ผู้เขียน หัวข้อ: หัวใจนฤการ 3.ความทรงจำวันเก่าๆ  (อ่าน 25 ครั้ง)

ภูคำ

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 76
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
หัวใจนฤการ 3.ความทรงจำวันเก่าๆ
« เมื่อ: ตุลาคม 11, 2019, 01:54:48 PM »


3. ความทรงจำวันเก่าๆ

พ่อเฒ่าโรนาสเรียกเด็กๆ มารวมตัวในช่วงบ่าย ไม่เว้นแม้แต่ฟาติสที่ต้องไปฝึกรบกับกลุ่มตัลบี ตั้งแต่สายข่าวรายงานว่าฟีนิกรวบรวมชนกลุ่มน้อยทำสงครามต่อต้านอำนาจอินคา พ่อเฒ่าก็รีบสั่งให้นักรบตัลบีฝึกกำลังพล แต่ไม่ใช่เพื่อฟีนิก

ถึงเวลาเด็กๆ ก็มารวมตัวตรงลานกว้างของบ้านที่มีลักษณะคล้ายเห็ดกำแพงเป็นหินหลังคาทรงกลม หอคอยสูงเหนือหลังคา ราวใครเอาเห็ดขาดสารอาหารมาปักไว้

เสียงพูดคุยหยุดลงเมื่อพ่อเฒ่าขึ้นมานั่งขัดสมาธิอยู่บนก้อนหินหน้ากว้างและสูงเกือบเมตรโดยมีหนังเสือโคร่งเจ้าถิ่นพาดทับให้ความอบอุ่น ส่วนแม่เฒ่าลงมานั่งรวมกับเด็กๆ นางกอดรีน่าด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก

อาการนิ่งเงียบของผู้ที่เปรียบเสมือนพ่อแม่ตกอยู่ในสายตายาเยีย แต่ไม่นานเธอก็เข้าใจสถานการณ์ของบรรยากาศที่ชวนอึมครึม

“ยาเยีย...เพื่อความสงบสุขส่วนรวมของอีสเทียร์ ข้ามีงานหนึ่งให้เจ้าทำ”

“พ่อเฒ่าบอกความต้องการมาเถิด”

โรนาสมองหญิงสาวอยู่พักหนึ่งก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนมีคนทำให้หนักใจ หรือมีเรื่องที่คิดไม่ตก แต่สุดท้ายผู้ชราแห่งอีสเทียร์ก็ต้องเอ่ยปาก

“ข้าจะขอให้เจ้าไปฟีนิก เพื่อรักษาคนคนหนึ่ง”

“ไปกับคนที่มาเยือนพ่อเฒ่าเมื่อเช้าน่ะหรือ”

ชายชราพยักหน้าช้าๆ ยกมือลูบคางเครายาวรุงรังขณะมองยาเยียด้วยแววตาและสีหน้าที่หนักใจ แต่เพื่อส่วนรวมก็จำเป็นต้องทำ เห็นหญิงสาวมองตอบมาเงียบๆ โรนาสจึงกล่าวต่อด้วยใจที่บริสุทธิ์

“ข้าไม่ได้จะทอดทิ้งเจ้านะ เจ้าเป็นคนฉลาดคงเข้าใจ ที่ข้าส่งไปทำภารกิจแทน เพราะช่วงคับขันเช่นนี้ข้าจะต้องอยู่ที่นี่”

“ข้าเข้าใจ ว่าแต่คนผู้นั้นเป็นใคร เอ่อ ข้าหมายถึงคนที่ต้องดูแล”

“ฟลินท์”

“ฟลินท์...” เธอขมวดคิ้ว “ท่านหมายถึง ผู้นำฟีนิกน่ะหรือ”

“สหายของข้ากำลังเจ็บป่วย เขาต้องได้รับการรักษา”

“ท่านฟลินท์อยู่เมืองใหญ่น่าจะมีหมอยาที่เก่งกว่าข้ามากมายนะพ่อเฒ่า”

“แต่ไม่มีใครเหมือนเจ้า ข้อนี้เจ้าก็รู้”

“ข้าก็แค่ทำตามที่ท่านสอน”

“เจ้าเรียนรู้ได้มากกว่าที่ข้าสอนเสียอีกนะยาเยีย เจ้าค้านมาเช่นนี้หรือว่าเจ้ากลัว”

