แข่งเขียนนวนิยายให้จบใน 3 เดือน แรลลี 27 (1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2562)) > 5. เภตราทองทะเลจันทร์ / ไอวินทร์

คำสาปรักหมาป่าทมิฬ 19.

(1/1)

ไอวินทร์:
บทที่ 19  คำสาปรักหมาป่าทมิฬ




ก่อนออกจากที่พักเขาเดินไปแจ้งกับซีเหมินจิ้น เรื่องที่เขาจะออกไปเดินเล่น
และฝากซานซานให้เขาดูแลด้วย
ตอนแรกคนผู้นั้นเห็นว่าไม่ปลอดภัยนักจะให้คนติดตามไปด้วย
แต่เขาปฏิเสธเลยต้องอ้างว่าจะไปดูลาดเลารอบ ๆ เสียหน่อย
ไปเพียงลำพังคล่องตัวกว่า
ซีเหมินจิ้นถึงพยักหน้าอย่างเข้าใจและไม่ได้สอบถามอะไรเพิ่มอีก
ราวห้าลี้ทิ้งระยะห่างจากที่พักพอสมควร เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครหรือได้กลิ่นมนุษย์
เขาเลือกต้นไม้ต้นหนึ่งกระโดดขึ้นไปถอดเสื้อผ้าและซ่อนสัมภาระ กับกระบี่เอาไว้
ด้วยความสูงระดับนี้เขาคิดว่ายากที่คนจะสังเกตเห็นโดยง่าย
อีกทั้งเขายังเลือกต้นไม้ที่มีพุ่มไม้ปกคลุมหนาแน่น

เขานิ่งทำสมาธิครู่หนึ่ง โลหิตไหลเวียนไปทั่วสรรพางค์กาย
เสียงหัวใจเต้นกระหึ่ม โสตประสาททั้งหมดพร่าเลือนไปชั่วขณะ
เขารู้สึกร้อนวูบวาบและเปลี่ยนเป็นดังไฟแผดเผาไปทั่วร่าง
แขนขากำลังแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ เขาทรุดตัวลงไปบนกิ่งไม้ใหญ่
กรงเล็บจิกเข้าไปในลำต้น จากนั้นกลายเป็นเส้นขนแทนที่ผิวหนัง

การมองเห็นสีสันเปลี่ยนเป็นคมชัดขึ้น ได้กลิ่นสิ่งต่าง ๆ ที่รายรอบ
ทำให้เขารู้ว่าได้กลายเป็นหมาป่าอย่างสมบูรณ์แล้ว
สายลมบริสุทธิ์พัดโชยมากับกลิ่นป่า
ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเร่งเร้าให้กระโจนลงไปและวิ่งไปล่าเหยื่อสักตัวสองตัว
ไม่รอช้าเขาทำตามสัญชาตญาณในตัวกระโดดผละจากต้นไม้
มุ่งหน้าออกวิ่งเมื่อขาได้สัมผัสกับพื้นดิน
ทำให้เขารู้สึกราวกับว่ามีกำลังวังชามากขึ้น เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ทะยานไปข้างหน้าโดยไม่สนทิศทาง
มีใบไม้กำลังร่วงหล่นเขากระโดดงับเพื่อทดสอบความว่องไว

ดูเหมือนการเปลี่ยนร่างในครั้งนี้จะไม่มีความเจ็บปวดเท่าครั้งก่อน ๆ
 แถมเขายังควบคุมร่างหมาป่าได้คล่องแคล่วมากกว่าเดิม
การแต่งงานเป็นการแก้คำสาปชนิดไหนกัน ไม่ใช่ว่าเขาต้องหายจากการเปลี่ยนร่าง
หรือมีสิ่งใดที่ท่านพ่อไม่ได้บอกแก่เขา
ยิ่งได้วิ่งนานเท่าไหร่เขากลับรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายมากเท่านั้น
เขาวิ่งผ่านต้นไม้ เนินเขา ลำธาร
ผ่านสัตว์ป่าที่ออกหากินตอนกลางคืน
เมื่อรู้สึกเริ่มเหนื่อยเขาผ่อนฝีเท้าลงเป็นก้าวช้า ๆ 
หยุดพักสูดกลิ่นป่า ใกล้บริเวณนี้มีมนุษย์
เขาลองไปดูสักหน่อย ดูสิเขาจะทำตัวกลมกลืนจนไม่มีใครจับได้หรือเปล่า

