ผู้เขียน หัวข้อ: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 6.  (อ่าน 1 ครั้ง)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 264
    • ดูรายละเอียด
คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 6.
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2019, 10:43:57 PM »
บทที่ 6. คำสาปรักหมาป่าทมิฬ


    สถานการณ์กดดันมาก ๆ เธอคิดถึงภาพห้องรับแขก
หม่อมแม่กำลังเอาเงินฟาดหัวไล่ลูกสะใภ้จน ๆ ออกจากบ้าน
ขณะที่ลูกชายของหล่อนเจ็บหนักอยู่โรงพยาบาล
และเมื่อฟื้นขึ้นมาเขากลับจำภรรยาตัวเองไม่ได้
แต่กลับจำอดีตคู่หมั้นได้
เธอเดินตามบรรดาหญิงชราทั้งหลายไปตามทาง
เรื่องราวของเธอมันคงไม่ง่ายดายขนาดนั้น

สามีของหลี่ชิงซานต้องการให้เธอตาย
และไม่สนใจว่าเขาจะจำเธอได้หรือไม่ได้
แถมยังสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ป่า และในใจของเขาตอนนั้น
เธอไม่รู้ว่ายังมีจิตสำนึกของมนุษย์เหลืออยู่หรือเปล่า
อย่างในภาพยนตร์ ตัวเอกที่กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า
เขาสูญเสียการควบคุมตัว
ปล่อยสัตว์ร้ายออกล่าเหยื่อ
แขนของใครล่ะที่เขาจะกัดกินเป็นคนแรกที่เจอ ถ้าไม่ใช่เธอ

    คล้ายเป็นคนสนิทหรือมือขวาของแม่สามีเธอ ส่งสัญญาณให้เธอเข้าไปในห้อง
จากนั้นปิดประตู ภายในห้องมีเพียงเธอและแม่สามีเท่านั้น

    “นั่งสิซานเอ๋อร์ เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่ เล่าให้ข้าฟังสิ”
คุณแม่คะ รอให้ลูกสะใภ้นั่งก่อนค่ะ

    “ท่านแม่พวกเราออกไปขี่ม้า…”

    “ไม่ใช่ เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว ข้าจะไม่อ้อมค้อม พวกเจ้าเข้าหอกันหรือยัง”
เอิ่ม คุณแม่คะ อยู่ดี ๆ ก็มาถามเรื่องได้เสียเป็นผัวเมียกันแบบนี้
คงไม่ใช่อยากมีหลานอุ้มไว ๆ หรอกใช่ไหม

    “ยังเจ้าค่ะ”

    “ทำไม หยูเอ๋อร์มีปัญหาอะไรหรือ”

    “ลูกสะใภ้ไม่ทราบเจ้าค่ะ อาจเพราะท่านพี่เหน็ดเหนื่อยจากงานแต่ง
ต้องต้อนรับแขกเหรื่อดื่มสุราทำให้อ่อนเพลีย ต้องการพักผ่อนมากกว่า”

    เหตุการณ์ตอนนั้นเธอจำไม่ค่อยได้ รู้สึกตัวก็โดนถีบลงจากเตียงแล้ว
ท่านแม่มีสีหน้าหนักใจก่อนจะถามต่อ

“คืนต่อมาเล่า เขามีทีท่าว่าจะชอบเจ้าบางหรือไม่”

    “คืนต่อมาท่านพี่ไปพักที่เรือนตนเอง ส่วนจะชอบข้าหรือไม่ ข้าไม่แน่ใจ”
เธอทำเป็นก้มหน้านิ่งอย่างเขินอาย
จริง ๆ เธอรู้ดี สามีชอบเธอ ชอบให้เธอเป็นศพ เพราะคืนที่สองเขาต้องการจะฆ่าเธอ
แต่ดันผิดพลาดทางเทคนิคเขาหมดสติไปเสียก่อน เล่นละครมาถึงขั้นนี้

ควรพูดให้คนแก่ดีใจสักหน่อยแล้วกัน
“วันนี้ท่านพี่ใจดีพาข้าออกไปขี่ม้าเล่น อีกทั้งยังสอนข้าขี่ม้าอีกด้วย”

    “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ข้าเพียงแต่ร้อนใจอยากอุ้มหลานของหยูเอ๋อร์
เพราะข้าแก่ปูนนี้ไม่รู้จะอยู่ได้อีกสักกี่ปี”

คุณป้าคะ ดูยังไงก็เหมือนเพิ่งสี่สิบไม่เกินห้าสิบแน่นอน
จะรีบร้อนแก่ไปไหน แล้วอีกอย่างถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนว่าลูกชายคนโตก็แต่งงานมีลูกแล้ว
 ตอนที่ไปกินข้าวพร้อมหน้าครั้งแรก โต๊ะกินข้าวข้าง ๆ ทั้งโต๊ะก็มีแต่ลูกเล็กเด็กแดง