พ่อเฒ่าถามหยั่งเชิง เพราะชื่อเสียงผู้นำฟีนิกค่อนข้างดุดันจนผู้คนกลัว โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยที่อาศัยรอบเมืองฟีนิกต่างตอบรับเข้าร่วมขบวนการโค่นอำนาจเซราฟิมเพราะไม่กล้าขัด ยกเว้นอีสเทียร์ที่นอกจากปฏิเสธแล้วยังสั่งตัลบีตั้งป้อมรักษาพื้นที่อย่างแข็งขัน

แต่ฟลินท์ก็ไม่ได้ขู่เข็ญอะไรกับอีสเทียร์ อาจเพราะเป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ ที่บีบเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น เช่นตอนนี้ฟลินท์ส่งทหารมารับพ่อเฒ่าเข้าเมืองด้วยอ้างความเจ็บป่วย พ่อเฒ่าที่ไม่แน่ใจว่าป่วยจริงหรือป่วยการเมืองจึงจำใจส่งยาเยียไปแทนเพื่อไม่ให้อินคาเข้าใจผิด


แม้สงครามสิ้นสุด ฟลินท์พ่ายแพ้และบาดเจ็บแต่พ่อเฒ่ารู้ในข้อนี้ดีว่าฟลินท์ไม่เลิกราความต้องการนี้ไปง่ายๆ

ในสายตาของพ่อเฒ่านครอินคาเป็นผู้นำมันก็สงบสุขดีอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่ทำสงครามอินคาไม่เคยมีคำว่าแพ้ บางทีพ่อเฒ่าก็คิดว่าเซราฟิมใช้เวทมนตร์ แต่ก็นึกขำตัวเองที่คิด เพราะรู้ดีว่าคนจะใช้เวทมนตร์ได้ดั่งใจก็มีแต่พ่อมดเท่านั้น

พ่อเฒ่าเรียนรู้ และคลุกคลีกับไสยศาสตร์มนต์ดำจากบรรพบุรุษมามากมาย ยังสยบทุกปัญหาไม่ได้ดั่งใจเท่าเซราฟิม แล้วจะไม่ให้คิดว่าชายผู้นั้นเป็นเสมือนพ่อหมดได้อย่างไร

“เปล่าเลยข้าไม่ได้กลัว ข้าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าจะได้ไปที่นั่น บางทีข้าอาจจะได้เห็นปราสาท”
พ่อเฒ่านิ่วหน้าเล็กน้อย “เจ้ารู้จักมันด้วยหรือปราสาท”

“มันงดงามมากทีเดียว”

พ่อเฒ่าหันไปมองหน้าอัลมาก็เห็นนางนิ่วหน้ามาให้เช่นกัน

“เจ้าไม่เคยไปจากอีสเทียร์เลยสักครั้ง ทำไมจึงคิดว่างดงาม”

“ข้ามักฝันเห็นปราสาทที่ใหญ่โต แต่บ่อยครั้งที่ความงดงามถูกบดบังด้วยอำนาจที่อ้างว้างจนทำให้ดูน่ากลัว”

“ข้าว่าเจ้าคิดมากไป ปราสาทของกษัตริย์จะอ้างว้างได้ยังไง” พ่อเฒ่าหัวเราะแต่เสียงหัวเราะผิดแผกแตกต่างจากปกติ

ยาเยียทำหน้าครุ่นคิด “ข้าก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอก แค่พูดไปตามที่เห็นในฝัน”

“เอาล่ะๆ สรุปว่าเจ้าต้องเตรียมตัวเดินทางเช้ามืด” พ่อเฒ่าบอกแล้วกวาดตามองกิริยาเด็กๆ ที่สีหน้าเริ่มเศร้า โดยเฉพาะรีน่า ที่ตอนนี้ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของอัลมาไปแล้ว

“เจ้าไม่ต้องกังวลรีน่า ยาเยียจะต้องกลับมาเล่านิทานให้เจ้าฟังเหมือนเดิม”

“แต่พี่ยาเยียยังติดค้างนิทานข้าไว้อีกหลายวัน”

