ผู้เขียน หัวข้อ: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 7.  (อ่าน 10 ครั้ง)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 264
    • ดูรายละเอียด
คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 7.
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2019, 10:45:44 PM »
7.  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



    “ซานซาน”
เสียงคุ้นหูแต่ค่อนข้างเบา เรียกใครกัน

    “ใคร”
เธอพูดกับตัวเองเสียงไม่ดังนัก

    “มานี่ ซานซาน”

คงไม่ใช่ผีหรอกใช่ไหม เธอเพิ่งนึกได้ว่าน่าจะหมายถึงตัวเธอ
และมีคนเรียกชื่อนี้อยู่คนเดียว
หรือเขาจะอยู่ในห้องลับ อย่าบอกนะว่าข้างในเป็นห้องทรมาน
ถ้าต้องตายเธอก็อยากตายแบบไม่เจ็บปวด จะเข้าไปหรือไม่เข้าไปดี
เธอยกมือขึ้นมากุมขมับ เสียงเรียกชื่อเธอยังดังแผ่ว ๆ
เธอลุกขึ้นเอาหน้าไปแนบกับผนัง บางทีอาจหูแว่วไปเอง

    เสียงคล้ายตะโกนดังก้อง ๆ “หลี่ชิงซาน ข้าบอกให้มา”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดหน่อย ไม่ผิดตัวแน่ เป็นท่านพี่คนดีของเธอเอง
มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอจะได้หลุดพ้นสักทีสินะ
เธอตัดสินใจ หมุนรูปปั้นอันที่สองจากทางด้านขวามือ
ตอนแรกเธอหมุนผิดด้าน
ที่บริเวณพื้นมีการสั่นสะเทือน เธอรีบถอยหลัง
มันเลื่อนเปิดเกิดเป็นช่องสีเหลี่ยมไม่ใหญ่นัก
เธอชะโงกมอง มีบันไดลงไป ที่แท้ห้องลับอยู่ใต้ดิน
นึกว่าผนังหมุนเปิดได้ แล้วมีห้องลับอยู่ด้านหลังเสียอีก

    บันไดนำลงไปสู่พื้นข้างล่างเรื่อย ๆ เธอไม่อยากลงไปสถานที่ชวนอึดอัด
เธอไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย
แสงจากคบเพลิงไหววูบอย่างกับมีลมพัดผ่านที่ด้านล่างได้
ในที่สุดโถงกว้างปรากฎสู่สายตา
ทางด้านซ้ายมือ มีเตียงกับชายคนหนึ่งพร้อมโซ่ล่ามขานั่งอยู่กลางเตียง
ทำหน้าตาทะมึงทึง โกรธใคร โกรธเธอหรือเปล่า
ถ้าอย่างนั้นเธอกลับขึ้นไปข้างบนดีกว่า

    “รินน้ำชา”

ความจริงโซ่ค่อนข้างยาวนะ
เขาสามารถใช้ชีวิตที่ด้านล่างนี้แบบไม่ถูกจำกัดอะไรนัก
เธอควรสงสัยหรือเปล่าว่าเขาโดนล่ามทำไม
บางทีเธอน่าจะรู้คำตอบอยู่แล้ว หลังจากใช้สายตากวาดหาน้ำชา
เธอเดินไปที่โต๊ะรินน้ำชาตามสั่ง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้

    “ต้องให้ข้าบอกทุกขั้นตอนหรือ เอาน้ำชามาให้ข้า”

น้ำเสียงของเขาดูไม่สบอารมณ์นัก ถ้าเธอยกไปทั้งกาน้ำชา
คงเป็นการหาเรื่องตายที่เร็วขึ้นสินะ
เขาอาจกำลังหงุดหงิดที่ต้องตกอยู่ในสภาพไร้อิสระแบบนี้

    เธอยื่นจอกชาส่งให้เขา “ข้านึกว่ามีชาแบบใหม่
ท่านพี่เมตตาให้ข้าลิ้มลองรสชาติ จึงไม่ได้ยกไปให้ท่านก่อน”
จริง ๆ เธอแค่อยากกวนประสาทเขาเล่นนิดหน่อย

    “เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร สถานที่เช่นนี้ใช่ที่ชมนกชมไม้จิบชาหรือ”

ไม่ต้องบอกก็รู้ มันคือที่คุมขังสัตว์ร้ายต่างหาก แล้วเธอควรอยู่ที่นี้เหรอ
    “ท่านหิวหรือยัง ข้าจะให้คนตั้งสำรับ”

