ผู้เขียน หัวข้อ: สุดสวาท...แสนปรารถนา 1 เลขาฯ ผู้ทรงประสิทธิภาพ  (อ่าน 28 ครั้ง)

รัญชิดา

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 233
    • ดูรายละเอียด
1
เลขาฯ ผู้ทรงประสิทธิภาพ

   สมาธิทั้งหมดของพิชชาทรมุ่งมั่นอยู่กับการสรุปผลการประมูลสินค้าที่เพิ่งผ่านพ้นไป บริษัทของเธอ ไม่ใช่สิ มันยังคงเป็นบริษัทของเจ้านายอยู่ เธอก็เป็นเพียงเลขาฯ ที่วันๆ ต้องวุ่นวายรับมือทั้งศึกในและศึกนอก เจ้านายอย่าง กสิณ ดรัณดิษย์ เป็นอย่างไรทุกคนในบริษัทย่อมรู้ดี

   คุณกสิณของเธอคนนี้ชอบความตื่นเต้น ชอบการผจญภัย อยู่ไม่เป็นที่เป็นทางนัก แถมบางครั้งพิกัดที่อยู่ของเขาก็ยังเป็นความลับสุดยอดอีกต่างหาก แต่ถึงจะมีความลับกับคนทั้งโลก เขาก็ยังต้องยกเว้นเธอไว้เป็นกรณีพิเศษ กสิณจะไม่มีความลับกับเธอ

   ด้วยเหตุนี้สถานะของพิชชาทรจึงมีความสำคัญขึ้นมา เปรียบเธอเป็นปราการด่านสุดท้ายก่อนที่ใครจะเข้าถึงตัวเจ้านาย ไม่ว่าเรื่องดี เรื่องร้าย ขอให้เกี่ยวกับเจ้านายเถอะทั้งหมดมันจะย้อนกลับมาตกอยู่ในความรับผิดชอบของเลขานุการผู้ทรงประสิทธิภาพในปฐพีเช่นเธอเสมอ

   ‘น่าจะยึดกิจการไว้ซะเลย ไหนๆ ก็ทำเองแทบทุกอย่างแล้ว เหลือแค่เมียละมั้งที่ยังไม่ได้เป็นให้มันน่ะ’

   นั่นคือขอบเขตงานอันกว้างขวางราวมหาสมุทรทว่าชัดเจนที่สุดจากปากคำของคุณรณชิต เพื่อนรัก เพื่อนสนิทของเจ้านาย ครั้งแรกที่ได้ยินก็ต้องยอมรับว่าระคายหูจนอยากจะตีปากคนพูด แต่ยิ่งนานวันการงานหน้าที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ก็ช่วยพิสูจน์คำพูดนั้นว่า มันคือความจริง และแน่นอน ถ้าเธอเป็นเมียของกสิณ ถ้านะ ถ้าเป็นจริงเขาไม่มีวันได้ใช้งานเธอจนโงหัวไม่ขึ้นอย่างนี้แน่!

   เมื่ออำนาจการตัดสินใจเกินครึ่งถูกโยนมาให้พิชชาทร มันจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงคำครหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างเธอกับเจ้านาย แต่มันก็เป็นแค่เรื่องซุบซิบ กสิณไม่เคยสนใจให้ราคากับเรื่องหยุมหยิมพรรค์นี้ แถมยังสอนให้เธอมีภูมิคุ้มกัน ไม่โวยวาย ไม่สติแตก

   กสิณเคยให้เหตุผลกับคนที่สงสัยในเรื่องนี้ไว้ว่า เลขาฯ อย่างพิชชาทรแม้อายุยังน้อยแต่ก็เป็นคนมีสติปัญญา มีไหวพริบการเอาตัวรอด ไม่ได้อ่อนด้อยความสามารถแต่ประการใด หนำซ้ำยังเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับงานมากที่สุด ความคิดของเธอมีเหตุผลไปในทิศทางเดียวกับการตัดสินใจของเขา ถ้าเธอบอกใช่ เขาก็จะไม่ค้าน แต่ถ้าเธอบอกไม่ เขาก็จะหยุดคิด ทบทวนการตัดสินใจอีกครั้งว่าเหตุใดเธอถึงไม่โอเคกับงานนั้น

