ผู้เขียน หัวข้อ: หัวใจนฤการ 4. ไม่เคยไหวหวั่น  (อ่าน 4 ครั้ง)

ธันย่า

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 80
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
หัวใจนฤการ 4. ไม่เคยไหวหวั่น
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2019, 05:19:08 PM »


สวัสดีค่ะ ถ้าติดตามอ่านตั้งแต่ต้น ตอนนี้ขอปรับต้นฉบับเพิ่มตอนต้นค่ะ ประมานบทครึ่ง เรื่องเล่าย้อนถึงเรื่องราวก่อนเกิดโศกนาฎกรรมที่จะเกิดเป็นตำนานค่ะ บางท่านอ่านข้ามมาแล้วอาจไม่เข้าใจลองย้อนไปอ่านนิดนะคะ ^____^

********************************


4. ไม่เคยไหวหวั่น

พ่อเฒ่าโรนาสเรียกเด็ก ๆ มารวมตัวในช่วงบ่าย ไม่เว้นแม้แต่ฟาติสที่ต้องไปฝึกรบกับกลุ่มตัลบีอย่างแข็งขัน ตั้งแต่สายข่าวรายงานว่าฟีนิกคิดรวบรวมกำลังจากชนกลุ่มน้อย หวังจะทำสงครามต่อต้านอำนาจมัลโบ พ่อเฒ่าก็เร่งสั่งให้นักรบตัลบีฝึกกำลังพล แต่ไม่ใช่เพื่อช่วยฟีนิก

เมื่อถึงเวลาเด็ก ๆ ก็มารวมตัวตรงลานกว้าง ในบ้านที่มีลักษณะคล้ายเห็ดกำแพงเป็นหินต่างขนาด วางซ้อนคล้ายผนังของถ้ำ หลังคาทรงกลมที่มีหอคอยสูงโผล่เหนือหลังคาราวใครเอาเห็ดขาดสารอาหารมาปักไว้

เสียงพูดคุยเจี๊ยวจ๊าวหยุดลงเมื่อสองผู้เฒ่าที่ไม่ต่างจากพ่อแม่เดินเข้ามาหา พ่อเฒ่าโรนาสขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินตรงหน้าเด็ก ๆ ก้อนหินที่ใช้เป็นแท่นประธานสูงเกือบเมตรบนแท่นที่หน้ากว้าง และมีหนังของเสือโคร่งเจ้าถิ่นพาดทับกลบความเย็น

อาการเยือกเย็นของผู้นำตกอยู่ในสายตายาเยีย แต่สงสัยได้ไม่นานเธอก็เข้าใจสถานการณ์ที่ชวนอึมครึม

“ยาเยีย...” พ่อเฒ่าเรียกและหยุดมองหน้าเธออยู่พักหนึ่งจึงพูดต่อ “เพื่อความสงบสุขส่วนรวมของอีสเทียร์ ข้าจึงมีเรื่องหนึ่งขอให้เจ้าช่วยทำ”

“พ่อเฒ่าจะให้ข้าทำอะไรหรือ”

โรนาสถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนมีคนเอาอะไรมาทับอก แต่สุดท้ายผู้ชราแห่งอีสเทียร์ก็ต้องเอ่ยปาก

“ข้าจะให้เจ้าไปฟีนิก”

หญิงสาวขมวดคิ้ว “ไปกับคนที่มาเยือนพ่อเฒ่าเมื่อเช้าน่ะหรือ”

ชายชราพยักหน้าช้า ๆ ยกมือลูบคางเครายาวรุงรัง แววตาและสีหน้าที่หนักใจ แต่เพื่อส่วนรวมก็จำเป็นต้องทำ เมื่อเห็นหญิงสาวมองตอบมาทำตาปริบ ๆ โรนาสจึงกล่าวต่อด้วยใจที่บริสุทธิ์

“ข้าไม่ได้จะทอดทิ้งเจ้านะ เจ้าเป็นคนฉลาดคงเข้าใจ ที่ข้าส่งไปทำภารกิจแทนเพราะช่วงคับขันเช่นนี้ข้าจะต้องอยู่ที่นี่”

“ข้าเข้าใจ...”

