ผู้เขียน หัวข้อ: คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 14.  (อ่าน 7 ครั้ง)

ไอวินทร์

  • นักข่าว
  • Sr. Member
  • *
  • กระทู้: 269
    • ดูรายละเอียด
คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 14.
« เมื่อ: ธันวาคม 01, 2019, 09:27:31 PM »
บทที่ 14  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ



   มีเรื่องที่เธอเพิ่งนึกได้ว่าการค้าขาย คือการแลกเปลี่ยนกัน ในกรณีนี้ ตระกูลหม่าเอารถม้าไปส่ง

ขากลับต้องแบกเงินทองจำนวนไม่น้อยกลับมาด้วย

ยิ่งอันตรายหนักกว่าเก่า เพราะอาจโดนเรียกเก็บค่าผ่านทางเรื่อยไป

การที่รถม้าตระกูลหม่ามีชื่อเสียง ต้องมีคนรู้จักลักษณะม้าของตระกูลม้า

พวกโจรคอยดักปล้นระหว่างทาง แล้วจะสืบสาวเอาเรื่องใครได้

ในเมื่อใคร ๆ รู้ว่าต้องมีเงินอยู่ในคณะเดินทางของรถม้าตระกูลหม่า

หรือขากลับเธอจะเสนอให้สำนักคุ้มภัยแยกออกเป็นสองกลุ่ม ใช้เธอเป็นตัวล่อหลอก

แล้วให้ท่านพี่ขนเงินไปอีกเส้นทางหนึ่ง

ข้อดีคือ เธอจะได้แอบเที่ยวและอยู่ห่าง ๆ จากเขา แต่คงไม่ได้สินะ

เธอโดนกำชับจากทั้งท่านพ่อท่านแม่ให้ทำตัวเป็นปลิงเกาะติดเขาเอาไว้

ทั้งที่ไม่รู้สาเหตุ แต่ถ้าเธอขัดขืนไม่ทำตาม เธอมีลางสังหรณ์ว่าอาจจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นได้

   “ซานซานดีขึ้นหรือไม่” เขาที่จู่ ๆ มาส่งเสียงถามตรงหน้าต่างอีกครั้ง ไม่ทำให้เธอตกใจเท่าไหร่

เธอคงเริ่มชิน แค่เขาไม่มานั่งวุ่นวายกับเธอในรถม้าถือว่าดีมากแล้ว

การเดินทางมาส่งรถม้าของหม่ากว่างหยู

คงมีความสำคัญต่อเขามาก ทำให้เขาต้องคอยสั่งการที่ด้านนอกอยู่ตลอด

   “ดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณท่านพี่” เธอขยับไปตอบเขาตรงหน้าต่าง

“อีกนานหรือไม่กว่าจะได้หยุดรถม้า แล้วคืนนี้เราจะพักกันที่ไหน”

เขาหัวเราะก่อนจะตอบ “อาการของเจ้าดีขึ้นมากทีเดียว แต่กลับถามหาสถานที่หยุดพัก

แสดงว่าคงทำให้เจ้าลำบากไม่น้อย ข้าคงต้องชดเชยให้เจ้าทีหลัง”

พอเขาพูดถึงการชดเชย เธอล่ะสยอง มันใช่การชดเชยอะไรที่ไหน เธอแทบเดินไม่ไหวด้วยซ้ำไป

การรับใช้สามีที่หนักหน่วงขนาดนั้น ร่างกายของหลี่ชิงซานที่ไร้เดียงสารับไม่ไหวแล้ว

   “ท่านพี่กล่าวหนักเกินไปแล้ว เป็นเพราะข้ารู้สึกตื่นเต้นและ ไม่เคยออกเดินทางเช่นนี้มาก่อน

อีกอย่างข้าเพียงแต่นั่ง ๆ นอน ๆ กินขนมอยู่แต่ในรถม้าจนเบื่อเท่าน้้น จะรู้สึกลำบากไปได้อย่างไร”

เธอรีบปฏิเสธจนลิ้นแทบพันกัน

   “เอาไว้ช่วงไหนที่เส้นทางปลอดโปร่งดี ข้าจะเข้ามาอยู่ในรถม้าเป็นเพื่อนเจ้า”