   จากผลงานที่ผ่านมาตลอดหลายปี ช่วงเวลาที่เจ้านายปล่อยให้เธอบินเดี่ยว มันพิสูจน์ชัดเจนอยู่แล้วว่าเธอมีความสามารถจริง ส่วนตัวเจ้านายใจป๋ากล้ายกบริษัทให้เลขาฯ บริหารก็ยังคงทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนดำดินได้ จะไปไหนมาไหนยากที่ใครจะไล่ตามทัน

   แต่ก็ใช่ว่าเจ้านายจะปล่อยให้พิชชาทรเดียวดายหรอกนะ นอกจากงานอันยิ่งใหญ่กับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่งแล้ว กสิณยังส่งกันต์ธรน้องชายของเขามาคอยเป็นที่ปรึกษาให้เธออีกด้วย

   ดูเถอะช่างมีน้ำใจอะไรอย่างนี้ แต่สิบกันต์ธรก็สู้หนึ่งกสิณไม่ได้ หญิงสาวอยากจะวิ่งขึ้นไปตะโกนบอกเขาผ่านสายลมบนยอดตึกเหลือเกิน เขาจะเอางานมาโถมใส่เธอเท่าไรก็ได้ พิชชาทรไม่เกี่ยงเลย เธอชอบทำงาน งานทำให้เธอเติบโต แข็งแกร่ง มันคือประสบการณ์อันมีค่า แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวอยากจะพ่นไฟใส่เจ้านายสามเวลาหลังอาหารก็คือ การต้องมารับหน้ากับบรรดาผู้หญิงของเขานี่ละ

   นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์เหลือเชื่ออีกอย่างหนึ่ง ที่เธอเพิ่งค้นพบไม่นาน ในขณะที่เธอเจอหน้าเจ้านายแทบนับครั้งได้ในแต่ละเดือน ทว่าผู้หญิงที่รู้จักกับเจ้านายและมีน้ำใจแวะเวียนมาหานั้นมากหน้าหลายตาจนจำได้ไม่หมด พวกเขาเอาเวลาที่ไหนไปเจอกัน หรือว่าแท้จริงที่กสิณบอกกับเธอว่าไปทำงานลับๆ นั่นจะแอบอู้ไปอยู่กับสาวๆ คอยดูเถอะ สักวันเธอจะอู้ไปออกเดตกับหนุ่มๆ บ้าง!

   ถึงจะบอกตัวเองหนักแน่นปานใด พอเอาเข้าจริงพิชชาทรก็ใจแข็งทิ้งเจ้านายไม่ได้หรอก กสิณเป็นผู้มีพระคุณของเธอ ต่อให้เขาจะจิกใช้ยิ่งกว่านี้ เธอก็เต็มใจ เพราะหากไม่ได้เขาช่วยไว้เมื่อสิบปีก่อน เธอก็คงกลายเป็นโสเภณีในบาร์เบียร์ไปแล้ว

   กสิณเปลี่ยนเธอเป็นคนใหม่ หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนั้น เขาก็พาเธอติดตามข้ามประเทศมาจนถึงอเมริกา ยังจำได้ว่าเธอต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและเซ็นเอกสารอะไรต่อมิอะไรวุ่นวายไปหมด ยายกับน้าพิไลก็เช่นกัน เธอไม่รู้หรอกว่าระหว่างที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนั้น กสิณทำอะไรบ้าง เขาบอกแต่เพียงว่าอาการของเธอค่อนข้างสาหัส กระสุนเฉียดเส้นประสาทสำคัญ อยากพาเธอไปรักษาให้ดีที่สุด

   หญิงสาวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างกสิณ ยายพิกุลและน้าพิไล เขาไม่เคยเล่าและเธอก็ไม่เคยถาม ไม่มีอะไรงดงามน่าจดจำ ในที่สุดกสิณก็กลายเป็นผู้ปกครองของพิชชาทร ยายพิกุลสนับสนุนให้เธอไปอยู่กับเขาเพราะดูจะปลอดภัยกว่าอยู่กับน้าแท้ๆ อย่างพิไล

   ยายมาลาเธอที่โรงพยาบาล พร้อมกับสอนให้เธอเป็นเด็กดี กสิณรับปากกับยายว่าจะดูแลส่งเสียตามที่เธอต้องการ ยายบอกให้เธอตอบแทนบุญคุณของกสิณ สิ่งใดที่ช่วยเหลือแบ่งเบาได้ก็อย่าเกี่ยงงอน การไปอยู่ที่อื่นเป็นทางออกที่ดีสำหรับเธอ เพราะยายเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ปกป้องคุ้มครองเธอจากอันตรายได้สักเท่าไร

