ผู้เขียน หัวข้อ: หัวใจนฤการ 3. โลกใบใหม่  (อ่าน 157 ครั้ง)

ธันย่า

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 101
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
หัวใจนฤการ 3. โลกใบใหม่
« เมื่อ: ตุลาคม 11, 2019, 01:54:48 PM »


สวัสดีค่ะ ถ้าติดตามอ่านตั้งแต่ต้น ตอนนี้ขอปรับต้นฉบับเพิ่มตอนต้นค่ะ ประมานบทครึ่ง เรื่องเล่าย้อนถึงเรื่องราวก่อนเกิดโศกนาฎกรรมที่จะเกิดเป็นตำนานค่ะ บางท่านอ่านข้ามมาแล้วอาจไม่เข้าใจลองย้อนไปอ่านนิดนะคะ ^____^


*************************************


3. โลกใบใหม่

หลายร้อยปีผ่านไป นครมัลโบเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่ง สามารถขยายอาณาจักรครอบคลุมเมืองน้อยใหญ่ให้เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน โดยมีซีลินเป็นผู้นำ เขาคือหนึ่งในผู้สืบเชื้อสายมาของ ‘กมาสุ’ บรรพบุรุษที่เก่งกล้า เป็นทหารศึกที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่เหมราช เจ้าแห่งนครมัลโบในอดีต

ตำนานหลายร้อยปีในความเก่งกาจของสองนักรบสร้างความศรัทธาเลื่อมใส ชาวนครแสดงความจงรักภักดีนี้ด้วยการทำพิธีสักการะ ทุกคืนวันพระจันทร์ขึ้นเต็มดวง โดยการสวดขอพรและนำเลือดสัตว์มาแต่งแต้มบนใบหน้า ด้วยความเชื่อว่าทำแบบนี้เหมราชกับกมาสุจะอยู่คุ้มครองให้รอดพ้นจากความโชคร้าย

ดังนั้นเมื่อถึงคราที่พระจันทร์ขึ้นเต็มดวง ชาวเมืองจะมารวมตัวกันที่หน้ารูปปั้นประติมากรรมของสองอัศวินโดยไม่ต้องนัดหมาย รูปปั้นเป็นลักษณะของชายสองคนบนหลังม้า คนหนึ่งถือหอกยาวอยู่ในท่วงท่ายกหอกขึ้นสูงหมายทิ่มแทง ส่วนอีกคนอยู่ต่ำกว่าเล็กน้อย หันหน้าเยื้องไปอีกทิศ ในมือถือดาบยาวเกือบเมตรยกขึ้นชูพร้อมรบ ใบหน้าของทั้งสองห้าวหาญไร้ที่ติ

รูปปั้นที่เป็นหัวใจของชาวนครมัลโบนี้ตั้งอยู่ไม่ห่างจากปราสาทเหมราชที่ใคร ๆ พากันหวาดผวา เพราะเชื่อคำร่ำลือที่ตกทอดกันมายาวนานจนกลายเป็นตำนานที่สร้างความหวาดกลัว ว่าเป็นปราสาทต้องคำสาป มีสิ่งลี้ลับและเป็นที่พำนักของพ่อมด

ด้วยเหตุนี้ แม้ปราสาทเหมราชจะงดงามก็ ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าใกล้ ยกเว้นซีลินผู้นำของนครมัลโบในปัจจุบัน นับจากวันนั้นวันที่สูญเสียคนรัก เหมราชสละทุกอย่าง เขาเลือกที่จะเป็นเพียงทหารที่คอยรักษาดินแดนสร้างความสงบสุข ส่วนชื่อเสียงอันเลื่องลือของเหมราชเขาทิ้งไว้ให้ เป็นเพียงตำนานควบคู่ไปกับกมาสุ ในปัจจุบันผู้คนจึงรู้จักเขาในนามของเซราฟิม แม่ทัพแห่งนครมัลโบผู้ที่ชอบเก็บตัวอยู่ในปราสาทที่มืดมน



ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมัลโบมีหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เวทมนตร์ความเชื่อที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แต่ไม่เคยนำความเชื่อนี้ไปทำอันตรายผู้อื่น ทุกคนใช้ชีวิตเรียบง่าย มีความผาสุกไม่แพ้เมืองใหญ่ ที่นั่นคือ อีสเทียร์ หมู่บ้านในเขตปกครองของฟีนิส เมืองหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้มัลโบ แต่ก็ต้องตกเป็นเมืองขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมของมัลโบเช่นเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ล้อมรอบ

อีสเทียร์มีอาณาเขตโอบล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน ลักษณะเป็นพื้นที่ราบลุ่มในเขตพักอาศัยและราบสูงรายล้อมรอบนอก ภูมิทัศน์ที่มีทางสัญจรเข้าออกลำบาก เพราะเหตุนี้อีสเทียร์จึงรอดพ้นจากการถูกรุกรานของชนกลุ่มที่ชอบไล่ล่าขยายอาณานิคม

ชาวอีสเทียร์เน้นทำการเกษตร ได้รับความอุดมสมบูรณ์เพราะมีแม่น้ำอารยันไหลผ่านเข้ามาจนถึงใจกลางชุมชน อีกทั้งยังมีผู้นำที่ดีมีคุณธรรมอย่างโรนาส พ่อเฒ่าวัยชราที่ทุกคนเคารพนับถือ



ค่ำคืนหนึ่งของหมู่บ้านที่เงียบสงบ แสงจากตะเกียงยังส่องสว่างไสวมาจากบ้านอาดาสสถานรับดูแลเด็กกำพร้าที่อัลมาเป็นคนจัดการ ภายในบ้านมีเด็กวัยไล่เลี่ยกันอยู่ห้าคน ทั้งหมดนั่งห้อมล้อมและเงียบกริบเพราะกำลังตั้งใจฟังนิทานจากยาเยีย หญิงสาวที่อยู่ฐานะของพี่ใหญ่ในวัยสิบแปดผู้อาศัยอยู่ในอาดาสตั้งแต่จำความได้

ขณะทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับนิทาน ปลายแสงตะเกียงที่ให้ความสว่างอยู่ดี ๆ ก็ริบหรี่และโอนเอนดังพรึบพรับ ๆ จากนั้นมันก็ดับสนิทไปกับสภาพอากาศที่แปรปรวนของสายลมที่พัดแรง และตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องคำรามราวคนเกรี้ยวกราด ทั้งที่ก่อนหน้าอากาศกำลังเย็นสบาย

“แปลกจัง”

ยาเยียบ่นขณะเหลียวไปมองนอกหน้าต่างที่ทำกรอบจากกิ่งไม้นำมาใช้ทั้งเปลือกผิวขรุขระเป็นตะปุ่มตะป่ำ หญิงสาวกลัวจนใจสั่น แต่ต้องพยายามฝืนเพื่อเก็บอาการหวาดผวาต่อเสียงฟ้าที่ร้องคำราม เพราะไม่อยากให้น้อง ๆ เห็นความอ่อนแอของคนที่เป็นพี่ใหญ่

แต่กระนั้น ความดังที่แผดมาราวต้องการทะลุทะลวงผืนดิน ก็ก้องจนเสียงแหลมเสียดหูลำแสงที่สว่างวาบพาดสลับไปมา ก็ทำให้กลัวจนเผลอกรีดร้องอย่างไม่อาจห้าม พอได้สติก็หันไปฝืนยิ้มให้กับน้อง ๆ

เธอไม่รู้ว่าทำไมต้องกลัวฝนฟ้าคึกคะนอง เธอรู้เพียงว่าถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้ จิตใจร้อนรน หวาดผวาจนต้องหาที่ซ่อนตัว

ฟาติสเด็กหนุ่มวัยสิบหกรีบคว้าไม้ขีดขึ้นมาจุดตะเกียงขึ้นใหม่ ห้องนอนของพวกเขาก็สว่างไสวดังเดิม เมื่อท้องฟ้าเริ่มสงบยาเยียจึงหยิบหนังสือขึ้นมาเตรียมจะอ่านต่อ แต่เสียงเปาะแปะที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวต้องพับหนังสือในมือแล้วลุกไปปิดหน้าต่าง ขณะกำลังจะดึงหน้าต่างบานสุดท้ายปิด มือของหญิงสาวก็ต้องชะงัก หัวคิ้วบนใบหน้ายกขมวด เมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งถือคบเพลิงวิ่งออกจากบ้านของพ่อเฒ่า ดวงตาสีฟ้าดุจแก้วเพชรมองตามด้วยความกังวลระคนสงสัย ที่คนเหล่านั้นหายเข้าไปในป่าทึบ ซึ่งเป็นเขตต้องห้าม