กลุ่มคนส่งเสียงเอะอะทำให้เขาจับต้นเสียงได้ไม่ยาก
เขาไต่ขึ้นไปบนต้นไม้ที่ไม่ไกลนักเพื่อสุ่มดู
“ถ้าข้าได้เงินข้าก็จะไป… กอดซ้ายทีขวาที”
“เจ้าโง่! ถ้าเจ้ามีเงิน เจ้าจะต้องไปเสียเงินให้...(พวกนางเหล่านั้นทำไม)
เจ้าฉุดเด็กสาวคนนั้นก็ได้”
ที่แท้เป็นพวกชายขี้เมาประมาณห้าหกคนนั่งดื่มสุราหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง
คำพูดเหล่านั้นบางประโยคโดนสายลมพัดหายไป
ทำให้เขาได้ยินไม่ถนัดนัก ในเมื่อไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเขาควรจะรีบกลับดีกว่า
 
ขณะที่กำลังจะลงจากต้นไม้ พลันได้ยินประโยคหนึ่งทำให้เขาต้องชะงัก
“เด็กสาวที่มากับรถม้ารูปร่างหน้าตาไม่เลวนะ”
“เจ้าตาถั่วหรือไม่ คณะเดินทางมีแต่บุรุษทั้งหมด”
“เจ้าสิตาถั่ว รูปร่างและผิวพรรณขาวเนียนเช่นนั้น ดูเช่นไรก็เป็นสตรี”
“พวกเจ้าไม่ต้องเถียงกัน ข้าเห็นนางก่อนย่อมจองนางไว้แล้ว”
ชายอีกคนเอ่ยแทรกสองคนที่กำลังถกเถียงกันอยู่
เขานิ่งจับใจความเพื่อรอฟังว่าพวกมันหมายถึงรถม้ากับเด็กสาวที่ไหน
เพียงไม่นาน พวกมันพูดเกี่ยวกับการปล้นรถม้า
เพียงเท่านี้เขาก็รู้แล้วว่า เป็นซานซานที่พวกมันหมายตาเอาไว้
สวมชุดบุรุษยังต้องตาผู้อื่นเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
กลับไปเขาต้องสั่งสอนนางให้ระวังตัวมากกว่านี้
แต่ก่อนอื่นเขาต้องขอจัดการพวกเดรัจฉานพวกนี้ก่อน เห็นชัดว่าเป็นสันดานโจร

ที่สำคัญแผนการของพวกมันคือการไปลอบก่อไฟผสมยาสลบ
จากนั้นตกลงใจได้ว่าจะผลัดกันย่ำยีภรรยาของผู้อื่นให้หน่ำใจ
มันผู้นั้นที่เสนอความคิดเช่นนี้ต้องตายก่อนเป็นอันดับแรก
อาศัยความมืดและการจู่โจมที่รวดเร็วไม่ให้พวกนั้นได้ตั้งตัว
เขากระโจนเข้าไปกัดคอหอยกระชากขาดล้มลงไปทั้งที่ในมือถือขวดสุราอยู่
ตอนแรกพวกเขางุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น สหายที่นั่งอยู่จู่ ๆ ล้มลงตกจากเก้าอี้ไปนอนที่พื้น
รายที่สองยังจับต้นชนปลายไม่ทัน
ถูกเขากัดไปที่แขนเพื่อไม่ให้วิ่งหนีแล้วค่อยสังหารวิธีเดิม เสร็จไปอีกหนึ่งราย
สี่คนที่เหลือเริ่มหันไปคว้าอาวุธ รสเลือดในปากกระตุ้นให้เขารู้สึกอยากฆ่ามากกว่าเดิม
เขาไม่ได้กลืนมันลงไปเพราะรู้สึกว่าเป็นเลือดจากคนสกปรกโสมม
 และเขาไม่คิดลิ้มรสเนื้อมนุษย์ด้วยกัน