“ข้าจะให้เจ้าไปรักษาคนคนหนึ่ง”

“คนผู้นั้นเป็นใคร เอ่อ ข้าหมายถึงคนที่ต้องดูแล”

“ฟลินท์”

เธอขมวดคิ้ว “ท่านหมายถึง ผู้นำฟีนิกน่ะหรือ”

“อืม...สหายของข้ากำลังเจ็บป่วย เขาต้องได้รับการรักษา”

“ท่านฟลินท์อยู่เมืองใหญ่น่าจะมีหมอยาที่เก่งกว่าข้ามากมายเลยนะพ่อเฒ่า”

“ข้ารู้...แต่ไม่มีใครเหมือนเจ้า ในฐานะบุตรสาวข้าก็สอนเจ้าไปทุกอย่างแล้ว ข้ามั่นใจว่าเจ้าฉลาดพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ข้างหน้า”

“ข้าก็แค่ทำตามที่ท่านสอน”

“เจ้าเรียนรู้ได้มากกว่าที่ข้าสอนเสียอีกนะยาเยีย เจ้าค้านมาเช่นนี้หรือว่าเจ้ากลัว”

พ่อเฒ่าถามหยั่งเชิง เพราะชื่อเสียงผู้นำฟีนิกค่อนไปทางดุดันจนผู้คนกลัว โดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยที่อาศัยรอบเมืองฟีนิก ต่างตอบรับเข้าร่วมขบวนการโค่นอำนาจเซราฟิมเพราะไม่กล้าขัด ยกเว้นอีสเทียร์ที่นอกจากปฏิเสธแล้ว ยังสั่งตัลบีตั้งป้อมรักษาพื้นที่ของตัวเองอย่างแข็งขัน

ด้วยเหตุนี้ฟลินท์จึงส่งทหารมาที่นี่ด้วยอ้างความเจ็บป่วย แต่ก็ไม่ได้ขู่เข็ญอะไรนัก คงเห็นว่าเป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่บีบเมื่อไหร่ก็ตายเมื่อนั้น โรนาสไม่แน่ใจว่าฟลินท์ป่วยจริง หรือป่วยการเมืองจึงจำใจส่งยาเยียไปแทนตนเพื่อไม่ให้มัลโบเข้าใจผิด

แม้สงครามสิ้นสุด ฟลินท์พ่ายแพ้และบาดเจ็บ แต่พ่อเฒ่ารู้ในข้อนี้ดีว่าฟลินท์ไม่เลิกราความต้องการนี้ไปง่าย ๆ

ในสายตาของพ่อเฒ่านครมัลโบเป็นผู้นำมันก็สงบสุขดีอยู่แล้ว เพราะทุกครั้งที่ทำสงครามมัลโบไม่เคยมีคำว่าแพ้ บางทีพ่อเฒ่าก็คิดว่าเซราฟิมผู้นำทัพใช้เวทมนตร์ แต่ก็นึกขำตัวเองที่คิดแบบนี้ทั้งที่รู้ดีว่าคนจะใช้เวทมนตร์ได้ดั่งใจอย่างนี้ก็มีแต่พ่อมดเท่านั้น

พ่อเฒ่าเรียนรู้ และคลุกคลีกับไสยศาสตร์มนต์ดำจากบรรพบุรุษมากมาย ยังสยบทุกปัญหาไม่ได้ดั่งใจเท่าเซราฟิม แล้วจะไม่ให้คิดว่าชายผู้นั้นเป็นพ่อมดได้อย่างไร

“เปล่าเลยข้าไม่ได้กลัว ข้าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าจะได้ไปที่นั่น บางทีข้าอาจจะได้เห็นปราสาท”