รีน่าบอกเสียงขุ่น แม่เฒ่ากระชับวงแขนโอบเด็กน้อยที่ติดยาเยียยิ่งกว่าอะไรมาแนบอก

“พี่ยาเยียต้องไปช่วยงานพ่อเฒ่า แล้วอีกหน่อยพวกเจ้าโตก็ต้องแยกย้ายออกไปช่วยงานเช่นนี้เหมือนกัน” แม่เฒ่าปลอบรีน่าที่ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า

“ข้าจะดูแลเจ้าเอง” ทรอรี่บอกน้องสาว

“ข้าไม่ต้องการ” รีน่าบอกพี่ชายแล้วสะบัดตัวลุกมาหายาเยีย ร่างน้อยๆ ทรุดตัวลงนั่งข้างหญิงสาวแล้วโผเข้ากอดจนแน่น “ข้าจะไปกับพี่ยาเยีย”

พ่อเฒ่าส่ายหน้า “เจ้าไปไม่ได้หรอก”

“ข้าจะไป”

ยาเยียลูกศีรษะรีน่า “เจ้าอย่าเป็นเด็กก้าวร้าวสิ” เธอบอกพลางเช็ดน้ำตาที่อแก้มกลม “พี่จะหานิทานสนุกๆ มาฝากเยอะๆ เจ้าชอบนิทานเจ้าหญิงเจ้าชายพี่จะเลือกมาให้มากกว่าใคร”

รีน่ามองยาเยียด้วยแววตาที่อ้อนวอน “แต่ข้าไม่ชอบรอคอย ไม่เอานิทานก็ได้แต่พี่ยาเยียอย่าไปเลยนะ” เด็กน้อยอ้อนวอนปนเสียงสะอื้น

“ให้ข้าไปดูแลรีน่ากับพี่ยาเยียได้ไหม ถ้าให้ข้าไปด้วยช่วยดูแลรีน่าได้” ฟาติสที่นั่งนิ่งอยู่นานก็เอ่ยปาก

“ข้าไม่ได้ส่งยาเยียไปเที่ยวเล่น เดี๋ยวอีกหน่อยรีน่าโตก็เข้าใจเอง”

“แต่ว่า...”

“ฟาติส...ยังไงเจ้าก็ไปกับยาเยียไม่ได้หรอก เจ้าต้องเร่งฝึกฝีมือให้เก่งฉกาจ” พ่อเฒ่าสรุป

ยาเยียหันมาส่ายหน้าให้ฟาติสเพราะไม่เห็นด้วยที่ฟาติสขอติดตามและเธอไม่อยากให้เขาดื้อดึง

“ถ้าเจ้าไปใครจะช่วยงานล่ะ พี่ไปคนเดียวได้ ทรอรี่ บัคชา คัลบุลต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่แล้วช่วยกันดูแลรีน่า พวกเจ้าเข้าใจที่พี่พูดหรือเปล่า”

สิ้นเสียงของยาเยียเด็กๆ ทุกคนก็ขยับเข้ามารุมล้อมกอดยาเยียแล้วร้องไห้ หญิงสาวกอดตอบน้องพลางเหลือบมองแม่เฒ่าก็เห็นนางนั่งน้ำตาคลอ หญิงสาวมองไปที่พ่อเฒ่าก็เห็นเขาทำหน้าหนักใจ

พ่อเฒ่าแม่เฒ่าก็เศร้าด้วยหรือ...เพราะอะไรกัน
“ข้าไม่ได้หายไปเลยเสียหน่อยจะเศร้าทำไม”

ยาเยียบอกปลอบทุกคนรวมทั้งตัวเอง แม้จะรู้สึกแปลกใจกับคำสั่งเร่งด่วนและใบหน้าเศร้าๆ ของสองผู้นำโดยเฉพาะแม่เฒ่าอัลมา บุคคลที่เธอรักดั่งมารดา แต่หญิงสาวก็ไม่คิดจะถามเพราะไม่อยากเพิ่มความหนักใจให้กับผู้อุปการะ

ยาเยียเตรียมตัวตั้งแต่เช้ามืด ข้าวของส่วนตัวบรรจุใส่ลังไม้เพียงใบเดียวก็จบสิ้น น้องๆ พร้อมใจกันลุกจากเตียงมารอส่งเธอทั้งที่อากาศหนาวเย็น สีหน้าทุกคนอิดโรยเหมือนอดหลับอดนอน รีน่ากับคัลบุคยังกอดคอกันร้องไห้ระงมจนหญิงสาวต้องทรุดตัวลงมาหา