“ฆ่ามัน! อย่าให้มันหนีไปได้” หนึ่งในนั้นตะโกนสั่ง
“มันฆ่าพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ๆ ตายแล้ว”
เสียงร้องไห้ฟูมฟายของชายคนนี้ทำให้เขารู้สึกหนวกหู
ถ้าพี่ใหญ่ของเจ้ายังไม่ตายสิแปลก
หรือถ้าอยู่ในหลุมฝังศพคงลุกขึ้นมาตบกะบาลเจ้า
เพราะเสียงร้องไห้น่ารำคาญเช่นนี้
“จุดไฟเร็วเข้า! พวกสัตว์กลัวไฟ”
แต่ข้าไม่กลัวไฟ
เขากระโดดหลบดาบของชายผู้หนึ่ง พุ่งเข้าไปกัดขาของชายที่กำลังร้องไห้อยู่
เพราะไม่ทันได้ระวังตัวและไม่คิดว่าเขาจะจู่โจมตนเองเลยเสียหลักลงไปนั่งกับพื้น
และความตายก็มารับเขาไปสู่ปรโลกอีกหนึ่งราย ตอนนี้เหลืออีกสามคน

“มันต้องเป็นหมาป่าปีศาจแน่ ๆ มันต้องการฆ่าเราเพื่อกินหัวใจ”
ข้าฆ่าพวกเจ้าเพราะปกป้องภรรยาต่างหากเจ้าพวกลูกเต่า
“เอาไฟมา!”
คบเพลิงสามอันกวาดเป็นวงกว้างมาทางเขา
บิดาพวเจ้าไม่ได้สอนหรือว่าห้ามเล่นไฟพร้อมกัน เดี๋ยวจะเผากันเอง
“ได้ผล ๆ เห็นหรือไม่ มันกำลังจะหนี เจ้าอ้อมไปดักมันทางด้านหลัง”
ข้าไม่ได้จะหนี และข้ารู้ว่าเจ้าจะทำอะไรพวกหน้าโง่ทั้งหลาย
ข้ากำลังล่อให้พวกเจ้าทำร้ายกันเอง
เขากระโดดหลบซ้ายทีขวาทีทำเป็นอ่อนแรงหวาดกลัวเปลวไฟจากคบไม้
ทำให้ชายทั้งสามคนได้ใจรุกไล่เขาอย่างเอาเป็นเอาตาย
จนแทบไม่ได้สนใจสิ่งใด ราวกับว่าเขาคือตะเกียงนำทาง
เขาเบี่ยงตัวไปทางซ้ายคบเพลิงสามอันก็ตามติดไปทางซ้าย
 
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาย้ายไปอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว
เป้าหมายคือคนทางขวาสุดที่ตามเขามาจากทางด้านหลัง
เขาดำเนินการทันที กระโจนย้อนกลับมาหาคนที่เลือกเอาไว้
“อ๊ากกกกก!”
ชายเคราะห์ร้ายทิ้งคบเพลิงในมือ อาภรณ์ติดไฟได้ง่ายดาย คงเพราะสุราที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้านี้
อาจมีบางส่วนหกติดตามอาภรณ์ มนุษย์เพลิงถึงได้ถือกำเนิดไฟลุกท่วมจนเขายังตกใจเช่นกัน
ชายผู้นั้นล้มตัวลงที่พื้นร้องด้วยความเจ็บปวด นอนดิ้นไปมา โชคดีที่เขาไม่ตายด้วยเปลวไฟ ไม่นานไฟได้ดับลง
ชายอีกสองคนที่ยืนอยู่เพิ่งสำเหนียกได้ว่าเป็นต้นเหตุให้สหายร่วมดื่มถูกเผาเสียแล้ว
กว่าจะรู้สึกตัวว่าต้องเข้าไปช่วยเหลืออีกฝ่าย ไฟก็ดับเรียบร้อย ต่อมายังพากันลังเลว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี
ระหว่างจัดการเขาหรือรักษาชีวิตเพื่อน เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจได้เร็วขึ้น เขาส่งเสียงหอนยาว

