ผู้เขียน หัวข้อ: หัวใจนฤการ 5. ปีกนกจักโบยบิน  (อ่าน 8 ครั้ง)

ธันย่า

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 80
  • ที่สุดของการเขียน คือการก้าวผ่านจุดเริ่มสู่จุดจบ
    • ดูรายละเอียด
หัวใจนฤการ 5. ปีกนกจักโบยบิน
« เมื่อ: ธันวาคม 02, 2019, 08:55:34 PM »


สวัสดีค่ะ ถ้าติดตามอ่านตั้งแต่ต้น ตอนนี้ขอปรับต้นฉบับเพิ่มตอนต้นค่ะ ประมานบทครึ่ง เรื่องเล่าย้อนถึงเรื่องราวก่อนเกิดโศกนาฎกรรมที่จะเกิดเป็นตำนานค่ะ บางท่านอ่านข้ามมาแล้วอาจไม่เข้าใจลองย้อนไปอ่านนิดนะคะ ^____^

5. ปีกนกจักโบยบิน

หญิงสาวปรับสายตามองฝ่าความมืดเมื่อตะเกียงที่แขวนด้านหน้าส่องสว่างได้แค่ระยะด้านหน้าที่ม้าเดิน สองข้างทางจึงเห็นเพียงเงาทะมึน ยาเยียมองชายสองคนที่นั่งบังคับม้าเคียงกันอยู่ด้านหน้าระดับสูงกว่าเธอเล็กน้อย คนหนึ่งขับรถม้า อีกคนนั่งข้าง ๆ เหมือนคอยผลัดเปลี่ยน ทั้งสองไม่คิดจะพูดคุยกันทั้งที่การเดินทางนั้นยาวไกล

ยาเยียเอนศีรษะพิงเสาของหลังคาผ้าใบ ฟังเสียงฝีเท้าม้าสลับกับกิ่งไม้โยกไหวเมื่อปะทะกับสายลมอย่างใจจดใจจ่อกับสิ่งรอบตัวทั้งที่มองไม่เห็น เพราะนี่เป็นการเดินทางออกจากหมู่บ้านเป็นครั้งแรก เธอรู้สึกประหม่าและตื่นเต้น แต่ก็ไม่มากจนถึงขั้นหวาดกลัวเพราะหัวใจอบอุ่นกับคำกล่าวของพ่อเฒ่า

“ไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่กับเจ้าตลอดการเดินทาง”

แสงตะวันค่อย ๆ ผุดออกจากสันเขา แปลงผักเริ่มเปิดเผยตัวตน รวมทั้งบ้านเรือนที่เรียงรายเหมือนดอกเห็ด ทุก ๆ อย่างค่อย ๆ เด่นชัดในสายตา รวมทั้งอากาศที่เย็นจัดจนวัวในคอกหายใจเข้าออกเป็นควันขาวพวยพุ่งคล้ายกำลังสูบยามวนเหมือนที่พ่อเฒ่าโรนาสชอบสูบ

เสียงฝีเท้าม้ายังคงย่ำไปตามทาง เร็วบ้างช้าบ้างสลับเป็นระยะ จนมาถึงเส้นทางหนึ่งที่ดูติดขัดกุก ๆ กัก ๆ ราวอยู่ในที่แคบ เสียงก้อนหินหล่นดังตุบจนยาเยียต้องแหวกผ้าม่านกันแดดกันลมออกมอง ก็เห็นชายที่นั่งหลังตรงราวหุ่นเหล็กบังคับม้าแทรกเข้าไปในไอหมอกที่ขาวโพนจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จากที่เคยฟังพ่อเฒ่าเล่าถึงชัยภูมิของอิสเทียร์ ตรงนี้คงเป็นทางเข้าออกอีสเทียร์ที่เป็นทางเลียบหน้าผา ซึ่งเป็นอันตรายและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการเดินทาง เพราะหากพลาดพลั้งก็ตกเหวตายสถานเดียว