    “ท่านแม่ไม่ต้องกังวล ต่อไปข้าจะคอยดูแลให้ท่านพี่มีสุขภาพแข็งแรง
ท่านพี่ไม่มีทางลืมกตัญญูต่อท่านและตระกูลหม่าอย่างแน่นอน
 และอีกไม่นานคงจะมีข่าวดีให้ท่านได้ชื่นใจ”

เธอแค่พูดตามบทลูกสะใภ้ที่แสนดีไปอย่างนั้นเอง
    “เด็กดี ถ้าเป็นไปได้คืนนี้เจ้าก็ไปพักที่เรือนของหยูเอ๋อร์แล้วกันนะ
สามีภรรยาต้องดูแลซึ่งกันและกัน เอาล่ะเท่านี้ข้าก็วางใจ
ตอนนี้เจ้าตามไปปรนนิบัติเขาสักหน่อย
อยู่ใกล้ชิดทุกวันจะได้คุ้นเคยกันเร็วขึ้น
ไปเถอะหยูเอ๋อร์น่าจะกำลังรอเจ้าอยู่”

    คุณป้าต้องการประเคนลูกสะใภ้ให้ลูกชายกินตับ
เวลากลางวันแสก ๆ เลยเหรอ อะไรจะอยากมีหลานจัดขนาดนั้นคะ
 เธอว่าไม่น่าใช่แล้ว หรือกลัวว่าก่อนข้าวสารจะเป็นข้าวสุก
ถ้าลูกสะใภ้รู้ความจริงแล้วจะไม่ยอมรับสามี คิดหนีไป
เธอรับคำอย่างน้อบน้อมแล้วเดินออกมา คิดกลับเรือนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน
ทั้งกลิ่นม้ากลิ่นเหงื่อผสมปนเปกันไปหมด




หม่าจิ้นไฉเดินกระวนกระวายใจอยู่ในห้องหนังสือหลังจากพ่อบ้าน
มารายงานว่าบุตรชายคนรอง
หม่ากว่างหยูรีบร้อนกลับเข้ามาหลังจากขี่ม้า
และอาการไม่ค่อยปกตินัก

 ผู้คนส่วนหนึ่งในตระกูลหม่ารวมทั้งคนรับใช้ใกล้ชิดที่ไว้วางใจได้
ซึ่งผ่านการสาบานด้วยเลือด
ต่างรู้เรื่องคำสาปประจำตระกูลดี เขานึกข้องใจว่าทำไมหลังจากแต่งงานแล้ว
อาการของลูกชายถึงยังไม่ดีขึ้น

 เท่าที่รู้กว่างหยูยังควบคุมตนเองไม่ได้กลายร่างเป็นหมาป่า
หรือเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เขาจำเป็นต้องหาคำตอบ
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วหลังจากงานแต่งงาน พวกเขาน่าจะ…

เขาตะโกนสั่ง “ให้คนไปเชิญฮูหยินใหญ่มาพบข้า”

มีเสียงตอบรับจากด้านนอก เขาได้แต่รอสอบถามเรื่องราวในห้องหอให้กระจ่าง
หรือเป็นเพราะถูกบังคับให้แต่งงาน บุตรชายของเขาจะไม่พึงใจในตัวลูกสะใภ้
การจัดการของพวกเขาเป็นไปตามกฎของตระกูลหม่าได้บัญญัติไว้
ไม่อาจฝ่าฝืนได้ มิฉะนั้นอาจหมายถึงการสิ้นตระกูล

 ผู้ใดจะไม่หวาดกลัวสิ่งที่แปลกประหลาดจากตนเอง
“ฮูหยินใหญ่มาถึงแล้วขอรับ”

“ให้นางเข้ามา เร็วเข้า”

ประตูเปิดออก ภรรยาของเขาเดินเข้ามาด้านใน เพียงสบตากัน
นางก็รู้ความในใจว่าเขามีเรื่องต้องการสนทนาด้วย
นางเดินลึกเข้าไปในห้องหนังสือด้านใน
คนนอกมิอาจได้ยินสิ่งที่พวกเขาต้องการให้เป็นความลับ

“ท่านพี่มีเรื่องอะไรหรือ เกี่ยวกับหยูเอ๋อร์ใช่หรือไม่”

เขาพยักหน้ารับ “ทำไมอาการของเขายังไม่ดีขึ้น พวกเขายังไม่ได้เข้าหอกันอีกหรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ ข้าสอบถามลูกสะใภ้แล้ว คืนวันแต่งงานเขาน่าจะดื่มหนักไปไม่น้อย”