    “เจ้าเห็นข้าเป็นหมู? ข้าเพิ่งจะกินมื้อเที่ยงไปยังไม่ถึงสองชั่วยาม”

    “ถ้าเช่นนั้นต้องการจิบช้าอีกหรือไม่”

เธอรู้สึกตกใจ ตอนเช้าที่เจอเขาแลดูปกติดี
ทำไมตอนนี้ดูอ่อนแออย่างกับคนจับไข้มาสักสามวัน

    “ไม่”

เธอรับจอกชาแล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ
รักษาระะยะห่างเอาไว้หน่อยก็ดี

    ต่างคนต่างนั่งเงียบ เธอไม่ได้เดือดร้อนอะไรเช่นกัน
มองดูภายในห้อง
มีหน้าต่างเล็ก ๆ กับซี่ลูกกรง ที่ขอบผนังด้านบน
มิน่าถึงมีลมพัดเข้าออกได้
ภายในห้องยังมีฉากไม้กั้น
เธอเดาว่าต้องมีกระโถนสำหรับขับถ่ายไว้ให้เขาใช้
นึกแล้วก็อดเห็นใจไม่ได้

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้ไม่สมควรถูกกักขัง เธอหันหน้าไปอีกทาง
สงสารก็สงสารหรอกแต่เธอเริ่มรู้สึกง่วง ที่ด้านล่างนี้
อากาศออกจะเย็นไปสักหน่อย น่าจะยังพอมีเวลางีบก่อนมื้ออาหารเย็น
 ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ จะโดนทำร้ายตอนหลับก็ช่าง

 เธอลุกขึ้นเดินไปที่เตียงหลังนี้ ไม่มีหลังคาคุมแบบห้องนอนโบราณ
มีหมอนกับผ้าห่มวางอยู่พอดี
 เธอปีนขึ้นทางปลายเตียงแล้วล้มตัวลงนอน
คลี่ผ้าห่มออกคลุมตัวเพิ่มความอบอุ่น
อืม กำลังดีเลย เธอพลิกตัวหันหน้าเข้าหาผนังห้องหลับตาลง
เข้าสู่การเคลิ้มฝัน ฝันว่าได้ก้มกราบลาพ่อกับแม่

    “หลี่ชิงซานใครอนุญาตให้เจ้ามานอนเตียงของข้า
ลุกขึ้นไปเสีย”

เธอถอนหายใจ ลืมตาขึ้น ดึงผ้าห่มออกจากตัว
ความหนาวเย็นกระทบผิวทันที รู้สึกขนลุกซู่
ในห้องนี้มันหนาวยะเยือกกว่าที่เธอคิด
หรือท่านพี่ของเธอต้องการผ้าห่มคืน

    “ข้าขออภัย”

เธอจัดแจงปัดที่นอนกับพับผ้าห่มคืนที่เดิม ลุกขึ้นตามที่เขาสั่ง
เขามองเธอตาขวาง หมาป่าหวงของหนักมากสินะ
เอาล่ะ นี่คงเป็นอาณาเขตของเขาที่เธอบุกรุกเข้ามา

 เธอผิดเอง และเขาต้องการให้มารินน้ำชาเท่านั้น
คิดได้ดังนั้น เธอขึ้นไปนอนข้างบนก็ได้
ลูบหน้าปลุกตัวเองให้ตื่น แล้วเดินกลับทางเดิม
การเป็นผู้อาศัยนี่น่าสมเพชตัวเองเหลือเกิน ไม่มีสิทธิ์ทำอะไร
เธอตัดสินใจที่จะตาย นับเป็นทางเลือกที่ไม่ผิดแน่นอน

พอเดินมาถึงบันไดด้านบน ประตูกลมันปิดไปแล้ว
ต้องหารูปปั้นอะไรเพื่อหมุนเปิดอีกล่ะเนี่ย
เธอแหงนมองตามผนัง หาสิ่งที่โผล่ยื่นออกมา
มันต้องเป็นคันโยกสิ จากที่เธอเคยดูมา
เสียงโซ่ลากมากับพื้นแล้วดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
อย่างกับหนังสยองขวัญ
ความรู้สึกของเธอคือไม่อยากอยู่ข้างล่างอีกวินาทีเดียว