รถม้าเลาะหน้าผาผ่านมาได้ก็ต้องไต่ระดับขึ้นเขาลงเขาสลับไปอีกระยะหนึ่ง จึงถึงทางเลียบ ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงของลำธารที่ไหลแทรกตัวอยู่กับธรรมชาติ หญิงสาวผ่อนหายใจอย่างผ่อนคลายเมื่อคนขับรถม้าแวะพักข้างลำธาร



ยาเยียสวมกระโปรงบานยาวคลุมตาตุ่มนั่งเก็บขามิดชิด เพราะกลัวลมพัดกระโปรงเปิดจึงรีบลงไปเหยียดแข้งเหยียดขา ระหว่างรอให้ม้าดื่มน้ำและผ่อนคลาย

ชายคนที่ไม่ได้ขับรถม้านำอาหารมาให้ในเวลาต่อมา

“กินเรียบร้อยแล้วเราจะเดินทางต่อ” เขาบอกเธอสั้น ๆ จากนั้นก็กลับไปนั่งกับพวกเดียวกัน

แสงแดดที่สาดส่องทำให้หญิงสาวต้องแหงนมองดวงอาทิตย์ มันลงมาตรงหัวพอดี เธอถอนหายใจกับเวลาหมดที่ไปเพียงครึ่งวัน ...แต่ในความรู้สึกมันช่างเนิ่นนาน ป่านนี้น้อง ๆ คงกำลังทำกิจกรรมที่แม่เฒ่าเตรียมเอาไว้

ยาเยียแกะปมผ้าที่ห่ออาหารออก ก็เจอใบไม้ซ้อนทับอีกชั้น พอแกะใบไม้ก็ได้กลิ่นไก่อบเครื่องเทศหอมฉุย เธอมองมันพลางคิดอย่างคาดหวังว่าจะไม่ใช่ไก่ตัวที่บัคชาเฝ้าทะนุถนอม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น เธอคงรู้สึกผิดไปอีกนาน และไม่รู้จะต้องหานิทานเล่มโตขนาดไหนไปฝากจึงจะเหมาะสมกับไก่ที่บัคชาหวงแหน



ทหารฟีนิกกินอาหารเรียบร้อยก็มาวนเวียนอยู่ไม่ห่างเธอ ทำเหมือนกลัวหนี หญิงสาวสงสัยแต่ไม่อยากซักถาม เพราะผู้ร่วมทางดูไม่ค่อยเป็นมิตรเอาเสียเลย

การเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อม้าได้พักผ่อนเต็มที่ หญิงสาวหลับไปในช่วงบ่ายกระทั่งได้ยินเสียงผู้คนจอแจจึงรู้สึกตัวตื่น รถม้ากำลังพาเธอผ่านป้อมปราการขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมที่สูงเสียดฟ้า และมีชายฉกรรจ์แต่งกายเหมือนกับคนขับรถม้าที่เธอนั่งยืนคุมเข้มเป็นแถวยาว

นี่นะหรือ...

เธอมองสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้าพร้อมหัวคิ้วยกขมวด เพราะมันไม่เหมือนอย่างที่คิดไว้... ปราสาทในฝันงดงามยิ่งกว่าตรงนี้หลายเท่านัก

ยาเยียก้าวลงจากรถม้าเมื่อมันจอดสนิท ชายที่มาด้วยกันออกมายื่นมือรอรับ เธอลงมายืนข้างล่างเรียบร้อยเขาก็บอกคล้ายออกคำสั่ง

“เชิญทางนี้”

หญิงสาวลังเลเพราะลังใบใหญ่ของเธอยังอยู่ในรถนั่น “แล้วข้าวของของข้าล่ะ”

“เราจะนำไปเก็บไว้ในที่พักของท่าน”

หญิงสาวพยักหน้า นี่คงเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าเธอไม่มาแทนคนที่ต้องเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยก็คงไม่พ้นเป็นพ่อเฒ่า

