคนแรกเล็กน้อย หันหน้าเยื้องไปอีกทิศในมือถือดาบยาวเกือบเมตรยกชูขึ้นสูงพร้อมรบ 

รูปปั้นที่เป็นหัวใจของชาวนครตั้งอยู่ไม่ห่างจากปราสาทที่หลายคนพากันหวาดผวา เพราะเชื่อคำล่ำลือที่ตกทอดกันมาจนกลายเป็นตำนาน ว่าเป็นปราสาทต้องคำสาป มีสิ่งลี้ลับเป็นที่พำนักของพ่อมด

ด้วยเหตุนี้ แม้ปราสาทจะงดงามก็ถูกทอดทิ้งให้อ้างว้าง ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้ ยกเว้นผู้มีความเกี่ยวข้องที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร จึงไม่ยำเกรงต่อคำสาปที่ชาวนครกล่าวขาน คนผู้นั้นคือซีลินผู้นำนครอินคาในปัจจุบัน

 
ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของนครอินคามีหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์กับเวทมนต์ เป็นชนกลุ่มเล็กที่ใช้ชีวิตค่อนข้างสมถะ มีความผาสุกไม่แพ้เมืองใหญ่ ที่นั่นคือ อีสเทียร์ หมู่บ้านในเขตฟีนิส เมืองที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอินคา 

อีสเทียร์สงบสุข อาณาเขตโอบล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มในเขตพักอาศัยและราบสูงรายล้อม ภูมิทัศน์ที่ทำให้ถนนหนทางสัญจรเข้าออกหมู่บ้านเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เหตุนี้อีสเทียร์จึงรอดพ้นจากการถูกรุกรานของชนกลุ่มที่ชอบไล่ล่าขยายอาณานิคม

ชาวอีสเทียร์เน้นทำการเกษตร อุดมสมบูรณ์จากแม่น้ำอารยันที่ไหลผ่านเข้ามาจนถึงใจกลางชุมชน ชาวอีสเทียร์มีชีวิตเรียบง่ายใกล้ชิดธรรมชาติ เชื่อถือผู้นำที่มีคุณธรรมอย่างโรนาสอย่างยิ่งยวด เพราะพ่อเฒ่าวัยชราคอยดูแลชาวอีสเทียร์ให้ผาสุกจนทุกคนให้ความเคารพนับถือ

 
ช่วงค่ำคืนหนึ่งของหมู่บ้านที่เงียบสงบ ณ.บ้านอาดาสสถานรับดูแลเด็กกำพร้าของแม่เฒ่าอัลมาเมียผู้นำชุมชนยังมีแสงจากตะเกียงส่องสว่างไสว เด็กๆ ห้อมล้อมและเงียบกริบเพราะกำลังตั้งใจฟังนิทานจากหญิงสาวที่อยู่ฐานะของพี่ใหญ่นั่นคือยาเยีย สาวน้อยวัยสิบแปดผู้อาศัยบ้านอาดาสตั้งแต่เล็กจนเติบโตและเป็นที่รักของทุกคน

ขณะทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับนิทาน ปลายแสงตะเกียงที่ให้ความสว่างก็ริบหรี่และโอนเอนดังพรึบพรับๆ จากนั้นมันก็ดับลง ดินฟ้าอากาศแปรปรวน จู่ๆ ก็มีลมพัดแรง ฟ้าร้องคำรามฮึมๆ ราวคนเกรี้ยวกราด ทั้งที่ก่อนหน้าอากาศกำลังเย็นสบาย

“แปลกจัง” 

ยาเยียบ่นขณะมองไปนอกหน้าต่างที่ทำขอบจากกิ่งไม้ใช้ทั้งเปลือกผิวที่ขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำ หญิงสาวใจสั่นเก็บอาการหวาดกลัวทุกครั้งที่มีเสียงดังก้องฟ้าพร้อมแสงสว่างวาบลงมาอาบทั่วอิสเทียร์ ลำแสงที่พาดสลับไปมาพวกนั้นน่ากลัวสำหรับเธอ   

เธอบ่นได้ไม่นานเม็ดฝนก็สาดลงมาจากฟ้า ทั้งที่ก่อนหน้าอากาศเย็นสบายไม่มีเค้าความมืดทะมึนแบบที่เรียกว่าจะมีฝน หญิงสาวที่กำลังอ่านนิทานให้เด็กๆ ทั้งห้าคนฟังพับหนังสือในมือแล้วลุกไปปิดหน้าต่าง ฟาติสเด็กหนุ่มวัยสิบหกคว้าไม้ขีดขึ้นมาจุดตะเกียงขึ้นใหม่ ห้องนอนของพวกเขาก็สว่างไสวดังเดิม