   แม้เธอจะหวาดหวั่นกับอนาคตข้างหน้า แต่มันยอมดีกว่าอยู่เป็นสินค้าของน้าพิไล เมื่อยายไว้ใจฝากฝังเธอไว้กับเขา เธอก็ไม่ควรจะต้องกลัวอะไรอีก

   พิชชาทรปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว กสิณให้ชีวิตใหม่กับเธอ ให้โอกาส ให้ความรู้ ให้ทุกสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งเธอมีวันนี้ วันที่เติบโตและยืนหยัดด้วยขาของตนเอง ไม่ว่าใครหน้าไหนก็กดเธอลงต่ำอีกไม่ได้

   ตราบใดที่ยังมีเขาคอยหนุนหลัง เธอก็คงจะรั้งตำแหน่งเลขานุการผู้ทรงประสิทธิภาพต่อไปจนกว่าจะแก่ตายคาโต๊ะทำงาน เป็นเสมือนอีกร่างอวตารของเจ้านายยามต้องตัดสินใจเด็ดขาด ส่วนกันต์ธรที่ปรึกษาของเธอนะเหรอ ช่วยได้มากทีเดียวกับการนั่งขำและพยักหน้าเห็นด้วยกับเธอโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

   ก็อินดี้พอกันทั้งพี่ทั้งน้อง คิดแล้วหญิงสาวก็ย่นจมูกอย่างหมั่นไส้ ขณะกดปากกาเน้นข้อความหนักๆ ลากยาวระบายอารมณ์หงุดหงิด

   เสียงเดินของใครบางคนดังใกล้เข้ามา ก่อนที่หยุดยืนไม่ไกลจากโต๊ะทำงานของพิชชาทร หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง คิ้วเรียวยังขมวดไม่คลาย แต่สีหน้าของเลขาฯ ผู้ทรงประสิทธิภาพกลับเคร่งเครียดยิ่งไปกว่าเดิม

   หน้าตาแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ ผู้หญิงของเจ้านายแน่นอน...

   พิชชาทรลอบถอนหายใจ ระมัดระวังไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินเพราะจะเป็นการเสียมารยาท ให้เธอสรุปงานเพิ่มอีกสักห้างานยังจะดีเสียกว่าต้องมาฝืนยิ้มต้อนรับแขกสาวของกสิณอย่างนี้

   “สวัสดีค่ะ”

   พิชชาทรคลี่ยิ้มต้อนรับหวานหยด ถึงงานจะสำคัญเพียงใดแต่สำหรับหนังหน้าไฟอย่างเธอ การจัดการผู้หญิงของเจ้านายนับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด รายนี้คงเป็นไฮโซสาวส่งตรงจากเมืองไทย

   “คุณกสิณอยู่ไหม”

   “คุณกสิณไปติดต่องานต่างประเทศค่ะ” เลขาฯ สาวยิ้มตอบแบบถนอมน้ำใจอีกฝ่ายสุดๆ

   หลังจากประเมินสัมพันธภาพระหว่างแขกสาวกับเจ้านาย น่าจะยังไม่ข้ามขั้นลึกซึ้ง อาจจะเป็นญาติสักคนของกสิณส่งมาให้เห็นหน้าเห็นตากันไว้ก่อน เผื่อคลิกกันได้ก็ค่อยๆ พัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไป ไม่อย่างนั้นเจ้าหล่อนคงไม่เปิดฉากถามพิชชาทรด้วยคำถามที่แสดงชัดว่าไม่รู้อะไรเลยอย่างนี้ ทางที่ดีเธอก็แค่บอกปัดแกล้งส่งเจ้านายไปต่างประเทศแค่นั้น

   “ต่างประเทศ? ทั้งที่เพิ่งเจอกับฉันเมื่อวานเนี่ยนะ”

   นั่นไงเจ้านายหางานให้เธออีกแล้ว

   “คุณกสิณเดินทางไม่เป็นเวลาหรอกค่ะ ขนาดดิฉันเองยังไม่ค่อยได้เจอหน้าท่านเลย”

   “แล้วจะกลับมาเมื่อไร”

   “ไม่ได้แจ้งไว้ค่ะ อย่างเร็วสุดก็น่าจะหนึ่งสัปดาห์”