ดีแล้วที่เป็นเธอ

ยาเยียคิดพลางเดินตามทหารเข้าไปในปราสาทด้วยความรู้สึกที่ประหลาดใจ สัมผัสแรกที่ได้รับคือความโหวงเหวงในใจประหม่านิด ๆ

หรือว่าเธอกำลังกลัว...ไม่สิเธอไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว ยาเยียปลอบใจตัวเอง

“ทางนี้”

เธอก้าวตามไปเงียบ ๆ มองสำรวจเก็บรายละเอียดทุกสิ่งที่ผ่านตา หาจุดที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับที่เคยฝันเห็น แต่ทุกสิ่งที่นี่ไม่มีเค้าโครงว่าจะมีส่วนใดเหมือนเลยสักนิดเดียว

ไม่ใช่...ที่นี่ไม่ใช่ปราสาทนั่น

เธอคิดอย่างมั่นใจ

“รออยู่ที่นี่” ชายคนนั้นบอกแล้วโค้งให้เธอหนึ่งครั้งก่อนหมุนตัวเดินกลับออกไป

ยาเยียผ่อนลมหายใจโล่งอก หลังจากที่แอบกลั้นจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะจะขาดอากาศหายใจ เธอตื่นเต้นกับสิ่งรอบตัว และรู้สึกผิดหวังระคนกันไป หญิงสาวกวาดตามองรอบ ๆ ห้องโถงที่กว้างขวาง แต่เงียบเชียบจนน่ากลัว เธอเหลียวหาผู้คนแต่ก็ไม่มีสักราย



“เซราฟิม...”

เสียงเรียกทำให้เจ้าของชื่อขยับ แต่ไม่ได้หันมามอง ร่างสูงที่ภูมิฐานทั้งกายและสถานะยังสงบนิ่ง ใบหน้าอันนิ่งเฉยทอดออกไปนอกหน้าต่างขนาดยาวกว่าสองเมตรในกรอบโค้งของปูนปั้น เหมือนกำลังขบคิดเรื่องราวบางอย่าง แต่เพียงครู่ชายหนุ่มก็หมุนตัวกลับมามองอีกฝ่ายที่มีท่าทางร้อนรนจนพูดไม่ออก

“คือ...”

ผู้นำฟีนิกมองหน้าชายหนุ่มแล้วอึกอักเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ที่คอ เมื่อได้สบแววตาคมกริบที่หันมาจ้องตนที่ตกอยู่ในสถานะผู้นำกบฏ เพราะภารกิจทวงคืนอำนาจล้มเหลว จนเป็นเหตุให้เซราฟิมพาทหารเข้ามาควบคุมปราสาท มิหนำซ้ำชายหนุ่มยังมายืนอยู่ใจกลางเมืองฟีนิกอย่างเปิดเผย สร้างความอับอายเสื่อมเสียแก่ฟลินท์ผู้ครองนครวัยหกสิบ เพราะไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน

ฟลินท์ก้าวถอยหลังและลอบกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เริ่มกังวลใจกับเรียวปากที่เม้มแน่นของเซราฟิม เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าเขาจะจัดการยังไงกับตนต่อไป

“ทะท่าน...จะทำอะไรกับข้า”

ฟลินท์ถามอย่างรู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่กำลังเก็บกักไว้บนใบหน้า และแววตาที่นิ่งเรียบของชายหนุ่มผู้ทระนงแห่งนครมัลโบ

“ข้าเคยสั่งท่าน”

ผู้นำฟีนิกขยับหนีอีกเมื่อเซราฟิมก้าวเข้ามาหา พร้อมกล่าววาจาเรียบง่าย แต่คนฟังรู้ซึ้งถึงน้ำเสียงอันทรงพลังจนแทบหมดแรงยืน

“เอ่อ คือข้า...”