หญิงสาวชะงักมือขณะเอื้อมดึงหน้าต่างบานสุดท้าย แววตาสีฟ้าดุจแก้วเพชรมองกลุ่มคนที่ถือคบเพลิงออกจากบ้านพ่อเฒ่าด้วยท่าทางเร่งรีบ พวกนั้นกำลังเดินเข้าไปในป่าทึบ
เวลาเช่นนี้ คนพวกนั้นมาทำอะไรที่บ้านของพ่อเฒ่าและเข้าไปทำไมในนั้น

อาจเพราะเร่งหลบฝน

เธอคิดในแง่ดี แต่ทำไมไม่เดินไปตามทางเดินปกติล่ะ ยาเยียเพ่งสายตาไปที่กลุ่มคนถือคบเพลิงเดินหายเข้าไปในป่าลี้ลับอย่างสนใจ 

ป่าอาถรรพ์ที่เธอกับเด็กๆ ถูกพ่อเฒ่าโรนาสสั่งห้ามเข้าใกล้โดยไม่ให้เหตุผล แต่เธอพอรู้บ้างว่าพ่อกับแม่ของเด็กกำพร้าสองคนที่นี่หายไปในป่านั่น และตามหากันไม่เจอจนแปดปีตามอายุของรีน่า แล้วคนพวกนั้นจะเข้าไปทำไม ยิ่งกลางค่ำกลางคืนยิ่งมีแต่อันตราย

“มีอะไรหรือ” 

ฟาติสผู้ช่างสังเกตเอ่ยถามและกำลังจะลุกมาหา แต่ยาเยียส่ายหน้าแล้วชิงเดินกลับไปนั่งเสียก่อน เด็กหนุ่มจึงทิ้งตัวลงตามเดิม ฟาติสมักสัมผัสสิ่งผิดปกติได้ก่อนใครเหมือนแม่เฒ่าอัลมามารดาของเขา แต่เธอก็อาจคิดมากเกินไปจึงไม่อยากเอาเรื่องนี้มาพูดให้น้องๆ ฟัง คนพวกนั้นอาจทำคุยธุระกับพ่อเฒ่าและขี้เกียจเดินตามทางหลัก จึงลัดเข้าไปในป่าเพื่อย่นระยะ 

เธอไม่รู้ว่าป่านั่นกว้างใหญ่แค่ไหน มีปลายทางอยู่ที่จุดใด เธอก็แค่เดาและคิดว่าเวลามืดค่ำจะเร่งรีบแค่ไหนก็ไม่น่าเข้าไปอยู่ดี

แสงเทียนเริ่มกลับมาสว่างทั่วห้องนอนขนาดใหญ่อีกครั้ง พวกเธอรวมตัวกันอยู่ในบ้านที่ก่อผนังด้วยอิฐธรรมชาติเรียงทับซ้อนจนเป็นกำแพงกั้นอากาศเย็นจัดในเวลากลางคืน และบดบังแสงร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ได้ดีในเวลากลางวัน 

“อ่านต่อเถอะ” เด็กหญิงวัยสิบขวบออกปากเร่ง

ยาเยียยิ้มให้เด็กหญิงผมสีดำขลับนัยน์ตาก็สีดำเช่นเดียวกับสีผม คัลบุลเป็นคนพูดน้อยแต่ยอมเอ่ยปากเร่งคงเพราะกำลังสนุกจนไม่ทนรอไม่ไหว หญิงสาวหยิบหนังสือที่ทุกคนรอคอยขึ้นมาอ่านต่อจนถึงบรรทัดสุดท้ายของบทอวสาน 

“ในที่สุดนางก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข...” ยาเยียละสายตาจากตัวอักษรมามองหน้าเด็กที่พากันนั่งเงียบกริบ เธอพับหนังสือวางไว้บนตักแล้วเอ่ยปากบอกอีกครั้งอย่างตัดใจ “จบแล้ว” 

เสียงร้องโอดครวญดังขึ้น เธอรู้อยู่แล้วว่าเด็กๆ จะแสดงอาการผิดหวังเมื่อความสนุกจบลง

“เล่าต่ออีกนิดไม่ได้หรือ” 

“มันจบแล้วเจ้าจะให้พี่เล่าอะไรอีกล่ะรีน่า หนังสือมันไม่มีตรงไหนที่เราต้องอ่านต่อ” 

หญิงสาววัยสิบแปดปีบริบูรณ์มองรีน่า หนูน้อยแปดขวบที่ส่งเสียงออดอ้อนอย่างข่มความใจอ่อน รีน่าจับผมสีทองที่ถักเปียไว้จนสุดปลายของตนมาม้วนกับนิ้ว ใบหน้าขาวอมชมพูบูดบึ้งอย่างเอาแต่ใจขณะมองมาที่ยาเยีย 