เขาหลิ่วตาให้เธอแล้วชักม้ากลับขึ้นหน้าขบวนไป

   “ถามข้าหรือยัง ไปไกล ๆ เลย”

เธอพูดบ่นกับตัวเอง ไม่สนว่าเขาจะได้ยินหรือไม่ มีเสียงผู้ชายหัวเราะอยู่ไม่ไกลนัก

เธอลืมไปว่ามีคนอื่นอยู่รอบ ๆ รถม้าคันนี้ด้วย รู้สึกมีเหงื่อซึมขึ้นมาเล็กน้อย

อยู่นอกบ้านทำตัวไม่เคารพสามี ถือว่ามีความผิดร้ายแรงหรือเปล่านะ

คงไม่ถึงขั้นจับถ่วงน้ำหรอกใช่ไหม เธอนิ่งตั้งใจฟังเสียงหัวเราะ

พยายามจับทิศทางอีกครั้ง สักพักมีคนพูดขึ้น

   “น้องสาว เจ้าเหงาหรือไม่”

   “ไม่ทราบว่า ท่านคือใคร”

เธอเอียงคอมองไปนอกหน้าต่าง กลับไม่พบใคร

   “ข้าหนานกง หนานกงหลี่เหยี่ยน ข้าต้องขออภัยเจ้า ไม่ได้เจตนาแอบฟังพวกเจ้าสองคนสนทนากัน

แต่ดูท่าเจ้าสองคนจะไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าไหร่ ข้าเลยเอ่ยถามเช่นนั้นไป ล่วงเกินแล้ว”

   ฟังเผิน ๆ เหมือน ปรารถนาดี แต่ฟังอีกทีเหมือนเขาแหย่เธอเล่นมากกว่า สามีภรรยาไม่สนิทสนมกันแง่ไหนล่ะ

เสียงมาจากอีกฝั่งของรถม้า เธอเลยย้ายที่นั่งไปเปิดผ้าม่าน เพื่อดูหน้าคงชอบแส่เรื่องชาวบ้าน พอได้เห็นในระยะใกล้เท่านั้นแหล่ะ

เธออยากเรียกพี่ชายทันที คนหล่อออร่าเปล่งประกาย รูปหน้าคมเห็นแล้วสะดุดตาทันที ยิ่งอยู่บนหลังม้ายิ่งดูดี

ฉากด้านหลังเป็นต้นไม้ เส้นผมพลิ้วไปตามสายลม เธอให้เป็นพระเอกเลย

อย่างน้อยตอนนี้ได้มองอะไรเจริญหูเจริญตาแก้เซ็งก็ดีเหมือนกัน

   “คุณชายหนานกง การสนทนาระหว่างการเดินทางเช่นนี้ คนอื่นคงได้ยินเช่นกัน ไม่อาจโทษท่านได้ ดังนั้นท่านไม่ควรต้องรู้สึกผิด 

เพียงแต่หากท่านไม่เอ่ยขึ้นมา ข้าคงลืมตัวเผลอพูดสิ่งแย่ ๆ ออกมา ข้าเสียอีกต้องขอขอบคุณท่าน”

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ หากเจ้าไม่พูดขึ้นมาให้คนอื่นรู้สึกอับอาย

มีหรือสถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้น เขาจงใจหาเรื่องชัด ๆ แกล้งเด็กสนุกนักใช่ไหม

หรือว่างเกินไป หน้าตาก็ส่วนหน้าตา แต่นิสัยเธอคิดว่าน่าจะเป็นพวกชอบกวนประสาทคนอื่น

   “ฮูหยินน้อย เจ้าไม่ต้องพิธีรีตองกับข้านัก เรียกข้าว่าเหยียนเกอเกอ”

นอกจากเป็นคุณชายจอมปลอม ยังคิดทำตัวสนิทสนมกับเมียชาวบ้านอีก ไร้ศีลธรรมชัด ๆ

   “ข้าคงต้องถามสามีก่อน หากท่านต้องการเป็นเหยียนเกอเกอ สามีของข้าคงจะเรียกท่านลำบากไปด้วย

