ผู้เขียน หัวข้อ: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 11.  (อ่าน 66 ครั้ง)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 285
    • ดูรายละเอียด
คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 11.
« เมื่อ: พฤศจิกายน 18, 2019, 11:58:26 PM »
“เจ้าชอบหรือไม่”

“บรรยากาศเงียบดี ข้าชอบ”

“ที่เรือนของข้า ก็เงียบสงบเช่นกัน”

“จริงสิ วันไหนที่ท่านว่าง ท่านสอนข้าขี่ม้าได้หรือไม่” เธอเปลี่ยนเรื่อง รู้สึกว่าการกล่าวอ้างถึงเรือนของเขา ชักไม่ชอบมาพากล แถมก่อนหน้าแม่สามีเรียกเธอไปเร่งรัดเรื่องมีหลานอีก

“ซานซาน ถ้าเจ้าต้องการข้าย่อมไม่ขัดข้อง” เขาเขยิบเข้ามาใกล้เธอทำไม







บทที่ 11 คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



“ท่านจะทำอะไร”

“นั่งชมจันทร์เป็นเพื่อนเจ้า”

“ท่านพี่ ท่านจำเป็นต้องมานั่งใกล้กับข้าถึงเพียงนี้ หรือจุดนี้เห็นพระจันทร์ได้ถนัดตามากกว่า

ถ้าเช่นนั้นข้าเปลี่ยนที่ไปนั่งตรงอื่นให้ท่านดีหรือไม่”

“ข้าต้องการมาปัดแมลง ปัดยุงให้เจ้า”

“ขอบคุณท่านพี่”

เธอขี้เกียจจะต่อความยาว เลือกนั่งนิ่ง ชมพระจันทร์ต่อ

ความจริงเรื่องสถานที่ เธอให้ผ่าน แต่สำหรับคน ยังถือว่าต้องอยู่ระหว่างการประเมินผลอีกครั้ง มาทำดีเรื่อย ๆ

เธอยังปรับตัวไม่ทัน ตอนนี้อยากปล่อยตัวปล่อยใจไปกับธรรมชาติ ทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายสักหน่อย

ที่ผ่านมามันเครียดไปหมด ทั้งอาหารการกิน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ล้าหลัง เธอคงไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้านะ

อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้คิดตัดช่องน้อยแต่พอตัว

เพื่อแก้ปัญหา ทุกอย่างมีทางออก ไม่อย่างนั้นจะมีทางเข้าทำไม เธอคิดอย่างติดตลก ปลอบใจตัวเอง

คนอื่นเขาอยู่กันได้ พอเมื่อยคอเธอหยุดมองพระจันทร์ รู้สึกเหมือนโดนจ้องด้วย เลยหันไปดู

“ท่านพี่ มีเรื่องต้องการจะพูดกับข้าหรือ”

“เปล่า”

   “ถ้าเช่นนั้น จ้องหน้าข้าทำไม หรือท่านเบื่อดูพระจันทร์แล้ว ท่านต้องการกลับเรือนไปก่อนก็ได้

เดี๋ยวข้าเดินกลับเอง ยังมีสาวใช้ที่เดินไปเดินมาแถวนี้อีก”

   “ซานซาน ข้าเป็นสามีเจ้า” คำตอบแบบนี้ เธองง ขอให้ใครมาแปลภาษาให้อีกที

หรือหมายถึง ภรรยาอยู่ที่ไหน สามีก็จะอยู่ที่นั้น

เลี่ยนเกินไปไหม ทัศนคติคนโบราณกับคนยุคเธออาจไม่ตรงกัน คงต้องถามให้ชัวร์

   “ข้าไม่เข้าใจ ทำไมท่านถึงย้ำประโยคนี้นัก ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร”

   “สามีจะทอดทิ้งภรรยาได้อย่างไร ข้าเป็นคนพาเจ้ามาก็ต้องกลับพร้อมกัน”

เธอยิ่งงงหนัก ทอดทิ้งคำนี้หมายถึงอะไร เฉดหัวเมียหลวงเหรอ

การมาดูพระจันทร์แล้วแถมความมึนงงในคำพูดแบบนี้ ไม่มายังจะดีกว่า ภาพที่เธอเคยเห็น

คือ เล่นดนตรีและมีการจิบสุรา ร่ายกลอนเพราะ ๆ โต้ตอบกันสักหน่อย แต่ตอนนี้เธอเหนื่อยตีความแล้ว