รีน่าก็แบบนี้ อายุน้อยที่สุด พี่ๆ มักตามใจจึงกลายเป็นเด็กงอแงไร้เหตุผล โดยเฉพาะกับทรอรี่ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ รีน่ามักไม่ยอม แต่กับเธอเด็กหญิงจะยอมอ่อนข้อให้ 

“นอนเถอะ คืนนี้ฝนอาจตก” เธอลุกจากโซฟาหนังสีซีด เดินไปดึงผ้าห่มออกให้เด็กๆ จากนั้นก็ย้อนกลับมานั่งข้างรีน่ายกมือลูบเส้นผมสีทองพลางบอกอย่างเอาใจ 

“พรุ่งนี้เราจะเริ่มเรื่องใหม่ พี่จะให้รีน่าเป็นคนเลือก” 

รีน่าถอนหายใจหลายครั้ง “แต่ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้าชายต่อนี่นา” ยาเยียจับแก้มกลมของคนที่เรียกร้องสิ่งที่เธอให้ไม่ได้บิดเบาอย่างเอ็นดู

“ถ้าแม่เฒ่ารู้ว่าเรานอนดึก นางอาจจะสั่งห้ามพวกเราจับกลุ่ม คราวนี้จะอดฟังกันตลอดไป” 

ทรอรี่เด็กชายวัยสิบขวบพี่ชายแท้ๆ ของรีน่าขยับมายกมือโอบบ่าน้อยๆ ของน้องสาวพลางบอก “ถ้าเจ้าดื้อสิรีน่า เดี๋ยวพี่ยาเยียจะไม่ให้เป็นคนเลือกหนังสือนะ”

ยาเยียยิ้มให้ทรอรี่ที่เข้ามาช่วยพูด แต่เด็กๆ ที่ห้อมล้อมก็ยังไม่ยอมขยับ เธอจึงจำใจยื่นคำขาด “ถ้าดื้อพรุ่งนี้พี่จะงด” 

“โธ่” 

เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกัน ยกเว้นฟาติสเพราะอ่านได้ด้วยตัวเอง แต่มักอ่านคนเดียว เงียบๆ และพวกน้องๆ ก็ไม่ค่อยใครกล้าเข้าไปรบกวน ด้วยเหตุผลที่ว่าฟาติสดุ

เธอมองว่าฟาติสดุเพราะถูกฝึกให้เป็นผู้นำ ฟาติสเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อเฒ่า มีอายุเยอะที่สุดในบรรดาเด็กๆ ฟาติสต้องเรียนศิลปะการต่อสู้ ฝึกฝนความรู้จากพ่อเฒ่ามากมายอย่างคนที่ถูกกำหนดให้มาดูแลอีสเทียร์ในภายภาคหน้า เด็กหนุ่มจึงมีบุคลิกแข็งกระด้างไปโดยปริยาย จนน้องๆ พากันยำเกรง

“ลุกไปที่เตียงของพวกเจ้าซะ” 

ฟาติสสั่งแล้วลุกมายังเตียงนอนของตัวเองเป็นคนแรก น้องๆ ทั้งสี่มองหน้ากันมีอาการเลิ่กลั่ก อยากจะยื้อเวลาแต่ก็ไม่มีใครกล้าขัด ยิ่งฟาติสหันมาจ้องอย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้งทั้ง ทรอรี่ รีน่า บัคชา และคัลบุลก็ขยับแทบจะพร้อมกัน 

เตียงนอนทั้งห้าเรียงเป็นแถวยาวภายในห้องที่อบอุ่น สถานที่ภายใต้การดูแลของแม่เฒ่าอัลมาผู้รับเด็กกำพร้าในหมู่บ้านมาดูแลเหมือนเป็นลูกของตัวเอง และหลายคนที่นางเลี้ยงก็เติบใหญ่แต่งงานมีครอบครัว ส่วนใหญ่ก็ทำมาหากินยังอยู่ที่นี่ และช่วยเป็นหูเป็นตาปกป้องอีสเทียร์

ยาเยียก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอมาอยู่ในบ้านอาดาสก่อนฟาติสจะเกิด และไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร เคยถามแม่เฒ่าหลายครั้งแต่นางตอบไม่กระจ่างเธอจึงเลิกสนใจ เพราะชีวิตก็มีความสุขดีอยู่แล้ว พ่อเฒ่าแม่เฒ่าและทุกคนที่นี่รักเธอ

“เมื่อไหร่ข้าจะอ่านหนังสือได้เอง” รีน่าบ่นขณะล้มตัวลงนอน ยาเยียจึงเดินไปหาแล้วช่วยดึงผ้ามาห่มให้

“สักวันเมื่อเจ้าโตพอ” 