พ่อเฒ่านิ่วหน้าเล็กน้อย “เจ้ารู้จักมันด้วยหรือปราสาท”

“มันงดงามมากทีเดียว”

พ่อเฒ่าหันไปมองหน้าอัลมาที่นั่งรวมอยู่กับเด็ก ๆ ก็เห็นนางนิ่วหน้ามาให้เช่นกัน

“เจ้าไม่เคยไปจากอีสเทียร์เลยสักครั้งนี่นา”

“ข้ามักฝันเห็นปราสาทใหญ่โต แต่บ่อยครั้งที่ความงดงามถูกบดบังด้วยอำนาจที่มืดมนจนมันอ้างว้างดูน่ากลัว”

“ข้าว่าเจ้าคิดมากไป ปราสาทของกษัตริย์จะอ้างว้างได้ยังไง” พ่อเฒ่าหัวเราะแต่เสียงหัวเราะผิดแผกจากปกติ

ยาเยียขมวดคิ้วครุ่นคิด “ข้าก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่หรอก แค่พูดไปตามที่เห็น”

“เอาล่ะ สรุปว่าเจ้าต้องเตรียมตัวเดินทางเช้ามืด” พ่อเฒ่าพูดจบก็กวาดตามองกิริยาโต้ตอบของเด็ก ๆ ก็เห็นสีหน้าเศร้ากันทุกคน โดยเฉพาะรีน่าที่ร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของอัลมาไปแล้ว

“เจ้าไม่ต้องกังวลรีน่า ยาเยียจะต้องกลับมาเล่านิทานให้เจ้าฟังเหมือนเดิม” โรนาสปลอบใจ

“แต่พี่ยาเยียยังติดค้างนิทานข้าไว้อีกหลายวัน” รีน่าบอกเสียงขุ่น

แม่เฒ่ากระชับวงแขนโอบเด็กน้อยที่ติดยาเยียยิ่งกว่าอะไรมาแนบอก “พี่ยาเยียต้องไปช่วยงานพ่อเฒ่า แล้วอีกหน่อยพวกเจ้าโตก็ต้องแยกย้ายออกไปช่วยงานเช่นนี้เหมือนกัน”

“ข้าจะดูแลเจ้าเอง”

“ข้าไม่ต้องการเจ้าทรอรี่” เด็กน้อยมองหน้าพี่ชาย แล้วสะบัดตัวลุกมาหายาเยียทรุดตัวลงนั่งบนตักหญิงสาว แล้วโผเข้ากอดรอบคอจนแน่น “ข้าจะไปกับพี่ยาเยีย”

พ่อเฒ่าส่ายหน้า “เจ้าไปไม่ได้หรอก”

“ข้าจะไป”

“ไม่เอารีน่า เจ้าอย่าเป็นเด็กก้าวร้าว” ยาเยียลูกศีรษะรีน่าพลางเช็ดน้ำตาที่แก้มกลม “พี่จะหานิทานเจ้าหญิงเจ้าชายที่เจ้าชอบนิทานมาฝาก”

รีน่ามองยาเยียด้วยแววตาที่อ้อนวอน “แต่ข้าไม่ชอบรอคอย ไม่เอานิทานก็ได้แต่พี่ยาเยียอย่าไปเลยนะ” เด็กน้อยอ้อนวอนปนเสียงสะอื้น

“ให้ข้าไปดูแลรีน่ากับพี่ยาเยียได้ไหมพ่อ” ฟาติสที่นั่งนิ่งอยู่นานก็เอ่ยปาก

“ข้าไม่ได้ส่งยาเยียไปเที่ยวเล่น เดี๋ยวอีกหน่อยรีน่าโตก็จะเข้าใจเอง”

“แต่ว่า...”