   “เอ๊ะ! แล้วงานทางนี้ล่ะ”

   “งานทางนี้ก็มีเลขาฯ ดูแลครับ”

   หญิงสาวทั้งสองมองมายังชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมสัน และรอยยิ้มอ่อนโยน พิชชาทรนึกขอบคุณกันต์ธรในใจ โผล่มาได้จังหวะพอดี

   “คุณกันต์...พอดีคุณผู้หญิงท่านนี้มาหาคุณกสิณค่ะ”

   “ก็ตามที่แจ้งครับ...คุณกสิณไม่อยู่ แต่ถ้ามีธุระสำคัญเร่งด่วนก็ฝากไว้กับเลขาฯ เขาได้” กันต์ธรบอกย้ำกับแขกสาวสวยด้วยรอยยิ้ม พลางก้มลงมองนาฬิกาก่อนจะพูดกับพิชชาทร “ใกล้ได้เวลานัดแล้ว คุณพร้อมหรือยัง”

   “คุณผู้หญิงมีเรื่องด่วนจะฝากไว้ไหมคะ คุณกสิณกลับมา ดิฉันจะได้เรียนท่านให้”

   “ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันค่อยมาใหม่ก็ได้” ว่าแล้วแขกสาวของเจ้านายก็ตอบกลับมาเสียงแข็ง หมุนตัวเดินหน้าเชิดเฉียดไหล่กันต์ธรไปอย่างไม่สนใจ

   ไม่ได้ตาฝาดใช่ไหมนั่น ที่ปรึกษาของเธอกลายเป็นคุณกันต์ธรผู้ไร้ค่าไปเสียแล้ว พิชชาทรกลั้นยิ้มขบขัน ตลกหน้าตาเหลอหลาของกันต์ธร ผู้หญิงน้อยคนนักที่จะเดินผ่านไปเหมือนเขาเป็นฝุ่นละอองแบบนี้ หมางเมินขนาดที่เจ้าตัวยังยิ้มค้าง

   “ไม่ต้องนอยด์นะคะ เธอคงไม่รู้ว่าคุณกันต์เป็นถึงน้องชายสุดสวาทขาดใจของพี่ก้าว ถ้ามาอีกฉันจะแนะนำให้”

   “อย่ามาปากดีหน่อยเลย ความจริงเธอน่าจะขอบคุณฉันนะที่ช่วยไล่แขกให้ ไม่งั้นคงถูกยัยนั่นซักฟอกอีกนาน”

   พิชชาทรหัวเราะพลางเอ่ยขอบคุณที่ปรึกษาเสียงหวาน ยังดีนะที่เป็นกันต์ธร ถ้าเป็นคุณรณชิตที่ขึ้นชื่อว่าปากจัดสุดๆ แล้วละก็ แขกสาวคงไม่ใช่แค่สะบัดเสียงใส่เป็นแน่

   “แต่คนนี้มาแปลกนะคะ เหมือนสนิท แต่ตั้งคำถามไม่รู้อะไรเลย”

   “ศึกษาข้อมูลมาน้อยก็แบบนี้แหละ แสดงว่าญาติจากเมืองไทยของฉันยังเทรนมาไม่ดีพอ อย่าสนใจเลย สรุปรายงานถึงไหนแล้ว”

   “ใกล้เสร็จแล้วค่ะ”

   “งั้นออกเดินเลือกซื้อของกับฉันหน่อย”

   “เดี๋ยวค่ะ คุณกันต์จะซื้ออะไรให้ใครคะ”

   “อย่าถามมากน่า ไปเถอะ”

   กันต์ธรดึงมือหญิงสาวให้เดินตามกันไปยังลิฟต์แก้วแล้วกดลงไปยังชั้นล่าง มีรถจอดรออยู่แสดงว่าเขาเตรียมวางแผนไว้แล้ว เมื่อทั้งสองขึ้นนั่งเรียบร้อย คนขับก็ค่อยๆ ออกรถอย่างนุ่มนวล พิชชาทรแอบมองใบหน้าด้านข้างของที่ปรึกษา ถึงจะคลุกคลีอยู่ด้วยกันมานานแต่กาลเวลาก็ไม่ช่วยให้เธอคาดเดาความคิดของสองพี่น้องนี่ไม่ออกเลยสักครั้ง