เวลาเช่นนี้ คนพวกนั้นมาทำอะไรที่บ้านของพ่อเฒ่า และเข้าไปทำไมในป่านั้น หรือว่าเร่งหลบฝน แต่เส้นทางเดินปกติรอบนอกน่าจะสะดวกกว่า และไม่เป็นอันตรายจากสัตว์ในป่าที่อาจออกมาหากินในเวลากลางคืน

หญิงสาวคิดขณะมองคบเพลิงที่เคลื่อนเข้าไปในป่าลี้ลับ สถานที่ที่เธอกับเด็ก ๆ ถูกพ่อเฒ่าโรนาสสั่งห้ามเข้าใกล้โดยไม่ให้เหตุผล แต่เธอรู้มาว่าพ่อแม่ของรีน่ากับทรอรี่ก็หายตัวไปในป่านั้น และตามหากันไม่พบจนทุกวันนี้ก็แปดปีเท่ากับอายุของรีน่า ในป่ามันน่ากลัวขนานนี้ แล้วคนพวกนั้นยังจะเข้าไปทำไม โดยเฉพาะเวลากลางค่ำกลางคืนที่มีแต่อันตราย

“มีอะไรหรือ”

ฟาติสเป็นคนช่างสังเกตเอ่ยถาม และกำลังจะลุกมาหา แต่หญิงสาวส่ายหน้าให้เขาแล้วรีบเดินกลับไปนั่งด้วย เด็กหนุ่มจึงทิ้งตัวลงตามเดิม ฟาติสสัมผัสสิ่งผิดปกติได้ก่อนใครเหมือนแม่เฒ่าอัลมามารดาของเขา แต่เธออาจคิดมากเกินไป จึงไม่อยากเอาเรื่องนี้มาทำให้น้อง ๆ กังวล

เธอไม่รู้ว่าป่านั้นกว้างใหญ่แค่ไหน ไม่รู้ว่าปลายทางสิ้นสุดที่ใด แต่เธอมั่นใจว่าในนั้นมีอันตรายแน่นอน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่มีแสงสว่างไม่มากพอ

แสงจากตะเกียงเริ่มกลับมาสว่างทั่วห้องนอนขนาดใหญ่อีกครั้ง พวกเธออยู่ในบ้านที่ก่อผนังด้วยอิฐธรรมชาติเรียงทับซ้อน เป็นกำแพงกั้นอากาศเย็นจัดในเวลากลางคืน และบดบังแสงร้อนแรงจากดวงอาทิตย์ในเวลากลางวัน

“อ่านหนังสือต่อเถอะ” เด็กหญิงวัยสิบขวบออกปากเร่ง

ยาเยียยิ้มให้คัลบุล เด็กหญิงที่ทั้งสีผมและแววตาดำขลับเช่นเดียวกัน คัลบุลเป็นคนพูดน้อยแต่ยอมเอ่ยปากเร่งคงเพราะกำลังสนุกจนไม่ทนรอ หญิงสาวจึงตัดความสงสัยจากความโกลาหลภายนอกมาหยิบหนังสือขึ้นอ่านต่อให้น้อง ๆ ฟังจนถึงบรรทัดสุดท้าย

“ในที่สุดนางก็ได้แต่งงานกับเจ้าชาย และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข...” ยาเยียอ่านจบก็ปรายตามองทุกคนที่พากันนั่งเงียบกริบ เธอพับหนังสือวางไว้บนตักแล้วพูดย้ำ “จบแล้ว”

“เล่าต่ออีกนิดไม่ได้หรือ”

“มันจบแล้วเจ้าจะให้พี่เล่าอะไร หนังสือมันไม่มีตรงไหนที่เราต้องอ่านต่อแล้วรีน่า”