“ฟาติส...ยังไงเจ้าก็ไปกับยาเยียไม่ได้หรอก เจ้าต้องเร่งฝึกฝีมือให้เก่งฉกาจ” พ่อเฒ่าสรุป

ยาเยียส่ายหน้าให้ฟาติส เพราะเธอก็ไม่เห็นด้วยที่ฟาติสขอติดตาม และเธอไม่อยากให้เขาดื้อดึงกับบุพการี เธอเข้าใจความรู้สึกของฟาติสที่ค่อนข้างอ่อนโยนกับรีน่า อาจเพราะคลุกคลีกันมาตั้งแต่รีน่าเกิด เขาจึงให้ความสำคัญกับเด็กหญิงมากกว่าใคร

“ถ้าเจ้าไปใครจะช่วยงานล่ะ พี่ไปคนเดียวได้ ทรอรี่ บัคชา คัลบุลต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่แล้วช่วยกันดูแลรีน่า พวกเจ้าเข้าใจที่พี่พูดหรือเปล่า”

สิ้นเสียงของยาเยียเด็ก ๆ ทุกคนก็ขยับเข้ามารุมล้อมกอดหยิงสาวแล้วพากันร้องไห้ ยาเยียพูดปลอบน้อง ๆ พลางเหลือบตามองแม่เฒ่าก็เห็นนางนั่งน้ำตาคลอ ส่วนพ่อเฒ่าก็ทำหน้าหนักใจไม่แพ้กัน

พ่อเฒ่าแม่เฒ่าก็เศร้าด้วยหรือ...เพราะอะไรกัน

“ข้าไม่ได้หายไปเลยเสียหน่อยจะเศร้าทำไม”

เธอพูดปลอบทุกคน แม้จะรู้สึกแปลกใจกับคำสั่งเร่งด่วน และใบหน้าเศร้า ๆ ของสองผู้นำ แต่หญิงสาวก็ไม่คิดจะถาม เพราะไม่อยากเพิ่มความหนักใจให้กับผู้อุปการะ เธอคิดว่าพ่อเฒ่ากับแม่เฒ่ามีเหตุผลมากพอที่จะทำแบบนี้



ยาเยียเตรียมตัวตั้งแต่เช้ามืด ของใช้บรรจุใส่ลังไม้เพียงใบเดียวก็จบสิ้น น้อง ๆ พร้อมใจกันลุกจากเตียงมารอส่งเธอทั้งที่อากาศหนาวเย็น สีหน้าทุกคนอิดโรยเหมือนอดหลับอดนอน หรือไม่ได้นอน พอถึงเวลาจะไปจริง ๆ รีน่ากับคัลบุคก็กอดคอกันร้องไห้อีกรอบจนหญิงสาวต้องทรุดตัวลงมาปลอบ

“พี่สัญญาว่าจะไปไม่นาน”

เธอบอกสองสาวแล้วลุกมาหาเด็กชายทั้งสาม

“พวกเจ้าเป็นผู้ชายต้องแข็งแกร่งคอยปกป้องน้อง และดูแลพ่อเฒ่าแม่เฒ่าเข้าใจไหม”

“ข้าแข็งแรงอยู่แล้วพี่ไม่ต้องเป็นห่วง”

ยาเยียยกมือยีผมบัคชาอย่างนึกเอ็นดู เพราะเด็กชายที่หากได้พูดก็จะกล่าวอย่างแข็งขันราวผู้ใหญ่ “ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแรงกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน แต่อย่าประมาท”

“ข้าสัญญาว่าไม่ทิ้งหน้าที่ แต่พี่ยาเยียอย่าลืมนิทานของข้าล่ะ”

ยาเยียยิ้มให้บัคชา “ข้าจะกลับมาพร้อมนิทานเล่มโต ๆ” เธอบอกก่อนกวาดสายตามองทุกคนก่อนจะเอ่ยล่ำลาอย่างจริงจัง

“พี่ไปนะ”