   ธุรกิจของครอบครัวตระกูลดรัณดิษฐ์มีอยู่มากมายหลายอย่างทั้งโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และธุรกิจส่วนตัวของลูกหลานที่แยกไปทำตามความสนใจ อย่างกับ ฟลอเลนไทน์ บริษัทที่กสิณใจป๋าเปย์มาให้พิชชาทรดูแลกิจการนั้นก็เป็นธุรกิจส่วนตัวของเขา รวมหุ้นเปิดกิจการกับ อลัน เบรน เพื่อนลึกลับผู้ที่เธอไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้ง

   ฟลอเลนไทน์ เป็นบริษัทรับจัดงานประมูลสิ่งของ ขนาดของบริษัทไม่ใหญ่โต พนักงานประจำมีอยู่แทบนับคนได้ แต่โครงสร้างหน้าที่แบ่งชัดเจน หากพิชชาทรต้องการข้อมูลในส่วนใด เธอก็แค่ติดต่อคนที่รับผิดชอบในส่วนนั้นๆ ไม่เกินสามวันข้อมูลหรืออะไรก็ตามที่เธอต้องการจะถูกส่งมาให้

   ความพิลึกพิลั่นอันเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของฟลอเลนไทน์ก็คือการเลือกรับงานแบบไม่แคร์เศรษฐกิจ มุ่งเน้นความพอใจของเจ้านายเป็นหลัก ถ้าไม่ได้ลงมือทำเอง เธอก็แอบคิดเหมือนกันว่าเจ้านายกับเพื่อนผู้ลึกลับจะต้องเปิดบริษัทบังหน้าแน่ๆ แต่นั่นละทุกงานเป็นจริง และค่าตอบแทนมหาศาลในแต่ละครั้งที่ได้รับจากการประมูลก็ทำให้เธอเลิกสงสัยว่าทำไมเจ้านายไม่ค่อยดิ้นรนรับงานมากนัก

   อย่างงานประมูลของเก่างานล่าสุดที่เพิ่งผ่านไป พิชชาทรยังเหนื่อยไม่หาย และคงจะต้องเหนื่อยต่อเนื่องไปอีกสักพัก จนกว่าผู้ว่าจ้างรูปหล่อปานเทพบุตรกรีกอย่างฮันเตอร์ มอร์ตันจะหมดความสนใจในตัวเธอ

   พิชชาทรควบคุมดำเนินการงานประมูลนั้นเต็มตัว โดยมีกันต์ธรค่อยช่วยเหลือ ส่วนเจ้านายสุดที่รักของเธอนะเหรอ ไปผจญภัยอยู่มุมไหนของโลกก็ไม่อาจทราบได้ เครื่องยืนยันเดียวที่ทำให้เธอยังรู้สึกว่ากสิณยังอยู่กับเธอก็คือข้อความอวยพรที่เขาส่งมาก่อนงานประมูลจะเริ่ม....โชคดี

   คำอวยพรของเขาสัมฤทธิผล เธอโชคดีจนบางทีก็รู้สึกว่ามันดีเกินไป โดยเฉพาะลูกค้าหล่อเลิศ โพรไฟล์ไม่ธรรมดาอย่างฮันเตอร์

   “ฮันเตอร์ยังโทรมากวนใจอยู่ไหม”

   หญิงสาวถอนสายตาจากตึกริมถนน หันกลับไปมอง ใบหน้าเรียบเฉยของกันต์ธร เขายังจดจ่อกับหน้าจอโทรศัพท์ในมือ เธอจึงคิดว่าเขาน่าจะแค่ชวนคุยเท่านั้น

   “ก็มีบ้างค่ะ แต่ไม่บ่อยนัก”

   “ลูกค้าของเรารายนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ” กันต์ธรส่งมือถือของเขาให้เธอ แล้วเล่าประกอบ “ฮันเตอร์ มอร์ตัน เป็นคนหนุ่มไฟแรงและถือครองสมบัติล้ำค่ามากมาย จัดงานประมูลแต่ละครั้งก็สร้างรายได้มหาศาล รวยแท้แน่นอนเลยนะหมอนี่”

   “เราโชคดีที่ได้เขามาเป็นลูกค้า”

   “แต่ฉันว่าถ้าพี่ก้าวรู้ คงไม่คิดว่าเป็นโชคดี” กันต์ธรตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงขบขัน จนหญิงสาวนิ่วหน้าสงสัย ทว่าเขาก็ไม่พูดอะไรต่อ เปลี่ยนเรื่องไปถามถึงพี่ชายแทน “ไปไหนซะล่ะ รายนั้น”