เธอลูบศีรษะเด็กหญิง แล้วหันมองรอบห้อง ทุกคนนอนคลุมผ้าหลับตาปี๋ตามคำสั่งของฟาติสอย่างไม่กล้าอิดออด ใบหน้าอ่อนโยนอมยิ้มขณะผละออกมาหยิบหนังสือที่วางไว้บนโซฟาขึ้นมากอดแนบอกแล้วเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง 
 

รถม้าหลังคาสีขาวขุ่นควบผ่านหุบเขาเข้ามาในเขตแดนของอีสเทียร์ตั้งแต่ดวงตะวันยังไม่โผล่ออกมาพ้นดิน แสงสาดทั่วพื้นธรณียังเป็นสีส้ม ต้นไม้และขุนเขาดำทะมึน ความรีบร้อนนี้เรียกความสนใจจากชาวบ้านที่ลุกตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเตรียมตัวทำมาหากิน ยิ่งรถม้าเข้ามาถึงชุมชนตลาดอีสแล้วผ่านไปอย่างไม่คิดจะลดความเร็ว หลายคนก็หันมองสบตากัน

“พวกนั้นมาทำไม” ธีดัลชายวัยยี่สิบหันมาถามคู่หู ขณะกำลังกลับเข้าบ้านเมื่อหน้าที่ดูแลหมู่บ้านในค่ำคืนที่ผ่านมาเสร็จสิ้นลง “บาสสัคเจ้ารีบไปบอกกลุ่มตัลบี ส่วนข้าจะเร่งไปที่บ้านของพ่อเฒ่า” 

สิ้นคำสั่งของธีดัล คู่หูอย่างบาสสัคก็ไม่รีรอให้เสียเวลา บาสสัคร่างใหญ่แต่ว่องไวลัดเลาะไปหากลุ่มตัลบีผู้รักษาความสงบของอีสเทียร์อย่างคนที่ชำนาญเส้นทาง

เมื่อได้รับข่าว กลุ่มชายฉกรรจ์ตัลบีก็เร่งมาจับตาดูสถานการณ์ แฝงตัวในป่าทึบบ้าง สะกดรอยตามบ้างเพื่อไม่ให้บุคคลนิรนามคลาดสายตา แหละเหมือนคนที่กำลังเดินทางจะรู้อันตรายในข้อนี้จึงยอมผ่อนความเร็วแล้วบังคับม้าก้าวเหยาะๆ ไปตามเส้นทาง กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของผู้นำอีสเทียร์ 










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 09:48:42 AM โดย ภูคำ »

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 251
    • ดูรายละเอียด
Re: หัวใจนฤการ 2.โลกใบใหม่ของราณีญา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2019, 01:41:39 PM »
ผิดมั้ย ที่โดดมาอ่านบทนี้ก่อน ฮ่าๆๆๆ

รู้สึกฝีมือการเขียนพัฒนาขึ้นนะคะ คุณภูคำ
มันดูไหลลื่น ยังรู้สึกฟิลนิยายแปล แฟนตาซีด้วย อินเตอร์ อิอิ
ท้ายบท เบ็ดเกี่ยว ตอนต่อไป ถ้าตัดจบ ตอน รถม้ากำลังมา ใครมา? มาทำไม มาดีมาร้าย
ทิ้งปมไว้สักเล็กน้อย เหมือน ละคร โปรดติดตอนต่อไป จะกำลังดีค่ะ
เป็นความคิดเห็นส่วนตัว อันนี้ก็แล้วแต่ ผู้เขียน พิจารณา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ว่ากันค่ะ
เพราะยิ่งเขียนก็ยิ่งเก่งแบบ คุณภูคำคนสวย  ;D

Licht und Schatten トーキョーグール-

ภูคำ

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 76
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
Re: หัวใจนฤการ 2.โลกใบใหม่ของราณีญา
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2019, 01:46:04 PM »
ผิดมั้ย ที่โดดมาอ่านบทนี้ก่อน ฮ่าๆๆๆ

รู้สึกฝีมือการเขียนพัฒนาขึ้นนะคะ คุณภูคำ
มันดูไหลลื่น ยังรู้สึกฟิลนิยายแปล แฟนตาซีด้วย อินเตอร์ อิอิ
ท้ายบท เบ็ดเกี่ยว ตอนต่อไป ถ้าตัดจบ ตอน รถม้ากำลังมา ใครมา? มาทำไม มาดีมาร้าย
ทิ้งปมไว้สักเล็กน้อย เหมือน ละคร โปรดติดตอนต่อไป จะกำลังดีค่ะ
เป็นความคิดเห็นส่วนตัว อันนี้ก็แล้วแต่ ผู้เขียน พิจารณา เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ว่ากันค่ะ
เพราะยิ่งเขียนก็ยิ่งเก่งแบบ คุณภูคำคนสวย  ;D




ขอบคุณมากค่า เป็นความเห็นที่มีคุณค่าอิๆ  จัดเต็มมาได้เล้ยยย