   “ท่านไม่ใช่คนอ้อมค้อมเลยสินะ ข้านับถือจริง ๆ  หากท่านต้องการจะกลับเรือน

ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็กลับกันเถอะ ข้ารู้สึกโดนแสงจันทร์มากเกินไปแล้ว จนเริ่มมีอาการคล้ายคนเมาสุรา”

เรื่องประชด ถ้ามันจำเป็น เธอก็ต้องจัดให้เขาสักหน่อย

   “ไม่ได้การ เจ้าอาการหนักแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าจะอุ้มเจ้าเอง”

   “ไม่…”

คำว่า ‘ต้อง’ ไม่ทันได้พูด เขาอาศัยตีเนียนยกตัวเธอขึันมา

การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างรวดเร็ว อยากจะอ้าปากร้องโวยวาย

พริบตาเดียวเขาเดินไปจนถึงเรือน แต่มันไม่ใช่เรือนของเธอ

   เขาปล่อยตัวเธอลงให้ยืนเอง ผลักประตูห้องเปิดเสร็จเรียบร้อย

จากนั้นสอดมือกอดเอวเธอยกขึ้นลอยเหนือพื้นอย่างกับหุ่นโชว์เสื้อผ้า

ย้ายเธอไปวางในห้อง เขาเดินย้อนกลับไปปิดประตู

   “นั่งสิ” เขาสั่งเธอทันที

   “ท่านพาข้ามาส่งที่นี้ทำไม ไม่ใช่เรือนของข้า”

   “ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับเจ้า”

ถึงข้ออ้างจะไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่ แต่เธอจำเป็นต้องฟังก่อน

   “อ๋อ เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”

   “ท่านพ่อต้องการให้ข้าเดินทางไปส่งรถม้ายังต่างเมือง และเจ้าต้องไปกับข้าด้วย

ท่านแม่ต้องการให้ข้าพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตาเสียบ้าง”

ความคิดเรื่องเที่ยว ทำให้เธอรู้สึกสนใจ แต่การเดินทางที่ไม่มีเครื่องจักร คงต้องใช้ความทรหดมาก

เด็กผู้หญิงอย่างร่างนี้จะทนไหวหรือเปล่านะ

   “ไกลหรือไม่”

   “เดินทางไปใช้เวลาไม่ถึงเดือนหรอก เจ้าไม่ต้องกังวล อย่าลืมสิ รถม้าของตระกูลหม่านับเป็นหนึ่งในเรื่องใด”

เธอไม่ใช่คนตระกูลหม่า ไม่เคยนั่งสักครั้ง แถมเพิ่งมาอยู่โลกนี้ได้กี่วันเชียว

ยังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกนับไม่ถ้วน แต่เธอคงไม่บ่นออกไปหรอก

   “ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เบาใจ ข้าทราบแล้ว ดังนั้นข้าขอตัวกลับเรือนก่อน ท่านพี่ก็พักผ่อนเถอะ”

เธอหมุนตัวจะเดินไปที่ประตู การอยู่ที่นี้นาน ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องดี

   “ช้าก่อนซานซาน ไหนเจ้าว่ามีอาการไม่ค่อยสบาย ถ้าเจ้ากลับเรือนแล้วใครจะดูแลเจ้า”

   “ข้ามีสาวใช้คอยดูแล”

   เขาเอ่ยตัดบท “ได้ที่ไหนกัน สาวใช้จะเหมือนสามีของเจ้าได้อย่างไร เจ้าบอกว่ารู้สึกมึนเมาแสงจันทร์ รีบมานั่งก่อนเถอะ

ข้าจะนวดขมับให้เจ้า” เขายกมือมาแตะหน้าผากของเธอ ลากไปนั่งที่เก้าอี้จนได้ โรคนี้มันมีที่ไหนกัน

เธอพูดไปอย่างนั้นเอง เขาฉวยโอกาสเอามาเป็นโรคเจ็บไข้ได้ป่วยจริงจัง ไปจดลิขสิทธิ์เลยไหมท่านพี่!