เธอมองลงไปทางบันไดว่าเขาเดินตามมาหรือเปล่า
ตอนถอนสายกลับทำให้เห็นว่าที่พื้นมีคันโยกจริง ๆ
เธอไม่ได้มองมาก่อน จัดการโยกเปิด
เธอแทบกระโจนขึ้นไปด้านบน ความอบอุ่นจากแสงแดด
ที่ส่องเข้ามาทางหน้าตาเหมือนสวรรค์
ขณะที่กำลังยิ้มดื่มด่ำอยู่
สายตาเหลือบไปเห็นท่านแม่สามีมองมาทางเธอพอดี

“ท่านแม่”

“เจ้าขึ้นมาทำไม”

“ข้ามาหยิบผ้าห่มให้ตัวเองกับมาสั่งน้ำชากาใหม่ให้ท่านพี่เจ้าค่ะ”
เธอตอบแก้ตัวเร็วปรื่อแบบไม่ต้องคิด

“ดี เจ้าไปสั่งการที่โรงครัวเถอะ ข้าจะลงไปดูหยูเอ๋อร์สักหน่อย”
แม่สามีเปิดโอกาสให้แบบนี้เธอก็เผ่นสิรออะไร





ออกมาจากห้องได้ นับเป็นความโล่งใจ
เธอให้สาวใช้หน้าห้องพาไปโรงครัวเพื่อสั่งน้ำชากาหนึ่ง
แล้ววานให้พวกเขาไปเสิร์ฟให้ด้วย
ส่วนตัวเธอนะเหรอก็หอบของกินเล็กน้อยกลับเรือนน่ะสิ
เธอต้องไปเอาผ้าห่มส่วนตัว แค่ข้ออ้างเท่านั้น
แล้วแบบนี้เธอจะนอนที่เรือนนั้นตรงไหน

‘ท่านแม่ ลูกสะใภ้คงต้องนอนที่พื้นใช่หรือไม่’

ลูกชายคุณแม่เกลียดเธอจะตาย
เธอคิดว่าน่าจะเบื่อปัญหาจุกจิกพวกนี้จนตายไปเอง
ของว่างจำพวกแป้งที่เธอเอามา เป็นแป้งทอดแผ่นกลมไม่มีไส้
อีกอันมีไส้ผักกับเนื้อสัตว์นิดหน่อย

มีโอกาสได้กินก็ต้องกิน คงอิ่มท้องไปจนมืดค่ำเลยทีเดียว
ไม่รู้คืนนี้เธอจะได้ตายสมใจหรือเปล่า
คนไร้อนาคตเช่นเธอน่าสงสารกว่าท่านพี่อีกสินะ

เห็นพู่กันที่โต๊ะห้องโน้น เธอนึกคันไม้คันมืออยากลอง
สัมผัสการเป็นเป็นจิตรกรจีนโบราณสักหน่อย

เธอย้ายตัวเองไปนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือ
หยิบม้วนกระดาษมาวาง ฝนหมึก
จับชายเสื้อ ถือพู่กันมาจุ่มน้ำหมึกแล้ววาดพระอาทิตย์หนึ่งดวง
ก้อนเมฆสองก้อน ภูเขาสามลูก
กระท่อมหนึ่งหลัง นกห้าตัวบนท้องฟ้า
นี่แหล่ะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ยังขาดต้นไม้อีกสักต้น

“ฮูหยินน้อยเชิญไปที่เรือนคุณชายรองเจ้าค่ะ”

“ข้ารู้แล้ว รอสักครู่”

เธอคิดจะถ่วงเวลาไปหยิบผ้าห่มกับหมอน แต่ภาพคงดูตลกพิลึก
เผื่อเอาไว้ใช้เป็นข้ออ้างหนีกลับมาที่เรือนอีกดีกว่า
ทั้งชีวิตเธอคงไม่ต้องทำอะไรมาก
เดี๋ยวก็มีคนมาเชิญไปเรือนโน้นเรือนนี้ เธอวางพู่กัน
เสียดายผลงานชั้นเยี่ยมที่ยังรังสรรค์ไม่เสร็จ



เดินตามหลังสาวใช้ไปอีกรอบ
เหมือนขาของเธอจะคุ้นชินกับเส้นทางนี้ไปแล้ว
ยิ่งไปกลับบ่อยทำให้ใช้เวลาเดินน้อยลง
พริบตาเดียวก็มายืนหน้าประตู ‘เรือนคุณชายรอง’
เธออยากเลียนเสียงสาวใช้เหลือเกิน

“เข้ามาสิลูกสะใภ้” ตาย ๆ แม่สามียังอยู่

สาวใช้เปิดประตูให้เธอ

“เจ้าค่ะ”
เธอเดินเข้าไป

ที่โต๊ะตรงโถงกลางห้อง ท่านแม่สามีกับสามีนั่งอยู่ด้วยกัน
ดูเหมือนกำลังสนทนาติดพันจนไม่ได้สนใจเธอมากนัก