   “ไม่ทราบค่ะ คิดว่าน่าจะอยู่กับคุณยักษ์”

   “มีเลขาฯ อย่างเธอจะอยู่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องห่วงหรอก นี่ถ้าฉันกลับไทยเมื่อไร เธอก็คงอยู่ได้สบายมาก”

   “คุณกันต์อย่าเพิ่งทิ้งกันสิคะ ก็เห็นอยู่ว่าพี่ก้าวน่ะ แทบจะไม่ได้มาทำงานเลย”

   “แต่พี่ก้าวก็ไม่เคยทิ้งเธอ ไม่งั้นจะให้ฉันมาเป็นที่ปรึกษาให้เธอเหรอ ไม่มีฉันเธอก็อยู่ได้...เชื่อเถอะพีบี อีกอย่างนะฉันเองก็มีเรื่องติดค้างต้องกลับไปสะสางเหมือนกัน ปล่อยทิ้งนานมาหลายปีแล้ว คงจะอยู่นั่งตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาขำๆ ให้เธอได้อีกไม่นานหรอก”

   “จะทิ้งฉันกลับไทยจริงๆ เหรอคะ”

   พิชชาทรมองที่ปรึกษาตาปริบๆ พยายามอ้อนทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าคงรั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ได้ กันต์ธรทำงานหลายอย่าง การเป็นที่ปรึกษาให้เธอก็แค่หน้าที่หนึ่งของเขาเท่านั้น แต่ก็ยังอุ่นใจได้เห็นหน้ากันมากกว่ากสิณ ที่สำคัญเขาใจดีกับเธอไม่ต่างจากพี่ชาย ถ้าวันหนึ่งไม่เจอกัน เธอก็คงจะเหงาไม่น้อย

   “ไม่ต้องมาอ้อน ฉันไม่ใช่พี่ก้าว ที่เธออยากได้อะไรก็ตามใจหมด เสียใจด้วยนะ”

   พิชชาทรหัวเราะขณะมองหน้าคนรู้ทัน “แล้วจะกลับเมื่อไรคะ”

   “คงยังไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอก น่าจะอยู่ช่วยเธอจัดการกับสาวๆ ของพี่ก้าวที่ญาติฉันขยันแนะนำมาให้ได้อีกหลายคน” และอีกหนึ่งหน้าที่ที่กันต์ธรไม่ได้บอกก็คือการเฝ้าระวังความสัมพันธ์ของฮันเตอร์กับพิชชาทรตามคำสั่งพี่ชาย

   “หูย...ถ้าเรื่องสาวๆ ของพี่ก้าว คุณกันต์ต้องอยู่ยาวๆ เลยค่ะ ฉันจะแอบกระซิบบอกให้พี่ก้าวสั่งให้คุณกันต์อยู่ต่อ”

   “ร้ายนักนะเรา”

   แม่ตัวร้ายหัวเราะเสียงใส โอ้อวดต่อไปอีกว่า “ฉันน่ะ เด็กปั้นพี่ก้าว อย่าลืมสิคะ”

   แรงสั่นสะเทือนของโทรศัพท์ในกระเป๋าทำให้หญิงสาวรีบหยิบออกมาดู ก่อนสีหน้าร่าเริงจะเปลี่ยนเป็นลำบากใจ

   “ใครโทรมา” กันต์ธรรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

   “ฮันเตอร์ค่ะ” หญิงสาวพลิกหน้าจอให้เขาดู ชายหนุ่มผิวปากหวือ ก่อนสั่ง

   “รับสิ ให้ลูกค้ารอนานได้ไง”

   หญิงสาวทำตามที่ปรึกษาแนะนำ และหลังจากนั้นเธอก็ไม่มีโอกาสได้คุยกับกันต์ธรอีกเลย ดูเหมือนฮันเตอร์ มอร์ตัน จะขยันสรรหาเรื่องมาคุยกับเธอมากมาย เธอเองก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนกันที่ต้องมานั่งคุยกับเขาด้วยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน แต่เพราะคำว่าลูกค้าคือพระเจ้ามันค้ำคออยู่นั่นละเธอถึงต้องทน

   หญิงสาวยังไม่รู้ตัวเพราะมัวพะวงอยู่กับฮันเตอร์ ขณะนั้นเองที่ปรึกษาของเธอก็แปลงร่างเป็นสปายให้พี่ชายเรียบร้อยแล้ว