“แล้วคืนอื่น ๆ ล่ะ เรื่องนี้จะชักช้าไม่ได้ เขาจะมีอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ
หลังอายุครบสิบแปดปี เขาไม่น่าจะลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้
 เจ้าลูกไม่ได้ความ กว่าพวกเราจะเสาะหาเด็กสาวที่มีวาสนากับเขาได้
ไม่ใช่เรื่องง่าย ตั้งสามปี พอดีที่แม่หนูชิงซานเกิดพอดี”

“เขาอาจลืมเรื่องนี้ไปหรือไม่ เพราะพวกเราเคยบอกกับหยูเอ๋อร์ไปตั้งแต่ยังเล็กนัก
เขาถึงไม่เข้าใจอะไร เอาแต่ต่อต้านการแต่งงาน ท่านพี่! หรือท่านลืมกำชับเขาเรื่องนี้
ต้องผ่านการเข้าหอเพื่อชำระคำสาปประจำตระกูล”

“ฮูหยิน เจ้าก็ไม่ได้เตือนเขาหรือ ข้าคิดว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายพูดกับเขาเสียอีก”

 ทั้งสองต่างทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกดุจเดียวกัน ที่แท้ก็เป็นที่พวกเขาทำสิ่งผิดพลาด

“เรื่องเช่นนี้ บิดากับบุตรชายควรสอบถามกันเองจะเหมาะสมกว่านะเจ้าคะท่านพี่”

“เฮ้อ เป็นความผิดของข้าเอง
คงเพราะมัวแต่ห่วงดูแลเตรียมงานกับเรื่องต้อนรับแขก
กอรปกับช่วงนั้นมีงานต่อรถม้าเข้ามาหลายคัน

กว่างหยูบิดาทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
แต่ว่าฮูหยินเจ้าช่วยไปเจรจาเรื่องนี้แทนข้าได้หรือไม่”

กับลูกชายคนนี้ที่มักเอาแต่ใจเพราะมีท่านแม่ของเขามักให้ท้าย
เลยทำให้ผู้เป็นบิดาเช่นเขามักโดนเจ้าเด็กเหลือขอ
แผลงฤทธิ์อาละวาดใส่เป็นประจำ

“ท่านพี่ เรื่องเช่นนั้น ข้าที่เป็นมารดาจะไปแนะนำเขาเรื่องของบุรุษได้เช่นไรกัน
ทีกับลูกชายคนโตท่านไม่เห็นจะทำอิดออดเช่นนี้เลย”

ไม่ใช่ภรรยาของเขาหรือ นางยังสั่งคนให้ไปซื้อหนังสือภาพในห้องหอ
ไปให้ลูกชายได้เลย ช่วยไม่ได้ลูกชายคนโต
ทำตัวว่านอนสอนง่ายแบ่งเบาภาระหน้าที่การงาน
ได้มากกว่าเจ้าเด็กหน้าเหม็นตัวก่อกวนกว่างหยู

“ภรรยาเจ้าอย่าว่าข้าไม่คิดใส่ใจเขา
เพียงแต่ว่า ข้ามีเรื่องจำเป็นที่ต้องจัดการมากมาย
เจ้าเพียงแนะนำให้เขาอ่อนโยนกับลูกสะใภ้แค่นั้นเป็นใช้ได้

นางก็ไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อะไร แค่เขาให้ความร่วมมือไม่พังประตู
ถือว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร
หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม สองสามีภรรยายุติการปรึกษาหารือกัน
เพราะต่างคนต่างเกี่ยงกันไปหาบุตรชายคนรอง
ผลสรุปคือพวกเขาจะใช้ยาเพื่อรวบรัดขั้นตอน
และจะลงมือคืนนี้





หลี่ชิงซานเปลี่ยนชุดเรียบร้อย
แล้วนั่งเอ้อระเหยลอยชายเล่นอยู่ในห้องนอนต่อ
โดยไม่คิดจะรีบร้อนไปปรนนิบัติสามีแต่อย่างใด
ครั้นมื้อกลางวันมาถึงหญิงสาวไม่รีรอที่จะเติมกระเพาะอาหารให้เต็ม
ต่อมาใช้เรี่ยวแรงรื้อค้นของในห้องฆ่าเวลา

พอเหนื่อยแล้วจึงเอนหลังพักสายตาที่ตั่งเล็กข้าง ๆ โต๊ะเขียนหนังสือ
ช่วงบ่ายสั่งน้ำชากับขนมมากินเล่น
กินขนมหมดไปสองชิ้น จิบน้ำชาไปสองอึก ที่ด้านนอกมีการเคลื่อนไหว
เงาวูบวาบอยู่ที่หน้าประตู

“ฮูหยินน้อยท่านได้ไปที่เรือนคุณชายรองหรือยังเจ้าคะ”