“พี่สัญญาว่าจะไปไม่นาน”

เธอบอกสองสาวแล้วลุกมาหาเด็กชายทั้งสาม

“พวกเจ้าทั้งสามคนเป็นผู้ชายต้องแข็งแกร่งคอยปกป้องน้อง และดูแลพ่อเฒ่าแม่เฒ่าให้ดีเข้าใจไหม”
“ข้าแข็งแรงอยู่แล้วพี่ไม่ต้องเป็นห่วง”

ยาเยียยีผมบัคชา เด็กชายที่หากได้พูดก็จะกล่าวอย่างแข็งขันราวผู้ใหญ่ “ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแรงกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน แต่อย่าประมาท”


“ข้าสัญญาว่าไม่ทิ้งหน้าที่ แต่พี่ยาเยียอย่าลืมนิทานของข้าล่ะ”

ยาเยียยิ้มให้บัคชา “ข้าจะกลับมาพร้อมนิทานเล่มโตๆ” จากนั้นก็กวาดสายตามองทุกคนก่อนจะเอ่ยล่ำลาอย่างจริงจัง

“พี่ไปนะ”

“เดี๋ยว” รีน่าเรียกแล้วถอดสร้อยที่คอออก “ข้าอยากขอแลกสร้อยกับบางสิ่งของพี่ยาเยีย ข้าจะเอาไว้ดูเวลาคิดถึง ข้าจะไม่ยอมให้พี่ลืมข้าด้วย”

“โธ่รีน่า” ยาเยียย่อตัวลงมารับสายสร้อยของเด็กน้อย แล้วถอดของตัวเองให้รีน่า “พี่ไม่ลืมพวกเจ้าหรอกน่า”

หญิงสาวบอกก่อนเดินไปที่รถม้าเมื่อผู้มารับขึ้นไปนั่งประจำตรงคนขับเรียบร้อยแล้ว ฟาติสแบกลังสัมภาระมาใส่รถเรียบร้อยก็ยื่นมือให้ยาเยียจับเพื่อดันตัวขึ้นไปนั่งในรถม้าที่มุงหลังคากันแดดกันฝนอย่างดี พ่อเฒ่าแม่เฒ่าและเด็กทั้งห้ายืนรอจนกระทั่งม้าออกเดิน และควบไปไกลทุกคนจึงกลับเข้าที่พักของตัวเอง เพราะยังอีกนานกว่าท้องฟ้าจะมีแสงสว่าง

อัลมานั่งตากลมอยู่ที่หน้าบ้าน สายตาหม่นเหม่อฝ่าความมืดไปยังเส้นทางที่ยาเยียเพิ่งจากไป พ่อเฒ่าที่เข้าใจอารมณ์ของเมียจึงเดินเข้ามาตบบ่าแล้วนั่งลงข้างๆ

“เจ้ามานั่งตากลมอยู่ตรงนี้นานเกินไปแล้ว”

อัลมาหันมามองหน้าสามี นางรู้ว่าใบหน้าที่มีหนวดเครารุงรังนี้ก็กังวลไม่ต่างกัน เพียงแต่เก็บซ่อนอารมณ์ได้ดีกว่า

“เราคิดถูกหรือคิดผิดที่ให้ยาเยียเดินทางไป” แม่เฒ่าอัลมาเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ ทั้งที่การเดินทางผ่านไปพักใหญ่แล้ว

“นางไปตั้งนานแล้ว เจ้าจะมาคิดอีกทำไม”

“ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมท่านฟลินท์ต้องส่งทหารมารับ หมอยาในเมืองก็มีมากมาย จะตามใครมารักษาก็ได้ทำไมต้องเอาตัวยาเยียของข้าไป”

“เขามาตามข้าไม่ใช่นาง”

“นั่นแหละ เขาต้องการบีบบังคับท่านไปฟีนิกในสถานการณ์อย่างนี้ เพื่อให้อินคาคิดว่าท่านร่วมมือกับเขา ฟลินท์จะทำเราเดือดร้อน”