“เดี๋ยว” รีน่าเรียกเอาไว้ แล้วถอดสร้อยที่คอของตัวเองออก “ข้าอยากขอแลกสร้อยกับบางสิ่งของพี่ ข้าจะเอาไว้ดูเวลาคิดถึง ข้าจะไม่ยอมให้พี่ลืมข้าด้วย”

“โธ่รีน่า” ยาเยียย่อตัวลงมารับสายสร้อยของเด็กน้อย แล้วถอดของตัวเองคล้องคอให้รีน่า “พี่จะลืมพวกเจ้าได้ยังไง”

หญิงสาวบอกแล้วเดินมาที่รถม้า เมื่อทหารทั้งสองขึ้นไปนั่งประจำตรงคนขับเรียบร้อยแล้ว ฟาติสแบกสัมภาระมาใส่รถเรียบร้อย ก็ยื่นมือให้ยาเยียจับเพื่อดันตัวขึ้นไปนั่งในรถม้าที่มุงหลังคากันแดดกันฝนอย่างดี พ่อเฒ่าแม่เฒ่า และเด็กทั้งห้ายืนรอส่งจนกระทั่งม้าควบไปจนไกล จึงแยกย้ายกลับเข้าที่พักของตัวเอง เพราะยังอีกนานกว่าท้องฟ้าจะมีแสงสว่างจากดวงตะวัน



อัลมานั่งโต้ลมปล่อยจิตใจเลื่อนลอยอยู่ที่หน้าบ้าน สายตาหม่นเหม่อฝ่าความมืดไปยังเส้นทางที่ยาเยียเพิ่งจากไปพร้อมความห่วงใย พ่อเฒ่าที่เข้าใจอารมณ์ของเมียจึงเดินเข้ามาตบบ่าแล้วทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ

“เจ้ามานั่งตรงนี้นานเกินไปแล้ว”

อัลมาเหลียวมองสามี นางรู้ว่าใบหน้าที่มีหนวดเครารุงรังนี้ที่แสดงความเข้มแข็งก็มีความกังวลใจหญิงสาวไม่ต่างกัน เพียงแต่เก็บซ่อนอารมณ์ได้ดีกว่าเท่านั้น

อัลมาถอนหายใจ “เราคิดถูกหรือคิดผิดที่ให้ยาเยียเดินทางไป” แม่เฒ่าอัลมาเอ่ยอย่างอดไม่ได้ ทั้งที่การเดินทางผ่านไปพักใหญ่แล้ว

“นางไปตั้งนานแล้ว เจ้าจะมาคิดอีกทำไม”

“ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมท่านฟลินท์ต้องส่งทหารมารับ หมอยาในเมืองก็มีมากมาย จะตามใครมารักษาก็ได้ทำไมต้องเอาตัวยาเยียของข้าไป”

“เขามาตามข้าไม่ใช่นาง”

“นั่นแหละ เขาต้องการบีบบังคับท่านไปฟีนิกในสถานการณ์อย่างนี้ เขาต้องหารให้มัลโบคิดว่าท่านร่วมมือ ฟลินท์จะทำเราเดือดร้อน”

“เพราะแบบนี้ข้าจึงขอให้นางไปแทนข้า นางกำลังทำเพื่อทุกคนที่อิสเทียร์”

“แล้วมัลโบจะไม่ทำร้ายยาเยียหรอกหรือ” อัลมาหนักใจกว่าเดิม

“ข้าคิดว่าเซราฟิมไม่ทำแบบนั้น”

“ท่านจะไปรู้ใจเขาได้ยังไง ไม่เคยได้เจอกัน”

พ่อเฒ่ายิ้มนิด ๆ เมื่อนึกถึงคางยาว จมูกที่ยื่นแหลมและคลุมผ้าสีดำทะมึนของพ่อมด “ข้ามั่นใจว่าเขารู้จักเรา ไม่งั้นที่นี่คงมีทหารนับร้อยของมัลโบแทนที่ทหารสองคนของฟลินท์”

“ท่านพูดให้ข้ากลัวนะ”