   รถชะลอความเร็วพิชชาทรจึงได้โอกาสวางสาย หญิงสาวกล่าวอำลาลูกค้าคนสำคัญอย่างสุภาพ รถจอดสนิทกันต์ธรลงจากรถและเธอก็ลงตาม ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้าที่ตระกูลดรัณดิษฐ์มีหุ้นส่วนอยู่

   “ฉันว่านายฮันเตอร์นั่นน่าจะตกหลุมรักเธอเข้าแล้วนะพีบี” กันต์ธรเอ่ยขึ้นระหว่างที่กวาดตามองไปเรื่อยๆ

   หญิงสาวหันมองที่ปรึกษาตาโต ใบหน้าร้อนผ่าว “คุณกันต์...อย่าแกล้งแซวฉันสิคะ”

   “ไม่ได้แกล้ง เธอไม่รู้ตัวเลยหรือไงว่าหมอนั่นกำลังจีบอยู่ มันไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องคุยกันต่อในเมื่องานประมูลก็เสร็จสิ้นไปแล้ว ฉันว่าเราอาจจะไม่ได้แค่ค่าจัดงานอย่างเดียว บางทีเราอาจได้ผู้ชายตัวท็อปแบบฮันเตอร์ด้วยก็ได้” กันต์ธรหัวเราะหึๆ พลางจ้องหน้าหญิงสาวอย่างจับผิด “โดนรุกหนักขนาดนี้ จะใจแข็งได้เหรอ ฮันเตอร์ก็เพอร์เฟกต์ไร้ที่ติ แต่มันจะติดก็ตรงที่พี่ก้าวจะโอเคกับเรื่องนี้ไหม”

   “พี่ก้าวจะต้องไม่มีปัญหากับเรื่องนี้ค่ะ ฉันจะไม่ยอมให้ชื่อของฮันเตอร์มีผลกระทบกับสัญญาระหว่างฉันกับพี่ก้าวเด็ดขาด”

   “แอบตกลงอะไรกันไว้”

    “ถ้างานของฮันเตอร์สำเร็จ พี่ก้าวจะอนุญาตให้ฉันตามไปเมืองไทยด้วยค่ะ” พิชชาทรบอกเงื่อนไขแล้วยิ้มกว้าง ในความคิดของเธอตอนนี้มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น...เธอคิดถึงยายพิกุล

   ตั้งแต่ติดตามกสิณมาอเมริกาได้สิบปี เธอไม่เคยได้รับอนุญาตให้กลับประเทศไทยตามลำพังเลยสักครั้ง ขณะที่กสิณฉายเดี่ยวไปๆ มาๆ เป็นว่าเล่น ทุกครั้งที่เขากลับจากไทยก็จะมีของฝากจากยายมาให้เธอเสมอ

   กสิณไม่เพียงแค่ดูแลเธอ ทว่าค่ารักษาพยาบาลของยายตลอดสิบปีที่ผ่านมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นเขาที่จัดการเป็นธุระให้ทั้งหมด

   “คิดถึงบ้านสินะ”

   เสียงของกันต์ธรปลุกเธอจากความคิด หญิงสาวส่ายหน้าแล้วแก้ความเข้าใจของที่ปรึกษาเสียใหม่

   “คิดถึงยายค่ะ”

   บ้านไม่มีอะไรให้จดจำ มีแต่ความเจ็บช้ำขมขื่น เธออยากลืมไปให้หมด น้าสาวที่กล้าขายหลานในไส้ราวกับผักปลา พิชชาทรไม่อยากจะข้องเกี่ยวกันอีก ชีวิตเธอมีแค่ยายพิกุลคนเดียวเท่านั้น

   “เอาละ ฉันรู้แล้ว นายฮันเตอร์ชอบเธอ แต่เธอกลับคิดแค่จะกลับไปยาย น่าสงสารหมอนั่นชะมัด แต่ก็คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เราเลิกคุยเรื่องเครียดกันดีกว่า” กันต์ธรบอกก่อนดึงแขนเธอเข้าไปในร้านเครื่องประดับ