“เพราะแบบนี้ข้าจึงขอให้นางไป นางกำลังทำเพื่อทุกคนที่อิสเทียร์”

“แล้วอินคาจะไม่จัดการยาเยียหรอกหรือ” อัลมาหนักใจกว่าเดิม

“ข้าคิดว่าเซราฟิมไม่ทำแบบนั้น”

“ท่านจะไปรู้ใจเขาได้ยังไง ไม่เคยได้เจอกัน”

พ่อเฒ่ายิ้มนิดๆ เมื่อนึกถึงคางยาว จมูกที่ยื่นแหลมและคลุมผ้าสีดำทะมึนของพ่อมด “ข้ามั่นใจว่าเขารู้จักเรา ไม่งั้นที่นี่คงมีทหารนับร้อยของอินคาแทนสองคนของฟลินท์”

“ท่านพูดให้ข้ากลัวนะ”

“ไม่เอาน่า...เซราฟิมไม่ทำอะไรพวกเราหรอก ส่วนฟลินท์ข้าเชื่อว่าเขามีเหตุผล บางทีอาจบาดเจ็บจริงและอยากปิดบังอาการบาดเจ็บของตัวเองก็ได้”

โรนาสพูดอย่างเข้าใจพลังอำนาจที่ทำให้หลายฝ่ายเลือกที่จะแย่งชิง

“เพราะถ้าเผ่าอื่นๆ รู้ว่าเขาบาดเจ็บอาจคิดโจมตีตลบหลัง”

“ฟีนิกอยู่ในสงคราม อันตรายขนาดนี้แล้วท่านยังยอมส่งลูกสาวเราไปให้เขาครอบครอง พวกนั้นอาจเอายาเยียไว้เป็นตัวประกันกดขี่เราให้ยอมร่วมมือเหมือนที่เคยทำกับผู้นำคนอื่น”

“เจ้าก็รู้ว่าข้ากำลังอะลุ่มอล่วย เขาขอให้ไปรักษาเราไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ แล้วที่ข้าไม่ไปเองเพราะมันจะสมเจตนาของฟลินท์เกินไปหากเขาไม่ได้ป่วยจริง เจ้าลองคิดดูสิ นอกจากยาเยียแล้วมีใครที่เหมาะสมในเมื่อหมอยาที่แทนข้าได้มีเพียงนาง” ผู้เฒ่าย้ำเจตนาของตน

“แต่เหมือนเราปล่อยให้นางเผชิญความอันตรายอยู่ตามลำพัง”

“นางเป็นลูกสาวของผู้นำ หน้าที่นี้เหมาะสมที่สุดแล้ว หากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ข้าก็ต้องส่งฟาติสไปออกรบเหมือนกัน”

“สหายของท่านนิสัยโหดเหี้ยมท่านก็น่าจะรู้ ข้าจะหาทางพานางกลับมา”

โรนาสส่ายหน้า “เจ้าอย่าเพิ่งอารมณ์เสียและทำอะไรบุ่มบ่าม ข้าก็คิดเป็นห่วงนางไม่ต่างจากเจ้าหรอก แต่ฟลินท์ไม่ได้โหดเหี้ยมจนทำร้ายใครๆ โดยไม่มีเหตุผล เขาเป็นนักรบอยู่ในสงครามถ้าไม่โหดตัวเองก็ต้องตายข้าก็เหมือนเขานั่นแหละ แต่แค่ข้าเลี่ยงที่จะเผชิญเพราะอำนาจไม่ได้มีความหมายกับข้า”

“ข้าแค่ห่วงความปลอดภัยของนาง”

“ข้าว่าที่นั่นจะปลอดภัยมากกว่าอยู่กับเรา คืนก่อนหน้าที่ทหารของฟลินท์จะมาหา เจ้าก็เจอกับตัวไม่ใช่หรือ เจ้ารู้ดีที่สุดว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

อัลมารู้ว่าสามีหมายถึงคืนนั้นที่ฝนตกแรง ท้องฟ้าคึกคะนองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โรนาสเข้าห้องสวดมนต์ตามปกติที่เคยทำ ส่วนนางกำลังปิดประตูหน้าต่างเพื่อจะเข้านอนแต่ทว่า

“ท่าน...”