หญิงสาวบอกและมองหนูน้อยแปดขวบที่ส่งเสียงออดอ้อนอย่างข่มความใจอ่อน เธอยิ้มเมื่อเห็นรีน่าจับผมสีทองที่ถักเปียไว้จนสุดปลายมาม้วนกับนิ้ว เพราะนั่นคือการแสดงอารมณ์ที่บ่งบอกว่าขัดใจ จากนั้นใบหน้าขาวอมชมพูก็บูดบึ้งอารมณ์เอาแต่ใจฉายออกมาอย่างที่เธอคิดไว้ก่อนหน้านั้น

รีน่าก็แบบนี้ อายุน้อยที่สุด พี่ๆ มักตามใจจึงกลายเป็นเด็กงอแงไร้เหตุผล โดยเฉพาะกับทรอรี่ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ แต่กับเธอเด็กหญิงจะอ่อนข้อให้

หญิงสาวขยับเข้ามาหารีน่ายกมือลูบเส้นผมสีทองพลางบอกอย่างปลอบประโลม

“พรุ่งนี้เราจะเริ่มเรื่องใหม่ พี่จะให้รีน่าเป็นคนเลือก”

เธอบอกแล้วลุกจากโซฟาหนังสีซีดจนมองไม่เห็นสีเดิม มาที่เตียงนอนดึงผ้าคลุมเตียงออกรอให้เด็ก ๆ หญิงสาวเหลียวมามองน้อง ๆ ทุกคนที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม มีอาการอยากฟังนิทานต่อไม่ต่างกัน แต่มีเพียงคนเดียวที่ยังบ่นกระปอดกระแปด นั่นคือรีน่า

“แต่ข้าอยากรู้เรื่องของเจ้าชายต่อนี่นา”

“ถ้าแม่เฒ่ารู้ว่าเรานอนดึก นางอาจจะสั่งห้ามพวกเราจับกลุ่ม คราวนี้จะอดฟังกันทั้งหมดเลยนะ”

“นั่นสิรีน่า”

ทรอรี่เด็กชายวัยสิบขวบพี่ชายแท้ๆ ของรีน่ากล่าวเออออกับยาเยีย ก่อนขยับเข้ามาโอบบ่าน้อย ๆ ของน้องสาว “ถ้าเจ้าดื้อ พี่ยาเยียจะไม่ให้เป็นคนเลือกหนังสือนะ”

ยาเยียยิ้มให้ทรอรี่ แต่เด็ก ๆ ก็ยังไม่มีใครยอมขยับสักคน จนเธอจึงจำใจยื่นคำขาด “ถ้าดื้อพรุ่งนี้พี่จะงดอย่างที่ทรอรี่บอกจริง ๆ นะ”

“โธ่”

เสียงโห่ร้องดังขึ้นพร้อมกัน ยกเว้นฟาติสเพราะอ่านได้ด้วยตัวเอง แต่เขามักอ่านคนเดียวพวกน้อง ๆ ก็ไม่ค่อยใครกล้าเข้าไปรบกวน ด้วยเหตุผลที่ว่าฟาติสดุ

เธอมองว่าที่ฟาติสดูเป็นคนดุทั้งที่มีจิตใจอ่อนโยน เพราะถูกฝึกให้แข็งแกร่ง เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพ่อเฒ่าโรนาสกับแม่เฒ่าอัลมา ต้องรับหน้าผู้นำต่อจากโรนาส จึงถูกบังคับฝึกฝน ให้การเรียนรู้ทุกศาสตร์ที่จำเป็น ไม่ว่าจะศิลปะการต่อสู้ หรือไสยศาสตร์ที่พ่อเฒ่าชำนาญ ความแข็งแกร่งนี้ทำให้เด็กหนุ่มกลายเป็นคนกระด้าง มีความเด็ดขาดจนน้อง ๆ รวมถึงชาวบ้านพากันยำเกรง

“ลุกไปที่เตียงของพวกเจ้าซะ”