“อืม ข้ากำลังจะไปอีกสักครู่หนึ่ง
เจ้าไปเรียนให้ท่านแม่ทราบว่าไม่ต้องกังวล
ข้าจะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของนางอย่างแน่นอน”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้คนนั้นเดินจากไป

รอให้ถึงตอนเย็นหน่อยก็ไม่ได้ ทำไมเธอต้องไปสิงสถิตอยู่ที่นั้นทั้งวัน
เดี๋ยวกลางคืนก็ต้องไปอยู่แล้ว มื้อเย็นเธอจะดูสิว่า
มีอาหารจานพิเศษแตกต่างจากของเธอมื้อเมื่อวานหรือเปล่า

แน่นอนอาหารที่เรือนของเธอต้องด้อยกว่าเรือนคุณชายรอง
แบ่งแยกชนชั้น เป็นคำที่น่ารังเกียจ
 แต่การได้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นก็ทำให้คนเคยตัวเคยชินสินะ
เธอลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ
คงได้เวลาทำงานให้คุ้มกับค่าอาหารและที่พักแล้วสินะ

แล้วเมื่อไหร่สามีของหลี่ชิงซานจะว่างมาฆ่าเธอสักที
เส้นทางเดิมที่เคยมีคนมาลากเธอจะไปฆ่า
ตอนนี้ต้องเดินไปสู่หนทางตายอย่างเต็มใจโดยมีสาวใช้เดินนำหน้า

“ฮูหยินน้อยถึงที่หมายแล้วเจ้าค่ะ  สำหรับอาภรณ์ผลัดเปลี่ยนหลังอาบน้ำ
จะมีสาวใช้นำมาให้ท่านภายหลัง เชิญเข้าไปในเรือนคุณชายรองได้เลยเจ้าค่ะ”

ทำอย่างกับบริการในโรงแรงเลยนะ จริง ๆ ฐานะนี้ก็ไม่เลว มีคนคอยจัดการโน้นนี่
หลี่ชิงซานเธอเป็นอะไรตายกันแน่ ชีวิตหรูหราดีไม่น่าทิ้งตำแหน่งนี้ไป
โชคชะตาของแต่ละคนคงมีเหตุและผลของมัน แต่เธอคงไม่คิดเข้าไปก้าวก่ายหรอก
เดี๋ยวเธอก็จากโลกนี้ไปแล้ว จะไปสงสัยอยากรู้ทำไมให้ยุ่งยาก

“ท่านพี่”

เธอผลักประตูเข้าไปด้านใน แต่กลับพบกับความว่างเปล่า

เดินเข้ามาเรื่อย ๆ มีรูปปั้นม้าสะดุดตาวางอยู่กลางโต๊ะหนังสือ
เธอสนใจเลยเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
มันทับกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่ ถึงไม่ได้ตั้งใจสอดรู้แต่เห็นข้อความ
เขียนด้วยพู่กันบอกว่าให้เดินไปที่ชั้นหนังสือ
ให้หมุนรูปปั้นอันที่สอง ทำอย่างกับมีห้องลับ
เธอละความสนใจ หันมาเพ่งมองลวดลายของรูปปั้นม้าต่อ

ดูดี ๆ เหมือนเป็นครอบครัวม้าเพราะมีทั้งหมดสามตัวโดยมีลูกม้าแทรกอยู่อีกหนึ่งตัว
น่ารักดี นี่มันขัดกับบุคลิกของท่านพี่ไปหน่อยไหม หรืออาจมีคนที่นับถือให้มา

    เดินสำรวจชั้นหนังสือว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
นิยายอ่านเล่นคงไม่มี กวาดสายตาไปเรื่อยก็มาเจอกับชั้นที่มีแต่รูปปั้นตั้งโชว์

เธอลองหมุนดูสักหน่อยไหม คงไม่มีอาวุธลับพุ่งออกมาทันทีที่ประตูเปิดหรอกมั้ง
 เธอยื่นมือออกไปหมุนรูปปั้น ฮึ! ไม่เห็นมีอะไรเลย
อาจเป็นการคัดลายมือทิ้งไว้ แล้วหมึกยังไม่แห้งดี

 เธอเดินกลับมาที่โต๊ะ ลองนั่งเก้าอี้ดูมีที่เท้าแขนสองข้าง
เก้าอี้และโต๊ะไม้ใหญ่กว่าที่ห้องของเธอ
มีราวแขวนพู่กันนับสิบอันเรียงรายให้เลือกใช้หลายขนาด
แสงแดดส่องจากทางหน้าตาที่เปิดทิ้งไว้
ทำให้จุดนี้เหมาะกับการนั่งทำงาน
อ่านหนังสือหรือวาดรูปเล่น


333
เมื่อคืนปั่น ถึง ตีสอง
มันก็เบลอๆ หน่อย

Licht und Schatten トーキョーグール-