อัลมายืนนิ่งขณะมองหญิงนิรนามที่ยืนเรียกอยู่หน้าบ้านในเวลาค่ำคืน นางผู้นั้นคลุมตัวด้วยผ้าสีดำมีฮู้ดสวมศีรษะมิดชิดเหมือนจงใจปิดบังใบหน้า แต่แวบหนึ่งที่อัลมาเห็นมันคือความร้อนรน แม้จะคลุมด้วยผ้าตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าแต่ก็ไม่พ้นสายตาว่องไวของแม่เฒ่าแห่งอิสเทียร์

“ข้ามาพบบุตรสาวของท่านพาข้าไปพบนางที”

ประโยคแรกของแขกยามวิกาลก็ทำอัลมานิ่ง “เจ้าอยากพบบุตรสาวคนไหน”

“ท่านมีหลายคนรึ”

“ใช่ คนไหนล่ะที่ต้องการพบ”

นางแปลกหน้าทำเสียงฟืดฟาด ยืนหลุกหลิกหันซ้ายหันขวาเหมือนระแวดระวังภัยเป็นอาจิณ “ข้าขอพบนางผู้ที่มีอายุสิบแปดปี”

“นางสิบแปดปี...”

แม่เฒ่าอัลมาหรี่ตามองคนแปลกหน้าด้วยรู้สึกกังขาอยู่ในใจ นางผู้นี้มาขอพบยาเยียแต่ไม่รู้จักนาม ซ้ำเน้นย้ำอายุราวกับว่าใครก็ได้ขอแค่ให้มีอายุสิบแปดปีก็พอ

ความสงสัยนี้ทำให้แม่เฒ่ายิ่งระวัง และรู้ว่านางตรงหน้าไม่ใช่คนในอีสเทียร์ เพราะชาวอิสเทียร์รู้ดีว่าบุตรสาวคนโตของผู้นำเป็นใคร

“ข้าไม่มีบุตรสาวอายุสิบแปด” อัลมาปด

“เจ้าโกหก” หญิงผู้เดินทางมากับความมืดก้าวเข้ามาหาอัลมาที่ยืนขวางประตู “เมื่อสิบแปดปีก่อนข้าเป็นคนนำเด็กนั่นมาไว้กับเจ้าตรงนี้”

อัลมาแทบหยุดหายใจ “เจ้า...เจ้าเป็นอะไรกับนาง หรือว่าเจ้าเป็น...” นางผงะถอยเมื่อรู้ตัวในทันทีว่าเผลอตกหลุมพรางด้วยการยอมรับว่าตนมีหญิงสาวอายุสิบแปด

“พาข้าไปพบนางเร็วๆ ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับนาง”

ความหวงแหนแล่นสุมอก ขณะมองคนที่กำลังมาพรากของรักไป...แม่เฒ่าแห่งอิสเทียร์ผู้ดูแลยาเยียมาตั้งแต่แบเบาะสูดลมหายใจเข้าปอดจนลึก ข่มความกังวลในใจแล้วตั้งคำถามเสียงแข็ง

“ถ้าเจ้าเป็นมารดา เจ้าควรรู้ว่าบุตรสาวมีบาดแผลตรงไหน”

“อะไรนะ! บาดแผล...บาดแผลอะไรข้าไม่เคยทำให้นางมีบาดแผล หรือเจ้าทำ!” หญิงสาวหน้าตาอับลักษณ์ปรี่เข้ามาประชิดแล้วใช้ปลายกริชแหลมจิ้มที่คอนางพลางสั่งอย่างข่มขู่ “พาข้าไปพบนางเดี๋ยวนี้”

ขณะที่กำลังคิดหาทางออกจู่ๆ ลมก็พัดแรงและแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากนั้นท้องฟ้าก็สว่างวาบ และคำรามลั่น

เปรี้ยง!