“ไม่เอาน่า...เซราฟิมไม่ทำอะไรพวกเราหรอก ส่วนฟลินท์ข้าเชื่อว่าเขามีเหตุผล บางทีอาจบาดเจ็บจริง แล้วอยากปิดบังอาการบาดเจ็บของตัวเองกับคนอื่น ๆ อยู่ก็ได้ เพราะถ้าเผ่าอื่น ๆ รู้ว่าเขาบาดเจ็บอาจคิดโจมตีตลบหลัง”

โรนาสพูดอย่างเข้าใจพลังอำนาจที่ทำให้หลายฝ่ายเลือกที่จะแย่งชิง

“ฟีนิกอยู่ในสงคราม มีอันตรายขนาดนี้แล้วท่านยังยอมส่งลูกสาวเราไปให้เขาครอบครอง พวกนั้นอาจเอาตัวยาเยียไว้เป็นประกัน เพื่อมากดขี่ให้เรายอมร่วมมือเหมือนที่เคยทำกับผู้นำคนอื่น”

“เจ้าก็รู้ว่าข้ากำลังอะลุ่มอล่วย เขาขอให้ไปรักษาเราไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ แล้วที่ข้าไม่ไปเองเพราะมันจะสมเจตนาของฟลินท์เกินไปหากเขาไม่ได้ป่วยจริง เจ้าลองคิดดูสิ นอกจากยาเยียแล้วมีใครที่เหมาะสม ในเมื่อหมอยาที่แทนข้าได้มีเพียงนาง” ผู้เฒ่าย้ำเจตนาของตน

“แต่เหมือนเราปล่อยให้นางเผชิญความอันตรายอยู่ตามลำพัง”

“นางเป็นลูกสาวของผู้นำ หน้าที่นี้เหมาะสมที่สุดแล้ว หากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ข้าก็ต้องส่งฟาติสไปออกรบเหมือนกัน”

“ข้าจะหาทางพานางกลับมา”

โรนาสส่ายหน้า “เจ้าอย่าเพิ่งบุ่มบ่าม ข้าก็คิดเป็นห่วงนางไม่ต่างจากเจ้าหรอก แต่ฟลินท์ไม่ได้โหดเหี้ยมจนทำร้ายใคร ๆ โดยไม่มีเหตุผล เขาเป็นนักรบอยู่ในสงครามถ้าไม่โหดตัวเองก็ต้องตายข้าก็เหมือนกับเขานั่นแหละ แต่แค่ข้าเลี่ยงที่จะเผชิญเพราะอำนาจไม่ได้มีความหมายกับข้า”

“ข้าแค่ห่วงความปลอดภัยของนาง”

“ข้าว่าที่นั่นจะปลอดภัยมากกว่าอยู่กับเรา คืนก่อนหน้าที่ทหารของฟลินท์จะมา เจ้าก็เจอกับตัวไม่ใช่หรือ เจ้ารู้ดีที่สุดว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

อัลมารู้ว่าสามีหมายถึงคืนนั้นที่ฝนตกแรง ท้องฟ้าคึกคะนองอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย โรนาสเข้าห้องสวดมนต์ตามปกติที่เคยทำ ส่วนนางกำลังปิดประตูหน้าต่างเพื่อจะเข้านอนแต่ทว่า...



อัลมายืนมองหญิงนิรนามที่เข้ามาเรียกหาในเวลาค่ำคืน นางผู้นั้นคลุมตัวด้วยผ้าสีดำมีฮู้ดสวมศีรษะมิดชิดเหมือนจงใจปิดบังตัวตน แม้จะคลุมด้วยผ้าตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า แต่ก็ไม่พ้นสายตาว่องไวของแม่เฒ่าแห่งอิสเทียร์ที่เห็นว่าหญิงนิรนามมีใบหน้าอัปลักษณ์

“ข้ามาพบบุตรสาวของท่าน”

ประโยคแรกของแขกยามวิกาลก็ทำอัลมานิ่งงัน “เจ้าอยากพบบุตรสาวคนไหน”

“ท่านมีหลายคนรึ”

“ใช่ คนไหนล่ะที่ต้องการพบ”

นางแปลกหน้าทำเสียงฟูดฟาดหันซ้ายหันขวาเหมือนระแวดระวังตลอดเวลา “ข้าขอพบนางที่มีอายุสิบแปดปี”

“นางสิบแปดปี...”