“มะมัน จะเรียกฝูงของมันมาจัดการพวกเรา ระ รีบฆ่ามันก่อน”
ฝูงของใคร ฝูงของข้าไม่มี แต่ถ้าพวกเจ้าคิดเป็นศัตรูกับข้า โน้นไปเลย ตระกูลหม่าทั้งตระกูลรอเจ้าอยู่
ชายที่ขี้ขลาดย่อมเก็บไว้เล่น ไม่สิ ไว้จัดการทีหลังได้ เขาวิ่งตรงไปที่ต้นไม้ด้านข้าง
กระโจนไปที่ลำต้นแล้วอาศัยแรงส่งตัวไปยังชายอีกคน ด้วยความแรงและเร็ว
ชายผู้นั้นล้มลงกระแทกพื้นแต่มือยังไม่ยอมปล่อยคบเพลิง
เขากัดข้อมือจนได้ยินเสียงกระดูกดังกร็อบ คงจะคิดเอาไฟมาต่อสู้กับเขาอีกสินะ
ฉลาดแต่ว่าเจ้าช้าไป เขากัดไปที่ลำคอของชายคนดังกล่าวอย่างแรง เพื่อให้เขาไม่ต้องทรมาน
จังหวะนี้เอง ชายที่โดนไฟคลอกก่อนหน้านี้เอาดาบมาฟันเขา

แม้ว่าจะหลบได้แต่ว่าถากโดดแผ่นหลังของเขาไปแล้ว
และเขารู้สึกได้ว่าได้รับบาดเจ็บเพราะได้กลิ่นเลือดของตัวเอง เจ้ายังคิดไม่ยอมแพ้เช่นนี้
เขาคงได้แต่มอบความตายให้เป็นรายต่อไป เขาข่มความเจ็บแล้วหันหน้ามาเผชิญกับศัตรู
ก่อนเปิดศึก เขาส่งเสียงคำรามของหมาป่า คิดแผนใหม่ได้ หันไปวิ่งไล่ชายที่ขี้กลัวเพื่อให้สถานการณ์ปั่นป่วน
ชายที่โดนไฟไหม้แม้จะทรงตัวยังทำลำบาก
แถมยังโดนชายหนุ่มที่กำลังเสียสติวิ่งชนใส่ เขาแกล้งไล่งับน่องขาชายผู้นั้นซ้ายทีขวาที
“เจ้าโง่! ทำไมไม่เอาคบไฟตีมันเล่า”
น้ำเสียงข่มความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการบาดเจ็บ
หรือเจ็บปวดใจเพราะว่ามีสหายดังสุกรไร้ความสามารถกันแน่