หญิงชุดดำมีท่าทีลนลาน รีบผละตัวออกแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่า แม่เฒ่าถอนใจโล่งอก ยืนมองตามหลังหญิงผู้นั้นไปอย่างไม่เข้าใจ ก่อนรายงานกับสามี

โรนาสสั่งคนออกตามหาตัว ป่าที่ไม่มีใครอยากเข้าก็ต้องเสี่ยงเข้าไปเมื่ออัลมายืนยันว่าเห็นหญิงบ้าผู้นั้นหายเข้าไปในนั้น แต่ค้นหาอยู่นานก็ไม่พบแม้ร่องรอย พ่อเฒ่าโรนาสจึงสั่งยุติ แล้วจัดเวรยามคุ้มครองทุกคนและเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพราะไม่อยากให้เด็กๆ หวาดกลัว

อัลมาที่ไม่แน่ใจว่าหญิงผู้นั้นคือมารดาของยาเยีย จึงเก็บงำเรื่องนี้ไว้กับตัว ไม่ยอมเล่าให้ใครฟังแม้แต่สามี เพราะหญิงผู้นั้นโหดร้ายและมีแววตาของปีศาจ

“เจ้าอย่ากังวลนักเลย ข้ามั่นใจความปลอดภัยของนาง” เสียงโรนาสดังตัดความคิดในใจของอัลมา

“ความจริงเราส่งนางไปอยู่เมืองใกล้เคียงก็น่าจะพอ ข้าก็พอมีฝีมือ ท่านก็เก่งกาจปกป้องยาเยียได้อยู่แล้ว” อัลมายังบ่นไม่เลิก

“นอกจากทหารที่มีมากมายในปราสาทของฟลินท์ข้าก็ไม่วางใจที่อื่น ข้าจึงไม่อยากเสียโอกาสนี้ไป”

“ราวกับท่านฟลินท์จะรู้ล่วงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เฮ้อ...บางเรื่องไม่รู้ก็ดีกับตัวเอง” พ่อเฒ่าพูดจบก็ลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปสวดมนต์ระหว่างรอฟ้าสาง ถ้าเจ้าห่วงยาเยียนักจะเข้ามาสวดกับข้าก็ได้นะ”

“ไม่ล่ะข้าจะไปดูเด็กๆ ยาเยียไม่อยู่เด็กๆ คงเหงา”

“งั้นก็ตามใจ” ผู้เฒ่าพูดจบก็ลุกไปยังห้องสวด ส่วนอัลมาแยกออกไปหาเด็กน้อยที่บ้านอาดาสซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน แต่เพียงก้าวเท้าผ่านประตูหน้าบ้าน นางก็นึกถึงวันที่ยาเยียเข้ามาอยู่ในอ้อมอก


เสียงเด็กร้องจ้าในเช้าวันนั้น เป็นวันที่นางคิดว่าโชคดีเพราะปรารถนาจะมีลูกอยู่ทุกลมหายใจ อัลมาจึงโอบอุ้มเด็กน้อยที่ซุกตัวอยู่ในห่อผ้ามากอดแนบอกอย่างไม่อิดออด และไม่คิดจะตามหาบิดามารดาของเด็ก

ยาเยียโตเป็นสาวที่น่ารักและฉลาด บางครั้งก็เก่งกล้าเหมือนโรนาสเพราะได้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวจากพ่อเฒ่า

ผ้าผืนใหญ่ที่ห่อหุ้มยาเยียมา นางเก็บมิดชิดในหีบไม้รวมทั้งสร้อยจี้มงกุฎที่นางเพิ่งนำไปให้หญิงสาวก่อนการเดินทางเพราะคิดว่ามันคือเครื่องรางคอยปกป้องยาเยียให้พ้นภัย แต่หญิงสาวก็แลกกับรีน่าเสียแล้ว

อัลมาไม่เคยบอกเรื่องสร้อยและห่อผ้าเพราะกลัวว่ายาเยียจะใช้เป็นเครื่องมือตามหาชาติกำเนิด ซึ่งอาจทำให้มีอันตราย โดยเฉพาะจากคนที่จงใจพรากหญิงสาวจากอกของพ่อแม่ ความคิดที่เห็นแก่ตัวนี้เพื่อปกป้องคนที่เลี้ยงมากับมือ

ยิ่งมาเจอหญิงในชุดดำ อัลมายิ่งไม่คิดจะบอกความลับนี้กับหญิงสาว เพราะการที่ยาเยียไม่รู้อะไรเลยน่าจะปลอดภัยที่สุดอย่างที่เฒ่าโรนาสกล่าว ‘บางเรื่องไม่รู้ก็ดีกับตัวเอง’











« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 13, 2019, 02:10:00 PM โดย ภูคำ »