   “ข้าคิดว่าเอาผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดหน้าสักหน่อย ก็น่าจะมีอาการดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านหรอก”

เธอพยายามปัดมือไม่ให้เขามานวด ยิ่งนวดเธออาจเป็นโรคเส้นประสาทอักเสบขึ้นมาแทนโรคมึนเมาแสงจันทร์

   “อย่าดื้อสิซานซาน เดี๋ยวเจ้าก็ไม่หายหรอก” เขาดึงดันยื่นมือมานวดขมับของเธอได้ในที่สุด ยังจะแสดงละครอีก

   “ท่าน ท่านเกินไปแล้วนะ ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจ เอามือออกไปไกล ๆ จากหน้าข้าเลยนะ”

ท่านจะมาตอแหลแบบนี้ไม่ได้ นี่คือประโยคที่เธอจะพูดไปตอนแรก แต่คิดว่าเขาคงไม่เข้าใจ

   “ภรรยา เจ้ารังเกียจข้าหรือ” เขาทำน้ำเสียงแผ่วเบา ตัดพ้อเธอ มือทั้งสองข้างตกลงไปอยู่ข้างตัวเหมือนหมดแรง

   “เราสองคนต่างคนต่างอยู่กันก่อนน่าจะดีกว่านี้ ท่านอยู่เรือนของท่านไป ข้าขอเวลาไตร่ตรองเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเราก่อน

ข้าไม่รู้จักท่าน ดังนั้นท่านอย่าเพิ่งมาทำตัวสนิทสนมกับข้านักเลย ข้าไม่ชิน และข้าไม่ได้หมายถึงว่าท่านเป็นอะไร หรือเปลี่ยนร่างได้หรือไม่

ข้าหมายถึงฐานะสามีของท่าน ต่อไปห้ามมาแตะต้องข้าโดยพละการอีก จะให้ดีอยู่ห่าง ๆ ข้าสัก…”

เธอนึกไม่ออกเลย เลยกางแขนออกทั้งสองข้าง “จากปลายนิ้วมือขวาไปถึงปลายนิ้วมือซ้ายแบบนี้ ท่านเข้าใจหรือไม่”

   “ซานซาน เจ้าเป็นอะไรไป คงเพราะแสงจันทร์ทำพิษแน่ ๆ ข้าไม่เข้าใจที่เจ้ากล่าวเลย เราเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามประเพณี

ไม่ใช่เจ้าหรอกหรือที่ทำพิธีคำนับฟ้าดินกับข้า และส่งตัวเข้าหอกับข้าแล้ว เจ้าจะไปคิดเรื่องความสัมพันธ์อะไรให้วุ่นวาย

พวกเราผ่านจุดนั้นมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้มีเพียงเรื่องข้าจะดีต่อเจ้า และเจ้าดีต่อข้าเป็นพอ”

เขาก้มหน้าลงมา จับหัวไหล่ทั้งสองข้างของเธอแล้วเขย่าเบา ๆ

   “ส่วนเรื่องระยะห่าง ข้าเข้าใจเจ้านะ”

เขารวบข้อมือซ้ายขวาของเธอให้ติดกัน แล้วเอาผ้ามาจากไหนไม่รู้มามัดข้อมือเธอ

“ท่านพี่ทำเช่นนี้ หมายความว่าต้องการเปิดศึกสงครามกับข้าใช่หรือไม่”

เธอชูมือที่ถูกมัดขึ้น ด้วยแรงที่เธอมีอยู่ตอนนี้ คงไม่อาจสู้แรงปะทะได้

แต่เธอจำเป็นต้องแสดงจุดยืน ผู้หญิงยุคใหม่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกได้ง่าย ๆ หรอกนะเฟ้ย

“ฮ่า ๆ เจ้ากล่าวหนักเกินไปแล้ว ข้าเพียงแต่ต้องการช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยให้เจ้า ข้าไม่ได้จะล่วงเกินอันใด”

เขาส่งยิ้มมาให้ แต่ทำไมเธอรู้สึกเหมือนโดนเยาะเย้ย ว่าเป็นแค่คำพูดคำจาใหญ่โตของเธอเท่านั้น เรื่องจะสามารถหรือไม่นั้น ไม่ต้องเอ่ยถึง

“เสแสร้ง!” เธอแค่นเสียง

“แล้วเจ้าล่ะ ซานซาน ต่อหน้าท่านพ่อกับท่านแม่ เจ้าทำตัวเรียบร้อยอ่อนหวานเชื่อฟังดี

แต่เวลาอยู่กับข้าเจ้าชอบด่าข้าทั้งต่อหน้าและลับหลัง”

“ใส่ความ ข้าเคยด่าท่านลับหลังตอนไหน”