หรือข้าอาจโดนตำหนิ ต้องขออภัยคุณชายเหยียนไว้ก่อน ส่วนเรื่องที่ท่านกังวลว่าข้าจะเหงาหรือไม่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเองดีกว่า”

   “เจ้าไม่ตอบว่าเป็นหน้าที่ของสามีเจ้าหรือ”

ถ้าตอบได้เธอคงตอบไปแล้ว เขานี่มันตัวจอมมารประจำเรื่อง ไม่ใช่พระเอกแน่ ๆ

เธออยู่ในร่างของเด็กสาวอายุแค่สิบห้าเองนะ มาพูดจาคลุมเครือแบบนี้ ใช้ได้ที่ไหน พูดตรง ๆ มาเลยดีกว่า

   “อืม ท่านก็รู้คำตอบดี แล้วไยต้องมาถามข้า”

เธอชักจะหงุดหงิด ไม่ได้ต้องการเพื่อนคุย ขออยู่กับธรรมชาติแบบไม่ต้องมีใครมารบกวนไม่ได้หรือไง

   “แม่นางน้อยอย่าเพิ่งโกรธเคือง การเดินทางที่น่าเบื่อเช่นนี้เจ้าจะทนไหวได้อย่างไร ข้ารู้มาว่าเจ้าเพิ่งเคยออกเดินทางครั้งแรก

ข้าแค่ต้องการทำความคุ้นเคยกับเจ้าเอาไว้ เพราะเผื่อบางที ข้าอาจต้องเป็นคนคุ้มครองเจ้าให้ปลอดภัย ข้าจะเล่าเรื่องดี ๆ ให้เจ้าฟัง”

       “ช้าก่อนคุณชายเหยียน ข้าต้องขอขอบคุณในความมีน้ำใจของท่าน

แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีนัก ไม่สนใจฟังเรื่องราวใด ๆ ทั้งสิ้น”

เธอพูดกันตรง ๆ แบบนี้เลย เขาคงเข้าใจนะ

   “เรื่องที่เจ้าไม่ค่อยสบาย ข้ารู้แล้ว มันไม่หนักหนาหรอก เรื่องที่ข้าจะเล่าให้ฟัง

สนุกมากเลยนะ รับรองว่าเจ้าจะตื่นเต้นดีใจที่ได้ยินแน่”

เธอถอนหายใจ คงไม่มีทางหยุดผู้ชายคนนี้ได้สินะ

   “เอาล่ะ มีเรื่องอะไร ท่านเล่ามาเลย สำหรับเรื่องเล่า หวังว่าคงไม่ทำให้ท่านเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป”

เธอก็อดพูดประชดไม่ได้

คือ คนเขาไล่แล้วก็ยังไม่ไปอีก ใครบอกคนโบราณขี้อาย สุภาพ อ่อนโยน ผิดทั้งเพ

   “ขอบคุณฮูหยินน้อยที่ห่วงใยข้า เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าจะเล่าให้สั้นที่สุด ฟังดี ๆ นะ

มีคนแอบสะกดรอยตามพวกเรามา แต่เจ้าไม่ต้องกลัว

อันดับแรกพวกมันสนใจขบวนเดินทางว่าเรามีจุดหมายปลายที่ใด

และข้าคิดว่าพวกมันต้องการม้ามากกว่า ดังนั้นเจ้าไม่โดนจับไปขายอย่างแน่นอน

หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น แค่เจ้าวิ่งหนีไปให้ห่างจากรถม้าย่อมปลอดภัย”

สรุปว่าม้ามีค่ากว่าชีวิตเธออีกใช่ไหม ชีวิตของหลี่ชิงซานช่างอาภัพนัก

   “เรื่องเล่าของท่าน จะว่าไปเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับข้าเท่าไหร่

แล้วไม่ทราบว่าจบแล้วใช่หรือไม่ หากท่านต้องการจะเล่าอีก

ข้าขอให้เป็นวันอื่นแทน ตอนนี้ข้าต้องการพักผ่อน และสุดท้ายนี้ข้าต้องขอบคุณคุณชายเหยียนที่ชี้แนะ