“เอาล่ะ ข้าฝากดูแลหยูเอ๋อร์ด้วยล่ะลูกสะใภ้”
จู่ ๆ คุณป้าก็ลุกขึ้นแล้วออกจากห้องไป

เสียงปิดประตูตามหลัง
ทำให้เธอรู้สึกตกใจจนสะดุ้ง ทำไมต้องปิดเสียแรงขนาดนั้นนะ
จากนั้นเกิดความเงียบอีกเช่นเคย
เธอไม่กล้านั่งไม่กล้าทำอะไรในห้องคนอื่นอีกแล้ว
โดยเฉพาะมีเจ้าของห้องแผ่รังสีอำมหิตใส่เป็นระยะ

หันมองซ้ายมองขวาเจอแจกันใบใหญขนาดเก้าอี้ไม่ไกลจากประตู
เธอเดินไปนั่งชันเข่าใกล้ ๆ แจกันก้มหน้ามองชายกระโปรงตัวเอง
อย่างน้อยมีอาวุธย่อมอุ่นใจ เกิดเขากลายร่างขึ้นมา
เธอไม่อยากโดนหมาป่ากัดตายศพไม่สวยแน่ ๆ
เฮ้อ ในเมื่อพร้อมจะตายแล้วจะไปแคร์เรื่องศพไม่สวยทำไม

 เผลอ ๆ เขากินไม่เหลือกระดูกเสียด้วยซ้ำไป
คืนนี้ ต่อให้เธอจะโดนฆ่าตาย เธอจะลากสังขารกลับไปตายที่เรือนตัวเอง
เผื่อเป็นผีก็ยังนับว่ามีศาลเป็นของตัวเองได้อยู่อาศัยไปก่อน





ชายหนุ่มเหลือบมองหลี่ชิงซานครู่หนึ่ง
แล้วให้ความสนใจปัญหาหนักใจของตนเองก่อน
ท่านแม่มาบอกเรื่องสำคัญที่เขาลืมเลือนไปนานแล้ว

 เรื่องที่เขาจำเป็นต้องมีภรรยาเพื่อคลายคำสาปาหมาป่าของตระกูลหม่า
เขารู้สึกสับสน กระอักกระอ่วนใจดังมีลมมาจุกแน่นในอก
นางมีความจำเป็นต่อเขาถึงเพียงนี้
แต่เขากลับต้องการสังหารนางทิ้งเสีย

ตอนนี้นางคงจะหวาดกลัวเขาเป็นอันมาก
แล้วเขาจะแก้ไขเหตุการณ์ต่อไปอย่างไรดี
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ปรารถนามีความสัมพันธ์กับนางอยู่ดี

 เขาอยากเลือกนางในดวงใจได้เอง
เลือกสตรีที่เขามีใจรักชอบ
แถมมีนางแล้วเขาก็ไม่อาจมีสตรีอื่นได้อีก
มันน่าแค้นใจโชคชะตานัก
ใช่ว่าเขาเป็นบุรุษมากภรรยา แต่เขาต้องอยู่กับนางไปทั้งชีวิต
บางทีอาจมีหนทางอื่น เสาะหาสตรีอื่นคนที่เขาพึงพอใจ

คู่สามีภรรยาต่างจมอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง
จนเมื่อพระอาทิตย์อับแสงลง
เปลี่ยนเป็นความสว่างจากเปลวเทียน
ทั้งคู่ก็ยังไม่ได้เคลื่อนที่ไปจากจุดเดิม

และไม่นานสาวใช้ส่งเสียงแจ้งหน้าห้องเรื่องสำรับอาหาร
ก่อนจะเดินนำขวนเข้ามาเป็นสาย
ดูเหมือนว่าคืนนี้จะมีอาหารมากมายหลายจาน
ราวกับมีการเฉลิมฉลอง
สาวใช้จัดโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว
แล้วพากันเดินออกจากห้องอย่างรู้งาน

    คนบนโต๊ะรินสุราให้ตนเองหนึ่งจอก
ดื่มแล้วคีบกับข้าวเข้าปากตามไป
เขาจะพักการตัดสินใจเรื่องการเข้าหอเอาไว้ก่อน

    “เจ้าคิดจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่”

    “ไม่นาน”




55555
ออกทะเลกานนนน  ฮ่าๆๆ
Licht und Schatten トーキョーグール-