แม่เฒ่าอัลมาหรี่ตามองคนแปลกหน้าด้วยรู้สึกที่กังขาอยู่ในใจ นางผู้นี้มาขอพบยาเยียแต่ไม่รู้จักนาม ซ้ำเน้นย้ำอายุราวกับว่าใครก็ได้ขอแค่ให้มีอายุสิบแปดปีก็พอ

ความสงสัยนี้ทำให้แม่เฒ่ายิ่งระวัง และรู้ว่านางตรงหน้าไม่ใช่คนในอีสเทียร์ เพราะชาวอิสเทียร์รู้ดีว่าบุตรสาวคนโตของผู้นำเป็นใคร

“ข้าไม่มีบุตรสาวอายุสิบแปด” อัลมาปด

“เจ้าโกหก” หญิงผู้เดินทางมากับความมืดก้าวเข้ายืนหาอัลมาที่ยืนขวางประตู “สิบแปดปีก่อนข้าเป็นคนนำเด็กนั่นมาไว้กับเจ้าตรงนี้แล้วจะบอกไม่มีได้ยังไง”

อัลมาแทบหยุดหายใจ “เจ้า...เจ้าเป็นอะไรกับนาง หรือว่าเจ้าเป็น...” ถามแล้วก็ยกมือทาบอกตกใจ เมื่อรู้ตัวว่าเผลอตกหลุมพรางด้วยการยอมรับว่าตนมีหญิงสาวอายุสิบแปด

“พาข้าไปพบนางเร็ว ๆ ข้ามีเรื่องที่ต้องคุยกับนาง”

ความหวงแหนแล่นสุมอก ขณะมองคนที่กำลังมาพรากของรักไป...แม่เฒ่าแห่งอิสเทียร์ผู้ดูแลยาเยียมาตั้งแต่แบเบาะสูดลมหายใจเข้าปอดจนลึก ข่มความกังวลในใจแล้วตั้งคำถามเสียงแข็ง

“ถ้าเจ้าเป็นมารดา เจ้าควรรู้ว่าบุตรสาวมีบาดแผลตรงไหน”

หญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ปรี่เข้ามาประชิดแล้วใช้ปลายกริชแหลมจิ้มที่คอนางพลางสั่งอย่างข่มขู่ “พาข้าไปพบนางเดี๋ยวนี้”

ขณะที่กำลังคิดหาทางออกจู่ ๆ ลมก็พัดแรงและแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากนั้นท้องฟ้าก็สว่างวาบ และคำรามลั่น

เปรี้ยง!

หญิงชุดดำมีท่าทีลนลาน รีบผละตัวออกแล้ววิ่งหายเข้าไปในป่า อัลมาถอนใจโล่งอก จากนั้นก็รีบเข้าไปรายงานสามี

โรนาสสั่งคนออกตามหา รวมทั้งเสี่ยงอันตรายเข้าไปในป่าทึบเมื่ออัลมายืนยันว่าเห็นนางหายเข้าไปในนั้น แต่ค้นอยู่นานก็ไม่พบร่องรอย พ่อเฒ่าโรนาสจึงสั่งยุติแล้วจัดเวรยามคุ้มครองหนาแน่นขึ้น

อัลมาที่ไม่แน่ใจว่าหญิงผู้นั้นคือมารดาของยาเยีย จึงเก็บเรื่องนี้ไว้กับตัว ไม่ยอมเล่าให้ใครฟังแม้แต่สามี ด้วยเห็นว่าหญิงผู้นั้นโหดร้ายและมีแววตาของปีศาจ นางไม่อยากให้ยาเยียไปอยู่กับคนแบบนั้น