   หญิงสาวช่วยกันต์ธรเลือกเครื่องประดับจนกระทั่งได้สร้อยเพชรเส้นหนึ่ง กันต์ธรดูจะถูกใจมากทีเดียว หลังจากนั้น เธอก็ช่วยเขาเดินซื้อของอีกสองสามอย่าง เมื่อได้ของครบตามต้องการน้องชายของเจ้านายก็ให้รถมาส่งเธอที่บ้านพัก

   หญิงสาวยืนโบกมือลาที่ปรึกษาก่อนจะเดินเข้าบ้าน ซึ่งความจริงแล้วมันก็เป็นสมบัติของกสิณอีกนั่นแหละ เขายกให้เธอใช้อาศัยอยู่มาสิบปีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรสักบาท แบบนี้ไงใครรู้เข้าถึงได้พากันเข้าใจว่าเธอเป็นอีหนูของเขา เลี้ยงดูอุปการะ ยกทั้งบ้าน บริษัทให้ดูแล จะมีใครให้มากกว่านี้อีกไหมล่ะ

   พิชชาทรเปิดประตูเข้าไปด้านใน บ้านหลังนี้ค่อนข้างกว้างขวาง ติดจะหรูเกินไปด้วยซ้ำสำหรับเธอ วันดีคืนดีเจ้านายสายเปย์ก็โผล่มาจ๊ะเอ๋ให้ตกใจเล่น หญิงสาวเดินเข้าไปได้สองก้าวก็หยุดชะงักรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เธอกวาดตามองรอบห้องอย่างรวดเร็ว มีเสียงกุกกักดังออกมาจากในครัว เธอรู้สึกได้ทันทีว่าไม่ได้อยู่ลำพัง

   บ้านนี้มีสัญญาณกันขโมยแน่นหนา คนที่กล้าเข้ามาต้องฝีมือไม่ธรรมดา หญิงสาวกวาดตามองหาอาวุธที่พอใช้ได้ ก่อนจะไปหยิบไม้เบสบอลใกล้มือที่สุด จากนั้นก็ค่อยๆ ย่องไปที่ห้องครัวที่

   เธอมองผู้บุกรุกที่เห็นเพียงด้านหลัง ก้มๆ เงยๆ วุ่นวายอยู่ที่หน้าเตาอบ ไหล่กว้างนั่นบอกเธอว่าเขาเป็นผู้ชาย สวมชุดสีดำทั้งเสื้อทั้งกางเกง ศีรษะสวมหมวกไหมพรมลายคุ้นตา แต่เธอจะไม่เสียเวลานึกตอนนี้หรอกว่าเคยเห็นมันที่ไหน ขอจับโจรก่อนเถอะ กล้ามายกเค้าบ้านเธองั้นเหรอ ชะตาขาดแล้วไอ้โจรชั่ว!

   “เฮ้ย!”

   เจ้าของบ้านเงื้อไม้ในมือขึ้นเตรียมฟาด แต่ปฏิกิริยาของผู้บุกรุกเร็วกว่า ร่างสูงใหญ่หมุนกลับมารับไม้ไว้ได้ทันและบิดแขนเล็กจับร่างหญิงสาวหมุน แผ่นหลังเธอแนบแผงอกแข็งกระด้าง

   “โอ๊ย!”

   พิชชาทรร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ตอนนี้แขนของเธอถูกบิดจนผิดธรรมชาติ ถ้าขืนดิ้นแรงกดจากผู้บุกรุกด้านหลังอาจทำให้แขนเล็กๆ ของเธอหักเป็นสองท่อนได้ในพริบตา แต่เธอไม่ยอมแพ้ยกเท้ากระทืบ ทว่ามันรู้ชักเท้าหนี นั่นยิ่งทำให้น่าโมโห

   “ปล่อยนะ!” หญิงสาวเกร็งร่าง ตัวแข็งทื่อเมื่อมันยื่นหน้ามาเหนือช่วงบ่า ลมหายใจอุ่นๆ รินรดต้นคอระหง เธอหยุดทุกการเคลื่อนไหวเพราะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นคุ้นเคย ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะกวนๆ ก็ถึงกับถอนใจเฮือกออกมา

   “ฝีมือตกไปนะ” เสียงนุ่มทุ้มดังอยู่ข้างหู

   แขนที่ถูกจับเป็นอิสระ หญิงสาวหมุนกายกลับมาหน้าบึ้งจัด เมื่อเห็นชัดๆ ว่าใครคือผู้บุกรุก

   “พี่ก้าว!”






บท 1 มาจ้าาาาาาาาาาา