“ท่านหนักใจนักหรือที่ต้องทำตามกฎของข้า ทั้งที่ข้าไม่เคยก้าวก่ายการปกครองของท่านแม้แต่น้อย ข้าแค่ต้องการยุติการรุกรานคนอื่น เพราะสิ่งที่ท่านอยากได้มันทำให้คนอื่นเดือดร้อน ข้าอยากถามท่านนักว่าเมืองฟีนิกกว้างใหญ่ไม่พอหรือยังไง จึงคิดแต่จะขยายอาณาเขต คิดแต่เรื่องรุกรานคนอื่นอีก”

“ข้าว่าคนทะ ทะที่รุกรานคนอื่น ปะ เป็นท่านนะ” ฟลินท์ทำใจกล้า แต่ก็ยังพูดตะกุกตะกัก

“บังอาจ!” ชายหนุ่มตวาด “ถ้าข้าคิดรุกรานป่านนี้ฟีนิกพินาศไปแล้ว และท่านไม่มีโอกาสได้มายืนตรงหน้าข้าด้วยซ้ำ แต่ที่ท่านทำเพราะไม่รู้จักพอคิดจะเป็นใหญ่แทนมัลโบ”

“เปล่า เปล่า...ข้าไม่คิดเช่นนั้น”

“แต่ท่านทำฟลินท์...ข้ายึดฟีนิกแต่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับอำนาจการปกครอง เท่านี้ยังไม่พอใช่ไหม...หรือว่าข้าต้องยึดอำนาจของท่านด้วย ฟลินท์!”

“ดะ ดะได้โปรดท่าน...ถ้าทำแบบนั้นข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

“ข้าต้องการแค่ความสงบสุข ทุกคนรู้ในข้อนี้ดี และเข้าใจว่าข้าทำเพราะอะไร มีเพียงท่านที่ไม่พอใจสิ่งที่ข้าทำ”

“ข้าคิดผิดไป ท่านโปรดเข้าใจ” ฟลินท์ทรุดตัวลงคุกเข่าและร้องขอ

เซราฟิมขยับเข้ามาหาคนที่เขาสัมผัสได้ว่าสำนึกผิดเพียงวาจา “ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่า ท่านจะไม่คิดขยายอำนาจรุกรานคนอื่นอีก ในเมื่อท่านยังละโมบ”

“ข้าไม่อาจรบกับท่าน เซราฟิม”

ซีลินที่ยืนฟังอยู่นึกรำคาญใจ เพราะไม่เชื่อคำของฟลินท์ผู้ที่ต้องการครอบครองทั่วทั้งอาคเนย์

“ข้าจะเชื่อเจ้าได้ยังไง”

“ท่านซีลินต้องการให้ข้าทำสิ่งใด”

ซีลินปรายตามองเซราฟิม เห็นว่ายังยืนนิ่งจึงเอ่ยปากต่อกับฟลินท์ “ท่านควรมีหลักประกันในคำพูด”

“ข้าจะส่งบุตรสาวไปมัลโบกับท่าน มันพอจะประกันได้ไหมว่าข้าจะห่วงใยชีวิตบุตรสาวจนไม่กล้าคิดทำสงครามอีก”

ถ้อยคำที่กล่าวอย่างหนักแน่นของฟลินท์สร้างรอยยิ้มให้ซีลิน หนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกว่า เซราฟิมชำเลืองมองแล้วส่ายหน้ากับความไม่รู้จักพอของซีลิน แต่ก็นั่นแหละผู้ชายทั่วทั้งมุมโลกก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น อิสตรีที่งดงามล้วนเป็นความต้องการของพวกเขา ซีลินก็เช่นกัน ที่มีเมียอยู่แล้วถึงสามคนก็ยังไม่รู้จักพอ

“อีกสองวันข้าจะกลับมัลโบ ข้าคิดว่าท่านคงจัดการตามที่พูดเรียบร้อย” ซีลินชิงกล่าวก่อนที่เซราฟิมจะปฏิเสธข้อเสนอที่ฟลินท์หยิบยื่น