“เจ้าอย่ากังวลนักเลย ข้ามั่นใจความปลอดภัยของนาง” เสียงโรนาสดังตัดความคิดในใจอัลมา

“เราน่าจะส่งนางไปอยู่เมืองใกล้เคียงก็น่าจะพอ ข้าก็พอมีฝีมือ ท่านก็เก่งกาจคุ้มครองนางได้อยู่แล้ว” เพราะความห่วงใยทำให้อัลมายังบ่นไม่เลิก

“นอกจากทหารที่มีมากมายในปราสาทของฟลินท์ ข้าก็ไม่วางใจที่อื่น ข้าจึงไม่อยากเสียโอกาสนี้ไป”

“ราวกับท่านฟลินท์จะรู้ล่วงหน้าว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เฮ้อ...บางเรื่องไม่รู้ก็ดีกับตัวเอง” พ่อเฒ่าพูดจบก็ลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปสวดมนต์ละ ถ้าเจ้าห่วงยาเยียนักจะเข้ามาสวดกับข้าก็ได้นะ”

“ไม่ล่ะข้าจะไปดูเด็ก ๆ ยาเยียไม่อยู่น้อง ๆ คงเหงา”

“งั้นก็ตามใจ” ผู้เฒ่าพูดจบก็ลุกไปยังห้องสวด ส่วนอัลมาแยกออกไปหาเด็กน้อยที่บ้านอาดาสซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน แต่เพียงก้าวเท้าผ่านประตูหน้าบ้าน นางก็นึกถึงวันที่ยาเยียเข้ามาอยู่ในอ้อมอก



เสียงเด็กร้องจ้าในเช้าวันนั้น เป็นวันที่นางคิดว่าโชคดีเพราะปรารถนาจะมีลูกอยู่ทุกลมหายใจ อัลมาจึงโอบอุ้มเด็กน้อยที่ซุกตัวอยู่ในห่อผ้ามากอดอย่างไม่อิดออดที่จะดูแล และไม่คิดจะตามหาบิดามารดาของเด็ก

ยาเยียน่ารักและฉลาด มีความกล้าหาญเหมือนโรนาส

ผ้าผืนใหญ่ที่ห่อหุ้มเด็กหญิงมาในคืนนั้น นางยังเก็บไว้มิดชิดในหีบไม้รวมทั้งสร้อยจี้มงกุฎที่เพิ่งนำไปให้หญิงสาวใส่ก่อนการเดินทาง เพื่อให้เป็นเครื่องรางคอยปกป้อง แต่หญิงสาวก็ดันแลกกับรีน่าเสียก่อนที่จะเดินทาง นางก็ไม่อยากขัดเพราะไม่อยากเพิ่มความเสียใจให้รีน่า

อัลมาไม่เคยบอกเรื่องสร้อย และห่อผ้ากับยาเยียมาก่อน เพราะกลัวว่าหญิงสาวจะใช้เป็นเครื่องมือตามหาชาติกำเนิด ซึ่งอาจทำให้มีอันตราย โดยเฉพาะจากคนที่จงใจพรากหญิงสาวออกจากอกของพ่อแม่ ความคิดที่เห็นแก่ตัวนี้ก็เพื่อปกป้องคนที่เลี้ยงมากับมือ

ยิ่งมาเจอหญิงในชุดดำ อัลมายิ่งไม่คิดจะบอกความลับนี้กับหญิงสาว เพราะการที่ยาเยียไม่รู้อะไรเลยน่าจะปลอดภัยที่สุดอย่างที่เฒ่าโรนาสกล่าว ‘บางเรื่องไม่รู้ก็ดีกับตัวเอง’







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2019, 02:24:21 PM โดย ธันย่า »