“เจ้าเคยด่าข้าในใจหลายครั้ง ข้ารู้” อันนี้จริง เธอไม่เถียง เขาก็ไม่ควรทำตัวตระหนี่เกินไป ยังจะนับอีกเหรอ

“ข้าด่าท่าน แล้วเคยทำร้ายท่านจนเลือดตกยางออกหรือไม่”

“.....” ตอบไม่ได้ สรุปข้อนี้เธอชนะ

“แก้มัด”

“ไม่”

“ถ้าเช่นนั้นข้าจะกลับเรือน ท่านไม่ต้องไปส่ง ข้ากลับเองได้”

“ประตูข้าใส่กุญแจแล้ว ถ้าต้องการลูกกุญแจก็มาเอาไป ข้าซ่อนไว้ใต้อาภรณ์ ถ้าเจ้ากล้ามาลองค้นตัวข้าดู

แต่นั้นเท่ากับว่าเจ้ายอมรับการใกล้ชิดระหว่างกัน”

“นึกหรือว่าข้าไม่มีหนทางอื่น”

เธอลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะหนังสือ เพื่อจะไปที่หน้าต่าง

“เจ้าคิดดี ๆ ถึงเจ้าจะกระโดดลงไป แต่ข้าสั่งคนเอาต้นไม้มาซ่อมแซมทางสุนัขลอดของเจ้าแล้ว คงเสียเวลาไม่ใช่น้อย”

เธอหยุดเดินยืนตัวแข็งทื่อ ครั้งนั้นแผลตามตัวเธอคิดว่าไม่คุ้มค่าเลย มาคิดอีกที

คืนนี้เธอไม่เห็นต้องเล่นตามเกมของเขา ในเมื่อออกไม่ได้

ถ้าอย่างนั้นอยู่ในห้องไปจนเช้าแล้วกัน พรุ่งนี้เขาจะไม่กินไม่ดื่มก็ให้มันรู้ไป

เธอตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะเหมือนที่ตั้งใจแต่แรก เพื่อแก้มัดให้ตัวเองก่อน

   “ซานซาน เจ้าจะกระโดดออกไปจริงหรือ” เขาเดินตามหลังมา

แล้วยืนถามข้างโต๊ะ ทำน้ำเสียงเสียดายอย่างกับเพื่อนเล่นจะกลับบ้าน

   “วันนี้ท่านไม่ลงไปอยู่ข้างล่างหรือ”

เธอถามพลางใช้ฟันกัดดึงผ้าออก โชคดีที่เขาผูกไม่แน่น ใช้เวลาไม่นานก็ดึงผ้าออก

   “เจ้าหมายถึงวันที่พระจันทร์เต็มดวงเช่นวันนี้ใช่หรือไม่

ปกติอาจเป็นเช่นนั้น แต่นับตั้งแต่…ไม่ ข้าไม่พูดให้เจ้าฟังดีกว่า”

   “เรื่องของท่าน”

เธอลุกขึ้นแล้วหันหลังไปที่ชั้นหนังสือ สุ่มหยิบมาสักเล่ม เพื่อเปิดดูฆ่าเวลา

   “ซานซานเจ้าไม่น่ารักเลย”

   “เรื่องของข้า ท่านแต่งให้ข้าเองช่วยไม่ได้”

   “ทีคืนนั้น เจ้าไม่เห็นต่อต้านข้าขนาดนี้เลย”

เธอทำหนังสือหล่นจากมือ ไอ้ลูกหมา มันหมายถึงคืนไหน

เขาจำมันไม่ได้สักหน่อย หรือเธอโดนหลอกให้เป็นตัวตลก

แถมยังโดนด่าสาดเสียเทเสีย คิดว่าเขาเมาเลยพูดเพ้อเจ้อไปอย่างนั้นเอง

ที่ไหนได้เขากลับรู้ทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าจงใจด่าเธอ ‘แพศยา’ ‘ไร้ยางอาย’

และอีกหลายคำที่ความหมายแย่ ๆ ความโกรธแล่นขึ้นมาเป็นริ้ว ๆ

   เธอทำใจเย็นก้มลงเก็บหนังสือวางบนโต๊ะ แล้วถามเอาคำตอบ “คืนไหน”

“ทำไม เจ้าสนใจข้าขึ้นมาแล้วสินะ”