ฟลินท์ถูกปล่อยตัวหลังจากตกลงกันเรียบร้อย โชคดีที่ซีลินรับข้อเสนอเพราะหากรอให้เซราฟิมตัดสินใจก็อย่าหวังว่าจะต่อรองกันได้ด้วยอิสตรี

จากนี้ต้องคุยกับเดียร์น่าผู้เป็นภรรยาให้เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ ยอมส่งไลลา ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวของนางไปมัลโบตามที่เขาได้ตกลงไว้กับซีลิน

ฟลินท์รู้ว่าเดียร์น่าต้องมีปัญหา แต่เขาทำแบบนี้เพราะจำเป็น เวลาจวนตัวทำให้คิดหาทางออกไม่ทัน และตอนนี้ต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน รอเซราฟิมยกทัพกลับมัลโบเมื่อไหร่ค่อยคิดหาทางแก้ปัญหาทีหลัง เขาหวังว่าเดียร์น่าจะเข้าใจ



ร่างสูงใหญ่ของชายวัยห้าสิบตกใจเมื่อผลักประตูเปิดออกมาพบหญิงสาวนอนอยู่ในห้องทำงานของตน

“เจ้าเป็นใคร...เข้ามาทำไมในห้องส่วนตัวของข้าได้ยังไง”

หญิงสาวสะดุ้งตื่นแล้วผวาลุกยืน เธอมองชายสูงวัยที่ยืนทำท่าน่าเกรงขามอยู่กลางห้องด้วยอาการหวั่นวิตก พอเหลียวมองซ้ายมองขวาก็เห็นมีเพียงเธอกับเขา

“ท่านคือ”

“ข้าถามว่า เจ้าเข้ามาในห้องข้าทำไม”

“ข้ายาเยียมาจากอีสเทียร์...ข้าขออภัย เอ่อ คือข้าไม่ได้จะละลาบละล้วง ข้ามารอท่าน”

“อ๋อ”

ฟลินท์ผ่อนลมหายใจเมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่ศัตรู เขาต้องระแวดระวังเพราะรอบกายตอนนี้อาจมีคนของเซราฟิม

“แล้วโรนาสล่ะ เขาอยู่ที่ไหน”

“พ่อเฒ่าไม่ได้มาหรอกท่าน”

“อะไรนะ” ฟลินท์เสียงดังอย่างขัดใจ “เขากล้าขัดคำข้าได้ยังไง”

ยาเยียหน้าซีดกับเสียงไม่พอใจของผู้นำ แต่เธอทำใจดีสู้เสือ เพราะพอจะเข้าใจสถานการณ์ “ข้าติดตามพ่อเฒ่ารักษาคนมามาก หลายครั้งที่พ่อเฒ่าให้ข้าไปทำหน้าที่แทน”

“แต่ข้าต้องการให้ตาเฒ่ามาที่นี่”

ฟลินท์ยังมีน้ำเสียงดุดัน เพราะต้องการเรียกโรนาสมาปรึกษาปัญหา และอาจขอสมุนไพรบางตัวของโรนาสมาจัดการกับเซราฟิมที่พาทหารเข้ามาคุกคามฟีนิกจนเขาไม่เป็นอันทำอะไร เพราะจะขยับตัวทำอะไรก็กลัวเจ้าหนุ่มนั่นจะรู้

“ลองให้ข้าตรวจอาการท่านจะได้ไหม...เอ่อคือ...ข้าว่าท่านก็ดูแข็งแรงดีอาจไม่ได้เป็นอะไรมาก”

ยาเยียกล่าวตัดความเงียบ และมองฟลินท์ที่ลุกจากเก้าอี้มาหาเธอ สีหน้าเขาปรับเปลี่ยน

“เจ้าเดินทางมาเหนื่อย ๆ พักผ่อนก่อน ไม่ต้องรีบร้อนมาดูแลข้า”

ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีขาวยาวจรดตาตุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า เขากวาดตามองเธอด้วยแววตาแปลก ๆ เรียวปากบนใบหน้ามีครางเครายกยิ้มจนยาเยียขยับออกห่างอย่างระวังภัย