ข้ารู้สึกสงบใจเป็นอย่างมาก”

เธอปล่อยผ้าม่านปิด แล้วย้ายกลับไปนั่งที่เดิม ไม่สนใจเสียงหัวเราะโหยหวนของใครบางคน

หนวกหูที่สุด จะเตือนคนอื่นจำเป็นต้องวกไปวนมาให้อารมณ์เสียก่อนหรือเปล่า

ตอนที่ได้ฟังเธอเกิดความกลัวขึ้นมาจริง ๆ แต่พอฟังคำพูดต่อมาของเขา

ความกลัวมลายหายเหมือนไม่เคยมีมาก่อน ไปถามสามีเธอดูก่อนไหม เขาจะเลือกม้าหรือเลือกเมีย

เธอคิดว่าเขาคงเลือกม้า เอาล่ะ เธอไม่รู้สึกน้อยใจอะไร ถ้าสถานะของผู้หญิงในยุคนี้จะต่ำกว่าม้า

และคงเป็นเรื่องปกติที่เธอไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

   หลังจากนั้น การเดินทางมีหยุดพักสั้น ๆ ให้ม้าได้กินน้ำเล็มหญ้า เธอคิดว่าเร่งเดินทางจนม้าเกิดป่วยโทรมก่อนไปถึงมือลูกค้า

คงได้โดนกดราคาแน่ เพื่อให้ม้ามีสภาพใกล้เคียงกับตอนออกมาจากตระกูลหม่ามากที่สุด

พวกเขาถึงต้องประคบประหงมดูแลม้าเสียยิ่งกว่าเธอ แต่เธอกลับไม่เดือดร้อนใจ

ดีเสียอีกไม่มีใครมาวุ่นวาย ใช้เวลาซึบซับต้นไม้ใบหญ้าที่ไม่ผ่านสารเคมี ธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์ดีต่อปอดอย่างนี้เอง

ปริมาณออกซิเจนในอากาศหนาแน่น สมองไม่ฝ่อก่อนวัยด้วย พอแค่นี้สำหรับข้อดีของการมาอยู่ยุคโบราณ





   ประมาณสองชั่วโมงต่อมา ท่านพี่สั่งหยุดขบวนสั่งการพวกคนรับใช้ให้วุ่นวาย เตรียมที่พัก

เธอรู้สึกเหมือนเห็นภาพนักท่องเที่ยวมากางเต้นท์สัมผัสไอหนาวที่ยอดดอย

ลักษณะเหมือนกระโจมมองโกล ทรงคล้ายขนมเค้ก หลังหนึ่งน่าจะจุคนได้สักสิบคน

มีประมาณสามหลัง มีหลังหนึ่งเล็กกว่าอีกสองหลัง

คืนนี้เธอคงต้องนอนในรถม้าเพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว คงไม่สะดวกเท่าไหร่

   “ซานซาน” ท่านพี่ผู้ที่ตั้งใจทำงาน เดินเข้ามาหาเธอ

   “ท่านพี่ สร้างกระโจมทำที่พักหรือ”

ถึงจะเห็นแบบนั้นแล้ว แต่เธอต้องถามไปตามมารยาทสักหน่อย

   “เจ้าชอบหรือไม่ ด้านในข้าสั่งคนปูที่นอนขนแกะแล้ว”

เขาเข้ามายืนไม่ห่างจากเธอมากนัก จ้องหน้าเธอแปลก ๆ

   “คืนนี้ข้าต้องนอนในกระโจมหรือ ไม่ดีหรอกมั้ง จะให้ข้าเอาเปรียบผู้อื่นแล้วนอนสบายอยู่คนเดียวอย่างไร

ข้านอนบนรถม้าดีกว่า ข้ารู้สึกคุ้นเคยดีแล้ว”

   “ใครอนุญาตให้เจ้านอนบนรถม้า ในตอนกลางคืน เราต้องปล่อยม้าให้เป็นอิสระจากงานลากจูงเสียบ้าง