“ข้า ข้าตีมันไม่ทัน”
“ถ้าเช่นนั้น ก็ปล่อยให้มันกัดเจ้าให้ตายไปเลย”
เจ้าคนผู้นี้พูดจามีเหตุมีผล หากพวกเราไม่ได้อยู่กันคนละฝั่งล่ะก็
เขาอาจให้ไปทำงานที่สกุลหม่า ในเมื่อเป็นบุรุษที่หลงเหลือจิตสำนึกความดีอยู่บ้าง
 เขาจะให้ตายอย่างรวดเร็วและไม่เจ็บปวดแล้วกัน
ใครใช้ให้พวกเจ้าเป็นโจรปล้นฆ่าชิงทรัพย์ผู้อื่นที่เขาทำงานหามาด้วยความเหนื่อยยาก
แถมยังจะปล้นชิงภรรยาผู้อื่น ไร้มโนธรรมต่ำช้าเช่นนี้
‘ข้าต้องพิพากษา’
เขากระโจนเข้าไปกัดคอของชายที่โดนเพลิงไหม้ ออกแรงไม่มากไม่มาย
แค่พอให้คอหัก ใบหน้าของเขาเหมือนกำลังโล่งใจที่ได้ตายไปเสียทีสินะ
ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ใช่เพราะหมาป่า แต่เป็นฝีมือสหายของเขาเอง (ดีกว่าต้องพิการ)
   เหลือชายเพียงหนึ่งคน
   “เจ้า ๆ ไป อย่าเข้ามานะ ข้ามีไฟ”
ข้าไม่มีไฟแต่ข้ามีเขี้ยว เจ้าเห็นหรือไม่ เขาแยกเขี้ยวขู่เจ้าคนขี้ขลาดที่ได้แต่เดินถอยหลัง
พร้อมกับยกคบเพลิงมากันเขาเอาไว้ ด้านหลังของเจ้าเป็นกระท่อม
กวัดแกว่งมือเช่นนั้นเดี๋ยวที่พักได้ติดไฟหรอก
   เมื่อไม่สามารถร้องเตือนได้ แต่เขาจะไปร้องเตือนพวกเลวทรามพวกนี้ทำไม
เขาได้แต่ยืนจ้องชายคนนั้นสังหารตนเองอย่างช้า ๆ หลังคากระท่อมทำจากใบไม้
และตัวกระท่อมเป็นเตาไม้พร้อมฟื้น
   พระจันทร์ลอยสูง ทำให้เขารู้ว่าควรรีบกลับไป ซานซานจะเริ่มเป็นกังวล
ปล่อยชายขี้ขลาดร้องขับขานทำนองโหยหวนเพียงลำพังแล้วกัน
เขาสะบัดขนแล้วกระโจนกลับไปยังที่พัก ทิ้งเปลวไฟที่ลุกโชนไว้เบื้องหลัง



   เมื่อไปถึงที่พักเขาส่งคนไปแจ้งซีเหมินจิ้นว่ากลับมาแล้ว
ส่วนพรุ่งนี้เขาค่อยหารือกับคนสำนักคุ้มภัยอีกทีหนึ่ง
ดูเหมือนว่าจะมีคนหมายตารถม้าตระกูลหม่ามากกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่เขาเพิ่งจัดการมา
เดินเข้าไปด้านในกระโจม ซานซานลุกขึ้นมาต้อนรับเขา
   “ท่านพี่ท่านกลับมาแล้ว ท่านไปอาบน้ำมาหรือ”
ใช่ เขาแวะที่ลำธารแห่งหนึ่งเพื่อล้างเอาคราบเลือด
คราบสกปรกออกไป ก่อนจะเปลี่ยนร่างกลับมาเป็นมนุษย์
   “คิดถึงข้าหรือไม่ซานซาน”
เขาส่งยิ้มให้นาง อยากกอดนางเหลือเกิน เขาเพิ่งกำจัดภัยให้นางไปได้หนึ่งอย่าง
   “ข้าแค่ห่วงว่าท่านจะไปก่อเรื่องที่ไหน”
เขาสะดุ้ง นางทำอย่างกับมองเห็น
   “ท่านพี่ของเจ้าเป็นคนเช่นไร ใช่คนที่สามารถก่อเรื่องได้ทุกที่หรือ
ข้ามาทำงานแทนท่านพ่อ จะกล้าก่อเรื่องได้อย่างไร ดึกแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่รีบนอนอีกล่ะ”
   “ฮึ! ตอบเสียยาวราวกับท่านร้อนตัว เอาล่ะ
ท่านออกไปวิ่งกลับมาเหนื่อยหรือไม่ ต้องการอาหารอีกหรือไม่”
   “ข้าไม่เหนื่อยและไม่ต้องการอาหาร ข้าแค่ต้องการเจ้า”
   เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจหลังจบประโยค นางเดินถอยหลังไปก้าวหนึ่งก่อนจะตอบว่า
   “จริงด้วย ดึกแล้ว ถ้าเช่นนั้นข้าขอไปนอนก่อนแล้วกัน ท่านพี่ก็ถนอมสุขภาพด้วยล่ะ
อย่าหักโหมทำงานหนักจนป่วย” นางหาวก่อนจะหมุนตัวไปนอนที่พรมขนแกะอย่างรวดเร็ว
เลิกเหลี่ยวแลสามีของนางอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้จะขู่เข็ญนางเสียหน่อย หากนางไม่ยินยอม
 เขาย่อมไม่กระทำให้นางลำบากใจ
ดูสินางแสร้งทำเป็นนอนกรนเบา ๆ อีกด้วย เขาส่งเสียงหัวเราะในลำคอ