“แล้วอาการของท่าน”

“อย่าห่วงเลย ข้าไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอก”

“ท่านอย่าพูดเรื่องตาย แม่เฒ่าสอนข้านักหนาว่าห้ามพูดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล”

“มนุษย์ล้วนต้องตาย” ฟลินท์ถามอย่างลองเชิง “หรือเจ้ากลัวตาย”

“ข้าไม่กลัว แต่ที่บอกท่านเพราะข้าเชื่อแม่เฒ่า นางอาจเห็นอะไรที่ข้ามองไม่เห็น แต่การพูดถึงเรื่องการตายมันก็ไม่ใช่เรื่องดีที่จะเอามาพูดเล่น”

“บางทีข้าอาจมีชีวิตอมตะ จะพูดเรื่องตายสักกี่ครั้งก็ไม่มีวันตาย ข้าอาจเป็นแบบนั้น” ฟลินท์กล่าวพลางหัวเราะอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้พูดเย้าแหย่เด็กสาว

“แต่การมีชีวิตอยู่โดยไม่มีวันตายข้าว่ามันเลวร้ายกว่าหลายเท่า” เธอกล่าวหนักแน่น

“เอาล่ะ ๆ ข้าจะเชื่อเจ้า แต่ตอนนี้กลับไปพักผ่อนก่อนแล้วข้าจะเรียกวันหลัง วันนี้ข้าขอสะสางงานอีกหน่อย โชคดีจริง ๆ ที่ข้าเจอคนใจกล้าอย่างเจ้า”

ฟลินท์กล่าวแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนเรียกหญิงสาวในวัยเดียวกับยาเยียที่ยืนรอตรงหน้าประตูให้เข้ามาหา

“พานางไปพักผ่อน” ฟลินท์บอกกับสาวใช้แล้วหันมาทางยาเยีย “นางชื่ออีวี่ มีหน้าที่คอยดูแลรับใช้เจ้าตลอดเวลาที่พักอยู่กับข้า”

“ขอบคุณแต่ว่า...” ฟลินท์ขมวดคิ้วขณะรอฟังคำจากหญิงสาว “ข้าอยากรู้ว่าระหว่างที่รอท่าน ข้าออกไปเดินเล่นข้างนอกปราสาทจะได้หรือเปล่า”

ฟลินท์ทำหน้าครุ่นคิด ซึ่งผิดกับที่หัวเราะอย่างอารมณ์ดีเมื่อครู่ไปอย่างสิ้นเชิงจนยาเยียนึกแปลกใจ แต่ครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้าเนิบนาบและมีข้อแม้ “ข้าไม่อยากโดนตาเฒ่าโรนาสตำหนิ หากเจ้าจะออกไปควรพาอีวี่ไปด้วย”

ยาเยียยิ้มให้อีวี่

“เจ้าอยู่รับใช้ยาเยีย ทุกฝีก้าวเข้าใจไหมอีวี่”

“ค่ะท่าน” อีวี่ก้มศีรษะรับคำสั่ง

“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะท่าน” ยาเยียค้าน

“มันเป็นหน้าที่ของนาง เจ้าก็เหมือนกันดูแลตัวเองดี ๆ นั่นคือหน้าที่ของเจ้า”

“เอ่อ...” ยาเยียอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะได้รับการต้อนรับที่ดีเยี่ยงผู้สูงศักดิ์

“เจ้าเป็นแขกของข้า ทุกคนจะทำกับเข้าเช่นที่พวกเขาทำกับข้า”

“ขอบพระคุณ” ยาเยียย่อเข่าทำความเคารพฟลินท์เช่นเดียวกับที่อีวี่ทำ

“เอาล่ะ เจ้าไปพักเถอะ หากเจ้าสองคนจะออกไปข้างนอกก็อย่าลืมสั่งทหารหน้าประตูมารายงานข้าด้วย”

“ค่ะนายท่าน”






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 03, 2019, 02:40:53 PM โดย ธันย่า »