เจ้าจะใช้งานมันตลอดวันตลอดคืนไม่ได้นะซานซาน” ท่านพี่ ช่างตอบไม่ตรงคำถาม

แล้วใครจะต้องการนอนบนรถม้าและให้มีม้าเทียมรถอยู่ตลอดเวลาเล่า

   “ข้อนี้ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย ดีที่ท่านพี่ช่วยไขข้อข้องใจให้แก่ข้า

แต่ข้าคิดว่าสตรีเพียงคนเดียวไม่ควรทำให้ผู้อื่นลำบากใจ พวกเขาควรได้พักผ่อนได้อย่างสบายใจ”

   “ซานซาน ข้าไม่โทษเจ้าที่ไม่เคยออกมาพักแรมข้างนอกหรอก เด็กโง่ กระโจมนั้นมีไว้สำหรับข้าและเจ้าเท่านั้น

ผู้อื่นไม่เกี่ยว หากเกิดอันตรายในตอนกลางคืน บนรถม้าเจ้าจะกลายเป็นเป้านิ่งและอาจทำให้รถม้าเสียหายได้”

ในหนึ่งวัน เราจะโชคดีที่เจอผู้ชายถากถางถึงสองคนเชียวหรือ นั้นต้องเป็นคนที่โชคดีมาก ๆ ใช่หรือเปล่า

นับว่าคุณชายเหยียนสุดหล่อกับสามีสุดเกรียนของเธอช่างมีใจตรงกัน เธอล่ะ คงต้องหาทางส่งเสริมให้พวกเขาแล้ว

   “ข้าซาบซึ้งใจที่ท่านพี่เป็นห่วงเป็นใยข้าถึงเพียงนี้ แล้วมื้อเย็นเราจะกินอะไรกัน

จะมีต้มน้ำแกง หรือย่างกระต่าย หรือจับไก่ป่า ล่ากวางกันหรือไม่”

เธอรู้สึกตื่นเต้น คาดหวัง การใช้ชีวิตแบบที่เคยเห็นในซีรีส์ นั่งล้อมวงรอบกองไฟ

แล้วกินน่องไก่ที่ทีมงานเตรียมเอาไว้ ทำให้บรรยากาศดีอย่างไม่น่าเชื่อ

   เขาส่ายหน้า “อาหารแห้งที่เตรียมมายังมีอีกเหลือเฟือ อีกอย่างในการเดินทางวันแรก

เราต้องรีบพักผ่อนให้เร็วที่สุด ท่านพ่อได้ย้ำเตือนเรื่องนี้กับข้าเอาไว้”

เธอต้องชมท่านพ่อสามี คงเพราะเดินทางเป็นวันแรก ทุกอย่างอาจยังไม่เข้าที่เข้าทาง

การรีบนอนเพื่อถนอมร่างกายน่าจะดีที่สุด รอจนปรับตัวกับการเดินทางได้แล้ว

ทุกอย่างก็คงราบลื่นขึ้น ยกเว้นผู้ร้ายมาสุ่มโจมตีสินะ

   “อาหารแห้ง ข้าเข้าใจแล้ว”

เฮ้อ เธอถอนหายใจ เข้าใจว่าไม่ใช่การมาเที่ยวเล่น

   “เด็กดี” เขายื่นมือมาลูบศีรษะเธอ





----
เจอของแลกที่แฟมิลี่มาร์ท วุ่นวายแลกกระเป๋า ฮ่าๆ ได้มาครบ เป๋าสองใบ กล่องข้าว สองใบ

ลดโลกร้อน   ::) 

เมื่อคืนวาน นึกได้ พรุ่งนี้ (1 ธ.ค.) ต้องจ่ายค่าไฟ ต้องไปกดตังค์ให้แม่
เอทีเอ็ม เย้ยย จำไม่ได้ ไว้ไหน สติแตกตั้งแต่ห้าทุ่ม ยันตีหนึ่ง สรุปนอน

เช้ามาหาใหม่ พยายามนึกว่าใช้ล่าสุดเมื่อไหร่ คาดเดา อยู่ที่ไหน หาทีละจุด
เจอตอนเจ็ดโมงครึ่งใต้กองหนังสือ โคโนะ เก็นโตะ ราชาสมองเพชร โล่ง รีบเก็บที่ประจำอย่างไว

Licht und Schatten トーキョーグール-