   รอจนกระทั่งนางหลับไปจริง ๆ เขาถึงได้ถอดชุดด้านบนออกมาใส่ยาที่แผ่นหลัง
แม้ไม่ถนัดนักแต่ก็พอใส่ยาได้บ้าง โชคดีที่ท่านแม่เตรียมของเหล่านี้เอาไว้ให้ในการเดินทางด้วย
เขาข่มความเจ็บแสบของบาดแผล พยายามไม่ร้องออกมา ตอนที่โดนน้ำในลำธาร
ยังไม่แสบรุนแรงถึงเพียงนี้ หรือเขาจะหยิบยาใส่แผลผิดขวด
   ยาชนิดใดกันแน่ มันถึงได้กัดเซาะแผลได้รุนแรงนัก
เสียงที่ข่มเอาไว้ไม่อาจเก็บเอาไว้ได้อีกต่อไป เขาเจ็บปวดบาดแผลจนต้องร้องครางออกมาเบา ๆ
กำหมัดแน่น บาดแผลอาจสาหัสกว่าที่เขาคิด
เขามั่นใจว่าแผลไม่ลึกมาก แต่คงเป็นทางยาว
   “ท่านพี่” เสียงเรียกงัวเงียมากจากที่นอนพรมขนแกะ
   “อืม ไม่มีอะไร เจ้านอนต่อเถิด”
   “ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ”
นางลุกขึ้นมานั่ง ถามเขาแต่ยังไม่ยอมลืมตา เขาอดยิ้มไม่ได้
   “เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้าจัดการเองได้ ไม่มีสิ่งใดที่เจ้าต้องกังวล นอนเสียเด็กดี”
   “ข้าไม่ใช่เด็ก เด็กที่ไหนจะมีสามีได้ ให้ข้าช่วยทำแผลเถอะท่านพี่
แสงไฟมันแยงตาข้าแถมท่านยังร้องโอดโอยไม่หยุด ใครจะหลับลง”
   ฟังนางหาข้ออ้างมาทำแผลแล้ว เขาได้แต่อมยิ้ม
แม้คืนนี้จะได้รับบาดเจ็บแต่นางทำให้เขามีเรื่องให้ยิ้มได้ตลอด
   “เจ้าไม่ใช่เด็กจริงหรือ ในเมื่อมีสามีแล้วทำไมไม่ปรนนิบัติสามีในยามค่ำคืน”
เขาได้ทีแกล้งไล่ต้อนให้นางจนมุม
   “ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย ข้าไม่พูดเรื่องนี้ ข้าจะทำแผลให้ท่าน”
นางลุกขึ้นเดินมาหาจุดที่เขานั่งอยู่บนเบาะ

   

---

โค้งสุดท้ายแล้ว ปั่นๆๆ

แต่งตอนไม่ค่อยหิว ดีหน่อย ง่าย ฮ่าๆๆ ดูไม่เลอะเลือนมาก แต่น้ำเยอะแทนหรือเปล่า55

เริ่มเปิดเอกสารพิมพ์ตั้งแต่ตอนเย็นชิลๆ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

Go to full version