เธอหยิบแท่นฝนหมึกบนโต๊ะ ทำจากหินหรืออะไรก็แล้วแต่ มันหนักใช้ได้เลย

“ท่านพี่คิดว่าถ้ามันตกพื้น คนข้างนอกจะได้ยินหรือเปล่า ไม่ดี ๆ เสียของ เอามันทุ่มใส่ประตูน่าจะเป็นประโยชน์กว่า”

“มีอะไรก็พูดจากันดี ๆ สิซานซาน เจ้าไม่ควรทำลายข้าวของ แท่นฝนหมึกอันนั้นเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของสามีเจ้า

ตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบปี เจ้าต้องไม่นิ่งดูดาย รักษาสมบัติไว้ให้บุตรธิดาของพวกเรา”

เธอพ่นลมออกทางจมูก “ข้าตอบเองก็ได้ คืนนั้นที่ท่านแกล้งดูถูกข้า ด่าข้า และต้องการให้ข้าเป็นอนุ

สะใจท่านมากใช่หรือไม่ สนุกพอไหม ถ้าใช่ข้าก็ยินดีมาก แต่นับแต่นี้เป็นต้นไปข้าขอลาออก”

เธอยับยั้งชั่งใจไม่ให้เขวี้ยงแท่นฝนหมึกใส่กบาลใคร

โยนกลับลงบนโต๊ะโดยไม่สนใจว่ามันจะกระแทกกันสภาพไหน

เธอเดินไปที่เตียงรื้อหมอนกับผ้าห่มออกมา

มองหาที่เหมาะ ๆ แล้วปูนอน เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าออกให้ช้าลง

โมโหไปก็เท่านั้น เขาไม่มีค่าคู่ควรให้เธอสติแตกหรอก ไม่ได้เป็นผู้มีพระคุณของเธอสักหน่อย

“ซานซาน… อย่านอนที่พื้นเลยเดี๋ยวเจ้าจะไม่สบายเอาได้ วันนั้นข้าขอโทษเจ้า

เป็นข้าที่คิดอ่านไม่รอบคอบเอง อภัยให้ข้าเถอะนะ เจ้าลุกขึ้นมาก่อน”

“ไม่สบายสิดี ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกับท่าน ให้ท่านขายหน้า

ส่วนท่านเป็นสามีของข้าไม่มีสิ่งใดที่กระทำผิดหรอก ข้านี่แหล่ะที่ผิด

เรื่องราวทั้งหมดจะให้ท่านพี่ออกหน้ารับแทนได้อย่างไร ข้าเป็นสตรีไร้ยางอาย เป็นสตรีที่มีแต่ความเลวร้าย

แล้วยังทำผ้าห่มกับหมอนของท่านเปื้อนมลทินอีกต่างหาก ไม่ควรให้ข้าอยู่ร่วมห้องเด็ดขาด ไล่ข้ากลับเรือนเสียเถิด”

“ซานซานเจ้าเข้าใจข้าผิด” เขานั่งลงดึงผ้าห่มขึ้นไม่ให้เธอนอนที่พื้นต่อ

“ไม่ต้องมาซานซานกับข้า ท่านเกลียดข้าแต่ยังกล้าร่วมหลับนอนกับข้าได้ ไม่สิ เป็นเพราะท่านเมาสุราต่างหาก

คิดดูว่าหลังจากท่านสร่างเมาแล้ว จะรู้สึกกล้ำกลืนฝืนใจเพียงไหน”

“พอได้แล้ว!”

เขาตวาดใส่ ทำเป็นยอมรับความจริงไม่ได้ เธอยังควบคุมอารมณ์ไม่ได้จริง ๆ การกระทำของเขามันเหมือนบอกว่า

ข้าขยะแขยงเจ้า ถ้าไม่จำเป็นข้าก็ไม่แตะต้องเจ้าหรอก ใช่ เธอเสียใจ

เธอต้องการที่พึ่งแต่กลับเจอเหตุการณ์บ้าบอ

สามีก็ไม่ปกติคุ้มดีคุ้มร้าย 

เธอลุกขึ้นเดินไปนั่งที่เก้าอี้ เม้มปากแน่น ไม่ต้องการพูดเหมือนกัน







----

ไม่ได้อ่านทวน สดๆๆ จ้า

เริ่มมีปัญหา ลืม เพราะเป็นเรื่องยาว 55 ต้องย้อนไปอ่านตั้งแต่หนึ่ง

ต้องไปย่อ แต่ละบท





Licht und Schatten トーキョーグール-