ฟาติสสั่งแล้วเดินนำมายังเตียงนอนของตัวเอง น้อง ๆ ทั้งสี่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่เพราะไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งฟาสิต ยิ่งถูกเด็กหนุ่มหันมาจ้องอย่างเอาจริงเอาจังทั้ง ทรอรี่ รีน่า บัคชา และคัลบุลก็รีบกุลีกุจอไปหาเตียงของตัวเองแทบจะพร้อมกัน

เตียงนอนทั้งห้าเรียงเป็นแถวยาวในห้องที่อบอุ่นภายใต้การดูแลของแม่เฒ่าอัลมาผู้รับเด็กกำพร้าในหมู่บ้านมาดูแลเหมือนเป็นลูกของตัวเอง หลายคนที่นางเลี้ยงก็เติบโตมีครอบครัว และส่วนใหญ่ทำมาหากินอยู่ที่นี่ ช่วยเป็นหูเป็นตาปกป้องอีสเทียร์

ยาเยียก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอมาอยู่ในบ้านอาดาสก่อนฟาติสจะเกิด ไม่เคยรู้ว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร เคยถามแม่เฒ่าหลายครั้งแต่นางตอบไม่กระจ่างเธอจึงเลิกสนใจ เพราะคิดว่าชีวิตของเธอก็มีความสุขดีอยู่แล้ว

“เมื่อไหร่ข้าจะอ่านหนังสือได้เอง” รีน่าบ่นขณะล้มตัวลงนอน ยาเยียช่วยดึงผ้ามาห่มให้แล้วลูบศีรษะเด็กหญิง

“สักวันเมื่อเจ้าโตพอ”

“พี่ยาเยียจะสอนข้าอ่านใช่ไหม”

ยาเยียพยักหน้าก่อนหันมองรอบห้อง แล้วอมยิ้มเมื่อเห็นเด็ก ๆ นอนคลุมผ้าหลับตาปี๋ตามคำสั่งของฟาติสอย่างไม่กล้าอิดออด ทุกคนนอนกันหมดร่างระหงก็เดินมาที่โซฟาเอื้อมหยิบหนังสือที่วางไว้มากอด แล้วเดินกลับไปยังห้องของตัวเอง



รถม้าหลังคาสีขาวขุ่นควบผ่านหุบเขาเข้ามาในเขตของอีสเทียร์ ตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่ออกจากดิน ต้นไม้และขุนเขายังคงเป็นเงาทะมึน ความรีบร้อนนี้สะกดสายตาของชาวบ้านที่ตื่นเตรียมตัวทำมาหากินแต่เช้ามืด ยิ่งรถม้าเข้ามาถึงเขตชุมชนตลาดอีสแล้วผ่านไปอย่างไม่คิดจะลดความเร็ว หลายคนก็หันมองสบตากัน

“พวกนั้นเป็นใคร ทำไมรีบร้อนขนาดนี้” ธีดัลชายหนุ่มวัยยี่สิบถามกับคู่หู ขณะกำลังกลับเข้าบ้านเมื่อหน้าที่ดูแลหมู่บ้านในค่ำคืนเสร็จสิ้นลง “บาสสัคเจ้ารีบไปบอกกลุ่มตัลบีว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามา ส่วนข้าจะเร่งไปดูลาดเลาที่บ้านของพ่อเฒ่า”

สิ้นคำสั่ง บาสสัคก็ไม่รีรอให้เสียเวลา ร่างใหญ่แต่ว่องไวเหมือนลิงลมรีบวิ่งไปหากลุ่มตัลบีผู้มีหน้าที่รักษาความสงบของอีสเทียร์อย่างคนที่ชำนาญเส้นทาง

เมื่อได้รับข่าว กลุ่มชายฉกรรจ์จากตัลบีก็รวมกำลังพลเร่งมาจับตาดูสถานการณ์ แบ่งกลุ่มแฝงตัวในป่าทึบบ้าง สะกดรอยตามบ้าง เพื่อไม่ให้บุคคลนิรนามคลาดสายตา แหละเหมือนคนที่กำลังเดินทางจะรู้อันตรายในข้อนี้จึงยอมผ่อนความเร็ว แล้วบังคับม้าก้าวเหยาะๆ ไปตามเส้นทาง กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านของผู้นำอีสเทียร์






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2019, 02:10:48 PM โดย ธันย่า »